ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletThe Truth Of Red Thailand 12-14 April 2009
bulletFrom red shirt survivor person
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
Buddhism How?
dot
bulletMystery World Report 25
bulletMystery World Report 24
bulletMystery World Report 23
bulletMystery World Report 22
bulletMystery World Report 21
bulletMystery World Report 20
bulletMystery World Report 19
bulletMystery World Report 18
bulletMystery World Report 17
bulletMystery World Report 16
bulletMystery World Report 15
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
dot
โหราศาสตร์ [updateใหม่สุด]
dot
bullet สารบาญโหราศาสตร์โดยชลัมพุช โหรชนบททุกเรื่อง
bulletดวงชะตาที่ควรสังเกตในรอบปี 2552 และบทวิเคราะห์ดวงพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
bulletบันทึกข้อสังเกตประเด็นสำคัญดวงชะตาประเทศไทยช่วงเดือนส.ค.-พ.ย.2552
bulletดวงชะตานักการเมืองแฟ้ม 3 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
bulletดวงชะตาประเทศไทย พยากรณ์ว่าประชาชนจะอดอยากยากจนและเผชิญภับพิบัติ 4 ประการ
bulletให้คำพยากรณ์นักธุรกิจชาวอังกฤษ
dot
โหราศาสตร์ ภาคทฤษฎี
dot
bulletอยากรู้เรื่องโหราศาสตร์ คลิก!
bulletดวงชะตาผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตไทย
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา
dot
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา1
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา2
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา3
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา4
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา5
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา6
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา7
bulletสากลจักรวาล สากลศาสนา8
bulletสากลจักรวาล สากลศาสนา9
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา10
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา13
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา14
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
บันทึกลับเสื้อแดง
dot
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี แฟ้ม 2
dot
หนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนท )
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่24
bulletหนังสือพิมพ์ดีเล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่26
bulletหนังสือพิมพ์ดีเล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา
bulletร่าง... บันทึกชั่วคราว.....ลบทิ้งเมื่อใช้ประโยชน์แล้ว
dot
รายการทั่วไป
dot
bulletงดเหล้าเข้าพรรษา
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletศรีสะเกษ
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
dot
ช่องบริการประชาชน
dot
bulletบริการแจ้งของหาย คนหาย สื่อข้อความ หมอผี ฯลฯ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletอัลบั้มรูป history


หนังสือพิมพ์ดี เล่มที่32

วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก
หนังสือพิมพ์ดี(อินเทอเนต)
เล่มที่ ๓๒
เมษายน - พฤษภาคม - มิถุนายน ๒๕๔๗

เล่มพิเศษ   หลักสูตรมรรคผล

       1.   พุทธทำนายเดือนสี่ปีกุน

2.   บทกวีหัวใจหนังสือพิมพ์ดี

3.   หน้าบอกสถานะของเรา

4.   บทบรรณาธิการ ยอร์ช บุช  vs  จอห์น แครี

5.   เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว

     5.1  สภาผู้แทนราษฎรเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ 8 รัฐมนตรี

      5.2  คู่เทวดาฟ้าส่งมาแสบ หนังล้อเลียนศาสนา

      5.3  ถึงลูกถึงคน เซกส์เวอร์เกอร์ในงานเอดส์โลก ข้อเสนอจริยธรรมกามทันยุค

      5.4  ชั่วโมงพิศวง พิศูจน์ผี

      5.5  สนธิ ลิ้มทองกุล ในเมืองไทยสุดสัปดาห์

      5.6  วิเคราะห์ข่าว นักบวชวิกลจริตปีนกรงสิงโต

      5.7  กรณีโจรใต้ลอบฆ่าผู้พิพากษาปัตตานี

      5.8  บันทึกโลก วิสัยทัศน์ดร.มหาเธร์ บทวิเคราะห์วิถีมุสลิมโลกกับการเมือง

6.   หลักสูตรมรรคผล:ความเป็นมา และโครงการโพธิอาษา

7.   หลักสูตรมรรคผล โดยพระพยับ ปัญญาธโร

      7.1  บทที่1 ข้อพิจารณาทั่วไป

                  711  ความหมายของโครงการโพธิอาษา

                 712  ข้อพิจารณาการบรรลุเป้าหมายทางมรรคผลนิพพาน

                  713   การพิจารณาคัดเลือกโพธิอาษา

                  714   การตระเตรียมงานเดินโครงการ

                 715   การพิจารณาเรื่องหลักสูตร

                  716   หลักพิจารณาการทำวัตรสวดมนต์                  

      7.2  บทที่2 ข้อพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติเรื่องศีล

                  721  แนวปฏิบัติเรื่องศีล5

                  722  ศีลใจ มโนปุพฺพํคมา ธมฺมา

      7.3  บทที่3 การฝึกสมาธิ

                  731  หลักพิจารณาทั่วไปในการฝึกสมาธิ

                  732  หลักพิจาณาเรื่องเทกนิคการฝึกสมาธิ

                  733  การบริกรรมภาวนา

                  734  การภาวนาพุท-โธ

                  735  หลักภาวนายุบหนอ พองหนอ

                  736  เทกนิคการฝึกสมาธิโดยหลักการของปราณ

                  737  เทกนิคสมาธิตามหลักการเดินจงกรมแนวมหาสติปัฏฐาน

      7.4  บทที่4 หลักสูตรในระดับปัญญา(ขั้นงานวิปัสสนากรรมฐาน)

                  741  ข้อพิจารณาทั่วไป

                  742  การเพ่งกสิณและฌาน

                  743  ปฏิเวธธรรม

      7.5  บทที่5 บทสรุปการฝึกตามหลักสูตรไตรสิกขา

8.    หลักสูตรมรรคผลภาคผนวก จะปฏิรูปการปกครองสงฆ์ไปทำไม?

      8.1  การปฏิรูประบบไตรสิกขาตอนที่ 1

      8.2  ศีลสิกขา

      8.3  สมาธิสิกขา

      8.4  ปัญญาสิกขา

9.   การปฏิรูประบบไตรสิกขาตอนที่ 2  คำถาม - คำตอบ

10. การปฏิรูประบบไตรสิกขาตอนที่ 3  คำถาม คำตอบ

11. การปฏิรูประบบไตรสิกขาตอนที่ 4   คำถาม คำตอบ

12. ปกหลัง วาทะเปิดประชุมสภาสงฆ์ระดับชาติ

 

 

 

 

 

 

 

 พุทธทำนาย                                                                                                 สถานการณ์เดือนสี่ปีกุน 

เรื่องพุทธทำนายนี้ มีปรากฏอยู่ในภาษาบาลีพระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ หน้า ๒๔ ขึ้นต้นว่า อุสุภา รุกฺขา คาวิโย ฯลฯ และอธิบายไว้ใน อรรถกถา เอกนิบาตภาค ๒ และเคยแปลเป็นภาษาไทยไว้ใน ชาดกฉบับหอสมุดวชิรญาณ เล่ม ๑ อาจารย์ศิลา วีรวงศ์ ได้แต่งเป็นกลอนลำอีสาน ประมาณ พ.ศ.๒๔๙๐

มีข้อความตอนสำคัญดังนี้ :-

" ๑๑. ข้อสิบเอ็ด พระฝันเห็นท่อนไม้แก้วแก่นจันทน์แดง ของมันราคาแพงค่าสูงแสนตื้อ เขาเลยเอาไปซื้อขายกินแลกไก่ เอาจันทน์แดงใส่กระชาน้อยแขวน ห้อยเที่ยวขาย อันนี้แล้วเพิ่นว่าภายหน้าพุ้นเคิ่งศาสนาพุทธ มนุษย์มีโลภามืดมัว เมากุ้ม ชุมหมู่ถือศีลสร้างเป็นจัวเจ้าหัวบ่าว เห็นผู้สาวแล้วเอิ้นเสินเว้าดั่งสหาย นอกจากนั้นกะซิเป็นผู้ฮ้ายขายศาสนาพุทธ เอาพระธรรมลงมุดจายขายกินจ้าง ตั้งเป็นตึกเป็นห้างขายกินปิ้นไป่ ทังพระสูตรพระวินัย เอาลงใส่กระช้าโซนผ้าเที่ยวขาย นี้จั่งแม่นต่อนฮ้ายขายฮูปพุทธองค์ สงฆ์บ่ถือวินัยไพร่เมืองบ่อยำอย้าน แต่มีคนพาลกล้าโกธาเขี้ยวขุ่น ศาสนาเกิดวุ้นสูญเส้ามุ่นทะลาย สงฆ์ซิเป็นผู้ฮ้ายขายศาสนากู สัพพัญญูเล็งเห็นหน่ายสะอางผางฮ้าย คันแม่นกายไปหน้าศาสนาของ เฮา จั่งซิฟื้นขึ้นใหม่ ในปีกุนล่วงแล้ว ซิแววขึ้นลื่นหลัง ครั้งนั้นแหล้วคนซิอยู่ เป็นสุข จั่งซิหายความทุกข์หมู่ภัยไกลเนื้อ ใผผู้ยังเหลือค้างซิเห็นทางฟ้าล่วง คนสิพ้นจากห่วงฝูงหมู่มารบาปฮ้ายเมื่อฟ้าอยู่กะเสิม เริ่ม แต่ค้าเดือนสี่ปีกุน ใผมีบุญจั่งซิเห็นหน่อพระธรรมเนอป้า พากันถือศีลห้าภาวนาเนอแม่ หยังกะเห็นเที่ยงแท้บ่มีเว้น หว่างใด๋ "

[จาก ….กลอนลำเรื่องพุทธทำนาย ชมรมวรรณกรรมอีสาน จัดพิมพ์ โดย ร.พ.ไพศาลศิริ ท่าพระจันทร์ กทม. ๒๕๒๗ หน้า ๗ ]

หมายเหตุ บก. นับแต่ปี ๒๕๔๑ ปีขาล ถึง เดือนสี่ปีกุน (ตรงกับ พ.ศ. ๒๕๕๐) ตามพุทธทำนาย เราก็มีเวลาอยู่ ๙ ปีเศษสำหรับเตรียมการรับความรุ่งเรือง แห่งพระพุทธศาสนา แต่หากว่าผลอันประเสริฐใดพึงปรากฏขึ้น จักมิใช่ โดยโชคชะตา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาล แต่ต้องด้วยมือเรา ชาวพุทธบริษัททั้งหลาย ที่จะบริหารไปด้วยเหตุและผลอันชอบธรรม ฯ

ไกลกิเลส                                                                                                                          24 มี.ค. 2525

 

 

 

 

 

 

 

 บทกวีหัวใจหนังสือพิมพ์ดี

 

   เราจะบินบินบินและบินไป............                      สู่ขอบฟ้าสดใสในเบื้องหน้า

แม้วันนี้มีเมฆร้ายมหิมา ..............                           ก็ไม่หวาดไม่ผวาคณาภัย 

   ถึงเขาใหญ่สูงเงื้อมตระหง่านฟ้า.....                    ก็จะฝ่าฤาพรั่นนึกหวั่นไหว

มหาสมุทรสุดสายลมไกว ............                          จะเอื้อมไปให้ถึงซึ่งฝั่งดิน

   ถึงแห้งเหือดเลือดหมดหยดสุดท้าย...                  แล้วก็หมายชนหลังยังถวิล

สัจจธรรมนี้ไว้ในธรณิน ...............                          กว่าจะสิ้นกัปกัลป์พุทธันดร ฯ

 

 

 

 

 

 

 

 

 หน้าบอกสถานะของเรา

วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก

หนังสือพิมพ์ดี (อินเทอเนต) รายคาบ เล่มที่ ๓๑

WWW.NEWWORLDBELIEVE.COM

 

           วัตถุประสงค์             :- เพื่อการนำความคิดไปสู่ความดีงาม

                                    - เพื่อความกลมกลืนแห่งสากลศาสนา :

                                    - FOR ALL GOOD, FOR ALL THOUGHT

        ประจำเดือน              :- ก.ค.-ส.ค.-ก.ย.-ต.ค.  ๒๕๔๗

        คณะที่ปรึกษา           :- ดร.นันทสาร สีสลับ

        บรรณาธิการ            :- พระพยับ ปญฺญาธโร

        ผู้อำนวยการเว็บไซท์ :- พระพยับ ปญฺญาธโร

        ผู้จัดการเว็บไซท์       :- สมจิตร กอปรทศธรรม

        กองบรรณาธิการ      :- แสงทอง มลิวงษ์ 

                                      :- ทศพล ใยมุง

                                      :- สมจิตร - พัชรา กอปรทศธรรม

                                      :- จรรยา ศรีสุโมโร 

       เจ้าของ/พิมพ์ที่        :- มูลนิธิพระเทพวรมุนี (เสน ปญฺญาวชิโร)

                                 วัดมหาพุทธาราม ถ.ขุขันธ์ อ.เมืองศรีสะเกษ  

                                 จ.ศรีสะเกษ ๓๓๐๐๐

                               โทร (๐๔๕) ๖๒๒๔๕๕


(บัญชี :พระพยับ ปญญาธโร เลขที่ 343-1-05880-9  ธนาคารกรุงไทย  จังหวัดศรีสะเกษ)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 บทบรรณาธิการ

 



            นี่คือ หนังสือพิมพ์ดี(อินเทอเนต):วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก ประจำเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม-กันยายน-ตุลาคม ๒๕๔๗ ฉบับนี้เป็นเล่มที่ ๓๒และเป็นปีที่๘ของหนังสือพิมพ์ดี

           เราจะบินบินบินและบินไป       สู่ขอบฟ้าสดใสในเบื้องหน้า



             หนังสือพิมพ์ดีฉบับนี้ เราอุทิศให้แด่งานเขียนชิ้นสุดยอดของงานวิจัยศาสนธรรม คือ
"หลักสูตรมรรคผล" แต่เพียงเรื่องเดียว ฉะนั้น ในเล่มและในบทบรรณาธิการฉบับนี้ เราก็จะไม่มีเรื่องราวการวิเคราะห์มากเหมือนฉบับที่แล้ว ๆมา เพราะต้องการอุทิศหน้ากระดาษให้กับ หลักสูตรมรรคผล" ที่มีถึง 2 ภาค ค่อนข้างยาว ให้อยู่ในเล่มนี้ทั้งหมดและเรามีความพอใจยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เสนอ หลักสูตรมรรคผล เป็นของกำนัลที่ล้ำเลิศแด่ท่านผู้อ่าน ที่แม้เพียงเรื่องเดียวก็น่าจะเป็นการเพียงพออย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ตามเราก็ต้องขออภัยท่านผู้อ่าน ที่คอลัมน์ประจำหลายคอลัมน์หายไปจากเล่มนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอลัมน์ประชาธิปไตยสงฆ์ที่เราได้รับการขอร้องให้ลองวิเคราะห์หนังสือเรื่องเหตุเกิด พ.ศ. ๑ และเราจะยกเรื่องราวที่ค้างเหล่านี้ไปพูดในดีเล่มหน้า สำหรับเล่มนี้ คอลัมน์ที่ยังมีอยู่เหมือนเดิม แม้จะไม่ครบถ้วนทั่วถึงและสั้นกว่าเดิมก็คือ เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว แต่คอลัมน์นี้ก็ยังคงบอกประเด็นความหมายของหนังสือพิมพ์ดีที่มีวิสัยทัศน์การมองอย่างทั่วถึงในเหตุการณ์แห่งสากลโลก จึงขาดเสียไม่ได้ ส่วนคอลัมน์ สากลจักรวาล สากลศาสนา นั้น จะพบได้ในเล่มต่อไป ๆ ตามปกติ 

 

            การเมืองในสหรัฐอเมริกากำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ 

            การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2547 ผู้นำคนใดจะเข้ามาสู่ยุทธศาสตร์การเมืองโลก เรามองว่า ที่น่าสังเกตก็คือ จอห์น เคอรี (John Kerry) แห่งพรรคเดโมแครต นั้น ดูเขายังไม่พร้อมสมบูรณ์ ที่จะเป็น ประธานาธิบดีของประเทศมหาอำนาจ ที่มีบทบาทต่อโลกอย่างมากมายในยุคนี้ เมื่อเขาพูดถึงสถานการณ์ ตะวันออกกลาง ในวันที่ได้รับเลือกเป็นทางการให้เป็นตัวแทนพรรค(ข่าว bbc. 30 ก.ค. 2547)ว่าด้วยงานวิจัย รวมทั้ง Plans to extend stem cell research ซึ่งดูเหมือนไม่ชัดเจนนัก เขาอาจจะหมายถึงนโยบาย การต่างประเทศด้วยซึ่งได้ซ่อนความหมายค่อนข้างสำคัญ ที่ว่า แครี่ ก็ยังไม่เข้าใจทะลุปรุโปร่ง ไม่มั่นใจสถานการณ์ในตะวันออกกลางว่าเป็นอย่างไร เขาควรจะวางนโยบายลงไปอย่างไรแน่เขาเต็มไปด้วยความกังขาอย่างลึกซึ้งอยู่เหมือนกันซึ่งตามเหตุผลที่ควรจะเป็น แครี่ควรจะต้องมีข้อมูลและสามารถสรุปเป็นนโยบาย เป็นแผนปฏิบัติทุกอย่างในมือแล้ว และควรจะรู้วิธีการที่จะจัดการกับปัญหา อิรัก ซึ่งหมายถึงปัญหาความมั่นคงภายในของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือปัญหาอัลกออิดะห์ ของอุสมา บิน ลาดิน อย่างชัดเจนมั่นใจแล้ว แต่ท่าทีของเขานี้ กลับแสดงถึงความที่เขายังไม่เข้าใจสถานการณ์อย่างมั่นใจเลย นี่เป็นประเด็นที่น่าคิดว่าประชาชนที่ ฉลาด มีปัญญา ความเก่งพร้อมที่จะปกครองตนเองแบบประชาชนเป็นใหญ่ ตามหลักประชาธิปไตย จะมองแครี่อย่างไร

นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับบุคคลิกภาพส่วนตัวของเขา จอห์น แครี่ มีบุคคลิกภาพที่ค่อนข้างลึกลับ เขามีกระโหลกศีรษะ และเงาภาพที่ซ่อนแฝงความรุนแรงและความเหี้ยมหาญเอาไว้ภายในที่น่าพรั่นพรึง ขณะนี้ ทางฝ่ายการก่อการร้ายสากลของโลก อาจจะรู้สึกว่า แครี่ มาจะทำให้สถานการณ์ฝ่ายเขาได้เปรียบขึ้นก็ได้ แต่พวกเขาน่าจะได้พบความผิดหวังในภายหลัง เพราะแครี่ อาจจะใช้นโยบายที่เข้มข้นหรืออำมะหิตมาปฏิบัติต่อผู้ก่อการร้ายสากล อย่างเด็ดขาดยิ่งกว่า ยอร์ช ดับเบิลยู บุช กระทำอยู่ขณะนี้เสียอีก

ในขณะเดียวกัน เมื่อมองฝ่ายรัฐบาล ขณะนี้ ยอร์ช ดับเบิลยู บุช (George W. Bush) ยังจะก้าวต่อไปอีกขั้นหนึ่งในสถานการณ์ตะวันออกกลาง ที่เห็นได้จากท่าทีหลังสุดของเขาต่ออิหร่าน เป็นเชิงเสนอนโยบายว่าอิหร่านเป็นตัวปัญหาของตะวันออกกลางและการก่อการรร้ายสากล น่าคิดว่าประชาชนอเมริกันจะมองอย่างไร ถ้าบุช ได้รับเลือกตั้ง นั่นมิได้หมายความว่าประชาชนอเมริกันเห็นด้วยกับนโยบายบุกอิหร่านของประธานาธิบดียอร์ช ดับเบิลยู บุช หรืออย่างไร และสถานการณ์ ตะวันออกกลางก็ย่อมจะรุนแรงขึ้นไปอีก

ในขณะเดียวกัน เกาหลีเหนือ ก็สร้างสถานการณ์ ที่คล้ายจะไปประสาน หรือเป็นแนวร่วมอย่างไม่เจตนา หรือเจตนาก็ตาม ให้แก่ศัตรูของอเมริกาในตะวันออกกลาง ทำให้สถานการณ์นิวเคลียร์เข้มขึ้นไปอีก ในขณะที่จีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งก็ดูจะขาดความประนีประนอม ขาดความยับยั้งชั่งใจไปโดยสิ้นเชิงต่อจีนใต้หวันจนดูประหนึ่งว่าจีนแผ่นดินใหญ่หลงอำนาจหลงอัตตาตัวตนมากเกินไป ก็ได้เตือนใต้หวันอีกครั้งหนึ่ง หลังจากมีการเตือน ไปเป็นระยะครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ถ้าใต้หวันแยกตัวเป็นเอกเทศเมื่อไร สงครามจะเกิดขึ้นทันที ซึ่งจีนไม่เคย แสดงท่าทีอย่างอื่นผิดเพี้ยนไปจากนี้ น่าจะบอกได้ชัดเจนว่า จีนไม่คำนึงว่าโลกจะมองจีนอย่างไร จีนขณะนี้มองตัวเองเต็มที่ว่าเป็นสุดยอดความยิ่งใหญ่อีกประเทศหนึ่งในโลก ซึ่งเป็นลักษณะของความไม่รอบคอบของจีนอีกเช่นเคยที่ซ้ำรอยประวัติศาสตร์จนกลายเป็นเรื่องยุ่งยากขนาดใหญ่ขึ้นมา

ในขณะเดียวกันรัสเซีย ของประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ก็กำลังดำเนินแผน ไล่ล่ารุนแรงต่อกบฏมุสลิมเชเชน เพื่อสนองความอาฆาตแค้นส่วนตน กรณีจับตัวประกันในโรงเรียนประถมเมืองเบสลันในเหตุการณ์ 1-4 กันยายน 2547 เป็นเหตุให้เกิดการเสียชีวิตกว่า 322 ศพ ที่ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนและครู

แล้วมาสู่สถานการณ์ล่าสุด คือสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ที่อิงอยู่บนราคาน้ำมันก็ปั่นป่วนไปทั่วโลก เพราะราคาพุ่งลิ่วขึ้นไปอย่างไม่มีวี่แววว่าจะหยุดยั้ง จึงน่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งว่า ประชาชนแห่งสหรัฐอเมริกา จะเลือกบุคคลอย่างไร ไปต่อสู้แก้ไข ปัญหาที่ยิ่งใหญ่รอบด้านเหล่านี้ พวกเขาพอใจในตัวบุช และ แครี่ เพียงใด และโลกในระยะ 5 ปีต่อไปจากนี้จะเป็นอย่างไร  

          เรายังมีประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา ก็คือ ประเด็นความปลอดภัยภายในประเทศ จะสังเกตได้ว่า หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544 มาแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีการก่อการร้ายเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาเลย น่าศึกษาว่า เขาจัดการเรื่องความมั่นคงภายในของประเทศที่กว้างใหญ่ขนาดนั้นได้อย่างไร จึงรอดปลอดจากการขีดข่วนจากอุ้งเล็บ ของขบวนการก่อการร้ายได้อย่างชงัดแม้เมื่อมีความจริงอยู่ว่าฝ่ายศัตรูของอเมริกาคอยจ้องที่จะหาโอกาสเล่นงานอยู่ตลอดเวลา แต่ไทยเราที่อ้างแล้วอ้างอีกว่า ไทยไม่ใช่เป้าหมายของการก่อการร้าย กลับมีเหตุรุนแรงตลอดมา อันเกิดจากขบวนการเพียงโจรมุสลิมท้องถิ่น น่าเสียดายที่เราไม่ยอมรับคำปรึกษาของสหรัฐอเมริกาที่เขายื่นให้ กลับปฏิเสธเสีย แต่เราคิดว่า ถึงขณะนี้ก็ไม่สายเกินไป ที่จะลองถามอเมริกาดูว่า เขาทำอย่างไร 

          สำหรับบทวิเคราะห์พิเศษในหน้าบรรณาธิการดีเล่มนี้ เราก็เสนอได้เพียงนี้ ขอท่านผู้อ่านติดตามเรื่องอื่น ๆ ต่อไปตามอัธยาศัย และโปรดพบการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ทางอินเทอเนตของเราwww.newworldbelieve.com 

                                                      

                                                   บรรณาธิการ
                                                   2 ต.ค. 2547

 

 

 

 

 

 

 

 

  เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว
โดยคอมพิวเตอร์แมนและบูดามี




 


 การประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญทั่วไปเป็นพิเศษ

เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล

ช่อง11พฤหัสบดีที่19พ.ค.254709.00น.


          บัญญัติ บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านเปิดประเด็น 8 รัฐมนตรี ในรัฐบาลทักษิณ เป็น งานชิ้นเปิดตัวของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนใหม่ ท่านว่ารัฐมนตรี 8 ท่านต่อไปนี้ คือ 

 

               1. นายอดิศัย โพธารามิก รมว.ศธ.                        

               2. นายวัฒนา เมืองสุข รมว. พาณิชย์                      

               3. พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รอง นรม.                      

               4. วัน มุฮำมัดนอร์ มะทา รอง นรม.                        

               5. ร.อ. สุชาติ  เชาววิศิษฐ์ รมว.พาณิชย์ 

               6. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รมว.คลัง 

               7. น.พ.สุรพงษ์  สืบวงศ์ลี รมว. เทคโนโลยี 

               8. นายสุริยะ  จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม

 

          ว่าทำสถานการณ์เลวร้ายอย่างน่าวิตกกังวลว่าจะตกต่ำลงไปอีก จึงไม่อาจจะให้ความไว้วางใจในการบริหารประเทศต่อไปได้ ปัญหาสามจังหวัดภาคใต้ ท่านผู้นำฝ่ายค้านคนใหม่กล่าวว่า นายวัน มูหะมัด นอร์มะทา น่าจะรู้เรื่องอะไรต่าง ๆดี  ระยะแรก ๆ ของการอภิปรายมี สส.ฝ่ายค้านท่านหนึ่งพูดอยู่นาน และท่านพูดคำควบกล้ำไม่เป็น ดังคำต่อไปนี้ท่านออกเสียงว่า "ลัดฐมนตี" (รัฐมนตรี) หลายต่อหลายครั้ง  พูดคำ ว่า  "อภิปาย"  (อภิปราย) หลายต่อหลายครั้ง พูดคำว่า "ท่านปะทาน" (ท่านประธาน) หลายครั้ง เมื่อเข้าประโยค ตัวอย่างเช่น "กะซวงพานิชภายใต้การนำของท่านลัฐมนตีวัฒนา เมืองสุข" (กระทรวงพาณิชภายใต้การนำของท่าน รัฐมนตรีวัฒนา เมืองสุข), "การปาบปามหวยใต้ดินไม่มีปะสิทธิภาพ" (การปราบปรามหวยใต้ดินไม่มีประสิทธิภาพ), "เดี๋ยวผมจะชี้ให้เห็นว่านโยบายลัฐบาลผิดพาดอย่างไล" (เดี๋ยวผมจะชี้ให้เห็นว่านโยบายรัฐบาลผิดพลาดอย่างไร), "เป็นข้อบกพ่องโดยสุจลิตของลัทธรรมนูญสะบับนี้" (เป็นข้อบกพร่องโดยสุจริตของรัฐธรรมนูญฉบับนี้), ซึ่งกลายเป็น ประโยชน์ต่อฝ่ายรัฐบาล เพราะประชาชนฟังไม่ชัดเจนว่าท่านโจมตีรัฐบาลเรื่องอะไร (รัฐสภาเคยมีประวัติศาสตร์ที่ สส. ท่านหนึ่ง มีเชื้อชาติจีนสัญชาติไทย พูดคำไทยไม่ชัดคำที่ฉกรรจ์ที่สุดก็คือ คำว่า "ซวยตายห่า" เป็นที่ครึกครื้นกันมาก)

 

ต่อมา วันที่ 28 พ.ค. 2547 เวลา 1230 น.. สส. ฝ่ายรัฐบาลท่านหนึ่งลุกขึ้นพยายามชี้แจงนโยบายของรัฐบาลท่านว่า "รัฐบาลมีนโยบายสร้างปะเทศไทยให้เป็นคัวของโลก" คนฟังก็ไม่เคยได้ยินคำว่า "คัว" หมายถึงอะไร แปลว่าอะไร ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลมีนโยบายเรื่องคัวของโลกนี้หรือเปล่า ท่านผู้นี้ยังชี้แจงไปอีกหลายเรื่อง มีอีกเรื่องหนึ่งที่ท่านเน้นว่าเป็นนโยบายที่สำคัญคือ นโยบายแลงงานไทยในต่างปะเทศ (แรงงานไทยในต่างประเทศ) พอประธานสภาเตือนว่าหมด เวลาแล้ว ท่านก็ทำท่าว่ายังมีอีก จะไม่ยอมลง (ให้ท่านออกไปค้าไปขายไม่ดีกว่าหรือ? ในชนบทบ้านนอก เมื่อ 40 ปี ก่อน คนจีนเก่าหาบเข่ง ตะรอนไปขายลูกเป็ด ร้องว่า "ขึ้นบนฟ้าเห็นเป็ดอั๊วบ่อ" ก็ขายได้ ทั้ง ๆ ที่พูดไปคนละเรื่อง) แล้ว สุดยอดของเหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อท่าน สส. นิพิธ อินทรสมบัติ แห่งประชาธิปัตย์ เล่าเรื่องงัวชน ว่างัวมันก็คิดว่า มันเก่ง (“นายแน่มาก" อะไรทำนองนั้น) ก็ว่าตัวแน่ ชนทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า จอมปลวกพังราบ แต่พอตะลุยไปถึงบ่อนวัวชน กลับหยุดชงักแล้วพลันก็เยี่ยวราด ด้วยความตกใจกลัวที่เห็นงัวตัวอื่นล่ำสันน่าเกรงขามกว่ามัน ก็หันกลับ เตลิดไปไม่เหลียวหลัง ฝุ่นคลุ้ง นายกรัฐมนตรีตอบโต้ด้วยการเล่าเรื่อง เด็กทำเวร เด็กดีทำเวรคนไม่เห็น ส่วนคนไม่ดีชอบเอาหน้าเอาตา ช่างฟ้อง เรื่องไม่เป็นเรื่องก็เอาไปฟ้อง เด็กทำเวรสุดอดก็ซัดเข้าให้ ต่อยแล้วแช่งว่าขอให้สูญพันธุ์ไปเลย เป็นที่ฮือฮาของประชาชนผู้ชม จนรายการ เรื่องเล่าเช้านี้ (ช่อง 3 ศุกร 28 พ.ค.47, 07.20 น.) สรยุทธ สุทัศนจินดากับ อรปรียา หุ่นศาสตร์ เอามาเป็นประเด็นคำถามต่อผู้ชมว่าชอบนิทานใดมากกว่ากัน ผล ชอบเด็กทำเวร 57.23 % งัวชน 25.99 % ชอบทั้งสอง 6.45 % ไม่ชอบเลย 10.74 %

 

ต่อมา ฝ่ายค้านนำโดยประชาธิปัตย์พากันประท้วงเงียบด้วยการ วอล์คเอ้าท์ คือเดินออกไปจากที่ประชุม 2 วัน กลายเป็นรัฐบาลพูดอยู่ฝ่ายเดียวถึง 2 วัน แต่ฝ่ายค้านกลับใช้กลยุทธใหม่ ไม่ได้ออกไปนั่งเล่นเฉย ๆ ไปออกอินเทอเนต เอาเรื่องในสภาไปทำเวบโจมตีรัฐบาล ว่ารัฐบาลปัจจุบันเป็นรัฐบาลพ่อค้า มุ่งทำกำไรอย่างเดียวว่า "3 ปี"ชินวัตร"รวยโลด 9 หมื่นล้าน" วันเดียวมีคนถึง 120,000 คนเข้าไปดูเวบ ปชป. ฝ่ายรัฐบาลไหวตัวทัน ทำเวบตอบโต้บ้าง สรุปแล้ว การอภิปรายแบบนี้ก็ดีสำหรับประชาชน จะได้คลายเครียดได้เหมือนกัน แต่เรื่อง นโยบายทำปะเทศไทยเป็นคัวของโลก และเรื่องแลงงานไทยในต่างปะเทด นั้น ไม่ทราบว่ารัฐบาลโดยหัวหน้ารัฐบาลเคยพูดไว้หรือไม่เมื่อไรน่าจะได้นำไปทำการบ้านต่อ

 

 




 คู่เทวดาฟ้าส่งมาแสบ DOGA
ช่อง7,15ก.ค.2547,  09.50น.



หนังเรื่องนี้มีเจตนาสร้างขึ้นเพื่อการล้อเลียนศาสนาและพระเจ้าชาวคาทอลิกโดยเฉพาะ ที่น่าจะบอกไปถึง สถานการณ์คริสต์ศาสนาในอเมริกาว่าเป็นอย่างไร และดูเหมือนว่า เมื่อมีการกล่าวร้ายศาสนา ชาวคาทอลิกต่างดูเฉยเมยไปหมด เรื่องราววันนี้ พยายามสะท้อนว่าคนยุคใหม่มองศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิกว่า เป็นตำนานปะรำปะรา ไม่น่า เชื่อถือ เครื่องหมายของคริสต์ศาสนา คือรูปพระเยซูถูกตรึงกางเขนเป็นภาพที่น่าสังเวชและเวทนา ที่ทำลายความรู้สึก เป็นเหตุของความหดหู่สลดใจ ไม่แจ่มใสเบิกบาน พลอยร้าวรานไปกับภาพบิดตัวงออย่างเจ็บปวดของพระเยซูไปด้วย (ยิ่งเห็นชัดขึ้น จากหนังเรื่อง The Passion of the Christ พระเยซูเจ้าผู้ทรงกรุณา) ภาพยนต์เรื่องนี้จึงเสนอสัญลักษณ์ใหม่เข้ามาแทน เชิงล้อเลียน เป็นรูปปั้นพระเยซูขี้เล่น ดูเป็น เด็ก ยิ้มแย้ม เป็นกันเอง ดูเป็นมิตร มีรอยยิ้ม และ หลิ่วตาล้อผู้ชมด้วย วงการวัดคอธอลิกทุกวันนี้ ที่ปรากฎในมลรัฐนิวเจอร์ซี่ สหรัฐอเมริกา ตามท้องเรื่องภาพยนต์เรื่องนี้ ปรากฎว่ามีปัญหาคนไม่เข้าวัด วัดร้างไปตาม ๆ กัน ทั้งนี้เพราะมีเหตุผลว่า เรื่องที่พูดกันเกี่ยวกับวัดมีแต่เรื่องน้ำเน่า เช่นเรื่องบาดหลวงนอกใจเมีย บาดหลวงแอบไปทำบัดสีบัดเถลิงไว้ทั่วทุกหนทุกแห่ง บาดหลวงมีลูกชายเป็นเกย์ บางรูปชอบมีเซกส์กับเด็กชายอายุ 14 ปี หัวหน้าบาดหลวง ระดับพระคาร์ดินาลยิ่งร้ายกว่าลูกวัดเสียอีก จนคนด่าว่า "ไอ้บ้ากามโรคจิต" บางคนก็ไปพบการ "ถูกห้อมล้อมด้วยลูกสาวบาดหลวง" เพื่อขอบริจาคบ้าง เพื่อการเพศสัมพันธ์บ้าง ก็ไม่กล้าเข้าวัด บาดหลวงจึงไม่มีดีสักรูปเดียว มีชีวิตอยู่กับความลับ ปกปิดแม้แต่พวกเดียวกัน ภาพยนต์เรื่องนี้ สะท้อนความเอือมระอาของประชาชนต่อวัดคาทอลิก แม้เทวดาก็เอือมระอา เช่นเดียวกัน จึงเขียนบทให้มีเทวดาตกลงมาจากสวรรค์ 2 ตน แล้วเข้าไปในวัด ขณะมีการประชุมพระบาดหลวง ไปชี้หน้าด่าพวกบาดหลวงเหล่านั้น ด้วยประการ ต่าง ๆ เช่นที่กล่าวมา แล้วเอาปืนกลเทวดายิงกราดฆ่าพวกบาดหลวงตายหมด เหลือแต่แม่ชีคนหนึ่ง เพราะเป็นแม่ชีผู้บริสุทธิ์ยิ่งกว่าพวกบาดหลวง ร้อนถึงพระเจ้า ๆ สั่งการกับบาดหลวงอีกรูปหนึ่งให้มาแก้ไขสถานการณ์ ถามว่าทำไม พระเจ้าจึงไม่ทำเอง ไม่มีคำตอบ ต่างก็มีฤทธิ์ด้วยกัน มาเจอกันที่โบสถ์นิวเจอร์ซี่ แล้วถล่มกันแหลก สองเทวดาฆ่าบาดหลวงในวัดตายหมด แม้กระทั่งพระคาร์ดินาล ก็ถูกจับโยนลงมาจากโบสถ์ พระคาร์ดินาล รำพึงว่า ความจริงนั้นพระเยซูก็เป็นคนธรรมดา แต่ได้ถูกกล่อมจากพวกงมงายว่าเป็นบุตรพระเจ้า มาตั้งแต่ อายุได้เพียง 12 ขวบ พระองค์จึงทรงสำคัญพระองค์ผิด และรับภาระที่ยิ่งใหญ่เกินตัวไปมาก และชีวิตที่ปราศจากสตรี ห้ามการเสพกาม ไม่นอนด้วยสตรีเป็นเรื่องที่ซื่อสัตย์เกินไปของพระเยซู ทำให้พระองค์สูญเสียสติสัญญาอย่างมนุษย์ไป ทรงกลับมาเป็นมนุษย์เพียงบางครั้งบางคราวเท่านั้น (คล้ายจะเชื่ออย่างที่ชาวยิวยุคนั้นเชื่อว่าทรงวิกลจริตหรือถูกผีสิง) ขณะนั้นเป็นเวลาจวนจะสิ้นโลก เหลือเวลาเพียง 5 นาที โลกก็จะแตกตามเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิล เทวดาองค์หนึ่งบินขึ้นสวรรค์กลับไปได้ แต่อีกองค์หนึ่งที่ไม่เชื่อฟังพระเจ้าก็ไม่มีปีกงอกออกมา พอเสียงกัมปนาทจากสวรรค์ดังขึ้น คนทั้งโลกก็หูแตกตายหมดโลก 
และโลกก็สลายลง 

 



 ถึงลูกถึงคน
ช่อง 9 พฤหัสบดี 15 ก.ค. 2547 23.00 น.

 

รายการถึงลูกถึงคนวันนี้ ได้เชิญ ชาย-หญิงอาชีพหนึ่งมากัน 7 คน หญิง 6 ชาย 1 คน แนะนำว่าคนกลุ่มนี้มีอาชีพที่เรียกว่า เซกส์เวอรกเกอร์ ซึ่งไม่มีใครพูดถึงคำแปล เพราะคงเข้าใจกัน แต่ถ้าแปลน่าจะตรงกับคำว่า กรรมกรงานเซกส์ กรรมกรงานเซกส์นี้ได้เปิดแสดงในบูทของตนเองระหว่างมีงานเอดส์โลก ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ในเดือน กรกฎาคม 2547 นี้ พวกเขาได้เปิดสาธิตวิธีการร่วมเพศแบบป้องกันเอดส์ สาธิตการจูบ การมีสัมพันธ์ทางเพศ อย่างไรจึงจะปลอดภัยจากเอดส์ เปิดการแสดงเต้นรำอะโกโก้กันอย่างครึกครื้นโดยความปรารถนาดีที่จะให้ความรู้ทางเพศแต่กลับถูกสังคมวิพากวิจารณ์อย่างหนักว่าทำให้เสื่อมเสียวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ และรายการได้ตั้งประเด็นว่า เป็นการแสดงที่เหมาะสมเพียงใดในสายตาของคนไทย โดยตั้งคำถามว่า สาธิตอโกโก้บนเวทีเอดส์โลก คุณเห็นด้วยหรือไม่ เมื่อพวกเขามาออกตัวในรายการวันนี้ สิ่งที่ได้ยินจากคนกลุ่มนี้ จึงน่าสนใจ พวกเขาอ้างว่าจัดทำไปเพื่อให้ความรู้ ทางเพศสัมพันธ์ เขาว่าความรู้เช่นนี้หาไม่ได้จากคนหัวโบราณ พวกที่ชอบวิ่งเข้าวัดไปถามหลวงตา เขาบอกว่าครั้งนี้พวกเขาต่างทำงานกันอย่างหนักอย่างเสียสละเพื่อให้ความรู้ เหนื่อยก็เหนื่อย แต่กลับไม่ได้รับคำชม กลายเป็นว่าการแสดงของพวกเขาได้รับการตำหนิว่าเป็นการแสดงลามกอนาจาร ผู้ชมบางคนส่งข้อความเข้ามาว่า "ไม่คิดถึงจิตใจคนไทยบ้าง ลามกจริง ๆ ช่างไม่อายฟ้าดิน" 

 

เมื่อเจ้าของรายการถามตรง ๆ ว่าอายไหม คำตอบก็ตรงเช่นกันว่า ไม่อาย เหตุที่ไม่อาย เพราะอาชีพของเขาเป็นเช่นนั้น บาร์ เซกส์ เป็นอาชีพของเขา และเขารู้ดีว่าแท้ที่จริงคนทั้งหลายก็อยากดูการแสดงโป๊ะ เปลือยเหล่านั้น แต่ทำเป็นรับไม่ได้ ไม่ลองคิดดูว่าในชีวิตจริงของตน เวลาทำจริง ๆ(ทำกิจกรรมเซกส์ของผัว-เมีย) ลามกยิ่งกว่านี้อีก เรื่องมนุษย์กับเพศสัมพันธ์มันเป็นเรื่องของมนุษย์คู่โลก พูดหน้าตาเฉยว่าการขายเซกส์ไม่เห็นต้องอายอะไร  ถามว่าผิดกฎหมายไหม ตอบว่ารู้อยู่ว่าผิดแต่กระทรวงสาธารณสุขก็ไม่เตือนมา เพราะกระทรวงสาธารณสุขก็เห็นด้วยกับ การแสดงของพวกเขา จงมองอย่างเอาความรู้ อย่างมองอย่างลามก เราไม่ใช่ผู้สร้างปัญหาสังคม เสนอให้เลิกกฎหมายคือ พรบ.ปรามการค้าประเวณี

 

กรณีปัญหาที่คาบเกี่ยวกับศีลธรรม จริยธรรมเช่นนี้ มีสาเหตุมาจากการดิ้นรนเพื่อเลี้ยงชีพของคนทั้งหลายนั่นเอง พวกเขาต่างก็ทำมาหากินกันไปแบบนี้ และมีข้อจำกัดในอาชีพมากมายเช่นเดียวกับอาชีพอื่น ๆ แต่เราเห็นว่า การลงทุนเพื่อความรู้ในกรณีอย่างนี้ แพงเกินไป แพงมาก ๆ เพราะลงทุนด้วยการเอาคุณค่าทางวัฒนธรรมของชาติไปแลกเอา ในเมื่อความรู้บางอย่างก็จำเป็นเฉพาะคนเฉพาะกลุ่ม เช่น ความรู้ในการฆ่าสัตว์ ก็จำเป็นสำหรับ คนในโรงฆ่าสัตว์ จำเป็นสำหรับทหาร ถ้าคนพวกนี้ต้องการความรู้ก็มีสอน แต่สอนให้ถูกกลุ่ม งานเอดส์โลกระดับโลกเช่นนี้ ยิ่งจำเป็นที่รัฐบาลจะบ่งบอกศักดิ์ศรีไทย วัฒนธรรมไทยให้ชัดเจนว่าไทยเป็นอย่างนี้ เอดส์ก็ส่วนเอดส์ วัฒนธรรมก็วัฒนธรรม ซึ่งดูจะสอดคล้องกับท่าทีของดาราภาพยนต์ ผู้น่ารัก น่านับถืออย่าง แอชลี จัดด์ ซึ่งเธอมาปรากฎตัวพร้อมไม้กางเขน ที่ห้อยคออยู่ เป็นการแสดงท่าทีว่า เขาเอาคำสอนเรื่องจริยธรรมตามหลักศาสนาคริสต์มาสอนคนไทยทางอ้อมด้วย ว่าอย่าละเลยคำสอนในศาสนา เขาคงมองอยู่แล้วว่าการแก้ปัญหาเอดส์ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปทำลายวัฒนธรรมขนาดนั้น การรณรงค์อะไรก็ตาม การนำทฤษฎีอะไรมาใหม่ก็ตาม จำเป็นต้องมองฐานของวัฒนธรรม เมื่อต้องการเปิดโลกกามนิยม หรือวัตถุนิยม ทุนนิยม ขึ้นมาในสังคมไทย เพื่อประโยชน์ในการจัดการแบ่งสรรอาชีพการทำมาหากินให้หลายหลากออกไปเพื่อให้ทั่วถึงกลุ่มชนตามพื้นฐานความสามารถการศึกษาและประสบการณ์ นั้น เรากลับไม่เคยคิดในเรื่องบริบทที่เกี่ยวข้อง ไม่เคยคิดว่าต้องปรับปวัฒนธรรมไปอย่างไรบ้าง และไม่มีการวิจัยศึกษาเลย เราแก้ไขปัญหาไปอย่างเดาสุ่ม ไร้หลักการ หรือเอาหลักการด้านเดียวจากการศึกษาด้านเดียวมาใช้แก้ปัญหา อย่างไรก็ตามต่อไปนี้เป็นข้อเสนอแนะของเราเกี่ยวกับเรื่องนี้ประเด็นทำนองเดียวกันนี้

 

1.       วัฒนธรรมการให้เกียรติสตรี ต้องฝึกต้องสอนตั้งแต่เด็ก ๆ เวลาสอนเรื่องเซกส์ ต้องฟังแบบเรียนรู้เป็นวิชาการเหมือนวิชาอื่น ๆ ทั้งหลายที่เมื่อมีการเรียนการสอน มีลักษณะเงียบ ๆ เคร่งขรึมเอาจริงเอาจังและไม่ค่อยมีเสียง เฮฮา หยอกล้อสกิดกัน การพูดให้ความรู้ ไม่พึงพูดแบบคึกคะนองเหมือนโคถึก (เห็นคุณมีชัย วีระไวทยะ ส.ว. ท่านพูดในเวทีเอดส์โลก เช้าวันสุดท้าย 16 ก.ค. 2547 แล้วดูท่านคึกมากเลย ยิ่งกว่าโคถึกเสียอีก ท่านพูดคนหัวเราะกราว นี่ไม่แสดงว่าท่านเอาใจใส่ต่อวัฒนธรรมไทย  ว่าควรต้องระมัดระวังใน การพูดเรื่องนี้ และการแสดงท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างมี วัฒนธรรมอย่างไร วัฒนธรรมมีส่วนเข้ามาในการรณรงค์เรื่องเอดส์ ร่วมรณรงค์เรื่องการใช้ถุงยางอนามัยอย่างไร เราขอ เสนอว่าควรพูดไปอย่างเคร่งขรึม อย่าให้คนฟังแล้วรู้สึกตัวว่าเป็นการชี้โพรงให้กะรอก อย่าพูดอย่างนึกสนุก หรือ ฉายภาพว่าเรื่องเซกส์นี้เป็นเรื่องสนุก แต่ให้เกิดความรู้สึกปรามไปในตัวและเน้นกาละเทศะ ความควรไม่ควรแก่วัยอย่างไร ผู้ฟังก็ต้องมีวัฒนธรรมในการฟังและอย่าเฮฮาป่า ฟังอย่างเป็นเรื่องธรรมดา ๆ อย่าไปมีความรู้สึก (แม้กระทั่งเมื่อเด็กสาว อายุ 20 ติดเอดส์จากโบลิเวีย อเมริกาใต้ขึ้นมาพูดตอนปิดประชุมภาคบ่าย พอเริ่ม เล่าเรื่องของเธอ ก็ยังมีเสียงคนไทยในที่ประชุมเฮฮา เห็นเป็นเรื่องสนุก แทนที่จะเห็นใจเขาและมองว่าน่ากลัวน่าระวังจริง ๆ และพฤติกรรมเช่นนี้แหละที่เรามองว่าไร้วัฒนธรรม ต้องปรับ ควรฟังอย่างเป็นวิชาการและให้เกียรติเขาอย่างนักวิชาการคนหนึ่ง) การพูดการให้ความรู้โดยเปิดเผยทางสาธารณะเช่นนี้ จะต้องใช้ ศิลปะ ให้คนฟังทุก ๆ กลุ่มทุก ๆ ฝ่ายเกิดความรู้สึกร่วมกันใน ประเด็นให้ได้ว่า เป็นเรื่องความรู้จริง ๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องการพูดอย่างสนุกคะนองปาก หรือที่เลวทรามที่สุดก็คือ การพูดที่ยั่วยุหรือปลุกกามารมณ์ ควรระวังการพูดด้วยความรู้สึกว่าท่านกำลังพูดอยู่กับพวกกะหรี่โสเภณี จะกลายเป็นการได้อย่างเสียอย่าง หรืออาจถึงขาดทุนไปอย่างย่อยยับเสียอีก (ที่น่าสังเกตอยู่ขณะนี้ก็คือ กรณีของประเทศอาฟริกาใต้ ที่ได้ลงทุนรณรงค์เรื่องถุงยางอนามัยมาเหมือนกัน แต่กลับขาดทุนย่อยยับลงไปตามลำดับ ๆ เพราะสถิติเอดส์เพิ่มขึ้น ปรากฏหลักฐานในการประชุมเอดส์ครั้งนี้เองว่า ขณะนี้คนอาฟริกาใต้เดินมา3คน จะพบ1คนใน3นั้นติดเชื้อเอชไอวี อาฟริกาใต้ขณะนี้มีประชากร 53 ล้านคนก็เท่ากับติดเชื้อไป 17.6 ล้านคน)     มีตัวอย่างที่เราคิดว่าพูดดี มีวัฒนธรรมแบบที่เราเสนอมานี้ก็คือ Irene Kahn จากอังกฤษที่พูด(พูดเป็นภาษาอังกฤษ)ต่อจากท่านวุฒิสมาชิกไทย คุณมีชัย วีระไวทยะ เมื่อ เช้าวันที่ 16 ก.ค. 2547 นั่นเอง แต่โดยท่าทีแบบแผน การพูดที่ แตกต่างกันมาก เธอมิได้มีความคึกคะนองอยู่ในคำพูดและสีหน้าแววตาของเธอเลย แต่พูดอย่างมีมาดเป็นนักวิชาการและมีท่าทีปรามอยู่ในตัวขณะเดียวกัน และเห็นได้ว่าการพูดของเธอพยายามที่จะให้ความรู้แก่คนที่จะไปให้ความรู้ต่อไปในรื่องการวางตัววางความรู้สึก อันเป็นจริยธรรมการปฏิบัติงานเอดส์ที่จะต้องมี เธอว่าเราไม่เพียงต่อสู้เอดส์ด้วยความรู้เท่านั้น แต่ต่อสู้ด้วยศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์  (Dignity of Human right) และ เพื่อการพิทักษ์ สิทธิมนุษยชน เป็นเป้าหมายสุดท้าย (ไม่ทราบว่าพวกเซกส์กรุ๊ป ฟัง เข้าใจหรือไม่ เพราะความหมายนี้เป็นความหมายถึงจริยธรรมอันสูงส่งของมนุษยชาติเลยทีเดียว) ซึ่งหมายความถึงการมีวัฒนธรรมซึ่งต้องสูงส่งด้วย   เราควรจะศึกษาออกไปให้กว้างกว่าการศึกษาเรื่องเอดส์และเรื่องการใช้ถุงยางอย่างเดียว นั่นคือ บริบท มีอยู่อย่างไร ต้องศึกษาประกอบให้ครบถ้วนด้วย การต่อสู้อย่างเหลวไหล ไร้หลักการ เอาแต่มองว่าเป็น เรื่องสนุก ๆ ขาดความลึกซึ้งในแผนงานและวิธีการโดยสิ้นเชิง ต่อไปก็คงเป็นเหมือนอาฟริกาใต้ ที่ฟังไม่เข้าใจ ไม่มีความรู้ในเรื่องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ มีแต่จะทำตนให้ตกต่ำลงไป กลายเป็นการสะท้อนความด้อยพัฒนาในเรื่องจริยธรรมทางเพศของมนุษยชนผู้เจริญยุคใหม่ ไปอีกแบบหนึ่ง ความจริงก็คือเราเลียนแบบโลกตะวันตกมาแต่บางเรื่อง คือรู้จักแต่จะเอาสนุกสนานอย่างเดียว แต่เราขาดจริยธรรม หรือขาดวินัย หรือ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เอาของเขามาไม่หมดไม่ครบถ้วน และส่วนที่เราไม่เอามานั้นแหละป็นส่วนที่จำเป็น อันเป็นแนวจริยธรรมและวัฒนธรรมที่ควบคู่กัน บุคคลที่น่ามองดูอีกคนหนึ่งในงานเอดส์แห่งโลกที่ประเทศไทยเราเป็นเจ้าภาพก็คือ ริชาร์ด เกียร์ ดาราภาพยนต์ฮอลลีวู๊ด ซึ่งก็เพิ่งทราบเหมือนกันว่าท่านเป็นชาวพุทธผู้เคร่งครัดผู้หนึ่ง ผู้ตั้งกองทุนเอดส์ขึ้นที่อินเดีย ได้ให้ข้อสังเกตว่า ควรจะมีคนติดเชื้อเอชไอวีมาร่วมประชุม ร่วมทำกิจกรรมเอดส์โลกมากกว่านี้ คล้ายว่า ไม่ใช่เอาคนไม่เป็นเอดส์มาฟังได้ความรู้จากงานเอดส์ แล้วได้รับการชี้โพรงให้กลายเป็นพวกกะรอกกลุ่มใหม่ ที่จะไปเข้าโพรงและเพิ่มปัญหาไปอีก

 

 


     
2. วัฒนธรรมความประพฤติตนสุภาพเรียบร้อย เป็น สุภาพบุรุษสุภาพสตรี วาจาคำพูดต้องปรับอย่าให้หยาบโลน ให้สังคมสุภาพเป็นผู้ดี ต้องสอนให้เด็กเยาวชนระมัดระวังคำพูดที่หยาบโลนเมื่อพูดถึงเรื่องการศึกษาทางเพศ อย่าหัวเราะคิก ๆ คัก ๆ ชำเลืองดูกันด้วยความหมายมีอารมณ์ หน้าตาแดง ม้วนอาย หรือซ้ำเอานิ้วมือไปเขี่ย ๆ สกิดกันเล่นซึ่งไม่ใช่จริยธรรมที่ถูกต้องในการเรียนเพศศึกษา ผู้สอนผู้บรรยายต้องสังเกต ต้องขจัดอาการดังกล่าว ให้เป็นการให้ ความรู้อย่างหนึ่งด้วย ว่าการรับฟังรับการศึกษาเรื่องเพศศึกษา ต้องวางตัว ให้มีจริยธรรม วัฒนธรรมอย่างไร แต่ในขณะเดียวกันให้ ชัดเจนในเชิงวิชาการ อย่างเคร่งขรึมจริงจังตรวจสอบพิศูจน์ได้ว่าเป็นคำสอนที่มีเหตุผล ให้คำเตือนและระวังในผลร้ายเรื่องการเสนอทฤษฎีที่ผิดพลาด แต่ต้องมีความรับผิดชอบในคำสอนของตนอย่างสูง วัฒนธรรมนี้ ต้องมีแม้แต่ทำอะไร ๆ ไป คือแม้กระทั่งปฏิบัติทางเพศ ก็ทำไปอย่างสุภาพเรียบร้อย หรือไม่สุภาพเรียบร้อยก็ตามแต่อยู่ในหลักการที่ว่า ต้องไม่เป็นการลดทอนความหมายของการเคารพนับถือซึ่งกันและกันระหว่างเพศ หรือ ความมีเสรีภาพเท่าเทียมกันระหว่างเพศ อย่าให้มีลักษณะการข่มขู่ ข่มขืน ดูแคลน หยาม หรือพยายามสร้างให้เกิดสภาวะจำยอม ให้เป็นสุภาพบุรุษ หรือเป็นสุภาพสตรี  (โปรดศึกษาสังเกตวิถีวัฒนธรรมเซกส์ของสัตว์ใหญ่เช่นสิงโตเป็นตัวอย่าง) 

 


     3. วัฒนธรรมการแต่งกาย ต้องให้เรียบร้อย ถูกกาละเทศะ และยอมรับในเรื่องสิทธิในการแต่งกายของคนอื่นและสิทธิในการแต่งกายของเราเอง เพราะในแต่ละกาละเทศะ การแต่งกาย ย่อมแตกต่าง เมื่อไปงานวิวาหมงคล ก็ย่อมแต่งแตกต่างไปจากการไปงานอวมงคลเช่นงานศพ เมื่อไปงานเต้นรำ ก็แต่งเพื่อทำกิจเต้นรำนั้น หรือเมื่อเข้าหมู่เข้าพวกของใครของมันก็แต่งไปตามหมู่ตามพวก เช่นทหารก็แต่งเครื่องแบบทหาร โสเภณีก็แต่งแบบโสเภณี ชั้นระดับ ก็แตกต่างกันไป โสเภณีชั้นสูงก็แต่งแบบชั้นสูง เพื่อล่าเหยื่อสูง ๆ มีเงินตรามากๆ   นักเรียนนักศึกษาก็แต่งแบบนักเรียนนักศึกษา เราก็ควรให้สิทธิแก่เขาและยอมรับว่าเป็นสิทธิของเขา ทำใจให้ไม่ยึดมั่นถือมั่น เช่นนี้เป็นต้น สังคมก็จะไปได้ด้วยดี มีความสุขด้วยกันทุกฝ่าย การทำเหมาะแก่หน้าที่นั้นแหละคือ ธรรมะ และหากฝ่ายใดคิดว่าไม่เหมาะสม อย่างไร ก็ช่วยกันร่างกฎระเบียบของสังคมออกมาประกาศให้ถือปฏิบัติอย่างนั้น ๆ หมายความว่ากฎหมายจะต้องปรับ เปลี่ยนไปให้ทันสังคมด้วยเสมออย่างจำเป็น และเมื่อเป็นการตกลงกันแล้วกฎหมายก็ต้องเป็นกฎหมาย

 


     4. มีความสัตย์ มีความรับผิดชอบ มีความไว้เนื้อเชื่อใจได้อย่างสนิท จนสามารถไปเที่ยวเตร่กับเพื่อนชาย วัยรุ่นได้อย่างมีความสุข เพราะการมีความสัตย์ และความรับผิดชอบ มีความหมายรวมถึงความเป็นผู้ดีทุกประการ ทำ ให้ได้ความเชื่อถือเชื่อใจจากทุกฝ่ายได้ ไม่ว่าผู้ปกครอง ครูอาจารย์ หรือแม้คนในสังคมก็ไม่มีความวิตกหวาดระแวงไปในทางร้าย ซึ่งสภาวะวัฒนธรรมพื้นฐานของไทยในประเด็นเหล่านี้ยังต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศตะวันตก ดังจะ เห็นว่าชาย-หญิงของประเทศนั้น ต่างมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันอย่างดีอย่างสนิท จนสามารถไปไหนมาไหนด้วยกันสองต่อสองได้อย่างสนิทใจ สตรีในประเทศตะวันตกจะได้รับความไว้ใจจากบุรุษอย่างเต็มที่ ซึ่งเราต้องเอาอย่างเขา 

 


     5. สละความเห็นแก่ตัว ชายและหญิงต้องระวัง อย่าเห็นแก่ตัว อย่าเห็นแก่ได้ ต้องคำนึงความต้องการ ของคนอื่นด้วยเสมอ เหล่านี้เป็นวัฒนธรรมใหม่ที่ต้องให้เด็กเยาวชนเรียนรู้ และประพฤติตาม จนเป็นวัฒนธรรมวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ เพื่อรองรับโลกกาม และโลกวัตถุนิยม ยุคใหม่ และจึงจะเกิดความเรียบร้อยในสังคมและเป็นการจัดระเบียบสังคมใหม่ เราหมายความว่า คนจะเสพกามก่อนวัยหรือวัยไหนก็ได้แต่ต้องมีวัฒนธรรมเหล่านี้รองรับ    ในเรื่องวัฒนธรรมการให้เกียรติสตรีซึ่งเด็กไทย ชายไทย คนไทย มักจะขาดอยู่มาก ชายไทยมักสืบสันดารความรู้ทางเพศมาอย่างผิด ๆ ตั้งแต่ยุคขุนช้างขุนแผน อิเหนา และพระอภัยมณี เป็นต้นมา (ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็จะเอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยกล ก็จะเอาด้วยมนต์คาถา ไม่ได้ด้วยมนต์คาถาก็จะเอาด้วยเงินตราฯลฯ แทนที่จะพยายามไปให้ได้ความรักความเต็มใจของสตรีเป็นหลักจริยธรรมของคนในชาติ) เมื่อมีการให้เกียรติสตรีสูงขึ้น ก็จะไม่มีการข่มขืน เพราะผู้ชายจะเป็นฝ่ายรอ อย่างเป็นสุภาพบุรุษ จนกว่าผู้หญิงจะพร้อมหรือยินยอมเอง ซึ่งผู้หญิงก็จะมีสิทธิ์เต็มที่ในการที่จะตรวจสอบความปลอดภัย หรือตั้ง เงื่อนไขแห่งความปลอดภัยขึ้นได้ และฝ่ายชายก็ต้องมีมารยาท เข้าใจ ใจสูง และเคารพในสิทธิของฝ่ายหญิง โดยการสร้างวัฒนธรรมลดความเห็นแก่ตัวลงไป โดยต้องยอมเห็นแก่คนอื่น และรับข้อเรียกร้องของคนอื่นด้วย รวมความหมายถึงความอดทน แม้ไม่สมหวังก็ต้องอดทน ไม่มีการรวบรัดใช้กำลังตามคติเดิม ๆ ของชายไทย (อย่างเด็ดขาดจนเป็นจิตสำนึกของสังคมไทย) เมื่อได้จริยธรรมทางเพศเช่นนี้มาแต่เป็นเด็ก-เยาวชน เรื่องการเป็นเอดส์ และตั้งท้องโดยขาดคน รับผิดชอบ จะลดน้อยถอยลงไป สังคมใหม่ก็จะเกิดขึ้น และมีวัฒนธรรมกามกันทันสมัยทันโลกขึ้น ทันเอดส์ขึ้น



 

 


 ชั่วโมงพิศวง : พิสูจน์ผี
ช่อง 7 อังคาร 3 ส.ค. 2547 23.00 น. 


          รายการนี้จัดให้มีการพิศูจน์เรื่องวิญญาณ โดยพาอาสาสมัคร์ร่วมร้อยคน ร้อยหมายเลข ไปนั่งในบริเวณหลุมศพในป่าช้าที่อ้างว่าเฮี้ยนแห่งหนึ่ง นั่งกันเรียงรายเป็นวงกลม จุดเทียนขึ้นจนสว่างวับแวม ท่ามกลางความมืด สิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อเวลาล่วงไประยะหนึ่งก็คือมีผีเข้าคนนั้นคนนี้ ปรากฎอาการตัวสั่นพับ ๆ บ้าง เลื่อนลอยเสียสติบ้าง เป็นลมบ้าง แล้วผู้ดำเนินรายการก็ไปถาม ก็พากันตอบว่ามีผี ผีมาตนได้สัมผัสอย่างนั้นอย่างนี้ ครั้นคนนั้นเล่าคนนี้เล่า เล่าไปก็ หลอกตัวเองหลอกคนอื่นไป แล้วต่างก็หวาดกลัวขนหัวลุก    จะเห็นว่า การพิศูจน์นี้ ทำไม่ถูกหลักการ เพราะเอาคนที่ ล้วนแต่กลัวผีไปพิศูจน์ ควรจะเอานักวิทยาศาสตร์ไปพิศูจน์จึงจะถูกต้อง เพราะเมื่อเอาคนขี้ขลาดตาขาวพวกนี้ไปพิศูจน์ก็จะขาดความเป็นกลาง เกิดอคติเพราะความกลัว คือมี ภยาคติ เกิดขึ้นแต่แรกเสียแล้ว ผลการวิจัยก็เป็นอคติตามไป ไม่อาจจะเชื่อถือได้ สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมดา ๆ ก็คือ พอมีคนหนึ่งเกิดวิปริตขึ้นมา เล่าเรื่องราวไป เป็นตุเป็นตะ ว่าเห็นนั่นเห็นนี่ หรือมีผีมาทับมาสิง คนอื่น ๆ ก็จะเกิดกลัวขึ้นมา ก็จะเกิดอาการขึ้นมาแปลก ๆ เหมือน ๆ กัน โดยผลทางจิตวิทยานั่นเอง มิใช่ว่ามีผีมาสิงหรืออะไรเลย หากอยู่นานไป ในที่สุดคนทั้งกลุ่มนี้ ก็อาจจะเห็นผี หรือถูกผีสิงกันทั้งหมด กลายเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องที่เป็นเรื่องขึ้นมาเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ เพราะไม่ได้มีการพิศูจน์อะไรเลย เรื่องนี้ควรมองว่าเป็นเรื่องตลก ขบขันเสีย เหมือนเรื่องผีปอบในชนบทนั่นเอง พอคนเกิดกลัวขึ้นมา เชื่อขึ้นมาว่ามีผีปอบ ไม่นานหรอกก็จะมีการถูกผีปอบเข้าคนนั้นคนนี้ เพราะเป็นเรื่องของอุปาทานหมู่ขึ้นมาหลอนหลอกตนเองเท่านั้น มิได้มีผีจริง ๆ เลย แล้วคำว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ก็เกิดขลังขึ้นมาสำหรับคนขี้ขลาดคนงมงายโง่เขลาเท่านั้น เลยทำให้ผีปอบได้ใจ แท้ที่จริงวิธีการแก้ไขปัญหาผีปอบนั้น ง่ายนิดเดียว คือเพียงแต่เราไม่เชื่อไม่ศรัทธาเท่านั้นเอง แล้วให้เกิดพลังกลุ่มใหม่ขึ้นมา ช่วยกันขจัดออกไปเท่านั้นเอง วิธีปฏิบัติคือ อย่าให้มีคำพูดว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ แต่ให้มีคำว่า ไม่เชื่อแล้วกระทืบซ้ำให้จมดินไปเลย ขึ้นมาแทน เท่านี้ผีปอบก็เผ่นไม่รู้ทางไปแล้ว ทางเอเซีย อาฟริกาล้าหลังฝรั่งอยู่ก็เพราะมัวกลัวผีอยู่นี่เอง ที่กลัวที่สุดคือผีทะเล ผีป่า ผีภูเขา ไม่กล้าออกทะเลไปไกล ๆ เมื่อฝรั่งไม่กลัว ออกทะเลไปจนรอบโลกแล้ว ขนขุมทรัพย์กลับไปประเทศฝรั่งจนร่ำรวยเป็นมหาอำนาจมาถึงทุกวันนี้ไปตาม ๆ กัน เอเซียยังมุดคุดคู้อยู่ จนนายพลเรือ แมธธิว ซี เปอรรี่ นำเรือรบไปเคาะประตูญี่ปุ่น ๆ จึงได้รู้สึกว่า เราไม่ควรกลัวผีทะเลอยู่อีก และญี่ปุ่นวิ่งเร็ว จึงเจริญ เร็วทันพวกฝรั่ง เดี๋ยวนี้ ยุควิทยาศาสตร์แล้ว คนไทยบางพวกยังไม่กล้าเข้าไปในถ้ำ กลัวผีถ้ำ ขนาดอยู่บนบ้านตัวเองก็ กลัวผีบ้าน ก็ยังมีอยู่ ถ้ามีคนเก่งอยู่ในถ้ำได้นาน ๆ คนไทยอิสานเรากลับยกย่องว่า เป็นผู้วิเศษ แต่ฝรั่งมาสำรวจถ้ำเมืองไทยไปจนไม่มีถ้ำจะให้สำรวจเลย กลับไม่มีใครยกย่องว่าเขาเป็นผู้วิเศษ ทั้ง ๆ ที่พฤติการรมเขายิ่งกว่าผู้วิเศษแบบที่คนโง่ ๆ พวกนั้นนับถือเสียอีก นี่คือวิถีวิทยาศาสตร์ ที่คนไทยยังเข้าใจน้อย จึงไม่เข้าใจและไม่ได้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ รวมทั้งไม่ได้ประโยชน์ที่แท้จริงจากศาสนาพุทธที่ตนนับถืออยู่ด้วย 

 

 

 



 เมืองไทยสุดสัปดาห์ 
ช่อง 9 ศุกร 10 ก.ย. 2547 เวลา 22 .00 น.


          สโรชา พรอุดมศักดิ์ ผู้หยิบยกปัญหาฉกรรจ์ ๆในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ลองวัดความคิดอ่านของสนธิ ลิ้มทองกุล     เริ่มจากเรื่องในต่างประเทศ นับตั้งแต่ เรื่อง ประธานาธิบดี ยอร์ช ดับเบิลยู บุช ในการประชุมใหญ่ของพรรครีพับลิกกัน วิเคราะห์แนวโน้มของคะแนนนิยม กับคู่แข่งจากพรรคดีโมแครต นายจอห์น เคอรี่ ซึ่งพบว่าสูสี และจบลงที่เรื่องในประเทศ กรณี นาย เอกยุทธ อัญชันบุตร ที่ดูสลับซับซ้อน  เรื่องแรก สนธิ ลิ้มทองกุล วิเคราะห์ สรุปคล้าย ๆ ว่า นาย ยอร์ช ดับเบิลยู บุช ทำตนเป็นศาสดา จะทำสงครามครูเสดรอบสองกับอิหร่าน ซึ่งผู้ฟัง ๆ แล้วรู้สึกว่าฉกรรจ์เกินความจริง (ไม่ใช่คริสต์-อิสลาม, อเมริกันวัตถุนิยม-อิสลามจะตรงกว่า) ก็เป็นประเด็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง หาก บุช ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นประธานาธิบดีอีกเป็นสมัยที่ 2 ของเขา เราเห็นว่าประเด็นน่าจะเป็นว่า บุช จะบุก อิหร่านหรือไม่ ขณะนี้อเมริกาดูจะรู้ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆให้ กลุ่มโจรมุสลิมทั่วโลก แม้สหรัฐอเมริกาพยายามตัดทาง ที่ไปที่มาของอาวุธที่ใช้ต่อสู้ ก็ไม่เคยเหือด หมดไปจากยุทธจักร และหาก เพียงโจรมุสลิมสามารถพัฒนาหัวรบนิวเคลียร์ ขึ้นมาได้เพียงลูกเดียว อะไรจะเกิดขึ้นต่อ โลกทั้งโลก ? นี่เป็นเหตุผลที่น่าติดตามอย่างยิ่ง และน่าจะเป็นเวลาภายหลังการเลือกตั้งในอเมริกา บุช พยายามแสดงให้ประชาชนอเมริกันเห็นท่าทีเช่นนี้ก่อนการเลือกตั้ง หากประชาชนเลือก บุช นั่นหมายถึงเลือกนโยบายด้วย จึงน่าติดตามอย่างยิ่ง เรื่องคุณเอกยุทธ อัญชันบุตร นักวิเคราะห์ของรายการนี้ ว่าลำดับมาตั้งแต่แชร์แม่ชม้อย เป็นธุรกิจหมุนเงิน แล้วเอกยุทธก็สร้างแชร์ชาร์เตอร์ คุณสนธิ ดูจะเคยทำข่าวเจาะลึกมาก่อนในเรื่องแชร์ชาร์เตอร์โดยตรง ว่า ตรงไปตรงมาว่านายเอกยุทธผู้นี้เป็นคนฉ้อโกงประชาชน หนีคดีไปอยู่สหรัฐอเมริกา จนสิ้นอายุความจึงกลับมา เสนอให้ รัฐบาลจัดการกับผู้ทุจริต จึงจะสอดคล้องพระบรมราโชบายของในหลวง
อ้างว่าในหลวงทรงแช่งไว้ว่า "ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียวขอให้มีอันเป็นไป" เอกยุทธเข้าข่าย ซึ่งรายการนี้เห็นว่ารัฐบาลไม่พึงทำเรื่องให้ยุ่งยาก เล่นงานเลย แถมยังอ้าง พระราชเสาวณีย์สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ ว่า "ความจนไม่น่าอับอาย แต่คดโกงน่าอับอาย" นายกรัฐมนตรีต้องใจเย็น ต้องไม่ออกอาการกราดเกรี้ยว" ขอเตือนนายกรัฐมนตรี เพราะตน(คุณสนธิ)เป็นกัลยาณมิตรของท่าน อยาก ให้อยู่ในตำแหน่งไปนาน ๆ 

 

 



 วิเคราะห์ข่าว นักบวชวิกลจริตปีนกรงสิงโต
ช่อง 7 เช้า พุธ 15 ก.ย. 2547 เวลา 07.15 น.


          กนก รัตนวงศ์สกุล กับพิสิทธิ์ กีรติการกุล รายงาน เรื่องเกิดในต่างประเทศ มีชายคนหนึ่งปีนรั้วกรงสิงโตเข้าไป มีช่างภาพมือสมัครเล่นถ่ายภาพไว้ได้ เห็นภาพตั้งแต่เริ่มปีนรั้ว ซึ่งเป็นรั้วเหล็กสูงและส่วนบนทำเป็นปลายโค้งงุ้มเข้าไปด้านใน ไม่มีเสียงในฟิลม์ พิธีกรทั้งสองบรรยายว่าเป็นชายประหลาดไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนามปีนขึ้นไป จนถึงยอดรั้วแล้ว
ปีนลงไปด้านในของกรงสิงโต ไปยืนอยู่ข้างกรง ขณะนั้นเห็นคน 2-3 คนวิ่งเข้ามาห้ามว่าอย่าเข้าไป ๆ ก็ไม่ฟัง พอ ห้ามไม่ฟังก็วิ่งหนีไป คงไปบอกเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ให้รีบมาช่วย ในภาพเห็นสิงโตใหญ่สีน้ำตาลตัวหนึ่งยืนมองอยู่ พอ ชายคนนั้นลงไปยืนบนพื้นดิน ก็เอาหนังสือเล่มหนึ่งออกมาอ่าน ท่าทีเหมือนนักบวชคริสต์อ่านพระคัมภีร์ไบเบิล ผู้บรรยายก็ว่าเป็นพระคัมภีร์ไบเบิล ชูพระคัมภีร์ขึ้นเหนือหัว พร้อมสวดมนต์ในพระคัมภีร์ แต่ฟังไม่ได้ยินว่าเอ่ยพระโองการข้อใดของไบเบิลออกมา เห็นภาพสิงโต 3 ตัวตกใจและแปลกใจวิ่งหนีไปอีกมุมหนึ่ง ภาพจบลงแค่นี้ คุณกนกถามว่าตายหรือเปล่า คุณพิสิทธิ์ให้คำตอบว่า ไม่ตาย คงมีเจ้าหน้าที่มาช่วยออกไปได้ทันเวลาก่อนที่สิงโตจะมาขม้ำหัวเอา ถามว่าคนนี้ นักบวชวิกลจริตหรือเปล่า คำตอบน่าจะว่า ก็อาจจะเป็นได้ เป็นพวกเชื่อมั่นในพระคัมภีร์มากเกินไป ที่เรียกว่าพวก วิกลจริตแบบเมกาโลมาเนีย (megalomania)

 



 กรณีโจรใต้ลอบฆ่าผู้พิพากษาปัตตานี
โทรทัศน์ทุกช่องรายงาน ข่าวเช้าก่อน 08.25 น.วันที่ 17 ก.ย. 2547 


        
นายรพินทร์ เรือนแก้ว ผู้พิกษกษาศาลจังหวัดปัตตานี อายุ 37 ปี ถูกคนร้ายยิงถล่มขณะขับรถไปรับภริยา นางดวงนภา เรือนแก้ว ซึ่งเป็นผู้พิพากษาเหมือนกัน ณ สี่แยกไฟแดง ถนนโรงเหล้า สาย ข. ต.สะบารัง เขตเทศบาล เมืองปัตตานี และเสียชีวิตที่โรงพยาบาล โดยมีคนร้าย 3 คนขี่ จักรยานยนต์ 2 คัน คันแรกซ้อน 2 คน อีกคันขี่มาคนเดียว มาจอดประกบรถนายระพินทร์ ขณะติดไฟแดง และใช้ปืน .38 กับ 9 มม. กระหน่ำยิงใส่ผู้พิพากษาทะลุกระจกขวาจนพรุนผู้ตายพยายามขับรถหนีจนเสียหลักพุ่งชนกับรถยนต์อีกคันหนึ่ง ผู้ร้ายทั้ง 3 คน ถูกด่านตรวจจับได้ ขณะรายงานรู้ชื่อเพียง 1 คนชื่อ นายอับดุลเลาะห์ ปะชี เป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมศึกษาวิทยา หมู่ 5 ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ. ปัตตานี 

 

        การปฏิบัติการของโจรร้ายสามจังหวัดภาคใต้ ในนามโจรมุสลิม เป็นสิ่งที่ก่อความฉงนสงสัยแด่ชนชาวไทย เป็น ลำดับมา ที่ชาวไทยส่วนใหญ่ซึ่งถือจริยธรรมพุทธศาสนา ไม่เข้าใจคือ ทำไมพวกโจรเหล่านี้จึงตั้งอกตั้งใจอย่างเหลือเกินที่จะสังหารเอาชีวิตคนอื่น โดยขาดความสำนึกแห่งความกตัญญูต่อแผ่นดิน ขาดความเป็นมิตรไมตรี ความเป็นญาติพี่น้องความร่วมในเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยกันไปโดยสิ้นเชิง เพราะคนทั้งหลายที่ถูกเอาชีวิตไปนั้นล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นชาวไทยผู้บริสุทธิ์ และขัดจริยธรรมแห่งศาสนาสากล เพราะการฆ่า ไม่ว่าด้วยสาเหตุใด ย่อมเป็นบาป ซึ่งศาสนิกชนใน ศาสนาต่าง ๆ เช่นคริสต์ศาสนา ก็มีความเห็นตรงกันกับศาสนาพุทธ แต่ทำไมชาวมุสลิมจึงแหวกวิถีทางศาสนาสากล ออกไปเป็นการก่อการร้ายไปทั่วโลก ที่ใดมีมุสลิมที่นั่นมีการฆ่าอยู่ทั่วไป จนในขณะนี้ดูเหมือนว่าพวกเขามีความคิดว่า นึกอยากจะฆ่าใครก็ทำได้ทันที โดยขาดหลักธรรมว่าด้วย หิริ โอตตัปปะ(ความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป) โดยสิ้นเชิง และที่น่ารังเกียจอย่างยิ่งก็คือท่าทีที่ผยองโอหังของพวกมุสลิมหัวรุนแรงเหล่านั้น โดยไม่ระวังว่า การเที่ยวเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ไปเช่นนี้ วันหนึ่งโลกทั้งโลกจะอดไม่อยู่ และธรรมะย่อมชนะอธรรมเสมอ มุสลิมจักหายไปหมดโลกได้  เดิมพวกคนร้ายอ้างเหตุว่าตำรวจในพื้นที่เป็นตัวเหตุผลแห่งความไม่สงบ แต่บัดนี้ ก็สามารถพิสูจน์ได้โดยชัดเจนแล้วว่า นั่นเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อการฆ่า เป็นวิสัยพาลชนโดยแท้จริง และพวกเขาก็ได้เข่นฆ่าคนดีคนบริสุทธิ์โดยตลอดมาจนบัดนี้ กำเริบเสิบสาน จนกระทั่งอยากเที่ยวฆ่าใครก็ไม่จำเป็นต้องอ้างเหตุผลใดใดเลยก็ทำได้ และเหยื่อเล่านั้นล้วนเป็นผู้บริสุทธิ์ แม้การทำร้ายจิตใจของเด็ก ๆ ด้วยการเผาโรงเรียนของเด็ก ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่เป็นพฤติกรรมการต่อต้านงานการศึกษาของชาติของสังคมของเด็กเยาวชนทั้งหลายก็เป็นเรื่องที่เหลือที่จะเชื่อว่า เป็นการกระทำของคน หรือมนุษย์ ผู้ย่อมมีความเป็นมนุษย์ และเมื่อมีกรณีฆ่าผู้พิพากษา ซึ่งเป็นสถาบันหลักทางความเป็นธรรม ยุติธรรมของสังคม ก็ดูเหมือนความสะสมในจิตใจของคนไทยทั้งชาติ จะมาถึงจุดที่เริ่มจะเร้าร้อนด้วยความเหลืออด สิ่งที่เราเกรงจะเกิดขึ้นก็คือ การรายงานและเสนอข่าวของสื่อมวลชน ในลักษณะปลุกเร้า หรือจี้จุด ด้วยการเร่งเร้า ชี้นำให้เกิดอารมณ์คิดแก้แค้น และระวังอุณหภูมิ ของประชาชน ทั้งชาติ จะลุกฮือขึ้นมา โดยมติมหาชน อาจท่วมไหลหลากไปในทางที่ไม่พึงประสงค์ เพราะถ้าประชาชนไทยเกิดลุกฮือขึ้น อะไรจะเกิดขึ้น และแน่นอนเราไม่อยากเห็นมุสลิมทั่วไปในไทยถูกสังหาร ถูกกดขี่ ถูกเหยียดหยามถูกรังเกียจ หมิ่นแคลน และที่สุดไม่ต้องการให้คนส่วนใหญ่ลุกขึ้นมาล้อมกรอบคนส่วนน้อยกลายเป็นสงครามประชาชนขึ้นมา แบบเกลือจิ้มเกลือ ซึ่งจะไม่สอดคล้องต่อวิถีทางการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ฉะนั้นสิ่งที่น่าระวังอย่างมาก ๆ ใน ขณะนี้ก็คือ อารมณ์ของคนไทยทั้งประเทศ การยุยงของสื่อมวลชน และการไร้เหตุผลของการก่อการร้าย และจลาจลในสามจังหวัดภาคใต้ ระหว่างคนไทยทั้งประเทศกับโจรมุสลิม หรือ คนที่ถูกตราว่าเป็นโจรมุสลิม และบัดนี้ ก็ถึงเวลาที่มาตรการทางกฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์สมบูรณ์ขึ้นมา กล่าวคือ กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย และผู้กระทำความผิดต้องได้รับการลงโทษ อย่างเฉียบพลัน และการเมือง เป็นการเมืองเพื่อสันติภาพและการพัฒนาคนไปสู่ความเป็นมนุษย์ (ไม่ใช่การพัฒนาไปสู่ความเป็นโจรก่อการร้าย)

 

 

 

 บันทึกโลกWORLD MEMORY
ช่อง 9 เสาร์ 18 ก.ย. 2547 13.05 น. 


          ธนากร โปษยานนท์ นำ
สารคดีวิสัยทัศน์มหาเธร์ โมฮำมัด Vision 2020 ที่พยายามค้นหาความดี ความสามารถของอดีตผู้นำมาเลเซีย และพบว่า มหาเธร์ โมฮำมัด เป็นผู้นำของประเทศ และทั้งยังเป็นผู้นำของศาสนาอิสลามคนหนึ่งด้วย เห็นได้จากบทบาทของเขาที่ได้พยายามแก้ตัวแทนข้อกล่าวหาโจมตีของสหรัฐอเมริกา อังกฤษและประเทศตะวันตก ที่ฉกรรจ์ ๆ เช่น ที่ว่ามุสลิมล้วนเป็นพวกหัวรุนแรง ที่เป็นต้นเหตุของความไม่สงบในโลก โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งมหาเธร์ ได้แก้ว่า สหรัฐกล่าวหาโลกมุสลิมเกินไป เพราะไม่ใช่มุสลิมทั้งโลกเป็นพวกหัวรุนแรง ข้อกล่าวหาที่ว่าชาวมุสลิมเป็นผู้ก่อการร้าย ออกนามว่า ผู้ก่อการร้ายมุสลิม เขาแก้ต่างแทนว่า ทำไมจะต้องประณามมุสลิมทุกทีว่า เป็นผู้ก่อการร้ายมุสลิม ในเมื่อผู้ก่อการร้ายมีอยู่ทั่วโลก มหาเธร์ พยายามแก้ต่างแทนโลกมุสลิมแทบทุกประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น และป้องกันมุสลิมจากการถูกดูหมิ่นดูแคลนโดยตลอดมา และวาจาเขาค่อนข้างจะเผ็ดร้อนต่อกรณีอิรัค เขาว่า เรื่องอิรัค ไม่ควรมีประเทศใดประเทศหนึ่งทำตัวเป็นตำรวจโลก ซึ่งปรากฎว่าถูกใจประชาชาติมุสลิมอาหรับเป็นอย่างยิ่ง   สารคดีเรื่องนี้ ดูเหมือนจะพยายามฉายภาพความเป็นนักสู้และความเป็นผู้นำของมหาเธร์ โมฮัมมัด ในแง่ความทันสมัย ทันโลก อาจสามารถนำประเทศชาติมุสลิมไปทันโลกยุคใหม่ได้ถึงค.ศ.2020  แต่อย่างไรก็ตาม กรณี อัลวา อิบราฮิม กลับสะท้อนว่า มหาเธร์ยังคิดแคบอยู่ในเรื่องการเมือง เขายังคิดแบบมุสลิมอยู่ คือคิดแบบเผด็จการ ที่ถนัดในการบริหารแบบรวบอำนาจ เขายังมองไม่เห็นว่า ถ้าเกิดเป็นพรรคการเมือง 2 ฝ่ายขึ้นมาแล้ว ประเทศชาติมุสลิม จะเดินไปอย่างไรได้ เขาจึงพยายามยืนยันพรรคการเมืองเดียวอย่างเหนียวแน่น นั่นก็คือ การสะท้อนภูมิปัญญาส่วนลึกซึ้งของเขาว่ายังไม่ทันสมัย เพราะเขายังไม่เข้าใจประชาธิปไตยดีพอ นั่นเอง และนั่นคือแนวคิดสากลของประเทศรัฐอิสลามมุสลิมทั้งหลายขณะนี้ เช่นเดียวกับมุสลิมทั้งโลก ที่ยังไม่เข้าใจประชาธิปไตย ไม่ศรัทธาในเทกนิกหรือเครื่องมือของระบอบประชาธิปไตย ว่าจะสร้างความเจริญให้แก่ประเทศชาติและสังคมได้อย่างไร และในช่วงเวลาสมัยใหม่นี้ สิ่งที่มาเลเซีย น่าจะได้ระวังต่อไปก็คือภายใต้กรอบเผด็จการอย่างอิสลาม การเมืองสองขั้ว มีอัลวา อิบราฮิม เป็นอีกขั้วหนึ่ง ในเมื่อมาถึงยุคนี้แล้ว ทำอย่างไรมาเลเซียจะบริหารสร้างความก้าวหน้าโดยวิธีการของระบอบประชาธิปไตยไปได้ มิฉะนั้นแล้ว การเมืองสองขั้ว อาจนำไปสู่ความรุนแรง เพราะไม่เข้าใจเทกนิกของประชาธิปไตย และยังไม่อาจเอาความคิดมุสลิมหัวรุนแรงออกไปจากวิสัยทัศน์เสียได้ เพราะประชาธิปไตยที่แท้จริงจะป้องกันการเมืองสองขั้วในโลกมุสลิม ไม่ให้ทวีไปสู่ความรุนแรงสุดโต่งได้ 

          และการเมืองยุคใหม่ ประเทศใดก็ตามที่ไม่เข้าใจเงื่อนไขการบริหารประเทศ โดยต้องอยู่ในกรอบของประชาธิปไตยแล้ว ย่อมนำประเทศออกนอกลู่นอกทางและกลายเป็นผลเสียหายร้ายแรงได้ในภายหลัง เมื่อ นายอัลวา อิบราฮิม พ้นข้อกล่าวหาว่า ประพฤติลามกอนาจาร กับคนเพศเดียวกัน โดยศาลฎีกายกฟ้องเมื่อต้นเดือนกันยายน 2547 นี้ ว่าข้อกล่าวหาไม่หนักแน่น ขาดหลักฐานพอจะยืนยันให้ลงโทษได้ เขาได้รับการปล่อยตัว มีภรรยาและลูกสาว และประชาชนไปห้อมล้อม เขาได้กล่าวประโยคสำคัญว่า กระบวนการยุติธรรมขณะนั้นไม่มีความเป็นกลาง แต่น้อมไปตามการเมืองยุคมหาเธร์ โมฮำมัด เขาจึงถูกลงโทษโดยไม่ยุติธรรม รายงานข่าว แสดงภาพมวลชนที่สนับสนุนเขายังคับคั่ง เพราะเมื่อเขารีบเดินทางไปเยอรมัน เพื่อรักษาตัว คืออาการเจ็บปวดกระดูก สันหลัง มาถึงลำคอ ก้านคอ ที่ใส่เฝือกเอาไว้ เขาว่าถูกซ้อมในระหว่างมีเรื่องราวก่อนเข้าคุกจำขัง ได้รับบาดเจ็บมาตั้งแต่นั้น ที่สนามบินมีคนไปส่ง เขาเป็นจำนวนนับหมื่น ที่แสดงว่ายังมีประชาชนจำนวนมหึมาที่นิยมในตัวเขา ทำให้ภาพการเมืองในมาเลเซีย กำลังน่าดูว่าจะแบ่งเป็นสองขั้วที่อาจพัฒนาไปสู่ความรุนแรงต่อไป ซึ่งประเด็นนี้ มีความน่าสนใจน่ามองเป็นอย่างยิ่ง เพราะมาเลเซีย ได้รับวัฒนธรรมอิสลาม และเป็นประเทศอิสลามอีกประเทศหนึ่ง แม้จะมีพื้นฐานเป็นพุทธมาแต่อดีตยาวนานและแม้ปัจจุบันก็มีชาวพุทธจีน ไทย มาเล ปนอยู่หลายเปอร์เซนต์ก็ตาม แต่วัฒนธรรมโดยรวมเป็นอิสลามอยู่ นั่นหมายความว่าโดยวัฒนธรรมอิสลามจะไม่คุ้นกับการแบ่งเป็นขั้ว การแบ่งเป็นขั้ว หากมีขึ้นเมื่อไรแล้ว โดยวัฒนธรรมอิสลาม มักนำแต่ละขั้วนั้นไปสู่นโยบายรุนแรงสุดโต่งเสมอ ดังจะเห็นสัจธรรมนี้เกิดขึ้น เมื่อสหรัฐอเมริกา และยุโรป พยายามให้เกิดการเมืองสองขั้วขึ้นในประเทศรัฐอิสลามตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นศูนย์เข้มของวัฒนธรรมอิสลาม โดยสหรัฐอเมริกามักอ้าง เหตุผลหลักเสมอว่า เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนยุคใหม่  ซึ่งจุดอ่อนนี้ มหาเธร์ โมหัมมัด รู้และระมัดระวังเป็นอย่างดี แต่เขาก็ไม่มีทางออกอื่น ฉะนั้น ขณะที่เขาอยู่ในอำนาจ เขาจึงปฏิบัติไปทางเดียวคือพยายามกำจัดบุคคลที่พยายามจะตั้งตนเป็นขั้วที่ 2 ลงอย่างเด็ดขาด ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่า ในขณะที่มหาเธร์ ยังกุมอำนาจอยู่นั้น อัลวาอิบราฮิม จึงเป็นเป้าหมายของการที่จะถูกกำจัดออกไป เพื่อให้มาเลเซีย มีเพียงขั้วเดียว ในขณะเดียวกันที่ประเทศไทยก็ดี ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ดี พยายามที่จะให้ประเทศต่าง ๆ ในโลก มีระบบบาลานซ์ทางการเมืองเกิดขึ้น นั่นคือการมี การเมืองสองขั้วเป็นสิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ตามทฤษฎีแห่งวิถีทางประชาธิปไตย แต่เหตุที่ ประชาธิปไตยได้กลับกลายเป็นจุดอ่อนของประเทศอิสลามทั้งหลายนั้น ก็เนื่องมาจาก อิสลาม ไม่มีวัฒนธรรมความประนีประนอม นั่นเอง เมื่ออิสลามแบ่งเป็นสองพวกเข้าเมื่อใด ความที่ขาดวัฒนธรรมประนีประนอมดังกล่าว ก็ยิ่งไปเร่งให้ แต่ละพวกเดินไปสู่จุดสุดโต่งของตนกลายเป็นศัตรูกันอย่างรุนแรงขึ้นทันที เพราะในขณะที่อิสลามขาดวัฒนธรรมการประนีประนอม และ ความสันติภาพ โดยเฉพาะการประนีประนอมโดยเหตุผลทางวิชาการ การยอมรับกันโดยวิชาการยุคใหม่แล้ว ยังมีวัฒนธรรมทิฏฐิมานะจัดหรือที่ชาวพุทธเรียกว่า มีอัตตาจัด คือไม่ยอมอ่อนน้อมให้ใครทั้งสิ้น ถือพวกถือหมู่อย่างเฉียบ เข้มจัด รุนแรงในทางที่จะเอาชนะฝ่ายตรงข้าม ทั้งนี้ก็เพราะมาจากบทบัญญัติในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน หลายโองการที่เป็นบ่อเกิดวัฒนธรรมแห่งทิฏฐิมานะอันแรงร้ายสุดขั้วไปเช่นนั้น เช่นโองการที่ว่า "ดังนั้นพวกเจ้าทั้งหลายอย่าหมิ่นแคลนสงคราม อย่าเรียกร้องไปสู่การอ่อนข้อ ด้วยการประนีประนอมกับพวกเนรคุณ ขณะที่การรบกับพวกเขากำลังดำเนินอยู่ทั้งที่พวกเจ้ามีภาษีเหนือกว่าพวกนั้น ดังนั้นจำต้องบุกตะลุยจนได้ชัยชนะในที่สุด" (พระมหาคัมภีร์หน้า2309)
          ฉะนั้น ในยุคมหาเธร์เอง แม้จะได้ชื่อว่าเขาเป็นคนทันสมัย ได้ชื่อว่า วีรบุรุษเสือเหลือง แต่เขาก็ยังคงถูกครอบอยู่กับคำสอนอันดั้งเดิมของอิสลาม (เขายังอ่านพระคัมภีร์อัลกุรอานไม่ทะลุปรุโปร่ง) จึงมองไม่เห็นทางที่จะแก้ไขจุดอ่อนทางการเมืองแบบสองขั้วได้ มีทางเดียวก็คือพยายามขจัด ไม่ให้มีสองขั้วขึ้นมา อย่างที่เขาพยายามขจัดอัลวา อิบบราฮิม นั่นเอง    ซึ่งบัดนี้ ภาพของเขาเลยไปถึงขนาดว่า ใส่ความคนอื่นอย่างน่ารังเกียจ คือกล่าวหาว่าอัลวา อิบราฮิมมีเพศสัมพันธ์กับคนลักเพศ หรือตามข้อกฎหมายว่า เขามีความผิดปกติทางเพศหรือมีพฤติกรรมรักร่วมเพศ นั้น และบัดนี้ผลร้าย อันเกิดจากความไม่เป็นธรรมครั้งนั้น ก็เกิดขึ้น ในแง่ที่การเมือง เริ่มมีขั้วที่ 2 รุนแรงแข็งแกร่งขึ้น และหากขาดวัฒนธรรมการประนีประนอมทางวิชาการ ยอมรับการประนีประนอมทางวิชาการสมัยใหม่ แบบประชาธิปไตยแล้ว ในขณะ เดียวกัน
ก็ควรลบล้างค่านิยม ตามหลักการศาสนา ที่สอนให้ดูหมิ่นดูแคลน ฝ่ายตรงข้าม หรืออีกขั้วความเห็นหนึ่ง (พรรคการเมืองอีกฝ่ายหนึ่ง) ว่าเป็น กาฟีร์ คนป่าเถื่อน มุนาฟิก คนทรยศ ไปเสีย   โดยมองตรงความเป็นจริงที่ว่า คน ย่อมแตกต่างกัน แต่คนไม่น่าจะแตกต่างจนเกินไป จนขาดความเป็นคน ถึงขั้นจะประนามเขาว่าเป็น กาฟิร์ คนป่าเถื่อน หรือยกตน หรือมองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดีเด่นเลิศลอยกว่าฝ่ายหนึ่งและอีกฝ่ายหนึ่งเลวทรามลงไปประดุจดังอยู่ในระบบทาสนั้น ยุคนี้ไม่มีอีกแล้ว  จึงควรยอมรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน ประสานกันที่การวิเคราะห์ข้อมูล เอาที่ตรงความจริงเป็นรูปธรรม ที่เห็นร่วมกันได้ มาเป็นหลักในการประนีประนอม นั่นคือหลักวิชาการ ก็จะแก้ไขจุดอ่อนมาแต่ดั้งเดิมได้ หากไม่เช่นนั้น ก็จะกลายเป็นมุสลิมสองพวก เกิดขึ้นในมาเลเซีย และต่างจะมุ่งหมายเอาชนะอย่างเด็ดขาด มีทิฏฐิว่าแต่ละฝ่ายต่างเป็น มุนาฟิก คนทรยศของกันและกัน ไม่มีคำว่า รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย เกิดขึ้นแล้ว ก็จะลงเอยด้วยความรุนแรง ตามวิถีทางวัฒนธรรมเดิมของมุสลิมนั่นเอง ภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะไทย และ สิงคโปร์ก็จะพลอย เดือดร้อนตามไปด้วย นี่เป็นการพยากรณ์ ที่น่ามองดูอย่างยิ่ง จึงต้องติดตามไปดูอย่างใกล้ชิดต่อไป.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 หลักสูตรมรรคผล
โดย  พระพยับ ปญฺญาธโร
ตามความประสงค์ของมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก

 

 

                                                             วัดมหาพุทธาราม
                                                             0167/1 ถนนขุขันธ์ ตำบลเมืองเหนือ 
                                                             อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ 33000 
                                                             โทร. 045 622455
                                                             WWW.NEWWORLDBELIEVE.COM

                                  17 กันยายน 2547

เจริญพร ท่าน ดร.นันทสาร สีสลับ 
รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก 
616 ในอุทธยานเบญจสิริ ซอยสุขุมวิท 24
ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย กรุงเทพ 10110
โทร (662)02-258-0369-73 โทรสาร (662) 02-258-0372
http://www.wb-university.org
E-mail : wbucentr@ksc.th.com

          ตามที่ท่าน ดร. ได้มีหนังสือมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก ที่ มพล. ๑๕๐/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๗ เรื่อง ขอคำปรึกษาและแนะนำ เพื่อประกอบโครงการโพธิอาษา มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา
แห่งโลก โดยขอให้อาตมภาพพิจารณา วัตถุประสงค์ การดำเนิน งานและการปฏิบัติ การกำหนดอารมณ์ การเข้าถึงธรรม ฯลฯ ของโพธิอาษา เพื่อเป็นเงื่อนไข ประกอบกำหนดคุณสมบัติทั้งด้านวัตรปฏิบัติ วิชาการ และระดับภูมิธรรม(วิชชาจรณ สัมปันโน) ของผู้เป็นโพธิอาษา นี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นต่อไป และแก้ไขเพิ่มเติมร่างโครงการให้ถูกต้องสมบูรณ์ตามที่เห็นสมควร และแจ้งให้สำนักอธิการบดี มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลกทราบภายในวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๗ นั้น
          อาตมภาพได้พิจารณาแล้ว เรื่องนี้มีความยาว เห็นควรเสนอเป็นบทเป็นตอนไป ดังต่อไปนี้

 

 

 

 



 บทที่ ๑ 
ข้อพิจารณาทั่วไป



 1. ความหมายของโครงการโพธิอาษา

         
1.1 ประการที่ 1 เห็นว่าโครงการโพธิอาษาเป็นโครงการที่มีความสำคัญยิ่งและมี ความหมายมาก แต่ ประเด็นความหมายอยู่ที่หลักสูตรว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะในขณะนี้ ประเด็น เรื่องหลักสูตรการสอน การอบรมและการปฏิบัติในด้านวิปัสนากรรมฐาน ยังไม่มีลักษณะที่ชัดเจน ในทางปฏิบัติ ส่วนมากเป็นการสอนไปตามแบบประเพณี และไม่เคยมีการวิจัยพิสูจน์ในเชิง วิทยาศาสตร์(คือในเชิงรูปธรรมที่เห็นได้)ว่า ถูกต้องได้ผลดีหรือไม่ เพียงใด การที่เกิดผลขึ้นนั้น เป็นเพราะความบังเอิญ หรือความสามารถเฉพาะตน หรือเทกนิคที่ใช้ในการฝึกอบรมนั้น ๆ เราก็ไม่เคย แสดงผลการวิเคราะห์วิจัยออกมา นั่นคือ ยังไม่มีแนวคิดในการวิจัยหลักสูตรมรรคผลออกมาอย่างจริง ๆ จัง ๆ
          อย่างไรก็ตาม โครงการโพธิอาษา นี้น่าจะป็นความพยายามที่ยิ่งใหญ่ และมีความหมาย ตรงที่จะได้จัดทำแบบเป็นการทดลองวิทยาศาสตร์ ให้การอบรมฝึกสอนในโครงการนี้เป็นห้องทดลองขนาดใหญ่ทางการปฏิบัติธรรมชั้นสำคัญยิ่ง ที่น่าจะสามารถวิเคราะห์ผลของตัวแปรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ เพราะตามโครงการนี้ มีสาระสำคัญของหลักสูตร ที่จะประกอบด้วย กระบวนการ แห่งการทำสมถกรรมฐานและวิปัสนากรรมฐานแบบเข้มข้นอุกฤต และทั้งบุคคลที่จะได้รับการคัดเลือกเข้าสู่โครงการโพธิอาษา ก็จะต้องได้บุคคลผู้มีอุดมการณ์สู่ความเป็นอริยเจ้าที่ต้องมีพื้นฐานความพากเพียร พยายามอย่างอุกฤต และมุ่งหมายต่อผลเบื้องสูงอันประเสริฐคือมรรค ผล นิพพาน ด้วยการอุทิศใช้ชีวิตทั้งชีวิตแด่การเผยแผ่พุทธธรรมสู่มนุษยโลก และนิยามคำว่าโพธิอาษาของ โครงการนี้ที่ว่า 
       * โพธิอาษา หมายถึงบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อรู้แจ้งเห็นจริงและมุ่งนำมนุษยชาติไปสู่
ความพ้นทุกข์ ตามพระพุทธดำรัสที่ว่า
"ลัทธิอื่นว่างเปล่าจากสมณะ:สมณะ 4 คือ พระโสดาบัน พระสกะทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ มีในพระ ธรรมวินัยนี้เท่านั้น และว่า "ถ้า พุทธบริษัทสี่ ปฏิบัติดีถูกต้องตามมรรค 8 โลกย่อมไม่ว่างจากพระอรหันต์" 

          นั้นบอกไปถึงความหมายที่สำคัญยิ่งของโครงการนี้ และนั่นก็คือจะเป็นการฝึกอย่างอุกฤต ในทุกด้านทั้งทางฝ่ายกายและจิตใจ เพื่อให้บรรลุผลของโครงการ และบุคคลผู้จะเข้ามาใน โครงการ ก็จะได้รับการคัดเลือก อย่างมั่นใจว่าจะได้บุคคลผู้มีพื้นฐานการศึกษามาสูงและให้ได้ความมั่นใจว่าจะต้องสามารถดำเนินการฝึกไปตามหลักสูตรได้อย่างอุกฤตจริง ๆ นั่นคือ ยอมถวายเกล้าบูชาแด่ พระอริยสัจธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้โดยไม่บิดพลิ้ว และคุณสมบัตินี้ย่อมเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของความสำเร็จมรรคผลแห่งพระพุทธศาสนา ที่พิสูจน์มาแล้วแต่อดีตกาลตั้งแต่ยุคพุทธองค์ ตราบมาสู่ปัจจุบันนี้ 
          ฉะนั้น เพื่อให้หลักสูตรประสบความสำเร็จ เราจะต้องมั่นใจจริง ๆ ว่า กระบวนการแห่ง การทำสมถกรรมฐานและวิปัสนากรรมฐาน ต้องเป็นการฝึกแบบเข้มข้นอุกฤต ถึงระดับที่ถวาย หรืออุทิศชีวิตทั้งชีวิตเพื่อการฝึกให้ได้ และจะ ต้องได้อาษาสมัครที่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะอุทิศตนเพื่อมุ่งสู่ผลอันเป็นอุดมการณ์สูงสุดของพระพุทธศาสนาทุก ๆ คนทุก ๆ รูป


         
อย่างไรก็ตาม การฝึกอย่างอุกฤต หรือ ดำเนินหลักสูตรไปอย่างอุกฤต อาจจะมีผลเสีย ได้ ในกรณีที่หลักสูตร เป็นไปอย่างไม่ถูกทางมรรคผลนิพพาน แต่พาฝึกไปทางอื่น ไม่ว่าด้วยความไม่เข้าใจหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในเป้าหมายและวิธีการฝึกก็ตาม เพราะจะเป็นการสูญเปล่าของชีวิตที่อุทิศให้แก่การฝึกการอบรมนั้น โดยไม่มีผลทางมรรคผลนิพพานเกิดขึ้นมาเลย หากจะอุปมาก็เหมือนกุลบุตรได้อุทิศชีวิตบวชเข้ามาในบวรพุทธศาสนา แต่หาได้มีการฝึกฝนทางกรรมฐานและวิปัสนาญาณไม่ แม้บวชไปร้อยปีก็เป็นได้เพียงเป็นคนแก่ ๆ คนหนึ่งเท่านั้น เช่นนี้ เรียกว่าใช้ ชีวิตสูญเปล่าไปทั้งชีวิต เพราะเหตุที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ในความหมายของการบวช 
          อีกประการหนึ่ง มีตัวอย่างของการฝึกอย่างอุกฤต ที่ปรากฏในสมัยใหม่ ยุคใหม่นี้อยู่พอ ยกตัวอย่างได้ เช่นกรณีไม่เข้าใจสถานการณ์ บางรูปเดินทางเข้าไปในป่าใหญ่ประพฤติธรรมอย่างอุกฤต ย่อมเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บและถึงชีวิตไปเพราะเหตุนั้นก็มาก เช่นพระภิกษุเดินทางเข้าไปในป่าและปฏิบัติธรรมตามถ้ำ แล้วเป็นไข้มาลาเรียมรณภาพ เป็นต้น แต่ในการปฏิบัติแบบอุกฤต ของคนยุคนี้ เราไม่จำเป็นต้องไปเสียงกับสิ่งที่เราไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเช่นนั้นอีก ต่อไป แต่ให้เป็นการอุกฤตในทิศทางปฏิบัติที่ได้พิจารณาแล้วว่าเป็นทฤษฎีที่สมเหตุผล ที่เป็นคุณเป็นประโยชน์อย่างเดียวก็ย่อมทำได้ 
          อีกประการหนึ่ง การประพฤติอย่างอุกฤต ที่อาจเป็นอันตราย ไร้ประโยชน์ และเสีย เวลาไปเปล่าก็คือ
การประพฤติอุกฤตเกินไป ทำให้เกิดความเครียดและเพราะเหตุนี้จึงทำให้นัก ปฏิบัติธรรมพบปัญหาเสื่อมโทรมทางสุขภาพ ทั้งกายและจิตใจ ทำให้สูญเสียสภาวะสมดุลแห่ง บุคลิกภาพและแม้กระทั่งกลายเป็นโรคประสาทไปก็มาก เพราะเหตุที่ประพฤติอุกฤตไปอย่างเดียวในที่นี้ จึงต้องทำความเข้าใจว่า คนเราจะประพฤติอุกฤตไปถ่ายเดียวไม่ได้ 
จะเกิดผลร้าย เช่น ความเครียด ความสับสน วิกลจริต ฯลฯ จึงต้องมีการสลับไปกับการผ่อนคลาย และมีระบบการพักผ่อนที่ ไม่เป็นอันตรายต่อวิถีทางแห่งมรรคผล
อันนี้ก็เป็นหลักการที่สำคัญข้อสำคัญที่จะ ต้องคำนึงไว้แต่ เบื้องต้น ฉะนั้น ในการสร้างหลักสูตร จึงต้องเปิดโอกาสให้มีระยะ หรือช่วงเวลาที่ผ่อนคลาย แต่ต้องเป็นไปโดยเหมาะสม กล่าวคือต้องไม่เปิดโอกาสให้การผ่อนคลายเป็นภัย หรือให้อบายมุขหรือมารแทรกเข้าไปทำลายอุปนิสัยผู้พากเพียรได้ สิ่งที่หลักสูตรควรสร้างก็คือ ระบบธรรมชาติ ให้เกิดการฝึกฝนอย่างอุกฤตและมีการผ่อนคลายสลับไป อย่างเป็น ธรรมชาติ ก็จะประสบความสำเร็จในการก้าวหน้าต่อไป ๆ ตามเส้นทางที่ต้องการได้อย่างมีสุขภาพกายและ จิตดีไปด้วย

           1.2 ประการที่ 2 การบรรลุเป้าหมายทางมรรคผลนิพพาน ผู้ต้องการประพฤติตน อย่างอุกฤตเพื่อมรรคผล จะต้องคำนึงว่า ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่หลักสูตรการฝึกอบรมเสมอไป แต่ต้อง ประกอบด้วย การมีวิถีชีวิตประจำวันที่ถูกต้องด้วย แม้ในวิถีชีวิตประจำวัน ในฐานะ คน ๆ หนึ่ง โดยเฉพาะผู้ที่จะเข้ามาสู่โครงการโพธิอาษานี้ จะต้อง คำนึงว่า การวางวิถีชีวิต คือ การดำรงชีพ การทำบทบาทของตนในสังคม หรือวัฒนธรรมส่วนบุคคล จะต้องเป็นสิ่งที่ดีที่ถูกต้องเป็นธรรม อย่างอุกฤตด้วย การที่จะต้องคำนึงเรื่องอิริยาบถ 4 ก็ดี ไตรทวารหรือ กาย วาจา และ ใจก็ดี อายตนะทั้งหลาย 6 ช่องทาง คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ดี การประกอบอาชีพ เพื่อเลี้ยงชีวิตตนเองและครอบครัว สังคม ประเทศชาติ ก็ดี ชีวิตครอบครัวก็ดี ล้วนมีความสำคัญต่อการบรรลุมรรคผล พอ ๆ กับการเข้าหลักสูตรการ ปฏิบัติธรรมกรรมฐานโดยตรง 
          ฉะนั้น ผู้ใฝ่ทางมรรคผลจะต้องคำนึง วิถีทางปฏิบัติธรรมะอยู่ในชีวิตประจำวัน และจะต้องปฏิบัติ ชีวิตประจำวันให้ถูกต้องตามนั้นไปอย่างอุกฤตด้วย พระสงฆ์รู้กิจวัตร หรือกิจของสงฆ์ คือรู้การ ปฏิบัติในวิถีชีวิตของสงฆ์ ว่าอยู่อย่างไรในชีวิตประจำวันจึงจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องสอดคล้องวิถีทางแห่งมรรค ผล นิพพาน ฆราวาสก็จะต้องรู้กิจของฆราวาส เหมือนกันว่า จะใช้ชีวิตฆราวาส อย่างไร ประกอบอาชีพหรือกิจการสังคมไปอย่างไร จึงจะสอดคล้องวิถีทางมรรคผลนิพพาน หากได้คำนึงส่วนนี้ ว่ามีความสำคัญพอ ๆ กัน กับการปฏิบัติในหลักสูตรแล้ว ก็จะประกอบกันมีพลังแรงขึ้นจะสามารถนำไปสู่ผลสำเร็จไปแล้วกึ่งหนึ่งทีเดียว
          และโดยแนวความคิดนี้ การดำเนินโครงการโพธิอาษา จึงควรมีเวลาอีกช่วงตอนหนึ่ง ภายหลังจากเสร็จสิ้นโครงการแล้ว โดยอาจจะกำหนดเวลาอย่างเหมาะสมเฉพาะบุคคล ระหว่าง 1-5 ปี หรือแม้กระทั่งระยะยาว คือ 5-10ปี หรือ อาจจะตลอดชีวิต ในช่วงนี้
ให้โพธิอาษาได้ใช้ชีวิตนอกห้องฝึกอบรม หรือห้องทดลองตามโครงการ ไปพิสูจน์ตนเอง ในวิถีชีวิตอย่างเป็นอิสระ เป็นหน่วยหนึ่งของสังคมโดยรวม เพื่อให้ช่วงตอนนี้พิสูจน์อย่างชัดเจนว่า ได้ผลของ การฝึกอบรมตามโครงการไปเพียงใด สามารถเอาตัวรอดได้หรือไม่ และเป็นการเปิดโอกาสให้มีการปรับปรุง ตัวเอง ให้สอดคล้องวิถีธรรมชาติยิ่งขึ้น จนเป็นที่มั่นใจตัวเองได้ 

         
1.3 ประการที่ 3 การพิจารณาคัดเลือกโพธิอาษา ไม่ควรที่จะมองที่รูปร่างหน้าตา หรือการศึกษาเป็นสำคัญ แต่ควรจะประกอบกันด้วยกับความเต็มใจที่จะอุทิศตนเพื่อประโยชน์ตน คือการบรรลุมรรคผล ซึ่งเป็นเรื่องประโยชน์ 2ด้าน ที่ต้องมีมาอย่างครบถ้วน คือประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน และประโยชน์ของพระพุทธศาสนาในส่วนรวม กระนั้นก็ยังไม่น่าจะพอ ควรจะคัดให้ได้บุคคลผู้มีอารมณ์เป็น นิพพิทาญาณ อยู่ แม้ขนาดเบาน้อยของปัญญาญาณนั้นก็จะเป็นสิ่งอุปการะเป็นอย่างยิ่ง ในการทดลอบ เพื่อคัดเลือก จึงอยู่ที่ คณะกรรมการสัมภาษณ์ ต้องสอบถามวิสัยทัศน์ และ ทัศนะของผู้สมัครต่อโลก และต่อธรรม ให้ตรงประเด็น เช่นถามเรื่องทัศนะต่อปัญหาสังคมในปัจจุบัน ว่าท่านมีความ คิดเห็นเป็นประการใด แยกไปเป็นประเด็นย่อย ๆ หลาย ๆ ประเด็น เช่น การศึกษาทางโลกขณะนี้ท่านมีทัศนะอย่างไรเด็ก ๆ ในโรงเรียนประถมมัธยม เขาศึกษาอะไรกัน ในมหาวิทยาลัยเขาศึกษาอะไรกัน ในวัดวาอารามศึกษาอะไรกัน ฯลฯโดยเรามีคำตอบเป็นธงของเราอยู่ในใจไว้แล้วส่วนหนึ่ง การประกอบอาชีพของคนทั่วไปในโลกขณะนี้ท่านมีทัศนะอย่างไรปัญหาทางเพศและครอบครัว ปัญหาสตรีและเด็กในสังคมขณะนี้ เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นเล่าท่านมีทัศนะอย่างไร แล้วลองมาถามปัญหาทางธรรมะ เช่น การบวชของกุลบุตรทุกวันนี้ ความประสงค์ที่ แท้จริงของผู้บวชที่เห็น ๆ อยู่ทุกวันนี้ เขาต้องการอะไร พระสงฆ์เชื่อว่ามีมรรคผลนิพพานหรือไม่ ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อสอบอารมณ์ ความมีนิพพิทาญาณ ของผู้สมัครทั้งหลาย ถ้าได้พบว่า ผู้นั้นมี นิพพิทาญาณแล้ว ก็น่าจะพึงพอใจ เลยทีเดียว แต่หากยังไม่ได้พบเช่นนั้น เราก็น่าจะลองให้เขาเล่าชีวิตประจำวันให้ฟัง เล่าเรื่อง ครอบครัว ชีวิตวัยเด็ก ๆ แล้วป้อนคำถามเพื่อทดสอบอารมณ์ที่หักเห ของเขา ถ้าพบว่าเขามีอารมณ์ที่หักเหอยู่ก็น่าจะใช้ได้ 
          ในการพิจารณาคัดเลือกตัวบุคคล ควรรวบรวมข้อมูลส่วนตัว นับตั้งแต่สิ่งที่เป็นผลงาน การเขียนหนังสือ หรือบทบาทของผู้สมัครต่อสังคม เอามาเป็นประเด็นสำคัญด้วย เพราะงานเขียน และบทบาทหรือพฤติกรรมต่อสังคมนั้น จะบ่งบอกไปถึงสภาวะภายในของบุคคลได้ชัดเจนไม่น้อยไปกว่าการสัมภาษณ์หรือการทดสอบด้วยวิธีอื่น ๆ

           1.4 ประการที่ 4 การตระเตรียมงาน
          เมื่อได้ตัวโพธิอาษาแล้ว และเริ่มโครงการ ควรจะเริ่มและดำเนินการไปอย่างไร ขอเสนอให้เริ่มด้วยการกำหนด
ระเบียบแห่งวิถีชีวิตประจำวันของโพธิอาษาทั้งกลุ่ม ทั้งหมู่ที่จะเข้ารับการฝึก ต่อไป คำว่าวิถีชีวิตนี้ ในส่วนละเอียดอ่อนหมายความรวมถึงวัฒนธรรมของหมู่ทั้งหมด รวมถึงสถาบัน คือ มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลกด้วย สถาบันสงฆ์และสถาบันพระพุทธศาสนาทั้งหลายที่เป็นสากลด้วย และสถาบันประชาชน หรือคณะอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายด้วย ที่จะต้องออกมาอย่างกลมกลืนสอดคล้องเป็นอย่างดี ดุจดั่งเป็นเลือดเนื้ออันเดียวกัน 
          การกำหนดระเบียบวัฒนธรรมดังกล่าว เป็นสิ่งที่จะกระทำยังไม่ได้สมบูรณ์ในทันที ในรุ่นนี้จะค่อยปรับและพัฒนาไปตามลำดับ แต่สถาบันจะต้องวางดำริไว้ในใจว่าจะให้ค่อยเป็นไปในแนวทางไหน ในชั้นต้น ๆ นี้ควรกำหนดระเบียบ ว่าด้วย
เครื่องแต่งกายหรือนุ่งห่ม โดยให้เป็นแบบแผน มาตรฐานเดียวกัน เสียก่อน และระวังว่า เครื่องนุ่งห่มนี้ จักเป็นเสมือนตรา หรือเครื่องหมายการค้าของเรา คือโพธิอาษาเลยทีเดียว
          สิ่งที่ต้องการให้ได้ข้อคิดในเรื่องระเบียบนี้ก็คือ ระเบียบจะหมายความรวมถึงวินัย คือการเคารพตนเอง ไม่ว่าจะเป็นระเบียบอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าระเบียบการเข้านอน การตื่นนอน ฯลฯ ไม่ควรจะเคร่งครัดเป็นพิเศษแต่อย่างใด แต่ ควรให้เป็นไปแบบธรรมดา ๆ ของชีวิตที่เป็นไปตามธรรมดา า ตามระบบธรรมชาติ นั่นคือ ขอให้ได้สมดุล ในระหว่าง การทำงาน และการพักผ่อน จะต้องให้ได้สมดุลกัน สิ่งที่เราต้องการเน้นก็คือ ความมีวินัยในการตรงต่อระเบียบ ที่ เป็นธรรมดา ๆ นั้น และ ให้เกิดผลระยะยาวนานคือเป็นไปในชีวิตปกติธรรมดา หรือชีวิตประจำวันตลอดไปชั่วชีวิต หรือจนกว่าจะบรรลุธรรมขั้นสูงสุด กล่าวคือ ไม่ใช่มุ่งหมายให้มีระเบียบเฉพาะห้วงเวลาที่มารับการฝึกเท่านั้น แต่เมื่อออกไป แล้ว ระเบียบนั้นก็ยังคงเป็นระเบียบวินัยก็ยังคงเป็นวินัยติดตัวไปประพฤติอย่างเป็นปกติในชีวิตประจำวันต่อไปอย่างเป็นปกติต่อไปด้วย เช่นระเบียบการเข้านอนก็ไม่ควรต้องให้ดึก หรือต้องข่มบังคับกันอยู่ดึก ๆ ดื่น ๆ เกินไปกว่าชีวิต ปกติ ธรรมดา หรือวิถีวัฒนธรรมมนุษย์ปฏิบัติกันอยู่ เช่นกำหนดให้เข้านอนห้าทุ่ม ตื่นตีสามครึ่ง โดยอ้างว่าเพื่อฝึกความอดทนไล่ความขี้เกียจ เป็นต้นเช่นนี้ ถือว่าต้องระวัง ถ้าจะให้มีอย่างนี้บ้างต้องให้สมเหตุผล และมีความสมดุลระหว่างงานกับการพักผ่อน โดยสัจธรรมที่ว่า งานทำให้เกิดความเหน็ดเหนื่อย เคร่งเครียด การพักผ่อน ปล่อยวาง คลายเครียด ต้องสมดุลกัน เพราะลักษณะของระเบียบที่จัดเกินไป จะยากต่อการปฏิบัติในวิถีทางของคนธรรมดา ๆ เมื่อออกไปจาก โครงการแล้วก็จะล้มเหลวไปหมด เพราะฝืนกฎความสมดุลไประหว่างการทำงานและการพักผ่อน ฉะนั้น จึงมีภาษิตว่า แม้พระอรหันต์ เป็นผู้สูงสุดแต่ก็ยังคืนสู่ความเป็นสามัญชน 
          ในเรื่องระเบียบ นี้ จะต้องรวมไปถึง วัฒนธรรมในการคิดการอ่านด้วย สิ่งที่ต้องการก็ คือ โพธิอาษา ควรจะเข้าใจดีและมีสำนึก ว่า
ชีวิตที่เดินไป ต้องไปอย่างมีระเบียบ และมีวินัยกำกับไปเสมอ หรือโดยธรรมะ ก็คือ หลักธรรมกับ วินัย นั้นเอง ควรจะคิดอ่านไปในแนวทางเดียวกันโดยทำความเข้าใจเรื่องมรรคเรื่องผล และ เข้าใจในเชิงธรรมปฏิบัติเพื่อให้ถึงมรรคถึงผลได้ถูกต้องตรงกัน เมื่อเข้าใจเรื่องวิธีการปฏิบัติเพื่อ ให้ถึงมรรคถึงผลถูกต้องตรงกันแล้ว ความคิดความอ่านใดก็ตรงกันขึ้นมาเอง โพธิอาษา ก็จะมีปกติเป็นผู้พูดน้อย เจรจาน้อย แต่มี ความกล้าหาญในการเจรจาเมื่อมีโอกาส มีความขัดแย้งในหมู่ในกลุ่มน้อยมีความตระหนักเห็นตรงกันในเรื่องภัยของวัฏฏสงสาร ก็จะเกิดเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่มีสามัคคีธรรมอันนุ่มนวล น่าเลื่อมใสขึ้นมา 

           1.5 แนวพิจารณาเรื่องหลักสูตร
          เมื่อมีระเบียบที่จัดการระบบชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมาจนถึงเวลาเข้านอน พักผ่อนแล้วก็มาถึงหลักสูตร ที่ว่าเราจะฝึกอะไร ก็ขอเสนอแนะให้เริ่มด้วยขั้นตอนการตระเตรียม หรือเตรียมพร้อมเสียก่อน อุปมาเหมือนการเข้าแข่งกีฬา ก็จะเริ่มด้วยขั้นการเตรียม ที่ภาษากีฬาว่า การวอร์ม หรือ วอร์มอัพ เสียก่อน ในที่นี้ขอเสนอให้มีขั้นการวอร์มอัพนี้ เป็นเวลา 1 วัน เราไม่อยากให้เริ่มในห้องประชุม แต่เริ่มที่สนามเพราะวิถีทางวัฒนธรรมของธรรมปฏิบัติไม่ควรจะพูดมาก แต่เริ่มงานการปฏิบัติในทันที โดยให้มีการเดินทางไกล มีระยะพอที่กะได้ว่า ผู้เดินทางต่างก็ได้เหงื่อกัน ให้ได้ เหงื่อออกมาทั่วขุมขนเสียก่อน สภาวะที่ต้องการคือทุกขุมขนในร่างกาย จะชุ่มด้วยเหงื่อ และคนที่มีสุขภาพดีจะถึงขนาดเหงื่อไหลไคลย้อยกันเลยทีเดียว แต่จุดประสงค์ที่แท้จริง เราไม่ได้ต้องการเหงื่อ สิ่งที่ต้องการคือ การตระเตรียมทดสอบระบบการหายใจ หรือลมปราณ ซึ่งจะต้องตระเตรียมกันก่อนและการให้เริ่มด้วยการเดินทางไกลขนาดเบา ๆจนพอเหงื่อซึมขุมขน หรือถึงขนาดไหลใคลย้อย สำหรับบางคนนั้น แน่นอนย่อมไปกระตุ้นการ ทำงานของระบบลมหายใจหรือระบบปราณให้แรงขึ้น เป็นการตระเตรียมรับการฝึกอย่างอุกฤตต่อไป เพราะ การฝึกอย่างอุกฤตนั้น ระบบลมหายใจหรือระบบปราณจะต้องดีเป็นพื้นฐานไว้ก่อนเสมอ จึงต้องมีการตรวจสอบเสียก่อนตั้งแต่แรก ด้วยการเดิน
ทางไกลแบบเบา ๆ สบาย ๆ เสียก่อนดังกล่าว และที่ต้องการให้เป็นการเดินทางไกลก็เพราะเป็นระบบการตรวจสอบและการปลุกลมหายใจแบบธรรมชาติ นั่นเอง (ไม่ต่างจากนักกีฬา ที่ยิ่งการแข่งขัน หรือการชกมวยเร่งเร้า เพียงไร ระบบลมหายใจจะต้องประณีตเข้มแข็งขึ้นจึงจะได้เปรียบคู่แข่งขันและเอาชนะได้ในที่สุด)
          ฉะนั้น จึงขอเสนอว่า วันแรกนั้น จะต้องมีการวอร์มอัพ ด้วยการเดินเบา ๆ สบาย ๆ แต่เป็นระยะทางที่ไกลพอให้ขุมขนชุ่มด้วยเหงื่อเสียก่อน และขณะเดิน ให้พยายามบริหารลมหายใจ หรือโดยธรรมชาติการออกเดินทางไกล
ระบบลมหายใจจะถูกกระตุ้นขึ้นมาสร้างพลังอย่างเป็น ธรรมชาติ และโอกาสนี้โพธิอาษา จะต้องรู้จักการสังเกตเอาเอง ด้วยเชาวน์ปฏิภาณตนเอง ที่จะรู้จักฉวยเอาประโยชน์จากสถานการณ์ใดใด ที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ และนำไปใช้ต่อไป และในที่นี้ก็คือ ต้องสังเกตระบบปราณ 
          ต่อมาก็มาถึงการฝึกอย่างเป็นหลักสูตรหลัก ที่ทำการฝึกกับที่ ภายในห้องเรียน หรือ ห้องโถงที่ใหญ่ ๆ โอ่โถง สบาย ๆ ในที่นี้จะขอเสนอ ไปตามลำดับไตรสิกขา คือ 
          (1) ระดับศีล การสวดมนต์ทำวัตร เช้าและเย็น 
          (2) ระดับสมาธิ การฝึกสมาธิ 
          (3) ระดับปัญญา การฝึกเดินจงกรม การนั่งสมาธิตามแนวมหาสติปัฏฐาน กสิณ และฌาน การฝึกคิดปัญหา หรือปริศนาธรรม ธุดงค์ การฟังและสนทนาธรรม ดังต่อไปนี้ 

          
1.6 หลักพิจารณาในการทำวัตรสวดมนต์
          การทำวัตรสวดมนต์ ควรจะเป็นการทำวัตรแปล เพื่อที่จะทำไปพร้อมกันได้ทั้งฝ่ายสงฆ์ และฆราวาส ความอุกฤตในการทำวัตรเช้าและทำวัตรเย็น ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด ของโพธิอาษาก็คือ น้ำเสียง ทำนอง ภาษา ความสามัคคีของหมู่จะต้องชัดเจน ความชัดเจนหมายถึงแต่ละคนชัดเจนในตัวเอง ทำตัวเองให้ชัดเจนให้ได้ แล้ว ให้เกิดสามัคคี เป็นธรรมของหมู่ ให้หมู่เกิดความชัดเจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้ได้ 
          ผลของการทำวัตรแปล หรือไม่แปล หรือประการใดใดก็ตาม
ที่ต้องการก็คือได้ความสมถะหรืออารมณ์สมถะเกิดขึ้นแด่ผู้ฝึก แต่การทำวัตรประเภทแปล เราหวังผลทางวิปัสนาญาณแบบ ซึมซับไปเรื่อย ๆ ทีละน้อย ๆ อีกด้วย เอาเฉพาะเป้าหมายแรกให้ได้ คือความสมถะ ถ้าผู้ฝึก เข้าถึงอารมณ์สมถะ ก็หมายถึง ถึงสมถะกรรมฐานแล้วนั่นเอง เป็นผลอันเดียวกับคำว่า สมถกรรมฐาน 
          เราต้องการอารมณ์สมถะนี้ ให้เกิดขึ้นก่อน และในโครงการนี้ ก็ควรจะให้สำเร็จให้ได้ เพราะพระที่ท่านอยู่ ในศีลมานาน ผ่านการศึกษามามาก จำเริญอายุพรรษามาก มักจะได้อารมณ์ สมถะนี้มาแล้วแทบทุก ๆ รูปเป็นส่วนมากอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม การได้สำเร็จในระดับนี้ นานเข้าอาจเสื่อมทรามลงไปเพราะความไม่ก้าวหน้าไปในมรรคผลเมื่อมาเริ่มฝึก ก็จะเป็นโอกาสที่พลิกฟื้นสมถะกรรมฐานขึ้นมาใหม่ ก็ดูจะได้เร็วขึ้น ส่วนฆราวาส ที่ตลอดชีวิตที่ผ่านมาทำ แต่ความดี มีการเสียสละอุทิศตนเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ก็เป็นแนวทางที่สมถะกรรมฐานเป็นขึ้นเกิดขึ้นได้อยู่ เหมือนกัน เมื่อมาฝึกตามโครงการโพธิอาษา หมั่นสวดมนต์เข้า ก็ย่อมไปถึงสมถะกรรมฐานได้เร็ว ซึ่งเรื่องนี้ ครูผู้สอนต้องมองเห็นคือเห็นว่าลูกศิษย์ได้อารมณ์สมถะนี้แล้วหรือยัง จะต้อง ประเมินออกมาให้ชัดเจนให้ได้ หากลูกศิษย์ยังไม่ได้ ก็หมั่นบอกหมั่นสอน โดยทั่วไปก็หมั่นบอก ให้เกิดความชัดเจนในการสวด และชัดเจนในเรื่องอื่น ๆ ดังกล่าวมาแล้ว จนทั้งหมู่เข้าถึงสมถะกรรมฐานได้ จากนี้ก็จะเป็นบาทฐานของการฝึกสมาธิ ที่ได้ผลต่อไป หากเราไปฝึกสมาธิ โดยไม่มีอารมณ์สมถะรองรับ การฝึกสมาธิก็ไม่ได้ผล และจะก้าวหน้าต่อไปไม่ได้ และหากเรา ละเลย ไม่เห็นความสำคัญอันนี้เสียแต่เริ่มแรก ไปฝึกขั้นสูงไปอย่างไร ๆ ก็ดูเป็นการเขลา เพราะถึงอย่างไรก็ไม่สำเร็จได้เนื่องมาจากไร้พื้นฐานรองรับนั่นเอง อันเป็นกฎธรรมดาของการเรียนรู้ การศึกษา
          ฉะนั้น ในขั้นต้นของการออกวิ่งตามหลักสูตรนี้ ครูผู้สอนต้องพาปฏิบัติให้ได้สมถกรรมฐานให้ได้เสียก่อน และเมื่อถึงสมถกรรมฐานแล้ว ผลดีก็เกิดขึ้นคือลูกศิษย์ก็จะได้สัมผัสความเย็นลุ่มลึกของสมถกรรมฐาน เป็นความสุข ความพอใจ เป็นความสันโดษยินดี ความพอใจที่จะฝึกก็มีมากขึ้น ความศรัทธาก็จะมีมากขึ้น ความเชื่อมั่นในตนเองก็มากขึ้น ในทันทีที่ได้บรรลุสมถกรรมฐานแล้ว
แต่สิ่งที่ควรสังเกตก็คือ สำหรับคนทั่วไปแล้ว แม้สมถกรรมฐานก็เกิดขึ้นไม่ได้โดยง่าย อาจจะต้องสวดมนต์ไปเป็นปี ๆ ถึง 3-4-5 ปี จึงสำเร็จสมถกรรมฐานก็มี ฉะนั้นเมื่อมาเป็น โพธิอาษา ในช่วงการฝึกนี้ เพื่อให้บรรลุผลโดยเร็ว ศีลจะต้องบริสุทธิ์ สำหรับ พระสงฆ์ ศีล 10 ต้องบริบูรณ์ทุกข้อ โดยเฉพาะข้อ 6-10 ต้องให้ได้ มิฉะนั้น จะยากแก่การสำเร็จแม้ระดับสมถกรรมฐาน ดังกล่าวนี้ ฆราวาสก็อนุโลมให้อยู่ในศีลเช่นเดียวกัน กล่าวพอเป็นรูปธรรมตัวอย่างก็คือ เรื่องการนอน ควรละเว้นที่นอนตามศีลข้อที่ 8 เรื่องเงินทองควรจะสลัดทิ้งไม่ถือไม่ใช้ไปเลยทีเดียว ตามศีลข้อที่ 10 เป็นต้น อย่างนี้จึงจะเรียกว่า ปฏิบัติอย่างอุกฤต และเมื่อ
สร้างเหตุขึ้นได้ก็ย่อมประกันว่าผลก็ย่อมได้ตามมาเป็นธรรมดา
         
ศีล เมื่อประพฤติมากโดยสม่ำเสมอเป็นปกติแล้ว ย่อมนำจิตใจไปสู่ความเมตตา มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เข้าใจในความสุขความทุกข์ของผู้อื่นดี เป็นเหตุของความเสียสละและการอุทิศตนเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งยิ่งเป็นทางการกุศลไปยิ่งขึ้น และที่สุดศีลเป็นที่เกิดของความสงบ ระงับ และนำมาซึ่งความสมถะ ศีลเป็นเครื่องมือสำคัญชนิดที่ขาดไม่ได้ ที่ทำให้สมถกรรมฐานเป็นผลสำเร็จขึ้นมา และเป็นฐานของสมาธิต่อไปอย่างมั่นคง.

 

 

 

 

 

  บทที่
ข้อพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติเรื่องศีล



           ความหมายและแนวทางปฏิบัติของ ศีล สมาธิ ปัญญา ระดับต้น ที่น่าจะง่ายดายสำหรับคนทั่วไปที่จะประพฤติปฏิบัติได้ นั่นก็คือ ระดับศีล นั้น พยายามประพฤติละเว้นไปเป็น ข้อ ๆ ตามขนาดของศีล เริ่มตั้งแต่ศีลแม่บทคือ ศีล 5 ก็พยายามให้ละเว้นให้ได้ คือ



        
ข้อที่ 1 ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ เริ่มแต่สัตว์มนุษย์ ให้ให้ความสำคัญที่สุดก่อน ทำอย่างไรในชีวิตเราทั้งสิ้นนี้ จะละเว้นได้ว่าเราจะไม่ฆ่ามนุษย์เลย และในหมู่มนุษย์ ก็มีมนุษย์ พิเศษที่สูงสุดที่ต้องละเว้นก่อนคือ บิดา มารดา ผู้มีพระคุณต่อแผ่นดิน คือเจ้าฟ้า พระมหากษัตริย์ บรรพชิต โดยเฉพาะพระอริยสงฆ์ เป็นต้น อย่า แม้กระทั่งความคิดอกุศลต่อท่านเหล่านี้ ต่อมาก็ละเว้นแก่สัตว์ใหญ่ ๆ สัตว์ที่มีบุญคุณต่อมนุษย์ และต่อสังคม ต่อธรรมชาติทั้งปวง เช่นช้าง วัว ควาย ปลาในฤดูที่มีการวางไข่ หรือสัตว์ที่อยู่ในฤดูแพร่พันธ์ สัตว์ที่หายาก เป็นต้น สัตว์เหล่านี้ต้องละเว้นให้ได้ก่อนอย่าฆ่า แล้วต่อไปก็เพิ่มมาตรการละเอียดของศีลลงไปอีก คือ นอกจากละเว้นการฆ่าแล้วต้องไม่ประทุษร้ายเขา ไม่ทั้งทางกาย ทางวาจา และใจที่คิดประทุษร้าย ไม่ทำให้เขา ๆ เหล่านั้นเสียใจเสียหาย ได้รับความทุกข์ หรือภัยประการใดใด ให้ศีลข้อนี้บริสุทธิ์ โดยถือคติว่า แม้ชีวิตของเรา ๆ ก็รัก ฉันใดชีวิตของคนอื่นๆ เขาก็รักฉันนั้น ต่อไป

         
ข้อที่ 2. ละเว้นจากการลักขโมย นับแต่ของที่คนอื่นเขาหวงแหนที่สุดปาน ดวงตาลงไป ของที่มีคุณค่าทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ อย่าพรากสิ่งที่รักของเขาไปจากเขา โดย ถือคติว่า แม้ของ ๆ เรา ๆ ก็หวงฉันใด ของ ๆ คนอื่น ๆ ก็หวงเช่นนั้น ต่อไป 

         
ข้อที่ 3. ถือเอาการมีชีวิตคู่แบบผัวเดียวเมียเดียว พ้นจากนี้แล้วไม่ควรไป ละเมิด นับแต่อย่าไปเกี่ยวข้องกับหญิงหรือชายที่เขามีเจ้าของแล้ว ละเสียชื่งความพยายามที่จะก่อ จะสานให้เรื่องราวเป็นไปในทางที่ไม่ชอบธรรมเสีย โดยคำนึงโทษที่จะเกิดขึ้นภายหลังอย่าง มากมายหลายด้าน ต่อไปก็ระวังเรื่องลูกเขา อย่าพยายามใน เรื่องเช่นนี้ หนุ่ม ๆ สาว ๆ อย่าเพิ่งชิ่งสุกก่อนห่าม ไม่มัวเมาในราคะตัณหา กามารมณ์ อบายมุขทั้งสิ้น ให้เห็น สมบัติที่หวงแหนของคนอื่นแม้นเหมือนของตัวเอง คือเห็นใจคนอื่นเขา ใจเขาใจเรา ของที่เขาหวงเช่นไร ของที่เราหวงก็เช่นนั้น 

         
ข้อที่ 4 ต้องรักษาคำพูด มี 4 อย่างคือ คำพูดโกหก คำพูดหยาบคาย คำพูด เพ้อเจ้อ และ คำพูดส่อเสียด อย่าให้มีขึ้น โดยถือคติว่าอย่าโกหกตัวเอง เมื่อแม้แต่ตัวเองยังโกหกตัวเองแล้ว ก็ย่อมจักโกหกผู้อื่นได้ทำได้อย่างนี้ ชีวิตจึงจะก้าวหน้า มีพลัง มีศักดิ์ มีคนนิยม เชื่อถือในวาจา ยกย่องให้เป็นใหญ่ 

          
ข้อที่ 5 เครื่องดองของเมาต้องละเว้น นับตั้งแต่ยาเสพติดทุกชนิด เป็นต้นไปจนถึงบุหรี่ รวมทั้งเครื่องดื่มที่มีผลในการบำรุงหรือกระตุ้นราคะตัณหา ที่คนนิยมกามบริโภค



          แล้วศีลทั้งหลาย ก็ออกไปจากศีล 5 ข้อนี้ แม้ศีล 227 ของพระภิกษุสงฆ์ก็มาจากศีลแม่คือศีล 5 นี้นั่นเอง และการปฏิบัติที่เป็นเบื้องต้น ที่ควรประพฤติปฏิบัติให้ได้เป็นสากล ก็เพียงคำสองคำคือคำว่า
มีศีล มีสัตย์ เน้นคำว่ามีสัตย์ หมายถึงรักษาคำพูดให้ได้ ให้ซื่อสัตย์ต่อตัวเองให้ได้ และให้รู้จักการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพราะศีลทุกข้อ จักนำไปสู่ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันทั้งสิ้น 
          จนในที่สุดเห็นว่า เพื่อนมนุษย์
ล้วนเป็นเพื่อนที่ร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน มีความเสมอภาคกัน ไม่มีใครอยู่เหนือความตายไปได้ ข้อนี้จะเป็นทางแห่งความก้าวหน้าในศีล ชั้นสูง แม้พระราชาในสมัยก่อนก็จะต้องถือศีลสัตย์ ให้เคร่งครัด จนมีคำกล่าวว่า หน่อกษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ 
          ในหมู่ประชาชนก็ถือคำว่า เสียชีพอย่าเสียสัตย์ เยี่ยงคนจริง ๆ เช่น พันท้ายนรสิงหเป็นต้น


         
ศีลในระดับที่ยากขึ้นไป จนสามารถไปเชื่อมต่อ นามธรรม คือมรรคผล นิพพานได้ตามบาลีว่า สีเลน นิพพุตึยนฺติ คนเราจะถึงนิพพานได้ด้วยศีล นั้น จำเป็นต้องประพฤติตนเคร่งครัดในศีลทุกข้อให้ได้ 


          ในฐานของบรรพชิต การรักษาศีลย่อมเป็นหน้าที่ เพราะเมื่อได้อาศัยจัดการเรื่อง ปัจจัย 4 ให้ขึ้นกับผู้อื่นคือชาวบ้านได้แล้ว ก็จะเปิดโอกาสให้ได้อย่างเต็มที่ในการรักษาศีลให้บริสุทธิ์ได้ หากแต่ทุกวันนี้แม้มีหน้าที่โดยตรง ได้โอกาสอันเต็มพร้อมสมบูรณ์ที่จะประพฤติศีลให้บริสุทธิได้อย่างเต็มที่ แต่พระภิกษุสงฆ์และสามเณร ก็มักจะละโอกาสนั้นไปเสีย ตาม ๆ กัน และ มักมีเหตุผลสำหรับการหลีกเลี่ยงการประพฤติละเว้นศีลต่าง ๆ เช่นศีล 10 ก็มักจะมีเหตุผลสำหรับละเว้นข้อที่ 6 (รับอาหารเวลาวิกาล) บ้าง ข้อที่ 7 (ดูละครฟ้อนรำขับร้องประโคมดนตรี)บ้าง อยู่ตลอด เวลา ในที่สุดก็ทำลายตนเอง โดยทำลายอุปนิสัยที่ใฝ่ในมรรคผลนิพพานเสีย และไม่ได้ฝึกสร้างอุปนิสัยอันดีงามที่เป็นพื้นฐานสำหรับมรรคผลเลย 


         
ทางที่ถูก ต้องรำลึกว่า การฝึกสร้างอุปนิสัยแห่งศีลที่บริสุทธิ์มั่นคงไม่ด่างพร้อยนั้นก็คือ ต้องสร้างอุปนิสัยความเป็นนักสู้ขึ้นมาเสียแต่เด็ก ๆ ถือว่าการที่จะอยู่ในระเบียบวินัยให้ได้นั้นเป็นสิ่งที่ประเสริฐ เป็นวิถีทางวีรบุรุษเยี่ยงทหารหาญ และจะค่อยเสริมสร้างจิตใจที่มั่นคง เข็มแข็ง มีพัฒนาการไปในทางที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น มีความเข้มข้นในความ เป็นนักสู้ยิ่งขึ้น สิ่งที่ฝึกจิตหรือแบบฝึกหัดที่สำคัญก็คือ ฝึกสู้กับอบายมุข ต่าง ๆ นับแต่ อบายมุข 4 สุรา นารี พาชี กีฬา บัตร และ อบายมุข 6 ได้แก่ ดื่มน้ำเมา คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านทำการงาน เที่ยวกลางคืน เที่ยวดูการเล่น และ เล่นการพนัน เหล่านี้ พุทธบริษัท ภิกขุ สามเณรจะต้องฝึกหัดเอาชนะให้ได้ ต้องหมั่นตรวจ สอบดูอยู่เสมอ ๆ เมื่อสามเณรเอาชนะอบายมุขทั้งหลายได้จิตใจย่อมยกระดับความเข้มแข็งขึ้นมาได้ อีกระดับหนึ่ง และ เหมาะสำหรับการต่อสู้รักษาศีล 10ศีล 227 ให้บริสุทธิไม่ด่างพร้อยอีกต่อไป 


          ในการรักษาศีลให้บริสุทธิ์ บางครั้งก็จำเป็นต้องมีอุบายอันเฉลียวฉลาดประกอบด้วย เช่นสามเณรหรือ พระนวกะ มักจะพ่ายแก่ศีลข้อที่ 6 -7 ก็ใช้อุบายประกอบ ครูบาอาจารย์ นั่นเอง ย่อมบอก อุบายวิธีการต่อสู้เอาชนะให้ได้ เช่นเมื่อเกิดความหิวขึ้นมาในเวลาเย็น ๆ ค่ำ ๆ ให้ดื่มน้ำแทนเข้าไปมาก ๆ หัดอุปนิสัยดื่มน้ำสะอาด มาก ๆ เอาไว้ แล้วเข้านอนเสียแต่ เวลาไม่ดึกนัก ไม่ควรจะเกิน 21.00 น. เป็นอย่างดึก เมื่อชำนาญในการดื่มน้ำแก้ความหิวแล้ว ต่อไปให้หัดกินอากาศแทนความหิว นั่นก็คือ ออกไปในที่ อากาศบริสุทธิ์ แล้วอ้าปากกลืนกินอากาศ เข้าไปในท้อง ทำความรู้สึกให้เกิดขึ้นว่า กำลังกลืนกินอาหารทิพย์ ทำบ่อย ๆ จนเป็นอุปนิสัย หรือหากจะสามารถเจริญอานาปานสติภาวนา คือหัดดูลมหายใจเข้าออกจนชำนาญจับลมได้ทั้งลมเข้า ลมออกจนเป็นนิสัยตั้งแต่เด็ก ๆ ก็จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกัน ต้านทานอำนาจฝ่ายชั่วที่เข้ามาโจมตี ก็สามารถตั้งตัวได้ จนสามารถรักษาศีลให้บริสุทธิ์ได้

 
         
เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จะค่อยพอกพูนความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความภาคภูมิใจในตนเองไปตามลำดับ มีความเข้มแข็งเกิดขึ้นมา ใจ มีความเป็นนักสู้ที่มีความชำนาญการต่อสู้ รู้อุบายหรือวิธีการหลายหลากที่จะเอาชนะสิ่งชั่วในดวงใจให้ได้ รู้วิธีที่จักสร้างความทรหดอดทนทางฝ่ายกายฝ่ายใจ และรู้อุบายวิธีการที่จักยืนหยัดไม่ยอมแพ้พ่ายให้แก่สิ่งชั่วในดวงใจให้ได้ ไปเช่นนี้ระยะหนึ่ง ในที่สุดก็จะสามารถบรรลุความรู้แจ้งเบื้องต้น คือ เห็นจริงเห็นแท้ด้วยตนเองในสัจธรรมข้อสำคัญว่า ความเป็นไปของฝ่ายกายด้วยประการใดก็ตาม ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม นั้น แท้ที่จริงเป็น เพราะสภาพจิตใจต่างหาก หากสภาพจิตใจเราประณีต เข้มแข็ง ก็จะสามารถควบคุมบังคับ บัญชาการเป็นไปฝ่ายกายได้ จะสั่งมือสั่งเท้า สั่งอวัยวะ ความนึกคิดประการใดย่อมได้ด้วยใจ กายเกิดประพฤติชั่ว ก็เพราะคุณภาพใจขณะนั้น ใจสั่งใจ อนุญาตหรือการที่สภาพจิตใจบกพร่องไปนั่นเอง 


           
ในขณะเดียวกัน จะให้กายดำรงศีล อยู่ในกรอบอันบริสุทธิ์ของศีล อยู่ในคุณงามความดี ก็เพราะจิตใจสั่งบังคับบัญชาเอาไว้ เพราะสภาพความเข้มแข็งของจิตใจที่เพียรสร้าง เสริมขึ้นมาตลอดเวลาไม่หยุดหย่อน จนได้คุณภาพเด็ดขาดขนาดนี้ ได้ดั่งนี้ นั่นหมายถึง การเข้าใจเห็นแจ้งด้วยตนเองในสัจธรรมที่เรียกว่า จิตใจเป็นนาย กาย เป็นบ่าว บรรลุความรู้แจ้งสัจธรรมขั้นต้น ตามพระบาลีว่า 

                มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา,
                มนสา เจ ปทุฏเฐน ภาสติ วา กฺโรติ วา
                ตโต นํ ทุกขมเนวฺติ จกฺกํว วหโต ปทนฺติ

               ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นสภาพถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ เสร็จแล้วด้วยใจ 
               ถ้าบุคคลมีใจชั่วแล้ว พูดอยู่ก็ตามทำอยู่ก็ตาม (ก็ตาม) 
               เพราะความชั่วนั้น ทุกข์ย่อมตามบุคคลผู้นั้นไป 
               ดุจล้อตามรอยเท้าแห่งโค ผู้นำแอกไปอยู่ ฉะนั้น. 
                
( *** สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ ทรงแปลในหนังสือ ธรรมวิจารณ์ 2501 ) 

         
เมื่อผ่านการต่อสู้กับความชั่วมีอบายมุขอันเป็นมาร หรือสงครามกิเลสมาจนสามารถรักษาศีลให้บริสุทธิ์ได้ ด้วยการสร้างสภาพแห่งใจให้เข้มแข็งขึ้นมาเหนือสภาพกาย เอากายอยู่ใต้คำสั่ง ได้แล้วเช่นนี้ จิตวิญญาณภายในย่อมบริสุทธิ์ และจะมองเห็นด้วยสมาธิตรวจสอบดู จะเห็นนามธรรม หรือนามกาย หรือธรรมกาย ซ้อนอยู่กับรูปกายอันเป็นกายเนื้อของเราอีกกายหนึ่ง นามกายนี้จะเป็นเจ้าชีวิต มีอำนาจ เข้มแข็ง มีอำนาจบังคับบัญชารูปกายได้อย่างเฉียบขาด เสมือนคนมีสองร่าง คือร่างทิพย์ที่ควบคุมกายอยู่และคือส่วนที่จะนำพาปฏิบัติศีลให้บริสุทธิ์ได้ทุกข้อ ๆ และพาปฏิบัติแต่ความดีโดยส่วนเดียว จิตใจจักน้อมไปสู่การประพฤติธรรม ตามธรรมข้อสำคัญ ๆ ของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมงคล 38 ประการ ก็จะพยายามตรวจสอบตนเองว่ามีครบทั้ง 38 ข้อ หรือไม่ เพียงไหน ขาดตกบกพร่องไปข้อใดบ้าง ถ้าเป็นอุบาสกอุบาสิกา ก็จะสามารถ รักษาศีล 5 -8 ได้บริสุทธิ์มีธรรมเมตตามาก มีกรุณามาก มีทานบริจาคมาก ถ้าเป็นสามเณร รักษาศีล 10 บริสุทธิ์ได้ จะมีความจำดีมีจิตใจอ่อน มีคารวะธรรมมาก ถ้าเป็นพระภิกษุ ผู้บรรลุ สัจธรรมระดับนี้ ก็จะสามารถรักษาศีลพรหมจรรย์ ทั้ง 227 ข้อได้ บริบูรณ์ จะเป็นผู้ขวนขวายใน การประพฤติธรรม ทรงธรรม เป็นอันมาก 


         
นี่เป็นศีลระดับสูง ที่ควรเรียกว่า ศีลใจ มีใจเป็นเจ้าชีวิต มีใจเป็นผู้นำ มีใจเป็นหลัก และเอาจิตใจนั้นเองเป็นผู้นำรักษาศีลให้บริสุทธิ์ และระดับนี้เองที่สามารถเชื่อมเข้ากับมรรคผล นิพพาน สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ เมื่อสามารถทำนามธรรม นามกาย ธรรมกาย ให้ปรากฏขึ้นมาได้อย่างสะอาดผ่องแผ้ว บริสุทธิ์ด้วยศีลบริบูรณ์ อันหมายถึงจิตใจสะอาดบริสุทธิ์บริบูรณ์ไม่ด่างพร้อย ก็ย่อมสามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ 

          ข้อสรุปในบทเรียนนี้ก็คือ ศีล ระดับทั่วไป สิ่งที่ต้องการให้ทำก็คือ การรักษาศีลด้วยกาย จะต้องฝึกหัดการต่อสู้กับความชั่ว เอาชนะความชั่วให้ได้ด้วยความดี จนได้อุปนิสัยเป็นนักสู้นักรบ และได้ความภาคภูมิใจเราเอง ว่า เราเป็นนักสู้ เป็นนักรบ เป็นวีรบุรุษแห่งสงครามกิเลส ให้กายอยู่ในศีลให้ได้ก่อน และให้ผลเกิดขึ้นที่ความเย็นกาย สบายใจ ให้รู้จักการมองความทุกข์ยากลำบากของผู้อื่นจนเกิดความเห็นใจผู้อื่น เห็นอกเห็นใจสัตว์อื่น ๆ พอ ๆ กับ
ความเห็นอกเห็นใจเราเอง ให้เห็นความทุกข์ของผู้อื่นเสมอความทุกข์ของเรา รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เอาใจเราไป ใส่ใจเขา มีเมตตาจิตสูง 
         
ในขณะเดียวกันไม่ยอมเสียความสัตย์ ต้องถือคติ เสียชีพอย่าเสียสัตย์ หรือนิสัย ขัดติยะที่ว่า หน่อกษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ ให้ได้ ถ้าเป็นฆราวาส มีทานบริจาคสูง (มาชดเชยการละเว้นบางอย่างหรือศีลบางข้อซึ่งฆราวาสวิสัยไม่อาจทำได้) มีการรักษาศีลอุโบสถในวันสำคัญทางพระศาสนาหรือวันที่เปิดโอกาสแก่การประพฤติธรรม บ่อย ๆ และมีความเคร่งครัดสูง มีกิจวัตรเช่นการสวดมนต์ไหว้พระ สวดมนต์แปลเป็นประจำสม่ำเสมอ เท่าที่จะ อนุญาตตนเองได้ใน วิสัยฆราวาสเฉพาะตน ๆ 
          สำหรับ พระภิกษุ เมื่อวัยหนุ่มอยู่จักได้เปรียบทางปฏิบัติศีลอย่างเต็มที่ จักเห็นความปีติสุข ความแช่มช้าในอริยบถ ความสุภาพความจริงใจในไตรทวาร จนกว่าจักยกระดับแห่งศีล
มาสู่สภาวะที่ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นเจ้าชีวิต ใจ เป็นผู้นำ ใจเป็นนาย สามารถสร้างนามธรรม นามกายหรือ ธรรมกาย ขี้นมาเป็นกายทิพย์สะอาดบริสุทธิ์ซ้อนอยู่ในกายเนื้อได้อีกกายหนึ่ง แล้วแสดง พลังอำนาจเฉียบขาดที่จะควบคุมบังคับบัญชาฝ่ายกายให้ปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีงาม และอยู่ในกรอบแห่งศีลได้อย่างไม่ด่างพร้อย จะเห็นความทอประกายการต่อสู้สูงจนไม่อาลัยแด่ร่างกายและความ เป็นอยู่ ไม่คำนึงว่าความเป็นไป ฝ่ายกายจักเป็นไปอย่างไร สวยงามขึ้นหรือขี้เหร่ลง อ้วนหรือผอม มีสง่าราศีหรือด้อยลงเช่นไร ไม่สนใจทั้งสิ้น ไม่สนใจว่าคนจะกล่าวว่าตนอย่างไร 
         
นั่นแหละหมายถึงการไปเชื่อมต่อได้กับมรรคผลนิพพาน ด้วยอานิสงส์ของศีลเองได้ และนั่นก็หมายความถึงพลังสมาธิที่เข้มแข็งได้เกิดขึ้น โดยอัตโนมัติ และเกิดการเชื่อมกันอย่างเป็น เนื้อเดียวกันระหว่างศีลกับ สมาธิ แล้ว กล่าวคือ ศีล ที่พัฒนาไป ก็จะส่งผลต่อการพัฒนาสมาธิ หรือ ฝ่ายสมาธิ เมื่อพัฒนาไป ก็จะส่งผลต่อการพัฒนาศีลด้วยโดยอัตโนมัติอย่างน่าพิศวง เพราะพลังงานภายในและภายนอกจะเฟื่องฟูมีประสิทธิภาพในการงานอย่างยิ่ง 

          ระดับนี้ เป็นงานการศึกษาศีลสิกขาระดับสุดยอด เป็นปฏิเวธของศีล การจักบรรลุผล สำเร็จระดับนี้ มีแต่ ความพยายาม ๆ ฝึกฝนการต่อสู้ไปอย่างไม่ละวางโดยตลอดชีวิตมีลมหายใจ อยู่ จึงจักสามารถบรรลุสำเร็จผลสุดยอดในศีลสิกขานี้ได้ 

 

 

 

 

 

                                                

 

 บทที่ ๓ 
การฝึกสมาธิ

 1 . หลักพิจารณาทั่วไปในการฝึกสมาธิ 

         
สมาธิ การฝึกสมาธิที่ไม่มีพื้นฐานคือ อารมณ์สมถะเกิดขึ้น จะเห็นจากเด็กนักเรียน ที่ครูพาไปฝึกทำสมาธิ ผลที่ได้ก็คือ เป็นเพียงการทำท่าตามแบบได้เท่านั้นเอง ผลสำเร็จทางสมาธิหาเกิดขึ้นไม่ ครั้นไม่นานก็เสื่อมสิ้น หน่ายแหนงไป กลายเป็นเข็ดขยาด ทั้งนี้เพราะทำไม่ได้ผล เนื่องเพราะเด็ก ๆ ทั้งหลายขาดพื้นฐานคืออารมณ์ที่สมถะ นั่นเอง บัดนี้เมื่อได้สมถกรรมฐานมาแล้วการทำสมาธิก็ย่อมทำได้ง่าย เป็นผลง่าย และก้าวหน้าไปได้ ตามลำดับ ความเจริญก้าวหน้าของสมาธิ คือ เริ่มที่เป็นบ้างไม่เป็นบ้าง(คือใจนิ่งบ้างไม่นิ่งบ้าง) ที่เรียกว่า คณิกะสมาธิ แล้ว พอจะนิ่งได้ เรียกว่า อุปจารสมาธิ จนที่สุด ไปสู่สุดยอดของสมาธิก็คือ อัปนาสมาธิ และอัปนาสมาธิ เป็นผลที่ต้องการสูงสุดของโครงการโพธิอาษาอย่างแน่นอนเพราะเมื่อมีอัปนาสมาธิแล้ววิปัสนาญาณก็เป็นอันหวังว่าจะสำเร็จได้ความสิ้นกิเลสโดยกิเลสถูกชำระไปโดยวิปัสนาญาณก็หวังได้ นั่นหมายความถึงการบรรลุมรรคผลนั่นเอง หรือกล่าวอีก นัยหนึ่ง นี่คือ การบังเกิดขึ้นของพระอริยบุคคลผู้ประเสริฐตามอุดมการณ์สูงสุดแห่งพระพุทธศาสนานั่นเอง และ ไม่มีสิ่งประเสริฐใดล้ำค่าไปกว่านี้อีก 
          ฉะนั้น จุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายสูงสุดของสมาธิ จึงต้องเป็น อัปนาสมาธิ เพราะที่ ระดับอัปนาสมาธินี้ จะเป็นระดับที่มีการต่อสู้เกิดขึ้นในจิตใจอย่างหนักระหว่างฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็น ธรรมาวุธ กับอีกฝ่ายหนึ่งที่เป็นอาสวะกิเลสที่อัปนาสมาธิจะมีการขัดเกลากิเลสอย่างแรง และ อุกฤต และเมื่อกิเลสถูกขัดเกลาจนเกลี้ยงแล้ว ก็เหลือแต่ความสะอาดสว่าง สงบ และ ความว่าง จาก กิเลสของจิต
วิปัสนาญาณก็เกิดขึ้นบนจิตที่ว่างจากกิเลสนี่เอง นั่นคือการบรรลุธรรมระดับสูงสุดคืออรหัตผลเกิดขึ้นได้ เพราะจิตที่ถูกขัดเกลาไปจนหมดจากกิเลส ด้วยอัปนาสมาธิ ก็ จะกลายเป็นจิตที่ว่าง ขึ้นมา แล้วภาคปัญญาความรู้แจ้งในวัฏฏสงสาร มีไตรลักษณ์ เป็นต้นก็เกิดขึ้นตามมา ก็เป็นผู้รู้แจ้งสิ้นความสงสัยใดใด ในชีวิตมีความแกล้วกล้าปราศจากความกลัวอีกต่อไป มีความสุข มีความสงบ มีความสะอาด มีความกตัญญู มีความเมตตาและความดีอันสมบูรณ์  แต่การที่จะฝึกให้สำเร็จถึงอัปนาสมาธินั้น ไม่ใช่ง่าย แต่ถึงอย่างไรโพธิอาษาก็จำเป็นต้องฝึกให้ถึงอัปนาสมาธิให้ได้ และย่อมเป็นไปได้ ในเมื่อได้อุทิศเพื่อการฝึกอย่างอุกฤตแล้ว 
          ฉะนั้น ในขั้นตอนที่มีการฝึกสมาธินี้ ครูผู้สอนจะต้องหมั่นตรวจประเมินผลดู ว่าทำไม การฝึกสมาธิโดย เทกนิคที่ใช้ฝึกอยู่ขณะนั้น จึงไม่ก้าวหน้า และวิเคราะห์ดูว่า เมื่อไม่ก้าวหน้าแล้ว จะต้องเอาวิธีการเทกนิคสิ่งใดมา ปลุกเร้า หรือกระตุ้นให้เป็นผลดีต่อสมาธิ ในที่นี้ก็เลยมีความ จำเป็นต้องวิเคราะห์หาสาเหตุความไม่ก้าวหน้าของสมาธิ และสิ่งที่อาจจะพบก็คือปัญหาสถานที่ เช่นอาจจะไม่เงียบสงัดพอ ควรย้ายไปฝึกในสถานที่เฉพาะ ๆ ที่สงบสงัดบ้างหรือสถานที่อาจจะ คับแคบไป จำกัดจำเขี่ยเกินไป อากาศ สิ่งแวดล้อมไม่ปลอดโปร่งพอ หรือการฝึกมีลักษณะเร่งรัด เวลาจำกัดเกินไป เช่นนี้ก็จะต้องปรับแก้ไขในปัญหาเหล่านี้ และสิ่งที่ควรจะได้นำมาเสริม เพิ่มเติมไปเมื่อได้เวลาอัน เหมาะสมก็คือ เอาเทกนิคของ
กสิณ(ในพระคัมภีร์กล่าว 10 อย่าง แต่ จริง ๆ มีร้อยพันอย่าง) และธุดงค์ 13 มาช่วยให้เร่งความเจริญของสมาธิในขั้นตอนที่มีปัญหา เอาแทรกเข้ามา เพื่อให้สมาธิเจริญไปถึงอัปนาสมาธิให้ได้ เพราะธง หรือเป้าหมายของการฝึกอยู่ที่ อัปนาสมาธิ จะต้องเกิดขึ้นให้ได้ (ถ้าไม่ถึงอัปนาสมาธิ อาจสำเร็จได้แค่ระดับพระโสดาบัน และ สกทาคามีเท่านั้น แต่ในที่นี้ ถ้าถึงอัปนาสมาธิแล้วมีความหวังว่าจะถึงระดับพระอรหันต์) 
          แต่การพิจารณานั้น จะต้องเป็นรายบุคคล เพราะแต่ละคนจะพบเผชิญปัญหาไม่เหมือนกัน ฉะนั้น ครูผู้ฝึกจะต้องแหลมคม สามารถประเมินผลภาคภายในของลูกศิษย์ได้ทุกระดับและทุกอาการความเคลื่อนไหว และกำหนดเทกนิคที่ตรงปัญหาของแต่ละคน ๆ ได้ อุปมาก็เหมือนนายแพทย์ที่วินิจฉัยโรคของคนไข้นั่นเอง จะต้องวินิจฉัยอย่างถูกต้อง เสียก่อน แล้วจึงจะสามารถสั่งยาที่ถูกกับโรคของคนไข้แต่ละคนแต่ละโรคได้ คนป่วยจึงจะหายป่วย มรรคผลก็เหมือนกัน หากครูสอนอ่านปัญหาภายในของ ลูกศิษย์ไม่ได้ หรืออ่านไม่ถูก สั่งยาผิดไป ผลก็คือคนไข้ตาย ทาง กรรมฐาน กรรมฐานก็ตายไม่ก้าวหน้าเช่นเดียวกัน 

 



 2. หลักพิจารณาเรื่องเทกนิคการฝึกสมาธิ


          แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะไปวินิจฉัยว่าด้วยเทกนิคอื่น ก็ควรพยายามฝึกไปในเทกนิคของสมาธิโดยเฉพาะไปอย่างถึงที่สุดเสียก่อน โดยมีข้อควรเข้าใจเบื้องต้นในเรื่องสมาธิก็คือ
การปฏิบัติสมาธิโดยเทกนิคใดก็ตามจะไปสัมพันธ์กับลมหายใจเสมอ และสำหรับเทกนิคที่จะขอแนะนำต่อ ไปนี้ จำเป็นที่โพธิอาษาจะต้องทำได้อย่างจัดเจนไว้ก่อนทุก ๆเทกนิค คือทำให้ได้คล่องตัวตามแบบไว้ แม้ว่าจะยังไม่บังเกิดผลทางสมาธิก็ตาม ดังต่อไปนี้

 



 2.1 การบริกรรมภาวนา

 
          เทกนิคประการที่ 1 เทกนิคง่ายที่สุดคือการบริกรรมภาวนา ที่ได้ผลดีก็คือบริกรรม สัมมาอรหัง ตามแบบของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ใช้คำบริกรรมว่า สัมมาอรหัง แบบภาวนาสัมมาอรหัง เป็นแบบฝึกหัดเบื้องต้นที่สุด เพราะเป็นระบบเดี่ยวที่ยังไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับลมหายใจ ใช้บริกรรมอย่างเดียว โดยบริกรรมบ่อย ๆ นาน ๆ และเร็ว ๆ แต่สม่ำเสมอไปตลอดเวลา บริกรรมสัมมาอรหัง จะนำไปสู่สมาธิได้ง่าย แต่เป็นเพียงระดับต้น ๆหรือ คณิกสมาธิเท่านั้น ถ้าจะให้ลึกไปในสมาธิชั้นสูง ต้องมีมาตรการอื่นหรือเทกนิคอื่นเข้ามาช่วย แต่ในที่นี้ขอ เสนอ เทกนิคสมาธิแบบที่ 2 คือ

 

 


 2.2 การภาวนา พุท - โธ 


          เทกนิคประการที่ 2 เทกนิคนี้นับว่าเป็นมาตรฐานนิยมทำอยู่ทั่วไป จะมาสัมพันธ์กับ ลมหายใจเข้าออก พร้อมกันด้วยในขณะเดียวกันอย่างขาดไม่ได้ วิธีปฏิบัติคือดูลมหายใจเข้าออกพร้อมภาวนาพุท-โธ หรือภาวนาด้วยคำอื่น ก็ได้ แต่เท่าที่มีปฏิบัติ ขณะนี้ พุทโธ เป็นคำที่ได้ผลดี เทกนิคการภาวนาพุทโธ จะมีหลักการอยู่ที่ ต้องมาสัมพันธ์กับ ลมหายใจเข้าออกเสมอ หลักการก็คือ
หายใจเข้าก่อนแล้วว่าพุทธ หายใจออกว่า โธ 
          จุดสำเร็จของการใช้เทกนิคนี้อยู่ที่ เกิดความชัดเจน เห็นลมหายใจเข้ายาว คำภาวนายาวลองกำหนดดูว่า ยาวชัดเจน หรือไม่ คือให้ลองสอบตัวเอง พอลมหายใจแล่นเข้าไปถึงชานจมูก ก็เริ่มว่า พุทธ............................มีขนาดยาว หรือสั้น ตามขนาดลมหายใจที่ยาวหรือสั้น พอลมตก ถึงท้องน้อย ลำคอตีบปิดประตูลม จะแล่นออก ก็ เริ่มว่า โธ..............ยาว ๆ หรือสั้น ๆ ไปกับลมหายใจที่ยาว ๆ หรือ สั้น ๆ 

          ขั้นตอนปฏิบัติก็จะเป็นดังนี้

          ขั้นที่ 1 ดึงลมหายใจเข้าไปพอถึงชานจมูก ว่าคำว่าพุทธ ให้ยาวพอ ๆ กับลมหายใจ ไปสิ้นสุดที่ท้องน้อย และลำคอตีบปิดประตูลมเข้า(พอคล่องแล้ว ลมหายใจกับคำบริกรรมจะไปพร้อมกันเอง)
          ขั้นตอนที่ 2 พอลมหายใจแตะท้องน้อยแล้ว ลมกำลังจะหันกลับออกมา ให้เปิดประตูลมที่ลำคอ ว่าคำว่า โธ ยาว ๆ ไปกับลมที่ไหลออกให้ฝึกหัดทำไปจนกว่า ลมหายใจจะแรง-ยาว และสามารถสัมผัสลม เข้าลมออกได้ชัดเจน และในขณะเดียวกัน คำภาวนาแรงขึ้น ชัดเจนและยาวด้วย แผนผังจะเป็นดังนี้

หัวลมแล่นเข้าชานจมูกกล่าวคำว่า พุทธ ยาว ๆ


                                 พุทธ                    โธ



ลมวนกลับจะออก กล่าวคำว่า โธยาว ๆ 
***** ข้อทดสอบ พุทธ หรือ โธ ให้ได้ 4 วินาที หรือนาทีละ 15 ครั้ง

(อาจจะต้องมีการปรับกลยุทธนี้ไปบ้างให้เหมาะแก่สภาวะบุคคล) 


          การฝึกภาวนาพุทธ - โธ บางคนอาจจะมีปัญหาว่า เมื่อเริ่มนั่งดูลมหายใจเข้าออก พร้อมภาวนา พุทธ-โธ ไปเรื่อย ๆ จนเห็นลมหายใจที่ละเอียด เหมือนกับไม่มี รู้ถึงความสงบ เย็น แล้วต่อจากนั้นก็ไม่สามารถไปได้ไกลกว่านั้นอีกบางทีจะรู้สึกถึงตัวสั่นไปสั่นมา เป็นครั้งคราว แต่ เมื่อกำหนดก็หายไป อยากจะเข้าสมาธิให้ได้ลึกกว่านั้น ก็ยังทำไม่ได้ 
          ลักษณะที่ได้พบ คือ เห็นลมหายใจที่ละเอียด เหมือนกับไม่มี รู้ถึงความสงบเย็น นั้น นั่นคือเป้าหมายเบื้องต้นของสมาธิ และเป็นระดับที่ให้ประสิทธิภาพของสมาธิระดับหนึ่งแล้ว อยู่ ในระดับ อุปจารสมาธิ และเมื่อทำได้อย่างนี้ แล้ว ผู้ทำได้ก็ควรจะได้รับผลอันเป็นที่พอใจของตน อย่างสูงอยู่แล้ว และน่าจะได้ค้นพบวิถีทาง แห่งสมาธิระดับสูงขึ้นไปได้ด้วยตนเอง ให้พยายามใช้ความสังเกต คือ (๑) ไป พบสิ่งที่เรียกว่า กสิณ และ ฌาน หรือ ปราณ ต่อไป หรือไม่ก็ (๒) ไปสู่วิปัสนากรรมฐานต่อไปในขั้นตอนเดียว และ (๓) สามารถทดลองการฝึกสมาธิวิธีอื่น ๆ เพื่อแสวงหาความชำนาญยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีกในเชิงสมาธิ และรับผล ชั้นสูงของสมาธิ

          กล่าวโดยสรุป ในเรื่องเทกนิคการฝึกสมาธิ 

          ประเด็นแรก การภาวนาพุทธ-โธ นั้น มีจุดประสงค์เพียงเพื่อรวมจิตให้เกิดสมาธิ ขึ้น เบื้องต้นเท่านั้น กล่าวคือ ใช้สำหรับคนที่ฝึกหัดใหม่ ๆ ให้หัดผูกใจไว้กับคำภาวนาพุทธ-โธ เพื่อ เป็นสื่อนำไปสู่ความนิ่งสงบของจิต เมื่อจิตนิ่งสงบแล้ว คำภาวนาพุทธโธก็ดูดุจจะหายไป เหลือ อยู่เพียงจิตที่สงบนิ่งเท่านั้น ในขณะเดียวกันลมหายใจที่แรง ยาว(อกกระเพื่อม ขึ้นลง) เมื่อฝึกใหม่ ก็จะค่อยพัฒนาไปสู่ความละเอียด จะมีลักษณะสม่ำเสมอ ประณีต มีดุลยภาพ แห่งการเข้าออกของลมหายใจ สภาพลมหายใจในขณะจิตนิ่งสงบนั้น จะมีดุลยภาพ สม่ำเสมอ ทั้งลมหายใจเข้าและลม หายใจออก แต่ลมหายใจนั้นจะยาว ลึก เพราะมีความประณีตที่สุด 

          ในแบบฝึกหัดทางปฏิบัติ เริ่มด้วยหายใจเข้าก่อนแล้วภาวนาว่าพุทธ ให้ฝึกหัดหายใจ เข้ายาวและภาวนาพุทธยาวตามไปกับลมหายใจที่ยาว-ลึก ถ้าลมหายใจสั้น เราก็ภาวนาพุทธยาวไม่ได้ ฉะนั้นแท้จริงลมหายใจจึงเป็น ปัจจัยหลัก ก่อนภาวนาพุทโธ ให้วางระดับลมหายใจให้ยาว-ลึกไว้ก่อน โดยจะลองเฉพาะการหายใจเข้า และออก เสียก่อน โดยให้ยาวและลึกและให้ สม่ำเสมอ หากทำไม่ได้สม่ำเสมอ ก็จะยังไม่สมบูรณ์และหมายถึงขาดประสิทธิภาพ ฉะนั้นต้องฝึกหัดทำให้ได้ ให้ลมหายใจสม่ำเสมอ ลมเข้าได้ดุลกับลมออก และยาวลึกสม่ำเสมอเท่ากัน ระหว่างลมเข้าและลมออก ในระหว่างปฏิบัติ ให้ปรับให้เกิดสภาพความสม่ำเสมอนี้ให้ได้ตลอด เวลา (อย่า ให้ยาวบ้าง สั้นบ้าง แรงบ้าง ค่อยบ้าง หรือรวนไปรวนมาบ้าง) 

          ในทางปฏิบัติ ไม่ว่ามีประสบการณ์มาแล้วหรือยังไม่มีก็ตาม ให้ฝึกหายใจเข้าแรง ๆ แต่นุ่มนวลประนีต เพราะลมหายใจเข้าแรง จนกระทั่งมีเสียงลมแล่นเข้าไป นั้น จะเป็นการปลุกตัวเองปลุกประสาททุกส่วนให้ตื่นและแข็งแรง ลมหายใจเข้าที่แรงเสมือนใช้เครื่องดูดเข้าไป จะไปดันให้ช่วงหน้าอกพองตัวขึ้น
พยายามให้ลมเข้าไปจนดันหน้าอกทั้งหน้าอกจนเต็ม เหมือนเป่าลูกโป่ง จนเห็นหน้าอกขยายกระเพื่อม นั่นจะเป็นการฝึกหัดที่ดีที่จะช่วยระบบปราณให้ แกร่งขึ้นไป จะได้ ผลมาก ให้ฝึกอย่างนี้ไป 

          ส่วนลมหายใจออกนั้น ขึ้นอยู่กับลมหายใจเข้าอยู่โดยอัตโนมัติ เมื่อลมเข้าเป็นอย่างไร ลมออกก็เป็น อย่างนั้นด้วย จึงไม่ค่อยมีปัญหาสำหรับลมออก เว้นเสียแต่เรื่องความสมดุล ต้องระวังอย่าให้ลมออกเกินสมดุล คือยาวเกินไปไม่สมดุลกับลมเข้า ครั้นตรวจสอบลมหายใจเข้าลมหายใจออกอย่างนี้แล้ว ให้กะวางระดับที่สมดุลของลมเข้าและลมออกคือกำหนดว่าจะให้แรงขนาดไหน ยาว-ลึก ขนาดไหน เพื่อให้รับได้กับความสามารถของเรา ผู้ปฏิบัติอยู่ในขณะนั้น กล่าวคือ โดยมาตรฐานที่อาจประสบความสำเร็จทางสมาธิแล้ว ลมหายใจเข้าให้ยาวลึกและนาน 4 วินาที ลมหายใจออก 4 วินาที ทั้งลมหายใจเข้าและลมหายใจออกรวมกันเป็น 1 วงจร ให้ได้ นาน 8 วินาที (ทำติดต่อกันไป 40 วินาทีให้ได้ 5 วงจร หรือ ลมหายใจเข้า 5 ครั้ง ลมหายใจออก 5 ครั้ง) แต่สำหรับผู้ฝึกหัดใหม่ ๆ จะไม่ได้ขนาดมาตรฐานนี้ให้ตรวจสอบตนเองก่อนทำ เพื่อที่จะกำหนดว่าจะให้ลมหายใจเข้าแรง-ลึกและนานเท่าไรจึงจะสามารถทำไปได้โดย สม่ำเสมอตลอดไป หรือตลอดเวลาที่กำหนดว่าจะเข้าสมาธินานเท่าไร คือถ้ากำหนดว่าให้ลมหายใจเข้ายาวลึกนาน 1 วินาที ก็ทำให้สม่ำเสมอไปอย่างนั้น และหรือค่อยเพิ่มความลึกยาวนานขึ้นไป เป็น 2 วินาที และ 3 วินาที เป็นต้น แต่สิ่งที่ต้องการฝึกก็คือฝึกลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ 

          เมื่อวางระดับลมหายใจได้สมแก่ความสามารถของตนแล้ว ก็เริ่มภาวนาพุทโธ ในทางปฏิบัติ ให้หายใจเข้า ก่อนแล้วภาวนาคำว่า พุทธ ตามลมเข้าไป หายใจยาว คำภาวนาก็ยาวตามไป การทำเช่นนี้ ลมส่วนหนึ่งจะเข้าไปทางปากที่เผยอภาวนาคำว่าพุทธด้วย แต่ไม่เป็นไร แล้วลมออกก็ภาวนาคำว่าโธ เป็นวงจรไปเช่นนี้ จนเกิดสภาวะสม่ำเสมอลมหายใจเข้า-ออก สม่ำเสมอ คำภาวนาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ 
          การที่ได้ภาวะสม่ำเสมอ นี้แหละเป็นเป้าประสงค์เบื้องต้นที่สุด ให้ภาวนาไปเรื่อย ๆ อย่าหยุดภาวนา และ อย่าคิด ให้หยุดความคิด ตั้งใจแต่ภาวนาพุทโธ ไป ภาวนาเช่นนี้ไปอย่างเดียวตลอดเวลาระยะหนึ่ง 
          คำว่าตลอดเวลาระยะหนึ่ง นั้น อยากให้เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ คือภาวนาไปยิ่งนานยิ่งดี โดยให้นานเป็น ชั่วโมง ให้นานเป็นวัน ให้นานเป็นเดือน ให้นานเป็นปี ไปเลยทีเดียว โดยสับเปลี่ยนสถานที่ไปหลาย ๆ แห่ง โดย เฉพาะหาสถานที่พิเศษเพื่อการสันโดษ สำหรับการบำเพ็ญภาวนาพุทธโธ อย่างเดียวนี้โดยเฉพาะ แม้เพียงทำอย่าง เดียวนี้ก็ย่อมบังเกิดผลทางการพัฒนาการของสมาธิไปได้อย่างไกลมาก และอาจจะกลายเป็นวิปัสนากรรมฐานไปเองโดยไม่รู้ตัวขึ้นมาได้
          สำหรับโพธิอาษา จะลองภาวนาพุทธโธ อย่างเดียวนี้โดยไม่ต้องไปคำนึงอย่างอื่นเลย แต่ตั้งใจทำหรือบำเพ็ญแบบตะปะ(เช่นในรามเกียรติ์ ที่พวกยักษ์ไปภาวนาอย่างเดียวว่า โอม นมะศิวะ อย่างเดียวกันนั้น ก็จะเกิดผลขึ้นได้ โดยเกิดสมาธิที่เยี่ยมยอดขึ้นมา และจะประจักษ์ผลแก่ตนเอง ด้วยตนเองรู้ได้เอง)
          ปัญหาทางปฏิบัติ ที่มักปรากฎว่า เมื่อเริ่มนั่งดูลมหายใจเข้าออก พร้อมภาวนา พุทธ-โธ ไป เรื่อย ๆ จนเห็นลมหายใจที่ละเอียด เหมือนกับไม่มี รู้ถึงความสงบ เย็น" อยากแนะนำว่า ไม่ต้องไป กังวลกับลมหายใจว่าละเอียดอ่อนหรือไม่แค่ไหน คำว่า ""จนเห็นลมหายใจที่ละเอียดเหมือนกับไม่มี" นั้น แท้จริงไม่ได้มีความหมายพิเศษแต่อย่างใด เป็นเรื่องธรรมดา ๆ เช่นเดียว กับเมื่อมีชีวิตประจำวัน เราก็ไม่เคยรู้สึกเลยว่าเราหายใจอยู่หรือเปล่า เราลืมลมหายใจของเราอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อไรเราอยากดูมันขึ้นมา ก็จะเห็นมันแรงขึ้น เห็นมันตามสภาพที่เป็นจริง คือ มันแรงเราก็เห็นมันแรง มันอ่อนเราก็เห็นมันอ่อน อย่างเช่นเวลาเราออกกำลังกายหรือวิ่งอย่างเร็วเราก็จะเห็นว่าลมหายใจเรามันแรงขึ้น เมื่อเราตั้งใจดู ก็ยิ่งจะเห็นลมหายใจแรงขึ้นไปอีก จึงอยู่ที่เราผู้ปฏิบัติ ถ้าเราดูมัน เราก็เห็นมัน ถ้าเราไม่อยากดูมัน ก็เสมือนว่าไม่มีลมหายใจ ฉะนั้น เมื่อเราไปมองดูที่คำภาวนา เราก็เห็นคำภาวนาชัดขึ้น ส่วนลมหายใจก็(ดูเหมือน)หายไป เท่านั้น เอง ฉะนั้นจึง อยู่ที่เราจะกำหนดเอาเอง อยากให้ลมแรงก็ให้แรงได้ แต่เมื่อไรจิตสงบนิ่งอย่างมั่นคง ซึ่งเป็นลักษณะของสมาธิเกิดขึ้นแล้วนั้น เราก็จะไม่รู้สึกว่ากำลังภาวนาอยู่ ไม่รู้สึกว่ามีลม หายใจเข้าออก เราจะเหมือนปราศจากลมหายใจ ปราศจากคำภาวนา ไปเลย แม้ว่าในความจริงเรายังคงภาวนาอยู่ และหายใจอยู่
          ฉะนั้น  หากไปถึงระดับนี้แล้ว ให้ฝึกต่อไปอีกอย่างเข้มข้น โดยไปเพิ่มความลึก-ยาว- นาน ของลมหายใจ และเพิ่มความยาวนานลึกของคำภาวนาคือ พุทธ-โธ ออกไปอีก และขอ แนะนำว่า
ทำให้ได้ระดับมาตรฐานที่บอกไว้ข้างต้นให้ได้ (คือ ให้ลมหายใจเข้ายาว-ลึก และนาน 3-4 วินาที และลมออกก็ได้สมดุลกันคือ 3-4 วินาที เช่นกันโดยทำให้ได้ความสม่ำเสมอให้ได้ หากทำไม่ได้ ก็ต้องพยายามหาอุบายต่าง ๆ โดยเฉพาะการหาสถานที่ฝึกแปลกออกไป บ้าง เช่น ไปภาวนาในห้องเฉพาะ ในสถานที่เฉพาะ หรือไปป่าช้า ฯลฯ ที่สงบสงัดของสถานทื่จะช่วยได้มาก เพื่อจะได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่หากมีบารมีมาก่อนก็จักเป็นเหตุให้เกิดวิปัสนาญาณ (คือรู้แจ้งเห็นจริง)ขึ้นมาเองได้โดยไม่คาดหมาย เพราะสมาธิ เป็นพื้นฐานสำคัญที่ต้องทำให้เกิดขึ้นได้โดยมั่นคงยืนนานเสียก่อน และเมื่อสมาธิเกิดขึ้นเป็นการมั่นคง ยืนนานแล้ว ก็หมั่นเข้าสมาธิ บ่อย ๆ หมั่นเข้าสมาธิบ่อย ๆ นั่นเองเป็นต้นเหตุของวิปัสนาญาณ คือความรู้แจ้ง เห็นจริงเกิดตามขึ้นมา อุปมาเหมือน ดินที่คราดไถไว้แล้ว ไม่นานหน่อข้าว และเมล็ดพืชพันธุ์ดอกไม้ ก็งอกขึ้นบนดินนั้นฉะนั้น ในชั้นนี้ ให้ฝึกสมาธิอย่างหนักจนได้ผล วัดได้ตามมาตรฐานดังกล่าวมา แล้วหมั่นเข้าสมาธิ บ่อย ๆ ทำไปเช่นนี้ ก็จะเข้าสมาธิให้ได้ลึกไปกว่านั้นอีก จน ไปถึงจุดที่จิตสงบนิ่งอย่างมั่นคง ที่เรียกว่า อัปนาสมาธิได้
         
สิ่งที่ขอเน้นก็คือ เราต้องการอัปนาสมาธิ เพราะคุณภาพของอัปนาสมาธิ จะเป็นสิ่งที่ชำระ ซักฟอกกิเลส อาสวกิเลสได้ เมื่อกิเลสถูกซักฟอกชำระไปแล้ว วิปัสนาญาณจึงจะเกิดตามมาเพราะวิปัสนาญาณเป็นผลของอัปนาสมาธิที่ทำหน้าที่ซักฟอก ขัดเกลากิเลสให้จางบางลง ลดน้อยลงไปจากจิตใจ จิตก็ว่าง สะอาด และสงบ จึงมีปัญญารู้แจ้ง เห็นจริงเรื่องวัฏฏสงสาร หรือเหตุผลแห่งชีวิตที่เป็นทุกข์ เช่นไตรลักษณ์ เป็นต้น 

 

 

 2.3. หลักการภาวนา ยุบหนอ-พองหนอ 


          เทกนิคประการที่ 3 เทกนิคภาวนา ยุบหนอ-พองหนอ เทกนิคนี้เป็นวิธีของคณะสงฆ์ไทย โดยมหาเถรสมาคมได้อนุมัติให้คณะสงฆ์ภาคต่าง ๆ นำ ไปเป็นแบบฝึก ที่เริ่มนำมาฝึกหัดในหมู่คณะสงฆ์ในเร็ว ๆ นี้ (ต้นปี 2547) ควรลองใช้ดู สลับ เปลี่ยนไปกับแบบภาวนาพุทธโธ
         
วิธีปฏิบัติ เหมือนกับภาวนา พุทธ-โธ เมื่อเชี่ยวชาญการภาวนาพุทธ-โธ หรือเทกนิคอื่นใดมา แล้ว ก็จะง่าย เพียงแต่ กล่าวคำว่า พองหนอ-ยุบหนอ แทน พุทธ - โธ เท่านั้นและจำเป็นต้องไปสัมพันธ์กับลมหายใจเช่นเดียวกันอย่างขาดไม่ได้ มีขั้นตอนคือ

          (1.) กำหนดจิตไว้ที่เหนือสะดือ 2 นิ้ว (คือให้สังเกตที่เหนือสะดือ 2 นิ้วมือ) 
          (2.) เวลาหายใจเข้าท้องเหนือสะดือ 2 นิ้วนั้นจะพองขึ้น ให้กล่าวคำว่า พองหนอ 
          (3.) เวลาหายใจออก ท้องจะยุบลง ให้กล่าวคำว่า ยุบหนอ 

        
วิธีนี้ค่อนข้างจะมีประสิทธิภาพ ควรฝึกหัดเอาให้ได้ โดยเริ่มจากท่านั่งให้ถูกคือในท่าสมาธิ หลับตาลงเบา ๆเอาจิตกำหนดไว้ที่เหนือสะดือ 2 นิ้ว (หากไม่กำหนดตรงนี้จะมองไม่เห็นท้องพองท้องยุบ) แล้วหายใจเข้าไป ท้องเริ่มพองขึ้นพร้อมกับกล่าวคำว่าพองหนอ ลมสุด ลงและไหลออกท้องเริ่มยุบลงพร้อมกับกล่าวคำว่ายุบหนอ (ให้ทราบความจริงด้วยว่าท้องพองขึ้นเพราะลมหายใจแล่นเข้าไปและท้องยุบลงเพราะลมหายใจแล่นออกมานั่นเอง)ฉะนั้นสังเกตลมเข้าเช่นเดียวกับแบบพุทธ-โธพอลมเข้าถึงชานจมูกท้องเริ่มพองขึ้นก็กล่าวว่าพองหนอ(ว่าในใจไม่เปล่งเสียงออกมา)พอลมแล่นไปสุดที่ท้องน้อยลมเริ่มจะวกกลับออกมาท้องเริ่มยุบลงก็กล่าวว่ายุบหนอ(ว่าในใจไม่เปล่งเสียงออกมา)  การภาวนาให้ใช้ เสียงยาว ยุบ.............หนอ..............(เป้าหมายคือ 3-4 วินาที) พอง................หนอ.............. (เป้าหมายคือ 3-4 วินาที) มาตรฐาน เท่ากันกับแบบพุทธ-โธ แต่แบบนี้เสียงภาวนาว่า พองหนอ ยุบหนอ ยาว ๆ ให้ได้ 3-4 วินาทีนั้น จะปลุกสติให้ ตื่นโพลงได้ ดีกว่า (ให้เสียงปลุกตัวเองให้ตื่นโพลง ปราศจากความง่วง) แต่ก็เกิดผลทางสมาธิได้ค่อนข้างเร็วกว่าแบบ พุทธ โธ ให้ทำไปจนกว่าจะถึงอัปนาสมาธิ มีอัปนาสมาธิเป็นเป้าหมาย เสมอ ไม่ว่าจะใช้เทกนิคการภาวนาแบบใด



 2.4. เทกนิคการฝึกสมาธิโดยหลักการของปราณ


          ปราณ ความเข้าใจเบื้องต้นเรื่องปราณ คือศึกษามูลรากกำเนิดของลมหายใจโดยเฉพาะ    การศึกษาโดยปราณเองค่อนข้างยากลำบาก และสำเร็จยาก จนขณะนี้ เรื่องปราณ ดูเหมือนเป็นเรื่องนิทาน ไม่ใช่เรื่องจริง ทั้งนี้ เพราะการฝึกให้สำเร็จจะต้องใช้ความเพียรมาก ผู้ฝึก จะต้องผ่านการบำเพ็ญตะปะอย่างอุกฤต ทั้งผ่านชีวิตสมบุกสมบันมาอย่างหนักก่อน โดยหลักการปฏิบัติของการฝึกปราณก็คือ พลังที่ทรงระบบทั้งสิ้นของกายและจิต เมื่อศึกษาจากลมหายใจ หรือ อานาปานสติ จะมีอาการลึก ยาว และเข้มแข็ง แต่ละเอียดอ่อน การฝึกหัดให้หัดดูลมหายใจ เข้า ดึงลมให้เข้าลึกและนาน แล้วออกนาน ดูลมเข้าและออก นั่นเอง แต่ให้เห็น เป็น กระแสแล่นเข้าไป แล่นออกมา เหมือนงูใหญ่แล่นเข้าไป แล่นออกมา ในการฝึกสมาธิโดยปกติ ปราณจะเป็นตัวยืนของการฝึกสมาธิโดยทั่วไปอยู่แล้ว โดยรู้จักกันว่าลมหายใจเข้า ลมหายใจออก และที่ได้แนะนำมาก็เป็นเรื่องลมหายใจเข้าและลมหายใจออก คือ
อานาปานสติ นั่นเอง แต่ยัง ไม่ถึงขั้นที่เรียกว่า ปราณ เป็นเพียงลมหายใจที่เข้าออกตามปกติเท่านั้น การฝึกปราณแบบง่าย ๆ ก็เริ่มด้วยการฝึกลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเช่นเดียวกัน 
         
ความสำเร็จในการฝึกและสร้างปราณ จะยากสำหรับคนยุคใหม่ และนักบวชฝ่ายเถรวาท เนื่องจาก เถรวาทมักไม่พูดถึงเรื่องปราณ อย่างไรก็ตาม แท้จริงเรื่องปราณจะไม่สำเร็จด้วยการฝึกลมหายใจ แต่ต้องฝึกจิตอย่างหนัก ฝึกในองค์รวมทั้งหมดทั้งสิ้นของวิถีชีวิตผู้ปฏิบัติธรรมอย่างหนัก ต้องเสียสละอดทนและมีความมุ่งมั่นสูงอย่างยิ่งยวดด้วยชีวิตจึงจะสำเร็จ มีความสลับซับซ้อนมากในระบบปราณนี้ และต้องอาศัยพื้นฐานที่เข้มแข็งมาก ๆ ต้องค่อยก่อสร้างพื้นฐานจิตให้เข้มแข็งขึ้นไปเรื่อย ๆ จึงจะสำเร็จ แต่เมื่อสำเร็จแล้ว ก็จะมีอานิสงส์มาก เป็นฐานของฤทธิ์ต่าง ๆ และผลต่าง ๆ ทางสมาธิทุกระดับ ๆ ที่ มีได้เป็นได้ รวมทั้ง การเข้าฌานชั้นสูงเช่น นิโรธสมาบัติ ด้วย


          ฉะนั้น ในขั้นตอนการฝึกสมาธิ ที่สุดจริง ๆ ก็อยากแนะไว้ว่า ในเรื่องสมาธินั้น จุดสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่สำคัญและน่าจะเป็นที่พอใจอย่างยิ่งของนักสมาธิก็คือ ฝึกไปจนถึงระดับที่จิตใจขาวสะอาด นิ่งสงัดเป็นเอกคตาจิต มี อุเบกขา สบาย และแล้วก็นิ่งสงัด บริสุทธิ์ ให้เข้าสมาธิผ่านสภาวะจิตไปตามลำดับไปจนสามารถทำให้ใจนิ่ง สงัด เย็น สะอาดนิ่งแบบสบาย ๆ มีความสุข คลายหายเหน็ดเหนื่อยเมื่อได้เข้าสมาธิ แล้วลืมโลกเก่า ลืมอย่างสนิท ร่างกายจะตั้งตรงและนิ่ง จากนั้นก็เป็นช่องทางที่จะลัดไปสู่มิติอื่น ๆ หลาย ๆ มิติ มิติต้น ๆ มักจะเป็นการย้อนไปสู่โลกในอดีตได้ ที่ตรงกับกริยาที่ระลึกชาติได้ ซึ่งผลนี้จะเป็นเรื่องที่ประหลาดและสนุกมาก ๆ และซึ่งผู้มีความเพียรอันสูงยิ่งย่อมสามารถทำได้ระดับนี้เรียกว่าอัปนาสมาธิ ผู้มุ่งหมายมรรคผล ต้องพยายามทำให้ได้ถึงขั้นนี้ และจะเป็นขั้นตอนที่น่าพอใจแล้วสำหรับคุณค่าแห่งชีวิต เพราะเมื่อทำได้จะสว่าง สิ้นสงสัยในเรื่องสมาธิ และหลักการก็คือ เมื่อทำอัปนาสมาธิได้ จิตจะนิ่งมากแต่จะมีการทำงานอย่างลึก ๆ ของผลรวมของจิต คือจิตเองจะทำการชำระจิตเองให้สะอาด ด้วยเครื่องมือของจิต อุปมา เหมือนการทำงานของผงซักฟอกนั่นเอง ทำให้จิตสะอาด ด้วยการชำระ กิเลส อาสวะที่หมักดองให้ถอนออกไปจากจิต เมื่อบุคคลหมั่นเข้าสมาธิ ในระดับอัปนาสมาธิจึงเป็นการเปิดโอกาสให้มาตรการของสมาธิทำงานชำระกิเลสไปจากใจ นั่นเอง ฉะนั้น อัปนาสมาธิจึง เป็นเครื่องมือที่จำเป็นและมีความสำคัญยิ่งในการกำจัดขัดเกลากิเลส ท่านจึงจัดเป็นหนึ่งแห่งไตรสิกขา ศีล-สมาธิ-ปัญญา ผู้มุ่งหมายมรรคผลจึงจำเป็นต้องทำให้ได้ และเมื่อทำได้รู้จัก อัปนาสมาธิแล้ว ก็ให้หมั่นทำอัปนาสมาธิบ่อย ๆ จนกว่ากิเลส อาสวะจะสิ้นไปหมด จิตใจก็จะสะอาดและสว่างโพลงขึ้น เป็นการบรรลุ วิปัสนาญาณ รู้แจ้งเห็นจริงในวัฏฏสงสารทั้งสิ้น จากนั้นวิปัสนาญาณระดับต่าง ๆ ก็เกิดขึ้น ฉะนั้น รูปธรรมที่ต้องการก็คือจะต้องฝึกเอาอัปนาสมาธิให้ได้ก่อน งานวิปัสนากรรมฐานก็จะง่ายขึ้น ผู้ที่มีประสบการณ์โดยตรงสามารถยืนยันได้ว่าเมื่อมาถึงจุดนี้จะเป็นเรื่องที่คุ้มค่าแก่ชีวิตอย่างยิ่ง
         
ข้อสังเกตการฝึกสมาธิที่แนะนำมานี้ ให้เริ่มจากง่ายมาหายาก คือตามลำดับที่เรียงมาข้างต้น จากการฝึก บริกรรม สัมมาอรหัง ซึ่งเป็นระบบเดี่ยวที่ยังไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับปราณ หรือ อานาปานสติ อื่น ๆ ให้ได้เสียก่อนแล้วมาบริกรรมพุทโธ ซึ่งตอนนี้ จะเริ่มมีปราณเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง แล้วพอคุ้น ๆ จนถึงชำนาญกับการภาวนาพุทโธ ก็เลยมาฝึกแบบภาวนายุบหนอพองหนอ และ ให้จบลงที่ยุบหนอพองหนอ คือให้ไปถึงอัปนาสมาธิด้วยวิธีการบริกรรมแบบ ยุบหนอ พองหนอ     

          ส่วนการฝึกโดยเทกนิคปราณนั้น ค่อนข้างจะยาก และ ไม่มีวิธีฝึกใดเป็นการเฉพาะ แต่เป็นผลรวมของการประพฤติธรรมอย่างอุกฤต แล้วปราณก็จะค่อยเข้มแข็งขึ้นในภาคภายใน ปราณจะมีลักษณะเป็นการสะสมอยู่ภายใน ไม่ปลดปล่อยออกมาภายนอก จนกว่าจะได้ขนาดและพลังมหึมาที่อัดแน่นเต็มที่แล้วจึงจะระเบิดหาทางออกมาภายนอก เหมือนภูเขาไฟ ก็จะก่อเกิดเส้นทางของปราณ ก่อเกิดวิถีปราณขึ้นมาเอง จากวิถีทางเดิม ซึ่งจะเห็นเป็นปราณลำใหญ่ เป็นโคตรปราณเกิดขึ้น แล้วทรงอยู่ภาคภายใน เป็นเครื่องมือที่วิเศษ สุดแต่เจ้าของจะนำไปใช้ นี่เป็นต้นกำเนิดวิชา ลมปราณ ตามที่นักสร้างภาพยนต์แนวกำลังภายในเอาไปอ้างใช้อยู่เสมอ แล้วเลยขยาย แต่งแต้ม จนเฉแล้วเตลิดเกินความจริงไปอย่างมากมาย อย่างที่เห็นในหนังกำลังภายในขณะนี้

 



 2.5 เทกนิคสมาธิตามหลักการเดินจงกรมแนวมหาสติปัฏฐาน


          2.5.1 ข้อควรเข้าใจเบื้องต้น


          เทกนิคการฝึกสมาธิโดยเริ่มจากการเดินจงกรมตามแนวมหาสติปัฏฐาน เป็นเทกนิคที่ จำเป็นอีกประการหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กันไปกับการฝึกสมาธิ โดยที่สามารถส่งผลต่อสมาธิไม่น้อยก็คือ การเดินจงกรม ในที่นี้จะขอแนะนำการ เดินจงกรมที่มหาเถรสมาคมรับรองและ แนะนำ ให้คณะสงฆ์ไทยนำไปใช้เป็นแบบฝึกอบรมในหลักสูตรพระวิปัสนาจารย์ มีเจ้าคณะภาคคณะสงฆ์ เป็นผู้อำนวยการฝึก ได้มีการทดลอง ฝึกอบรมรุ่นแรกไปแล้วเมื่อต้นปี พ.ศ. 2547 (ภาค 10 กำหนดหลักสูตร 20 วัน จัดอบรมระหว่างวันที่ 5-24 พ.ค. 2547 ณ ศูนย์ภาค 10 จ.อุบลราชธานี) ภาคคณะสงฆ์อื่นก็ได้จัดการฝึกอบรมตามแนวนี้ 

         
การเดินจงกรมตามแนวมหาสติปัฏฐานมี 6 ระยะ คือ 

          ระยะที่ 1 ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ 
          ระยะที่ 2 ยกหนอ เหยียบหนอ
          ระยะที่ 3 ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ 
          ระยะที่ 4 ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ
          ระยะที่ 5 ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ
          ระยะที่ 6 ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ กดหนอ

          ที่กำหนดระยะเวลาไว้ค่อนข้างนานนั้น เพราะในการเดินจงกรมนั้นต้องดำเนินไปตามลำดับขั้นตอน เริ่มแต่การ เดินระยะที่ 1 และจะต้องให้เกิดความช่ำชองไปแต่ละระยะให้ได้จริง ๆ เสียก่อนจึงจะค่อยต่อไปในระยะที่ 2 มีข้อกำหนดค่อนข้างตายตัวว่า เมื่อเดินจงกรมระยะใด ได้เวลาเท่าไร ก็ให้นั่งสมาธิ ให้ได้เวลาเท่ากันด้วย ทั้งนี้เพราะเคร่งในหลักการที่ว่า การเดินจงกรมและการนั่งสมาธิมีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือมีความเป็นเหตุและผลซึ่งกันและกัน 
         
อีกประการหนึ่ง การเปล่งเสียง จะเป็นหลักการสำคัญที่ขาดไม่ได้ เพราะเสียงนี้จะเป็นสิ่งที่ปลุกสติให้ลุกโพลงอยู่ตลอดเวลา และให้แปรเสียง ให้ทุ้ม แหลมคมไปตามสถานการณ์ เพื่อ ปลุกสติให้ตื่นตลอดเวลา (จะทำให้ความง่วง เชื่องซึมปลิดหายไปโดยสิ้นเชิง อยู่ด้วยอาการสติตื่น ตลอดเวลา)
         
การฝึกเดินจงกรมแบบนี้ จะไปจบลงที่การนั่งสมาธิตามแบบยุบหนอพองหนอ ตามที่กล่าวมา(ข้อ 2.3)ข้างต้นแล้ว ฉะนั้น เมื่อเริ่มการฝึก จะเริ่มด้วยการเดินจงกรมก่อน แล้วไปจบลงที่การนั่งสมาธิต่อกันไปจนจบลง การเดินจงกรมจะไปเสริมสมรรถภาพของสมาธิให้ดีขึ้น การใช้เสียงยาวกำกับไปกับการเดิน นั้น คือเครื่องมือที่ปลุกสติให้ตื่นลุกโพลง และเมื่อสติตื่นลุกโพลงแล้ว ก็ย่อมบังเกิดวิปัสนาญาณขึ้นมาได้เหมือนกัน เพราะสติที่ลุกโพลงนั้นทำหน้าที่แผดเผากิเลสตามหลักมหาสติปัฏฐาน และการเดินจงกรมแล้วนั่งสมาธิ แบบปฏิบัตินี้ เรียกว่า แนวมหาสติปัฏฏฐาน แต่ผลที่ได้โดยตรงก็คือทำให้สมาธิแก่กล้าขึ้น เป็นวิธีการเสริมพื้นฐานสมาธิ ให้เข้าถึง อัปนาสมาธิเร็วเข้า สำหรับผู้มีสมาธิแก่กล้าหรือสำเร็จทางสมาธิชั้นสูงมาแล้ว อาจทดสอบ วิจัย หลักการนี้ได้โดยง่าย โดยเริ่มตั้งแต่เดินจงกรมระยะที่ 1 ค่อย ๆ ไป ตามลำดับ ถึงระยะที่ 5 จะเกิดผลขึ้นอย่างชัดเจน 
         
วิธีการฝึกตามเทกนิคมหาสติปัฏฏฐานนี้ พยายามเน้นที่ความละเอียดอ่อนของอารมณ์ และต้องระวังสติ ให้สติกำหนดที่การเดินทุก ๆ ย่างก้าว สติตามทันทุก ๆ กริยาที่เคลื่อนไหว หลักสำคัญคือสติหรือการรู้อาการกริยา 4 คือยืน เดิน นั่ง นอน และรวมไปถึงอารมณ์จิตใจที่เกิดขึ้น ๆ ในขณะฝึกสติกรรมฐานไปด้วย ในแบบการฝึกของ มหาเถรสมาคม กำหนดให้เป็น พิธีกรรม การฝึกเป็นพิธีกรรมที่ผู้ฝึกต้องตั้งใจเคารพการฝึกนั้นอย่างสูง ละเมิดมิได้ ต้องศรัทธา สุจริต จริงใจต่อการฝึกอย่างยิ่ง ฉะนั้น เมื่อเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ จึงกลายเป็นแบบการฝึกที่ค่อนข้างตายตัว และมีขั้นตอนที่เคร่งครัด การฝึกจะเริ่มด้วยการสมาทานกรรมฐานเสียก่อนเสมอไป (เพื่อให้เป็นแบบการฝึกที่ศักดิ์สิทธิ์) แต่สำหรับคนยุคใหม่ที่มีอุปนิสัยเป็นนักวิชาการอยู่แล้ว สามารถฝึกไปแบบเป็นวิถีทางวิทยาศาสตร์ได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปเน้นพิธีกรรมแต่อย่างไร แต่ต้องมองที่เหตุผล ฝึกเอาต้นเหตุ ที่หวังผลได้ตามหลักการนี้ 



          2.5.2 พิธีกรรมก่อนการฝึกเดินจงกรมตามแนวมหาสติปัฏฐาน


วิธีการทั้งระบบการฝึกแนวมหาสติปัฏฐาน จะเริ่มต้นด้วยการสมาทานกรรมฐานเสียก่อน เป็นขั้นตอนที่
         
ขั้นตอนที่ 1 การสมาทานกรรมฐาน 
นั่งในท่ากระโหย่ง กล่าวคำสมาทานกรรมฐาน มีคำสมาทานดังนี้

อุกาสะ ๆ บัดนี้ข้าพเจ้าขอสมาทานเอา ซึ่งพระกรรมฐาน ขอคณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปนาสมาธิและวิปัสนาญาณ จงบังเกิดมี ในขันธสันดารของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะตั้งสติกำหนดไว้ ที่รูปยืน ในขณะยืน โดยกำหนดว่า รูปยืน จะตั้งสติกำหนดไว้ ที่รูปก้าว ในขณะก้าว โดยกำหนดว่า รูปก้าว จะตั้งสติกำหนดไว้ที่รูปนั่ง ในขณะนั่ง โดยกำหนดว่า รูปนั่ง จะตั้งสติกำหนดไว้ ที่รูปนอน ในขณะนอน โดยกำหนดว่า รูปนอน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเทอญ 

         
ขั้นตอนที่ 2 การกราบแสดงความนอบน้อมบูชาพระรัตนตรัย
เป็นขั้นตอนก่อนจะลุกขึ้นเดินจงกรม ให้อยู่ในท่านั่งกระโหย่ง กราบตามแบบพระกรรมฐาน 6 ขั้นตอน ดังนี้ 

          (กราบครั้งที่1) 

          1 พนมมือ 

          2 ยกมือจดหน้าผาก ๆ น้อมมาจดนิ้วมือ 

          3 ในท่านั่งพนม น้อมกายลงไปขนานพื้น 

          4 ฝ่ามือทั้งสองแตะพื้น 

          5 ศอกทั้ง 2 แตะพื้น 

          6 หน้าผากแตะพื้น (หน้าผากจะอยู่ระหว่างมือทั้ง 2) 

แล้ว กล่าววาจานมัสการพระพุทธเจ้าดัง ๆ ว่า พุทโธ เม นาโถ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของเรา" แล้วกลับ 6 ขั้นตอน เช่นเดียวกัน คือย้อนรอยท่ากราบ เรียกว่า ขึ้น 

          1 หน้าผาก ยกขึ้นก่อน 

          2 ศอกยกขึ้น 

          3 มือยกขึ้น 

          4 มือพนม เหนือหน้าอกกายขนานพื้น (ตรงกับท่ากราบที่ 3) 

          5 ตั้งตัวตรงมือจรดหน้าผาก 

          6 มือลงมาที่อกตั้งตัวตรง 


          (กราบครั้งที่ 2) 

          1 พนมมือ 

          2 ยกมือจดหน้าผาก ๆ น้อมมาจดนิ้วมือ 

          3 ในท่านั่งพนม น้อมกายลงไปขนานพื้น 

          4 ฝ่ามือทั้งสองแตะพื้น 

          5 ศอกทั้ง 2 แตะพื้น 

          6 หน้าผากแตะพื้น (หน้าผากจะอยู่ระหว่างมือทั้ง 2 ) 

แล้วกล่าววาจานมัสการพระธรรมดัง ๆ ว่า "ธัมโม เม นาโถ พระธรรมเป็นที่พึ่งของเรา" แล้วกลับ 6 ขั้นตอนเช่นเดียวกัน คือย้อนรอยท่ากราบ เรียกว่า ขึ้น 

          1 หน้าผาก ยกขึ้นก่อน 

          2 ศอกยกขึ้น 

          3 มือยกขึ้น 

          4. มือพนมเหนือหน้าอกกาย ขนานพื้น (ตรงกับท่ากราบที่ 3) 

          5 ตั้งตัวตรงมือจรดหน้าผาก 

          6 มือลงมาที่อกตั้งตัวตรง 


          (กราบครั้งที่ 3) 

          1 พนมมือ 

          2 ยกมือจดหน้าผาก ๆ น้อมมาจดนิ้วมือ 

          3 ในท่านั่งพนม น้อมกายลงไปขนานพื้น 

          4 ฝ่ามือทั้งสองแตะพื้น 

          5 ศอกทั้ง 2 แตะพื้น 

          6 หน้าผากแตะพื้น (หน้าผากจะอยู่ระหว่างมือทั้ง 2 ) แล้วกล่าววาจานมัสการพระสงฆ์ดัง ๆ ว่า "สังโฆ เม นาโถ พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของเรา" 

แล้วกลับ 6 ขั้นตอนเช่นเดียวกัน คือย้อนรอยท่ากราบ เรียกว่า ขึ้น 

          1 หน้าผาก ยกขึ้นก่อน 

          2 ศอกยกขึ้น 

          3 มือยกขึ้น 

          4 มือพนมเหนือหน้าอกกาย ขนานพื้น (ตรงกับท่ากราบที่ 3) 

          5 ตั้งตัวตรงมือจรดหน้าผาก 

          6 มือลงมาที่อกตั้งตัวตรง



         
ขั้นตอนที่ 3 การลุกขึ้นยืนเตรียมเดินจงกรม
          จากนี้แล้ว ให้นั่งราบลง มืออยู่ที่หน้าตัก ให้ตั้งใจเปล่งวาจายาว ๆ สุดเสียง คำที่ลงท้ายว่า
"หนอ" เป็นคำที่ปลุกสติ ให้เปล่งออกมายาว ๆ และสุดเสียงว่า "เอาสติกำหนดไว้ - ที่หัวใจ อยากลุกหนอ อยากลุกหนอ 
อยากลุกหนอ" 
          คำว่า "อยากลุกหนอ" ว่าไป 3 หน แล้วเตรียมตัวลุกขึ้นเพื่อเดินจงกรม โดยเปล่งวาจา
ต่อไปว่า "ลุกหนอ" 5 ขั้นตอน ดังนี้ 
          ลุกหนอ1 (ลุกจากนั่งราบมาเป็นนั่งกระโหย่ง) ลุกหนอ2 (ยกขาขวาตั้งขึ้นเท้าขวาเหยียบพื้น) ลุกหนอ3 (ยกขาซ้ายชิดขาขวา เท้าทั้งคู่เหยียบพื้น อยู่ในท่านั่งยอง ๆ่) ลุกหนอ4 ลุกขึ้นยืนในท่ากระโหย่ง ลุกหนอ5 (ลุกขึ้นยืนตรง) 
          เมื่อยืนตรง อยู่ในท่าตรงแล้ว มือทั้งสองอยู่แนบลำตัว ให้เปล่งวาจาต่อไป ให้ยาว ๆ สุดเสียง ต่อไปว่า "ยืนหนอ ยืนหนอ ยืนหนอ เอาสติกำหนดไว้ที่มือข้างซ้าย ยกหนอ (ให้ยกมือข้างซ้ายขึ้น ข้อศอกติดลำตัว ฝ่ามือแบ ช่วงแขนซ้ายขนานพื้น) มาหนอ (ให้ยกมือซ้ายมาที่บริเวณเหนือสะดือ) วางหนอ (ให้วางมือซ้ายคว่ำเหนือสะดือ) เอาสติกำหนดไว้ที่มือข้างขวา ยกหนอ มาหนอ วางหนอ (ทำเช่นเดียวกับมือข้างซ้าย แล้ววางคว่ำทับมือซ้าย)

          2.5.3 การเดินจงกรมระยะที่ 1 


          ในขณะนี้ ผู้ฝึกจะอยู่ในท่าที่พร้อมที่จะเดินจงกรม คือมือซ้ายวางคว่ำเหนือสะดือ มือขวา วางทับมือซ้ายลงไป เท้าทั้งสองชิดกัน ท่ากายตรง ต่อจากนี้จะเป็นการออกเดินจงกรมระยะที่1 ให้เปล่งวาจาว่า
          "เอาสติกำหนดไว้ที่หัวใจ อยากเดินหนอ อยากเดินหนอ อยากเดินหนอ โปรดเดิน ระยะที่ 1 (ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ) เท้าขวาออกก่อน ขวา--ย่าง--หนอ ซ้าย--ย่าง--หนอ ขวา--ย่าง--หนอ ซ้าย--ย่าง--หนอ ขวา--ย่าง-- หนอ ฯลฯ (ไปจนกว่าจะพอใจ) 
          การเดินจงกรมระยะที่ 1 นี้ มีเพียง 1 จังหวะ คือ จังหวะเดียวโดยขาขวาย่างออกไปแล้ว เหยียบยืนเต็มฝ่าเท้า แล้วขาซ้ายย่างออกไปอย่างเดียวกับขาขวา การเดินจงกรมระยะที่ 1 จะคล้ายคลึงการเดินของคนตามปกติมากที่สุด 
            แต่ในการฝึกเดินจงกรม มีความมุ่งหมายให้สติตื่น จึงต้องประกอบด้วย การใช้เสียงปลุก และ การเอาสติ ตามไปกำหนดจังหวะที่เดินไปด้วย อย่าให้คลาดคลา 


          ฉะนั้น ตามหลักการนี้ เสียงที่ใช้ จึงเป็นคล้ายคำสั่งตนเอง เตือนตนเองให้กระทำตาม เสียงที่สั่งและคำสั่งว่าอะไร อย่างไร ซึ่งผู้ฝึกต้องใช้สติจับให้รู้กระจ่าง ทำตามถูกต้อง ในที่นี้ก็สั่งว่า "ขวา ย่าง หนอ ซ้าย ย่าง หนอ...อาการที่เดิน จะเป็นดั่งนี้
          พอเสียงสั่งเตือนว่า ขวา ให้ยกส้นเท้าข้างขวาขึ้นก่อน แต่อย่าเพิ่งก้าวออกไป พอบอก ว่า ย่าง ให้ก้าวออกไป สั้นยาวกะให้พอดีแก่ตัวเอง แต่อย่าเพิ่งให้เท้าตกพื้น พอกล่าวคำว่า หนอ จึงเหยียบลงที่พื้น และเป็นการยืนเต็มฝ่าเท้าทั้งสองข้าง หยุดตั้งสติให้ดีก่อน จากนั้นก็สั่งต่อไปว่า ซ้าย.....ย่าง.....หนอ (พอคำว่า ซ้าย ยาว ๆ เป็น จังหวะที่ 1 ก็ยกส้นขึ้น ย่าง เป็นจังหวะที่ 2 ก็ก้าวไป หนอ เป็นจังหวะที่ 3 ก็เหยียบพื้นและยืนเต็มฝ่าเท่าอีกครั้งหนึ่ง จากนี้ก็วกกลับมาเหมือนเดิม เดินไปข้างหน้าช้า ๆ นั่นหมายความว่า เร็วช้าเป็นไปตามเสียงสั่ง ด้วยว่า 
                     ขวา.....ย่าง.....หนอ...... 
                     ซ้าย.....ย่าง.....หนอ......
                     ขวา.....ย่าง.....หนอ......
                     ซ้าย.....ย่าง.....หนอ...... 
                     ขวา.....ย่าง.....หนอ......
                     ซ้าย.....ย่าง.....หนอ...... 
                     ขวา.....ย่าง.....หนอ......
                     ซ้าย.....ย่าง.....หนอ...... 
                     ขวา.....ย่าง.....หนอ....... 
                     ซ้าย.....ย่าง.....หนอ......

 

 

ที่ให้ตัวอย่างไว้นี้ เป็นการเดินไปได้เพียง 10 ก้าวเท่านั้น ในระดับการเดินจงกรมมาตรฐาน 10 ก้าวนี้จะมีความเร็ว-ช้า เพียง 60 วินาที หรือ 1 นาที เท่านั้นเอง ตกก้าวละ 6 วินาที เพราะฉะนั้น ในการเริ่มฝึกท่าแรกหรือระยะที่ 1 ให้ฝึกเดินในระยะเวลามาตรฐานนี้ให้ได้ก่อน ก้าวละ 6 วินาที นั่นหมายความว่า เดินช้าผิดปกติคนเดินกันอยู่โดยธรรมดา การเดินจงกรม เป็นการเดินไปในเส้นตรง ไม่เปลืองเนื้อที่ เดินในที่แคบ ที่ยาวก็ได้ และไม่จำเป็น ต้องมีทางเดินยาวมาก เพราะเมื่อเดินไปสุดทางแล้วก็สามารถกลับหลังหันมาเดินต่อไปได้ วกไปวกมาอยู่เช่นนี้ ในที่นี้เมื่อเดินไปจนสุดทาง หรือได้ระยะที่สมควรแล้ว ก็สั่งตัวเองให้หยุดก่อน แล้ว ให้กลับหลังหัน เพื่อเดินต่อไป มีคำสั่ง ให้หยุดก่อนว่า
          "สุดท้าย ขวา......หยุดหนอ......"
          ก็เอาเท้าขวาชิดเท้าซ้าย หยุดยืนในท่าตรง จากนั้น ก็รำลึกอาการกริยาขณะนั้น กล่าวคำว่า
         
"ยืนหนอ ยืนหนอ ยืนหนอ" (3 ครั้ง) 
          "เอาสติกำหนดไว้ที่หัวใจ อยากกลับหนอ อยากกลับหนอ อยากกลับหนอโปรดกลับข้างขวา กลับหนอ กลับหนอ กลับหนอ กลับหนอ กลับหนอ กลับหนอ
(กลับหนอ 6 ครั้ง แต่ละครั้งบอกจังหวะการหมุนเท้ากลับ รวม 6 จังหวะ ) ยืนหนอ ยืนหนอ ยืนหนอ เอาสติกำหนดไว้ที่หัวใจ อยากเดินหนอ อยากเดินหนอ อยากเดินหนอ โปรดเดินระยะที่ 1 (ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ) เท้าขวาออกก่อน 

                 
ขวา.....ย่าง.....หนอ...... 
                  ซ้าย.....ย่าง.....หนอ..... 
                  ขวา.....ย่าง.....หนอ.....
                  ซ้าย.....ย่าง.....หนอ..... 
                  ขวา.....ย่าง.....หนอ...... 
                  ซ้าย.....ย่าง.....หนอ..... 
                  ขวา.....ย่าง.....หนอ.....
                  ซ้าย.....ย่าง.....หนอ..... 
                  ขวา.....ย่าง.....หนอ...... 
                  ซ้าย.....ย่าง.....หนอ..... 

          พอไปสุดระยะ จะหยุดเดินและหันหลังกลับ ก็ทำเหมือนเดิมคือ
          มีคำสั่งให้หยุดก่อนว่า
          "สุดท้าย ขวา......หยุดหนอ......" (จะสั่งหยุดที่เท้าขวาหรือเท้าซ้ายก็ได้)
          ก็เอาเท้าขวาชิดเท้าซ้าย หยุดยืนในท่าตรง
          จากนั้นก็รำลึกอาการกริยาขณะนั้น กล่าวคำว่า
         
"ยืนหนอ ยืนหนอ ยืนหนอ" (3 ครั้ง) 
          "เอาสติกำหนดไว้ที่หัวใจ อยากกลับหนอ อยากกลับหนอ อยากกลับหนอ โปรดกลับข้างขวา กลับหนอ กลับหนอ กลับหนอ กลับหนอ กลับหนอ กลับหนอ (กลับหนอ 6 ครั้ง แต่ละครั้งบอกจังหวะการหมุนเท้ากลับ รวม 6 จังหวะ โดยหมุนเท้าขวาก่อน 3 จังหวะ หมุนเท้าซ้ายตามไปอีก 3 จังหวะ การหมุน ๆ ด้วยส้นเท้า รวมเป็น 6 จังหวะพอดี) ยืนหนอ ยืนหนอ ยืนหนอ เอาสติกำหนดไว้ที่หัวใจ อยากเดินหนอ อยากเดินหนอ อยากเดินหนอ โปรดเดินระยะที่ 1 เท้าขวาออกก่อน ขวา ย่าง หนอ ซ้าย ย่าง หนอ ฯลฯ สุดท้าย ซ้าย หยุดหนอ ยืนหนอ ยืนหนอ ยืนหนอ เอาสติกำหนดไว้ที่หัวใจ อยากกลับหนอ อยากกลับหนอ อยากกลับหนอ ฯลฯ" 
          แต่ถ้าเดินจงกรม ระยะที่ 1 ไปได้ประมาณ 30 นาทีแล้ว ก็ควรพอ เพื่อที่จะทำสมาธิต่อไปอีกเป็นเวลาเท่ากันกับการเดินจงกรม คือ 30 นาที 
          ก็สั่งตัวเองให้หยุดก่อน แล้ว ให้นั่งลง เพื่อทำสมาธิ ต่อไป ในการสั่งหรือให้รู้คำสั่ง  มีคำสั่งให้หยุดเดินก่อนว่า
          "สุดท้าย ขวา......หยุดหนอ......"
          ก็เอาเท้าขวาชิดเท้าซ้าย หยุดยืนในท่าตรง
          จากนั้นก็รำลึกอาการกริยาขณะนั้น กล่าวคำว่า
         
"ยืนหนอ ยืนหนอ ยืนหนอ" (3 ครั้ง)
         
"เอาสติกำหนดไว้ที่มือข้างขวา ยกหนอ ไปหนอ ลงหนอ ปล่อยหนอ เอาสติกำหนดไว้ที่มือข้างซ้าย ยกหนอ ไปหนอ ลงหนอ ปล่อยหนอ (ขณะนี้มือทั้ง 2 แนบกับลำตัว) 
          "เอาสติกำหนดไว้ที่หัวใจ อยากนั่งหนอ อยากนั่งหนอ อยากนั่งหนอ 
          ลงหนอ ลงหนอ ลงหนอ
(ลงไปเรื่อย ๆ จนอยู่ในท่านั่งยอง ๆ (ดู ข้อสังเกตวิธีการ นั่งลง ข้อ 2.5.6) ระวังในขณะนี้ท่านั่ง จะอยู่ในท่านั่งยอง ๆ) เอาสติกำหนดไว้ที่เข่าข้าวขวา ลงหนอ ลงหนอ ถูกหนอ เอาสติกำหนดไว้ที่เข่า ข้างซ้าย ลงหนอ ลงหนอ ถูกหนอ(ในขณะนี้ท่านั่งจะเป็นท่านั่งทับส้นเท้า มือทั้งสองวางบนหัวเข่าต่อไปเมื่อมีคำสั่งจะต้องยกตัวและก้นขึ้น มาเป็นยืนบนหัวเข่าขาทั้งสองวางราบขนานกันไปข้างหลัง มือทั้งสองกุมที่บริเวณเหนือหัวเข่าหรือต้นขาเมื่อเปล่งวาจาเป็นคำสั่งต่อไปก็ให้ปฏิบัติตามอย่างมีสติรู้คำสั่งนั้น ๆ ว่า) ยกหนอ ยกหนอ เอาเท้าขวาสอดใต้เท้าซ้าย เอาเท้าซ้ายสอดบนเท้าขวา ลงหนอ ลงหนอ ถูกหนอ (ขณะนี้จะอยู่ ในท่านั่ง โดยขาทั้งสองจะยังไม่ทันจัดระเบียบ ขาขวาจะยังไม่ทับขาซ้าย แต่จะต้องวางซ้อนอยู่หน้าขาซ้ายอยู่ก่อน) เอาสติกำหนดไว้ที่มือข้างขวา ยกหนอไปหนอ จับหนอ (เอามือขวาไปจับ เท้าขวา) ดึงหนอ(ดึงเท้าขวา) มาหนอ (ดึงเท้าขวามาตรงหน้าตัก) ลงหนอ (6 หนอ วางเท้าขวาลงทับขาซ้าย ยังไม่ปล่อยมือ) ยกหนอ ไปหนอ ลงหนอ (วางมือขวาลงบนเข่าขวา ขณะนี้มือทั้ง สองกุมอยู่ที่หัวเข่า) เอาสติกำหนดไว้ที่มือข้างซ้าย ยกหนอ มาหนอ หงายหนอ ลงหนอ (4หนอ) เอาสติ กำหนดไว้ที่มือข้างขวา ยกหนอ มาหนอ หงายหนอ ลงหนอ (วางมือขวาทับ มือซ้าย ขณะนี้ท่ากายจะอยู่ในท่านั่ง สมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาหงายทับมือซ้ายที่หงายเช่นเดียวกันบนหน้าตัก) 
อุชุงกาโย ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น หลับตาลงเบา ๆ เอาสติกำหนดที่ท้องเหนือสะดือ 2 นิ้ว ท้องพองขึ้นกำหนดว่าพองหนอ ท้องยุบลงกำหนดว่ายุบหน ทำติดต่อกันไปจนกว่าจะบอกหมดเวลา สงบสติอารมณ์ได้แน่ (นั่งสมาธิ)



               2.5.4 ขั้นการนั่งสมาธิแบบยุบหนอพองหนอ


          ต่อจากนี้ก็เป็นการนั่งสมาธิ ตามหลัก ยุบหนอ พองหนอ ตามที่แสดงไว้เบื้องต้นแล้ว (ดูข้อ 2.3) โดยให้ ภาวนาแต่ในใจว่า พองหนอ ยุบหนอ พองหนอ ยุบหนอ ไปจนกว่าจะหมดเวลา คือใช้เวลาเท่ากับการเดินจงกรมซึ่งตามตัวอย่างที่แสดงมานี้ก็เป็นเวลาประมาณ 30 นาที 
          พยายามให้การภาวนา ได้เวลา ตามที่มาตรฐานกำหนด คือ 4 วินาที เมื่อครบเวลาแล้ว ก็สั่งให้ลืมตาเบา ๆ แล้วจบลงด้วยการแผ่เมตตา โดยกล่าวนำ หรือกล่าวพร้อมกัน
         
คำแผ่เมตตา มีดังนี้ 

          อิทังโน ญาตีนัง โหตุ สุขิโตโหตุ ญาตโย 
          ขอเดชะตั้งจิตอุทิศผล บุญกุศลแผ่ไปให้ไพศาล 
          ถึงบิดรมารดา ครูอาจารย์ อีกวงวารญาติมิตรสนิทกัน 
          คนเคยร่วมเคยรักสมัครใคร่ ขอจงได้กุศลผลของฉัน 
          ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและเทวัญ ขอทุกท่านได้กุศลผลนี้เทอญฯ

สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อเวราโหนตุ จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้มีเวรแก่กันเลย
อัพยาปัชชาโหนตุ จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลยถ
อนีฆา โหนตุ จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขีอัตตานังปริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถพระบรมวงศานุวงศ์ ทุก ๆ พระองค์ จงทรงพระเกษมสำราญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน เป็นมิ่งขวัญ ของพสกนิกร ทั้งหลาย ตลอดไปเทอญ
(ใช้ถวายพระราชกุศลในเทศกาลสำคัญ) 

อนึ่ง ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งสัจจะอธิษฐาน อ้างเอาบุญกุศลที่ข้าพเจ้าได้กระทำบำเพ็ญมาแล้วในวันนี้ จงเป็นพลวัตปัจจัย เป็นอุปนิสสัยนำส่ง ให้เกิดสติปัญญาญาณ ทั้งในชาตินี้ และชาติหน้า ตลอดชาติอย่างยิ่ง ได้แก่ความพ้นทุกข์คือพระนิพพานเทอญฯ

 



  
            2.5.5 การเดินจงกรมระยะที่ 2-6


          เมื่อมีความชำนาญในการเดินจงกรมระยะที่ 1 แล้ว ก็จะสามารถเดินจงกรม ระยะที่ 2 - 6 ได้ง่าย เพราะ ได้หลักการแล้ว การเปล่งวาจาออกคำสั่ง ก็เพียงเปลี่ยนคำเท่านั้นเอง เช่น เปลี่ยนจากคำว่า "โปรดเดินระยะที่ 1" เป็น "โปรดเดินระยะที่ 2" ฯลฯ เท่านั้น และ ขอให้หวลไปตรวจดูว่าการเดินแต่ละระยะ มีจังหวะการเดินอะไรบ้าง ดังนี้ 


         
ระยะที่ 1 มี 1 จังหวะ คือ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ 
          ระยะที่ 2 มี 2 จังหวะ คือ 
                     จังหวะที่ 1 ย่างหนอ (ก้าวเท้าขวาออกไป แต่ยังไม่แตะพื้น) และ 
                     จังหวะที่ 2 เหยียบหนอ (เท้าแตะพื้น และยืนเต็มฝ่าเท้า นิ่ง)
          ระยะที่ 3 มี 3 จังหวะ คือ
                     จังหวะที่ 1 ยกหนอ (ให้ยกเท้าขวาขึ้นแนบขาซ้ายรอไว้ก่อน)
                     จังหวะที่ 2 ย่างหนอ
                     จังหวะที่ 3 เหยียบหนอ
          ระยะที่ 4 มี 4 จังหวะ คือ
                     จังหวะที่ 1 ยกส้นหนอ (ให้เพียงแต่ยกส้นเท้าขึ้น ปลายนิ้วเท้าแตะพื้น)
                     จังหวะที่ 2 ยกหนอ 
                     จังหวะที่ 3 ย่างหนอ 
                     จังหวะที่ 4 เหยียบหนอ
          ระยะที่ 5 มี 5 จังหวะ คือ
                     จังหวะที่ 1 ยกส้นหนอ 
                     จังหวะที่ 2 ยกหนอ 
                     จังหวะที่ 3 ย่างหนอ 
                     จังหวะที่ 4 ลงหนอ (เพียงให้ปลายนิ้วเรี่ย ๆ พื้น รอไว้) 
                     จังหวะที่ 5 ถูกหนอ (เหยียบลงเต็มฝ่าเท้า นิ่ง)
          ระยะที่ 6 มี 6 จังหวะ คือ
                     จังหวะที่ 1 ยกส้นหนอ 
                     จังหวะที่ 2 ยกหนอ 
                     จังหวะที่ 3 ย่างหนอ 
                     จังหวะที่ 4 ลงหนอ 
                     จังหวะที่ 5 ถูกหนอ (ปลายนิ้วเท้าแตะพื้น รอไว้) 
                     จังหวะที่ 6 กดหนอ (เหยียบลงเต็มฝ่าเท้า นิ่ง)

 

 


               2.5.6 ข้อสังเกต


          (1) วิธีการหมุนตัวกลับหลัง

               ขั้นตอนที่น่าสับสนขั้นตอนหนึ่งก็คือ ขั้นการหมุนตัวกลับหลัง ให้สังเกตว่า พอเปล่ง วาจา ครั้งสุดท้ายที่ว่า กลับหนอ ครั้งที่ 6 แล้ว กายของผู้ปฏิบัติจะกลับมาในทิศตรงกันข้ามอย่างตรงกันพอดี วิธีการหมุนกลับ ให้ปฏิบัติดังนี้
          ถ้าคำสั่งว่า "โปรดกลับด้านขวา" ให้หมุนเท้าขวาไปด้านขวามือก่อน ดังนี้
          กลับหนอ ครั้งที่ 1 ให้หมุนเท้าขวาไปก่อน 60 องศา วิธีหมุน ให้หมุนด้วยส้นเท้า
          กลับหนอ ครั้งที่ 2 ให้หมุนเท้าซ้ายตามไป และชิดเท้าขวา
          กลับหนอ ครั้งที่ 3 ให้หมุนเท้าขวาไปอีก 60 องศา
          กลับหนอ ครั้งที่ 4 ให้หมุนเท้าซ้ายตามไปชิดเท้าขวา
          กลับหนอ ครั้งที่ 5 ให้หมุนเท้าขวาไปอีก 60 องศา 
          กลับหนอ ครั้งที่ 6 ให้หมุนเท้าซ้ายตามไปชิดเท้าขวา 
ก็จะพบว่า เป็นการกลับหลังหันที่อยู่ในตำแหน่งที่กลับกันตรงกันข้ามพอดี 

          (2) วิธีการนั่งลงเตรียมทำสมาธิ
               อีกขั้นตอนหนึ่งที่น่าสับสนก็คือ ขั้นการนั่ง จะมีขั้นการปฏิบัติ ดังนี้คือ
ขั้นเตรียมนั่ง คำสั่งว่า "เอาสติกำหนดไว้ที่หัวใจ อยากนั่งหนอ อยากนั่งหนอ อยากนั่งหนอ"
การลงนั่ง มีขั้นตอน ดังนี้ 

          ขั้นตอนที่ 1 ลงหนอ 1 เอามือทั้งสองวางบนหน้าขา ก้มตัวลง

          ขั้นตอนที่ 2 ลงหนอ 2 ลดตัวลงไปอีก มือเลื่อนมากุมที่หัวเข่า

          ขั้นตอนที่ 3 ลงหนอ 3 ลงไปอยู่ในท่านั่งยอง ๆ ระวังในขณะนี้ท่านั่ง 

                          จะอยู่ในท่านั่งยอง ๆ แล้วออกคำสั่งว่า"เอาสติกำหนดไว้ที่เข่า

                          ข้าวขวา" 

          ขั้นตอนที่ 4 ลงหนอ - ลงหนอ - ถูกหนอ ค่อยเอาเข่าขวาลงไปตามลำดับ

                         จนถูกพื้น แล้วออกคำสั่งว่า " เอาสติกำหนดไว้ที่เข่าข้างซ้าย" 

          ขั้นตอนที่ 5 ลงหนอ - ลงหนอ - ถูกหนอ ค่อยเอาเข่าซ้ายลงไป

                          ตามลำดับจนถูกพื้นในขณะนี้ท่านั่งจะเป็นท่านั่งทับส้นเท้า 

                          มือทั้งสองวางบนหัวเข่า


          ขั้นตอนที่ 6 ยกหนอ ยกหนอ ให้ยกตัวและก้นขึ้น มาเป็นยืนบนหัวเข่า 

                          ขาทั้งสองวาง ราบขนานกันไปข้างหลัง มือทั้งสองกุมที่บริเวณ

                          เหนือหัวเข่า หรือต้นขา 


          ขั้นตอนที่ 7 เอาเท้าขวาสอดใต้เท้าซ้าย เอาเท้าซ้ายสอดบนเท้าขวา 

                          คำสั่งชัดเจนอยู่แล้ว ให้เอาเท้าขวาสอด ใต้เท้าซ้าย

                          ขณะเดียวกันเอาเท้าซ้ายสอดบนเท้าขวา


          ขั้นตอนที่ 8 ลงหนอ ลงหนอ ถูกหนอ ค่อย ๆ นั่งลงไปตามลำดับ 

                          จนก้นถึงพื้น และขณะนี้จะอยู่ในท่านั่งราบ โดยขาทั้งสองจะยังไม่

                          ทันจัดระเบียบ ขาขวาจะยังไม่ทับขาซ้าย แต่จะ ต้องวางซ้อนอยู่

                          หน้าขาซ้ายอยู่ก่อน ขั้นนี้จังหวะจะจัดการให้อย่างลงตัวโดย

                          อัตโนมัติ


          ขั้นตอนที่ 9 เอาสติกำหนดไว้ที่มือข้างขวา ยกหนอ ไปหนอ จับหนอ 

                          (เอามือขวาไปจับเท้าขวา) ดึงหนอ (ดึงเท้าขวายกขึ้น) มาหนอ 

                          (ดึงมาจะให้ทับเท้าซ้าย อยู่เหนือเท้าซ้าย) ลงหนอ (วางลงบนเท้า 

                          ซ้ายทับเท้าซ้าย แต่ยังไม่ปล่อยมือ) ยกหนอ (ยกมือขวาขึ้น) 

                          ไปหนอ (ยกไปทางหัวเข่าขวา เตรียมจะจับหัวเข่า) ลงหนอ 

                          (วางมือขวาลงบนหัวเข่าขวา ขณะนี้มือทั้งสองกุมอยู่ที่หัวเข่า) 


          ขั้นตอนที่ 10 เอาสติกำหนดไว้ที่มือข้างซ้าย ยกหนอ (ยกมือซ้ายขึ้นขนานพื้น)

                           มาหนอ(ยกมาทางหน้าตัก เพื่อจะวางลงในท่าสมาธิ) หงายหนอ 

                           (หงายมือขึ้น) ลงหนอ (วางลงตรงหน้าตัก บนเท้าขวาตรงสะดือ 

                           หงายอยู่อย่างนั้น) 

          ขั้นตอนที่ 11 เอาสติกำหนดไว้ที่มือข้างขวา ยกหนอ มาหนอ หงายหนอ 

                           ลงหนอ (ทำอย่างเดียวกับ ขั้นตอนที่ 10 มือซ้าย) เมื่อวางลง 

                           มือขวาจะทับบนมือซ้าย ขณะนี้ท่ากายจะอยู่ในท่านั่งสมาธิ ขาขวา

                          ทับขาซ้าย มือขวาหงายทับมือซ้ายที่หงายเช่นเดียวกันบนหน้าตัก) 


          ขั้นตอนที่ 12 อุชุงกาโย ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น หลับตาลงเบา ๆ

                           เอาสติกำหนดที่ท้องเหนือสะดือ 2 นิ้ว ท้องพองขึ้นกำหนดว่า

                           พองหนอ ท้องยุบลงกำหนดว่ายุบหนอ ทำติดต่อกันไปจนกว่าจะ 

                           บอกหมดเวลา สงบสติ อารมณ์ได้แน่ (ในขั้นนี้ ให้จัดร่างกายให ้

                           อยู่ในท่านั่งที่เรียบร้อย จัดไตรจีวร จัดแขน เท้า และ อื่น ๆ แล้ว

                           นั่งสมาธิ ตามแบบยุบหนอ พองหนอต่อไปจนกว่าจะ หมดเวลา)


          แบบพิธีกรรมการฝึกตามหลักมหาสติปัฏฐานของมหาเถรสมาคม ก็จบลงเพียงนี้ แต่แบบการฝึกนี้ก็ยังคงต้องปรับ หาทางให้การฝึกตรงไปสู่เป้าหมายคือ สติปัฏฐานให้ตรงยิ่งขึ้นต่อไป อย่างไรก็ตาม ผลที่เกิดขึ้นโดยตรงก็คือ ไปเพิ่มพูนคุณภาพของสมาธิได้เป็นอย่างดี ในที่นี้จึงได้กำหนด เป็นแบบฝึกสมาธิแบบสุดท้าย ใน 5 แบบที่กล่าวมา 
และเป็นแบบที่ยากและให้ประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อชำนาญการฝึกแบบต้น ๆ ที่ง่ายมาแล้ว จึงมาฝึกแบบนี้ แล้วจักส่งผลดีต่อการฝึก สมาธิอย่างยิ่ง อนึ่ง ผลในด้านสติปัญญา หรือ วิปัสนากรรมฐานในแบบการฝึกนี้ ก็จักบังเกิดในรูปการ ปน ๆ ไปกับวิธี การในการฝึกระดับปัญญา หรือ วิปัสนากรรมฐานโดยตรงที่จัก แสดงต่อไป

 

 

 

 

 

 

 บทที่ ๔ 

หลักสูตรในระดับปัญญา (ขั้นงานวิปัสนากรรมฐาน)



 1. ข้อพิจารณาทั่วไป

          ที่กล่าวมาแล้วนั้น เป็นขั้นตอนของ สมาธิ ฝึกไปจนกว่าจะได้ผลเป็นอัปนาสมาธิ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับงานวิปัสนากรรมฐาน ระดับปัญญา ต่อไป จากนี้ จึงไปปฏิบัติ ขั้นตอน ของวิปัสนากรรมฐาน 4 ประการ คือ
          (1.) ฝึกการเดินจงกรม สลับไปกับการนั่งสมาธิแบบยุบหนอพองหนอตามแบบของมหาเถรสมาคม หรือแนวมหาสติปัฏฐาน (ดู บทที่ 3 ข้อ 2.5)
          (2.) การเพ่งกสิณ โดยเริ่มที่ อสุภกสิณ
          (3.) หัดเข้าฌานไปพร้อมกับการฝึกกสิณ
          (4.) หมั่นพิจารณาตรึกตรองหัวข้อธรรมและขบคิดตีปริศนาธรรมต่าง ๆพิจารณาปฏิเวธธรรมที่เกิดขึ้นกับตนแล้วเนือง ๆ 



 2. การเพ่งกสิณและฌาน 

          ในที่นี้ ได้บัญญัติคำว่า การเพ่งกสิณ กับ ฌาน ว่าเป็นขั้นตอนของวิปัสนากรรมฐาน ก็ เพราะ การเพ่งกสิณกับ ฌาน นั้นมีกริยาคือการชำระกิเลส เมื่อทำกสิณและฌานบ่อย ๆ จึงมีการชำระการขัดเกลา การซักฟอกกิเลสเกิดขึ้น กสิณ และฌาน จึงเป็นเทกนิคสำคัญในการชำระกิเลส 
          แต่การเพ่งกสิณ และ ฌาน จะต้องอยู่บนพื้นฐานของสมาธิ เมื่อได้ฝึกสมาธิมาถึงระดับอัปนาสมาธิ ก็หวังได้ว่าการเพ่งกสิณและฌาน จะประสบผลสำเร็จ ฉะนั้น ฐานของงานกสิณและฌาน จึงอยู่บนสมาธิ ระดับต่าง ๆ ถ้า เป็นระดับ อุปจารสมาธิ ก็จะส่งผลให้ลดน้อยลงไปกว่า ระดับอัปนาสมาธิ 
          และเมื่อมีการฝึกเดินจงกรมตามแบบของมหาเถรสมาคมแล้ว ผลที่ได้ก็คือ ความละเอียดอ่อนในอารมณ์ กรรมฐาน มีความประณีตในสติที่ตื่นโพลง การเกิดขึ้นแห่งสติเช่นนี้ ก็เป็นวิธีการที่เผาผลาญกิเลส อย่างสำคัญอีกวิธีหนึ่ง ผลก็เลยไปสู่วิปัสนาญาณได้เช่นเดียวกัน 
         แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อยังไม่มีการเกิดขึ้นแห่งวิปัสนาญาณ มีสติ และสมาธิเกิดแล้ว จากผลของการเดินจงกรมจากผลของสมาธิ ที่เกิดขึ้นจากแนวฝึกแบบนี้ ก็จักใช้เป็นพื้นฐานเป็นอย่างดีสำหรับการฝึกกสิณและฌานต่อไปได้ และผลก็จักเป็นผลอันเดียวกัน ที่ต้องการเป็นอันเดียวกันคือการล้างผลาญกิเลส แล้วภาคความรู้หรือวิปัสนาญาณ เกิดขึ้น
         ฉะนั้น ขั้นตอนแรก จึงเอาการเดินจงกรม และนั่งสมาธิแบบยุบหนอพองหนอก่อน แล้วค่อยเลยไปฝึกกสิณและฌานต่อไป 

2.1 อสุภกสิณ 
          กสิณ ที่จำเป็นที่สุดที่ขาดไม่ได้ก็คือ อสุภกสิณเพราะเป็นเทกนิคหลักในการใช้สังหารกามตัณหาโดยเฉพาะ และเมื่อกามตัณหาพ่ายไปแล้ว ก็เสมือนความหวังรออยู่แค่เอื้อมแล้ว เพราะตัณหา 2 ที่เหลืออยู่ก็จะพ่ายตามไปการปฏิบัติก็คือเลือกศพมนุษย์ที่กำลังขึ้นอืด บวมเป่งไปทั้งศพ มีลักษณะที่สร้างอารมณ์ขยะแขยงและรังเกียจอย่างแรง แล้วนั่งเพ่ง คือลืมตาดูอย่าง ไม่กระพริบ และไม่กระดุกกระดิก สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือจะเกิดอารมณ์ขยะแขยงและรังเกียจ หน่ายในกามารมณ์เกิดขึ้น จะเกิดขึ้นในจิตใจในตัวอารมณ์ และอารมณ์นี้ที่จะพบจากการฝึกกสิณนี้แหละคือฌาน เป็นผลของอสุภกสิณ เป็นฌานชนิดหนึ่ง ในหลาย ๆ ชนิดของฌาน เพราะฉะนั้น กสิณจึง เป็นเหตุของฌาน ในการฝึกหัดจึงทำไปพร้อม ๆ กัน โดยเริ่มที่การเพ่ง กสิณก่อน เมื่อมีอารมณ์ขยะแขยง รังเกียจและหน่ายในกาม มีอารมณ์สงบและปัสสัทธิเกิดขึ้น นั้นเป็นฌานที่เกิดขึ้นตามมา
          การเพ่งกสิณ และการเกิดขึ้นของฌาน เป็นสิ่งที่อธิบายโดยละเอียดยาก ยากจะตรงกับสภาวะจริงที่เกิดขึ้น นักปฏิบัติธรรมไม่พึงเกี่ยงงอนและพยายามแสวงหาคำอธิบายให้หลายหลากออกไป เพราะอาจจะเกิดปัญหาในทางทฤษฎี และแท้ที่จริงก็ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใดที่จะแสวงหาคำอธิบายไปให้หลายหลาก แต่พึงทดลองพิสูจน์ คำแนะนำที่แนะมานี้ในฐานะสมมติฐานไปก่อน ทันทีที่มีพื้นฐานและมีโอกาส ผลสำเร็จอาจจะเกิดขึ้นทันทีทันใดในชั่วที่การ เพ่งกสิณ บังเกิดผลก็ได้ ทั้งจะเป็นการพิสูจน์ด้วยตนเอง เพื่อการประจักษ์ด้วยตนเองอย่างเป็นวิถีทางวิทยาศาสตร์ (ไม่ควรเชื่อ เพราะถือว่าเป็นครูบาอาจารย์ ฯลฯ ต้องพยายามพิศูจน์ทุก ๆ คำสอนแล้วนั่นแหละจะพบว่าอาจารย์เป็นอาจารย์แท้จริงหรือไม่)

          ผลจากการเพ่งอสุภกสิณมี 2 อย่าง(๑) ภาพอสุภะ(คือศพที่ขึ้นอืดอยู่นั้น)จะติดตา (๒) จะมีอารมณ์ชนิดหนึ่ง หรือประเภทหนึ่งเกิดขึ้นมีลักษณะประหารกามราคะ คือเป็นอารมณ์ที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วทำให้คลายไปจากราคะ ทำให้รังเกียจขยะแขยง หน่ายจากกามราคะจะเกิดขึ้นมาเอง โดยธรรมชาติเป็นเช่นนั้นเอง อุปมาเหมือน ตะวันมาพร้อมกับแสงสว่างฉันนั้น และจะติดใจ (ฌาน = อารมณ์)นี่คือผลที่นักปฏิบัติธรรมจะต้องพยายามทำให้ได้ ในเรื่องกสิณ และเมื่อเป็นเช่นนี้ได้ผลเช่นนี้แล้ว ในคราวต่อไป เมื่อเราต้องการจะเพ่งกสิณเราก็ไม่จำเป็นต้องมีศพอยู่ต่อหน้า ก็ได้ ก็เพียงแต่นึกเอาภาพที่ติดตานี้ขึ้นมา ภาพก็จะปรากฎขึ้น พร้อม ๆ กับอารมณ์ คือฌานอันเป็นอารมณ์ที่ติดใจมาแต่เดิมก็เกิดตามมา ผลก็จะยังคงเหมือนเดิม คือ เมื่อ เรานึกเพ่งกสิณจากภาพที่ติดตามาและอารมณ์ที่ติดใจมา ครั้งใด อารมณ์ขยะแขยงรังเกียจและอารมณ์หน่ายในกามตัณหาก็จะเกิดขึ้น ฉะนั้น ให้หมั่นทำบ่อย ๆ จนในที่สุดก็จักเกิด นิพพิทา การหน่ายใน กามารมณ์เกิดขึ้น และเมื่อเข้าใจและพิสูจน์ผลได้แล้ว จะเพ่งกสิณได้ตลอดเวลา ไม่เลือกกาละเทศะอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน และใช้แก้ไขปัญหาประจำวันได้ เช่นเวลามีความกำหนัดในกามเกิดขึ้น เราก็เข้าฌานเสีย คือหลับตารำลึกเอาอารมณ์ที่หน่ายในกามราคะ ที่เคยพบมาในครั้งก่อนให้มาปรากฎที่ใจ กามราคะก็จะคลายจางไป เพราะอารมณ์หน่ายในกามเกิดขึ้น เป็นต้น และเมื่อกล่าวถึงกสิณ ก็จะเป็นงานในระดับศิลปวิทยาการสูงสุด ของฝ่าย ธรรมปฏิบัติ เพราะเมื่อกิเลสถูกสำรอกไปได้ด้วยอสุภกสิณ และฌาน แล้ว จิตก็สะอาด บริสุทธิ์ ปราศจากกามตัณหาอีกต่อไป ในขณะ เดียวกันตัณหาชนิดอื่น ๆ ก็อาจสำรอกตามไปพร้อมกัน ก็บรรลุวิปัสนาญาณชั้นสูงขึ้นมาได้ อาจจะถึงระดับอรหัตตผลไปในทันทีก็ได้ อสุภยังมีอีกหลายลักษณะ ควรเลือกเอาตามอัธยาศัย

          เพื่อให้การจำเริญอสุภกสิณเร็วเข้า ควรเลือกธุดงค์ที่เกี่ยวข้อง เช่น ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร (โสสานิกังคธุดงค์)

2.2 อากาสกสิณ
        กสิณอีกชนิดหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ อากาสกสิณ การเพ่งห้วงอากาศกว้าง การเลือกสถานที่เป็นสิ่งที่ต้อง พิจารณาเป็นประการแรก ควรได้ฝั่งทะเล หรือทะเลสาบ หรือหนองน้ำใหญ่ ที่มีฝั่งจดขอบฟ้า เวลาเพ่ง เพ่งอากาศ ระหว่างห้วงฟ้ากับห้วงน้ำ โดยการลืมตาเพ่งไป และต้องกำหนดเป้าหมายให้เป็นห้วงอากาศ ส่วนที่อยู่ระหว่างน้ำกับฟ้า และ ระยะไม่ใกล้หรือไกลเกินไปโดยให้วัดสายตาตรวจสอบให้พอดีว่าจะใกล้ไกลเพียงใดแล้วกำหนดสายตาให้นิ่งอยู่ในตำแหน่งนั้นอย่าให้คลาดเคลื่อน 
          การทำกสิณ เพ่งอากาสสว่างนี้ ค่อนข้างจะเป็นเรื่องละเอียดและทำได้ยาก เพราะการ กำหนดตำแหน่งที่ เพ่ง กำหนดยาก เพราะเป็นตำแหน่งลอย ๆ อยู่กลางอากาศ และ ครั้นเมื่อ เพ่งตรงตำแหน่งที่กำหนดแล้ว ก็มักจะสั่นไหว ไม่นิ่ง แต่จะต้องแก้ด้วยการบริหารลมหายใจ ใช้สมาธิแบบบริหารลมหายใจเข้าช่วย ให้ลมหายใจที่ละมุลละไมเรียบราบช่วยประคองให้ตำแหน่งที่เพ่งนิ่งสนิท หรือใช้อัปนาสมาธิเข้าช่วย ผลที่จะเกิดขึ้นก็คือ อากาศตรงตำแหน่งที่เพ่งอยู่จะค่อยสว่างขึ้นกว่าเดิม และอาจจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว คือสว่างเจิดจ้าขึ้นค่อย ๆ แล้วแล่นไปสู่พิกัดที่สว่างสูงสุดได้ในชั่วอึดใจ ก็สว่างใสแจ๋วแจ่มดังกระจกขึ้น ก็จะไปสัมพันธ์กับอารมณ์ คือใจก็จะว่างสะอาดและแจ่มใสตามไปกับอากาสที่สว่างด้วย หากก่อนทำจิตใจขุ่นมัวเศร้าหมองอยู่ หรือมีความขึ้งโกรธขุ่นเคืองอยู่แม้เล็กน้อย เมื่อทำกสิณสำเร็จความขุ่นมัว เศร้าหมองแม้เล็กน้อยนั้น ก็จะหายไปพลันทันใด ก็จะได้อารมณ์จิตใจแจ่มใสขึ้น ใจก็ว่างเปล่า ปราศจาก ความเศร้าหมองไปในทันที นั่นคือ ฌาน อารมณ์ชนิดหนึ่ง ก็บังเกิดตามไปเสมอ กสิณกับฌาน จึงเป็นสิ่งที่เป็น เหตุ และผลแก่กัน และกัน ฌาน ที่เกิดจาก อากาสกสิณ จึงเป็นอารมณ์ที่สะอาด บริสุทธิ์และ ว่างเปล่าเป็นอุเบกขารมณ์จะรู้สึกว่าสิ่งสะสมหมักดองในจิตใจถูกชำระไปอย่างเด็ดขาด อารมณ์ เบา ว่าง คล่องแคล่ว แต่ปัญหาก็คือ การเพ่งอากาสกสิณ จะยากและละเอียดอ่อนกว่าอสุภกสิณ จึงควร เริ่มทำความเข้าใจเรื่องกสิณและฌาน ด้วยการฝึกอสุภกสิณที่ง่ายกว่าเสียก่อน กล่าวคือ เมื่อได้ผล คือ ภาพติดตาและอารมณ์ติดใจแล้วจึงค่อยมาฝึกอากาสกสิณ แต่การฝึก อากาสกสิณนี้ ไม่มีปัญหาเรื่องสถานที่ และวัตถุที่ใช้เพ่ง สามารถฝึกได้พร้อม ๆ กับการฝึกสมาธิ เช่น ก่อนจะหลับตา เข้าสมาธิ ก็เพ่งอากาสข้างหน้า คือมองความว่างเปล่าข้างหน้า โดยให้ฝึกหัดกำหนดตำแหน่งที่จะเพ่งให้เป็นห้วงอากาศห้วงหนึ่ง และเพ่ง ณ ตำแหน่งนั้น หรือหลังการฝึกสมาธิ พอลืมตาก็เพ่งอากาศข้างหน้าฝึกไปเช่นนี้ในขณะฝึกสมาธิ ให้เป็นขั้นตอนหนึ่งของการฝึกสมาธิด้วยก็ได้เป็นอย่างดี 
          ผลของอากาสกสิณ มีมากและ อาจจะนับว่าเป็นสิ่งวิเศษอย่างหนึ่งก็ได้ เพราะสามารถเพ่งไปในเวลากลางคืนแล้วเห็นทางเดินไป สามารถเดินทางไปในเวลากลางคืนได้หรือเข้าไปในถ้ำที่มืดสนิทสามารถเพ่งเปิดถ้ำให้สว่างขึ้นได้
          การศึกษาอากาสกสิณให้เชี่ยวชาญ ควรถือธุดงค์ข้อที่ 5 คือ ถืออยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร (อัพโภกาสิกังคธุดงค์) เพราะธุดงค์ชนิดนี้ มีความอุปถัมภ์ต่ออากาสกสิณโดยตรง



2.3 อาโปกสิณ
          กสิณอีกชนิดหนึ่งที่ควรนำไปลองฝึกพร้อม ๆ กับอสุภและ อากาสกสิณ ก็คือ อาโปกสิณ คือการเพ่งน้ำใสสะอาด กรณีนี้จะต้องได้น้ำที่ใสสะอาด เวลาเพ่งให้เพ่งหยั่งลงไปในเนื้อน้ำ ให้ ลึกที่สุดเท่าที่จะลึกได้ เพื่อให้เกิดอารมณ์ฌานเป็นอารมณ์เย็นอันลุ่มลึกเป็นอารมณ์สงบ ปัสสัทธิวิหารมณ์ จะรู้สึกชุ่มเย็นปิติที่ดวงตาอยู่ตลอดการเพ่ง และเมื่อฌานเกิด คือ เกิดอารมณ์เย็นอันลุ่มลึก ก็จะดับอารมณ์ร้อนในจิตใจไปสิ้น อารมณ์เย็นจะถอนความรุ่มร้อนประการต่าง ๆ ไป จากจิต บังเกิดแต่ความเย็น สบาย และจิตใจชื่นบาน เป็นการถอนกิเลสไป จากใจอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีที่สำคัญไม่แพ้วิธีอื่น ๆ ของกสิณ 

2.4 เตโชกสิณ
          กสิณอีกชนิดหนึ่งก็คือ เตโชกสิณ การฝึกเตโชกสิณ ที่ง่ายและอยู่ในชีวิตประจำวันก็คือ การเพ่งเปลวเทียน เมื่อทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น เมื่อเริ่มได้ผลแล้วก็จะพยายามไป เพ่งสิ่งที่ร้อนแรงที่สุด คือ เพ่งดวงอาทิตย์ ซึ่งน่าจะเป็นอันตรายแก่สายตาได้ แต่ถ้าทำอย่างนี้ จะไม่เป็นอันตรายแก่สายตาคือ ควรหาที่ห้วงน้ำหรือแม่น้ำ ที่เงาของพระอาทิตย์ตกลงไปในน้ำ นั้น แล้วเพ่งเฉียง ๆ ไปยังเงาพระอาทิตย์ในแม่น้ำนั้น เมื่อได้ผล แม่น้ำจะแดงขึ้น ๆ แล้วเพลิงก็ลุก โพลงไป ตามลำน้ำเสมือนหนึ่งไฟไหม้ลำน้ำทั้งลำแล้วละก็ถือว่าสำเร็จผลชั้นสูงในการทำ เตโชกสิณ อย่างไรก็ตาม เตโชกสิณ ยังให้ผลไม่แน่นอนว่า ทำให้ฌานอะไรเกิดขึ้น แต่เตโชกสิณมีลักษณะคล้ายตะปะที่เผากิเลสให้หลอมเร้าร้อนและลอกออกมา และที่เอาไปใช้ประโยชน์โดยมากใช้เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการ เดินป่า ที่ นักเดินป่า นักธุดงค์ควรทำได้ ก่อนการออกธุดงค์ในป่า สำหรับใช้ป้องกันและปราบปรามอมนุษย์
          ยังมีกสิณอีกมากมายหลายชนิด แต่ที่กล่าวนี้ เอาตามที่เป็นประโยชน์และง่ายแก่การฝึก ภายหลังสามารถทำกสิณชนิดหนึ่งได้แล้ว ก็จะสามารถพัฒนาการไปทำกสิณชนิดอื่น ๆ ไปได้เอง และจะเป็นการง่ายขึ้นเมื่อได้ฐานอันหนึ่งไว้แล้ว 

 


  3. ปฏิเวธธรรม


          จากนี้ไปก็จะเป็นภาคปฏิเวธธรรม ปัญญาและญาณก็จะเกิดขึ้น ซึ่งหมายถึงผลของวิปัสนาญาณ นั่นเอง และหลักการในที่นี้ก็คือ วิปัสนาญาณย่อมเกิด ภายหลังการชำระกิเลสไปแล้ว (สังเกตที่จิตว่าง ถ้าจิตว่างได้โดยไม่กลับมาหม่นหมองอีก เป็นอกุปปธัมมา ก็ถือว่าชนะอย่างถาวร เป็นพระอริยบุคคลแล้ว) ถ้าชำระไปได้ทีเดียวทั้งหมด คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา เกลี้ยงไปสิ้นแล้วก็หมายถึงสำเร็จธรรมชั้นสูงสุด เป็นอรหัตตมรรค-อรหัตผลไปเลยทีเดียว
            ผลของญาณและปัญญาก็คือ ความรู้แจ้งเห็นจริงในเรื่องของวัฏฏสงสาร(รู้แจ้งโลก) และก็จะรู้แจ้งในอริยสัจจ4 คือ รู้ทุกข์ รู้สมุทัย รู้นิโรธ และ รู้มรรค อันนี้เป็นผลอันบริสุทธิ์ ที่ต้องรู้ขึ้นมา เพราะไม่เช่นนั้นก็จะยังมีวิจิกิจฉาอยู่ หมายถึง ความสงสัยยังมีอยู่ ยังมีติดใจกังขาในบางเรื่องบางราวอยู่ ซึ่งหมายถึงยังไม่ถึงระดับพระอรหันตบุคคล อาจจะต่ำลงมากว่านั้น ถ้าอารมณ์ฌานยังไม่แรงพอเอากามตัณหายังไม่เสร็จเด็ดขาด ก็อาจจะอยู่ในระดับพระโสดาบันและสกะทาคามีเท่านั้นยังไม่ถึงระดับพระอนาคามี ระดับพระโสดาบัน สกะทาคามี อย่างน้อยต้องรู้แจ้งเห็นจริงในเรื่อง ไตรลักษณ์ คือสภาวะความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และ ความตาย โดยรู้ว่า เป็นความธรรมดาเช่นนั้น ต้องรู้ แจ้งเห็นจริงในระดับสิ้นความสงสัยในพระรัตนตรัยและมรรคผลคือเรื่อง ทุกข์ อนิจตา และ อนัตตา ของชีวิต ความศรัทธาเป็นอันมากไม่คลอนแคลนในพระรัตนตรัยจะเกิดขึ้น พระอนาคามีส่วนมากมักจะมีอัปนาสมาธิ จะเริ่มเข้าใจและ มั่นใจในเทกนิค ของกสิณและฌาน และบำเพ็ญหรือฝึกต่อในเทกนิคของกสิณและฌานอย่างเข้มข้นต่อไปอยู่ ถึง พระอนาคามีจะรู้แจ้งเห็นจริงขึ้นมาก็ยังไม่สิ้นความสงสัย ยังมีวิจิกิจฉาหรือยังไม่พ้นจากอวิชชา ส่วนผู้พ้นไปจากอวิชชา คือปราศจากวิจิกิจฉาทั้งสิ้นทั้งมวลแล้ว (มีกังขาวิตรณวิสุทธิญาณเกิดขึ้น) ชื่อว่า พระอรหันต์ผู้เป็นอิสระ เพราะไม่มี ตัณหาราคะ อวิชชา(ความกังขายังมีอยู่)ครอบงำ เป็น เจ้านาย ได้อีกต่อไป 
          และเมื่อบรรลุธรรมระดับที่เป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริงแล้ว เป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำด้วยตัณหา ราคะ และอวิชชาแล้วก็ถือเป็นยอดของมนุษย์ และยอดของโพธิบุคคล หมายถึงบุคคลที่สมบูรณ์ ในคุณภาพทั้งด้านวิชชาและจรณะ ที่จักดำรงพระศาสนาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างขวางเป็นประโยชน์แด่ชาวโลกต่อไป สมควรแด่พุทธปรารภว่า

         
"จะระถะ ภิกขะเว จาริกัง พหุชะนะหิตายะ พหุชะนะสุขายะ โลกานุกัมปายะ ฯลฯ" ที่แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่ชนจำนวนมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวะและมนุษย์ทั้งหลาย (***พุทธธรรม/589) ดังนี้เป็นต้น

          "ผู้ชอบถือตัว ย่อมไม่มีการฝึกตน, ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ย่อมไม่มีปรีชาแห่งมุนี, ผู้อยู่เดียวในป่า ประมาทเสีย ก็ข้ามฝั่งแห่งแดนมัจจุราชไม่ได้" 
          "ละมานะได้แล้ว จิตตั้งมั่นเป็นอันดี ใจงาม หลุดพ้นโดยประการทั้งปวง อยู่ผู้เดียวในป่าไม่ประมาท ผู้นั้นจึงจะ ข้ามฝั่งแห่งแดนมัจจุราชได้"
(***พุทธธรรม/722)

 

 

 

 

 

 

 

  บทที่ ๕ 
บทสรุปการฝึกตามหลักสูตรไตรสิกขา

          ทั้งหมดที่กล่าวมา นั้นเป็นการบรรยายเป็นหลักการ เพื่อให้เข้าใจเหตุผลและความที่จะเป็นไปได้อย่างไรรวมทั้งเทกนิค คือการที่จะปฏิบัติอย่างไรด้วย เมื่อกำหนดเป็นหลักสูตร ก็ควร เอาหลักการนี้ไปทำเป็นแผนงานขึ้นมา สำหรับการดำเนินการฝึกโดยตรง แผนงานที่จะทำก็สามารถกำหนดให้เหมาะสมได้สำหรับการฝึกหลาย รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกด้วยตนเอง ด้วยสำนึก อิสระ ไม่จำเป็นต้องมีผู้กำกับ ก็สามารถกำหนดเป็นแผนการฝึกขึ้นมาเฉพาะตนได้โดยทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งว่า นี่เป็นวิถีทางวิทยาศาสตร์ มีการสร้างปัจจัยเหตุ เป็นที่มาของผลที่ต้องการ มี เหตุอย่างไร ผลก็เกิดตามอย่างนั้น ไม่มีการดลบันดาล ขึ้นอยู่กับการหมั่น พยายามของผู้ฝึก ถ้าเป็นการฝึกเป็นหมู่ ก็สามารถกำหนด ได้ ให้เป็นการฝึกเป็นหมู่ โดยขั้นตอนของแผนงานก็จะ คล้ายคลึงกันมาก 

 



 

 

 


สรุปหลักการการปฏิบัติธรรม


          กล่าวโดยสรุปแล้ว ขั้นตอนของหลักสูตรแห่งมรรคผล ในระดับนี้ ควรดำเนินการฝึกไปดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ระดับศีลธรรมจริยา 
          ตั้งใจสำรวมไตรทวารตลอดเวลาที่ทำการฝึก ปฏิญญาณที่จะประพฤติตามโอวาทปาฏิโมกข์อย่างเคร่งครัด ถือสันโดษ 3
(ยถาลาภสันโดษ ยินดีตามที่ได้ ยถาพลสันโดษ ยินดีตามกำลัง และ ยถาสารุปปสันโดษ ยินดีตามสมควร) การเจริญ อานาปานสติ ท่านสอนให้ตั้งสติไว้ที่ ลมหายใจเข้าออก ไม่ส่งจิตฟุ้งซ่านไปในอารมณ์อื่น ๆ และหมั่นสำรวจความดี 38 ประการตามหลักมงคล 38 ประการ สำรวจ กุศลกรรมบถ 10 และ อกุศลกรรมบถ 10 ฯลฯ 

ขั้นตอนที่ 2 ระดับสมาธิ 

          ทำสมาธิด้วยเทกนิคต่อไปนี้ได้เชี่ยวชาญเพียงใด
1. สมาธิแบบบริกรรม ใช้ สัมมาอรหัง ทำตปะอย่างเคร่งครัด
2. สมาธิแบบภาวนาพุทธ-โธ
3. สมาธิแบบยุบหนอ พองหนอ
4. สมาธิแบบดูลมหายใจ(อานาปานสติ) และ ปราณ
5. สมาธิแบบเดินจงกรมก่อนแล้วภาวนายุบหนอพองหนอแบบสติปัฏฐาน

ขั้นตอนที่ 3 ระดับปัญญา

1. เดินจงกรมและนั่งสมาธิแบบมหาสติปัฏฐาน
2. กสิณ : อสุภกสิณ อากาสกสิณ อาโปกสิณ และ เตโชกสิณ
3. ฌาน หมั่นเพ่งฌานที่ได้มาจากอสุภกสิณ และ
4. หมั่นพิจารณาตรึกตรองหัวข้อธรรมและขบคิดตีปริศนาธรรมต่าง ๆ 
    พิจารณาปฏิเวธธรรมที่เกิดขึ้นกับตนแล้วเนือง ๆ 

สติปัฏฐานสูตร ว่าด้วยธรรมเป็นเหตุให้บรรลุอริยผลในปัจจุบัน
         
[๑๒๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง ย่อมเจริญทำให้มากซึ่งธรรม ๕ ประการ เธอพึงหวังได้ผล ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คืออรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีความยึดถือเหลืออยู่ก็เป็น พระอนาคามี ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีสติอันเข้าไปตั้งไว้ด้วยดีเฉพาะตน เพื่อปัญญาอันให้หยั่งถึงความตั้งขึ้นและดับไปแห่งธรรมทั้งหลาย ๑ ย่อมพิจารณาเห็นว่าไม่งามในกาย ๑ มีความสำคัญว่าเป็นของปฏิกูลในอาหาร ๑ มีความสำคัญว่าไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ๑ พิจารณาเห็นว่าไม่ เที่ยงในสังขารทั้งปวง ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง ย่อมเจริญทำให้มากซึ่งธรรม ๕ประการนี้แล เธอพึงหวังได้ผล ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คืออรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีความยึดถือ เหลืออยู่ ก็เป็นพระอนาคามี * (พระไตรปิฏกแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดพิมพ์ครั้งที่ 3พ.ศ. 2537 เล่ม36 หน้า 263) 

 



ขั้นตอนที่ 4 ธุดงควัตร 

ถือธุดงค์ เดินทางไกล ให้เดินแยกย้ายไปอย่างสันโดษ

ธุดงค์ 9 ได้แก่
1. ถืออยู่ป่าเป็นวัตร (อารัญญิกังคธุดงค์) 
2. ภิกษุผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร (ปังสุกูลิกังคธุดงค์) 
3. ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร (รุกขมูลิกังคธุดงค์)
4. ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร (โสสานิกังคธุดงค์)
5. ถืออยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร (อัพโภกาสิกังคธุดงค์)
6. ถือการนั่งเป็นวัตร (เนสัชชิกังคธุดงค์)
7. ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่ท่านจัดให้อย่างไรเป็นวัตร(ยถาสันถติกังคธุดงค์)
8. ถือการนั่งฉัน ณ อาสนะเดียวเป็นวัตร (เอกาสนิกังคธุดงค์)
9. ถือห้ามภัตอันนำมาถวายเมื่อภายหลังเป็นวัตร (ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์) 
*(พระไตรปิฎกแปล ฯ เล่มที่ 36 หน้า 395-400)

ธุดงค์ 13 
1. ถืออยู่ป่าเป็นวัตร (อารัญญิกังคธุดงค์)
2. ถือบังสุกุลจีวรเป็นวัตร ห้ามจีวรอันคหบดีถวาย (ปังสุกูลิกังคธุดงค์) 
3. ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร (รุกขมูลิกังคธุดงค์)
4. ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร
(โสสานิกังคธุดงค์)
5. ถืออยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร (อัพโภกาสิกังคธุดงค์)
6. ถือการนั่งเป็นวัตร (เนสัชชิกังคธุดงค์)
7. ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่ท่านจัดให้อย่างไรเป็นวัตร (ยถาสันถติกังคธุดงค์)
8. ถือการนั่งฉัน ณ อาสนะเดียวเป็นวัตร (เอกาสนิกังคธุดงค์) 
9. ถือห้ามภัตอันนำมาถวายเมื่อภายหลังเป็นวัตร (ปัตตปิณฑิกังคธุดงค์)
10. ถือการจาริกเที่ยวไปโดยลำดับบ้านเป็นวัตร (สปทานจาริกังคธุดงค์) 
11. ถือห้ามภัตอันนำมาถวายเมื่อภายหลังเป็นวัตร (ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์)
12. ถือจีวร 3 ผืนเป็นวัตร พระภิกษุมีไตรจีวรเป็นปกติ (เตจีวริกังคธุดงค์) 
13. ถือการขบฉันเฉพาะที่ได้จากบิณฑบาตเป็นวัตร (ปิณฑปาติกังคธุดงค์ )
(***พระวิสุทธิมัคค์ พระคัมภีร์ประจำครอบครัวชาวพุทธ พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2521 หน้า 135-175)

 



ข้อควรจำ

 

        ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์ เป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และยินดีในการเจริญภาวนา แต่จะไม่ถือเอาคุณความดีเหล่านี้มาเป็นเหตุยกตนข่มผู้อื่นเลย (***พุทธธรรม/317อ)
          ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรม ไม่พึงคอยเตือนคนอื่น แต่จงเตือนตนเอง ไม่พึงใฝ่จักบอกจักสอนคนอื่น แต่จงสอนตนเอง กล่าวโทษตนเอง จงตั้งใจเอาประโยชน์ส่วนตนให้ได้ก่อน จึงค่อยอวดค่อยสอนคนอื่น คนเขลาบางคน ตำหนิว่ากล่าวคนอื่น โดยไม่รู้ตัวว่าเท่ากับตำหนิว่ากล่าวตนเอง เพราะข้อบกพร่องของคนอื่นที่ตนมองเห็น ก็เป็น ข้อบกพร่องของตน แต่ตัวเองมองตัวเองเลยข้ามไปเสีย 
          เมื่อปรากฎว่าการฝึกทั้งสิ้นที่มาถึงขั้น ระดับปัญญาแล้ว ยังได้ผลไม่เป็นที่พอใจ นั่นแสดงว่าพื้นฐานอ่อน วิธีแก้ไขก็คือนำการธุดงค์มาปฏิบัติ เพื่อเสริมให้อินทรีย์แก่กล้าขึ้น จะต้องมีการสมาทานธุดงค์หลาย ๆ ข้อ และที่สุดให้จบลงด้วยการเดินทางไกล ให้รอนแรมไปในพื้นที่ท้องถิ่นทุรกันดารที่ฝึกความอดทนและตบะ ฯลฯ เป็นเวลานานตาม
ความเหมาะสม (ดูกรณี หลวงพ่ออาสภมหาเถร พาภิกษุ 500 รูปเดินทางไกล เพื่อธุดงค์ จากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ไปจังหวัดนครสวรรค์ และดูประวัติของพระเถรมหาเถรสายวิปัสนากรรมฐาน ภาคอีสาน ล้วนแต่ผ่านการเดินทางไกลอย่างทรหดทั้งสิ้นจึงสำเร็จประโยชน์)
          ซึ่งการเดินทางไกลนี้ ควรให้เป็นกลุ่มน้อย หรือเดินเดี่ยวอย่างมีจุดนัดหมาย และกำหนดเวลา และถือว่าเป็นงานที่จำเป็นในหลักสูตรอีกงานหนึ่งที่ขาดไม่ได้ และแม้จบหลักสูตรไปแล้วก็ยังเป็นงานที่ควรทำต่อไปอีก
จนกว่าจะสำเร็จประโยชน์ และในระหว่างเดินทาง ก็ควรมีโอกาสแวะไปนมัสการท่านผู้รู้ รับคำปรึกษาหารือ และความรู้จากท่าน ฯลฯ ตามสมควรแก่โอกาส

 

 

 


การวัดผล และ ทดสอบความสำเร็จ

 

 

          ระดับศีล 

 

            ตรวจสอบจาก ความสันโดษ ทั้งทางกาย อารมณ์และจิตใจ ตรวจกิจวัตรประจำวัน เช่นสงฆ์มีกิจวัตร 10 ฆราวาสมีหน้าที่ตามตำแหน่งและบทบาทต่อสังคมและตรวจสอบความประพฤติธรรม ข้อมงคล 38 ประการอยู่ตลอดเวลา ให้รู้ว่ายังประพฤติข้อใดไม่ได้ไม่ผ่าน ก็พยายามประพฤติให้ผ่านให้ได้ทั้ง 38 ข้อ ตรวจสอบกุศลกรรมบถ10 และอกุศลกรรมบถ 10 ให้ครบถ้วน

 

          ระดับสมาธิ 

 

          ตรวจสอบจาก คณิกสมาธิ ว่านิ่งได้หรือยัง จากอุปจารสมาธิ ว่าถึงอารมณ์สมถะแล้วหรือยัง ตรวจสอบจากอัปนาสมาธิ ว่า ได้ถึงความสุข โดยสมาธิหรือยัง (อยากเข้าสมาธิบ่อย ๆ มีความสุขเมื่อเข้าสมาธิหรือไม่) ได้เข้าถึงมิติอื่นบ้าง หรือยัง ได้พบกิเลสมาร เช่น วิปัสสนูปกิเลส อย่างไรหรือไม่ 


         
ระดับปัญญา 

 

          ตรวจจาก อัตตาตัวตน ว่าเป็นระดับ ผ้าขี้ริ้วที่เช็ดเท้า ได้หรือไม่ และ
1. รูปฌาน 4 และอรูปฌาน 4 (ตรวจตนเองว่าเข้าใจว่าอย่างไร และทำได้เท่าไร)
     1.1 ปฐมฌาน มีอารมณ์ 5 คือ วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา
     1.2 ทุติยฌาน มีอารมณ์ 3 คือ ปิติ สุข เอกัคคตา
     1.3 ตติยฌาน มีอารมณ์ 2 คือ สุข เอกัคคตา
     1.4 จตุตถฌาน มีอารมณ์ 2 คือ อุเบกขา เอกัคคตา อรูปฌาน 4
     1.5 อากาสานัญจายตนฌาน
     1.6 วิญญานัญจายตนฌาน
     1.7 อากิญจัญญายตนฌาน
     1.8 เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน

2. ตรวจสอบกิเลสละเอียด คือ วิปัสสนูปกิเลส 10 ดังนี้

     (1.) โอภาส แสงสว่าง ซึ่งรู้สึกว่างามเจิดจ้าแผ่ซ่านไปสว่างไสวอย่างไม่เคยมีมาก่อน

     (2.) ญาณ ความหยั่งรู้ที่เฉียบคมแรงกล้า รู้สึกเหมือนว่าจะพิจารณาอะไร

           เป็นไม่ติดขัด

     (3.) ปีติ ความเอิบอิ่มใจ รู้สึกเต็มเปี่ยมไปทั่วทั้งตัว

     (4.) ปัสสัทธิ ความสงบเย็น เกิดความรู้สึกว่าทั้งกายและใจสงบสนิท เบา 

           นุ่มนวล คล่องแคล่วแจ่มใสเหลือเกิน ไม่มีความกระวนกระวาย 

           ความกระด้าง หนัก ความไม่สบาย หรือความรำคาญขัดขืนใด ๆ เลย

     (5.) สุข มีความสุขที่ประณีตละเอียดอ่อนลึกซึ้งอย่างยิ่งแผ่ไปทั่วตัว

     (6.) อธิโมกข์ เกิดศรัทธาอย่างแรงกล้าประกอบเข้ากับวิปัสสนา

           ทำให้จิตใจมีความผ่องใสอย่างเหลือเกิน

     (7.) ปัคคาหะ ความเพียรที่ประกอบกับวิปัสสนาซึ่งพอเหมาะพอดี 

            เดินเรียบไม่หย่อนตึง 

     (8.) อุปัฏฐาน สติที่กำกับชัด มั่นคง ไม่สั่นไหว จะนึกถึงอะไร 

            ก็รู้สึกว่าระลึกได้คล่องแคล่วชัดเจนเหมือนดังแล่นไหลไปถึงหมด

     (9.) อุเบกขา สภาวะจิตที่ราบเรียบเที่ยง เป็นกลางในสังขารทั้งปวง 

     (10.) นิกันติ ความพอใจติดใจที่สร้างความอาลัยในวิปัสสนา 

             มีอาการสงบ สุขุม ซึ่งความจริงเป็นตัณหาที่ ละเอียด  

             แต่ผู้ปฏิบัติไม่สามารถกำหนดจับได้ว่าเป็นกิเลส 

             (***พุทธธรรม/330อ.)

 


          ข้อสังเกตเกี่ยวกับการตรวจสอบญาณ
 


          ญาณคือความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกิเลส ตัณหา อุปาทาน และวิธีการเอาชนะสิ่งเหล่านั้น หรืออริยสัจจ์ 4 นั่น เอง โดยความรู้แจ้งนั้นแยกเป็น 9 ชนิดบ้าง 16 ชนิดความรู้ บ้าง 72 ชนิดความรู้บ้าง เท่าไร ๆ บ้าง แล้วแต่จะแยกออกไป) หมวดที่คุ้นเคยในวงการวิปัสนากรรมฐานก็คือ ที่ท่านเรียกว่า โสฬสญาณ 


          สิ่งที่ควรเอามาเป็นการทดสอบ คือ ให้ทดสอบตนเอง ด้วย โสฬสญาณ หรือญาณ 16 ชนิด ว่าตนเอง ได้มีความรู้อะไรขึ้นมาแล้ว หรือไม่ ญาณชนิดใดเกิดขึ้นกับตนแล้วหรือไม่ หรือตนสามารถอ่านเข้าใจความหมายของ โสฬสญาณ ว่าอย่างไรบ้าง ตรงกับสภาพที่เป็นจริงของความรู้ กล่าวคือสามารถไล่เลียงเหตุและผลได้ รับและลงกันดี สนิท ที่ได้รู้ขึ้นมาจากการปฏิบัติกรรมฐานอยู่ตามหลักสูตรนี้ สติปัญญาตนเองในขณะนั้นหรือไม่ กี่ประการ ฯลฯ (ญาณคือ ความรู้ ที่รู้แบบวิชาการ มีเหตุมีผล นั่นเอง คือ มองเห็นตรงตามความเป็นจริง) นับมาแต่ นามรูปปริเฉทญาณ เป็นต้นมา ถึง นิพพิทาญาณ มาถึงสังขารุเปกขาญาณ มรรคญาณ ผลญาณ เป็นต้น โดยไม่ให้มีการอธิบาย แต่ ให้ลองทดสอบตนเอง ลองอ่านตนเองว่า ญาณ เกิดขึ้น ตรงตามญาณ 16 อะไรบ้าง (หรือจะมีความรู้ชนิดพิเศษ เกิน ไปจากญาณ 16 เท่าไร ประการใด ก็ได้ แต่อยู่ในความหมายของมรรคผลนิพพาน) ก็จะเป็น การทดสอบที่เชื่อถือได้ พอทีเดียว

 

 

     โสฬสญาณ มีดังต่อไปนี้

     (1.)   นามรูปปริเฉทญาณ ความรู้จักรูปธรรมนามธรรม 

             อะไรเป็นรูปธรรม อะไรเป็นนามธรรม

     (2.)   นามรูปปัจจัยปริคหญาณ ญาณที่กำหนดปัจจัยของนามรูป

     (3.)   สัมมสนญาณ ญาณที่พิจารณาหรือตรวจตรา

     (4.)   อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า อุทยัพพยญาณ 

             ญาณอันตามเห็นความเกิดดับ

     (5.)   ภังคานุปัสสนาญาณ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ภังคญาณ 

             ญาณอันตามเห็นความสลาย

     (6.)   ภยตูปัฏฐานญาณ เรียกสั้น ๆ ว่า ภยญาณ ญาณอันมองเห็น

             สังขารปรากฎเป็นของน่ากลัว

     (7.)   อาทีนวานุปัสสนาญาณ เรียกสั้น ๆ ว่า อาทีนวญาณ 

             ญาณอันคำนึงเห็นโทษ

     (8.)   นิพพิทานุปัสสนาญาณ เรียกสั้น ๆ ว่า นิพพิทาญาณ 

             ญาณอันคำนึงเห็นด้วยความหน่าย

     (9.)   มุญจิตุกัมยตาญาณ ญาณหยั่งรู้ที่ทำให้ต้องการจะพ้นไปเสีย

     (10.) ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ เรียกสสั้น ๆ ว่า ปฏิสังขาญาณ 

             ญาณอันพิจารณา ทบทวนเพื่อให้เห็นทาง

     (11.) สังขารุเปกขาญาณ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร

     (12.) สัจจานุโลมิกญาณ หรือ อนุโลมญาณ ญาณอันเป็นไป

             โดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์

     (13.) โคตรภูญาณ ญาณครอบโคตร คือญาณที่เป็นหัวต่อระหว่าง

             ภาวะปุถุชนกับภาวะอริยบุคคล

     (14.) มรรคญาณ

     (15.) ผลญาณ 

     (16.) ปัจจเวกขณญาณ ความรู้ที่ใช้พิจารณามรรค ผล กิเลส

             ว่ายังเป็นอยู่อย่างไรในจิตใจตนเอง 

             (***พุทธธรรม/361-64)

 

 

3. ตรวจสอบวิสุทธิ

 

    (1.) สีลวิสุทธิ ความหมดจดแห่งศีล

    (2.) จิตตวิสุทธิ ความหมดจดแห่งจิต

    (3.) ทิฏฐิวิสุทธิ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ

    (4.) กังขาวิตรณวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย

    (5.) มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือ มิใช่ทาง

    (6.) ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน

    (7.) ญาณทัสสนวิสุทธิ ความหมดจดแห่งญาณทัศนะ 

          (***พุทธธรรม/360-364)


          เนื่องจากเวลาในการจัดเรียบเรียงมีน้อย จึงสามารถนำเสนอได้เพียงเป็นโครงร่างโดยกว้างกระนั้น ในโครงร่าง โดยกว้างนี้ ก็มีสาระสำคัญเพียงพอสำหรับการนำไปปฏิบัติอย่างอุกฤต เป็นแง่คิดที่จะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุง เพิ่มเติมโครงการโพธิอาษาต่อไป และด้วยงานที่ร่างเป็นหลักสูตรมรรคผลนี้ ก็ยังจักได้ปรับปรุงตรวจสอบ และทดสอบทางปฏิบัติให้ดีละเอียดยิ่งขึ้นในโอกาสต่อไป และจักได้นำลงเผยแผ่ในหนังสือพิมพ์ดี(อินเทอเนต) ต่อไปด้วย
          อนึ่ง ควรพิจารณาศึกษาประกอบกันกับเรื่อง "จะปฏิรูปการปกครองสงฆ์ไปทำไม ? การปฏิรูประบบไตรสิกขา"จาก หนังสือพิมพ์ดี(อินเทอเนต) เล่มที่ 20-23 ใน www.newworldbelieve.com สำเนาตามที่แนบมาพร้อมนี้ เป็นส่วนผนวกด้วยแล้ว.


                                                  ขอเจริญพร


                                           (พระพยับ ปญฺญญาธโร)
                                        ผู้ทรงคุณวุฒิและนักปราชญ์ฯ

 

 

 

 

 

 หลักสูตรมรรคผล

ภาคผนวก

 

 

 

จะปฏิรูปการปกครองสงฆ์ไปทำไม ?
 การปฏิรูประบบไตรสิกขา (ตอนที่ ๑)

 

 

          กรณีหากสังคมยังจะไม่อาจแก้ไขอะไรได้เลย เพราะสาเหตุใดก็ตาม หมู่สงฆ์อาจสามารถดำเนินการด้าน การปฏิรูปการศึกษาก่อน โดยจัดการศึกษาให้เดินตามพระธรรมวินัย คือ การศึกษาตามหลักไตรสิกขา (มรรค 8) ดังนี้

 



 1. ศีลสิกขา

            ต้องจัดการสิ่งแวดล้อม ให้สามารถที่จะเกื้อกูลต่อการประพฤติศีล ของพระสงฆ์ สามเณรได้ เริ่มมาจากการจัดการวิถีชีวิตประจำวันของพระสงฆ์ ในเรื่องปัจจัย 4 ได้แก่ จีวร-เครื่องนุ่งห่ม บิณฑบาต-อาหารการกิน เสนาสนะ-ที่อยู่อาศัย และ คิลานเภสัช-ยารักษาโรค ให้มีลักษณะของความสันโดษขึ้นมา จีวรควรให้มีน้อย เมื่อมีก็ควรให้มีอย่างถูกพระวินัย บิณฑบาต อาหารการกิน ไม่ควรเลือก หรือจัดการปรุง หุงหาเองตามใจ จะเสียสมณนิสัย สันดาน ภิกษุปัจเจกบุคคลไม่พึงสะสมอาหารการกิน ไม่พึงใช้ตู้เย็นหรือเครื่องเก็บตุนอาหารไว้บริโภค เสนาสนะ ไม่พึงแข่งขันการสร้างกุฏิที่อยู่อาศัยเกินธรรมวินัยที่กำหนดไว้ ไม่พึงแสวงหาอย่างฆราวาสแสวงหา เช่นการประดับประดา ตกแต่ง การเห่อเหิมในสิ่งที่มิใช่วิสัยของสมณะ เช่น ของสวย ๆ งาม ๆ ของ ประดับตกแต่ง เช่น ม่านกั้นกำบัง กระจกเงา เครื่องประดับเกียรติยศ มีวิทยุ โทรทัศน์ มือถือ ไม่พึงแข่งขันในรสนิยม อย่างฆราวาสวิสัย เช่นแข่งกันอวดความมั่งมี อวดรถรายานพาหนะ อวดผ้าจีวร อวดเต้าน้ำชา ใบชา อวดเครื่องมือเครื่องใช้สมัยใหม่ เป็นต้น 
          ศิลานะเภสัช การรักษาโรคพยายามใช้หลักการทางธรรมปฏิบัติในไตรสิกขาให้เป็นประโยชน์ เน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา นั่นคือพยายามวางตนอยู่ในศีลอย่างสม่ำเสมอ ไม่ทำอารมณ์ให้ขึ้น ๆ ลง ๆ ฟุ้งกระจาย และใช้วิธีการระงับด้วยการปฏิบัติด้านสมาธิ และวิปัสนาเข้าช่วยให้เป็นปกติวิสัย และหากจำเป็น ในการรักษาตัว พยายามใช้ ระบบธรรมชาติ มียาสมุนไพร เป็นต้น 
          หลักการศึกษาในระดับศีล หากย่อลงก็ได้ 2 หลักการคือ
พึงระวังสตรี 1 และพึง ระวัง สตังค์ อีก 1 อย่าให้ทั้ง 2 อย่างนี้ เข้ามามีอิทธิพลเหนืออารมณ์จิตใจได้ และต้องจัดระบบชีวิตประจำวันหรือวัฒนธรรมสงฆ์ และ หมั่นตรวจสอบให้เป็นไปโดยถูกธรรมวินัยอยู่ตลอดเวลา ในส่วนที่ไปเชื่อมต่อสัมพันธ์กับฝ่าย โลก ก็ต้องถือหลักการทั้ง 2 หลักการนี้ (สตรี กับ สตังค์) การศึกษาระบบสามัญศึกษาทุกระดับ ต้องแยกพระสามเณรจากฆราวาสอย่างเด็ดขาด (ต้อง ถือเป็นหลักประจำใจของภิกษุสงฆ์นักเรียนนักศึกษาแต่ละรูป) แยกการเงิน ออกจากพระผู้บริหารการศึกษา จัดระบบวัตรประจำวันให้สม่ำเสมอ ลดภาระการบริหารการเงินและการก่อสร้างวัตถุลง จัดระบบวัฒนธรรมประเพณี หรือระบบศาสนพิธีใหม่ ให้เป็นไปในทางที่ลดละการสะสมเงินทอง ของเครื่องใช้ต่าง ๆ (ปัจจัย 4 สำหรับพระสงฆ์ให้ถูก ธรรมวินัย) ของส่วนตัวสงฆ์แต่ละรูปลงไป ไปสู่ระบบสันโดษมากขึ้น ในระบบที่วัดและหมู่สงฆ์เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ของวัฒนธรรมสังคมที่แนบแน่นกับสังคม มิอาจจะแยกจากกันได้ โดยเฉพาะสงฆ์ฝ่ายคามวาสี ต้องจัดระบบการประสาน เสียใหม่ โดยวัดและหมู่สงฆ์ คงสามารถเดินตามธรรมวินัย มุ่งสู่มรรคผลนิพพานได้เหมือนกัน โดยต้องพยายามสร้างสมบารมีในสังคม ท่ามกลางสังคมนั่นเอง 
         
กล่าวโดยย่อ วัดจะต้องเอาใจใส่หมู่คนผู้ยากไร้อย่างเป็นภาระหน้าที่ที่ขาดไม่ได้ ต้องจัดระบบขึ้นเพื่อการนี้และให้เดินไปโดยถูกธรรมวินัย เช่นเรื่องความศรัทธา ศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ศรัทธาในกรรม ศรัทธาใน ผลกรรม เป็นต้น โดยจัดระบบการสาธารณกุศล การช่วยเหลือผู้อื่น ที่มองความยากลำบากของผู้อื่น มองประชาชนทั้งหลาย มองคนยากคนไร้ คนที่มีปัญหาของสังคม เอาใจใส่ต่อปัญหาความยากไร้ของสังคม ช่วยเหลือสังคม และช่วยแก้ไขปัญหาส่วนรวมของสังคมและของคณะสงฆ์ให้เต็มที่ โดยความนึกคิดที่เป็นอิสระส่วนตน จึงจะเป็นวิถีทางการสร้างสมบารมีที่ถูกต้องตามวิถีทางพระธรรมวินัย ของหมู่พระสาวก ซึ่งจะมีผลในการเรียนรู้ ทุกข์อริยสัจ สร้างสมเมตตาบารมี 1 ในทศบารมีของพระพุทธเจ้า และยังเป็นวิธีการดับคายราคาทิตัณหาหรือจินตนาการแห่งกามวิตกลงไป ให้พระสงฆ์ที่อยู่ในตำแหน่งการปกครอง หรือตำแหน่งอื่นใด มีเวลาเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เพื่อได้มีโอกาส ของการศึกษาไตรสิกขามากขึ้น ฉะนั้น จึงควรให้การอยู่ในตำแหน่งเจ้าอาวาส หรือเจ้าคณะพระสังฆาธิการอื่น มีวาระ ไม่ควรให้ติดตายไปจน
ตลอดชีวิตอย่างทุกวันนี้ หรือมิฉะนั้น ไม่ควรให้ความสำคัญแก่ตำแหน่งเจ้าคณะ เจ้าอาวาสมากเกินไปกว่าตำแหน่งหรือบทบาททางการศึกษาไตรสิกขา การศึกษาต้องเป็นเครื่องนำทางของระบบทั้งสิ้นในหมู่สงฆ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาจะต้องนำการปกครอง โดยจะต้องวางแบบแผน และควบคุมวิถีทางการปกครองให้เป็นไปตามแบบแผนนั้นถ
         
ระบบการเผยแผ่ ควรระวังจัดการให้การแสดงพระธรรมเทศนาโดยสื่อต่าง ๆ เป็นไปโดย ถูกธรรมวินัยยิ่งขึ้น ควรจำแนกเป็นส่วน ๆ ว่าส่วนไหนควรเป็นของพระสงฆ์ ส่วนไหนควรเป็นของฆราวาสอุบาสกอุบาสิกา เช่นบางวิธีการควรจะเป็นของฆราวาส ไม่ควรที่จะเป็นวิถีทางของฝ่ายสงฆ์ เพราะไม่เอื้อต่อพระธรรมวินัย เป็นต้นว่าการเทศน์แหล่ขวัญ นาค การเทศน์เสียงยาวโหยหวล จนแทบว่าจะขาดใจตาย เช่นที่นิยมในภาคอีสานขณะนี้ เป็นต้น น่าที่ศิลปินฆราวาสจะเหมาะสม และทำได้ดีกว่า ไม่ควรเป็นกิจของสงฆ์โดยตรง ฉะนั้น แผนกงานวัฒนธรรมแห่งชาติ ศิลปินของชาติ น่าจะลองเข้ามาแทรกรับภาระกิจอันไม่เอื้อ ไม่สอดคล้องธรรมวินัยในหมู่สงฆ์นี้ไปเสีย จะเป็นการเอื้อต่อหมู่สงฆ์ต่อธรรมต่อวินัยอย่างยิ่ง และประชาชนชาวพุทธน่าจะได้รับการสอนธรรมวินัยให้เข้าใจ พอที่จะได้มีส่วนในการอุปถัมภ์ค้ำจุนระบบที่ดี ๆ ในหมู่สงฆ์ ไม่หลงชื่นชมและส่งเสริมสิ่งที่ไม่ชอบด้วยธรรมด้วยวินัย เห็นกงจักรเป็นดอกบัวโดยเขลารู้เท่าไม่ถึงการณ์ 

 



 2. สมาธิสิกขา

          ต้องถือเป็นกิจจำเป็นของสงฆ์โดยแท้จริง ต้องจัดการสอนการนั่งสมาธิ ให้แก่พระสามเณรทุกรูป การบวช ไม่ว่าโดยเจตนารมณ์อย่างใด ให้หมายความถึงการเรียนสมาธิสิกขาได้ระดับหนึ่งเสมอไป และระดับดังกล่าวนั้นก็
คือระดับที่สามารถนั่งเข้าสมาธิได้ ซึ่งสมาธิระดับนี้สามารถทำกายวาจาและใจให้สงบ นิ่งได้ และซึ่งจะสามารถนำจิตไปลิ้มรสความสุขจากความสงบในระดับสมาธิได้ส่วนหนึ่งแล้ว ทุกวันนี้การนั่งเข้าสมาธิ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ง่าย หรือไม่เกินวิสัยของคนธรรมดาทั่วไป ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ทุกวัยทุกเพศโดยเฉพาะเพศนักบวชจะทำได้ หากแต่ขาดการเรียนการสอน จากพระอุปัชฌาย์อาจารย์ หรือพระสังฆาธิการหรือสถาบันพระพุทธศาสนาทั่ว ๆ ไป อย่างน่าฉงน
          ฉะนั้น เพื่อให้เกิดการปฏิรูปขึ้นในวงการสงฆ์ บัดนี้การศึกษาสมาธิ ควรต้องบรรจุลงไปในทุกหลักสูตรของ การศึกษาของทุกสถาบันสงฆ์ เมื่อผ่านการทดสอบภาคปฏิบัติการนั่งสมาธิ จึงจะถือว่าสำเร็จการศึกษา ผลที่คาดหมายก็คือ หลักสูตรนักธรรม เปรียญชั้นต้นไปถึงเปรียญชั้นสูง หลักสูตรการอบรมพระอุปัชฌาย์อาจารย์ ฯลฯ ต้องมีการเรียนการสอนการปฏิบัติจนเข้าสมาธิได้เข้าสมาธิเป็น จึงจะถือว่าผ่านการศึกษา หรือผ่านการอบรมในแต่ละหลักสูตร ของ สถาบันใดใดของคณะสงฆ์ การพิจารณาบรรจุบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งใดใด ไม่ว่าตำแหน่งทางการปกครอง หรือ ตำแหน่งทางการศึกษา เช่น ตำแหน่งเจ้าอาวาส เจ้าคณะพระสังฆาธิการทุกระดับ ตำแหน่งใดใด ตามกฎหมายการคณะสงฆ์ ตำแหน่งทางการศึกษา เช่น ครูสอนพระปริยัติธรรม พระเปรียญอาสา หรือพระบัณฑิตอาสาพัฒนา พระปริยัตินิเทศ ที่สมควรแก่ตำแหน่งใดใด ครูบาอาจารย์ บุคคลากร ทุกคนทุกรูป ในมหาวิทยาลัยสงฆ์ หรือมหาวิทยาลัยใดใดแห่ง พระพุทธศาสนาจะต้อง เข้าสมาธิได้ เข้าสมาธิเป็น มิฉะนั้นก็ไม่น่าจะให้ดำรงตำแหน่งใดทางการศึกษา หรือตำแหน่ง ใดใด ในในสถาบันใดที่เกี่ยวกับการพระพุทธศาสนา รวมความถึงงานปฏิบัติในองค์การศึกษาพระพุทธศาสนาทั่วไปอีกด้วย ก็จำเป็นต้องเข้าสมาธิได้ เข้าสมาธิเป็น อันเป็นเครื่องหมายว่า ได้มีการศึกษาตามธรรมตามวินัย(ไตรสิกขา) พอ สมควรแก่ตำแหน่ง พระนักเทศน์นักเผยแผ่ หากไม่สามารถเข้า สมาธิได้เข้าสมาธิเป็น นั้น กลับจะเป็นสิ่งที่ฟ้องตัวเองว่า เป็นประเภทที่ไม่รู้แก่นแห่งพระศาสนา ดีแต่จดจำคำของคนอื่นมาพูดเท่านั้น หาได้มีความรู้แจ้งจริงด้วยตนเองไม่ จึงไม่ควรให้มีสิทธิที่จะพูดจะเทศน์ด้วยประการใดใด ในระดับองค์การปกครองชั้นสูง หากพบว่ามีพระดำรงตำแหน่งโดยขาดไตรสิกขา ไม่สามารถเข้าสมาธิได้ เข้าสมาธิไม่เป็นอยู่ ควรรีบพิจารณาปลดออกจากตำแหน่ง โดยไว เพราะต้องถือว่า การศึกษาบกพร่องอย่างไม่อาจจะให้ซ่อมแก้ได้ ในด้านการศึกษาทุกระดับ หากพบว่าไม่สามารถเข้าสมาธิได้เข้าสมาธิ เป็น ไม่น่าจะให้สำเร็จการศึกษาระดับใดใดออกมาได้ เหตุผลในเรื่องนี้ก็คือ การฝึกหัดในสิกขาระดับสมาธินี้ มิใช่สิ่งที่เกินวิสัย หากแต่เป็นของจำเป็นอย่างยิ่งยวด สำหรับการคืบไปตามเป้าหมายที่แท้จริงแห่งพระพุทธศาสนา คือมรรค ผล นิพพาน 
          เมื่อจัดการในระบบสงฆ์ ในเรื่องไตรสิกขา ระดับสมาธิ พร้อมกันนี้ก็ค่อยขยายการศึกษาสมาธินี้ออกไปนอกสถาบันสงฆ์ ไปสู่โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย และสถาบันต่าง ๆ ทุกสถาบัน แม้สถาบันการเมือง การปกครอง ระดับชาติ และต่างประเทศ ตั้งแต่ระดับรัฐบาล รัฐมนตรี ปลัดกระทรวงลงมาถึง ข้าราชการระดับเสมียน ลูกจ้าง ชั่วคราว ควรจะเข้าสมาธิได้ เข้าสมาธิเป็น ในระดับรัฐสภาแห่งชาติ ไม่ว่าวุฒิสภา หรือ สภาผู้แทนราษฎร สมาชิก ทุกคน น่าจะเข้าสมาธิได้ เข้าสมาธิเป็น คนทุกชาติ ทุกศาสนา สามารถเข้าสมาธิได้ เข้าสมาธิเป็น นักเรียน นิสิต นักศึกษา ครู อาจารย์ น่าทึ่จะเรียนฝึกการเข้าสมาธิได้เข้าสมาธิเป็นกันทั่วทุกตัวคน เพราะระดับที่เข้าสมาธิได้ เข้าสมาธิเป็น นี้ เป็นสิ่งที่อาจฝึกทำได้โดยง่ายดายโดยเพียงดูแบบอย่างจาก พระพุทธรูปบูชา บนหิ้งพระที่บ้านเท่านั้นเอง ก็ทำได้เพียงแต่หมั่นขยันทำไปบ่อย ๆ ทุก ๆ เวลา และเมื่อทำได้ ที่เรียกว่าเข้าสมาธิได้เข้าสมาธิเป็นนี้ก็คือ การได้พบ กายสงบวาจาสงบ และ ใจสงบ จะได้ลิ้มรสแห่งความสุขที่แท้จริงอย่างง่าย ๆ ชนิดหนึ่งอันเป็นเบื้องต้นของมรรคผล คือ ความสุขอันประเสริฐหรือนิพพาน (ความสุขที่ปราศจากราคะ ตัณหาหรือกิเลสใดใด)
          การที่แนะนำภาคปฏิบัติโดยเริ่มที่สมาธิก็เพราะ สมาธินี้เป็นสิ่งจำเป็นต้องทำให้ได้ทำให้เป็นก่อน เพราะเป็นสิ่งที่ เชื่อมภาคภายในกับภาคภายนอก เชื่อมรูปธรรมกับนามธรรม เชื่อมการปฏิบัติระหว่างภาคภายในเอง จากระดับล่างสุดไปสู่ระดับสูงสุด คือระดับวิปัสนาธุระได้ หากเข้าสมาธิไม่ได้เข้าสมาธิไม่เป็น ก็ยากที่จะเชื่อมภาคภายนอกไปสู่ภาคภายใน ยากที่จะเชื่อมระดับต่าง ๆ แห่งวิปัสนาธุระ เมื่อขาดสะพานเชื่อมเสียแล้ว มรรคผลก็ยากที่จะบรรลุได้ 
          อนึ่ง การศึกษาวิจัยนามธรรมอันเป็นภาคภายในของบุคคล จักไม่อาจทำการศึกษาได้เลย หากปราศจากความสามารถทางสมาธิ  จะใช้เพียงความคิดคาดเดาเอาต่าง ๆ นั้น เป็นการไม่สมเหตุผลแห่งประสิทธิภาพที่จะได้รับจะต้องเข้าสมาธิพิจารณาอย่างละเอียด เฝ้ามองอาการเป็นไปภายในอย่างละเอียดเนิ่นนาน จึงจะบังเกิดผล คือสามารถศึกษาเหตุผลความเป็นไปของภาคภายในได้ อย่างเห็นแจ้งชัดเจน ปราศจากความสงสัย ฉะนั้น จะต้องฝึกให้มี ความสามารถในการนั่งสมาธิ ได้นาน ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ จะนั่งไปนาน 1 ชั่งโมง 2 ชั่วโมง 5-6 ชั่งโมงหรือเมื่อใด เท่าไรก็ได้ เป็นอย่างยิ่งนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำการศึกษาวิจัยภาคภายใน ซึ่งหมายถึงการทำ ธัมมวิจัย ตามหลักโพชฌงค์ 7 นั่นเอง นี่คือส่วนที่ขาดไปอย่างน่าเสียดายอย่างยิ่งในการจัดการศึกษาสงฆ์ โดยไม่คำนึงหลัก ไตรสิกขาอันเป็นการศึกษาตามธรรมตามวินัยแท้ ๆ ที่จักให้ประโยชน์แท้ประโยชน์ตรงสู่การพ้นทุกข์ได้ จึงควรจะต้อง รื้อฟื้นขึ้นมา โดยวัดทุกแห่ง และ สถาบันการศึกษา การปกครองสงฆ์ทุกแห่งเป็นผู้นำ โดยเฉพาะวัดทุกแห่ง ในวันสำคัญที่หมู่สงฆ์ลงรวมกันปฏิบัติศาสนากิจทั้งวัด เช่นวันธรรมสวนะเป็นต้น หมู่สงฆ์ ควรปฏิบัติไตรสิกขาให้เป็นที่ปรากฏเป็นแบบอย่างแด่ญาติโยม โดยสงฆ์แต่ละรูปควรอยู่ในท่านั่งสมาธิตั้งแต่เริ่มลงสู่สถานที่ประกอบ ศาสนกิจ ผลก็คือ จัก เกิดความสงบขึ้นในหมู่สงฆ์ สามเณร (ไม่ คุยกันแข่งญาติโยมเขาอย่างที่เป็น ๆ อยู่ทั่วไปในวัดต่าง ๆ ขณะนี้) ภาพที่ออกมาก็จะดูสงบ น่าเลื่อมใส และเป็นการฝึกหัด ปฏิบัติการศึกษาไตรสิกขาของเฉพาะตนไปโดยตรงนั่นเอง ทำได้เช่นนี้ทุกวัดทุกศาสนสถาน ทุกหนทุกแห่ง ก็จะเป็นการจุดชะนวนการปฏิรูปครั้งสำคัญให้เกิดขึ้นมาได้อย่างง่าย ๆ 

 



          3. ปัญญาสิกขา

         
คือการพากเพียรในส่วนการเจริญวิปัสนาธุระ หรือการบำเพ็ญภาวนาธรรมกรรมฐานต่าง ๆ จะประกอบด้วย ขั้นตอนการฝึกภาคปฏิบัติธรรมกรรมฐานชนิดต่าง ๆ หลายหลากชนิดและขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ การบรรจุธุดงควัตร (ธุดงค์ 13 ชนิดในพระพุทธศาสนา) ลงในหลักสูตรการศึกษาระดับต่าง ๆ น่าจะเป็นสิ่งที่จำเป็น เมื่อเป็นเช่นนี้ ในรูปของสงฆ์ทั้งมวล จะต้องจัดหาที่รวมของสถานที่ที่รวมการฝึกหรือประพฤติกรรมฐานทุกชนิด เช่นตามที่เสนอนี้ก็คือระดับสภาสงฆ์ทั้ง 4 ระดับ จะต้องเตรียมสถานที่ที่เป็นส่วนกลางสำหรับการจำเริญวิปัสนากรรมฐาน ทั้งระดับตำบล จังหวัดระดับชาติไปถึงระดับอันเป็นสากล 
         
นั่นคือ ในระดับตำบล และ ระดับจังหวัด จัดให้มีสถานที่อันเป็นส่วนกลางของหมู่สงฆ์แห่งท้องที่นั้น ๆ จังหวัดนั้น ๆ อันเป็นส่วนกลางสำหรับการบำเพ็ญพรตภาวนา ปฏิบัติธรรมกรรมฐานต่าง ๆ หลาย ๆ แห่งให้เลือกได้ และระดับชาติและระดับสากล จัดให้มีอุทธยานพุทธเกษตรขึ้นเป็นแหล่งฝึกเจริญกรรมฐานทุกชนิดในบวรพุทธศาสนา และเป็นขั้นอุดมศึกษาของไตรสิกขา นั่นคือการบรรลุมรรคผลขั้นอุดม (ระดับ อรหัตผล) มีขึ้นในสถานที่อันเป็นที่ เหมาะสมหรือที่สัปปายะแด่การประพฤติกรรมฐานต่าง ๆ ดังกล่าว เพราะงานวิปัสนาธุระจะขาดสถานที่อันเหมาะสมหรือที่สัปปายะอันสมบูรณ์มาประกอบไม่ได้ อุปมาก็เหมือนงานของนักศึกษาปริญญาเอกฝ่ายโลกนั่นเอง การทำวิจัย 
วิทยานิพนธ์นั้นจะต้องให้พร้อมทั้งภายนอกและภายในห้องเรียน หากเครื่องไม้เครื่องมือในการเรียนการสอน ในการ วิจัยไม่มี หรือ ไม่พร้อมแล้ว ก็ไม่สามารถจะปฏิบัติงานการเรียนการสอนไปได้
          วงการสงฆ์ที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ทุกชาติ ทุกประเทศ หากสามารถบริหารและดำเนินการ การศึกษาไตรสิกขา อัน เป็นการศึกษาที่ตรงตามธรรมตามวินัยหรือมรรค 8 แห่งพระพุทธศาสนา ไปได้เช่นนี้ ก็อาจสามารถจะฉุดกระเตื้อง การพระพุทธศาสนาไปสู่แนวทางที่ดีขึ้นได้ และย่อมเป็นขั้นต้นของการปฏิรูปไปสู่การปกครองแบบสภาสงฆ์ในกาลต่อไปอย่างอัตโนมัติ เพราะการศึกษาจะนำหน้าการปกครอง และการปกครองจะค่อยเดินตามวิถีทางพระธรรมวินัยยิ่งขึ้น หมู่สงฆ์และพุทธบริษัทก็จะเดินทางแม้จะยากลำบากเพียงใด แต่ก็มีความสุขและมีความหวังที่สดใสไปเรื่อย ๆ และ แน่นอน มรรคผลนิพพานก็ย่อมปรากฎขึ้นแด่ผู้ที่ปฏิบัติธรรมมรรค 8 โดยถูกต้อง
          ในส่วนที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน คือการปกครองคณะสงฆ์ ในวงการปกครองของคณะสงฆ์ต้องถือหลักการว่าภาระ ควรให้ลดน้อยลงไปตามลำดับ จึงจะถูกธรรม คือถูกตามหลัก ภารสุตตคาถา ที่สวดที่ท่องบ่นกันอยู่ทุกวันนั้นเอง และเมื่อวิเคราะห์แล้วจะเห็นว่า ระบบการปกครองสงฆ์ ที่เป็นราชการ เป็นเจ้าขุนมูลนาย นั่นเอง เป็นตัวปัญหาที่นำไปสู่ภาระ การแบกหามภาระต่าง ๆ อย่างไม่มีวันลดน้อยถอยลงไปเลย จึงขัดหลักธรรม เพราะความจริงที่ว่า
ภาราทานํ ทุกฺขํ โลเก การแบกถือของหนักเป็นความทุกข์ในโลก ภารนิกฺเขปนํ สุขํารสลัดของหนักทิ้งลงเสียเป็นความสุข และ นิกฺขิปิตฺวา ครุง ภารํ พระอริยเจ้าสลัดทิ้งของหนักลงเสียแล้ว อญฺญํ ภารํ อนาทิย ทั้งไม่หยิบฉวยเอาของหนักเกินอันอื่นขึ้นมาอีก สมูลํ ตณฺหํ อพฺพุย์ห ก็เป็นผู้ถอนตัณหาขึ้นมาได้กระทั่งราก นิจฺฉาโต ปรินิพฺพุโตเป็นผู้หมดสิ่งปรารถนา ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ (**จาก ภารสุตฺตคาถา) ระบบเจ้าขุนมูลนายเป็นเหตุให้ใฝ่ในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ คือโลกธรรม 4 เป็นต้นเหตุแห่งภาระของหมู่สงฆ์ อันหนักและไม่รู้สิ้นสุด คือไม่มีเวลาที่จะวางภาระลงเลย หากแต่ภาระนั้น เป็นของไร้ประโยชน์ ไร้สาระทางมรรคผลนิพพานโดยสิ้นเชิง จึงต้องตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า ภาระใดที่ไม่ เอื้อต่อมรรคผลนิพพานแล้ว แนวทางสงฆ์ต้องปฏิรูปเสียใหม่ ต้องวางภาระนั้นลง พุทธบริษัท 4 ต้องเอื้อเฟื้อ ด้วยการจัดการให้มีระบบอื่นขึ้นมารองรับภาระนั้น ๆ แทนเสีย โดยปลดปล่อยหมู่สงฆ์ไปเสียจากภาระอันเป็นของโลก ๆ นั้น เพื่อสร้างคนที่ดีที่สุดในพระพุทธศาสนาขึ้นมา นั่นย่อมหมายถึงความพยายามพาสังคมไปใกล้นิพพานยิ่งขึ้นแล้ว 
         
ฉะนั้น หมู่สงฆ์ควรมารำลึกพร้อมกันว่า อย่ามัวแต่พยายามแข่งขัน แข่งสร้าง หรือแม้แต่คอยแก่งแย่งกันเอาตำแหน่งต่าง ๆ เอาสมณศักดิ์หรือยศพระกันอยู่เลย นั่นเป็นภาระ เป็นงานหนักไปจนตลอดชีวิต หากแต่ไร้สาระทางมรรคผลนิพพานโดยสิ้นเชิง ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ไม่มีวันจะพ้นทุกข์ไปได้เลย น่าเสียดายชีวิตนักบวชเช่นนี้ที่มีแต่ความสูญเปล่าไปทั้งชีวิต นี่มิใช่หรือ โมฆบุรุษ ที่พุทธองค์ทรงประนาม เย้ยหยัน เพราะไม่อาจจะได้รับผลธรรมอันประเสริฐล้ำเลิศใดใดได้

          อย่างไรก็ตาม การศึกษาระดับปัญญาสิกขา หรือการเจริญวิปัสนาธุระ ในระบบสงฆ์ที่เป็น อยู่ทุกวันนี้ ก็น่าที่จะสามารถทำไปได้อย่างไม่มีปัญหาอะไร ในระดับต้น ๆ ที่เป็นพื้นฐานที่จำเป็น นั่นก็คือ น่าจะสามารถศึกษากรรมฐานบางชนิด แล้วสามารถรักษาดูแลอารมณ์กรรมฐานนั้นไว้ได้ จะต้องสามารถใช้สติตามรู้เท่าทันอารมณ์กรรมฐานชนิดต่าง ๆ ได้ทุกขณะ สามารถใช้สติทำหน้าที่แยกอารมณ์ต่าง ๆ เหล่านั้น ถ้าสติที่สมบูรณ์ก็จะกันอารมณ์ที่ไม่สอดคล้องกับวิถีมรรคผลนิพพานออกไป เช่น อารมณ์กาม ราคะ ตัณหา เป็นต้น เมื่อสติตามรู้ว่าเกิดอารมณ์ลามกชั่วร้าย อะไรขึ้น สติที่สมบูรณ์ บนพื้นฐานสมาธิที่สมบูรณ์ ก็จะกันอารมณ์ลามกชั่วร้ายนั้นออกไป แล้ว นำไปสู่อารมณ์กรรมฐานชนิดที่อาจกำจัดกิเลสชนิดนั้น ๆ ได้ ด้วยเหตุนี้ สติก็จะทำหน้าที่นำพาไปสู่อารมณ์ที่สอดคล้องวิถีมรรคผลนิพพานอยู่ตลอดเวลาสามารถอยู่ในอารมณ์กรรมฐานชนิดที่เราต้องการได้ตลอดเวลา 
          ฉะนั้น ในระดับชั้นต้นนี้ สงฆ์น่าจะรู้จักการรักษาอารมณ์ รู้จักการที่จะอยู่ในอารมณ์ที่ไม่เป็นโทษ และรู้จักหลบหลีกไปจากอารมณ์ที่เป็นโทษ เป็นต้น จากนี้ไปก็จักเป็นพื้นฐานสำหรับเรียนรู้อารมณ์ระดับลึกที่เกิดจากการปฏิบัติกสิณชนิดต่าง ๆ ซึ่งจะนำไปสัมผัส อารมณ์หรือฌาน ที่มีสภาวะโดยธรรมชาติของมัน ที่ตัดกิเลสได้ เอง เหมือนน้ำใช้ดับไฟได้ฉะนั้น ตัวอย่างอารมณ์ฌานที่ใช้ตัดกิเลสเองตามธรรมชาติของมันก็คือ อารมณ์ที่ได้จากอสุภกสิณ ควรฝึกทำบ่อย ๆ และวางระบบวิถีชีวิตประจำวัน ให้ใกล้ชิดอสุภ ไม่พึงปล่อยสติให้แตกกระเจิงไป เกลือกกลั้วสิ่งสวย ๆ งาม ๆ หรือวัตถุแห่งกามเลย ฉะนั้นจึงต้องควบคุม รักษาอารมณ์กรรมฐานประเภทที่ได้จากอสุภกสิณนี้ไว้ให้ยั่งยืน 

          อาจสรุปสั้น ๆ ในส่วนที่พึงต้องการให้ปฏิบัติได้ระดับปัญญาสิกขาก็คือสติ ที่ตามรู้สภาวะของจิตใจตัวเองได้ ตลอดเวลา ในมหาสติปัฏฐานสูตรเรียกว่า จิตตานุปัสนากรรมฐาน แล้วหลังจาก นั้นก็เป็น ตามรู้ธรรม คือ กรรมฐานชนิดต่าง ๆ ชั้นลึกที่เป็นอารมณ์ตัดกิเลสโดยธรรมชาติ หรือ ธรรมานุปัสนาสติปัฏฐาน นั่นเอง 

*** จาก หนังสือพิมพ์ดี(อินเทอเนต):วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก เล่มที่ 20 พ.ศ. 2543) 

 

 

 

 

 จะปฏิรูปการปกครองสงฆ์ไปทำไม ?
การปฏิรูประบบไตรสิกขา  ( ตอนที่ 2 )

 

 

          คำถาม     

   

          กรณี หากสังคมก็จะไม่อาจแก้ไขอะไรได้เลยเพราะสาเหตุใดก็ตาม หมู่สงฆ์อาจ

          สามารถดำเนินการด้าน การปฏิรูปการศึกษาก่อน โดยจัดการศึกษาให้เดินตาม

          พระธรรมวินัย คือ การศึกษาตามหลัก ไตรสิกขา (มรรค 8 ) ให้ อธิบายขยาย

          ความหมายของการศึกษาระบบไตรสิกขาต่อไปจากคราวที่แล้ว พอให้เกิด 

          ความเข้าใจสามารถจับหลักการสำคัญ ทั้งแนวปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ

          แห่งการศึกษาระบบนี้ได้ชัดเจน

 

 

 

         คำตอบ 

 

          ระบบการศึกษาตามพระธรรมวินัย คือ ไตรสิกขานี้ เป็นระบบที่ให้การศึกษาพร้อมกันไปหมดทั้งพุทธบริษัท 4 กล่าวคือพระสงฆ์ก็ศึกษาไตรสิกขา ภิกขุนีก็ศึกษาไตรสิกขา อุบาสกก็ศึกษาไตรสิกขา และอุบาสิกาก็ ศึกษาไตรสิกขาพร้อมกันได้ตลอดมาแต่โบราณ หากแต่สำหรับ พุทธบริษัท 2 คือ อุบาสก อุบาสิกา จะมีข้อกำจัดใน การศึกษามากกว่าพระภิกษุสามเณร เพราะระบบของพระพุทธศาสนาได้กำหนดองค์ประกอบที่สมบูรณ์ของการศึกษาไว้ สูงสุด ที่จะต้องละฆราวาสวิสัย มาสู่บรรพชิตวิสัย โดยเพศของบรรพชิตินี้แหละ จะได้ฐานะของนักศึกษาที่สมบูรณ์ พร้อมทุกอย่างสำหรับการศึกษาที่จะเป็นผลสำเร็จ หรือเรียนไตรสิกขาได้สำเร็จ โดยสมบูรณ์จริง ๆ สถานะที่เป็นนักเรียน วิชชาไตรสิกขา โดยต้องมาสู่เพศบรรพชิตนี้ จะมีระบบที่วางไว้เพื่อตัดความห่วงความกังวลในโลกธรรมทั้งสิ้น ให้ได้สถานะความสันโดษขึ้นมา โดยมาตรการของระบบ หลายมาตรการ และเป็นไปตามระดับขั้นของการศึกษา โดยเริ่มแรกที่เป็น มาตรฐานทั่วไปก็คือ การจัดการกับปัจจัย 4 ของชีวิต นักศึกษาในระดับไตรสิกขาจะวางภาระเหล่านี้ลง ตัวเองจะไม่เอาภาระในปัจจัย 4 เหล่านี้ พระบรมศาสดา ได้กำหนดให้ภาระเหล่านี้เป็นของพุทธบริษัท 2 คือ อุบาสก กับอุบาสิกาที่จะรับภาระอุดหนุนให้กำลังใจแด่นักศึกษา ฉะนั้น ระบบการเป็นนักศึกษาไตรสิกขาที่สมบูรณ์ เป็นได้โดยการสละโลก มาถือเพศบรรพชิต อยู่ใต้พระธรรมวินัยหรือระเบียบข้อบังคับของนักศึกษาอย่างเคร่งครัด เมื่อระบบได้กำหนดวิธีทางที่ แน่วแน่เช่นนี้ จึงหวังได้ว่าเป้าหมายของการศึกษาไตรสสิกขาคือ มรรค ผล นิพพาน จักอาจบรรลุได้ เมื่อเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของระบบนั้น เท่ากับว่าการวางมือจากเรื่องราวทั้งหลายทั้งสิ้น อันเป็นโลกีวิสัยโดยสิ้นเชิง เพื่อมุ่งมั่นด้วย เจตนารมณ์อย่างแรงกล้าให้ไปสู่การศึกษาตามหลักสูตร เนื้อหาวิชาและเป้าหมายของไตรสิกขาแต่เพียงอย่างเดียวล้วน ๆ 

          ฉะนั้น จริงอยู่ เมื่อพุทธบริษัททั้ง 4 ต่างก็มีหน้าที่และมีสิทธิ์อย่างสมบูรณ์พร้อม ๆกันในการศึกษาไตรสิกขา แต่ฝ่ายพระภิกขุสงฆ์จะได้เปรียบเนื่องจากถูกกำหนดให้มีหน้าที่ในการศึกษาไตรสิกขาโดยตรง ตรงกับคติว่า บวช -เรียน ในบวรพุทธศาสนา และยังมีหน้าที่โดยตรงในการดำรงระบบการศึกษาตามธรรมตามวินัยนี้ให้สามารถเคลื่อนไหวต่อไป ได้ ให้มีการเรียนการศึกษาตลอดไป เพราะหากเมื่อใดการศึกษาไตรสิกขาสูญลง ก็หมายความว่า การพระพุทธศาสนา ได้ตกต่ำ ไม่มีการศึกษาที่สมบูรณ์พอจะนำผู้ศึกษาไปสู่เป้าหมายอันสูงสุดของพระพุทธศาสนาได้
          อย่างไรก็ตามการศึกษาในระบบไตรสิกขา ก็ไม่เคยมีการปิดกั้นฆราวาส หรือ พุทธบริษัท 2 หรือหมู่ชนนอกศาสนาใดจะทำการศึกษาได้ สามารถศึกษาไปพร้อม ๆ กันกับฝ่ายพระภิกษุสงฆ์นั้นเอง หากแต่บริษัทนอกนั้น จะมีกรอบการศึกษา หรือสิ่งแวดล้อมของการศึกษาที่ค่อนข้างสลับชับซ้อน และหาความสะดวกในการศึกษา ได้ยากลำบาก เนื่องจากภาระและกรณียะต่าง ๆ ของฆราวาสวิสัย มีมากอยู่โดยเป็นการปกติของคนทั้งปวง บริษัท 2 คือ อุบาสกอุบาสิกา ผู้ฉลาดในการศึกษา จะศึกษาไตรสิกขาให้ได้ดี ได้สมบูรณ์ จนประสบความสำเร็จ จึงต้องรู้จักจัดการ ภาระและกรรมต่าง ๆ อันอยู่ในวิสัยของความเป็นฆราวาสนั้นให้ลดน้อยบางเบาลง จนเกิดความสะดวกแก่ตัวเองที่จักจัดการศึกษาไตรสิกขาให้เป็นไปตามเงื่อนไขของความสมบูรณ์ กฏ หรือ เกณฑ์มาตรฐานแห่งความสำเร็จหลักสูตรของไตรสิกขา ได้ ก็จะ สามารถบรรลุสู่ความสำเร็จชั้นสูงสุดของหลักสูตรไตรสิกขาคือการบรรลุมรรคผลระดับอรหัตผลได้เช่นเดียวกับภิกษุพระสงฆ์ 
          ฉะนั้น จะเรียกว่าฝ่ายพระภิกษุสงฆ์เป็นนักศึกษาในเวลา คือนักศึกษาภาคปกติก็ได้ ส่วนอุบาสก อุบาสิกา เป็นนักศึกษาภาคพิเศษ ภาคสมทบ หรือนอกเวลาก็ได้ หรือจะอุปมากับสถาบันศึกษาฝ่ายพระภิกษุสงฆ์จะเหมือนจุฬาลงกรมหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฆราวาสญาติโยมหรืออุบาสกอุบาสิกา เหมือนมหาวิทยาลัย
รามคำแหง หรือ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ก็ได้ 
          ฉะนั้น แต่เดิมมา ระบบไตรสิกขาจึงไม่ถูกผูกขาดอยู่แต่เฉพาะฝ่ายพระภิกษุสงฆ์เท่านั้น หากแต่พุทธบริษัท 4สามารถเดินไปพร้อม ๆ กัน ศึกษาไตรสิกขาไปพร้อมกัน โดยเฉพาะต่างฝ่ายมีข้อได้เปรียบหรือเสียเปรียบในวิธีการศึกษาแม่ว่าฝ่ายฆราวาสญาติโยมจะมีข้อได้เปรียบน้อย ในรูปของระบบ แต่เมื่อปฏิบัติเข้าจริง ๆ ระบบที่ได้เปรียบก็มักกลับเป็นข้อเสียเปรียบไปได้ด้วยเหตุฝันแปรทางสิ่งแวดล้อมสำคัญ ๆ ไปได้เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อระบบนั้นถูกเปลี่ยนแปรจุดมุ่งหมายดั้งเดิมไปเสีย 
          ในระดับศีลแล้วแทบว่าพุทธบริษัทไม่มีข้อได้เปรียบอันใดกันมากนัก ฝ่ายฆราวาส สามารถแก้จุดอ่อนได้ ด้วยการทำบุญทำทาน เข้ามาทดแทน 
          ในระดับสมาธิ แทบไม่เสียเปรียบกัน เลย ในการฝึกระดับต้น ๆ คือระดับที่สามารถ ทำจิตให้สงบ แน่วแน่ เป็นหนึ่ง สามารถบริหารไตรทวาร ให้นิ่งสงบอยู่ในรูปแบบที่กำหนดได้ 

          ระดับปัญญาสิกขาก็เช่นเดียวกัน เมื่อสามารถทำความเข้าใจหลักการทางทฤษฏีและหลักปฏิบัติในปัญญาสิกขาได้ ฆราวาสก็สามารถปฏิบัติกรรมฐาน เจริญวิปัสนาญาณไปได้อย่างไม่มีจำกัดเหมือนกัน โดยอาจกำหนดวิถีชีวิตประจำวันของตนเองให้ใกล้เคียงนักบวช คือให้เกิดสภาวะสันโดษ โดยรู้จักจัดการเรื่องปัจจัย 4 ให้เหมาะสม แล้วบำเพ็ญตนไปในวิธีหรืออุบายเดียวกับที่พระภิกษุสงฆ์บำเพ็ญไปก็ได้ 
          อาจกล่าวได้เลยว่า แต่เดิมมานั้น เราชาวพุทธทั้งหลายทุกบริษัท 4 ต่างก็สามารถศึกษาไตรสิกขาและศึกษา ไปด้วยกันอยู่เป็นปกติ เป็นวิถีชีวิตประจำวันหรือวัฒนธรรมการศึกษาพระพุทธศาสนาโดยปกติอยู่แล้ว จนต่อมาชั้นหลัง คณะสงฆ์ไทย ได้มาเน้นการศึกษาเฉพาะอย่าง โดยกำหนดเป็นหลักสูตรเฉพาะอย่าง อันเป็นเพียงแยกเอาส่วนหนึ่งส่วนเดียวของระบบไตรสิกขา ออกไปจัดระบบการศึกษาขึ้น แล้วให้ความสำคัญแก่ระบบเฉพาะนั้นมากจนเกินพอดี ทำให้สมดุลทางการศึกษาไตรสิกขาเสียหายไป ระบบการศึกษาสงฆ์ก็เตลิดไปไกลจากไตรสิกขา แล้วไปให้ความสำคัญแก่หลักสูตรเหล่านั้นมากเกินไปยิ่งกว่าตัวระบบแม่ คือไตรสิกขา จนกระทั่ง นานเข้า กลับเป็นระบบการศึกษาที่นำนักศึกษาหลงไปนอกทางมรรคผลนิพพาน คือ มิได้จัดการศึกษาเพื่อที่มุ่งหมายไปสู่ความพ้นทุกข์หรือมรรคผลนิพพานแต่อย่างใด  มิได้มีจุดมุ่งหมายที่จะสนองการพระพุทธศาสนาที่แท้จริงเลย หากแต่เป็นเพราะเขาตีคุณค่าให้จากปริญญา จากประกาศนียบัตร หรือจากเปรียญธรรมนั้น ๆ เป็นเหตุให้ได้รับราชการสงฆ์ มีสมศักดิ์หรือยศศักดิ์ต่าง ๆ ให้ได้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ไม่ว่าทางการคณะสงฆ์เอง หรือทางโลก มีทาง ไปในอาชีพต่าง ๆ อย่างฆราวาสวิสัยผู้เสพกาม การจูงใจในการศึกษาที่แท้จริงจึงไม่มีขึ้นในระบบการศึกษาเฉพาะทางดังกล่าวนั้น หากแต่การจูงใจที่แท้จริงกลับเป็นการใฝ่ต่ำ คือมิได้ใฝ่สูง ไปสู่ระดับโลกุตระ แต่ใฝ่ที่จะอยู่อย่างโลก ๆ มิได้เห็นความเป็นมลทินของโลกธรรมทั้งหลาย การศึกษาเช่นนั้น ๆ จึงมิได้ตรงเป้าหมาย ของการศึกษาที่แท้จริงของพระพุทธศาสนา กลายเป็นปัญหาสำคัญของระบบสงฆ์อยู่ในปัจจุบันนี้ 
          เพราะฉะนั้น การปฏิรูปการศึกษา จึงเป็นวิถีทางแก้ไขปัญหาคณะสงฆ์ไทยโดยตรง โดยจะต้องเน้นการศึกษาระบบเดิม คือไตรสิกขามากขึ้นจนเป็นสายหลักของการศึกษาของคณะสงฆ์ และให้คุณค่าของไตรสิกขาสูงยิ่งกว่าการศึกษาใดใดในระบบสงฆ์ และครั้นเมื่อจะต้องพิจารณากำหนดเป็นหลักสูตรการศึกษาไตรสิกขาขึ้นมา ก็ต้องประสบความลำบากเนื่องจากไม่เคยมีการริเริ่มมาก่อนไม่เคยคิดมาก่อนว่า หลักสูตรไตรสิกขาควรจะเป็นอย่างไรสำหรับสังคมยุคใหม่ เราจึงน่าจะมาลองพิจารณากันดูว่า ไตรสิกขานั้น เมื่อจำเป็นต้องปฏิรูปฟื้นฟูขึ้นมา ควรที่จะมองสาระสำคัญ ๆ อะไรบ้าง จึง สามารถนำนักศึกษาไปสู่เป้าหมายสูงสุดของการพระพุทธศาสนา คือมรรค ผล นิพพาน ได้
          ศีล สมาธิ ปัญญา ไตรสิกขา ส่วนต้นที่กล่าวมาแต่คราวที่แล้ว นั้น เป็นส่วน การเรียนรู้และการฝึกหัด (คำว่าสิกขา ตามความหมายของการศึกษา ย่อมไม่หมายถึงเฉพาะภาคทฤษฏี แต่หมายถึงภาคปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธตรงกับความหมายการศึกษาฝ่ายโลก ที่หมายถึง
บทเรียนและแบบฝึกหัด คือ เรียนบทเรียนแต่ละบทไป ตั้งแต่ง่ายไปหายากและเมื่อเรียนบทเรียนแต่ละบทแล้วก็มีแบบฝึกหัด เพื่อฝึกหัดคิดแก้โจทก์ปัญหาที่เกี่ยวกับบทเรียนนั้นให้เกิดความแตกฉาน เป็นการเรียนรู้ทฤษฏีแล้วนำไปปฏิบัติ ฝึกหัด แก้โจทก์ต่าง ๆเพื่อให้เกิดความรู้แตกฉานเข้าใจในเรื่องราวแต่ละบทแต่ละเรื่องจริง ๆ) บทเรียนและแบบฝึกไตรสิกขาที่เป็นพื้น ๆ ที่พุทธบริษัททั้งหลายสามารถทำความเข้าใจและฝึกปฏิบัติไปด้วยตนเองอย่างง่ายดาย สมาธิ ระดับที่คนทั้งหลายน่าจะปฏิบัติได้ง่าย ได้แก่การปฏิบัติในรูปแบบแล้วทำ กาย วาจา และ ใจให้สงบลงได้ นิ่งได้ แต่ในระดับที่สูงขึ้นไปย่อมมีการฝึกฝนเป็นพิเศษ และมีอุบายหรือเทกนิคในแต่ละเรื่องราวหรือขั้นตอนนั้น ๆ ในเรื่องศีล ในขั้นตอนต้น ๆ ก็ ปฏิบัติไปได้เรื่อยๆ แต่ในขั้นก้าวหน้าก็จำเป็นต้องมีอุบายหรือเทกนิคในการปฏิบัติเช่นเดียวกับ ระดับปัญญาสิกขา
          แต่ดังได้กล่าวมาแล้วว่าการศึกษา 3 นี้ แต่เดิมมาได้อยู่ในการศึกษาของมวลชนคือคนทุกหมู่กลุ่มต่างก็มีการศึกษาไตรสิกขามาด้วยกัน ทั้งฝ่ายพระภิกษุสงฆ์และฝ่ายคฤหัสถ์นั่นก็คือวางระบบไตรสิกขาให้อยู่ในวิถีชีวิตประจำวันเป็นวัฒนธรรมที่อยู่กับมวลชนมาโดยตลอดดังจะเห็นจากความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับบ้าน ที่มีความใกล้ชิดกันมาโดยตลอดทุกเรื่องราวทุกกรณีปัญหา เรื่องพื้น ๆ ไปจนถึงเรื่องเฉพาะเช่นการจัดงานปฏิบัติธรรมกรรมฐานของหมู่สงฆ์ ที่วัดใดวัดหนึ่งจัดขึ้นก็ดี จะพบว่าไม่ใช่มีแต่หมู่สงฆ์เท่านั้นที่มาร่วมในการปฏิบัติธรรมกรรมฐาน หากแต่จะเห็นมีอุบาสก อุบาสิกา นุ่งขาวห่มขาวมาแวดล้อม และฆราวาสญาติโยมทั้งสิ้นในละแวกสังคมนั้นมาแห่ห้อม บวชชีถืออุโบสถศีล ทำวัตรต่าง ๆ บ้าง มาสมาทานศีล ทำบุญทำทานบ้าง ด้วยเสมอไป โดยมีการจัดแบ่งหน้าที่ของแต่ละคนแต่ละหมู่อย่างเด่นชัด และสอดคล้องกันอย่าง เป็นธรรมชาติ ไตรสิกขาจึงจัดเป็นระบบมวลชนศึกษาโดยแท้จริง และวิถีชีวิตทุกอย่างพยายามวางไว้ให้เป็นการเอื้อประโยชน์แก่การศึกษาไตรสิกขาทั้งสิ้น โดยเฉพาะวิถีชีวิตประจำวัน หรือสิ่งที่เรียกว่า ธรรมเนียมปฏิบัติของหมู่สงฆ์ในวิถีชีวิตประจำวันก็ดี ได้พยายามให้ธรรมเนียมปฏิบัติในวิถีชีวิตประจำวันและสอดคล้องวิถีทางไตรสิกขาทุก ๆ อย่าง แต่ต่อมาเมื่อไตรสิกขาถูกละเลย ความเข้าใจเรื่องวิถีทางปฏิบัติได้ลดน้อยถอยลงไป ความจัดเจนในการศึกษาไตรสิกขา ลดน้อยถอยลงไป ก็เป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไป โดยมีสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมยุคใหม่เข้ามาในสังคมมากขึ้น หมู่สงฆ์และบริษัท 4 ก็เดินไปตามวิถีทางชีวิตสามัญใหม่ นั้นโดยไม่เข้าใจผลร้ายผลเสียหายใดใด ก็พลอยเปลี่ยนแปลงวิถีทางชาวพุทธไปตามชาวต่างประเทศ ไปตามอิทธิพลของวิถีทางชีวิตสมัยใหม่ เป็นเหตุให้การศึกษาไตรสิกขาลดหย่อน คลายความสำคัญลงไปเรื่อย ๆ เพราะวิถีชีวิตหลายอย่างหลายวัฒนธรรม ได้เปลี่ยนแปลงไป ในทางที่ไม่เอื้อไม่สนับสนุนการศึกษาไตรสิกขา 

        ในระยะปัจจุบันนี้มีธรรมเนียมบางอย่างของพระภิกษุสงฆ์ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปตาม

วิถีชีวิตของสังคมยุคใหม่ที่เห็นชัดเจนขึ้นเป็นลำดับก็คือธรรมเนียมการฉันภัตตาหารของพระภิกษุสงฆ์ โดยปกติแล้วพระภิกษุสงฆ์จะมีธรรมเนียมการฉันในที่ฉัน ในที่ฉันนั้นจะปูลาดอาสนะลงกับพื้นราบ พระภิกษุสงฆ์ จะเปลี่ยนอริยาบถจากการนั่งพับเพียบ มาเป็นนั่งขัดสมาธิแล้วลงมือฉันภัตตาหารไปจนเสร็จภัตกิจ จึงจะกลับมาอยู่ในอริยาบถนั่งพับเพียบอีกทีหนึ่ง นี่เป็นธรรมเนียมมาแต่ดั้งเดิมที่เอื้อแด่การศึกษาไตรสิกขา โดยปกติพระภิกษุสงฆ์เมื่อนั่งฉันจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ในเวลา ประมาณนั้น นั่นเป็นเวลาที่จักฝึกการนั่งสมาธิไปด้วย ทางฝ่ายบริษัท 2 อุบาสกอุบาสิกาก็เอาอย่างพระภิกษุสงฆ์เช่นกัน นั่นคือ ก็จะถือธรรมเนียมการนั่งสมาธิรับอาหารกันเป็นพื้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับอาหารในวัด หรืออาหารที่เหลือจากภัตกิจแล้ว ซึ่งนับว่าเป็นการจัดการอย่างฉลาดให้การศึกษาไตรสิกขา ไปกับวิถีชีวิตประจำวันของหมู่สงฆ์ได้เป็นอย่างดี 

          แต่บัดนี้แบบธรรมเนียมการฉันภัตตาหารของหมู่สงฆ์กำลังจะเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง มีสาเหตุมาตั้งแต่มีการถวายภัตตาหารที่ประณีต มาจากภัตตาคารเป็นพื้น และภัตตาคารก็จัดการเปลี่ยนระบบการฉันของพระภิกษุเสียใหม่ ให้เป็นการนั่งฉันบนโต๊ะเก้าอี้ พระสงฆ์ก็นั่งฉันอาหารประณีตนั้นบนเก้าอี้มิได้นั่งสมาธิกับพื้นเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป นานเข้าความนิยมนั่งเก้าอี้ฉันก็เริ่มผายแผ่ออกไป จนกระทั่งกลายเป็นค่านิยมของความโก้เก๋ในหมู่ภิกษุ ถือว่าเป็นระดับไฮคลาสของนักบวชด้วยช้ำ เดิมก็เริ่มจากระดับสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ ๆ ในกรุงในเมือง ในพระผู้มีสมณศักดิ์และตำแหน่งสูง ๆ ในวงการสงฆ์ด้วยช้ำ เวลามีการประชุมใหญ่ ๆ พระชั้นผู้ใหญ่ ๆ ก็จัดการเลี้ยงสมกับความใหญ่ของท่าน ๆ การตั้งโต๊ะเลี้ยงอาหารจากภัตตาคารที่มีชื่อเสียงก็เริ่มขึ้น และพระสงฆ์ก็มีแต่กระหยิ่มยิ้มย่อง หาได้พิจารณาอะไรที่มาถึงตนด้วยปัญญาไม่ จึงเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธรรมเนียมสงฆ์นี้โดยเริ่มจากพระชั้นผู้ใหญ่นั่นเอง และ หน่วยราชการที่เกี่ยวกับการคณะสงฆ์อันเป็นฝ่ายฆราวาสญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาก็พลอยถืออย่างไปตาม แต่นั่นแหละ เป็นการพร่าผลาญประโยชน์ทางการศึกษาไตรสิกขาไป อย่างน่าเสียดาย ต่อมาหมู่สงฆ์ทั้งปวง ก็พลอยเห่อเหิมตาม ไปด้วยทั้งหมด น่าเสียดาย ทั้ง ๆ ที่มิได้เห็นความเป็นสมณะอย่างไร จากการนั่งฉันแบบฆราวาสเช่นนั้น จึงน่าจะมาพิจารณากันใหม่ ให้เห็นความจริงในธรรมเนียมของหมู่สงฆ์ ว่าท่านมีความประสงค์มุ่งหมายอย่างไรเพื่อประโยชน์อะไรให้ชัดเจน แล้วช่วยกันดำรงธรรมเนียมอันดีอันเอื้อประโยชน์นั้นไว้ และที่จริง การจัดให้เป็นไปตามธรรมเนียมสงฆ์นั้น โดยแบบฉบับของธรรมเนียมสงฆ์ในทุกเรื่อง ก็เป็นเรื่องที่ให้เป็นไปโดยง่าย โดยสมถะอยู่แล้ว เพราะทุก ๆ แบบใน ธรรมเนียมสงฆ์มีลักษณะสันโดษอยู่แล้วโดยตลอดไป หากมีการจัดเลี้ยงใหญ่ ทำบุญเลี้ยงภัตตาหารขนาดใหญ่ งานก็น่าจะง่ายลงไปมาก ๆ หากจัดแจงจัดการให้เป็นไปแบบธรรมเนียมสงฆ์ คือปูพื้น วางอาหารเครื่องดื่มลงบนพื้น ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาจัดการ จัดหาเครื่องมือเครื่องใช้พิเศษเช่นเรื่องโต๊ะ เก้าอี้ ผ้าปู ฯลฯ แล้วนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ทั้งนั้นกระทำภัตกิจของท่านตามธรรมเนียมของสงฆ์คือนั่งขัดสมาธิฉันภัตต์ ก็จักดำรงธรรมเนียมอันเอื้อประโยชน์ต่อไตรสิกขาเป็นอย่างดี การแหวกธรรมเนียมออกไปจากระดับหมู่สงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ ก็จักพลอยเป็นตัวอย่างให้หมู่สงฆ์ในชนบทบ้านนอก พลอยเอาอย่างตามไปด้วย ผลเสียหายโดยรวมย่อมมหาศาลยิ่งนัก จึงควรต้องรีบจัดการแก้ไขให้กลับมาสู่ธรรมเนียมเดิม ในการประชุมนักเรียนนักศึกษาสงฆ์ หรือการจัดการประชุมหรือกิจกรรมใดใดขององค์กรทางพระพุทธศาสนาหน่วยราชการเช่นกรมการศาสนา ก็เช่นเดียวกัน น่าจะพิจารณาจัดการกับปัญหานี้ให้ถูกธรรมเนียมสงฆ์ ส่วนการที่จะจัดการให้เรียบร้อยน่าดูน่าชมน่าเลื่อมใส่อย่างไรนั้นต้องค่อยคิดพิจารณาจัดการไปในรูปรวมทั้งหมดของกิจกรรมด้วย เช่นหากเป็นการสร้างอาคารเรียนใหม่ สร้างที่ประชุมใหม่ ฯลฯ ก็ดี ก็ควรพิจารณาออกแบบให้เข้ารูปของการศึกษาไตรสิกขา จัดที่เรียน ห้องเรียน หรือที่ประชุมให้สามารถนั่งราบเรียนได้ ประชุมกันได้ เป็นต้น และแน่นอนในหลักการนั้น น่าที่จะคำนึงว่าวิถีชีวิตที่เอื้อแด่การศึกษาไตรสิกขานั้น จำเป็นที่จะพิทักษ์รักษาเอาไว้ ไม่พร่าผลาญ ประโยชน์ไปเสียโดยไร้เหตุผล ทั้งนี้ เพราะไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา นั้น มิใช่บทเรียนหรือการศึกษาที่จักได้ผลสำเร็จมาจากความมักง่าย ความสะดวกสบาย แต่ด้วยความพยายามตั้งใจทุกวิถีทางเพื่อที่จะหาทางเอากำไรหรือข้อได้เปรียบทางการศึกษาให้ได้ทุกอย่าง ตลอดเวลาของวิถีชีวิตประจำวัน ท่านจึงได้กำหนดให้วางวิถีชีวิตประจำวันทุกอย่างให้เอื้อ ประโยชน์แด่การศึกษาไตรสิกขาอย่างกลมกลืน ดังได้เห็นชัดเจนในธรรมเนียมปฏิบัติเรื่องต่าง ๆ ของหมู่สงฆ์มาแต่ดั้งเดิม
          ในคราวที่แล้ว ได้ให้ความหมายและแนวทางปฏิบัติของ ศีล สมาธิ ปัญญาไว้ ระดับหนึ่ง อันเป็นระดับ เบื้องต้น ที่น่าจะง่ายดายสำหรับคนทั่วไปที่จะประพฤติปฏิบัติได้ นั่นก็คือ ระดับศีล นั้น พยายามประพฤติละเว้นไป เป็นข้อ ๆ ตามขนาดของศีล เริ่มตั้งแต่ศีลแม่บทคือ ศีล 5 ก็พยายามให้ละเว้นให้ได้ คือ
          ข้อที่ 1 ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ เริ่มแต่สัตว์มนุษย์ ให้ให้ความสำคัญที่สุดก่อน ทำอย่างไรในชีวิตเราทั้งสิ้นนี้ จะละเว้นได้ว่าเราจะไม่ฆ่ามนุษย์เลย และในหมู่มนุษย์ ก็มีมนุษย์พิเศษที่สูงสุดที่ต้องละเว้นก่อนคือ บิดา มารดา ผู้มีพระคุณต่อแผ่นดิน คือเจ้าฟ้า พระมหากษัตริย์ บรรพชิต โดยเฉพาะพระอริยสงฆ์ เป็นต้น อย่า แม้กระทั่ง ความคิดอกุศลต่อท่านเหล่านี้ ต่อมาก็ละเว้นแก่สัตว์ใหญ่ ๆ สัตว์ที่มีบุญคุณต่อมนุษย์ และต่อสังคม ต่อธรรมชาติทั้งปวง เช่นช้าง วัว ควาย ปลาในฤดูที่มีการวางไข่ หรือสัตว์ที่อยู่ในฤดูแพร่พันธ์ สัตว์ที่หายาก เป็นต้น สัตว์เหล่านี้ต้องละเว้นให้ได้ ก่อน อย่าฆ่า 
          แล้วต่อไปก็เพิ่มมาตรการละเอียดของศีลลงไปอีก คือ นอกจากละเว้นการฆ่าแล้วต้องไม่ประทุษร้ายเขา ไม่ทั้งทางกาย ทางวาจา และใจที่คิดประทุษร้าย ไม่ทำให้เขา ๆ เหล่านั้นเสียใจเสียหาย ได้รับความทุกข์ หรือภัย ประการใดใด ให้ศีลข้อนี้บริสุทธิ์ โดยถือคติว่า แม้ชีวิตของเรา ๆ ก็รัก ฉันใด ชีวิตของคนอื่นๆ เขาก็รัก ฉันนั้น ต่อไป
         
ข้อที่ 2. ละเว้นจากการลักขโมย นับแต่ของที่คนอื่นเขาหวงแหนที่สุดปานดวงตาลงไป ของที่มีคุณค่าทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ อย่าพรากสิ่งที่รักของเขาไปจากเขา โดย ถือคติว่า แม้ของ ๆ เรา ๆ ก็หวงฉันใด ของ ๆ คนอื่น ๆ ก็หวงเช่นนั้น ต่อไป 
          ข้อที่ 3. ถือเอาการมีชีวิตคู่แบบผัวเดียวเมียเดียว พ้นจากนี้แล้วไม่ควรไปละเมิด นับแต่อย่าไปเกี่ยวข้อง กับหญิงหรือชายที่เขามีเจ้าของแล้ว ละเสียชื่งความพยายามที่จะก่อ จะสานให้เรื่องราวเป็นไปในทางที่ไม่ชอบธรรมเสีย โดยคำนึงโทษที่จะเกิดขึ้นภายหลังอย่างมากมายหลายด้าน ต่อไปก็ระวังเรื่องลูกเขา อย่าพยายามในเรื่องเช่นนี้ หนุ่ม ๆ สาว ๆ อย่าเพิ่งชิ่งสุกก่อนห่าม ไม่มัวเมาในราคะตัณหา กามารมณ์ อบายมุขทั้งสิ้น ให้เห็นสมบัติที่หวงแหนของคนอื่นแม้นเหมือนของตัวเอง คือเห็นใจคนอื่นเขา ใจเขาใจเรา ของที่เขาหวงเช่นไร ของที่เราหวงก็เช่นนั้น 
          ข้อที่ 4 ต้องรักษาคำพูด มี 4 อย่างคือ คำพูดโกหก คำพูดหยาบคาย คำพูด เพ้อเจ้อ และ คำพูด ส่อเสียด อย่าให้มีขึ้น โดยถือคติว่าอย่าโกหกตัวเอง เมื่อแม้แต่ตัวเองยังโกหกตัวเองแล้ว ก็ย่อมจักโกหกผู้อื่นได้ทำได้อย่างนี้ ชีวิตจึงจะก้าวหน้า มีพลัง มีศักดิ์ มีคนนิยม เชื่อถือในวาจา ยกย่องให้เป็นใหญ่ 

          ข้อที่ 5 เครื่องดองของเมาต้องละเว้น นับตั้งแต่ยาเสพติดทุกชนิดเป็นต้นไปจนถึงบุหรี่ รวมทั้งเครื่องดื่มที่มีผลในการบำรุงหรือกระตุ้นราคะตัณหา ที่คนนิยมกามบริโภค

          แล้วศีลทั้งหลาย ก็ออกไปจากศีล 5 ข้อนี้ แม้ศีล 227 ของพระภิกษุสงฆ์ก็มาจากศีลแม่คือศีล 5 นี้นั่นเอง และการปฏิบัติที่เป็นเบื้องต้น ที่ควรประพฤติปฏิบัติให้ได้เป็นสากล ก็เพียงคำสองคำคือคำว่า มีศีล มีสัตย์ เน้นคำว่ามีสัตย์ หมายถึงรักษาคำพูดให้ได้ ให้ซื่อสัตย์ต่อตัวเองให้ได้ และให้รู้จักการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพราะศีลทุกข้อ จักนำไปสู่ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันทั้งสิ้น จนในที่สุดเห็นว่า เพื่อนมนุษย์ ล้วนเป็นเพื่อนที่ร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน มีความเสมอภาคกัน ไม่มีใครอยู่เหนือความตายไปได้ ข้อนี้จะเป็นทางแห่งความก้าวหน้าในศีล ชั้นสูง แม้พระราชาในสมัยก่อนก็จะต้องถือศีล สัตย์ ให้เคร่งครัด จนมีคำกล่าวว่า หน่อกษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ 
         
ในหมู่ประชาชนก็ถือคำว่า เสียชีพอย่าเสียสัตย์ เยี่ยงคนจริง ๆ เช่น พันท้ายนรสิงหเป็นต้น
          ศีลในระดับที่ยากขึ้นไป จนสามารถไปเชื่อมต่อนามธรรม คือมรรคผลนิพพานได้ ตามบาลีว่า สีเลน นิพพุตึยนฺติ คนเราจะถึงนิพพานได้ด้วยศีล นั้น จำเป็นต้องประพฤติตนเคร่งครัดในศีลทุกข้อให้ได้ 
         
ในฐานของบรรพชิต การรักษาศีลย่อมเป็นหน้าที่ เพราะเมื่อได้อาศัยจัดการเรื่อง ปัจจัย 4 ให้ขึ้นกับ ผู้อื่นคือชาวบ้านได้แล้ว ก็จะเปิดโอกาสให้ได้อย่างเต็มที่ในการรักษาศีลให้บริสุทธิ์ได้ หากแต่ทุกวันนี้แม้มีหน้าที่โดยตรงได้โอกาสอันเต็มพร้อมสมบูรณ์ที่จะประพฤติศีลให้บริสุทธิได้อย่างเต็มที่ แต่พระภิกษุสงฆ์และสามเณร ก็มักจะละโอกาสนั้นไปเสียตาม ๆ กัน และ มักมีเหตุผลสำหรับการหลีกเลี่ยงการประพฤติละเว้นศีลต่าง ๆ เช่นศีล 10 ก็มักจะมีเหตุผลสำหรับละเว้นข้อที่ 6 (รับอาหารเวลาวิกาล) บ้าง ข้อที่ 7 (ดูละครฟ้อนรำขับร้องประโคมดนตรี)บ้าง อยู่ตลอดเวลา ในที่สุดก็ทำลายตนเอง โดยทำลายอุปนิสัยที่ใฝ่ในมรรคผลนิพพานเสีย และไม่ได้ ฝึกสร้างอุปนิสัยอันดีงามที่เป็นพื้นฐานสำหรับมรรคผลเลย 
         
ทางที่ถูก ต้องรำลึกว่า การฝึกสร้างอุปนิสัยแห่งศีลที่บริสุทธิ์มั่นคงไม่ด่างพร้อยนั้นก็คือ ต้องสร้างอุปนิสัยความเป็นนักสู้ขึ้นมาเสียแต่เด็ก ๆ ถือว่าการที่จะอยู่ในระเบียบวินัยให้ได้นั้นเป็นสิ่งที่ประเสริฐ เป็นวิถีทางวีรบุรุษเยี่ยง ทหารหาญ และจะค่อยเสริมสร้างจิตใจที่มั่นคง เข็มแข็ง มีพัฒนาการไปในทางที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น มีความเข้มข้นในความ เป็นนักสู้ยิ่งขึ้น สิ่งที่ฝึกจิตหรือแบบฝึกหัดที่สำคัญก็คือ ฝึกสู้กับอบายมุข ต่าง ๆ นับแต่ อบายมุข 4 สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร และ อบายมุข 6 ได้แก่ ดื่มน้ำเมา คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านทำการงาน เที่ยวกลางคืนเที่ยวดูการเล่น และ เล่นการพนัน เหล่านี้ พุทธบริษัท ภิกขุ สามเณรจะต้องฝึกหัดเอาชนะให้ได้ ต้องหมั่นตรวจสอบดูอยู่เสมอ ๆ เมื่อสามเณรเอาชนะอบายมุขทั้งหลายได้จิตใจย่อมยกระดับความเข้มแข็งขึ้นมาได้ อีกระดับหนึ่ง และ เหมาะสำหรับการต่อสู้รักษาศีล 10 ศีล 227 ให้บริสุทธิไม่ด่างพร้อยอีกต่อไป 
         
ในการรักษาศีลให้บริสุทธิ์ บางครั้งก็จำเป็นต้องมีอุบายอันเฉลียวฉลาดประกอบด้วย เช่นสามเณรหรือ พระนวกะ มักจะพ่ายแก่ศีลข้อที่ 6 -7 ก็ใช้อุบายประกอบ ครูบาอาจารย์ นั่นเอง ย่อมบอก อุบายวิธีการต่อสู้เอาชนะให้ได้ เช่น เมื่อเกิดความหิวขึ้นมาในเวลาเย็น ๆ ค่ำ ๆ ให้ดื่มน้ำแทนเข้าไปมาก ๆ หัดอุปนิสัยดื่มน้ำสะอาดมาก ๆเอาไว้ แล้วเข้านอนเสียแต่ เวลาไม่ดึกนัก ไม่ควรจะเกิน 21.00 น. เป็นอย่างดึก เมื่อชำนาญในการดื่มน้ำแก้ความหิวแล้ว ต่อไปให้หัดกินอากาศแทนความหิว นั่นก็คือ ออกไปในที่ อากาศบริสุทธิ์ แล้วอ้าปากกลืนกินอากาศเข้าไปในท้อง ทำความรู้สึกให้เกิดขึ้นว่า กำลังกลืนกินอาหารทิพย์ ทำบ่อย ๆ จนเป็นอุปนิสัย หรือหากจะสามารถเจริญ อาณาปานสติภาวนา คือหัดดูลมหายใจเข้าออกจนชำนาญจับลมได้ทั้งลมเข้า ลมออกจนเป็นนิสัยตั้งแต่เด็ก ๆ ก็จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกัน ต้านทานอำนาจฝ่ายชั่วที่เข้ามาโจมตี ก็สามารถตั้งตัวได้ จนสามารถรักษาศีลให้บริสุทธิ์ได้ 
          เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จะค่อยพอกพูนความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความภาคภูมิใจในตนเองไปตามลำดับ มีความเข้มแข็งเกิดขึ้นมา ใจ มีความเป็นนักสู้ที่มีความชำนาญการต่อสู้ รู้อุบายหรือวิธีการหลายหลากที่จะเอาชนะสิ่งชั่วในดวงใจให้ได้ รู้วิธีที่จักสร้างความทรหดอดทนทางฝ่ายกายฝ่ายใจ และรู้อุบายวิธีการที่จักยืนหยัดไม่ยอมแพ้พ่ายให้แก่สิ่งชั่วในดวงใจให้ได้ ไปเช่นนี้ระยะหนึ่ง ในที่สุดก็จะสามารถบรรลุความรู้แจ้งเบื้องต้น คือ เห็นจริงเห็นแท้ด้วยตนเองใน สัจธรรมข้อสำคัญว่า ความเป็นไปของฝ่ายกายด้วยประการใดก็ตาม ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม นั้น แท้ที่จริงเป็น เพราะสภาพจิตใจต่างหาก หากสภาพจิตใจเราประณีต เข้มแข็ง ก็จะสามารถควบคุมบังคับบัญชาการเป็นไปฝ่ายกายได้ จะสั่งมือสั่งเท้า สั่งอวัยวะ ความนึกคิดประการใดย่อมได้ด้วยใจ กายเกิดประพฤติชั่วก็เพราะคุณภาพใจขณะนั้น ใจสั่งใจอนุญาตหรือการที่สภาพจิตใจบกพร่องไปนั่นเอง 
          ในขณะเดียวกัน จะให้กายดำรงศีล อยู่ในกรอบอันบริสุทธิ์ของศีล อยู่ในคุณงามความดี ก็เพราะจิตใจสั่งบังคับบัญชาเอาไว้ เพราะสภาพความเข้มแข็งของจิตใจที่เพียรสร้างเสริมขึ้นมาตลอดเวลาไม่หยุดหย่อน จนได้คุณภาพเด็ดขาดขนาดนี้ ได้ดั่งนี้ นั่นหมายถึงการเข้าใจเห็นแจ้งด้วยตนเองในสัจธรรมที่เรียกว่า
จิตใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว บรรลุความรู้แจ้งสัจธรรมขั้นต้น ตามพระบาลีว่า 

          มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา,
          มนสา เจ ปทุฏเฐน ภาสติ วา กฺโรติ วา
          ตโต นํ ทุกขมเนวฺติ จกฺกํว วหโต ปทนฺติ

          ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นสภาพถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ เสร็จแล้วด้วยใจ 
          ถ้าบุคคลมีใจชั่วแล้ว พูดอยู่ก็ตามทำอยู่ก็ตาม (ก็ตาม) 
          เพราะความชั่วนั้น ทุกข์ย่อมตามบุคคลผู้นั้นไป 
          ดุจล้อตามรอยเท้าแห่งโค ผู้นำแอกไปอยู่ ฉะนั้น.
 
          ( *** สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ ทรงแปลในหนังสือ ธรรมวิจารณ์ 2501 ) 

          เมื่อผ่านการต่อสู้กับความชั่วมีอบายมุขอันเป็นมาร หรือสงครามกิเลสมาจนสามารถรักษาศีลให้บริสุทธิ์ได้ ด้วยการสร้างสภาพแห่งใจให้เข้มแข็งขึ้นมาเหนือสภาพกาย เอากายอยู่ใต้คำสั่ง ได้แล้วเช่นนี้ จิตวิญญาณภายในย่อมบริสุทธิ์ และจะมองเห็นด้วยสมาธิตรวจสอบดู จะเห็นนามธรรม หรือนามกาย หรือธรรมกาย ซ้อนอยู่กับรูปกายอันเป็นกายเนื้อของเราอีกกายหนึ่ง นามกายนี้จะเป็นเจ้าชีวิต มีอำนาจ เข้มแข็ง มีอำนาจบังคับบัญชารูปกายได้อย่างเฉียบขาด เสมือนคนมีสองร่าง คือร่างทิพย์ที่ควบคุมกายอยู่และคือส่วนที่จะนำพาปฏิบัติศีลให้บริสุทธิ์ได้ทุกข้อ ๆ และพาปฏิบัติแต่ความดีโดยส่วนเดียว จิตใจจักน้อมไปสู่การประพฤติธรรม ตามธรรมข้อสำคัญ ๆ ของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมงคล 38 ประการ ก็จะพยายามตรวจสอบตนเองว่ามีครบทั้ง 38 ข้อ หรือไม่ เพียงไหน ขาดตกบกพร่องไปข้อใดบ้าง ถ้าเป็นอุบาสกอุบาสิกา ก็จะสามารถ รักษาศีล 5 -8 ได้บริสุทธิ์มีธรรมเมตตามาก มีกรุณามาก มีทานบริจาคมาก ถ้าเป็นสามเณร รักษาศีล 10 บริสุทธิ์ได้ จะมีความจำดี มีจิตใจอ่อน มีคารวะธรรมมาก ถ้าเป็นพระภิกษุ ผู้บรรลุสัจธรรมระดับนี้ ก็จะสามารถรักษาศีลพรหมจรรย์ ทั้ง 227 ข้อได้ บริบูรณ์ จะเป็นผู้ขวนขวายในการประพฤติธรรม ทรงธรรมเป็นอันมาก 
          นี่เป็นศีลระดับสูง ที่ควรเรียกว่า ศีลใจ มีใจเป็นเจ้าชีวิต มีใจเป็นผู้นำ มีใจเป็นหลัก และเอาจิตใจนั้นเองเป็นผู้นำรักษาศีลให้บริสุทธิ์ และระดับนี้เองที่สามารถเชื่อมเข้ากับมรรคผล นิพพาน สามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ เมื่อสามารถทำนามธรรม นามกาย ธรรมกาย ให้ปรากฏขึ้นมาได้อย่างสะอาดผ่องแผ้ว บริสุทธิ์ด้วยศีลบริบูรณ์ อันหมายถึงจิตใจสะอาดบริสุทธิ์บริบูรณ์ไม่ด่างพร้อย ก็ย่อมสามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ 

          ข้อสรุปในบทเรียนนี้ก็คือ ศีล ระดับทั่วไป สิ่งที่ต้องการให้ทำก็คือ การรักษาศีลด้วยกาย จะต้องฝึกหัดการต่อสู้กับความชั่ว เอาชนะความชั่วให้ได้ด้วยความดี จนได้อุปนิสัยเป็นนักสู้นักรบ และได้ความภาคภูมิใจเราเอง ว่า เราเป็นนักสู้ เป็นนักรบ เป็นวีรบุรุษแห่งสงครามกิเลส ให้กายอยู่ในศีลให้ได้ก่อน และให้ผลเกิดขึ้นที่ความเย็นกาย สบายใจ ให้รู้จักการมองความทุกข์ยากลำบากของผู้อื่นจนเกิดความเห็นใจผู้อื่น เห็นอกเห็นใจสัตว์อื่น ๆ พอ ๆ กับ
ความเห็นอกเห็นใจเราเอง ให้เห็นความทุกข์ของผู้อื่นเสมอความทุกข์ของเรา รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เอาใจเราไป ใส่ใจเขา มีเมตตาจิตสูง 
          ในขณะเดียวกันไม่ยอมเสียความสัตย์ ต้องถือคติ เสียชีพอย่าเสียสัตย์ หรือนิสัย ขัดติยะที่ว่า 
หน่อกษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ ให้ได้ ถ้าเป็นฆราวาส มีทานบริจาคสูง (มาชดเชยการละเว้นบางอย่างหรือศีลบางข้อซึ่งฆราวาสวิสัยไม่อาจทำได้) มีการรักษาศีลอุโบสถในวันสำคัญทางพระศาสนาหรือวันที่เปิดโอกาสแก่การประพฤติธรรม บ่อย ๆ และมีความเคร่งครัดสูง มีกิจวัตรเช่นการสวดมนต์ไหว้พระ สวดมนต์แปลเป็นประจำสม่ำเสมอ เท่าที่จะอนุญาตตนเองได้ในวิสัยฆราวาสเฉพาะตน ๆ 
          สำหรับ พระภิกษุ เมื่อวัยหนุ่มอยู่จักได้เปรียบทางปฏิบัติศีลอย่างเต็มที่ จักเห็นความปีติสุข ความแช่มช้าในอริยบถ ความสุภาพความจริงใจในไตรทวาร จนกว่าจักยกระดับแห่งศีล มาสู่สภาวะที่ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นเจ้าชีวิต ใจ เป็นผู้นำ ใจเป็นนาย สามารถสร้างนามธรรม นามกายหรือ ธรรมกาย ขี้นมาเป็นกายทิพย์สะอาดบริสุทธิ์ซ้อนอยู่ในกายเนื้อได้อีกกายหนึ่ง แล้วแสดงพลังอำนาจเฉียบขาดที่จะควบคุมบังคับบัญชาฝ่ายกายให้ปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีงาม และอยู่ในกรอบแห่งศีลได้อย่างไม่ด่างพร้อย จะเห็นความทอประกายการต่อสู้สูงจนไม่อาลัยแด่ร่างกายและความเป็นอยู่ ไม่คำนึงว่าความเป็นไปฝ่ายกายจักเป็นไปอย่างไร สวยงามขึ้นหรือขี้เหร่ลง อ้วนหรือผอม มีสง่าราศีหรือด้อยลงเช่นไร ไม่ สนใจทั้งสิ้น ไม่สนใจว่าคนจะกล่าวว่าตนอย่างไร ถ
          นั่นแหละหมายถึงการไปเชื่อมต่อได้กับมรรคผลนิพพาน ด้วยอานิสงส์ของศีลเองได้ และนั่นก็หมายความถึงพลังสมาธิที่เข้มแข็งได้เกิดขึ้น โดยอัตโนมัติ และเกิดการเชื่อมกันอย่างเป็น เนื้อเดียวกันระหว่างศีลกับ สมาธิ แล้ว กล่าวคือ ศีล ที่พัฒนาไป ก็จะส่งผลต่อการพัฒนาสมาธิ หรือ ฝ่ายสมาธิ เมื่อพัฒนาไป ก็จะส่งผลต่อการพัฒนาศีลด้วยโดยอัตโนมัติอย่างน่าพิศวง เพราะพลังงานภายในและภายนอกจะเฟื่องฟูมีประสิทธิภาพในการงานอย่างยิ่ง 
          ระดับนี้ เป็นงานการศึกษาศีลสิกขาระดับสุดยอด เป็นปฏิเวธของศีล การจักบรรลุผลสำเร็จระดับนี้ มีแต่ ความพยายาม ๆ ฝึกฝนการต่อสู้ไปอย่างไม่ละวาง โดยตลอดชีวิตมีลมหายใจอยู่ จึงจักสามารถบรรลุสำเร็จผลสุดยอดในศีลสิกขานี้ได้ 

          สมาธิสิกขา ระดับพื้น ๆ ที่ควรปฏิบัติได้โดยไม่ยากเย็นอะไรนัก สำหรับใครก็ตามเกิดมายืนอยู่บนผืนโลกนี้ ก็คือ การนั่งสมดุล (คือนั่งในท่าเข้าสมาธิ) ทำ กาย วาจา ใจให้สงบนิ่งได้ และรู้สึกสัมผัสด้วยตนเองว่ากายเรานิ่งได้ วาจา เรานิ่งได้ และใจเรานิ่งได้ จากนี้จักได้สัมผัสกับความมีจิตใจอยู่ภายในของเรา ได้เห็นว่ามีสองภาคคือภาคภายนอกกับภาคภายใน ในระดับชั้นต้นนี้ให้ได้เห็นว่า มีภาคภายในอันสงบตั้งอยู่ และพร้อมที่จะเลี้ยงบำรุงภาคภายในให้เติบโต เจริญไปได้เสมือนกับร่างกายภาคภายนอก เมื่อทำกาย วาจา ใจให้สงบ ภาคภายใน สงบลงแล้วได้ลิ้มรสของความสงบ ได้สุขจากความสงบขึ้นมานั่นบ่งบอกสัญญาณว่า สำเร็จสมาธิเบื้องต้น อันเป็นระดับพื้นฐานที่ทำได้ไม่ยากสำหรับคนทั้งหลายทุกคนแล้ว
          ในระดับที่ก้าวหน้า สมาธิจะนิ่งได้นาน ด้วยอานิสงส์ของสมาธิล้วน ๆ คือไม่ใช้มาตรการเสริมอื่น ไม่ว่ามาตรการเสริมจากศีลสิกขา หรือ ปัญญาสิกขา ซึ่งเป็นการฝึกโดยวิธีหรือมาตรการของ สมาธิเองเป็นการฝึกความเข้มแข็งของสมาธิโดยเฉพาะ โดยอุบาย เทกนิคของสมาธิ เช่นการบริกรรมคาถาต่าง ๆ การสวดมนต์ทำวัตรโดยต่อเนื่อง สม่ำเสมอ การฝึกปราณ หรือ อาณาปานสติภาวนา การเดิน เป็นต้น และด้วยอานิสงส์ของศีล ซึ่งจักเป็นพลังฐานของสมาธิที่สำคัญมากเป็นหลัก และบัดนี้ สมาธิจะสร้างตัวเองขึ้นมาเป็นห้องสำหรับอยู่พักอาศัยของจิต (เรารู้จัก คำว่าจิตแล้วตั้งแต่ผ่านการฝึกสุดยอดของศีลสิกขา คือรู้จักในนามภาคภายใน) เรียกว่า ภวังคจิต งานสร้างภวังคจิตเป็นขั้นตอนที่ยากขึ้น ในระดับสมาธิสิกขาจะต้องสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาก่อน ด้วยการพยายามฝึกหัดสมาธิต่อไป ให้มีอุบายต่าง ๆมาประกอบ เช่นการเลือกเวลา และสถานที่ สำหรับฝึกหัดสมาธิ เวลาใดที่สิ่งแวดล้อมอำนวยให้ เช่นอำนวยให้อากาศ เย็นสบาย แจ่มใส และสถานที่ที่สงบ ป่าเขา ป่าช้า เป็นต้น จักเร่งให้ผลสำเร็จในการสร้างภวังคจิตเป็นมีขึ้นได้เร็ว แต่คุณภาพแห่งภวังคจิตจักมีแตกต่างกัน คุณภาพ เบื้องต้นที่ต้องการคือ พอให้รู้ว่า จิตใจนี้มีที่สำหรับพัก และสามารถ เอาจิต (สิ่งที่เราเรียกตัวเราเองว่า เรา) เข้าไปพักได้ รูปธรรมที่ปรากฏก็คือ เมื่อเกิดความเหน็ดเหนื่อยหรือความเครียดจากการงานประจำวัน อาจเข้าสมาธิจิต ให้จิตเข้าไปพักในภวังคจิตนี้ได้แล้วจักหายคลายจากความเหน็ดเหนื่อย คลายจากความเครียดได้เช่นนี้เป็นรูปธรรมที่ให้ประโยชน์อย่างยิ่ง อันเป็น วิสัยปกติของพระผู้ชำนาญสมาธิทั้งหลาย และ เมื่อสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาได้ ฝึกหัดให้เกิดความชำนาญ เมื่อต้องการเข้าสมาธิ และเข้าสมาธิ ก็หมายความว่า เอาจิตใจเข้าไปพักอยู่ในภวังคจิตนี้ อุปมาเหมือนพระกรรมฐานผู้ชำนาญงาน โคจรเข้าไปพักในถ้ำเย็นสบายนั่นเอง 
          การสร้างห้องพักแห่งจิตหรือภวังคจิต จักเป็นงานสำคัญงานประณีต ในระดับ สมาธิสิกขา ฉะนั้นสภาพงานชั้นนี้จึงจัดว่า มีความยากและควรจัดว่ามีความยากอยู่ในระดับกลางของสมาธิสิกขา เพราะเมื่อได้เข้าร่องรอยของภวังจิตขึ้นมาแล้ว พยายามให้มั่นคงนิ่ง แล้วจัดทำความสะอาด ตกแต่ง ให้ภวังจิตนั่นโอ่อ่า โอฬาร เป็นที่อยู่อันสบาย เย็นหลังจากนี้ ภวังจิตเองยังจักสามารถพัฒนาไปได้อีกอย่างพิสดารที่สุดก็คือ การยกภวังคจิต ออกไปจากกายภายในไปอยู่ภายนอกกาย ณ ที่แห่งใดก็ได้ตามใจปรารถนาของเราโดยการแปรรูปภวังคจิตไปต่าง ๆ ซึ่งระดับนี้ก็คือคุณภาพของสมาธิชั้นสูงซึ่งจักเอื้อแด่ภาคปัญญาสิกขาอย่างเต็มที่ จักเป็นพื้นฐานสำคัญต่อไปอีกสำหรับสมาธิสิกขาชั้นสูง และเพื่อปฏิบัติงานของปัญญาสิกขาบางชนิด การสร้างภวังคจิต จักเป็นงานที่ง่ายเมื่อผ่านการต่อสู้ ในระดับสุดยอดของ ศีลสิกขามาแล้ว กล่าวคือ ศีลใจ หรือสภาวะแห่งนามกาย นามธรรมหรือธรรมกายได้เกิดขึ้น และมี มโนปุพฺพํคมาธมฺมา เข้าควบคุมฝ่ายกายไว้ได้เด็ดขาด จักง่ายในการสร้างภวังคจิต เพราะจะได้อานิสงส์จากศีลสิกขาไปสร้างภวังคจิตขึ้นทันทีอย่างเต็มที่ การศึกษาสมาธิมาถึงระดับสูงสุดนี้ จักสามารถไขความลับของสากลศาสนาได้มากมายหลายชั้นแล้ว
         
การพัฒนาก้าวหน้าในสมาธิสิกขา แท้จริง ก็จักเป็นไปตามที่พระคัมภีร์ว่าไว้ นั่นคือสมาธิจักค่อยนิ่งสงัดเข้มขึ้นจาก คณิกสมาธิ ก่อน แล้วพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ระดับอุปจารสมาธิ แล้วก้าวหน้าไปเป็น อัปนาสมาธิ เส้นทาง ของสมาธิแท้ ๆ จะเต็มไปด้วยนิมิตต่าง ๆ ปรากฏมา นับแต่ บริกรรมนิมิตร ระดับคณิกสมาธิ อุคหนิมิตร ระดับ อุปจารสมาธิ และปฏิภาคนิมิตร ระดับอัปนาสมาธิ นิมิตทั้งหลายเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่บ่งบอกความเก่ง บอกประสิทธิภาพของสมาธิ บอกความก้าวหน้าของการฝึกสมาธิ จะมีเป็นไปต่าง ๆ ถ้ามีสำนักครูบาอาจารย์สอนให้ยึดมั่นวิธีสมาธิเช่นนั้น ๆ ลูกศิษย์ก็จะทำนิมิตรเช่นนั้น ๆ ได้เหมือน ๆ กัน แต่ถ้าไม่กำหนดไว้แน่นอนว่าเป็นนิมิตรอะไร แบบไหน ก็จะกำหนดเอาเอง หรือไม่ก็เกิดขึ้นมาเอง ตามความนึกคิดของเรา คือแล้วแต่ว่าเราจะนึกให้เกิดภาพ อะไรขึ้นมาในภวังคจิต ถ้าสมาธิได้ระดับนิ่งสงัดพอ จะเกิดขึ้นทันที แล้วก็หมั่นฝึกฝนไป หากศีลสิกขามีประสิทธิภาพมาแต่เดิม การเกิดของนิมิตรจะเร็วและชัดเจนมาก คอยสังเกตจากการเปลี่ยนแปลงจาก อุคหนิมิตร (ภาพนิ่งขนาด ต่าง ๆ) เป็นปฏิภาคนิมิตร (ภาพที่เคลื่อนไหวขยับขยายขนาดรูปร่างไปต่าง ๆได้) และมีความสามารถในตัวเองที่จะทำให้นิมิตรเกิดขึ้น (จะนึกสร้างนิมิตรอะไรขึ้นมาก็ได้ทั้งสิ้นทั้งนี้ส่วนสำคัญก็เนื่องมาจากการพัฒนาคุณภาพของภวังคจิตนั้นด้วย เพราะภวังคจิตก็อยู่ในนิยามของคำว่านิมิตร ตามหลักปริยัติศาสนาด้วย หากแต่ภวังคจิตมิใช่เพียงนิมิตรแต่หมายถึงคุณภาพใจโดยตรง) แล้วควบคุมนิมิตรทั้งหลายเหล่านั้นไว้ได้ดังใจ ก็จะกลายเป็นเรื่องที่สนุกสนาน ยิ่งใหญ่มหัศจรรย์ กลายไปเป็นหลักวิชา มโนมยิทธิ ไปอีกสาขาหนึ่ง รวมทั้งวิชา อื่น ๆ ทั้งไสย - มายาศาสตร์ ก็สามารถใช้ประโยชน์จากสมาธิระดับนี้ได้ แต่ระดับนี้เป็นชั้นยากสุดยอดของ สมาธิ นิมิตรต่าง ๆ เมื่ออยู่ในความควบคุมของเราได้ มี ปัญญารู้ว่านิมิตรที่เกิดขึ้นนั้น มาจากสาเหตุอะไร อย่างไร เป็นเหตุและผลกันอย่างไร เป็นวิทยาศาสตร์อย่างไร ไม่ใช่การดลบันดาลอย่างไร (ไม่เพ้อเจ้อถึงขนาดหลงผิดไปใหญ่โตมโหฬาร เช่นเห็นนิมิตรเป็นแดนนิพพานก็หลงผิดว่าตน บรรลุพระอรหันต์เอาไปอวดใหญ่โตแก่สาวกโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่รู้ที่ไปที่มาหรือ เหตุและผลแห่งการปรากฎมาของ นิมิตร เช่นนั้น ทำให้พระอริยสัจธรรมสูงสุดเสียหายไปเป็นต้น) ก็จักเอาไปใช้ประโยชน์ในระดับ ปัญญาสิกขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การไปเชื่อมต่อกับการเพ่งกสิณต่าง ๆ ที่นำไปสู่อารมณ์ฌานชั้นลึกซึ้งอันอาจชำระกิเลสเสียได้โดยพลันทันที ซึ่งหมายถึงการบรรลุมรรคผล โดยพลันที่องค์ประกอบทั้งสิ้นจากศีลสิกขา สมาธิสิกขา และปัญญาสิกขา ประสานงานกันได้พอเหมาะพอดี (เพื่อความเข้าใจรายละเอียดเรื่องสมาธิสิกขา โปรดดู '' ถอดรหัสวัดธรรมกาย' 'เฝ้าดู วัฒนธรรมจากจอแก้ว หนังสือพิมพ์ดี ประจำเดือน ม.ค.-ก.พ. 2542 หน้า 11 )
          ระดับปัญญาสิกขา ในระดับที่ง่ายเบื้องต้นตามที่กล่าวไว้แต่คราวก่อน ได้แก่ การศึกษาลักษณะชนิดของกรรมฐาน การศึกษาอารมณ์กรรมฐานบางชนิด ความสามารถในการควบคุมอารมณ์กรรมฐานบางชนิด เช่นที่วงการ อุปัชฌาย์สงฆ์ไทย จะบอกแก่สัทธวิหาริกของตน ในวันอุปสมบท วันที่กุลบุตรได้สู่สมณเพศเวลาที่บวชอยู่นั่นเอง เรื่อง ปัญจตปจกรรมฐาน มี เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ ( บอกแบบอนุโลม ) และ ตโจ ทันตา นขา โลมา เกศา (บอกแบบ ปฏิโลม) ซึ่งชายไทยที่เคยบวชทั้งหลาย จะเคยได้ยินกันมาแล้ว นี่คือลักษณะกรรมฐานเบื้องต้น ที่เป็น ไปในวิถีชีวิตประจำวัน ให้พยายามสังเกต ดูการเปลี่ยนแปลงไป ของสิ่งทั้ง 5 ที่อยู่กับตนนี้ ว่าเป็นไปอย่างไร ฆราวาสก็สามารถนำกรรมฐานนี้ไปพิจารณาได้ เมื่อเห็นสภาพไตรลักษณ์ เกิดขึ้นกับสิ่งเหล่านี้ ก็ให้สังเกตว่า ได้มีอารมณ์ชนิดใดเกิดขึ้นที่ จิตใจของเรา ให้พยายาม จดจำอารมณ์ชนิดนี้ไว้ แล้วพยายามรำลึกเอาอารมณ์ชนิดนั้นมาเพ่งพิจารณาบ่อย ๆ จนเป็นอุปนิสัย เมื่อวันหนึ่งไตรลักษณ์ชัดเจนแจ่มแจ้งขึ้นสามารถหยุด ภาพนิมิตรแห่งไตรลักษณ์ เช่นเห็น ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย แล้วสามารถย้อนรำลึกภาพความ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้บ่อย ๆ หรือหยุด ภาพเหล่านั้นไว้พิจารณาได้บ่อย ๆ หรือเมื่อใดก็ได้ดังใจปรารถนา ด้วยความสามารถของสมาธิที่ประสานกับ กสิณ ที่ฝึกมาอย่างดีก็จักเป็นเหตุให้เพิ่มพูนอารมณ์แห่งฌานชนิดนั้นขึ้นมากขึ้น ๆ ได้โดยง่าย จนเพียงพอที่จะตัดกิเลสในสันดานสิ้นไปได้ ก็อาจบรรลุธรรมได้โดยง่าย ด้วยกรรมฐานหมวดแรกที่ได้มาตั้งแต่วันอุปสมบทนี้
          ระดับปัญญาสิกขา การศึกษาระดับนี้เป็นการฝึกหัดศึกษาอารมณ์ต่าง ๆ ให้รู้อารมณ์ ตามรู้เท่าทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นทุกขณะด้วยสติ ต้องเพิ่มพูนความเต็มความสมบูรณ์แห่งสติขึ้นไป จักเกิดความเฉียบคมในด้านการสังเกตอย่างละเอียดอ่อน แล้วแยกวิเคราะห์ได้ว่าอารมณ์ชนิดนั้น ๆ เมื่อเกิดขึ้นแล้วมีผลต่อจิตใจอย่างไร เช่นอารมณ์ราคะหรือกามสังโยค เกิดขึ้นแล้ว ทำให้จิตใจเป็นอย่างไร อารมณ์โกรธ บันดาลโทสะ เกิดขึ้นแล้วมีผลต่อจิตใจอย่างไรอารมณ์เศร้าหมองเสียใจเสียดาย เกิดขึ้นแล้วมีผลต่อจิตใจอย่างไร เป็นต้นการตามดูสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ทำ ด้วยสติที่แก่กล้าเพียงใด ย่อมเห็นชัดเจนขึ้นเพียงนั้น ในระดับต้น ๆ ของปัญญาสิกขา ก็หมั่นศึกษาอารมณ์ ราคะ โลภ โกรธ และ หลง เป็นพื้น ให้เห็นความน่ารังเกียจและความเป็นโทษแห่งอารมณ์ที่มาจากอกุศมูลเหล่านั้น และเห็น ความเพิ่มพูนแห่งกิเลสอย่างไร ในขณะเดียวกัน ศึกษาวิเคราะห์อารมณ์ที่มาจาก กุศลมูล คือ วิราคะ อโลภะ อโทสะอโมหะ และเห็นความลดน้อยลงแห่งกิเลสอย่างไร
          ในระดับสูงที่ยาก จะต้องฝึกหัดและใช้ความพยายามมากก็คือ การศึกษาอารมณ์ที่เกิดจากกสิณต่าง ๆ ซึ่งในการนี้ จะต้องฝึกหัดการเพ่งกสิณต่าง ๆ และเข้าใจความหมายของกสิณบางชนิดให้ดี ได้แก่กสิณต่าง ๆเหล่านี้ เป็นอาทิ คือ อากาสกสิณ การเพ่งอากาศว่าง อาโปกสิณ การเพ่งน้ำ และ อสุภกสิณ การเพ่งศพ กสิณทั้ง 3ชนิดนี้ จะมีความสัมพันธ์กันชัดเจนดี ใช้ตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ดี กสิณชนิดอื่น ๆ ก็ต้องศึกษาถึงความสัมพันธ์กับ กสิณอื่น ๆ ด้วยว่าสัมพันธ์กันอย่างไร การศึกษากสิณชนิดอื่น ๆ ต้องเข้าใจผลของมันว่าจะเอาไปใช้ประโยชน์อย่างไรกสิณบางชนิด เช่นเตโชกสิณ มักให้ความหมายด้านกำลังใจมากกว่าจะให้หยั่งลงถึงอารมณ์ตัดกิเลสอันลึก ควรศึกษาพอประมาณเมื่อจำเป็นตามสถานการณ์ ควรเลือก เอาเฉพาะที่จะมีผลต่ออารมณ์ถึงมรรคผลนิพพาน 3 อย่าง 
ดังกล่าวเป็นต้น
          วิธีปฏิบัติอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ อากาสกสิณก็คือ ไปที่ใดที่เราอาจมองดูอากาศกว้างขวางได้ เช่นพื้นที่ที่โล่งกว้างใหญ่ หน้าผาสูงชัน ทัศนียภาพขณะท่องเที่ยวทัศนาจรไปยังสถานที่ต่าง ๆ (เช่นผามออีแดง ศรีสะเกษ หรือ ผาแต้ม อุบลราชธานี) หรือในวัดบางวัดท่านทำเจดีย์สูง 5-6-7-9 ชั้น จริง ๆ ก็เพื่อทำอากาสกสิณนั้นเอง แต่พระสงฆ์นักบวชมักจักไม่มีโอกาสใช้ประโยชน์จากเจดีย์เหล่านี้จริง ๆ จัง ๆ หากท่านผู้สร้างท่านไม่เข้าใจ สร้างเสร็จก็ปิดประตูไม่ให้ใครขึ้นไป ก็พร่าผลาญประโยชน์เสียเปล่า การเพ่งนั่งเพ่งยืนเพ่งก็ได้ ระวังการวางสายตาให้ ตกอยู่กลางอากาศ อย่าให้สายตาเลยไปจนสุดเขตกั้น แต่ถ้านั่งเพ่งจะได้มาตรฐานกว่าอาโปกสิณ เพ่งน้ำ บึง ทะเล มหาสมุทร หรือแม้กระทั่งเอาน้ำใสสะอาดใส่ภาชนะใส ๆ เช่น แก้ว โป่ง วางที่โต๊ะทำงานเพ่งดูบ่อย ๆ เตโชกสิณหัดเพ่งเทียนบูชาขณะทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น จนเห็นแต่เปลวเทียน ลอยอยู่ต่อหน้า กสิณชนิดอื่น ๆ ก็ทำเช่นเดียวกันนี้ วิธีการเพ่งกสิณไม่ใช่เรื่องยากเย็นเลย ทำตามความหมายของคำว่า เพ่ง ก็ใช้ได้แล้ว หากแต่หัดสังเกตและทำบ่อย ๆ สามารถทำได้ทุกเวลาในวิถีชีวิตประจำวัน 
          บทเรียนและแบบฝึกหัดที่ยากก็อยู่ที่ตรงนี้ ตรงที่เพ่งกสิณสำเร็จ หรือทำกสิณขึ้นหรือไม่เท่านั้น เมื่อทำ กสิณชนิดใดขึ้นก็จะไปเชื่อมต่อกับสมาธิสิกขาระดับต่าง ๆ ที่ทำได้ถ้าเป็นระดับ สุดยอดคืออัปนาสมาธิแล้ว เรื่องราว ก็เดินไปผสมระหว่างบทบาทของอัปนาสมาธิกับผลของกสิณชนิดนั้นพร้อมกันไปเป็นอันหนึ่งอันเดียว เนื้อเดียวกัน ก็จะนำไปสู่อารมณ์ตามชนิดของกสิณนั้น เช่นอาโปกสิณ ก็จะนำไปสู่ความเย็นลงไปเป็นลำดับ ๆ ๆ ๆ จนกระทั้ง ความเย็นนั้นชำระ และถอนความร้อนในกายใจจิตของผู้ทรงกรรมฐานนั้นได้ทั้งหมด ทรง อยู่ในอารมณ์ฌานนั้นไปนาน ๆ ( ตอนนี้เรียกว่าเข้าฌาน ) จนกว่าปัญญาจะแตกตัวสว่างขึ้นเห็น ไตรลักษณ์แจ่มแจ้ง ตลอดสากลจักรวาล ก็เป็นอันบรรลุพระอรหัต ก็ถึงนิพพาน อากาสกสิณ ก็จะทำความ ว่างเปล่าให้แจ่มใสขึ้น ๆ ๆ ๆ ไปตามลำดับจนถึงความที่ไม่มีอะไร ความมีอัตตาหายไปหมด มีแต่ความว่างเป็นอนัตตา จิตใจก็ว่างตามไปกับดวงกสิณที่ค่อยว่างขึ้นนั้นไปด้วยความที่พ้นไปจากอัตตา เห็นอนัตตาเป็นสากลไปทั่วทั้งจักรวาล ก็ถึงพระอรหัตด้วยความว่างด้วย แต่ อากาสกสิณ อาโปกกสิณ การปรากฎจะไม่ค่อยชัดเจนสำหรับผู้มีความเยาว์ด้านพื้นฐาน คือศีล สมาธิ ยังไม่แก่กล้า ควรเลือกใช้ อสุภกสิณเป็นหลัก เพราะการยั่งลงไปในอารมณ์อสุภ เป็นไปค่อนข่างชัดเจน สังเกตได้ง่าย การไปเชื่อมต่อกับสมาธิชั้นสูงก็ปรากฏชัดเจน และเป็นไปอย่างมีประสิทธิผลชัดเจน จนกระทั่งบางที เพียงเดินเข้าไปในป่าช้ายังไม่ทันเริ่มต้นพิธีการเพ่งอสุภเลยก็สามารถบรรลุผลของกสิณขึ้นมาได้เอง ก็มี
           ในที่นี้ก็ให้ได้รู้ว่า กสิณ คือการทำอะไร อย่างไร กสิณ ก็คือการเพ่ง คือการตั้งใจมองดูสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยสายตาของเรา แล้วนิ่งไว้นาน ๆ จนกว่าจะเกิดอารมณ์ชนิดใดชนิดหนึ่งขึ้นมา ต้องใช้สติตามอารมณ์ให้ทัน และแยกวิเคราะห์ความแตกต่างได้ โดยหลักก็คือ เพ่งเพื่อให้เกิดอารมณ์ ทำไปโดยธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องตกแต่งเตรียมการหรือทำพิธีการอันใดก็ ได้ เพราะสามารถปฏิบัติได้ในวิถีชีวิตประจำวัน ลองปฏิบัติดูก่อนว่าเป็นเช่นที่กล่าวนี้หรือไม่ การเพ่งจะเพ่งวัตถุก็ได้ แต่ระดับต้น ๆ ก็เพ่งวัตถุก่อน เช่นอากาสกสิณ และอสุภกสิณ ดังกล่าวข้างต้น (กสิณมีกี่ชนิด ควรศึกษา กรรมฐาน 40 ในหลักสูตรนักธรรมของคณะสงฆ์ไทยที่รวบรวมเรียบเรียงและให้คำอธิบายย่อโดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ) กสิณที่เพ่งขึ้น ผลนั้น ย่อมนำไปสู่ปฐมฌานบ้าง ทุติยฌานบ้าง ตติยฌานบ้าง แม้ที่สุดถึง จตุตฺถณาน และเมื่อฌานเหล่านี้มีปัญญามากำกับคือเห็นไตรลักษณ์ ทั้งสากลจักวาล ก็บรรลุมรรคผลในทันใด สภาวะการบรรลุจึงจะต้องตามพระบาลีว่า นตฺถิ ฌาณํ อปญฺญสฺส นตฺถิ ปญฺญาอฌายิโน (ฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ไร้ปัญญา และปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไร้ฌาน ) จึงเป็นเรื่องธรรมปฏิบัติที่จำเป็น พระสงฆ์ทั้งหลายพุทธบริษัท4 ควรจะต้องฝึกหัดประพฤติปฏิบัติให้ได้เป็นนิสัยของชาวพุทธต่อไป
         
ในระดับปัญญาสิกขานี้ หากทำกรรมฐานใด ๆไม่เกิดผล นั่นจะบอกเราว่า พื้นฐาน อ่อน ต้องไปเสริมพื้นฐาน ให้เข้มแข็งขึ้น ไม่ว่า ศีล และ สมาธิ ต้องเสริมให้ได้ระดับสุดยอดของศีล สุดยอดของสมาธิ ตามที่กล่าวมา การตรวจทาน ทวนมาตั้งแต่กิจวัตร 10 ไปถึงการประพฤติตนในวิถีชีวิตประจำวัน ได้ประพฤติธรรมที่ชำระกิเลสหรือไม่เพียงใด เป็นต้นว่า มงคล 38 ประการ ให้หมั่นตรวจสอบว่าประพฤติได้เพียงไหน เป็นต้น ในระดับปัญญาสิกขา เองก็สามารถตรวจสอบได้ หากพบว่าพื้นฐานดีแต่ปลงกรรมฐานไม่ขึ้นเลย ก็สำรวจจากระดับปัญญาสิกขาเอง และอาจเพิ่มความเข้มแข็งขึ้นได้ด้วยอาณาปานสติภาวนา บ้าง และที่สำคัญ การธุดงค์ นำธุดงค์ 13 ประการเข้ามาเสริมกรรมฐานที่ทำอยู่ ก็จักส่งเสริมเป็นพลังหนุนเนื่องบรรลุผลสำเร็จได้ การธุดงค์นั้น เมื่อพูดถึงการธุดงค์หรือองค์แห่งการชำระกิเลสแล้วย่อมหมายถึงความพยายามในการประพฤติวัตรบางอย่างเป็นกรณีพิเศษ ตามที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ 13 ประการ และสิ่งประกอบสำคัญของการธุดงค์ก็ คือ ป่า เขา หรืออุทยาน จึง เป็นเรื่องที่คาบเกี่ยว กับแผนการอุทยานพุทธเกษตร ที่สำหรับปฏิบัติธรรมของ หมู่สงฆ์โดยเฉพาะ แต่ในรายละเอียดเรื่องธุดงค์ก็ยังมีสิ่งที่ต้องอธิบายอีกมาก โดยเฉพาะธุดงค์ข้อ 13 เนสัชชิกังค ถือการนั่งเป็นวัตรซึ่งแฝงอันตรายไว้ถึงพิการหรือเสียชีวิตได้ การประพฤติธุดงค์ข้อนี้จะต้องมี พื้นฐานความเข้าใจพอให้รู้ผลดีผลร้ายของธุดงค์ชนิดนี้ก่อนจึงค่อยอธิษฐานถือธุดงค์
          ลองวิเคราะห์หลักไตรสิกขา ตามที่อธิบายมาแล้วเปรียบเทียบกับหลักโพชฌงค์ 7 จะเห็นว่ามีความ ใกล้เคียงกันมาก จนอาจกล่าวว่าเป็นหลักการอันเดียวกันนั้นเอง กล่าวคือ วิริยะ ในโพชฌงค์ 7 นั้นคือหลักของ ศีลและ สมาธิ ในไตรสิกขา หากแต่โพชฌงค์เน้น รูปธรรมเฉพาะอย่าง คือการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ในที่นี้ก็เน้นความพยายามไม่ท้อถอย นั่นเอง สมาธิ ในโพชฌงค์ 7 ตรงกันกับ สมาธิ ในไตรสิกขา ธรรมวิจัย และ สติ ในโพชฌงค์ 7 ตรงกับ ปัญญา ในไตรสิกขา ส่วน ปีติ ปัสสัทธิ อุเบกขาในโพชฌงค์ 7 นั้น เป็น ลักษณะแห่งฌาน ( ในรูปฌาน 4 ) ซึ่งเป็นผลเกิดมาจากศีลโดยธรรมชาติ หรือ โดยเทคนิกหรืออุบายวิธีของ การเพ่งกสิณนั่นเอง ท่านมาเน้นจุดยืนที่ ปีติ ความชุ่มชื่นใจเย็นใจปัสสัทธิ ความสงบไม่เร่าร้อน ความลุ่มเย็นสันโดษ และอุเบกขา การวางอารมณ์ไม่ร้ายไม่ดี เป็นกลาง ๆ ไปปราศจากอคติใดใด โพชฌงค์ 7 ท่านให้นักศึกษาพยายามตั้งหลักที่อารมณ์ทั้ง 3 นี้ไว้ในใจเสมอ ๆ เพื่อเป็นฐานการก้าวหน้าในอารมณ์ฌานชั้นลึกซึ้งต่อไป
          การกล่าวไตรสิกขามาตอนนี้ เป็นการกล่าวระดับสำคัญและเป็นระดับการปฏิบัติให้เกิดผล สิ่งที่จักให้ประสพ ความสำเร็จคือความพยายามอย่างไม่ลดละ พร้อมอุดมการณ์สูงสุดที่จะถวายชีวิตแด่การศึกษาไตรสิกขาให้รู้แจ้งเห็นจริงให้จงได้ หากขาดความพยายาม ขาดอุดมการณ์ลงเมื่อไร ก็สิ้นทาง กระนั้นทั้งพุทธบริษัท 4 ก็สามารถร่ำเรียน ไตรสิกขาทุกระดับได้ และมีสัจธรรมกำกับตลอดไปคือ มีความสนุกอย่างเร้นลึกแฝงอยู่ในความยากมหาวิบากนั้น เสมอไป ไม่ว่าในระดับศีลสิกขา สมาธิสิกขา หรือ ปัญญาสิกขา และครั้นบรรลุมรรคผลแล้ว ก็มีแต่ ความสบายโดยไม่มีเงื่อนไขใดใดทั้งสิ้น กล่าวมานี้ตามหลักธรรมชาติดังผู้รู้อาจกล่าวในรายละเอียดพิสดารของแต่ละเรื่องเหล่านี้ต่อไปได้อีกมากมาย.

*** จาก หนังสือพิมพ์ดี(อินเทอเนต) ฯ เล่มที่ 21 พ.ศ. 2543

 

 

 

 

 

 

 จะปฏิรูปการปกครองสงฆ์ไปทำไม ?
การปฏิรูประบบไตรสิกขา (ตอนที่ 3**)


คำถาม :-        

             กรณี หากสังคมยังจะไม่อาจแก้ไขอะไรได้เลย เพราะสาเหตุใดก็ตาม 

             หมู่สงฆ์อาจสามารถ ดำเนินการด้านการปฏิรูปการศึกษาก่อน โดยจัด

             การศึกษาให้ เดินตามพระธรรมวินัย คือการศึกษาตามหลัก ไตรสิกขา 

             (มรรค 8) ให้อธิบายขยายความหมายของการศึกษา ระบบไตรสิกขาต่อไป 

             จากคราวที่แล้ว พอให้เกิดความเข้าใจสามารถจับหลักการสำคัญ ทั้ง 

             แนวปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธแห่งการศึกษาระบบนี้ได้ชัดเจน อนึ่ง

             หากจะพยายามสร้างขึ้นเป็นหลักสูตรสำหรับการศึกษาไตรสิกขาโดย

             เฉพาะ กล่าวคือมีจุดมุ่งหมายเพื่อการบรรลุมรรคผลให้สำเร็จเป็น

             พระอริยบุคคลระดับชั้นต่าง ๆ นับแต่ชั้นโสดาบันขึ้นไปจนถึงชั้นสูงสุด

             คือพระอรหันต์ จักอาจจัดสร้างเป็นหลักสูตรได้อย่างไร หลักสูตร

             ระดับพระโสดาบัน ควรจะเป็นอย่างไร หลักสูตรระดับ พระสกิทาคามี

             อย่างไร ฯลฯ แล้วเราจะเชื่อได้อย่างไรว่าสิ่งที่บรรยายหรือเสนอมานี้ 

             จักเชื่อถือได้ ไม่พา หลงทางคดโค้งไกลไปกว่าเดิมอีก หรือร้ายสุด

             เป็นมิจฉาทิฏฐิไป ?


คำตอบ :- 

 

          เป้าหมายของระบบไตรสิกขา คำอธิบาย วิธีการ อุบาย หรือเทกนิค ที่เสนอแนะ ไม่ว่าระดับศีล สมาธิ หรือ ปัญญา มีเป้าหมายเพื่อการลดละกิเลส เอากิเลสให้อยู่ เมื่อปฏิบัติ ไปแล้วรู้สึกคลายไปจากความกำหนัด ราคะตัณหา คลายไปจากความเร่าร้อนเพราะความใฝ่ ที่ ใฝ่ไปนอกทางที่แท้เป็นเหตุให้รุ่มร้อนและกลุ้มกลัดในทุกข์ เพิ่มพูนความพยายาม มุ่งมั่นเพิ่มพูนจิตใจนักสู้นักรบในสงครามกิเลสให้อาจหาญในการกระทำความดีให้เกรงกลัวและละอายใจในการกระทำบาป ลามก ให้ใฝ่สูง ให้เสริมสร้างสามัญสำนึกให้สูงส่ง เพิ่มพูนความหวัง และ จินตนาการอันสว่างสดใส ก็ถือว่าถูกต้อง เพราะจักเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ผู้ปฏิบัติเป็นผู้ได้รับ คุณความดีนั้นตอบแทนไม่ใช่ ถ
ผู้ใดอื่น 
          เช่นข้อเสนอเรื่อง
ศีลใจ เมื่อมีความเป็นภราดรภาพในหมู่คนทั้งหลายก็ใจเย็นได้เพราะ เท่ากับ เห็นความทุกข์ยากลำบากของคนอื่นสัตว์อื่นเสมอเรา ทุกข์ของเราเสมอทุกข์ของเขาไม่มี ใครเหลื่อมล้ำใครไปได้ เมื่อปฏิบัติถึงระดับสุดยอดของศีล จักได้พบความเยือกเย็นระดับหนึ่งที่ทำให้คลายไปจากความรุ่มร้อนหรือราคะตัณหาบางชนิด และมีความหมายถึงการบรรลุมรรคผล ระดับโสดาปัตติมรรค เป็นต้นด้วย สมาธิ เมื่อสร้างภวังคจิตได้แล้ว ก็เลือกได้ว่าจะเข้าภวังค์เพื่อพักผ่อนทางจิตใจได้เมื่อไรก็ได้ เป็นการง่ายสะดวกยิ่งกว่ามีบ้านที่อาศัยอันอุดมสมบูรณ์เสียอีก และปัญญา เมื่อมีปัญญารู้แจ้ง สัจธรรมแห่งชีวิต คือรู้ว่าชีวิตมีความเป็นธรรมดาอย่างไร ก็จักได้พบแต่ความว่างเปล่าไปจากอารมณ์แห่งราคะ ตัณหา ปัญญาทำให้เห็นไตรลักษณ์ เมื่อเห็นไตรลักษณ์ และเมื่อสติ ฌาน กสิณ แก่กล้าขึ้นไปก็รู้แจ้งขึ้นเป็นระดับ ๆ ไป นับแต่ระดับเริ่มต้นแห่งโลกุตตระ เข้าเส้นทางใหม่ แห่งโลกุตตระ ไม่ถอยกลับสู่โลกียะอีกต่อไป มุ่งทางข้างหน้าอันเป็นเส้นทางสูงนี่คือโสดาปัตติมรรค อันเริ่มต้นไปสู่ แดนสูงสุดคือ อรหัตตผล เป็นจบสิ้น ความกลัวทุกชนิดก็หายไปจากจิตใจ เพราะสามารถทำลาย สมุทัยได้ ทุกข์จึงหมดไปโดยสิ้นเชิง ก็เข้าสู่ นิโรธ คือนิพพานได้
         
สิ่งที่คนทั่วไปมักจะไม่เข้าใจแม้เฉลียวรู้ก็คือ แท้ที่จริงศีล สมาธิ ปัญญา หรือ มรรควิธีในศาสนานี้ เป็นแต่เพียง เครื่องมือ เพื่อการรู้แจ้งที่สุดแห่งทุกข์คือการบรรลุมรรคผลเท่านั้น ศีล สมาธิ ปัญญา หรือไตรสิกขา หรือมรรค 8 นี้มิใช่เป้าหมายเอง หากแต่เป็นวิธีการเพื่อไปสู่เป้าหมายเท่านั้น หากจะแยกให้เห็นชัดตามหลักอริยสัจ 4 เป้าหมายก็คือนิโรธ หรือ ความสิ้นทุกข์ มรรค หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเพียงเครื่องมือ ใช้ทำลาย สมุทัย คือตัณหาต่าง ๆ เมื่อทำลายสมุทัยสิ้นไปหมดแล้ว ก็บรรลุมรรคผล คือถึง นิโรธ ซึ่งมีความหมายอย่างเดียวกับ ความสิ้นทุกข์ ทุกข์ก็สิ้นสลายไป นิโรธหรือนิพพานจึงเป็นเป้าหมายอันสูงสุดหมายถึงจิตใจที่สิ้นไปจากกิเลสทั้งปวง 
         
ความสรรเสริญ ความชื่นชม หรือความเลื่อมใสอันยิ่งใหญ่ สูงสุดในโลกพระพุทธศาสนา ก็คือคำสรรเสริญ ความชื่นชม หรือความเลื่อมใส ในความสิ้นไปแห่งกิเลสของบุคคล อันเป็นความหมายเดียวกับความสิ้นไปแห่งราคะ ตัณหา ความหมายเดียวกับการรู้แจ้งพ้นไปจากอวิชชาข้อวิตกกังขาใดใด เป็นความหมายเดียวกับนิพพาน หรือโลกุตตระ 
หรือ อรหัตผล คือความบรรลุพระอรหัต เป็น พระอรหันตบุคคล ผู้สิ้นทุกข์ขึ้นมา หากแต่คนทั้งหลายยากที่จะเข้าใจความหมายอันประเสริฐแท้จริงของสิ่งที่กล่าวนี้ โดยถ้อยคำที่สรรเสริญ หรือถ้อยคำที่ชื่นชมเลื่อมใส ศรัทธานั้น เพราะถ้อยคำนั้นก็สักแต่ว่าเป็นสื่อเป็นการสื่อสาร หาใช่ตัวอริยสัจธรรมแท้ ๆ ที่เป็น นามธรรมไม่ หากแต่บุคคลใดก็ตาม จักค่อย ๆ เข้าใจความหมายของมรรค ผล นิพพานนี้ ไป ตามลำดับที่ความรู้แจ้งในธรรมะบังเกิดขึ้นแด่ตนเอง มี
อุปมาเหมือนเดินทางไปสู่แดนบรมสุข คือ โลกุตตระ เมื่อยังห่างไกล ก็ไม่อาจสัมผัสความบรมสุขนั้นได้อย่างไร ต่อเมื่อค่อยเข้าไปใกล้ ๆ เช่นเมื่อบุคคลได้บรรลุธรรมเบื้องต้น คือ โสดาปัตติมรรค อันเป็นการบรรลุถึงเขตแดนที่เชื่อมต่อระหว่าง โลกกับโลกุตตระแล้ว บุคคลย่อมได้เห็น ได้สัมผัสด้วยตนเองถึงความสำคัญ ความประเสริฐ ความสุขของแดนโลกุตตระ นั้นด้วยตาของตนเอง ด้วยใจของตนเอง  เป็นการรู้แจ้งเฉพาะตนเกิดขึ้น (ตามหลัก ปจฺจตฺตํ ในธชคฺคสูตร อันเป็นผลจากฌาน และญาณ อันเป็นนามธรรมภายในของแต่ละบุคคล) อุปมาเหมือนการลิ้มรสผลไม้ด้วยตนเอง จึงจะรู้รสที่แท้จริง ด้วยตนเองฉะนั้น การได้ลิ้มรส หรือสามารถเข้าเสวยสุขได้เองจึงจะสามารถ เห็นความจริงดังกล่าว คือเห็นความหมายอันเลิศ ประเสริฐ บรมสุขสงบของนิพพานหรือโลกุตตระ อันมีความสิ้นไปแห่งกิเลสเป็นเนื้อหาสาระ และจะเห็นได้ว่า เกินกว่าถ้อยคำที่สรรเสริญ ที่ชื่นชมที่เลื่อมใสนั้นเท่าใด และหลาย ๆ ความหมายของโลกุตตระแดนนิพพาน ที่ปราศจากกิเลสนั้นก็คือความหมายของความรู้แจ้ง ความหมายของ ความจบสิ้น ความหยุดเสียได้แล้ว ความสะอาด สว่างและสงบ และความหมายของอิสรภาพโดยแท้จริง เพราะจักปราศจากอำนาจใดใดมาผูกมัดได้อีก เป็นผู้รู้แจ้งการเกิดมาของชีวิต การเป็นไปของชีวิต ความเกิด แก่ เจ็บ และตาย รู้แจ้งในศาสนา ลัทธิธรรมเนียม รู้แจ้งพระเจ้า เทพ อสูร ใดใดรู้แจ้งทุกอย่างจนปราศจากวิจิกิจฉาคือความสงสัยใดใดทั้งสิ้น ปราศจากแล้วซึ่งอวิชชา รู้ไปหมด จึงเรียกว่า ผู้รู้ และศาสนาผู้รู้ คือ พระพุทธศาสนา

 


         
ใน 2 คราวที่แล้ว ได้พยายามวางหลักการทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ว่าด้วยไตรสิกขาไว้ให้ชัดเจน ในระดับศีล นั้นก็คือ ประพฤติละเว้นความชั่วต่าง ๆ อันเป็นความบาป ที่ศาสนากำหนด ออกมา เป็นข้อห้ามเอาไว้ชัดเจนทั้งภาษา และความหมายอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องตั้งใจปฏิบัติตามนั้นให้ตรง ให้ได้ครบถ้วน ทำไมศาสนาจึงมีข้อห้ามขึ้นก่อน ทุก ๆศาสนา ก็เพราะสัจธรรมที่ว่าโลก ไหลไปในทางต่ำเป็นธรรมดา การจะไหลย้อนกลับไปทางสูงนั้นต้องเริ่มด้วยการหยุด นั่นก็คือ อย่ากระทำ พฤติกรรมไหลตามโลก อันเป็นพฤติกรรมหลัก ๆ ให้ได้เสียก่อน เช่น ศีล 5 ข้อในพระพุทธศาสนา ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่จะตั้งหลักแล้วเดินย้อนสวนทางโลกไปสู่เบื้องสูง ฉะนั้น ความมุ่งหมายเพื่อการบรรลุคุณธรรมเบื้องสูงจึงเริ่มด้วยศีล คือการละเว้น หรือหยุด ไม่ไหลไปตามโลกก่อนเสมอไป และ เพียงพยายามละเว้นการกระทำต่าง ๆ ที่ศาสนาบอกไว้ให้ได้ครบถ้วนเท่านั้น ก็จักเป็นผลดีขึ้นมาได้ ระดับหนึ่ง สำหรับศาสนาพุทธ เมื่อละเว้นหรือหยุด อันเรียกว่าศีล ได้แล้ว ก็มาถึงสมาธิ คือหยุด แล้วเริ่มสะสมพลังงานทางจิตใจเพื่อที่จะเจาะฝ่าเบื้องสูงขึ้นไปอีกโดย ใช้อำนาจหรือพลกำลังเข้าช่วย เมื่อมาถึงปัญญาก็หมายความว่าพลังงานแตกตัวออกมา เป็นแสงสว่างแห่งความรู้ความเห็นแจ้ง เห็นสิ่งที่เคยซ่อนอยู่ในอวิชชา คือความมืดอย่างจะแจ้ง แล้วเกิดการมองใหม่ คือความคิดใหม่ที่นำไปสู่ ความมีอิสระภาพ ที่พ้นจากการจองจำ จากการฝัง จากการ ร้อยรัดใดใดทั้งสิ้น เป็นอิสระภาพจาก กิเลส ราคะ ตัณหา และอวิชชาได้โดยสิ้นเชิง (มีความสุข เกิดขึ้นจากการพ้นไปจากกิเลส อาทิเช่น มี ความสุขเพราะพ้นไปจากความกำหนัดในกาม จาก ราคะ ตัณหา ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานเพราะราคะตัณหาอีกต่อไป มีความสุขจากการพ้นไปจากความอยาก จากความหวังใดใด เป็นผู้รู้ปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นต้นเหตุของทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง เป็นผู้ปราศจากความวิตกกังวล ปราศจากความกลัว ทุกชนิด ฯลฯ จึงเป็นอิสรภาพยิ่งใหญ่) 
          ในการวิเคราะห์สาระต่าง ๆ ของไตรสิกขาโดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อกำหนดวิถีทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ให้ผู้ฉลาดสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเอง ที่กำหนดขั้นตอนยากง่ายแก่การปฏิบัติเพื่อบรรลุผลให้ได้จริง ตามเป้าหมายของไตรสิกขาหรืออีกนัยหนึ่ง เป็นการสร้างหลักสูตรการศึกษาไตรสิกขา ขึ้นให้เป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ในการศึกษาพาตนบรรลุมรรคผลของคนรุ่นใหม่ อย่าง เป็นหมู่ ๆ พร้อมไปทีเดียวกันทั้งหมด และเพื่อการศึกษาได้ด้วยตนเองภายหลังจับหลักการ ได้แน่นอนปราศจากข้อสงสัยในทางปฏิบัติอย่างแจ่มแจ้งแล้ว

          ระดับชั้นต้นก็คือ ระดับศีล อาจสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ
          ศีลระดับต้น คือศีลแม่บท หรือศีล 5 นั่นเอง นักศึกษาหรือนักบวชในพระพุทธศาสนาจะ ต้องประพฤติให้ได้โดยสมบูรณ์ครบถ้วน จนเป็นปกติวิสัยเฉพาะตน ต้องใช้สติพิจารณาอย่างรู้ชัดเจน ทุกข้อ ๆ ทุกขณะ ส่วนฆราวาส หรืออุบาสกอุบาสิกา สามารถพัฒนาตนเองในระดับศีล ได้ ด้วยฉลาดรู้จัดการ เช่นในเวลากระทำกิจของฆราวาสโดยปกติก็สามารถสมาทานละเว้นเอา เป็นบางข้อ และในโอกาสพิเศษ ที่อาจสามารถปฏิบัติได้เต็มที่ ครบหรือสมบูรณ์ทุกข้อ เช่นในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาก็สมาทานศีล 5 ศีล 8 แล้วประพฤฒิให้สมบูรณ์ชั่วขณะ เช่นชั่ว 1 วัน 1 คืนบ้าง 3 วัน 3 คืนบ้าง 7 วัน 7 คืนบ้าง หรือแม้เพียง 1 ชั่วโมง 1 นาที ให้บริสุทธิจริง ๆ เป็นช่วง ๆ ไปอย่างสม่ำเสมอ เป็นต้น ฝ่ายฆราวาสจักหย่อนในศีลเสมอไป เพราะวิสัยฆราวาส ย่อมมีภาระและกรณียะ มากมายรอบตัว จึงไม่อาจจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์ได้เหมือนนักบวช ผู้ได้ สถานะนักศึกษาไตรสิกขาอันสมบูรณ์โดยพระธรรมวินัย ฉะนั้น ฆราวาสผู้ศึกษา ไตรสิกขาจะต้อง ทดแทนด้วยการทำบุญทำทาน หรือ ทาน เข้ามาทดแทนให้เพียงพอ จุดที่เพียงพอนั้นอยู่ที่  สามารถทำให้จิตใจของนักศึกษา ทั้งฝ่ายนักบวชและฆราวาสนั้น อ่อนโยนลงไปได้ นั่นคือ เป้าหมายของระดับศีลสิกขา ความอ่อนโยนลงไปของจิตใจ อุปมาเหมือนช่างปั้นหม้อ จะต้องตีดินที่นำมาปั้นหม้อ ให้อ่อนโยนได้ระดับ
เสียก่อน จึงค่อยขึ้นเป็นรูปหม้อฉะนั้น หากแต่ฝ่ายฆราวาส ไม่อาจรักษาศีลครบถ้วนได้ ต้องนำ ทาน เข้ามาช่วย เมื่อ ทำทานมาก ๆ ทำโดยถูกต้อง ให้เป็น บุญโดยแท้จริง ก็จะชดเชยส่วนที่บกพร่องของศีลลงไปได้ เพราะผลของทานนั้นจะนำไปสู่การ อ่อนโยนลงไปของจิตใจได้เช่นเดียวกับศีล ฉะนั้น อานิสงส์ของศีลในระดับต้นนั้นก็คือ จัก ต้องให้ได้พบ ความอ่อนโยนของจิตใจ ให้ได้เห็นว่าความอ่อนโยน เป็นอย่างไร เมื่อรู้จัก ความอ่อนโยน ก็จะรู้จัก ความหยาบกระด้าง อันเป็นทางเลือก 2 ทาง แต่สำหรับผู้ใฝ่สูงก็ย่อมเลือกเข้าเส้นทางที่สูง คือเลือกความอ่อนโยน โดยอัตโนมัติ ความอ่อนโยนของจิต อันหมายถึงความละเอียดอ่อนละมุนของจิต (หรือหากจะพยายามทำความ เข้าใจไปอีกชั้นหนึ่ง ย่อมหมายถึง อายตนะทั้งปวงที่มีประสิทธิภาพอย่างสูงในการกลั่นกรองสาระ จากภายนอกเพื่อเข้าไปสู่ภายใน และจากภายในเพื่อออกไปสู่ภายนอก) ย่อมเป็นสิ่งจำเป็นระดับพื้นฐาน จำเป็นสำหรับการที่จะขึ้นรูปของ สมาธิ อันเป็นขั้นต่อไป อุปมาเหมือนนายช่างปั้นหม้อ ที่เข้าใจดีว่าการตีดินให้ละเอียด อ่อนโยนย่อมเป็นสิ่งจำเป็น เบื้องแรกอย่างขาดไม่ได้ ก่อนที่จะขึ้นโครงรูปหม้อ ต่อไป 
         
ฉะนั้น ณ บัดนี้ จะขอเน้นนิยามเป้าหมายของศีลสิกขาเบื้องต้นไว้ก่อนว่า จิตใจจำเป็นต้องอ่อนโยนลงให้ได้ต้องสำรวจเนื้อทั้งหมดของจิต สำรวจความหยาบกระด้างต่าง ๆ ในดวงจิต และเก็บความหยาบกระด้าง หรือกากทั้งหลายในดวงจิตออกไปเสียให้หมด เหลืออยู่แต่ความอ่อนโยนละเอียดเป็นเนื้อหนึ่งเดียวกันของมวลแห่งจิตทั้งหมด จะมีอุปมาเหมือนพ่อครัวตีแป้งให้อ่อนเพื่อทำขนมต่าง ๆ หากพบกากของปนปลอมต้องเก็บออกให้หมดพร้อมกันนั้นก็ตีแป้งต่อไป จนกว่าแป้งจะอ่อนสลวยเป็นเนื้อเดียวกันล้วน ๆ ให้ได้ เพราะเหตุนี้ แม้ว่าบุคคลจักไม่รู้ศีล 5 ในพระพุทธศาสนาเลย หากแต่มีวิธีการบำเพ็ญตนไปในวิถีทางของตน เช่นชนต่างศาสนาเป็นต้น หากแต่วิธีการบำเพ็ญตนนั้นสามารถทำจิต หรือนำจิตใจไปสู่ความอ่อนโยน ปราศจากกากหรือ ความหยาบกระด้างได้โดยสิ้นเชิงแล้ว นั่นแหละหมายถึงบรรลุ เป้าหมายของศีลสิกขาตามหลักพระพุทธศาสนาระดับหนึ่ง ทำให้เกิดความพร้อมสำหรับงานสำคัญระดับต่อไป นั่นก็คืองานของศีลระดับที่สูงขึ้นไปอีก งานของสมาธิสิกขา และปัญญาสิกขา 
          ศีลระดับกลาง อันเป็นผลที่ต่อเนื่องมาจากศีลระดับต้น จักมาถึงความเข้าใจคนอื่น เห็นอก เห็นใจคนอื่นแม้กระทั่งสัตว์อื่น ลักษณะของมนุษย์สัมพันธ์ จะสัมพันธ์กันด้วยจิตด้วย อารมณ์ความรู้สึก ด้วยความคิดมากขึ้น ผล ของการรักษาศีล และทานมาถึงระดับนี้ จะยังความเมตตาจิตให้เกิดขึ้นเป็นอันมาก จนกระทั่งอาจจะมีบางคน หรือบางกลุ่มบางพวกเห็นอกเห็นใจไปถึงสัตว์ วัวควายเป็ดไก่สุกร ที่เขานำมาฆ่าปรุงเป็นอาหาร และเลิกกินเนื้อสัตว์ หันไปรับประทานมังสะวิรัติหรืออาหารเจแทนได้การที่ปรากฏเช่นนี้แสดงให้เห็นผลของการรักษาศีล-ทานได้ผลดีมาระดับหนึ่ง หากไม่เช่นนั้นก็จะมีอุปนิสัยชอบช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากมีความสะเทือนใจสูงเมื่อเห็นผู้อื่นประสบเคราะห์ภัยพิบัติหรือประสบทุกข์ใดใด และพร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือ ถ้าเป็นผู้ปกครอง เป็นเจ้าฟ้า พระมหากษัตริย์ ก็จะเอาใจใส่ต่อ อาณาประชาราษฎร์โดยทั่วถึง ทรงความยุติธรรม จะมีแต่ความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีความคิดชั่วร้ายเหลืออยู่อีกต่อไป มีความให้อภัย หรือ อภัยทานสูง คำว่า "ผู้สร้าง และ ผู้เลี้ยง" คือผู้ให้ชีวิตและเลี้ยงชีวิตให้เติบโตโดยมีแต่การให้สถานเดียว แด่คนทั้งหลาย หรือให้แด่สังคม ประเทศชาติ ล้วนแต่เป็นผลมาจากอานิสงส์ของศีล-ทาน ระดับนี้ จะเห็นตัวอย่างที่ดีงาม ประเสริฐเช่นนี้จากผู้ที่รักษาประพฤติศีล-ทานมาได้ระดับนี้ทั้งสิ้น และย่อมจะเห็นได้ว่า บุคคลผู้ทรง ศีลระดับนี้ ล้วนแต่เป็นผู้ดี ไม่เห็นแก่ตัว เป็นผู้ทำประโยชน์แด่ผู้อื่น แด่สังคมส่วนรวม แด่ประเทศชาติและพระศาสนาทั้งสิ้น จึงนับว่าเป็นบุคคลผู้หาได้ยากในโลก และสังคมให้การเคารพบูชาบุคคลประเภทนี้มาแต่เดิมแล้ว
         
ศีลระดับสูง เป็นระดับที่ทรงศีลบริสุทธิ์ ไม่รั่วและไม่ด่างพร้อย มีความละเอียดอ่อนทั้ง ไตรทวารคือ กายกรรมวจีกรรม และมโนกรรม แม้แต่มโนกรรมก็มีการประพฤติศีลด้วย คือแม้ความนึกคิดก็ล้วนแต่เป็นกุศลกรรมจะปราศจากความคิดที่เป็นอกุศลกรรมไปโดยสิ้นเชิง มีความบริสุทธิ์ทั้งในที่แจ้ง และที่ลับ ภาคภายในจึงบริสุทธิ์ผ่องแผ้วและเริ่มเห็นเงาแห่งกายทิพย์ นามธรรม นามกาย หรือ ธรรมกาย ซ้อนตัวอยู่ในรูปกาย ซึ่งแท้จริงก็เป็นเพียงความรู้สึกขึ้นมาก่อน และ นักศึกษาศีลสิกขา จะต้องได้ความรู้สึกนี้มาให้ได้ต่อเมื่อสำเร็จสมาธิสิกขาระดับหนึ่งจึงจะสามารถ มองนามธรรมและทำการแปรนามธรรมนั้นเป็นรูปธรรมขึ้นมาได้ จึงจะเห็นเป็น กายทิพย์ปรากฏขึ้น (การมอง มโนภาพ ให้เห็นชัดเจนเป็นรูปกาย) และกายทิพย์นี้จักทำหน้าที่บงการฝ่ายรูปกายทุกอย่างการเกิดขึ้นของกายทิพย์เกิดขึ้นจากการประพฤติศีลโดยเคร่งครัดมาตามลำดับ ตั้งแต่ประพฤติศีล ระดับต้น ระดับกลาง มาจนถึงระดับสูง เมื่อมีกายทิพย์นั้นก็ หมายความว่าศีลใจ คือแม้มโนกรรมก็บริสุทธิ์ในศีล มีแต่ความคิดในทางกุศล ตัดความคิดอกุศล ในจิตใจไป ได้เกิดขึ้นแล้ว และวิถีชีวิต จักเป็นไปตามหลัก มโนปุพฺพํคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโน มยา ตามที่อ้างแล้วแต่คราวที่แล้ว การที่ได้เห็นกายทิพย์ของตนเอง และสามารถสั่งการ ได้ดั่งใจปรารถนาโดยมีความทุกข์และทนน้อยลงเพราะเหตุที่ทางฝ่ายกายเองก็ยินดีรับใช้ยินดี ประพฤติความดีตามที่ใจสั่งอย่างไม่บิดพลิ้ว ก็กลายเป็นความวิเศษในตัวตนที่ตนเองมองเห็นแล้ว เกิดความท้าทาย เกิดความสนุกความพอใจขึ้นมา และ เห็นเส้นทางชีวิตสะอาดมีคุณค่าสูงส่ง  การประพฤติตนให้บริสุทธิ์ขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็เป็นสิ่งที่สนุก จะมีปกติเพียรพยายามซักฟอกตนเองให้ สะอาดบริสุทธิ์อยู่ เสมอ ๆ การต่อสู้กับความชั่ว เอาชนะความชั่ว ด้วยความดี ก็เป็นสิ่งที่สนุก เอา ชนะความตระหนี่ด้วยการให้ ก็เป็นสิ่ง สนุก การทำสิ่งใดมีอุปสรรคมาก ๆ ยิ่งสนุก เชื่อมั่นใน คติว่า อสาธุ สาธุนา ชิเน ธรรมะย่อมชนะอธรรม อันเป็น พุทธภาษิต อย่างไม่สงสัย การต่อสู้ เพื่อความดี ถือว่าเป็นสิ่งที่เพิ่มรสชาติ เพิ่มพลังให้แก่ชีวิต เป็นสิ่งที่ทดสอบ ความวิเศษของจิตใจ คือกายทิพย์ หรือนามกาย หรือธรรมกายที่ได้มาแล้ว จะแสวงหาความสุขและ ซาบซึ้งในคติธรรมที่ว่า การบรรลุความสุข ความอุดมสมบูรณ์สูงสุดของชีวิต ก็คือ ขณะใดก็ตามที่ได้ประพฤติตนดีที่สุด ถูกต้องที่สุด สะอาดที่สุด นั่นแหละ คือความอุดมสมบูรณ์ที่สุดของชีวิต และการที่มีมารมาผจญ ยิ่งใหญ่เพียงไร นั่นหมายถึง ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เพียงนั้น นี่คือคุณภาพของศีลระดับสูงสุด


         
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ศีล จะพบว่า จุดที่ยากเย็นที่สุดก็อยู่ที่ศีลระดับสูงนี้ หากบรรลุ ขั้นนี้หรือผ่านพ้นขั้นนี้ได้ นั่นหมายถึง การกลั่นกรองอารมณ์ของอายตนะทั้งหลายมีความละเอียดจนสามารถนำไปเชื่อมกับอารมณ์ฌาน ระดับหนึ่งได้เองโดยธรรมชาติ คือโดยผลอัตโนมัติของศีล นั่น หมายถึงการบรรลุมรรคผลระดับหนึ่งแล้ว ฉะนั้น แต่สมัยดั้งเดิมมาตราบถึง กาลปัจจุบันนี้ การพระพุทธศาสนาในประเทศไทยนี้ พระสงฆ์สาวกส่วนมากก็ล้วนแต่ทำความพากเพียรพยายามในส่วนของศีลสิกขานี้ กล่าวคือ พากเพียรรักษาความบริสุทธิ์สะอาดไม่ ด่างพร้อย ความไม่รั่ว ของศีลเป็นความประพฤติอันเป็นหลัก ยิ่งกว่าจะมุ่งหมายขั้นสูง คือการ ปฏิบัติ ในกิจของสมาธิสิกขาและ ปัญญาสิกขาหากแต่ปฏิบัติอย่างมั่นคงมีความต่อเนื่องสม่ำเสมอ เนิ่นนานหลายสิบปีต่อมาก็สามารถกล่อมเกลาจิตใจให้อ่อนโยนลงไป ได้ จากนั้นสมาธิสิกขา และปัญญาสิกขาก็พลอยเกิดตามมาเอง ด้วยอานิสงส์ของศีลส่วนหนึ่ง อันเป็นเหตุแห่ง สมาธิสิกขา และปัญญาสิกขา ระดับนั้น ฉะนั้น พระสงฆ์สาวก แม้เพียงตั้งใจประพฤติศีลเพียงอย่างเดียว โดย อาจจะไม่รู้เรื่องเทกนิคสมาธิสิกขา และเทกนิคของปัญญาสิกขาเลย ก็อาจสามารถส่งอานิสงส์ไปถึงการบรรลุมรรคผลเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดขึ้นมาได้ ในขณะเดียวกัน ฝ่ายอุบาสกอุบาสิกา ฆราวาส ผู้พยายามประพฤติธรรมชั้นสูง ด้วยเทกนิคที่ได้รับการบอกเล่าสั่งสอนมาบางประการก็ดี หลายประการก็ดี ด้วยความพากเพียรเป็นอันมาก เช่น นั่งสมาธิ เพ่งนิมิตต่าง ๆ บ้าง เดินจงกรม ซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอบ้าง นั่งพิจารณาลมเข้าออก ยุบหนอ พองหนอบ้าง พิจารณา ไตรลักษณ์ โดยวิธีการต่าง ๆ ไปบ้าง นั่งในห้องแอร์ปฏิบัติสิ่งที่เรียกว่าสมาธิบ้าง กรรมฐานบ้าง แต่ไม่ทำความสมบูรณ์ในระดับพื้นฐานคือศีล ไม่สนใจระดับขั้นตอนพื้นฐาน ที่ต้องพัฒนาศีล-ทาน ไปให้สมบูรณ์ จะพยายามไปอย่างไรก็ยากที่จะสำเร็จ ยากที่จะเห็นของจริงของแท้ ซ้ำกลับจะ หลอกตัวเองไปเสียก็มีมาก เพราะวิธีปฏิบัติธรรมใดใดที่ไม่อาจนำอารมณ์ ไปสู่ฌาน อายตนะทั้งหลายไม่อาจกรองอารมณ์ไปสัมผัสฌานที่ต้องการ ที่ตรงหลักปัญญาสิกขาแล้วก็ย่อมจะไม่ชอบด้วยเหตุผลแห่งการบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนา


          การศึกษาระดับศีล สำหรับผู้ได้สถานะความเป็นนักศึกษาโดยสมบูรณ์ โดยได้สถานะของนักบวชในพระพุทธศาสนามาแล้ว ก็สามารถดำรงตนอยู่ในศีลได้สมบูรณ์ครบถ้วน ไม่ว่าศีลขนาดใด นับ แต่ศีล 5 ไปจนถึงศีล 227ข้อ ปาราชิก 4 สังฆาทิเสส 13 อนิยต 2 จะต้องผ่านได้เป็นปกติเสียก่อน ฉะนั้น เพียงปฏิบัติตามแบบธรรมเนียมประเพณีสงฆ์ตลอดเวลาที่บวชอยู่ ให้ครบถ้วน จริง ๆ ไม่รั่วไม่ด่างพร้อยได้จริง ๆ ย่อมมีอานิสงส์ สิ่งสำคัญก็คือ ความตั้งใจจริง การพากเพียรต่อสู้เอาชนะสิ่งชั่วในดวงใจให้ได้เท่านั้น โดยรำลึกว่างานการศึกษาไตรสิกขา แม้จะเป็น งานละเอียดอ่อนและต้องใช้ความพยายามมากและใช้เวลามาก ต้องค่อยเป็นไปตามลำดับขั้นตอน แต่ เมื่อสามารถ ประพฤติ ตรงถูกต้อง โดยทำแต่ละขั้นตอนให้สมบูรณ์ให้เต็มให้ได้ ก็ย่อมบรรลุผลสำเร็จขึ้นมาได้อย่างแน่นอน ไม่ต่างไปจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ของฝ่ายโลก แม้ยากอย่างไรหากตั้งใจทำไป ตามลำดับขั้นตอนเป็น ส่วน ๆ จนครบถ้วน ก็ย่อมบังเกิดผลสำเร็จ อย่างเช่นโดยปกติธรรมเนียมสงฆ์ การเป็นพระบวชใหม่ จะต้องอยู่ถือ อุปนิสัยพระอุปัชฌาย์ให้ได้ก่อนเป็นเวลา 5 ปี จึงจะไปไหนมาไหนได้โดยลำพังตนเองได้ เพราะเวลาที่กำหนดให้ 5 ปีนั้น จะเป็นเวลาพอสมควรที่จะเรียนรู้วิถีชีวิตของนักบวชให้คุ้นก่อนและให้เรียนรู้หลักไตรสิกขาเบื้องต้น ต้องรู้เหตุผลและทางปฏิบัติของศีลสิกขา ให้แจ้งชัด และพยายามให้ตัวเองอยู่ในศีล
ปลูกศีลลงในนาแห่งใจ และศีลจะต้องจำเริญงอกงามขึ้นในระยะนี้ กาย วาจา และ ใจ จะต้องเปลี่ยนแปลงจาก อุปนิสัยฆราวาส มาเป็นอุปนิสัยนักบวช ให้ได้ก่อนด้วยศีลจะต้องได้ความรู้สึกใหม่ขึ้นมาจริง ๆ ว่า บัดนี้เรามิใช่ชาวบ้านอีกต่อไปแล้ว เบื้องหน้าของเราถูกตัดขาดเสียแล้ว เราถอยหลังไม่ได้เสียแล้ว เป็นต้น ในระยะ 5 ปีแรกนี้ ในบางวัด หรือบางสำนัก จำนวนมาก แม้อุปัชฌาย์อาจารย์จักมีความรู้น้อย มีความสามารถทางธรรมปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานน้อย หรือไม่มีเลย และแม้ความรู้ทางทฤษฎีก็ต่ำต้อย ก็ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคแต่อย่างใด เพราะในระยะหลังแห่งพุทธกาลนี้ ในหมู่สงฆ์ ล้วนเสมอ ๆ กัน ด้วยอวิชชาทั้งสิ้น แต่ท่านที่สำเร็จก็ล้วนได้ด้วยความพยายาม หากมีความพยายามในธรรมในวินัยไม่ท้อถอย ดำรงเจตนาแน่วแน่แล้ว ย่อมสามารถนำพาสัทธวิหาริก ประพฤติปฏิบัติธรรมไปได้ และสิ่งที่จะให้แด่ศิษย์ได้ตลอดเวลา 5 ปี ก็คือการนำพาปฏิบัติกิจวัตรต่าง ๆ โดยสม่ำเสมอด้วยตนเองให้ได้ เช่นบิณฑบาตเลี้ยงชีพ โดยพาลูกศิษย์ออกบิณฑบาตเป็นแถว ปีหนึ่งมี 365 วันก็พยายามให้ได้ 365 วันให้ได้ การลงอุโบสถ การสวดมนต์ไหว้พระทำวัตรเช้าทำวัตรเย็น ปีหนึ่งมี 365 วันก็พยายามให้ได้ 730 ครั้งให้ได้ บทสวดมนต์ทุกบทต้องพยายามท่องบ่นจดจำให้ได้คล่องปากอย่าให้ติดขัดได้ หรือ หากบวชตอนแก่ ความจดจำลดน้อยไป ก็พยายามจดจำให้ได้เพียงบางบทที่ถูกใจก็ได้เหมือนกัน การกวาดอาวาสวิหารลานพระเจดีย์ ปีหนึ่งมี 365 วันก็พยายามให้ได้ปัดกวาด 365 วันให้ได้ การรักษาความสะอาด เครื่องนุ่งห่มผ้าครอง โกนผม ปลงหนวด ตัดเล็บ ต้องเอาใจใส่โดยสม่ำเสมอ หมั่นเข้าปริวาสกรรม หมั่นศีกษาสิกขาบท และปฏิบัติครูบา อาจารย์ เทศนาบัติ และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมั่นพิจารณาปัจจเวกขณะทั้ง 4 คือ ปัจจัย 4 ให้เห็นเป็นสัจธรรม อย่างไร ฯลฯ เพราะกิจวัตรที่ท่านกำหนดไว้นี้ เป็นเครื่องมือ เทกนิค หรืออุบายที่จะเอาจิตให้อยู่ และทั้งเป็นหลักการวิปัสนากรรมฐานเบื้องต้น คือค่อย พอกพูนความฉลาด รู้จักการสังเกตสิ่งใดให้เฉียบคมเสมอ ๆ ที่อาจบันดาลผลทางมรรคผล นิพพาน ให้ได้ทุกเวลา หากศีลสิกขาพร้อมแล้ว มรรคผลก็อาจพลุ่งโพลงขึ้นได้ทุกเวลา จึงจำเป็น ต้อง เอาใจใส่เสียแต่เริ่มแรก โดยหวังผลให้เกิดความเป็นระเบียบเป็นหลักจิตให้ได้เสียก่อน แล้วจะ ต้องหมั่นตรวจสอบศีลทั้ง227 ข้อให้บริสุทธิ์ให้ได้ เพื่อให้จิตใจนั้นอ่อนโยนลงไป ๆ ทั้งวัตรและศีล เมื่อทำโดยต่อเนื่องไม่ขาดความสม่ำเสมอก็จะค่อยพอกพูนอุปนิสัยพื้นฐานของไตรสิกขาไปตามลำดับ ๆ หลักการประพฤติธรรมจักเหมือนหลักการปลูกต้นไม้ไม่พึงหวังว่าตนได้ปฏิบัติธรรมเบื้องสูงโดยเร็ว ต้องมองเห็นเหตุผลอย่างชัดเจนว่าการที่จะเป็นไปได้นั้น อยู่ที่พื้นฐานอันเต็มสมบูรณ์แล้ว ส่วนการที่ไม่อาจจะเป็นไปได้ ก็คือ เมื่อพื้นฐานยังไม่มีเลยแล้ว ไปพยายามปฏิบัติในธรรมเบื้องสูง ก็จักเป็นการเปล่าดายไปเท่านั้น จักเป็นการพร่าผลาญเวลาแห่งชีวิตไปเปล่า ๆ ฉะนั้น ต้องพยายามทำเรื่องเบื้องต้นคือศีลให้สมบูรณ์ให้ได้เสียก่อน และพร้อมกันนั้น การปลูกธรรมลงในจิตใจจะต้องให้อาหารธรรมโดยสม่ำเสมอขาดไม่ได้ เสมือนการให้น้ำต้นไม้ ซึ่งจะต้องหมั่นรดน้ำพรวนดิน หมั่นกำจัดศัตรูพืชโดยกระทำอย่างสม่ำเสมอ เช่นการรดน้ำ ก็จะ ต้องทำทุกวัน ๆ ขาด ไม่ได้จนกว่าผักพืชของเราจะเติบใหญ่ และจะเห็นได้เองว่า ไตรสิกขา การศึกษา 3 เพื่อมรรคผลนี้มีสาระที่แท้จริงอยู่ที่การเรียนปฏิบัติ จะต้องฝึกหัดปฏิบัติตนประพฤติตนอย่างสม่ำเสมอ อันเป็นลักษณะการสะสมเพิ่มพูนไปอย่างต่อเนื่อง ในระดับศีลนี้ก็คือต้องทำตัวเองให้อยู่ในกฎของศีลให้ได้ เมื่อบรรลุอานิสงส์ของศีลตามลำดับดังกล่าวมา ความรู้สึกจะเฉียบคม ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง มีความบริสุทธิ์ คือเนื้อเดียว ไม่มีสิ่งอื่นปนปลอม และมีพลังเพราะ ความบริสุทธิ์นั้น แล้วจะเห็นภาพของนักบวชที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือ ผู้วิเศษเกิดขึ้นในความรู้สึกของตน และแม้แต่คนทั่วไป ก็รู้สึกเช่นนั้น
          ฉะนั้น ในระดับศีลสิกขาอันเป็นบันไดขั้นแรกนี้ เพียงการตั้งใจปฏิบัติศีลวัตรให้ได้อย่างสม่ำเสมอเป็นปกติ ประจำวันไปตลอดเวลาที่ท่านผู้รู้กำหนดให้อยู่กับพระอุปัชฌาย์นี้ เท่านั้น ก็จะสามารถบรรลุผลสู่จุดสูงสุดของศีลได้ หากครูอาจารย์อุปัชฌาย์ผู้ปกครองนำพาปฏิบัติไปในวิถีทาง ศีล-วัตรโดยสม่ำเสมอไปด้วยกันแล้ว ผลหรืออานิสงส์ที่จะได้รับก็ย่อมเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน เกิดขึ้นด้วยกัน ฉะนั้น หากรู้ตัวอยู่ว่าเรายังเป็นเพียง ปุถุชน แม้ว่าจะเป็นข้าราชการมีตำแหน่ง และยศศักดิ์ เพียงใดก็ตาม ไม่มีมรรคไม่มีผลนิพพานอยู่ตราบใด การบำเพ็ญศีลและวัตรก็ยังจำเป็นอยู่ตราบนั้น ควรที่จะนำพาลูกศิษย์ผู้บวชใหม่เป็นสัทธวิหาริกแห่งตนประพฤติศีลวัตรไปด้วยกัน อย่าขาดการต่อเนื่องสะสม นั่นจะได้ประโยชน์อันยิ่งใหญ่ ทั้งแก่ศิษย์และตัวเอง และโดยนัยนี้ ท่านจึงเรียกว่า
"เพื่อนพรหมจรรย์" คือต่างก็เป็นกัลยาณมิตรซึ่งกันและกันระหว่างครูและศิษย์ ไม่มีความรู้สึกในเชิงการเมือง คือการแบ่งชั้นวรรณะ ถืออัตตาว่าตนเป็นนั่นเป็นนี่ ไม่มีทิฏฐิมานะว่าตนเป็นชั้นเทพ ชั้นธรรม หรือชั้นนั้นชั้นนี้ อีกต่อไป มีแต่ความรู้สึกว่า เพื่อนพรหมจรรย์ เท่านั้น
         
และสำหรับอุปัชฌาย์หรือผู้ปกครอง หากอุปัชฌาย์หรือผู้ปกครองนั้นเป็นข้าราชการสงฆ์ ก็ไม่ควรจะเอาภาระแห่งราชการสงฆ์ซึ่งมักจะไม่เอื้อต่อวิถีทางมรรคผลนิพพานอยู่แล้ว มาให้ศิษย์ผู้ใฝ่มรรคผลรับภาระโดยฝืนอุปนิสัย เพราะจะทำให้เกิดการไขว้เขวเข้าใจผิดไปในสาระสำคัญของ การปฏิบัติไตรสิกขา จะทำให้เสียเวลา ต้องแบ่งเวลามาให้ราชการสงฆ์ อันเป็นเรื่องโลกียะนี้เสีย ส่วนหนึ่ง ทำให้กลายเป็นอุปสรรค หรือสิ่งที่กีดกั้นวิถีทางมรรคผลไป เพราะจะเกิดการลบล้างกันขึ้นในคุณธรรมภาคภายใน ภาค + กับภาค - จนไม่มีอานิสงส์เหลือสำหรับมรรคผลนิพพานอีกต่อไป การปฏิบัติธรรมกรรมฐานที่กระพร่องกระแพร่งไม่สมบูรณ์ ไม่ต่อเนื่องเพราะเหตุที่มีการได้เสียหักกลบลบกันอยู่ตลอดไปเช่นนี้ ก็จะไม่ส่งผล เป็นเหตุให้เจริญอายุแก่เฒ่าไปโดยเปล่าประโยชน์ทางมรรคผล คือไม่สามารถบรรลุปฏิเวธแห่งไตรสิกขา เท่ากับชีวิตเป็นไปอย่างไม่มีความก้าวหน้า ทุกข์ก็จะทับทวี โดยเฉพาะเมื่อการกลับมาของกามารมณ์ ตัณหา ราคะ เกิดกำเริบขึ้นในปลาย ๆ ของอายุที่แก่เฒ่าชราแล้ว ทุกข์เพราะกาม เพราะราคะตัณหา ในจิตใจ (คือ สภาวะที่จิตใจยังไม่สิ้นราคะ หากแต่ทางกายไร้สมรรถภาพไปแล้ว ก็ยังมีความปรารถนาอยู่เต็มเปี่ยม) ก็จักทับทวีขึ้น จนถึงระดับอันตรายต่อพรหมจรรย์ได้ (กาม ราคะตัณหา มักถูกกดเก็บไว้ด้วยพลังศีล และสมาธิระดับที่ยังเอาไม่ขาด ไม่ตายต่อมามีความประมาทหลงตัวเอง ความพยายามในพระกรรมฐานลดน้อยถอยลง เป็นเหตุให้กามราคะตัณหาฟื้นขึ้นมาทำอันตรายทำโทษทุกข์แก่ตนเองได้ ในบั้นปลาย ก็เป็นภัยใหญ่อันตรายใหญ่แก่พรหมจรรย์ที่อุตส่าห์ถนอมมาทั้งชีวิต)


          สำหรับฆราวาส ก็คงเลียนแบบสงฆ์ คือประพฤติศีล - วัตร และการบุญการทาน โดยสม่ำเสมอ ศีล มีศีล5 ศีล 8 ควรประพฤติให้สม่ำเสมอ เท่าที่ทำได้ อาจทำเป็นช่วง ๆ ระยะ ๆ เช่นทุกวันพระ ก็รักษาศีล 5 ศีล 8 ให้ครบถ้วนและให้ได้สม่ำเสมอไปทุกวันพระ เป็นต้น ในที่นี้ สิ่งที่ฆราวาสจะสามารถประพฤติได้เต็มสมบูรณ์ควรจะเป็นวัตรประจำวัน วัตรประจำวันของฆราวาสก็คือกิจอันพึงทำหรือหน้าที่ของฆราวาสนั่นเอง
ฆราวาสผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องทำหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่ให้สมบูรณ์ นับตั้งแต่ความเป็น บิดา-มารดา สามี-ภริยา บุตร-ธิดา นาย-บ่าว ครูอาจารย์-ลูกศิษย์ และกระทั่ง หน้าที่การงาน ในตำแหน่งที่รับผิดชอบอยู่ จะต้องทำให้ดีสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ในยุคสมัยนี้หน้าที่ที่สำคัญประการหนึ่งของฆราวาสผู้ประพฤติธรรม ควรจะเป็นหน้าที่ในการเลี้ยงดู บุตร-ธิดา อย่าให้เขาติดยา เสพติด อย่าให้หมกมุ่นในอบายมุข กาม-ดนตรี-ละคอน ฟ้อนรำต่าง ๆ การปฏิบัติหน้าที่ต้องสมบูรณ์ เพราะจะส่งอานิสงส์ได้พอ ๆ กับศีล หากปล่อย ให้บุตร-ธิดาเสียคน ก็ เท่ากับขาดการประพฤติธรรมไปเลยทีเดียว และเมื่อวัตรสมบูรณ์แล้ว พึงทำบุญทำทานให้สมบูรณ์และควรประพฤติให้สม่ำเสมออย่าขาด เริ่มจากการทำบุญตักบาตร ควรทำเป็นประจำวัน และนักศึกษาไตรสิกขาใด ที่ทำบุญตักบาตรไม่เป็น จะถือว่ามีข้อบกพร่องระดับพื้นฐานสำคัญไป  เพราะการทำบุญ ตักบาตร เข้าวัด ฟังธรรม จะเป็นแบบฝึกหัดชั้นต้นที่สุด ของหลักสูตรไตรสิกขา ฉะนั้น เวลาเช้าตรู่พอเห็นลายมือ เมื่อพระภิกษุสงฆ์สามเณรประคองบาตรออกภิกขาจาร นักศึกษาไตรสิกขาก็จะออกมา บำเพ็ญทานเพื่อประโยชน์แห่งตน ๆ และนี่คือการ เป็นชาวพุทธที่ดีนั่นเอง และข้อควรระวังสำหรับ การทำบุญทำทานประการใดใด ก็คือต้องทำบุญทำทานให้ถูกวิธีเสมอไป อย่าทำผิดวิธี หากทำผิดวิธีเสียแล้ว ก็จะไม่ได้ผลประโยชน์ทางด้าน มรรคผล การทำทานให้ถูกวิธีก็คือ การทำทานด้วยจิตว่าง ทำโดยประสงค์ขจัดซึ่งความตระหนี่ในจิตใจตัวเอง จะต้องรู้จักสังเกตอาการทางจิต เพื่อให้ได้สัมผัสจริง ๆ ว่าการทำบุญทำทานที่จะ บังเกิดผลนั้นต้องเป็นการรบล้างความตระหนี่มัจฉริยะซึ่งจะต้องต่อสู้ กับจิตใจตัวเอง ต้องมีการรบกันระหว่างใจที่จะให้ กับ ใจที่จะเอา เป็นการรบทำลายความตระหนี่ ภายในใจของเราเองสมตามพุทธภาษิตว่า ทานญฺจ ยุทฺธญฺจ สมานมาหุ ทานและการรบ เสมอกัน ทำด้วยความจริงใจ เต็มใจอุทิศ ทำโดยไม่หวังผลตอบแทนใดใดทั้งสิ้น หวังแต่ความสะอาดใจให้เกิดขึ้นมาจากการทำบุญทำทานนั้น และที่สำคัญทำบุญทำทาน เพื่อให้ได้บุญมาสู่คลังแห่งใจของผู้ทำบุญทำทานนั้น 


         
การทำทานโดยปกติจะเริ่มจากศรัทธาก่อน เช่นเห็นความดี ความงามของผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ หรือนักบวช หรือของบุคคลใด ก็น้อมไปทำทาน ร่วมบริจาค ต่าง ๆ เป็นต้น ต่อไปก็ให้รู้จักทำทานด้วยปัญญา ก็จะรู้จักเลือกทานที่มีอานิสงส์สูง ๆ เช่นตามที่ พระพุทธองค์แสดงไว้ว่า ทำทานกับคนธรรมดา ก็ได้ผลได้อานิสงส์แห่งทาน น้อยกว่าทำทานกับพระภิกษุสงฆ์แม้ทำกับพระภิกษุสงฆ์ธรรมดา ก็ได้อานิสงส์แห่งทานน้อยกว่าทำทานกับพระสงฆ์อริยเจ้า แม้ในหมู่พระอริยเจ้า ก็มีทานแด่พระอรหันต์เป็นทานอันสูงสุด เป็นต้น การทำทานด้วยปัญญาผู้ทำทานจะมองเห็นไปเองว่าอานิสงส์หรือผลแห่งทานอย่างนั้น ๆ ด้วยบริจาคสิ่งนั้น ๆ แด่ผู้นั้น ๆ จะเป็น อย่างไร ได้บุญมากหรือได้บุญน้อย ในหลักสูตรไตรสิกขาระดับศีลนี้ นักศึกษา ฆราวาสจะถูกกำหนดให้ทำทานต่าง ๆ ให้ถูกต้อง นับแต่การทานพื้นฐานคือตักบาตรพระเวลาเช้า จนกระทั่ง การทำบุญทอดผ้าป่า ทอดกฐิน เป็นต้นมา การบริจาคทานสร้าง ส่วนรวม สร้างสาธารณะประโยชน์สำหรับคนส่วนมาก ทำทานแด่คนยากไร้ ช่วยเหลือคนยากคนจน ช่วยแก้ปัญหาคน ยากคนจนการอุทิศตัวรับใช้ชุมชน การช่วยเหลือทางวิชาการ ช่วยสร้างสรรค์การศึกษาอันเป็นนามธรรมช่วยสร้างสรรค์ริเริ่มสิ่งที่มีค่าล้ำเลิศเช่นการศึกษา การฟื้นฟูการศึกษาสนับสนุนกิจกรรมที่มีผลใหญ่ ผลอุดมสมบูรณ์แด่สาธารณชน ทั้งหลาย เป็น พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ ฯลฯนักศึกษาไตรสิกขา จะต้องรู้จักการทดสอบและประเมินผลจิตใจตัวเองทุกครั้งที่มีการทำทาน เช่น ลองทำทานในขณะที่เราแทบไม่มีเงินติดกระเป๋าดู เป็นการทดสอบ

 

           ฉะนั้น หลักการระดับศีลสิกขาสำหรับฝ่ายฆราวาสก็คือ เอาการทำทานเข้ามาทดแทนศีล เพราะฆราวาสวิสัย ไม่อาจจะรับศีล 5 ได้ครบถ้วน จึงทดแทนด้วยการทาน คือการให้ แทน และก็จะสามารถนำฆราวาสไปสู่เป้าหมายสูงสุดของศีลสิกขาได้เช่นเดียวกับฝ่ายบรรพชิต การพัฒนา ก็จักเป็นไปเช่นเดียวกันคือ พัฒนาไปสู่ความอ่อนโยน ความละเอียดแห่งดวงจิตไปเรื่อย ๆ การตรวจสอบตนเองจะต้องตรวจสอบที่ความอ่อนโยน ความละเอียดแห่งดวงจิต หากพบว่ามี ความกระด้าง หยาบ หรือ กร้าวแกร่ง กล้ากั่น นั่นจะไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้อง จะไม่สามารถสร้างจิตวิญญาณที่เป็น กายทิพย์ผู้มีอำนาจสั่งการเหนือฝ่ายกายขึ้นได้ 
          และการพัฒนาไปสู่ความอ่อนโยนแห่งดวงจิตไปนี้แหละจะต้องใช้เวลาบำเพ็ญเป็นอันมาก และเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด ก่อนจะมาถึงความมีสามัญสำนึกขั้นสูงสุด โดยยกระดับจิตขึ้นเป็นนาย ตามพระบาลีธรรมบทว่า
มโน ปุพฺพํคมาธมฺมา มโนเสฎฺฐามโนมยา ได้ อุปมาเหมือนช่างหม้อตีดิน ละเอียดอ่อนได้ที่แล้วก็ขึ้นร่างเป็น รูปหม้อได้ 
          ศีลย่อมนำไปสู่ธรรม กล่าวคือ คนมีศีลทรงศีลดี ก็มักจะน้อมไปในการประพฤติธรรมต่าง ๆ ได้ดีได้มาก เมื่อประพฤติศีล 5 ได้ ย่อมนำไปสู่ธรรม 5 เรียกว่า เบญจศีลเบญจธรรม ฆราวาสผู้ฉลาดจะรู้จักนำคติธรรม หรือ ธรรมสุภาษิตต่าง ๆ มาใช้ในชีวิตประจำวันได้มาก เช่นคติแห่งความสำเร็จหรือ อิทธิบาท 4 มี ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา สังคหวัตถุ 4 เพื่อการมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มี 4 คือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และ สมานัตตา ฆราวาสธรรม(คิหิปฏิบัติ) ควรรู้ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ หรือประโยชน์ในปัจจุบัน 4 อย่าง สัมปรายิกกัตถประโยชน์ หรือ ประโยชน์ภายหน้า 4 อย่าง เพื่อสร้างตนเองให้มีฐานะพออยู่พอกิน ไปจนถึงมั่งคั่งในทรัพย์สมบัติ เป็นเหตุป้องกันตัวเองมิให้ผิดศีล-ธรรม เป็นต้นไปถึงมงคล 38 ประการ ซึ่งจำเป็นที่อุบาสก อุบาสิกา ฆราวาสผู้มุ่งหมายการศึกษา ไตรสิกขา จะต้องศึกษาและปฏิบัติให้สมบูรณ์ เพื่อได้ความ เป็นมงคลอันสูงสุด คือมรรคผลนิพพานนั่นเอง ทั้งนี้ ตาม ขนาดพลังจิตใจตัวบุคคล หากมีพลังจิต ความคิดใหญ่ ก็คิดปฏิบัติบำเพ็ญบารมีชั้นสูงขึ้นไปอีก จนไปถึงการบำเพ็ญทศบารมี ของพระพุทธเจ้า ก็ได้ ได้แก่ ทานบารมี, เมตตาบารมี, เนกขัมมบารมี, สีลบารมี, วิริยบารมีขันติบารมี, สัจจบารมี, อธิฏฐานบารมี, อุเบกขาบารมี และ ปัญญาบารมี (ทาน-ศีล ท่านย่นลงใน สีลสาระ, วิริยะ-ขันติ-สัจจะ- อธิฏฐานะ-เมตตา- อุเบกขา ท่านย่นลงใน สมาธิสาระ, เนกขัมมะ กับ ปัญญา ท่านย่นลงใน ปัญญาสาระ /หลักสูตร น.ธ.โท) ความฉลาดในธรรมที่พัฒนาไปเมื่อประพฤติศีลสูงขึ้นละเอียดขึ้น ใจย่อมน้อมไปสู่ธรรมชั้นสูงขึ้น

ละเอียดขึ้นไปเช่นเดียวกัน ศีลและธรรมจะเร่งให้ไปสู่ความสำเร็จตรงเป้าหมายศีลสิกขาเร็วขึ้น 


          อย่างไรก็ตามหากอุบาสกอุบาสิกาฆราวาส มีความเจริญในศีลในธรรมขึ้นไป จะพบการเปลี่ยนแปลงทาง บุคลิกภาพเป็นลำดับไป จนกระทั่งในที่สุดจะพบกับความหน่ายในกิจกรรมของ ฆราวาสวิสัยไปตามลำดับ ที่สำคัญก็คือ ความเป็นอยู่ในครอบครัว อาชีพการทำมาหาเลี้ยงตน และการคบหาสมาคมกับคนทั้งหลาย จะมีการปรับตัวปรับเปลี่ยนอาชีพหรือการทำมาหาเลี้ยงชีพของตนเอง ให้สอดคล้องวิถีทางศีลอยู่เสมอไปตราบได้บรรลุมรรคผล ก็อาจจะวางมือจากอาชีพบางชนิดที่เคยทำมาก็ได้ แต่อุบาสกอุบาสิกาฆราวาสควรมีความรอบคอบ และพยายามปรับตัวเองให้เข้ากับ สิ่งแวดล้อมให้ได้ ไปพลางก่อน ควรระวังรอบคอบในการเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่หรืออาชีพ เดิมของตน โดยอย่าเพิ่งหุนหันพลันแล่นทำลายผลประโยชน์ที่พึงได้ไปเสียก่อนกาลอันควร

 

 

ในระดับสมาธิ ที่กล่าวไว้แล้วในครั้งก่อน ๆ 2 ครั้งมา สมาธิสามารถสร้างขึ้นมาได้ 2 วิธี ๆ แรกโดยวิธีธรรมชาติ สมาธิจะเกิดขึ้นมาได้เองโดยอานิสงส์ของศีล สมาธิแบบนี้จะพบเห็นในหมู่พระภิกษุสามเณรเป็นส่วนมาก แม้ในบางท้องถิ่นบางภูมิประเทศของโลก คนธรรมดาสามัญ ที่ไม่เคยรู้จักการฝึกสมาธิโดยเทกนิคหรืออุบายวิธีการฝึกสมาธิตามหลักพระพุทธศาสนาเลย ก็ สามารถมีสมาธิขึ้นมาได้ ด้วยการบำเพ็ญศีลบารมี-ทานบารมีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทำจิตใจ ให้อ่อนโยนละเอียดลงไปได้ และรูปแบบแห่งสมาธิก็เป็นไปต่าง ๆ กัน เพราะที่มาแห่งสมาธิมิได้ เริ่มจากเทกนิคการฝึก สมาธิ แต่เนื่องจากอุปนิสัยที่ได้จากการบำเพ็ญศีล-ทานมายาวนาน บำเพ็ญธรรมบารมีมายาวนาน สมาธิชนิดนี้จึงเป็นสมาธิที่คนทั่วไปอาจ มองไม่เห็นรูปแบบ เช่นไม่ จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิ ก็เป็นสมาธิได้เหมือนกัน ยิ่งยุคสมัยใหม่ หากศีลดีทานดีใจอ่อนโยน ละเอียดแล้ว แม้นั่งหย่อนขาบนเก้าอี้ทำงาน หรือผู้ชราภาพนอนพักตะแคงอยู่ก็สามารถเข้าสมาธิ ไปได้ 


         
วิธีที่ 2 โดยอุบายหรือเทกนิคการสร้างสมาธิโดยเฉพาะ นับตั้งแต่กำหนดท่านั่งที่สมดุลย์ คือนั่งขัดสมาธิขาขวาทับขาซ้าย มือขวาวางบนมือซ้ายที่หน้าตัก ดำรงกายตรง วางสายตา ให้สายตาผ่านปลายจมูก นิ่งนับลมหายใจเข้า ออก หรือบริกรรมคาถา เป็นต้นไป จนถึงเทกนิคละเอียดออกไปตามแต่ละสำนักครูอาจารย์จะสั่งสอน จนไปสู่เป้าหมายของสมาธิอันเป็นเป้าหมายสากลได้ นั่นก็คือ การสามารถสร้างภวังคจิต ขึ้นมาได้ก่อน สำหรับใช้เป็นที่พักผ่อนทางจิตและที่เตรียมงานทางจิตในขั้นสูงต่อไป 


          ขั้นตอนของการฝึกสมาธิ เป้าหมายทางสมาธิที่ต้องการ ไม่ว่าจะพัฒนาการสมาธิไปโดยวิธีใด เช่นโดยธรรมชาติด้วยอานิสงส์ของศีล หรือด้วยวิธีการฝึกสมาธิโดยเฉพาะ ก็คือการได้ความเข้มแข็งแก่กล้าของสมาธิสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จากบริกรรมสมาธิ เป็นอุปจารสมาธิ และเป็น อัปนาสมาธิ ในที่สุด ภวังคจิต คุณภาพของภวังคจิตและนิมิตต่าง ๆ จะเป็นผลของสมาธิตามขั้นตอนดังกล่าว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหลายเหล่านี้ จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของเรา ซึ่ง หมายถึงสติที่รู้ตัว รู้เหตุการณ์ที่เป็นไปอยู่ รู้เรา รู้เขา รู้กาละเทศะ อันเหมาะสม ฯลฯ อยู่ทุกขณะโดย คุณธรรมแห่งสัตบุรุษนั้นควบคุมอยู่
         
งานระดับสมาธิสิกขา ที่มีความยากมาก จนแทบว่า น่าจะเป็นสิ่งเกินวิสัยของคนทั่วไป แม้กระทั่งนักบวชที่มีอยู่ขณะนี้ ก็คือขั้นตอนการสร้างภวังคจิตเป็นต้นไปตามที่บรรยายมาแล้วนี้ แต่นักศึกษาไม่พึงท้อใจว่า เมื่อทำงานสมาธิสิกขาไม่ได้สมบูรณ์ตามหลักสูตรขั้นตอนดังกล่าวแล้ว จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายสูงสุดของไตรสิกขา คือมรรคผล นิพพานได้ หากแต่จะต้องเอาใจใส่ในขั้นตอนศีลสิกขาให้ได้เต็มสมบูรณ์จริง ๆ ก็พอแล้ว พอเพียงที่จะก้าวหน้าไปตาม ลำดับจนบรรลุขั้นสูงสุดได้ เหมือนกัน เห็นได้จากบรรดาท่าน ๆ ที่ผ่านมาระยะหลังจนถึงยุคปัจจุบันนี้ ท่านทั้งหลาย ล้วนแต่สำเร็จประโยชน์โดยอานิสงส์ของศีลสิกขาล้วน ๆ แทบทั้งสิ้น
          หากแต่การก้าวหน้าในระดับสมาธิสิกขา การรู้แจ้งทั่วถึงในเทกนิคอุบายความสลับซับซ้อน ทุกระดับแห่ง สมาธิสิกขา จะสามารถไขความลับต่าง ๆ ของชีวิตมนุษย์ได้มากขึ้น รู้เท่าทันปรากฎการณ์ต่าง ๆ ทางศาสนา ลัทธิ ธรรมเนียมของมนุษย์โลกได้มากขึ้น และที่สำคัญ การศึกษาสมาธิสิกขา ไม่ ใช่สิ่งที่เหลือวิสัย หากสามารถฝึกหัดไปตาม เทกนิคการเรียนรู้ของสมาธิสิกขาได้จริง ๆ แล้ว ผลหรือ ปฏิเวธแห่งสมาธิสิกขาตามที่ได้บรรยายมาดังกล่าว ก็สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนมิต่างไปเลย จากการเรียนวิทยาศาสตร์ หรือศาสตร์อื่นใดในโลกยุคใหม่ ที่มีเทกนิคการสอนแบบมีเหตุมีผลแสดงได้ชัดเจน
         
การฝึกหัดในเทกนิคของสมาธิสิกขา อันเป็นหลักพื้นฐานสากล ก็คือ การหมั่นสวดมนต์ ที่ศาสนาทุกศาสนาต่างก็ทำอยู่ในศาสนาของตนนั่นเอง การสวดสาธยายมนต์ เป็นกิจเบื้องต้นของนักบวชในศาสนาทั้งหลาย ถ้าสวดช้าทำนองก็จะออกมาคล้ายบทสรภัญญะช้า ถ้าสวดพอประมาณก็เร็วพอประมาณพอดี ถ้าสวดเร็วก็จะกลายเป็นการบริกรรมคาถา แต่สิ่งที่สมาธิสิกขาต้องการก็คือ ไม่ว่าจะสวดช้า ปานกลาง หรือสวดเร็วก็ตาม ต้องให้ได้ท่วงทำนองการสวด สม่ำเสมอ ให้การลื่นไหลแห่งบทสวดมนต์เป็นจังหวะ ขึ้นลงสม่ำเสมอ ไม่ตะกุกตะกัก บทสวดนั้น ๆ จะต้องเรียบเรียงออกมาอย่างประณีต โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เป็นเทกนิคการสร้างสมาธิโดยเฉพาะด้วย อีกต่างหาก นอกไปจากเพื่อการรักษาแก่นธรรมและภูมิปัญญา สำหรับการศึกษาในปัญญาสิกขาสำหรับหมู่สงฆ์ บทสวดบูชาต่าง ๆ ที่ใช้สวดทำวัตรเช้า-ทำวัตรเย็น เป็นปกติประจำวันรวมทั้งบทสวดในพิธีกรรมพิเศษ ๆ นับตั้งแต่การสวดทำบุญต่าง ๆ ที่มักนิยมสวด 7 ตำนานบ้าง 12 ตำนานบ้าง ตลอดไปจน ถึงบทสวดพุทธาภิเษกสำหรับงานมงคลพิธีบ้าง บทสวดในงานศพ มีบทสวดชักผ้าบังสุกุลบ้าง บทสวดพระอภิธรรมบ้าง สวดธรรมนิยามบ้าง สำหรับพิธีกรรมงานอวมงคล เป็นต้นนั้น นับว่าท่าน วางเอาไว้อย่างดีและน่าจะพอใช้แล้ว เพียงแต่หมู่สงฆ์ นักศึกษาหมั่นสวดให้พร้อมเพียง พระนวกะ ที่บวชใหม่ต่ำกว่า 5พรรษาลงมาควรจะต้องจดจำและสาธยายให้ได้คล่องปากทุก ๆ บท เมื่อหมู่สงฆ์มาเข้าหมู่เนื่องในโอกาสใดใดก็ตาม เช่นเมื่อมีการประชุมพระสังฆาธิการ ประชุมต่าง ๆ ในโอกาสสอบธรรมสนามหลวง สอบบาลี แม้กระทั่งมีการจัดการอบรมความรู้ของพระสังฆาธิการระดับสูง ก็ตาม ควรจะได้พากันสวดมนต์เหล่านี้พร้อม ๆ กัน ไม่ควรละโอกาสเสีย ความพร้อมของหมู่จักเป็น แรงจูงใจโน้มน้าวให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาและก่อเกิดสมาธิขึ้น ได้มาก ก็จะเพิ่มกระแสพลังสมาธิของหมู่และปัจเจกชนขึ้นไปได้ง่าย เป็นเหตุจูงใจที่ยิ่งใหญ่สำคัญมาก ฉะนั้น อารามที่อยู่ในเขตเมือง เป็นวัดบ้านวัดเมืองหรืออารามอยู่กลางชุมชนกลางเมือง ก็มี โอกาศฝึกสมาธิกันได้โดยระบบธรรมชาติ ที่เป็นไปตามธรรมเนียมสงฆ์วางรับรองไว้อย่างดีอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องขยันหมั่นทำวัตรเช้า-วัตรเย็น และฝึกหัดการสวดมนต์หมู่ให้พร้อมเพียงคล่องแคล่ว อันเป็นการสวดภาวนาบริกรรมคาถายาวที่มีผลต่อการเกิดสมาธิกระแสหลักขึ้นได้วิธีหนึ่ง นอกจากนั้นนักศึกษา พระสงฆ์ สามเณรยังสามารถ ท่องบ่น สาธยายมนต์ดังกล่าวเหล่านั้นเป็น การเฉพาะตัวได้ตลอดไป โดยเฉพาะนักศึกษา นักธรรม หรือ บาลี ถือเอาการท่องบ่นสาธยายบทเรียนนักธรรมหรือบาลีนั้น อย่างสม่ำเสมอเป็นวัตรพิเศษส่วนตัว ก็จะยิ่งเพิ่มพูนประสิทธิภาพของสมาธิยิ่งขึ้นไป
          และสำหรับฆราวาส อุบาสก อุบาสิกา การฝึกหัดในสมาธิสิกขาระดับต้น ๆ นี้ ถ้าสามารถจะเลียนแบบนักบวชได้ก็ถือว่าสมบูรณ์ กล่าวคือ สวดทำวัตรเช้าทำวัตรเย็น สวดถวายพรพระ (อิติปิโส พาหุง มหากา) สวด 7 ตำนาน 12ตำนาน ธรรมนิยาม เช่นเดียวกับพระสงฆ์ หรือหากเป็น ศาสนิกชนในศาสนาอื่น ๆ ก็สามารถสวดบทอ้อนวอนต่าง ๆ ไปให้เป็นการสม่ำเสมอ ประจำวันไป ก็จะได้ผลทางสมาธิสิกขาเหมือนกัน ฆราวาส อุบาสก อุบาสิกา ผู้มุ่งหมายผลสำเร็จไตรสิกขาชั้นสูงจึงควรจะท่องบ่นสวดมนต์บทต่าง ๆ เช่นเดียวกับพระสงฆ์ แต่การสาธยายมนต์บทยาว ๆ บางทีก็มีข้อจำกัด เช่นไม่สะดวก ไม่ชอบด้วยกาละเทศะ เหตุ และผลบางประการ ก็มี เทกนิคการบริกรรมคาถา สั้น ๆ โดยตัดเอาเฉพาะบางบทบางคำในบทสวดมนต์นั้น โดยเลือกเอาคำใดก็ได้ เช่น ตัดเอามา เฉพาะคำว่า "อิติปิโส" มาบริกรรมกลับไปกลับมา คือว่า "อิติปิโส โสปิติอิ" กลับไปกลับมาหลับตาว่าไว ๆ ที่เรียกว่าบริกรรมคาถาถอย หลัง ใช้บริกรรมเข้าสมาธิได้ การฝึกหัดควรนับคาบบริกรรมให้ได้ตามกำหนด เช่น 7, 9 ไปจนถึง 108 คาบ เพิ่ม ความคล่อง ให้เร็ว จนสามารถว่าได้ครบ 108 คาบภายในชั่วอึดหนึ่งของลมหายใจได้ (กรณีตัวอย่างในขุนช้างขุนแผน ขุนแผนจอมขมังเวท สามารถบริกรรมคาถา อิติปิโส เดินหน้า ถอยหลัง 108 คาบในชั่วอึดใจ จนสามารถเสดาะกลอน ประตูห้องได้) ทำเป็นประจำ และอาจจำเป็นต้องมี เครื่องมือช่วยนับคาบ เช่นพวงลูกประคำ หรือก้านธูปช่วยด้วยก็ได้ จักเป็นทางแห่งการฝึกสมาธิสิกขาให้เกิดผลได้ คาถาบริกรรมเช่นนี้จะเลือกเอากี่คำ ๆ ก็ได้ เกจิอาจารย์เดิมท่านมักให้บริกรรมคำว่า พุทโธ เพราะหลักเทกนิคนี้มีว่า การบริกรรมเพียงเพื่อผูกจิตให้อยู่ ให้นิ่ง เป็นเบื้องต้นแล้วค่อยเพิ่มพลังจิตขึ้นไปเป็นอันดับต่อไป ฝึกหัดไปบ่อย ๆ โดยสม่ำเสมอ ก็สามารถเพิ่มพูนความนิ่ง เป็นสมาธิแรงกล้าขึ้นไปได้ เป็นผลให้กระแสจิต หรือ เจตนาแรงกล้าขึ้นไป ฉะนั้น แม้ ในต่างศาสนา ก็สามารถใช้หลักการนี้ได้เช่นเดียวกัน เช่นศาสนาฮินดู แต่ดั้งเดิมมา เหล่าโยคีนักบวชก็มักฝึกสมาธิกันรอบกองไฟ พอบริกรรมได้ 7 คาบก็พรมน้ำมนต์ลงไปในกองไฟครั้งหนึ่ง เสียงน้ำกับไฟสู้กันปลุกสติให้ตื่นได้ดี หรือออกไปบำเพ็ญตะปะเฉพาะตน ก็มักบริกรรมคาถาว่า "โอม นะมะศิวะ" (ข้าแต่พระศิวะผู้เป็นเจ้า) พร่ำภาวนาแต่คาถาบทนี้ไปไม่หยุด พลังสมาธิก็แก่กล้าขึ้น ถ้าเป็น คริสต์ศาสนิกชน ก็อาจจะเลือกคำสดุดีบางบท เช่นเลือกมาจาก Psalm 7 : 1 (สดุดี 7 : 1) ว่า
"O Lord, My God," ซึ่งจะมีความหมายตรงกับของฮินดูที่ว่า "โอม นะมะศิวะ"ใช้นั่งบริกรรมเป็นประจำและสม่ำเสมอ ก็จะเป็นทางฝึกเพิ่มพูน สมาธิได้เช่นเดียวกัน หรือ ชาวมุสลิม ก็อาจจะฝึกทำได้เหมือนกันนี้ โดยเลือกบทขับของกอรี ที่เป็นทำนองสรภัญญะ สรรเสริญอัลเลาะห์ คำใดคำหนึ่งจากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ก็ได้ผลเหมือนกัน ที่กล่าวนี้เป็นหลักวิทยาศาสตร์ หลักอิทัปปัจยตา สมาธิเกิดขึ้นได้จากการบริกรรมและการสวดมนต์ซ้ำไปซ้ำมาเป็นธรรมดาเช่นนั้น ประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งก็คือ การฝึกหัดดูลมหายใจเข้าออกของเราเอง ถึงแม้จะไม่เคยรู้หลักของอาณาปานสติภาวนาเลยก็ตามหากแต่เพียงหมั่นสังเกตลมหายใจเข้า ลมหายใจออกเป็นประจำ เป็นปกติสม่ำเสมอ พอได้โอกาสก็ให้ใจเหลือบชำเลืองดูลมแล่นเข้าไป และลมแล่นออกมาให้เป็นปกตินิสัย ก็เป็นวิถีทางช่วยสร้างพลังสมาธิได้อีกวิธีหนึ่ง และนอกจากนั้นยัง เป็นการสร้างพลังสติโดยเฉพาะอีกด้วย แล้วยังจะมีความหมายสำคัญในภายหลังเมื่อได้เรียนรู้เรื่อง ลมปราณที่พัดหมุนวนอยู่ในภาคภายใน ทำหน้าที่ควบคุมสุขภาพของภาคภายในทั้งหมดของเรา ปราณ นี้ ในที่สุดจักเป็น อุปการะแด่ ธรรมปฏิบัติแบบต่าง ๆ มาก รวมทั้งส่งเสริมให้ธุดงค์ทั้ง 13 ข้อเป็นไปด้วยดี โดยเฉพาะธุดงค์ข้อที่ 13 หากไม่รู้เรื่อง ปราณก็จักไม่สามารถดำรงอยู่ในธุดงค์ข้อที่ 13 คือ เนสัชชิกังคธุดงค์อัน เป็นธุดงค์ข้อที่ยากที่สุดในบรรดาธุดงค์ทั้งหมดได้ ฉะนั้น การฝึกดูลมหายใจเข้าออกจึงไม่ควรที่นัก ศึกษาไตรสิกขาจะละเลยเสียแต่ต้น 


          ความสำคัญ ความเด่น และความหมายที่ลึกซึ้งกว้างใหญ่ไพศาล และเฉียบคมของสมาธิสิกขาจะเห็นได้ตั้งแต่มีการสร้าง
ภวังคจิต เป็นต้นไป จากนี้ หากสามารถไปเชื่อมต่อได้กับภาคปัญญาสิกขาบางส่วนได้ ก็จักเหมือนสามารถท่องเที่ยวไปในโลกอื่นได้ ตามใจของเราเองก็เป็นเรื่องราวที่สนุกสนาน มีการประสบที่มหัศจรรย์ สิ่งที่เรียกว่าวิเศษ มหัศจรรย์ ก็จะได้พบ น่าตื่นเต้น มีการผจญภัยที่น่าระทึก ฯลฯ คล้ายที่ท่านเคยถ่ายทอดออกมาในรูปวรรณกรรมทาง ศาสนา เช่น รามเกียรติ์ และ ไซอิ๋ว เป็นต้น

 

 



           ปัญญาสิกขา

 

               ขั้นตอนของปัญญา ก็จะเป็นไปตามที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยปัญญาจักเป็นผล ของศีลและสมาธิ โดยธรรมชาติ กล่าวคือ เป็นขึ้นมาเองเมื่อคุณภาพของศีลและสมาธิได้ระดับและตรงตามแนวทางธรรมะในพระพุทธศาสนาได้จุดที่พอเพียง ก็จะเกิดการแตกตัวของปัญญาออกมาเอง โดยไม่จำเป็นต้องไปทำพิธีการใดใด หรือกำหนดหมายเวลาใดให้ได้ เพราะขึ้นอยู่กับการรวมตัวของ พลังศีล พลังสมาธิ ที่มีระดับพอเพียงเมื่อใดปัญญาก็แตกตัวออกมาเมื่อนั้น ฉะนั้น โดยหลักการนี้ แม้เมื่อขณะจะเอนกายลงนอนร่างยังไม่ทันแตะพื้นก็สามารถบรรลุพระอรหัตขึ้นมาได้ (กรณีพระ อานนท์ พุทธอนุชา) และโดยเทกนิคของปัญญาสิกขาโดยเฉพาะ หลายวิธีการ เช่น เทกนิคการเข้าสู่อารมณ์ฌาน ระดับต่าง ๆ โดยวิธีการของกสิณ ตามที่ได้อธิบายมาแต่คราวก่อน และเทกนิคของสติ ตามที่มีบรรยายไว้โดยละเอียด ในมหาสติปัฏฐานสูตร แล้ว กล่าวคือ การทำกายานุปัสนาสติปัฏฐาน ก็ดี, การทำเวทนานุปัสนาสติปัฏฐาน ก็ดี, การทำจิตตานุปัสนาสติปัฏฐาน ก็ดี และ การทำธรรมานุปัสนาสติปัฏฐาน ก็ดี ถือเป็นเทกนิค หรืออุบายระดับปัญญาสิกขาอีกชนิดหนึ่งที่จำเป็นต้องมีการเตรียมพื้นฐานมาก่อนเป็นอย่างดีแล้วเช่นกัน (ศีลต้องดีสมาธิต้องใช้ เช่นการนิ่งพิจารณา วาระจิตของตนเองในการทำจิตตานุปัสนาสติปัฏฐาน เป็นต้น) หากมิเช่นนั้น ผลที่ต้องการก็ยากจะเป็นขึ้นมาได้ อย่างไรก็ตามการใช้วิธีธรรมชาติหรือใช้เทกนิค แต่เพียงอย่างเดียวก็อาจจะไม่เพียงพอ ควรใช้ประกอบกันตามกาละเทศะอัน เหมาะสม หากแต่จะต้องคำนึงว่าพื้นฐานคือศีล จะต้องให้ได้ระดับที่จำเป็นก่อน คือ ระดับที่มีพลังพอจะจุดประกายถชะนวนของสมาธิและปัญญาขึ้นได้ แล้วจึงเสริมด้วยเทกนิคของสิกขา นั้น ๆ หากเริ่มด้วยเทกนิค ของสิกขาใดโดยปราศจากพื้นฐานที่จำเป็นเพียงพอแล้ว เช่นฆราวาสไม่เคยทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็น หรือไม่เคยทำบุญทำทานบริจาคไม่เคยตื่นเช้าตักบาตรพระ ไม่เคยเข้าวัดฟังธรรม ไม่คบคุ้นกับชาววัดเพื่อศึกษาอุปนิสัยวัดบ้างเลย ไม่เคยถอดรองเท้าเดินคลุกฝุ่นลุยโคลน บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ของชุมชน ไม่เคยศึกษาสังคมอื่น โดยเฉพาะสังคมผู้ยากไร้ สังคมเกษตรกรหรือ ปัจจุบันนี้ สังคม คนป่วยเป็นเอดส์ เป็นต้น ก็อาจจะไม่เกิดผลอะไรขึ้นมาเลย ก็จะได้เพียงทำ รูปแบบได้ หรือมีความรู้เรื่องธรรมะดี แต่หามรรคหาผลเจริญในภาคภายในมิได้เลย แม้ว่าจะมีการศึกษาธรรมะมา อย่างดี พูดบรรยายธรรมะได้อย่างจะแจ้งก็ตาม ก็มักจะไม่สำเร็จผลทางปฏิบัติ เข้าทำนองที่ว่า "คุยเสียดีที่แท้แพ้กิเลส" (คำของท่านพุทธทาสภิกขุ)


          อนึ่ง สิ่งที่ควรจะเข้าใจให้ถูกต้องตามความเป็นจริงก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเพียงเครื่องมือของการบรรลุ มรรคผลเท่านั้นเอง ความหมายก็คือ พุทธองค์ทรงบัญญัติศีลก็พอให้ สามารถบรรลุ ธรรมได้ ทรงบัญญัติสมาธิก็พอให้บรรลุธรรมได้ ทรงบัญญัติปัญญาสิกขาก็พอให้บรรลุธรรมได้ ไม่ทรงบัญญัติศีล สมาธิ ปัญญาสิกขา ให้มากเกินไปหรือน้อยเกินไป เมื่อบรรลุมรรคผลแล้ว ศีล สมาธิ ปัญญาสิกขา ก็กลายเป็นเพียงเครื่องประดับหรือรอยประวัติศาสตร์เท่านั้นเอง สภาวะแห่งการบรรลุที่ตนเองย่อมตรวจสอบได้เอง ก็ย่อมจะตรงกับหลักฐานพระพุทธธรรมตามพระสูตรต่าง ๆในที่นี้จะขอยกพระสูตรจากพระธรรมบท ภิกขุวรรคที่ 5 เรื่อง พระสัมพหุลภิกขุ ที่เคยเป็นนายโจรแต่ต่อมาได้พบ พระสาวกผู้ทรงธรรมเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาแล้ว พาหมู่โจรกลับใจบวชในศาสนานี้ พุทธองค์ทรงตรัส พระคาถานี้เพื่อให้สำเร็จพระอรหันต์ว่า

          เมตตาวิหาริ โย ภิกฺขุ,        ภิกษุใดผู้อยู่ด้วยสามารถแห่งเมตตา
          ปสนฺโน พุทธสาสเน,        
เลื่อมใสแล้วในพระพุทธศาสนา
          อธิคจฺเฉ ปทํ สนฺตํ,           
ภิกษุนั้นพึงบรรลุสันตบท(คือพระนิพพาน)
          สงฺขารูปสมํ สุขํ.              
เป็นที่เข้าไประงับสังขาร เป็นสุข
          สิญฺจ ภิกฺขุ อิมํ นาวํ          
ภิกษุท่านจงวิดเรือ(คืออัตตภาพ) นี้
          สิตฺตา เต ลหุเมสฺสติ  
        เรืออันท่านวิดแล้ว จักพลันถึง
          เฉตฺวา ราคญฺจ โทสญฺจ,   
ท่านตัดราคะและโทสะได้แล้ว
          ตโต นิพฺพานเมหิสิ.          
แต่นั้นก็จักถึงพระนิพพาน 
          ปญฺจ ฉินฺ เท ปญฺจ ชเห,   
ภิกษุพึงตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ5พึงละสังโยชน์เบื้องบน5
          ปญฺจ จุตฺตริ ภาวเย,          
และพึงยังอินทรีย์ 5 ให้เจริญยิ่ง
          ปญฺจสงฺคาติโค ภิกฺขุ,        
ภิกษุผู้ล่วงกิเลสเครื่องข้อง5 เสียได้
          โอฆติณฺโณติ วุจฺจติ.         
เราเรียกว่าผู้มีโอฆะอันข้ามแล้ว
          ฌาย ภิกฺขุ มา จ ปมาโท,    
ภิกษุ ท่านจงเพ่งฌาน และอย่าประมาทแล้ว
          มา เต กามคุเณ ภมสฺสุ จิตฺตํ,
จิตของท่านจงอย่าหมุนไปในกามคุณ
          มา โลหคุฬํ คิลิ ปมตฺโต,    
ท่านอย่าเป็นผู้ประมาทกลืนกินก้อนโลหะ
          มา กนฺทิ ทุกฺขมิทนฺติ          
อย่าเป็นผู้อันกรรมเผาอยู่
          ฑยฺหมาโน.                     
ต้องคร่ำครวญว่านี้ทุกข์ ดังนี้เลย 
          นตฺถิ ฌานํ อปญฺญสฺส,       
ฌานย่อมไม่มี แก่ผู้ไม่มีปัญญา
          นตฺถิ ปญฺญา อฌายิโน       
ปัญญา ย่อมไม่มี แก่ผู้ไม่มีฌาน
          ยมฺหิ ฌานญฺจ ปญฺญา จ,    
ฌานด้วย ปัญญาด้วย ย่อมมีในชนใด
          ส เว นิพฺพานสนฺติเก.         
ชนนั้นแล ชื่อว่าดำรงอยู่ในที่ใกล้พระนิพพาน
          สุญฺญาคารํ ปวิฏฺฐสฺส         
ความยินดีใช่ของมีอยู่แห่งมนุษย์
          สนฺตจิตฺตสฺส ภิกฺขุโน         
ย่อมมีแก่ภิกษุผู้เข้าไป แล้วสู่เรือนว่าง 
          อมานุสี รติ โหติ              
ผู้มีจิตต์ระงับแล้ว 
          สมฺมาธมฺมํ วิปสฺสโต,        
ผู้เห็นธรรมโดยชอบอยู่
          ยโต ยโต สมฺมสติ            
แต่กาลใด ๆ ภิกษุพิจารณาอยู่
          ขนฺธานํ อุทยพฺยํ,             
ซึ่งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย
          ลภติ ปีติปาโมชฺชํ
,            แต่กาลนั้น ๆ เธอย่อมได้ปีติและปราโมทย์
          อมตํ ตํ วิชานตํ.               ความได้ปีติและปราโมทย์นั้นเป็นธรรมอันไม่ตาย
                                            
ของผู้รู้อยู่ทั้งหลาย
          ตตฺตรายมาทิ ภวติ           
ความรักษาอินทรีย์ด้วย
          อิธ ปญฺญสฺส ภิกฺขุโน        
ความสันโดษด้วย ความสำรวม
          อินฺทฺริยคุตฺติ สนฺตุฏฺฐิ        
ในปาฏิโมกข์ด้วย นี้เป็นเบื้องต้น
          ปาฏิโมกฺเข จ สงฺวโร.       
ในธรรมอันไม่ตายนั้น ย่อมมีแก่
                                            
ภิกษุผู้มีปัญญาในศาสนานี้.
          มิตฺเต ภชชฺสุ กลฺยาเณ,     
ท่านจงคบมิตรทั้งหลายที่ดี
          สุทฺธาชีเว อตนฺทิเต,         
ที่มีพยายาม เครื่องอาศัยเป็นอยู่หมดจด 
                                            
ที่ไม่เกียจคร้านแล้ว
          ปฏิสนฺถารวุตฺยสฺส,           
ภิกษุพึงเป็นผู้ประพฤติปฏิสันถาร
          อาจารกุสฺโล สิยา            
พึงเป็นผู้ฉลาดในอาจาระ
          ตโต ปาโมชฺชพหุโล,        
เพราะเหตุทั้งสองนั้น ท่านจักมีปราโมทย์มาก
          ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสสิ.         
กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

          [***จาก ธรรมสมบัติ หมวด 12 คาถาธรรมบทแปล มีเรื่องปรารภนำ (ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ) โดยพระศาสนโสภณ(แจ่ม) พระธรรมบท ภิกขุวรรคที่ 25 มหามกุฏราชวิทยาลัยพิมพ์ ครั้งที่ 6/2496 หน้า 279-82] 

 


         กล่าวหลักไตรสิกขามาคราวนี้ เป็นการกล่าวทฤษฎีที่สมบูรณ์ ในภาคปฏิบัติจริง ความยาก ลำบากจะอยู่ที่ ระดับสุดยอด ๆ ของแต่ละสิกขา กล่าวคือ ศีล ความยากที่สุดอยู่ที่การเฝ้าตรวจสอบตัวเองให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้วให้ได้จริง ๆโดยให้ได้แม้เพียงครั้ง ๆ คราว ๆ เท่านั้นก่อน เช่นจะตรวจสอบให้ได้ใน 7 วัน หรือใน 1 วัน หรือแม้เพียง 1 ชั่วโมง วิธีทำก็คือ เข้าไปอยู่ หรือท่องเที่ยวไปในสถานที่เฉพาะ ที่อาจจะอำนวยให้การรักษาศีลให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้วให้ได้จริง ๆ ทั้ง ไตรทวาร แม้จะได้เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม ด้วยเหตุนี้จะเห็นมีวิธีปฏิบัติที่ค่อนข้างหลากหลาย
แต่หลักที่เป็นพื้นฐานจริง ๆ ก็คือ จะต้องปลีกตัวไปเสียจากการคลุกคลีด้วยหมู่ ไปอยู่คนเดียวในอุโบสถบ้างบนยอดเจดีย์บ้างในป่าช้าบ้างฯลฯสุดแต่จะหาได้จึงจะทำตัวให้บริสุทธิ์ได้และจุดที่ต้องการเบื้องต้นก็คือความอ่อนโยนลงไปแห่งจิตซึ่งในที่สุดจักนำมาซึ่งกายทิพย์ ก็คือให้เห็นร่างภายในอันบริสุทธิ์ซ้อนตัวอยู่ในร่างกายหยาบของเราขึ้นมา ซึ่งสมควรเรียกชื่อว่ากายทิพย์ได้ หากแต่มิใช่วิถีไสยศาสตร์ แต่เป็นวิทยาศาสตร์ คือมีที่มาที่ไปชัดเจน มีเหตุ ใครสร้างเหตุ (คือศีล)ได้ก็มีได้ทุกคนๆไม่มีข้อยกเว้นซึ่งต่อมาเมื่อเจริญสมาธิไปได้ถึงระดับสร้างภวังคจิตขึ้นมาได้ซึ่งจะบ่งบอกถึงความสามารถในระดับอุปจารสมาธิขึ้นไปถึงอัปนาสมาธิ อันนับเป็นขั้นที่ยากยิ่งของสมาธิสิกขาไม่แพ้กันภวังคจิตที่สร้างขึ้นมาได้นี้ก็จะไปสัมพันธ์กับกายทิพย์ที่เป็นผลของศีลสิกขา ด้วยภวังคจิตที่ไปสัมพันธ์กับ กายทิพย์ ก็สามารถทำให้เกิดปฏิภาคนิมิตขึ้นได้ ก็สามารถจะทำสิ่งที่เกจิอาจารย์เดิม ๆ ท่านพูดไว้ ก็คือ การถอดกายทิพย์ออกไปได้ การถอดกายทิพย์นี้จะทำยังไม่ได้ จนกว่าจะสำเร็จสมาธิสิกขาระดับ กลาง ๆ เสียก่อน เพราะสมาธิจะเป็นสิ่งที่รวมพลังทุกอย่างให้เป็นหนึ่งเดียว ไม่แตกกระจาย หากแต่เมื่อยังไม่สำเร็จมรรคผล ก็จะต้องระวังให้มาก ที่จะใช้ความสามารถชนิดวิเศษนี้ไปในทางอื่นที่ มิใช่ทางมรรคผล ที่มิใช่ทางแห่งไตรสิกขา เช่น ไม่ไปเที่ยวในที่อโคจร ที่อาจทำให้ศีลวิบัติ เป็นต้น แต่ต้องไปในที่สันโดษ สงัด ที่อันปลีกไปจากหมู่ เพื่อปฏิบัติธรรมชั้นลึกซึ้งต่อไป เช่นการพยายามเพ่งหยั่งลงไปในฌานชั้นลึก และมีความหนาแน่นสูงพอตัดกิเลสได้ (อันเป็นระดับปัญญาสิกขาชั้นสุดยอด) เป็นต้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเมื่อ สามารถรวมศีล กับสมาธิเป็นเนื้อเดียวกันในระดับหนึ่งได้แล้วก็สามารถถอดเอากายทิพย์ออกไป เพื่อแสวงหาที่ปฏิบัติธรรมอันเหมาะสมชั่วครั้งชั่วคราว เช่นในวิสัยฆราวาส ผู้มีภาระหน้าที่มากมายตลอดวัน ไม่อาจจะปลีกตัวไปป่าช้า หรือวัดวาอารามหรือที่สงบไม่คลุกคลีได้เลย ก็อาศัยการถอดกายทิพย์นี้ออกไปจำศีล ในถ้ำใต้ท้องทะเลบ้าง บนก้อนเมฆบ้างที่ไหน ๆ ก็ได้ที่ปลีกไปจากคน ที่ ๆ ไม่มีคนมาให้เห็น แม้กระทั่งเข้าไปนั่งสมาธิภาวนา ภายในโพรงท้องงูเหลือมยักษ์ ใหญ่เท่าลำตาล ที่ซึ่งคนหรือผู้ใดไม่อาจไปรบกวนก็ได้ ก็สนุกมาก และอย่างนี้แหละที่เรียกว่า ศีลใจ คือถอดเอาใจไปรักษาศีล ในสถานที่อันเหมาะสมอย่างยิ่งได้ อย่างไรก็ตาม ในระดับที่เป็นไปนี้ยังไม่ถึงอรหัตมรรค ก็ต้องพยายามต่อไป โดยทำความพากเพียรในปัญญาสิกขา ต่อไป จนถึงที่สุด 


          การทบทวน ไม่ควรข้ามอนุสสติ 10 คือ ตั้งแต่ พุทธานุสสติ, ธัมมานุสสติ, สังฆานุสสติ, สีลานุสสติ, จาคานุสสติ, เทวตานุสสติ, มรณัสสติ, กายคตาสติ, อานาปานสติ, อุปสมานุสสติ, เป็นต้น ส่วนการพากเพียรใน มหาสติปัฏฐาน 4 (ตามสติปัฏฐานสูตร ว่าด้วยการเจริญสติปัฏฐาน) หมายถึงการพากเพียรในกาย เวทนา จิต และธรรม เพื่อให้มรรคผลแตกตัวขึ้น เป็นปัญญาสว่างไสวในที่สุด กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ท่านให้หมั่นสังเกตลมปราณ เป็นเบื้องต้น ถ้าชำนาญอานาปานัสสติมาแต่เดิมก็จะสามารถพัฒนาปราณไปได้ไกล ปราณจะเป็นตัวคุมความมั่นคง ของภาคภายในได้ดีมาก เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานคือการศึกษาทุกข์ให้รู้แจ้งธรรมดาแห่งทุกข์ไประดับหนึ่งพอรู้ตัวได้ว่าขณะนี้ถูกครอบงำด้วยทุกข์ชนิดใดอยู่ โดยมีลำดับความสำคัญอยู่ที่ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติตามแยกวาระ แห่งจิตใจ ว่าจิตของเรามีความเป็นธรรมดาอย่างไร บ้าง ส่วนที่เป็นฝ่ายดี ๆ อย่างไร ส่วนที่เป็นฝ่ายชั่ว มลทินอยู่มี อะไรบ้าง แยกวิเคราะห์ออกมาให้ เห็นแจ่มแจ้งแล้วพยายามแก้ไขให้จิตส่วนดีมีมากกว่าส่วนชั่ว แล้วไปเพ่งธรรมารมณ์ที่เรียกว่า ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน มีสติตามรู้อารมณ์แห่งฌานอยู่ตลอดเวลา ให้รู้สภาวะแห่งฌานระดับต่าง ๆ พยายามเข้าสู่อารมณ์แห่งฌานที่จำเป็นให้ได้ (ในสติปัฏฐานสูตร ท่านหมายเอา นิวรณ์ 5 หรือความกังวล 5 อย่างมี กาม, พยาบาท, ถีนมิทธะ, อุทธัจจกุกกุจจะ และ วิจิกิจฉา เป็นอารมณ์ที่ต้องตามรู้และประหารเสีย) แล้วย่อม บรรลุพระอรหัต ส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของมหาสติปัฏฐาน 4 แท้จริง ก็คือการพยายามพากเพียรฝึกหัดในกสิณและฌานนั่นเองภาคปัญญาสิกขายังหมายถึงการนำเอาธุดงควัตรเข้ามาเสริมในขณะนั้นด้วย เพราะเป็นระดับที่หวังถึง มรรคผล นิพพาน ขั้นสูงสุดแล้ว นั่นคือเป็น การรบเป็นสงครามครั้งสุดท้ายแล้ว 


          ฉะนั้น องค์ประกอบรวมที่จำเป็นของภาคปัญญาสิกขาดังกล่าว ควรให้พร้อมและสามารถเสริมซึ่งกันและกันได้ทันที จึงจะประสบความสำเร็จคือเป้าหมายสุดท้ายแห่งไตรสิกขาได้ และการ พากเพียรใดใดจำเป็นต้องให้เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ มีการต่อเนื่อง ต้องไม่ประมาท ต้องปิดโอกาสปิดทวารทั้งหมด ไม่เปิดโอกาสให้มารคือ กาม ราคะตัณหา ต่าง ๆ แทรกแซงได้ ไปจนกว่าจะบรรลุแจ้งธรรม สำเร็จมรรคผลขั้นสูงสุด คือการเห็นแจ้งโลกตามความเป็นจริง คือ ความที่โลกเป็นทุกข์ เป็นอนิจจัง และเป็นอนัตตา แล้วสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายที่เคยปรากฏว่าวิเศษนี้ จักกลายมาเป็นเพียงเครื่องมือ หรืออุบายของการปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพานเท่านั้นเอง เพราะมรรคผลนิพพาน จะกลบความสำคัญของสิ่งวิเศษเหล่านั้นไปเสียทั้งสิ้น 


         
สิ่งสำคัญในไตรสิกขา ที่ยากและมีผู้ปฏิบัติได้สมบูรณ์บ้าง ไม่ได้สมบูรณ์บ้าง ต่างกันไปนั้น บอกให้รู้ว่านั่นคือ เหตุให้มีพระอริยบุคคลหลายประเภทกัน นับตั้งแต่พระอริยบุคคลระดับโสดาบันก็มีหลายประเภท สกิทาคามีก็มีหลาย ประเภท อนาคามีก็มีหลายประเภท แม้พระอรหันต์ก็มี หลายประเภท สิ่งที่จำแนกประเภทของพระอริยบุคคลก็คือ ความสมบูรณ์ในบารมีไตรสิกขานั่นเอง เห็นได้จาก พระอรหันต์ ก็มีประเภทที่ไม่ชำนาญด้านสมาธิสิกขาเลย ก็มี ที่เรียกว่า วิปัสสกอรหันต์ ที่สำเร็จโดยวิปัสนา-ปัญญาสิกขาระดับหนึ่ง ซึ่งจะมีคุณสมบัติต่าง ไม่เสมอเหมือนพระอรหันต์ที่สำเร็จโดย เจโตวิมุตติ จะมีความชำนาญในสมาธิเป็นพิเศษ และประเภทที่รอบรู้แตกฉาน มี ปฏิสัมภิทาญาณ มีปัญญาสิกขา นำศีลสิกขา และสมาธิสิกขา พระอรหันต์ผู้รู้ สมบูรณ์ในไตรสิกขาคือ ทั้งศีลสิกขา สมาธิสิกขา และปัญญาสิกขา โดยสมบูรณ์ ก็เป็นอีกประเภทหนึ่ง หากแต่ พระอรหันต์ ไม่ว่าประเภทใด ท่านล้วนแต่เป็นผู้ตัดกิเลสสิ้นเชื้อของตัณหาโดยสมบูรณ์แล้ว เป็นผู้ที่มีความสุขเสมอกัน กล่าวคือถึงความสุขจากการพ้นกิเลส เสมอกันทั้งสิ้น ไม่มีพระอรหันต์องค์ใดมีความสุขน้อยหรือมากกว่าองค์ใด และพระอรหันต์ท่านก็จะไม่ถือตัวว่าท่านเป็นประเภทนั้นประเภทนี้ เพราะความรู้ ความชำนาญเฉพาะตัวพระอรหันต์ที่แตกต่างกันไปนั้น จะเป็นการจำแนกภาระหน้าที่ที่แตกต่างกันโดย อัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องให้มีผู้ใดกำหนดให้ 


          การกล่าวไตรสิกขามาถึงบัดนี้ พยายามจะให้ข้อสังเกตว่า การบรรลุธรรมนั้น มีได้แม้ว่า จะขาดความสมบูรณ์ในไตรสิกขาบางระดับขั้นตอนไปบ้างก็ได้ เช่นระดับสมาธิสิกขา ถึงอาจจะไม่สามารถเข้าภวังคจิตได้ หากพากเพียรไป ถูกทาง ก็ยังสามารถบรรลุธรรมขั้นสูงสุดได้ ในปัญญาสิกขา เทกนิคบางประการ เช่นกสิณ และแม้มหาสติปัฏฐานเองก็ตาม อาจไม่จำเป็นต้องชัดแจ้งนักก็ได้ แต่ต้องพยายามไปให้ถูกทาง คำว่า ถูกทาง หมายถึงถูกทางของพระพุทธศาสนา โดยหลักการก็คือ ไม่มีการอ้อนวอนขออำนาจดลบันดาลใดประสิทธิ์ประศาสน์ให้ จะต้องบรรลุด้วยตนเอง ด้วยการเพิ่มคุณภาพให้ตนเองจนถึงระดับที่พอเพียงที่จำเป็นสำหรับการก่อเกิดประกายแห่งมรรคผลขึ้นมาได้ แล้วควรลอง สังเกตธรรมปฏิบัติหลายข้อที่ท่านกล่าวไว้ในบาลีที่ อ้างมาข้างต้นนั้นแล้วนำไปปฏิบัติ จัก เป็นการเสริมภาคปัญญาสิกขาได้ดีขึ้นอีกด้วย 


          ส่วนที่เป็นหลักที่จะต้องปฏิบัติให้ปรากฏผลขึ้นโดยชัดแจ้งมี 2 ประการ คือ ฌาน และ ปัญญา ธรรม 2อย่างนี้จะต้องเป็นเหตุและผลควบคู่กันเสมอ อุปมาเหมือนเหรียญ 2 ด้าน และ ฌานกับปัญญานี้เองที่ใช้ทดสอบ ความบรรลุธรรมของบุคคลได้ด้วยตัวเองหากมีแต่ปัญญาความรู้รู้ไปหมดทุกอย่างจนกระทั่งมั่นใจว่าตนรู้ไปหมดเช่นนี้แล้วย่อมบรรลุพระอรหัตเช่นนี้ถือว่า พลาด จะต้องไปตรวจสอบกับฌานด้วยว่าเมื่อมีปัญญา เชื่อว่ามีปัญญาแล้ว มีฌานมากำกับอยู่ด้วยหรือไม่ ปัญญาอยู่ระดับใด ฌาน อยู่ระดับใด เสมอกันหรือไม่ ดังบาลีที่ยกมาข้างต้นที่ว่า 

          นตฺถิ ฌานํ อปญฺญสฺส,          ฌานย่อมไม่มี แก่ผู้ไม่มีปัญญา
          นตฺถิ ปญฺญา อฌายิโน         
ปัญญา ย่อมไม่มี แก่ผู้ไม่มีฌาน
          ยมฺหิ ฌานญฺจ ปญฺญา จ,      
ฌานด้วย ปัญญาด้วย ย่อมมีในชนใด
          ส เว นิพฺพานสนฺติเก.           
ชนนั้นแล ชื่อว่าดำรงอยู่ในที่ใกล้พระนิพพาน
          (พระธรรมบท ภิกขุวรรคที่ 25)



         
การกล่าวไตรสิกขามาถึงขั้นตอนนี้ อาจจะสรุปได้ว่า ได้กล่าวถึงหลักการทั้งทางทฤษฎี และทางปฏิบัติมาค่อนข้างสมบูรณ์ และพอจะชี้นำทางปฏิบัติแด่ชนทั้งหลายให้ปฏิบัติด้วยตนเอง ไปได้ ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ภิกษุหรือสามเณร ตลอดทั้งปวงชนชาติศาสนาใดใดในโลกนี้ หากเข้าใจในหลักการแล้วก็จะมีความมั่นใจ โดยสรุปแล้ว ภาคศีลสิกขา นั้น จำเป็นต้องทำตัวให้อ่อนโยนลงไปให้ได้ เป้าหมายของศีลสิกขาคือความอ่อนโยน ความละเอียดเป็นเนื้อเดียวกันล้วน ๆ ซึ่งจะเอาไปใช้ในการเชื่อมเข้าสู่ ฌานคือธรรมารมณ์อันละเอียดอ่อนที่โดยธรรมชาติของมันสามารถตัดกิเลสได้ ถ้าจิตใจหรือบุคลิกภาพทั้งมวลหยาบ กระด้าง แข็ง มีกาก มีเนื้อเดนผสมอยู่แล้ว จะไม่สามารถเชื่อมเข้าได้กับธรรมารมณ์ดังกล่าว เพราะเนื้อของธรรมารมณ์ทั้งสองส่วนนั้น ไม่เสมอกัน ก็เข้ากัน เชื่อมถึงกันไม่ได้ ท่านบัญญัติศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 หรือบัญญัติเรื่อง การทำบุญทำทาน (บุญกิริยาวัตถุ 10 : ทานมัย, สีลมัย, ภาวนามัย,อปจายนมัย, เวยยาวัจจมัย,ปัตติทานมัย,ปัตตานุโมทนามัย,ธัมมัสสวนมัย,ธัมมเทสนามัย,และทิฏฐิชุกัมม์เป็นต้น)ขึ้นมาก็เพื่อเป็นเครื่องมือปฏิบัติการสู่ความอ่อนโยนดังกล่าวนี้ ฉะนั้น แม้ เพียงปฏิบัติในศีลสิกขาได้สุดยอดดังนี้ ก็สามารถไปสัมผัสมรรคผลนิพพานได้ระดับหนึ่ง และที่ สำคัญศีลเองจะเป็นเหตุให้สมาธิก่อตัวขึ้นได้ โดยอัตโนมัติด้วยทางหนึ่ง นอกไปจากเทกนิควิธีสร้างสมาธิเอง ตามที่ได้อธิบายมาแล้ว เมื่อศีลสิกขานำไปสู่ความอ่อนโยนและ บุคคลิกภาพ ของบุคคลก็อ่อนโยนตามไปด้วย วิถีความเป็นอยู่ของชีวิตผู้ประพฤติธรรมในท่ามกลางหมู่มนุษย์ผู้มีกิเลสทั้งหลายก็จะมีจุดอ่อน จะต้องเข้าใจปรับตัวเองให้รอด คือสามารถรักษาความบริสุทธิ์หรือคุณภาพของศีลไว้ให้ได้ เช่นต้องระมัดระวังในเรื่องการคบเพื่อน ต้องปลีกตัวไปจากเพื่อนที่เคยพากันประพฤติตัวหยาบ กระด้าง พยายามเข้าเสวนากับหมู่ชนที่เป็นบัณฑิต พยายามมองหาเพื่อนใหม่ ที่เป็นกัลยาณมิตรที่เข้ากันได้ ต้องระวังสิ่งแวดล้อมที่อยู่ อาศัยให้ได้ที่สัปปายะ ต้องเอาคุณธรรมของมงคลสูตร 38 ประการมารักษาตัวให้รอด จนกว่า จะสามารถสร้างคุณภาพแห่งสมาธิขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง คือระดับที่ไม่หวั่นไหวในโลกธรรมทั้งหลายได้ ในระดับพื้นฐานที่จำเป็น เพราะสามารถสร้างปราการ สร้างภูมิคุ้มกันตัวเองได้อย่างเหนียวแน่น โดยสามารถสร้างภวังคจิตขึ้นมาได้ ในระดับสมาธิ สิ่งที่ต้องการคือความเด็ดขาดเป็นหนึ่ง ความที่พยายามรวมสิ่งที่ละเอียดอ่อนเป็นเนื้อเดียวกัน อันเป็นผลของศีลสิกขา แล้วปั้นขึ้นมาเป็นรูปร่าง ทว่าเป็นรูปร่างแห่งความดีล้วน บริสุทธิ์ล้วน แล้วมั่นคง เหนียว ไม่บุบ ไม่สลาย เมื่อเผชิญการปะทะ ขัดแย้ง มีลักษณะเป็นอุดมการณ์อันสูงส่งขึ้นมาได้อย่างไม่คลอนแคลน และผู้ปฏิบัติเองได้สัมผัสคุณภาพเช่นว่านั้น ได้ด้วยตนเอง 


         
ในระดับศีลสิกขา อาจจะต้องหลบหลีกโลกเพื่อเอาตัวรอด และเพื่อรอคอย สังเกตหมู่พระภิกษุสงฆ์ จะเห็นมีพระวินัยหลายข้อที่มีจุดมุ่งหมายพิทักษ์ให้พระสาวกสามารถอยู่ในศีลสิกขา อย่างบริสุทธิ์ปลอดภัยได้ เช่นหลัก อนิยต 2 (การเสวนากับสตรีในที่ลับหูและที่ลับตา) โดยพระวินัยหรือหลักอโคจร 4 โดยพระธรรม เป็นต้น แต่ระดับสมาธิอาจจะไม่ต้องหลีกโลก เมื่อมีความจำเป็นก็อาจจะกล้าปะทะทำลายโลกที่ชั่วเขลาด้วยพลังสมาธิได้โดยที่ไม่เป็นผลเสียหายแก่สมาธิสิกขา หากแต่เป็นการทดสอบ และเป็นการเพิ่มพูนพลังสมาธิยิ่งขึ้นไปด้วยวิธีหนึ่ง แต่จะสามารถทำได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ต้องระวังในความพอเหมาะพอดี ตราบจนบรรลุความสมบูรณ์แห่งปัญญาสิกขาแล้วนั้น จึงไม่จำเป็นต้องหลบหลีกโลกอีกต่อไป เมื่อมีความจำเป็นก็อาจจะอยู่ในท่ามกลางโลกที่มีกิเลส อวิชชา ได้อย่างบริสุทธิ์ 

          การประพฤติไตรสิกขา เมื่อคุณภาพแห่งไตรสิกขาเพิ่มขึ้น ๆ อาจจักได้พบเห็นสิ่งที่คนทั่วไปคิดว่าเป็น สิ่งวิเศษ ที่น่าตื่นเต้น น่าภาคภูมิใจ จนเกิดความหยิ่งขึ้นมาได้มากมายหลายอย่าง จนอาจจะเกิดความหลงผิดและออกนอกลู่นอกทางไปเพราะความหลงในสิ่งวิเศษเหล่านั้นได้ จะต้องมีหลักในการตรวจสอบตนเอง ว่า
ถ้ากิเลส ราคะตัณหายังไม่สิ้นไปแล้ว แม้ว่าจะได้ของวิเศษใดมา ก็หาใช่มรรคผลนิพพานไม่ ยังต้องพยายามต่อไป โดยฉลาดรู้จักใช้ของวิเศษนั้นให้เป็นประโยชน์แด่วิถีทางมรรคผลนิพพานให้ได้ และ จะต้องไม่ให้ของวิเศษนั้นพาตัวเองไปสู่หายนะ คือพาไปสู่ กามหรือโลกธรรม เสียได้ ฉะนั้น ในระหว่างการบำเพ็ญศีลสิกขา สมาธิสิกขา และ ปัญญาสิกขา โดยอยู่ห่างไกลครูบาอาจารย์ ผู้รู้ จะต้องพยายามใช้ความสังเกต สติ และ ปัญญา มาประกอบ ทุกระดับ ทุกขั้นตอน เพื่อให้การปฏิบัติแต่ละขั้นตอน เป็นไปโดยเหมาะสม ไม่หลงผิดไป ไม่ก่ออันตราย ไม่หลงในความวิเศษและใช้ความวิเศษนั้นไปทำบาป โดยต้องมุ่งตรงไปสู่เป้าหมายสูงสุดของแต่ละสิกขานั้นอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งฆราวาสผู้ประพฤติธรรม ซึ่งอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ระกำลำบากกว่าพระภิกษุสงฆ์ เพราะเท่ากับอยู่ท่ามกลางข้าศึก จำเป็นต้องใช้ความสังเกตุ สติและปัญญาในการต่อสู้เอาตัวรอดให้มาก โดยให้เกิดความเหมาะสม ให้วิถีชีวิตเดินไปได้โดยไม่ลำพอง ก่อการบาป ไม่ก่ออันตรายต่อชีวิต ตนเอง ทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรมพร้อมกันไปจนกว่า ฝ่ายธรรมจะแก่กล้าขึ้น ไปถึงที่สุดที่พร้อมจะสละโลกเสีย

          รายละเอียดของไตรสิกขา ส่วนที่เป็นเทกนิคละเอียดลงไปแต่ละระดับขั้นตอน ยังมีอีกมากมาย หากนักปราชญ์ ผู้รู้ ทั้งหลายพยายามกล่าวไปให้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้วจะเอื้อแด่การศึกษาด้วยตนเอง อันเหมาะกับยุคสมัยเป็นอย่างยิ่ง. 

         
** จาก หนังสือพิมพ์ดี(อินเทอเนต) ฯ เล่มที่ 22 พ.ศ. 2543

 

 

 

 

 

 

 

 

 จะปฏิรูปการปกครองสงฆ์ไปทำไม ?
การปฏิรูประบบไตรสิกขา 
(ตอนที่ 4)

 

 

คำถาม :- 

            กรณี หากสังคมยังจะไม่อาจแก้ไขอะไรได้เลย เพราะสาเหตุใดก็ตาม 

            หมู่สงฆ์อาจสามารถดำเนินการด้านการปฏิรูปการศึกษาก่อน โดย 

            จัดการศึกษาให้ เดินตามพระธรรมวินัย คือ การศึกษาตามหลักไตรสิกขา

            (มรรค 8) ให้อธิบายขยายความหมายของการศึกษา ระบบไตรสิกขาต่อไป 

            จากคราวที่แล้ว พอให้ เกิดความเข้าใจสามารถจับหลักการสำคัญทั้งแนว

            ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธแห่ง การศึกษาระบบนี้ได้ชัดเจน อนึ่ง

             หากจะพยายามสร้างขึ้นเป็นหลักสูตรสำหรับการ ศึกษาไตรสิกขาโดยเฉพาะ 

            กล่าวคือมีจุดมุ่งหมายเพื่อการบรรลุมรรคผล ให้สำเร็จ เป็นพระอริยบุคคล

            ระดับชั้นต่าง ๆ นับแต่ชั้น โสดาบันขึ้นไปจนถึงชั้น สูงสุด คือ พระอรหันต์

            จักอาจจัดสร้างเป็นหลักสูตรได้อย่างไร หลักสูตรระดับพระโสดาบัน 

            ควรจะเป็นอย่างไร หลักสูตรระดับพระสกิทาคามีอย่างไร ฯลฯ

            แล้วเราจะเชื่อได้อย่างไรว่าสิ่งที่บรรยายหรือเสนอมานี้ จักเชื่อถือได้ 

            ไม่พาหลงทางคดโค้งไกลไปกว่าเดิมอีก หรือร้ายสุดเป็นมิจฉาทิฏฐิไป

 

 


คำตอบ :-

 

         คำถามที่ว่า หากจะพยายามสร้างขึ้นเป็นหลักสูตรสำหรับการศึกษาไตรสิกขา โดยเฉพาะ กล่าวคือมีจุดมุ่งหมายเพื่อการบรรลุมรรคผลให้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลระดับชั้น ต่าง ๆ นับแต่ชั้น โสดาบันขึ้นไปจนถึงชั้นสูงสุดคือพระอรหันต์ จักอาจจัดสร้างเป็นหลักสูตรได้อย่างไร หลักสูตรระดับพระโสดาบัน ควรจะเป็นอย่างไร หลักสูตรระดับพระสกิทาคามีอย่างไร ฯลฯ นับเป็นคำถามสำคัญ ซึ่งการที่จะกล่าวถึงประเด็นนี้ จำเป็นต้องมามองดูสถานการณ์ พระพุทธศาสนาโดยกว้างขวางดูก่อน จะต้องเริ่มมาจากข้อสังเกตก่อนว่า ในระยะหลัง ๆ มาของสถานการณ์พุทธศาสนาในราชอาณาจักรไทยนี้ คำว่า "พระอริยบุคคล" นับตั้งแต่พระอริยบุคคล 4 มี พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และ พระอรหันต์ หรือหากจะจำแนกละเอียดลงไปอีก เป็น 8 บุรุษ ตามขั้นตอนของ มรรค และผลก็จะเป็น พระโสดาบันมรรค พระโสดาบันผล, พระสกิทาคามิมรรค พระสกิทาคามิผล, พระอนาคามิมรรค พระอนาคามิผล, พระอรหันตมรรค พระอรหันตผล, นั้น ได้หดหายไปจากสำนึกอันลึกซึ้งของสังคมไทยพุทธมาเป็นเวลานานมากแล้ว กล่าวคือ ไม่มีผู้ใดเชื่อว่าจะมีพระอริยบุคคล 4 หรือ 8 ในสังคมมนุษย์ พระอรหันต์ได้สิ้นสุดลงไปในโลกแล้ว แม้ในหมู่สงฆ์เอง โดยเฉพาะพระบ้าน หรือพระในเมือง หรือพระราชการสงฆ์เจ้าขุน มูลนายเอง ส่วนหนึ่ง ก็หาได้เชื่อได้เข้าใจไม่ว่า ทางมรรคผล นั้นมีจริงอยู่ โดยเห็นว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน ไม่ใช่กาลไม่ใช่สมัย มีได้แต่สมัย เก่าก่อนเท่านั้น หากหมู่สงฆ์พูดกันขึ้นถึงเรื่องราวอันสูงสุดนี้ เช่นพูดถึงเรื่องของ พระผู้สำเร็จธรรมระดับชั้นต่าง ๆ ก็จะพากันเยาะหยันมิตั้งใจสดับรับฟังเสียก่อน โดยเริ่มมองไปว่า เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เป็นเรื่องตลก น่าหัว โดยเฉพาะ พระสงฆ์ที่อยู่ในระบบอำนาจที่มีตำแหน่งและสมณศักดิ์ใหญ่โตแต่หามรรคผลมิได้ จะมีความอิจฉาริษยาสูง ด้วยอัตตาโตใหญ่ตามไปกับตำแหน่งและยศศักดิ์นั้นด้วย จึงเป็นเหตุที่ปิดกั้นวิถีทางมรรคผลที่สำคัญมาก ต่อมาจึงได้เริ่มมี ปรากฎการณ์ที่พิศูจน์ให้คนยุคใหม่กลับความคิดว่า การบรรลุธรรมสูงสุดมีเหตุมีผลที่จะเชื่อได้จริงว่าเป็นไปได้อยู่ เริ่มแต่ พระอาจารย์สายธุดงค์กรรมฐานอีสาน หลายรูป โดยเฉพาะ ท่านพระอาจารย์ มั่น ภูริทัตโต ได้ปลุกสำนึกอันสูงส่งนี้ให้เกิดขึ้นในหมู่สงฆ์ และในหมู่ประชาชนในภาคอีสานอัน กว้างใหญ่ ตัวท่านเองก็เริ่มด้วยการเดินตามรอยองค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการหนีไปเสียจาก ระบบอำนาจในเมืองในกรุง ไปสู่ป่า ไม่นานสายหลวงปู่มั่นก็แผ่ผายออกไป บังเกิดพระสงฆ์ผู้มี ความพยายามในธุดงค์กรรมฐาน การประพฤติธรรมอันสุจริต มักน้อย ไม่อาลัยโลกธรรมเกิดขึ้นตราบจนถึงยุคหลวงพ่อพระอาจารย์ชาสุภัทโทที่ประสบความสำเร็จจนสามารถแผ่ผายไปยังต่างประเทศมีชาวตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวอังกฤษที่มีความรู้ทางโลกดีผ่านการศึกษาระดับปริญญามาทั้งสิ้น ได้เข้ามาตั้งใจประพฤติธรรมอย่างเอาจริงเอาจัง จนได้ประสบผลสำเร็จทางจิตวิญญาณตามแนวการสอนการฝึกธรรมปฏิบัติสายหลวงพ่อชาท่านการพูดถึงเรื่องมรรคผล นิพพานก็เริ่มมีมากขึ้นในหมู่พุทธบริษัทก็เริ่มที่จะกล้าพูดกล้าวิเคราะห์เรื่องพระอริยบุคคลทั้ง4ทั้ง8ระดับนี้มากขึ้นได้ค่อยบังเกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อความเป็นพระอรหันต์ และการบรรลุธรรม ระดับต่าง ๆมากขึ้น ในขณะเดียวกันนั้น ได้บังเกิดนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาขึ้นอีกท่านหนึ่งคือ ท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านผู้นี้ได้มีประสบการณ์ชีวิตที่เหมาะเจาะ โดยได้มีโอกาสไปศึกษาใน เมืองตามหลักสูตรพระเปรียญธรรม โดยที่เข้าใจแต่แรกว่า การศึกษาพระเปรียญธรรมนั้นจะสามารถ บรรลุมรรคผลได้และเข้าใจว่า พระที่สำเร็จเปรียญธรรม 9 ประโยค หมายถึงผู้ที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ จึงมีพระอรหันต์อยู่มาก มายในเมืองหลวง แต่ท่านกลับได้พบความจริงว่า แท้จริงแล้วมิได้เป็นเช่นนั้น กลับพบว่าระบบการศึกษาสงฆ์ได้เดินผิดทางอย่างมากมายกลายเป็นเพียงการศึกษาที่เจือด้วยยศศักดิ์(คำของท่านเอง) คือศึกษาไปเพียงเพื่อได้มียศมีศักดิ์เหมือนอย่างโลก ๆ ตามระบบสงฆ์เจ้าขุนมูลนายเท่านั้น เอง เป็นระบบการศึกษาหมาหางด้วน (คำของท่านเอง) คือยิ่งศึกษาไป ยิ่งทำมรรคผลให้ หดหายไป เพราะเป็น การศึกษาที่เพิ่มอัตตา แทนที่จะทำลายอัตตา เมื่อท่านได้กลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนและศึกษาตามแนวไตรสิกขา ในที่สงัดวิเวก จนได้รู้แจ้งเห็นจริงแล้ว จึงได้เริ่มงานการ อธิบาย และชำระความเชื่อต่อความเป็นพระอริยบุคคล โดยเฉพาะพระอรหันต์ที่สะอาดบริสุทธิ์ แท้ ตาม พระธรรมวินัย ความตื่นความเข้าใจเรื่องพระอรหันต์ที่แท้จริงจึงเริ่มถูกปลุก สำนึกขึ้น ครั้งใหญ่ โดยที่เห็นว่า ความเป็นพระอรหันต์ บุคคลสูงสุดในพระพุทธศาสนานี้ สามารถเป็นได้ เข้าถึงความบรรลุจิตที่สะอาด สว่าง สงบได้ในชาติปัจจุบันนี้ ไม่ใช่สำหรับตายไปแล้ว หรือสำหรับชาติหน้า ท่าน พุทธทาสได้นำการอธิบายธรรมะมาสู่วิธีวิทยาศาสตร์ เป็นเหตุให้คนทั้ง หลายในยุควิทยาศาสตร์เข้าใจความหมายที่แท้จริงของพระอรหันต์ดีขึ้น คติเดิมที่ว่า "ให้เหาะมาให้ เห็นจึงจะเชื่อว่าเป็นพระอรหันต์" ก็ค่อยถูกลบล้างไป ให้เข้าใจโดยถูกต้อง ยิ่งขึ้น เป็นเหตุให้เชื่อว่า บุคคลระดับพระอรหันต์ยังมีอยู่ในสังคมมนุษย์ และวิธีการประพฤติธรรมให้บรรลุเป็น
พระอรหันต์บุคคลอันประเสริฐนั้นก็มีได้จริงอยู่ และยังมีอีกกรณีหนึ่งที่โด่งดังขึ้นจนสามารถปลุกความสนใจ และความเชื่อเลื่อมใสศรัทธาต่อวิถีทาง มรรคผลในพระพุทธศาสนา จนถึงขนาดที่คนจำนวนหนึ่งยอมสละอุทิศตนและทรัพย์สินทุกอย่างยอม สละทรัพย์และเผ่าพันธุ์เดิม มาร่วมหมู่ร่วมคณะเพื่อการประพฤติธรรมอย่างจริงจังกันตลอดชีวิต เพื่อหวังมรรคผลอันสูงสุดให้ได้ ได้แก่
กรณีโพธิรักษ์ และชุมชนสันติอโศก อันเนื่องมาจากท่านผู้นำหมู่กล้า
สามารถพูดออกมาตรง ๆ ได้ว่าการบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับ พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และพระอรหันต์นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้
และกล้าเอาตัวเอง เป็นตัวอย่างของการบรรลุธรรม เอาประวัติและ ประสบการณ์ของตัวเองออกมาสอนคนทั้งหลาย กล้า เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับมรรคผลนิพพานออกมาอย่างตรงไปตรงมา เป็นรูปธรรม เช่นเขียนหนังสือ เดินตรงสู่ความเป็นพระอริยะ เป็นต้น แล้วยังอุทิศตนเองเป็นแบบอย่างเป็นวิถีทางที่นำประพฤติเป็นรูปธรรมตามไตรสิกขา จัดตั้งชุมชนเป็นสังคมอุดมการณ์ที่ประสบผลสำเร็จคือสังคมพระอริยบุคคลขึ้น เป็น รูปธรรมจนมีชื่อเสียงไปถึงต่างประเทศ ต่อมา ก็มีกรณี นิกร ธมฺมวาที, ยันตระ อมโร, ภาวนาพุทโธ, ธัมมชโย ฯลฯ ขึ้นมาทดสอบภูมิรู้ภูมิปัญญา ของชาวพุทธ ต่อความเป็น พระอริยบุคคล ที่คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ ด้วยเข้าใจผิดในสาระสำคัญของการ บรรลุธรรม ซึ่งกรณีทั้งหลายดังกล่าวนี้มีผลดีในแง่ที่ได้ปลุก ความสนใจของประชาชนทั้งหลายให้หันมามองมุมของธรรมะ ระดับสูงสุด คือระดับอรหัตผลมากขึ้น ผลงานในการแปรทัศนคติ หรือค่านิยม ของสังคม ต่อการบรรลุธรรมของคนสมัยใหม่ยุคใหม่ อันเป็นผลงานพระคุณอันเลิศประเสริฐของ พระสาวกผู้ทรงคุณธรรมวิเศษที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่าเริ่มมาไม่นานนี่เอง หมายความว่าก่อนหน้านั้นไป แม้ในวงการสงฆ์ นักบวชพุทธนี้เอง ใครจะพูดเรื่องราวพระอรหันต์ขึ้นมาจะต้องถูกถลึงตาห้ามปราม หรือขัดขวางเยาะเย้ย และแม้ในปัจจุบันนี้ ก็ยังมีหมู่สงฆ์บางพวกบางหมู่จำนวนหนึ่ง ในทุกระดับชนชั้นแห่งระบบสงฆ์ ที่ยังไม่มีภูมิ ขาดความรู้ ความเข้าใจในสิ่งที่ประเสริฐสูงสุดโดยถูกต้อง ของศาสนธรรมของเราเอง อย่างไรก็ตาม เมื่อจะต้องวางออกมาเป็นหลักสูตรเพื่อการบรรลุมรรคผล ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องเข้าใจกันโดยชัดเจนเป็นรูปธรรมว่า เป้าหมายสูงสุดของไตรสิกขาคือการบรรลุธรรมระดับสูงสุดคือ ระดับพระอรหันต์ และจะไม่มีคำว่า "เกินวิสัย" อีกต่อไป เพราะแม้โดยตรรกะ หากเกินวิสัยแล้วศาสนาพุทธก็มีขึ้นไม่ได้ในโลก เพราะ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มิสอนสิ่งที่เกินวิสัยมนุษย์ทรงมองที่สัจธรรมว่ามนุษย์เป็นเวไนยสัตว์ เป็นสัตว์ที่มีความคิดอ่านมีปรีชาญาณ ที่ฝึกได้ สอนได้ และตราบใดที่มีการฝึกจิตได้สำเร็จ ก็สามารถบรรลุความเป็นพระอรหันตบุคคลได้ ไม่แตกต่างจากคนยุคพุทธกาล ไตรสิกขา หมายถึงการศึกษาที่มีความหมายยิ่งใหญ่มากสำหรับคนทั้งหลาย เพราะเป็นการศึกษาเพื่อการเอาชนะความทุกข์อย่างนิรันดร เพื่อก้าวสู่ความเป็นพระอริยบุคคลอันประเสริฐ มีผลสำเร็จเป็นชั้น ๆ ไปตามลำดับ คือชั้น พระโสดาบัน ชั้นพระสกิทาคามี ชั้นพระอนาคามี และชั้นสูงสุดคือชั้น พระอรหันต์ และ แท้จริง แล้ว คนทั้งหลายมีโอกาสอันเลิศประเสริฐจริง ๆ แล้ว ตั้งแต่ได้ มาพบพระพุทธศาสนา หาก เชื่อมั่น มองเหตุและผลได้ว่าน่าจะเป็นไปได้จริงแล้วตั้งใจ เรียน ฝึกฝนตนเองไปตามหลักสูตรไตรสิกขา ตั้งใจปฏิบัติตามคำแนะนำในหลักสูตรให้ได้ จริง ๆมีความทรหดอดทน ความเสียสละ และไม่ละความพยายามก็เพียงพอแล้ว อย่างน้อยก็พอให้ได้บรรลุธรรมขั้นต้นคือ เป็นพระโสดาบัน ก็ถึงชีวิตใหม่ ถึงความประเสริฐ พบความตื่นเต้นสูงสุดของชีวิต เนื่องเพราะได้มาพบสิ่งที่ดีที่สุดที่มีคุณค่าที่สุด ของชีวิตเข้าแล้ว จนกระทั่งว่า สมบัติทั้งโลกนี้และ โลกสวรรค์ไร้ความหมายไปจริง ๆ ฉะนั้นจึงควรคำนึงพระพุทธภาษิตว่า กิจฺโฉ มนุสฺสปฺปฏิลาโภ กิจฺฉํ มจฺจาน ชีวิตํ กิจฺฉํ สทฺธมฺมสฺสวนํ กิจฺโฉ พุทฺธานมุปฺปาโท (การได้อัตภาพเป็นมนุษย์เป็นการยาก การมีชีวิตอยู่ของสัตว์ผู้มี ความตายเป็นธรรมดาก็เป็นการยาก การได้ยินได้ฟังพระสัทธรรมก็ลำบาก การอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าก็ยากเย็น) แต่ เมื่อบัดนี้เรามีพร้อมอยู่แล้วทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เหตุใด ไม่ใช้ชีวิตตนให้เป็นประโยชน์ 


          และควรเข้าใจให้ดีว่า การปฏิบัติธรรมไตรสิกขา จะต้องตั้งความมุ่งหมายไว้ทันทีว่า มีปลายทางข้างหน้า คือ ความบรรลุอรหันตบุคคลได้ในชั่วชีวิตนี้ มิใช่สิ่งที่จะแอบหวังแอบตั้งความมุ่งหมาย แต่ต้องมุ่งมั่นโดยเปิดเผยว่าเราจะมุ่งสู่ความเป็นพระอริยบุคคลให้จงได้ในชีวิตนี้ เพราะ เมื่อเราตั้งเป้าหมายไว้เช่นนี้ก็ย่อมมีความหมายอย่างเดียวกับความตั้งใจที่จะประพฤติความดีโดยตลอดไปนั่นเอง


          แล้ว การปฏิบัติ ก็เดินไปตามคำสอนของพระพุทธศาสนา และตาม ไตรสิกขา ที่ได้อธิบายมาแต่ต้นแล้ว ณ บัดนี้ เมื่อต้องการความสำเร็จจริง ๆ คำแนะนำก็คือ ขอให้กลับไปอ่านทบทวนไตรสิกขาตามที่ เขียนมาแต่ต้นให้ เข้าใจเหตุผลในเชิงปฏิบัติจริง ๆ แล้วลงมือปฏิบัติ ตามที่แนะนำไว้ให้เป็นการสม่ำเสมอ ผลก็นำไปสู่การบรรลุธรรมได้
โดยอาจจำแนกเป็นหมู่กลุ่มต่าง ๆ สถาบันต่าง ๆ เช่น โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย หมู่สงฆ์ สามเณร เช่นหมู่ กลุ่มงานเดียวกัน เช่นกลุ่มเลขานุการเจ้าคณะพระสังฆาธิการ เป็นต้น กลุ่มพระผู้ชราภาพ กลุ่มสามเณรบาลี กลุ่มสามเณรสามัญศึกษา เป็นต้น อุบาสก อุบาสิกา กลุ่มอาชีพ เช่นทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน เป็นหมู่ ๆไป แล้วกำหนดขั้นงานการปฏิบัติ เป็นขั้น ๆ เริ่มด้วยขั้นศีลและทาน โดยนัดหมายปฏิบัติอย่างเดียวกันเป็นหมู่ ๆ พร้อม ๆ กัน เช่นการตักบาตรพระยามเช้าตรู่ เวลามีงานมงคล หรืออวมงคลที่บ้านสมาชิกก็นัดหมู่ไปช่วยงาน ช่วย จัดแจงสถานที่ทำงานต่าง ๆ แล้วร่วมสวดมนต์ไหว้พระ สมาทานศีล ชวนกันงดเครื่องดื่มและของมึนเมาต่าง ๆ นั่งสมาธิฟังพระสวดพระปริตร ร่วมทำบุญทำทาน ถวายเข้าของจตุปัจจัยแด่พระสงฆ์ ร่วมกันบำเพ็ญประโยชน์ ต่อสาธารณะ โดยนัดหมายกัน และต่างตรงต่อการนัดหมาย ต่อไป ขั้นสมาธิ ก็นัดหมายกันสวดมนต์เย็น ที่วัดใดวัดหนึ่ง หรือย้ายไป ตามวัดต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ เข้าไปสวดมนต์ไหว้พระในพระวิหาร แล้วฝึกนั่งสมาธิกันทุกเย็น ๆ กำหนดให้ได้เวลาหนึ่ง มีสมุดบันทึกความสามารถในการนั่งสมาธิ ว่าวันใดนั่งได้เท่าไร รวมยอดไปเรื่อย ๆ จนเป็นสถิติ แล้วไปปฏิบัติปัญญาสิกขาซึ่งในขั้น ปัญญาสิกขา การปฏิบัติ ถ้ายังอ่อนอยู่ ก็เริ่มมาตั้งแต่ขั้นศีล ๕ ถึงสมาธิ แล้วต่อด้วยปัญญาสิกขา เริ่ม แต่ฝึก เดินจงกรมรอบ ๆ วิหาร สลับไปกับการนั่งสมาธิ ฝึก อาณาปานสติ ฝึกมหาสติปัฏฐานสี่ ใน ฐานของสมาธิ และนัดกันเดินทางไกลปฏิบัติธุดงควัตร เช่น รับอาหารเพียงมื้อเดียว นุ่งห่มเพียง ๑ ชุดตลอดเวลาที่ปฏิบัติธรรม เป็นต้นไปจนถึง นอนในป่า ในป่าช้า เป็นต้น ให้การเดินทางไกล การเดินป่า เป็นบทสุดท้ายของหลักสูตร แล้วจบลงด้วยการรับฟังพระธรรมเทศนาจากพระอาจารย์ ผู้ทรงคุณวิทยาสูง ก็อาจจะสำเร็จธรรมะ ได้โดยง่าย ๆ นี่เป็นตัวอย่างสำหรับ ปฏิบัติกันเป็นหมู่ ๆ ไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นอะไร วันดีคืนดีก็สอบถามหาพรรคพวก นัดกันปฏิบัติธรรม ตามลักษณะที่กล่าวมานี้ จะกำหนดกี่วันกี่คืนก็ตามความเหมาะสม ตามชั้นภูมิที่ได้มา ถ้าเป็นสถาบัน เช่นมหาวิทยาลัย ก็สามารถจัดการ หลักสูตรได้เช่นเดียวกัน โดยแบ่งเป็นระดับศีล สมาธิ และ ปัญญา หลักสูตรก็ กำหนดเอา ๙ วันบ้าง 15 วันบ้าง 1 เดือนบ้าง หรือ 3 เดือน 6 เดือน ก็แล้วแต่ความเหมาะสมแก่เวลาที่มีอยู่ ถ้ากำหนดได้แล้วก็ทำเป็นตารางการฝึกออกมาเหมือนการฝึกทหาร เช่นหลักสูตร 9 วัน ก็แบ่งเป็น ขั้นศีล 4 วันสมาธิ 2 วัน ปัญญา 3 วัน ขั้นศีล-ทาน ก็ตั้งรักษาใจให้บริสุทธิ์ อย่าให้ละเมิดศีลให้ได้ ขณะเดียวกัน ทำทานตลอดเวลา 3 วันโดยกำหนดทำทานต่าง ๆ โดยหลักก็ให้ได้ครบอามิสทาน อภัยทาน และธรรมทาน 3 วันนี้ต้องให้บริสุทธิ์ (ระดับศีลนี้ หมายความถึงบุญกิริยาวัตถุ 10ด้วย ได้แก่ ทานมัย, สีลมัย, ภาวนามัย, อปจายนมัย, เวยยาวัจจมัย, ปัตติทานมัย, ปัตตานุโมทนามัย, ธัมมัสสวนมัย,ธัมมเทสนามัย และ ทิฏฐิชุกัมม์) ลองอ่านทบทวนจากหลักการที่ให้ไว้แล้ว ขั้นนี้อย่าเพิ่งไปปฏิบัติสมาธิ ถึงแม้ได้สัมผัสว่าสมาธิเริ่มตั้งเค้าในภาคภายในก็ตาม เอาอย่างเดียว ให้ได้ให้อยู่ก่อน จนกว่าจะครบหลักสูตร แล้วอีก 2 วันต่อมาเป็นขั้นสมาธิ ขั้นนี้ก็ให้หมั่นสวดมนต์ภาวนา แล้วนั่งสมาธิ บริกรรมล้วน ๆ คือเป็นระยะที่จะได้ยินเสียงสวดและเสียงบริกรรมคาถาอย่างเดียว ไม่มีการเดินไปมาหรือเคลื่อนไหวพลุกพล่าน พอนั่งแล้วนิ่งเหมือนมีรากงอก ไม่กระดุกกระดิกไปตลอด 24 ชั่วโมง ฯลฯ เพิ่มความสามารถในเชิงสมาธิให้แก่กล้าขึ้นไปจนถึงขั้นทำใจให้นิ่งให้หยุดได้ สามารถนั่งนิ่งหยุดสงบได้นาน หลับตานิ่ง ๆ ไปได้นาน และ รู้สึกสัมผัสกับความสงบได้เองด้วยตนเอง และสามารถสร้างภวังคจิตขึ้นได้ เอาให้ได้ระดับความนิ่งสงบ ของจิต แล้วไปต่อในขั้นปัญญาสิกขาอีก 3 วัน ให้หัดศึกษาอารมณ์กรรมฐานต่าง ๆ อารมณ์กรรมฐานต่าง ๆ หมายถึงการทำกรรมฐานต่าง ๆ 40 อย่างตามหลักกรรมฐาน 40 ใน พระพุทธศาสนาในที่นี้จะขอให้ฝึกหัดการเพ่งกสิณ 4 ชนิดคือ อาโปกสิณ เตโชกสิณ อากาสกสิณ และ อสุภกสิณ ทำอานาปานสติ ภาวนา ทำมหาสติปัฎฐาน4ฟังเทศน์ของพระอริยบุคคลอ่านหนังสือของท่านพุทธทาสภิกขุประกอบเป็นครั้งคราวทำอย่างไรขอให้ทบทวน ไตรสิกขา ที่ กล่าวมาแล้ว จากนี้ก็ประเมินผลตัวเอง ใช้ความสังเกต สติ และปัญญาตนเองว่าผลเป็นอย่างไร แล้วปรับปรุงหลักสูตรใหม่ ให้เหมาะสมเฉพาะตนยิ่งขึ้น เช่น ต่อไป อาจจะขยายเวลาของภาคศีล-ทานออกไปอีกหน่อย เป็น 5 วันหรือ 7 วัน แล้วให้เวลาสำหรับสมาธิ เพียง 1-2 วัน และ ภาคปัญญาเป็น 1-2 วัน เช่นกัน รวมเป็น 9 วันเหมือนเดิม การปรับเวลานี้ ขึ้นอยู่กับบุคคล ผู้ใดเคยผ่านงานมาผ่านการศึกษามามาก ควรให้ภาคศีลยาว สมาธิสั้น ปัญญา ยาว เด็ก ๆ ควรให้ภาคศีล- สมาธิ สั้น ปัญญาให้มาก 


          ในระดับสถาบัน หรือเป็นกลุ่ม ก็สามารถประชุมวางแผนงานปฏิบัติธรรมได้ โดยกำหนดการอบรมเป็นหมู่ ใน เวลาว่าง เริ่มจากภาคศีล 3 วัน ก็กำหนดกิจกรรมศีลให้บริสุทธิ์กายวาจาใจทาน มีใส่บาตรพระเวลาเช้า ถวายเพล บำเพ็ญกุศลสาธาณประโยชน์ โดยมุ่งทำงานทางลึก คือทำตัวเองให้ต่ำต้อย ด้อยราคา ไร้ค่า เหมือนพรม เช็ดเท้า เหมือนแผ่นดินที่รองรับทุกสิ่งทุกอย่าง ทำความสะอาดต่าง ๆ เช่นเช็ดถูทำความสะอาดส้วมสาธารณะถูโถส้วมทำสิ่งที่คนไม่กล้าทำ หรือที่คนรังเกียจขยะแขยงให้ได้โดยจิตบริสุทธิ์ คือไม่บ่นด่าว่ากล่าว 


         
สถาบันต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษา เช่นโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ทั้งฝ่ายฆราวาส และฝ่ายสงฆ์ สามารถกำหนดกิจกรรมหลักสูตรการฝึกเองได้ ถ้าเป็นระดับมหาวิทยาลัย หรือ ระดับผู้ใหญ่ ควรให้จบลงด้วยการเดินทางไกลการถือธุดงค์บางข้อ และการอยู่ป่า-ป่าธรรมดาหรือป่าช้า และอาจสำเร็จมรรคผลขณะอยู่ป่า แล้วให้จบลงด้วยการฟัง เทศน์จากผู้มีอริยผลจริง อาจสำเร็จธรรมขณะที่มีการฟังเทศน์นั่นเอง เพราะการเทศน์ท่านจะสรุปผลทั้งหมดและนำอารมณ์ไปสู่ฌานเป็นเหตุให้วิถีมรรคผลรวมตัวกันก่อเกิดอริยมรรคอริยผลได้ 


          สำหรับหมู่สงฆ์โดยเฉพาะ เมื่อเตรียมพื้นฐานศีล สมาธิ ปัญญาได้ระดับแล้ว กล่าวคือ อุปมาเหมือน ศีลเป็นขั้นปริญญาตรี จบแล้วต่อสมาธิเป็นขั้นปริญญาโท แล้วต่อ ระดับปัญญา เป็นขั้นปริญญาเอก หลังปริญญาเอกต่อไปก็คือการเดินทางเข้าสู่อุทธยานพุทธเกษตร ณ ที่แห่งนั้นแหละเป็นมหาวิทยาลัยระดับสูงสุดของหลักสูตรมรรคผล หากไม่สำเร็จการศึกษาตราบใด ไม่ควรหวลกลับออกมาสู่โลกอีก 


          การกำหนดหลักสูตรเองอาจทำได้แน่นอน โดยเฉพาะปัจเจกบุคคล ส่วนของสถาบัน หรือ หมู่กลุ่มก็สามารถทำเองได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ต้องใช้ความสังเกต สติ และ ปัญญาดำเนินไปตาม หลักการที่ได้เขียนไว้แล้ว 


         
ที่สำคัญ อย่าลืมว่าการปฏิบัติไตรสิกขาเป็นไปได้ในชีวิตประจำวันนี่เอง นักบวช และฆราวาสมีกิจตรงกันอย่างหนึ่งก็คือ กิจวัตรของตน ๆ โดยนักบวชก็ปฏิบัติกิจวัตรของตน ฆราวาสก็ปฏิบัติกิจวัตรของตน นั่นคือ นักบวชปฏิบัติ กิจของนักบวช หรือกิจของสงฆ์ ฆราวาสปฏิบัติ กิจของฆราวาส ซึ่งก็คือปฏิบัติสิ่งที่เป็นหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดในทุกๆความรับผิดชอบมีสภาวะของศีลสมาธิและปัญญาที่ต้องเอาใจใส่ดูแลอยู่ในหน้าที่ของแต่ละคนนั่นเอง เช่น หน้าที่ความเป็นพ่อ แม่ บุตร ธิดา ภริยา สามี นายจ้าง ลูกจ้าง ฯลฯให้ถูกต้องเป็นธรรม และมีประสิทธิผล ก็ชื่อว่าปฏิบัติธรรมอย่างดีแล้ว ควรทบทวนหลักการ และแนวปฏิบัติที่ได้เรียบเรียงมาแล้วนี้ให้เข้าใจแจ่มแจ้งแล้วเชื่อว่าจะสามารถเดินทางได้ด้วยตนเอง สามารถศึกษาไตรสิกขา ได้ด้วยตนเอง และบรรลุผลสำเร็จ ด้วยตนเอง จากคู่มือไตรสิกขา ที่เรียบเรียงสำเร็จลงแล้วนี้.

          *** จาก หนังสือพิมพ์ดี(อินเทอเนต)ฯ เล่มที่ 23 พ.ศ. 2544.

 

 

 

 

 

แผนผังอุทธยานพุทธเกษตร 

 

 

 ฉะนั้น ในวันนี้ พวกเราได้มีโอกาสวันนี้ขึ้นมา จึงนับเป็นการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงระบบชีวิตคณะสงฆ์เราใหม่ ให้ชีวิตและหมู่ของเราหวลกลับคืนสู่บ้านเกิดเมืองนอนเสียที ผมหมายถึงการกลับคืนสู่ธรรมชาติและเดินไปโดยวิถีทางแห่งธรรมชาติ อย่างที่พวกเราได้เริ่มสัมผัสในชั่วเวลาผ่านมาระยะหลังที่เราได้มี พระราชบัญญัติการพระพุทธศาสนาขึ้นมากำหนดระบบที่เป็นไปนำพวกเรากลับคืนสู่ธรรมชาตินี้ 


          ผมเกริ่นมาเนิ่นนาน ก็เพื่อให้พวกเราได้รับทราบว่า แท้ที่จริงระบบสภาสงฆ์ โดยเฉพาะระบบระดับ ชาตินี้ ได้เปิดโอกาสให้เราได้มีอิสระมากขึ้นกว่าเดิม งานของพวกเรา ในส่วนที่ไร้สาระ จะลดน้อยลงไป หรือลดไปแทบทั้งหมด และเราจะได้รู้สึกเอา ณ บัดนี้เองว่า พวกเราได้ไปวุ่นวายอยู่กับภาระการงานอัน ไร้สาระมาเป็นเวลาเนิ่นนานเป็นศตวรรษเลยทีเดียว โดยที่เราไม่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไร้สาระ และเราไม่รู้ว่าเราถูก ครอบงำเพียงดังตาข่าย จึงไม่มีอิสรภาพ เราเหมือนปลาที่อยู่ในร่างแหหรือคอกเลี้ยงของชาวประมง ทำให้ชีวิตอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ไร้กำลังวังชา ไร้สุขภาพแข็งแรง เรามุดไปมุดมาอยู่แต่ในตาข่าย ไร้ความหวังไร้พลังที่จะฝ่าจะฟัน และจำยอมเป็นทาสความอ่อนแอของเราเอง จึงไม่อาจหาญพอที่จะกล้าคิดถึงสิ่งที่ประเสริฐเช่นมรรคผลนิพพาน เลย แม้ว่าโดยแท้จริงแล้ว เรามีภาระหน้าที่ทั้งทางกายกรรมวจีกรรมและมโนกรรมที่จะคิดจะทำจะใฝ่ไปทางมรรคผลนิพพานที่ประเสริฐนั้น บัดนี้เราได้สะสางตาข่ายทั้งสิ้นแล้ว และพวกเราก็พลันได้สัมผัส ด้วยตัวเอง ณ บัดนี้ ณ ที่นี่เดี๋ยวนี้เองว่า เรามีความหวังเกิดขึ้นแล้ว คือความหวังที่เกิดขึ้นพร้อมสุขภาพกายและสุขภาพใจอันสมบูรณ์ เมื่อเราได้กลับคืนมาสู่ธรรมชาติอันเป็นบ้านเกิดบ้านใหม่ของเราอีกครั้งหนึ่งอยาก สรุปดั่งนี้ เมื่อเราพูดถึงระบบการคณะสงฆ์ใหม่ของเรา เป็นระบบที่กลับคืนสู่บ้านเกิดเมืองนอนเดิมของเรา คือระบบธรรมชาตินั่นเอง


          ฉะนั้น เมื่อมาอยู่ด้วยกันที่นี่ เราเป็นไปตามธรรมชาติ เช้าก็ออกหากิน ด้วยบิณฑบาต เหมือนนก เหมือนปลา เอาพอเพียงแก่การที่จะมีกำลังแรงเดินตามรอยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็พอแล้ว พอได้กลิ่นแห่งมรรคผลนิพพานไปตาม ๆ กันอยู่แล้ว เพราะระบบธรรมชาติที่เหมาะเจาะ ที่ได้ออกแบบไว้อย่างพร้อมสมบูรณ์ ณ ที่นี้ ได้ทำให้ได้ลิ้มกลิ่นของมรรคผลนิพพานอยู่บ้างแล้ว อาศัยความคงแก่เรียน ความ มีวิสัยปราชญ์อยู่ในหัวจิตหัวใจของทุก ๆ ท่าน อาศัยความทรหดอดทนพากเพียรอุทิศชีวิตแด่พระพุทธศาสนามาตราบชั่วชีวิต ตั้งแต่เด็ก ๆ เท้าถึงแก่ชรา เมื่อธรรมชาติเปิดออกให้แล้วเช่นนี้ ก็น่าจะได้สัมผัส ได้เห็นได้ลิ้มรสพระนิพพานที่แท้จริงได้โดยไม่ยากเย็นอะไร อุปมาเหมือนหมู่ปลาที่พ้นจากตาข่ายชาวประมงไปได้แล้ว ทะเลเบื้องหน้าอันกว้างใหญ่ไพศาลย่อมเป็นที่หวังได้ เมื่อถึงมรรคถึงผลถึงนิพพาน นั่นก็หมายถึงชีวิตได้จบลงอย่างมีคุณค่า อย่างมีความอิ่มความปราโมทย์อย่างมีความเย็นสบาย ไร้ศัตรูไร้กิเลสของชีวิตอีกต่อไปแล้ว ไม่พึงหวังพึงพูดถึงสิ่งอื่นใดในโลกอีก


          ผมพูดมาดั่งนี้ ก็เพื่อสรุปให้ทราบว่าระบบสงฆ์ใหม่ของเรามีทางเดินไปอย่างนี้ ซึ่งพวกเราจักได้รู้สึก เองว่า เราเปรียบเสมือนได้ชีวิตใหม่ บ้านใหม่ 


          ชีวิตที่ปลอดโปร่งสบาย และระบบสงฆ์ทั้งสิ้นจะเป็นวิถีทางแห่งความสุข การงานที่ทำไปจักเป็นการงานแห่งความสุข ความพยายามที่ลงไปจักเป็นความพยายามที่เป็นสุข การแบกการขนภาระใดใด จักเป็น การแบกการขนที่เป็นสุข การอุทิศ การเสียสละใดใดจักเป็นการอุทิศการเสียสละที่เป็นสุข การงานทุกอย่างเป็นสิ่งที่มีความสุขอยู่ในตัวเองเสมอ แม้กระทั่งการต่อสู้กับศัตรูคือกิเลสไม่ว่ากิเลสภายนอกกิเลสภายในก็จัก เป็นการต่อสู้ที่เป็นสุข และในที่สุดความกล้าหาญในการต่อสู้กับอธรรม และกิเลสใดใดก็จักเป็นความ กล้าหาญที่เป็นสุข และแม้ความตายก็เป็นความตายที่เป็นสุข"

 

*** (สมเด็จพระพุทธปรานีอริยวงศ์ ประธานสภาสงฆ์ระดับชาติ,

      ดี เล่มที่ 24 พ.ศ. 2544)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 



 

 

 


 

  หลักสูตรมรรคผล



ความเป็นมา

 

 



          เนื่องมาจากมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก (The World Buddhist University) ได้ เริ่มทำโครงการ โพธิอาษา และได้ขอความปรึกษาหารือไปยัง พระพยับ ปญฺญาธโร, ในฐานะ ผู้ทรงภูมิธรรมและวิทยาการ ตามหนังสือของมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก พร้อมร่างโครงการโพธิอาษา ต่อไปนี้ :- 



มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก               
The World Buddhist University
616 ในอุทธยานเบญจสิริ ซอยสุขุมวิท 24          
616 Benjasiri Park, Soi Sukumvit 24,
ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย กรุงเทพ 10110        Sukumvit Rd., Bangkok 10110, Thailand                                                   Thailand

โทร.(662)02-258-0369-73                          Tel : (662) 02-258-0369-73 
โทรสาร (662) 02-258-0372                         Fax : (662) 02-258-0372

http://www.wb-university.org
E-mail : wbucentr@ksc.th.com

ที่ มพล. ๑๕๐/๒๕๔๗


๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๗



เรื่อง         ขอคำปรึกษาและแนะนำเพื่อประกอบโครงการโพธิอาษา มหาวิทยาลัย                                          พระพุทธศาสนาแห่งโลก

นมัสการ    พระปัญญาธโร ภิกขุ (พยับ เติมใจ)

ส่งมาถวายพร้อมนี้   โครงการโพธิอาษา มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก



          ด้วยมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก ในฐานะองค์กรผู้รับใช้โลกพระพุทธศาสนาร่วมกับพุทธบริษัทและ ชาวไทยผู้ปรารถนาสันติภาพ สำนึกในความรับผิดชอบต่อภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ จึงเริ่มดำเนินโครงการ โพธิอาษา เพื่อ เทิดทูนปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาผู้อุทิศตน สร้างสรร จรรโลงสันติสุขแก่โลกตามพระพุทธดำรัสที่ทรงตรัสส่งสาวก รุ่นแรก ๖๐ รูปว่า "จะระถะ ภิกขะเวจาริกัง พหุชะนะหิตายะ พหุชะนะสุขายะ โลกานุกัมปายะ ฯลฯ" ที่แปลว่า พวกเธอจงเที่ยวไป เพื่อประโยชน์สุขแก่ชนหมู่มากเพื่อเกื้อกูลแก่โลก ดังนี้เป็นต้น
          ฉะนั้น เพื่อให้โครงการนี้สมบูรณ์และเป็นประโยชน์ จึงใคร่ขอความเมตตาพระคุณเจ้า ผู้ทรงภูมิธรรมและ วิทยาการ โปรดพิจารณา วัตถุประสงค์ การดำเนินงานและการปฏิบัติ การกำหนดอารมณ์ การเข้าถึงธรรม ฯลฯ ของโพธิอาษา เพื่อเป็นเงื่อนไขประกอบกำหนดคุณสมบัติทั้งด้านวัตรปฏิบัติวิชาการและระดับภูมิธรรม(วิชชาจรณสัมปันโน)ของผู้เป็น      โพธิอาษานี้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นต่อไป 

          จึงได้ร่างเป็นพื้นฐานเบื้องต้นมาเพื่อประกอบคำแนะนำของพระคุณเจ้ามาพร้อมนี้ ขอได้ โปรดกรุณาแก้ไขเพิ่ม เติมให้ถูกต้องสมบูรณ์ตามที่เห็นสมควร และกรุณาแจ้งให้สำนักอธิการบดี มหาวิทยาลัย ทราบภายในวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๗

          มหาวิทยาลัย ฯ ขอกราบคารวะ และขอประทานอภัยมาพร้อมนี้ล่วงหน้าด้วย ที่ไม่สามารถมาถวายรายงาน ด้วยตนเองได้


                                           ขอกราบนมัสการ


                                        (ดร.นันทสาร สีสลับ)
                                            รองอธิการบดี
                              มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก

 

 

 




                       โพธิอาษา มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก

                                                   ------



ชื่อโครงการ                        โครงการโพธิอาษา มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก
เลขที่โครงการ                    ..................
หน่วยงานที่รับผิดชอบ           มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก

 



1.หลักการและเหตุผล



          พระพุทธศาสนาไม่เพียงแต่ เป็นศาสนาแห่งเหตุผลทางตรรกโลกิยวิทยาศาสตร์ และ โลกุตตระ ตามกฎ แห่งอิทัปปัจจยะตา แต่เป็นภูมิปัญญาสูงสุดของมนุษยชาติ ผู้ปฏิบัติย่อมจะ ประจักษ์แจ้งด้วยตนเองว่า ธรรมะที่พระพุทธองค์ได้ค้นพบและนำมาเปิดเผยแก่โลกนั้นแม้ล้ำลึก คัมภีรภาพ แต่ก็รู้และปฏิบัติได้จนถึงที่สุดแห่งทุกข์สำหรับผู้เป็นเนยยบุคคลไม่จำกัดกาลเวลา
          ปัจจุบัน เนื่องด้วยวิวัฒนาการของโลก การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และสภาพแวดล้อม โลกจึงตกอยู่ในสภาวะคับขัน เป็นทุกข์เพิ่มมากขึ้น ๆ และถูกคุกคามบ่อนทำลายจากระบบกามสุขัลลิกานุโยค อัน เป็นวัตถุนิยมหรือบริโภคนิยม อีกด้านหนึ่งถูกคุกคามบีบรัดจากระบบอัตตกิลมัตถานุโยค ที่เกิดขึ้นจากทั้งเจตนาและมิได้มีเจตนา แต่เป็นความเข้าใจผิด มิจฉาทิฏฐิของสังคม ก่อให้เกิดช่องว่างคนจน คนรวยเป็นอัตตกิลมถานุโยค ดังที่ หลายคนหลายปริมณฑลสังคมประสบอยู่
          ในขณะที่กระแสอันตรายแห่งโลกดังกล่าวเช่นนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นและค้นพบอริยมรรค คือ ศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นกระบวนการแก้ไขปัญหาของโลกที่สมบูรณ์ ถูกที่สุดเท่าที่เคยมีมา อันเป็นหลักแห่งการดำรงชีวิตแบบมัฌชิมาปฏิปทา ให้เกิดสันติสุขแก่ชาวโลกตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบันและมวลมนุษยชาติเป็นจำนวนมากได้รับผลจากพระสัทธรรมนั้นและได้รับสันติสุขที่ถาวรจนเป็นที่ประจักษ์แก่โลกมาแล้ว
          อย่างไรก็ตาม แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะได้นำหลักธรรมและระบบ การดำเนินชีวิตที่ประเสริฐมาใช้เป็นเวลากว่า 2,500 ปีแต่สัตว์โลกยังเวียนว่ายตายเกิด เพราะกิเลสตัณหาอยู่ ปัญหาของชีวิตคือความทุกข์ ย่อมมีไม่รู้จักจบจักสิ้น จนกว่าจะได้รู้และบรรลุธรรมบนเส้นทางแห่งความพ้นทุกข์เท่านั้น
          มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลกมีความพยายามและมุ่งมั่นในอันที่จะเสริมสร้างความเป็นอริยะบรรลุธรรมสู่ความเป็นอริยบุคคลจึงได้จัดตั้งโครงการโพธิอาษา*ขึ้น

 



2. วัตถุประสงค์



           2.1 เพื่อส่งเสริมสนับสนุนนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา (โพธิอาษา) ได้มีโอกาสปฏิบัติตามหลักธรรมอย่างจริงจัง ทั้งปริยัติธรรม ปฏิบัติธรรม และปฏิเวธธรรม


          2.2 เพื่อสนับสนุนนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา (โพธิอาษา) ที่บรรลุธรรมระดับต่าง ๆ แล้ว ได้ไปเผยแผ่ ธรรมสู่มวลมนุษยชาติ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประกาศความเป็นอยู่ที่ ประเสริฐแก่มนุษยโลกให้รู้เข้าใจและ บรรลุธรรมได้ ตามรอยบาทที่พระอริยบุคคลทั้งหลายได้บำเพ็ญเป็นแบบอย่างแล้ว


          2.3 เพื่อพิศูจน์ให้เห็นความมหัศจรรย์และยิ่งใหญ่แห่งพระสัทธรรมในพระพุทธศาสนา ที่ยิ่งกว่าความเป็น วิทยาศาสตร์(Omniscience) ได้อย่างแท้จริง เพื่อความมั่นคงก้าวหน้าแห่งพระพุทธศาสนา(ปัจจัตตังเวทิตัพฺโพวิญญูหิ)



3. วิธีดำเนินการ



          3.1 จัดตั้งคณะทำงานประกอบด้วยผู้มีความรู้ความสามารถ และจริยวัตรเป็นที่ศรัทธา เชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับของสังคม ประมาณ 10-15 คน/รูป เพื่อร่วมกันพิจารณาศึกษาหา ความจำเป็นรูปแบบและแนวทางรวมทั้ง ความเป็นไปได้ของการดำเนินการโครงการ


          3.2 จัดประชุม Workshop นักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา จำนวน 20-30 คน/รูป ผู้มีวิชชาและจรณะ ชำนาญการด้านปฏิบัติจิตภาวนาบรรลุธรรม เพื่อร่วมกันกำหนดรูปแบบแนวทาง และแผนในการเสริมสร้าง โพธิอาษา ที่มีประสิทธิภาพ


          3.3 นำรูปแบบและแนวทางในการเสริมสร้างในข้อ 3.2 มากำหนดเป็นหลักสูตรหรือคู่มือ ในการพัฒนา ศักยภาพของโพธิอาษา และดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนที่ได้กำหนดไว้


          3.4 สาระสำคัญของหลักสูตร จะประกอบด้วย กระบวนการแห่งการทำสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานแบบเข้มข้นอุกฤต


          3.5 ประกาศรับสมัครโพธิอาษาผู้มีอุดมการณ์สู่ความเป็นอริยเจ้า และการเผยแผ่พุทธธรรมสู่มนุษยโลก


          3.6 คัดเลือกโพธิอาษา โดยการทดสอบ สัมภาษณ์ สอบอารมณ์ วัดใจ และทดลอง ปฏิบัติ โดยใช้เกณฑ์ชี้วัดการบรรลุธรรมในพระไตรปิฎก


          3.7 ดำเนินการให้เป็นไปตามหลักสูตร/โครงการที่กำหนดไว้แบบเข้มข้นต่อเนื่อง



4.  วันเวลาและสถานที่ดำเนินการ

          ดำเนินการระหว่างเดือน สิงหาคม 2547 - ธันวาคม 2547 รวม 5 เดือน ณ ศูนย์อำนวยการมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก และศูนย์ปฏิบัติธรรมอื่น ๆ ตามที่เห็นสมควร



5. กลุ่มเป้าหมาย


          พระภิกษุและฆราวาส 20 คน/รูป เปรียญธรรม 9 ประโยค อายุไม่เกิน 60 ปี ที่มี สุขภาพกายและ สุขภาพจิตสมบูรณ์ ถ้ามีความสามารถด้านภาษาต่างประเทศจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น อาหรับ เป็นต้น

6. พระวิทยาจารย์และผู้ให้คำปรึกษาแนะนำ


          6.1 สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์
          6.2 พระพรหมวชิรญาณ
          6.3 พระธรรมวิสุทธิกวี
          6.4 พระเทพเจติยาจารย์
          6.5 ศ.ดร.พระเทพโสภณ
          6.6 พระเทพปริยัติมุนี
          6.7 พระราชพิศาลพัฒนาทรถ
          6.8 พระศรีปริยัติโมลี
          6.9 พระภาวนาวิสุทธิคุณ
          6.10 พระอาจารย์ ดร.กทันตะอาสภะมหาเถระ
          6.11 พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ 
          6.12 พระอาจารย์ดา สัมมาคะโต
          6.13 พระ ดร.สมชาย กันตะสีโล
          6.14 พระอาจารย์โสปาโกโพธิ (ส.นามโท) 
          6.15 นักปราชญ์ด้านพระพุทธศาสนาอื่น ๆ 



7. งบประมาณดำเนินการ


          7.1 งบสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก
          7.2 งบสนับสนุนจากแหล่งอื่น ๆ 

 

8.       ผลที่คาดว่าจะได้รับ

          นักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาที่เข้าร่วมโครงการ ได้รับการยอมรับจากสังคมชาวพุทธในฐานะโพธิอาษา เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งในประเทศและต่างประเทศยังความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงถาวรให้เกิดขึ้นแก่พระพุทธศาสนาและประเทศชาตินอกจากนี้ยังจะได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติจากมหาวิทยาลัย
พระพุทธศาสนาแห่งโลก ให้ดำรงตำแหน่ง
อัครบัณฑิต อัครมหาบัณฑิต และ อัครดุษฎีบัณฑิต   ตามลำดับอีกด้วย

         อัครบัณฑิต อัครมหาบัณฑิต และ อัครดุษฎีบัณฑิต เป็นตำแหน่งที่ มพล.มอบ/ถวายแด่โพธิอาษา โดยถือหลักการอิงตามผลการปฏิบัติจิตภาวนา หรือวิปัสนาธุระในพระพุทธศาสนา ของโพธิอาษาดังนี้

1. วิปัสนาธุระ มี 2 ดังนี้

          1.1 สมถกัมมัฏฐาน เป็นการปฏิบัติสมาธิภาวนา มีบัญญัติ(วัตถุ)เป็นอารมณ์ มี 40 ประการ เช่น กสิณ 10 เป็นต้น เช่น การบริกรรม "พุท โธ" "สัมมาอรหัง" ฯลฯ ทำให้จิตสงบเป็นสมาธิ จิตมีพลังให้ได้ฌานสมาบัติ ถ้าไม่ปรับเป็นบาทวิปัสนา เป็นฌานลาภี ฌานวสี และ ได้อภิญญา 5 แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ได้ มีหูทิพย์ ตาทิพย์ เหาะเหินเดินอากาศได้ ฯลฯ
         
1.2 วิปัสสนากัมมัฏฐาน เป็นการปฏิบัติหลักสติปัฏฐาน 4 มีสภาวะปรมัตถ์ (นาม-รูป)เป็นอารมณ์ เมื่อ โพธิอาษา ได้สมาธิจิต(ขณิกสมาธิ) ของโพธิอาษาผู้ปรับอินทรีย์ 5 ได้ระดับ หลังจากปรับอินทรีย์ 5 ได้ที่แล้ว รู้เห็น ลักษณะไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สภาวะญาณนี้เป็น "ภาวนามยะปัญญา" (ไม่ใช่จินตามยะปัญญา) ได้ สัมผัสกระแสเชื่อมพระนิพพาน ต่อเมื่อได้สมาธิขั้นที่เรียกว่าวิปัสสนาสมาธิแล้ว ย่อมได้ญาณหรือปัญญาที่ทำลายกิเลสได้โดย 2 ลักษณะ คือลักษณะชั่วคราว และลักษณะถาวร(ปหานวิมุตติ 3 หรือ วิมุตติ 5) จนถึงกำจัดสังโยชน์(ทำลายกิเลสได้เด็ดขาดสิ้นเชิง)เป็นมรรคผลนิพพาน

2.โพธิอาษาบุคคล2คือ


          2.1 สมถะยานิกะบุคคล คือผู้เหมาะสมทั้งด้านอุปนิสัย วาสนา บารมี อธิมุติ พระอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ และคณะกรรมการ จะเป็นผู้คัดเลือกแนะนำสำนักอาศรม ที่รับสอนการเจริญสมถะภาวนาสมถะยานิกะบุคคลที่สอนการเจริญสมถะภาวนา เช่น สถาบันพลังจิตตานุภาพ(WILLPOWERINSTITUTE)วัดธรรมมงคล หรือสำนักหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ ที่ใช้หลักสมถกัมมัฏฐานเป็นบาทแห่งการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน (มหาสติปัฏฐาน 4) ต่อไป 
ผู้ประสบความสำเร็จสมถยานิกะนี้ จะได้รับตำแหน่งที่มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก มอบถวาย (ตามเงื่อนไขและผลการทดสอบของพระอาจารย์ผู้สอน สอบอารมณ์และคณะกรรมการ)

          2.2 วิปัสสนายานิกะบุคคล
ผู้เหมาะสมทั้งด้านอุปนิสัย วาสนาบารมี และอธิมุติ พระอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ และคณะกรรมการ มพล. จะคัดเลือกแนะนำสำนักอาศรมที่ เข้ารับการศึกษาปฏิบัติเช่นสำนักปฏิบัติหลักสติปัฏฐาน

ผู้สำเร็จก็จะได้รับการถวายตำแหน่ง มพล.เช่นเดียวกัน ตามเงื่อนไขที่พระอาจารย์ผู้สอนและสอบกรรมฐานและคณะกรรมการวางออก

          โพธิอาษาบุคคล 3 ตำแหน่งนี้ มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก จัดตั้งขึ้นโดยอิงเอาระดับการพัฒนา ของจิต การเข้าถึงธรรมของอริยภาวะ ในพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ.
                                           


*
โพธิอาษา หมายถึงบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อรู้แจ้งเห็นจริง และมุ่งนำมนุษยชาติไปสู่ ความพ้นทุกข์ ตามพระพุทธดำรัสที่ว่า "ลัทธิอื่นว่างเปล่าจากสมณะ:- สมณะ 4 คือ พระโสดาบัน พระสกะทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ มีในพระธรรมวินัยนี้เท่านั้น และว่า "ถ้า พุทธบริษัทสี่ ปฏิบัติดีถูกต้องตามมรรค 8 โลกย่อมไม่ว่างจากพระอรหันต์.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เวบไซท์นี้ http://www.newworldbelieve.net มีข้อมูลพื้นฐานจากหนังสือพิมพ์ดี:วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก ออกโดยมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร) มี พระพยับ ปญฺญาธโร เป็นบรรณาธิการ และเป็น webmasterสำนักงานตั้งอยู่ที่ วัดมหาพุทธาราม อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000 ขณะนี้หนังสือพิมพ์ดีมีอายุทำการมา 11 ปีแล้ว มีเรื่องสำคัญคือการวิเคราะห์สังคมทั้งระบบด้วยแนวภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์แห่งตาธรรมะในพระพุทธศาสนาเพื่อนำสังคมไปสู่ความดีงามและรอดปลอดภัยจากสถานการณ์เลวร้ายยุคนี้