ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี แฟ้ม 2
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletThe Truth Of Red Thailand 12-14 April 2009
bulletFrom red shirt survivor person
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
โหราศาสตร์ [updateใหม่สุด]
dot
bullet สารบาญโหราศาสตร์โดยชลัมพุช โหรชนบททุกเรื่อง
bulletบันทึกข้อสังเกตประเด็นสำคัญดวงชะตาประเทศไทยช่วงเดือนส.ค.-พ.ย.2552
bulletดวงชะตาประเทศไทย พยากรณ์ว่าประชาชนจะอดอยากยากจนและเผชิญภับพิบัติ 4 ประการ
bulletให้คำพยากรณ์นักธุรกิจชาวอังกฤษ
bulletอยากรู้เรื่องโหราศาสตร์ คลิก!
bulletดวงชะตาผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตไทย
dot
Buddhism How?
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
บันทึกลับเสื้อแดง
dot
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนท )
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
dot
รายการทั่วไป
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา
bulletงดเหล้าเข้าพรรษา
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletศรีสะเกษ
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
dot
ช่องบริการประชาชน
dot
bulletบริการแจ้งของหาย คนหาย สื่อข้อความ หมอผี ฯลฯ
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletดี 25
bulletดี 28
bulletดี 29
bulletดี 26


เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้วพ.ศ.2551 ภาคปลายปี ก.ย.- ธ.ค.2551

 

เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว
ปลายปี 2551 ก.ย.2551-ปัจจุบัน

สารบาญ

 

 

A.     เหตุการณ์วันประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 12 ก.ย. 2551 

1.    ผลการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ 17 ก.ย.2551
       เพื่อให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

2.    สนธิ ลิ้มทองกุล วันที่ 23 กันยายน 2551

3.    สิ่งที่ควรคิดจากการเมืองมาเลเซีย

4.      บันทึกประเทศไทย วันศุกรที่ 3  ตุลาคม 2551 จับแกนนำม็อบ

5.    ธรรมะระดับธรรมชาติ มิใช่ธรรมะระดับศีลธรรม จึงจะช่วยแก้ไขสถานการณ์ได้


6.      พฤติกรรมป่าเถื่อนที่แอบอ้างประชาธิปไตยบังหน้า 

7.    มองประเทศไทย      ภาพที่เห็น      วันที่ 7- 9 ต.ค.2551

8.     ขาดระเบียบวินัยก็เหมือนการไปสู่กลียุค  (จากผู้อ่าน)

9.     คติในวันมหาปวารณา อย่าประมาท โอวาทท่านปัญญาธโรภิกขุ 

10.   ชาวไทยพุทธกับพระพุทธศาสนาและการเมืองไทยวันนี้


11.   A Short Message To The Kingdom Of Cambodia 

12.   สามเส้าของม็อบจำลอง-สนธิ-ประชาธิปัตย์
         อะไรเป็นอะไร? ทำไม? และอย่างไร?
        มองกลุ่มม็อบทำเนียบรัฐบาล ยังมีทางออกหรือไม่
?

13.   จากกระดานถาม-ตอบ ทำไมศาลจึงให้การปกป้องเอเอสทีวี
14.   สัจธรรมวันละข้อ ข้อ 1-4 

15.   ชุมนุมพลเสื้อแดง วันที่ 1 พ.ย.2551 ภาพที่เห็น

16.   โอบามา 

17.   กษัตริย์พุทธหนุ่มแห่งราชอาณาจักรภูฏาน
18.   สนธิ ลิ้มทองกุล กับไสยศาสตร์ 

19.   สัจธรรมวันละข้อ  ข้อที่ 5 ธรรม ธรรมชาติ 

20.   จดหมายถึงอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ  

 

21.  สิ่งที่ควรคิดสำหรับชุมนุมพลเสื้อแดง
22.  บันทึกประเทศไทย ชนกลุ่มใดที่ขวางเส้นทางพระราชดำเนิน  

23.  สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ดูหมิ่นพระพุทธองค์ว่าเป็นศาสดาศรีมหาโจร 

24.   ทางออกของประเทศไทยวันนี้  ระวังเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย 

25.   มุมที่นักวิชาการจะต้องมองด้วย  

 


26.    แด่จำลอง ศรีเมือง

27.    ทำไมประเทศไทยจึงเรียกร้องความสามัคคี?

28.    ทำไมประเทศไทยจึงเรียกร้องความสามัคคี 2?

29.    ทำไมประเทศไทยจึงเรียกร้องสันติภาพและต่อต้านความรุนแรง?

30.    ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบ 3 พรรคร่วมรัฐบาล 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  A.   เหตุการณ์วันประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 12 ก.ย. 2551

 

บ่งบอกถึงความรับผิดชอบของผู้แทนปวงชนต่อประเทศชาติบ้านเมือง ขนาดไหน  และบทบาทของผู้แทนปวงชนในระบอบประชาธิปไตยควรจะเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจ มีความรับผิดชอบต่อความเป็นตัวแทนของปวงประชาชนขนาดไหน มีความรับผิดชอบต่อประเทศชาติขนาดไหน   และระบอบประชาธิปไตย เป็นระบอบที่มีความสำคัญ ที่ต้องระมัดระวังสร้างให้ระบอบมีความน่าศรัทธา น่าเลื่อมใสเราเองและแก่ต่างประเทศ  แต่การที่เราทำอะไรในสภาผู้แทนราษฎรอันสูงเกียรติ์นี้อย่างกับว่าเป็นเรื่องเด็กเล่นขายของกันนั้น  ย่อมบ่งบอกไปถึงความที่ไม่เข้าใจ  ไม่มีความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์ระบอบประชาธิปไตยให้ก้าวเดินไป โดยการสร้างความสง่างามให้แก่ระบอบ  เช่นนี้เป็นความไม่ชอบธรรมต่อระบอบประชาธิปไตย

กระนั้น เราอยากให้พรรคการเมืองมีความตระหนักในความรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชน  ตระหนักในความสำคัญของบทบาทหน้าที่ของพรรคการเมือง  นั่นหมายถึงเอาประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว  เอาเหตุผลมากกว่าอารมณ์  ไม่หลงตนเอง  บุ่มบ่ามด้วยอารมณ์ชั่ววูบ และรู้กาลเทศะ

บัดนี้ทุกฝ่ายควรจะต้องทำใจให้เยือกเย็น อย่างน้ำแข็ง  ถ้าเราใจเยือกเย็นได้อย่างนี้ หรือได้กว่านี้อีกสักหน่อย อะไร ๆ ก็คงจะดีขึ้น

 

  • บก. นสพ.ดี(อินเทอเนท)
    13 ก.ย. 2551 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 1.    ผลการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ 17 ก.ย.2551
เพื่อให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

 

1.    นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ  ได้   163       เสียง
2.    นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์   ได้   298       เสียง
งดออกเสียง 5 คะแนน

สรุป นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้รับคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ได้รับความไว้วางใจให้เป็นนายกรัฐมนตรี (คนที่ 26)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 2.   สนธิ ลิ้มทองกุล วันที่ 23 กันยายน 2551

 

สนธิ ลิ้มทองกุล ขึ้นเวทีม็อบสนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์ ทำเนียบรัฐบาล เวลาประมาณ 21.20 น.วันที่ 23 ก.ย.2551 เขาทักทายประชาชนหน้าเวทีโดยยกย่องว่าเป็นเทพบุตรเทพธิดานักสู้เพื่อชาติ  เสียงของเขาอ่อนลงเมื่อเอ่ยนามศัตรูว่า“คุณทักษิณ” แล้วเขาก็ออกตัวว่า  เขาไม่เคยได้อธิบายเรื่องการเมืองใหม่เลย แต่เขาก็ไม่จำเป็นต้องอธิบาย  เพราะเมื่อเขาพูดถึงการเมืองเก่าว่าเละเทะไปทั้งหมดอย่างไม่มีดีแล้ว อย่างไรแล้ว  ประชาชนก็ได้เห็นเองว่าการเมืองเก่าเป็นอย่างไร  ยังจะชื่นชมยินดีกับการเมืองเก่าได้อยู่ต่อไปหรือ  คำตอบเรื่องการเมืองใหม่ จึงเป็นทางเดียวที่เป็นทางออกของการเมืองไทย  แล้วเขาก็เล่าเรื่องต่าง ๆ จริงบ้างเท็จบ้าง เกี่ยวกับการรับใช้ทรราชของหนังสือพิมพ์  เรื่องโทรศัพท์  เรื่องคลื่นวิทยุโทรทัศน์ และเรื่องรัฐบาลที่ผ่านมาที่เขาเห็นมาตลอดเวลาเท่าอายุของเขา คือ 60 ปีเศษ ๆ ว่านั่นคือสัญลักษณ์ของการเมืองเก่าที่ มีแต่เล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงการเมืองของนักการเมือง ที่แสวงหาประโยชน์ทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะหวังอะไรกับการเมืองเก่า 

นั่นคือสิ่งที่สะท้อนจากความคิดปัญญาของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่สะท้อนว่าเขายังคงเพ้อฝัน ไร้สติอยู่   เพราะเขาลืมไปว่ายังมีการเมืองเก่าที่เขารับใช้อยู่อย่างเต็มใจ นั่นคือ การรับใช้พรรคประชาธิปัตย์ ให้เป้นรัฐบาลอย่างเต็มตัว  และแท้ที่จริงการพูดของนายสนธิ วันนี้ เท่ากับเป็นการเปิดเผยมุมมองของคนมองโลกในแง่ร้ายล้วน ๆ ชนิดที่โลกไม่มีดีเลยแม้แต่นิดเดียว เขาจึงเป็นคนที่มองไม่เห็นความจริงของชีวิต,ความจริงของสังคม และความจริงของการเมือง   และนั่นหมายความว่า  เขายังคงจะหลอกลวงประชาชนให้หลงงมหาการเมืองใหม่ในฝัน การเมืองที่เลิศเลอไร้ความด่างความพร้อยบนโลกใบนี้ ไปนานสักเท่าไร ในเมื่อเขาเองก็ลืมสติ ไม่เข้าใจว่าแม้ตัวเขาเองก็หลอกลวงตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะตัวเขานั่นเองได้กลายเป็นเหยื่อของความหลงผิดของตนเอง ทั้งในทางโลกและทางธรรม  เพราะการเมืองใหม่ที่เลอเลิศ บริสุทธิ์ล้วน ไร้ความด่างพร้อยทุกประการบนโลกนี้ ไม่มีหรอกสหาย เพราะสัจธรรมนั้นได้ระบุว่า โลกคืออวิชชา

ในขณะที่รายการ ความจริงวันนี้ของวีระ มุสิกพงษ์, ณัฐวุฒิ  ไสยเกื้อ และจตุพร พรหมพันธ์ กำลังเข้มข้น เมื่อตอบโต้บทความของนายเสรี สุวรรณภานนท์ ทนายความที่เป็นอดีต สสร.ผู้ร่างรัฐธรรมนูญคมช.2550 ผู้ที่เปลี่ยนชื่อรายการ ความจริงวันนี้ เป็น ความเท็จวันนี้ ว่าเป็นผู้รับใช้เผด็จการคมช. ที่พยายามแก้ตัวแทนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านนั้น  และเอาจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีของสมาพันธ์ประชาธิปไตย ของ น.พ.สันต์ หัตถีรัตน์, นางประทีป อึ๊งทรงธรรม ฮาตะ และ น.พ.เหวง โตจิราการ มาชื่นชมว่ามีเหตุผล โดยเฉพาะประเด็นนิติรัฐ, นิติธรรม   และนิติศาสตร์  แต่รายการที่ช่วยให้เกิดบาลานซ์ทางข่าวสาร รวมทั้งปลุกสติปัญญาของประชามหาชนวันนี้ ดูเหมือนว่ากำลังมีศัตรูผู้มุ่งร้าย ผู้คัดค้านจะให้เลิกเสีย  เราไม่คิดว่าจะมีคนปัญญาอ่อนฝ่ายรัฐบาลที่คิดตามไปเช่นนั้นได้  ตราบใดที่มีม็อบยึดทำเนียบรัฐบาลอยู่

  • บานไม่รู้โรย
    23 ก.ย. 2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 3.   สิ่งที่ควรคิดจากการเมืองมาเลเซีย

 

การเมืองมาเลเซียกำลังเข้มข้นขึ้น ภายหลังนายอัลวา อิบบราฮิม เข้าสู่สภามาเลเซียได้โดยผลที่ภรรยาเสียสละเปิดทางให้  บัดนี้มีท่าทีว่าฝ่ายค้านมาเลเซียสามารถรวบรวมสมาชิกฝ่ายค้านได้มากขึ้นและกำลังจะเข้ากุมเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภา  แต่ทางฝ่ายรัฐบาลยังคงตั้งหลักได้มั่นคงอยู่ทำให้การเมืองมีสภาวะปั่นป่วนคล้ายคลึงกับการเมืองไทยที่เป็นอยู่ขณะนี้  การมองการเมืองมาเลเซียเพื่อนบ้านของไทยจึงน่าสนใจมาก  แต่การเมืองมาเลเซียไม่เหมือนการเมืองไทย  ด้วยเหตุปัจจัยพื้นฐานหลายประการ  ประการแรก พื้นฐานสังคม คือความเชื่อและวัฒนธรรม เป็นอิสลาม  เมื่อระบอบอิสลามจำเป็นต้องมาใช้วิธีการประชาธิปไตยแต่ยังมีส่วนที่ขัดกับวิถีทางประชาธิปไตย จึงยากที่จะปฏิบัติให้สอดคล้องวิถีประชาธิปไตยได้  อีกประการหนึ่ง ระบบพรรคการเมือง พรรคฝ่ายค้านของมาเลเซียก็ไม่เหมือนพรรคฝ่ายค้านของไทย  เพราะวิถีทางการต่อสู้ของพรรคฝ่ายค้านมาเลเซีย โดยมีผู้นำชื่อ อัลวา อิบราฮิม นั้น ได้ผ่านอุปสรรคการต่อสู้มาอย่างที่น่าสังเกตอย่างยิ่งว่าจะไม่ค่อยได้รับความเป็นธรรมจากฝ่ายรัฐบาล ดังปรากฏมาตั้งแต่ยุคมหาเธร์ โมฮำมัด มาแล้ว  มีเหตุผลหลายประการทีเดียวที่พอให้เชื่อได้ว่าพรรคฝ่ายค้านมาเลเซีย สมควรได้รับความเห็นอกเห็นใจ และให้การสนับสนุนในการต่อสู้ทางการเมืองในมาเลเซีย โปรดติดตามบทวิเคราะห์การเมืองมาเลเซีย ตั้งแต่ยุคมหาเธณืโมฮำมัด เพื่อความเข้าใจการเมืองมาเลเซียได้ระดับหนึ่ง ดังต่อไปนี้ โปรดดลิกอ่าน วิสัยทัศน์มหาเธร์ โมฮำมัด  

  • 001 รายงาน
    16 ก.ย.2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 4.   บันทึกประเทศไทย
        จับชัยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำม็อบ


วันศุกรที่ 3  ตุลาคม 2551  ตำรวจจับนายชัยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำม็อบสนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์
1 ใน 9 ที่ถูกหมายจับ ในข้อหากบฏต่อรัฐ นายชัยวัฒน์ ไม่ได้ขอประกันตัวออกไป  แต่ให้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัว ด้วยเหตุผลว่า การจับกุมของตำรวจไม่ชอบด้วยกฎหมาย   เพราะขณะนั้นทางม็อบได้ขอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาเพิกถอนหมายจับอยู่  แต่ศาลยกคำร้องไม่อนุญาต ว่าคำร้องของผู้ต้องหาไม่มีมูล  ตำรวจจึงนำตัวไปคุมขังไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม 2551 วันที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  ตำรวจจับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำม็อบสนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์ อีกคนหนึ่ง ขณะชล่าใจออกไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  และได้ถูกควบคุมตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพมหานคร

 

จากนี้ ASTV ระดมพลทั่วประเทศ ฟังน่ากลัวว่าจะมีมวลชนขนาดมหึมาลงมาท่วมกรุงเทพมหานคร  แต่การณ์กลับปรากฏว่าระดมพลได้เล็กน้อย เพราะในที่สุดประชาชนก็เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร   วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2551  ม็อบก็เคลื่อนออกจากทำเนียบรัฐบาล มีแกนนำชื่อนายสิริชัย ไม้งาม นำไปปิดล้อมรัฐสภา  ตั้งเวทีโจมตีรัฐบาลเช่นเคยและกล่าวว่ารัฐบาลไม่มีความชอบธรรมในการบริหารประเทศ เพราะเป็นตัวแทน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และทำให้ประเทศไทยเสียเขาพระวิหาร(แล้วใครจะเชื่อล่ะครับ? ในเมื่อความจริงคือหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยุคนั้นไปแพ้คดีแก่เขมรที่ศาลโลก โลกเขารู้กันทั้งโลก จะมาหลอกอะไรกันได้ล่ะ?)

 

เราเห็นว่า การเคลื่อนไหวของม็อบฯกลุ่มเดิมกลุ่มเดียวกันนี้ เป็นท่าทีที่คุกคามข่มขู่สถาบันนิติบัญญัติแห่งชาติ  คล้าย ๆ กับการคุกคามสถาบันบริหาร โดยใช้กำลังหมู่คนจำนวนมากเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล  ขณะนี้กำลังจะเข้ายึดรัฐสภาอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นการผิดกฎหมาย ใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย    เราเห็นว่าพฤติกรรมเช่นนี้เป็นความป่าเถื่อน โง่เขลา ไร้สติ อย่างยิ่ง  ที่น่าอับอายต่อชาวโลกผู้เจริญในระบอบประชาธิปไตย  อย่างยิ่ง อีกครั้งหนึ่ง  เป็นพฤติกรรมของอนารยะชนโดยแท้จริง เพราะในวันพรุ่งนี้รัฐบาลใหม่ของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์  มีกำหนดจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งมีความหมายสำคัญเร่งด่วนต่อความอยู่ดีกินดีและการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติและประชาชนที่หนักอึ่งอยู่ในขณะนี้  โดยมีความจำเป็นเพื่อที่จะเริ่มปฏิบัติงานรับใช้ประชาชนภายหลังมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่  การขัดขวางการทำงานของ 2 สถาบันสูงสุดของชาติของประชาชน แห่งระบอบประชาธิปไตย มีประชาชนเป็นเสียงสวรรค์  จึงต้องเป็นความผิดที่ทางฝ่ายบ้านเมืองต้องติดตามเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษต่อไปให้สาสมแก่ความหยาบกระด้างของเขา

 

ในวันนี้ ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่ประชาชนชาวไทยทุกหมู่กลุ่มส่วนใหญ่ของประเทศ  จะให้คุณค่าและความเชื่อถือแด่พฤติกรรมใดใดของชนพาลกลุ่มนี้   และแน่นอน  เหตุเกิดขึ้นเพราะคิดผิด  น่าจะยั้งคิดสักนิดว่า เขาจะใช้กฎหมู่ที่อันธพาลเอาชนะกฎหมายที่มีระบบเป็นสถาบันอันมั่นคงมานานของชาติได้อย่างไร? จะเอาชนะพลังประชาชนไทยทั้งชาติด้วยพลังอันธพาลได้อย่างไร?  ในเมื่อสัจธรรมมีว่า อสาธุ สาธุนา ชิเน : ธรรมะนั้นแล ย่อมชนะอธรรมอยู่วันยังค่ำ  ในเมื่อเขาทำตัวเป็นอธรรมผู้อนารยะ เขาก็ควรได้รับการกดขี่ ตามพุทธภาษิตว่า  นิคฺคณฺเห นิคฺคหารหํ ปคฺคณฺเห ปคฺคหารหํ : ประชาชนไทยพึงข่มบุคคลที่ควรข่ม   พึงชมบุคคลที่ควรชม  ก็ม็อบ สนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์ และนายสิริชัย ไม้งาม คนใหม่นี่แหละ ที่ต้องช่วยกันข่มขี่เขา อย่าให้อ้าปากออกมาได้

 

  • บุษบา บุญเสฏฐ์
    6 ต.ค. 2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 5.  ธรรมะระดับธรรมชาติ มิใช่ธรรมะระดับศีลธรรม 
      
จึงจะช่วยแก้ไขสถานการณ์ได้

 

ชาวไทยพุทธ คุ้นเคยแต่ธรรมะระดับศีลธรรม อันเป็นขั้นต่ำสุด และพื้น ๆ เกินไปที่จะแก้ไขปัญหาใดใดได้ ซึ่งเราจะสามารถศึกษาจากแนวคิดตะวันตกในภาพยนตร์หลายเรื่อง

ในที่นี้จะเสนอภาพยนต์เรื่อง
Western Legends : เจ็ดสิงห์แดนเสือ  นำแสดงโดย ยูล บรินเนอร์, อีลี่ วอลเลซ,สตี๊ฟ แมคควีน, ชาร์ล บรอนสัน, โรเบิร์ต วอห์น, เจมส์ โคเบิร์น, แบรด เด๊กซเตอร์ และ ฮอร์ส บุชฮอล  เรื่องหมู่บ้านชาวนาที่มาบุกเบิกนิคมสร้างตนเองใหม่ ในแดนเถื่อน ทุรกันดาร คนเหล่านี้ถือศีล กินเจ นุ่งห่มขาว ไม่ถืออาวุธ ใช้ปืนไม่เป็น ไม่ใช้  อยู่เป็นนิคมศาสนาที่เคร่งครัด  ผู้สร้างหนังเรื่องนี้คล้ายจะตั้งประเด็นขึ้นมาว่า เมื่อคนอยู่ในศีล กินเจ มีมือเปล่า ไร้อาวุธ ฆ่าคนไม่ได้ ไม่เป็น เช่นนี้แล้ว จะอยู่ต่อไปย่อมมีความสุข สงบ ไปเท่าที่สถานการณ์เป็นไปปกติ แต่เมื่อมีกองโจรแมคซิกันผู้โหดร้าย ไม่มีคำว่าปรานี ขี่ม้าเข้ามาในนิคมหมู่บ้าน และเข้าค้นปล้นเอาทุกสิ่งทุกอย่างของชาวบ้านโดยพลการ และออกคำสั่งให้ชาวนาถือธรรมะข้อที่ว่าด้วยความสันติต่อไปอย่างเคร่งครัด ต้องถือศีล ห้ามใช้อาวุธและความรุนแรงอย่างเด็ดขาด

 

ฝรั่งผู้สร้างหนัง เขามองไม่เห็นว่า การประพฤติธรรมแบบชาวนา ชาวพุทธผู้ถือศีล แล้วไปผูกมัดตนเองอย่างไม่ถูกเหตุถูกผลของสถานการณ์ ที่ต้องไม่ใช้ความรุนแรง ต้องไร้อาวุธ  ต้องไร้การฆ่า ฯลฯ จะอยู่ จะแก้ปัญหาอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกองโจรผู้ป่าเถื่อนและโหดร้ายเช่นนี้ มีแต่จะทำให้โจรได้ใจและเร่งมือกดขี่ข่มเหงผู้ถือศีลยิ่งขึ้น

 

มีคำตอบชัดเจนจากหนังเรื่องนี้เองว่า อยู่ไม่ได้  การถือศีลกินเจในสถานการณ์เช่นนี้ ถือว่าไม่ถูกกาลเทศะ ยังบอกความโง่เง่าเต่าตุ่นของชาวนิคมศาสนาแห่งนี้อีกด้วย   เพราะเมื่อจอมโจรคามิลลาแห่งเมกซิกัน พาพวกบุกเข้ามาก็ฆ่าประชาชนผู้โกรธแค้นทิ้งเสียอย่างไม่ปรานีเป็นประจำเช่นนี้ ในที่สุดชาวนาผู้รักสันติเองก็ถึงที่สุดจะอดทนต่อไป และเริ่มต้นการแสวงหาทางออก  ฝรั่งเห็นว่า ชาวนาจะต้องสู้  จะต้องมีอาวุธ และเรียนรู้การใช้ปืน  แล้วชาวนาเหล่านี้จึงได้พบเจ็ดสิงห์แดนเสือ  เปลี่ยนมาถือมีดพร้าอาวุธและฝึกการยิ่งปืนพวกเขาละคติธรรมสันติไปชั่วคราว ได้ข้อแนวทางแก้ปัญหาว่าจะต้องละศีลกินเจมาจับอาวุธขึ้นต่อสู้จึงจะอยู่ได้ และเมื่อเป็นเช่นนี้ โจรคาวิลลา ก็ต้องเพิ่มความโหดร้ายเพื่อให้เข็ดหลาบ ก็ระดมพลมาทุกทิศทาง เกิดศึกใหญ่ จนเจ็ดสิงห์เกือบเสียท่า เพราะชาวบ้านเกิดกลัวขึ้นมาอีกครั้งและมีการทรยศต่อคำสัญญา  ไปยอมแก่พวกโจร   แต่ด้วยจิตใจสิงห์ของสิงห์ทั้งเจ็ดจึงสามารถแก้ไขสถานการณ์ให้กลับเป็นได้เปรียบ และเกิดการต่อสู้กันเป็นครั้งใหญ่ เป็นครั้งสุดท้าย

 

แน่นอน มีการสูญเสีย ชาวนาในหมู่บ้านตายไปกว่าครึ่งหมู่บ้านจำนวนร่วมร้อย และเจ็ดสิงห์ตายไป4เหลือ3 มี ยูล บรินเนอร์ สตีฟ แมคควีน และหนุ่มฮอร์ส บุชโฮล  แต่จอมโจรคาวิลลาพร้อมพรรคพวกกองโจรห้าร้อยที่ชั่วร้ายตายเกลี้ยงทั้งกองโจร  มีรอดชีวิตหนีไปเพียง2-3ม้า ที่เตลิดหนีไปจากหมู่บ้านอย่างเข็ดหลาบ

 

ฝรั่งผู้สร้างหนังเห็นว่า ในกรณีเช่นนี้ การต่อสู้อย่างรุนแรงเพื่อถอนรากถอนโคนปัญหาคือการขจัดกองโจรให้ได้เท่านั้น เป็นเหตุของสันติ  และในการทำงานอย่างนี้ การตายย่อมเป็นธรรมดา จะต้องเข้าใจว่าการตายเป็นเรื่องธรรมดา เพราะสัจจธรรมมีว่า  ปัญหาย่อมต้องการค่าจ้างสำหรับการแก้ไขปัญหาเสมอ  ไม่มีอะไรที่ได้มาเปล่า ๆ   เลือดต้องแลกด้วยเลือด  ซึ่งนี่เป็นธรรมะข้อหนึ่ง คือ  ธรรมะระดับธรรมชาติ

 

ท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านได้มองเห็นเหตุและผลของธรรมะธรรมชาตินี้แล้วปริวิตกในการที่คนไทยไม่รู้จักธรรมะธรรมชาติ ท่านจึงประสงค์ยกระดับความเข้าใจธรรมของชาวพุทธไทยไปถึงระดับธรรมชาติ  โดยที่ท่านพยายามสอนขั้นตอนการปฏิบัติใหม่ว่า ไม่ใช่ ศีล – สมาธิ - ปัญญา  แต่ต้องเป็น ปัญญา-สมาธิ-ศีล และท่านได้ให้ข้อคิดโดยการตั้งคำถามสำคัญให้เป็นข้อคิด 10 ประการ คือ  ปัญหานายเหตุผล 10 ข้อ  ซึ่งปรากฏในหนังสือพิมพ์พระพุทธสาสนา ปี 2522-23 คือ  ปัญหาของนายเหตุผล 10 ข้อ  (นายเหตุผลเป็นนามแฝงของท่านพุทธทาสภิกขุ) ที่ท้าทาย เชิญชวนให้ท่านผู้รู้ตอบ เพราะปัญหานี้จะต้องตอบด้วยความรู้ความเข้าใจธรรมะระดับสูง โดยการอธิบายเหตุผลของหลักธรรมระดับธรรมชาติ

 

และท่านจงศึกษาธรรมะระดับธรรมชาติ จากภาพยนตร์เรื่องเจ็ดสิงห์แดนเสือ: Western Legends นี้ก่อน  เพื่อประกอบความเข้าใจพื้นฐาน ก่อนจะไปศึกษาจากธรรมะธรรมชาติของท่านพุทธทาสภิกขุ  เพราะจะช่วยให้เข้าใจธรรมะธรรมชาติเร็วขึ้น (ธรรมะคือธรรมชาติ กฎแห่งธรรมชาติ ฯลฯ)

 

และเร็วพอสำหรับสถานการณ์การเมืองไทยขณะนี้.

 

  • อรบุศป์ ละอองธรรม
    8 ต.ค. 2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 6.     พฤติกรรมป่าเถื่อนที่แอบอ้างประชาธิปไตยบังหน้า

Hot News ของ NBT  เวลา 22.45 น. 7 ต.ค. 2551

รายงานข่าว ณ เวลา 22.45 น.วันนี้ เหตุการณ์ยังไม่สงบ ทางด้านม็อบสนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์  ที่ระดมกำลังกันอยู่บริเวณหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งเป็นจุดบัญชาการรักษาความปลอดภัยของชาติในขณะนี้  โดยผู้สื่อข่าวรายงานเข้ามายังโต๊ะข่าวเป็นระยะ ๆ  และข่าวที่ทำให้ตกใจก็คือ  ยังคงมีม็อบอยู่จำนวนมาก พยายามที่จะบุกเข้าไปในอาคาร บชน.ให้ได้  ถามว่า เป้าหมายของพวกม็อบคืออะไร ? คำตอบคือ พวกม็อบพยายามจะ เผาตึก บชน. ได้ตระเตรียมเครื่องวางเพลิงทุกอย่าง   ถามว่ารู้ได้อย่างไรว่าม็อบจะทำการดั่งนั้น  ตอบว่า พวกม็อบประกาศกันอย่างโครมครามโกรธแค้น ทางเครื่องขยายเสียงว่าจะต้องเผากองบัญชาการตำรวจนครบาลให้มอดไหม้เป็นเถ้าถ่านให้จงได้  แล้วพยายามเข้ามาใกล้ ๆ พร้อมเครื่องไม้เครื่องมือวางเพลิง แต่ตำรวจพยายามขับไล่ให้ไปไกล ห่าง ๆ บริเวณอาคารตึก บชน.  ข่าวนี้ ทำให้น่าวิตกว่า บางทีพวกม็อบอาจจะเสพใบกะท่อมมากเกินไปจนเสียสติไปแล้วก็ได้ หรือไม่ก็บ้าไปเลยจริง ๆ ก็เป็นได้เช่นเดียวกัน  คนทั่วไปยังไม่เข้าใจพวกม็อบดีเช่นนี้ จึงยังแก้ปัญหาไม่ได้เสียที

 

  • 001 รายงาน
    7 ต.ค.2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 7.   มองประเทศไทย
      ภาพที่เห็น
      วันที่ 7- 9 ต.ค.2551

เริ่มเวลา ประมาณ 05.30 น. รายงานข่าวว่าพวกม็อบทำเนียบ ที่ยกพลออกไปปิดล้อมรัฐสภา พยายามตัดไฟในรัฐสภา  และไฟในสภาดับลง   ต่อมาม็อบ หมายถึงม็อบสนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์ เคลื่อนเข้าปิดล้อมสภา ไม่มีทางเข้า  วันนี้(7ต.ค.2551)รัฐบาลมีกำหนดการจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ทั้งสส. สว. และคณะรัฐมนตรี จะมาประชุมกันที่สภาแห่งนี้  ภาพที่เห็นขบวนการม็อบดูเกรี้ยวกราด  ดูหยาบคาย ทั้งการแต่งกายและท่าทางที่แสดงออก ดู ๆ เหมือนอันธพาลไม่มีผิด  คนจะคิดตรงกันหรือไม่ว่า พวกอันธพาลกลุ่มนี้พากันมาทำอะไร  จำนวนมากมายที่ปิดล้อมรัฐสภา  จนไม่มีทางเข้าประตูรัฐสภา  ตรงนี้คนทั้งหลายคงจะไม่ค่อยสบอารมณ์เหมือนกัน  เราคิดว่าเป็นการคุกคามรัฐสภา


ทางตำรวจดูมีท่าทีลำบากใจในความรับผิดชอบ  เพราะอีกไม่ช้านายกรัฐมนตรีและคนสำคัญทั้ง2สถาบันก็จะต้องเดินทางมาประชุม    จริงอยู่ ม็อบมาปิดล้อมสภาตั้งแต่วานนี้แล้ว แต่รัฐบาลเห็นว่าจะต้องแถลงนโยบายที่รัฐสภาตามกำหนดเดิม  ไม่เปลี่ยนแปลง ตำรวจต้องจัดการให้ม็อบอยู่ในระเบียบและเปิดทางเข้าสภา
  มีการเจรจาขอเปิดทางเข้าสภาก็ไม่เป็นผล เพราะพวกนั้นว่าจะไม่ให้มีการแถลงนโยบายอย่างเด็ดขาด ซึ่งตำรวจก็โกรธใคร ๆ ก็ต้องโกรธ เพราะคนอันธพาลกล้ามาวางกล้ามเอากับตำรวจ  แล้วข่าวรายงานว่าทางตำรวจจะทำการสลายเปิดทางเฉพาะประตูเข้าด้านหน้ารัฐสภาด้วยแก๊สน้ำตา  เราคิดว่ารัฐบาลสมชายลืมยุทธศาสตร์ที่ว่า ต้องไร้ความรุนแรงไป  เราต้องอดทนไปจนถึงอินฟินิตี้ เพราะเราไม่มีทางเลือก นี่คือสงครามนอกแบบและโฆษณาชวนเชื่อ ที่ฝ่ายรัฐบาล ตั้งแต่ทักษิณมาแทบไม่รู้อะไรเลยในสงครามชนิดนี้   เราคิดว่าทำอะไรไปต้องให้จบจึงจะดี  ไม่งั้นก็เลว   อย่างที่เป้นอยู่ขณะนี้

แล้วเกิดเหตุลามไปใหญ่จนเกรงว่าจะเกิดรัฐประหารขึ้นในคืนวันที่ 7 ต.ค.2551 นั้น แต่แล้วก็ไม่มีอะไร  ทหารได้ส่งกำลังจำนวนหนึ่งออกมาช่วยรักษาการณ์กับตำรวจ   ก็ถือว่ารอดตัวไป  ก็มาตั้งหลักกันใหม่ด้วยใจเยือกเย็น

 

มีรถระเบิด 1 คัน  มีคนตายในรถ 1 คน เป็น อดีต พ.ต.ท.  เมธี ชาติมนตรี มาจากบุรีรัมย์ เป็นพวกเดียวกับม็อบจำลอง    เป็นศพโดนแรงอัดระเบิดจากในรถตัวเองแล้วเพลิงไหม้ขึ้น  สันนิษฐานว่าระเบิดเกิดจากภายในรถ ตำรวจไม่ได้ทำ   แต่เอเอสทีวีว่าตำรวจวางแผนเอาไว้  เอเอสทีวีว่าทุกอย่างเกิดจากการวางแผนร้ายของตำรวจทั้งสิ้น (รวมทั้งแผนเอารถอุจจาระไปเทหน้า บชน.ด้วย วางเพลิง บชน.ด้วย) ซึ่งเอเอสทีวีจะพูดอะไรก็ได้ในวันนี้ เพราะเขาสัมผัสในอำนาจของเขาว่ามีอย่างล้นฟ้าแล้ว (ซึ่งแท้จริงเป็นความรู้สึกที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน เดี๋ยวจะรู้สึก!!)

 

แม้กระทั่งนายสำราญ รอดเพชร แกนนำรุ่น 2 ก็ยังกล้าจิกหัวด่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจำเริญ ผบ.ทบ. เอาแผลเก่ามาแขวะด่า  ตลอดบ่ายวานนี้(9 ต.ค.51)  เพราะคะนองใจภายหลังรอดโทษตัดหัว เมื่อศาลยกฟ้องโทษกบฏ(แต่อย่าลืมเขาฟ้องใหม่ได้ และโทษอื่นอีกกี่คดีล่ะ หรือคิดอะไรอยู่?   จะยกพวกรุมบีบศาลเอาหรือไง?) นายสำราญด่าหน้าดำคร่ำเครียด ออกท่าทางอย่างตัวเองเป็นนายใหญ่ ว่า  “คุณอนุพงษ์ ฟังผมให้ดีนะ .....ระดับคุณอนุพงษ์ จะไม่รู้เลยหรือว่าขณะนี้สถานการณ์เป็นอันตรายขนาดไหน ต่อสถาบัน  พล.อ.อนุพงษ์  ยังไม่สายนะ  ยังไม่สาย  ...  ยังมีโอกาสที่จะมาเข้าข้างประชาชน  ยังมีเวลาพอที่จะตัดสินใจทำในเรื่องที่ถูกต้อง  ขอฝากคุณอนุพงษ์ เรื่องชาติ และ สถาบัน  “  

แล้วสรรเสริญ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ  เป็นการใหญ่  ที่ท่านลาออกจากการเป็นรองนรม.  ทั้ง ๆ ที่เมื่อสองสามวันก่อน  จิกหัวด่าท่านมาอย่างเต็ม ๆ ตลอด  24 ชั่วโมง  หาว่าเข้าข้างรัฐบาลขายชาติ  รัฐบาลนอมินี  รัฐบาลโจร นำเรื่องอัลไซเมอร์มากุด่า แล้วก็จบลงแบบเดียวกันนี้ว่า  ท่านยังไม่สายเกินไป  เขาหมายความว่ามีเวลาพอจะตัดสินใจมาเข้าข้างม็อบ  แน่นอน อีกหน่อย พล.อ.อนุพงษ์ ก็เดินตามบิ๊กจิ๋ว  มาคารวะจำลอง และที่นี่คือบันทึกจารึกไว้ในประเทศไทย ให้รู้ไปชั่วลูกหลาน  เหลน  โหลน

 

แล้วพล.ต.จำลอง ศรีเมืองก็ยิ้มร่าออกมาจากคุก   มีสมุนมาด้วยคือ ชัยวัฒน์ สินสุวงษ์  คงคิดว่าจวนทำสำเร็จแล้ว  คือ ยกโพธิรักษ์ ขึ้นเป็นศาสดา

 

โธ่เอ๋ย !!!!!  โง่จริง ๆ  โง่ยิ่งกว่าเด็กอมมือ  โง่ยิ่งกว่าเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเสียอีก ถ้าศาสดาต้องได้มาโดยวิถีทางการเมืองอย่างนี้  ก็จะมีเพียงศาสดาปลอม ๆ เก๊ ๆ เท่านั้น (เพราะศาสดาคือการอุบัติของปัญญา อย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น ทรง  วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน  เข้าใจไหม?)

 

พล.ต.จำลอง  ศรีเมือง วันนี้  เขาเป็นคนที่น่าสมเพชที่สุด ในเชิงธรรมะ   วันนี้เขาได้สูญเสียสรรพธรรมสรรพวิชาไปหมดทั้งสิ้นและได้กลายเป็นโมฆะบุรุษแห่งพระพุทธศาสนาไปเท่ากาลนานหลายพันชาติข้างหน้า  รวมทั้งเจ้านายใหญ่ในสันติอโศก(อนาคตคือเทวทัตไง!!!)

 

เขารู้ตัวเขาเองอยู่แล้ว เพราะคนที่รู้เรื่องภายในจิตใจไม่มีใครอื่นนอกจากตัวเขาเอง

 

ส่วนพวกคณบดี  นักบิน กัปิตันคนนั้น และพวกแพทย์ พยาบาล  เขาไม่เข้าใจหรอกว่าถูกหลอก เพราะเอเอสทีวีคือทีวีที่หลอกลวงโฆษณาชวนเชื่อ  คนพวกนี้หูเบาเชื่อคนง่ายอยู่แล้วเมื่อไปติดเอเอสทีวีก็ไปเลย   ก็ควรให้อภัย เผื่อจะรู้กลับตัวกลับใจภายหลัง.

 

  • อรบุศป์ ละอองธรรม
    10 ต.ค. 2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 8.   ขาดระเบียบวินัยก็เหมือนการไปสู่กลียุค

จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นบริเวณรัฐสภาจากการชุมนุม   และการสลายการชุมนุมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  นำไปสู่การบาดเจ็บล้มตายของประชาชน 

ได้เห็นผู้สื่อข่าวทีวี  สัมภาษณ์นักการเมือง  สว.  สส.พรรคฝ่ายค้าน  นักวิชาการ  ซึ่งแต่ละท่านมักให้ความเห็นว่า  เจ้าหน้าที่กระทำการรุนแรงเกินกว่าเหตุ  ด้วยการทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์  และเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบโดยการลาออกและเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่ใช้ความรุนแรงกับประชาชน 

การบุกยึดสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาล  การบุกยึดทำเนียบรัฐบาล  และบรรยากาศแห่งความตึงเครียดได้ปะทุขึ้นเมื่อม็อบพันธมิตรเคลื่อนตัวเข้ามายึดรัฐสภา  โดยให้เหตุผลว่าไม่ต้องการให้รัฐบาลของนายสมชาย  วงศ์สวัสดิ์  ที่ขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศได้มีโอกาสแถลงนโยบาย  และบัดนี้ม็อบพันธมิตรยังได้แสดงอำนาจป่าเถื่อนด้วยการยึดรถเมล์  ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ฯ    เพื่อนำมาปิดถนน  แต่จนถึงขณะนี้ประชาชนก็เห็นแต่กระแสการรายงานข่าว ที่ผู้สื่อข่าวตั้งคำถามว่าองค์กรนั้น  องค์กรนี้  ต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น

หากสื่อในสังคมไทยได้ทำหน้าที่พิทักษ์ความถูกต้อง  เป็นแกนนำในการสร้างค่านิยมให้ประชาชนคนบริโภคสื่อทุกเพศ  ทุกวัยได้ตระหนักว่า   การละเมิดสิทธิ์ผู้อื่นด้วยการใช้วาจาจาบจ้วงที่ไม่เป็นธรรม  การปลุกระดมมวลชนให้ออกมาสร้างความวุ่นวายเดือดร้อนส่งเสียงผรุสวาสรบกวนความสงบสุขของประชาชนผู้คนในละแวกนั้น  ปิดเส้นทางจราจร  การบุกยึดสถานที่ราชการ   การนัดหยุดงานไม่ให้บริการประชาชน   เป็นพฤติกรรมที่ไม่ชอบธรรม  เป็นการสร้างความปั่นป่วนให้คนในชาติแตกแยกกัน  และนิยมความรุนแรงมากขึ้น   การกระทำเช่นนี้เป็นอันตรายต่อความสงบสุขของคนในชาติ    เหตุการณ์ลุกลามบานปลายก็จะไม่เกิดขึ้น  เพราะจะไม่มีแกนนำหน้าไหน  กล้าที่จะออกมาชักชวนผู้คนให้ทำในสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับ 

การบุกยึดสถานที่ราชการได้ขยายวงกว้าง  ก็เพราะแกนนำม็อบพันธมิตรคงได้ประเมินสถานการณ์แล้วว่า  เราทำได้  และน่าจะทำสำเร็จ  เพราะเจ้าหน้าที่จะต้องเข้าขัดขวางแน่นอน  เพราะถ้าไม่ขัดขวางฝ่ายม็อบก็จะยึดพื้นที่สำเร็จ  และขยายวงกว้างไปเรื่อยๆ   ดังนั้นเพื่อรักษาฐานที่มั่นไว้ให้ได้  การใช้กำลังก็ต้องเกิดขึ้น  และแน่ล่ะถ้ามีการบาดเจ็บล้มตายเกิดขึ้น  บุคคลที่จะต้องรับผิดชอบก็คือรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ที่สลายการชุมนุม  เพราะดูจากสภาพการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว  วงจรเช่นนี้ได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง  และผลที่จะตามมาก็คือ  การที่รัฐบาลจะทนต่อกระแสกดดันไม่ไหวต้องลาออกหรือไม่ก็ยุบสภาไปในที่สุด 

บัดนี้ประชาชนผู้รักความยุติธรรม  รักความสงบสุขกำลังมีจิตใจไหวหวั่น สงสัยในต้นสายปลายเหตุของสถานการณ์ที่ประเทศชาติจะต้องสูญเสียความมั่นคงทางเศรษฐกิจ  ความมั่งคงทางสังคม คนที่เห็นแตกต่างกันกำลังหันหลังให้กัน  ทำลายความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ  และความสงบสุขจะค่อยๆตายไปทีละน้อย  ทีละน้อย   แล้วประเทศชาติจะอยู่อย่างไร 

      

       ลองย้อนดูสังคมฝรั่ง  ทำไมสังคมเขามีระเบียบวินัย  แม้จะมีปัญหาสาหัสสากรรจ์  เพราะประชาชนของเขาปฏิบัติตามธรรมนูญอย่างเคร่งครัด  หากใครไปละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น  เขาจะต่อต้านทันที  เพราะเขารู้ว่าไม่ควรจะไปส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมอันเลวทราม  ที่ทำลายการเคารพให้เกียรติศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน  อันจะนำชาติไปสู่กลียุคความเดือดร้อนเสียหายอันประมาณมิได้จะเกิดขึ้น

สิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในยามนี้ก็คือ  เมื่อไรคนไทยจะได้บริโภคข่าวสารที่ตื่นจากความไม่รู้  คือรู้ว่าอะไรดี  อะไรชั่ว  อะไรเป็นคุณ  อะไรเป็นโทษ  อะไรเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริม  อะไรควรห้ามปราม  ดังนั้นสื่อน่าจะได้ทำหน้าที่ให้ถูกหน้าที่  ถูกธรรมมะ  จึงจะเป็นประโยชน์ต่อชัยชนะของประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง

  •      กระจกเงา 
                9  ตุลาคม  2551
               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 9.   วันมหาปวารณาออกพรรษา วันนี้จันทร์เพ็ญเต็มดวง ขึ้น 15 ค่ำเดือน 11 ปีชวด
ตรงกับวันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม พุทธศักราช 2551

 

 

วันนี้ เคยมีอดีตที่น่าวิปโยคขมขื่น   อันเป็นเรื่องราวของประชาชน และเยาวชนของชาติ วันนี้เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา และศาสนาสากล  หมายถึงความยอมให้ตักเตือน ยอมให้อภัย ยอมแก้ไขในสิ่งที่ทำผิด ที่เราได้กระทำผิดไปแล้ว  และดำรงคุณงามความดี ประกอบธรรมที่ไม่ตั้งอยู่ในความประมาท ขอให้ประชาชนไทยทั้งหลาย ผู้เป็นพุทธมามกะก็ดี ญาติสนิทมิตรสหายธรรมต่างความเชื่อก็ดี  จงสงบใจมีสติรำลึกถึงความชอบธรรมและการที่เราเป็นประชาชนของประเทศหนึ่งที่มีประวัติศาตร์อันยาวนานและมีความเป็นเสรีพร้อมความมีเอกราชอันเกรียงไกร  ให้ข่มจิตใจตนเอง  เพื่อละจากความอหังการ ภายในอันไม่ชอบธรรมเสีย  ตลอดไปในเวลา 1 เดือนข้างหน้าที่เป็นเทศกาลมงคลมหามงคล นั่นคือเทศกาลกฐินอันสืบทอดมาแต่พุทธกาลอันยาวนาน   เพื่อที่เราชาวไทยทุกหมู่เหล่า จะได้กลับคืนมาสู่ความเป็นพี่น้อง เป็นญาติมิตรสหายที่สนิทธรรมกันสืบไปชั่วกาลนาน



  • จากพระคุณท่านพระอาจารย์พยับ ปัญญาธโรภิกขุ
    14 ต.ค. 2551

 

 

 

 

 


 10.  ชาวไทยพุทธกับพระพุทธศาสนาและการเมืองไทยวันนี้

 

1.   ชาวไทยพุทธได้ริเริ่มต่อสู้เพื่อให้บรรจุข้อความที่รับรองว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มานานหลายสิบปีมาแล้ว   แต่คราวที่มีการร่างรัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2540  ในครั้งนั้นการเรียกร้องมีรูปธรรมที่ชัดเจนมาก เพราะได้มีการพร้อมยินยอมลงชื่อเข้าเรียกร้องของชาวพุทธทุกสถาบันทั่วประเทศขนาดเหนาะ ๆ ก็กว่า 1 ล้านรายชื่อ  แต่ในขณะนั้นนายอานันท์ ปันยาระชุน และพวก ได้คัดค้านเอาไว้โดยเหตุผลว่าจะก่อเกิดความแตกแยกทางศาสนา จึงไม่มีการบรรจุลงในมาตราหนึ่งของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช2540
 

2.    ต่อมาในยุครัฐประหารที่เรียกตัวเองว่า คณะปฏิรูปการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรืย์ทรงเป็นประมุข คือรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ชาวไทยทุกสถาบันก็ได้เรียกร้องให้บรรจุข้อความที่รับรองว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ทางประชาชนมิได้คาดหวังมากนักว่าภายใต้การนำของ พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ผบ.ทบ., หน.คมช. จะเห็นดีด้วย เพราะท่านเป็นมุสลิม  และก็เป็นความจริง เมื่อนายทหารใหญ่อย่างพล.อ.สะพรั่ง กัลยาณมิตร ซึ่งเป็น ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกขณะนั้น ออกมาปฏิเสธ ไม่เห็นด้วยกับเสียงของชาวพุทธ ทั้ง น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กับเสียงส่วนหนึ่งในสภาร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่เห้นด้วย  จึงทำให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ว่างเปล่ามาอีกฉบับหนึ่ง

3.
    ท่านเชื่อหรือไม่  ประเด็นนี้จะยังคงเป็นประเด็นสำคัญของประชามหาชนชาวไทยต่อไปในอนาคต  อันยาวนานจนกว่าจะเรียบร้อย  เพราะชาวพุทธเป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ และเป็นผู้รักษาแผ่นดินคู่ราชบัลลังก์ไทยมาเท่าอายุของแผ่นดินไทยวันนี้  แต่ในวันนี้ สิ่งที่น่าถามก็คือ  เราเป็นประชาธิปไตยแบบไหนจึงไม่ฟังเสียงของประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ

 

4.     ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เป็นรํฐธรรมนูญ คมช. แต่ประชามหาชนก็เลือกพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายที่ถูกคมช.มุ่งหมายขจัดออกไป คือพรรคพลังประชาชน (แทนพรรคไทยรักไทย ที่ถูกล้มไปด้วยรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550) ทำให้ได้ผู้แทนเสียงส่วนใหญ่ของประชามหาชนทั่วประเทศเข้ามาบริหารอำนาจ  จึงได้เป็นรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชาย ตามลำดับ  คำถามก็คือ เราเป็นประชาธิปไตยแบบไหนกันจึงไม่ยอมรับรัฐบาลที่มาจากเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ  เมื่อนี่เป็นความชอบธรรม ทั่งโดยนัยะแห่งนิติศาสตร์และนัยะแห่งวัฒนธรรมของระบอบประชาธิปไตยสากล

5.
     และทำไมทหารจึงดูไม่เคารพในรัฐธรรมนูญ ไม่เคารพในอำนาจสูงสุดที่เป็นกฎกติกาการเมืองของระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่ทหาร(พล.อ.สนธิ บุณยรัตนกลิน)เขียนขึ้นเอง   เราหมายถึง ทหารย่อมมีเจ้านายคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  แต่ทุกวันนี้ทหารดูเหมือนจะออกมาเถียงเจ้านายตนเองอยู่ทุกวัน ๆ  สั่งให้ทำอะไรก็ไม่ทำ แล้วยังวิจารณ์เจ้านายว่าทำอะไรผิดๆ ต่อสาธารณะชน แล้วแนะเจ้านายผู้บังคับบัญชาตนเองให้ลาออกจากตำแหน่งเสียอีก และครั้นเกิดเหตุที่ชายแดนก็ไปโทษรัฐบาล เจ้านายตนเองเข้าอีก  เช่นนี้เป็นทหารอย่างไร?

 

6.   เราจึงอยากให้ 2-3  กรณีนี้ เป็นเครื่องเตือนสติชาวไทยพุทธทุกฝ่าย ให้รำลึกถึงเป้าหมายทางการปกครองที่เราต้องการ ถ้าเพียงเรารู้จักประชาธิปไตย และรู้จักหน้าที่และบทบาท(Status & Role)ของตน ฟังเสียงของประชาชนเท่านั้น  บ้านเมืองก็จะเป็นประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ที่แก้ปัญหา และ มีวิวัฒนาการไปได้ ถ้ากลับหัวกลับหางกันไปหมด หน้าที่ตนไม่รู้ หน้าที่เขาก็ไปก้าวก่ายไปหมดเช่นนี้ อันบ่งถึงความไม่รู้จักหน้าที่ของตน ก็วุ่นวายไม่รู้จบ และอย่าลืมว่าประชาชนไทยมีจำนวนมากกว่า 60 ล้านคน  และส่วนใหญ่ที่สุดเป็นชาวพุทธ ผู้ชอบเก็บตัวเงียบเชียบ ไม่ชอบหาเรื่องหาราวใคร  แต่ระวังว่าคนเราเมื่อถึงจุดที่ถูกกดขี่ระรานน้ำใจอย่างอยุติธรรมแล้ว ย่อมฮือขึ้นมาได้โดยสิทธิของเสรีชนในระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง  เมื่อจบลงโดยเทคนิกไม่ได้ก็ให้จบลงโดยธรรมแห่งธรรมชาติและนั่นย่อมเป็นธรรมชาติของการแก้ปัญหา อย่าคิดว่าเป็นเรื่องแปลกอะไร มันย่อมจบลง  เพราะสัจธรรมมีว่า ไม่อาจจะมีงานเลี้ยงที่ยืดยาวนานไปหลายวันหลายเดือนหลายปี  แต่ งานเลี้ยงต้องสิ้นสุดลงเป็นธรรมดา.

 

  • บัวระย้า ชะบาบุญเสฏฐ์
    17 ต.ค. 2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 11.  A Short Message To The Kingdom Of Cambodia


Dear  Sir

It’s an accident, according to the border situation on October 15, 2551[2008]. What has happended along the Cambodian-Thai border, the Preah Vihear side since the day, it has been accidental. And we’re regret for the accident. And would like to say a word that we admire the force of Cambodia for the soldiers’ hearth of fight. And wish the situation would become better soon.

 

Sincerely Yours,
http://www.newworldbelieve.net
October 19, 2551[2008]


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 12. สามเส้าของม็อบจำลอง-สนธิ-ประชาธิปัตย์
      อะไรเป็นอะไร? ทำไม? และอย่างไร?
      มองกลุ่มม็อบทำเนียบรัฐบาล ยังมีทางออกหรือไม่
?




มีกลุ่มม็อบกลุ่มหนึ่งเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลอยู่ โดยกระทำการอย่างโจร ผู้บุกรุกเข้าไปครอบครองบ้านคนอื่น ในที่นี้คือที่ทำการของรัฐบาลซึ่งเป็นสมบัติของชาติของประชาชนทั้งประเทศ โดยกลุ่มม็อบกลุ่มนี้อ้างว่า ที่เข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลนั้น ก็เพราะมีความจำเป็นที่จะต้องขับไล่รัฐบาลนี้ออกไป เพราะเหตุที่ไม่มีความชอบธรรมในการที่จะบริหารประเทศ  เพราะเป็นตัวแทนของระบอบทักษิณ (คือทักษิโณมิคส์ ที่ประธานาธิบดีกลอเรีย อาโรโย แห่งฟิลิปปินส์ ยกย่องไว้เป็นปฐม) ซึ่งภายหลังเกิดรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ขึ้นมา  แล้วจัดการให้มีการเลือกตั้ง ประชาชนไทยก็ได้เลือกรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชายเข้ามาบริหารประเทศตามครรลองกติกาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ม็อบกลุ่มนี้ก็รวมตัวกันอีกครั้งหนึ่งเพื่อทำการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง  เราจะมาลองศึกษาดูว่าม็อบแบ่งออกเป็นกี่พวกกี่แนวความคิด

 

 

1.   สนธิ ลิ้มทองกุล  เป็นขบวนการธุรกิจสื่อสารมวลชนที่ล้มเหลวโดยตลอดมา มีหนี้สินรุงรัง จนถึงถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลายมาแล้ว  แล้วโกรธแค้นแก่โชคชะตาตนเอง จึงกลับเอาการสื่อสารมวลชนเป็นอาวุธใช้ทำลายผู้อื่น  สามารถใช้ เอเอสทีวี เป็นเครื่องมือ ทำการโฆษณาชวนเชื่อปลุกระดมมวลชนได้อย่างเปิดเผย ตั้งแต่ยุคทักษิณ มาจนถึงบัดนี้ โดยคนไม่เข้าใจว่านี่คือวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทยในยุคคอมมิวนิสต์ นั่นเอง และประเด็นที่สื่อเอเอสทีวีเน้นย้ำหลอกลวงประชาชนอยู่ตลอดเวลาก็คือ ระบอบทักษิณเป็นภัยของประเทศชาติ เมื่อมีการโฆษณาซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นปี ๆ ไปเช่นนี้โดยไม่มีการแก้ข่าวเลย  ผลก็คือกระบวนการล้างสมองได้บรรลุผลสำเร็จไปส่วนหนึ่ง  ในวันนี้  เราต้องทำงานหนักเช่นเดียวกัยสมัยอดีต  นั่นคือการนำคนไข้ที่ถูกล้างสมองในทำเนียบรัฐบาลไปเข้าค่ายอบรม เพื่อกลับใจใหม่อีกครั้ง  ท่านจะเห็นว่า เราได้พอกพูนปัญหา จนทำให้การแก้ไขยากลำบากเหลือเกิน  เพราะท่านต้องมองว่า  ประชาชนที่เข้าไปรวมกันเป็นกระจุกอยู่ในทำเนียบรัฐบาลนั้นเป็นคนไข้ พวกเขาถูกล้างสมอง เมื่อเราต้องแก้ไข งานที่หนักหน่วงก็คือ  เราจะต้องทำการล้างสมองกลับคืนอีกครั้งหนึ่ง 

 

 

2.   พรรคประชาธิปัตย์     พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคการเมืองโดยนิตินัยอย่างเต็มตัว และเป็นพรรคการเมืองที่มีอายุยืนนานที่สุด ยิ่งกว่าพรรคการเมืองใด แต่ในยุคที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรค  พรรคประชาธิปัตย์ได้ประสบความตกต่ำทางการเมืองลงมาอย่างมากมาย เพราะได้ลดสถานะตนเองจากพรรคการเมืองลงมาเป็นเพียงม็อบการเมืองข้างถนนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น นับตั้งแต่การบอยคอต การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 โดยไม่ส่งสมาชิกลงเลือกตั้ง แต่พรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังคงออกปราศรัยหาเสียงเหมือนตนเองลงแข่งขันด้วย ดำเนินแผนเป็นแบบดาวกระจาย  แต่กระนั้นพรรคไทยรักไทยก็ยังคงชนะ ด้วยคะแนนเสียง  16.4 ล้าน(คราวก่อนชนะ 19 ล้าน)  แต่นายอภิสิทธิ์ กลับไม่ยอมรับเสียงประชาชน  เอาไปเหยียดหยามว่าประชาชนที่เลือกพรรคไทยรักไทยล้วนเป็นประชาชนที่โง่เขลา เห็นแก่เงิน  ฯลฯ  ซึ่งนี่คือการที่พรรคการเมืองไม่ยอมรับในกติกาการเมือง ไร้น้ำใจ มองกาลใกล้ด้วยความเห็นแก่ตัวทะเยอทะยานอยากเป็นใหญ่โดยไม่ชอบด้วยครรลองประชาธิปไตย แม้ในปัจจุบันที่พรรคประชาธิปัตย์ในยุคที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นหัวหน้าพรรคนี้ ก็ยังคงทำตนตกต่ำโดยไร้ความสง่างามทางการเมือง เพราะเรื่องที่ควรทำให้สง่างามไม่ทำ กลับไปทำสิ่งที่ต่ำทราม นั่นคือการบอยคอต ไม่เข้าร่วมประชุม ให้ความเห็นชอบการแถลงนโยบายของรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และแม้ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ที่อยากเป็นรัฐบาล ก็ยังไม่มีการสะท้อนออกมาซึ่งความคิดรูปธรรมแห่งนโยบายเลย หมายความว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำงานไม่เป็นนั่นเอง  เรารอที่จะได้เห็นด้วยความชื่นชมว่าพรรคประชาธิปัตย์จะทำอะไร และอย่างไรเมื่อได้เป็นรัฐบาลในสถานการณ์อย่างนี้  แต่ก็มิได้เห็น ไม่มีสัญลักษ์ของคนเชี่ยวชาญเชิงงานการปรากฏออกมาเลย มีแต่วาทะที่ขัดแย้ง ซึ่งคนมองแล้วรำลึกว่า นี่คือประเภทมือไม่พายเอาเท้าราน้ำมาโดยตลอด  และประชาชนเขาดูออก เช่นนี้จะทำอย่างไรก็ไม่ชนะในวิถีการเมืองระบอบประชาธิปไตย  แต่การที่ไปร่วมม็อบข้างถนนกระทำการเกเรอย่างอันธพาลนั้น ยิ่งไปสร้างภาพให้ตกต่าลงไปทุกที  พรรคพลังประชาชนแม้จะวิกฤติภายในกี่ครั้งอย่างไร วันนี้หรือวันหน้า ก็จะสามารถเอาชนะพรรคประชาธิปัตย์ได้ตลอดกาล  การไปกระทำตนตกต่าโดยประการฉะนี้จึงมีส่วนจึงทำให้ชาติบ้านเมืองวุ่นวายไม่รู้จบสิ้น 

 

 

3.  จำลอง ศรีเมือง ถูกผลักดันจากแนวคิดของสำนักปฏิบัติธรรมกลุ่มหนึ่งที่อยู่นอกองค์การพุทธมหาเถรสมาคม  ที่เรียกตนเองว่า สันติอโศก ซึ่งมีผู้นำที่เรียกตนเองว่า  สมณพราหมณ์โพธิรักษ์ มีสำนักงานใหญ่ที่ ถนนนวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร และมีสำนักงานสาขาทั่วประเทศอีก  9 สาย ที่ตั้งชื่อตนเองว่า พุทธสถาน และสังฆสถานต่าง ๆ   ตามรายงานของหนังสือ สารอโศก ฉบับล่าสุด คือ อันดับ 108 เม.ย.-พ.ค. 2551 มี

 
            (1.) พส.สันติอโศก เป็นสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพฯ  โทร. 0-2374-5230 ฯลฯ  
            (2.) พส.ปฐมอโศก อยู่ จ.นครปฐม
            (3.) พส.ศรีษะอโศก อยู่ จ.ศรีสะเกษ
            (4.) พส.ศาลีอโศก อยู่ ไม่ชัดเจนว่าอยู่ นครราชสีมา หรือไม่
            (5.) พส.สีมาอโศก  อยู่ จ.นครราชสีมา  
            (6.) พส. ภูผาฟ้าน้ำ อยู่ จ.อุบลราชธานี 
            (7.) พส.ราชธานีอโศก อยู่ จ. อุบลราชธานี
            (8.) สังฆสถานทักษิณอโศก  ไม่ชัดเจนว่าอยู่ นครศรีธรรมราช หรือไม่
            (9.) สังฆสถาน หินผาฟ้าน้ำ  ไม่ชัดเจนว่าอยู่ นครราชสีมาหรือไม่


 

ซึ่งชั่วที่เป็นอยู่ก่อนเหตุการณ์ขบวนการม็อบ3เส้าที่พยายามล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทย มาจนถึงพรรคพลังประชาชนนี้ ภาพของสันติอโศกและกองทัพธรรม เป็นภาพที่น่าเลื่อมใส น่าศรัทธา ในความหมายของธรรม  แม้ว่าคำว่า กองทัพธรรม ที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เอาไปตั้งเป็นชื่อมูลนิธิ ว่า มูลนิธิกองทัพธรรม จะดูไม่งามนัก ก็ตาม (เพราะคำว่ากองทัพธรรมนั้น ท่านหมายถึงหมู่พระอริยบุคคลล้วน ๆ)  สำนักเครือข่ายของโพธิรักษ์ก็ตาม น่าเชื่อว่าเป็นองค์กรที่ทำประโยชน์ โดยบริสุทธิ์ล้วน โดยมีความมุ่งหมายทำงานเพื่อมนุษย์ไปสู่เส้นทางโลกุตตระล้วน ๆ ซึ่งหมายถึงการมักใหญ่ใฝ่สูงในทางโลก แต่ไปทางมรรคผลนิพพาน สูงสุด  ส่วนตัวผู้นำคือโพธิรักษ์นั้น ได้ประกาศตนว่าตนมิใช่บุคคลธรรมดาแต่เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนากาลปัจจุบัน(เป็นถึงพระโสดาบัน) แล้วยังพยายามโฆษณาตนเองว่าเป็นถึงพระโพธิสัตว์ ในความหมายของ พระอรหันต์ ผู้จักตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า  ดังจะเห็นว่าพอเริ่มต้นเขียนหนังสือธรรมเมื่อประมาณ 40 ปีก่อน ๆ ที่จะออกจากงานการอาชีพทางโลกเข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ก็เขียนหนังสือเรื่อง “เดินตรงสู่ความเป็นอริยะ” (ซึ่งเท่ากับประกาศว่าตนเป็นพระอริยบุคคล)เลยทีเดียว ซึ่งก็ทำให้คนตื่น  มิต่างจากกรณีหลัง ๆ มาของนักบวชมิจฉาทิฏฐิที่ชอบอ้างตัวเป็นพระอริยะ จนเดือดร้อนชาวพุทธทั่วประเทศลุกฮือขึ้นมาขับไล่ นับมาตั้งแต่กรณี นิกร ธรรมวาที  ถึงยันตระอมโร ถึงธรรมกาย  ถึงภาวนาพุทโธ  ผู้โด่งดัง เป็นต้น แม้ว่าสันติอโศกแต่เดิมมาจะดูขัด ๆ กับความจริง ความที่ควรจะเป็น แต่ก็ไม่มีคราบความมัวหมองพอจะประณามขับไล่ แม้ว่าจะโดนอัปเปหิไปจากหมู่คณะสงฆ์ไทย และแม้จะแพ้คดีความในศาลฝ่ายบ้านเมือง แต่ก็ดูเหมือนว่าจิตสงบ เป็นอุเบกขาเหมือนเหล่าอริยบุคคล  แต่แท้จริงได้เก็บฝังเอาความคั่งแค้นไว้ภายใน รอคอยเวลา จังหวะของการแก้แค้น  เมื่อเกิดขบวนการล้มรัฐบาลขึ้นมาบัดนี้ ได้เป็นสิ่งที่พิศูจน์ สมกับภาษิตจีนกล่าวไว้แต่เดิมว่า  ระยะทางพิศูจน์ม้า กาลเวลาพิศูจน์คน โดยแท้จริง เพราะนี่คือข้อพิศูจน์ที่ทดสอบ และปรากฎผลออกมาอย่างเปิดเผยชัดเจนว่า โพธิรักษ์เข้าใจผิดในหลักธรรมอันสูงสุดของพระพุทธศาสนา   เขาหลงและหลอกตัวเองมาโดยตลอด  เพราะ มรรคผล นิพพาน ที่โพธิรักษ์พูดคุยอวดอ้างมาตลอดนั้น เป็นของเทียม ของเก๊  ดังเห็นจากการประกาศเมื่อเร็ว ๆนี้ โดยมีใบปลิวของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ออกมาแจกจ่ายและส่งทางไปรษณีย์ถึงเจ้าคณะตำบลทั่วประเทศ ในนามกองทัพธรรม ชื่อว่า จดหมายเปิดผนึกเตือนพวกห่มเหลือง ฉบับที่ 1/2551 ตอนหนึ่งมีข้อความเกี่ยวกับโพธิรักษ์ว่า

 

“ท่านพ่อของเราต่างหากเป็นสมณะแท้  ท่านพ่อไม่สะสมเงินทอง  ไม่มีสมบัติเป้นของตนเอง ท่านพ่ออุทิศชีวิตให้แก่มนุษยชาติ อุทิศจิตและวิญญาณให้กับการต่อสู้แบบพระอริยะ  ท่านพ่อกล้าสู้กับมหาเศรษฐีใหญ่อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีทั้งอำนาจรัฐและอำนาจเงิน ชนะมาแล้ว  ขณะนี้กำลังสู้กับ นายสมัคร สุนทรเวช สมุนของทักษิณ  เราทำสำเร็จแล้ว  เราชนะมาตามลำดับและจะล้มรัฐบาล ล้มพวกห่มเหลือง พุทธปลอมเร็ว ๆ นี้  เราจะสถาปนา ท่านพ่อโพธิรักษ์เป็นศาสดาให้ดู” 

 

คำว่า "จะล้มรัฐบาล"  "ล้มพวกห่มเหลืองพุทธปลอม"   “เราจะสถาปนา ท่านพ่อโพธิรักษ์เป็นศาสดาให้ดู”  นั้นเป็นประเด็นสำคัญที่บอกถึงความเข้าใจผิด ในที่นี้ย่อมหมายถึงพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ผู้เขียนใบปลิวเอง รวมทั้ง โพธิรักษ์ด้วย  นอกจากนี้ยังมีเหตุผลระดับละเอียดอ่อนลึกซึ้งในเชิงการศาสนธรรมแห่งพระพุทธศาสนา เช่นเรื่องการกินมังสวิรัติ ซึ่งแม้เพียงประชาชนคนทั่วไปจะคิดดูตามสามัญสำนึกสักหน่อย ว่าคนในลัทธิศาสนาต่าง ๆ เช่นฮินดู เขาก็กินมังสวิรัติกันเป็นปกติอยู่จำนวนมากแล้ว แต่พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่เคยมีใครเอาเรื่องที่ตนประพฤติผิดไปจากคนชนทั้งหลายมาอวดอ้างว่าเป็นความดี วิเศษเหนือคนกลุ่มอื่น แต่สำนักสันติอโศกกลับเอาประเด็นนี้มายึดมั่นถือมั่นว่าการที่ตนทำได้นี้เป็นเครื่องหมายของพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา  เป็นกลุ่มชนที่มีจิตใจสูงกว่าคนทั้งหลายในประเทศนี้ และเหยียดหยามชนกลุ่มอื่นว่าจิตใจต่ำต้อยกว่าตน เป็นพวกที่ต่ำทรามกว่าตน

 

และที่สร้างปัญหามาตลอดและจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ก็คือ ไปเหยียดหยามนักบวชด้วยกัน ฝ่ายที่ไม่กินมังสวิรัติเหมือนตน นั่นคือคณะสงฆ์ไทยทั้งคณะ ซึ่งเป็นคณะส่วนใหญ่ส่วนมาก ที่ถูกกฎหมายของบ้านเมือง  และได้ดำรงพระพุทธศาสนาไทย วัฒนธรรมประเพณีไทยให้ยั่งยืนมาเป็นเวลายาวนานคู่ราชบัลลังก์และแผ่นดินไทย ว่าเป็นพวกมารที่ทำลายพระพุทธศาสนา  เรียกว่า  “ไอ้.....พวกห่มเหลืองทั้งหลาย” แล้วคิดร้ายโดยออกวาทะที่เคียดแค้นว่า “เราจะล้มพวกห่มเหลือง พุทธปลอมเร็ว ๆ นี้”   ซึ่งเปรียบเสมือนการดูถูกดูแคลนสถาบัน และประชาชนชาวพุทธทั้งประเทศโดยความโง่เขลา เข้าใจผิดของตนในสาระสำคัญของพระพุทธศาสนา

 

จริงอยู่ โพธิรักษ์ได้ทำความดี ได้ประพฤติและพาหมู่กลุ่มทำความดี แต่การณ์กลับปรากฏว่า  เขาพาพวกทำความดีไปได้ขนาดหนึ่ง  ได้ระดับหนึ่ง  ได้ระยะเส้นทางหนึ่งแห่งทางมรรคผล  จนกระทั่งมีคนเลื่อมใสศรัทธาเป็นจำนวนมากและเป็นปึกแผ่นอย่างยิ่ง แล้วเกิดหลงผิดขึ้นเสียก่อน ว่าตนได้บรรลุความเป็นอริยบุคคล ไปถึงที่สุดแล้ว

 

และครั้นมีความปรารถนาอยากเป็นใหญ่ โดยอยากเป็นศาสดา หรือโพธิสัตว์ขึ้นมา ก็ลุแก่ความอยาก ลุแก่ตัณหา หวังสำเร็จประโยชน์ด้วยการพาพวกพาหมู่ประกอบกรรมที่เลว ที่เสียหาย หรือก่อความเสียหายแด่มนุษย์ขึ้นเช่นนี้ ผลในทางธรรมะที่ได้บำเพ็ญมาตลอดชีวิตก็จะสูญสลายไปหมด อย่างน่าเสียดาย (เพราะมรรคผลนิพพานย่อมเป็นผลของการสะสมคุณงามความดี โดยไม่ลดหย่อน ท้อถอย มานับปีนับชาติ จึงจะบรรลุจุดสูงสุดแห่งโลกุตตระ  แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ก็ทรงสะสมพระบารมีมานับร้อยนับพันชาติจนกว่ามาถึงชาติปัจจุบันจึงสมบูรณ์ได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้า)

แต่การที่จะสอนจะบอกคนผู้กำลังตกอยู่ในโมหะแห่งความใคร่ความอยากเป็นใหญ่เช่นนี้ เป็นเรื่องยาก พวกเขาจะต้องได้รับการทรมานไปพอสมควรแก่เวลาก่อน จึงฟังธรรม หรือมารำลึกถึงธรรมอีกทีหลัง ก็อาจจะเข้าใจธรรมได้   หากมิฉะนั้นก็ต้องสูญเสียธรรมไปทั้งหมด และ โดยคตินิยมเชื่อ  พวกเขาก็กลายเป็นฝ่ายมาร คือฝ่ายที่จะทำตนเป็นอุปสรรคแก่การตรัสรู้ของสัมมาทิฏฐิชนทั้งหลาย ตลอดไปจนถึงองค์โพธิสัตว์ซึ่งจะตรัสเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหมือนในอดีตนั่นเอง



 

ฉะนั้น ปัญหาม็อบจำลองก็คือปัญหามาตรฐาน ซึ่งในระยะหลังสุด มาตรฐานของสำนักสันติอโศกมี 2 ประการคือ

 

(1)    มาตรฐานมังสวิรัติ   การที่โพธิรักษ์ยกเอาเรื่องมังสวิรัติเป็นมาตรฐานการประเมินผลของคนดี พระดี นักบวชดี นั้น ชาวพุทธทั่วไปก็รู้กันอยู่แล้วว่าไม่ใช่มาตรฐานที่ถูกต้อง และทราบดีว่าเคยมีเหตุการณ์เกิดในยุคพุทธองค์คือ กรณีเทวทัต นั่นเอง  ซึ่งในกรณีนี้ พระเทวทัต ได้เสนอพระพุทธองค์ให้หมู่สงฆ์ของพระพุทธองค์ประพฤติกรรมฐานสำคัญ ๆ หลายอย่าง เช่นให้อยู่โคนต้นไม่ อยู่ป่าตลอดไป ไม่ให้มีวัดวาอาราม ให้นุ่งผ้าเพียงสามผืน  รวมทั้งเรื่องในประเด็นคือให้บัญญัติไม่ให้สงฆ์ฉันเนื้อสัตว์ (เหมือนที่สันติอโศกปฏิบัติอยู่) แต่พุทธองค์ทรงปฏิเสธที่จะกำหนดเป็นธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา  จึงไม่มีข้อบัญญัติว่าพระสงฆ์ในพระธรรมวินัยนี้จะต้องละเว้นการบริโภคเนื้อสัตว์ เป็นหลักการทางพระพุทธศาสนามาจนถึงปัจจุบันนี้ 

ซึ่งความหมายที่สำคัญนั้นก็คือ  พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า  การบรรลุมรรคผลนิพพาน หรือความปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิงหรือการบรรลุซึ่งพระอรหัตผลอันสูงสุดนั้น ไม่จำเป็นที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องกินมังสวิรัติ เพราะในเชิงธรรมปฏิบัติเชิงพระกรรมฐาน ที่ทรงบัญญัติไว้ก็เพียงพอแล้ว พระธรรมวินัยที่ทรงบัญญัติไว้สมบูรณ์แล้ว และซึ่งได้มีข้อพิศูจน์มาตลอดเวลาแห่งพระพุทธศักราช 2551 ปีแล้ว
(โปรดศึกษาจากทัศนะของท่านพุทธทาสภิกขุ ต่อกรณีนี้ ท่านว่า กินแบบไม่กินอะไร นั่นจึงจะถูกต้อง   หมายถึงอย่ายึดมั่นถือมั่นว่ากินอะไร  แล้วแต่ชาวบ้านจะเอามาถวาย การไปจำกัดนั้นจะขัดวิถีธรรมชาติของชาวโลก จะเป็นเหตุรบกวนผู้อื่น เป็นเหตุยุ่งยากแก่มนุษยชนผู้หาอยู่หากินย่างลำบากอยู่แล้ว  ทำความเข้าใจเรื่อง ธรรมคือธรรมชาติของท่านพุทธทาสภิกขุได้ก็จะเข้าใจทั้งหมด)

 

แต่โพธิรักษ์ พยายามที่จะตอบโต้ลบล้างพุทธองค์ ยืนยันเรื่องมังสวิรัติ แต่ที่เกินเลยไปก็คือถึงกับไปหยามเหยียดฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับตนโดยชอบธรรมว่าเป็นพวกมาร เช่นในใบปลิวล่าสุดว่า  “พวกห่มเหลืองอ้าปากเทศน์แต่ละครั้ง ในซอกฟันมีแต่กระดูกสัตว์และวิญญาณที่ทรมาน”   ซึ่งเป็นการตัดสินคนอื่นบนพื้นฐานความไม่รู้ คือ อวิชชาหรือความเขลารู้เท่าไม่ถึงการณ์ของตนเอง


     

(2)   มาตรฐานที่ 2  ในส่วนที่ฝังใจว่า  ระบอบทักษิณ เป็นระบอบทุนนิยม และวัตถุนิยมเต็มตัว เป็นระบอบที่ห่างไกลไปจากหลักการศาสนา  นับตั้งแต่ส่งเสริมกิจการอบายมุข  โดยนำเอานโยบายเหล้าเถื่อนขึ้นมาเป็นนโยบายบนดิน  นโยบายเล่นการพะนันลอตเตอรี่  นโยบายเบียร์ช้าง  และในไม่ช้าก็จะนำนโยบายการพะนันอื่น ๆ เข้ามา  เช่นที่เล็ง ๆ อยู่ก็คือ  บ่อนกาสิโน   เป็นต้น  และทางกองทัพธรรมเห็นว่านี่เป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรม เป็นระบอบที่ขัดแย้งการศาสนาโดยสิ้นเชิงต่อไปหากระบอบทักษิโนมิกส์ เดินต่อไป ประเทศไทยจะเป็นเมืองป่าเมืองเถื่อน  ไร้ศาสนธรรมที่แท้จริง และจะทำลายพระพุทธศาสนาลงไปโดยสิ้นเชิง พวกเขาจึงต้องต่อสู้กับระบอบทักษิณไปอย่างถึงที่สุด (ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด ที่ถูกคือ เป็นเพียงขัดแย้งระดับศีลธรรมเท่านั้น  แต่ไม่ขัดแย้งวิถีทางศาสนา ท่านจึงให้กลับกัน จาก ศีล-สมาธิ-ปัญญา  มาเป็น  ปัญญา-สมาธิ-ศีลอันเป็นหลักการธรรมธรรมชาติ)

 

นั้นก็เป็นผลจากความวิตกโดยมองจากมาตรฐานธรรมะของตนเองเป็นหลัก   โดยภูมิปัญญามีอยู่เพียงเท่านี้  ข้อบกพร่องในธรรมะของสันติอโศกก็คือ  ไม่เข้าใจโลก (โลกเป็นเช่นนั้นเอง  พระพุทธองค์ก็มิได้ทรงมาปฏิวัติโลก  ก็ทรงปล่อยให้โลกเป็นไป เช่นนั้นเอง  ช่วยได้เท่าที่เขามีปัญญาจะรับได้  และไม่อาจจะคิดกลับโลกจากความเป็นเช่นนั้น ให้มาเป็นเช่นนี้ได้ และโดยความเป็นโลก  เช่นนั้นเอง โลกก็มีวิถีทางเดินของโลกเอง  มีวิธีการแก้ปัญหาของโลกเอง ฯลฯ  โปรดศึกษาจากนิทานธรรมะ เรื่องหมู่หนอนในถานพระ(ส้วม) มีหนอนสองสามตัวบำเพ็ญบารมีแก่กล้าจนติดปีกบินหนีไปเกิดใหม่เป็นเทวดาอยู่สวรรค์ แล้วรำลึกถึงหมู่เพื่อนเก่าที่ใช้ชีวิตสกปรกอยู่ในถานพระ ก็มาชวนให้ไปอยู่สวรรค์ด้วย หมู่หนอนเหล่านั้นก็ไล่หนีไป ว่าเทวดาก็อยู่ส่วนเทวดา เราหมู่หนอนอยู่อย่างหมู่หนอน ก็มีความสุขแล้วเพราะที่นี่ไม่ต้องทำงานให้เหนื่อยก็มีอาหารการกินเหลือเฟือแล้ว  นี่ได้ข้อคิดอะไรบ้างเล่า?)  ไม่เข้าใจธรรม ธรรมชาติ  และไม่เข้าใจธรรมของพระอริยบุคคลระดับสูงสุด  มีความรู้แค่หางอึ่งแต่ชอบเอาไปโอ้อวด โฆษณาชวนเชื่อ(อย่างไร้เดียงสา)   ตลอดมา เป็นเพียงกลุ่มปฏิบัติถือศีลกินมังสวิรัติ์ที่ปฏิบัติอย่างยึดมั่นถือมั่นมาโดยตลอด  หากแต่ยังไม่เห็นชัดเจน  ตราบบัดนี้ ได้พิศูจน์แล้วว่า พวกเขาได้ปฏิบัติความดี อย่างยึดมั่นถือมั่น และเมื่อทะเยอทะยานอยากเป็นใหญ่ดังกล่าวข้างต้น คือ ความเป็นเจ้าโลกและศาสดา  ก็กลับลืมศีล ลืมธรรม ลืมความดี ความชั่วไปโดยสิ้นเชิง  ลืมไปว่ากว่าจะผลิดอกออกผล กว่าจะบรรลุพระโมกษธรรม ต้องทำความดีล้วน ๆ  เมื่อมาสู่อวิชชา คือ เป็นไปโดยอำนาจแห่ง โมหะ-อวิชชา-อหังการ อย่างลืมสติไปโดยสิ้นเชิง  นี่จึงเป็นข้อพิศูจน์โดยชัดเจนถึงโมหะ-อวิชชา-อหังการของผู้นำแห่งสันติอโศก

 

จึงควรที่บรรดาสาวกของสันติอโศก  ที่เคยเชื่อ เลื่อมใส จะพากันถอนตัวเสีย  เพราะเดิมที่เราเคยบริจาคที่ดินบ้าง  อาชีพบ้าง  เงินทองทรัพย์สินทุกอย่าง เพื่อมาสร้างสันติอโศก แม้กระทั่งบริจาคชีวิตทั้งชีวิตของตนมารับใช้สันติอโศก ก็โดยที่หวังว่าจะพาเดินสู่โลกุตตรธรรม  มีมรรคผลนิพพานเป็นเป้าหมาย  แต่บัดนี้ โพธิรักษ์ได้พาเดินทางผิดเสียแล้ว และพวกเขาเป็นเพียงเครื่องมือของผู้กระหายอยากเป็นใหญ่

 

เพราะความใฝ่ฝันที่จะเป็นศาสดา คือความเป็นใหญ่ทางธรรม  และความฝันจะเป็นใหญ่ในทางโลก โดยเป็นผู้กุมบังเหียนของรัฐบาล   ทางแห่งความเป็นศาสดา มิใช่จะต้องหาเอาโดยวิถีทางโลก ๆ แบบนั้น  ท่านต้องศึกษาและทำความเข้าใจว่า  ความเป็นศาสดานั่นคือการอุบัติแห่งปัญญาอันบริสุทธิ์   เท่านั้น  หากมิฉะนั้นแล้ว เจ้าชายสิทธัตถะก็มิต้องออกจากราชบัลลังก์ ก็ต้องสร้างความเป็นจักรพรรดิขึ้นมา เพื่อเป็นศาสดา ใช่หรือไม่?

 

การที่คิดว่าศาสดาจะต้องได้มาจากการเมืองยุคนี้  นั่นเป็นความสะท้อนแห่งปัญญาอันหลงผิด

 

จะต้องกลับใจเสียเท่านั้นจึงจะสามารถเจริญในธรรมะที่แท้จริงและไปถึงความสุงสุดแห่งโลกุตตรธรรมได้

 

ในท้ายที่สุดของการวิเคราะห์เรื่องสามเส้าของม็อบสนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์วันนี้  เรายังมีความหวังว่า สันติอโศกซึ่งเป็นกองกำลังหลักที่ยึดทำเนียบรัฐบาล  จะพาพวกกลับใจ  ถอนตนออกเสียจากหล่ม  เพราะในทางการรอมชอมโดยวิถีทางด้านองค์การศาสนาเอง  เราสามารถกระทำได้ทางกฎหมายอยู่แล้ว และสถานการณ์ไทย สถานการณ์โลกต้องการสามัคคีธรรม ทั้งในศาสนาพุทธไทยเองและต่างศาสนา   เมื่อจะต้องขยายสามัคคีธรรมไปถึงต่างศาสนา ทำไมจะแก้ไขเร่งเรื่องสามัคคีธรรมในศาสนาเดียวกันเอง ประเทศไทยด้วยกันเองไม่ได้

 

และทางออกก็มีอยู่  นั่นคือ การแก้ไขกฎหมาย หรือ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช 2505 เสียใหม่

 

 

  • อรบุศป์ ละอองธรรม
    23 ต.ค. 2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 13.  จากกระดานถาม-ตอบ
ทำไมศาลปกครองจึงสั่งให้ความคุ้มครอง เอเอสทีวี

คำถาม

เรียนบก.ช่วยไขข้อข้องใจ

การที่ศาลปกครองสั่งให้คุ้มครองสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้หรือไม่เพราะเป็นการส่งเสริมให้ทีวีแห่งนี้ละเมิดศักดิ์ศรีและเสรีภาพผู้อื่นประชาชนฟ้องร้องศาลที่  อยุติธรรมได้ไหม

 

  • คนรักธรรม
    2008-10-15 10:25:14



คำตอบ 

เราจะกล่าวอย่างนั้นได้ก็ต่อเมื่อเราพิศูจน์ได้ว่า เอเอสทีวี ได้กระทำผิดอย่างนั้น ๆ เสียก่อน  ในขณะนั้นศาลท่านอาจจะยังไม่ทราบข้อมูลดีพอเกี่ยวกับเอเอสทีวี   กระแสในขณะนั้นแรงในแง่ที่ว่าสื่อควรเสนอข้อมูลหลาย ๆ ด้าน เท่าที่ปรากฎขณะนั้นสื่อเสนอข้อมูลด้านเดียว   คือข่าวรัฐบาล และเอเอสทีวีนี่แหละเสนอข้อมูลที่คนไม่เคยได้รับฟังที่เป็นอีกด้านหนึ่ง  ฉะนั้น คนฟังก็ดูมีเหตุผลดี  ในขณะนั้น แม้กระทั่งคนสำคัญ ๆ เช่น นายชวน หลีกภัย ก็ไปขึ้นเวทีเดินตามก้นนายสนธิ ลิ้มทองกุลไปออกตัวป้องกันเอเอสทีวีด้วย  นั่นจึงเป็นกระแสแรงมาถึงคราวที่ศาลท่านพิจารณา ก็อ้างเอาเรื่องข้อมูลหลายด้านนี้มาเป็นเหตุของการป้องกันให้  นานมาจนขณะนี้สำหรับนายชวน หลีกภัย ก็คงไม่รู้สึกอะไร เพราะคนของพรรคประชาธิปัตย์ก็ร่วมเป็นส่วนหนึ่งแห่งการจรรโลงเอเอสทีวีโดยตรงอยู่แล้ว  แต่ศาล ถ้าท่านมีใจยุติธรรมจริง ๆ  มีภูมิปัญญารอบรู้อยู่บ้างในเรื่องอิทธิพลของสื่อในฐานะเครื่องมือสงครามจิตวิทยา    และมองข้อเท็จจริงของการโฆษณาของเอเอสทีวีตลอด 24 ชั่วโมง จะพบว่ามีแต่เรื่องการบิดเบือนข่าวสาร เพื่อกล่าวหาให้ร้ายคนอื่น  ใช้การโฆษณาข่มขู่คนอื่นให้เข้าข้างตน ฯลฯ หากมีผู้เสนอขอระงับยับยั้งการออกอากาศของเอเอสทีวีเข้าไปอีกครั้ง ศาลท่านก็น่าจะรับฟัง  หากไม่เช่นนั้นก็แสดงว่าท่านก็มีเหตุผลส่วนตัวของท่าน  เราอย่าหวังอะไรมากจากกฎหมายและสถาบันกฎหมายเมืองไทยในยุคนี้  เราเคยวิเคราะห์เรื่อง การยุบพรรคการเมืองไว้ ว่าไม่ควร เราอ้างเหตุผลว่า พรรคการเมืองเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าศาล ซึ่งมีนักกฎหมายล้วน ๆ จะตัดสินได้ เหมือนตาบอดคลำช้าง     อยากให้อ่านดู อย่างไร ก็ดี ในขณะนี้ เอเอสทีวียิ่งแสดงให้เห็นความต่ำทรามลงไปเรื่อย ๆ  น่าจะเป็นที่ปรากฎอย่างชัดเจนถึงความไม่เหมาะสมของสื่อมวลชน หรือ ไร้ความเป็นสื่อมวลชนโดยสิ้นเชิงอยู่แล้ว  และให้ประชาชนพิศูจน์และรับทราบความทรามของพวกเขาไปเรื่อย ๆ  ก่อนก็ได้  เราควรช่วยกันเผยแผ่ไปว่านี่คือสื่อที่ทำร้ายวัฒนธรรมของชาติ และต่ำทรามเกินกว่าจะเป็นสื่อสารมวลชน  เพื่อให้ประชาชนได้ทราบความจริง   อนึ่ง เรื่องเอเอสทีวีนี้ ทางเราได้ติดตามมาตั้งแต่ยุคทักษิณแล้ว  โปรดลองอ่านข้อคิดของเรา ซึ่งจะมองตรงเช่นเดียวกับท่านที่ถามมา   ขอขอบคุณที่ตั้งคำถามที่ตรงประเด็นมาก ๆ

 

  • บก. (newworld_believe-at-hotmail-dot-com) 
    2008-10-23 00:29:29

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 14. สัจธรรมวันละข้อ

ข้อที่ 1.  การทรมานของพระเจ้า

ในความอาฆาตแค้นส่วนตัวอันลึกซึ้ง จนกลายเป็นโจรตัวกล้าแกร่ง เป็นกุ๊ยสารเลว เป็นนักเลงโตที่วางมาดยิ่งใหญ่ พูดคำโตใหญ่ และยิ่งใหญ่กว่ากฎหมายของแผ่นดิน นั่นเขาเป็นศัตรูตัวเอง เขากำลังหลอกตัวเอง และหลอกลวงประชาชนทั้งชาติ  สัจธรรมในที่นี้ก็คือ โทษานุโทษที่จะลงแก่เขาเมื่อถึงวันที่สุดท้ายของเขา วันที่มีคำพิพากษาแล้ว  จะลึกซึ้งแสนทรมานยิ่งนัก เขาจะดิ้นรนเหมือนถูกจับโยนลงนรกเพลิงอันร้อนกาจ เพื่อสมแก่ความบาปของเขาที่ละเมิดพระเจ้า (23 ต.ค.2551)


 

ข้อที่ 2.   ระวังหมาบ้า!!!

ระวังหมาบ้า
!!  เราไม่ได้สงสัยหรอก แต่พวกท่านยังสงสัย ฉะนั้น ให้รีบเร่งพิศูจน์โดยเร็วเพื่อให้สิ้นสงสัยโดยเร็ว ก่อนจะสายเกินไป  เพราะสัจธรรมมีว่า หมาบ้าหรือคนบ้านั้นก็คือวิกลจริต ไร้สติ สัมปชัญญะไปโดยสิ้นเชิง ย่อมไม่รับรู้เหตุผล ความดี ความชอบ  หมาบ้าย่อมกัดไม่เลือกหน้าฉันใด คนบ้าก็ด่าก็ออกผรุสวาทไม่เลือกหน้าเหมือนกัน  และอาจจะกระทำอะไรร้าย ๆ ได้ทุกอย่าง  วันนี้มีคนบ้าหมาบ้าอยู่กลางกรุง  เสี่ยงเหลือเกินละ  ระวังนะ  จับตามองให้ดีอย่าให้คลาดเคลื่อนไปจากสายตาได้  คนบ้าอาจทำอุบัติเหตุขึ้นได้ทุกอย่างทุกแบบ เช่นเพลิงไหม้ ปืนลั่น โดยคนบ้านั้นย่อมไม่รู้ตัว จะเจรจาความอะไรกับคนบ้าก็ย่อมล้มเหลวไปหมดอยู่ดี เพราะเขาเป็นคนบ้า กลุ่มคนบ้า เป็นต้น  ก็จะเป็นภัยใหญ่ของบ้านเมืองได้  ในชนบทคนเขาจะพากันออกมาทุกหลังคาเรือนและช่วยกันไล่ต้อนหมาบ้า และตีหัวมันให้ตายไป ชาวบ้านชาวเมืองจึงจะอยู่ต่อไปโดยสงบได้  (23 ต.ค.2551)

 

 

 

 

 

ข้อที่ 3  สื่อมวลชนบัวสี่เหล่า

 

วงการสื่อสารมวลชนทุกวันนี้ เทียบได้กับชนสี่เหล่าคือ บัวใต้ตม  บัวใต้น้ำ  บัวปริ่มน้ำ และบัวเหนือน้ำ  บัวเหนือน้ำก็มีแม้จะน้อยหน่อย   บัวทั้งสี่เหล่านี้ต่างแสดงความรู้ของตนออกมาทางสื่อสารมวลชน  อย่างเอิกเกริกยิ่งกว่ายุคใดใด  แม้บัวอ่อน บัวเล็กบัวน้อยก็พลอยออกแสงกับเขาไปด้วย  ประชาชนอย่าสับสนเลย หากประชาชนมีสติพิจารณาเรื่องบัวสี่เหล่า ที่เป็นหลักการมองโลกขององค์พระศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้า ให้มองด้วยปัญญา  เพราะภัยจะเกิดมีหากมองโดยเขลา เพียงเพราะท่านหลงเชื่อ  ถ้าประชาชนหลงเชื่อพวกบัวอ่อนบัวใต้ตม ที่พลอยเผยอออกปากกับเขาด้วยเพียงเพราะตนเองมีปาก(เพียงเพราะตนเองเป้นสื่อมวลชนเท่านั้น) แล้ว นั่นหมายถึงเราก็จะเป็นบัวในตมอย่างเขา มีปัญญาเพียงเท่านั้น สัจธรรมก็คือ เมื่อเราโง่เพราะหลงผิดเสียแล้วจะแก้ปัญหาอะไรได้เล่า นอกจากไม่แก้ปัญหาแล้วยังไปเพิ่มปัญหาไปอีกหลายเท่าทวีคูณ ถ้าเราเป็นคนมีปัญญารู้จักแยกวิเคราะห์ รู้เหตุ รู้ผล  รู้ตน  รู้บุคคล รู้กาล รู้ประมาณ และรู้มวลชน เป็นบัวเหนือน้ำ และเป้นพวกเดียวกับบัวเหนือน้ำแล้ว ก็ย่อมเป็นประโยชน์   ท่านจงมีเหตุผลเมื่อจะโต้แย้ง  และมีเหตุผลเมื่อจะสนับสนุน  โดยรู้ตัวรู้ตนของเรา รู้สติรู้ปัญญาของเรา ว่าในเรื่องนั้น ๆ เราอยู่ระดับใดของบัวสี่เหล่านั้น  ตัวอย่างเช่น ถ้าเราไม่มีความรู้ทางแพทยศาสตร์เลย  หมอเขาเสนอให้ผ่าตัด  ท่านโต้แย้งว่า มาตรการนี้รุนแรงเกินไป ท่านเสนอว่าใช้ยาพาราเซตามอลก็พอแล้ว นั่นจะมิเป็นความเขลาที่น่าหัวเราะเยาะหรือ ?  หรือเมื่อยุคเสียกรุงครั้งที่ 2 ดุจอิสตรีใจอ่อน เมื่อพระเจ้าตากยิงปืนใหญ่ใส่ข้าศึก ท่านก็ร้องกันกรีดกราด ๆ ไปฟ้องพระเจ้าเอกทัศน์ ว่าทหารตำรวจใช้ความรุนแรง ไม่ถูกหลักสิทธิมนุษยชน ให้ใช้วิธีประนีประนอมและสันติวิธีกับข้าศึก นี่คือบัวระดับไหนกันเล่า?   ก็โง่เง่าเต่าตุ่นไม่รู้กาลเทศะ เหตุผล บุคคลเวลา อย่างนั้นแหละจึงเสียกรุง !!! และเมื่อไม่รู้อะไรเลยเช่นนี้ เหตุใดไม่ปิดปากท่านเสียเล่า?   สถานการณ์สื่อมวลชนที่สับสนทุกวันนี้ แก้ได้ด้วยการปิดปากตนเอง  และประชาชนฟังและตื่นมาสู่เหตุและผล ด้วยปัญญาของบัวเหนือน้ำ   (30 ต.ค.2551)


ข้อที่ 4  ประชาธิปไตยทางตรง

 

การรวมพลคนเสื้อแดงของ นปช.(แนวร่วมประชาธิปไตขับไล่เผด็จการแห่งชาติ)ในวันที่ 1 พ.ย. 2551 นำโดยวีระ มุสิกพงศ์,  กอบแก้ว พิกุลทอง จาตุรนต์ ฉายแสง และจตุพร พรหมพันธ์ ครั้งนี้เป็นรายการ ความจริงวันนี้ สัญจรครั้งที่ 2 หลังจากได้จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 11 ต.ค. 2551    ธันเดอร์โดม เมืองทองธานีได้รับการตอบรับจากประชามหาชนเกินความคาดหมาย  ครั้งที่ 2 นี้จัดขึ้นที่สนามใหญ่ สนามกีฬาราชมังคลาสถาน หัวหมาก คาดว่าจะมีประชาชนมาร่วมถึงกว่าแสนคน  การที่มีกระแสข่าวประชาชนจะมาร่วมเป็นจำนวนมากนี้ ได้ทำให้เกิดความตื่นเต้นไปในวงการต่าง ๆ ทั้งมิตรและศัตรู  ทั้งมีเสียงส่วนหนึ่งคัดค้านอีกด้วย เช่นกลุ่ม ส.ว.40 นำโดยนางสาวรสนา โตสิตระกูล เป็นต้น  แท้ที่จริง นี่คือปรากฏการณ์ของประชาธิปไตยทางตรง กล่าวคือมีประชาชนเจ้าของประเทศ เจ้าของอำนาจ ออกมาร่วมประชุมเพื่อพิจารณาปัญหาการเมืองกันโดยตรง  ภายหลังระบอบตัวแทนเกิดอ่อนแอขึ้นมา  ซึ่งปรากฎการณ์นี้เป็นสิ่งที่ดีของระบอบประชาธิปไตยไทยอย่างแน่นอน ในเมื่อมีการประสานระหว่างประชาธิปไตยทางตรงกับประชาธิปไตยตัวแทน  เพียงแต่ว่าฝ่ายต่าง ๆ ในสังคมไทย กลับไม่มองความจริงนี้  ฉะนั้นในการประชุมประชาชนแห่งระบอบประชาธิปไตยไทยทางตรงเช่นนี้  ย่อมเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยตรงที่จะต้องดูแลเอาใจใส่ ดุจดังว่าประชาชนเป็นเจ้านายของตนนั่นทีเดียว และทุกฝ่ายควรที่จะมีทัศนะที่ถูกต้องเสียก่อนเช่นนี้ และส่งเสริมให้เกิดวิถีทางประชาธิปไตยทางตรงนี้ให้ก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ  เหมือนดั่งเป็นคู่ขนานทางวิวัฒนาการด้านหนึ่งควบคู่ไปกับประชาธิปไตยแบบตัวแทน  เพราะสัจธรรมมีว่า อำนาจสูงสุดในแผ่นดินเป็นของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย นั่นเอง  และโดยสัจธรรมนี้ ย่อมไม่ควรมีผู้ใดอาจจะห้ามมิให้มีการชุมนุมของประชาชนขนาดใหญ่ที่ประชาชนทุกสานุทิศหรือทุกภาคส่วนของประเทศของแผ่นดินเดินทางมาประชุมได้  และพวกเขามีหน้าที่ที่จะประชุมกันโดยสงบ   ( 31 ต.ค. 2551 )

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

15.ชุมนุมพลเสื้อแดง
     วันที่ 1 พฤศจิกายน 2551

     ภาพที่เห็น

 

การชุมนุม 1 พ.ย. 2551 คนรู้กันล่วงหน้าทั้งประเทศอย่างอึงคะนึงว่า ชุมนุมพลเสื้อแดง  กระแสการชุมนุมที่โด่งดังมาก แม้กระทั่งโทรทัศน์ต่างประเทศหลายช่อง นับตั้งแต่ BBC, VOA, Russia Today, CCTV, Panjab, Loa Stars, Cambodia[Ctn1], Nile News, Raiinternational  และ Aljazeera เป็นต้น ก็นำเสนอข่าว  ในต่างจังหวัด เช่นจังหวัดอุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์, บุรีรัมย์ ถึงนครราชสีมา แห่งอีสานใต้ ก็พูดกันทั่วไปอย่างอิ่มเอมเปรมปรีดิ์ (คิดว่าจะได้ขับไล่พวกกะเลวะลาดในทำเนียบไปเสียที)  ข่าวอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร จะโฟนอินเข้ารายการมาพูดกับวีระ มุสิกพงศ์  ต้องถือว่าเป็นตัวปลุกกระแสที่ยิ่งใหญ่อีกตัวหนึ่ง ซึ่งมองจากวันนี้แล้ว ยังเห็นความน่าเกรงขามของพลังประชาชนที่มีความนิยมในอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ อยู่  โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจที่โลกเฉียดใกล้เข้าไปสู่ยุคไอเอ็มเอฟอีกครั้งหนึ่ง  น่าเป็นเหตุผลให้รำลึกถึงอดีตความดีความงามที่อดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ได้กระทำบุญคุณไว้แด่ประเทศและประชาชนไทย นั่นคือการปลดหนี้จำนวนมหาศาลที่รัฐบาลก่อน ๆ มาทำไว้กับIMF.  ประกอบกับมีเหตุการณ์ม็อบทำเนียบและมีนายสนธิ ลิ้มทองกุล คนล้มละลาย ที่ไม่เคยได้ทำคุณประโยชน์อะไรเลยแด่ประเทศชาติและประชาชนไทย เขาเป้นคนมาจากไหน มาชูป้ายขับไล่รัฐบาลและด่าว่ารัฐบาลขายชาติ ซึ่งเมื่อศึกษาประวัติอย่างไร ๆ ก็ไม่พบว่าเขาได้เคยทำบุญคุณอะไรไว้แด่ประเทศชาติ แล้วกระทำตนดุจผู้เนรคุณแผ่นดิน ทำร้ายประเทศไทยจนน่าสงสาร และทั้งแนวร่วมคือพรรคประชาธิปัตย์ ยุคนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะเป็นหัวหน้าพรรค ก็ไม่ได้แสดงบทบาทที่สมกับความเป็นนักการเมือง มีแต่เพียงวาทะที่ขัดแย้งรัฐบาลไปทุกเรื่องทุกราวอย่างยึดมั่นถือมั่น

 

(คือเมื่อเสนอความคิดเห็นไปแล้วเขาไม่ยอมรับความคิดความเห็นของตนก็โกรธ ยังผูกอาฆาตเคียดแค้นจองเวรต่อไป ซึ่งผิดทั้งหลักการศีลธรรมแห่งพระพุทธศาสนาและจริยธรรมแห่งระบอบประชาธิปไตยเอง เพราะฐานะของพรรคประชาธิปัตย์ขณะนี้เป็นฝ่ายค้าน และโดยจริยาแห่งระบอบประชาธิปไตยสากล เมื่อฝ่ายใดเป็นรัฐบาลฝ่ายนั้นก็มีสิทธิ์ที่จะใช้นโยบายของตนไปบริหารจัดการประเทศ  และมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธนโยบายของฝ่ายค้านได้เป็นธรรมดา ไม่มีประเทศประชาธิปไตยไหนในโลกที่ฝ่ายรัฐบาลจะมาขอรอมชอมเอานโยบายของฝ่ายค้านไปบริหารโดยทอดทิ้งนโยบายของตนที่สัญญาไว้แด่ประชาชนเสีย  เช่นฝ่ายรัฐบาลได้ไปสัญญากับประชาชนไว้ก่อนเลือกตั้งแล้วว่าจะเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550  เขาก็มีหน้าที่นำคำสัญญานี้ไปดำเนินการ จึงจะถูกต้อง  และฝ่ายค้านก็ต้องเคารพ ในฐานะที่เป็นมติของประชามหาชนส่วนข้างมาก  และต้องเล่นการเมืองด้วยจิตว่าง ไม่ใช่ไปปลุกกระแสต่อต้านขึ้นมา เช่นที่ทำอยู่นี้)     

 



จึงน่าเสียดายที่พรรคฝ่ายค้านไม่ฉวยโอกาสในเวลาที่ประเทศนี้ว่างจากทักษิณผู้ยิ่งใหญ่ ( เหมือนเมื่อป่าว่างจากขุนพยัฆค์ เสือ สิงห์ กะทิง แรด  เหลือเพียงหมู่กวางตัวน้อย ๆ )  รีบเร่งทำแต้มความนิยม ด้วยการแสดงวิสัยทัศน์ทางการเมืองให้สง่างาม นั่นคือนโยบายทางการเมืองให้เป็นที่ยอมรับของประชามหาชนซึ่งพรรคประชาธิปัตย์กลับไม่ทำ

แต่อย่างไรก็ตาม รายการ 1 พ.ย. 2551 นี้ ฝ่ายเสื้อแดงไม่มีทีวีไทยช่วยรายงาน ถ่ายทอดกิจกรรมเลย  มาทราบทีหลังจากรายการความจริงวันนี้(วันที่ 2 พ.ย. 2551) ว่ามีหนึ่งในกลุ่ม ส.ว.40 โดยนางสาวรสนา โตสิตระกูล
(ชื่ออะไรแน่ ... ท่านประธานชัย ชิดชอบ เรียกในสภาว่า นางสาวรจนา?)  ได้สั่งห้ามไปยังทีวีช่องต่าง ๆ ไม่ให้ถ่ายทอด ทีวีจึงไม่ถ่ายทอด  จึงได้ฟังจากรายงานข่าวเที่ยง และข่าวรายชั่วโมงเพียงสั้น ๆ  จากรายการโทรทัศน์ (นี่คือสื่อมวลชนบัวสี่เหล่า หาสัญชาติของตนเองไม่เจอว่าตนเองเป็นสัญชาติ-เชื้อชาติอะไร จึงปฏิบัติต่อประเทศไทยอย่างเฉยเมยเหลือเกิน?)  กระนั้นเพียงข่าวสั้น ๆ ก็ได้พบสีแดงเต็มไปหมด  ทั้งในสนามกีฬาราชมังคลาสถาน ในเวลานั้น  และเมื่อเริ่มงานเวลา 17.00 น. คนก็เข้าไปเต็มสนามทั้งนอกและในสนาม โดยภาพของความร่าเริง เพราะประชาชนที่มาล้วนพอใจในความเสรี ความวางอิริยาบถสบาย ๆ ไม่เหมือนประชาชนอีกฝ่ายที่ถูกล้อมคอกเอาไว้ (เหมือนอะไรล่ะ?)   หากมีการถ่ายทอดก็คงเห็นแดงเถือกไปหมด และคนจะมาแน่นกรุงจนท่วมสนามกีฬาราชมังคลาสถาน ล้นไปถึงทำเนียบรัฐบาล ถึงสนามหลวงอย่างแน่นอน ดูเหมือนมีอีกสาเหตุหนึ่งคือมีหมอดู(น่าเป็นหมอเดา) มาขึ้นเวทีม็อบทำเนียบรัฐบาล ออกคำทำนายว่าบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ จะได้เลือดล้างเลือด ฯลฯ คนก็เลยไม่กล้ามาก็มีส่วนหนึ่ง

 

เรื่องราวที่น่าประทับใจในการชุมนุม ครั้งนี้มีหลายเรื่องหลายราว  แต่แท้ที่จริงในวันเดียวกันนื้ พวกม็อบ สนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์ ที่ทำเนียบรัฐบาล ก็พลอยเป่านกหวีดชุมนุมใหญ่(ไม่ทราบว่าเป่าครั้งที่เท่าไรแล้ว) กับเขาด้วย  ต่อเมื่อได้ดู ASTV ในเช้าวันที่ 2 พ.ย.2551 จึงรู้ว่าเขาก็นัดชุมนุมใหญ่เหมือนกัน  เพียงแต่มีคนสนใจกันน้อยมากเลย และครั้นดูช่อง ASTV เมื่อใดก็เมื่อนั้น สิ่งที่ได้พบทันทีก็คือ คนบนเวทีทั้งหญิงและชายพร้อมหน้าตาที่ดำคร่ำเครียด ทำการก่นด่าคนอย่างหยาบคายหน้าด้าน คราวนี้เป็นผู้หญิงที่ชื่อ อัญชลี ไพรีรัก (ที่จำลอง ศรีเมือง เคยชมเชยว่า เก่ง แม้ศัตรูก็รัก)  พบกำลังด่า พลเอกทรงกิตติ จักกาบาตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด อยู่อย่างเมามัน ด้วยถ้อยคำหยาบคายอย่างยิ่ง เหตุเพราะท่านเผลอไปสรรเสริญพลสีแดงหน่อย แล้วฝ่ายนั้นว่าท่านไม่รู้ข้างไหนดี ข้างไหนชั่ว   แต่ก็ดูไม่หนักเท่าคำด่าท่านสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิราชประชาสมาศัยวันนั้น (วันที่ 27 ต.ค. 2551 โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ว่า คนสองคนนี้คือ นายโคทม อารียา กับ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นพวกชอบตีกิน พูดจาออกมาแต่ละคำล้วนเป็นคำโง่ ๆ ปัญญาอ่อน ว่าตนรู้เบื้องหลังของ ดร.สุเมธ ดี ขอให้หยุดพูดเสียทันที  ไม่งั้นจะเอาความลับมาเปิดเผยให้เกลี้ยง “…คุณมาหนึ่งหมัด ผมจะสวนกลับไป 20 หมัด ขอให้คุณสุเมธหยุดพูดในทันที ...” )  ทางนางอัญชลีที่ด่าท่านผบ.สส.ก็มีเนื้อหาว่าเป็นทหารแต่ตัว บ่าแบกดาวแบกมงกุฎ แต่หัวมีแต่ขี้เลื่อย คิดไม่ออกหรือว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายชอบธรรม ฝ่ายไหนเป็นฝ่ายอาธรรม โง่เขลา ไม่รู้จักคิด  พวกเรานี่แหละพวกที่ชอบธรรมที่สุด รีบมาก็ยังไม่สายเกินไป  “… ถอดหมวกออกแล้วใช้สมองคิดหน่อย......วุ้ย....ด่าจนไม่รู้จะด่าอะไรแล้ว .... ก็ยังไม่รู้สึก..”   ถึงคราวนายสนธิเอง ยิ่งไปกันใหญ่ โดยด่าว่า  หมอมิ้งค์,  หมอเหวง, จักรภพ,  จาตุรนต์  ไปจนถึง อัศวินควายดำ : ทักษิณ ชินวัตร   ล้วนเป็นคอมมิวนิสต์ชั่วร้าย (ดูเอาเถอะ ไม่รู้จะค้นอะไรมาด่าแล้ว สนธินี่ถ้าจะบ๊องส์!!!)  แล้วประกาศชัยชนะวันที่ 1 พ.ย.2551 ว่าพวกตนชนะเพราะพวกตนรวมพวกได้มากกว่า (แล้วนางอัญชลีก็หัวเราะอย่างคั่งแค้นลืมตัว เหมือนสติไม่สมประกอบ จนน่าวิตกว่าเธอจะเพี้ยนไปแล้วจริง ๆ พอ ๆ กับหัวหน้าใหญ่คือนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็เข้าป่าเข้าดงไปแล้ว ) นางก่นอย่างคลั่งว่า “.... โธ่เอ๋ย !!!  ทำกูตกใจพะว้าพะวังอยู่ถึง 3 วัน กลัวพวกมันจะยกมาเหยียบกูในทำเนียบ   แต่เอาเข้าจริง ๆ ไร้น้ำยา....เห็นไหมพี่น้อง   พวกเราชนะอีกแล้ว...”

 

จากเหตุการณ์ 1 พ.ย. 2551 นี้ ทำให้มองเห็นความชอบธรรมของการที่พลเสื้อแดงจะต้องรับผิดชอบในความเป็นแกนนำของหมู่กลุ่มอื่น ๆ ที่มีมากมายหลายสิบกลุ่ม ที่สนับสนุนอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่แท้จริง  เพื่อให้เกิดสภาวะที่โลกประชาธิปไตยไม่เคยเห็น นั่นคือ ประชาธิปไตยทางตรง ให้ปรากฏเป็นแบบอย่างขึ้นในประเทศไทยนี้  ผนวกกับการที่ประชาชนชาวพุทธทั่วประเทศที่ขัดข้องใจมานานในประเด็นรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับของปีพุทธศักราช 2540 และ 2550 ในประเด็น พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ  เพราะ 2 ปัญหา 2 ประเด็นนี้ แท้จริงเป็นปัญหาประชาธิปไตยไทยด้วยกัน  โดยเสียงของคนส่วนใหญ่ถูกละเมิด ที่บัดนี้จำจะต้องแก้ด้วยวิถีทางประชาธิปไตยทางตรง  และเมื่อประกาศอุดมการณ์ที่แท้จริงของประชาธิปไตยทางตรงแล้ว  ประชาธิปไตยปลอม ๆ ในกลุ่มการเมืองไหน แม้กลุ่มม็อบข้างถนนในทำเนียบรัฐบาลก็จะค่อยแห้งไป ๆ เหมือนปลาในนาข้าวที่ค่อยข้อนน้ำลงไปตามลำดับในหน้าเก็บเกี่ยวลมแรงต้นฤดูหนาว

 

 

  • บุษบา บุญเสฏฐ์
    3 พ.ย. 2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 16. โอบามา

 

วันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่ง ณ เวลาประเทศไทย เมื่อ 19.20 น.วันที่ 4  พฤศจิกายน 2551  ทางประเทศสหรัฐอเมริกาได้เปิดหีบบัตรเลือกตั้ง และประชาชนอเมริกัน ซึ่งคาดว่าประมาณ 130 ล้านคน ได้ทะยอยไปลงบัตรเลือกตั้งแล้ว   และหลังจากนี้ไปก็เป็นกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งในวาระเดียวกันนี้ ได้มีการเลือกตั้งสภาสูงและสภาล่างไปพร้อมกันด้วย  ครั้นเมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2551 เวลาประมาณ 11.00 น. ปรากฏผลการเลือกตั้งส่วนใหญ่แล้ว นายจอห์น แม็กเคน [ John McCain] ได้แถลงที่รัฐอาริโซน่าต่อประชาชน ยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ((หมายความว่าประชาชนที่เลือกเขาก็ยอมรับด้วย ไม่ผูกโกรธ อาฆาต จองเวร จิตใจชนอเมริกันทั้งปวงก็กลับมาว่างเปล่า ไร้การยึดมั่นว่าเป็นเขาเป็นเราอีกครั้งหนึ่ง)  และยังได้โทรศัพท์ไปแสดงความยินดีต่อนาย บารัค โอบามา [ Barack Obama ] นายยอร์ช ดับเบิลยู บุช [ George W. Bush ] ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ผู้กำลังจะจากไป ก็ได้โทรศัพท์ไปแสดงความยินดีด้วย  ในเวลาต่อมา นายบารัค โอบามา [ Barack Obama ] ก็ได้กล่าวปราศรัยในสวนสาธารณะของนครชิคาโก [ Grand Park Chicago ] รัฐอิลลินอยส์ ข้อความของเขามีว่า  จะใช้วิธีของประชาธิปไตยและความมีเสรีเป็นเครื่องมือของชัยชนะ

 

ในประเด็นที่คนในโทรทัศน์ไทย มักพูดกันมากก็คือ  เห่อว่าเขาเป็นประธานาธิบดีสีผิวคนแรกของอเมริกา โดยเน้นกันทุก ๆ นาทีก็ว่าได้  พูดไป ๆ เดี๋ยวก็วกมาพูดเรื่องประธานาธิบดีผิวสีอีก  ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมไปเน้นกันตรงนั้น ในเมื่อประเทศอเมริกาเองเขาไม่ได้ถือว่าสำคัญเลย  เขามองเพียงว่า นายบารัค โอบามา เป็นชาวอเมริกันคนหนึ่ง  จะผิวสีอะไรไม่สำคัญ ผิวสีอะไร ศาสนาอะไร ก็ได้ เมื่อเราเป็นประชาธิปไตย จะอยู่อิสาน  ใต้  เหนือ ตะวันออก และกลางนครใหญ่ ๆ หรือไม่ ไม่สำคัญ สำคัญที่เขาแถลงนโยบายอะไรให้ประชาชนเชื่อถือได้  ดูแล้วมีแต่โทรทัศน์ไทย-นักวิเคราะห์ไทยนี่แหละที่หลงประเด็นประชาธิปไตยอยู่ตลอดเวลา ซึ่งน่าจะสะท้อนความคิดของคนไทยว่ายังอยู่ห่างไกลความคิดที่ถูกต้องของประชาธิปไตยอีกไกลทีเดียว เมื่อไปดูโทรทัศน์ต่างประเทศ เครือยุโรปอเมริกา ในที่นี้ ดู TV5 Monde [ ทีวีฝรั่งเศส]   ซึ่งมีโต๊ะกลม  ออกภาพมาดูสุภาพ สะอาด เป็นผู้ดีประชาธิปไตยมาก ๆ และดูบุรุษ สตรี รอบ ๆ โต๊ะกลมนั้น เขาไม่ตื่นเต้นอะไรเลยที่นายบารัค โอบามา ได้เป็นประธานาธิบดี    เขาก็แทบไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับประเด็นผิวสีนี้ อย่างเป็นประเด็นสำคัญเลย  และเชื่อหรือไม่  ถึงนายบารัค โอบามา เป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกา ถ้าทำงานแบบท่าดีทีเหลว ไร้สัมฤทธิผลตามนโยบายที่แถลงแล้ว ประชาชนอเมริกาก็ไม่มีเมตตาให้ (เขาก็จะเอาออกไปได้ถึงไม่ทันทีก็จะอีก 4 ปีข้างหน้านู้นแน่นอน)  บางทีอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งเหมือนกันที่ก่อนหน้านี้นาย อิริค จี จอหน  เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้ออกมาแถลงว่า ประชาชนไทยคงจะไม่รังเกียจ หากสหรัฐอเมริกาได้ประธานาธิบดีคนใหม่เป็นคนสีผิว   ซึ่งเขาหมายถึงนายบารัค โอบามา นั่นเอง  เพราะฟังแล้ว น่าฉงนอยู่ว่า นายอิริค มาพูดขึ้นทำไม  เหมือนมองว่าคนไทยยังไม่เข้าใจประชาธิปไตยดีพอ โดยคนไทยอาจจะเข้าใจว่าคนผิวสีในอเมริกาเป็นประชาชนชั้นสอง ซึ่งไม่จริงเลยในสหรัฐอเมริกา  แต่ ก็อาจจะจริงในประเทศด้อยพัฒนาทางประชาธิปไตย เช่นประเทศไทย เมื่อในวงการการเมืองไทยระยะที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2547-551 ประชาธิปไตยไทยมีการพูดกันเรื่องชนชั้นของประชาชน ว่าคน  อีสานเลือกรัฐบาล คนกรุงเทพล้มรัฐบาล เพราะถือว่ามีระดับของประชาชน เป็นชั้นหนึ่ง ชั้นสอง หรือคนระดับคณบดีก็ให้มีสิบเสียง กรรมกร ให้หนึ่งเสียง เป็นต้น  

 

การที่นายบารัค โอบามา แห่งพรรคดีโมแครต ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในวันนี้ น่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูต่อไปอย่างใกล้ชิด  เพื่อดูว่า  เขาจะทำอะไร และอย่างไร   เขาจะทำตามที่เขาพูดอย่างไร น่าสนใจติดตามมาก  จริงอยู่ ประธานาธิบดียอร์ช บุช ดูเหมือนได้ทำความผิดพลาดไว้ในอาฟกานิสถาน อิรัคและอิหร่าน  หรือนโยบายนายตรวจแห่งโลก นั้น  แต่เรื่องในอาฟริกา อิรัคและอิหร่านขณะนี้ก็ยังไม่จบ   เศรษฐกิจก็ใช่ว่าเป็นผลจากรัฐบาลบุช ไร้ความสามารถ และก็ยังเป็นปัญหาหนักอึ่งที่ยังไม่จบอีกเช่นเดียวกัน  แต่กำลังดิ่งลงไปอยู่  เช่นนี้  แล้วนายบารัค โอบามา จะทำอย่างไร   จึงน่าติดตามจับตาดูอย่างใกล้ชิด ในทัศนะของเรา โอบามาได้รับเลือกตั้งนั้นเป็นเพราะประชาชนเบื่อสงครามในตะวันออกกลาง ที่บุชและประชาชนอเมริกันกำลังโกรธแค้นกรณีเวิลเทรดเซนเตอร์ 11 ก.ย. 2544 ว่าอาฟกานิสถานอยู่เบื้องหลัง แล้วปลายปีก็เกิดสงคราม อเมริกา-อาฟกานิสถาน แล้วมอง อิรัค อิหร่าน และเกาหลีเหนือว่าเป็นอักษะแห่งความชั่วร้าย แต่จนบัดนี้ ร่วม 6-7 ปีแล้วก็ยังทำสงครามไม่เสร็จ จับอุสมา บิน ลาดิน ก็ยังไม่ได้ คนอเมริกันก็เบื่อรัฐบาลบุช ลืมเรื่องการก่อการร้ายเวิรลเทรดไปสนิท  อีกประการหนึ่ง เป็นธรรมเนียมของชนอเมริกันเท่านั้นเองที่พรรคใดพรรคหนึ่งอยู่ในอำนาจสองสมัยแล้ว ชาวอเมริกาก็เบื่ออยากเปลี่ยนพรรคเสียที  ชาวอเมริกาต้องการเปลี่ยนบรรยากาศ ก็เลยคิดว่าลองดู  ก็เลือกนายบารัค โอบามา   และอีกประการหนึ่งนายบารัค โอบามา ออกท่าทาง คำพูดดี เหมาะกับสถานการณ์การทูต มากกว่าสถานการณ์สงคราม  คนที่เหนื่อยหน่ายก็คิดว่าลองดู เท่านั้นเอง  และแท้จริง  นี่เป็นการเสี่ยงของประชาชนอเมริกา ที่การเลือกตั้งดูจะอ่อนในเชิงเหตุผลลงไป  เอาอารมณ์เบื่อหน่ายมาตัดสินการเมือง     อย่างไรก็ตาม  อีกไม่นานก็จะได้เห็นว่า  บารัค โอบามา เป็นบุรุษหมายเลขหนึ่งของโลก ขนาดไหน


นอกจากนี้ ในแง่บุคลิกภาพของเขาก็น่าสนใจมาก ในแง่ที่ว่า บุคลิกภาพระดับของเขา เหมาะสมเพียงใดกับงานระดับ ประธานาธิบดีของประเทศมหาอำนาจอันดับที่ 1 ของโลก  แต่แน่นอน เขามีจินตนาการที่ค่อนข้างพรูพรั่งสมบูรณ์ แต่จินตนาการนี้จะช่วยเขาในด้านการบริหารประเทศได้อย่างไร  นอกจากการคาดหวังว่าคนอย่างบารัค โอบามา น่าหวังว่าวันหนึ่งเขาคงจะได้เขียนหนังสือเล่มสำคัญยิ่งใหญ่ ที่เกี่ยวกับประชาชนและการเมืองของโลกหรือนวนิยายสนุกๆสักเล่มหนึ่งไว้ในวงการวรรณกรรมโลก.


 

  • วิลเลียม พิธ
    7 พ.ย. 2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 17. กษัตริย์หนุ่มชาวพุทธแห่งภูฏาน

ยุวกษัตริย์จิ๊กมี  [ Jigme Khesar Namgyel Wangchuck ]  ทรงเข้าพิธีราชาภิเษกเสด็จครองราชบัลลังก์แห่งราชอาณาจักรภูฏาน [ Kingdom of Bhutan ] อย่างเป็นทางการในวันพฤหัสบดี ที่ 6 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2551 ท่ามกลางหมู่สงฆ์ โดยมีพระราชบิดา กษัตริย์องค์ก่อนสรวมมงกุฎให้  ทรงเป็นกษัตริยที่หนุ่มที่สุดในโลก เมื่อทรงมีพระชนมายุเพียง 28 พรรษา ในขณะเสวยราชย์  ทรงสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ก่อนเสด็จเสวยราชย์ ได้ทรงเสด็จเยือนประเทศไทยหลายครั้ง โดยเป็นพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของประเทศไทย  สิ่งที่ทั้งสองประเทศพุทธศาสนานี้สนใจร่วมกันนั้นก็คือ เศรษฐกิจแบบพอเพียง ทางกษัตริย์ไทยเสนอ  และ เรื่อง Gross Natioal Happiness [ GNH ] ที่ทางภูฏานเสนอ  ซึ่งทั้งสองทฤษฎีนี้ สอดคล้องกับหลักธรรมของพระพุทธศาสนาด้วยกัน โลกหวังว่ากษัตริย์หนุ่มพระองค์นี้ จะทรงนำประชาชนภูฏาน และประชาชนโลกไปในเส้นทางแห่งความสุขจริงตามความใฝ่ฝันของพระองค์
 

ราชอาณาจักรภูฏาน ถูกสมญานามจากตะวันตกว่า a secret and mysterious Kingdom  เป็นประเทศขนาดเล็ก พื้นที่ 47,000 ตร.กม. มีประชาชน 716,380 คน(สถิติปี พ.ศ. 2537/1994) อยู่เชิงเขาหิมาลัย  นับถือศาสนาพุทธมหายาน  มีรัฐบาลภายใต้สภานิติบัญญัติแห่งชาติเพียงสภาเดียว

·         001 รายงาน
8 พ.ย. 2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 



 

 18.  สนธิ ลิ้มทองกุล กับไสยศาสตร์

วันนี้ สิ่งที่น่าตกใจก็คือ บัดนี้เขาได้กลายเป็นศาสดาวิปริตขึ้นมาแล้วหรืออย่างไร การที่น่าตกใจก็เพราะเหตุ 2 ประการ

ประการที่ 1.  เขาเป็นผู้นำหมู่คนจำนวนมาก ในคอกทำเนียบรัฐบาล และคนเหล่านั้นดูแล้ว ก็มิต่างจากสาวกของเจ้าลัทธิหนึ่ง ผู้ที่พร้อมที่จะฟังและปฏิบัติตามคำสั่ง คำชักจูงของศาสดาทุกอย่าง  เท่าที่เห็นมาก็ กรณีมือตบ ที่สาวกผู้กล้าหาญกล้าทำการหยามเหยียดผู้นำของชาติ ทั้งอดีต ผู้นำ และผู้นำปัจจุบัน  (กรณีท่านนายกรัฐมนตรีสมชาย และอดีตนายรัฐมนตรีสมัคร ตามลำดับ) แต่นี่ก็ยังไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ เรื่องน่าตกใจก็คือ เขาอาจจะพาสาวกฆ่าตัวตายหมู่ในทำเนียบรัฐบาลหรือไม่  ก็อาจจะเป็นไปได้ในเปอร์เซนต์สูง  เช่นกรณี ลัทธิจิมโจนส์ ในนิคมสุขาวดีแดนสวรรค์เมืองโจนทาวน์ ประเทศกายานา ในอเมริกาใต้ ปี พ.ศ.2520 มีการอบรมล้างสมองสาวกอย่างเข้มจัด แล้วไปลงเอยด้วยการตายหมู่ร่วม 900 ศพ (อ้างว่าไปอยู่กับพระเจ้าในแดนสวรรค์)  และ กรณีลัทธิฟื้นฟูบัญญัติ 10 ประการ ในประเทศอูกันดา ก็จบลงด้วยการตายหมู่ 500 ศพ ในปี 2543  หรือ เขาอาจจะชักจูงให้สาวกก่อการร้ายทุกอย่าง อย่างเหี้ยมโหดโดยไม่รู้สึกว่าเหี้ยมโหด เช่นกรณีลัทธิโอมชิรินเกียวในญี่ปุ่น ระยะหลังนี้ ที่ก่อคดีรมแก็สพิษในสถานีรถไฟใต้ดิน คราวนั้นคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ตายไปกว่า 200 คน ภายหลังรัฐบาลจับเจ้าลัทธิไปดำเนินคดี  จึงสงบภัยร้ายวิปริตลงไปได้ ทั้ง3กรณีนี้ล้วนมียากล่อมประสาทมาประกอบการล้างสมองสาวก  สนธิ ลิ้มทองกุล ผนวกกับจำลอง ศรีเมือง นี้ ยังมองไม่ออกว่าเละเทะขนาดไหนเชิงลัทธิพิธีกรรมเพราะสนธิก็ลัทธิหนึ่ง จำลองก็อีกลัทธิหนึ่ง ในขณะที่ประชาธิปัตย์ไม่อินังขังขอบในลัทธิเลย   มาผสมกัน

ประการที่ 2 กรณีหมอผีมากระทำมนต์ดำไสยศาสตร์ รอบพระบรมรูปทรงม้า โดยมุ่งหมายเอาของอาถรรพณ์เข้าสนธิ ลิ้มทองกุล  จะต้องเปิดศึกสู้กันอีกด้านหนึ่ง นายสนธิจึงแก้ด้วยมนต์ดำอาถรรพณ์พอ ๆ กัน โดยอุตส่าห์เสาะหาผ้าโกเต๊กซับระดูของสตรีมาจำนวนมาก แล้วเอาไปวางแก้อาถรรพณ์รอบ ๆ รอบฐานของพระบรมรูปทรงม้า ที่เขาเชื่อว่าหมอผีเอาหมุดเสกมาตอกตรึงไว้(ที่คนไทยวิพากษ์กันเกรียวอยู่ในขณะนี้ และอธิบดีกรมศิลปากรผู้รับผิดชอบ ก็ยังจะเอาเรื่องนายสนธิอยู่)  แต่ความจริงพิธีกรรมทางไสยศาสตร์เช่นที่นายสนธิ กล่าวถึงนั้น เป็นสิ่งที่จะสามารถบันดาลผลได้จริงภายใต้เงื่อนไขเร้นลับบางอย่างที่หมอผีผู้ชำนาญงานเขาจะเลือกมาใช้   เมื่อประกอบเงื่อนไขถูกต้องตามทฤษฎีไสยศาสตร์นั้นแล้ว ผลก็เกิดขึ้น  และขณะนี้นายสนธิก็น่ากลัวว่าโดนของเข้าแล้วหลายอย่างหลายขนาดจริง ๆ และอาถรรพณ์ที่อาจทำอันตรายถึงชีวิตได้ ก็ดูเหมือนนายสนธิ รู้ดีอยู่คือ อย่างที่เขาออกนามว่า ควายธนู นั่นเอง    มันจะมากับความมืด เวลาเปลี่ยวโพล้เพล้ โดยเฉพาะเวลาที่นอนหลับซึ่งคนข้าง ๆ ที่นอนจะเห็นอาการกระสับกระส่ายผุดลุกผุดนั่ง เผลอไผลเสียสติ หวาดสะดุ้ง ทุกข์ทรมาน ต่าง ๆ  และในความฝันจะเป็นการต่อสู้กับเงาปีศาจกระบือตัวมหิมาโถมเข้าหาเขา (จะมีหมอผีเสกคาถากำกับสั่งการมาจากต้นทางไกล ให้ทำอะไร เช่นรบกวน หรือทำร้ายให้ถึงชีวิต เป็นต้น)  อันนี้จะมองในเชิงจิตวิทยาก็มีส่วนถูก  แต่นี่เป็นไสยศาสตร์โดยทฤษฎีของไสยศาสตร์โดยตรง   วิธีแก้ไขก็คือ ตอบโต้ทางไสยวิธี  อย่างที่เขาพยายามทำอยู่ ซึ่งวิธีนี้ย่อมเสี่ยงต่อการที่จะถูกคนหาว่าบ้า ๆ บอ ๆ  แต่ถ้าจะให้ชงัดจริงก็ต้องบำเพ็ญทางจิต ให้สะอาด และเรียนรู้ธรรมสูงสุดทางพระพุทธศาสนา ซึ่งมีด้วยกัน 5 วิชา หรือ The 5 Educations  คือ

       1.  สมาธิ     [ Samadhi or Meditation ] 
       2.  วิปัสสนา 
[ Vipassana Nanadassanam ] 

       3.  กสิณ 
    [ Kasinam ]  
       4.  ฌาน 
     [ Jhanam ]
  และ
       5.  ปราณ   
[ Panam ]



ผู้ใดมี 5 วิชานี้ท่านว่าคือวีรบุรุษผู้สวมมงกุฎแห่งชัยชนะ ผู้สามารถจะท่องไปได้ทั่วโลกอย่างมีความสุขสบาย และแม้ในแดนหมอผีอาฟริกาก็ตาม


·         หมอเขมร สายอส.บร.สร.ศก.
8 พ.ย.2551

 

 

 

 

 

 

 19.  สัจธรรมวันละข้อ
      ข้อที่ 5 ธรรม ธรรมชาติ



ธรรม ธรรมชาติ

 

๑.    ทำไมท่านจึงบอกเขาว่า ให้ไปมีความหวังเอาในสวรรค์ชั้นฟ้า  ในโลกหน้า ภายหลังตายไปแล้ว   ในเมื่อชั่วกัปชั่วกัลป์ที่ผ่านมา  หรือชั่วร้อย-พันล้านปีของวิวัฒนาการของมนุษย์ ไม่มีใครได้เห็นสวรรค์เลย   เรารู้เรื่องเหล่านี้จากนิทานหรือเรื่องเล่าจากจินตนาการทั้งสิ้น

๒.    คนที่ตายไป ก็ไม่เคยกลับมาบอกเราว่าเขาไปอยู่ที่ไหน  เขาได้ไปสู่สวรรค์หรือไม่   คนที่เราคิดว่าเขาได้ไปสวรรค์แล้ว ก็ไม่เคยปรากฏว่าเขาได้กลับมาบอกเราเลย คนในแผ่นดินไทยตายไปแล้วกี่ร้อย-พันล้านคนเล่า แต่มีสักคนหรือ ที่เขากลับมาบอกเรา มาออกรายการโทรทัศน์ให้ประชาชนเห็น?

๓.    แต่เราก็ชอบบอกคนเป็นส่วนมากว่าให้ทำความดีเพื่อที่จะได้ไปสวรรค์  เพื่อที่ได้ไปโลกหน้าอยู่สุขสบายในโลกหน้า  ชีวิตข้างหน้า ซึ่งไปเน้นกันเกินไปอย่างไม่ระวัง

๔.     ทำไมเราจึงไม่บอกสอนคนส่วนมากให้รู้ความจริงที่พิศูจน์ได้  ด้วยตัวเขาเอง   ว่าไม่ต้องโลกหน้า แต่โลกนี้  ไม่ต้องแผ่นดินสวรรค์หรอก แต่เป็นแผ่นดินนี้   ที่นี่  และ  เดี๋ยวนี้

๕.     ไม่ใช่ชีวิตหลังความตายของเรา  แต่เป็นที่นี่และเดี๋ยวนี้ เวทีนี้ ชีวิตนี้  ที่เราเป็นอยู่ปัจจุบันนี้  ที่เราเผชิญทั้งทุกข์และสุขอยู่ขณะนี้  เพราะนี่คือชีวิตที่เรามองเห็นเหตุผลด้วยตาของเราเองทุกอย่าง  ด้วยการพิศูจน์ของเราเองได้ทุกอย่าง

๖.     เราพิศูจน์ได้ว่า  การที่เรามีข้าวกินพอ  ก็เพราะเราได้ปักดำ ทำนา ที่พอ  เราได้เก็บได้เกี่ยว  และเราค้าขาย ได้ต้นทุนกลับมา  พร้อมทั้งกำไร จากประเทศนั้นประเทศนี้

๗.     ในปีที่เราปักดำได้ ไม่พอ เราก็พิศูจน์ได้ว่า เพราะมีเหตุมาอย่างไรบ้าง   การค้าขายของเราที่ได้ผลกำไรน้อยนั้นเป็นเพราะอะไรเราก็พิศูจน์ได้  และเรารู้วิธีที่จะแก้ไข และทำการเกษตรนาข้าวของเราให้ได้ผลการเก็บเกี่ยวมากขึ้น  เรารู้เหตุผลที่จะทำการค้าขาย ให้ได้กำไรมากขึ้น  ด้วยตัวเราเอง ตาเรามองเห็น

๘.    ทำไม่ลูก ๆ จึงไม่บำรุงบิดามารดา ผู้แก่ชราเสียอย่างดี ตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่  ตั้งแต่ท่านยังไม่ตายไป   ทำไมไม่อุทิศตนอย่างมากเพื่อบำรุงท่านในเวลาที่ท่านมีชีวิตอยู่  มีใครสอนท่านหรือว่า เมื่อท่านตายไปแล้วจึงค่อยให้ทำบุญกับนักบวชให้มาก ๆ ท่านก็จะได้บุญนั้นอย่างมากมาย ?

๙.     ทำไมไม่อุทิศ ทรัพย์สินอันมากมาย หรือหากไม่มีทรัพย์สิน ก็อุทิศความกตัญญูทั้งสิ้นแด่ท่าน บำรุงท่านบิดามารดาเมื่อท่านมีชีวิตอยู่  ตั้งแต่เวลาก่อนตายของท่าน  ท่านรอเวลาหลังการตายของบิดามารดาเพื่ออะไรที่โง่เขลา  เพราะเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ เราบำรุงท่าน  เราก็เห็นท่านมีความสุข สบาย เห็นท่านน้ำตาไหล และเราก็มีความสุขใจกับความสุขสบายของบิดามารดา  เราสามารถเห็นผลบุญของเราเองชัดเจนเมื่อเราทำคุณความดีต่อบิดามารดาของเราเมื่อท่านมีชีวิตอยู่ ด้วยตาของเราเอง  ชัดเจน ไม่พร่ามัว

๑๐.    ถ้าท่านคิดว่าคอยตอบแทนบิดามารดา ภายหลังการตายของท่าน   นั่นเป็นความบกพร่องทางความคิด สติปัญญา  และทั้งจริยธรรมอันสูงสุด   และนั่นเป็นคำสอนของผู้ที่เห็นแก่ตัว  และท่านเองก็จะไม่สามารถพิศูจน์ได้ เพราะท่านจะมองผลไม่เห็นประจักษ์ชัดเจนด้วยตาของตนเองเลย

๑๑.    แม้ตัวท่านเอง  คิดหวังความสำเร็จเอาในชาติหน้า โลกหน้า  นั่นก็เป็นความบกพร่อง เพราะแท้จริง ท่านพึงทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ปรากฏในโลกนี้ ชาตินี้  ท่านต้องต่อสู้ในโลกนี้ ชาตินี้  ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ก่อนการตาย ไม่ใช่หวังจากหลังความตายที่เลื่อนลอย งานหนักและงานสำคัญในชีวิตของท่านก็คือท่านต้องแก้ไขเส้นทางชีวิตให้ตรงและถูกต้อง ท่านจึงต้องต่อสู้ และดูผลของมัน พิศูจน์ผลของมันด้วยตาของตนเอง  เมื่อท่านปรับเส้นทางให้ตรง เดินตรง ไปสู่เป้าหมายของความสุขจริงแท้  ท่านก็จักได้ผลอันนั้น ได้อย่างเห็นด้วยตาตนเอง   นี่แหละเป้นสิ่งที่ชัดเจนและพิศูจน์ได้ด้วยตนเอง ว่าความสุขที่เหนือกว่าสวรรค์ มิได้อยู่ที่สวรรค์ แต่อยู่ที่นี่  อยู่บนดิน ในธรณีนี้ อยู่ที่ชีวิตปัจจุบัน ก่อนการตายของเราเอง โดยแท้จริง   

 

  • อรบุศป์ ละอองธรรม
    ๑๖ พ.ย. ๒๕๕๑

  

 

 

 

 

 

 20.  จดหมายถึงอดีตนายกรัฐมนตรี


ขอเรียน อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ

 

อยากขอร้องให้กลับมาประเทศไทย ไม่อยากให้ท่านหนีหัวซุกหัวซุนเช่นนี้ เพราะท่านเป็นคนสำคัญของประชาชนไทย  และประชาชนยังคิดถึงท่านอยู่  ถ้ากลับมา ท่านมาเมื่อไรก็จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีอีก  อย่าให้นักข่าวเขาออกข่าวว่าท่านเหมือนเสืออยู่ในกรง และประชาชนสับสน ไม่รู้จบ  ท่านว่า ไม่มีแผ่นดินไหนน่าอยู่เท่าเมืองไทย แล้วทำไมไม่กลับมา  ท่านน่าจะมาต่อสู้ด้วยตัวของท่านเอง   เพื่อความสง่างาม  หนูขอให้ท่านกลับมาต่อสู้ นำประเทศไทยก้าวหน้า ถ้าท่านว่ารักประเทศไทย ก็กลับมาเดินบนแผ่นดินไทยอย่างสง่างาม กลับมาเถอะมาเล่นการเมือง   มาแก้ปัญหาที่ว่าจริงหรือไม่จริงเกี่ยวกับเรื่องราวของท่านเอง  เรื่องพันธมิตรก็ไม่น่าหวั่น เพราะเขาทำหน้าที่ของเขา  ท่านก็มาทำหน้าที่ของท่าน  กลับมาเถิดประชาชนรอท่านอยู่   ประชาชนได้เงินหมู่บ้านละล้านบาท เป็นความคิดของท่านที่ประชาชนพอใจ   แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีใครดูแล ติดตามให้เลย  ไม่ทราบว่านายกสมชายจะทำได้หรือเปล่า  ท่านต้องกลับมาดูแลเอง  มั่นใจว่าท่านเก่ง ฉลาด มีปัญญาความรู้สูง  มั่นใจว่าท่านต่อสู้ได้  มั่นใจว่าท่านทำได้  ท่านเป็นเพียงเซไปหน่อยเท่านั้น

 

ไม่อยากให้หย่าร้าง  เพราะเป็นภาพพจน์ไม่ดี  นักข่าวจะเอาไปเขียนว่า นายกรัฐมนตรีจนตรอกขนาดต้องอย่าร้าง เพื่อให้เมียมาอยู่ในประเทศไทย สงสารลูกๆจะมีปมด้อยฝังใจ   เหมือนแรงเกินไป แต่เชื่อไม่เป็นแบบนั้นหรอก ท่านอยู่ที่ไหนก็สบาย   อย่าเดินวกวนเลย  ให้หันมาสู่ประเทศไทยเถิด   การพูดจาซุบซิบของคน นักข่าว นักวิพากษ์วิจารณ์ มันใจได้ว่าไม่ใช่ความจริงทั้งหมด  อดีตนายกทักษิณต้องไม่ติดคุกอย่างแน่นอน  เชื่อได้เลย

 

อย่าให้เรื่องเสื้อเหลืองเสื้อแดง ต่อสู้กันเลย เห็นแก่ในหลวงของเราเถิด สงสารท่าน ท่านชราภาพมากแล้ว อยากให้ท่านมีความสุขวัยชราภาพ  อยากให้ท่านอยู่สบายใจ และประชาชนรักท่านเท่าชีวิต  หากรักท่านประชาชนทุกหมู่เหล่าทุกสถาบันทุกระดับชั้นทุกหน่วยงานก็ต้องกลมเกลียวสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้ได้ ต้องหยุดทำสิ่งที่จะให้ท่านไม่สบายใจทันที ต้องทำให้สำเร็จวันนี้ ไม่ใช่วันหน้า  พันธมิตรก็ต้องหยุด เสื้อแดงก็ต้องหยุด

 

 

  • สาวน้อยบ้านนา
    17 พ.ย.2551

 

 

 

 

 21. สิ่งที่ควรคิดสำหรับพลเสื้อแดง

 

ชุมนุมพลเสื้อแดงรวมเหล่าอุดมการณ์แนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ คราที่มีม็อบอันธพาลมาเผชิญคือม็อบทำเนียบจำลอง-สนธิ-ประชาธิปัตย์   เราคิดว่าชุมนุมพลเสื้อแดง และ แนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติทุกแนวร่วม  ควรดำรงสัญลักษณ์ที่สะท้อนระบอบประชาธิปไตยและการตั้งใจตรงต่อการพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยโดยสุจริต  การชุมนุมในวันพรุ่งนี้ 23 พ.ย. 2551ของพลเสื้อแดง และ นปช. จึงต้องมีจุดมุ่งหมายเพื่อความสงบ และสมกับการชุมนุมในวัดที่สงบ ตามที่มีกำหนดไว้แต่เดิมแล้ว

 

ฉะนั้น แม้ว่าจะมีการประกาศสงครามของม็อบกบฏที่ยึดทำเนียบรัฐบาล หรือ ม็อบจำลอง สนธิ ประชาธิปัตย์ เจ้าเก่าที่ดื้อด้านไร้เหตุผล  ว่าจะชุมนุมพลครั้งใหญ่ และเคลื่อนกำลังพล ไปล้อมรัฐสภา  และอาจจะยึดรัฐสภาอีกแห่งหนึ่ง เพื่อกดดันให้รัฐบาลลาออก หรือเพื่อวัตถุประสงค์ลับ ๆ ที่ซ่อนเร้น ไม่เปิดเผย   โดยประกาศว่า “....การระดมมวลชนครั้งนี้จะเป็นครั้งใหญ่ที่สุดและเป็นครั้งสุดท้ายของสุดท้าย..”  ตามที่นายจำลอง ศรีเมือง(เราขอถอดยศ พลตรีจำลองออกมาเป็นนายจำลองตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป) ประกาศว่า  “....จะเป็นการเคลื่อนประชาชนไปขับไล่รัฐบาลในวันที่ 23 พ.ย.เรียกว่าเป็นวันเผด็จศึก  จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้รัฐบาลหยุดการใช้อำนาจและยุติการบริหารประเทศให้ได้แบบม้วนเดียวจบ...”    ก็ตาม  เราก็เห็นว่า พลเสื้อแดง หรือความหมายของเลือดไทยทั้งสิ้น ควรจะชุมนุมอยู่อย่างสงบ ทำกิจกรรมของเราไปภายในวัดสวนแก้วนั้น ปล่อยให้พวกลัทธิไสย-สันติอโศกเคลิ้มไปตามวิปริตของอวิชชา-โมหะ-อหังการของตน ฝ่ายเดียวก็พอแล้ว

 

ควรเน้นวินัยของพลเสื้อแดงทั่วประเทศว่า  ถึงจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น รุนแรงหรือไม่รุนแรงขนาดไหนก็ตาม  ก็จะไม่ไปเกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด  แม้ว่าจักเป็นผลให้รัฐบาลต้องตัดสินใจยุบตัวเองไปก็ตาม    เพราะเรื่องนี้ควรเป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะต้องหัดช่วยเหลือตนเองบ้าง หากแก้ปัญหาไม่ได้ก็คงจะลาออกไปเอง ก็ตั้งรัฐบาลใหม่ แล้วปรับปรุงระบบความมั่นคงของชาติเสียใหม่ เหตุการณ์ก็จะสงบลง

 

เราจะเคลื่อนไหวก็ต่อเมื่อมีเหตุการณ์ที่กระทบประชาธิปไตย อย่างรุนแรงจนมีเค้าส่อว่าจะมีการล้มระบอบ   ตอนนั้นแหละเป็นคราวที่พลเสื้อแดงต้องแดงอย่างเข้มข้น

 

จริงหรือไม่ ?

 

 

  • นสพ.ดี(อินเทอเนท)
    22 พ.ย.2551

 

 

 

 

 

 

 

 22. บันทึกประเทศไทย

พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

 

พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มีทั้งสิ้น 6 วัน ระหว่างวันที่ 14-19 พฤศจิกายน พุทธศักราช  2551 ดังนี้     

     -วันศุกร์ที่ 14 พ.ย.2551  บำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท               

     -วันเสาร์ที่ 15 พ.ย.2551 พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง

     -วันอาทิตย์ที่ 16 พ.ย.2551 พระราชพิธีเก็บพระอัฐิ ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง

     -วันจันทร์ที่ 17 พ.ย.2551     บำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระอัฐิฯ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

     -วันอังคารที่ 18 พ.ย.2551 เชิญพระอัฐิประดิษฐานบนพระที่นั่งมูลสถานบรมอาสน์ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

     -วันพุธที่ 19 พ.ย.2551   ทรงบรรจุพระสรีรางคาร ณ อนุสรณ์สถานรังษีวัฒนา สุสานหลวงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม 
              

มีเหตุการณ์พิเศษที่ต้องบันทึกเอาไว้ก็คือ ในการเสด็จพระราชดำเนินไปโดยปกติของพระมหากษัติย์ไทยในอดีตสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้  จะทรงเสด็จโดยถนนที่หรูหราสมพระเกียรติยศ และมีถนนสำหรับกษัตริย์ทรงเสด็จไปโดยเฉพาะวิสัยกษัตริย์ทุกพระองค์ ๆ  นั่นคือ ถนนราชดำเนิน   

 

ถนนราชดำเนิน หรือ Ratchadamnern Avenue  ซึ่งโดยภาษาอังกฤษหมายถึงถนนสายกว้างใหญ่ ร่มรื่น มีความสำคัญสำหรับบุคคลระดับสูงของชาติ   แต่ภาษาไทยถนนราชดำเนินบอกความหมายตรงตามภาษา ให้ความหมายโดยชัดเจนชัดแจ้งว่าเป็นเส้นทางพระราชดำเนินของกษัตริย์ ซึ่งหมายถึงทรงมีพระราชอำนาจและความสง่างามที่จะทรงเสด็จไปพร้อมพระเกียรติยศอันสูงสุดที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้

 

แต่ในระหว่างเวลา 6 วันที่เสด็จไปประกอบพระราชพิธีเกี่ยวกับพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ ฯ  นั้น กษัตริย์ไทยพร้อมขบวนพระราชอิสริยยศ ซึ่งประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพารทั้งสิ้น รวมทั้งคณะรัฐมนตรี และบุคคลสำคัญในสามสถาบันสูงสุดของชาติ ต้องหลีกชนกลุ่มหนึ่ง ที่ยึดครองบริเวณถนนราชดำเนินไว้  ทรงอ้อมไปทางถนนลูกหลวง ซึ่งเป็นถนนชั้นรอง เพื่อเสด็จไปประกอบพระราชพิธีสำคัญของพระราชวงศ์ คือ พิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่ทรงเป็นที่รักของประชาชนไทยอย่างหาที่สุดมิได้อีกพระองค์หนึ่ง  ตลอดเวลา 6 วันที่ทรงเสด็จไปประกอบพระราชพิธีในแต่ละวันแต่ละพิธี นั้น 

 

เป็นเหตุให้คนไทยทั้งประเทศตกตะลึงพรึงเพริศ คนไทยทั้งประเทศต่างก็ถามกันว่า ชนกลุ่มใดที่บังอาจขวางเส้นทางพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์  ชนกลุ่มใดที่บังอาจปิดกั้นถนนราชดำเนิน มิยอมให้องค์พระมหากษัตริยเสด็จไปประกอบพระราชพิธีอันสำคัญยิ่งส่วนพระองค์คราวนั้น ซึ่งเป็นการกระทำที่ยะโสโอหัง ที่ละเมิดเบื้องพระยุคลบาท ต่อพระพักร์เช่นนี้

ที่บัดนี้มีคำถามว่า ประชาชนไทยทุกหมู่เหล่า ที่ล้วนจงรักภักดี ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ จะสามารถให้อภัยพวกเขาได้ละหรือ ? ซึ่งคำตอบก็คือ ไม่อาจจะให้อภัยได้เลย

และด้วยบันทึกนี้ เราขอให้ประชาชนไทย หรือที่ได้ชื่อว่าคนไทยทุกหมู่เหล่า ทุกชนชั้น คนไทยทุกคน ทุกเพศทุกวัย อย่าได้ลืมเสียเป็นอันขาด เพราะมันเหมือนเสี้ยนหนามอันแหลมคมที่ระคายระเคืองในจิตใจของเราทั้งหลายอยู่ตลอดเวลา  จะไม่ถอนออกมาทำลายได้อย่างไร?.

 

  • หนังสือพิมพ์ดี(อินเทอเนท)
    20 พ.ย.2551

 

 

 

 

 

 23.  สมเกียรติ์ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์
1ใน5 แกนนำม็อบยึดทำเนียบรัฐบาล

ดูหมิ่นพระบรมศาสดาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของชาวพุทธว่าเป็นศาสดามหาโจร

นายสมเกียรติ์ พงษ์ไพบูลย์  ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์  1ใน5แกนนำม็อบยึดทำเนียบรัฐบาล  ได้กระทำการทุจริตครั้งยิ่งใหญ่ทางวาจา โดยกระทำการลบหลู่ หมิ่นแคลนพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของชาวพุทธทั้งหลาย ในการปราศรัยบนเวทีในทำเนียบรัฐบาล แล้ว เอเอสทีวี ถ่ายทอดออกไปทั่วโลก  ในวันที่ 23 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2551 เวลา 21.45 น.

 

เขากล่าวครั้งนี้เนื่องในโอกาสที่ฝ่ายม็อบทำเนียบรัฐบาล จำลอง-สนธิ-ประชาธิปัตย์ กำลังระดมพลครั้งใหญ่ เพื่อทำการล้มล้างรัฐบาล ว่าฝ่ายเขาจะต้องชนะ   ถ้าม็อบประสบความพ่ายแพ้ในการสงครามในพรุ่งนี้ ที่นัดหมายทำสงครามครั้งสุดท้ายแบบม้วนเดียวจบ ใน 24 พ.ย.2551  แล้ว ต้องเลิกนับถือศาสนาพุทธ  เพราะศาสนาพุทธสอนว่า ธรรมะย่อมชนะอธรรม เมื่อพวกเขาเป็นฝ่ายธรรมจึงต้องชนะ หากไม่ชนะ ก็หมายความว่าคำสอนข้อนี้เชื่อถือไม่ได้ ไร้สัจธรรม เราจึงต้องเลิกนับถือศาสนาพุทธ

 

นายสมเกียรติ์ กล่าวต่อไปอีกว่า จะต้องเปลี่ยนศาสนาด้วย  จากศาสนาพุทธเป็นศาสนาชินโจร  ”...เป็นศาสนา พระชินมุนีศรีมหาโจร  เป็นศาสนาชินโจร มี พระชินมุนีศรีมหาโจรเป็นศาสดา ..”

เขาเน้นว่า  เป็นศาสนาชินโจร  มีพระชินมุนีศรีมหาโจรเป็นศาสดา

 

และมีหมู่ม็อบจำนวนมากปรบมือทั้งมือเปล่าและมือถือชอบอกชอบใจในคำพูดของเขา

 

การที่นายสมเกียรติ์ ได้กล่าวถ้อยคำเหล่านี้ ออกอากาศไปทั่วโลก เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง  เพราะคำว่า “พระชินมุนี” นั้นเป็นชื่อหนึ่งขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  หมายถึงพระมุนีผู้ทรงชนะกิเลส  ทรงเป็นพระอรหันต์ 

 

โดยคำว่า ชิน  หรือ  ชิโน  ในรากศัพท์ทั้งบาลี และสันสกฤต หมายถึง ผู้ชนะ และหมายถึง พระพุทธเจ้า โดยตรง  มีความหมายทางภาษาอังกฤษดังนี้  E. Jino – Jina = victorious ;  a Buddha (โปรดดู  ปทานุกรม บาลี ไทย อังกฤษ สันสกฤต หน้า 314)

 

คำว่า มุนิ มุนี มุนินโท  มีความหมายถึง นักปราชญ์  ผู้รู้  ผู้นิ่ง   จอมนักปราชญ์  พระพุทธเจ้า  E.= a sage,  an inspired man ,  a holy ascetic,  a saint,  a wise man,   chief of sages,   an epithet of the Buddha. (โปรดดู เล่มที่อ้าง หน้า 622)

 

และความหมายของพระมุนีผู้ทรงชัยชนะ  ก็คือทรงชนะกิเลส  ตามที่ชาวพุทธทั่วโลกเข้าใจ ว่านั่นคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  และทั้งพระสาวกทั้งหลาย  จึงมีคำสรรเสริญของชาวพุทธทั้งหลาย ว่า

 

 

      อะระหัง ,                                          เป็นผู้ไกลจากกิเลส

สัมมาสัมพุทโธ ,                                 เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

วิชชาจะระณะสัมปันโน ,                       เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ

สุคะโต ,                                           เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี

โลกะวิทู ,                                         เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง

อนุตตะโร  ปุริสะทัมมะสาระถิ ,              เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้

                                                      อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า

สัตถา  เทวะมะนุสสานัง ,  
                 
 

เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
พุทโธ
,                                            เป็นผู้รู้  ผู้ตื่น  ผู้เบิกบานด้วยธรรม

ภะคะวา ,                                          เป็นผู้มีความจำเริญจำแนกธรรมสั่ง

                                                                                                                        สั่งสอนสัตว์ (จาก ธชคฺคปริตตํ ธชคฺคสุตฺตํ)

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยนาม พระชินมุนี  หรือ  พระชินสีห์  จึงเป็นบุคคลผู้ที่สูงสุดของชาวพุทธ และชาวไทย ซึ่งเพียงเอ่ยพระนามเท่านั้นเอง หรือเพียงเห็นพระพุทธรูป พระพุทธฉายา เท่านั้น คนทั้งแผ่นดินก็ก้มกราบ น้อมเศียรลงคารวะ ( และเมื่อมีภูตผีมารังควาญ หรือมาหลอกหลอน  เพียงเอ่ยคำว่า พุทโธ  หรือบริกรรมพระคาถา  ชินบัญชร  เท่านั้น ผีก็จะไปหมด เป็นที่รู้ดีของชาวพุทธ )   เมื่อนายสมเกียรตินำมากล่าวนามอย่างไม่สมควรที่คนบนแผ่นดินไทยคนหนึ่งจะพึงกล่าว เช่นนี้  จึงถือว่า  ได้กระทำบาป - มหาบาป  โทษ -  มหันตโทษ  และย่อมสมควรแก่นรกชั้นลึกที่สุด คือชั้นอเวจีมหานรก  ใต้มหาเถรเทวทัต ผู้ทำผิดต่อพระพุทธองค์ด้วยห้อพระโลหิตที่พระนิ้วเท้าของพระองค์   ส่วนนายสมเกียรติ์ ได้กระทำละเมิดทางวาจา  เพราะเขาได้กล่าวว่า
  ระชินมุนีศรีมหาโจร    ศาสนาชินโจร        ”..เป็นศาสนา พระชินมุนีศรีมหาโจร  เป็นศาสนาชินโจร มี พระชินมุนีศรีมหาโจรเป็นศาสดา “

 

ซึ่งคำว่า  โจร  ย่อมหมายถึงผู้ร้ายที่ลักขโมยหรือปล้นสะดมทรัพย์สินผู้อื่น  เมื่อมีคำว่า มหาโจร ก็ย่อมหมายถึงโจรที่มิใช่ธรรมดา แต่เป็น ขนาดใหญ่  ยิ่งใหญ่  ที่ย่อมประกอบโจรกรรมขนาดยิ่งใหญ่  มีความชั่วร้าย เหี้ยมโหด อย่างยิ่งใหญ่  ฯลฯ 

 

และนายสมเกียรติ์ ได้กล่าวว่า  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นศาสดามหาโจร ผู้ยิ่งใหญ่ (คำว่า พระชินมุนีศรีมหาโจรเป็นศาสดา)

 

 

จึงเป็นการลบหลู่ ดูหมิ่น อย่างไม่สมควรอย่างยิ่ง  ความหมายของถ้อยคำของเขาบ่งบอกไปถึงตัวของเขาเองว่าเขาเป็นยิ่งกว่าอนารยชน ผู้ป่าเถื่อน ไร้ภูมิปัญญาทางศาสนาโดยสิ้นเชิง   ซึ่งถ้าเขามีภูมิปัญญาพอที่จะรู้ผิดรู้ถูกแล้ว บัดนี้เขาควรจะได้รีบเร่งขอขมา  เพราะพระรัตนตรัย นี้จะละเมิดไม่ได้  แม้แต่เพียงความคิด  ซึ่งคนที่เป้นชาวพุทธย่อมรู้ดีอยู่แล้ว  ว่าแม้เพียงคิดมิดีต่อพระรัตนตรัย ก็ถือว่ามีความผิด  และชาวพุทธจะมีปกติขอขมาโทษที่ได้ละเมิดโดยกระทำกรรมน่าติเตียน ฐานละเมิดพระรัตนตรัย ต่อพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์

 

ดังที่ญาติโยมพุทธบริษัทชาววัด ชาวพุทธผู้ถือศีล รักษาอุโบสถ พากันกล่าวไว้ก่อนเสมอไป เพื่อลุแก่โทษที่อาจทำบาป ตั้งแต่ยังไม่กระทำบาปด้วยซ้ำ  โดยกล่าวในปุรพกิจทุกกิจกรรมก่อนเสมอว่า 

 

            กาเยนะ  วาจายะ  วะ  เจตะสา  วา ,

            ด้วยกายก็ดี  ด้วยวาจาก็ดี  ด้วยใจก็ดี

            พุทเธ (ธัมเม-สังเฆ) กุกัมมัง  ปะกะตัง  มะยา  ยัง ,

            กรรมน่าติเตียนอันใด  ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว  ในพระพุทธเจ้า(พระธรรม-พระสงฆ์)

            พุทโธ (ธัมโม-สังโฆ)   ปะฏิคัณหะตุ  อัจจะยันตัง ,

            ขอพระพุทธเจ้า (พระธรรม-พระสงฆ์) จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น

            กาลันตะเร  สังวะริตุง  วะ   พุทเธ (ธัมเม-สังเฆ),

            เพื่อการสำรวมระวัง  ในพระพุทธเจ้า  (พระธรรม-พระสงฆ์)ในกาลต่อไป

 

และกล่าวขอขมาในปัจฉิมกิจภาคจบ อำลาพระรัตนตรัยว่า

 

 

          อุกาสะ วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต มะยากะตัง ปุญญัง
          สามินา  อะนุโมทิตัพพัง สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง ทาตัพพัง สาธุ  สาธุ  อะนุโมทามิ 

 

 

ซึ่งแสดงถึงความระมัดระวังของชาวพุทธ ที่เกี่ยวกับการละเมิดต่อองค์พระรัตนตรัย ทางกาย  วาจา  และใจ    และแม้มีการละมิดทางความคิดจิตใจ ชาวพุทธก็ถือว่าเป็นบาปมากแล้ว  และทางวาจา ใจหรือความคิด  ก็เช่นเดียวกัน 

 

แต่นายสมเกียรติ์ ได้กล่าววาจาว่า  พระชินมุนีศรีมหาโจร  นี้ ถือว่าเป็นการกระทำบาปทางวาจาอย่างยิ่งใหญ่ เนื่องด้วยเป็นการกล่าวนามที่มีความหมายอันไม่ตรงต่อข้อเท็จจริงเชิงข้อมูล  และเชิงสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  นายสมเกียรติ์ ในฐานะที่เป็น ส.ส. และมีอดีตพื้นฐานการศึกษาในสถาบันชั้นสูง และ มีตำแหน่งงานในสถาบันชั้นสูงมาก่อน โดยได้ตำแหน่งของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์มา น่าที่จะเข้าใจเรื่องราวของศาสนาพุทธ  รู้สิ่งที่เป็นความเชื่อ ข้อที่ควรละเว้นกระทำ ข้อควรพูด ไม่พูดอย่างไร และรู้เรื่องการละเมิดแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศาสดาผู้ทรงเป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย อย่างไร  ทำให้พิจารณาได้ว่านี่เป็นการมีเจตนาดูหมิ่นแคลนองค์พระบรมศาสดาที่เป้นที่เคารพสักการะสูงสุดของประชาชนไทยทั้งประเทศ และศาสดาของชาวพุทธทั่วโลก ที่เอ่ยถ้อยคำมีความหมายต่ำทราม โดยให้ความหมายว่า พระพุทธเจ้าเป็นมหาโจร  ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของมหาโจร  และย่อมเป็นการทำร้ายจิตใจบรรดาชนผู้เลื่อมใส คือชาวพุทธทั่วโลก

 

 

เราจึงขอเสนอข้อมูลเบื้องต้นนี้มายังชาวพุทธทั้งหลาย และขอร้องว่า ท่านทั้งหลายอย่าเพิ่งเชื่อเรา  แต่ขอให้ ได้ทบทวน  พิเคราะห์ดูด้วยสติปัญญาของชาวพุทธ ด้วยเหตุและผลอย่างชาวพุทธ  เพื่อให้รู้ความจริง    และขอให้วัด อารามทุกแห่งในประเทศไทย ภายใต้พระพุทธศาสนาทุกลัทธิ นิกาย ได้ทบทวนเรื่องนี้  ที่มีวาทะว่า  เขาจะเปลี่ยนศาสนาไป  "..เป็นศาสนา พระชินมุนีศรีมหาโจร  เป็นศาสนาชินโจร มี พระชินมุนีศรีมหาโจรเป็นศาสดา.." ซึ่งได้โฆษณาออกไปบนเวทีม็อบ ที่เรียกตัวเองว่า  พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  ที่เข้ายึดทำเนียบรัฐบาลอยู่ขณะนี้ เมื่อวันที่ 23 พ.ย.2551 เวลาประมาณ 21.45 น.หากพิจารณาเห็นสมควรตามเหตุผลที่เสนอมานี้แล้ว  ควรจะได้ป่าวประกาศออกไปว่านายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ผู้นี้ เป็นคนผู้ทรยศต่อพระพุทธศาสนา ควรที่ชาวพุทธทั้วโลกจะคว่ำบาตรเขาเสีย

 

และนี่เป็นความผิดทางกฎหมาย จึงเสนอให้สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการต่อไปอีกสถานหนึ่ง

 

และชาวพุทธ  ผู้ที่ได้ชื่อว่าชาวพุทธ ขอให้ไตร่ตรองดู  ว่าการละเมิดของนายสมเกียรติ์ครั้งนี้ สมควรแก่โทษสถานใด ?

 

 

 

 

  • อรบุศป์ ละอองธรรม 
    25 พ.ย. 2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 24.  ทางออกของประเทศไทยวันนี้
         ระวัง เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย


 

ประเด็นปัญหาของประเทศไทยในวันนี้ก็คือ ประชาชนไทยผู้เป็นเจ้าของประเทศ เจ้าของประชาธิปไตยไทย  ยังมองกลุ่มคนที่เข้ายึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิด้วยสายตาพร่ามัวอยู่  เราจะมีวิธีการมองอย่างไร ถ้าไม่มองจากพฤติกรรมของบุคคล คือสิ่งที่เขาแสดงออกทั้งทางกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม  เมื่อลำดับพฤติกรรมของม็อบฯกลุ่มนี้แล้ว  ก็จะมีสายตาสว่างขึ้น  ดังนี้  

 

1.    ถามตัวเองว่าพวกเขาเป็นใคร  พวกเขาเป็นใคร มาจากไหน พวกเขาเป็นตัวแทนของสถาบันใด  มีสิทธิ์ที่จะทำอะไรนอกเหนือบทบัญญัติของกฎหมายได้หรือ?   ก็จะพบว่า ตัวแกนนำทั้ง6 คนนั้น แท้จริงเป็นกลุ่มคนเลื่อนลอยไร้หลักฐาน และเป็นผู้ต้องหาหลายคดี จนนับไม่ถ้วน
 

(1)   นายสนธิ ลิ้มทองกุล  เป็นบุคคลล้มละลาย ทั้งโดยนิตินัย และโดยพฤตินัย  และประกอบกรรมที่เอาตัวเองไม่รอดเรื่องแล้วเรื่องเล่า   เขาหนีคดีอยู่ถึงกว่า 60 คดี ครั้นมาโฆษณาขึ้นว่า  จะนำกอบกู้ประเทศไทย  ท่านคิดว่าจะเชื่อถือได้อย่างไร?

(2)   จำลอง ศรีเมือง  เป็นลูกศิษย์สำนักสันติอโศก  เป็นคณะบุคคลที่แอบอ้างพระพุทธศาสนา และอยู่นอกพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา และอยู่นอกคณะสงฆ์ไทย ได้ทำการหลอกลวงประชาชนมาแรมปี  โดยอ้างการปฏิบัติธรรมที่แสนอุกฤตว่าก็เพื่อบรรลุมรรคผล  แต่เมื่อมานำการต่อสู้เพื่อความเป็นใหญ่ทางการเมืองเช่นนี้  แม้ชาวสันติอโศกเองก็ควรจะเข้าใจว่า  นั่นเป็นการหลอกลวง หลอกประชาชนมาอย่างยาวนานเพื่อทำการมักใหญ่ใฝ่สูงทางการเมือง เช่นนี้  จะนับว่าเป็นคนดีได้อย่างไร? 

(3)    คนอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน  ล้วนเป็นผู้ที่หาประวัติดี และประวัติความสำเร็จในชีวิตไม่ได้  เช่นนายสุริยะใส กะตะศิลา เป็นคนที่หาหลักฐานไม่ได้เลย ไม่ว่าด้านใด  แต่ก็สามาถมาพูดหลอกลวงประชาชนได้เนิ่นนานมาจนถึงบัดนี้ จึงค่อยจับความเท็จของเขาได้  จนไม่มีลิ้นที่จะโกหกพกลม ปลิ้นปล้อนได้ต่อไปอีกแล้ว

 

2.    พวกเขาทำกรรมอะไรไว้   ซึ่งคำตอบข้อนี้ค่อนข้างชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่เห็นได้ด้วยตาอยู่แล้ว ทำกรรมชั่วผิดทั้งไตรทวารคือ กาย วจี  ใจ  ที่ใหญ่ ๆ ก็คือ

(1)   การโฆษณาชวนเชื่อ หลอกลวงประชาชน หวังปลุกระดมใช้แรงงานประชาชนผู้หลงเชื่อ  ทำการล้างสมองประชาชน  และชักจูงไปในทางร้าย
    

(2)   ยึดทำเนียบรัฐบาล และครอบครองมาตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2551 ถึงไม่ได้มองด้วยกฎหมายแต่มองด้วยสามัญสำนึกของคน ๆ หนึ่ง ก็ย่อมจะมีคำถามว่า นี่เป็นการชอบธรรมอย่างไร?

(3)   ยกขบวนม็อบปิดล้อมรัฐสภา เพื่อกีดกันมิให้รัฐบาลแถลงนโยบาย เมื่อ 7 พ.ย.2551 จนกระทั่งรัฐมนตรีและสมาชิกสภาต้องปีนบันไดหลังสภาหนีไป   นี่เป็นความชอบธรรมอย่างไร

(4)    ยกขบวนม็อบปิดล้อมรัฐสภาครั้งที่ 2 จนไม่สามารถเปิดประชุมรัฐสภาได้ เมื่อ 24 พ.ย.2551 และเป็นเหตุให้เรื่องที่อยู่ในการพิจารณาของรัฐสภา ที่เร่งด่วนค้างมาจนถึงบัดนี้ นั่นคือเรื่องที่ไทยต้องเป็นประธานและเจ้าภาพการประชุมเอเซียน ในเดือนธันวาคม 2551 นี้   นี่เป็นความชอบธรรมอย่างไร

(5)   ความละเมิดต่อกษัตริย์  ที่บังอาจปิดกั้นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อประกอบพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา  ระหว่าง 14-19 พ.ย.2551 จนต้องทรงหลีกไปเสด็จทางถนนลูกหลวงแทนถนนราชดำเนิน

(6)     นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ หนึ่งในแกนนำทั้ง 5 และส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกวาทะทางเอเอสทีวี ลบหลู่พระบรมศาสดา องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าเป้นศาสดามหาโจร  เป็นพระชินมุนีศรีมหาโจร
เมื่อวันที่ 23 พ.ย.2551 เวลา 21.45 น. เพื่อปลุกใจพวกของเขาก่อน เคลื่อนขบวนไปปิดล้อมรัฐสภา  เขาเป้นคนอย่างไร?

ประชาชนไทยคนใด ยังสงสัยอยู่ว่านี่มิใช่การก่อการร้าย ?
ซึ่งเมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว จินตนาการเราก็จะสว่างโพลงขึ้นมา  ว่า ผู้ก่อการร้าย ก็ย่อมคิดอย่างผู้ก่อการร้าย  พูดอย่างผู้ก่อการร้าย  และทำอย่างผู้ก่อการร้าย  การปราบปราม ก็ต้องทำเหมือนปราบปรามผู้ก่อการร้าย จึงจะประสบความสำเร็จ 

3.    รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มีความผิดตามที่พวกเขากล่าวหา   อย่างไร ?    ประชาชนเห็นว่าการกล่าวหาและการตัดสินด้วยตนเองว่าเขาเป็นไปตามข้อกล่าวหาของตนนั้น เป็นการชอบธรรมหรือ? 

 

ขอให้พิจารณาอย่างคนในระบอบประชาธิปไตยว่า โดยระบอบการเมืองที่เป็นธรรมแล้ว  วิธีการยุติธรรมเช่นนี้จะไม่มีสถาบันใดนำมาใช้แล้ว  และเป็นข้อต้องห้าม จึงไม่มีระบอบใดนำมาใช้อย่างเด็ดขาด  เคยเป็นหลักการมาในอดีตเท่านั้นโดยระบอบเผด็จการป่าเถื่อนและโง่เขลาในอดีต ซึ่งบัดนี้ นักรัฐศาสตร์เห็นว่า ไม่เป็นธรรมทางกระบวนการยุติธรรม  เลย ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยพากันมองว่าเป้นวิธีการยุติธรรมที่ล้าหลังและไม่ชอบธรรมอย่างแน่นอน  และนี่สะท้อนไปถึงแนวคิดการเมืองใหม่ของฝ่ายนั้น ว่าแท้จริงหมายถึงอะไร? น่าที่จะดีกว่าประชาธิปไตยหรือ?  

 

4.     การยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย.2551 เป็นการกระทำอย่างโจร  มีความชอบธรรมอย่างไร  ประชาชนเห็นว่าการที่เกิดความเสียหายไปแล้วถึง วันละ  10,000 ล้านบาท นั้นพวกเขากล่าวว่า ยังน้อยไปกว่าความเสียหายที่รัฐบาลสมัคร-สมชาย เป็นรัฐบาลอยู่ เพราะรัฐบาลสมัคร-สมชาย เป็นรัฐบาลโจร  ซึ่งประชาชนแกนนำแห่งประชาธิปไตยที่แท้จริง ย่อมเข้าใจดีว่านี่เป้นข้อกล่าวหา และคำพิพากษาแบบเผด็จการ อนารยชนป่าเถื่อน  เพราะระบบการยุติธรรมที่มีการกล่าวหาเอง แล้วทำการตัดสินเอง เช่นนี้ ไม่มีในโลกยุคปัจจุบัน  ไม่มีในประเทศใดในโลกอีกแล้ว  เพราะประเทศที่เจริญจะต้อต้าน และขจัดให้สิ้นไปจากกระบวนการยุติธรรม

 

 

 

5.     และเมื่อ 26 พ.ย.2551 เวลา 22.45 น. ศาลแพ่งได้ตัดสิน และสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้ ม็อบกลุ่มนี้ ออกจากสนามบินสุวรรณภูมิโดยทันที   ซึ่งคำสั่งนี้ เป็นคำสั่งที่คล้ายคำสั่งให้ความคุ้มครองแด่ทำเนียบรัฐบาลคราวก่อน  แต่พวกม็อบเหล่านี้หาเคารพในคำสั่งศาลไม่ 

 

ฉะนี้แล้ว จะยังมีผู้ร้ายใด ที่อาจกระทำการร้ายแรงได้เท่าพวกเขา   และการยกพวกบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิ เป้นเหตุให้ต้องปิดสนามบิน อันเป้นท่าอากาศยานนานาชาติที่ทันสมัยที่สุดในเอเชียแห่งนี้ ลง   แต่ในทันทีทางตำรวจฟ้องศาลแพ่ง และศาลแพ่งได้พิพากษาทันทีในวันที่ 26 พ.ย.2551 เวลา 22.20 น.ว่า พวกม็อบ ที่เรียกตนเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องออกจากสนามบินสุวรรณภูมิในทันที  [ข่าวต่างประเทศเช่น CNA  ใช้คำว่า  immediately]

 

อันเป็นการก่อความเสียหายให้ครบถ้วนทุกสถาบันคือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 

 

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาชน จึงควรจะได้เห็นความจริง  และด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าวมาแล้วนี้  จึงน่าที่ประชาชนจะสามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ว่า คนกลุ่มนี้เป็นอย่างไร   และพวกเขาจะเป็นอะไรได้นอกจากผู้ก่อการร้ายอย่างเต็มตัว นั่นเอง  และขณะนี้ เขาได้ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติชั้นหนึ่งในเอเชีย ที่คนไทยภาคภูมิใจ  และประชาชนผู้ถูกปลุกปั่นฝังหัวด้วยข้อมูลที่ผิด ๆ มาตลอดที่มีการชุมนุมมาแต่เดือนมกราคม ต้นปี 2551 แล้ว  ล้วนเป็นเพียงโล่กำบัง พร้อมที่จะฟังคำสั่ง   ของเขาโดยไม่รู้ผิดรู้ถูก  เสมือนงูใหญ่มีหัวเล็ก ปากกว้าง ไร้ปัญญา   แต่เมื่อตัดหัวงูเสียแล้ว  ร่างยาว ใหญ่โตมโหฬารก็สิ้นฤทธิ์ลงโดยสิ้นเชิง

 

ขอให้จัดการแกนนำเก่าทั้ง 5 และแกนนำรุ่นใหม่ 3-4 คนเสียเท่านั้น  ก็จะเหมือนงู ที่ถูกตัดหัวนั้นแล    เพราะประชาชนที่มาแวดล้อมนั้น ล้วนถูกปลุกปั้นปั่นปลุกเติมข่าวสารด้านเดียวให้จึงไร้ความรู้สึก  สุดแต่ฝ่ายไหนจะมานำไปที่ใด

 

และประชาชนให้อยู่ในความสงบในด้านการใช้กำลังจะดีกว่า หากมีความสามารถก็ควรช่วยในด้านนอก และเป็นหูเป็นตาแก่เจ้าหน้าที่  การอยู่ในความสงบจะเป้นการช่วยเหลือประเทศชาติได้อย่างดียิ่ง   แต่อย่าลืมว่าเป็นสงครามข่าวสาร ควรพูดในเรื่องที่เป็นความจริงออกไปมาก ๆ และช่วยกันแก้ข่าวที่ผิด ๆ เสีย อย่าหุบปาก 

และสำหรับฝ่ายความมั่นคง ท่านต้องรำลึกสุภาษิตว่า  เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย ให้จงดี  (ท่านเข้าใจสุภาษิต ป.4 นี้ไหม?)

 

  • รื่น ฤดีรมย์
    27 พ.ย.2551

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

  25.  มุมที่นักวิชาการ-นักวิเคราะห์ควรมองด้วย 


ควรมองว่า ม็อบนี้เป็นม็อบที่มีพื้นฐานความเชื่ออย่างไรด้วยเพราะพฤติกรรมหลัก ๆ พื้นฐานที่แสดงออกล้วนบ่งไปถึงความเชื่อพื้นฐานของม็อบ  นักวิชาการไม่ควรจะมองเลยพิธีกรรมประหลาด ๆ ที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล พาพวกม็อบทำ  เหมือน ๆ เจ้าลัทธิ ๆ หนึ่ง ที่กระเดียดไปทางไสยศาสตร์  มีการจุดธูปบูชาพระภูมิเจ้าที่ เทวดา  ว่าคาถาต่าง ๆ ก่อนการเคลื่อนกำลังทุกครั้ง  รวมทั้งครั้งหลังสุดไปเสาะหากางเกงในสตรีเปื้อนระดู ไปทำพิธีรอบ ๆ พระบรมรูปทรงม้า อ้างว่ามีนักไสยศาสตร์ปล่อยของมาเข้าตน จึงต้องทำพิธีแก้  ทำให้คนทั้งหลายสงสัยว่าเขามีสติสัมปชัญญะดีอยู่หรือเปล่า ? 

ส่วนจำลอง ศรีเมือง ก็เป็นศิษย์ของโพธิรักษ์  และนักวิชาการในมหาวิทยาลัยคงจะไม่กระดิกเมื่อเขาพูดกันล้วนเรื่องสูง ๆ  เช่น มรรคผล นิพพาน พระอริยบุคคล  โสดาบัน  สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์  และโพธิสัตว์ เป็นต้น รวมทั้งคำว่า  อารยะขัดขืนในความหมายของโพธิรักษ์เอง ว่าเขาหมายความว่าอย่างไร   ในระดับสามัญ ๆ ก็พอเห็นได้ว่าเคร่งครัดในศีลและธรรมเกินคนธรรมดา  คนกลุ่มนี้เชื่อว่าตนเองวิเศษ เพราะได้กระทำความดี นับแต่บาปแม้เล็กน้อยก็ไม่ทำ  การทำอันตรายแด่ชีวิตไม่ทำ มีเมตตาอันสูงสุด โดยเมตตาถึงสัตว์ทั้งหลาย   จนกระทั่งการกินเนื้อสัตว์ก็ไม่ทำ เพราะย่อมเป็นการคร่าชีวิต เป็นบาป  ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงทิฏฐิที่มิใช่ธรรมดาตามไปด้วย

แต่ขณะนี้พวกลัทธินี้ได้ก่อโทษทุกข์มหันต์แด่ประชาชนไทยและชาวต่างประเทศ อย่างไร้จิตเมตตา  นับแต่ก่อกวนรัฐบาลของประชาชนไม่ให้ทำงาน  ยึดทำเนียบรัฐบาล  ยึดรัฐสภา และบัดนี้เข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิ  ทำโทษทุกข์แก่ชาวไทย ชาวต่างประเทศ อย่างหน้าตาเฉย ไร้ความรู้สึก ละม้ายคล้ายพวกลัทธิ โอมชิรินเกียว ในญี่ปุ่น เมื่อ 4-5ปีมานี้ ที่อ้างสิทธิต่าง ๆ  ที่รัฐบาลเอาเรื่องเอาราวไม่ได้ จนกระทั่งไปก่อการวิปริตรมควันพิษในสถานีรถไฟใต้ดิน คนตายไปกว่า 200 คน  จึงสามารถจับกุมตัวเจ้าลัทธิไปลงโทษได้ 


ฉะนั้น นี่จึงเป็นอีกมุมหนึ่งที่นักวิชาการควรมองและหาข้อมูลไปวิเคราะห์ก่อน หากมิฉะนั้น  ก็จะเป็นว่ามองเรื่องราวไม่ครบถ้วน และหากยังไม่มอง ยังไม่ทำความเข้าใจประเด็นให้ครบถ้วนให้พ้นสงสัยดังกล่าวเสียก่อน  ก็ไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่น ว่าความคิดหรือข้อเสนอแนะของตนจะต้องถูกต้อง หรืออย่างแรงที่เห็นอยู่ในเวลานี้ก็คือ  ถึงขนาดดึงดันว่าความคิดของตนเท่านั้นถูกต้องและรัฐบาลจะต้องปฏิบัติตาม  ดังนี้ย่อมไม่ถูกหลักการประชาธิปไตย  เพราะเหตุว่า  การเสนอความคิดนั้นเป็นสิทธิ  แต่การเลือกนั้นเป็นสิทธิของรัฐบาลเพราะเขาเป็นผู้ปฏิบัติงาน และโดยกติกาของระบอบประชาธิปไตย เขาเป็นผู้รับผิดชอบต่อการกระทำหรือการตัดสินใจทุกอย่าง    


ส่วนนักวิชาการไทย-นักวิเคราะห์ไทย ไม่ได้รับผิดชอบอะไร พูดไปได้เรื่อย ๆ โดยไร้สำนึกของความรับผิดชอบ  และทั้งไม่เคยบันทึกข้อมูลใดใดไว้ เพื่อประโยชน์ทางการวิจัยเลย   ฉะนั้น ขอให้นักวิชาการ-นักวิเคราะห์ทุกฝ่าย  มีน้ำใจเป็นประชาธิปไตย  เสนอความคิดอย่างมีน้ำใจเป็นประชาธิปไตยคืออย่าไปยึดมั่นถือมั่นเช่นนั้น  หรือแท้ที่จริงถ้าเป็นชาวพุทธมีการศึกษาธรรมมาสักหน่อยก็จะเข้าใจว่า นี่แหละที่เรียกว่า เล่นการเมืองด้วยจิตว่างก็จะไม่สับสนวุ่นวายเพราะรู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย



·         สุไหงปาดี

28 พ.ย. 2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 26.   แด่ จำลอง ศรีเมือง

 พ่อท่านมีข้อคิดมาว่า  “ถาม :  รู้ว่าบาปแต่ยังทำบาปอยู่    ความรู้ความเข้าใจก็มีอยู่ แต่ทำไมยังทำบาปอยู่ ?   พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ตอบว่า   เพราะประสิทธิภาพในญาณในการกลัวบาปยังมีไม่มากพอ ศรัทธายังมีน้อย  คนที่มีญาณสูง จะเห็นว่าแม้ทุกข์นิด ๆ หน่อย ๆ ก็จะไม่ก่อเหตุแห่งทุกข์นั้น”

 

จำลอง ศรีเมือง ทำบาปในสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้คนไทย และคนทั่วโลกเป็นทุกข์อย่างยิ่งใหญ่ มหาศาล  ประเทศไทยก็เสียประโยชน์มากมาย   จำลอง ศรีเมือง ยังมองไม่เห็น ตาบอดสนิท   แล้วยังยังยิ้มแย้มแจ่มใสเบิกบานอยู่ได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  จึงเอาคำเตือนของพ่อท่านมาให้อ่าน  พ่อท่านตำหนิว่า เป็นอลัชชี พวกหน้าด้าน พวกทำชั่วแล้วทำแป้นแป้น ....เราทำผิดก็ต้องสังวรตัว  ถ่อมตัว  เพราะเราผิด

 

·         จาก  ดอกบัวน้อย
 อันดับที่ 128  ฉบับบ้ารักประเทศไทยไปกู้ชาติ หน้า12

 

 

 

พ่อท่านกล่าวอีกว่า   “......สมณะแปลว่าผู้สงบ  ......  เพราะงั้น บอกว่าสมณะมาทำไม ?  ก็มาช่วยให้เกิดความสงบ    ฟังตรงนี้ให้ชัด ๆ   อาตมาขอบอกอย่างเปิดเผยเลยว่า อาตมาเห็นด้วยกับฝ่ายพันธมิตร ฝ่ายประชาชน  ว่าอยู่ในฝ่ายถูกต้อง   เห็นด้วยกับฝ่ายประชาชนนี่อยู่ในฝ่ายถูกต้อง  อีกฝ่ายหนึ่งผิด  อาตมาเห็นอย่างนั้นจริง ๆ  เพราะฉะนั้นอาตมาเข้าข้างฝ่ายประชาชน  เมื่อเข้าข้างฝ่ายนี้แล้ว หน้าที่หลักของพระคือมาทำให้เกิดความสงบ  เราเคยได้มาทำให้เกิดความสงบ ก่อน 19 กันยา 49 แล้ว...”     จาก สารอโสก ฉบับกองทัพธรรม อันดับ108 เม.ย.-พ.ค.2551 หน้า 23

 

พ่อท่านฝากมาอีกว่า  “ ตื่นเถิด....พุทธเอย    สว่างเถิด......พุทธเอย ยอดนักรบแห่งกองทัพธรรมจะไปและไปเพื่อทำผู้มืดอยู่ให้สว่าง .... นั่นแลพุทธ!  เพื่อทำผู้หลับใหล  หลงใหล  เมามายอยู่ในฤทธิ์โลกียะให้ตื่น  ... นั่นแลพุทธ! “    เล่มเดียวกัน หน้า 1

 

จำลอง ศรีเมือง และชาวอโศกทั้งหลาย คงไม่นึกว่า  “..... พ่อท่านต่างหากที่ยังหลับอยู่    พ่อท่านต่างหากที่ยังมืดอยู่  พ่อท่านช่างเขลาไม่รู้อะไรเป็นอะไรเสียเลย  ไม่รู้หรือว่ากองทัพธรรมของพ่อท่าน ไปบุกรุกสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิและดอนเมือง  คนทั้งโลกเดือดร้อน  สหรัฐอเมริกามหาอำนาจเตือนมาแล้วว่าทำไม่ถูกหลักประชาธิปไตย   พ่อท่านก็ยังไม่ยอมตื่น  พ่อท่านก็ยังไม่ยอมสว่าง... พ่อท่านสอนคนอื่นได้แต่ตัวเองสอนตัวเองไม่ได้ ....เช่นนี้  น่าอับอายขายหย้าชาวพาราโลก หนีไปโดดเหวตายเสียดีกว่านะพ่อท่านนะ......”

 

·         จาก สารอโศก ฉบับกองทัพธรรม
อันดับ108 เม.ย.-พ.ค.2551 หน้า 23,1

 

 

 

 

 

 

 

 27.  ทำไมประเทศไทยวันนี้ จึงเรียกร้องหาความสามัคคี?

 

แม้ดั้งเดิมจริง ๆ ประชาชนไทยมีความสามัคคีกันอย่างยิ่งโดยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นที่รวมจิตใจอันยิ่งใหญ่  คนไทยมีแต่ความเป็นมิตร และรักความสงบ  ไม่เคยมีการแตกแยกกันอย่างรุนแรง จนถึงแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายที่พร้อมเข้าห้ำหั่นกันอย่างชัดเจนเหมือนทุกวันนี้

 

นั่นก็เพราะมีคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตนว่า  “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”  ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่แอบอ้างตนเองว่า เป็นประชาธิปไตย  ทั้ง ๆ ที่เนื้อหาของการรวมตัวเพื่อเป้าหมายของการชุมนุมเป็นเผด็จการล้วน ๆ   และเมื่อมีคนกลุ่มนี้ ก็มีสื่อคือ เอเอสทีวี  ที่ทำการโฆษณายุแยกให้คนไทยแตกสามัคคีกันได้   ตลอด 24 ชั่วโมง คนที่เป็นอันตรายต่อความสามัคคีของคนในชาติ  ที่ทำแผ่นดินให้แตก  ที่แยกแผ่นดินไทยวันนี้ก็คือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง   เขาเป็นบ่างช่างยุ ตัวอันตรายที่สุด ในหมู่บรวิวารบ่างช่างยุทั้งหลาย ของคนกลุ่มนี้   ทุกวันนี้ เอเออสทีวีก็ยังคงทำหน้าที่แยกแผ่นดินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง   ถ้าไม่หยุดยั้งสื่อร้ายนี้เสีย จะเรียกร้องสามัคคีอย่างไรก็ไม่เกิดผลดีเลย จึงควรที่จะยุติบทบาทของเอเอสทีวีเสีย  และตัวบุคคลที่พาพวกยึดสนามบินสุวรรณภูมิอยู่ขณะนี้ จะเป็นอะไรได้นอกจากโจรตัวร้ายที่อันตรายโดยแท้จริง  นั่นเอง นั่นคือสาเหตุที่แท้จริงของการแตกสามัคคีของคนในชาติละ 

 

  • ผู้รู้ดี
    1 ธ.ค.2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 28.  ทำไมประเทศไทยวันนี้ จึงเรียกร้องหาความสามัคคี 2 ?

คนไทยรู้เรื่องความแตกแยกแตกสามัคคีภายในของชนในชาติดีจากนิทานชาดกเรื่อง กษัตริย์ลิจฉวีวงศ์  ดังมีพระราชนิพนธ์ของ สมเด็จพระมหาธีราชเจ้า รัชกาลที่ 6 นิพนธ์ไว้ว่า

 

พรหมณ์ผู้เดียวรับใช้ไปยุแหย่
สาระแนยุแยกให้แตกฉาน
ครั้นถึงคราวศัตรูจู่ไปราน
มัวเกี่ยงกันเสียการเสียนคร

ฉะนั้นไซร้ขอไทยจงร่วมรัก
ร่วมสมัครสโมสร

 

สิ่งที่คนไทยจะต้องสามัคคีกันในขณะนี้ก็คือ  เราจะต้องช่วยกันเรียกร้องความสามัคคีของชนในชาติทุกหมู่เหล่า ทุกอาชีพ ให้กลับคืนมาโดยเร็ว   ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องรีบเร่งขจัดตัวเหตุ ตัวบ่างช่างยุ ตัววาสการพรามณ์ไปเสียโดยเร็วที่สุด และต้องมองรูปธรรมให้ชัดเจน  นั่นคือ  เอเอสทีวี  กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล  บ่างช่างยุ อันเป็นตัวอันตรายอย่างยิ่งยวดของความสามัคคีของชนในชาติ

 

  • ผู้รู้ดี
    2 ธ.ค.2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 29.  ทำไมประเทศไทยวันนี้ จึงเรียกร้องหาสันติภาพต่อต้านความรุนแรง ?

 

แม้ดั้งเดิมจริง ๆ ประชาชนไทยมีความสันติ เพราะหลักธรรมในประพุทธศาสนาสอนให้ปรานี  และไทยก็เป้นเช่นนั้นมาตลอด  โดยมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นที่รวมจิตใจอันยิ่งใหญ่  คนไทยมีแต่ความเป็นมิตร และรักความสงบ  ไม่เคยมีการใช้ความรุนแรงระหว่างประชาชนในชาติเลย  ไทยยังคงเป็นเอกราชและเป็นอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่มีการแบ่งแยก   

 

นั่นก็เพราะมีคนกลุ่มหนึ่งไม่เคารพในกฎกติกาของระบอบประชาธิปไตยไทยขณะนั้น ได้ทำการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตยในวันที่ 19 กันยายน 2549  นำประเทศไทยไปสู่ระบอบเผด็จการทหาร  ครั้นทนทานต่อการเรียกร้องของประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ได้ จึงได้มีการเลือกตั้งและจัดการให้กลับคืนไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 และได้มีการจัดตั้งรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยขึ้นมา จนถึงปัจจุบันนี้  แล้วมีคนกลุ่มหนึ่ง ที่แอบอ้างว่า  “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”  ทำการก่อกวนรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยไม่ให้ทำงาน  โดยยกพวกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล  ปิดล้อมรัฐสภา  และบัดนี้ ยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และดอนเมืองไว้โดยไม่รู้สึกถึงการสูญเสียทางเศรษฐกิจของชาติอย่างมหาศาล ไม่รู้สึกว่านี่คือการปิดประเทศไทยจากนานาอารยชนทั่วโลก   ฉะนั้น ตั้งแต่มีคนกลุ่มนี้ขึ้นมาจึงเป็นเหตุของการแตกแยกระส่ำระสายขึ้นในหมู่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ  เพราะคนกลุ่มนี้วางแผนแยกแผ่นดิน และใช้ เอเอสทีวี  ทำการโฆษณายุยงส่งเสริมให้คนไทยแตกกันเอง บังอาจเอื้อมดึงฟ้าลงมาต่ำ   ทำหินแตก  และแยกแผ่นดิน  แยกประชาชน ให้แตกเป็นฝักเป็นฝ่าย บ้านเมืองจึงวุ่นวายมาจนถึงบัดนี้  เมื่อเรารักสันติภาพ ต้องการสร้างสันติภาพขึ้นมาใหม่ จึงจำต้องจดจำคนที่เป็นอันตรายต่อความสามัคคีของคนในชาติ  ที่ทำแผ่นดินให้แตก  ที่แยกแผ่นดินไทยวันนี้ก็คือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล  ตัวการใหญ่  ตัวบ่างช่างยุ ตัวอันตรายที่สุด ในหมู่บรวิวารบ่างช่างยุทั้งหลาย   ทุกวันนี้ เอเออสทีวีก็ยังคงทำหน้าที่แยกแผ่นดินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง   ถ้าไม่หยุดยั้งสื่อร้ายนี้เสีย จะเรียกร้องสามัคคี เรียกร้องสันติภาพอย่างไรก็ไม่เกิดผลดีเลย  เปรียบเสมือนภาชนะรั่วน้ำ จะขนน้ำใส่ลงไปเท่าไร ๆ ก็หาเต็มไม่ จึงควรที่จะยุติบทบาทของเอเอสทีวีเสีย  และตัวบุคคลที่พาพวกยึดสนามบินสุวรรณภูมิอยู่ขณะนี้ จะเป็นอะไรได้นอกจากโจรตัวร้ายที่อันตรายโดยแท้จริง  นั่นเอง จึงจะเป็นสาเหตุที่แท้จริงของสันติภาพ        

 

  • ผู้รู้ดี
    2 ธ.ค.2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  30. ยุบ 3 พรรคการเมือง  

ศาล รัฐธรรมนูญ สั่งยุบพรรค พลังประชาชน,มัชฌิมาธิปไตย และพรรคชาติไทย  ด้วยคะแนน 9:0  9:0  9:1 ตามลำดับ  และให้ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค 5 ปี

พปช.  มี กก.บห. 37 คน  ในนี้เป็นสส. 22 คน   
มฌ    มี กก.บห. 29 คน  ไม่มี สส.
ชท.    มี กก.บห. 43 คน  เป็น สส. 19 คน
 

  • 001 รายงาน 2 ธ.ค.2551




เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว

เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว ระหว่างเดือน เมษายน 2553 - ปัจจุบัน
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว ระหว่างเดือน เมษายน 2553 - ปัจจุบัน
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว ระหว่างเดือน ก.พ.- 22 เม.ย.2553
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้วระหว่าง ก.ย.2552 - ก.พ. 2553
เฝ้าดูฯ มิ.ย.-ก.ย.2552
เฝ้าดูฯม.ค.-มิ.ย.2552
เฝ้าดูฯธ.ค.2551
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้วพ.ศ.2551 กลางปี
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2551 ต้นปี
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2549-2550
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2546-2548
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2543-2545
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2542
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2541
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2540
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2539
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2538
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2537
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2536
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว หน้าโฮมเพจ article
Headline



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เวบไซท์นี้ http://www.newworldbelieve.net มีข้อมูลพื้นฐานจากหนังสือพิมพ์ดี:วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก ออกโดยมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร) มี พระพยับ ปญฺญาธโร เป็นบรรณาธิการ และเป็น webmasterสำนักงานตั้งอยู่ที่ วัดมหาพุทธาราม อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000 ขณะนี้หนังสือพิมพ์ดีมีอายุทำการมา 11 ปีแล้ว มีเรื่องสำคัญคือการวิเคราะห์สังคมทั้งระบบด้วยแนวภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์แห่งตาธรรมะในพระพุทธศาสนาเพื่อนำสังคมไปสู่ความดีงามและรอดปลอดภัยจากสถานการณ์เลวร้ายยุคนี้