ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletThe Truth Of Red Thailand 12-14 April 2009
bulletFrom red shirt survivor person
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
Buddhism How?
dot
bulletMystery World Report 25
bulletMystery World Report 24
bulletMystery World Report 23
bulletMystery World Report 22
bulletMystery World Report 21
bulletMystery World Report 20
bulletMystery World Report 19
bulletMystery World Report 18
bulletMystery World Report 17
bulletMystery World Report 16
bulletMystery World Report 15
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
dot
โหราศาสตร์ [updateใหม่สุด]
dot
bullet สารบาญโหราศาสตร์โดยชลัมพุช โหรชนบททุกเรื่อง
bulletดวงชะตาที่ควรสังเกตในรอบปี 2552 และบทวิเคราะห์ดวงพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
bulletบันทึกข้อสังเกตประเด็นสำคัญดวงชะตาประเทศไทยช่วงเดือนส.ค.-พ.ย.2552
bulletดวงชะตานักการเมืองแฟ้ม 3 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
bulletดวงชะตาประเทศไทย พยากรณ์ว่าประชาชนจะอดอยากยากจนและเผชิญภับพิบัติ 4 ประการ
bulletให้คำพยากรณ์นักธุรกิจชาวอังกฤษ
dot
โหราศาสตร์ ภาคทฤษฎี
dot
bulletอยากรู้เรื่องโหราศาสตร์ คลิก!
bulletดวงชะตาผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตไทย
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา
dot
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา1
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา2
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา3
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา4
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา5
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา6
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา7
bulletสากลจักรวาล สากลศาสนา8
bulletสากลจักรวาล สากลศาสนา9
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา10
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา13
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา14
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
บันทึกลับเสื้อแดง
dot
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี แฟ้ม 2
dot
หนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนท )
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่24
bulletหนังสือพิมพ์ดีเล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่26
bulletหนังสือพิมพ์ดีเล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา
bulletร่าง... บันทึกชั่วคราว.....ลบทิ้งเมื่อใช้ประโยชน์แล้ว
dot
รายการทั่วไป
dot
bulletงดเหล้าเข้าพรรษา
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletศรีสะเกษ
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
dot
ช่องบริการประชาชน
dot
bulletบริการแจ้งของหาย คนหาย สื่อข้อความ หมอผี ฯลฯ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletอัลบั้มรูป history


สากลจักรวาล สากลศาสนา 8 ต้นตำหรับการโฆษณาชวนเชื่อในหมู่มนุษยชาติ

 

 

 

สากลจักรวาลสากลศาสนา
ธรรมสามีวินิจฉัย ( ๘ )

 

 

ในสถานการณ์ที่โลกวิปริตมีปัญหาต่าง ๆ น้อยนักที่คนทั่วไปจะมองสาเหตุของปัญหาว่า มาจากวงการศาสนา ขณะนี้มีปัญหาระดับโลกสากลเกิดขึ้นบ่อย ๆ เราน่าจะมามองดูว่า ศาสนาสากลสอนไว้อย่างไรบ้าง โดยมองจากหลักคำสอนในพระคัมภีร์สูงสุดของศาสนานั้น ๆ และมองด้วยสายตามนุษย์ยุคใหม่ โดยความนึกคิดแห่งมนุษย์ผู้มีอิสระเสรีภาพแห่งมนุษย์โดยสมบูรณ์ ก็น่าจะสามารถเข้าใจได้ดี ว่าแท้จริงการศาสนาก็ใช่สิ่งที่ลึกซึ้งเกินไปที่มนุษย์จะทำความเข้าใจได้ ตามสภาพความเป็นจริงของศาสนานั้น ๆ

 

 

เราได้เล่าเรื่องในพระคัมภีร์ไบเบิลของศาสนาคริสต์มาตามลำดับ โดยวิธีการที่ค่อยนำพาไปให้เข้าใจในสิ่งที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้งไปตามลำดับ ต่อไปนี้ก็เป็นอีกระดับหนึ่งที่เราจะพาท่านไปดู

 

 

เรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิลของชาวคริสต์ ภายหลังการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซูแล้ว มีประเด็นที่น่าศึกษาวิจัยอย่างยิ่ง


ด้วยมาสู่ปัญหาที่ว่า คริสต์ศาสนาสามารถก่อตั้งขึ้นและเจริญแผ่ผายออกไปได้อย่างไร

และคำตอบที่เราได้ก็คือ ด้วย การโฆษณาชวนเชื่อ (PROPAGANDA)

การโฆษณาชวนเชื่อคือการโฆษณาสิ่งที่เป็นความเท็จให้คนทั้งหลายเชื่อได้ว่าเป็นความจริง

เรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิล นั่นเองที่บอกเช่นนั้น ตั้งแต่เริ่มเดิมทีมาเรื่อย ๆและจะเห็นชัดเจนขึ้น จากเรื่องราวภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูบนไม้กางเขนซึ่งได้เกิดอุบัติการแห่งการโฆษณาชวนเชื่อขนาดมโหฬารขึ้นในโลก คิอ การฟื้นคืนพระชนม์ชีพของพระเยซูจากความตาย : RESURECTION ตั้งต้นจากข่าวลือว่าพระศพองค์พระเยซูคริสต์หายออกไปจากถ้ำอย่างไม่มีใครรู้ใครเห็น แม้ทหารที่เฝ้าปากถ้ำอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงก็ไม่ทราบว่าพระศพหายไปตั้งแต่เมื่อไร เรื่องราวการฟื้นคืนพระชนม์ชีพของพระเยซู จึงเป็นกระแสใหญ่ที่โหมกระหน่ำก่อเกิดบรรยากาศทั่วไปว่า พระเยซูเป็นบุตรพระเจ้าจริง เมื่อฟื้นคืนพระชนม์ชีพแล้วก็ได้อยู่ร่วมกับสาวกบนดินเหมือนเดิมไปช่วงเวลาหนึ่ง แล้วจึงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ทั้งสดๆเป็นๆอยู่ เราจะเห็นภาพพระเยซูยกแขนทั้งสองขึ้นโบกอำลาสานุศิษย์ แล้วค่อยเลื่อนลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าและหายไปในกลีบเมฆ ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงพระศพของพระองค์ได้ถูกฝังลืมไว้ใต้พื้นธรณีโลกตั้งแต่วันสิ้นพระชนม์มาจนถึงทุกวันนี้

 

 

เรื่อง การฟื้นคืนพระชนม์ชีพของพระเยซู แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่คนทั้งหลายมีความเชื่อกันอย่างจริง ๆ จัง ๆ ในสมัยนั้นก็ตาม แต่พวกยิวหรือชนชาติอิสราเอลปัจจุบันนี้ ซึ่งเป็นชนชาติเดียวกับพระเยซูที่ใกล้ชิดเหตุการณ์กลับไม่เคยนับถือว่าพระเยซูเป็นพระคริสต์ตามที่อ้างว่ามีคำพยากรณ์ไว้ในในพระคัมภีร์ของพวกเขา ก็เพราะชาวยิวรู้และเห็นจริง ๆ ว่าพระเยซูมิได้เป็นพระบุตรพระเจ้าองค์ไหนแต่อย่างไร เป็นบุตรของโยเซฟนายช่างไม้กับนางมารีย์ แห่งหมู่บ้านนาซาเรธ ที่แต่งงานกินอยู่กันมาตามวิสัยปกติมนุษย์แล้วเกิดบุตร มีพระเยซูเป็นบุตรหัวปีและมีน้อง ๆ ของพระองค์อีกหลายคน นอกจากนั้นพวกยิวน่าจะเชื่ออย่างจริง ๆ จัง ๆ ด้วยซ้ำว่าพระเยซูเป็นคนวิกลจริตมีผีสิง มาจนถึงทุกวันนี้ และพวกเขาไม่เชื่อเรื่อง RESURECTION การฟื้นคืนพระชนม์ชีพของพระเยซู พวกเขายังคงนับถือลัทธิยูดายของบรรพบุรุษดั้งเดิมต่อมา ส่วนคนห่างไกลคนต่างประเทศ ออกไปก็พากันตื่นข่าวลือและตกเป็นเครื่องมือของการโฆษณาชวนเชื่อครั้งใหญ่จนเกิดคริสตอาณาจักรขึ้นในยุโรปและกลายเป็นระบบอำนาจเทวนิยมศักดิ์สิทธิ์ที่ครอบงำยุโรปอยู่ตลอดระยะ1000 ปีแรก ตราบจนมาเกิดความขัดแย้งเข้ากับนักการศึกษานักการปกครองนักการทหารทั่วทุกแห่งที่มีคริสต์ศาสนา เพราะโลกภายใต้ระบบคริสต์จักรเป็นเผด็จการเทวนิยม ยิ่งกว่าคอมมิวนิสต์ เพราะคนที่นับถือคริสตศาสนาจะต้องเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า และต้องยอมอยู่ในโอวาทของฝ่ายศาสนจักรอย่างเคร่งครัด ใครไม่เชื่อจะถูกตราว่าเป็นคนบาป จะถูกลงโทษอย่างหนัก และไม่รอดจากวันพิพากษาโลก อันเป็นคำสอนในไบเบิล จนเป็นเหตุสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการศึกษาหาความจริงทางการปกครอง วิทยาศาสตร์ และศาสนากันครั้งใหญ่ในยุโรป เกิดทฤษฎีรัฐศาสตร์ การเมือง การปกครอง การทหารและการเศรษฐกิจ จนนำไปสู่การปฏิวัติครั้งสำคัญ ๆ เป็นยุค ๆ ไปในประวัติศาสตร์ยุโรป เพื่อที่จะดิ้นหลุดไปเสียจากอำนาจของกลุ่มพระเผด็จการในคริสตศาสนา และจนกระทั่งมีชนในยุโรปพวกหนึ่งอพยพหลบหนีไปแสวงหาความหลุดพ้นจากการกดขี่ของศาสนจักร แล้วก่อเกิดเป็น ประเทศสหรัฐอเมริกาขึ้นมาเป็นอิสระจากอำนาจคริสต์ศาสนามาตราบจนปัจจุบันนี้ เป็นประเทศที่ไม่มีศาสนาประจำชาติ ไม่มีศาสนาในระบบการเมือง การปกครองและการศึกษา วัฒนธรรม ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม

แท้ที่จริง พระคัมภีร์ไบเบิลนั่นเองที่เสนอข้อมูลให้พิศูจน์ได้อย่างค่อนข้างชัดเจน โดยมาตรฐานการตัดสินระบบศาสตร์(science)ของยุคปัจจุบันนี้ และในความเป็นจริงแล้ว สิ่งใดใดที่พระเยซูพูดไว้ ก็ได้มีการพิศูจน์จนหมดสิ้นแล้วตั้งแต่สมัยนั้นว่าไม่เป็นความจริง แม้กระทั่งคำพูดที่พูดโอ่อวดยกตนเสมอพระเจ้า ในศาลยูเดียว่า

As you say. Besides. I tell you that shortly you will see the Son of Man seated at the right hand of the Almighty and coming upon the clouds of heaven. [Matthew 26:64 = ท่านว่าถูกแล้ว และยิ่งกว่านั้นอีก เราบอกท่านทั้งหลายว่า ในเวลาเบื้องหน้านั้น ท่านทั้งหลายจะได้เห็นพระบุตรมนุษย์นั่งข้างขวาของผู้ทรงฤทธานุภาพ และเสด็จมาบนเมฆแห่งฟ้าสวรรค์]

 

 

คำว่า อีกไม่นานพวกยิวจะได้เห็นพระองค์นั่งมาบนก้อนเมฆพร้อมพระบิดาคือพระเจ้าเยโฮวาห์ โดยพระองค์นั่งอยู่เบื้องขวาของพระผู้มีมหิทธานุภาพ แม้คำพูดนี้ก็ไม่เป็นจริง เพราะไม่มีพระเยโฮวาห์นั่งเมฆฟ้าสวรรค์มาช่วยพระเยซูให้พ้นจากการตรึงกางเขนและยกพระองค์ขึ้นนั่งพระแท่นเบื้องขวาของพระเจ้าเลื่อนลอยไปต่อหน้าคนทั้งแผ่นดิน หากแต่กลับเป็นตรงกันข้าม

 

 

คำพูดที่ดูผิวเผินแต่มีความหมายลึกจริงจังที่ว่า With assurance I tell you, everyone who observes My teaching will never see death. [John 8 : 51 = เราให้ประกันแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดประพฤติตามคำของเรา ผู้นั้นจะไม่ประสบความตายเลย] ก็ได้พิศูจน์แล้ว เพราะแม้พระองค์เองก็ยังเอาตัวไม่รอด และในที่สุด คนทั้งหลายก็ได้เห็นแล้วว่า พระเยซูทรงยอมจำนน คือยอมแพ้แล้วก่อนสิ้นพระชนม์

 

 

คำสุดท้ายที่ทรงร้องออกมาก่อนสิ้นพระชนม์ ว่า Eli Eli lamasbucktani [Matthew 27:46, Mark 15:33 = พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ เหตุใดทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย] นี้เองที่บอกว่าพระเยซูทรงยอมจำนน เพราะ พระเจ้าของพระองค์มิได้ขี่เมฆสวรรค์มารับพระองค์ขึ้นไปนั่งร่วมอาสน์เบื้องขวาตามที่พระองค์โอ้อวดไว้ในศาลยูเดีย แต่ได้ทรงทอดทิ้งพระองค์สิ้นพระชนม์อย่างทรมานบนไม้กางเขน เพียงพอที่จะพิศูจน์สัจธรรมทุกอย่างจากถ้อยคำของพระเยซู ว่าพระองค์มิได้มีสิ่งใดเกินไปจากคนเดินดินธรรมดา ๆ คนหนึ่ง แต่แล้วเมื่อการโฆษณาชวนเชื่อเรื่อง RESURECTION : การฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู ทำให้คนทั้งแผ่นดินเชื่อได้ ไม่ว่าโดยวิธีการใด ก็บังเกิดผลที่ยิ่งใหญ่ โดยสามารถยกพระเยซูขึ้นเป็นพระเจ้าได้สำเร็จ ก็สามารถสร้างศาสนาขึ้นได้ทั้งศาสนา

 

 

อย่างไรก็ตาม การโฆษณาชวนเชื่อในระบบคริสตศาสนามีต้นเหตุมาจากองค์พระเยซูเองอันเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง ที่ชวนให้เชื่ออยู่บ้างแล้ว สิ่งที่นักการศาสนา นักวิชาการปัจจุบัน จะสังเกตได้ชัดเจนก็คือ ความเชื่อ หรือ ความหลงตัวเอง ของพระเยซูนั้น มีความรุนแรงเสียจริง ๆ

 

 

ทรงเข้าใจและรู้สึกอย่างจริงจัง ว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้าเยโฮวาห์บนสวรรค์ และ ทรงประพฤติตนไปโดยสุจริตตามความรู้สึกและความเชื่อของพระองค์ดั่งนั้น โดยจะเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ทรงพูดประโยคแรกเมื่อเข้าไปสู่พระมหาวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นพระมหาวิหารใหญ่ที่เพิ่งสร้างเสร็จและมีการฉลองในเทศกาลปัสกาปีนั้น ภายหลังเอาแซ่ม้าไล่ตีกราดพวกพ่อค้าและผู้คนทั้งหลาย ทั้งทำลายทรัพย์สินเงินทองของพวกพ่อค้า คว่ำโต๊ะแลกเปลี่ยนเงินตราของพนักงานการเงินล้มระเนนระนาด ในฐานที่ทำพระนิเวศของพระบิดาของพระองค์สกปรก โดยที่คนทั้งหลายฟังก็ไม่เข้าใจว่าใครเป็นพระบุตร ใครเป็นพระบิดา และใครเป็นบุตรมนุษย์ที่ลงมาจากสวรรค์ ตามที่พระองค์ประกาศ และมีสิทธิอำนาจอย่างไรจึงมาทำร้ายร่างกายและทรัพย์สินของพวกเขา และสั่งการให้พวกเขาเก็บเข้าของออกไปในทันที ในขณะนั้นพระเยซูทรงเชื่ออย่างแน่นแฟ้นว่า พระเจ้าผู้เป็นพระบิดาของพระองค์เป็นพระผู้ทรงมหิทธานุภาพ จนกระทั่งว่าการจะสร้างและทำลายโลกทั้งโลกนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นเลย และเมื่อพระเจ้าเป็นพระบิดาของพระองค์และทรงรักพระองค์ ผู้เป็นพระบุตรองค์เดียวมาก จนกระทั่งพระองค์ทรงขอให้อะไรเป็นอะไร ก็จะเกิดเป็นขึ้นตามคำขอทุกอย่าง จึงทรงประกาศอย่างมั่นใจต่อคนทั้งหลาย ณ พระมหาวิหารใหญ่นั้นว่า :

 

 Destroy this temple and in three days I will rebuild it. [John 2: 19 = จงทำลายวิหารนี้เสีย เราจะยกขึ้นใหม่ในสามวัน]

 

 

แต่คนทั้งหลายหาเชื่อถือไม่ โต้กลับไปว่า : This temple has been in process of building for 46 years, and will You rebuild it in three days? [John2:19 = พระวิหารนี้เขาสร้างถึงสี่สิบหกปีจึงสำเร็จ และท่านจะยกขึ้นใหม่ในสามวันหรือ ?]

 

 

พอโดนย้อนด้วยคำถามนี้ก็พอเห็นความรู้สึกและอารมณ์ของพระเยซูได้ว่า ไม่ต่างอะไรกับความรู้สึกของวีรบุรุษในหนังจีนกำลังภายใน กล่าวคือเก่งเพียงออกท่าทางการแสดง เท่านั้น ไม่ใช่เก่งจริง ๆ ดูเหมือนว่า พระเยซูประสงค์จะแสดงอภินิหาริย์หรือการอัศจรรย์ทันทีที่เสด็จเข้าเมืองมา โดยนึกว่าคนทั้งปวงต้องชื่นชมในฤทธิอำนาจของพระองค์ที่ได้รับมาจากพระเจ้า โดยจะทรงใช้กำลังภายในระเบิดถล่มพระมหาวิหารให้ราบลงเป็นผุยผงเสียก่อน แล้วจะทรงเนรมิตรขึ้นใหม่ ในชั่ววาดมือทั้งสองขึ้น ๆ ลง ๆ ชั่วอึดใจเท่านั้นเอง ทรงวาดภาพพระองค์เองไว้อย่างสวยหรูสง่างามปานดังบุตรพระเจ้าผู้มีมหิทธานุภาพจริง ๆ แต่ทรงทำไม่สำเร็จ จนเป็นเหตุให้คนเกลียดชังฝังใจไปกระทั่งถึงวันตายของพระองค์คนก็ยังกระแนะกระแหนเรื่องนี้อยู่

 

ดังจะเห็นว่า พอปีลาตตัดสินคดี ว่าพระเยซูกระทำการหมิ่นประมาทพระเจ้าจริง ให้ลงโทษสถานหนักคือตรึงกางเขน คนก็เยาะเย้ยถากถางทันทีว่า You destroyer and reconstructure of the temple in three days, save Yourself if You are the Son of God, and come down from the cross! [Matthew 27:40 = เจ้าผู้จะทำลายพระวิหารและสร้างขึ้นใหม่ในสามวันน่ะ จงช่วยตัวเองให้รอด ถ้าเจ้าเป็นบุตรของพระเจ้า จงลงมาจากกางเขนเถิด]

ต่อมาเมื่อทรงโดนรุมถาม ว่า :

 

How long will You keep our minds in suspense ? If You are the Christ, tell us plainly! [John 10:24]

ท่านจะปล่อยให้พวกเราสงสัยอยู่นานเท่าไร ถ้าท่านเป็นพระคริสต์จริง ๆ ก็จงบอกเราให้ชัดแจ้งเถิด

 

 

ทรงตอบว่า :

I have told you and you do not believe. The works that I do in My Father's name bear Me witness, but you do not believe because you do not belong to My sheep. My sheep listen to My call; I know them and they follow Me. I give them eternal life and they will never perish, and no one will snatch them out of My hand. My Father,who gave them to Me, is mightier than all and no one can wrest them out of My Father's hand. I and the Father are One. [John 10:25-30]

เราได้บอกท่านทั้งหลายแล้วและท่านไม่เชื่อ สิ่งที่เราได้กระทำในพระนามพระบิดาของเราก็เป็นพยานให้แก่เรา แต่ท่านทั้งหลายไม่เชื่อเพราะท่านมิได้เป็นแกะของเรา แกะของเราย่อมฟังเสียงของเราและเรารู้จักแกะเหล่านั้น และแกะนั้นตามเรา เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้น แกะนั้นจะไม่พินาศเลย และจะไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะเหล่านั้นไปจากมือของเราได้ พระบิดาของเราผู้ประทานแกะนั้นให้แก่เราเป็นใหญ่กว่าทุกสิ่ง และไม่มีผู้ใดอาจชิงแกะนั้นไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาของเราได้ เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 

 

จะเห็นว่าถ้อยคำเหล่านี้เป็นพระวาทะโอ้อวดที่มีสำนวนอลังการยิ่งใหญ่มาก อันสะท้อนออกมาจากความเชื่อโดยบริสุทธิ์ดุจบุตรต่อบิดา และด้วยมานะอันสูงส่งว่าตนเป็นบุตรโทนที่สุดรักของพระเจ้า ผู้มีวลีประโยคนี้อยู่ในจิตในใจเป็นความหลงเพ้อฝันอันบรรเจิดจ้าของพระองค์เองว่า :

 

 For God so loved the world that He gave His only-begotten Son, so that whoever believes in Him should not perish, but have everlasting life. [John 3:16 = เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์]

 

 

หากแต่ในความอลังการยิ่งใหญ่ของภาษานั้น หาได้มีสัจธรรมอยู่ไม่ สิ่งทั้งหลายที่ดูดีดูงามเป็นภาพที่น่าชื่นชมเหล่านี้ ล้วนเป็นเพียงภาพหลอนอันยิ่งใหญ่ ดุจดั่งความฝันที่น่าเคลิบเคลิ้มของบุคคลผู้ลุ่มหลงเท่านั้นเอง และนั่นย่อมมีความหมายถึง สภาวะของการโฆษณาชวนเชื่อ โดยจะมีเจตนาหรือไม่มีก็ตาม

 

 

เพราะความจริงที่ปรากฎต่อมาก็คือ แม้พระองค์เองซึ่งเป็นลูกแกะตัวน้อยของพระบิดา ก็ถูกพรากไปจากมือของพระบิดาของพระองค์ ผู้ทรงพระอำนาจมหิทธานุภาพยิ่งใหญ่ผู้จะพิพากษามนุษย์ แต่ในความเป็นจริง พระบิดามิได้ทรงพิพากษามนุษย์ แต่มนุษย์ที่พระองค์เคยบริภาษหยามเหยียดว่าเป็นลูกหลานของซาตานนั่นเองที่พิพากษาพระองค์ และแท้ที่จริง ทรงถูกพิพากษาโดยมนุษย์บนแผ่นดินโลก ด้วยข้อหาค่อนข้างธรรมดา ๆ ไม่สลักสำคัญอะไรเลย คือข้อหาว่าทรงทำร้ายร่างกายคนอื่น (เอาแซ่ไปไล่ตีคนทั้งหมู่ที่กำลังทำมาหาเลี้ยงชีพโดยสุจริต) ทำทรัพย์สินคนอื่นเสียหาย (ไล่ตีแพะแกะนกของพ่อค้าหนีเตลิดไป เทกระจาดใส่เงินทองของคนค้าคนขายของอยู่ทิ้งเกลื่อนลงกับพื้นดิน คว่ำโต๊ะแลกเปลี่ยนเงินตราของพนักงานรับแลกเปลี่ยนเงินตรา) และหมิ่นประมาท (ประกาศว่าตนเป็นบุตรพระเจ้า มีอำนาจสามารถจะทำลายพระมหาวิหารใหญ่ กลางกรุงเยรูซาเล็มนี้และสร้างขึ้นใหม่ได้ภายในสามวัน) ซึ่งเป็นความผิดธรรมดา ๆ ผู้ใดกระทำเช่นนี้ก็ต้องถูกจับมาดำเนินคดีเหมือนกันหมด

 

 

คำว่า I give them eternal life and they will never perish, and no one will snatch them out of My hand. [John 10:28] : เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้น แกะนั้นจะไม่พินาศเลย และจะไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะเหล่านั้นไปจากมือของเราได้

 

 

คำว่า : My Father,who gave them to Me, is mightier than all and no one can wrest them out of My Father's hand.[John 10:29]: พระบิดาของเราผู้ประทานแกะนั้นให้แก่เราเป็นใหญ่กว่าทุกสิ่ง และไม่มีผู้ใดอาจชิงแกะนั้นไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาของเราได้

 

 

บอกให้ทราบถึงความเพ้อฝัน เป็นความเพ้อฝันบนพื้นฐานความรักและความศรัทธาอันบริสุทธิ์ต่อพระเจ้า แต่ในขณะเดียวกันบอก รสนิยมในอำนาจซึ่งหมายถึงทิฏฐิและมานะอันสูงส่งประณีตของพระเยซู กล่าวคือ การที่บุคคลเช่นนี้จะยอมก้มศีรษะให้แด่ใครในโลกมนุษย์นี้มิได้มี จนกระทั่งเชื่อว่าไม่มีใครจะทำอันตรายต่อพระองค์ ลูกแกะในมือของพระเจ้าได้ แต่แล้วลูกแกะในมือของพระเจ้ากลับถูกพรากไปเชือดเลือดเนื้อและชีวิต

 

 

ฉะนั้นพระวาจาที่ว่า : I give them eternal life and they will never perish, and no one will snatch them out of My hand.[John 10:28 = เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้น แกะนั้นจะไม่พินาศเลย และจะไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะเหล่านั้นไปจากมือของเราได้] และ

 

My Father,who gave them to Me, is mightier than all and no one can wrest them out of My Father's hand.[John 10:29 = พระบิดาของเราผู้ประทานแกะนั้นให้แก่เราเป็นใหญ่กว่าทุกสิ่ง และไม่มีผู้ใดอาจชิงแกะนั้นไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาของเราได้]

 

 

จึงเป็นคำเท็จ ไม่ใช่คำจริง เพราะลูกแกะของพระเจ้าคือพระองค์เอง กลับถูกพรากไปจากพระหัตถ์ของพระบิดา ถูกมนุษย์ผู้เป็นใหญ่กว่าพระองค์พิพากษาความผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง เยี่ยงผู้กระทำผิดกฎหมายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์คนหนึ่งเท่านั้น และแท้จริง พระองค์นั่นเองเป็นผู้กระทำผิดต่อผู้อื่น พระองค์ทรงกระทำร้ายผู้อื่น ก่อทุกข์โทษต่อผู้อื่นโดยไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิง

 

 

และคำโอ้อวดที่เป็นสุดยอดของคำโอ้อวดใดใดของมนุษย์เดินดินทั้งปวง หรือที่พระเยซูเรียกตัวเองว่า บุตรมนุษย์ [the Son of Man] นั้นก็คือคำว่า :

 

I and the Father are One [John 10:30 = เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน]

 

the Father is in Me and I am in the Father [John 10:38 = พระบิดาทรงอยู่ในเรา และเราอยู่ในพระบิดา]

 

นั่นก็คือความเคลิ้ม ทรงเคลิ้มไปไกลถึงฝั่งสุด ๆ ว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า และพระเจ้าทรงเป็นพระองค์ อันสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าพระเยซูหลงลืมตนไปไกลเพียงไหน ทรงอยู่ในโลกของความฝันอย่างไร เมื่อคนทั้งหลายผู้มีสติดีมอง เช่นชาวเมืองเยรูซาเล็มขณะนั้นก็มองว่าการยกตนขึ้นเสมอพระเจ้า : thus made himself equal to God [John 5:18 ]

 

 

ด้วยถ้อยคำโอ้อวดไปสุด ๆ เช่นนี้บอกลักษณะของคนที่วิกลจริตมีผีสิง เขาจึงเชื่อว่าพระองค์มีผีสิงอยู่ ทรงมีสติวิปลาส แล้วพูดจาเลอะเลือนละลาบละล้วงสิ่งสูงและยกตนเสมอพระเจ้าที่คนทั้งหลายเคารพบูชา คราวนั้นเมื่อพระเยซูกล่าวจบลง คนทั้งหลายก็โกรธ ต่างก้มลงหยิบก้อนหินขึ้นมาเตรียมจะขว้างพระองค์ให้ตายไป อันเป็นการลงโทษคนบาปของชาวเมืองในยุคนั้น (แม้ยุคนี้ก็นิยมอยู่ในตะวันออกกลาง) แต่พระเยซูทรงเยือกเย็น

 

พระเยซู : I have shown you many good deeds from theFather; for which of them would stone Me? [John 10:33] : เราได้สำแดงให้เห็นการดีหลายประการของพระบิดาของเราท่านทั้งหลายหยิบก้อนหินจะขว้างเราให้ตายเพราะการกระทำข้อใดเล่า?

 

ชาวเมือง : We would not stone You for a good act but for blasphemy , because You, a human being, make Yourself God. [John 10:33] เราจะขว้างท่านมิใช่เพราะการกระทำดี แต่เพราะการพูดหมิ่น ประมาทพระเจ้า เพราะท่านเป็นเพียงมนุษย์แต่ตั้งตัวเป็น พระเจ้า

 

 

พระเยซู : Is it not written in your Law, 'I said, you are gods?' If it calls them gods, to whom the word of God came, (and the Scripture cannot be broken) do you say to One whom the Father dedicated and sent into the world, 'You blaspheme!' because I said 'I am God's Son?' If I do not accomplish My Father's work, do not believe Me; but if I do, then, though you do not believe Me, believe the things done, so that you may know and understand that the Father is in Me and I am in the Father." [John 10:34-38] :

ในพระธรรมของท่านมีคำเขียนไว้มิใช่หรือว่า "เราได้กล่าวว่าท่านทั้งหลายเป็นพระ ถ้าพระธรรมนั้นเรียกผู้ที่รับพระวจนะของพระเจ้าว่าเขาเป็นพระ (และจะฝ่าฝืนพระคัมภีร์ไม่ได้) ท่านทั้งหลายจะกล่าวหาท่านที่พระบิดาได้ทรงตั้งไว้และทรงใช้เข้ามาในโลกว่า "ท่านกล่าวคำหมิ่นประมาทพระเจ้า" เพราะเราได้กล่าวว่า "เราเป็นบุตรของพระเจ้า" อย่างนั้นหรือ ถ้าเราไม่ปฏิบัติพระราชกิจของพระบิดาของเรา ก็อย่าวางใจในเราเลย แต่ถ้าเราปฏิบัติพระราชกิจนั้น แม้ว่าท่านมิได้วางใจในเราก็จงวางใจในพระราชกิจนั้นเถิด เพื่อท่านจะได้รู้และเข้าใจว่า พระบิดาทรงอยู่ในเรา และเราอยู่ในพระบิดา

 

 

 

จะเห็นว่า ที่จริงชาวเมืองเขาก็พยายามจะบอกจะเตือนให้พระเยซูเข้าใจว่า การยกตนเช่นนั้นเป็นการหมิ่นประมาทพระเจ้า เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายบ้านเมืองในขณะนั้น พวกเขาไม่ได้มองว่าพระเยซูกระทำการณ์ใดไม่ถูกต้อง แต่เพียงประเด็นเดียวเท่านั้นคือ การดูหมิ่นพระเจ้า (blasphemy) แต่พระเยซูหาฟังไม่ ทรงหลงตัวเองว่าเป็นใหญ่เหนือมนุษย์ จึงดื้อดึงไปสุด ๆ

 

และจะเห็นความหมายจากถ้อยคำของพระเยซูตอนนี้ชัดเจนว่า ทรงสถาปนาพระองค์เองขึ้นเป็นพระบุตรของพระเจ้า โดยพลการตนเอง นั่นก็คือทรงนึกเอาเองว่าพระองค์เป็นบุตรพระเจ้า แล้วไปทึกทักว่าคนอื่นจะต้องยอมรับในตำแหน่งของพระองค์และต้องนึกอย่างพระองค์นึก โดยไม่คำนึงความจริง ว่าตนเป็นมนุษย์ ครั้นเมื่อทรงอ้างข้อความในพระคัมภีรของชาวยิวว่า เมื่อท่านเป็นพระ ก็จงปฏิบัติตนดีให้คนบูชาสมกับหน้าที่ของพระ ในเมื่อพระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า พระบิดาอยู่กับพระองค์และพระองค์อยู่กับพระบิดา ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่คนทั้งหลายจะไม่เคารพไว้วางใจในพระองค์ ซึ่งเป็นการใช้ตรรกวิธีอย่างสับสน บนความเห็นแก่ตัวอย่างไร้เดียงสาอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันเป็นการสะท้อนคารมอันคมคายแต่ไร้สัจธรรมอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน

 

 

ชาวเมืองได้ฟังก็โกรธ คงนึกว่าคนผีสิงช่างเล่นตีสำนวนเปรียบเปรยยกตัวเองดีนัก ก็ตรงเข้าจับกุม จะเอาไปประชาทัณฑ์เสีย ทรงดิ้นหลุดจากมือคนพวกนั้น

He eacaped from their hands and went once more to the place beyond the Jordan.[John 10:39-40 = พวกเขาพยายามจะจับพระองค์อีกครั้งหนึ่งแต่พระองค์ทรงรอดพ้นจากมือเขาไปได้ พระองค์เสด็จข้ามแม่น้ำจอร์แดนอีก] เสด็จออกจากยูเดีย ข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปทางฝั่งแคว้นกาลิลีและทรงประทับที่นั่นชั่วขณะหนึ่ง

 

 

 

เหตุการณ์ในกาลอวสานของพระองค์ เกิดขึ้นเมื่อพระองค์เตรียมเดินทางไปสู่กรุงเยรูซาเล็มอีกครั้ง ฝ่ายสาวกก็เตือนว่าถ้าพระองค์เสด็จไปก็จะเกิดวิบัติ ภัยใหญ่ถึงชีวิตจะมาถึงพระองค์อย่างแน่นอน พระสาวกโธมัส (Thomas) เตือนว่า Rabbi, the Jews were just now seekink to stone You, and You are going back there? [John 11: 8 = พระอาจารย์เจ้าข้า เมื่อเร็ว ๆ นี้พวกยิวหาโอกาสเอาหินขว้างพระองค์ ให้ตายแล้วพระองค์ยังจะเสด็จไปที่นั่นอีกหรือ ?]

 

 

 

พระเยซูก็หาฟังไม่ เห็นได้ว่า ด้วยทิฐิของความเป็นบุตรพระเจ้า และความหลงตนเองว่า พระบิดาอยู่ในเรา เราอยู่ในพระบิดา ลูกแกะในมือของพระบิดาไม่มีใครจะพรากไปได้ ก็ไม่เชื่อ ประสงค์จะเอาชนะด้วยแสดงการมหัศจรรย์ แสดงอภินิหารในท่ามกลางศัตรูผู้ปองร้ายเอาชีวิต

 

 

และต่อไปนี้ก็คือพระวาทะที่คมคายอีกบทหนึ่งของพระเยซู :

 

Are there not 12 hours in the day? If one walk during the day he does not stumble, for he sees the world's light; but if he walks during the night, he stumbles because in him there is no light [John 11: 9-10] :

วันหนึ่งมีสิบสองชั่วโมงมิใช่หรือ ถ้าผู้ใดเดินในตอนกลางวันเขาก็จะไม่สะดุด เพราะเขาเห็นความสว่างของโลกนี้ แต่ถ้าผู้ใดเดินตอนกลางคืน เขาก็จะสะดุด เพราะไม่มีความสว่างในตัวเขา

 

ความหมายของคารมที่เปรียบเปรยอย่างคมคายนี้ก็คือ ทรงให้ความหมายว่า ผู้ใดเล่าที่จะมาทำอันตรายพระองค์ เพราะพระองค์มีสติปัญญา มีความสว่าง (the light) ในตัวพระองค์ อย่างเดียวกับความเป็นพระเจ้าแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าจะมีภัยใดใดมาแตะต้องได้

 

 

ซึ่งเป็นความหมายเดียวกับที่ทรงตรัสกับนิโคเดมัส ขุนนางชาวยิว อันเป็นประโยคที่ยิ่งใหญ่ที่ว่า

 

"I am the Way and the Truth and the Life; no one comes to the Father except through Me " [John 14 : 6 = เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้ นอกจากจะมาทางเรา]

 

 

ครั้นแล้วก็พาสาวกจำนวนหนึ่งเสด็จสู่กรุงเยรูซาเล็มอีกครั้ง ไปในระหว่างทางพบลาของชาวบ้านผูกอยู่ในไร่ ก็ให้สาวกไปจูงมาซึ่งหน้าเจ้าของเขา จนเจ้าของเขาวิ่งไล่ตามมาทวงเอาคืน ก็ไม่ฟัง เพราะพระองค์ทรงทึกทักเอาง่าย ๆว่าสมบัติบนผืนดินเป็นของพระเจ้า เมื่อพระองค์เป็นพระบุตรก็มีสิทธิจะหยิบฉวยเอาอะไรก็ได้ตามใจ (ความคิดทึกทักเอาอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้ ยังพลอยสืบสันดานต่อมายังพระบาดหลวงคาทอลิกคริสเตียนทุกวันนี้ด้วย) จึงได้ขี่ลาไปสู่กรุงเยรูซาเล็มอย่างมีท่วงทีสง่า โดยมีทั้งสาวกและชาวเมืองที่เป็นศัตรูของพระองค์แห่ตามมาตลอดทาง และด้วยสถานการณ์มวลชนที่เข้มข้นทำให้ทรงสัมผัสลางสังหรณ์อยู่ตลอดเวลาว่าพระองค์จะทรงพระชนม์ชีพต่อไปอีกไม่นานแล้ว ในพระคัมภีร์กล่าวว่าเมื่อทรงเป็นทุกข์ ทรงหวาดหวั่นวิตก กังวลจนไม่อาจระงับ จึงได้ทรงหยุดและอ้อนวอนพระเจ้า ออกเสียงดังจนคนทั้งหลายได้ยิน ว่า :

 

Now my soul is disturbed, and what shall I say? Father, save Me from this hour? But for this reason I came to this hour. Father, glorify Your name. [John 12:27-28] :

บัดนี้จิตใจของเราเป็นทุกข์ และเราจะพูดอย่างไร จะว่า 'ข้าแต่พระบิดา ขอทรงโปรดช่วยข้าพระองค์ให้พ้นจากภัยพิบัติด้วยเถิด' อย่างนั้นหรือ หามิได้ เพราะด้วยความประสงค์นี้เอง เราจึงได้มาถึงภัยพิบัตินี้ ข้าแต่พระบิดา ขอให้พระนามของพระองค์จงได้รับเกียรติ

 

 

แล้วก็มีเสียงดังบนท้องฟ้า ในพระคัมภีร์บอกว่า Then a voice came from heaven, I have glorified it and will glorify it again [John 12 : 28 = แล้วก็มีพระสุรเสียงดังมาจากฟากฟ้าว่า "เราได้ให้เกียรติแล้วและเราจะให้รับเกียรติอีก"]

 

แท้จริงเสียงนั้นก็ฟังไม่ค่อยได้ศัพท์อะไรชัดเจนเป็นเรื่องเป็นราวอย่างนี้ เพราะสาวกที่มาด้วยหลายคนก็สงสัยถามกันว่าเสียงอะไร บางคนก็ว่าเสียงฟ้าร้อง บางคนก็ว่า พระองค์ตรัสกับทูตสวรรค์องค์หนึ่ง

 

ส่วนพระเยซูบอกว่า Now is this world's sentence; now the ruler of this world will be expelled; [John 12:31 = บัดนี้ถึงเวลาที่จะพิพากษาโลกนี้แล้ว เดี๋ยวนี้เจ้าโลกนี้จะถูกกำจัดออกไป] แล้วขบวนก็เคลื่อนต่อไปจากนั้นก็ไปพบฝูงชนเข้าหมู่ใหญ่ พวกเขาก็แห่ตาม แล้วพอมีโอกาสพระเยซูก็พูด ๆ และเมื่อพระองค์พูดอะไรออกมาก็มีธรรมดาว่าจะไม่ถูกหูคนทั้งหลายเสมอไป ก่อความไม่พอใจขึ้นเสมอ ก็เกิดวิวาทกันขึ้นอีกกับฝูงชน คราวนี้เป็นเรื่องที่ทรงยกพระองค์ว่าทรงเป็นพระคริสต์ ตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ของพวกยูดายว่าวันหนึ่งพระเจ้าจะเสด็จมาในนามของ พระคริสต์ แล้วพระเยซูทรงอ้างว่า พระองค์นี่แหละคือ พระคริสต์ (the Christ) ตามที่พระคัมภีร์ยูดายอ้างไว้ ทำให้คนทั้งหลายโกรธ

 

 

ฝูงชน : We have learned from the Law that the Christ remains for ever, and how can You say that the Son of Man must be lifted up? Who is this Son of Man ? [John 12:34]

พวกเราทราบจากพระธรรมว่า พระคริสต์จะอยู่เป็นนิตย์ เหตุไฉนท่านจึงว่า 'บุตรมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้น' บุตรมนุษย์นั้นคือผู้ใดเล่า ?

 

พระเยซู : For a little while the light still shine among you; walk while you have the Light, so that darkness may not overtake you. One who walks in darkness does not know where he is going. While you have the Light, put faith in the Light so you may become sons of the Light. [John 12:35-36 = พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า "ความสว่างจะอยู่ไปกับท่านทั้งหลายอีกหน่อยหนึ่ง เมื่อยังมีความสว่างอยู่ก็จงเดินไปเถิด เกรงว่าความมืดจะตามมาทันท่าน ผู้ที่เดินอยู่ในความมืด ย่อมไม่รู้ว่าตนไปทางไหน เมื่อท่านทั้งหลายมีความสว่าง ก็จงวางใจในความสว่างนั้น เพื่อจะได้เป็นลูกแห่งความสว่าง"]

 

 

จะเห็นว่าพระองค์ แม้พูดคำที่ไพเราะและมีความหมายประณีตที่อ่อนโยนกรุณาลึกซึ้งมาก แต่ความหมายของคำพูดก็ยังคงเป็นการยกตัวขึ้นเป็นพระเจ้าอยู่เหมือนเดิม นั่นก็คือ ทรงแสดงท่าทีว่า ขณะที่พระองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยนี้ ไม่ควรถ่วงเวลาหาเรื่องหาราวอยู่ ควรรีบเอาประโยชน์จากพระองค์ให้ได้มากที่สุด เพราะพระองค์คือพระเจ้า และเพียงมีความเชื่อในพระองค์ว่า พระองค์เป็นพระเจ้า เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว เพราะด้วยความเชื่อนั้นจะไม่มีสิ่งใดทำอันตรายใด ๆได้เลย ทำให้คนทั้งหลายโกรธขึ้นมาอีกและแสดงอาการจะทำร้ายพระองค์และสาวก จึงทรงเสด็จหลบหนีไปซ่อนพระองค์ให้พ้นจากพวกเขา

ทรงประกาศถ้อยคำที่อัดอั้นออกมา ดัง ๆ ว่า

 

"He who believes in Me does not believe in Me but in Him who sent Me, and He who sees Me sees Him who sent Me. I am a light which has come into the world, so that no one who believes in Me may remain in the dark. And if anyone hears My teachings and fails to observe them, I pass no sentence on him; for I did not come to judge the world but to save the world. He who rejects Me and does not accept My teachings has his judge: My spoken word will judge him on the last day. For I have not spoken of My own accord, but the Father who sent Me, He has given Me a command what I should say and what I should speak. I know, too, that His command is eternal life; so what I say is just what the Father has told Me to say." [John 12: 44-50] :

บรรดาผู้ที่วางใจในเรานั้น หาได้วางใจในเราเองไม่ แต่วางใจในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา และผู้ที่เห็นเราก็เห็นพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา เราเข้ามาในโลกเป็นความสว่าง เพื่อทุกคนที่วางใจในเราจะมิได้อยู่ในความมืด ถ้าผู้ใดได้ยินถ้อยคำของเราและไม่กระทำตาม เราก็ไม่พิพากษาผู้นั้น เพราะว่าเรามิได้มาเพื่อจะพิพากษาโลก แต่มาเพื่อช่วยโลกให้รอด ถ้าผู้ใดไม่ยอมรับเราและไม่รับคำของเรา ผู้นั้นจะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา คำที่เรากล่าวแล้วนั่นแหละจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย เพราะเรามิได้กล่าวตามใจเราเอง แต่ซึ่งเรากล่าวและพูดนั้น พระบิดาผู้ทรงใช้เรามา พระองค์นั้นได้ทรงบัญชาให้แก่เรา เรารู้ว่าพระบัญชาของพระองค์นั้นเป็นชีวิตนิรันดร์ เหตุฉะนั้นสิ่งที่เราพูดนั้น เราก็พูดตามที่พระบิดาทรงบัญชาเรา

 

 

จะเห็นว่า ทรงมีสามัญสำนึกที่หยั่งรู้ระแวงไปในเหตุการณ์ที่จะเกิดข้างหน้าค่อนข้างละเอียดอ่อน บัดนี้ทรงทราบตระหนักอย่างแน่นอนแล้วว่า ชีวิตพระองค์คงจะไม่รอดจากเงื้อมมือของพวกยิวอย่างแน่นอน คำพูดข้างต้นนั้นต่อมาได้กลายเป็นหลักการสำคัญของคริสต์ศาสนา

ประโยคที่ว่า and He who sees Me sees Him who sent Me : และผู้ที่เห็นเราก็เห็นพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา คล้ายจะตรงกับ บาลี ในพระพุทธศาสนาว่า โย ธมฺมํ ปสฺสติ โส มํ ปสฺสติ : ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา แต่ความจริงแล้วมีเจตนาที่ต่างกัน เพราะในศาสนธรรมของพุทธ คำว่า ธรรม มิใช่พระเจ้า มิใช่พระเยโฮวาห์ ตามที่พระเยซูเข้าใจ แต่หมายถึงความเข้าใจอริยสัจสี่ หมายถึงการบรรลุมรรคผลนิพพานอันเป็นนามธรรม และผลอันเป็นมรรคผลนิพพานก็เป็นนามธรรม มิใช่รูปธรรมตามความรู้สึกของพระเยซู ที่ว่าพระเจ้าจะขี่เมฆลอยมาช่วยชีวิตระองค์ สำแดงองค์ให้ประชาชนบนดินเห็นประจักษ์เป็นรูปธรรมอันยิ่งใหญ่

 

 

ประโยคที่เป็นหลักการของคริสต์ศาสนาก็คือประโยคที่ว่า

for I did not come to judge the world but to save the world. He who rejects Me and does not accept My teachings has his judge: My spoken word will judge him on the last day. :

เพราะว่าเรามิได้มาเพื่อจะพิพากษาโลก แต่มาเพื่อช่วยโลกให้รอด ถ้าผู้ใดไม่ยอมรับเราและไม่รับคำของเรา ผู้นั้นจะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา คำที่เรากล่าวแล้วนั่นแหละจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย

 

คือหลักว่าด้วยพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า ทรงเสด็จลงมาจากสวรรค์ด้วยทรงกรุณาต่อโลก แต่ในขณะเดียวกันมีหลักการบังคับข่มขู่ให้เชื่อ ในเรื่อง การพิพากษา หรือคำว่า Judge แต่คำ ๆ นี้ในศาสนาคริสต์ ใช้กับคนที่เป็นคนนอกศาสนาคริสต์เท่านั้น คนนอกศาสนาคริสต์เท่านั้นจะได้รับการพิพากษา(Judge)จากพระเยซูในวันสิ้นโลก เพราะคนนอกศาสนาทั้งสิ้นคือคนบาป เนื่องแต่ไม่เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า หลักการว่าด้วย วันสุดท้ายของโลก หรือวันสิ้นโลก ซึ่งเป็นวันที่คนทุกคนๆนับแต่มีคนเกิดขึ้นในโลก จากคนแรกทั้งที่ตายไปแล้ว จนถึงคนที่เป็น ๆ อยู่คนสุดท้าย จะฟื้นคืนมาใหม่และมาประชุมต่อหน้าองค์พระเยซูคริสต์ ๆ ก็จะพิพากษาโทษคนทั้งหลาย และโทษของ การไม่ยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า จะเป็นโทษหนักยิ่งใหญ่ เพราะมีความตายให้อย่างเดียว โดยการโยนลงนรกเพลิง ซึ่งบ่งบอกถึงการข่มขู่ขนาดหนักของศาสนาคริสต์

 

 

แล้วไม่กี่วันจากนั้น ทรงถูกทางการจับตัวได้ด้วยสาวกคนที่ 13 คือ ยูดาส นามสกุล อิสคาริโอท ทรยศต่อพระองค์ด้วยการรับเงินสินบนนำจับ 30 เหรียญ แล้วพาทหารไปยังที่หลบซ่อนพระองค์พร้อมทั้งสาวกอีก 12 คน พวกทหารจับกุมพระองค์นำไปสอบสวน ณ บ้านคายาฟัส ซึ่งเป็นที่ทำการของฝ่ายปกครองท้องถิ่น มีมหาปุโรหิตเป็นผู้สอบสวน และในศาล พระเยซูได้เอ่ยถ้อยคำสำคัญ ดังนี้

 

 

พระเยซู: As you say. Besides. I tell you that shortly you will see the Son of Man seated at the right hand of the Almighty and coming upon the cloud of heaven. [Mattew 26:64]

: ท่านว่าถูกแล้ว และยิ่งกว่านั้นอีก เราบอกท่านทั้งหลายว่า ในเวลาเบื้อง หน้านั้น ท่านทั้งหลายจะได้เห็นพระบุตรมนุษย์นั่งข้างขวาของผู้ทรงฤทธานุภาพ และเสด็จมาบนเมฆแห่งฟ้าสวรรค์

 

มหาปุโรหิต: (ลุกขึ้นฉีกเสื้อของตน) He has blasphemed! What further need do we have to witnesses? You have now heard His blasphemy. What do you think? [Matthew 26:65]

: เขาพูดหมิ่นประมาทพระเจ้าแล้ว เรายังจะต้องการพยานหลักฐานอะไรอีกเล่า ท่านทั้งหลายก็ได้ยินเขาพูดหมิ่นประมาทพระเจ้าแล้ว ท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไร?

 

ชาวเมือง: He deserves death! [Mattew 26: 66]

: ควรปรับโทษถึงตาย

 

 

จะเห็นว่า ถ้อยคำของพระเยซู เมื่อตรัสวาทะนี้ออกมาแล้ว ก็กลายเป็นหลักฐานที่ผูกมัดพระองค์เองทุกทาง คือในทางโลก ย่อมเป็นการหมิ่นพระเจ้า ที่เคารพบูชาสูงสุดของชาวเมืองทั้งหลายขณะนั้น ในทางศาสนา ถือว่าพระองค์ทรงตรัสสัจธรรมข้อสำคัญ คือตรัสว่าพระองค์เป็นบุตรพระเจ้าและเป็นพระเจ้า ถ้อยคำที่ว่า พระองค์เป็นพระบุตร และ เป็นพระเจ้า ในความหมายแห่งศาสนา วาทะนี้จะต้องเป็นสัจจะ โดยพิสูจน์ได้ว่า เป็นสัจจะ

แต่เมื่อพิจารณาจากวาทะที่ว่า

 

As you say. Besides. I tell you that shortly you will see the Son of Man seated at the right hand of the Almighty and coming upon the cloud of heaven. [Mattew 26]

: ท่านว่าถูกแล้ว และยิ่งกว่านั้นอีก เราบอกท่านทั้งหลายว่า ในเวลา เบื้องหน้านั้น ท่านทั้งหลายจะได้เห็นพระบุตรมนุษย์นั่งข้างขวาของ ผู้ทรงฤทธานุภาพ และเสด็จมาบนเมฆแห่งฟ้าสวรรค์

 

 

 

จะเห็นว่า ณ เวลานั้น พระเยซูยังคงมีความเชื่ออยู่เต็มเปี่ยมหฤทัย คือทรงฝันหวานอย่างรุ่งโรจน์ว่า พระเจ้าจะมาช่วยเหลือพระองค์โดยการปรากฎมาพร้อมพระสง่าราศีของพระเจ้าผู้ทรงมหิทธานุภาพ ทรงเชื่อและเคลิ้มฝันไปจริง ๆ ว่า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรสุดที่รักองค์เดียวของพระเจ้า พระเจ้าจะขี่เมฆที่มีประกายรุ้งงดงามดังเมฆสวรรค์ เลื่อนลอยมาทางอากาศ และรับเอาพระองค์ผู้ซึ่งทรงทรมานเจ็บปวดอยู่กับการตรึงกางเขน ภาพพระองค์เลื่อนลอยจากพื้นดินขึ้นไปสู่ฟ้าสวรรค์และประทับสง่างามอยู่เบื้องขวาของพระเจ้าผู้พร่างพราวไปด้วยพระสง่าราศี อันปรากฎต่อหน้าคนทั้งหลายทั้งปวง เป็นการประกาศกิตติคุณสง่าราศีของพระบุตร ผู้ซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้า สมตามที่ตรัสโอ้อวดไว้จริง

 

แต่ในที่สุด ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้ว ว่า มิได้มีภาพความจริงอันสง่างามบรรเจิดจ้าเช่นนั้นปรากฎขึ้นเลย เหตุการณ์ได้พิศูจน์ไปแล้วเรียบร้อยว่าพระองค์ทรงเคลิ้มฝันไปเองเท่านั้น และเหตุการณ์นั้นยังได้พิศูจน์ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับพระเยซูว่า ตลอดชีวิตของพระองค์ เป็นชีวิตที่อยู่กับโลกแห่งความฝันอันบรรเจิดจ้าตลอดเวลา พระองค์มิได้ทรงลืมพระเนตรดูโลกแห่งความเป็นจริงเลย ไม่มีพระเจ้า หรือพระบิดาผู้ทรงมหิทธานุภาพของพระองค์ขี่เมฆมาช่วยพระองค์แต่อย่างใดมิสมกับที่ทรงโอ้อวดว่า



I give them eternal life and they will never perish, and no one will snatch them out of My hand. My Father,who gave them to Me, is mightier than all and no one can wrest them out of My Father's hand. I and the Father are One." [John 10:25-30 = เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้นแกะนั้นจะไม่พินาศเลย และจะไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะเหล่านั้นไปจากมือของเราได้ พระบิดาของเราผู้ประทานแกะนั้นให้แก่เราเป็นใหญ่กว่าทุกสิ่ง และไม่มีผู้ใดอาจชิงแกะนั้นไปจากพระหัตถ์ของพระบิดาของเราได้เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน]



และนี่คือที่มาที่ชาวยิวเชื่อมาจนกระทั่งทุกวันนี้ว่า พระเยซูแท้จริงเป็นคนมีผีสิง หรือ คนวิกลจริตคนหนึ่งเท่านั้นเอง และปุถุชนคนธรรมดาทั้งหลาย เมื่อไม่สามารถตีความภาษาของคนวิกลจริตได้แจ่มแจ้งว่าหมายถึงอะไร มีมาจากสาเหตุใด(คือผลของความวิปริตแห่งฌานระดับหนึ่งอันเป็นภาคภายในของมนุษย์)ก็หลงผิดไปว่า พระเยซูเป็นบุตรพระเจ้า และช่วยกันโหมโฆษณาชวนเชื่อขึ้น

 

โทษตรึงกางเขน มีตัวอย่างที่สมจริงในภาพยนต์เรื่อง เบนเฮอร์ ก็คือ ใช้ตะปูขนาดใหญ่พอ ๆกับตะปูตอกหมอนรางรถไฟ ตอกตรึงเท้าทั้งคู่ทับกันบนท่อนไม้ท่อนตั้ง และตอกอีก2ดอกตรึงกลางฝ่ามือทั้ง2ไว้กับไม้ท่อนขวาง การตอกจะใช้ฆ้อนขนาดใหญ่หนักหลายปอนด์ เมื่อยกเสาไม้กางเขนขึ้นตั้ง คนผู้ถูกลงโทษก็จะถ่วงน้ำหนักลงมาที่เท้า โดยมีมือทั้งสองช่วยพยุงไว้ ดูเป็นเรื่องหวาดสยองทรมานความรู้สึกทั้งของนักโทษเองและผู้เฝ้าดูอยู่เป็นอย่างยิ่ง เห็นได้ว่าเป็นโทษสำหรับลงกับคนร้ายผิดบาปขนาดหนักในยุคนั้น ในทางพระพุทธศาสนา กล่าวถึงโทษในนิรยภูมิ ที่ลงแบบนี้ชื่อว่า ปัญจพิธพันธนะ คือตอกตรึงเท้าทั้ง 2 มือทั้ง 2 และ หน้าอก รวมเป็น 5 จุด (ดูเทวทูตสูตร) ส่วนพระเยซูถูกตรึงมือและเท้า ไม่ตรึงหน้าอก แขวนทรมานอยู่บนไม้กางเขนใหญ่ตั้งแต่เวลาเช้าสามโมง จนถึงเวลาเย็นสามโมง ล่วงไปแล้ว เป็นเวลาประมาณ 7 ชั่วโมง จึงทรงยอมจำนน กล่าวคือ ทรงยอมรับว่าพระองค์มิได้เป็นบุตรพระเจ้า มิได้ทรงเป็นพระเจ้า

 

ทรงเป็นเพียงคนธรรมดา ๆ บุตรนายช่างไม้แห่งหมู่บ้านนาซาเร็ธเท่านั้น ไม่มีพระเจ้าหรอก พระเจ้ามิได้มี พระเจ้ามิเคยช่วยผู้ใด และมิอาจช่วยผู้ใดได้ พระเจ้ามีขึ้นเพราะมีความเพ้อฝัน ความวิปริตแห่งใจ และมีผู้เอาไปโฆษณาชวนเชื่อ เท่านั้นเอง และสาเหตุดั่งนี้ก็ได้มีเป็นมาแต่ยุคบุรมบุราณแห่งชาติพันธ์มนุษย์ ตราบถึงปัจจุบันนี้

คำพูดประโยคสุดท้ายของพระองค์นั่นเองที่บอกว่า ทรงยอมจำนน เช่นนั้น คำที่ร้องเรียกหาพระเจ้าเป็นคำพูดสุดท้ายว่า Eli, Eli, Lama sbachthani ? [MATTHEW 27:46-MARK 15:33 = เอโลอี เอโลอี ลามาสะบักธานี : พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย]

 

 

Matthew มีคำอธิบายต่อไปอีกประโยคหนึ่ง ความเต็มว่า

 

and about three o'clock Jesus cried out with a loud voice, Eli, Eli, Lama sbachthani ? that is, "My God, My God, why have You forsaken me ? [MATTHEW 27:46 = ครั้นประมาณบ่ายสามโมง พระเยซูทรงร้องเสียงดังว่า เอลี เอลี ลามาสะบักธานี แปลว่า พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย ?]

 

 

ทุกวันนี้ จะมีชาวคริสต์สักกี่คนที่จดจำข้อความสุดท้ายนี้ไว้ด้วยความปลื้มปิติ ? เพราะนี่คือ การสารภาพ การยอมจำนนก่อนสิ้นใจของพระเยซูคริสต์ ว่าพระเจ้ามิได้มี และพระองค์มิได้ทรงเป็นบุตรพระเจ้าแต่อย่างใดเลย

 

แต่พระสาวกหายอมรับความจริง ที่ว่าพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ธรรมดาไม่ ฉะนั้นการโฆษณาชวนเชื่อครั้งใหญ่จึงได้บังเกิดขึ้นในโลกมนุษย์ กล่าวคือการโฆษณาเรื่อง RESURECTION : การฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ และการเสด็จสู่สวรรค์ของพระเยซูคริสต์ ปรากฎในบทพระคัมภีร์หลายตอน แต่เพียงสั้น ๆ ดังต่อไปนี้

 

 

พระคัมภีร์ลูกา : Then He conducted them out as far as Bethany and, raising His hand He blessed them. While He blessed them He was parted from them and taken up into heaven.[Luke 24:50-51 = พระองค์จึงพาเขาออกไปถึงหมู่บ้านเบธานี และทรงยกพระหัตถ์อวยพรเขา เมื่อพระองค์อวยพรอยู่นั้นพระองค์จึงเสด็จจากเขา]

 

พระคัมภีร์ มาระโก : So after the Lord had talked with them, He was received up into heaven and sat at the right hand of God. [Mark 16:19 = ครั้นพระเยซูเจ้าตรัสสั่งเขาแล้ว พระเจ้าก็ทรงรับพระองค์ให้ขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์ ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า]

 

 

จะเห็นภาพพระเยซูเสด็จสู่สวรรค์อย่างไร แต่คำตอบคงไม่มีคนใดในยุคนี้ยอมรับได้ เพราะการที่คนตายแล้วฟื้นนั้น เป็นสิ่งที่ขัดความจริงทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และการที่คนเป็น ๆ จะล่องลอยขึ้นไปเบื้องบนอากาศ และหายไปในอากาศ นั้นก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อีกเช่นเดียวกัน แต่เมื่อพวกสาวกโฆษณาว่า เพราะพระเยซูเป็นพระเจ้าจึงฟื้นคืนชีพได้ และสามารถลอยขึ้นไปบนสวรรค์ในท้องฟ้าได้

 

 

นั่นคือบทบาทของการโฆษณาชวนเชื่อของศาสนาคริสต์ที่แท้จริง

 

 

 

เหตุการณ์ในวงการศาสนาสากลเดินต่อมา เมื่อคริสตศักราชล่วงมาประมาณ 600 ปี โลกได้บังเกิดท่านนบีมุฮำมัด ศาสดาของศาสนาอิสลามขึ้นมา และได้ทรงนิพนธ์ พระมหาคัมภีร์อัลกูรอานขึ้น

 

และ เขียนเรื่องราวของ พระเยซู ขึ้นมาใหม่ อย่างค่อนข้างละเอียด จนกระทั่งเกิน ๆ ที่พระคัมภีร์ไบเบิลเล่าเอาไว้เองเสียด้วยซ้ำ มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาเสียใหม่หลายเรื่อง โดยเฉพาะเนื้อหาส่วนสำคัญของหลักการโฆษณาชวนเชื่อของศาสนาคริสต์ นั่นคือเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู และ พระเยซูเป็นพระเจ้า เป็นเหตุที่ลดทอนอำนาจฝ่ายคริสตศาสนาลง โดยทำให้วิถีการโฆษณาชวนเชื่อของศาสนาคริสต์ถูกลดทอนลงแทบทั้งหมด

เริ่มตั้งแต่ เขียนประวัติพระเยซูขึ้นมาใหม่ในนามว่า อีซา

 

ในไบเบิล เล่าว่า เดิมนายช่างไม้ โจเซฟ กับ นางมารีย์ หมั้นกันไว้แล้ว แต่ก่อนที่จะได้อยู่กินด้วยกันก็ปรากฎว่านางมารีย์ตั้งครรภ์ขึ้นแล้ว โดยผู้เขียนพระคัมภีร์อ้างว่าตั้งครรภ์ขึ้นมาเอง ด้วยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้ายะโฮวาห์ ดังถ้อยคำในพระคัมภีร์ว่า She was found to be with child from the Holy Spirit. (Matthew 1:18 = คนทั้งหลายได้เห็นกันว่านางมารีย์ตั้งครรภ์ขึ้นมาเองโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์) แต่โยเซฟคู่หมั้นคิดว่านางแอบมีชู้กับคนอื่น จึงหมายจะถอนหมั้นเสียเงียบ ๆ เพื่อรักษาชื่อเสียงของนาง แต่ทูตของพระเจ้ามาบอกเสียก่อนว่าพระวิญญาณของพระเจ้าแอบมาร่วมรัก(เป็นชู้)กับนางมารีย์และให้กำเนิดบุตรในครรภ์นางมารีย์ ข่มขู่โยเซฟ ๆ จึงยอมรับนางเป็นภริยา ดังไบเบิลว่า He took to him his wife but had no marital relation with her until she had given birth to her first-born son, whom he called Jesus. (Matthew 1:24-25 = โยเซฟได้รับนางมารีย์มาเป็นภรรยา แต่มิได้อยู่กินกับเธอ จนประสูติบุตรชายแล้ว และโยเซฟเรียกนามของบุตรนั้นว่าเยซู)

 

ในอัลกูรอานว่า สามีภริยาคู่หนึ่ง ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากวงศ์อัลเลาะห์ ชื่อ ซะกะรียา และ มัรยัม แต่งงานกันมานานตั้งแต่หนุ่มสาวแล้วแต่ไม่มีบุตร จึงอ้อนวอนขอบุตรจากอัลเลาะห์ ๆ ทรงประทานให้บุตรกำเนิดในครรภ์ของนางมัรยัม ปรากฎเรื่องราวที่เป็นหลักฐานในอัลกูรอาน ว่า :

 

เขา (ซะกะรียา) ได้กล่าวคำวิงวอนว่า โอ้องค์พระอภิบาลแห่งข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะมีลูกชายได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ข้าพระองค์ก็แก่เฒ่า จนอายุถึง ๑๒๐ ปีแล้ว ฝ่ายภรรยาของข้าพระองค์ก็เป็นหมัน มีอายุถึง ๙๘ ปี พระองค์จึงตรัสว่า ก็นั่นซี งานในด้านการให้เกิดมีบุตรชายขึ้นจากเจ้าทั้งสองผู้อยู่ในวัยชรานั้น อัลเลาะห์จะทรงให้บังเกิดได้ตามที่พระองค์ทรงประสงค์ ซึ่งไม่มีสิ่งใดจะทำให้พระองค์หย่อนความสามารถลงได้เลย (โองการที่ 40 หน้า 225-26)

 

และ : พระองค์ทรงให้เธอผ่องแผ้วจากราคีแห่งความสัมผัสทางเพศกับชายใด ปราศจากเลือดน้ำที่เป็นระดูประจำเดือนและในคราวคลอดบุตร และได้ทรงเลือกเฟ้นเธอให้ดีเลิศเหนือบรรดาสตรีประชากรในยุคเดียวกับเธอ ด้วยทรงให้เธอได้อีซาเป็นบุตรโดยมิต้องมีบิดาผู้ให้กำเนิด ซึ่งมีเธอเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น (โองการที่ 42 หน้า 226-27)

 

และ : นบีอีซาถูกอัลเลาะห์ให้กำเนิดมาโดยไม่มีบิดา แต่โดยประกาศิตจากอัลเลาะห์ (โองการที่ 39 หน้า 225)

 

 

จะเห็นว่า ท่านนบีมุฮำมัด ผู้รจนาพระมหาคัมภีรอัลกูรอาน ลงความเห็นแบบเดียวกันกับผู้รจนาไบเบิล โดยให้พระเจ้าประทานบุตรให้ได้ อ้างอำนาจพระเจ้า ให้บันดาลกำเนิดขึ้นได้ โดยไม่มีการสมสู่อยู่กินด้วยกันระหว่างสามีภริยา (ซึ่งเป็นการค้านหลักชีววิทยาศาสตร์ ทั้งไบเบิล และ อัลกูรอาน)

 

 

แต่ เรื่องราวของพระเยซูตอนสิ้นพระชนม์ มีข้อแตกต่างกันอย่างมาก โดยอัลกูรอาน เขียนบิดเบือนเรื่องราวไปจากไบเบิล ไบเบิลว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน แต่อัลกูรอานว่าแท้จริงพระเยซู มิได้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพราะอัลเลาะห์ พระเจ้าสูงสุดของศาสนาอิสลามทรงช่วยสับเปลี่ยนตัวให้ พระเยซูที่สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนนั้นเป็นตัวปลอม ดังปรากฎในพระมหาคัมภีร์อัลกูรอาน ว่า :

 

ส่วนบรรดาชนกาฟีรในเครือสกุลแห่งอิสรออีลเล่า (คนบาปแห่งอิสราเอล /บก.) พวกนั้นได้ออกอุบายกันเรื่องจะฆ่านบีอีซา เพราะพวกเหล่านี้ได้พาตัวอีซาไปมอบไว้แก่ฆาตกรในที่ลับ แต่อัลเลาะห์ก็ทรงย้อนอุบายของพวกนั้นเข้าให้ โดยส่งผู้หนึ่งที่มีส่วนคล้ายคลึงกับอีซาที่สุดไปให้พวกที่หมายจะฆ่าอีซา ครั้นแล้วพวกนั้นก็ฆ่าชายที่ถูกปลอมร่าง ส่วนอีซานั้นได้เหินสู่เบื้องฟ้า ฝ่ายอัลเลาะห์ทรงรอบรู้แผนการต่าง ๆ ได้เยี่ยมกว่าผู้มีกุศโลบายทั้งหลาย (โองการที่ 54 หน้า 232)

 

 

การเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระเยซู ไบเบิลถือเป็นหัวใจของศาสนาคริสต์ ที่มีความสำคัญยิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลกันกับเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์จากการตายบนไม้กางเขน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการโฆษณาชวนเชื่อของศาสนาคริสต์ ในประเด็นหลักที่ว่า พระเยซูจะต้องเป็นพระเจ้า แต่ท่านนบีมุฮำมัดพยายามจะลดทอนความสำคัญของการโฆษณาชวนเชื่อนี้ลง โดยเพิ่มความสำคัญให้แก่ฝ่ายอิสลามยิ่งขึ้น พระมหาคัมภีร์บรรยายว่า :

 

โอ้อีซา แท้จริงข้านี้ได้บันดาลให้เมฆเป็นผู้ประคองเจ้าจากโลกนี้ทั้งเป็น ๆ เป็นผู้ส่งเจ้าขึ้นไปยังสถานที่อันมีเกียรติของข้า อันเป็นสถานที่พักอาศัยของ เหล่ามลาอิกะห์คือ ฟ้าชั้นสอง เป็นผู้ยังให้เจ้าปลอดจากบรรดาผู้เป็นกาฟีรและเป็นผู้บันดาลให้บรรดาชนทั้งฝ่ายมุสลิมและนัซรอนีที่เจริญรอยตามเจ้ามีเกียรติเหนือบรรดาผู้เป็นกาฟิรยะฮูดีทั้งในด้านการโต้คารมด้วยหลักฐานและการใช้ดาบตราบจนวันกิยามะห์ ครั้นแล้วบั้นสุดท้ายของพวกเจ้าย่อมกลับไปยังการสอบสวนของข้า แล้วข้าจะตัดสินความเรื่องทางศาสนาอันพวกเจ้าเคยขัดแย้งระหว่างกันและกัน คือว่าข้าให้ผู้เจริญตามคำบัญชาใช้และห้ามของข้าได้เข้าสู่สวรรค์ และให้ผู้ที่ทรยศเข้าสู่นรก (โองการที่ 55 หน้า 233)

 

 

ซึ่งจะเห็นว่า ท่านนบีมุฮำมัดเขียนลดความสำคัญของพระเยซูลงเป็นอย่างมาก จากเดิมที่ไบเบิลยกพระเยซูให้สูงส่ง โดยเป็นพระบุตรสุดที่รักของพระเจ้า ประทับร่วมอาสน์เบื้องขวาของพระเจ้า ในสวรรค์ชั้นสูงสุด แต่อัลกูรอานลดพระเยซูลงมา ทรงให้พระเยซูไปอยู่ในสวรรค์ชั้นที่ 2 ในระดับเดียวกับมุสลิมผู้ทรงธรรม(เหล่ามลาอิกะ) เท่านั้น แทนที่จะให้เป็นพระบุตรและประทับข้างขวาของอัลเลาะห์ในสวรรค์ชั้นที่ 7 จึงจะถูกต้องตรงตามเนื้อความที่พระเยซูทรงตรัสไว้ในศาลยูเดีย ที่ว่า shortly you will see the Son of Man seated at the right hand of the Almighty and coming upon the cloud of heaven. [Mattew 27:26 = ในเวลาเบื้องหน้านั้น ท่านทั้งหลายจะได้เห็นพระบุตรมนุษย์นั่งข้างขวาของผู้ทรงฤทธานุภาพ และเสด็จมาบนเมฆแห่งฟ้าสวรรค์] และตามหลักฐานที่ไบเบิลยืนยันตอนพระเยซูฟื้นจากความตายและเสด็จสู่สวรรค์ทั้งเป็น ๆ สด ๆ ว่า So after the Lord had talked with them, He was received up into heaven and sat at the right hand of God. [Mark 16:19 = ครั้นพระเยซูเจ้าตรัสสั่งเขาแล้ว พระเจ้าก็ทรงรับพระองค์ให้ขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์ ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า]

 

 

จะเห็นว่า การลดระดับพระเยซูลงมาอยู่สวรรค์ชั้นที่ 2 นั้น ก็หมายความว่า มีผู้ที่อยู่เหนือพระเยซูขึ้นไปตามระบบสวรรค์ของอิสลามถึง 5 ชั้น ซึ่งสามารถสรุปลงได้ว่า ในสวรรค์ของอัลเลาะห์ พระเยซูแทบว่ามิได้มีความหมายอะไรเลย

 

 

ที่สำคัญที่สุดก็คือ ไบเบิลยกพระเยซูเป็นพระเจ้า โดยถ้อยคำของพระเยซูเองที่ตรัสว่าพระองค์เป็นพระบุตรโทนสุดที่รัก และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้า ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งยวด อันมีความหมายถึงการดำรงอยู่แห่งคริสตศาสนาทั้งมวล แต่อัลกูรอานลดฐานะอันสูงส่งของพระเยซูลงมาจนเกือบไร้ความสำคัญ เห็นได้จากอัลเลาะห์ทรงให้พระเยซูประทับสวรรค์ชั้นที่ 2 เท่านั้น ในขณะที่อัลเลาะห์ประทับสวรรค์ชั้นที่ 7 และเบื้องขวาของอัลเลาะห์เป็นเทพองค์อื่นซึ่งมิใช่พระเยซู ตามที่ไบเบิลรับรองไว้

ปรากฎในอัลกูรอานว่า :

 

นอกจากนี้อีซาได้ให้ชายคนหนึ่งชื่อชาม บุตรของนูห์เป็นขึ้นมาได้ครู่หนึ่งจึงตายกลับไปอีก(ในไบเบิลคือ Lazarus : ลาซารัส ที่พระเยซูทรงเรียกให้ฟื้นจากความตายชั่วคราว/บก.) โดยฉันใช้คำพรบทหนึ่งที่ว่า'โอ้องค์นิรันดร โอ้องค์ดำรงเอง' โวหารที่ว่า "ด้วยความประสงค์ของอัลเลาะห์" ซ้ำเป็นสองหนนี้ เพื่อขจัดความเคลือบแคลงของมนุษย์ที่อาจจะเข้าใจว่าอีซาจะเป็นพระเจ้าเสียเอง" (วรรคที่49หน้า 230) และ :

 

 

กระบวนการของอีซานั้นคือว่า อีซาเป็นข้าของอัลเลาะห์ เป็นศาสนทูตของพระองค์ แต่มิใช่บุตรของพระองค์อย่างที่พวกนัซรอนี(ชาวคริสต์/บก.) อ้างเท็จว่าเป็นบุตรของพระองค์ นี้แหละย่อมเป็นความจริงมาจากองค์พระผู้อภิบาลของเจ้า ฉะนั้นเจ้าจงอย่าเป็นผู้หนึ่งจากบรรดาผู้สงสัยเรื่องราวที่ประหลาดของผู้นี้เลย (วรรคที่ 60 หน้า 235)

 

 

จะเห็นว่า มีประเด็นสำคัญอย่างยิ่งยวดในโองการที่ 60 นี้ ในทัศนะของชาวคริสต์ ย่อมมองว่า เป็นการดูถูกดูแคลนศาสนาคริสต์อย่างไม่น่าอภัยได้ เมื่อท่านนบีมุฮำมัดเขียนว่า พระเยซูแท้จริงก็คือข้าของพระเจ้า อัลเลาะห์แห่งศาสนาอิสลามคนหนึ่งเท่านั้นเอง อัลกูรอาน พยายามอย่างยิ่งที่จะบอกคนของฝ่ายตนว่า พระเยซูมิได้เป็นพระเจ้า ที่พระคัมภีร์ไบเบิลเขียนไว้นั้นเป็นสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้ ท่านมุฮำมัด เน้นว่า แท้จริงพระเยซู เป็นเพียงคนธรรมดา พระเยซู เป็นศาสนทูตของพระองค์อัลเลาะห์ เสมอเหมือนท่านนบีมุฮำมัดและนบีองค์อื่น ๆ พระเยซูมิได้มีสง่าราศีในระดับที่เป็นพระบุตรของพระเจ้า ตามที่พระองค์ตรัสไว้แต่อย่างใด

 

 

ในที่สุดของเรื่องราวพระเยซู ท่านนบีมุฮำมัด ผู้รจนาพระมหาคัมภีร์อัลกูรอาน กล่าวไว้ว่า องค์อัลเลาะห์ต่างหากที่ทรงมหิทธานุภาพที่แท้จริง ทรงพระเมตตาช่วยนบีเยซูพ้นจากการประหารแล้วให้ทรงเหินฟ้าขึ้นสู่สวรรค์ชั้น2เสวยภิรมย์สุขมาตราบเท่าทุกวันนี้ แล้วก็สรุปลง ว่า :

 

แน่แท้ประวัติของอีซานี้คือเรื่องราวที่แท้จริงอย่างไม่มีที่สงสัยใด ๆ เลย หามีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การสักการะบูชาในภพนี้ไม่ เว้นไว้แต่อัลเลาะห์เท่านั้น และแท้จริงอัลเลาะห์นั้นคือองค์ทรงอิทธิฤทธิ์ยิ่งในด้านการปกครองของพระองค์ ทรงประณีตยิ่งในงานของพระองค์ (โองการที่ 62 หน้า 237)

 

 

ในประเด็นอื่น ๆ ของเรื่องราวเดียวกันนี้ ทั้งไบเบิลและอัลกูรอาน เห็นตรงกันก็คือ ต่างก็มีความเชื่อว่า พระเยซู เสด็จสู่สวรรค์ทั้งเลือดเนื้อและชีวิต ซึ่งในไบเบิลว่า พระเยซูฟื้นคืนพระชนม์มาจากความตายบนไม้กางเขนแล้วเสด็จสู่สวรรค์ทั้งเป็น ๆ สด ๆ ต่อหน้าเหล่าสาวก อันเป็นการโฆษณาชวนเชื่อของบรรดาสาวกในชั้นหลัง ทั้ง ๆ ที่พระเยซูเองทรงยอมจำนนแล้วก่อนจะสิ้นพระชนม์ลง ด้วยเสียงร้องของพระองค์ว่า เอโลอี เอโลอี ลามาสะบักธานี : พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ เหตุไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย แต่เมื่อกาลเวลาล่วงมากว่า 600 ปีแล้ว องค์นบีมุฮำมัดก็ยังคงเชื่ออย่างจริง ๆ จัง ๆ ว่าเรื่องพระเยซูเสด็จขึ้นสวรรค์ทั้งเลือดเนื้อชีวิตสด ๆ เป็นเรื่องจริง จึงทรงรักษาโครงเรื่องฝ่ายคริสเตียนเอาไว้แล้วบิดเบือนเรื่องไปโดยเอาบุญเอาคุณเข้าพระเจ้าของพระองค์คืออัลเลาะห์ ดังกล่าว เป็นเหตุแห่งความบาดหมางอย่างยิ่งใหญ่ในวงการศาสนาคริสต์-อิสลามสืบมาจนถึงทุกวันนี้ เหตุส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะไปลบล้างวิถีการโฆษณาชวนเชื่อของพวกคริสต์ให้อ่อนลงไป

 

 

แท้จริงพระมหาคัมภีร์อัลกูรอานถูกเขียนขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือทางการปกครองและการทหาร ผสมผสานไปกับหลักการลัทธิเทวนิยม อิงโครงสร้างของไบเบิล โดยการอ้างอำนาจของสิ่งที่ไม่มีตัวตนมาข่มขู่คนของตนเองคือมุสลิมทั้งหลายให้ยอมจำนน และเพื่อข่มขู่คนอื่นที่เป็นศัตรูของตน ให้ระยอบเกรงกลัว สร้างเงื่อนไขต่าง ๆ ทั้งทางโอ้โลมและปฏิโลมอย่างมากมายขึ้นมา เพราะอัลกูรอาน เกิดขึ้นในระหว่างสถานการณ์การสู้รบของคนเผ่าพันธ์ที่แตกต่าง อัลกูรอานเป็นของเผ่าพันธ์มุฮำมัด หรือเผ่าพันธ์มุสลิมโดยเฉพาะ จึงเขียนเรื่องราวให้เอียงเข้าประโยชน์ฝ่ายตน มีเรื่อง วันกิยามะห์ หรือ วันพิพากษาโลก ที่จะมาในวันข้างหน้า โดยอัลเลาะห์จะ "ทรงเป็นองค์ลงโทษอย่างหนัก" เพราะ "แม้สักสิ่งเดียวทั้งในแผ่นดินและฟากฟ้า ก็ไม่สามารถซ่อนเร้นพระองค์ได้" (โองการที่4-5 หน้า205) ซึ่งเป็นคำข่มขู่ขนาดหนักนี้ จะละม้ายคล้ายคลึงกันมาก พอ ๆ กับคำข่มขู่ให้เชื่อในไบเบิล ๆ ถึงขนาด ผู้ใดแม้เพียงได้ยินพระนามของพระเยซูแล้วไม่เชื่อ เท่านั้นเองพระเจ้าก็จะทรงพระพิโรธมากและจะถูกจดชื่อไว้เพื่อการพิพากษาในวันสิ้นโลกและโทษก็มีอย่างเดียวคือความตาย ผู้ที่ไม่เชื่อจะถูกจับโยนลงในนรกเพลิง วิธีการเผยแผ่ของศาสนาคริสต์จึงยืนบนความเชื่อง่าย ๆว่า พวก บาดหลวงไม่ต้องทำอะไร เพียงขึ้นป้ายว่า พระเยซูคือพระเจ้า บนต้นไม้สูง ๆ ให้คนเห็น เท่านั้นคนใดเห็นก็จะต้องเชื่อ หากทำเฉย ๆ ไม่ตื่นเต้นในข่าวประเสริฐนี้ พระเจ้าก็จะทรงพระพิโรธมาก และจะทรงพิพากษาลงโทษเอง ซึ่งเป็นคำข่มขู่ขนาดหนักเพื่อให้คนยอมรับ อันเป็นวิธีการหนึ่งของ การโฆษณาชวนเชื่อ เท่านั้นเอง

 

 

การโฆษณาชวนเชื่อของไบเบิลตอนที่สำคัญอีกตอนหนึ่ง เป็นเรื่องการพยากรณ์ การกลับคืนมาสู่โลกของพระเยซู เพื่อการพิพากษาโลก ที่ไบเบิลยืนยันอย่างแน่นหนักว่า เพราะพระเยซูทรงเป็นพระบุตร และได้รับมอบหมายอย่างสิทธิขาดจากพระบิดา ทรงสัญญาว่าไม่นานพระเยซูจะกลับมาใหม่และเริ่มพิจารณาคดีต่าง ๆของหมู่มนุษย์ทั้งโคตรเหง้าดั้งเดิมมาจนถึงปัจจุบัน

แต่ครั้นพูดกันไปแล้ว ในหมู่สาวกเองก็ตั้งคำถามขึ้นมาพร้อม ๆ กันว่า พระเยซูจะทรงเสด็จกลับมาเมื่อไร คำตอบก็ไม่ชัดเจน เป็นเพียงคำพูดหรือสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ อีกเช่นเคย

ดังปรากฎใน ฮีบรู ห้วน ๆ ว่า

 

For it will be just a little while before the coming One will come and will not delay;but he whom I find righteous through faith will live, and if he shrinks back, My soul will not be pleased with him.(Hebrews10:37-38)

อีกไม่นานพระองค์ผู้จะเสด็จมาก็จะเสด็จมา และจะไม่ทรงชักช้า แต่คนชอบธรรมของเรานั้นจะดำรงชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อ และถ้าความเชื่อของเขาเสื่อมถอย เราจะไม่มีความพอใจเลย

 

 

เปโตร สานุศิษย์คนสำคัญอีกคนตอบอ้อมแอ้มพร้อมคำข่มขู่ขนาดหนักว่า

 

The Lord is not lackadaisical about His promise as some think of lackadaisy ; instead. He is exercising patience with you, unwilling that any should perish, but that all should come to repentance. But the day of the Lord will come like a thief. Then with a tremendous roar the heavens will pass away, the elements will be dissolved with fire, and the earth and the works in it will be burned up. (2 Peter 3 : 9-10)

องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเฉื่อยช้าในเรื่องพระสัญญาของพระองค์ ตามที่บางคนคิดนั้น แต่พระองค์ได้ทรงอดกลั้นพระทัยไว้ เพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลายมาช้านาน พระองค์ไม่ทรงประสงค์ที่จะให้ผู้หนึ่งผู้ใดพินาศเลย แต่ทรงปรารถนาที่จะให้คนทั้งปวงกลับใจเสียใหม่ แต่ว่าวันของพระองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นจะมาถึง เหมือนอย่างโขมยแอบย่องมา และในวันนั้นท้องฟ้าจะล่วงเสียไปด้วยเสียงที่ดังกึกก้องและโลกธาตุจะสลายไปด้วยไฟ และแผ่นดินโลกกับสิ่งสารพัดที่มีอยู่ในโลกนั้นจะต้องไหม้เสียสิ้น

 

 

คำตอบที่คมคายที่สุดในประเด็นเดียวกันก็ต้องเป็นของ เปาโล สานุศิษย์เอก ว่า

 

Concerning times and seasons, brothers, you need no writing from me, for you are yourself aware that the day of the Lord will come as a thief in the night. When they say, 'Peace and safety,' then sudden destruction will come upon them like the birthpangs of a pregnant woman, and there will be no escape. You, however, brothers, are not in the dark, so that the day should surprise you like a thief; for you are all sons of the day. (1 Thessalonians 5:1-10)

ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย เรื่องวันและเวลาที่ทรงกำหนดไว้นั้น ไม่จำเป็นจะต้องเขียนบอกให้ท่านรู้ เพราะท่านเองก็รู้ดีแล้วว่า วันขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะมาเหมือนอย่างโขมยที่มาในเวลากลางคืน เมื่อเขาพูดว่า "สงบสุขและปลอดภัยแล้ว" เมื่อนั้นแหละความพินาศก็จะมาถึงเขาทันที เหมือนกับความเจ็บปวดมาถึงหญิงที่มีครรภ์ เขาจะหนีก็ไม่พ้น แต่พี่น้องทั้งหลาย ท่านไม่ได้อยู่ในความมืดแล้ว วันนั้นจะมาถึงท่านอย่างขโมยมา ท่านเป็นบุตรของความสว่าง

 

 

 

ท่านจะสังเกตเห็นว่า ในหนังสือไบเบิล จะมีคำข่มขู่ คำย่ำเหยียดมนุษย์จะเอาโทษถึงเลือดถึงเนื้อแทรกอยู่แทบทุกบททุกตอน นี่คือประเด็นสำคัญของการโฆษณาชวนเชื่อ

คำมั่นสัญญา เรื่องพระเยซูจะกลับมาอีกครั้งนั้น แม้ในมหาคัมภีร์อัลกูรอานก็รับรองไว้ แต่จะเสด็จมาในพระนามของพระเจ้า อัลเลาะห์ มิใช่ในพระนามของพระเจ้า เยโฮวาห์ ดังนี้ :

 

เมื่อจวนจะถึงวันอวสานพิภพ อีซาจะมาสู่พื้นแผ่นดิน จะมาเป็นผู้ถือบัญญัติธรรมของพระศาสดามุฮำมัดเป็นบทตัดสิน และมาในฐานะผู้ฆ่ามารตนหนึ่งชื่อดัจยาล ฆ่าสุกรและอื่น ๆ และจะเลิกเก็บค่าพิทักษ์สันติภาพจากชาวยะฮูดีและนัซรอนี .... อีซาจะมาพำนัก ณ แผ่นดินนี้อยู่เป็นเวลาถึงเจ็ดปีจึงตาย และจะมีมวลมุสลิมมาอำนวยการละหมาดให้ และจัดการฝังศพของท่านลงตรงห้องของพระศาสดามุฮำมัด ซึ่งอยู่ ณ ดินแดนแห่งนครมดีนะห์. ( บทแทรกระหว่างโองการที่ 57 กับ โองการที่ 58 หน้า 234)

 

พระคัมภีร์ไบเบิลได้กล่าวถึงคำมั่นสัญญาอันดั้งเดิมข้อหนึ่งของพระเจ้าเยโฮวาห์ ที่ให้ไว้แด่โนอาห์ ภายหลังทรงบันดาลให้น้ำท่วมโลก ท่วมมนุษย์สัตว์ตายหมดโลก มีว่า

 

Then Noah built an altar to the Lord. He took from all clean animals and from all clean birds and offered burnt offerings on the alter, and as the Lord discerned the pleasing fragrance, He said within Himself, I will never again curse the ground on man"s account, because he is evil minded from his youth, neither will I again destroy every living things as I have done. (Genesis 8:21)

โนอาห์สร้างแท่นบูชาพระเจ้า และเลือกเอาสัตว์ทุกชนิดและนกทุกชนิดประเภทที่ไม่มีมลทินมาเผาบูชาถวายที่แท่นนั้น พระเจ้าทรงได้กลิ่นที่พอพระทัยแล้ว ทรงดำริในพระทัยว่าเราจะไม่สาปแผ่นดินอีกต่อไปแม้ว่ามนุษย์ไม่ดี ถึงเค้าความคิดในใจของมนุษย์ล้วนแต่ชั่วตั้งแต่เด็กมา เราจะไม่ประหารสิ่งทั้งหลายที่มีชีวิตเหมือนอย่างที่เราได้กระทำแล้วนั่นอีก

 

ต่อแต่นั้นพระเจ้าก็ทรงกระทำพันธสัญญากับโนอาห์ ว่า

Take note! I Myself am establishing My covernant with you, with your descendants and with every living creature, whether bird, livestock or wild beast-along with you, of all that left the ark, even every creature on earth. I covenant with you that neither shall all flesh again be eliminated by water of a flood, nor shall there be another deluge to destroy the earth. (Genesis 9:8-11)

พระเจ้าจึงตรัสแก่โนอาห์และบุตรทั้งหลายว่า "นี่แน่ะ เราเองเป็นผู้ตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าและกับพงศ์พันธ์ของเจ้า และกับบรรดาสัตว์มีชีวิตที่อยู่กับเจ้าด้วย ทั้งนกและสัตว์ใช้และสารพัดสัตว์ป่าดินที่อยู่กับเจ้า บรรดาสัตว์ที่ออกจากนาวาคือสัตว์ป่าทั้งหลายในโลก เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าว่า จะไม่ทำลายบรรดามนุษย์และสัตว์โดยให้น้ำท่วมอีก และจะไม่ให้มีน้ำมาท่วมทำลายโลกอีกต่อไป

 

God further said, "This is the sign of the covenant I am making between Me and you through all successive generations. I will set My bow in the clouds; it shall be for a token of a covernant between Me and the earth. When I collect My clouds above the earth, then the bow shall appear in the clouds and I will remember the covernant that exist between Me and you and every living creature of every kind of flesh. Never again shall the waters become a flood to destroy all flesh ; the bow shall be in the clouds; I shall look upon it to remember the eternal covernant between God and every living creature of all flesh on the earth. This" said God to Noah, "is the sign of covernant I have set up between Me and every living creature on earth. (Genesis 9:12-17)

พระเจ้าตรัสว่า นี่แหละเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาซึ่งเราตั้งไว้ระหว่างเรากับพวกเจ้า ทั้งบรรดาสัตว์มีชีวิตที่อยู่กับเจ้าสืบไปทุกชั่วอายุ คือเราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก เมื่อเราให้มีเมฆเหนือแผ่นดิน และมีรุ้งขึ้นที่เมฆนั้น เราจะระลึกถึงพันธสัญญาของเราระหว่างเรากับเจ้าและบรรดาสัตว์ที่มีชีวิต แล้ว น้ำจะไม่ท่วมทำลายบรรดาสัตว์โลกอีกเลย เมื่อมีรุ้งที่เมฆ เราจะดูรุ้งนั้นและระลึกถึงพันธสัญญาถาวรระหว่างพระเจ้ากับบรรดา สัตว์โลกที่มีชีวิต ซึ่งอยู่บนแผ่นดินโลก พระเจ้าตรัสแก่โนอาห์ว่า "นี่แหละเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาที่เราได้ตั้งไว้ระหว่างเรากับบรรดาสัตว์โลกซึ่งอยู่บนแผ่นดิน"

 

 

ซึ่งท่านผู้อ่านจะเห็นแล้วว่า คำมั่นสัญญาของพระเจ้า รวมทั้งเรื่องราวที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียง การโฆษณาชวนเชื่อ เท่านั้นเอง !!! โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโฆษณาชวนเชื่อว่าพระเยซูฟื้นจากความตายแล้วล่องลอยสู่สวรรค์บนอากาศไปเป็น ๆ สด ๆ จนทำให้คนลืมไปว่าแท้จริงพระศพของพระองค์ ได้ถูกฝังลืมไว้ที่ใดที่หนึ่งชานเมืองกรุงเยรูซาเล็มนั่นเอง เยรูซาเล็ม จึงยังคงเก็บงำความลับอันยิ่งใหญ่ของชาวคริสต์อยู่มาจนถึงทุกวันนี้ น่าที่นักโบราณคดี หรือองค์กรระดับโลก เช่น ยูเนสโก จะได้ลองศึกษาค้นหาพระศพของพระเยซูกันจริง ๆ เพราะไม่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ใดที่สนับสนุนว่า พระเยซูเสด็จออกไปนอกโลก โดยร่างกายลอยขึ้นไปบนฟ้าเบื้องบนและหายไปในหมู่เมฆ ตามที่พระคัมภีร์ไบเบิลและอัลกูรอานเขียนเอาไว้ ในแมื่อแท้ที่จริงพระศพของพระองค์ได้ถูกฝังไว้ชานเมืองกรุงเยรูซาเล็ม บริเวณตำบลกระโหลกศีรษะ ที่ถูกตรึงกางเขนนั่นเอง ระยะ 2,000 ปีที่ผ่านมาซากอัฏฐิก็คงจะสมบูรณ์อยู่ จึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษาทางมานุษยวิทยาและโบราณศึกษาเป็นอย่างยิ่ง !!!!

 

 

ธรรมสามี
27 ส.ค. ๒๕๔๔








หนังสือพิมพ์ดีเล่มที่ 24

พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเมื่อ 11 ส.ค.2544
บทบก.1 ปรารภเรื่องระบบเศรษฐกิจ วัตถุนิยม เห่อฟุตบอลกีฬาวัตถุนิยม
บทบก.2 การศึกษาที่หลงทาง พุทธิศึกษาที่ตามก้นพลศึกษา
บทบก.3 การก่อการร้าย 11 ก.ย.2544 (September 11,2001)ที่สะเทือนโลก
บทบก.4 ทินวัฒน์ มคพิทักษ์ ส.ว.ลาออกจากวุฒิสมาชิกเพราะดูหมิ่นอิสลาม??????
บทบก.5 ชมรมภิกษุต่างจังหวัด พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติกับอนาคตของพระพุทธศาสนา
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว ดี24
เฝ้าดูฯ รายการฒไม่เฒ่า พลังจักรวาล พลังคอสมิก ทำให้หนุ่ม
เฝ้าดูฯ รายการทุ่งแสงตะวัน ชมโรงงานทำกระดาษด้วยเยื่อสับปะรด
เฝ้าดูฯ โทรทัศน์ทุกช่อง สด ปิดคดีซุกหุ้น ทักษิณ ชินวัตร
เฝ้าดูฯ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2545
เฝ้าดูฯ ขอคิดด้วยคน บทบาทของสตรีในพระพุทธศาสนา(ตอนจบ)
เฝ้าดูฯ บ้านเลขที่ 5 มาเยี่ยมมาเยือนจากคนไทยมลรัฐฮุสตัน สหรัฐอเมริกา
เฝ้าดูฯ ภาพยนต์ล้อเลียนศาสนา วิญญาณอมตะ The Memory of Mark Patrick
เฝ้าดูฯ ข่าว 11 ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินทักษิณชนะ คดีซุกหุ้น
เฝ้าดูฯ ธรรมะส่องโลก ปนัดดา วงศ์ผู้ดี นางสาวไทย2543เป็นพิธีกร
เฝ้าดูฯ บ่ายนี้มีคำตอบ โครงการกองทุนหมู่บ้าน ๆ ละ 1 ล้านบาท
เฝ้าดูฯ ภาพยนต์ช่อง3 ไซ๋ว ศึกเทพอสูรสะท้านฟ้า
เฝ้าดูฯ ข่าวหนังใหญ่เรื่อง สุริโยไท ทุ่ม 500 ล้านบาทสร้าง
เฝ้าดูฯ หนังช่อง7 ฉุดนรกสยองโหด Fallen เอาเค้าเรื่องนครบาบิโลนล่มในไบเบิลมาสร้าง
เฝ้าดูฯ พบดร.รุ่ง แก้วแดง ปฏิรูปการศึกษาอย่างไร ไอทีวีทอลก
เฝ้าดูฯ รายงานสดโทรทัศน์ทั่วโลก โบอิ้งยักษ์2ลำบินชนถล่มตึกเวิร์ลเทรดเซนเตอร์สหรัฐอเมริกา บุชประกาศภาวะสงคราม
เฝ้าดูฯ เอเซียน-เกอมิลังเกมส์ 2544 ไทยสุดยอดมวยและฟุบอลเอเซีย
เฝ้าดูฯ ก้าวไกลไปกับการศึกษา การร่างกฎหมาย 23 ฉบับเพื่อการปฏิรูป
เฝ้าดูฯ รายการแสงธรรม มีชัย กิจบุญชู แห่งสภาคริสต์ไทยต่อต้านทำแท้ง
เฝ้าดูฯ ชุมทางเสียงทอง ทำประเทศไทยน่าอยู่ที่สุดในโลก
คอลัมน์ประชาธิปไตยสงฆ์ บทสรุปการปฏิรูปปกครองสงฆ์
หนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
หนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
หนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
หนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
หนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เวบไซท์นี้ http://www.newworldbelieve.net มีข้อมูลพื้นฐานจากหนังสือพิมพ์ดี:วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก ออกโดยมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร) มี พระพยับ ปญฺญาธโร เป็นบรรณาธิการ และเป็น webmasterสำนักงานตั้งอยู่ที่ วัดมหาพุทธาราม อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000 ขณะนี้หนังสือพิมพ์ดีมีอายุทำการมา 11 ปีแล้ว มีเรื่องสำคัญคือการวิเคราะห์สังคมทั้งระบบด้วยแนวภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์แห่งตาธรรมะในพระพุทธศาสนาเพื่อนำสังคมไปสู่ความดีงามและรอดปลอดภัยจากสถานการณ์เลวร้ายยุคนี้