ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี แฟ้ม 2
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletThe Truth Of Red Thailand 12-14 April 2009
bulletFrom red shirt survivor person
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
โหราศาสตร์ [updateใหม่สุด]
dot
bullet สารบาญโหราศาสตร์โดยชลัมพุช โหรชนบททุกเรื่อง
bulletบันทึกข้อสังเกตประเด็นสำคัญดวงชะตาประเทศไทยช่วงเดือนส.ค.-พ.ย.2552
bulletดวงชะตาประเทศไทย พยากรณ์ว่าประชาชนจะอดอยากยากจนและเผชิญภับพิบัติ 4 ประการ
bulletให้คำพยากรณ์นักธุรกิจชาวอังกฤษ
bulletอยากรู้เรื่องโหราศาสตร์ คลิก!
bulletดวงชะตาผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตไทย
dot
Buddhism How?
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
บันทึกลับเสื้อแดง
dot
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนท )
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
dot
รายการทั่วไป
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา
bulletงดเหล้าเข้าพรรษา
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletศรีสะเกษ
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
dot
ช่องบริการประชาชน
dot
bulletบริการแจ้งของหาย คนหาย สื่อข้อความ หมอผี ฯลฯ
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletดี 25
bulletดี 28
bulletดี 29
bulletดี 26


เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้วพ.ศ.2551 กลางปี

สารบาญ

1.     ความจริงวันนี เปิดเผยม็อบสะพานมัฆวาน
2.    พิธีกรรมไสยศาสตร์งมงายกลางกรุงเทพมหานคร ม็อบสะพานมัฆวานเป่านกหวีด
3.     การโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) เบื้องต้นแห่งการโฆษณาชวนเชื่อคือผรุสวาท
4.     แด่สัจธรรมแห่งความตาย แด่คุณยอดรัก สลักใจ และครอบครัวของเขา
5.    โอลิมปิกครั้งที่ 29 Beijing 2008 ภาพที่เห็น
6.    บันทึกประเทศไทย เมื่อพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ขอลี้ภัยประเทศอังกฤษ 
7.    วันนี้ไม่มีรอยยิ้มจากศรีสะเกษ เมื่อวันดี คำเอี่ยมพลาดในปักกิ่งโอลิมปิก
 8.  รายากุหนิงจบลงแล้ว TBS ช่อง 6  25 ส.ค. 2551 18.30 น.
 9.   ยุทธศาสตร์จัดการม็อบจำลอง-สนธิ
10. ราชินยาเศียรพาทมหาราชินีนาถสดุดี ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑

11.  ขอให้พยากรณ์ดวงชะตาของแกนนำม็อบ  จากจานประครองจิต
12. บันทึกประเทศไทย หลงทางประชาธิปไตย
13.  ท่าทีของทหารไทยต่อสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน

14.  บทกวีแห่งเสรีภาพ
15.  ประกาศ พรก.สถานการร์ฉุกเฉินในกรุงเทพมหานคร
16.  Aljazeera กับ Russia Today
17.  ประเทศไทยวันนี้ นักวิชาการหน่อมแน้มไม่รู้กาละเทศะ
18.   ประเทศไทยวันนี้(2) อำนาจอยู่ในมือทหารและรัฐบาลของประชาชน
19.  ไม่อยากให้คนคิดดูแคลนทหาร แกนนำม็อบควรมอบตัวสู้คดี
20.  ประเทศไทยวันนี้ จะคิดและทำอย่างไร?

21.  เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว  สงครามการเมืองน้ำลาย พัชรา กอปรทศธรรม
22.  ASTV วันนี้ยังคงไร้สาระ กรณีตัวอย่างเพื่อการศึกษา
23.  ประเทศไทยวันนี้   จะคิดและทำอย่างไร?
24.  บันทึกของคนมีความหวังในประชาธิปไตย
        การเมืองกำลังจะลงตัวอีกครั้งหนึ่ง

 

 

 

 

 1.  ความจริงวันนี้

NBT
4 ส.ค. 2551, 21.15-23.00 น.

 



รายการความจริงวันนี้ออกรายการมาไม่นานนัก ได้สัปดาห์นี่เอง  แต่ปรากฏว่าทรงคุณค่า  ทำให้คนตาสว่าง และใจชื่นชม  ผู้ร่วมรายการมีวีระ มุสิกพงษ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ  มีผู้ร่วมรายการ 2 คนคือนายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ และ นายจตุพร พรหมพันธ์  ซึ่งล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีวุฒิภาวะ และเพียบด้วยประสบการณ์ ที่เหมาะอย่างยิ่งกับงานนี้  วันต้น ๆ ที่ออกรายการ   ได้นำเรื่องเบื้องหลังเรื่องราวต่าง ๆ ที่สับสนอยู่ในสังคมมาชี้แจงคลี่คลายออกไป  และยังนำเรื่องคดีต่าง ๆ ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำม็อบสะพานมัฆวาน ที่ถูกฟ้องร้องไปแล้ว 5 คดีจาก 58 คดีที่ค้างคาอยู่ ปรากฎว่าศาลชั้นต้นตัดสินให้จำคุกรวมกว่า 5 ปีไปแล้ว  ยังอุทธรณ์อยู่  ทำให้ประชาชนได้ทราบความจริง วันนี้ก็ได้เปิดเผยความจริงของตุลาการรัฐธรรมนูญคนหนึ่ง คือนายจรัล ภักดีธนากุล ที่เป็นประเด็นคัดค้านอย่างแรงต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายรัฐบาล โดยนายจรัลได้ตั้งคำถาม 3 ข้อคือ


           
(1.) จะให้อาชญากรแก้กฎหมายอาญาหรือ?  
            (2.)  จะให้นักเลือกตั้งแก้ไขการทุจริตการเลือกตั้งหรือ   และ
            (3.)  จะให้มิจฉาทิฏฐิ แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือ?

 

แล้วความจริงวันนี้ก็คือ ผู้ที่รับใช้เผด็จการ  ที่ไม่รู้จักว่าประชาธิปไตยคืออะไรนั่นเองคือมิจฉาทิฏฐิ และผู้ที่รับใช้คณะรัฐประหาร 19 ก.ย.2549  อย่างนายจรัล ภักดีธนากุลไปรับใช้มานั่นเองเป็นมิจฉาทิฏฐิ    นับเป็นการเปิดเผยความจริงที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนที่น่าติดตามอย่างยิ่งนับว่านี่คือบทบาทที่ทันสถานการณ์ของสังคมที่สับสนในด้านข่าวสารอย่างยิ่ง  เพราะเป็นบทบาทของสื่อเพื่อความจริงของสังคม  ที่สำคัญ ประชาชนจำนวนหนึ่งที่ได้ฟังม็อบที่สะพานมัฆวานพูดในทำนองเสียดสีใส่ตวามคนอื่นได้ทุกวัน ๆตลอด24ชั่วโมง  อย่างน่าเคลือบแคลงน่าสงสัย แต่ประชาชนไม่สามารถสืบหาความจริงใดมาโต้แย้งได้  ที่นี่ได้สนองตอบข้อสงสัยของประชาชนได้เป็นอย่างดี ด้วยข้อมูลที่ชัดเจนเป็นการศึกษามาโดยแท้จริง

แต่รายการนี้ให้เวลาจำกัดมากเกินไป  และประชาชนทั่วไปยังไม่รู้จัก  อยากขอให้เพิ่มเวลาของรายการไปอย่างเต็มที่ สักประมาณ 3 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย   เพราะถ้าจะให้สมบูรณ์จริง ๆ ควรให้เต็มวันเต็มคืนไปเลย  โดยหมุนเวียนนำคณะที่มีความรู้ความเข้าใจและมีงานการค้นคว้าศึกษามาอย่างละเอียดอ่อน สับเปลี่ยนกันมาให้ความรู้แด่ประชาชน ในทำนองที่รายการนี้ดำเนินการไปอยู่แล้ว  ก็จะเอื้อให้ประชามหาชนได้เข้าใจอะไรเป็นอะไร ที่สับสนเชิงการข่าวสารและข้อมูลดียิ่งขึ้น

 

  • 001 รายงาน
    4 ส.ค. 2551

 

 


 


 

 2.  พิธีกรรมไสยศาสตร์งมงายกลางกรุงเทพมหานคร
คืนวันม็อบสนธิ-ประชาธิปัตย์เป่านกหวีด


 

การเป่านกหวีดของม็อบสนธิ-ประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2551 ที่นัดหมายรวมพลครั้งใหญ่เพื่อต่อต้านรัฐบาลยื่นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ คมช.2550ในวันเปิดประชุมสภานั้น เป็นการหลงกลของฝ่ายรัฐบาลที่ทำทีว่าจะยื่นเรื่องเสนอทันทีที่เปิดการประชุมสภา  แล้วม็อบก็แก้เขินแก้โง่ด้วยการใช้มาตรการสร้างภาพ โฆษณาชวนเชื่อ (ตามหลักการ All that glitters is not gold : ที่เห็นเปล่งประกายระยิบระยับนั้นไม่ใช่ทองแท้หรอก) ภาพที่เห็นก็คือขบวนคนอนาถาที่ร่อนเร่ไร้จุดหมายปลายทาง เทียวไปตามถนนทั่วกรุง ที่สร้างความเดือดร้อนทางการจราจรแด่คนกรุงถ้วนหน้า แล้วชมชานไปจบลงที่วัดพระแก้ว สร้างภาพว่าตนภักดีซื่อสัตย์ต่อศาสนาเสียจริง ๆ ส่วนประชาชนทั้งชาติไม่ภักดีซื่อสัตย์เท่ากลุ่มตนเลย

 

แต่ฝ่ายรัฐบาลและขบวนการประชาชนหลายกลุ่มหลายพวกที่พากันปักหลักต่อต้านอย่างเหนียวแน่น ก็คงได้ลอบประเมินอยู่ในใจว่าขนาดไหน  จึงกล้าประกาศว่า  เอาสถานการณ์อยู่อย่างสงบได้  แผนการก่อกวนให้เกิดความปั่นป่วนไปทั่วประเทศจึงไม่เกิดผล

 

แต่ประเด็นในวันนี้ที่ต้องคิดกันอย่างลึกซึ้งก็คือ การที่แกนนำของม็อบกวนเมืองสนธิ-ประชาธิปัตย์กลุ่มนี้ วันนี้ เป็นการนำโดยความเชื่อความคิดที่งมงาย ซึ่งเป็นการสร้างความงมงายหลงผิดให้แก่ประชาชน  และที่สำคัญเป็นการพร่าบิดเบือนหลักธรรมคำสอนและภาคธรรมปฏิบัติ วิปัสสนากรรมฐานของพระพุทธศาสนาเบี่ยงเบนไปนอกสัจธรรมหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา

 

นับตั้งแต่แกนนำ(นายสนธิ ลิ้มทองกุล)พาประชาชนประกอบพิธีกรรมไสยศาสตร์ ที่กลายเป็นภาพกลุ่มชนขนาดใหญ่กลางกรุง นครศรีวิไลยุคไฮเทกโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ยุคเจริญสุดยอดของมนุษยชาติ อันเป็นภาพสะท้อนความงมงายที่น่าอับอายขายหน้าไปทั่วโลก โดยการถ่ายทอดทางโทรทัศน์โฆษณาชวนเชื่อ ASTV ส่วนตัวของแกนนำหมู่ม็อบ แพร่สะพัดออกไปทั่วโลกอย่างโง่เขลารู้เท่าไม่ถึงการณ์

 

จะเห็นว่าการทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์กลางกรุงครั้งนี้ มิใช่ครั้งแรก  ครั้งก่อน ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนม็อบเข้าปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ก็ได้ประกอบพิธีกรรมไสยศาสตร์เช่นเดียวกันแต่แล้วก็ต้องโดนศาลสั่งให้ถอยไปสร้างความเดือดร้อนในที่เดิมมาจนถึงทุกวันนี้

สิ่งที่เป็นประเด็นทางธรรมะที่สำคัญวันนี้ก็คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และกองทัพธรรมของท่าน  รวมทั้งพลพรรคนักบริโภคผักของสันติอโศก ของท่านสมณะโพธิรักษ์  ซึ่งถึงอย่างไรก็เป็นกลุ่มชนส่วนที่มีวิจารณญาณทางธรรม มีสติรู้การกระทำที่ควรไม่ควร ชอบไม่ชอบอย่างไรตามหลักการพระพุทธศาสนา  จะทนอยู่ร่วมขบวนการม็อบสนธิ-ประชาธิปัตย์นี้ไปได้อย่างไร  ในเมื่อบัดนี้ เผยโฉมหน้าการนำออกมาชัดเจนแล้วว่า วิปริต ผิดคลองธรรมแห่งพระพุทธศาสนา  ผิดอุดมการณ์แห่งกองทัพธรรม และสันติอโศก  และที่สำคัญผิดอุดมการณ์สร้างสรรค์แห่งมรรค ผล นิพพาน อันประเสริฐสูงส่ง

ประธานกองทัพธรรม พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จะต้องมองสถานการณ์ความเสื่อมถอยแห่งอุดมการณ์ม็อบนี้ พิจารณาแล้วไม่น่าจะทนอยู่ร่วมกิจกรรมอนารยะนี้ได้อย่างไรต่อไป  ท่านสมณะโพธิรักษ์ จะยืนหยัดอยู่อย่างสง่างามได้อย่างไรต่อไป เมื่อสิ่งที่นำไปนี้ นับวันฉุดอุดมการณ์อันสูงส่งของสันติอโศก และ ความเป็น “โพธิรักษ์”  ของท่านจะต้องพังทลายลงในตอนอวสานของชีวิต

 

ถ้าคิดว่าจะรอพอให้รัฐบาลสมัคร พังทลายลงเสียก่อนนั้น ก็คงจะต้องรอไปถึงชาติหน้าเวลาบ่าย ๆ เพราะวันนี้เขาประเมินแล้วว่า ม็อบสนธิ-ประชาธิปัตย์ไร้น้ำยา ไม่มีพลังพอที่จะสร้างปาฏิหาริย์การเมืองใหม่ให้นายตั๊บ แซ่ลิ้ม ได้เป็นประธานาธิบดี แห่งสาธารณรัฐไทย อันเป็นระบอบการเมืองใหม่ในฝันของสนธิ ลิ้มทองกุล  ได้เลย  อย่างที่พอจะเป็นไปได้ก็คือเป็นเสียงส่วนน้อยที่คอยตำหนิตามก้นรัฐบาลว่าไม่ดีเท่าความคิดของตนไปวัน ๆ แล้วไปเที่ยวชูป้ายเขียนข้อความว่า  ”ไอ้......ออกไป,  ไอ้....ออกไป, ไอ้....   ออกไป”  ข้างถนนหนทางตลอดไปชั่วกาลนาน

ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ที่จะทำได้เพราะประชาชนไทยเข้าใจดีว่าระบอบประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้เป็นธรรมดาอยู่แล้ว    แต่ความเชื่องมงายที่ปรากฏในวันนี้ จะส่งเสริมความคิดประชาธิปไตยไทยได้อย่างไร คนไทยจึงโปรดตรึกตรองดูให้ลึกซึ้ง

 

 

  • อรบุศป์ ละอองธรรม
    3 ส.ค.2551

โปรดคลิกที่นี่เพื่ออ่านเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง
ASTV1 วันนี้2 (สนธิ ลิ้มทองกุล) มองจากทัศนะแห่งธรรม
ความเชื่องมงายกับม็อบมองจากทัศนะแห่งธรรม


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 3.    การโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda)
เบื้องต้นแห่งการโฆษณาชวนเชื่อ

 

เมื่อได้ยินคำว่า การโฆษณาชวนเชื่อ หรือ Propaganda แล้ว คนไทยก็จะต้องได้ยินคำว่า Mass Agitation(การปลุกระดมมวลชน),  Brain Washing(การล้างสมอง)และRumour(ข่าวลือ)เพราะคำเหล่านี้เกี่ยวข้องกันกับการโฆษณาชวนเชื่อเป็นงานที่ทำไปด้วยกัน

ในยุคที่ประเทศไทยมีคอมมิวนิสต์อยู่ คอมมิวนิสต์จะใช้การโฆษณาชวนเชื่อเป็นอาวุธ:ยุทธศาสตร์สำคัญที่จะขาดมิได้  และรัฐบาลจะไม่เปิดโอกาสให้มีการโฆษณาชวนเชื่อ เพราะถือว่า การโฆษณาชวนเชื่อเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ  ในยุคนั้นขบวนการก่อการร้ายคอมมิวนิสต์หรือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.) จะใช้วิธีการทั่ว ๆ ไปในการโฆษณาชวนเชื่อก็คือ ปิดล้อมหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านทำการโฆษณาชวนเชื่อ  เปิดอบรมในค่ายลับล้างสมองมวลชน  เปิดเขตสีต่าง ๆ  ถ้าสีแดงล้วนก็สามารถระดมการโฆษณาชวนเชื่อล้างสมองได้เต็มที่และมีประสิทธิผลอย่างยิ่ง เป็นต้น

 

แต่สิ่งที่ต้องการพูดถึงในวันนี้ ก็คือ ยังมีการโฆษณาชวนเชื่อผ่านสือคลื่นวิทยุ ในยุคนั้นในระยะปลาย ๆ ก่อนที่พคท.จะสิ้นบทบาทลงไป นั้นได้ใช้สื่อวิทยุทำการโฆษณาชวนเชื่อในรัศมีใกล้ ๆ บ้าง  ไกล ๆ บ้าง  ตลอดทั่วประเทศบ้าง   มีการนัดหมายสมาชิกพรรค พคท. หรือกลุ่มชนเป้าหมายให้ชุมนุมฟังการโฆษณาชวนเชื่อผ่านสือวิทยุนี้เป็นประจำ เหมือนการเข้าฟังการอบรมล้างสมองในค่ายกักกัน นั่นเอง   จุดมุ่งหมายคือการปลุกระดมให้เกลียดชังรัฐบาล และบุคคลในรัฐบาล  ทำการล้างสมองมวลชนให้เปลี่ยนความคิด เห็นชั่วเป็นดี  เห็นดีเป็นชั่ว กลับดำเป็นขาว กลับขาวเป็นดำ แล้วทำการล้างสมองมวลชนเหล่านั้นให้เกลียดชังรัฐบาล เพื่อลุกฮือขึ้นต่อต้าน โค่นล้มรัฐบาล  ดังจะได้ยินคำเปิดสถานีเถื่อนแห่งนี้แทบทุกครั้งว่า  “รัฐบาลหุ่นถนอม-ประภาสภายใต้บงการของจักรพรรดินิยมอเมริกา  เร่งมือปราบปรามประชาชนหนักยิ่งขึ้น แต่ประชาชนยืนหยัดต่อสู้ไม่ถอย ได้ชัยชนะแก่พวกข้ารับใช้จักรพรรดินิยมอเมริกาไปตามลำดับ แผ่ขยายวงกว้างออกไปทุกจังหวัดแล้ว” เป็นต้น

 

สถานีเถื่อนวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทยนี้ ทางรัฐบาลได้พยายามต่อสู้ทางเทกนิกเพื่อหาที่ตั้งของสถานีที่ถ่ายทอด  แต่ไม่ได้ผล เพราะเป็นสถานีวิทยุเคลื่อนที่ ที่สามารถขนย้ายเครื่องมือหลบหนีเจ้าหน้าที่รัฐบาลไปได้ทุกครั้ง แล้วก็ดำเนินการถ่ายทอดการโฆษณาชวนเชื่อต่อไป  และทางรัฐบาลได้มอบให้กรมประมวลข่าวกลางทำการจดบันทึกการโฆษณาของวิทยุเถือ่นแห่งนี้ไว้แทบทั้งหมด

 

เคยมีการวิจัยการโฆษณาชวนเชื่อ ของวิทยุเถื่อนเสียงประชาชนแห่งประเทศไทยหลายครั้งหลายประเด็นของฝ่ายปฏิบัติการทางจิตวิทยา กอ.รมน. พบว่า ใช้วิธีด่า ดิสเครดิตรัฐบาล ตั้งสมญาให้ว่าเป็นรัฐบาลขายชาติ ทุนนิยมสามานย์ ที่ตามก้น รับใช้จักรพรรดินิยมอเมริกา  และมีหลักการว่าด้วยการโฆษณาซ้ำ ตอกย้ำเข้าไปในเรื่องเดิม ๆ อยู่บ่อย ๆ  หรือย้ำหัวตะปูบ่อย ๆ คนก็เชื่อได้  นั่นเป็นวิธีการล้างสมองที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง

ข้อควรคิดสำหรับประชาชนไทย ผู้ที่ยังไม่เข้าใจการโฆษณาชวนเชื่อ ตามยังไม่ทันเรื่องการสื่อสารยุคใหม่ ๆ  ก็คือ การโฆษณาชวนเชื่อจะมีแต่คำด่า  ด่าทั้งวันทั้งคืนที่เขาสามารถทำได้   เช่นโทรทัศน์ช่องหนึ่งในประเทศไทยยุคปัจจุบันนี่เอง ที่มีแต่คำด่า ตลอด 24 ชั่วโมงในหนึ่งวัน  โดยด่ารัฐบาลสมัคร ว่าเป็นรัฐบาลนอมินี ขายชาติ รัฐบาลนายทุนสามานย์ที่ตามก้นระบอบทักษิณ  ประชาชนจะต้องลุกขึ้นต่อต้าน โค่นล้มรัฐบาลขายชาติสมัครเสีย  แล้วตั้งระบอบการเมืองใหม่ของเราขึ้นมา

 

นั่นคือ ASTV ซึ่งคนในทีวีแห่งนี้ต่างก็รุมด่ารัฐบาล และด่าทุก ๆ คนที่เขาไม่พอใจ ขณะนี้ก็รุมด่านาย วีรพงษ์ รามางกูร ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งกลางวันกลางคืน โดยไร้เหตุผลอย่างยิ่ง ไร้หลักประชาธิปไตยอย่างยิ่ง  หาเหตุมาด่า และด่ากันทุกคน ๆ ที่โผล่หน้าเข้ามายังเอเอสทีวี

นี่คื่อสื่อโฆษณาชวนเชื่อที่ร้ายกว่าวิทยุเถื่อนเสียงประชาชนแห่งประเทศไทยยุคคอมมิวนิสต์เสียอีก

 

  • รื่น  ฤดีรมย์
    5 ส.ค.2551

 

หมายเหตุ   ด่า = ใช้ถ้อยคำว่าคนอื่นด้วยคำหยาบช้าเลวทราม (พจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542  หน้า 402)

 

 

โปรดคลิกเพื่ออ่านต่อเพื่อความเข้าใจดียิ่งขึ้น สำหรับการโฆษณาชวนเชื่อ: Research On Propaganda Aspect1-6

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 4.   แด่สัจธรรมแห่งความตาย

แด่คุณยอดรัก สลักใจ และครอบครัวของเขา

 

 

เรื่องการป่วยของคุณยอดรัก สลักใจ นักร้องที่คนไทยทั้งประเทศได้ชื่นชมเขา  เป็นเรื่องที่คนทั้งบ้านทั้งเมืองมองดูด้วยจิตใจที่เศร้าสลด เพราะการป่วยของเขานั้นไม่สามารถที่แพทย์จะเยียวยารักษาได้  จำต้องดูชีวิตที่ค่อยดับลงไปต่อหน้าต่อตา ดุจดวงประทีปที่ค่อย ๆ ดับลงไป  วันนี้คณะแพทย์ที่ให้การรักษามาตลอดเวลานานเป็นเดือนเป็นปี  ได้ยอมรับกระทำตามคำเรียกร้องของคนไข้เอง นั่นคือให้อิสรภาพแด่เขา  ที่จะไม่ยอมรับการรักษาอีกต่อไป เพราะสายไปเสียแล้ว สายเกินแก้เสียแล้ว   และเปล่าประโยชน์เสียแล้ว  ถึงเอาเงินเป็นจำนวนมากมาทุ่มให้การรักษาก็จะไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างไรเพราะบัดนี้มะเร็งร้ายแผ่กระจายไปตามอวัยวะภายในเต็มท้องจนทั่วแล้ว  แพทย์จึงได้นำคุณยอดรัก สลักใจออกมาจากห้องพิเศษ มาสู่ห้องธรรมดาที่จะมีโอกาสอยู่ตามลำพังกับครอบครัวไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต   

 

ถ้าเราทั้งหลายมาระลึกความจริงกันว่า  แท้ที่จริงแล้วก็ยังมีคนป่วยด้วยโรคที่รักษาไม่หายนี้อยู่อีกมากมาย เป็นผู้ที่รอวันเวลาที่จะต้องจากไปอย่างเดียว อย่างขัดขืนไม่ได้ แม้เขาจะมาพร่าเอาชีวิตตนเองไปต่อหน้าต่อตาดุจดังเป็นนักโทษประหาร เช่นนี้  โลกเราก็ดูน่าเศร้าทวีไปกว่านี้อีก

 

แต่แท้ที่จริงแล้ว  ความตายเป็นสิ่งที่จะต้องมาถึงอย่างแน่นอน  เป็นสิ่งที่คนทุกคนจะต้องได้รับ  แท้ที่จริงคนเราทุกรูปทุกนาม ต่างรอความตายกันอยู่ แต่คนมักลืมสติไปไม่คิดถึงความจริงนี้

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ว่า  เรามีความทุกข์เป็นธรรมดา คือ
-ชาติปิทุกขา                    แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์
-ชะราปี ทุกขา                  แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์
-มะระณัมปิ ทุกขัง             แม้ความตายก็เป็นทุกข์
-โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะสัสสุปายาสาปิ ทุกขา          แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกายไม่สบายใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์
-อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข           ความประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์
-ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข                ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์

-ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง     มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์
(นี้มาจากบทสวดมนต์ของพระสงฆ์สามเณร ใช้ทำวัตรทุกเช้า ๆ นั่นเอง)

 

จึงทรงเตือนไว้ว่า เรามีความทุกข์ ทนทุกข์กันก็เพราะลืมสติไป ไม่รู้ว่าความตายเป็นของธรรมดา   สิ่งทั้งหลายดังกล่าวมาแล้วนั้น เป็นของธรรมดา  ถ้าเราเห็นความจริงนี้เราก็จะยอมรับปลงใจในทุกข์เหล่านี้ได้  เพราะความตายย่อมมาถึงคนทุกคน   กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ  อุปปาทินกสังขาร (สังขารที่มีใจครอง) กับ อนุปปาทินกสังขาร(สังขารที่ไม่มีใจครอง) ทั้งหลายย่อมเสื่อมเสลายไปทั้งสิ้นดุจดังหม้อดินนั่นแล   คนทุกทุกคนจะต้องตายอยู่แล้ว

 

พระพุทธองค์ตรัสว่า จงหมั่นพิจารณาความตาย เพื่อให้รู้ความจริงเกี่ยวกับชีวิต  ว่าชีวิตมิพ้นจากความตายไปได้   เมื่อรู้ดั่งนี้แล้ว ก็จะพ้นทุกข์
จึงควรพิจารณาสังขารบ่อย ๆ เป็นประจำ  คือพิจารณาอย่างนี้ว่า

-อะยัง กาโย                    ร่างกายนี้
-อะจิรัง                           มิได้ตั้งอยู่นาน
-อะเปตะวิญญาโณ            ครั้นปราศจากวิญญาณ

-ฉุฑโฑ                          อันเขาทิ้งเสียแล้ว
-อธิเสสสะติ                     จักนอนทับ
-ปะฐะวิง                         ซึ่งแผ่นดิน
-กะลิงคะรัง อิวะ               ประดุจดังว่าท่อนไม้และท่อนฟืน
-นิรัตถัง                          หาประโยชน์มิได้
-ยังกัมมัง กะริสสามิ          เราจะทำกรรมอันใดไว้
-กัลป์ยาณัง วา                 ดีก็ตาม
-ปาปะกัง วา                    ชั่วก็ตาม
-ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ     เราจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

 

ฉะนั้น เราจึงขอแนะนำให้ผู้ป่วยจงร่าเริงและเร่งพิจารณาความจริงนี้เถิด  ให้รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมแห่งความตาย ในเวลาที่มีชีวิตอยู่

เมื่อรู้ตามความจริง ว่า เราจะต้องตายเป็นธรรมดาแล้ว   ก็จะพ้นทุกข์   พ้นไปจากความเศร้าโศรกเสียได้ 

 

 

  • บานไม่รู้โรย
    8 ส.ค.2551

 

 

 

 

 

 5.   โอลิมปิกครั้งที่ 29
Beijing 2008

ภาพที่เห็น

มนุษยชาติมีความฝันร่วมกันอย่างไร คำว่า One World One Dream แท้ที่จริงน่าจะเป็นความฝันของจีนฝ่ายเดียวมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ภาพที่เห็นในวันเปิด Beijing 2008 เมื่อ 8 สิงหาคม 2551 ก็ได้บอกความหมายที่น่าชื่นชม นั่นคือ เห็นประชาชนทั่วโลกมารวมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในสนามแห่งเกียรติยศแห่งเดียวกันนั้นเป็นภาพที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง  บอกถึงองค์รวมของความเป็นโลกทั้งโลก  อย่างชัดเจนขึ้นกว่าภาพที่เห็นจากโอลิมปิกครั้งก่อน ๆ 


แน่นอน !! ได้เห็นผลงานการทุ่มเทอย่างสุดตัวของสาธารณรัฐประชาชนจีน เจ้าภาพการแข่งขัน ทั้งงบประมาณ และผลงานที่มุ่งหมายให้เรียบร้อยดี ยิ่งใหญ่อย่างโดดเด่นกว่าครั้งใดใดในอดีต  ซึ่งจีนก็ทำได้อย่างที่ฝันเอาไว้  เพียงเห็นจากขอบสนามรังนกวันนั้นคือ ขบวนสาวแรกรุ่น มีความสวย ผุดผ่อง นุ่งกระโปรงสั้นขาวจีบ ผ้าคาดเอวบางสีแดงมีชายห้อย เก๋ สวมรองเท้าครึ่งแข้ง เรียงรายรอบสนาม ทำท่ายินดีพอใจกระโดดโลดเต้นสลับเท้า ปรบมืออยู่ตลอดเวลาอย่างร่าเริงไม่เหน็ดเหนื่อย  เพื่อการต้อนรับขบวนทัพกีฬาของแขกเมือง รวมทั้งเจ้าภาพของประเทศ จำนวน 205 ประเทศ ที่เคลื่อนขบวนเข้าสู่สนามรังนกนั้น ก็ได้เห็นเงาของความยิ่งใหญ่ และความหมายที่ซ่อนเร้นไว้อย่างมีเสน่ห์ประทับใจ  นี่ก็สะท้อนไปถึงความคิดและวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่และละเอียดอ่อนของจีนเพียงใด

แต่ประเด็นก็คือจีนทุ่มเทให้กีฬาโอลิมปิกครั้งนี้อย่างสุดตัวเพื่ออะไร?

น่ามีหลายคำตอบ แต่คำตอบที่ดูจะตรงประเด็นกว่า  นั่นก็คือจีนได้บรรลุความสำนึกว่ามนุษยชาติทั้งมวลใกล้ชิดกันยิ่งนัก  ไม่ช้าไม่นาน สิ่งที่เรียกว่าพรมแดนจะหายไปจากมนุษยชาติ  มนุษยชาติจะรวมตัวกัน และแปรปรับพันธุกรรมแห่งมนุษยชาติ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันยิ่งขึ้น และซึ่งจีนได้ซ่อนความใฝ่ทะเยอทะยาน ปรารถนาที่จะเป็นผู้นำโลก โดยเป็นรัฐบาลโลก ดังที่ได้เห็นภาพสะท้อนความหมายนี้ อย่างเช่นที่ปรากฏในปักกิ่งขณะนี้ อย่างไม่อาจจะปฏิเสธได้และแน่นอนสิ่งที่จีนใฝ่ฝันทะเยอทะยานนี้ย่อมไม่รอดพ้นคมสายตาของสหรัฐอเมริกา

 

แต่อเมริกานอกจากจะมิได้ยอมรับแล้ว ยังเผยท่าทีที่ดูแคลนจีนอยู่  สังเกตจากประธานาธิบดียอร์จ ดับเบิลยู บุช ผู้กำลังจะพ้นวาระผู้นำของอเมริกาไปในเดือน มกราคมปีหน้านี้  ได้ประกาศที่ประเทศไทยก่อนเดินทางไปร่วมพิธีเปิดปักกิ่งเกมส์เชิงตำหนิในเรื่องสิทธิมนุษยชนในจีน เรื่องความเป็นประชาธิปไตยในจีนซึ่งบุชหมายถึงลัทธิที่กดขี่สิทธิทางการเมืองของประชาชนจีน เช่นกรณีธิเบต  ซึ่งเรื่องนี้ อดีตประธานาธิบดีคลินตั้นเคยเปิดประเด็นโต้วาทีกับผู้นำจีนมาแล้ว กรณีเทียนอันเหมิน  ในยุคที่คลินตั้นเถลิงตำแหน่งสุงสุดของระเทศมหาอำนาจอเมริกาอยู่

 

อเมริกา  จึงอาจจะเป็นประเทศเดียว ที่กล้าบอกนัยความหมายแด่จีนตรง ๆ ว่า  เท่าที่เห็นนี้ ยังไม่เพียงพอที่จีนจะใฝ่ทะเยอทะยานไปไกลปานนั้น  คือถึงขั้นที่จะฝันไกลไปถึงความเป็นรัฐบาลโลกแล้วโดยเหตุที่รัฐบาลโลกนั้นจะต้องเป็นเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์  

อเมริกากับจีนจะแข่งกันอย่างไร ในโอลิมปิก ปักกิ่ง 2008  น่าติดตามอ่านความหมายที่ซ่อนเร้นต่อไป

 

  • วิลเลียม  พิธ
    10 ส.ค.2551

 

 

 

 

 

 

 6. บันทึกประเทศไทย

เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีไทย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตรขอลี้ภัยในอังกฤษ

เมื่อคนไทยคนหนึ่ง ซึ่งเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี  ผู้เคยกู้ชาติจากความล่มจม ในยุค ไอเอ็มเอฟ. ต้องอพยพครอบครัวหนีจากแผ่นดินแม่ ไปอยู่แผ่นดินอื่น แต่วันนี้ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร จะไปไหน  จะเป็นอะไร ก็ไม่น่าเป็นห่วง  เพราะเขาเก่ง มีสติปัญญา  ในเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ  เขามีความฉลาดรอบรู้ธุรกิจ เขาไม่มีเวลาสำหรับคิดโกงบ้านโกงเมืองหรอก  เพราะไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องทำอย่างนั้น ในเมื่อเขามีมันสมองที่ยอดเยี่ยมพอที่จะคิดแผนงานหาเงินหาทองตามครรลองของมัน ในแบบ Fair Business โดยแท้จริง   อันเป้นธรรมชาติของธุรกิจได้อย่างดียอดเยี่ยม ทะลุปรุโปร่ง จนรวยล้นฟ้าอยู่แล้ว  คนที่คิดว่าเขาโกงบ้านโกงเมือง ก็เป็นประเภทเดียวคือคนโง่ที่คิดทำอะไรโง่ ๆ  เป็นคนล้าสมัย เป็นคนที่ตกยุค ฝังตนอยู่กับกฎหมายคร่ำครึ โบร่ำโบราณ ซึ่งคนเช่นนี้แหละที่คิดทำมาหากินในยุคไหน ๆ ก็ไม่มีทางได้ทางดี มันสมองมีแต่ความอิจฉาริษยา  คิดไปไม่เห็นทางจะร่ำจะรวยนอกจากคิดโกง  ก็คิดได้อย่างเดียวว่าคนจะรวยได้ก็ต้องโกงชาติ โกงประชาชน เหมือนที่ตนคิด และเหมือนที่ตนโง่อยู่ แต่ดร.ทักษิณคิดโกงไม่เป็นหรอก  เขาฉลาดทำมาหากิน วันนี้เขายังรวย ก็ดูเขาเป็นเจ้าของสโมสรทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ หรือเรือใบสีฟ้า แห่งอังกฤษนั่นเป็นไร มีคนไทยยุคไหนทำได้อย่างเขา  และนี่คือความหมายสำคัญขนาดไหน?  คนไทยจะไม่คิดดูหน่อยหรือ?   นี่คือชัยชนะของไทยเหนือมหาอำนาจอังกฤษแห่งยุโรป  ใช่หรือไม่ ?  คนไทย ใคร ไหน จะปฏิเสธ ? เห็นไหม?   แล้วเงิน  76,000 ล้านบาท คิดจะโกงเขาหรือ ?  น่าอายแทนประเทศไทยจังเลย!!    เพราะมันเป็นเงินของเขา เขาหามาได้ด้วยสติปัญญามันสมองของเขาแท้ ๆ  และก่อนเป็นนายกรัฐมนตรี เขาก็เคยบอกแล้วว่าเขามีเงินเหลือจนไม่รู้จะเอาไปใช้อย่างไร ก็อยากทำบุญประเทศจึงมาเล่นการเมือง เพื่อชดใช้แผ่นดิน  ฉะนั้น แค่คิดจะเอาของเขาก็น่าอายแล้ว  ขอเสียที  อย่าคิดอะไรโง่ ๆ เลย เสียเกียรติ์ประเทศไทยในองค์รวมและเสียประวัติศาสตร์ชาติ   ขอบอกว่า ดร.ทักษิณ วันนี้เขายังรวย เขายังฉลาดมีปัญญา ถึงจะเป็นคดี  แพ้คดี ก็ไม่มีปัญหา  เขารู้ธรรมะชั้นสูง เพราะเขารู้ธรรมชาติ  รู้ดี รู้เหนือชั้นกว่าคนกินผักกินหญ้าแถวๆคลองกุ่มเสียอีกจึงขอบันทึกเอาไว้ณโอกาสนี้

  • ทักษิโณมิคส์   ผู้บันทึก
    13 ส.ค.2551

 

  

 

 

 

 

 

 

 7. วันนี้ไม่มีรอยยิ้มจากศรีสะเกษ

เพราะวันดี คำเอี่ยม ยอดนักกีฬาเหรียญทองแดงโอลิมปิค 2004 ลูกหลานชาวศรีสะเกษ  พลาดในการแข่งขันปักกิ่งเกมส์ปีนี้  ได้เห็นแต่ประภาวดี เจริญรัตนธารากุล(น้องเก๋) กลับมาพร้อมเหรียญทอง ยกน้ำหนัก เหรียญแรกของไทยในกีฬาโอลิมปิก2008นี้ แค่นี้ก็พอปลอบใจชาวไทย   เราพอใจ  และขอให้กำลังใจนักกีฬาไทยให้ต่อสู้ต่อไป อย่าท้อถอย  และขอให้กำลังใจแด่วันดี คำเอี่ยม ให้ต่อสู้ต่อไป อย่าท้อถอยเลย  ชาวศรีสะเกษรอเช็ดน้ำตาอยู่

 

  • ศ.ก. 1
    15 ส.ค.2551

 

 

 

 

 

 8. รายากุหนิงจบลงแล้ว

TBS ช่อง 6

25 ส.ค. 2551 18.30 น.

 

รายากุหนิง จบลงวันนี้ ทรงเสด็จหนีข้าศึก ปัตตานีของพระองค์เสียแก่ข้าศึก ราชองครักษ์ถวายชีพเพื่อปกป้องพระองค์หนีไป ระหว่างเสด็จหนีไปทางเรือ เรือแตกเพราะโดนพายุ  ทรงประชวรเพราะพระโรคหลายอย่างรวมทั้งโรคทางพระหทัยด้วย ภาพฉากสุดท้ายคือข้าราชบริพารเร่งพาพระองค์ฝ่าฝนพายุไปในทางกันดารเพื่อเข้าเมืองและหาหมอ  แต่ก็ช่วยชีวิตพระองค์ไว้ไม่ได้   พระเจ้าปราสาททองแห่งกรุงไทยศรีอยุธยา ทรงหลั่งทักษิโณทกอุทิศบุญถวาย พร้อมสรรเสริญพระเกียรติคุณ และอ้อนวอนให้อัลเลาะห์ทรงรับรายากุหนิงกลับสู่อ้อมพระหัตถ์ของพระองค์ และขอให้เป็นพยานว่า กรุงศรีอยุธยาและปัตตานี เป็นมิตรอันลึกซึ้งในสัมพันธ์แห่งดินแดนทั้งสอง   เค้าโครงเรื่องละครนี้ ทมยันตี เป็นผู้เขียนขึ้น โดยนามปากกานี้ ก็พอเชื่อได้ว่ามีเรื่องจริงน่าเชื่อถือเป็นแกนหลักอยู่ ผู้ชมที่ไม่ได้ดูละครเรื่องนี้มาแต่แรกมาดูเอาตอนจวนจะจบ และตอนจบวันนี้(อย่างเช่นผู้วิเคราะห์นี่เอง)  อาจจะนึกเสียดาย คิดว่าคงจะได้นำมาฉายให้ชมอีกเป็นรอบที่ 2-3 ต่อไป  อยากดูว่า รายากุหนิง มีสัมพันธ์ส่วนพระองค์อย่างไรกับพระเจ้าปราสาททอง  และทำไมเวลาที่รายากุหนิงได้รับภัยพิบัติร้ายแรงถึงบ้านเมืองแตกเสียแก่ข้าศึก  ทำไมพระเจ้าปราสาททองจึงเหมือนมิใช่วีรบุรุษในเรื่อง  หรือว่าใครเป็นพระเอกในละครเรื่องนี้กันแน่?

 

  • ใบตองเขียว  วิเคราะห์
    25 ส.ค. 2551

 

 

 

 

 

 9. การจัดการม็อบสนธิ-จำลอง - ประชาธิปัตย์

ยุทธศาสตร์คือความอดทน, ไร้ความรุนแรง

และประชาชนทั้ง 60 ล้านคนจะต้องช่วยรัฐบาลของเขา

 

โดยเหตุที่เรามีความเชื่อมาแต่เดิมแล้วว่า แกนนำม็อบทั้ง 6 คนนั้น เขาไม่มีความสัตย์ประจำใจเลย  มิได้มีหลักการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยเลยแม้แต่น้อย และวิธีการต่อสู้ของพวกเขาที่ทำมาแต่ต้นก็คือการโฆษณาชวนเชื่อทั้งสิ้น นั่นหมายความว่าเชื่อถือไม่ได้ ไม่แตกต่างอะไรกับลิ้นลมความหลอกลวงประชาชนมาโดยตลอด  พวกเขาคือสันดารโจรโดยแท้จริง   ฉะนั้น อย่าคิดว่าเขาจะยอมให้จับกุมโดยง่ายดาย  อย่างที่เขาเอ่ยอ้าง และอย่างที่ตำรวจอาจจะหลงเชื่อลิ้นลมของพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ไปแล้ว  เพราะหลักการต่าง ๆ ที่เลอเลิศเช่นอารยะขัดขืน หรือ สันติธรรม นั้น เป็นเพียงการอ้างอิงเท่านั้นเอง  เขาพยายามที่จะกล่าวความเท็จให้คนเชื่อได้ว่าเป็นความจริงตามหลักการโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น  ฉะนั้น การแก้ปัญหาของทางรัฐบาลในวันนี้ ภายหลังเกิดความชอบธรรมตามคำสั่งของศาล ทั้งศาลอาญา และศาลแพ่งแล้วก็ตาม   จึงต้องระวังว่าจะใช้ความคิดหรือแผนการเพียงชั้นเดียว2ชั้นไม่ได้  ในหน่วยปฏิบัติจะใช้อารมณ์ไม่ได้  ทางตำรวจ รัฐบาล ต้องอดทนไปจนถึงที่สุดจนถึงอินฟินิตี้  กล่าวคือไม่มีทางเลือกนอกจากทางนี้ ซึ่งนี่คือความเมตตาที่แท้จริงต่อประชาชน   หลักการของรัฐบาลคือ ขันติธรรมล้วน ๆ เราจะยอมถูกรังแกแต่จะไม่รังแกตอบ  เราจะยอมถูกทำร้ายแต่ไม่ทำร้ายตอบ จะดำเนินโดยสันติธรรมอันบริสุทธิ์จริง ๆ  และพร้อมที่จะใช้สติปัญญา ที่จะต้องเยือกเย็นและเฉลียวฉลาด ที่จะต้องรอคอยอย่างอดทนเหมือนเสือใหญ่ที่รอเหยื่อ  หรือการไล่ล่าหมู่กระบือในทุ่งใหญ่อาฟริกา และไม่ควรจะคาดการณ์ในทางที่ดีอย่างเดียว ฉะนั้นวิธีการสำคัญอย่างหนึ่งก็คือ  เจ้าของประเทศทั้ง 60 ล้านคนควรจะได้รับทราบถึงความดื้อด้านของม็อบสนธิ-จำลอง -ประชาธิปัตย์  อย่างทั่วถึง อย่างละเอียด เพราะบัดนี้มีเหตุผล หลักฐาน พยาน  และศาลผู้ทรงความยุติธรรมได้ยืนยันแล้วเช่นนั้น  ทางรัฐบาลสามารถพิศูจน์ได้อย่างจะแจ้งแล้วว่า พวกม็อบนี้ดำเนินการเคลื่อนไหวอย่างไม่ถูกต้องมาแต่ต้นแล้ว  นับแต่เป้าหมาย จุดประสงค์ของการก่อม็อบ  ที่มุ่งหมายจะล้มล้างรัฐบาลของประชาชน ซึ่งเป็นรัฐบาลตามอุดมการณ์ของประชาธิปไตย ที่มาจากกฎกติกาของประชาธิปไตย โดยการเลือกตั้งโดยชอบธรรมตามกติกาของรัฐธรรมนูญ  ประชาชนทั้ง 60 ล้านคนน่าจะเป็นผู้มีความชอบธรรมและเป็นหน้าที่ของพวกเขา ที่จะช่วยรัฐบาลของเขาจัดการกับแกนนำม็อบทั้ง9คนให้สำเร็จลงอย่างละมุนละม่อมให้จงได้

 

  • ธรรมาชีพ ธรรมาชน ปธร.
    27 ส.ค. 2551   

 

 

 

 

 

 10.  ราชินยาเศียรพาทมหาราชินีนาถสดุดี
       ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑

 

๑.   แผ่นดินวิปริตร้าง            ชีวา ธรรมเฮย

รัฐราษฎร์พลพารา                หดห้าว
เศรษฐกิจป่วนโลกา              แรมยาก นักเฮย
หวั่นหลักรัฐธรรมร้าว             หลักบ้านเมืองแคลน ฯ

๒.   ถึงวันพระแม่แย้ม           พระบัญชร
เพียงสว่างทินกร                  ผ่านฟ้า
ดำรัสพจนาทร                     เยียวโทษ ทุกข์เฮย
ประชาชาติทั่วหน้า               สดับแล้วคืนขวัญ ฯ

๓.   ไฉนนิกรล้วน                กตัญญู ท่านนา
หนี้แผ่นดินใดชู                   ชื่นใช้
คืนสติใส่ตนดู                      สารสัจจ์ นี้นา
สยามเลี้ยงจึ่งได้                  อยู่ด้าวเมืองเย็น ฯ

๔.   คงสยามยังอยู่ยิ้ม          วิลาวัณ
อาเพทภัยพาลพลัน              ด่าวดิ้น
พระราชเสาวณีย์อัน              บรรเจิด ใจนา
ปลุกสติไทยทั้งสิ้น               รุ่งเร้าคุณธรรม ฯ

๕.   มาเถิดทอถักสร้าง         แมนสรวง
ไทยอยู่คู่ไทยปวง                อยู่เกลี้ยง
เพียงป่าคู่ชลหวง                  แหนห่วง ชลนา

ป่าซับนำน้ำเลี้ยง                  ป่ากว้างชุมชล ฯ

 

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

อรบุศป์ ละอองธรรม  ประพันธ์

หนังสือพิมพ์ดี(อินเทอเนท)
http://www.newworldbelieve.net

 

 

 

 

11.    ขอให้พยากรณ์ดวงชะตาของแกนนำม็อบ  จากจานประครองจิต

เรียน บก.นสพ.ดี  ผมอยากขอร้องให้ท่านชลัมพุช โหรชนบทพยากรณ์ดวงชะตาแกนนำม็อบด้วยนะครับ อยากทราบว่าพวกเขาจะเป็นอย่างไร  ขอเอาใจช่วยการต่อสู้ของนสพ.ดี ให้สำเร็จนะครับ

จากผม จาน ประครองจิต
27 ส.ค. 2551

พยากรณ์แล้วโปรดคลิกเข้าไปดู โปรดคลิกที่นี่

 

 

 

 

 



 

 12.  บันทึกประเทศไทย

       หลงทางประชาธิปไตย

 

ม็อบสนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์ ประพฤติและกระทำการอย่างไม่สอดคล้องครรลองประชาธิปไตยมาแต่ต้น จนถึงบัดนี้ ยิ่งปรากฏชัดยิ่งขึ้น  โดยเหตุที่ได้ประกาศทันทีอย่างชัดเจนถึงความมุ่งหมายของตนในการก่อม็อบว่า ต้องการล้มล้างรัฐบาลสมัคร ซึ่งเป็นรัฐบาลที่เป็นผลมาจากการเลือกตั้ง และตามกติกาการบริหารอำนาจที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศํกราช 2550 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญตัวบทที่กำหนดกติกาประชาธิปไตยของชาติของประชาชนเจ้าของอำนาจไว้อย่างไร    และทั้งที่ม็อบนี้ต้องการล้มล้างรัฐบาลโดยอ้างรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 ที่เป็นตัวความสำคัญของเหตุผลของการล้มล้างรัฐบาล (ว่ารัฐบาลต้องยุติการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 อย่างเด็ดขาด)  แต่ม็อบกลับไม่มีความเคารพรัฐธรรมนูญ โดยไม่ยอมรับ ไม่เคารพกฎกติกาที่บัญญัติจัดการความเรียบร้อยของวิถีทางประชาธิปไตย ในรัฐธรรมนูญเลย    โดยม็อบมิได้ยอมรับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่เคารพองค์กรกลางผู้ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็นผู้จัดการและตัดสินให้คุณและโทษบุคคลและพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง แต่ทันทีที่มีการจัดตั้งรัฐบาล ก็ประกาศต่อต้านและความมุ่งหมายโค่นล้มรัฐบาลเสียแล้ว  ในครั้งหลังมาก็ได้ประกาศการเมืองใหม่ โดยมีหลักการสรรหา 70 ส่วน  และหลักการเลือกตั้ง 30  ส่วน ซึ่งเป็นการขัดหลักการประชาธิปไตยสากล  โดยหลักตัวแทนประชาชนส่วนที่มีเสียงข้างมาก  ไม่เคารพหลักการประชาธิปไตยที่ว่า  Majority Rule Minority Right   อันเป็นหลักการสาระหลักของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ ทางการโฆษณาชวนเชื่อปลุกระดมมวลชน เพื่อสร้างความเกลียดชังแด่รัฐบาลสมัคร หวังปลุกกระแสมหาชนขึ้นด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ  และบัดนี้ ครั้นแผนการล้มล้างรัฐบาล ที่นำออกมาใช้ทุกวิธีการต่าง ๆ ไม่สำเร็จผล  โดยหลักการบีบบังคับด้วยการระดมม็อบ บีบบังคับไม่สำเร็จก็วางแผนการใช้กำลังอำนาจ โดยแผนยึดครองสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย(NBT) และสื่อมวลชนอื่น ๆ  มุ่งหมายทำการปฏิวัติยึดอำนาจ  เพื่อจะนำประเทศไทยไปสู่สาระอื่นทางการปกครองที่ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย นั่นคือ กรณี 26 สิงหาคม 2551 ม็อบบุกเข้ายึด NBT สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ในเช้าวันที่ 26 สิงหาคม 2551 พร้อม ๆ กับการแยกย้ายกำลังเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล และการใช้กำลังบุกรุกเข้ายึดที่ทำการรัฐบาล มีกระทรงคมนาคม และ สถานที่ราชการอื่น อีกถึง 9 จุด  รวมทั้งการบุกรุกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นฝ่ายรักษากฎหมายของชาติตามครรลองประชาธิปไตยด้วย  และบัดนี้ละเมิดคำสั่งของศาลอย่างชัดเจนถึง 2 คำสั่ง  คือคำสั่งให้จับกุมแกนนำทั้ง 9 คนของม็อบ  และคำสั่งให้ถอนตัวออกไปจากทำเนียบรัฐบาล

 

พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผอ.กอ.รมน. เจ้าของยุทธการกรือเซะที่ผิดพลาดมหันต์เพราะใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาในอดีต  วันนี้ได้ประกาศโดยเปิดเผยว่าจะเข้าไปดำเนินงานความมุ่งหมายของม็อบ ให้สำเร็จโดยเร็ว ตามวิธีที่ตนมีความชำนาญ คือเชิงรุกและเชิงความรุนแรง  นี่ก็ยิ่งเป็นตัวอย่างหลงทางประชาธิปไตยไปอีก  ยิ่งไปกว่านั้นยังแยกประเด็นไม่ออก จัดระดับความสำคัญของปัญหาไม่ได้ไม่เป็น  นั่นคือไม่เข้าใจว่าว่าอะไรเป็นเพียงเรื่องส่วนตัว อะไรเป็นเรื่องของประเทศชาติ  และอะไรสำคัญกว่า ระหว่างเรื่องส่วนตัวกับเรื่องของประเทศชาติ   เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องของประเทศชาติ (ท่านผู้นี้อ้างว่าได้สัญญากับพล.ต.จำลอง ศรีเมือง เพื่อนร่วมรุ่นไว้แล้วว่าจะไม่ทอดทิ้งกัน)   สติปัญญาเช่นนี้จะสร้างสรรค์อะไรแก่ประเทศชาติได้ และจะเป็นประโยชน์อะไรแก่ประชาธิปไตยไทย และแท้จริงหมู่ม็อบเขาก็คงไม่ต้องการเพราะสติปัญญาเช่นนี้มีแต่จะทำพังและพัง

 

สาวิตร์ แก้วหวาน รองประธานสหภาพแรงงานการรถไฟ  และซึ่งบัดนี้ได้รับตำแหน่งแกนนำหนึ่งในสามแกนนำรุ่นที่ 2 ในหมู่ม็อบอนารยะไปเรียบร้อยแล้ว โดยการประกาศแต่งตั้งของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กลางหมู่ม็อบบริเวณทำเนียบรัฐบาล  วันนี้ได้ให้สัมภาษณ์โดยเปิดเผยว่า ทางสหภาพการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ตนเป็นผู้นำอยู่ ได้ประกาศหยุดเดินรถทุกสายตั้งแต่ 28 ส.ค. 2551  ว่าเป็นมาตรการหนึ่งของม็อบฯที่ต้องการบีบให้นายสมัคร สุนทรเวช ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี   การหยุดเดินรถโดยพลการของตนเองโดยไม่คำนึงความชอบธรรม เช่นนี้จะชอบด้วยครรลองประชาธิปไตยอย่างไร????   เพราะได้สร้างความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ซ้ำเติมไปสู่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจและเจ้าของประเทศในระบอบประชาธิปไตย (จนถึงกับรํฐบาลจัดรถไฟฟรีให้โดยสารกันทั่วประเทศ)   เช่นนี้ นับว่าไม่สอดคล้องครรลองประชาธิปไตยเลย   ในเมื่อการสไตรค์หยุดทำบริการสาธารณูปโภคเช่นนี้ โดยไร้เหตุผล เป็นมาตรการที่สร้างความเดือดร้อนแด่ประชาชนเจ้าของประเทศและเจ้าของอำนาจประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง (ท่านไม่เข้าใจหรือความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย ปรัชญาการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศและเป็นเจ้าของอำนาจ และรัฐบาลที่มาโดยกฎกติกาที่กำหนดไว้อย่างไรในรัฐธรรมนูญนั้นเป้นตัวแทนอำนาจของประชาชน)

 

นี่ ล้วนเป็นการหลงทางประชาธิปไตย

 

และที่สำคัญ  ยังมีคนอีกไม่น้อยที่พลอยหลงทางประชาธิปไตยตามไปกับม็อบเหล่านี้  เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเทศไทยจึงยังคงวุ่นวาย  อย่างไม่สมเหตุสมผลเลย  นั่นเพราะอวิชชาและความไร้สติแท้ ๆ

 

ฉะนั้น ในวันนี้  สิ่งที่คนไทยทุกระดับของสังคม ทุกองค์การของสังคมจึงควรกลับคืนมาสู่สติสัมปชัญญะอันดี และเร่งพิจารณาด้วยปัญญาว่า  เรากำลังหลงทางประชาธิปไตยอยู่หรือเปล่า

 

และควรพิจารณาว่าทางออกมีทางหนึ่งที่เป็นทางสายประชาธิปไตยโดยแท้จริง  นั่นคือ  ในเมื่อเราต้องการประชาธิปไตยแล้ว  เราต้องร่วมมือร่วมใจกันอย่างเป็นสามัคคีธรรมร่วมดำรงครรลองประชาธิปไตยเอาไว้ให้ถึงที่สุด ต้องพร้อมกันระงับยับยั้งการกระทำทุกประการที่ไม่สอดคล้องครรลองประชาธิปไตย ให้หยุดลง ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะดีขึ้น  คนที่เขาเจริญในต่างประเทศ ที่เขาจะเย้ยหยันว่า หน่อมแน้ม  เขาอาจจะคิดไม่ถึงเมื่อประชาชนไทยได้เบนหันกลับมาสู่ครรลองประชาธิปไตยได้อย่างเข้มแข็งแกร่งอีกครั้งหนึ่ง   และนั่นเป็นวิถีทางแก้ปัญหา   และเป็นวิถีทางที่สร้างชาติระยะยาวนานไปสู่เส้นทางวิวัฒนาการของประชาธิปไตยของประชาชนอย่างยั่งยืน จำเริญตลอดไป  

 

ฉะนั้น จึงต้องร่วมมือกันในวันนี้ และเดี๋ยวนี้

 

 

  • ธรรมาชีพ ธรรมาชน ปธร.
    29 ส.ค. 2551

 

 

 



 

  13. ท่าทีของทหารไทยต่อสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน

ดูไร้ความรับผิดชอบ และ ไร้ชีวิตชีวา

 

ท่าทีที่ได้เห็นมาเป็นครั้ง ๆ คราว ๆ ก็คือ ผบ.ทบ.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ยืนยันว่า ทหารจะไม่มีการปฏิวัติ   ซึ่งก็น่าจะเป็นเหตุเป็นผลอยู่  แต่ที่จริงทหารไม่อาจจะทำการปฏิวัติได้ในสถานการณ์วันนี้  เพราะไม่มีฝ่ายใดต้องการให้ทหารปฏิวัติ โดยเฉพาะประชาชนทั่วประเทศจะลุกฮือขึ้นมาทุกกลุ่มก้อน

สิ่งที่เราคิดว่าน่าจะเห็นท่าทีของทหารบ้างก็คือ  ท่าทีต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ โดยมองระเบียบวินัยในหมู่ทหารด้วยกันว่าเป็นอย่างไร เรียบร้อยสมควรแก่ความเป็นทหารหรือไม่ ได้บ่งบอกไปถึงความน่าศรัทธาในวงการทหารไทยเพียงไร   และน่าจะแสดงให้เห็นความร่วมมือกับทางตำรวจ ให้ชัดเจน  ถึงแม้ว่าจะเชื่อว่าเพียงตำรวจก็เอาสถานการณ์อยู่  หรือหลีกเลี่ยงไปเลยว่า การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง  โดยไม่ระวังว่า ในความหมายของคำว่าการเมืองนั้น นั่นแหละมีการทหารร่วมแสดงความหมายอยู่ด้วย   ไม่มีการปกครองยุคไหนที่การเมืองอยู่โดด ๆ  เพราะการเมืองนั้น คืออำนาจอันสูงสุด และทหารเป็นส่วนหนึ่งแห่งอำนาจการเมืองอันสูงสุดนั้น และยุคนี้การเมืองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน  ทหารก็ต้องรับใช้การเมืองของประชาชน รับใช้อำนาจที่เป็นตัวแทนของประชาชน  วันนี้ทหารได้รับใช้การเมืองของประชาชนโดยระบอบการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน นั่นเป็นศักดิ์ศรีอันสูงสุดของการทหารอยู่แล้ว เพราะท่านจะไปรับใช้หมู่กลุ่มสังคมใดที่มีเกียรติ์ยิ่งไปกว่านี้  

ท่าทีที่ไม่ชัดเจนอย่างยิ่งของทหารวันนี้ก็คือ  ทหารมองการบุกรุกทำเนียบรัฐบาลของม็อบสนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์ และการบุกเข้ายึดสถานที่ราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT)  และในเร็ววันนี้ การบุกรุกไปถึงกองบัญชาการตำรวจนครบาล   สนามบินหลายแห่งในภาคใต้ และการนัดหยุดงานของสหภาพแรงงานการรถไฟ และรัฐวิสาหกิจ  ซึ่งมีความหมายอันร้ายแรงมาก ถึงระดับขั้นเป็นกบฏ เพราะม็อบเหล่านี้ได้กระทำการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย  และละเมิดสถาบันสูงสุดของชาติของประชาธิปไตยไปแล้วถึง 2 สถาบันคือสถาบันบริหารและสถาบันตุลาการ   

แต่ทหารก็ยังมองเหตุการณ์เหล่านี้อย่างค่อนข้างเฉยเมยและไร้ความสำนึกในหน้าที่  ในความหมาย เมื่อระบบของประเทศอันสูงสุด สถาบันอันสูงสุดถึง2สถาบันได้รับการละเมิดอย่างจงใจซึ่งหน้าเช่นนี้แล้วประเทศชาติและประชาชนจะมั่นคงได้อย่างไร 

ถ้าเพียงคิดว่าวันนี้ม็อบโจมตีรัฐบาล ม็อบละเมิดคำสั่งศาล เป็นเรื่องการเมือง ไม่ได้โจมตีทหาร ทหารได้รับความนับถือจากม็อบก็สบายใจ  ทหารไม่เกี่ยวข้องแล้ว ก็คงเป็นความเข้าใจผิด ไม่ทันชั้นเชิงการปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้าม  เป็นทัศนะที่ประมาทและไม่ถูกต้อง  เพราะถ้าเรายิ้มอยู่วันนี้ว่าไม่มีใครมาด่าว่าเรา  แต่แล้ววันหนึ่งก็จะต้องโดนอย่างหนัก ยิ่งไปกว่าเก่าเสียอีก โดยเหตุผลว่าไม่รู้จักการรับใช้ใครเป็นใครอย่างไร
 

วันนี้ม้อบได้กระทำการจนถึงขั้นเสมือนโจรปล้นประเทศที่มีระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายทั้งทหารพลเรือนและประชาชนต้องการ  

แต่ทหารยังไม่แสดงท่าทีเดือดร้อนด้วย  เช่นนี้ทหารจักได้ชื่อว่า สถาบันทหารไทย ได้อย่างไร?

 

  • เสรีชน
    30 ส.ค.2551

 

 

 

 

   14. บทกวีแห่งเสรีภาพ

 

โอ้ดอกปาริชาติเอ๋ย

จงรำเพยกลิ่นสวรรค์

มาสู่ปวงข้าโดยพลัน

ให้คืนหันสู่วันเดิม 

 

วันที่ดวงใจไร้เสี้ยนศึก

พันลึกร้อยเท่าห้าวเหิม  

วันหยดสะอาดหยาดเยิ้ม

ยังเฉิ่มธาราแห่งธรรม

 

ขอชีพไปสู่สันติสุข

พ้นทุกข์เนิ่นนานฉนำ

ขอจงได้สดับพระคำ

ดำรัสขององค์พระพุทธเจ้า

 

ขอได้บรรลุวรญาณ

สู่กระแสฌานเทือกเถา

พุทธชาติอาจแบ่งเบา  

พงษ์เผ่าล้ำเลิศเทิดไท   

 

เป็นแดนข้ามพ้นโลกนี้

สิ้นที่เสน่หาอาศัย

โลกุตตระรำไรไกล

เหนือไยย่านทุกข์ปุถุชน


 

ใยขึ้งใยแค้นแน่นอก

กะทกรกรกสับสน

มาเถิดความอ่อนผ่อนปรน

แห่งดวงกมลเมตตา

 

แม้นมิเห็นแก่แผ่นดิน

ธรณินทร์ถิ่นเคหา

ก็จงเห็นแก่ตาฟ้า

จักพรั่งพรูธาราชล

 

จงดูซึ่งหมู่สายหมอก

เมื่อตรู่ดกดอกดังฝน

ครั้นสายวายไปในบัดดล

ชีพชนม์ช่างน้อยด้อยกระไร

 

หมู่มนุษย์เกิดมาในหล้าโลก

สุขกับโศกคู่กันมาแต่ไหน

แม้นจะหวังก็หวังให้จงไกล

ที่พ้นไปจากทุกข์ สุขนิรันดร์

 

จงดูดั่งดาวประกายพฤกษ์

อยู่ลึกล้ำฟ้าฝั่งฝัน

บรรเจิดรัศมีรวิวรรณ

ธรรมชาตินั้นลั่นโลกา

 

แม้นมิสมจินต์ในชาตินี้

อธิษฐานเพื่อดีในชาติหน้า

เหมือนหมอกสายหายวับไปกับตา

ห่อนช้าก็ฟื้นคืนชนม์ 

 

 

 

·         พยับรวิวรรณ
www.newworldbelieve.com

20  มี.ค. 2549

 

 

 

 15.   ประกาศพรก.สถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงเทพมหานคร

การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงเทพมหานคร เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. เช้าวันที่ 2 กันยายน 2551  นั่นคือยาฉีดขนานแรง  รัฐบาลและกองทัพคงมั่นใจว่าจะเอาโรคอยู่  และคงคาดแล้วว่า หากเอาไม่อยู่โรคก็คงจะดื้อยา แต่ถ้าโรคดื้อยา รัฐบาลและกองทัพก็คงต้องอดทนคอยดู ศึกษาโรคอย่างละเอียด เพราะบัดนี้ฝ่ายแพทย์สามารถควบคุมโรคได้แล้วต้องฆ่าเชื้อโรคร้ายให้ได้  นั่นเอง  ประชาชนแห่งระบอบประชาธิปไตยก็จะมีความสุขและทำมาหากินกันได้เสียที

 

 

  

 16.  AlJAZEERA  กับ RUSSIA TODAY

 

โทรทัศน์รัสเซีย Russia Today ถ่ายทอดผ่านดาวเทียมไทยคอม,2/5 ได้ลงข่าวสงครามระหว่างรัสเซีย จอร์เจีย ก่อนหน้าวันเปิดการแข่งขันโอลิมปิกปักกิ่งเพียง 1 วัน  ว่ารัสเซียบุกจอร์เจีย เพื่อปลดปล่อยโอเซเนียใต้ ให้เป็นอิสระ พ้นจากการปกครองของจอร์เจีย  ภายในไม่กี่วันต่อมารัสเซียก็เผด็จศึก  โดยปฏิบัติการรุกอย่างรวดเร็วแม้ว่ามีการตอบโต้ของฝ่ายตรงข้ามอย่างหนาแน่น เป็นสงครามจริง แต่ในที่สุดรัสเซีย ก็สามารถหยุดการเคลื่อนไหวของจอร์เจียลงได้อย่างรวดเร็ว  ภายในช่วงเดียวกันกับที่มีกีฬานานาชาติทั่วโลกในสนามกรุงปักกิ่ง   แต่ข่าวสงครามรัสเซีย-จอร์เจียนี้ถูกกลบด้วยข่าวกีฬาโอลิมปิกหมด และสงครามได้สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็วมาก พอเกมส์ปักกิ่งเสร็จลง ข่าวสงครามก็หายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  วันนี้โทรทัศน์รัสเซียไม่มีการรบ  ไม่ได้เห็นจรวดพุ่งแผดออกไปนับร้อยพันลูกแล้ว  และเป็นช่วงการเจรจา ซึ่งแน่ละฝ่ายจอร์เจีย ไม่อาจจะต่อรองอะไรได้แล้ว กับฝ่ายชนะคือรัสเซีย    ซึ่งกรณ๊นี้น่าเป็นตัวอย่างว่า เมื่อมีการรุกแล้ว การรุกเร็วอย่างสายฟ้าแลบนั้น เป็นเหตุปัจจัยความสำเร็จอย่างมากทีเดียวในเชิงการทหาร  ผิดกับสหรัฐที่รบยืดเยื้อในตะวันออกกลาง  แต่สำหรับสหรัฐนั้น เมื่อต้องรบอย่างยืดเยื้อแล้ว สหรัฐมั่นใจในความอึดเมื่อรบยืดเยื้อแล้วจะต้องไม่ปล่อยวาง  กัดไม่ปล่อย

 

และในวันที่ 1 กันยายน 2551  โทรทัศน์ Aljazeera ได้รายงานประมวลเหตุการณ์การเมืองไทย ได้มีการรายงานและถ่ายทอดออกสู่โลกตลอดวันนี้    โดยมีการรวมเรื่องราวมาตั้งแต่ต้นเหตุการณ์ทางการเมืองไทย   และล่าสุดเห็นภาพฝึกซ้อมอาวุธ อย่างการฝึกของทหารของฝ่ายม็อบสนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์  มีภาพสนธิ ลิ้มทองกุล  ภาพการประชุมรัฐสภาเมื่อ 31 ส.ค.2551 โดย Serina Down รายงานจากกรุงเทพ และทั้งมีการต่อสายพูดกับคนฝ่ายรัฐบาล(ดร.กุเทพ ใสกระจ่าง ฯลฯ) ถามเรื่องทางรัฐบาลคิดอย่างไร ทำไปอย่างไร  และการเคลื่อนไหวของม็อบในประเทศไทย ที่น่าสังเกตก็คือ Aljazeera ตั้งชื่อม็อบว่า People Alliance หรือแนวร่วมประชาชน  ประโยครายงานว่า  People Alliance accused government for corruption (แนวร่วมประชาชนกล่าวหาว่ารัฐบาลคอรรัปชั่น) ซึ่งชื่อนี้น่าจะใช้ได้ ถูกกับความเป็นจริงกว่าที่ม็อบไทยที่ตั้งชื่อตนเองว่า  แนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  โดยตัดคำว่าประชาธิปไตย หรือ Democracy ออกเสีย  เพราะแท้จริงม็อบสนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์ มิได้มีลักษณะที่เป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด(เป็นม็อบที่ไร้อุดมการณ์ประชาธิปไตย และทำงานโดยวิธีการที่ไม่อาจเรียกได้อย่างไรเลยว่าเป็นประชาธิปไตยอย่างสิ้นเชิง)      อัลจาชีราได้นำเทปเหล่านี้ออกรายการตลอดทั้งวันวานนี้

 

  • 001 รายงาน
    1 ก.ย. 2551

 

 

 

 

 

 17.  ปัญหาของประเทศไทยวันนี้
นักวิชาการหน่อมแน้มไม่รู้กาละเทศะ 

เมื่อมีการประกาศ พรก.การบริหารงานภายใต้ภาวะฉุกเฉิน ในกรุงเทพมหานคร เช้าตรู่วันที่ 2 ก.ย. 2551 ต่อมามีประเด็นที่เกี่ยวข้องหลายประเด็นสำคัญ ๆ เกิดขึ้น เช่น ศาลอุทธรณ์ไม่รับเรื่องขอให้เพิกถอนคำสั่งข้อหาแกนนำทั้ง 9 คนของม็อบ จำลอง-สนธิ-ประชาธิปัตย์ ซึ่งหมายความว่า ยังคงให้จับกุมแกนนำม็อบสนธิ์ ทั้ง 9 คนให้ได้  ให้ยื่นฟ้องยุบพรรคพลังประชาชน ฯลฯ ก็มีหมู่นักวิชาการด้านการเมือง และการสื่อสารมวลชนออกมาพูดกันจนขรมไปหมด เหมือนการระดมการโฆษณาชวนเชื่อ   ว่ารัฐบาลไม่ควรใช้มาตรการนี้บ้าง  ควรเลิกใช้ พรก. ฉุกเฉินโดยพลัน เป็นต้น  และยังมีกลุ่มสว.พวกหนึ่ง จะยื่นเสนอให้รัฐบาลระงับมาตรการประกาศภาวะฉุกเฉินเสีย    ซึ่งเป็นเสียงที่ค่อนข้างถี่อย่างผิดสังเกต 

 

ข้อพิจารณาในเรื่องนี้ก็คือ  ทางรัฐบาลได้ประกาศใช้มาตรการนี้ออกไปแล้ว  การมาพูดตามหลังโดยเหตุผลอันไม่สมควรนี้จะทำให้มาตรการที่ใช้ไปอ่อนตัวลง  แทนที่จะเสร็จเร็วก็เสร็จช้าไปอีก  ในเมื่อทุกฝ่ายอยากให้เรื่องราวเสร็จลงเร็ว ๆ  นักวิชาการก็น่าจะพูดน้อยลงกว่านี้สักหน่อย และเลิกวิจารณ์เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร  ในเมื่อใช้มาตรการออกไปแล้ว ก็ตั้งใจร่วมกันทำงานให้เสร็จเสียโดยเร็ว  งานเสร็จก็แล้วเร็ว  ไม่น่าจะพูดเลยไปถึงการยุบสภา หรือ ให้นายกรัฐมนตรีลาออก  เพราะผ่านการพิจารณาของสภาแห่งชาติไปแล้วตั้งแต่ วันที่ 31 ส.ค. 2551 หรือที่ไร้เหตุผลทีสุดก็คือให้รัฐบาลสั่งเลิกใช้สภาวะฉุกเฉินโดยพลัน  หรือไปยื่นเรื่องต่อศาลให้รัฐบาลเลิกใช้สภาวะฉุกเฉิน  การพูดของนักวิชาการนี้ น่าสังเกตว่า แท้จริงเป็นเพียงการพูดตามกระแส   นักวิชาการสายสังคมศาสตร์เหล่านี้ (ที่ออกมาพูดหน้าจอโทรทัศน์อยู่บ่อย ๆ ในระยะนี้) ไม่เคยมีการเสนอผลงานเชิงวิจัยสถานการณ์มาอย่างละเอียดจริงจังที่เชื่อถือได้เลย และแท้จริงนักวิชาการเหล่านี้เมินเฉยอย่างยิ่งต่อการที่จะฉวยโอกาสทำการวิจัยเรื่องราวต่าง ๆ ไม่ว่าการเมืองและสังคมไทยที่ผ่านมาหลายสิบปีตลอดมาถึงเวลานี้ ระยะนี้ นั่นคงเป็นเพราะมิได้มีเลือดเป็นนักวิชาการที่แท้จริงสมกับความเป็นนักวิชาการนั่นเอง  การพูดตามกระแสจะเป็นผลเสียหายแก่ประเทศชาติ  เพราะจะเกิดความลำเอียง ไม่ซื่อสัตย์ต่อความเป้นวิชาการ และถึงอย่างไร มาตรการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลใช้เหตุและผลในด้านการที่จะทำร้ายหรือกระทบชีวิตทรัพย์สินของประชาชนอย่างระมัดระวังดีอยู่แล้ว ดังจะเห็นจากสถานการณ์สามจังหวัดภาคใต้ ที่นักวิชาการก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย  และนักวิชาการก็ไม่ได้พูดกันเท่าไรเลย ก็ได้ใช้อย่างละมุลละม่อมยึดหลักกฎหมาย  ก็น่าจะเป็นประกันได้อยู่แล้ว

 

แท้จริงนักวิชาการน่าจะสำรวจตนเองสักหน่อย  ว่า ควรจะพูดตามกาลเทศะอย่างไรจึงจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ  เท่าที่ปรากฏมา นักวิชาการไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง มักโลเลโน้มไปทางกระแสขณะใดขณะหนึ่งเสมอ ไม่มีสิ่งที่ควรเรียกว่า  เป็นตัวของตัวเอง หรือความกล้าหาญเชิงวิชาการปรากฏเลย    เวลาที่คนในวงการเหล่านี้ มองสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง  ดูเหมือนว่าเขาพยายามที่จะป้องกันตนเอง ว่าตนเป็นคนล้าหลัง มีการศึกษาที่ไม่สมบูรณ์ กลัวอาชีพเป็นมนุษย์เงินเดือนของตนจะถูกกระทบคลอนแคลน  เพราะเหตุอย่างเดียวคือไม่รู้จะไปทำมาหากินอย่างใดอื่น  และไม่มีการวินิจฉัย หรือ decision making  ในประเด็นที่สังคมต้องการ นั่นคือ วิธีการที่จะแก้ปัญหา  ไม่ใช่เพียงปัญหาอะไร (What)  แต่ต้องเสนอวิธีการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุมีผลด้วย  นั่นคือประเด็นอย่างไร(How)  นั่นหมายถึงการทำงานการศึกษาวิจัยเชิงวิชาการกันอย่างละเอียดเสียก่อนจึงจะพูดเสนอออกมาต่อสังคมจึงจะสมกับความเป็นนักวิชาการ   

 

นักวิชาการเองก็ไม่ค่อยพิจารณาเรื่องกาลเทศะ  ว่าเวลาไหนควรพูด  เวลาไหนไม่ควรพูด  ดังได้มีกรณีตัวอย่างตัวอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในยุครัฐบาลทักษิณ โดยดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ได้จัดให้มีการประชุมสัมมนาคณบดีมหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัย และบรรดานักวิชาการในวงการศึกษาของประเทศไทยขณะนั้น แทบกล่าวได้ว่าที่ขึ้นชื่อว่านักวิชาการให้มาประชุมกันทั้งหมด  ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อที่จะให้ช่วยออกความคิดเห็นต่อปัญหาการเมืองในประเทศไทย ซึ่งการประชุมนักวิชาการขนาดนี้ไม่เคยมีใครริเริ่มมาก่อนเลย  มีการประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล และถ่ายทอดทางโทรทัศน์ สิ่งที่ได้เห็นในการประชุมสัมมนาครั้งนั้น นับเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจและน่าผิดหวังอย่างยิ่ง  เพราะเป็นโอกาสที่นักวิชาการผู้มีความรู้ความสามารถเหล่านั้นจะพูด แต่ในที่ประชุมวันนั้น พบว่า  นักวิชาการเหล่านั้น เมื่ออยู่ต่อหน้า ดร.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ฉลาดปราดเปรื่องและรอบรู้ แทบไม่มีใครกล้าพูดกล้าแสดงความรู้ความคิดอ่านต่อบ้านเมืองอะไรออกมาเลย  จนท่านนายกรัฐมนตรีต้องชี้ตัวขอให้พูดบ้าง จึงค่อยพูดกันอ้อม ๆ แอ้ม ๆ ถึงขนาดเป็นศาสตราจารย์ก็ยังไม่กล้าพูดแสดงความคิดเห็น  เป็นภาพที่น่าขายหน้า เพราะเหมือนเด็กชั้นประถม อยู่ต่อหน้าครูใหญ่   นี่เป็นภาพที่น่าจดจำมาจนถึงทุกวันนี้  และให้ข้อคิดว่ามีอะไรเกิดขึ้นในหมู่นักวิชาการไทย  เรื่องคุณภาพ ท่านเหล่านั้น เหตุใดเมื่อเป็นนักวิชาการจึงไม่กล้าพูด  ในโอกาสที่เปิดให้พูด 

 

แต่วันนี้ นักวิชาการพูดกันขรม แสดงความรู้โอ้อวดไปต่าง ๆ โดยไร้ความรับผิดชอบ ไร้การอ้างอิงเชิงงานวิจัยที่สนับสนุนเชิงเหตุเชิงผล โดยไร้จรรยาบรรณในการพูดอย่างยิ่ง  เพราะพูดในเรื่องที่ผ่านมาแล้ว  พุดในโอกาสที่ไม่เหมาะสม (ส่วนเวลาที่เขาต้องการให้พูดกลับไม่ยอมพูด ที่ท่านสัมมนากันต่อหน้านายกรัฐมนตรีทักษิณคราวนั้น ท่านได้ข้อสรุปหลักการอะไร อย่างไร ไม่เห็นเอามาอ้างอิงกันเลย)  จึงน่าที่จะรู้ตัว และหยุดพูดกันเสียที เพราะถึงนักวิชาการจะพูดหรือไม่พูดในวันนี้ก็ไม่เป็นประโยชน์อะไรแก่ประเทศชาติ ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาธิปไตย น่าจะรอดูเหตุการณ์ไปเงียบ ๆ ให้ผู้ที่เขามีหน้าที่ทำงานเขาไปให้สำเร็จก่อน จะเป็นประโยชน์กว่า นั่นแหละเป็นวิธีการแก้ปัญหาอย่างดีที่สุดอยู่ในตัว ยิ่งกว่าใช้มาตรการฉุกเฉินเสียอีก 

 

  • ดร.ปานปรีดิ เปรมปราณ
    2 ก.ย.2551

 

 

 

 

 

 

 

 18.    ปัญหาของประเทศไทยวันนี้[2]

อำนาจอยู่ในมือทหารและรัฐบาลของประชาชน

 

การเมืองไทยวันนี้ เห็นได้ว่ามีแนวทางเป็น 2 ฝ่าย 2 ข้างอย่างชัดเจน  ซึ่งน่าจะเป็นสัญลักษณ์ที่ดีในการพัฒนาประชาธิปไตยไทยต่อไป  นั่นคือในเชิงนโยบาย 2 ด้านของพรรคการเมือง 2 พรรคการเมืองใหญ่ ซึ่งจะต่อสู้กันต่อไปในเชิงของระบบของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งย่อมเป็นสิ่งที่ชอบธรรมอยู่แล้ว โดยระบอบประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน  นี่เป็นแนวทษฎี ซึ่งน่าสนับสนุนให้เป็นไปเช่นนี้   กล่าวอย่างง่าย ๆ ก็คือ แนวทางของระบบพรรคการเมืองในประเทศไทยมีความหวังกันอยู่แล้วว่า ควรมีพรรคการเมืองใหญ่ขึ้นมา 2 พรรค โดยเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน  มีผู้นำฝ่ายรัฐบาลและผู้นำฝ่ายค้าน เป็นคู่ต่อสู้กันโดยนโยบายที่จะสร้างความเจริญความสุขแก่ประเทศชาติและประชาชนเจ้าของอำนาจ อย่างไร!!!

 

แต่การที่จะก่อเกิดผลทางพรรคการเมือง2พรรคใหญ่ดังกล่าวนั้น ต้องขึ้นอยู่กับความมีวินัยของการเมืองไทย ต้องเคารพกฎกติกาของระบอบประชาธิปไตยอย่างจริง ๆ จัง ๆ  ในศัพท์วิชาการของต่างประเทศ น่าจะตรงกับคำว่า  Discipline  หรือทางพระพุทธศาสนา นิยามของคุณธรรมตรงนี้ก็คือ พระธรรมวินัย นั่นเอง  และวันนี้ เมื่อการเมืองเป็น 2 ฝ่าย เป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านแล้ว   เราจะหวังความเรียบร้อยของบ้านเมืองได้อย่างไรถ้าทุกฝ่ายไม่เคารพกฎหมาย  ไม่เคารพกติกาของระบอบประชาธิปไตย   ไม่รู้อะไรเป็นธรรม อะไรเป็นวินัย?

 

หาก 2 ฝ่ายต่างเคารพในวินัย  ในกฎกติกา และกฎหมาย มี Discipline และมีความเป็นสถาบัน(Institution) อย่างแท้จริง  หรือมีความพยายามอย่างสูงเพื่อดำเนินการให้การเมืองไทยมีสำนึกกฎกติกา และกฎหมาย มี Discipline และมีความเป็นสถาบัน(Institution) อย่างแท้จริงแล้ว นั่นคือความหวังของประชาธิปไตยไทย  เพราะนั่นแหละเหตุของความเจริญของระบอบประชาธิปไตยไทยโดยแท้จริง 

 

แต่สถานการณ์วันนี้ การเมืองมีความผันผวนค่อนข้างแรง ดั่งพายุ  แต่กลับมีคนฝ่ายค้านที่ไม่มองที่รัฐบาลผู้ที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงตามกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยนโยบายของฝ่ายรัฐบาลในการดูแลประเทศทั้งประเทศ ฝ่ายค้านพยายามยัดเยียดความคิดเชิงนโยบาย และนโยบายของตน อย่างมีความยึดมั่นถือมั่น และไม่เข้าใจความเป็นธรรมดาของมวลชนผู้เคลื่อนไหวสนับสนุนรัฐบาล ว่าคือการพิทักษ์นโยบายของรัฐบาล  ฝ่ายค้านไม่ให้ความไว้วางใจ  พยายามเบี่ยงเบนความหมายไปที่กองทัพ  พยายามที่จะยุยงและแยกกองทัพออกจากการเมืองฝ่ายกุมเสียงข้างมากของประชาชนตามกติกาของระบอบประชาธิปไตย ผู้มีความรับผิดชอบโดยตรงในการแก้ปัญหาของประเทศ   กระนั้นความหวังขณะนี้ แม้ไม่อยู่ที่รัฐบาล ไปอยู่ที่กองทัพก็ตาม   แต่กองทัพก็ต้องมีหน้าที่ผันเหตุการณ์การเมือง2ฝ่าย2พวกในขณะนี้ ให้เป็นประโยชน์ต่อประชาธิปไตย   และทางเดียวก็คือการสร้างการเมือง 2 พรรคใหญ่ จะต้องเกิดขึ้น ในนัยะแห่งการเมืองระบบพรรคที่มีความแตกต่างแห่งนโยบายอย่างเฉียบชัด(ดูประเทศอเมริกาขณะนี้เป็นตัวอย่าง)   เมื่อให้มีการตัดสินโดยประชาชนแล้ว  ต้องเป็นไปตามกติกา  และการเมืองระบบพรรค 2 ฝ่ายนั้น จำเป็นต้องมาสู่วินัย มีความเคารพในวินัย  ในกฎกติกา และกฎหมาย มี Discipline และมีความเป็นสถาบัน(Institution) อย่างแท้จริง  ประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยจึงจะสงบลง และกองทัพ หรือรัฐบาลผู้มีหน้าที่จัดการประเทศไทย จักได้ชื่อว่ามีความตรงต่อหน้าที่และความชื่นชมยินดีของวงการประชาธิปไตยโลก

 

ถ้าท่านไม่ดำเนินการตามนี้แล้ว จักดำเนินการอย่างไร จึงจะชอบด้วยวิถีทางประชาธิปไตยที่ชาติ ประชาชน และสถาบันทุกสถาบันของชาติต้องการ?หรือจะให้มีระบบการเมืองใหม่ ตามที่ม็อบอนารยะฝ่ายที่ยึดทำเนียบรัฐบาลเสนอมา  ซึ่งมิใช่ระบบประชาธิปไตยแต่อย่างใดเลย  และเมื่อไปเริ่มนับ 0 ใหม่ ตามการเมืองใหม่ เราจะตั้งหลักได้เมื่อกี่ปีผ่านไป?  และ เมื่อไรจึงจักเริ่มเป็นรูปเป็นร่างที่ประชาชนให้ความเชื่อถือไว้วางใจได้?  และเมื่อไรจักผลิดดอกออกผล?  แม้เพียงคิดในเชิงตรรกวิทยา ก็ยังมองไม่เห็นทางว่าจะสำเร็จได้อย่างไร เช่นนี้แล้ว  สู้เรามาใช้ความคิดด้านการทำวิวัฒนาการในระบอบที่ชอบธรรมคือของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ที่เราเริ่มเดินทางมาได้สมควรระยะหนึ่งแล้ว และซึ่งบัดนี้กำลังมีความหมายอย่างยิ่ง ในเชิงความก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว จะมิดีกว่าหรือ?  เรามีจุดที่ต้องแก้ไขอยู่จุดสุดท้ายแล้วทีเดียวคือคำว่า  วินัย  กฎกติกา และกฎหมาย คือหลักการประชาธิปไตยที่ว่า Rule by Law (ปกครองโดยกฎหมาย) ซึ่งทั้งหมดที่ว่านี้รวมอยู่ในความหมายอันสูงส่งเป็นสากลของคำว่า  Discipline และมีความเป็นสถาบัน(Institution) อย่างแท้จริง  นี่เป็นอุปสรรคขั้นตอนสุดท้ายแล้วจริง ๆ  และหลังจากนั้นก็คือประตูที่กว้างใหญ่ สว่างไสวของประชาธิปไตยไทย  คือระบอบของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนชาวไทยได้เติบโต แข็งแรง ผลิดอกออกผลบานไสวแล้วทั้งแผ่นดิน

 

  • ดร.ปานปรีดิ เปรมปราณ
    3 ก.ย. 2551

 

 

 

 

 

 

  19.  ไม่อยากให้คนคิดดูแคลนกองทัพ
ประชาชนควรถอนการสนับสนุนแกนนำม็อบ

 

หลังประกาศ พรก.ภาวะฉุกเฉิน ของนายกรัฐมนตรีเช้าวันที่ 2 กันยายน 2551 แล้ว ดูเหมือนว่าประชาชนทุกฝ่ายต่างพากันจับตามองไปที่กองทัพ โดยเฉพาะท่าทีของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้เป็นหัวหน้าคณะผู้รักษาการณ์ให้เป็นไปตาม พรก.ภาวะฉุกเฉิน  โดยคาดว่าการแก้ไขปัญหาจะมีการดำเนินการไปอย่างรวดเร็วเสร็จเด็ดขาด แต่จนผ่านมา 3 วันแล้ว ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เร่งด่วน อย่างที่คนไทยเคยคุ้นมาว่า การดำเนินการจะต้องเด็ดขาด รวดเร็ว จนดูเหมือนขณะนี้คนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่ากองทัพอ่อนแอ โลเล  ไม่เคารพในวินัย คำสั่ง   โดยเฉพาะฝ่ายม็อบสนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์ที่ยึดทำเนียบรัฐบาล ก็คงจะพอใจ และคิดการเร่งเร้าจูงใจทหารให้เกลียดชังรัฐบาล หรือหัวหน้ารัฐบาลยิ่งขึ้น จนกว่าความเกลียดชังจะพอกพูนถึงที่สุดที่ให้กล้าตัดสินใจทำการปฏิวัติได้  หรืออย่างน้อยแกนนำม็อบก็หวังว่ายังมีเวลาพอจะต่อรองให้ทหารคิดเปลี่ยนใจมาเข้าฝ่ายม็อบ ร่วมในมาตรการผลักดันให้มีการยุบสภา หรือ นายกรัฐมนตรีลาออก หรือเป็นผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปสู่ทางการเมืองใหม่ไปได้สมความตั้งใจของฝ่ายม็อบ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองการทหารไทย ไม่ว่าในสมัยใดมาตราบถึงปัจจุบันนี้แล้ว มีความจริงอยู่ว่าทหารไทยยังเป็นสถาบันที่มีสถานะอันน่าเชื่อถือไว้วางใจในระดับสูง ที่มีความเป็นสากลไม่อาจดูแคลนได้ เราคงไม่ลืมว่าทหารไทยบุกไปถึงติมอร์ตะวันออกซึ่งขณะนั้นยังมีสถานการณ์วิกฤตอยู่  และครั้งหลังในสมัยรัฐบาลทักษิณทหารไทยเหยียบอิรัค ซึ่งในเชิงการทหารต้องยอมรับถึงศักดิ์ศรีอันนี้ ว่าสูงส่ง ที่จริงทหารไทยอาจจะมีจุดยืนที่มั่นคงอยู่ว่าแกนนำม็อบควรจะมอบตัวเสียโดยไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ เสียความรู้สึกและเสียความเป็นไทย จะเป็นการเหมาะสมกว่า  ทหารไทยหยิ่ง มีศักดิ์ศรี  เกินไป เกินที่จะคิดใช้กำลังเข้าจัดการกับแกนนำม็อบโดยการบุกฝ่าไปกลางหมู่ประชาชนที่ต่อสู้ขัดขวางด้วยมือเปล่า   หากไม่จำเป็นแล้วภาพเช่นนั้นจะไม่พึงเกิดขึ้น

 

 

แต่ไม่ว่าทหารจะคิดอย่างไรก็ตาม แผนตามการประกาศภาวะฉุกเฉินจักได้ดำเนินการไปอย่างไรก็ตาม แท้จริงประชาชนที่ไปตกเป็นเครื่องมือของม็อบ แกนนำม็อบ น่าจะคิดดูความจริงว่า  ตลอดเวลาที่ร่วมชุมนุมมา 101 วันเข้าแล้วนั้น ประชาชนได้อะไร นอกจากตกเป็นเครื่องมือของแกนนำทั้ง 5 ผู้ที่มีความผิด และผู้ที่ไม่มีอนาคตแล้ว เช่นนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็เปรียบเสมือนคนที่ตายไปนานแล้ว ตั้งแต่การปลุกระดมรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรที่ธรรมศาสตร์  ในครั้งนั้นเขาได้สั่งเสียเพื่อนและประชาชนไปแล้ว ดังคำพูดเขาเองว่า ตายเป้นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง  พวกเขาต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดไปจากกฎหมายและความผิดของพวกเขาทุกวิถีทาง เพื่อให้พ้นไปจากความผิดที่ได้มีการสั่งสมมาโดยตลอด เช่นนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็ได้สั่งสมความผิดตามกฎหมายไว้ถึง 60 คดีไปแล้ว ซึ่งคดีล่าสุดเป็นเรื่องสำคัญใหญ่โตขนาดคิดยึดอำนาจรัฐโดยการล้มล้างรัฐบาล กรณีบุกรุก NBT  บุกกระทรวงคมนาคม และบุกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นต้น จึงได้หลอกลวงหลอกใช้ประชาชน ประชาชนได้ถูกโน้มน้าวจิตใจ มีกระบวนการโฆษณาชวนเชื่อ ล้างสมอง โดยตั้งมหาวิทยาลัยราชดำเนิน ขึ้นเป็นองค์กรบังหน้า แต่แท้จริงก็คือค่ายกักกันเพื่ออบรมล้างสมองประชาชนให้คิดผิด และถูกยัดเยียดความเห็นผิด ให้โดยสม่ำเสมอตลอดเวลาทั้งเช้า-เย็น-กลางคืน-กลางวัน ด้วยการปลุกเร้าตอกย้ำความเห็นผิดลงไปในหมู่ประชาชน  ตอกย้ำข้อมูลข่าวสารที่ล้วนแต่ไปสร้างความเกลียดชังคนอื่นผู้อื่น โดยระดมไปที่หัวหน้ารัฐบาล ซึ่งประชาชนไม่เข้าใจว่านี่เป็นยุทธวิธีทางจิตวิทยาของการก่อการร้ายทุกชนิด เพราะหัวหน้ารัฐบาลหมายถึงจุดตาย ตามหลักว่าเมื่อตัดหัวได้แล้วคนทั้งคนก็ต้องตาย รัฐบาลทั้งรัฐบาลก็ต้องล้ม (ใช่ว่านายกรัฐมนตรีสมัครจะเลวร้ายตามนั้นจริง ๆ เพียงเป็นยุทธวิธีการโฆษณาชวนเชื่อของแกนนำม็อบเท่านั้น) นานเข้าก็เกิดเป็นกระแสแรงเหมือนกระแสน้ำหลากท่วมมา ที่ประชาชนเข้าไปในที่กักกันนั้นแล้วก็ย่อมเกิดความหวาดกลัวในทางที่จะทวนกระแสหรือคัดค้าน ก็จะงงงวยหลงเพ้อตามไปอย่างไม่รู้ตัวได้  จนในที่สุดเป็นไปตามกระแสเหมือนถูกจูงจมูกให้เดินตามไปในเส้นทางที่ไร้สาระ และนำไปสู่ความเชื่ออย่างไม่มีเหตุผล ทั้งนัยะทางศาสนธรรมและทางโลกธรรม เช่นเชื่อผีสางเทวดา พระภูมิเจ้าที่ อย่างที่นายสนธิ พาหมู่ม็อบทำไปทุกครั้งก่อนจะเคลื่อนขบวนม็อบ  ในด้านโลกธรรมก็เชื่อในเรื่องโกงกิน หรือทุจริตต่าง ๆ ที่แกนนำม็อบกล่าวหาหัวหน้ารัฐบาลและคนของรัฐบาล  โดยไม่ยั้งคิดว่า การกล่าวหาว่าโกงกิน ใคร ๆ ก็กล่าวหาได้ 

เช่น ในหมู่แกนนำม็อบก็มีการโกงกินอยู่เป็นประจำเช่นกัน หลายเรื่อง นับตั้งแต่การยักยอกเงินที่จ่ายค่าหัวไปชุมนุม หรือไม่ยอมจ่าย หรือจ่ายคนละมาตรฐานราคา ประชาชนทางภาคอีสานจ่ายราคาหนึ่ง (ซึ่งนายสุริยะใส กะตะศิลา หากินอยู่กับงานนี้เป็นประจำ) ทางภาคใต้ก็จ่ายราคาหนึ่ง (ซึ่งนายสมศักดิ์ โกศัยสุข รู้ดี โดยงาบเป็นครั้ง ๆ คราว ๆ เหมือนคนอื่น ๆ โดยหลอกลวงปิดหูปิดตาประชาชน)  และกรุงเทพมหานคร หรือลูกเจ๊กลูกจีนก็จ่ายอีกราคาหนึ่งเป้นต้น  ส่วนพวกนักเรียนนักศึกษาก็ไม่ต้องจ่าย(ขืนจ่ายนักเรียนก็รู้ความจริงหมดแล้วคงไม่มีนักเรียนมาร่วมขบวนการอีกต่อไป)  ซึ่งรายรับรายจ่ายของวงการม็อบก็ไม่มีการเปิดเผยบัญชีรายรับรายจ่ายหรืองบประมาณของม็อบให้เป็นการเปิดเผยและตรวจสอบได้จากประชาชน  ยิ่งไปกว่านั้นแกนนำม็อบไม่ได้สร้างระบบอะไรเพื่อการตรวจสอบความบริสุทธิ์จริงใจต่อประชาชนเลย   จึงสามารถที่จะกล่าวได้ว่าแกนนำม็อบทั้ง 5 นั้นแท้จริงเป็นเผด็จการอนารยะ หรือใช้วิธีการมิต่างไปจากเผด็จการป่าเถื่อน มองประชาชนเป็นเครื่องมือที่จะสร้างประโยชน์แก่ตนโดยไม่มีความชอบธรรมเลย จึงเป็นการปกครองเถื่อนที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลการโกง ไม่มีความซื่อตรงต่อประชาชนแต่ประการใด ซ้ำร้ายอาจจะประกอบกรรมทุจริตโดยไร้เดียงสาเกิดขึ้นในทุก ๆ เรื่องราวการบริหารม็อบก็ได้ ในเมื่อประชาชนไม่มีสิทธิ์ตรวจสอบการทำงานของแกนนำม็อบเลย จะรู้ได้อย่างไรว่าแกนนำม็อบสุจริตดังที่โอ้อวดยืนยันต่อประชาชน   

นอกจากนั้นแล้วยังมีกรณีตัวอย่างการหลอกลวงอย่างมโหฬารมากก็คือ  หลอกนักวิชาการ ไปจนถึงคณบดีในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของเมืองไทย  ว่าจะสร้างการเมืองใหม่ เอาเลือกตั้ง 30 % เอาแต่งตั้ง 70 %  ซึ่งกลุ่มนักวิชาการและคณบดีผู้บริหารการศึกษาระดับสูงสุดของชาติดังกล่าว มักไร้ปัญญาจะไปลงเลือกตั้ง ไร้ความอดทนหรือความอึดที่จะต่อสู้ทางการเมือง อย่างนักการเมืองอาชีพ พอได้ข่าว 70 % ไม่ต้องเลือกตั้ง ก็แห่ไปสนับสนุนม็อบ กันใหญ่ หวังว่าจะได้เข้ามาเป็นใหญ่โดยการแต่งตั้งกับเขาบ้าง  พอรัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินจะเด็ดหัวแกนนำม็อบ ก็พากันออกมาต่อต้าน เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกบ้าง  ให้ยุบสภาบ้าง  เพื่อเอาใจแกนนำม็อบ แซ่สนั่นไปหมดโดยหวังถึงล้มรัฐบาล  โดยไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่านั่นเป็นการหลอกลวงคนโง่อีกระดับหนึ่งให้ไปสนับสนุนผู้ก่อการร้ายให้เขาสำเร็จการ  แม้กระทั่งพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็ไร้สัจจะ หลอกลวงคนทั้งหลายได้อย่างหน้าตาเฉย ตระบัดสัตย์ครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งหมายความว่าเขาได้ทำลายคุณงามความดีที่ได้สะสมได้ก่อสร้างมาตลอดชีวิต เพื่อประโยชน์แห่งศาสนธรรมอันบริสุทธิ์ แต่บัดนี้ได้พังทลายลงหมดสิ้นทั้งทางโลกและทางธรรม  โดยครั้งหลังสุดก็คือได้ประกาศเป็นสัจจะว่าจะไปมอบตัวต่อตำรวจ  ได้แสดงและออกวาทะน่าเชื่อถือจนกระทั่งตำรวจหลงลมปากไปตาม ๆ กัน  แต่แล้วพอถึงเวลาพล.ต.จำลอง กลับบอกว่าให้ตำรวจมาจับตัวเขากับแกนนำม็อบเอาเอง จะรอให้จับ  แล้วพาพวกไปนั่งกลางวงล้อมการ์ดและแนวป้องกันของประชาชนที่คอยกั้นไว้หลายชั้นอย่างเหนียวแน่น  จึงยังจับไม่ได้มาจนถึงปัจจุบันนี้   นี่ก็แสดงว่าพวกแกนนำม็อบมีแต่การหลอกลวงสถานเดียว  ประชาชนจึงน่าจะฉุกคิด และควรพิจารณาตนเอง  โดยสงบ  มีความเคารพตนเอง  และถอนตัวออกมาทีละน้อย ๆ ๆ ๆ ๆ  อุปมาเหมือนนาแล้งน้ำ หมู่กบและปลาก็ค่อยวายหายไป ที่เหลือก็มากระจุกรอออกันอยู่คับคั่งอย่างหวาดหวั่นในแอ่งน้ำน้อยนั้น

แท้จริงทหารไทยเข้มแข็งเกินกว่าจะใช้กับประชาชนที่อ่อนแอ และมือเปล่า  และกองทัพไม่คิดว่าเวลาใดจะเป็นปัญหาในการใช้ยุทธวิธีทางทหารจัดการกับม็อบที่บุกรุกทำเนียบ เพราะจะใช้กำลังเข้าจัดการเมื่อไรก็ง่ายนิดเดียว  แต่กองทัพถูกสร้างขึ้นเพื่อการรบหลั่งเลือดในสงครามจริง ๆ ของชายชาติทหารโดยมีคู่ต่อสู้เป็นชายชาติทหารด้วยกัน  แต่คุมสถานการณ์ไว้หลวม ๆ  รอคอยให้ประชาชนกลับใจถอนออกมาจากการร่วมชุมนุมกับแกนนำม็อบ และแกนนำม็อบก็ควรจะเข้ามอบตัวสู้คดีไปโดยดีจะดีกว่า  จึงน่าพิจารณาว่าลองให้เวลาของทุกฝ่ายสำหรับคิดสักขณะหนึ่งก่อน โดยมอบความไว้วางใจแด่ทหารไทย สถาบันทหารไทยไว้อย่างเต็มที่

  • เผด็จด้าว แดนไทย
    4 ก.ย.2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 20. ประเทศไทยวันนี้
      จะคิดและทำอย่างไร?

เรียน บก.นสพ.ดี(อินเทอเนท)


ผมเป็นประชาชนประชาธิปไตยที่สนับสนุนประชาธิปไตยและให้มีรัฐบาลประชาธิปไตยมาโดยตลอด แต่ประเทศไทยวันนี้ค่อนข้างน่าผิดหวังอีกแล้ว  กระนั้นก็พอมีความคิดเห็นดังนี้ครับ


1.    กลุ่มแนวร่วมประชาชน ที่เรียกตนเองว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ซึ่งไม่ถูกตรงความจริงควรจะเรียกว่าม็อบอนาระยะนั่นถูกแล้ว)  ใช้วิธีการปลุกระดมมวลชน โดยขยายแนวร่วมและมวลชนผู้ถูกทำให้หลงผิดออกไปเรื่อย ๆ  ขณะนี้สามารถยึดทำเนียบรัฐบาลไว้ได้แล้ว จนคณะรัฐมนตรีไม่มีที่ทำการ  ต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปใช้กองทัพไทยบ้าง  ที่อื่น ๆ บ้าง  ครั้งหลังสุดทำเป็นการประชุม ครม.สัญจร  ถึงอุดร   ปัญหาคือ  จะเป็นอยู่อย่างนี้โดยไม่คิดแก้ไขอย่างไรหรือ?  จะไม่เอาทำเนียบรัฐบาลกลับคืนมาหรืออย่างไร?

2.    แกนนำม็อบด่ารัฐบาลอย่างสาดเสียเทเสีย  จนกระทั่งนายเตช บุนนาค อยู่ร่วมไม่ได้ ต้องลาออกไป  แต่แปลกใจทำไมรัฐบาลจึงอยู่เฉย ๆ   ครั้งหลังผมได้ยินนายแกนนำคนสำคัญด่าว่า เป็นรัฐบาลสัตว์นรก จนกระทั่งเร็ว ๆ นี้เขาก็ด่าว่ารัฐบาลสัตว์นรก  นี่มันเกินไปจริง ๆ  คงจะอย่างที่นายเตช รู้สึก  แต่ทำไมคณะรัฐมนตรีจึงไม่ฟ้องร้อง(เพราะเขาว่ารัฐบาลทั้งคณะ จะไม่มีรัฐมนตรีสักคนเดือดร้อนบ้างหรือ)   เพราะเป็นทางสู้ ทางลิดรอนกำลังม็อบลงไปอีกอย่างหนึ่ง และเป็นความชอบธรรมของรัฐบาลทั้งคณะ ที่จะต้องทำให้ประชาชนอุ่นใจขึ้น  แต่ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไร้ความรู้สึกอยู่อย่างนี้ก็ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร

3.    อีกสักหน่อยม็อบก็จะเคลื่อนไปยึดกระทรวงศึกษาธิการ  รัฐมนตรีและข้าราชการก็มีวิธีสู้ทางเดียวคือเตรียมอพยพหนีไปหาที่ทำงานใหม่  แล้วนั่งดูตาปริบ ๆ เท่านั้นเองหรือ?  แล้วในไม่ช้านี้ก็มีแนวโน้มว่าม็อบจะเคลื่อนไปยึดรัฐสภา  รัฐสภาก็จะต้องเปิดหนีไป  ปล่อยให้ม็อบเข้าไปครอบครอง  แล้วสมาชิกสภาก็จะต้องหาที่ประชุมแห่งใหม่  ยืมสถานที่เขาไปใช้ต่อไปอีก  เช่นนั้นหรือ ?  อะไรจะสั่วขนาดนั้น?

4.    แล้วต่อไปม็อบก็จะไปยึดศาล  ยึดกองทัพไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ   และยึดประเทศทั้งประเทศ  แล้วดำเนินการปกครองแบบใหม่  ก็ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีกี่ชาติการเมืองแบบใหม่จึงจะเรียบร้อย และมีประกันไว้อย่างไรว่าเมื่อม็อบยึดประเทศได้แล้ว เขาจะดำเนินการไปอย่างไร    อีกกี่ปีกี่ชาติจึงจะเป็นปึกแผ่นยังมองไม่เห็นเลย   เพราะเมื่อใดที่เป็นเช่นนั้น ประเทศไทยก็จะแตกเป็นก๊กเป็นเหล่า  อาจจะเกิดประเทศอีสาน และอาณาจักรศรีวิชัยใหม่ขึ้นมาเป็นประเทศใหม่ก็ได้  ก็จะเห็นแต่ความวุ่นวายไปตลอด  จนนานเข้าก็ชิน มีภูมิต้านทาน   ก็กลายเป็นประเทศที่มีความวุ่นวายขัดแย้งไปเช่นนี้เป็นปกติธรรมดาของประชาชนชาวไทย  มิต่างจากตะวันออกกลางแต่อย่างใดเลย

5.   เราต้องการให้ประเทศไทยเป็นเช่นนั้นหรือ?


6.    เราก็ไม่ต้องการให้ประเทศเป็นเช่นนั้น   แต่ทำไมเราจึงแก้ปัญหาตรงนี้ไม่ได้เสียที?  หรือ ทำไมไม่รีบแก้ไขเสียก่อนที่จะลุกลามใหญ่โตออกไป? 

7.    คำตอบอยู่ที่ความหน่อมแน้ม ?     ของรัฐบาลประชาธิปไตย  ของวัฒนธรรมการเมืองไทย  และทั้งสถาบันมันสมองของชาติ และสถาบันที่เป็นกองกำลังรักษาความมั่นคงของประเทศชาติ  ที่ไม่กล้าหาญ-ฉลาดในการทำหน้าที่ที่ตนเองรับผิดชอบ ในขณะนี้อะไรคือสิทธิของผู้ต้องหาคดีกบฏ อย่างที่ปรากฎในประเทศไทยขณะนี้ ? มีในหลักการประชาธิปไตยด้วยหรือ?  เมื่อมันไม่มีในหลักการเลยก็ต้องจัดการสิครับ ไปแหยงโจรอยู่ได้  แบบนี้บ้านเมืองก็บรรลัยเลย !!! ต้องกล้าตัดสินใจ ตายเป็นตายอย่างชายชาติทหารสิครับ?

8.     ในระหว่างปัญหาอันวุ่นวาย  มีคนที่พูดมากจริง ๆ  แต่เชื่อหรือไม่  ไร้สาระจริง ๆ ?   เพราะส่วนมากจะพูดในเรื่องที่เป็นนามธรรมเกินไป  คงไปจำตำรามา ซึ่งมีประโยชน์เฉพาะการฟังเท่านั้น  แต่จะเอาไปทำอย่างไร ก็ไม่อาจจะทำได้   หรือบางทีอาจจะน่าฉุกคิดเหมือนกันว่าคนที่ชอบพูดอวดโอ้เหล่านี้ แท้จริงไม่รู้อะไรเป็นนามธรรม อะไรเป็นรูปธรรมด้วยซ้ำ  ถ้าเป็นเช่นนี้ก็เคราะห์กรรมทางการศึกษาของประเทศไทยละ

9.     วันนี้ใครจะเป็นผู้บริหารประเทศชาติ โดยวิธีการอะไรก็ตาม นโยบายอะไรก็ตาม  ทางที่แก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาวก็คือ ต้องยึดหลักการประชาธิปไตย และหลักการ  Rule by Law  (นิติรัฐ)  ทุกคนต้องเคารพกฎหมายที่มีอยู่ ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยไม่มีเงื่อนไข   และผู้รักษากฎหมาย(นั่นคือรัฐ)ต้องกล้าตัดสินใจ  กล้าหาญในการกระทำความดี  กล้าเสี่ยงอย่างมีเหตุมีผล  กล้าจับโจร  กล้ารบกับกองกำลังโจรต่างชาติ  และกล้าสนับสนุนรัฐบาลประชาธิปไตย แม้มีเราคนเดียวเป็นฝ่ายธรรมะก็จะต้องยืนหยัดกล้าหาญกระทำการไปจนกว่าจะสำเร็จ


10.     บางทีเราจะต้องคิดถึงสุภาษิตบางบท เช่น  “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” และถือเป็นยุทธศาสตร์แก้ปัญหาของประเทศชาติระหว่างนี้ก็ได้

สวัสดี  หวังว่าจะได้เป็นสิ่งเตือนใจรัฐบาล บ้าง
จากผม ยังติดตามตลอดครับ


  • บัวระย้า ชะบาบุญเสฏฐ์
    10 ก.ย. 2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 21.  เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว

       ฉบับที่ 29  วันที่   5  กันยายน  2551

 

การเมืองน้ำลาย

 

วัตถุประสงค์  เพื่อต้องการกระตุ้นให้คน ในสังคม   ได้ตระหนักถึงภัยอันตรายที่ล้ำลึก  ซึ่งกำลังคุกคามโลก และมีทีท่าว่าจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น    หากปล่อย ให้เหตุการณ์เช่นนี้ดำเนินไปตามยถากรรม  โดยที่ผู้รู้เห็นภัยและโทษ     รวมไปถึงจุดจบของค่านิยมที่ผิดเช่นนี้   ความหายนะของโลกคงมาถึง     ผู้วิเคราะห์หวังว่าบทวิเคราะห์เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว    คงจะได้จุด ประกายให้แก่วิญญูชนได้ลองฉุกคิดสักนิด      เพื่อการ

เปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นด้วยธรรมะ 

โปรดก๊อปปี้ช่วยกันเผยแพร่

พัชรา  กอปรทศธรรม
วิทยาลัยการอาชีพศรีสะเกษ

ผู้วิเคราะห์



เหตุการณ์กลุ่มแนวร่วมที่เรียกตนเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บุกสถานีโทรทัศน์ NBT และบุกยึดทำเนียบรัฐบาล  เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม  2551 เพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรีลาออก  จนกระทั่งสถานการณ์เริ่มบานปลาย  เมื่อสหภาพการรถไฟแห่งประเทศไทยนัดหยุดการเดินรถ  และแกนนำสหภาพการประปาและการไฟฟ้า  ประกาศจะตัดน้ำ  ตัดไฟของสถานที่ราชการในวันที่  3   กันยายน  2551  เพื่อร่วมกดดันให้นายกรัฐมนตรีลาออก  ตลอดจนมีข้อเรียกร้องจากสส.พรรคฝ่ายค้าน สว. คณาจารย์ของมหาวิทยาลัย นักศึกษาให้นายกรัฐมนตรีแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก


นอกจากนี้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  ได้ประกาศจุดยืนอันแข็งกร้าวเรียกร้องให้ประเทศไทยหันไปสู่ระบอบการเมืองการปกครองแบบใหม่โดยให้มีจำนวนส.ส. สว.สรรหา จำนวน  70 % และแบบเลือกตั้ง  30 %  ตลอดระยะเวลา  76 ปี  ที่ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย  การเมืองไทยล้มลุกคลุกคลานมาตลอด มีการเลือกตั้ง สลับกับการประท้วงให้รัฐบาลลาออก  ยุบสภา  ปฏิวัติรัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง  ฉีกรัฐธรรมนูญ ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งขาดเสถียรภาพไม่สามารถบริหารประเทศจนครบวาระ  และเหตุการณ์เริ่มตึงเครียดมากที่สุด  ในสมัยรัฐบาลของอดีตนายกร.ม.ต.พ.ต.ท.ทักษิณ  ชิณวัตร มาจนถึงรัฐบาลของนายสมัคร  สุนทรเวช 

      
ขณะที่ประชาธิปไตยในประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและยุโรปมีเสถียรภาพ  เป็นระบบระเบียบเรียบร้อย  รัฐบาลสามารถบริหารประเทศไปจนครบวาระ  แม้จะมีปัญหาหนักหนาสาหัสก็ไม่มีการกดดันให้รัฐบาลต้องลาออก ตัวอย่างเช่น ผู้นำสหรัฐประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยูบุช  ใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลส่งทหารไปร่วมรบในอิรัค   แต่ก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ให้สงบราบคาบได้         และยังเป็นชนวนเหตุให้ผู้ก่อการร้ายข้ามชาติก่อวิศนาศกรรมตึกเวิร์ลเทรดเซนต์เตอร์ เมื่อ11กันยายน  ค.ศ. 2001 ชาวอเมริกันก็ยังให้โอกาสผู้นำของเขาได้บริหารประเทศจนครบวาระ ทั้งนี้ด้วยตระหนักว่า เพื่อรักษาวัฒนธรรมแห่งความเป็นประชาธิปไตยมิให้ไร้ระบบระเบียบ เพราะจะนำไปสู่ความวุ่นวายไม่รู้จบ

           
การชุมนุมเพื่อแสดงออกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยในประเทศที่เจริญแล้ว มีความเป็นระบบระเบียบไม่ยืดเยื้อยาวนาน  ไม่สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ  วัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศเหล่านี้ไม่เปิดโอกาสให้มีแกนนำมาปลุกระดมตั้งตนเป็นผู้ชี้เป็นชี้ตายให้สังคมต้องเดินตาม  ด้วยตระหนักในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เท่า

เทียมกัน  มีการประนีประนอมเมื่อเกิดความขัดแย้งเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย  ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงมีทางออก 

    
อะไรเป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้สหรัฐอเมริกา  และชาติตะวันตกมีระบอบประชาธิปไตยที่เป็นระบบระเบียบ  มีเสถียรภาพ  ปัจจัยสำคัญคือการจัดระบบการศึกษาของฝรั่งเขาไม่เหมือนของไทย  ฝรั่งเขามีค่านิยมว่า  ประชาชนของเขาทุกระดับการศึกษาต้องมีความรู้จากการแสวงหาความจริงที่พิสูจน์ได้ด้วยตนเอง  หรือการแสวงหาความรู้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เมื่อนักวิทยาศาสตร์อย่างอัลเบิร์ต  ไอน์สไตน์  มาพบคำสอนในหลักกาลามสูตรของพระพุทธเจ้า  เขาจึงประหลาดใจมากว่าเพราะเหตุใดพระสมณโคดมจึงมีปรัชญาตรงกับแนวความคิดที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมความเชื่อในสังคมของเขา กาลามสูตรหลัก 10 ประการที่ใช้พิจารณาเกี่ยวกับความเชื่อ  ดังนี้


    
1.     อย่าเชื่อเพียงเพราะได้ยินได้ฟังตามๆกันมา

    2.     อย่าเชื่อเพียงเพราะทำตามๆกันมาเป็นประเพณี

    3.     อย่าเชื่อเพียงเพราะเป็นข่าวเล่าลือ

    4.     อย่าเชื่อเพียงเพราะมีอยู่ในตำราหรือคัมภีร์

    5.     อย่าเชื่อเพียงเพราะการคาดเดา

   6.     อย่าเชื่อเพียงเพราะการตรึกตรองเอาตามอาการ

    7.     อย่าเชื่อเพียงเพราะเป็นเหตุผลตามตรรกะ

    8.     อย่าเชื่อเพียงเพราะเข้ากันได้กับความคิดของตน

    9.     อย่าเชื่อเพียงเพราะผู้พูดดูเป็นบุคคลที่ดูน่าเชื่อถือ

  10.   อย่าเชื่อเพียงเพราะสมณะผู้นี้เป็นครูของเรา

           
อะไรเป็นที่มาของกระบวนการแสวงหาความรู้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  เพราะยุโรปเขามีบทเรียน

จากประวัติศาสตร์อันแสนเจ็บปวดมายาวนาน  จากสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวคริสต์และมุสลิมครั้งใหญ่ในสงครามครูเสด  ชนวนของสงครามเริ่มขึ้น  โดยการปลุกระดมด้วยวาทะของพระสันตปาปาเออร์บันที่ 2 แห่งโรม  ที่เมืองแคลร์มอนท์  เมื่อวันที่  27  พฤศจิกายน ค.ศ.1095 สงครามครูเสด  ตั้งแต่  ค.ศ.1095-1291 กินระยะเวลายาวนานถึง 196 ปี  คร่าชีวิตผู้คนนับสิบล้านคน(ประวัติศาสตร์สากล ของหลวงวิจิตรวาทการ)   สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างคริสตศาสนานิกายโรมันคาทอริคและนิกายโปแตสแตนท์ในไอร์แลนด์เหนืออีก 84 ปี   ในยุคนั้นยุโรปถูกปกครองด้วยระบอบอำนาจเผด็จการเทพเจ้าหรือที่เรียกว่ายุคมืด  เจ้าผู้ครองนครต้องฟังคำสั่งจากโป๊ป  เพราะเป็นตัวแทนของพระเจ้า  ใครต่อต้านขัดขืนจะถูกลงโทษสถานหนักด้วยการถูกเนรเทศหรือไม่ก็จับมาเผาไฟทั้งเป็น  

    
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นักวิทยาศาสตร์  นักวิชาการทุกสาขา เจ้าผู้ครองนครและประชาชนนำทฤษฎีการปกครองระบอบประชาธิปไตยขึ้นต่อสู้กับอำนาจมืดของระบอบเผด็จการเทพเจ้า ทางวิชาการเกิดการปฏิวัติทางภูมิปัญญาขนานใหญ่ในปลาย ค.ศ.1500เรียกว่า  ยุคเรอเนสซองค์  โดยยึดหลักว่า  มนุษย์เป็นมาตรวัดของสรรพสิ่ง  นับแต่นั้นมาการศึกษาในยุโรปจึงสร้างวัฒนธรรมการแสวงหาความรู้ทุกสาขาทุกด้านด้วยขบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ  ไม่มีการเชื่อถือทฤษฎีใดหรือผู้ใดโดยไม่มีการพิสูจน์ทดลองให้เห็นความจริงด้วยตนเอง

           
ในประวัติศาสตร์ที่มนุษยชาติทำสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัน  ก็ล้วนมีสาเหตุมาจากความต้องการเป็นใหญ่

และอาวุธที่มีประสิทธิภาพร้ายแรงที่ใช้บ่อนทำลายความสามัคคีในหมู่ชนได้สำเร็จมาทุกยุคสมัยก็คือสงครามปาก ดังเช่น  พระญาติของพระพุทธเจ้าฝ่ายศากยวงศ์และโกลิยวงศ์ต้องฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนสูญสิ้นวงศ์ตระกูล  กษัตริย์ลิจฉวีต้องเสียเมืองให้แก่พระเจ้าอชาตศัตรู  ไทยเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าถึง2 ครั้ง สงครามครูเสด สงครามในไอร์แลนด์เหนือ  สงครามยิวและปาเลสไตน์ ฯลฯ 

    
วิถีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่เปิดโอกาสให้มนุษย์มีสิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่  จึงมักมีจุดบอดที่สายตาธรรมดาๆอาจมองไม่เห็นก็คือ  หากระบบการศึกษาไม่เอื้ออำนวยต่อการแสวงหาความรู้ความจริงด้วยสติปัญญาของตนเอง  ขาดการคิดวิเคราะห์ด้วยหลักธัมมวิจัยแล้ว  ก็จะไปช่วยกระตุ้นให้เกิดการปลุกระดมล้างสมองให้ประชาชนหลงเชื่อยึดมั่นถือมั่นตามทิฏฐิมานะที่ผู้นำยกมาปลุกเร้า  ยิ่งถ้ากระแสสังคมชี้นำความคิดไปทางใดมากๆ.การถูกครอบงำทางความคิดจะเกิดขึ้นเป็นกลุ่มใหญ่  ซึ่งจะเป็นชนวนให้เกิดการแตกแยกดังความจริงที่เคยปรากฏมาแล้วในประวัติศาสตร์สงคราม  ดังนั้นประเทศที่เจริญแล้วจึงใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นโดยการสร้างวัฒนธรรมไม่ให้ปักใจเชื่อหรือไว้วางใจในสติปัญญาของผู้อื่นโดยไม่มีการพิสูจน์ให้เห็นจริง      

               
สังคมไทยถูกปลูกฝังให้ เชื่อตามกระแสสังคมมาช้านาน  หลีกเลี่ยงปัญหาเมื่อมีความขัดแย้ง  จึงมักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้จบๆไปโดยเร็ว  ไม่มองถึงผลระยะยาว  ระบบการศึกษาไทยจึงผูกติดกับการเชื่อครู  เชื่อผู้มีเชื่อเสียง ขาดการฝึกฝนลงมือปฏิบัติ  ขาดการศึกษาวิจัยข้อเท็จจริง  ผู้ที่เรียนจบระดับสูงๆจึงถูกอนุมานว่า  เป็นนักวิชาการที่มีความรู้สูงระดับปัญญาชน  ส่วนคนที่มีระดับการศึกษาน้อยก็ถูกตีค่าเป็นพวกตาสีตาสา  รากหญ้าอะไรทำนองนั้น 

      
แต่โดยสัจจธรรมแล้ว  การจะเป็นผู้มีความรู้จริงมีสติปัญญาสูงที่เรียกว่าปัญญาชนจะต้องเกิดจากผลของการปฏิบัติให้ประจักษ์เป็นรูปธรรม  เช่น  การเป็นนักรัฐศาสตร์ที่เชี่ยวชาญก็คือมีความสามารถในการครองใจคน  มีใจเป็นกลาง  สร้างความสมัครสมานสามัคคีในหมู่ชน  มีเมตตาธรรมสูง สามารถแก้ปัญหาได้โดยที่บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น หรือการเป็นนักกฏหมายมืออาชีพคือมีความสามารถในการพิจารณาตัดสินคดีความข้อพิพาทด้วยสติปัญญาที่รอบคอบอย่างยุติธรรมโดยไม่ทำให้เกิดความเสียหายคำนึงถึงประโยชน์สุขของชนหมู่มาก  มิใช่พิจารณาโดยใช้ตัวหนังสือเป็นเกณฑ์โดยไม่มองผลเสียหายที่จะเกิดกับสังคมประเทศชาติ  การเศรษฐกิจ  

                 
การปฏิวัติทางภูมิปัญญา  คือการสร้างบรรทัดฐานทางการศึกษาให้ประชาชนเป็นผู้มีความรู้  พึ่งพาสติปัญญาของตนเองได้  สามารถแสวงหาความรู้ความจริง  สามารถตัดสินสิ่งต่างๆได้ด้วยหลักธัมมวิจัย  มิใช่การทำ  พูด  คิดไปตามกระแสที่พูดๆกันอยู่ทุกวันตามสื่อต่างๆ  เพราะนั่นเป็นทางไปสู่อวิชชา 

การเป็นนักวิชาการจึงต้องเป็นผู้มีความรอบรู้ทั้งด้านปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ มีความคิดความอ่านรอบคอบ
เป็นตัวของตัวเอง มองเห็นความจริงทุกๆด้านโดยใจเป็นกลางปราศจากอคติ มีเมตตาธรรม สังคมมิอาจเดินไปได้ด้วยปัญญาชนที่ถือคัมภีร์เปล่า ลองย้อนกลับไปพิจารณาว่าวิชาการที่ท่านได้เคยใช้มาแล้ว และกำลังนำเสนอสังคมอยู่ในขณะนี้เคยให้ผลเป็นที่ประจักษ์ถึงการแก้ปัญหาให้เกิดความสงบสุขเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้เพียงใดหรือแก้ปัญหาแบบขอไปทีแล้วก็วนเวียนกลับมาพบปัญหาเดิมๆซ้ำๆซากๆไม่รู้จักจบสิ้น 


อย่าปล่อยให้สงครามน้ำลายปลุกระดมทำลายความเป็นมิตรของคนในชาติ  จนกลายเป็นสงครามกลางเมืองลุกลามเกินกว่าที่จะเยียวยาแก้ไขแล้ว ชาติมหาอำนาจก็จะฉวยโอกาสเข้ามาแทรกแซง ดูตัวอย่างประเทศอาฟกานิสถาน  ประเทศอิรัค 


สัจธรรมมีอยู่ว่า  การเมืองคือการแสวงหาอำนาจ  ของกลุ่มการเมือง  ดังนั้นทุกฝ่ายจึงต้องใช้ยุทธวิธีทุกวิถึทางที่เอาชนะคู่ต่อสู้  เพื่อให้กลุ่มพวกของตนเองขึ้นมามีอำนาจ  เอกราชของชาติบ้านเมืองมีค่ามหาศาลประมาณมิได้  ประชาชนมิควรปล่อยให้ความชอบ  ความชัง  ความเขลา  ความกลัวของเราไปเป็นชนวนให้เกิดการแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย   ปล่อยให้การเมืองเดินไปตามครรลองของประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น   เคารพเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน  นั่นคือทางออกของปัญหา

ติดตามงานของเราซึ่งจะเจาะลึกภัยที่คุกคามสังคมโลกด้วยหลักศาสนาสากลที่เป็นสัจธรรมที่หนังสือพิมพ์ดีอินเตอร์เนตและwww.newworldbelieve.net

 

  • พัชรา กอปรทศธรรม
    5 ก.ย. 2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 22.   ASTV วันนี้ยังคงไร้สาระ
        กรณีศึกษาเปรียบเทียบ


ASTV วันนี้ยังคงไร้สาระ มีกรณีตัวอย่างเพื่อนำมาศึกษา ASTV ก็คือเมื่อประเทศไทยยุคที่มีปัญหาคอมมิวนิสต์อยู่  มีงานของการปิดล้อมโฆษณาชวนเชื่อ ทุกแห่งหนทุกภูมิภาคในประเทศไทย
  ทางฝ่ายนั้นจะเอาชาวบ้านธรรมดาจบป.3-ป.4 นี่เองไปอบรมล้างสมอง แล้วปล่อยออกไปทำงานการปลุกระดมมวลชน-โฆษณาชวนเชื่อ  ทางรัฐบาลไทยโดย กอ.รมน.เมื่อจับตัวนักปลุกระดมเหล่านี้มาได้ แล้วให้นำไปเข้าศูนย์ซักถาม(ศถ.)  เพื่อเก็บข้อมูลไปทำการวิจัยดูเรื่องราวต่าง ๆ  ในตอนแรกก็พบด้วยความประหลาดใจว่า พวกนี้พูดกันเก่งมาก  เมื่อให้เขาพูดให้ฟังว่าพูดอย่างไรและลีลาท่าทางการโฆษณาปลุกระดมทำอย่างไร เขาจะมั่นใจ ภาคภูมิใจ ไม่มีความลังเลระย่อ จะอวดจะพูดให้ฟังทันที พบว่าแต่ละคน มีความสามารถในการพูดปลุกระดมได้อย่างคล่องแคล่วไม่ติดขัด  มีพลัง ไม่ว่าจะให้พูดนานแค่ไหนก็ตามก็พูดไปได้ไม่ติดขัด  พบว่าคนเหล่านี้ล้วนเป็นนักพูดชั้นเยี่ยม  ขนาดที่ทึกทักเอาแต่แรกว่า  เก่งเสมอเหมือนนักวิชาการที่สอนการเมืองในมหาวิทยาลัย ขนาดนั้น  ต่อมาเมื่อมีการวิจัยในรายละเอียดไปอีกจึงพบว่า  พวกนี้พูดเก่งก็จริง แต่ก็พูดได้เฉพาะทาง  มีความรู้คับแคบมาก  และพวกนี้จะพูดในทางเดียวกัน แนวเดียวกัน สำเนียง สุ้มเสียงแบบเดียวกันหมด  เหมือนแผ่นเสียง ที่ก๊อปปี้มากี่แผ่น ๆ ก็คงเป็นเสียงเดียวกัน  ไม่ว่าพูดกี่คน ๆ ก็พูดแบบเดียวกัน พูดทางเดียวกัน ด่ารัฐบาลได้เก่งเหมือน ๆ กัน  อ้างเหตุและผลเพื่อการปฏิวัติได้เหมือน ๆ กัน   ซึ่งนั่นเป็นพยานถึงผลที่เกิดจากการถูกอบรมล้างสมองในค่ายกักกันมานานพอ  จนสามารถเปลี่ยนความคิดแบบหนึ่ง ไปสู่ความคิดอีกแบบหนึ่งของคนได้ ทำให้คนทั้งค่ายเปล่งเสียงสำเนียงและความหมายออกมาเหมือน ๆ กันได้  และแท้จริงองค์กรก็ไม่ต้องการให้คนเหล่านี้รับรู้อย่างอื่น  ต้องการให้รับรู้ทางเดียว และเท่าที่จำเป็นเท่านั้นเอง  ซึ่งคนทั้งหลายมีจิตวิทยาว่า การพูดเชิงผรุสวาทหรือการพูดด่าคนเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย  เพราะจะสามารถหาเรื่องด่าได้ง่ายกว่า เยอะกว่า  หาเรื่องอะไร ๆ มาใส่ไคล้ใส่ความ เป็นเรื่องง่าย  หากไม่คำนึงเรื่องการละเมิดแล้วก็ด่าได้อย่างแรง รุนแรงอย่างกับเป็นอาวุธชนิดหนึ่งเลยทีเดียว และอาวุธชนิดนี้แหละที่ ม็อบสนธิ-จำลอง ได้นำมาใช้อย่างถี่ยิบ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยคนทั้งหลายไม่ทราบถึงพิษร้ายของมัน


ASTV วันนี้ ก็มีพนักงานข่าว นักวิเคราะห์ข่าว(หรือที่จริงนักการด่า) ที่มีคุณภาพต่ำ  เป็นคนพื้น ๆ ที่นายจ้างผู้เฉลียวฉลาดสามารถเก็บมาได้จากข้างถนน แล้วนำมาอบรมนิด ๆ หน่อย พอให้รู้จักวิธีการด่าอย่างเป้นหลักเป็นเกณฑ์มากขึ้น ก็สามารถทำงานให้ ASTV ได้อย่างดี คนเหล่านี้ถูกสอนให้เข้าใจธรรมชาติพื้น ๆ ของคนว่าโดยปกติคนแต่ละคนจะมีความไม่สมบูรณ์อยู่ในตัวเอง  กล่าวคือสัจธรรมที่ว่า ไม่มีคน 100 %นั่นเอง คนก็มีความบกพร่อง ทุกคนมีความหลังกันทั้งสิ้น นักด่าจะสามารถขุดคุ้ยเอาเรื่องราวของใคร ๆ มาด่าเมื่อไรก็ทำได้  การด่าจึงทำได้อย่างเป็นกอบเป็นกำไปเรื่อย ๆ ได้อย่างถึงอกถึงใจคนฟัง   เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงในวันนี้  ASTV เป็นโทรทัศน์ที่ต่ำทราม ที่มีแต่การด่า ไม่มีขณะหนึ่งขณะใดที่คนในโทรทัศน์แห่งนี้จะไม่มีการด่า และยังดัดแปลงเป็นการละเล่น(เช่นงิ้ว) ดนตรี คำร้องที่เต็มไปด้วยการด่าอย่างอึกกะทึกครึกโครมไปอีก(เช่นเพลงไอ้หน้าเหลี่ยม เป็นต้น) โดยสามารถเข้าไปพิศูจน์ทราบได้ด้วยตนเอง จะพบคนบนเวทีม็อบ ทำการด่าคนอื่นอย่างหน้าดำคร่ำเครียดด้วยคำหยาบคาย  หรือผรุสวาท  กันตลอดวันตลอดคืน  โดยให้พวกของตนที่นั่งฟังข้างหน้าเวทีฟัง หรือร่วมกันด่าทั้งหมู่ม็อบไปพร้อม ๆ กัน มีปรบมือ กระทำจังหวะอย่างครื้นเครงโดยออกท่าทางหยามเหยียด ดูหมิ่นดูแคลนคนอื่นไปด้วย  นอกจากผรุสวาทแล้วก็มีคำส่อเสียด เยาะเย้ยถากถางรัฐบาล คนของรัฐบาล รวมทั้งคนที่สนับสนุนรัฐบาลและฝ่ายตรงข้ามตน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความแตกแยกระหว่างบุคคลต่อบุคคล และที่สุดสร้างความร้าวฉานแตกแยกของประชาชนไทยทั้งประเทศ ให้เกิดแบ่งเป้นฝักเป็นฝ่าย เป็นก๊กเป็นเหล่า  ให้ประชาชนเกลียดชังกันเอง  เริ่มแต่ความรู้สึกดีๆต่อกันมาเป็นเริ่มระแวง เริ่มไม่ไว้วางใจ  เริ่มเกลียดชังไปทีละน้อย ๆ  จนในที่สุดเป็นการเกลียดชังอย่างมากจนเข้ากระดูกดำ   


นี่เป็นข้อเท็จจริง จาก ASTV ที่ออกอากาศได้อยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงทุกวันนี้ และยังมีรายการพิเศษพบแกนนำม็อบทั้ง 5 คน เป็นระยะ ๆ ตลอดวัน  โดยเฉพาะเวลาหัวค่ำ ๆ  แกนนำแต่ละคนจะด่าเก่งทุกคน   โดยเฉพาะนายสนธิ ลิ้มทองกุล  เขาด่าเก่งมาก ด่าอย่างฉลาด  และเป็นตัวแบบของงานเอเอสทีวี เขากล้าด่าอย่างรุนแรงมาก จนทุกคำพูดของเขาเหมือนกระสุนปืน เป็นอาวุธได้เลยทีเดียว  แต่เขาก็พลาด แพ้คดีความศาลชั้นต้นไปหลายคดีแล้ว แต่ถึงแม้จะพลาดไปแล้วก็ตะลุยด่าต่อ (แต่ในช่วงหลังมาไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น เขาไม่อาจจะเอ่ยนามหรือแตะต้องคำว่า ทักษิณ ชินวัตร มีอาการแหยง หวาดเพียงดังสุนัขได้กลิ่นสาบของเสือใหญ่) จนกระทั่งมีคดีเพิ่มขึ้น ๆ ไปเรื่อย ๆ จนขณะนี้ เขาเองบอกว่าเกิน 60 คดีไปแล้ว เขาก็ยังคงด่า  คำด่าระยะหลังสุดที่แรงก็คือ ด่าว่า  รัฐบาลสมัคร เป็นรัฐบาลสัตว์นรก  ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ยังคงด่าว่ารัฐบาลสัตว์นรก ซึ่งที่จริงการด่าแรงเกินไปอาจจะเป้นผลร้ายต่อม็อบเอง เพราะมีแรงสะท้อนกลับ (แต่อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าแปลกใจที่ว่ารัฐบาลและคณะรัฐบาลนายสมัคร ซึ่งมีจำนวนมากถึงกว่า 30 คน ก็ยังทนทำหน้าตาเฉยแฉ่งอยู่ ไม่กล้าดำเนินการเอาผิดแต่อย่างใด ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะในการทำศึก สงครามครั้งสุดท้ายนั้น เราต้องจ้องคอยหาโอกาสที่จะเผด็จศึกอยู่ตลอดเวลา เหมือนนักมวยชกกัน เมื่อมีโอกาสจะปล่อยไปไม่ได้  รัฐบาลก็มีรัฐมนตรีหลายคน แต่ไม่ทำอะไรเลยเช่นนี้  เท่ากับไม่ช่วยป้องกันภัยตนเอง  แล้วใครจะมาป้องกันให้  นี่ก็เป็นทางแห่งความเสื่อมศรัทธารัฐบาลไปได้อีกประการหนึ่งเหมือนกัน)      นอกจากนี้นายสนธิ ผู้นี้ ด่าพวกเดียวกันเองได้อย่างเจ็บแสบ ถึงไส้ถึงพุงได้เด็ดมาก (ด่าแบบจิกหัวด่า เห็นแกด่า ดร.วุฒิพงศ์ เพียบจริยวัฒน์ ที่มาร่วมงานต่อสู้แรมปีเพื่อล้มรัฐบาลทักษิณ ดร.วุฒิพงศ์ เพียบจริยวัฒน์ คนนี้ เป็นนักพูดนักโฆษณาชวนเชื่อที่มีระดับการศึกษาคนหนึ่งในยุคทักษิณ จนกระทั่ง ดร.วุฒิพงศ์ อับอายขายหน้าประชาชน จนต้องหลบหน้าหนีไปจนกระทั่งทุกวันนี้(กรณีขัดผลประโยชน์ในบริษัทการบิน สนามบินสุวรรณภูมิ มี พล.อ.สะพรั่ง กัลยาณมิตรเป็นคู่กรณี) เราคิดจะเตือนเพื่อนแกนนำของเขา และพนักงาน ASTV ทุกคน ๆ ให้ระวังว่าทำอะไรอยู่กับใคร  วันหนึ่งเมื่อเขาไม่พอใจ โดยโดนนายสนธิ ลิ้มทองกุลจิกหัวด่าเข้าให้ จักอับอายเจ็บแสบขนาดไหน  ขอให้ลองคิดดูกรณี ดร.วุฒิพงศ์ เป็นตัวอย่าง


ASTV.  วันนี้ได้เผยแผ่ข่าวสารร้ายและเป็นต้นแบบวัฒนธรรมอันต่ำช้ามาก  และบัดนี้มีนักเรียนเยาวชนถูกหลอกลวงมารับการอบรมเผยแผ่วัฒนธรรมอันต่ำช้าไปอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์  เช่นนักเรียนหญิง ร.ร.สาธิตมัฆวาน ที่ขึ้นเวทีม็อบเมื่อคืนวานนี้ (9 ก.ย.2551) ได้กล่าวคำด่าว่ารัฐบาล นายสมัครพร้อมคำเสียดสีเยาะเย้ยนายสมัคร หัวหน้ารัฐบาล ตามแบบอย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุลไปไม่มีผิดเลย นานไปเด็ก ๆ เยาวชนเหล่านี้ก็จะหลงทางไปแอ๊บสอบ(absorb)เอาทุกสิ่งทุกอย่างที่เลวทรามต่ำช้าทางวัฒนธรรมไปจากแกนนำม็อบเหล่านี้ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยการค่อยถูกล้างสมองไปตามลำดับ  ซึ่งการที่เป็นไปได้เช่นนี้ ก็น่าจะเป็นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์  นักเรียนเยาวชนเข้าใจผิดในฐานะของตัวเอง กับฐานะของแกนนำม็อบ  ไม่เข้าใจว่าพวกแกนนำนั้นเขาเป้นผู้กระทำความผิดที่ต้องคดีหมิ่นประมาทมากมายท่วมหัวไปทุก ๆ คน  จนในที่สุดโดนคดีกบฏเข้าให้ทั้ง 9 แกนนำแล้ว นอกจากคดีหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นผลจากการพูด การใช้ภาษาต่ำทราม ส่อเสียดให้ร้ายทำลายชื่อเสียงของคนอื่นด้วยวาจา  ส่วนนักเรียนยังบริสุทธิ์ และยังไม่มีความรับผิดอะไรทางกฎหมาย เพราะพวกเขาเหมือนแก๊งค์โจรที่หลอกลวงหลอกใช้ประชาชนคนบริสุทธิ์มาร่วมกิจกรรมอันผิดกฎหมายด้วยกัน เมื่อหลวมตัวไปเข้าข้างผู้กระทำผิด และก่อกระทำความผิดไปเสียแล้วก็ยากที่จะถอนตัวหาทางกลับไปเป็นคนดีเหมือนเดิมได้ จำต้องตกกะไดพลอยโจนไปกับพวกโจร  จึงเป็นเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงที่ชั่วร้ายมาก  นักเรียน-เยาวชนน่าจะได้รับทราบเรื่องราวเหล่านี้ไว้ก่อนที่จะได้กระทำสิ่งที่สายเกินตัวออกไป   และครูอาจารย์ สถานศึกษา หรือมหาวิทยาลัยก็น่าจะให้การอบรมสั่งสอนให้เข้าใจอย่างจริงจัง


อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องความรับผิดชอบทางการเมืองนั้น เป็นเรื่องที่ยังไม่เหมาะสมกับผู้เยาว์ เพราะผลกระทบทางการเมืองมีมาก อย่างสูงสุดก็ถึงขั้นต้องหนีตาย ซมซานไปต่างประเทศพลัดถิ่นพลัดแดนไปได้ ดังจะเห็นนักการเมืองหลายคนหลายครั้งในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย แม้กระทั่งกรณีอดีตนายกรัฐมนตรีคนสุดท้าย ๆ ก็ได้เห็นว่าเป็นอย่างไร   และอย่างยากลำบากที่เป้นไปได้ก็คือ หลงกระทำความผิดไปกับพวกโจรแล้วพบว่าเป็นการสายเกินที่จะแก้ ก็ต้องกลายเป้นโจร และเบื้องหน้าก็คือคุกตะราง นี่เป็นด้านการเมืองและวัฒนธรรม

ส่วนด้านกฎหมาย ก็น่าจะมีใครอธิบายให้เด็กนักเรียนทราบว่าการไปชุมนุมในทำเนียบรัฐบาลนั้นเป็นการผิดกฎหมาย  เพราะทำเนียบรัฐบาลเป้นสถานที่เฉพาะต้องหวงแหนไว้เป้นสมบัติของชาติ  และเป็นสถานที่รับแขกเมือง แขกต่างประเทศ เป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศ  พวกม็อบเข้าไปบุกรุก เปรียบเสมือนบุกรุกบ้านคนอื่น  ถ้าเรามีคนบุกรุกบ้านของเราเป็นอย่างไร  นี่ก็เป็นอย่างนั้น   และอีกอย่างหนึ่งก็คือ  พวกแกนนำม็อบล้วนเป็นคนต้องคดี  เพราะคิดการใหญ่โดยไม่เคารพกฎหมายของบ้านเมือง   กล่าวอีกแง่หนึ่ง การไปร่วมชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลนั่นเหมือนการไปเข้าร่วมก๊กโจรที่ใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ที่ปล้นชาติปล้นประชาชน โดยมีหลักฐานอย่างชัดเจนอยู่แล้ว


ประการหนึ่งม็อบฯมิได้เป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแต่อย่างใดเลย เขาสร้างภาพหลอกลวงคนทั้งหลายว่าเป็นประชาธิปไตย โดยอ้างสถาบันอันสูงส่งบังหน้าเป็นเกราะกำบังตนเอง ทำการร้ายโดยทางลับ ทางไม่เปิดเผยเท่านั้น  แท้ที่จริงเยาวชน จะต้องร่วมกันต่อสู้ในวิถีทางที่มีแบบอย่างมาแต่กรณี 14 ตุลาคม 2516 มาแล้ว  นั่นคือต่อต้านเผด็จการเชิดชูประชาธิปไตย   น่าจะมีการอธิบายอย่างกว้างขวางเป็นวิชาการว่าม็อบสนธิ-จำลองนี้ มิได้มีความเป็นประชาธิปไตยเลยแม้แต่นิดเดียว(แม้ในต่างประเทศเขาก็มิได้เรียกว่าเป็นม็อบประชาธิปไตย  เขาเรียกว่าม็อบข้างถนน เพราะพวกเขารู้ดีว่าประชาธิปไตยเป็นอย่างไร)  ดังจะเห็นจากข้อเสนอการเมืองใหม่  ซึ่งมิได้มีหลักการปกครองที่มาจากประชาชน  เพราะประชาธิปไตยนั้นต้องเคารพกฎกติกาที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ  ต้องเคารพเสียงของประชาชน  เสียงของประชาชนคือเสียงสวรรค์   และสิทธิของประชาชนคือสิทธิของความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์  และโดยหลักการนี้จะเห็นได้เลยว่าม็อบฯ นี้มิได้เป็นประชาธิปไตย แต่ใช่เล่ห์กลแอบอ้างเพื่อหลองลวงประชาชน อ้างเอาสถาบันประชาธิปไตย และสถาบันสูงสุดของชาติบังหน้า และครั้นเมื่อประชาชนตามทันเขาก็เลื่อนไหลแก้ตัวไปอีก  นั่นคือการโฆษณาชวนเชื่อหลอกลวงประชาชน เพื่อประโยชน์ลับสุดยอดเฉพาะตนและพวกพ้อง โดยหวังว่ากว่าประชาชนจะรู้สึกตัว ก็สายเกินไปเสียแล้ว

ฉะนั้นแท้จริงประชาชนทั้งชาติจึงควรที่จะลุกฮือขึ้นขับไล่ต่อต้านขบวนการก่อการร้ายแห่งประชาธิปไตยไทยนี้   ซึ่งขณะนี้เป็นกลุ่มโจรที่บุกรุกทำเนียบรัฐบาล มีประชาชนเป็นตัวประกันอย่างเหนียวแน่น   และเป็นผู้ต้องหาคดีกบฏคิดล้มล้างรัฐบาลและระบอบประชาธิปไตยไทย ประชาชนทั้งประเทศจะต้องลุกขึ้นมาร่วมสามัคคีธรรมช่วยกันจับกุมแกนนำทั้ง 9 คนไปลงโทษให้สาสม นี่แหละสามัคึคีธรรมที่ชอบธรรมของปวงประชาชนชาวไทยในวันนี้.


  • เผด็จด้าว แดนไทย
    11 ก.ย. 2551

 

 

 

 

 

 

 

 23. ประเทศไทยวันนี้
      จะคิดและทำอย่างไร?

เรียน บก.นสพ.ดี(อินเทอเนท)

ผมเป็นประชาชนประชาธิปไตยที่สนับสนุนประชาธิปไตยและให้มีรัฐบาลประชาธิปไตยมาโดยตลอด แต่ประเทศไทยวันนี้ค่อนข้างน่าผิดหวังอีกแล้ว  กระนั้นก็พอมีความคิดเห็นดังนี้ครับ

1.    กลุ่มแนวร่วมประชาชน ที่เรียกตนเองว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (ซึ่งไม่ถูกตรงความจริงควรจะเรียกว่าม็อบอนาระยะนั่นถูกแล้ว)  ใช้วิธีการปลุกระดมมวลชน โดยขยายแนวร่วมและมวลชนผู้ถูกทำให้หลงผิดออกไปเรื่อย ๆ  ขณะนี้สามารถยึดทำเนียบรัฐบาลไว้ได้แล้ว จนคณะรัฐมนตรีไม่มีที่ทำการ  ต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปใช้กองทัพไทยบ้าง  ที่อื่น ๆ บ้าง  ครั้งหลังสุดทำเป็นการประชุม ครม.สัญจร  ถึงอุดร   ปัญหาคือ  จะเป็นอยู่อย่างนี้โดยไม่คิดแก้ไขอย่างไรหรือ?  จะไม่เอาทำเนียบรัฐบาลกลับคืนมาหรืออย่างไร?

2.    แกนนำม็อบด่ารัฐบาลอย่างสาดเสียเทเสีย  จนกระทั่งนายเตช บุนนาค อยู่ร่วมไม่ได้ ต้องลาออกไป  แต่แปลกใจทำไมรัฐบาลจึงอยู่เฉย ๆ   ครั้งหลังผมได้ยินนายแกนนำคนสำคัญด่าว่า เป็นรัฐบาลสัตว์นรก จนกระทั่งเร็ว ๆ นี้เขาก็ด่าว่ารัฐบาลสัตว์นรก  นี่มันเกินไปจริง ๆ  คงจะอย่างที่นายเตช รู้สึก  แต่ทำไมคณะรัฐมนตรีจึงไม่ฟ้องร้อง(เพราะเขาว่ารัฐบาลทั้งคณะ จะไม่มีรัฐมนตรีสักคนเดือดร้อนบ้างหรือ)   เพราะเป็นทางสู้ ทางลิดรอนกำลังม็อบลงไปอีกอย่างหนึ่ง และเป็นความชอบธรรมของรัฐบาลทั้งคณะ ที่จะต้องทำให้ประชาชนอุ่นใจขึ้น  แต่ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไร้ความรู้สึกอยู่อย่างนี้ก็ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร

3.    อีกสักหน่อยม็อบก็จะเคลื่อนไปยึดกระทรวงศึกษาธิการ  รัฐมนตรีและข้าราชการก็มีวิธีสู้ทางเดียวคือเตรียมอพยพหนีไปหาที่ทำงานใหม่  แล้วนั่งดูตาปริบ ๆ เท่านั้นเองหรือ?  แล้วในไม่ช้านี้ก็มีแนวโน้มว่าม็อบจะเคลื่อนไปยึดรัฐสภา  รัฐสภาก็จะต้องเปิดหนีไป  ปล่อยให้ม็อบเข้าไปครอบครอง  แล้วสมาชิกสภาก็จะต้องหาที่ประชุมแห่งใหม่  ยืมสถานที่เขาไปใช้ต่อไปอีก  เช่นนั้นหรือ ?  อะไรจะสั่วขนาดนั้น?

4.    แล้วต่อไปม็อบก็จะไปยึดศาล  ยึดกองทัพไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ   และยึดประเทศทั้งประเทศ  แล้วดำเนินการปกครองแบบใหม่  ก็ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีกี่ชาติการเมืองแบบใหม่จึงจะเรียบร้อย และมีประกันไว้อย่างไรว่าเมื่อม็อบยึดประเทศได้แล้ว เขาจะดำเนินการไปอย่างไร    อีกกี่ปีกี่ชาติจึงจะเป็นปึกแผ่นยังมองไม่เห็นเลย   เพราะเมื่อใดที่เป็นเช่นนั้น ประเทศไทยก็จะแตกเป็นก๊กเป็นเหล่า  อาจจะเกิดประเทศอีสาน และอาณาจักรศรีวิชัยใหม่ขึ้นมาเป็นประเทศใหม่ก็ได้  ก็จะเห็นแต่ความวุ่นวายไปตลอด  จนนานเข้าก็ชิน มีภูมิต้านทาน   ก็กลายเป็นประเทศที่มีความวุ่นวายขัดแย้งไปเช่นนี้เป็นปกติธรรมดาของประชาชนชาวไทย  มิต่างจากตะวันออกกลางแต่อย่างใดเลย

5.   เราต้องการให้ประเทศไทยเป็นเช่นนั้นหรือ?

6.    เราก็ไม่ต้องการให้ประเทศเป็นเช่นนั้น   แต่ทำไมเราจึงแก้ปัญหาตรงนี้ไม่ได้เสียที?  หรือ ทำไมไม่รีบแก้ไขเสียก่อนที่จะลุกลามใหญ่โตออกไป? 

7.    คำตอบอยู่ที่ความหน่อมแน้ม ?     ของรัฐบาลประชาธิปไตย  ของวัฒนธรรมการเมืองไทย  และทั้งสถาบันมันสมองของชาติ และสถาบันที่เป็นกองกำลังรักษาความมั่นคงของประเทศชาติ  ที่ไม่กล้าหาญ-ฉลาดในการทำหน้าที่ที่ตนเองรับผิดชอบ ในขณะนี้อะไรคือสิทธิของผู้ต้องหาคดีกบฏ อย่างที่ปรากฎในประเทศไทยขณะนี้ ? มีในหลักการประชาธิปไตยด้วยหรือ?  เมื่อมันไม่มีในหลักการเลยก็ต้องจัดการสิครับ ไปแหยงโจรอยู่ได้  แบบนี้บ้านเมืองก็บรรลัยเลย !!! ต้องกล้าตัดสินใจ ตายเป็นตายอย่างชายชาติทหารสิครับ?

8.     ในระหว่างปัญหาอันวุ่นวาย  มีคนที่พูดมากจริง ๆ  แต่เชื่อหรือไม่  ไร้สาระจริง ๆ ?   เพราะส่วนมากจะพูดในเรื่องที่เป็นนามธรรมเกินไป  คงไปจำตำรามา ซึ่งมีประโยชน์เฉพาะการฟังเท่านั้น  แต่จะเอาไปทำอย่างไร ก็ไม่อาจจะทำได้   หรือบางทีอาจจะน่าฉุกคิดเหมือนกันว่าคนที่ชอบพูดอวดโอ้เหล่านี้ แท้จริงไม่รู้อะไรเป็นนามธรรม อะไรเป็นรูปธรรมด้วยซ้ำ  ถ้าเป็นเช่นนี้ก็เคราะห์กรรมทางการศึกษาของประเทศไทยละ

9.     วันนี้ใครจะเป็นผู้บริหารประเทศชาติ โดยวิธีการอะไรก็ตาม นโยบายอะไรก็ตาม  ทางที่แก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาวก็คือ ต้องยึดหลักการประชาธิปไตย และหลักการ  Rule by Law  (นิติรัฐ)  ทุกคนต้องเคารพกฎหมายที่มีอยู่ ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยไม่มีเงื่อนไข   และผู้รักษากฎหมาย(นั่นคือรัฐ)ต้องกล้าตัดสินใจ  กล้าหาญในการกระทำความดี  กล้าเสี่ยงอย่างมีเหตุมีผล  กล้าจับโจร  กล้ารบกับกองกำลังโจรต่างชาติ  และกล้าสนับสนุนรัฐบาลประชาธิปไตย แม้มีเราคนเดียวเป็นฝ่ายธรรมะก็จะต้องยืนหยัดกล้าหาญกระทำการไปจนกว่าจะสำเร็จ

10.     บางทีเราจะต้องคิดถึงสุภาษิตบางบท เช่น  “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” และถือเป็นยุทธศาสตร์แก้ปัญหาของประเทศชาติระหว่างนี้ก็ได้

สวัสดี  หวังว่าจะได้เป็นสิ่งเตือนใจรัฐบาล บ้าง
จากผม ยังติดตามตลอดครับ


  • บัวระย้า ชะบาบุญเสฏฐ์
    10 ก.ย. 2551

 

 

 

 

 24.  บันทึกของคนมีความหวังในประชาธิปไตย
        การเมืองกำลังจะลงตัวอีกครั้งหนึ่ง

1.   เราเห็นด้วยกับพรรคร่วมรัฐบาล ที่ตกลงกันได้ด้วยดี ในการคัดเลือกชื่อผู้จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 26  เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 17 ก.ย.2551  ถึงแม้ว่าจะมีคนตำหนิว่าดูไม่สง่างามเท่าไรก็ตาม แต่ความภาคภูมิใจคือเป็นเรื่องของประชาธิปไตยของประชาชน   ทางเลือกทางอื่นไม่มีนอกจากทางประชาธิปไตย

2.    การรัฐประหารเป็นผลเสียหายต่อระบอบประชาธิปไตยในแง่ที่ทำลาย Discipline แห่งระบอบ  นั่นหมายถึงการหยามเหยียดระบอบประชาธิปไตย  และการหยามเหยียดครั้งเลวร้ายที่สุดก็คือการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549  การรัฐประหารคราวนั้นส่งผลเสียหายเลวร้ายสาหัสแก่ประเทศไทยของเรามาจนถึงทุกวันนี้

3.   หมู่ชนกลุ่มต่าง ๆ ของไทยในวันนี้ สมควรที่จะหยุดความจงเกลียดจงชังซึ่งกันและกัน โดยไร้เหตุผล  ควรหันหน้าเข้าหากัน เพื่อเฉลิมฉลองประชาธิปไตยที่ก้าวไปได้อีกขั้นตอนหนึ่ง  และมาหันหน้าสู่สู้ศัตรูตัวเดียวกันคือการรัฐประหาร  ต้อต้านรัฐประหารมิให้เกิดขึ้นอีกตลอดกาลข้างหน้า  เพราะเราเข็ดหลาบการรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 พอแล้ว

ขอให้ประชาธิปไตยไทยจงเจริญ ไชโย !!!!!!

  • กลุ่มผู้มีความหวังอันเจิดจ้าที่รักประชาธิปไตย
    15 ก.ย. 2551

 

 

 




เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว

เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว ระหว่างเดือน เมษายน 2553 - ปัจจุบัน
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว ระหว่างเดือน เมษายน 2553 - ปัจจุบัน
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว ระหว่างเดือน ก.พ.- 22 เม.ย.2553
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้วระหว่าง ก.ย.2552 - ก.พ. 2553
เฝ้าดูฯ มิ.ย.-ก.ย.2552
เฝ้าดูฯม.ค.-มิ.ย.2552
เฝ้าดูฯธ.ค.2551
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้วพ.ศ.2551 ภาคปลายปี ก.ย.- ธ.ค.2551
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2551 ต้นปี
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2549-2550
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2546-2548
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2543-2545
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2542
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2541
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2540
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2539
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2538
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2537
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2536
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว หน้าโฮมเพจ article
Headline



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เวบไซท์นี้ http://www.newworldbelieve.net มีข้อมูลพื้นฐานจากหนังสือพิมพ์ดี:วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก ออกโดยมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร) มี พระพยับ ปญฺญาธโร เป็นบรรณาธิการ และเป็น webmasterสำนักงานตั้งอยู่ที่ วัดมหาพุทธาราม อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000 ขณะนี้หนังสือพิมพ์ดีมีอายุทำการมา 11 ปีแล้ว มีเรื่องสำคัญคือการวิเคราะห์สังคมทั้งระบบด้วยแนวภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์แห่งตาธรรมะในพระพุทธศาสนาเพื่อนำสังคมไปสู่ความดีงามและรอดปลอดภัยจากสถานการณ์เลวร้ายยุคนี้