ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี แฟ้ม 2
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletThe Truth Of Red Thailand 12-14 April 2009
bulletFrom red shirt survivor person
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
โหราศาสตร์ [updateใหม่สุด]
dot
bullet สารบาญโหราศาสตร์โดยชลัมพุช โหรชนบททุกเรื่อง
bulletบันทึกข้อสังเกตประเด็นสำคัญดวงชะตาประเทศไทยช่วงเดือนส.ค.-พ.ย.2552
bulletดวงชะตาประเทศไทย พยากรณ์ว่าประชาชนจะอดอยากยากจนและเผชิญภับพิบัติ 4 ประการ
bulletให้คำพยากรณ์นักธุรกิจชาวอังกฤษ
bulletอยากรู้เรื่องโหราศาสตร์ คลิก!
bulletดวงชะตาผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตไทย
dot
Buddhism How?
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
บันทึกลับเสื้อแดง
dot
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนท )
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
dot
รายการทั่วไป
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดีเล่มที่52
bulletงดเหล้าเข้าพรรษา
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletศรีสะเกษ
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
dot
ช่องบริการประชาชน
dot
bulletบริการแจ้งของหาย คนหาย สื่อข้อความ หมอผี ฯลฯ
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletดี 25
bulletดี 28
bulletดี 29
bulletดี 26
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่1-3


มานุสสาสุรสงคราม

 

 

 

มานุสสาสุรสงคราม ภาค 1
มานุสสาสุรสงคราม ภาค 2
มานุสสาสุรสงคราม ภาค 3
มานุสสาสุรสงคราม ภาค 4
เรื่องเบื้องหลังงานประพันธ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 มานุสสาสุรสงคราม ภาค 1

จักร สุธาธรรม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

     มานั่งลงเถิด ผมจะเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง

 

 

   

 

 

 

      กาลครั้งหนึ่ง นานแสนนานหลายกัปป์หลายกัลป์มาแล้ว ผมเกิดเป็นลูกชายกษัตริย์ครองเมืองหนึ่งชื่อว่า ฏะปะฐะมหานคร ขณะที่พระราชมารดาให้กำเนิดผม เป็นเวลาที่บ้านเมืองกำลังประสบเคราะห์กรรมอย่างใหญ่หลวง คือมีพวกยักษ์พวกหนึ่ง เข้ามารุกรานฏะปะฐะมหานครนั้น พระราชบิดาพระราชมารดาพาผมตะเกียกตะกายหนีหัวซุกหัวซุน แต่ก็ไปไม่รอด พ่อแม่ผมถูกยักษ์มัดนำตัวไปชำระโทษ ฐานที่เป็นผู้แพ้สงคราม ยักษ์มันว่าอย่างนั้น 

 

 

     ส่วนผมรอดได้แล้วซ้ำได้กลายมาเป็นลูกที่พญายักษ์แสนรักทะนุถนอมในโอกาสต่อมา ก็เนื่องมาจากความฝัน

 

 

 

    

 

 

     คืนหนึ่งก่อนที่พวกยักษ์จะจับตัวพ่อผมได้ พญายักษ์ฝันว่า ลืมตามองดูดวงอาทิตย์ แล้วเห็น วงแหวนชั้นในของดวงอาทิตย์เปล่งรัศมีไพโรจน์เจิดจ้าขึ้นแล้วค่อยหมุนเคลื่อนตัวออกมาจากดวงอาทิตย์ มาลอยอยู่ต่อหน้าพญายักษ์ เปล่งประกายเจิดจ้าไปทั้งเมือง พญายักษ์ก็เอื้อมมือคว้าเอาไว้ พวกปุโรหิตาจารย์ยักษ์ให้คำพยากรณ์ว่า ภายในสามวันพญายักษ์จะได้ทายาทผู้สืบสกุล ผู้ซึ่งต่อไปจักทรงฤทธิ์อำนาจมากปานโอรสพระอาทิตย์ คำทำนายนี้ ทำให้พญายักษ์ตื่นเต้นปิติยินดีมาก เพราะมันเป็นยักษ์หมันที่ระโหยหาบุตรอยู่ตลอดเวลา และครั้นเหตุการณ์เกิดสอดคล้องเข้ากับคำพยากรณ์จริง มันก็เชื่อว่าผมนี่แหละจะเป็นทายาทบัลลังก์ยักษ์ของมันต่อไป มันจึงรักและเลี้ยงดูผมอย่างดี ยิ่งกว่าพ่อจริง ๆ ก็ไม่ปาน

 

     ในขณะเดียวกันมันพยายามปกปิดความจริงทุกอย่างที่ว่าพวกมันนั้นแท้จริงมิใช่มนุษย์ หากแต่เป็นยักษ์ ถึงขั้นออกคำสั่งให้พวกยักษ์ทั้งสิ้น จำแลงกายเป็นมนุษย์ และให้อยู่กินอย่างมนุษย์ไปทั้งเมืองยักษ์นั้นเพื่อปกปิดความจริงไม่ให้ผมรู้ แล้วจัดให้ผมเล่าเรียนศิลปวิทยาการทุกอย่างที่มีในหมู่ยักษ์ขณะนั้น ส่วนวิชานักรบนั้นพญายักษ์ได้ถ่ายทอดให้ผมเองโดยตรง และยิ่งผมเก่งกล้าขึ้นเพียงใด พญายักษ์ก็ยิ่งรักและภูมิใจในตัวผมมากยิ่งขึ้น ๆ ผมจึงเติบโตขึ้นมาด้วยความเข้าใจผิดมาโดยตลอดว่าพญายักษ์นั้นเป็นพ่อที่แท้จริงของผม และหลงคิดว่าพวกมันเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับผม ในขณะเดียวกันผมเองก็หลงรักบูชาพญายักษ์อย่างกับว่าเขาเป็นบิดาผู้บังเกิดเกล้าที่แท้จริงของผมเช่นเดียวกัน ชีวิตเรามีความสุขเป็นอันมากโดยไม่มีเหตุร้ายใดใดมารบกวนเลย ตราบเติบโตขึ้นมาพ่อยักษ์ผมก็พร่ำบอกพร่ำสอนผมให้รู้หลักของผู้ปกครอง กฎธรรมเนียมทุกอย่างของวงศ์ตระกูลยักษ์ และในที่สุดก็เตรียมการให้ผมขึ้นราชาภิเษกเป็นเจ้าครองบัลลังก์แทน

 

 

 

     ในระหว่างนั้นเองก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดหมาย อันเนื่องมาจากคืนวันหนึ่ง พ่อยักษ์ผมได้เกิดฝันประหลาดขึ้นมาอีก คราวนี้ท่านฝันว่า วงแหวนชั้นในของดวงอาทิตย์สีแดงที่คล้องคอเอาไว้นั้น เปล่งรัศมีร้อนแรงขึ้น และลอยออกไป พญายักษ์ตกใจพยายามฉุดรั้งไว้ก็ไม่อยู่ ต้องปล่อยให้มันหลุดล่องลอยไปในนภากาศ แล้วเลยไปสู่ดวงอาทิตย์เหมือนเดิม คราวนี้พวกปุโรหิตาจารย์ยักษ์พากันพยากรณ์เป็นเสียงเดียวว่า จะเกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้นในแผ่นดินอันมีต้นเหตุมาจากผม มันพูดว่า ลูกมนุษย์จักนำความพินาศมาสู่เมืองยักษ์ พวกปุโรหิตเหล่านั้น แท้จริงก็กำลังคิดการทรยศช่วงชิงบัลลังก์พ่อผมอยู่ ก็เลยยุให้พ่อฆ่าผมทิ้งเสีย เพื่อเป็นการตัดไฟแต่หัวลม แต่พ่อยักษ์ผมไม่สามารถจะตัดสินใจได้ และล้มป่วยลงโดยกะทันหัน

 

 

 

 

 

 

 

            

 

 

 

 

     “ลูกเอ๋ย” ท่านเรียกผมเข้าไปหา “พ่อปรารถนาดีต่อลูก พ่อรักและอยากให้ลูกเป็นรัชทายาทสืบบัลลังก์แทนพ่อ ลูกจะรับได้ไหม

     “ทำไมจะไม่ได้ล่ะพ่อ” ผมตอบทันทีเพราะไม่รู้เบื้องหลังอะไร ๆ นั้นเลย “ตราบกระทั่งบัดนี้ พ่อยังสงสัยลูกอยู่หรือ ไม่ว่าในด้านศิลปวิทยาการ หรือด้านการรบอันเป็นวิชาของพวกกษัตริย์ที่พ่อเองประสิทธิ์ประสาทให้ทุกอย่าง ฝีมือลูกเป็นเอกในแผ่นดินพ่อก็ได้เห็นได้พิศูจน์แล้ว พ่ออย่าเป็นกังวลเลย พ่อจะให้ลูกครองอำนาจหรือรับใช้ราชบัลลังก์อย่างไรก็ได้ ขอเพียงพ่อออกคำสั่งมาเท่านั้นเอง ลูกก็พร้อมจะปฏิบัติตาม”

     “ไม่ใช่เพราะเหตุนั้นหรอกลูกเอ๋ย”     พ่อมีสีหน้าครุ่นคิดลึก ๆ อย่างบอกไม่ถูก

     “พ่อรู้และมั่นใจว่าฝีมือวิทยายุทธของเจ้าเป็นเอกในแผ่นดิน สมกับเป็นโอรสพระอาทิตย์นั่นทีเดียว 

แต่เป็นอีกเรื่อง ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น”

     “บอกมาซิพ่อ มีเรื่องอะไรที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น บอกผมมาเถอะ ผมจะทำให้พ่อสบายใจ ผมขอปฏิญญาณว่าหากมีสิ่งใดทำให้พ่อของผมไม่สบายใจ ผมจะอาสาขจัดปัดเป่าไปให้เกลี้ยงแผ่นดิน”

     “เลือด ! ลูกเอ๋ย เลือด ! ลูกจะต้องเปลี่ยนสีเลือดของลูกให้เป็นสีเดียวกับเลือดพ่อให้ได้เสียก่อน” พ่อพูดหนักแน่น    ผมประหลาดใจยิ่งนัก โพล่งออกไปว่า

     “ก็ผมกับพ่อ มิใช่เลือดสีเดียวกันหรอกหรือ พ่อพูดอะไรอย่างนั้นเล่า

 

 

     พ่อนิ่งไปครู่ใหญ่

 

     “มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นตั้งแต่แม่เจ้าอุ้มท้องเจ้าได้เพียงสามเดือน แม่เจ้าสิ้นลงก่อนจะถึงกำหนดคลอดเจ้าออกมา พ่อให้เขาผ่าเอาตัวเจ้าไปใส่ไว้ในท้องนางโคตัวหนึ่ง เจ้าอยู่ในท้องนางโคถึง 6 เดือนน่ะลูกเอ๋ย เจ้ามีเลือดส่วนหนึ่งเป็นเลือดโค เลือดของเจ้าเป็นเลือดที่เจือจางลงไป พ่ออยากให้เลือดเจ้าข้นและเข้มอย่างเลือดพ่อ”

     “ถ้าเช่นนั้นก็จะเป็นอะไรไป พ่อไม่ควรวิตกเลย ขอพ่อจัดพิธีบำเพ็ญตปะให้ลูกเถิด แล้วเลือดจะเข้มข้นขึ้นมา ลูกขอสัญญาว่าจะทำตามพิธีการที่พ่อกำหนดให้ทุกอย่าง ขอพ่ออย่าได้วิตกมากไปเลย”

     พ่อลุกขึ้นนั่งได้ทันที เพียงดังว่าได้ดื่มทิพโอสถ หายจากไข้หนัก

     “ฟังนะ ลูกรัก พ่อรักเจ้า พ่อคิดทำทุกอ ย่างก็เพื่อเจ้า และเพื่อราชบัลลังก์ ลูกจะต้องเชื่อและวางใจพ่อ เอาละ ลูกจงรับปากกับพ่อเสียก่อนว่าจะทำตามพิธีการที่พ่อกำหนดให้ทุกอย่าง”

     “โธ่ พ่อ! บอกมาเถิด ผมขอรับรองว่าจะปฏิบัติตามทุกประการ”

     “ลูกจะต้องไปบำเพ็ญตปะในถ้ำแก้วสุรกานต์เป็นเวลา 7 วัน ตลอด 7 วันนั้นลูกต้องดื่มเลือดสด ๆ ของนางโคเป็นอาหารแทนข้าวปลาที่เคยกินอย่างมนุษย์ เจ้าจะต้องรักษาพรหมจรรย์อยู่แต่ในถ้ำ จะออกไปนอกถ้ำไม่ได้เด็ดขาด นี่คือคำสั่งของพ่อ”

 

    

          

 

 

 

      ผมจึงต้องไปบำเพ็ญตบะในถ้ำแก้วสุรกานต์ ซึ่งเป็นถ้ำใต้ภูเขามหึมาลูกหนึ่ง อยู่นอกเมือง ภูเขาลูกนี้เป็นต้นเทือกป่าทิวเขาที่แผ่ไปไกลไม่มีที่สิ้นสุด นางมนุษย์กินนรีผู้ดูแลพิธีกรรมฝ่ายอาหารก็เอาเลือดสด ๆ มาให้ดื่มกินทุกวัน ๆ ละ 7 ครั้ง โดยที่เขาบอกว่าเป็นเลือดโค แต่เลือดสดของนางโคนั้นคาวจัดมากเมื่อดื่มครั้งแรกก็หืนเหียนจนแทบอาเจียรออกมา แต่ด้วยวิชาสะกดจิตอันชะงัดที่ได้ร่ำเรียนมาจากครูบาอาจารย์ยักษ์ สามารถระงับอารมณ์บำเพ็ญตบะต่อมาได้

 

 

     ตราบล่วงมาถึงวันที่ 5     ผมบังเอิญได้ยินเสียงครวญครางอย่างน่าสมเพทเวทนามาจากอีกฟากหนึ่งของหุบเขาและแน่ใจว่าเป็นเสียงมนุษย์ที่ถูกทำร้าย ด้วยความสงสัยจึงค่อยลุกเดินออกมา เพียงเป่ามนต์สะกดใส่พวกยักษ์รักษาการณ์พวกมันก็ล้มหลับไปตาม ๆ กัน แล้วก็ไปพบถ้ำใหญ่อีกถ้ำหนึ่ง เห็นกองกระดูกและหัวกระโหลกมนุษย์เต็มไปหมด ถัดจากนั้นไปเล็กน้อยก็เห็นเป็นที่คุมขัง ในนั้นเต็มไปด้วยคนชายหญิง เด็กเล็ก นับร้อย ๆคน ถูกแล้วพวกเขาเป็นนักโทษซึ่งผมไม่เคยได้ยินเรื่องราวเหล่านี้มาก่อนเลย

 

 

         “โอรสสุริยา โอรสสุริยา โอรสสุริยา” เสียงตะโกน

              ผมจึงตรงเข้าไปหาอย่างงุนงงสงสัยสุดขีด

         “พวกเจ้าเป็นใคร และรู้ได้อย่างไรว่าฉันเป็นเจ้าชายลูกพระอาทิตย์”

         “เจ้าชาย พวกเราเป็นชาวเมือง ฏะปะฐะมหานคร พระราชบิดาพระราชมารดา

ที่แท้จริงของพระองค์ทรงเป็นมนุษย์เจ้าเมืองนี้ แต่บัดนี้ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว พวกยักษ์ต่างหากที่ครองเมืองอยู่ พญายักษ์ได้นำเอาเจ้าชายน้อยมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม บัดนี้มันหลอกเจ้าชายให้มาทำพิธีเพื่อชุบพระองค์ให้กลายเป็นยักษ์เหมือนมัน ครบ 7 วันเมื่อไรพระองค์ก็จะกลายเป็นยักษ์ไปทันที ก็จะเสพกินแต่เลือดเนื้อมนุษย์เป็นภักษาหารแทนข้าวและน้ำเหมือนพวกมันทั้งหลาย เลือดสด ๆ ที่มันอ้างว่าเอามาประกอบพิธีกรรมนั้น แท้จริงมิใช่เลือดนางโค แต่เป็นเลือดมนุษย์ มันจับพวกเราที่นี่เองไปเชือดสังเวยพิธีกรรมของมันและเอาเลือดสด ๆ ถวายพระองค์ เพื่อทรงดื่มกินเป็นอาหาร เดิมฏะปะฐะมหานครเป็นเมืองมนุษย์ พระราชบิดาของพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ พวกเราทั้งสิ้นเป็นข้าประชากรของพระองค์ เจ้าชายน้อย ขอพระองค์ปล่อยพวกเราออกไป และทรงหนีไปกับพวกข้าพระองค์เถิด พระองค์จะต้องเป็นกำลังใจและผู้นำคิดกอบกู้มหานครและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเราต่อไปให้จงได้”

 

 

     ผมจึงปล่อยมนุษย์พวกนั้นออกมาแล้วสอนมนต์ให้คนพวกนั้น ไว้ร่ำเรียนต่อสู้กับพวกยักษ์แล้วให้หลบหนีไปก่อน ส่วนผมกลับเข้าเมืองยักษ์อีกครั้งหนึ่ง พอเห็นหน้าผม พญายักษ์ก็ร้องอุทานสุดเสียงว่า “โอ๊ะ!” คำเดียวแล้วล้มคว่ำลงพวกยักษ์ในร่างมนุษย์ก็พากันประคองเข้าไปยังพระที่ เป็นนานจึงฟื้นคืนสติสมปฤดี ผมจึงพูดกับพ่อยักษ์ว่า

     “ถ้าพ่อเป็นยักษ์ ก็จงบอกความจริงมาเถิด แล้วพ่อจะเชือดเลือดเนื้อผมกินเป็นอาหาร ผมก็ยินดีเพื่อทดแทนพระคุณ ผมจะไม่ว่าอะไรพ่อเลย”

     “ลูกเอ๋ย พ่อยอมสารภาพว่าสิ่งที่ลูกเข้าใจนั้นถูกต้องแล้ว แต่พ่อบอกแล้วลูกเอ๋ย พ่อต้องการให้เจ้าเป็นราชา แต่เจ้าจะปกครองยักษ์ไม่ได้จนกว่าเลือดของเจ้าจะกลายเป็นเลือดยักษ์ พ่อรักลูกจึงบอกให้เจ้าไปบำเพ็ญตะปะ แต่นี่ยังไม่ครบกำหนด 7 วันเจ้าออกมาไม่เสียพิธีหรือ

 

         “เลือดของเราต่างสีกันเสียแล้ว ขอเราต่างคนต่างเดินเถิดนะพ่อ”        ผมพูดสั้น ๆ

“ลูกเอ๋ย ! พ่อกำลังจะตาย แต่ก่อนตายพ่อขอเตือนเจ้า    ว่าวิชาทั้งมวลที่เจ้าได้เล่าเรียนไปจากพ่อและบรรดายักษ์ทั้งหลายในสำนักของพ่อนั้น ยังไม่แก่กล้าพอที่จะสู้รบกับโคตรยักษ์ได้ พ่อและบรรดายักษ์ที่นี่เป็นเพียงบริวารโคตรยักษ์เท่านั้นเอง จงจำคำพ่อไว้ มีสำนักวิชาเดียวที่สามารถปราบโคตรยักษ์ได้ เจ้าจะต้องไปแสวงหาลูกเอ๋ย จงเดินทางไปหาอาว์ของเจ้า ที่เมืองโพไสยาสี และถามหาสำนักพระพุทธเจ้าโกนาคมโน เจ้าจะต้องติดตามหาไปจนกว่าจะพบพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น แล้วจงเล่าเรียนวิชาจากสำนักพระพุทธเจ้าโกนาคมโนนั้น จึงจะปราบโคตรยักษ์ได้สำเร็จ จำไว้เถิดลูกจำไว้ โกนาคมโน ! โกนาคมโน ! โกนาคมโน !”     พ่อยักษ์ผมสิ้นชีพลงพร้อมกับชื่อพระพุทธเจ้านามว่า โกนาคมโนพุทธเจ้า

 

 

สงคราม มานุสสาสุรสงครามก็เริ่มต้นขึ้นในบัดนั้น เพราะพวกปุโรหิตาจารย์ยักษ์ ได้เข้ายึดครองราชบัลลังก์เมืองฏะปะฐะมหานคร ผมหลบหนีไปอยู่กับมวลมนุษย์และเป็นผู้นำการต่อสู้

 

 

       ในคราวแรก ผมและประชาชนของผมได้ชัยชนะ สามารถยึดครองฏะปะฐะมหานครคืนมา แต่แล้วชั่วเวลาไม่ถึงเดือน โคตรยักษ์ก็มาถึง ผมประชาชนและทหารนักรบของผมก็แตกกระจัดกระจายกันไปอีก และครั้นรวมตัวกันได้ก็ทำการสู้รบยืดเยื้อต่อมาแต่ก็ไม่สามารถเอาชนะโคตรยักษ์ได้ ในที่สุดผมจึงนึกถึงคำพูดของพ่อยักษ์ผมได้ว่า ให้ไปตามหาอาว์ที่เมือง โพไสยาสี เพื่อถามหาสำนักพระพุทธเจ้าโกนาคมโนพุทธเจ้า อาว์(น้องชายพ่อยักษ์ของผม)บอกว่า โกนาคมโนพุทธเจ้ายังไม่มาตรัสในโลกมนุษย์นี้ ผมก็ได้ร่ำเรียนวิชาต่อที่สำนักอาว์ยักษ์ของผม

 

     ผมอธิษฐานขอตามรอยบาทพระพุทธเจ้าโกนาคมโนไปจนกว่าจักได้พบได้ร่ำเรียนวิชาปราบโคตรยักษ์ ที่พ่อผมบอก มาหลายชาติก็ไม่พบพ้องพระองค์ท่านเลย ตราบมาถึงชาติปัจจุบัน จึงได้พบพระพุทธเจ้าโคตโม อันเป็นเทือกเถาเหล่ากอของโกนาคมโนพุทธเจ้า และเพื่อน ๆ ทั้งหลาย ที่ล้วนมีสีเลือดเดียวกันและเคยร่วมรบมาด้วยกันแต่คราวนู้นแล้ว

 

      สงครามมานุสสาสุรสงคราม หรือสงครามเลือดต่างสี กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่งและจะต้องเป็นสงครามครั้งสุดท้าย เพราะเลือดต่างสีจะอยู่ร่วมแผ่นดินกันหาได้ไม่ ต้องตายจากกันไปข้างหนึ่ง อันเป็นสูตรสำเร็จของพระพุทธองค์

 

 

 

      ผมก็จะขอถาม ณ บัดนี้ว่าเพื่อน ๆ พร้อมที่จะเข้าร่วมรบในสงครามเลือดต่างสีครั้งใหม่ครั้งสุดท้ายนี้กันแล้วหรือยัง ?

 

 

 

 

 

        

 

 

     อนิกฺกสาโว กาสาวํ โย วตฺถํ ปริทเหสฺสติ

     อเปโต ทมสจฺเจน. น โส กาสาวมรหติ.

     โย จ วนฺตกสาวสฺส. สีเลสุ สุสมาหิโต.

     อุเปโต ทมสจฺเจน, ส เว กาสาวมรหติ.

 

     คนใด ใช่ผู้กิเลสดังน้ำฝาดอันออกแล้ว

     ไปปราศแล้วจากความทรมานและสัจจะ

     จักนุ่งห่มผ้ากาสาวะ คนนั้นย่อมไม่สมควรผ้ากาสาวะ

     ส่วนว่าคนใด พึงเป็นผู้มีกิเลสดังน้ำฝาดอันคายแล้ว

     ตั้งมั่นดีแล้วในศีลทั้งหลาย เข้าถึงแล้วด้วยความทรมานและสัจจะ

     คนนั้นแล ย่อมควรผ้ากาสาวะ.

 

  • จาก กรม-วชิรญาณวโรรส, ธรรมวิจารณ์ พิมพ์ครั้งที่ 20/2501 “คาถาธรรมบทแปล” หน้า 9

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  มานุสสาสุรสงคราม ภาค2

   จักร สุธาธรรม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    มานั่งลงเถิด ผมจะเล่าถึงวีรบุรุษสงครามคราวนั้น ให้เพื่อน ๆ ฟัง

 

 

    

 

 

 

    เจ้าชายแห่งโมนยาปุระ พระนามสมญาว่า เจ้าชายพฤหัส หรือ เจ้าชายหัสดินทร์ เพราะเป็นเจ้าแห่งช้าง และทรงรอบรู้ศิลปวิทยาการต่าง ๆ มาก จากเมืองโมนยาปุระ เลยไปทางเหนือของมหายุคันธรบรรพต คนละฟากกับแดนฏะปะฐะมหานคร ครั้นเมื่อผมแต่งสารแจ้งข่าวยักษ์ไปยังเมืองมนุษย์ ที่เรียงรายไปทางเหนือและทางตะวันออกของฏะปะฐะมหานคร รวม 20 เมือง และเมืองมนุษย์ในทิศอื่น ๆเท่าที่ทราบว่ามีเมืองมนุษย์อยู่ เจ้าชายแห่งโมนยาปุระนี้ ได้รีบรุดมาพบผมทันที เพราะได้ข่าวฏะปะฐะมหานครแตกแก่เมืองยักษ์มาก่อนแล้ว

 

 

 

      

 

 

 

 

 

     “ทำไมเมืองอื่นจึงไม่คิดว่าเรื่องราวของยักษ์มากินเมืองมนุษย์ เป็นเรื่องจริงที่ได้เกิดขึ้นแล้ว ที่นี่ ฏะปะฐะมหานครนี่     เจ้าชายถามขึ้น

     “พวกเขาคงจะยังมาไม่ถึง หรือไม่ก็คงจะเตรียมสู้อยู่อย่างเป็นเอกเทศ หรือบางเมืองก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัว ผมไม่คิดหรอกว่าจะมีเมืองใดไม่เชื่อสารของผม เพราะผมได้วาดภาพยักษ์ และวิธีการวัฒนธรรมของพวกยักษ์ที่น่าหวาดกลัว ประกอบสารไปด้วยทุกแห่ง ๆ”


 

     “ในฐานะผู้นำการต่อสู้ นามว่าโอรสพระอาทิตย์นี้ มีความหมายว่าอย่างไร จะสู้กับยักษ์ผู้มีร่างกายโตสูงใหญ่กว่ามนุษย์ปกติ ราวกับยักษ์ปักหลั่นนั้นอย่างไร อะไรคือแผนการขณะนี้”

     “ถ้าเพื่อน ๆ มนุษย์จากเมืองต่าง ๆ มาพร้อม ๆ กัน ก็จะสามารถระดมความสามารถด้านต่าง ๆ มารวมสู้กับยักษ์ได้ ยักษ์มีปกติกลัวแสงสว่าง จึงมีคำว่าพระอาทิตย์ โอรสพระอาทิตย์ จึงต้องนำแสงสว่างไปสู้กับยักษ์ ความหมายก็คือสู้ด้วยสติปัญญา เราไม่มีเรี่ยวแรงพอโดยสภาพทางกายของมนุษย์จะพอสู้ยักษ์ได้”


 

     “เท่าที่เตรียมแผนการไว้แล้วนี้ เป็นแผนการอย่างไร

     “ผมวางยุทธศาสตร์ การรบกับพวกยักษ์ไว้ 2 ลักษณะ ๆ หนึ่งเป็นยุทธศาสตร์ในที่กว้าง ซึ่งจะเป็นยุทธศาสตร์หลัก กับยุทธศาสตร์ในที่แคบ ใช้เมื่อจำเป็นและจะพยายามเลี่ยง ในการใช้ยุทธศาสตร์ประการแรกคือยุทธศาสตร์ในที่กว้างนั้น เราเตรียมยุทธวิธีที่ผสมผสานกันร่วมรบทั้งหมด และเราต้องเป็นฝ่ายกำหนดสนามรบ จะเริ่มด้วยการหลอกพวกมันออกมากลางสนามที่เรากำหนด แล้วลงมือด้วยธนูศร ที่สั่งด้วยเวทย์มนต์แล่นเข้าเป้าได้ดั่งมโนนึก นี่เป็นฉากแรก ประการแรก ต่อมาก็เป็นการรบระยะประชิดด้วยยุทธวิธีสามประสานอันเป็นหลักยุทธวิธีหลักของฝ่ายมนุษย์ของผม”


 

     “อะไรคือยุทธวิธีสามประสานที่ว่านี้

     “หนึ่งนักรบผู้ชำนาญขวาน สองนักรบผู้ชำนาญหอก และสามนักรบผู้ชำนาญดาบ ทั้งสามขุนนี้หมายถึงผู้กล้าที่ผ่านการฝึกมาแล้วโดยสมบูรณ์ 2 ระดับคือฝึกพื้นฐานทางกายภาพก่อน เมื่อผ่านขั้นกายภาพแล้วก็มาถึงขั้นการฝึกทางจิต ภายหลังผ่านการฝึกพื้นฐานทั้งสองระดับนี้แล้ว ผมก็จะให้เรียนเวทมนต์ การต่อสู้กับยักษ์จะต้องใช้เวทมนต์ประกอบอย่างขาดเสียไม่ได้ เพราะตัวมันโตกว่ามนุษย์มาก และแต่ละตัวมีกำลังมหาศาล สามารถจับโคกระบือหักคอตายในพริบตา เวทย์มนต์นั้นแท้จริงก็คือกำลังใจนั่นเอง”

 


 

     “มนต์นั้นใช้อย่างไร ขอบอกเล่าวิธีการสู้รบกับมันโดยย่อ ๆ”

 

 

     “จุดอ่อนของยักษ์คือมันช้า และไร้ปัญญา มันค่อนข้างจะเหมือนสัตว์ป่าชนิดหนึ่งที่มีพฤติกรรมตายตัว ติดแบบ ไม่ค่อยเฉลียวเปลี่ยนยุทธวิธีใหม่ แต่โดยธรรมชาติเผ่าพันธุ์ของมัน ได้พรสวรรค์สำหรับวิชาชนิดหนึ่งที่พวกเซียนยักษ์ร่ำเรียนกัน คือเป็นพวกฌานประเภทหนึ่ง มักทำให้แก่กล้าขึ้นได้ด้วยพิธีกรรม พวกมันจึงมักจะแก่พิธีกรรมต่าง ๆ มาก เราเกรงและวิตกในพวกเซียนยักษ์พวกนี้มากกว่ายักษ์ธรรมดา ๆ ในการรบตามยุทธศาสตร์หลักที่วางไว้ เมื่อยักษ์เจอมนุษย์ มันจะคำรามกระหึ่มไม่ผิดเสือสิงโต เมื่อมันแสดงอำนาจข่มป่า นักรบของเราจะต้องมีจิตใจมั่นคงไม่สะทกสะท้าน และจะรุกสวนเข้าไปประชิด พอที่จะเป่าด้วยคาถาเวทมนต์ที่บริกรรมเอาไว้ แล้วตวาดออกไป มันจะงงงวยระทวยไร้การเคลื่อนไหวไปชั่วขณะหนึ่ง และชั่วขณะนั้นก็เพียงพอสำหรับนักรบผู้ชำนาญการทั้งสามที่จะเด็ดชีพมันได้ ขุนขวานจะสับขวานลงไปลงที่หลังเท้าหรือกลางหน้าแข้งหรือบริเวณโคนขาของมัน ในขณะที่ขุนหอกจะวางคมหอกไว้รองรับ หรือยื้อทิ่มแทงเข้าไปที่หน้าอกของมัน และมันจะจบความเคลื่อนไหวใดใดอย่างเด็ดขาด เมื่อมันเสียดุลย์โน้มกายลงมาด้วยความเจ็บปวดจากคมขวาน ถ้ามันยังไม่ตายเพราะคมหอกเสียบทะลุอกมัน ก็ต้องตายเพราะคมดาบ ในตอนที่มันโน้มตัวหรือล้มลงมา นั้นก็พอดีกับคอมันอยู่ระยะมือขุนดาบจะบั่นเอาได้ เราสู้กับมันแบบสามต่อหนึ่งอย่างนี้ ซึ่งนักรบของผมได้ฝึกมาอย่างช่ำชองไม่ว่าในเชิงศาสตร์ ในเชิงศิลป และทั้งการประสานงาน ก็ไม่พลาด เท่าที่ได้ออกจัดการกับพวกยักษ์ลาดตระเวณหลงเข้ามาในหุบมรณะนี้อยู่เป็นประจำวัน และขณะนี้ขวัญและกำลังใจนักรบของผมพร้อมสมบูรณ์เต็มอัตราศึกแล้ว”



 

     “เมื่อถึงวันที่ชื่อว่า วันลั่นเริงรบนั้น ขอให้ผมได้มีเกียรติ์เข้าร่วมรบด้วย”

     เราสองคนผสานมือ และผสานใจกันแน่นปึก

 

 

 

 

 

     

 

 

 

     สนามรบระหว่างมนุษย์กับยักษ์ถูกกำหนดขึ้นโดยฝ่ายมนุษย์ เป็นท้องทุ่งกว้างใหญ่ระหว่างเมืองฏะปะฐะมหานคร และเทือกเขาใหญ่ด้านตะวันออก ชื่อว่าทุ่งเชษฐคุรุศาสตร์ อันมีความหมายถึงสนามฝึกสอนยุทธศิลปศาสตร์มาแต่เดิม เจ้าชายแห่งโมนยาปุระทรงช้างพลายสูงใหญ่เป็นพาหนะในการรบ ช้างเชือกนี้ตกมันกำลังห้าว ถูกฝึกให้เป็นช้างศึก ห้าวหาญและดุร้ายเมื่อได้กลิ่นการศึก

 

     ผมวางกำลังพลธนูไว้สามด้าน ด้านหน้า และสองข้างท้องทุ่งที่จะรับทำมุมกันในแผนยุทธศาสตร์ภาคปฏิบัติการเป็นรูปปลายหอก มียุทธศาสตร์หลักอันเป็นขั้นแตกหัก วางอยู่ด้านหน้า ที่หันปะทะทัพยักษ์โดยตรง วีรบุรุษธนูศรล้วนโพกผ้าสีดำ อันหมายถึงความเข้มสนิท ชนิดที่ไม่มีสิ่งใดเจือปน หรือแม้เจือปนก็ไม่อาจเปล่งแสงสีได้ มีจำนวน 5,000 นาย กำลังกองนี้พอพ้นระยะยิงแล้ว จะเปลี่ยนมือมาถือหอกแทน วีรบุรุษที่ชำนาญหอกโดยเฉพาะจริง ๆ ก็มีอีกจำนวน 5,000 นาย กำลังกองนี้โพกผ้าสีน้ำเงิน เป็นสัญลักษ์แห่งเลือดอันเข้มข้นที่เปล่งประกายหยิ่งกำลังงาม ขุนขวานโพกผ้าสีขาว อันหมายถึงศิลปวิทยาการที่สูงส่งล้ำเลิศ อาจเด็ดวิญญาณให้ร่วงผลอยไปได้โดยง่ายดายราวกับลมพัดปุยเมฆ และขุนดาบโพกผ้าสีแดง อันหมายถึงเลือด หมายถึงชีวจิต โดยตรง ผมสามารถระดมพลได้กว่า 20,000 นาย จากมนุษย์ที่แตกเมืองหนีไปหลบซ่อนยังที่ต่าง ๆ

 

 

 

การรบที่โด่งดังคราวนั้น เป็นการรบชิงเมืองฏะปะฐะมหานครที่อยู่ภายใต้เงื้อมมือยักษ์ภายหลังจากพ่อยักษ์ผมคือ กษัตริย์ศรีสุเลนทร์บดินทร์เดชา สิ้นชีพลงแล้ว มันเริ่มขึ้นด้วยการท้าทายของฝ่ายมนุษย์ เพื่อล่อพลยักษ์เข้าสู่พื้นที่ยุทธศาสตร์ที่กำหนด คราวแรกพวกมันชะล่าใจ ยกออกมาอย่างกับจะมาจับกบเขียดไปกินเป็นอาหาร ความจริงพวกยักษ์มีจำนวนไม่มากมายอะไร ที่มันยกออกมาคราวแรกก็มีเพียง 300 กว่าตนเท่านั้นเอง หากแต่ตัวมันโต จึงดูเต็มไปหมด แต่ทหารของผมมิได้พรั่นพรึงเลย อาศัยข้อได้เปรียบด้านกำลังพลที่มีจำนวนเหนือกว่ามากมหาศาล การล่อใช้ทหารม้า 50 นาย ถือธนูเพลิงเข้าไปยิงข้ามกำแพงเมืองเข้าไป พอไฟไหม้ขึ้น พวกมันก็เปิดประตูเมืองกรูกันออกมา แล้วไล่ตาม จนค่อยเข้ามาถึงพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่กำหนดให้พลธนูจัดการกับพวกมัน ด้วยแผนการยิงที่วางไว้ให้ทิศทางธนูศร แล่นออกไปเป็นรูปดอกธนูศร หรือปลายหอก เมื่อมีคำสั่งให้ยิงลูกศรก็แล่นออกไปเพียงดังห่าฝน ถูกยักษ์เหล่านั้นตายหมดไม่มีเหลือรอดแม้แต่ตนเดียว เพราะลูกธนูสั่งเข้าที่หมายเด็ดขาด พวกยักษ์ล้มตายลงในไม่ช้าไม่นาน

 

 

 

 

             

 

 

 

 

จากนั้นขบวนทัพก็รุกใกล้เมืองเข้าไป คราวนี้ พวกยักษ์ในระดับนักรบยกออกมากว่า 500 ตน มือถือตะบองโตเท่าต้นหมาก ชรอยมันจะเข้าใจแล้วว่ามนุษย์ตัวกระจ้อยร่อยที่ยกออกมานี้ ล้วนเป็นมนุษย์อันตรายทั้งสิ้น จึงดูท่าทางมันเอาจริง ท่วงท่า ดวงตาฉายประกายเลือด มีแววชนิดหนึ่งที่ดูเหมือนประตู เลื่อมแปลบ ๆ คราวนี้ ลูกธนูแสนห่าไม่สามารถเข้าถึงตัวมันได้เลย มันเพียงเอามือปัดไปปัดมาเท่านั้นเอง ลูกธนูก็ไม่อาจระคายผิวพวกมันได้ ซ้ำมันแผลงฤทธิ์ ให้แผ่นดินคลุ้ง และลมพัดหวนปั่นป่วนไปหมด ผมรีบแก้ไขโดยไม่ยากนักทำให้สนามรบคืนมาสู่สภาพสงบราบคาบปกติดังเดิม แล้วยุทธวิธีสามประสานจึงเริ่มขึ้น และมันถึงขั้นตะลุมบอน

กว่าจะเอาชนะได้นักรบเพื่อนพ้องของผมผู้กล้าหาญ ต้องสังเวยชีพไปถึง 1 ใน 3 การรบประชิด ตัวยักษ์จักมีอานุภาพชนิดหนึ่งแผ่ซ่านออกมารอบตัวมัน ทำให้ปฏิบัติการฝ่ายมนุษย์ด้อยความแม่นยำลง ด้อยน้ำหนักที่กระทำลง และทั้งด้อยความเร็วลงไปกว่าปกติ เลยถูกยักษ์ตะปบด้วยมือใหญ่ล้มตายลงไปเกือบครึ่ง ดังกล่าว แต่ในที่สุดเราก็เอาชนะได้ด้วยยุทธวิธีประสานทุกกองกำลัง พวกยักษ์ถูกบั่นหัวขาดไปแทบทุกตนกลิ้งกลาดเกลื่อนสนามรบ เป็นเหตุให้ทหารฮึกย่ามใจสุดขีด เรารุกเข้าเมืองไปทันที แต่คราวนี้ เพราะความเสียเปรียบในยุทธศาสตร์ที่แคบ ไม่สามารถใช้ยุทธวิธีสามประสานได้โดยสมบูรณ์นั่นเอง ทหารผมตายลงเป็นใบไม้ร่วง เมื่อเจอกับทหารชั้นเซียนของพวกยักษ์ มันเป่าลม ๆ ก็หมุนปั่นป่วนขึ้นรอบทิศ ก้อนหินดินทรายปลิวคละคลุ้งปั่นป่วนไปหมด ทหารผมก็โงนเงนตั้งตัวไม่ติด ถูกยักษ์จับหักคอตายบ้าง ถูกตะบองยักษ์เหลวแหลกไปบ้าง

 

 

ยักษ์บางตนก็เป่าไฟออกมาเผาทหารทั้งหมู่ดิ้นรนอยู่กับพื้นจนตัวตายเกรียมด้วยไฟเผา ตายไปก้ำกึ่งจำนวนที่เหลือจากสนามใหญ่เชษฐคุรุศาสตร์ แต่ผมก็เข้าแก้ไขสถานการณ์ ช่วยเหลือเพื่อนนักรบของผมไว้ได้ ด้วยชั้นเชิงเซียนชนิดเดียวกัน โดยทำให้สถานการณ์เป็นกลาง เมื่อนั้นทหารนักรบผมก็ได้เปรียบขึ้นมา ด้วยยุทธวิธีของขุนหอกเป็นส่วนใหญ่ โดยสามารถแล่นหลบซ่อนซุ่ม พุ่งซัดหอกไปทำลายเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วฉับพลัน โดยอาศัยข้อได้เปรียบเรื่องความเร็วและความแม่นยำ จนในที่สุดก็เผด็จศึก ยึดฏะปะฐะมหานครคืนมาได้ ยักษ์ทุกตนได้รับการชำระโทษในฐานะเป็นผู้แพ้สงคราม อันเป็นธรรมเนียมของการรบสมัยนั้น

 

 

 

 

 

 

     “การศึกยังไม่แล้วเสร็จ เพื่อนเอ๋ย” ผมบอกกับเจ้าชายแห่งโมนยาปุระ ภายหลังเข้าพักผ่อนในมหาปราสาทอันโอ่อ่ารโหฐานแห่งฏะปะฐะมหานคร      “อีกไม่นาน โคตรยักษ์จะมาถึง พ่อผมก่อนตายได้เตือนผมไว้แล้วให้ระวังจงหนัก เพราะยักษ์เผ่าพันธุ์นั้น เป็นคนละพวกกับยักษ์พวกนี้ แต่ขอบคุณเพื่อนที่ช่วยรบชิงเมืองคืนมาจนสำเร็จ พญานิลกาฬช้างมหาสารของเพื่อน สำแดงฤทธิ์แรงร้ายจริง สามารถสังหารหมู่ยักษ์ตายไปเกลื่อนกลาด ที่ประจักษ์แก่ตาผมเอง”

 

     “ขอบคุณแต่อย่าเพิ่งชมเลย ผมเพิ่งได้ข่าวจากนครจัมปา โคตรยักษ์ที่ว่า รุกเข้ายึดเมืองแถบชายทะเลตะวันออกเฉียงใต้ไว้แล้วทั้ง 5 เมือง ตั้งแต่ โพนสารเขต โพนสารขันธ์ โพนทะลิวงศ์ โพนมอนตาน่า และโพนมะลิลา เรียบร้อยแล้ว คนตายเป็นเบือ ที่เหลือพวกมันจับขังไว้เป็นอาหาร คงจะแตกมาทางนี้บ้าง”

 

     “ผมคาดการณ์ไว้แล้ว จึงได้ส่งสารออกไปเตือนมนุษย์ทั้งสิ้น ไม่ใช่เฉพาะเมืองชายทะเลหรอกที่ถูกโคตรยักษ์เข้ายึดครอง ข่าวจากชายแดนด้านตะวันตกเฉียงใต้ ก็เพิ่งตกมาถึงผมวันนี้เหมือนกัน เมืองรายตามเทือกเขามหายุค อันเป็นใจกลางทวีปก็ถูกโคตรยักษ์ยึดครองไปหมดแล้ว นับแต่เมือง คุนไกรลาศ คุนตะนาว คุนสุรัสวัสดี ควนยุคันธร ควนกาหลง ควนกษมา และควนเกษมสันต์ 7 เมืองใหญ่นี้ตกเป็นทาสยักษ์ไปหมดสิ้นแล้ว”

 

     “ถ้าเช่นนั้น ก็เท่ากับล้อมวงบีบเข้ามาเขตตะวันออกเฉียงเหนือทุกขณะแล้วซิ และโมนยาปุระของผม ก็อยู่ระหว่างอันตรายสุดยอดด้วย พวกยักษ์ไม่ยอมหยุดไม่ยอมพอ”

 

     “ถูกแล้ว เพื่อนเอ๋ย มนุษย์โลกกำลังประสบหายนะอย่างใหญ่หลวง อย่างที่ไม่อาจต้านทานได้เลย ผมบอกไปในสารแล้วว่าภัยครั้งนี้เป็นภัยรวมของมวลมนุษย์ พวกเขาคงจะตระหนักกันแล้วละบัดนี้ ในขณะนี้ ผมคาดว่าอีกไม่นาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนี้จะได้รู้สึก”

 

     “ถูกแล้ว ผมตระหนักในภัยนั้นเป็นอย่างดีที่สุด และผมขอให้ฏะปะฐะมหานครเป็นศูนย์กลางรวมมวลมนุษย์ ขอให้เพื่อน ๆ ทั้งหลายได้มาร่วมกันคิดการณ์กอบกู้บ้านเมืองมนุษย์กันอย่างจริงจัง ผมจะขอรีบแร่งกลับไปโมนยาปุระในวันนี้ เพื่อนมีแนวคิดอย่างไร”

 

     “ไม่ต้องสงสัย พวกยักษ์ต้องบุกข้ามเขาไปโมนยาปุระแน่ ผมจะจัดส่งนักรบที่ชำนาญการของผมไปกับเพื่อนด้วยจำนวน 5,000 นาย จากนี้ก็จะเตรียมที่หลบภัย ผมจะแบ่งคนของผมไปซ่อนไว้ในหุบเขาเร้นลึกแห่งหนึ่งของมหายุคันธร ที่เรียกว่า หุบเขาการะเวก นั้นส่วนหนึ่ง ทำหน้าที่ฝึกปรือฝีมือการรบและศิลปวิทยาการต่าง ๆ ให้พร้อมรับมือโคตรยักษ์ และขอต้อนรับเพื่อนมนุษย์ทุกคนที่แตกหนียักษ์ไปอยู่กับผมที่นั่น และพร้อมกันตระเตรียมการรับมือพวกมัน ขณะนี้ผมคาดว่าโคตรยักษ์จะยังไม่มาถึงฏะปะฐะมหานคร คงจะบุกเข้าเขตมัชฌิมประเทศก่อน”

 

 

                 

 

 

     เจ้าชายพฤหัสแห่งโมนยาปุระจากไปชั่วไม่ถึง 3 เดือน โคตรยักษ์ก็แผ่อำนาจเข้าครอบครองเมืองมนุษย์แดนสุดท้าย คือมัชฌิมประเทศประกอบด้วยเมือง(ประเทศ)ใหญ่ ได้แก่ ปัญจาล ปัญจาบ อุรเคนทร์ จัมปา อชิตะ มรกต หิมวันต์ เวสาลี อวันตี โคปุระ กาลิลีดัทช์ สุมาลยดัทช์ คิงส์เคฟดัทช์ และดานูบสะทาน เมืองนักรบแห่งลุ่มน้ำเมอร์ลินด้าบลู อันยาวเหยียดด้วย และหนึ่งในนั้นก็คือโมนยาปุระของกษัตริย์เจ้าอธิราชอรุโณทัยทิฆัมพร และมกุฎราชกุมาร เจ้าชายหัสดินทร์ หรือเจ้าชายพฤหัส อันเป็นเมืองที่เข้มแข็งและอุดมสมบูรณ์ที่สุดในหมู่เมืองมนุษย์ขณะนั้น รองไปจากฏะปะฐะมหานครเดิมของผม ที่หุบส่วนลึกเร้นของมหายุคันธรบรรพต ซึ่งมีชื่อว่า หุบการะเวกขาว ในเวลานั้นจึงเต็มไปด้วยกษัตริย์ เจ้าชาย และนักรบ จากเมืองต่าง ๆ หลบยักษ์มาอยู่อาศัยด้วย นับแสนคน ผมได้คัดเอาคนเหล่านี้ส่วนหนึ่งไปฝึกวิชานักรบ และอีกส่วนหนึ่งเป็นกองพลาธิการ การสื่อสารและการข่าว และ อื่น ๆ

 

 

     แต่แล้วไม่นาน โคตรยักษ์ก็เคลื่อนตัวบ่ายหน้ามาทางฏะปะฐะมหานครอีกครั้ง

 

     “เราคงจะสิ้นชาติมนุษย์กันในบัดนี้” เจ้าชายสารภี      แห่งจัมปานครปรารภขึ้นในที่ประชุมหมู่บุคคลชั้นกษัตริย์และขุนศึกของเรา      “พวกเรามีใครได้ข่าวบ้างไหมว่ายังมีมนุษย์อาศัยอยู่ที่ใดอีกนอกจากแถบทะเลตะวันออก และแถบทิวมหายุคันธรนี้ ถ้าไม่มี ก็คงจะเป็นว่าสิ้นชาติมนุษย์ไปแล้วจริง ๆ ผมไม่ได้พูดเพื่อปรารภความขลาด แต่ความจริงน่าจะเป็นเช่นนี้ ขอให้มาพิจารณาดูว่า เราจะสู้กับยักษ์มันด้วยวิธีไหน จริงอยู่ได้ข่าววีรบุรุษแห่งฏะปะฐะมหานคร ที่สามารถเอาชนะยึดครองเมืองคืนมาจากพวกยักษ์ได้ แต่เราได้เห็นฤทธิเดชยักษ์มาชัดเจนตาว่ามันทำอะไรอย่างที่เราไม่สามารถจะสู้รบกับมันได้เลยจริง ๆ”

 

 

     “ถูกละ!” เจ้าชายพรงพรต สมญา เจ้าชายเพชรดำจากดินแดนแคว้นใหญ่ แห่ง อวันตี เสริมขึ้น “โคตรยักษ์มันหนังหนา อาวุธธรรมดาไม่ระคายผิวมันเลย ซ้ำมีเวทมนต์จำแลงกายใหญ่โตได้เท่าภูเขาเลากา แล้วเราจะไปสู้รบกับมันอย่างไร ช่างเป็นที่น่าสลดน่าอนาถใจยิ่งนักสำหรับมวลมนุษย์ยุคนี้ เจ้าชายโอรสพระอาทิตย์ เราขอถามตามตรงไปตรงมา ถึงแม้ว่าท่านจะได้เคยเป็นโอรสอสูร ได้เล่าเรียนวิชาสารพัดเจนจบมาจากพวกยักษ์ก็จริง แต่จะสามารถประกันได้ไหมว่าจะสามารถใช้วิชาสู้รบเอาชนะโคตรยักษ์ได้ อะไรคือเคล็ดลับแห่งอภินิหาริย์ของพวกมัน แล้วเรามนุษย์มีทางจะแก้ไขป้องกันได้หรือไม่ อย่างไร ขอให้เปิดใจออกมาดู”

 

 

     “พวกเราต้องหลบหนีไปอีกฟากทะเลหนึ่ง หรืออีกฟากเขาแห่งมหายุคันธรโพ้น จึงจะพอรอดรักษาเชื้อชาติเผ่าพันธุ์มนุษย์เอาไว้” ผมบอกยังไม่ขาดคำ เจ้าชายอุรเคนทร์ สมญาเจ้าชายนาคราช ผู้มีผิวกายขาวผ่อง ก็แย้งขึ้นทันทีว่า

     “เราไม่ขอหลบหนี หากสู้ไม่ได้ขอตาย อย่าพูดถึงเรื่องหลบหนี เสื่อมเสียเกียรติยศของมนุษย์ บัดนี้ เรามิได้มาปรึกษากันเพื่อความขลาด แต่เรากำลังปรึกษากันเพื่อการสู้รบ และเราขอมอบภาระผู้นำนี้ให้แด่เจ้าชายโอรสพระอาทิตย์ ขอให้พูดถึงแต่เรื่องแผนการสู้รบ แพ้ชนะไม่คำนึง ไม่เสียดายชีวิตแล้ว สู้ไม่ได้ขอตายในสมรภูมิอย่างชายชาตินักรบ” เท่านั้นเอง มติของหมู่ก็สนั่นอื้ออึงรับรองไปตาม ๆ กันทั้งหมด ณ ที่ประชุมเหล่าขุนศึกนั้น

 

 

     “ผมขอคารวะในน้ำจิตน้ำใจพวกเพื่อน ๆ ทั้งหลายและขอบูชาความกล้าหาญของพวกท่าน และขอขอบคุณที่มอบความไว้วางใจให้ผมเป็นผู้นำพวกท่านทั้งหลายในการต่อสู้ เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ในที่สุดผมกล่าวขึ้น “แต่การต่อสู้กับโคตรยักษ์นั้น เป็นการต่อสู้ในชั้นเชิงยุทธศาสตร์ยุทธศิลป์อันสูงสุด และบัดนี้ศึกกระชั้นเข้ามาเต็มที่แล้ว เราต้องโหมฝึกทหารกล้าของเรา แต่เกรงจักไม่ทันกาล พ่อผมก่อนตายก็ได้เตือนไว้แล้ว ว่าโคตรยักษ์นั้นเกินวิชาที่ผมได้เล่าเรียนมา และขณะนี้ ผมก็จนใจอยู่ในเรื่องเดียวกันกับที่พวกท่านทั้งหลายพากันจนใจอยู่ นั่นก็คือตัวโคตรยักษ์นั้นมันสามารถจำแลงกายให้ใหญ่โตได้เท่าขุนเขา แล้วเราจะไปสู้รบกับมันได้อย่างไร”

 

 

     “เพื่อนจะต้องพยายาม คิด พิจารณาหาลู่ทางเอาชนะมันให้ได้” เจ้าชายรามจันทร์ สมญา ศรียุทธศิลป ผู้ชำนาญธนูศรเป็นเอกในยุคนั้น เจ้าชายแห่งปัญจาลเอ่ยขึ้นบ้าง “อะไรคือที่มาที่ไปของวิชาการอันนั้น เพื่อนค่อย ๆ คิดดูให้ดี เพราะถึงอย่างไรเพื่อนก็คุ้นเคยใกล้ชิดกับพวกมันมาก่อน สุภาษิตของปัญจาลกล่าวไว้ว่า ถ้ามัวนิ่งอยู่เพราะความขลาดก็เปรียบเสมือนตายไปแล้ว เพื่อนเอ๋ย มนุษยชาติกำลังจะสิ้นชาติ เพื่อนจะต้องทุ่มเททุกอย่างให้กับการกู้ชาติพันธุ์มนุษย์”

 

 

     ทุกคนต่างพุ่งความหวังมาที่ โอรสพระอาทิตย์ เพราะได้เห็นได้ยินความสามารถที่ทัดเทียมกับยักษ์มาแล้ว จากสงครามชิงฏะปะฐะมหานครคืนมาจากพวกยักษ์

 

     “เราอยากฟังบทวิเคราะห์ของเพื่อน มันอาศัยวิชาการชนิดใด จึงมีความสามารถอย่างนั้น เจ้าชายโอรสอสูร จะไม่ระแคะระคายเทียวหรือ แล้วทำไมไม่คิดฝึกฝนไปอย่างเดียวกับพวกมันเล่า เจ้าชายสีหไกรภพ ผู้มีเคราดกสีเทา สมญาเจ้าชายเขียวแห่งเวสาลี ถามมาเชิงเตือนสติผม

 

 

 

     “ เพื่อน ๆ ก็พอจะรู้อยู่ว่า มันเป็นวิชาฌานชนิดหนึ่ง” ผมบอก “แต่ฌานชนิดนี้มันเป็นของเฉพาะพวกชาติพันธุ์ยักษ์ มนุษย์เรายากที่จะฝึกฝนเอาได้ “

 

 

     ขณะที่ผมอธิบายไปนั้น ใจผมกระหวัดไปถึงคำพูดของพ่อยักษ์ที่เอ่ยสั่งความไว้ก่อนตาย อย่างวิตกอยู่ล้ำลึก แต่ปากผมก็คงพูดต่อไป


    

     “ในขณะนี้ แผนก็คือ ขอให้รีบจัดส่งสตรีและเด็ก ๆ ของเราอพยพ ออกเดินทางไปในสองทิศทาง อย่าไปทิศทางเดียวกัน หากทางหนึ่งเป็นอันตรายเกลือกอีกทางหนึ่งพอรอดได้ เพื่อรักษาชาติพันธุ์มนุษย์ ทิศหนึ่งข้ามมหาสมุทรไปทางตะวันออก ที่ฝั่งตรงข้ามนู้น มีทำเลพอที่จะสร้างเมืองมนุษย์ขึ้นใหม่ ภูมิภาคนั้นเรียกว่า ศรีอโยธยา แปลว่า ที่แห่งใครไม่อาจเอาชนะได้ และอีกทิศหนึ่ง ให้ข้ามมหายุคันธรบรรพตไปทางตะวันตก เลียบ ๆ ไปทางเมืองโพไสยาสี เมืองยักษ์ หากแต่เป็นยักษ์จำศีล มีคุณธรรม เลยไปจนสุดทิวมหายุคด้านนู้น จงตั้งเมืองขึ้น ณ บริเวณลุ่มน้ำที่มีชื่อว่า เนาวรัญชลา แปลว่า แม่น้ำแห่งชีวิตประเสริฐ ส่วนนักรบทั้งหลายที่พร้อมสู้อยู่บัดนี้ นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอให้เจ้าชายพฤหัสแห่งโมนยาปุระ เข้าบังคับบัญชานักรบของผม จำนวน 2 หมื่นนาย และนำพวกเขาออกสู่สมรภูมิ ส่วนเจ้าอธิราชอรุโณทัยทิฆัมพร ผมขอให้ทรงบัญชาการรบและการปกครองทั้งสิ้นในหุบเขาการเวกนี้ ส่วนกษัตริย์เพื่อนนักรบ และ เจ้าชายยุพราชทั้งหลาย ขอให้ตระเตรียมการสู้รบ ฝึกฝนทหารไปตามแนวยุทธศาสตร์ยุทธศิลปของท่าน ๆ และเมื่อโคตรยักษ์มาถึง ขอให้เดินตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้ และใช้ยุทธวิธีประสานงานเป็นหลัก และสมรภูมิที่เราเป็นฝ่ายเลือกก็คือ ทุ่งเชษฐคุรุศาสตร์ ตะวันออกของฏะปะฐะมหานคร ส่วนผมเอง นับแต่ยาม 5 คืนนี้เป็นต้นไป จะต้องเข้าถ้ำพิมานเพชรัตน์ ในที่เร้นลับใต้เขายุคันธรแห่งนี้ เพื่อบำเพ็ญตปะฌานซึ่งตามปกติจะต้องได้เวลาสำหรับบำเพ็ญ 3 เดือน จึงจะสำเร็จบริบูรณ์ ตามทฤษฎีของวิชาโคตรยักษ์จึงจักบรรลุผลสำเร็จทางฌานเสมอเหมือนพวกเซียนยักษ์ทั้งหลาย”

 

 

 

     ดูเหมือนว่าเราไม่มีทางเลือกได้ดีกว่านี้ และเราต่างนึกชะตากรรมอันเดียวกันว่าคงจะต้องมาถึงในเร็ววันนี้ แต่พวกเราทั้งสิ้นต่างซึมทราบเป็นอย่างดีว่า ตายดีกว่าอยู่เป็นทาสเป็นเหยื่อของพวกยักษ์

 

 

 

 

     ผมบำเพ็ญตะปะไปได้แล้ว 6 วัน ก็ยังไม่บรรลุกระแสแห่งฌานชนิดนั้นเลย และวันที่ 7 นั้นเองหน่วยหน้าของโคตรยักษ์ก็ยกพลมาถึงชายเมืองตามที่ผมคาดการณ์เอาไว้ และดูเค้าว่าวันมหาวิบัติของชาวมนุษย์โลกกำลังเริ่มขึ้นแล้ว ขณะนั้นบรรดาเพื่อน ๆ นักรบของผมยกทหารกล้าออกไปตั้งรอรับอยู่ ตามยุทธศาสตร์ทางกว้างที่ผมวางเอาไว้ พวกเราทั้งสิ้นพร้อมใจกันสละชีพ ไม่หลบหนี หรือถอยแม้แต่ก้าวเดียว โดยปฏิญาณขอตายพร้อมกันในสมรภูมิเดือด

 

     การต่อสู้จึงเริ่มขึ้นทันที โดยกองทหารม้าผู้กล้าตาย 50 ม้าเป็นตัวล่อพวกมันให้หันมาสู่ทิศทางที่เรากำหนด เพื่อใช้ยุทธวิธียิงศรห่าหัวหอกที่เคยเผด็จศึกยักษ์มาก่อนแล้ว แต่ผมหารู้ไม่ว่าแผนนี้ล้มเหลวลงโดยสิ้นเชิง มันเป็นเวลาที่กระแสแห่งฌานอ่อน ๆ ได้เริ่มขึ้น ณ ภาคภายในของผม ภายหลังตะวันจวนแดงของวันที่ 7 นั้นเอง เมื่อเสียงรบเสียงครวญครางระงมสลับไปกับเสียงบรรลือกระหึ่มก้องสมรภูมิอันกว้างใหญ่ผสมกับเสียงลมป่วนอื้ออึงไปหมด ปลุกผม ทนอยู่ต่อไปหาได้ไม่

 

 

 

 

 

 

                 

 

 

 

 

สิ่งที่ผมเห็นเมื่อออกมาก็คือภาพยักษ์ตัวโตเท่า ๆ ยักษ์วัดแจ้ง จำนวนมากมายเต็มท้องทุ่ง เดินดุ่ม ๆ ไปในระหว่างหมู่มนุษย์ ที่เห็นตัวเล็ก ๆ เหมือนเด็ก ๆ กรูเข้าห้อมล้อมหน้าหลังผู้ใหญ่ พวกเขาดำเนินการตามยุทธวิธีสามประสานที่ผมฝึกสอนไว้นั่นเอง เห็นยักษ์ใหญ่ล้มกลิ้งลงไปกลางดินเกลื่อนไปไม่น้อยเหมือนกัน แต่มันก็เนื่องหนุนกันเข้ามาอีกไม่ขาดสาย และดูเหมือนว่าพวกมนุษย์ในทุ่งเชษฐคุรุศาสตร์ อันเป็นชื่อทุ่งแห่งนั้น จักค่อยหายไปอย่างช้า ๆ

 

 

ในขณะนั้นผมเห็นเจ้าชายนาคราชแห่งอุรเคนทร์ ผู้ทรงม้าน้ำสีขาวหม่นคือสีเมฆหมอก พ่วงพีสูงใหญ่ ท่วงท่าอาจหาญสมเป็นม้าศึก เป็นพาหนะ และชักวกไปวนมา สังหารยักษ์ด้วยคมทวนล้มตายไปหลายตนแล้ว บัดนี้กลับเสียที ยอดอัศวินถูกยักษ์รวบคอไว้ด้วยมือหนาเตอะทั้งคู่ ชักปัด ๆ ขณะเดียวกันเห็นเจ้าชายหัสดินทร์ แห่งโมนยาปุระ ไสเจ้าพลายดำนิลคู่บารมีเข้าไปในระหว่างหมู่ยักษ์อย่างบ้าดีเดือด จ้วงด้วยพระแสงของ้าวเข้าลำคอยักษ์กุดวิ่นไปกองพะเนินเทินทึก พอเห็นเจ้าชายอุรเคนทร์เสียทีอยู่ เจ้าชายพฤหัสไสช้างเข้ามาช่วย และฟาดมันด้วยพระแสงของ้าวเข้าก้านคอมันพอดิบพอดี มันล้มกลายเป็นยักษ์หัวกุดไปอีกตนหนึ่ง ในขณะที่เจ้ามหานิลกาฬ เสยงาเข้ากลางตัวยักษ์ตนข้างหน้าทะลุไปข้างหลังแล้วมันสลัดหกคะเมนลงไปเกลือกดินนิ่งไปสนิท แต่แล้วอันตรายของเจ้าชายหัสดินทร์ก็มาถึง เมื่อยักษ์อีกตนหนึ่งฟาดตะบองลงไปที่ขาหลังทั้งสองข้างของพลายนิลกาฬ มันร้องโอ๊กคู้ตัวลงไปอย่างเจ็บปวด

 

 

ในขณะนั้นผมมองเห็นมนุษย์เหลืออยู่เพียงบางตาเหลือเกินแล้ว พลรบทั้งสิ้นยกออกมาร่วมแปดหมื่น บัดนี้หายไปกว่า 2 ใน 3

 

 

แล้วมองไปทางตะวันออกของสนาม เห็นกษัตริย์อรุโณทัยทิฆัมพรผู้มีผมขาวโพลนเต็มศีรษะ ผู้บัญชาการรบฝ่ายมนุษย์ แวดล้อมด้วยกษัตริย์อีกหลายพระองค์และพลทหารกล้านับพันคน ทำหน้าที่เป็นกองธนู เล็งยิงไปทั่วทิศทาง สุดแต่ว่าสถานการณ์ด้านใดหนักเลวร้ายแต่บัดนี้ลูกธนูดูจะไม่เป็นผลเสียแล้ว เพราะเกิดพายุลมพัดปั่นป่วนไปหมดทั้งสนามรบ ด้วยอภินิหาริย์ของโคตรยักษ์

 

 

เห็นเจ้าชายศรียุทธศิลป หรือ รามจันทร์ แห่งปัญจาล ก่งธนู ศรพาดสายนิ่งอยู่ ถัดไป ทางด้านใต้ของสนามเห็นกลุ่มนักรบทะเลตะวันออกยังคงแน่นหนา ถัดไปเห็นเจ้าชายสารภี แห่งจัมปานครสมญา เจ้าชายองุ่นแดง เพราะแก้มแดง ตัวแดงเหมือนองุ่น นำทหารกล้าทำการต่อสู้อยู่อย่างชุลมุน ใช้หอกรุมซัดออกไปเหมือนล่ากระทิง กว่าจะเด็ดชีพมันได้ก็หลายหอกเต็มตัวมันไปหมด แต่บัดนี้ทุกคนเริ่มถอยหลังมาชนกัน เพราะดูท่าจะถูกยักษ์หลายตัวล้อมกรอบเข้าแล้ว ถัดกันไปอีกเล็กน้อย ทางทิศใต้ของสนามรบเห็นเจ้าชายอินกริดแห่งโพนทะลิยา ผู้มีร่างกายสูงใหญ่ทรงขวานคมกริบเป็นอาวุธและนำหมู่ขุนขวานปฏิบัติการอย่างฉลาดแคล่วคล่อง โดยวิ่งลอดไปใต้หว่างขาพวกมันบ้าง วิ่งวนรอบ ๆ พวกมันบ้าง อาศัยความคล่องกว่าเป็นข้อได้เปรียบ พอได้โอกาสก็สับลงไปที่โคนขามันทั้งคู่ คมขวานจมมิดลงไปมันร้องโอ๊กเหมือนช้าง ล้มลงไป แล้วเห็นเจ้าชายสีหไกรภพแห่งเวสาลี ผู้ทรงมีพระเนตรคมกริบดังมีดโกน เด็ดมันด้วยคมง้าวหนัก 100 ชั่ง คอกุดจากบ่าไปในพริบตา

 

 

แต่แล้วภาวะวิกฤตก็มาถึง เมื่อยักษ์ร่วมร้อยตนเรียงแถวหน้ากระดานย่างสามขุมเข้ามาพร้อมตะบองอันโตใหญ่ อันบ่งบอกว่าเป็นพวกยักษ์นักรบที่ได้มีการฝึกทางยุทธวิธีมาอย่างดีแล้ว และแล้วก็กวาดด้วยกระบองพร้อมกันนักรบผู้ห้าวหาญฝ่ายมนุษย์ก็ปลิวหายไปผลอย ๆ เหมือนลมพัดใบไม้ เจ้าชายผู้กล้าทั้งหลายพร้อมนักรบที่เหลือ กำลังเข้าขั้นวิกฤต แต่พวกเขาสู้ยิบตาไม่ถอยหนี แม้คนแล้วคนเล่าจะวายชีพลงไปกองทับถมกันเหมือนภูเขาเป็นหย่อม ๆ ศพคนศพยักษ์เกลื่อนกลาดไปทั่วท้องทุ่ง ในท่ามกลางแสงอันมัวมืดไปหมด ผมเห็นเจ้าชายอีกหลายองค์รวมทั้งเจ้าชาย อังสุมาลิน แห่งโพนมอนตาน่า ทำการต่อสู้อยู่อย่างหาญกล้าท่าองอาจ แวดล้อมด้วยเหล่านักรบวีรบุรุษของท่าน น่านิยมจิตใจยิ่งนัก แต่บัดนั้นพวกมนุษย์ทั้งหมดกำลังเข้าสู่วิกฤตเสียแล้ว

 

 

 

 

 

 

                 

 

 

 

 

ผมไม่มีเวลาสำหรับการวางแผนใดใดแล้ว กระโดดกระทืบดินสุดแรงสามที่ ชกลมไปข้างหน้า ย้อนกลับไปข้างหลังสองสามที เตะซ้ายเตะขวาสองสามที ออกท่าออกทางคล้ายรำมวยจีนนั่นแหละ เหยียดแขนขึ้นเหนือหัว เบ่ง และเบ่ง เพ่งลมอัสสาสะปัสสาสะ ร่างกายใหญ่ขึ้น ๆ ๆ ๆ เหลืออีกเพียงเล็กน้อยจะได้ขนาดเสมอพวกยักษ์ แต่ผมก็ทำได้เพียงเท่านั้น เอาล่ะ ผมบอกตัวเอง กระทืบแผ่นดินอีกที สะเทือนเลื่อนลั่น กระโดดผลุงเดียวก็ไปถึงสนามรบ ผมเตะซ้ายเข้าคางเจ้าที่ถือตะบองใหญ่ ที่กำลังจะฟาดลงไปกลางกระบาลของเจ้าพลายนิลกาฬของเจ้าชายโมนยาปุระ ล้มลงไปตาเหลือก ลิ้นออกมาจุกปาก พร้อม ๆ ปล่อยหมัดตามไปเข้าปลายคางเจ้าที่กำลังจะกระทืบเจ้าชายอุรเคนทร์หลับกลางอากาศ

 

 

     “เพื่อนนักรบผู้กล้า ผมโอรสพระอาทิตย์มาแล้ว” ผมประกาศ ดูว่าเจ้าชายโมนยาปุระกับเจ้าชายอุรเคนทร์ รอดปลอดภัยแล้ว ก็โดดผลุงไปทางตะวันออก ที่พวกยักษ์นักรบดาหน้าเป็นแถวเรียงเข้าหาหมู่นักรบที่มีเจ้าชายโพนทะลิยา เจ้าชายแห่งโพนมอนตาน่า และเจ้าชายแห่งอวันตีนำพาต่อสู้อยู่ และกำลังจะถูกกวาดด้วยยุทธวิธีประสานกระบองเหล็กอยู่ขณะนี้

 

 

จำเป็นต้องสู้กันด้วยภาคภายในเสียแล้ว ผมนึก แล้วหยุดยืนนิ่งบริกรรมพระเวทมนต์ที่ได้ร่ำเรียนมาจากพ่อยักษ์ของผม เป่าลมออกไปด้วยอำนาจมนต์มหาละลวยที่บัดนี้ผสานไปกับปราณที่แข็งแกร่ง ทำให้เกิดลมหวลพัดกล้าสกัดหน้าพวกมันหยุดนิ่งขึงกับที่ไปตาม ๆ กัน มือปล่อยตะบองเหล็กร่วงหมดทุกตน และเมื่อนั้นเอง นักรบผมก็ประสานงานการเข่นฆ่าต่ออย่างช่ำชอง สามารถสังหารพวกมันได้ทั้งหมดในหมู่นั้นในชั่วไม่กี่อึดใจ

 

แต่แล้วผมเองก็ถูกล้อมกรอบ ด้วยยักษ์ตัวโตใหญ่ไม่ต่ำกว่า5- 6 ตน มันคำรามฮื่อแฮ่ ๆ คล้ายว่า เก่งนักหรือ มันจับผมฟาด ลงคลุกฝุ่น แล้วรวมบาทาลงบริเวณยอดอก และละเลงไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย แทบกระอักเลือด อาศัยว่องไวกว่า กระชากขายักษ์ตนหนึ่งล้มกลิ้งไป แล้วเผ่นลุกขึ้นมาใหม่ รำมวยไทยใส่พวกมัน ทั้งอาวุธยาว สั้นเข่าศอกกำปั้นประเคนเข้าใส่รอบทิศทาง ก็เอามันไม่อยู่ พอได้ช่องกระโดดหลบออกไปยืนระยะ หักเอาต้นสยาใหญ่ลำตรงแหนวต้นหนึ่งเป็นตะบองคู่มือ พลางเป่ามันด้วยมนต์วิเศษอีกครั้งหนึ่งซึ่งส่งผลชงัดเหมือนเดิม เจ้าชายทั้งหลาย พร้อมนักรบที่เหลือ ที่บัดนี้ถอยมารวมกลุ่มกันได้อีกครั้งแล้ว ดำเนินการเด็ดชีวิตมันเสียเกลี้ยง ด้วยยุทธวิธีสามประสาน เรากำลังคึกคะนองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เริ่มมีความหวังอันสว่างโพลง อีกชั่วอึดใจก็จักเผด็จศึกแล้ว เรารุก ไปทิศทางใดยักษ์ก็ล้มตายลงไปตามลำดับ

 

 

 

 

แต่แล้วชั่วขณะต่อมานั่นเอง สถานการณ์ก็พลิกผันไปอย่างใหญ่ เพียงดังกลับหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อปรากฎ เสียงกระหึ่มสะท้านไปทั่วอากาศ ดังมาจากหลังหุบเขา ด้านเหนือของฏะปะฐะมหานคร ผมเพิ่งเห็นแก่ตาก็คราวนี้ ร่าง ๆ หนึ่งค่อย ๆ คู้กายขึ้นมาก่อน ตามมาด้วยร่างชนิดเดียวกันอีกไม่รู้กี่ร่าง เห็น ๆ กว่า 100 ขึ้นไป ค่อยยืนขึ้นเต็มสัดส่วน เห็นใหญ่โตทะลุเมฆ หากพวกมันก้าว เพียงก้าวเดียวก็จะมายืนค้ำอยู่บนหัวพวกเราทั้งหมด

 

นี่หรือคือนามธรรม ผมนึกอยู่ในใจพลางเอื้อมเอาธนูและลูกศรจากอากาศมาขึ้นสาย เราจะต้องยิงด้วยศรนามธรรม ผมบอกตัวเอง แล้วขึ้นสายธนู พาดศร เล็งเจ้าตัวที่ล้ำหน้ามาที่สุด ยิง ลูกศรหายผ่านตัวมันไปเหมือนผ่านอากาศว่าง ไม่เกิดผลอันใดขึ้นเลย พวกมันย่างเข้ามาแล้ว

 

ทันใดนั้นภาพอันเกินจะเชื่อได้ก็เกิดขึ้น พวกมันเอื้อมมืออันใหญ่โตมากอบเอาคนของผมใส่ปากเคี้ยวกินสด ๆ อย่างเอร็ดอร่อย น่าสยดสยอง มันแสดงอานุภาพบดบังแสงตะวันมืดไปหมด ลมก็พัดปั่นป่วนเพียงดังพายุเฮอริเคน ลมภายในกายมนุษย์ก็พลอยปั่นป่วนไปทั้งตัว ในไม่ช้าเพื่อนนักรบผู้กล้าทั้งหลายของผมก็คงจะค่อยสิ้นสติสมปฤดีไปตาม ๆ กัน แว่วเสียงเตือนจากพ่อแล้วตื้นตันใจ วิชาการของพวกโคตรยักษ์นี้เราตามไม่ทันจริง ๆ นึกถึงคำสั่งพ่อ นึกถึงเพื่อน ๆ ผู้ค่อยล้มลงกับดินเพียงดั่งว่าวายปราณกันไปตามลำดับพร้อมกับตะวันแดงโร่ทางตะวันตก

 

ผมกระโดดเตะเข้าที่บานพับเจ้าตัวนั้น พร้อมหมัดปล่อยเข้าที่พุงของมันสุดแรงเกิด มันเอานิ้วคีบคอผมโยนไปร่วมร้อยเมตร แล้วเท้าเหยียบคลึงร่างกายผมกลิ้งไปกลิ้งมา ส่งเสียงฮื่อแฮ่ ๆ ผมตะโกนสุดเสียงขณะที่สติสัมปชัญญะเลือนรางลงไปทุกที

 

 

 

 

 

   

 

 

 

     “เพื่อนนักรบผู้กล้าของผม เรามีนัดครั้งต่อไปที่สำนักพระพุทธเจ้าโกนาคมโน!”

     พลันทันทีนั้น พอเอ่ยชื่อพระพุทธเจ้าโกนาคมโน ก็เกิดอภินิหาริย์ประหลาดยักษ์พวกนั้น พากันหยุดยืนตะลึงไปทันที หยุดการเคลื่อนไหวที่จะทำร้ายผมลงชั่วขณะหนึ่ง และชั่วลมหายใจตกถึงท้อง กลั้นใจจำแลงกายเป็นจิ้งหรีดตัวน้อย แล่นลงรูใต้ก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง

 

 

     ผมเอาตัวรอดไปถึงเมืองโพไสยาสีได้ด้วยประการฉะนี้

     มิใช่พาเพื่อนมาตายกันหมด แล้วหนีเอาตัวรอดไปคนเดียว แต่หากจะตามไปถวายตัวเป็นศิษย์สำนักพระพุทธเจ้าโกนาคมโน เพื่อหวลคืนมากอบกู้ชาติพันธุ์มนุษย์

 

 

     เหตุการณ์นั้นเกิดมานานแสนนานแล้ว แต่ภาพที่เห็นยังใสแจ่มกระจ่างชัดเจน

     เพื่อนวีรบุรุษผู้กล้า ตายทับถมกัน ณ ท้องทุ่ง เชษฐคุรุศาสตร์ น่าอนาถใจยิ่งนัก !

     เพื่อนรัก ! สงครามยังไม่สิ้นสุด ขอเตือนว่า เรายังคงต้องร่วมทำศึกกันต่อไป แต่คราวนี้ โดยคำสั่งของโคตโมพุทธเจ้า ผู้เป็นบรมครูของเรา

     ขอวิญญาณแห่งวีรบุรุษนักรบท้องทุ่ง เชษฐคุรุศาสตร์ อันโด่งดัง จงกลับคืนมาสู่เพื่อนทั้งหลายโดยพลัน  ในกาลนี้เทอญ  !!

 

 

 

 

 

 

       

 

 

 

 

 

 

     โก อิมํ ปฐวึ วิเชสฺสติ ?         ใครจักรู้ชัดแผ่นดินนี้

     ยมโลกญฺจ อิมํ สเทวกํ ?       และยมโลกและโลกนี้กับทั้งเทวโลกได้

     โก ธมฺมปทํ สุเทสิตํ?            ใครจะเลือกบทแห่งธรรม ที่เราแสดงแล้ว

     กุสโล ปุปฺผมิว ปเจสฺสติ ?      เหมือนช่างระเบียบผู้ฉลาดเลือกดอกไม้ได้ฉะนั้น

     เสโข ปฐวึ วิเชสฺสติ,             เสขบุคคลจักรู้ชัดแผ่นดินนี้

     ยมโลกญฺจ อิมํ สเทวกํ.         และยมโลกและโลกนี้กับทั้งเทวโลกได้

     เสโข ธมฺมปทํ สุเทสิตํ           เสขบุคคลจักเลือกบทแห่งธรรมที่เราแสดงแล้ว

     กุสโล ปุปผฺมิว ปเจสฺสติ         เหมือนนายช่างระเบียบผู้ฉลาดเลือกดอกไม้ฉะนั้น

 

  • กรมวชิรญาณวโรรส,ธรรมวิจารณ์ พิมพ์ครั้งที่ 20/2501 “คาถาธรรมบทแปล” หน้า 36

 

       

 

 

     โกนุ หาโส กิมานนฺโท นิจฺจํ ปชฺชลิเต สติ

     อนฺธกาเรน โอนทฺธา, ปทีปํ น คเวสถ.

     เมื่อโลกสันนิวาส เป็นไฟอยู่เป็นนิตย์ จะมาร่าเริงเพลิดเพลินอะไรหนอ

     ท่านทั้งหลาย อันมืดปกคลุมแล้ว ทำไมไม่แสวงหาประทีปเล่า.

 

  • คาถาธรรมบทแปล เล่มเดียวกันหน้า 122
  • ดีเล่ม 13

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 มานุสสาสุรสงคราม ภาค3

จักร สุธาธรรม

 

 

                    

 

 

 

 

 

มานั่งลงเถิด ผมจะเล่าถึงวีรบุรุษสงครามคราวนั้น ให้เพื่อน ๆ ฟังต่อไป

 

 

 

 

 

 

     สงครามยุติลง ณ ท้องทุ่งเชษฐคุรุศาสตร์ อันกว้างใหญ่ เมื่อโคตรยักษ์ปรากฏตัวขึ้นครอบงำทุกสรรพสิ่งเหนือท้องทุ่งนั้น แล้วชั่วไม่นาน ท้องทุ่งพลันสงบลงอย่างน่าประหลาด ไม่ได้ยินเสียงโห่ร้องของทหารโคตรยักษ์ผู้ชนะ ไม่ได้ยินแม้เสียงที่เคลื่อนไหวใดใด และแม้ฝีเท้าของมหายักษ์

     วีรบุรุษเหล่านั้น ทหารทั้งแปดหมื่นฝ่ายมนุษย์ พร้อมด้วยทหารยักษ์กล้าอีก สามหมื่นตนออกมาทำศึกกัน ณ ท้องทุ่งกว้างใหญ่แห่งนี้ ตั้งแต่ตะวันเริ่มแดงในเวลาเช้าตรู่ ตราบกระทั่งตะวันแดงโร่ในเวลาเย็นของวันเดียวกัน ทั้งหมดม้วยชีพลง ทับถมกันเต็มท้องทุ่งเชษฐคุรุศาสตร์ แห่งนั้น ไม่มีมนุษย์หรือยักษ์ตนใดรอดออกไปจากท้องทุ่งมรณะนั้นเลย เว้นแต่ผมผู้รอดด้วยความบังเอิญภายหลังตะโกนบอกที่นัดหมายแด่เพื่อน ๆ ทั้งหลาย ให้ไปพบกันครั้งต่อไป ณ สำนักพระพุทธเจ้าโกนาคมโน เพราะโคตรยักษ์มันคร้ามเกรงพระนามพระพุทธเจ้า ผมจึงรอดไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

 

     บัดนี้ตะวันลับฟ้าไปนานแล้ว แต่เหนือท้องทุ่งกลับบังเกิดแสงประหลาด สว่างไสวเจิดจ้าเป็นประกายเรืองนวล แล้วสลับเปลี่ยนสีเป็นเหลืองสด แสด แดง ชมพู ทองที่เหลืองอร่ามไปได้ต่าง ๆ เพียงดังเนรมิต และยังมีเสียงดนตรีโบราณที่ประกอบด้วย ปี กลอง และเสียงขับกล่อมของสตรี เคล้าไปกับเสียงซอประสานสายเห่กล่อม อยู่เบา ๆ เบื้องบนฟากฟ้าก็ปรากฏพวงบุปผามาลัยหลากหลายชนิดโปรยปรายลงมายังท้องทุ่งแห่งนั้น กลิ่นหอมบุปผชาตินานาชนิดโรยเย็น ๆ ฟุ้งขจายไปทั่วท้องทุ่ง

     และบัดนี้ผมเป็นจิ้งหรีดตัวน้อย นิ่งสังเกตความเป็นไปภายนอกใจก็รำลึกการรบที่เพิ่งจบลงหมาด ๆ เห็นภาพปรากฏมาเหมือนกรอม้วนภาพยนต์กลับมาฉายดูใหม่อีกครั้งหนึ่ง ชัดเจน แจ่มใสยิ่งนัก

 

 

 

 

          เพื่อนนักรบผู้กล้าหาญ ของผมผู้วายชนม์ก่ายกองทับถมกันอยู่ ถึงแปดหมื่นชีวิต

    เจ้าชายและกษัตริย์หลายพระองค์ม้วยชีพลงไปก่อนตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นในช่วงแรก พร้อมด้วยเหล่าพลทหารกล้าผู้ร่วมรบนับหมื่น อันเนื่องมาจากลมและเพลิง นักรบที่เหลือแก้ไขสถานการณ์ได้ด้วยยุทธศาสตร์ยุทธศิลป์ชั้นสูงสุด ของนักรบมนุษย์ จึงต้านทานต่อมาได้

 

 

 

         บรรดานักรบที่ผมเห็นเหลืออยู่ในช่วงหลังของสงคราม นั้น นับว่าล้วนแต่ยอดทหารของมนุษย์โดยแท้

           เจ้าชายนาคราช ผู้ทรงม้าศึกสีหมอก แห่งอุรเคนทร์

           เจ้าชายหัสดินทร์ หรือเจ้าชายพฤหัส แห่งโมนยาปุระ กับช้างศึกคู่บารมี

           เจ้าชายอินกริด แห่งโพนทะลิยา

           เจ้าชายอังสุมาลิน แห่งโพนมอนตาน่า

           เจ้าชายสีหะไกรภพ เจ้าชายเขียว แห่งเวสาลี

           เจ้าชายสารภี เจ้าชายองุ่นแดง แห่งจัมปามหานคร

           เจ้าชายพรงพรต สมญา เจ้าชายเพชรดำ แห่งอวันตี

     ที่ปรากฏในสายตาผม ระยะหลังของการต่อสู้ อันเป็นส่วนของขบวนรุก แนวรบด้านปลายหอกทั้งสิ้น ในขณะนั้นผมมองไม่เห็นเจ้าชายโอทกกุมภการ แห่งดานูบสะทาน ปฏิบัติการอยู่แนวรุกนี้ด้วย ผู้มียุทธวิธีเผด็จเฉพาะตน สมสมญานักรบล่องหนโดยแท้

 

 

     กลุ่มกษัตริย์ มีดังนี้

     เจ้าอธิราช อรุโณทัยทิฆัมพร(ทิพวงศ์) ผู้บัญชาการรบฝ่ายมนุษย์ ผู้ยืนม้าศึกสำรวจตรวจแนวรบอยู่อย่างสงบเยือกเย็นปานหิมะ ปราศจากความสะดุ้งกลัวใดใด ในท่ามวงล้อมของทหารกล้า และ 3 กษัตริย์ ผู้ยืนราชรถอยู่อย่างสง่างามล้ำหน้าหมู่ทหารที่เตรียมพร้อมเข้าหนุนประจันบาญ มี เจ้าอธิราชชัยยศสุริยา แห่งควนยุคันธร เจ้าอธิราชพงษ์พรหมภูวนาถ แห่งโคปุระ และ เจ้าอธิราชฮวนโคโนส แห่งหิมวันต์ แล้วเห็นราชรถทรงทะยานแยกออกไปเป็นสามสาย เหมือนลูกธนูพุ่งออกจากแหล่ง อันเป็นท่วงท่าที่กล้าหาญยิ่งนัก เพื่อเข้าช่วยเสริมกำลัง ยุทธศาสตร์การรุกรบแบบหัวหอก ซึ่งขณะนั้นสถานการณ์เลวร้ายลง เริ่มเสียรูปขบวนทัพ แผงคมธนูด้านตะวันตกเริ่มสลายลงไปอย่างรวดเร็ว

 

     และในแดนกลางนั้น ผมเห็น เจ้าชายผู้สง่างาม เยี่ยมยุทธ ผู้มีศักดิ์ศรีเทียบเท่ากษัตริย์แห่งยุคนั้น แวดล้อมด้วยทหารกล้าผู้ช่ำชองเจนศึก

 

     นั่นคือ รามจันทร์ แห่งมหานครปัญจาล สมญา ศรียุทธศิลป ผู้เผด็จชีพยักษ์ด้วยธนูศร ในสถานการณ์ปกติ รามจันทร์ สามารถยิงศรไปทีเดียวพร้อมกันสามดอก แต่ละดอกวิ่งเข้าเป้าตามสั่งอย่างแม่นยำ ยากเหลือเกินที่ศัตรูจักรอดหรือหลบหนีไปได้ ในระยะสุดท้ายที่เห็น เหล่าเซียนยักษ์แผลงฤทธิ์ทำให้ไฟไหม้และเกิดกระแสลมพัดปั่นป่วน หมายล้างยุทธวิธีธนูศร ของฝ่ายมนุษย์เสียสิ้น แต่ รามจันทร์ ยังสามารถส่งธนูศรแหวกกระแสพายุเพลิงนี้ ไปปฏิบัติการเข่นฆ่าจากทางไกลได้อย่างแม่นยำ สามารถหยุดปฏิบัติการระดับยุทธศาสตร์ของพวกเซียนยักษ์เหล่านั้นได้อย่างชงัด แต่แล้ว น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟฉันใด เมื่อ รามจันทร์ เพลี่ยงพล้ำลง สถานการณ์มนุษย์ก็เข้าขั้นวิกฤติ รามจันทร์ ถูกลอบสังหารด้วยฝีมือเซียนยักษ์ มันมุดดำดินโผล่ขึ้นมาในระยะประชิดตัว อันสุดคาดคะเนจึงเกินการจักแก้ไขได้ แต่ยักษ์มีฤทธิ์ตนนั้นก็ต้องพลีชีพไปด้วยอยู่แล้ว

 

ปฏิบัติการณ์ช่วงท้ายสุดเมื่อผมมาทันได้ช่วยเพื่อนนักรบของผม ฝ่ายมนุษย์กลับพลิกสถานการณ์ขึ้นมาเป็นฝ่ายได้เปรียบนั้น เป็นภาพที่สุดกล้ำกลืน เราเริ่มมีความหวังอันพลุ่งโพลงสุดขีด เพราะยุทธวิธีสามประสาน และประสานทุกกองกำลัง ชิงชัยอย่างได้เปรียบ พลรบฝ่ายยักษ์หมู่สุดท้ายล้มตายลงผลอย ๆ เพียงดังใบไม้ร่วง มองเห็นยักษ์ใหญ่ในสนามรบเหลืออีกเพียงสองสามตนเท่านั้นแล้ว ท้องทุ่งเชษฐคุรุศาสตร์ อันกว้างใหญ่ก็จักราบดั่งหน้ากลองเพล จวนเจียนจักเผด็จศึกอยู่ในชั่วอึดใจอยู่แล้ว สถานการณ์ พลิกกลับไปในชั่วเสี้ยววินาที เมื่อโคตรยักษ์ปรากฏขึ้นเหนือสนามรบนั้น และหมายถึงความจบสิ้นลงแห่งวีรบุรุษนักรบฝ่ายมนุษย์ ทั้งแปดหมื่น ณ ท้องทุ่งมหายักษ์นั้น

     เป็นภาพดังฝัน ที่สุดจะกล้ำกลืนจริง !

     “ศรนามธรรม ที่เตรียมไว้เผด็จขุนยักษ์โดยตรง ก็เพียงยิงไปดอกเดียว เราน่าจะยิงซ้ำไปอีกสักสองสามดอก เราพลาดไปหรือเปล่าหนอ ! ? ? หรือว่าศรนามธรรมนั้นยังอ่อนเกินไปไม่อาจเอื้อมไปสัมผัสวิชาโคตรยักษ์ ??” ผมรำพึงถึงแผนเผด็จศึกช่วงตอนสำคัญนั้นอย่างระทมทุกข์

 

 

 

     ทันใดนั้นผมเห็นนกสีขาวจำนวนมากมายบินมาปรากฏ ณ ท้องทุ่งเชษฐคุรุศาสตร์เต็มไปหมด แล้วพากันร่อนไปมาประดุจเริงระบำอยู่โดยรอบท้องทุ่งนั้น พร้อมกันนั้น เสียงดนตรีแผ่ว ๆ อยู่เดิมพลันหยุดลง แล้วกลับมีเสียงดนตรีอีกชนิดหนึ่งบรรเลงขึ้นกึกก้องกระหึ่มสะท้อนสะท้าน อึงอลไปทั่วท้องทุ่งมหายักษ์ที่มีแสงสีประหลาดสาดสว่างจ้าขณะนั้น

 

     ผมพลันฉุกคิดได้ว่า ที่นี่ใช่ที่ควรรอช้าอยู่ อันตรายอย่างใดข้างหน้าหารู้ไม่

 

 

 

 

 

 

 

    

 

 

 

     พอนึกก็กลายร่างเป็นนกชนิดหนึ่ง ที่มีรูปร่างปราดเปรียวแข็งแรง ตระกูลนกฟ้าที่มีปกติบินสูงเหนือเมฆ ไปมาไร้ร่องรอย ชื่อ ปักษาสวรรค์ ชื่อภาษากลางอาจจะตรงกับคำว่า Bird of Paradise นกในวิชาสัตวศาสตร์ แต่รูปร่างและคุณลักษณะหลายอย่างจะไม่ตรงกัน

         เพราะชื่อที่คุ้นหูจริง ๆ คือ นกการะเวก นกที่มีสีสรรผสมสวยงามไปทั้งตัว

         และนกปักษาสวรรค์ หรือ การะเวกฟ้า นี้ ก็คือชื่อของผมเอง :

         เจ้าชายปักษาสวรรค์ อย่างไรครับ !

 

     แล้วขยับโผบินขึ้นวนเวียนเหนือท้องทุ่งทันที ส่งเสียงร้องเป็นรหัสสัญญาณ เรียกพรรคพวกขึ้นก้องกังวาลหลายครั้งครา     แต่ท้องทุ่งก็ยังคงเงียบกริบ ไม่มีวี่แววของสิ่งที่มีชีวิตใดใดเลย

 

     บรรดานักรบผู้องอาจสามารถทั้งหลายมิได้สิ้นชีพลงด้วยคมอาวุธ แต่ด้วยพลังลมที่อัดปั่นป่วนภายในกายมนุษย์ ภายหลังโคตรยักษ์ปรากฏตัวขึ้นมาสำแดงฤทธิ์เดช ซึ่งเกินวิชาสามารถที่ผมจะแก้ไขปกป้องได้ เพราะแม้ผมเองก็แทบเอาชีวิตไม่รอด และแท้จริงไม่น่าจะรอดอยู่ น่าจะวางวายลงไปพร้อม ๆ กับเพื่อน ๆ ทั้งหลาย หากมิเพราะบารมีของพระพุทธเจ้า โกนาคมโน

 

     โผบินสูงขึ้นไปเทียมระดับเมฆ หมายมุ่งทิศทางตะวันออก

     ทันใดนั้นเอง ก้อนเมฆข้างหน้าเปิดเลื่อนออก เห็นเงาภาพคนชายหญิงคู่หนึ่งแต่งทรงเหมือนกษัตริย์และกษัตรีย์ นั่นคือ เจ้าอธิราชจันทราทิตย์ทิพวงศ์ และพระราชินีลีนา พ่อ แม่ ผู้ให้กำเนิดผม

     “ลูกเอ๋ย !” เสียงพ่อเอ่ยขึ้นแผ่วเบา แต่สงัดชัดเจน “บัดนี้มีเจ้าแต่เพียงผู้เดียวแล้ว ผู้อาจคิดการกอบกู้ชาติพันธุ์มนุษย์ ลูกเอ๋ย เจ้าจงอยู่เพื่อภาระหน้าที่นี้ และเพื่อศักดิ์ศรีของพ่อ แม่มนุษย์ของเจ้า”

     ผมแสดงคารวะอันสูงสุด ก่อนที่ภาพจะเลือนหายไป

 

 

 

     แล้วไม่นาน จากนั้น เมฆก้อนใหญ่ก็เปิดออกอีกครั้งหนึ่ง

 

      

 

     คราวนี้เป็นเงาภาพ กษัตริย์ศรีสุเลนทร์บดินทร์เดชา พ่อ-ยักษ์ ผู้เป็นบูรพาจารย์ของผมนั่นเอง

     “ลูกเอ๋ย ! พ่อได้เตือนเจ้าไว้ล่วงหน้าแล้ว ศรนามธรรมของเจ้ายังขาดองค์ประกอบไปอย่างหนึ่งจึงไม่มีฤทธิอำนาจอันใดเกิดขึ้นเลย บัดนี้จงรีบติดตามไปหาสำนักพระพุทธเจ้าโกนาคมโนเถิด เจ้าจะต้องประพฤติในแนวทางพระพุทธเจ้าทั้งหลายจึงจักสามารถปราบโคตรยักษ์ได้”

     ผมผายปีกจบคารวะคุณบูรพาจารย์ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด เงาภาพพ่อยักษ์ผมเลือนหายไป

 

 

 

 

 

 

      

 

 

 

 

     ไปไม่นานเห็นฟ้าเบื้องหน้าเปลี่ยนแปรสลับสีไปมา พร้อมเสียงบรรเลงสังคีตชนิดหนึ่งเหมือนปี่เปิดม่าน ก่อนกษัตริย์จะเสด็จออก แล้ว ทันใดก็มีเสียงประกาศชื่อ ๆ หนึ่งก้องกังวาล

     “ราชินยามหากษัตริย์เจ้า โคตรยักษ์แห่งไตรพิภพ !!!”

     แล้วฟ้าก็เปิดออก เห็นบุรุษหนุ่มน้อยหน้าตาซื่อไร้เดียงสา นั่งมาบนก้อนเมฆ

     “เราคือโคตรยักษ์” เสียงนั้นเอ่ยออกมาจากปากเด็กน้อยคนนั้น “เจ้าชายปักษาสวรรค์ จงหยุดก่อน เจ้าชายจะต้องตอบคำถามเราก่อน จึงจะผ่านไปได้”

     ผมทั้งตกใจและประหลาดใจ เด็กคนนี้น่ะหรือ โคตรยักษ์ !

     “จงตอบคำถามเรา” โคตรยักษ์เน้นมาอีก “คำถามข้อที่ 1 ยักษ์นักรบผู้สิ้นชีพในสงครามทุ่งเชษฐคุรุศาสตร์ จำนวน 30,000 ตน ได้แสดงวีรกรรมอย่างใด จึงสมควรแต่ความเป็น วีรบุรุษ

     “ยักษ์นักรบทั้งสามหมื่นตน ล้วนเป็นผู้ใฝ่หาสัจธรรม และยอมอุทิศชีวิตเพื่อค้นหาสัจธรรมนั้น บัดนี้พวกเขาได้ค้นพบแล้ว ณ ท้องทุ่งเชษฐคุรุศาสตร์ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงสมควรได้ชื่อว่าวีรบุรุษยักษ์นักรบ”

 

 

     “อะไรคือสัจธรรมนั้น

     “สัจธรรมแห่งความกล้าหาญ”

 

     “เจ้าชาย ท่านเป็นผู้ทรงคุณธรรมล้ำเลิศ ปราศจากอคติโดยแท้ เจ้าชาย มนุษย์นั้นมีคุณธรรมและคุณสมบัติพิเศษอยู่ประการหนึ่ง ที่ยักษ์เราไม่มี เราขอน้อมเคารพในคุณธรรมข้อนี้ของเจ้าชาย และในนาม ราชินยามหากษัตริย์เจ้า โคตรยักษ์แห่งไตรพิภพ เราขอสถาปนาเจ้าชายปักษาสวรรค์เป็น วีรบุรุษสองแผ่นดิน อันรวมทั้งแผ่นดินอสูรฝ่ายเราด้วย แผ่นดินมนุษย์ฝ่ายท่านด้วย เมื่อท่านอยู่ในตำแหน่งนี้ ท่านย่อมได้รับการต้อนรับจากบรรณพิภพทั้งปวง” ทันใดฟ้าเปิดออก มีอัปสรสวรรค์ และเทพยุดาอัญเชิญถาดทองคำมาด้วยการประคองคนละข้าง มีคทาดำเลื่อมประภัสร ประดับประดาด้วยเพชรมณี มีอักษรสีทองจารึกว่า “วีรบุรุษสองแผ่นดิน” โดยจารึกด้วยภาษายักษ์ และภาษามนุษย์ เปล่งประกายแจ่มจ้าวางอยู่ โคตรยักษ์ถือเอาคทานั้น

 

     “และโดยคทานี้ อันเป็นนามธรรม จักเป็นเสมือนตราที่เรารับรองตำแหน่งอันมีเกียรติยศนี้ วีรบุรุษสองแผ่นดิน”

 

     ผมไม่อยู่ในสภาพพร้อมที่จะทำอะไรไปโดยลักษณะที่ไม่เอื้อเฟื้อแด่คุณธรรม จึงรับเอาคทานั้นไว้

     “ การรบที่ท้องทุ่งเชษฐคุรุศาสตร์ เป็นการรบเยี่ยงวีรบุรุษทั้งฝ่ายมนุษย์ และฝ่ายยักษ์ พวกเขาทั้งสิ้นสมควรแก่ความสรรเสริญ และควรแก่การจัดสร้างอนุสาวรีย์แห่งความกล้าหาญไว้ให้เป็นที่ประจักษ์ไปในสามโลก เราพอใจที่ได้เห็นมนุษย์สู้สงครามอย่างไม่สะทกสะท้าน เราพอใจในสติปัญญาการต่อสู้ของมนุษย์ เราเห็นขบวนทัพที่แล่นไปอย่างลูกธนูศรที่ไม่รู้จักบิ่น จนสามารถทะลุทะลวงกำแพงยักษ์อันหนาแน่นของเราได้ นี่แหละเป็นสิ่งที่เราเคารพยกย่องมนุษย์ทั้งแปดหมื่นนี้ว่าเป็น วีรบุรุษ เจ้าชายปักษาสวรรค์ ท่านเห็นว่าความวินิจฉัยของเราอยู่บนหลักอุเบกขาธรรม หรือออกนอกคอกแห่งความยุติธรรมไปอย่างไรหรือไม่

 

     “มิได้เลย ท่านทรงความยุติธรรม สมควรแก่ความเป็นโคตรยักษ์โดยแท้”

 

     “ฉะนั้นเหนือท้องทุ่งเชษฐคุรุศาสตร์ที่เราเห็นอยู่บัดนี้ ก็คือ สิ่งที่เราจัดเฉลิมฉลองบูชาดวงวิญญาณวีรบุรุษเหล่านั้น แสงสีทั้งสิ้น พร้อมด้วยสังคีตดนตรี ที่กึกก้องสนั่น และพวงบุปผามาลีที่โรยลงเหนือท้องทุ่งเชษฐคุรุศาสตร์ ล้วนบังเกิดขึ้นด้วยวิชาวิทยาศาสตร์เซียนยักษ์ทั้งสิ้น แต่นั่นคือสิ่งพิเศษ พวกนกสีขาวทั้งหลายต่างบินมา เพื่อรับเอาดวงวิญญาณนักรบเหล่านั้นไปสู่สรวงสวรรค์ เจ้าชาย จงรีบเร่งไปเถิด มีหมู่มนุษย์กำลังคอยความช่วยเหลือจากท่าน”

 

     “ราชินยามหากษัตริย์เจ้า โคตรยักษ์แห่งไตรพิภพ” สามโลกอยู่แทบเท้าโคตรยักษ์หรือ ? ผมเพียงคำนึงไม่จบ ภาพโคตรยักษ์ในรูปเด็กอ่อนเยาว์ไร้เดียงสา ก็ค่อยเลือนหายไป

 

 

 

 

     

 

 

 

 

     เมื่อนั้น ปักษาสวรรค์ ก็เหินบินบนเหนือเมฆ บ่ายหน้าสู่ตะวันออก

 

 

     เพราะเป็นเวลา 7 วันแล้วที่ขบวนอพยพออกเดินทางจากหุบเขาการะเวก สายหนึ่งเดินทางสู่ทะเลตะวันออก มุ่งข้ามมหานทีใหญ่ สีทันดร สู่ดินแดน ศรีอโยธยา มีกษัตริย์ เจ้าอธิราชดาราวรรณทิตย์ทิพวงศ์ แห่ง โพนมะลิลา ผู้ชำนาญทางน้ำเป็นหัวหน้า และอีกสายหนึ่งล่องตามสันเขามหายุคันธรบรรพตไปสู่ดินแดน ในลุ่มแห่งมหานที นามว่าเนาวรัญชลา อันกว้างใหญ่ยาวเหยียด สายนี้มี เจ้าอธิราชโรมันมิยาแชฟ แห่ง สุมาลยดัทช์ เป็นหัวหน้า

 

     ปักษาสวรรค์บินเหินฝ่ามาถึงทะเลใหญ่ และไกลลิบโน้นเห็นสำเภาอพยพ 3 ลำ ล่องวนอยู่ พวกเขากำลังตกอยู่ในทะเลวน ใกล้สะดือทะเล อีกไม่นานก็คงจะเข้าสู่วิกฤติเกินจักช่วยได้ ปักษาสวรรค์ มาทันเวลา ในนาทีวิกฤตนั้น จึงกระพือปีกพัดโบก ก็เกิดลมสลาตัน พัดอุ้มเอาขบวนเรือทั้งสามลำออกพ้นทะเลวนไปได้ แล้วบินร่อนต่ำลงจับที่เสากระโดงเรือนำของเจ้าอธิราช ดาราวรรณทิตย์ทิพวงศ์ (สกุลทิพวงศ์ นับเป็นเครือญาติผมทั้งสิ้น) พวกบนเรือต่างร้องต้อนรับ ปักษาสวรรค์ ๆ ๆ ไปพอให้เห็นตัวแล้วก็บินลัดไปทางผืนแผ่นดินใหญ่ เป็นการชี้บอกทิศทางให้แก่หมู่เรือนั้น แล้วบินย้อนกลับไปทิศทางเดิม ข้ามเขามหายุคันธรบรรพต โดยทางอากาศเหนือเมฆ เร็วเพียงลมพัด เลยไปทิศตะวันตกของขุนเขา ไกลไปทางเหนือของเมืองโพไสยาสี โพ้น

 

     ชั่วเวลาผ่านไป 3 ยาม เห็นขบวนอพยพ นำโดยเจ้าอธิราชโรมันมิยาแชฟ กษัตริย์แห่งสุมาลยดัทช์ เดินไปตรงทิศทางที่กำหนด ไม่มีร่องรอยว่าได้เผชิญภัยอันตรายสาหัสฉกรรจ์แต่อย่างใด อีกไม่ช้าพวกมนุษย์อพยพหมู่นี้ก็จะเข้าถึงที่ราบลุ่มสายน้ำ เนาวรัญชลา ที่เห็นดุจพญานาคราชม้วนตัวอยู่เบื้องหน้าพู้น

 

     ปักษาสวรรค์ วกกลับมาทางเดิม ถึงภูผาแดง ตะวันออกของเมืองโพไสยาสี เมืองยักษ์ เห็นหงส์ 1 กับเหยี่ยว 6 ตัว บินอยู่ข้างหน้า โดยอาการปิดกั้นเส้นทาง ปักษาสวรรค์หลบร่อนลงหุบบริเวณหนึ่งของยอดภูผาแดงแห่งนั้น

 

 

 

 

 

 

 

        

 

 

 

 

     ตั้งใจจะหยุดพักเหนื่อยสักครู่หนึ่ง จึงจะเข้าไปเยี่ยมคารวะอาว์ที่เมืองโพไสยาสี

 

     “เจ้าชายปักษาสวรรค์” เสียงหนึ่งแว่วขึ้นในบริเวณใกล้ ๆ ในเวลาชั่วขณะใหญ่ ๆต่อมา ใครหนอรู้จักชื่อนี้ ?? “เมืองโพไสยาสียินดีต้อนรับ ในฐานะวีรบุรุษนักรบของแผ่นดิน”

 

     เป็นเสียงสตรี รูปร่างงดงาม เพียงดังเนรมิต พลันปรากฏกายออกมา ยังความประหลาดใจ แด่เจ้าชายปักษาสวรรค์ สมญาโอรสพระอาทิตย์ ยิ่งนัก

 

     “แม่นางเป็นใคร” ถามเมื่อร่างนั้นมาอยู่ห่างไม่เกิน 3 วา ผิวพรรณผุดผ่องลำยองใย เพียงดังเคลือบด้วยมุกมณี สวย สง่างาม เสียงไพเราะเสมือนเสียงนกฟ้า การะเวก แม้ขณะนั้นจะอยู่ในเขาสูงและป่าใหญ่ แต่ก็พราวด้วยเครื่องประดับประดา มีกำไลแขน สร้อยพระศอ ต่างพระกรรณ ปิ่นเพชรที่ช้องพระเกศา งามจริงยิ่งกว่านางฟ้า เพียงแต่ดวงหน้าถูกผ้าขาวชิ้นบางเบาคลุมอยู่ เผยแต่ดวงตาโตทั้งคู่ “ลักษณะของแม่นางหาใครเทียบเทียมได้ยาก น่าจะเป็นยุพกษัตรีย์แห่งโพไสยาสี ราชธิดาแห่งกษัตริย์ศรีสุลินทร์บดินทร์เดชา ลูกสาวคุณอาว์ของข้า”

 

     “เจ้าชายทรงมีสายพระเนตรอันแหลมคมยิ่งนัก ถูกแล้ว หม่อมฉันคือ ศรีสุดาจันทร์ แห่งโพไสยาสี ธิดาของพ่อและแม่คนเดียว บัดนี้ ได้รับคำสั่งให้มาคอยต้อนรับคุณพี่ และนำตัวเข้าเมืองโพไสยาสีโดยด่วน”

     พูดจบเธอก็ปรบมือโดยแรง 3 ครั้ง มีทหารยักษ์ตัวโตใหญ่โผล่ออกมา 6 ตน มาเข้าแถวหน้ากระดานอยู่เบื้องหลังหญิงสาว บุตรีพญายักษ์แห่งโพไสยาสี

 

     “โพไสยาสีมีคนดีมากมายเพียงนี้ น่านับถือโดยแท้จริงใจ น้องหญิง กับทหารทั้ง 6 แท้ที่จริงก็คือหงส์ 1 กับเหยื่ยวทั้ง 6 ที่บินดักทางข้าเมื่อชั่วครู่นี้เองกระมัง”

     “ถูกแล้ว ขอขอบพระคุณในคำชมเชย และขออภัยคุณพี่ด้วย เพราะคุณพ่อมีพระประสงค์จะได้พบคุณพี่โดยเร็วที่สุด”

     “ถ้าอย่างนั้น ขอน้องหญิงจงนำทางไป เพราะข้าเองก็ประสงค์พบคุณอาว์อย่างเร็วที่สุดเช่นเดียวกัน”

     “คุณพี่ได้รับการต้อนรับเยี่ยงวีรบุรุษสงคราม ฉะนั้น คุณพี่จงนั่งข้างในของบุษบกกับหม่อมฉัน ทหารทั้ง 6 จักหาม และแห่แหนคุณพี่เข้าเมืองโพไสยาสีโดยมิให้คุณพี่ระคายระเคืองใจเลย”

 

 

     บุษบกสวยงามดั่งวิมานฟ้า ที่สามารถพาไปได้ทางอากาศ นี่เป็นประดิษฐกรรมชั้นประณีตสุดยอดของเมืองยักษ์ทีเดียวละ

     “น้องสาวจงเปิดผ้าคลุมหน้าออกซิ หรือว่าพี่มิได้มีเกียรติยศพอ”

     “คุณพี่คงสงสัยล่ะซีว่าใบหน้าของหม่อมฉัน คงขี้เหร่จนต้องซ่อนเอาไว้ อย่างนั้นหรือพลางเปิดผ้าคลุมหน้าออก ผู้ชายใดเห็นต้องตกตะลึง เป็นใบหน้าเยาว์ อ่อนเพียงอัปสรสวรรค์ งามเปล่งปลั่ง มีนวลเรืองฉายนุ่มดังประกายจันทร์ แฝงความฉลาดในแววตาหงส์ทั้งคู่ เจ้าชายปักษาสวรรค์ไม่เคยเห็นหญิงใดงามปานนี้

 

 

     แล้วก็มีคำสนทนากันต่อไปเยี่ยงญาติสนิท

     “น้องหญิงสรรเสริญข้าเกินไปกระมัง ข้าหรือคือวีรบุรุษ ความจริงข้าเป็นคนขลาดต่างหาก ผู้ที่หนีเพื่อน ๆ ทั้งหลายเอาตัวรอดแต่ผู้เดียว”

     “คุณพี่มิใช่เป็นเพียงวีรบุรุษธรรมดา ๆ แต่คุณพี่เป็นถึง โคตรวีรบุรุษ โดยมาตรฐานของนักรบวีรบุรุษยักษ์ทั้งหลาย เพราะคุณพี่มีพร้อมทั้งความสามารถและภูมิปัญญา คำสรรเสริญเหล่านี้ มิใช่คำของหม่อมฉันเอง ขอได้โปรดรับทราบไว้ด้วย”

     “เอาล่ะ ! เท่าที่ข้ารู้ คุณอาว์มีธิดาเป็นยักษ์ มิใช่มนุษย์อย่างที่เห็นขณะนี้”

     “ถูกแล้ว หม่อมฉันเป็นยักษี แต่ร่างนี้ เพื่อความยินดีแด่วีรบุรุษผู้เป็นมนุษย์ และเป็นร่างที่หม่อมฉันโปรดปรานยิ่งกว่าร่างเดิม”

     “อะไรคือเรื่องสำคัญที่คุณอาว์ให้มารีบรับข้าเข้าเมือง”

     “คุณพ่อมีอุบายอันดีที่จะให้คุณพี่อยู่ต่อไปอย่างรอดปลอดภัยที่สุด”

     “อุบายอย่างไร”

     “คุณพี่จะตัองยอมรับเป็นลูกเขยของคุณพ่อคุณแม่”

     “หืม ! ! ! จะมิอธิบายสักหน่อยหรือ

     “คุณพี่ต้องอภิเษกสมรสกับหม่อมฉัน แล้วพร้อมกับรับสถาปนาเป็นมกุฎราชกุมารแห่งโพไสยาสี”

 

 

เจ้าชายปักษาสวรรค์ เพียงนึกรำพึงไปถึงเพื่อนนักรบอีกองค์หนึ่ง เจ้าชายรามจันทร์ ผู้องอาจในสนามรบ สมสมญา ศรียุทธศิลป

 

     “รามจันทร์ ต่างหากหนอ ที่จะเหมาะแก่ เจ้าหญิงศรีสุดาจันทร์ องค์งามนี้”

 

     “คุณพี่” เสียงเตือนมาเบา ๆ “หม่อมฉันไม่ยอมให้คุณพี่คิดเช่นนั้น รามจันทร์ หรือจะสู้ ปักษาสวรรค์ พูคะ ภูมิรู้ภูมิธรรมเขายังห่างไกลเรานะพูคะ”

 

 

 

 

 

 

                                  

 

 

 

     แล้วเรื่องที่เจ้าชายปักษาสวรรค์จะต้องอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงศรีสุดาจันทร์ ชายหญิงเลือดต่างสีนี้ ก็กลับกลายเป็นปัญหาอันสำคัญยิ่งใหญ่ ราวกับว่าเป็นปัญหาความเป็นความตายของแผ่นดินทีเดียว ในขณะที่เจ้าชายปักษาสวรรค์เองมองปัญหาอีกปัญหาหนึ่งเป็นความสำคัญเร่งด่วน คือ เร่งติดตามรอยบาทโกนาคมโนพุทธเจ้า แต่แล้วกลับปรากฏว่าองค์โกนาคมโนพุทธเจ้า ยังมิได้มาตรัสในโลกมนุษย์นี้

     เจ้าชายปักษาสวรรค์จักตัดสินพระทัยอย่างใด ?

 

     “ลูกเอ๋ย” พระแม่เมือง ราชินีศรีสุธรรมจุฑาทิพย์ แห่งโพไสยาสี เอ่ยขึ้นอย่างปรานี     “ท่านผู้ประเสริฐสูงสุดพุทธเจ้าโกนาคมโนนั้นยังอยู่ห่างไกล ในชั่วโคตรเรานี้ ยังคงไม่เสด็จมา ลูกจงอยู่เมือง เพื่อสืบเชื้อเนื้อหน่อกษัตริย์ไปก่อนเถิด พ่อกับแม่ และทั้งคุณลุง พ่อเจ้าผู้ล่วงลับเคยพูดและตระเตรียมกันไว้นานแล้ว”

 

      ทุกสิ่งทุกอย่างรวบรัดตัดตอนไปตามธรรมเนียมยักษ์นั่นแหละ ! และบัดนี้ ผมจึงได้รู้ขึ้นมาอีกว่าพ่อยักษ์ของผมได้วางแผนชีวิตของผมไว้แทบทุกขั้นตอนของชีวิต โดยที่ผมไม่อาจคาดเดาล่วงหน้าได้เลย และเพราะเหตุนี้เอง เมื่อแผนการณ์ที่วางเอาไว้ พลาดพลั้งไปอย่างผิดความคาดหมาย พ่อยักษ์จึงเสียใจถึงกับหัวใจสลายวายชีพลงฉับพลัน

 

     “บ้านเมืองมนุษย์ยังคงเสี่ยงอยู่ต่อไปตราบเท่าที่โคตรยักษ์ยังคงครองอำนาจ แต่กาลเวลานี้ เป็นกาลเวลาที่มนุษย์จะต้องหลบซ่อนไปก่อน เพราะโกนาคมโนพุทธเจ้ายังไม่มาตรัส สำหรับเจ้า จงอยู่เมืองโพไสยาสีเถิด จงเป็นรัชทายาทแห่งบัลลังก์ยักษ์ แล้วบำรุงเลี้ยงประชาชนพลเมืองให้อยู่ในศีลและธรรมรอไว้เป็นฐานกำลังขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะมาตรัสในวันข้างหน้า” ราชาแห่งโพไสยาสีตรัสย้ำเข้าไปอีก

 

 

     “ศรีสุดาจันทร์ กำลังเข้าวัยสวยงาม มีความสมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย ปูเชทะละฟาโรห์ จากเมือง อุสสิน เมืองมหาวิทยาลัยยักษ์ เขาจบวิทยาศาสตร์เชี่ยวชาญสาขา อายุวัฒนะและครรภอภิบาล เขามีเพื่อนชายมากมาย เป็นที่ปรารถนาปองหมายจากเจ้าชายและกษัตริย์ทุกทิศ แม้กระทั่งโคตรยักษ์เอง เขาก็รู้จักกันตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัยอุสสินนู้น โคตรยักษ์เป็นนักศึกษารุ่นพี่ เขาจบเกรด สูงสุดของมหาวิทยาลัย ปูเชทะละฟาโรห์ ทำวิทยานิพนธ์เรื่องสำคัญที่กระฉ่อนไปในวงการศึกษายักษ์ ก็คือ เรื่อง นามธรรมส่วนละเอียดพิสดาร : การพิจารณาเลือกวงจรบางชนิด และการจุดระเบิดสลายฉนวนปฏิกริยาลูกโซ่ แต่วิทยานิพนธ์เรื่องนี้ยังไม่กระจ่างในบางประเด็น บางสูตร แต่ใคร ๆ ก็เข้าใจว่า เจ้าของเขามีเจตนาปกปิดเอาไว้เป็นความลับสุดยอดเฉพาะตัว เพราะเป็นตัวพลังและอำนาจ ไม่มีใครต้านทานได้ ภายหลังไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ศรีสุดาจันทร์ ก็เพราะโคตรยักษ์ถือตะบองคุมอยู่” คุณแม่บอกความจริง “แต่ลูกหญิงร้องห่มร้องไห้ ไม่พอใจเชื้อสายพญายักษ์ ถึงกับประกาศว่าวันใดมีการสยุมพรมูรธาภิเษกเขากับโคตรยักษ์ วันนั้นจะเด็ดชีพิตักษัยเสีย และเธอมั่นใจในทฤษฎีโหราศาสตร์ ว่าด้วยบุพเพนุวาสานุสสติโยค จึงปักใจแน่นแฟ้นว่าเนื้อคู่ของเธอเคยเป็นมนุษย์ และจะต้องเป็นมนุษย์อีกในชาตินี้ โหราจารย์ทั้งหลายต่างก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าเธอทั้งคู่มีบุพเพสันนิวาสกันมาแต่ปางก่อน”

 

     ผมกลับไม่สบายใจ มองว่าหากเป็นเช่นนั้นจักต้องเกิดสงครามใหญ่อีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน และคราวนี้คงมิใช่เรื่องของคุณธรรมแล้ว ศึกหน้านาง มีหรือที่โคตรยักษ์จะปล่อย ศรีสุดาจันทร์ หลุดรอดมือมันไปได้ เพราะเหตุใดหนอ ปักษาสวรรค์ที่ไม่ปรารถนาเลย แต่ต้องถูกยัดเยียดให้ และนั่นจักมิหมายถึงหายนะดอกหรือ โคตรยักษ์ ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้นไปทุกวัน ๆ จนแทบมองไม่เห็นทางเลยว่าจะต่อสู้กับมันได้อย่างไร

 

 

 

 

 

              

 

 

     แต่แล้วเรื่องก็จบลงอย่างไม่คาดฝัน วันนั้นเป็นวันเพ็ญ เดือนสาม จันทร์เต็มดวง เป็นวันเกิดของ ราชธิดายักษ์ ศรีสุดาจันทร์ พญายักษ์ จัดงานฉลองใหญ่โต กษัตริย์เจ้าเมืองและยุวราชยักษ์มามากมาย ตราบงานเลี้ยงเสร็จสิ้นลง สมาคมว่างเปล่า เหลือแต่เจ้าหญิงศรีสุดาจันทร์และเจ้าชายปักษาสวรรค์

 

 

     ทั้งคู่อยู่ในร่างของมนุษย์ เจ้าชายและเจ้าหญิง

 

    “จันทร์เต็มดวง เป็นความหมายของหม่อมฉัน คุณพี่มองเห็นอะไรในความหมายนั้นบ้างไหมเล่า พูคะ

     “ไม่เห็น”

 

      “วันนี้เจ้าชายและยุวกษัตริย์จากเมืองต่าง ๆ มาร่วม 40 เมือง คุณพี่มิได้สนใจอะไรเลยหรือ พูคะ

     “ไม่สนใจ”

 

 

      “เจ้าชายแห่งเมืองยมกไข่ ถวายผ้าไหมทอง ผ้าผ้าย ผ้าลินิน งามแสนงามกว่าผ้าแดนใดในมนุษยโลก เจ้าชายแห่งเมืองขิ่นขลิคำ ถวายสร้อยประดับพระศอ สร้อยข้อพระกร ต่างพระกรรณ ปิ่นเพชรสำหรับเหน็บช้องพระเกษา งามดังสร้อยพระแม่เจ้าเปาระยอกระวี เจ้าชายแห่งสิริซิงค์ ถวายเครื่องหอมเครื่องลูบไล้ทา ที่กลั่นจากหัวน้ำหอมดอกไม้ทุกชนิดในโลกนี้ หามิได้อีกแล้วในแผ่นดิน เจ้าชายแห่งเพชรผลึก ถวายเครื่องประดับล้วนแล้วไปด้วยเพชรดีมีค่า โอ สุดประมาณจริงหนอ! แล้ว ยุวกษัตริย์พระองค์นั้น เศไลศวรเทวบุตร แห่งลุ่มน้ำ โอดากุมนาสวรรค์ ถวายอะไรเอ่ย คุณพี่ลองเดาซิ พูคะ …..”

      “ไม่เดา”

 

      “ถวายภาพวาดเจ้าหญิง เปาระยอกระวี สบพระเนตรกับเจ้าชาย พูเยียบัวระบัด แล้วกามเทพ ศจิชีวกุมาร ได้โอกาศยิงศรรักปักร้อยหัวใจคนทั้งสองสนิทแน่นดั่งดวงเดียวกัน คุณพี่ลองคะเนคุณค่าของภาพวาดนั้นดูซิ พูคะ”

 

     “ไม่ ไม่ หรืออยากไปอยู่ โอดากุมนาสวรรค์ ไม่ ไม่ทั้งนั้น……..”

     “แต่จะถาม โคตรยักษ์ให้อะไรแด่น้องสาวหรือยัง ไม่เห็นหรือว่าอำนาจต่างหากที่จักกำชัยชนะ ใครจะกล้าลองอำนาจกับโคตรยักษ์เล่า เจ้าชายเหล่านั้นวอนหาภัยใส่ตัวเสียเปล่าไม่เข้าเรื่องหรอกนะ”

 

     “แล้วเจ้าชายปักษาสวรรค์เล่าพูคะ ผู้ที่ได้ชื่อว่าวีรบุรุษสองแผ่นดิน ทั้งมนุษย์ทั้งยักษ์ต่างรับรองไปตาม ๆ กัน จักให้อะไรแด่น้องสาวคนนี้ ขอเพียงบทกวีไพเราะ ๆ สักบทหนึ่งจะได้ไหม หรือว่าเจ้าชาย ปักษาสวรรค์ วีรบุรุษสองแผ่นดินก็กลัวความตายเพราะเหตุที่ คิดแย่งคนรักของเขาอยู่ทุกนาที

 

     “ฟังนะ ศรีสุดาจันทร์ พี่ก็พึ่งรู้ตัวเองว่าเป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดาคนหนึ่ง มิใช่หมู่อริยบุคคลหรือหมู่สงฆ์ในศาสนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย แต่ตั้งใจติดตามรอยบาทองค์บรมศาสดา พี่จักอาจทำได้หรือ เท่าที่เอาตัวรอดมาจากทุ่งเชษฐคุรุศาสตร์แต่เพียงผู้เดียวก็น่าตำหนิ น่าประนามเพียงไหน ฐานที่ละทิ้งเพื่อนนักรบตั้งแปดหมื่น ให้เสียสละชีพ แล้วตนแอบมาเสวยสุขแต่เพียงผู้เดียว พี่จะทำได้อย่างไร วิญญาณวีรบุรุษ เหล่านั้น จักมิรุมสาปแช่งไปตลอดชีวิตหรือ ? ทางที่ถูก พี่จะต้องกลับไปหุบเขา การะเวก บำเพ็ญพรตพรหมจรรย์อยู่แต่ในถ้ำ พิมานเพชรัตน์ อันศักดิ์สิทธิ์ ไปจนกว่าองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าลงมาตรัสในโลกนี้”

 

 

      เธอยกมือพนมเหนืออก พลางว่า

 

      “หม่อมฉันรู้อยู่ดอก ซึ่งความในใจของคุณพี่ แท้จริงคุณพี่กลัวโคตรยักษ์จักพิโรธทำร้ายครอบครัวและประชาชนของเราต่างหาก แต่ขอให้คุณพี่ทราบไว้เถิด ชั่วชีวิตศรีสุดาจันทร์ ขอมอบแด่ ปักษาสวรรค์ แต่เพียงผู้เดียว ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติหน้าใดใด โคตรยักษ์หรือผู้อื่นใด รามจันทร์ หรือ ศรียุทธศิลป ก็มิอาจเอาตัวศรีสุดาจันทร์ไปได้ ศรีสุดาจันทร์เป็นของคู่กับปักษาสวรรค์ ถ้าปักษาสวรรค์เป็นจอมกษัตริย์ ขอศรีสุดาจันทร์เป็นพระบรมราชินีนาถ ถ้าเธอเป็นฤาษี หม่อมฉันขอเป็นนางพราหมณี ตั้งแต่วันนี้ไปจนชั่วนิรันดร”

 

     “โคตรยักษ์เขาไม่ยอม จะว่าอย่างไร เจ้าชายตะโกนลั่น

 

 

     ทันใดนั้น เสียงปี่บรรเลงดนตรี คล้ายสัญลักษณ์เปิดม่านเวลากษัตริย์เสด็จออกก็ดังขึ้นรอบทิศทาง ฟ้าเบื้องหน้าเปิดออก เด็กหนุ่มน้อยหน้าตาน่าเอ็นดู ไร้เดียงสาผู้นั้น ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าหนุ่มสาว เขาเดินเข้ามา และจับเอามือของเจ้าชายข้างหนึ่งวางลงบนมือของเจ้าหญิง วางมือทั้งสองของตนประกบเอาไว้แน่น พลางเอ่ยขึ้นเนิบช้าทว่านุ่มนวลว่า

 

 

     “ในนาม ราชินยามหากษัตริยเจ้า โคตรยักษ์สุเลศวร แห่งไตรพิภพ ขอแสดงความชื่นชมต่อธรรมะและสัจจาธิษฐานของสตรีนางหนึ่ง เราเลื่อมใสและขอบูชาธรรมะของนาง เพราะเหตุนี้ เธอจักปรารถนาสิ่งใด ขอจงสมความปรารถนาของเธอเถิด เจ้าชายปักษาสวรรค์ ผู้เป็นวีรบุรุษสองแผ่นดิน ผู้ที่มีโชคดี ผู้ชนะเสมอ ขอเจ้าชาย จงทำความปรารถนาของเราให้เป็นผลสำเร็จด้วยเถิด ขออำนวยพรให้ทั้งคู่จงเป็นไปตามความอธิษฐานของเธอ: ศรีสุดาจันทร์ กับปักษาสวรรค์, ปักษาสวรรค์กับศรีสุดาจันทร์ จงเป็นของคู่กันตั้งแต่วันนี้ไปตราบเท่ากัลปาวสาน เถิด”

 

 

     แล้วโคตรยักษ์สลายหายตัวไป เขาไม่ปรากฏในบรรณพิภพอีกเป็นเวลานานแสนนาน นัยว่า หนีไปเก็บตัวรักษาแผลใจที่ผิดหวังจากหญิงหนึ่งที่ชื่อ ศรีสุดาจันทร์ นั่นเอง ขณะนั้นจึงเหลือแต่เจ้าชายและเจ้าหญิงโอบกอดจุมพิตกันและกันอย่างดูดดื่ม เนิ่นนาน หวานชื่นยิ่งนัก ใต้แสงเดือนกระจ่างคืนนั้น

  

 

 

 

 

 

 

 

 

     เรื่องราวก็จบลง พิธีราชาภิเษกสยุมพร ก็มีขึ้น ณ โพไสยาสี เจ้าชายและเจ้าหญิงเสวยสุขไปถึง 1 ปีกับ 6 เดือน

 

     วันหนึ่ง มีเสียงล่ำลือว่า ไฟมหากาฬไหม้ท่วมเขายุคันธร และลามลงไปในทุ่งใหญ่ เชษฐคุรุศาสตร์ ลุกไหม้ทั้งกลางวันกลางคืน ไม่มีผู้ใดดับได้ เจ้าชายปักษาสวรรค์จึงรำลึกขึ้นมาได้ ให้รู้สึกเศร้าระทมพระทัย แล้วคืนหนึ่งก็บรรทมฝันร้าย ฝันว่าได้ยินเสียงการรบ เสียงด่าทอ เสียงเข่นฆ่า เสียงอาวุธกระทบกันอึงมี่ในพระกรรณ สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก

     “คุณพี่เป็นอะไรไปหรือพูคะศรีสุดาจันทร์ผู้อยู่แนบข้างถามขึ้นอย่างกังวล

     “พี่คิดถึงเพื่อนสหายศึกผู้ล่วงลับ พรุ่งนี้พี่จะขอไปที่เขายุคันธร และทุ่งเชษฐคุรุศาสตร์ เพื่อกระทำสัจจาธิษฐาน”

 

 

เจ้าชายปักษาสวรรค์ ในร่างนกฟ้าชื่อนั้น จึงเหิรเหนือเมฆไปพร้อมนางหงส์ ศรีสุดาจันทร์ ครั้นไปถึงบริเวณเหนือเขายุคันธรแล้ว ทันใดนั้นสันเขามหายุคันธรบรรพต ก็เกิดเพลิงลุกท่วมขึ้น เห็นเงาภูติพรายกระโดดโลดเต้นกันไปมา ทันใด ลูกศรเพลิง สามเล่มก็แล่น ตรงเข้ามา ศรวางเป็นฐานสามเหลี่ยม นี่คือยุทธศิลป์อันล้ำเลิศ มิใช่ใครอื่นแล้ว นอกจากศรที่ยิงจากคันธนูเทพมงคล ของเจ้าชาย รามจันทร์ ศร 2 ดอกแรกหมายดวงตาทั้งคู่ ส่วนอีกดอก หมายหน้าผากหรือคอหอย มันมิได้พุ่งหาเขา แต่พุ่งเข้าหานางหงส์ศรีสุดาจันทร์ หมายปลิดชีพ เจ้าชายปักษาสวรรค์ตกใจ ใช้ปีกข้างหนึ่งปาดรับเอาศรสามเล่มนั้น ทันใดไฟก็ลุกท่วมไหม้ปีกข้างนั้นขาดกุดไปในทันที เจ้าหญิงตกพระทัยเข้าพะยุงอุ้มเอาไว้ แล้วเมฆเปิดออก ภาพเจ้าชาย วีรบุรุษแห่งทุ่งเชษฐคุรุศาสตร์ ก็ปรากฏตัวขึ้น

 

 

     “เพื่อนทรยศ” เจ้าชายนาคราช แห่งอุรเคนทร์ ชี้มา “เรารบจนม้วยมอดไปหมดทั้งแปดหมื่นชีวิตที่นี่ เชษฐคุรุศาสตร์ นี่ เพื่ออะไร มิเพื่อหน่วงเวลาสำหรับเพื่อนโอรสพระอาทิตย์ จะได้ศึกษาวิชาการปราบโคตรยักษ์ดอกหรือ แล้วนี่เพื่อนลืมเพื่อนหลงกกกอดนางยักษ์ขิณีนี่อยู่ทุกวันคืน เพื่ออะไร ถ้ามิหมายความว่า เพื่อนทรยศต่อเพื่อนเสียแล้ว”

 

     เจ้าชายสารภี แห่งจัมปานคร

    “เพื่อนเสียท่าเสียทีถูกโคตรยักษ์มันหลอกด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ และสุขเสียแล้วแหละเพื่อนเอ๋ย เพื่อนถูกครอบอย่างเหนียวแน่นด้วยโลกธรรม 4 เพราะโมหะจนหลงลืมตัว ราคจริตเกาะกุมจิตใจเพื่อนจนท่วมท้นแล้ว”

 

     เจ้าชายอินกริด แห่งโพนทะลิยา

     “มันตั้งเพื่อนเป็น วีรบุรุษสองแผ่นดิน มีคทาวุธวิเศษรับรองอำนาจ นั่นน่าชื่นชมนักมิใช่หรือเพื่อน เพื่อนหลงในอำนาจเสียแล้ว”

 

     เจ้าชาย อังสุมาลิน แห่งโพนมอนตาน่า

     “มันตั้งให้เพื่อนเป็นใหญ่ ได้ครองเมือง นั่นมิใช่โลกธรรมที่หลอกล่อหรือ”

 

     เจ้าชาย สีหะไกรภพ แห่งเวสาลี

     “มันหารูปแสนสวยมาหลอกให้ลุ่มหลง เพื่อนก็หลงกอดประคองซากนางยักษ์ร้ายอยู่ทุกค่ำคืน เราคอยเพื่อนมาถึง 1 ปี กับ 6 เดือน ไม่นึกเลยว่าแท้ที่จริงเพื่อนถูกครอบด้วยมายาอุบายหญิงจนโงหัวไม่ขึ้น เพื่อนตาบอดเสียแล้ว”

 

     เจ้าชาย พรงพรต แห่งอวันตี

     “เพื่อนถูกครอบด้วยข่ายอันเหนียวแน่นเสียแล้ว พวกเราหลงคอยเก้อ”

 

     เจ้าชาย โอทกกุมภการ สมญา นักรบล่องหน แห่งดานูบสะทาน

     “เพื่อนจะต้องฟังบทกวี ตำนานดอกกุหลาบ ของสยามินทร์ รัชกาลที่ 6 แห่งราชวงศ์จักรีสยาม บทนี้ :

       ความรักเหมือนโรคา บันดาลตาให้มืดมน

       ไม่ยินและไม่ยล อุปสรรคใดใด

       ความรักเหมือนโคถึก กำลังคึกผิขังไว้

       ก็โลดจากคอกไป บ่ยอมอยู่ ณ ที่ขัง

       ถึงหากจะผูกไว้ ก็ดึงไปด้วยกำลัง

       ยิ่งห้ามก็ยิ่งคลั่ง บ่หวนคิดถึงเจ็บกาย.

     เพื่อนกำลังประพฤติยิ่งกว่าโคถึก แต่เหมือนสุนัขติดสัดเดือนสิบสอง เพื่อนต้องทบทวนตัวเองโดยด่วน”

     เจ้าชาย พฤหัส หรือ เจ้าชายหัสดินทร์ แห่งโมนยาปุระ

     “เพื่อนจงรีบกลับใจเถิด สงครามยังไม่สิ้นสุด เพื่อนเป็นผู้พูดคำนี้เองมิใช่หรือ และพวกเรารอเพื่อนอยู่ รอการปลดปล่อยทางวิญญาณ เพื่อนเอ๋ย เพื่อนจะต้องมาช่วยพวกเรา เพื่อนจะเห็นสตรีมาร ดีกว่าเพื่อนร่วมตายในสนามรบหรือ

 

     เจ้าชายรามจันทร์ สมญา ศรียุทธศิลป์ แห่งมหานครปัญจาล

     “เรามิได้ทำร้ายเพื่อน ด้วยศรสามเล่มนั้น หากแต่เป็นการทดสอบตบะคุณธรรม เพื่อนเอ๋ย ตบะคุณธรรมของเพื่อนเสื่อมทรามลง ลูกศรจึงสามารถเด็ดปีกเพื่อนให้กุดวิ่นได้ แต่น่าเสียดายเพื่อนเอ๋ย เรามองไม่เห็นเหตุผลใดที่เพื่อนจะต้องกังวลกับนางยักษีตนนี้ นอกจากว่าฤทธิ์ราคะดำฤษณากำเริบในจิตใจของเพื่อน”

 

 

     แล้ววิญญาณเหล่านั้นเลือนหายไป ผมเรียกเอาคทาวิเศษ”วีรบุรุษสองแผ่นดิน” ของโคตรยักษ์มาดับพิษร้ายในกาย ปีกก็กลับมาเหมือนเดิม ใช้คทาชีไปที่ทุ่งใหญ่เชษฐคุรุศาสตร์ที่ถูกไฟลุกไหม้ท่วมอยู่ ไฟก็มอดลง

 

 

 

 

     จากนั้น ก็เป็นการง่ายที่จะพูดกันระหว่างเรา

     “ศรีสุดาจันทร์ ถึงเวลาที่พี่จะต้องไปแล้ว”

     “หม่อมฉันก็ต้องไปด้วยเช่นเดียวกัน”

     ชื่อเจ้าชายปักษาสวรรค์ และ ชื่อเจ้าหญิงศรีสุดาจันทร์ จึงปรากฏในอดีตกาลอันไกลโพ้น ด้วยประการฉะนี้

 

และในบั้นท้ายชีวิตทั้งสอง ต่างออกป่าบำเพ็ญพรตพรหมจรรย์ รอการเสด็จมาขององค์พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เจ้าชายปักษาสวรรค์ เป็น ฤาษีปักษาสวรรค์ อยู่ถ้ำ พิมานเพชรัตน์ ในหุบเขา การะเวก แห่งทิว มหายุคันธรบรรพต ด้านตะวันออก และ เจ้าหญิงศรีสุดาจันทร์ เป็นนางพราหมณีศรีสุดาจันทร์ อยู่ถ้ำ สีดาพูเสด ในหุบเขา ราชินีหงส์ขาว แห่งทิว กลิคิริมันจาโร มหาขุนเขาเทือกตะวันตก คนละฟากโพ้น

 

     ขณะที่มหาโคตรยักษ์ สุเลศวร หายไปจากบรรณพิภพ ไปจำศีลมหาสนิทอยู่ใต้บาดาลนับศตวรรษจากเวลานั้น

     เพื่อนรัก สงครามได้มีการเตรียมการมานานนับอสงไขยแสนกัปป์ ของทั้งสองฝ่าย โคตรยักษ์มิได้มีวันตายไปจากแผ่นดิน จึงเป็นคู่สงครามนิรันดร

     วันนี้ สงครามกำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้งแล้ว และจะเป็นครั้งสุดท้าย

     วันลั่นเริงรบ รอพวกเราอยู่ ขอจงเพื่อน ๆ ทั้งหลายรำลึกวีรกรรมอันโด่งดังคราวนู้นโดยลำดับกาลพลันเทอญ ฯ

 

 

 

 

               

 

 

 

 

     อจฺจิ ยถา วาตเวเคน ขิตฺตํ         เปลวไฟที่ถูกกำลังลมพัดดับไป

     อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขํ          ย่อมกำหนดนับไม่ได้ฉันใด

     เอวํ มุนี นามกายา วิมุตฺโต        ผู้รู้พ้นไปแล้วจากนามกายดับไป

     อตฺถํ ปเลติ น อุเปติ สงฺขํ.         ย่อมกำหนดนับไม่ได้ฉันนั้น.

 

 

 

  • (พุทธ)สุ.ขุ.25/539
  • ขุ.จู.30/136
  • ดีเล่ม 14

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 มานุสสาสุรสงคราม ภาค4

โดยจักร สุธาธรรม

 

 

 

 

          

 

 

 

 

จากบันทึกของฤาษีปักษาสวรรค์

 

  • วันที่ 45 เดือน ศารท ศักราชสุเลศวรที่ 503

สงครามวีรบุรุษ ณ ทุ่งใหญ่ เชษฐคุรุศาสตร์ ทหารหนึ่งแสนหนึ่งหมื่น มนุษย์ยักษ์ ม้วยชีพลงที่นี่

 

 

  • วันที่ 16 เดือน สรอง ศักราช สุเลศวร ที่ 506

เศไลศวรเทวบุตร กษัตริย์หนุ่ม เจ้านคร ศึบปบุรี บนฝั่งมหาคงคา โอดากุมนาสวรรค์ มาปรากฎตัวในถ้ำ พิมานเพชรรัตน์ ชี้หน้า ตำหนิติเตียนด้วยประการต่าง ๆ จับความได้ว่า ทอดทิ้งไม่เอาใจใส่ในหน้าที่ ในฐานะภัสดาเจ้าหญิงคนสวย ศรีสุดาจันทร์ ขณะนี้อุ้มครรภ์แก่เต็มที่แล้ว 

 

 

  • วันที่ 32 เดือน สุหร่าย ศักราชสุเลศวร ที่ 505

เจ้าหญิงศรีสุดาจันทร์ มาร้องเรียกที่ปากถ้ำ ขออนุญาตเข้ามาข้างใน บอกว่ามีอะไรให้พูดได้ เธอบอกว่าจะถึงกำหนดคลอดในเดือนหน้า จะเป็นบุตรชาย ฝาแฝด ขอให้ตั้งชื่อให้แก่ลูกชายทั้งสอง บอกว่า ให้ชื่อ กาย กับ กุน

 

 

  • วันที่ 9 เดือน ศรัญญู ศํกราชสุเลศวร ที่ 514

พระเจ้าตา พระเจ้ายาย พร้อมด้วยเจ้าหญิง นางพราหมณีศรีสุดาจันทร์ พาโอรสทั้งสอง มาเยี่ยมในถ้ำ พิมานเพชรัตน์ บอกว่า นี่พระราชโอรส พระเจ้าหลานเธอกาย และพระเจ้าหลานเธอกุน เพิ่งสำเร็จมหาวิทยาลัยปูเชทะละฟาโรห์ทั้งคู่ พระเจ้าตาได้สั่งสอนศิลปศาสตร์วิชานักรบให้จนสิ้นความรู้ทุกอย่าง และได้ศึกษาความลับของวิทยานิพนธ์โคตรยักษ์ เรื่อง “นามธรรมส่วนละเอียดพิสดาร : การเลือกใช้วงจรบางชนิด และการจุดระเบิดฉนวนปฏิกริยาลูกโซ่” เตรียมจะให้ครองราชบัลลังก์ยักษ์ เป็นกษัตริย์แฝดศรีสุเลนทร์บดินทร์เดชา-ศรีสุลินทร์บดินทร์เดชา ที่ 2 แห่งราชวงศ์ยักษ์จำศีล 

 

 

 

 

        

 

  • วันที่ 7 เดือน ศิกศิน ศักราชสุเลศวรที่ 520

หนังกับเส้นเอ็นในกาย เพียงดังว่าแห้งติดกระดูก เสียงชนิดหนึ่งกระหึ่มก้องกังวาลไปในถ้ำ แล้วโคตรยักษ์สุเลศวรปรากฎกายขึ้นต่อหน้า เพียงถามว่า “ชื่อโกนาคมโน ดีอย่างไรจึงพร่ำภาวนาไม่รู้หยุด อะไรคือความหมายของ พระพุทธเจ้าโกนาคมโน เมื่อเทียบกับโคตรยักษ์สุเลศวร” เราตอบว่า “โกนาคมโนพุทธเจ้าคือความหมายของการสิ้นกิเลส และสิ้นทุกข์ ไม่น่าเวทนาเช่นโคตรยักษ์ที่รุ่มร้อนเพราะกามพิสวาทไม่เคยเหือด”

สุเลศวรบอกว่า บัดนี้วีรบุรุษแห่งทุ่งเชษฐคุรุศาสตร์ทั้งสิ้นไปจุติแล้ว มนุษย์ทั้งแปดหมื่น อยู่แดนตะวันออก ยักษ์สามหมื่นอยู่แดนตะวันตก พวกเขาไปจุติเป็นดาวบนท้องฟ้ามีความสุขยิ่งกว่าแดนโลกหลายเท่านัก เจ้าชายปักษาสวรรค์จักมัวบำเพ็ญตะปะอยู่ทำไม 

 

 

 

         

 

 

  • วันที่ 49 เดือน สูญสรอง ศักราชสุเลศวรที่ 529

เวลาประมาณ 3 ยาม ดึกสงัด ดาวฤกษ์ทั้ง 9 เลื่อนลงมาจากฟากฟ้า มาสู่ถ้ำพิมานเพชรัตน์ ปรากฎกายสว่างเจิดจ้าไปทั่วท้องถ้ำใหญ่ เป็นเจ้าชายเพื่อนร่วมตายในสนามรบคราวนู้น : ศํกราชสุเลศวรที่ 503 ปีแห่งสงครามวีรบุรุษ “เจ้าชายโอรสพระอาทิตย์ บัดนี้เป็นฤาษีปักษาสวรรค์แน่วแน่ในพรตพรหมจรรย์ เพื่อนเอ๋ย พวกเราทั้ง แปดหมื่นชีวิตวิญญาณไปจุติเป็นดาวฤกษ์บนฟากฟ้า อันเป็นแดนวีรบุรุษเบื้องบนแล้ว เพราะได้อานิสงส์ผลบุญจากการบำเพ็ญตะปะของเพื่อน จึงได้ไปจุติ พวกเราทราบในความประสงค์อันแน่วแน่ของเพื่อน เมื่อใดเพื่อนรำลึกถึงพวกเรา ๆ จะมาช่วยเหลือเพื่อน จำไว้”

 

 

 

 

         

 

 

  • วันที่ 60 เดือน สูญศารท ศักราชสุเลศวรที่ 539

สงครามใหญ่ ระหว่างชาวยักษ์สองพวก ชื่อ ธรรมะ-อธรรมาสูร สงคราม กาย กับ กุน กษัตริย์แฝดชนะสงคราม แห่งมหาทุ่ง ไพทนบ ตะวันตกมหาขุนเขา กลิคิริมันจาโร กับเมือง ศึบสิปปมหานคร ผลาญอธรรมาสูร ราบลงเพียงหน้ากลองเพล สามารถปฏิวัติระบบวัฒนธรรมยักษ์ทั้งปวง นี่คือวีรบุรุษสงคราม:จักรพรรดิในแดนยักษ์ทั้งปวง

 

ลูกเอ๋ย ! พ่อคอยมาจนถึงวันนี้ จึงเต็มใจเอ่ยว่า ลูกของพ่อ !

ศรีสุดาจันทร์คงจะมาถามเรา ว่าจะตั้งชื่อให้ลูกอย่างไร

ที่รัก เธอเลี้ยงลูกได้ดีมาก จงตั้งชื่อพวกเขาว่า

จักรพรรดิราชเจ้าโคธาบดินทร์ และ จักรพรรดิราชเจ้าโคธาธนินทร์

เพื่อให้เป็นเกียรติยศแด่วงศ์สกุลวีรบุรุษมนุษย์- ยักษ์ แห่งทุ่งเชษฐคุรุศาสตร์

และผู้ให้กำเนิดเลือดต่างสีของ เจ้าหญิงศรีสุดาจันทร์ - เจ้าชายปักษาสวรรค์ ฯ

 

 

 

  • ดีเล่ม 15

 

                 

  

 

 

 

 

         

 

 

                                         มานุสสาสุรสงครามจบบริบูรณ์

 

 

 

 




นิทานธรรมะแสนสนุก

เจ้าชายหงส์ขาว
พระเหลียวหลัง
ยมราชถามอะไรคือการศึกษา article
ซิ่งเนรคุณ article
มงกุฎมาลีรัตนะแห่งองค์พระอรหันต์เจ้า
พญาโคร่งดำโพธิสัตว์
ดอกไม้ป่าสีน้ำเงิน



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เวบไซท์นี้ http://www.newworldbelieve.net มีข้อมูลพื้นฐานจากหนังสือพิมพ์ดี:วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก ออกโดยมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร) มี พระพยับ ปญฺญาธโร เป็นบรรณาธิการ และเป็น webmasterสำนักงานตั้งอยู่ที่ วัดมหาพุทธาราม อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000 ขณะนี้หนังสือพิมพ์ดีมีอายุทำการมา 11 ปีแล้ว มีเรื่องสำคัญคือการวิเคราะห์สังคมทั้งระบบด้วยแนวภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์แห่งตาธรรมะในพระพุทธศาสนาเพื่อนำสังคมไปสู่ความดีงามและรอดปลอดภัยจากสถานการณ์เลวร้ายยุคนี้