dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พ.ศ.2540 - 2559
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 1
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 2
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletThe Truth Of Red Thailand 12-14 April 2009
bulletFrom red shirt survivor person
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
โหราศาสตร์ [updateใหม่สุด]
dot
bullet สารบาญโหราศาสตร์ คำพยากรณ์ นักการเมือง และคนสำคัญของแผ่นดิน
bulletดวงชะตาประเทศไทย พยากรณ์ว่าประชาชนจะอดอยากยากจนและเผชิญภับพิบัติ 4 ประการ
bulletให้คำพยากรณ์นักธุรกิจชาวอังกฤษ
bulletอยากรู้เรื่องโหราศาสตร์ คลิก!
dot
Buddhism How? บันทึกของนักปฏิบัติธรรมผู้ถวายชีวิตพิศูจน์สัจธรรมพุทธให้รู้แจ้งเห็นจริงถึงระดับมรรคผลนิพพานแท้
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว วิเคราะห์ทุกปัญหาในโลกมนุษย์ด้วยสติปัญญาและเหตุผลวิทยาศาสตร์
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletประวัติการต่อสู้เพื่อการดับทุกข์ ของพัชรา กอปรทศธรรม
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์ แนวปฏิรูปคณะสงฆ์อยู่ในบทวิเคราะห์นี้แล้ว
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา แนวคิดศาสนาสำหรับคนยุคใหม่
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ของฟรีให้เปล่ามา20ปีแล้วทั้งเอกสารและอินเทอเนท
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 51
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 52
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 53
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 54
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 55
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา เราทำเพื่อปัญญาชนโดยแท้
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่1-3


ศึกษาโลกลี้ลับภาค 4 article

 

 

ศึกษา

โลกลี้ลับ

ภาค 4

 

 

 

 

10.  ปักกลดกลางทุ่งนาอาบน้ำ

มวก

11. ศรัทธาคนหนุ่มหาบน้ำมาให้สรง

 

 

 

โลกลี้ลับ (4)

ภาค 4

ติดตามพระวิปัสสนาจารย์ พระธุดงค์ และพระกัมมัฏฐานยุคใหม่

 

 

 

 

ภาค  4   การเดินทางและธุดงค์ขากลับ

 

ภายหลังการฝึกอบรม พระพยับ ปญฺญาธโร  ได้สมาทานธุดงค์ และเดินทางกลับด้วยเท้า เป็นระยะทางประมาณ 120 กม.  จากจุดเริ่มต้นคือ ศูนย์การคณะสงฆ์ภาค 10  กม. 42 อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ถึงวัดมหาพุทธาราม อ. เมือง จ.ศรีสะเกษ

 

 

อุปกรณ์มีดังนี้ 

 

1.    ย่ามถือปกติ   1  ใบ

2.    ย่ามใหญ่พิเศษกันฝน 1 ใบ

3.    บาตรมีสลุปและสายสะพาย 1  ใบ

4.    กลดหุบสวมอยู่ในถุงมีสายสะพาย 1 หลัง

 

ทั้งหมด น.น.ประมาณ  5- 7 ก.ก.

 

ตามบันทึกระหว่างการเดินทาง ต่อไปนี้

 

 

                                                เฉลิมครองราชย์ 60 ปีที่ยิ่งใหญ่ของภาค 10

 

22 พ.ค. 2549

 

13.00 น.

 

ชุมนุมที่ยิ่งใหญ่ของพระสงฆ์ภาค 10 อำนวยการโดยพระธรรมปริยัติโสภณ จภ.10  มีพระวิปัสสนาจารย์ที่พึ่งสำเร็จหลักสูตรวิปัสสนาจารย์รุ่นที่ 1/2549  เป็นแกนกลาง  พระสงฆ์เถระ มหาเถระ มาแน่นที่ประชุมกว่า 10,000 รูป ภายในเต็มสะพรึบด้วยหมู่สงฆ์ ส่วนประชาชนอยู่รอบนอก  ส่วนใหญ่มาจากจังหวัดคณะสงฆ์ภาค 10 ทั้ง 6 จังหวัดคือ  อุบลราชธานี    ศรีสะเกษ     นครพนม     มุกดาหาร     อำนาจเจริญ    และยะโสธร นำโดย

พระสังฆาธิการระดับ จอ.,จต.,จร.,จ.จ.,จ.ภ.  มีพระพรหมวชิรญาณเป็นผู้แทนมหาเถรสมาคม เป็นประธานประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์เฉลิมพระชนม์พรรษาครองราชครบ 60 ปี

 

ด้านนอกแน่นขนัดไปด้วยประชาชน ไปจนถึงราวป่า  รถยนต์ และยานพาหนะอย่างอื่น ๆ แน่นขนัดอยู่รอบนอก  ประมาณ ไม่น้อยกว่า 30,000 คน/รูป  นับเป็นภาพประวัติการณ์ของคณะสงฆ์ภาค 10

 

17.00 น.

 

 เสร็จพิธี

 

พระวิปัสสนาจารย์รุ่น 1 แยกย้ายกันกลับไปถิ่นลำเนา ด้วยยานพาหนะต่าง ๆ

รถยนต์ พาหนะเกลื่อนไปหมด

 

ทุกรูปทุกคนรีบร้อนไปกันหมด  แต่ก็ช้าเพราะรถแน่นขนัด

 

เรารอเวลาของเรา

 

 

1830 น.   

 

ออกเดินทาง  เป็นเวลาโพล้เพล้

 

20.00 น.

 

ถึงวัดบ้านสร้างมิ่ง   ปักกลดพักแรมหน้าอุโบสถ

 

-  เจ้าอาวาสสูงอายุแล้ว ท่าทางไม่ค่อยสบาย เหมือนป่วยอมโรค   บอกว่าไปร่วมพิธีมาเหมือนกัน

-  บอกลาไว้ก่อนว่ารุ่งเช้าผมจะไป

 

 

 

23 พ.ค. 2549

 

02.00 น. 

 

ฝนรินลงมาประปราย  เตือนเราลุกขึ้น  เก็บข้าวของแล้วออกเดินทาง

 

0600 น. 

 

ถึงวัดม่วงสามสิบ ในอำเภอม่วงสามสิบ  แวะเข้าไป  คิดว่าจะหาลู่ทางบิณฑบาตที่นี่  ยังไม่เห็นใคร  ได้ยินเสียงเทปธรรมะ คล้ายเสียงพระอาจารย์ พระราชธีราจารย์  เบา ๆ นิ่ม ๆ  เย็น ๆ 

 

ขณะที่ไปถึงได้ยินตอนหนึ่งว่า    อย่าทำตัวเป็นหมาขี้เรื้อน  ไปที่ไหนเขาก็ไล่หนีด้วยความรังเกียจ  ควรดูที่ตัวเราเองว่าเป็นอย่างไร  อย่าไปว่าคนอื่นเขา  แล้วปรับปรุงตัวเราเองให้ดีขึ้น   ก็จะอยู่ได้

 

 จัดผ้าครอง  แล้วลดไหล่เข้าไปในศาลาการเปรียญ

 

กราบ 1-2-3-4-5-6  ตามแบบพระกรรมฐาน 3 ครั้ง

 

นั่ง 1-2-3-4-5-6  ตามแบบอีกเหมือนกัน

 

คิดว่าการเดินทางคราวนี้ ถ้าผ่านวัดจะพยายามแวะเข้าวัดทุกแห่งไป

 

-          รออยู่  มีแต่แมวมา 2 ตัว

-          ก็เลยออกไป

-          เก็บสัมภาระ  เดินออกจากวัดไป  พอคล้อยหลัง เห็นเจ้าอาวาสเดินออกมาจากกุฏิ มองตามมา  ชั่วครู่ได้ยินเสียงระฆัง

 

ความจริง  เรากังวลเรื่องบิณฑบาต

 

ทันใดนั้น  พ้นเขตวัดออกมาถึงถนนใหญ่แล้ว  ก็เห็นดวงตะวันขึ้นทางตะวันออก  ทิศทางต่าง ๆ กลับคืนมาสู่สภาพปกติที่เราเห็น

 

เพราะตั้งแต่ก้าวแรกเข้าไปในศูนย์การคณะสงฆ์เมื่อเวลาเช้าตรู่ของวันที่ 2 พ.ค. 2549  เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตก  และตลอดเวลาที่อยู่ในศูนย์ เป็นเวลา 23 วันนั้น  ทิศกลับกันหมด  เริ่มแต่ดวงตะวันขึ้นทางตะวันตก และตกทางตะวันออก  โดยที่เราเองพยายามที่จะสลัดความผิดปกติทางการรับรู้ด้วยฉฬายตนะนี้ไปเสียทุกวัน  แต่ไม่สำเร็จ  ดวงตะวันที่นี่ขึ้นทางตะวันตกและตกทางตะวันออกตลอดเวลาที่อยู่ในศูนย์คณะสงฆ์ภาค 10  ราวกับสถานที่แห่งนี้เป็นแดนสนธยา  และมีความศักดิ์สิทธิ์ ที่ให้ความหมายว่าเป็นโลกอีกโลกหนึ่งโดยเฉพาะสำหรับเราตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่

 

และบัดนี้ ทิศได้กลับคืนมาอย่างเดิมอีกแล้ว ดวงตะวันที่เรื่อ ๆ ขอบฟ้านั้น ขึ้นทางตะวันออกอย่างแท้จริงแล้ว

 

เดินไปเดินไป  เป็นเส้นตรง เท้าเปล่า

เป็นการทบทวนการเดินจงกรมโดยแท้จริงทีเดียว

 

นึกแล้ว  เรานี่ไปไกลกว่าคนอื่น ๆ  อย่างลิบลับจริง ๆ  โอกาสนี้แหละที่จะได้ทบทวนและหาความพิสดาร คม อันเปรื่องปราชญ์ของ จงกรม

 

เราเดินไปเรื่อย ๆ ตามแบบ  ขวา............   ย่าง...............หนอ,     ซ้าย..........  ย่าง............หนอ

 

แม้กระทั่งตัวเองก็รู้ว่าเดินได้สงบเสงี่ยม มีโสรัจจะดีมาก  ได้สมดุลดีมาก

 

และมีความสง่า สวยงามไปตลอดทาง

 


ผจญสุนัขเจ้าถิ่น

 

ระหว่างทางนี้  พอเข้าเขตบ้านเรือน ตลาด ก็เจอหมา  เช่นเคย

 

เจ้าตัวดำล่ำ  เอาเท้าตะกุยอยู่ข้างหน้า แล้วยกขาฉี่ราดถนน   เราหลีกออกไปนอกเขตที่มันทำเครื่องหมายเอาไว้

กระนั้นมันกับพวกก็เข้ามารุม  แบบล่าเนื้อ

ตัวหนึ่งวิ่งทะลวงไปข้างหน้าเรา แล้วเห่าโขมง  ทำท่าจะเข้าขย้ำ   2 ตัวอยู่ข้างหลัง คอยจังหวะ

 

ถ้าเราตกใจกลัวเจ้าตัวข้างหน้า  เจ้าตัวที่อยู่ข้างหลัง 2 ตัวจะโดดเข้างับทันที

นี่คือแผนการล่าของหมาหมู่

 

แต่เราไม่ตกใจ

เราคงก้าว   จงกรมระยะที่ 1   ขวา.....ย่าง........หนอ     ซ้าย......ย่าง..........หนอ ตามแบบครูต่อไปโดยตั้งสติมากขึ้นทันที

 

มันคงไม่เคยเห็น

หมาดำเขี้ยวโง้ง จ่าฝูง ก็เลยหยุดเห่า และหยุดดูเฉย ๆ

 

เออ   เป็นไปได้   เราอุทานอยู่ในใจ  บางทีหมามันอาจจะเลื่อมใสก็ได้

 

เคยเจอมาก็ครั้งเดินทางกลับบ้านศรีสะเกษ คราวแรกนั่นแหละ   เพิ่งบวชและเตรียมจะเข้าป่าอยู่แล้วแต่โทรเลขไปถึงกาญจนบุรีว่า  แม่ป่วยหนักกลับด่วน   จึงกลับ 

 

พบฝูงหมาที่สี่แยกวัดส้มป่อยน้อย เวลาประมาณตี4นาฬิกา

มันมากันทั้งหมู่บ้านเห็นจะได้

พวกมันล้อมหน้าล้อมหลังแล้วใช้ศิลปะการล่าแบบนี้แหละ

 

คือ มีตัวหลอกล่อให้เราตกใจ  วิ่งแซงขึ้นไปข้างหน้า  ทำท่าทางสกัดกั้นบ้าง   วิ่งกรรโชกไปข้างซ้ายบ้าง ข้างขวาบ้าง  สวนไปสวนมาบ้าง  เพื่อให้เราตกใจ

 

ถ้าเราตกใจ เจ้าตัวที่คอยทีอยู่ก็จะเข้างับทันที และหากมันฝังเขี้ยวแรกลงได้  ตัวอื่น ๆ ก็จะเข้างับตามทันที

 

และเราคงได้หลายแผล  หรืออาจเป็นอันตรายอย่างใหญ่ก็ได้เหมือนกัน

 

แต่เรารู้แกวมันดี

จึงต้องทำใจดีสู้หมา

 

คราวนั้น เรายืนนิ่ง-นาน จนพวกมันหยุดเคลื่อนไหว

 

แล้วเดินถัดเท้าไป  คือเดินสั้น ๆ  เอาเท้าขวาไปวางหน้าเท้าซ้ายให้ส้นเท้าขวาต่อปลายนิ้วเท้าซ้าย  ทำสลับไปเช่นนี้ทีละเท้า ๆ   ทหารเรียกว่าเดินถัดเท้า

เป็นท่าแสดงความเคารพแบบหนึ่ง

 

เดินแบบนี้ ทำให้พวกมันไม่รู้ตัวว่าเราค่อยเคลื่อนไปช้า ๆ

มันก็เลยคอยดูเฉย ๆ

และเรานึกในใจว่า  อย่าเข้ามานะเมตตา   ก็รอดไปได้

 

คราวนี้ เราได้ยุทธวิธีชั้นสูงมาถึง 6 ยุทธวิธี แห่งยุทธศาสตร์การเดินจงกรม

แม้เพียงยุทธวิธีแรก  ก็เอาตัวรอดจากพวกหมาได้ง่าย ๆ

 

เรากำลังคิดว่า ถึงจะไม่มีภัตตาหารก็จะเดินไป  ก็พอดีมาถึงวัดเทพนาราม  ก็แวะเข้าไป  ว่าจะไหว้พระในโบสถ์  พอไหว้ 1-2-3-4-5-6  ก็พบโยมเดินมา 

โยมผู้หญิงนั่งลงยกมือไหว้  ถามว่าฉันแล้วยังเจ้าคะ   ตอบว่า  ยัง  โยมก็อุทานคำหนึ่งแล้วว่าลองนิมนต์ไปทางโรงฉันนะคะ

 

ทีแรก เราเพียงจะแวะเข้าไปกราบพระเท่านั้น 

ตั้งใจไว้   จะกราบ 1-2-3-4-5-6  ไปจนชำนาญเป็นธรรมชาติ  นึกขึ้นว่าไหน ๆ โยมก็นิมนต์ไปทางโรงฉัน  ก็คงได้ภัตตาหารบ้าง

 

มีโยมผู้ชาย มารับ พาเข้าไปในกุฏิ  พบเจ้าอาวาส  เป็นเจ้าคณะอำเภอม่วงสามสิบด้วย   ท่านนอนอยู่บนเตียง กำลังลุกขึ้นนั่งอย่างลำบาก  ท่าทางป่วย ท่านว่าไปศูนย์มาแล้วเกิดอุบัติเหตุรถยนต์  ที่สีข้างมีผ้าก๊อตช์ปิดแผลอยู่

 

เรากราบท่าน รายงานตัวว่าไปอบรมวิปัสสนาจารย์รุ่น 1 มา มีเจตนาเดินทางกลับศรีสะเกษ ด้วยเท้า

ท่านถามว่าอยู่วัดอะไร   ตอบว่า  วัดมหาพุทธาราม   ท่านว่า  เคยไปคราวตรวจข้อสอบนานมาแล้ว

 

ท่านว่าท่านป่วย  วานนี้ก็ไปที่ศูนย์ภาคเหมือนกัน เกิดอุบัติเหตุรถยนต์ ท่านบาดเจ็บเล็กน้อย

ถามว่าฉันมาแล้วยัง

ตอบว่ายังครับ  ในใจนึกว่าจะขอรับข้าวปั้นสักปั้นหนึ่งก็จะไป  แต่ท่านไม่พูดต่อ  กลับเรียกโยมให้หาน้ำดื่มมาถวาย   เราดื่มน้ำแล้วบอกลา   ท่านบอกว่าเช้านี้ผมไม่ได้ออกบิณฑบาต  ให้โยมไปถามหลวงตาอีกรูปหนึ่งว่าพอมีข้าวบ้างหรือไม่

 

เราเห็นว่าจะวุ่นวายก็ขอลาไป  ว่า   อย่าลำบากเลยครับ  ผมไม่เป็นไร

 

 

 

คุณพ่อผู้ใหญ่บ้านและเลขเด็ด

 

พออกมาหน้ากุฏิ  มีโยมผู้ชายขี่จักรยานมาถึง จอดจักรยานแล้วว่า  ผมตามท่านมา เห็นตั้งแต่เดินไปตามถนน พอดีวันเกิดพอดีก็อยากจะทำบุญ  ก็ขอทำบุญใส่บาตรท่าน  ก็เปิดฝาบาตรให้ใส่ข้าวกับข้าว  และน้ำดื่ม  ให้พรเขาแล้วก็บอกลาไป

 

นึกในใจว่า มีบารมีอยู่  วันนี้รอดไปได้แล้ว

 

ไปไม่ไกล  โยมคนเดิม ซึ่งชื่อเขาที่ซองบอกว่า  คุณพ่อผู้ใหญ่บ้าน พ.ท.เหรียญชัย จันทร์ดี  บ.เทพา ต.ม่วงสามสิบ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี  34140   วันเกิด อังคารที่ 23 พ.ค. 2549   ตามมาบอกว่า มีโยมรอใส่บาตรอยู่ข้างหน้า  และถวายซองปัจจัย  บอกว่าชื่อของเขาอยู่ที่หน้าซอง

ถามว่าท่านอยู่วัดอะไร  ตอบว่า  วัดพระโต ศรีสะเกษ  เขาว่ารู้จัก เคยขับรถไปส่งข้าวของที่นั่น  ถามว่า ท่านจะเดินไปจนถึงศรีสะเกษหรือ  ตอบว่า ได้ตั้งใจไว้เช่นนั้น

 

ไปอีกสักครู่ใหญ่ ๆ  โยมข้ามถนนมาถวายน้ำดื่มขวดใหญ่

เราได้อาหารจนหนัก

 

ไม่นานนัก  โยมเอารถเก๋งออกมาจากบ้าน ข้ามเลนไปจอดเปิดประตูรอ

 

พอไปถึง เขานั่งลงพนมมือว่า  ผมว่าจะไปวารินทร์ นิมนต์ท่านขึ้นรถผมเลยครับ

 

บอกเขาว่า ขอให้โยมเจริญศรัทธายิ่ง ๆ เถิด ส่วนอาตมภาพนี้ได้สมาทานธุดงค์ไว้  จะต้องรักษาสัจจะวาจา  จะค่อยเดินไปอย่างนี้จนถึงศรีสะเกษ   เขาเข้าใจ  ท่าทางผิดคาดเหมายไว้  ก็ยกมือไหว้แล้วขอลาไป

 

เราเดินต่อไป  ทางเลนขวามือ

 

มาพบหญิงชรากับลูกสาวพนมมือรอ   พอถึงก็เอ่ยถามว่า  เลขเด็ด ๆ น่ะคะท่าน? 

เราไม่รู้จะบอกอย่างไร เฉ ทำเป็นไม่ได้ยิน  ว่าเดินไปจ๊ะ  ก้าวสองก้าวไปอย่างนี้แหละ

 

 

10.00 น.

 

มาพ้นเขตบ้านคน   เป็นเวลาสายจัดแล้ว  ราว 10.00 น.เป็นดงใหญ่ อยู่ข้างทางขวามือ  เจอหนามแท่ง  ป่าหนาม    ก็เข้าไป

วางบาตร  สัมภาระ  ขึงเส้นเชือกในล่อนสีน้ำตาล  ตากผ้า ตากทุกอย่าง  กางกลดตากแดดด้วย  ทำเป็นวัง  เขตธุดงค์กรรมฐานพิเศษ

 

เพราะผ้าทุกชิ้นชุ่มอยู่ตลอด โอกาสนี้จะได้ตากแห้งสนิทเสียที  จะได้ลดน้ำหนักไปอีกสักหน่อย

 

แล้วฉันในบาตร  มีข้าวเหนียวและเนื้อตากแห้งทอด  พริกแจ่ว

ได้น้ำ 3 ขวด

 

อยู่ที่นี่ร่วม 3 ชั่วโมง เห็นโยมตามมาดู  พอเห็นผ้าเหลืองก็กลับไป  เขาคงคิดว่าเราอาจจะขึ้นรถบัสไปแล้วก็ได้ เขาคงอยากจะดูว่าจะเดินไปจริง ๆ หรือเปล่า

 

เราออกเดินต่อ

เหลืออีก 21 กิโลเมตร จะถึงอุบลราชธานี

 

เราคงต้องค้างคืนกลางทางก่อน แล้วออกเดินสักตี 2-3 ให้ถึงฮ่วยเซย ตอนเช้า ๆ จะได้ออกบิณฑบาต และไปส่งข้อมูลขึ้นเวบไซท์ในเมืองอุบล

 

แผนการของเราคือ  ไม่รีบร้อน  ค่ำไหน  ปักกลดที่นั่น  ระวังสังขารไว้ก่อน

เพราะว่าสังขารเป็นอนิจจัง

ไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว

 

 

 

 

ผจญหมาฝรั่งและฝูงควาย

 

15.00 น.

 

มาถึงสี่แยกมีป้ายบอก

-          อุบลราชธานี  21 กม.

-          วารินชำราบ   26 กม.

 

เจอหมาอีกแล้ว!

คราวนี้หมาฝรั่ง  ตัวดำใหญ่   เห่าโฮ้ง ๆ อยู่ในบ้าน  มีหมาไทยอยู่ด้วยเป็นฝูง  พอเรามาถึงก็กรูเกรียวกันออกมา 

เราขยับเท้าเดินไปปกติ  ซ้าย.....ย่าง......หนอ    ขวา.......ย่าง.......หนอ    มั่นใจ

 

มันตามมาข้างหลัง

 

มาทัน  หมาฝรั่งมันเพียงดมที่น่องของเรา  สัมผัสจมูกเปียก ๆ ของมัน  1 ครั้ง  แล้วพวกมันก็หยุดลงเพียงนั้น

มันดูเราเดินไปอย่างสง่างาม

 

ไม่ทราบว่าหมาพันธ์อะไร 

ตัวกลมสูงใหญ่  และลำตัวยาว  แต่ไม่ใช่อัลเซเซียนดอก

กระนั้นพันธ์ฝรั่งขนาดนี้ สามารถฆ่าคนได้ทีเดียว

 

แต่เรารู้อยู่แล้วว่ามันไม่กล้ากัด   เราก็เดินไปตามสบาย

 

มีควายอยู่ข้างหน้าเยอะ

พวกนี้ก็อันตราย   ต้องหลีกมัน  ถ้ามันอยู่ข้างซ้ายก็ต้องหลีกไปทางขวา  เวลามันเบิ่งเตรียมชาร์จ ก็ระวังทีเดียว

 

พวกนี้เป็นศัตรูกับผ้าเหลืองของพระ    เคยโดนมาแล้ว

ถึงวิ่งกันทุ่งราบ  จีวรปลิวเลยก็แล้วกัน

 

 

 

ศึกษา

โลกลี้ลับ

ภาค 4

 

 

 

 ปักกลดกลางทุ่งนาอาบน้ำมวก

 

16.00 น.

 

มาถึง กม.19 อุบลราชธานี

พบที่นาผืนงาม มีหมู่ไม้ริมสระ ร่มรื่น

 

ก็ขอเขาปักกลดพักค้างคืน

 

เขายินดีมากบอกพรุ่งนี้จะพาชาวบ้านมาใส่บาตร

 

ได้สรงน้ำในสระ  เป็นน้ำมวกเย็นสบาย

ปักกลดที่เนินกลางทุ่งนา  มีต้นหนามแท่ง กับต้นไม้ยืนต้นอีก 1 ต้นคู่กัน   เหมาะมาก

 

แขวนกลด ปล่อยให้มันตากลม  ดูพลิ้วสวยงามมาก    ตากจีวร  ขึงเชือกเป็นปริมณทล แล้ว  ดูเด่นงามมากกลางทุ่ง

 

 

 

มีชายหนุ่มคนหนึ่งจอดรถจักรยานยนต์คันใหญ่งามมาหา ยกมือไหว้  ถามว่าท่านฉันอะไร  ขนมปังได้ไหม?  ผมถวายก็แล้วกัน  เขาถวายเงิน 50 บาท   ให้พรแล้วเขาก็ไป  ขี่มอเตอร์ไซค์ไป

คงจะผ่านมาเห็นกลดและผ้าเหลืองพลิ้วลมอยู่แล้วเกิดความศรัทธาขึ้น

 

เหลือระยะทางอยู่ 19 กม.สำหรับพรุ่งนี้จึงจะถึงอุบลฯ ที่จะส่งข้อมูลขึ้นอินเทอเนต

 

 

19.40 น.

   

ฝนทำท่าจะตก  ลมแรง  ขณะนี้เวลา 19.40 น.

 

 

20.00 น.เศษ

 

ลมมาอื้ออึง  ฝนตกลงมาเปาะแปะ แต่ไม่แรง  ชาวนาพร้อมไฟฉายติดหมวกกะโล่ออกมา ว่าฝนจะตกแล้ว นิมนต์ไปพักจำวัดที่บ้าน  หลังหนึ่งว่างอยู่

 

เรารีบบอกว่า   ถึงมีฝนมาก็ไม่เป็นไร  ไม่ต้องเป็นห่วง  ผจญมาแล้วตั้งแต่อยู่ศูนย์ภาค 10 บอกด้วยว่า  เวลาฝนตกนั่งพักหลับเอาก็ได้

 

ที่จริงเราไม่เคยชอบการเข้าบ้านเรือนของฆราวาส  ตั้งแต่บรรพชามา 23 พรรษาเคยเข้านอนที่บ้านคนเพียง 2-3 ครั้งเท่านั้นเอง  การธุดงค์มาเช่นนี้  ย่อมไม่อาจจะเข้าพักในบ้านได้เลย  เราต้องอยู่อย่างพระธุดงค์

 

ฝนตกก็ไม่กลัว   อะไร ๆ ก็ไม่กลัว     แก้ปัญหาได้

แม้ระยะฝึกอบรมอยู่ เราก็อยู่ป่ามาตลอด  อยู่ในอาคารใหญ่เพียง 2 คืนเท่านั้น  ถึงฝนตกอยู่ก็กลับไปนอนป่า

 

เป็นที่ประจักษ์ถึงความชำนาญแล้ว

 

 

 

 

24 พ.ค. 2549

 

05.30 น. 

 

สรงน้ำที่สระของชาวนา  เป็นน้ำมวก   เย็นสบาย

 

-          นาแปลงนี้ขายไปแล้ว  ลูกชาวนาที่หนุ่มอยู่บอกว่าขายใช้หนี้  เป็นหนี้นับแสน ๆ บาท ส่วนหนึ่งนายทุนเอาไปทำโรงงานรีไซเคิลที่เห็นนี่เอง

 

ถามว่า  เป็นหนี้อะไร?

ตอบว่า    เครดิต  ได้เงินมาแล้ว ใช้จ่ายอย่างไรก็ไม่รู้ หมดไปเฉย ๆ  หนี้ก็พอกพูน  หาใช้ไม่ได้ก็ขายนา

 

น่าเศร้าแท้ ๆ !

 

 

ชาวนาทำบัญชีรับ จ่าย ไม่เป็นหรือ?

พอได้เงินก้อนมา ก็หลงลืม ตาพองโต เพราะไม่เคยเห็นเงิน 

แล้วกิเลสก็คุขึ้นมา  ในคราวยากจนกิเลสมันนิ่งอยู่  เสมือนดั่งว่าบรรลุธรรม  แต่แล้ว  พอเงินมากิเลสก็คึกคักก็เล่นการพะนัน หวังรวยใหญ่  ใช้ดื่มใช้กิน  คบเพื่อน  มีหน้ามีตา  พอเงินหมดไปไม่รู้ตัว หนี้ก็พอกพูน  ก็ขายนา  แล้วก็มาอยู่อย่างยากจน  อยู่อย่างพอเพียงเหมือนเดิม  ชาวนาจึงเป็นชาวนาตลอดไปเช่นนี้นานมาแล้ว และจะนานต่อไปข้างหน้า จริงหรือไม่ ????????

 

 

ชาวนาอยู่กับความยากจนมานานและสามารถอยู่เช่นนี้ไปได้เสมอ   เช่นนั้นหรือ ?????????

ชาวนาไม่ชอบความร่ำรวย??????????????

 

เพราะพระในบ้านนอกมักสอนว่า  เงินทองเป็นของนอกกาย ไม่ตายก็หาได้

 

บางสำนัก  ถึงกับสอนให้ชอบความยากจนก็มี  มีนาก็ให้สละเสีย  มีเงินก็ให้ทำบุญมาก ๆ อย่าเอาไว้

 

แท้จริงเป็นเรื่องความโง่ ไม่ทันเขา

 

เพราะพระพุทธเจ้าของเรา ไม่ได้ปฏิเสธโลก  ทรงตรัสว่าโลกมีความสุขจากการมีทรัพย์ เป็นเบื้องต้น  ส่วนอริยทรัพย์นั้นเป็นของประเสริฐ  ต้องหาด้วยความฉลาดมีปัญญา  มีความเพียรมากกว่าไปอีกหลายเท่า

 

ชาวนาเชื่อในคุณวิเศษ แต่เชื่อว่าคุณวิเศษจะช่วยให้ถูกเบอร์ได้ 

แล้วงมงายกับศาสนาผิด ๆ เช่นนี้นานมาแล้ว

 

พระสอนธรรมะผิด ๆ  มานานแล้ว   ว่าด้วยของนอกกาย ไม่ตายก็หาได้  มีเงินมีทองมากก็ทุกข์  ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้

 

นี่เป็นคำสอนที่ผิด ๆ แก่ชาวนา

ขนาดมีเงินมากยังทุกข์แล้วนี่ มีน้อยมาก  เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ มีเงินก็มีความสุข  

 

นี่เป็นคำสอนที่ผิด ๆ แก่ชาวนาและชาวชนบททั่วไป  

ก็ดีสำหรับคนต่างชาติ ที่ไม่ได้ฟังคำสอนเช่นนี้  พวกเขาจึงมองว่า  ยิ่งมีเงินมีทองก็ยิ่งมีความสุข และขยันหาเงิน  ในขณะที่คนไทยไม่ขวนขวาย  ว่าการหาเงินเป็นบาป

พวกเขาฟังคำสอนอีกหมวดหนึ่งว่า   ความสุขเกิดจากการมีทรัพย์  การจ่ายทรัพย์บริโภค  การคบเพื่อน และการจัดสัดส่วนของทรัพย์ให้พอดีกัน

 

มีความขยันและความฉลาดรู้ทันโลก  ชีวิตจึงจะก้าวหน้า  และมั่งคั่ง มั่งมี  และมีความสุข

 

และไม่ควรมองว่า  เงิน+ทรัพย์เป็นของไม่ควรแสวงหา  แต่เราควรแสวงหาทรัพย์ให้ได้มากพอสำหรับเราเอง และลูกหลาน ในวันข้างหน้า

 

แล้วแสวงหาอริยทรัพย์ไปด้วย  

ด้วยการประพฤติสุจริตในการงานอาชีพ

 

การแสวงหาทรัพย์โดยสุจริต  และให้มั่งคั่ง ร่ำรวยด้วยสุจริต  เป็นการประพฤติธรรมะในชีวิตประจำวันอย่างสูงยิ่ง และมีหวังสำเร็จมรรคผลได้ด้วยคุณธรรมแห่งสุจริต ซื่อตรง  เอื้ออาทร ในการแสวงหาทรัพย์

 

เป็นการแสวงหาอริยทรัพย์พร้อมกันไปด้วยทั้งสองชนิด  จึงจะตรงกับคำสอนของพระพุทธศาสนา

 

 

 

 

ตื่นพระธุดงค์

 

07.00 น.

 

โยมทยอยมาทำบุญ  เอาอาหารมามากมาย  เราเอาไปแต่พอฉัน มีเหลือไว้ให้เจ้าของนาไปอีกเป็นถุงใหญ่

จนถึง  07.30 น. อำลาญาติโยมออกเดินทาง  เวลาฉันภัต ณ เวลาประมาณ  10.00 น. เมื่อถึงเวลาก็แวะข้างทางฉันภัตเหมือนเดิม   กว่าจะออกได้ก็  08.00 น.

 

ผ่านมาเขตอ.เมืองอุบล อาคารหนาแน่นขึ้น

 

 

เมื่อเช้าโยมทยอยมาใส่บาตรได้อาหารมากมาย แต่ติดบาตรไปพออิ่ม ที่เหลือให้ชาวนาไป เขาพอใจมาก นิมนต์มาอีก  เดินไประหว่างนี้มีโยมใส่บาตร เต็มบาตรแล้วยังมีถุงหิ้วใหญ่หนัก  กำลังคิดว่าจะทำอย่างไร  ว่าจะแวะให้นักเรียนในโรงเรียน   ก็พอดีมีรถเก๋งมาจอดรออยู่ข้างหน้า ทะเบียนรถ กทม.  เขาลงจากรถมายกมือไหว้ว่า  ผมขอใส่บาตร  เขาก็เอาธนบัตรร้อยบาทใส่ลงในบาตร  เราว่าโยมจะไปทางไหน ขอวานแวะเข้าโรงเรียนหน่อย ช่วยเอาอาหารนี้ให้เด็กด้วย เพราะของหลวงพ่อเกินพอดีแล้ว  หนักยากแก่การเดินทาง   เขายังลังเล คล้ายเกรงว่าภาพจะไม่สวย  ก็บอกว่า โยมจะได้บุญที่ช่วยหลวงพ่อให้เบาภาระและโยมจะได้ทำทานบุญกุศลต่อไปอีกชั้นหนึ่ง  เขาจึงเข้าใจและพอใจ  รับคำอย่างเข้มแข็งว่า  ผมจะทำตามความประสงค์ของหลวงพ่อครับ  แล้วก็จากกันไป

 

 

มาถึงบ้าน ร้านค้าอีกหลังหนึ่ง  โยมนั่งไหว้อยู่แต่ไกล  คงเห็นเราเดินเป็นเส้นตรงมาอย่างช้า ๆ  แต่ปลายถนน ก็คอยอยู่  ครอบครัวนี้มีศรัทธาในพระธุดงค์พระกัมมัฏฐานมาก  ลูกสาวร้องบอกก่อนว่า  แม่  พระธุดงค์   แล้วทั้งพ่อ  แม่  ลูก  เอาของมาใส่บาตรจนล้น  

 

 

มาถึงแผงตลาดต้นยางใหญ่  ตอนเช้ายังมีบางแผงเปิดขายของแล้ว   โยมก็เข้ามาใส่บาตรกัน

 

โยมผู้ชาย ท่าทางมีความรู้ดี

-          ถามว่า พระอาจารย์เป็นสายไหน  สายหลวงปู่มั่นใช่ไหมขอรับ?  เขาคงมองเราคล้าย ๆ อย่างนั้น  แต่เราอึกอัก เพราะไม่เคยคิดว่าตนเองอยู่สายไหน ๆ 

-          พอดีนึกออก ก็บอกว่า  สายวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์จ๊ะโยม  อธิบายไปหน่อยว่า  ที่คนทั่วไปรู้จักว่า  ยุบหนอ-พองหนอ นั่นแหละ  มีระเบียบของสติปัฏฐานทางการฝึกเดินจงกรม   

-          ถามว่า  พระอาจารย์มาจากไหน  จะไปไหน?   

-          มาจากศูนย์ภาค 10 บ้านสร้างมิ่ง  จะไปศรีสะเกษ  ไปที่วัดพระโต หรือ วัดมหาพุทธาราม

 

 

เป็นนานกว่าจะผ่านตลาดนี้ไปได้  ข้าวของพะรุงพะรัง  หนักก็หนัก  คิดว่าจะทำอย่างไร  ก็พอดีเห็นป้าย สถานพินิจและคุ้มครองเด็ก   ก็แวะเข้าไป  ตำรวจลุกขึ้นยืนต้อนรับ  ก็ถามว่า  ที่นี่คืออะไร?   ตำรวจตอบว่า  สถานพินิจ และคุ้มครองเด็ก   ก็บอกว่า  หลวงพ่อขอให้โยมช่วยทำบุญ เข้าปลาอาหารพวกนี้มากเกินสำหรับหลวงพ่อรูปเดียว ขอให้โยมนำเอาส่วนนี้ไปให้เด็ก ๆ ในสถานพินิจนี้ให้ด้วย   โยมเขาพอใจมาก  รับคำว่า ได้เลยครับหลวงพ่อ  ผมจะทำตามความประสงค์ของหลวงพ่อครับ

 

 

จากนั้นก็ข้ามทุ่งใหญ่  มาถึงที่ลุ่มเย็นเป็นป่าทางตะวันตก  ขวามือ  แวะเข้าไปว่าจะพักฉันข้าว  พบป้ายว่า  สำนักสงฆ์พุทธภูมิโนนธาตุ  เราคิดว่า  ที่พักสงฆ์หรือ  ก็ดีแล้ว  ก็เข้าไป  เลียบไปชายป่า  เห็นพระรูปหนึ่งบัง ๆ ต้นไม้อยู่  คงมองเห็นเราเดินมาแต่ต้นทาง ที่พ้นตลาดมาแล้ว

 

แต่เราไม่เข้าไปในที่พักสงฆ์ เลียบไปอีกข้างหนึ่ง   ดูเหมาะแล้วก็ขึงเชือกเป็นปริมณฑล เปลื้องจีวรออกตาก ทำเป็นฉากกั้น  เตรียมที่ฉัน

 

เราคิดว่า  ท่านที่แอบมองอยู่คงไม่คิดอะไรมากมาย

เพราะเราจำเป็นต้องพักจึงแวะเข้ามาพัก  ไม่ได้แสดงการลบหลู่ ท้าทาย หรืออยากลองของอะไรเลย!!!

 

เราทำธุรกิจแล้ว ก็เตรียมฉัน

วันนี้คงเร็ว  ฉันเสร็จก็คงไปได้ทันที ดูนาฬิกา  10.40 นาที  ทางนู้น รุ่นที่ 2 ก็คงเตรียมฉันพอดีกันละ

 

 

12.00 น.

 

ฉันเสร็จ  ถือขวดน้ำเปล่าเข้าไปในสำนักสงฆ์พุทธภูมิโนนธาตุ  ไม่พบพระ  เห็นศาลาว่างเปล่า  ก็ไขเอาน้ำที่ก๊อกมา 1 ขวด

 

บัดนี้ เตรียมเดินทางต่อไป

 

กม.11  อุบลราชธานี  มีร้านอินเทอเนต ชม. 15 ไม่แน่ใจ   ไม่ได้เข้าไปถามดู  คราวหลังดีกว่า

ลังเลใจ

ระหว่างพระธุดงค์ – วิปัสสนาจารย์ กับการจัดการทางโลกอย่างนั้นจะไปด้วยกันได้อย่างไรจึงจะดูงาม?

 

พักที่ศาลาข้างทาง  เพราะแดดร้อนจัดมาก

 

 

 

รำลึกอนาคาริกะ

 

13.45 น.

 

เดินฝ่าแดดเปรี้ยงมาถึงกม.10แล้ว

 

เห็นโยมผู้หนึ่งอยู่ข้างหน้าราว 100 เมตร  เขารออยู่ ท่าทีคล้ายจะทำธุระอะไรของตัว  พอไปถึงเขามองดูด้วยสายตาอ่อนโยน 

 

-          ถามว่า  อาจารย์จะไปสถานีไหนผมจะไปส่ง 

-          เราหยุดยืนอนุโมทนาว่า  ขอให้โยมเจริญศรัทธายิ่ง ๆ ขึ้นไปเถิด อาตมภาพสมาทานธุดงค์  จะเดินไปอย่างเดียวโดยตลอดทางจนกว่าจะบรรลุปลายทาง  

-          เขายกมือไหว้  และหลีกทางให้ไป

 

มาพักที่ศาลา ทางแยกไปบ้านหนองมะนาว  มีป้ายสถานีวิทยุ ทอ.  แดดยังร้อน  เราจะต่ออีกสักยก

เรามีความรู้สึกขึ้นมาว่า  อนาคาริกะ   นึกถึงบทสวดเช้าว่า

 

-          สัทธา อะคารัสสะมา อะนะคาริยัง ปัพพะชิตา          มีศรัทธาออกจากเรือน บวชหาเรือนมิได้ 

-     ตัสสะมิง ภะคะวะติ พรัหมะจะริยัง จะรามะ                    ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า            พระองค์นั้น 

-          ภิกขูนัง สิกขาสาชีวะสมาปันนา                                 ถึงพร้อมแล้วด้วยสิกขาสาชีพของภิกษุทั้งหลาย

 

-          ตังโน พรัหมะจะริยัง อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ                          ขอพรหมจรรย์ของเราทั้งหลายนั้นจงเป็นไป เพื่ออันทำที่สุดแห่งกองทุกข์นี้ให้สิ้นเชิง เทอญฯ 

 

 


 

 

14.45 น. 

 

กม.8 อุบลราชธานี

 

เรามาถึงอย่างไม่รู้ตัว  ใกล้ทางอากาศอยู่ประมาณ 65 องศา  อีกหน่อยคงเข้าไปใต้เครื่องบิน 90 องศา  เมื่อเช้าเห็นลิบ ๆ  ประมาณ 35 องศาเห็นจะได้  เรามาใกล้อุบลแล้วทีเดียว

 

มาถึงห้วยคุ้ม  ข้ามทางโค้ง มาเลนซ้ายของถนนใหญ่  แล้วพบโยมจอดรถ ถามว่าให้ผมไปส่งไหม?  บอกว่า เจริญศรัทธาโยม  อาตมภาพอธิษฐานเอาธุดงค์กัมมัฏฐานไว้แล้ว  เขาน้อมศีรษะลงเคารพแล้วจากไป

 

เหมือนดงมะนาวที่ผ่านมากลางแดดเปรี้ยง ๆ  ชายหนุ่มท่าทางแข็งแกร่งเอาจริงมาก  รอ ๆ อยู่  มาถึงก็ถามว่า หลวงพ่อเดินมาหรือ?  ตอบ  ใช่   แล้วจะเดินไปหรือ?   ตอบว่า  ใช่     เขาบอกว่า เขาอยู่ดงมะนาวนี่เอง  ขอให้หลวงพ่อจงเจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป    เขาขอจับมือด้วยความเลื่อมใส  แล้วถีบจักรยานไป

 

 

 

พระภูมิเจ้าที่ที่ห้วยคุ้ม

 

15.00 น.

 

ห้วยคุ้ม   อ.เมือง  อุบลราชธานี

 

เราขึงเชือกเป็นปริมณฑล  ตากจีวรที่ชุ่มเหงื่อ  ว่าจะลงไปในห้วย  หาแหล่งน้ำอาบ กิน 

ขณะนี้ 15.00 นาฬิกาตรง

 

 

16.00 น.

 

เราเห็นจะค้างคืนที่ห้วยนี้    กม.8 อุบลราชธานีนี้    แท้จริงเราเดินอีกสักยกใหญ่ ๆ ก็คงถึงฮ่วยเซย  แต่ที่นี่สบายมาก  มีน้ำจืดสนิทที่ก้นห้วยทางนู้น  ดื่ม  มิผิดน้ำในท้องนาที่จืดสนิท  มีทราย  น่านอน  มีตมน่าเกลือก น่าพอกตัว  เช่นที่เห็นจักรพรรดิอโศกมหาราช  ลงอาบสรงในสระน้ำตมพอกตัวตนพักผ่อนสบาย

 

ลองนอนบนทรายในลำห้วยดูสักคืนไหมล่ะ??  แล้วรุ่งเช้า ราวตี 4 ออกเดินก็คงถึงแต่เช้า

 

 

20.00 น.

 

ค่อนไปทางดึกแล้ว  ประมาณ 20.00 น. ชาวบ้านจากหมู่บ้านห้วยคุ้ม  ที่เห็นอยู่ไกล ๆ ส่องไฟวับ ๆ วอม ๆ ออกมาหา  มีผู้ชาย 2 คน  ผู้หญิง 4 คน  เด็กนักเรียนชายหญิง 2 คน  คนเหล่านี้มีท่าทางกระตือรือร้นที่ได้พบพระธุดงค์ ตั้งใจมาว่าจะต้องได้เลขเด็ดแน่ ๆ      น่าเป็นห่วงมาก!!   พวกเขาอ้างว่า เป็นคนจนก็ไม่มีที่หวังจากใคร  นอกจากพระธุดงค์จะมาโปรด 

 

ทีแรกนึกว่าห่างไกลผู้คนแล้ว คงจะได้อยู่อย่างสงบสันโดษจริง ๆ  วางแผนต่าง ๆ ไว้หลายอย่าง  กระทั่งแผนการเพ่งอากาสกสิณ  ในใจคิดว่า  จะนอนกลางผืนดินราบกว้างขวางแห่งนี้แล้วมองดูท้องฟ้า ดูดาว  ดูเดือน  ดูทางช้างเผือก และดูอากาศ  ไปสักหลาย ๆ ชั่วโมง  ครึ่งคืน หรือ  ฯลฯ    แต่เมื่อเจอผู้คนที่ลุ่มหลงเอามาก ๆ เช่นนี้   ก็พยายามชักเข้าสู่ธรรมะ  ว่าพระท่านมุ่งหมายจะหนีไปไกลจากกิเลส  แต่โยมจะดึงรั้งเอาไว้  ให้มากลั้วกิเลส  พระพุทธเจ้า  พระอรหันต์ทั้งหลายไม่พยากรณ์การพะนันเลย  ตำหนิว่า นั่นเป็นทางแห่งความตกต่ำของชีวิต

 

อาตมภาพได้ไปฝึกศึกษาทางธรรมปฏิบัติชั้นสูง  มีการเดินจงกรมเพื่อสติปัฏฐาน  เดินชั้นต้นอย่างนี้ ๆ 

ลุกขึ้นเดินให้โยมดู  แล้วให้โยมคนหนึ่งลองเดินดู   เขาก็ทำตาม

 

 

แต่พวกเขายังไม่ละความพยายาม

 

พวกเขาพยายามต่อรองจะให้บอกให้ได้  อ้างว่า  ที่นี่เป็นที่เข็ดที่ขวง  เพราะมีคนขับรถมาตกสะพานตายบ่อย ๆ  ครั้งหนึ่งเคยมีรถพระ ชนราวสะพาน  แต่พระไม่เป็นอะไรเลย  รถยับพังไปทั้งคัน  พระบอกให้เก็บป้ายรถเอาไว้  ปรากฏว่าเบอร์ออกมาตรงเลขป้ายนั้น  ถูกกันไปทั้งหมู่บ้าน

 

 

 

ครั้งหลังสุดมีพระธุดงค์รูปหนึ่งมาปักกลดที่ฟากฝั่งนู้น  แล้วถูกรบเร้าให้บอกเลขเด็ด  ก็ให้ชาวบ้านออกมาทำบุญเวลาเช้าเยอะ ๆ เอาปีบมา 1 ใบ  เอากระดาษมาด้วยมาก ๆ   ครั้นเช้าแล้ว ฉันแล้ว ชาวบ้านก็ทวงถามเลขเด็ด  ท่านให้เอาปีบไปตั้งกลางที่โล่งและเผากระดาษในปีบนั้น  บอกว่า  นั่นแหละเลขเด็ด  อยากได้ก็ไปดูเอา  ปรากฏว่างวดนั้นเลขออก  80  ตีความเอาจากปีบแปลว่า 8  เวลาเผาแล้วปีบรั่วเป็นรูกลมแปลว่า 0  เอาไปแทง 80  ก็มีคนถูกเยอะ ชาวบ้านแห่ตามไปถึงบ้านหมูสี ปากช่อง นครราชสีมา  เพื่อขอเลขงวดต่อไป  แต่ไม่ปรากฏว่าท่านให้เลขอะไรและไม่มีใครพูดว่าอะไร  ดูเหมือนท่านบอกว่าท่านไม่บอกเลขแล้ว  บอกไม่ได้  ไม่รู้  พากันมาทำไม  อะไรทำนองนี้

 

 

 

เขาบอกว่า ที่สะพานนี้ มีรถตกลงจากสะพาน เกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ กันไป คนตายบ่อย ๆ เป็นที่เข็ดขวงมาก ขอให้อาจารย์นั่งทางในถามดวงวิญญาณเหล่านี้ดู

 

เราไม่เคยทำจึงถามชาวบ้านว่า  โดยปกติแล้วพระอาจารย์บอกเบอร์ท่านได้เบอร์มาอย่างไร?  เขาตอบว่าได้มาจากความฝันหนึ่ง  ท่านจะฝันแม่นเพราะวิญญาณมาบอกในความฝัน  อีกประการหนึ่งก็โดยเรียกให้วิญญาณภูติภูมิสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาถามดูว่าเบอร์จะออกอะไร

 

เราคิดว่าเราถนัดเรียกวิญญาณมาถามเอาดีกว่า  ก็บอกชาวบ้านว่า  เอาละ คืนนี้ฉันจะเรียกพวกผีภูติที่นี่มาถามเบอร์ดู  แล้วพรุ่งนี้เช้าได้ความว่าอย่างไรจะบอก  ชาวบ้านก็พอใจพากันกราบลากลับไปหมู่บ้าน

 

 

เอาละซี  เรารับปากเขาไว้แล้ว

 

แล้วเราก็ต้องมีภาระ  ทำอย่างไรล่ะ  การเรียกผีมาทำอย่างไร  พลันก็นึกได้  ว่าชุมนุมเทวดาเข้าซิ  ว่าคล่องเป็นปกติอยู่แล้ว  จนเคยปาก  แต่ไม่เคยคิดว่าชุมนุมจริง ๆ เลย  คราวนี้แหละเอาจริง

 

พอดึกสักหน่อย  ก็ราว ๆ หกทุ่มเห็นจะได้  ก็ลงมือสวดชุมนุมเทวดา   ผริตวานะเมตตังสะเมตตา ภะทันตา ฯ เข้าสมาธิ  กะว่าจะสวดเรียกไปเรื่อย ๆ  จนกว่าเทวดาภูตผีจะมาปรากฏตัว  ลองดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่

ลองมองใจตัวเอง  พบว่าสงบมั่นใจ  ถึงผีภูติจะมาก็ไม่เคยเกรงกลัว

 

 

แล้วพอสวดไปถึงจบที่ 5  เท่านั้นเอง  ก็เกิดภาพนิมิตมหัศจรรย์ขึ้นในสมาธิ  เห็นภาพเทวดาตนหนึ่งค่อย ๆ คู้กายขึ้นจากพื้นดินข้างหน้า  ตัวใหญ่โตมโหฬารมาก  แล้วพอตัวตรงก็ค่อย ๆง้างขวานซึ่งมีขนาดใหญ่และคมวาวมาก  ค่อยง้างขึ้นช้า ๆ  เหมือนจะอวดคมขวาน ในกริยาข่มขู่  จนเห็นคมขวานขาวโง้งแปลบตา  พอยืนขึ้นตรงเห็นใบหน้าวูบวาบเปลี่ยนสีไปมา  และทั้งเปลี่ยนรูปกายใบหน้าไป ทีละรูป ๆ ราว 5-6 รูปกาย  ดูแผลบแปลบปลาบ  จนที่สุดนิ่ง  เป็นเทวดาสวมมงกุฏ  ผิวคล้ำดำสนิท  มองตรงไปข้างหน้า  มิได้มองมาหาเรา  ยืนตรง ๆ สูงใหญ่มาก

 

 

เราคิดในใจว่า  นี่คือพระภูมิเจ้าที่แน่ ๆ  แต่ทำไมมาด้วยความโกรธ  เขาต้องโกรธเราแน่ ๆ  ท่าง้างขวานให้ดูและท่าเปลี่ยนร่างไปหลาย ๆ ร่างแสดงว่าอวดฤทธิ์อำนาจและแสดงว่าโกรธ  จะเอาขวานสับเราละกระมัง  พอนึกอย่างนี้เราก็อดหัวเราะไม่ได้  นานมาแล้วที่ไม่ได้ออกแรงเลย ฝีมือระดับนี้น่าจะพอสนุกอยู่บ้าง   แต่คืนนี้ต้องการอย่างเดียวคือเลขเด็ด  อย่างอื่นไม่ต้องการ  พอนึกอย่างนี้ก็ออกเสียงไปค่อย ๆ ว่า  “บอกเบอร์หน่อยน่ะ ๆ ๆ ๆ ๆ  สงสารชาวบ้านที่ยากจน”    แต่ภูมิเจ้าที่ก็นิ่งเฉย    “มาบอกในฝันตอนรุ่งแจ้งก็ได้นะ”    บอกไปอีก

 

 

พระภูมิไม่ได้หันมามองเรา  แล้วไม่นานก็สลายหายไป  และไม่มาปรากฏในความฝันเลย

 

 

ระดับนี้เรียกว่าพระภูมิเจ้าที่ เขาอยู่ในอาการโกรธแน่ ๆ ที่บังอาจเรียกเขา   แบบนี้มันต้องรบกัน  เราคิดอยู่ในใจ   ให้รู้เสียบ้างว่าใครเป็นใคร อย่างเรานี้เคยผ่านสงครามสวรรค์มาแล้ว ระดับนี้ไม่พอฝีมือ  แล้วทั้งคืนก็ไม่มาบอกเบอร์  และพิศูจน์ว่าพวกผีตายโหงคงไปกันหมดแล้ว หรือไม่ก็ไม่กล้ามาเพราะมีพระภูมิเจ้าที่อยู่

 

 

 

ลุงที่พาหมู่ออกมาหาแกเป็นหมอดู ว่าเพิ่งกลับเข้ามา คนบอกว่ามีพระธุดงค์ก็กระวีกระวาดออกมาหา  คราวแรกแกพูดเรื่องหมอดูก่อน  ฟัง ๆ ก็เห็นใจ เพราะวิชาหมอดูอยู่ระดับต่ำมากเกินไป ปัจจุบันมีหมอดูชนิดต่าง ๆ มาตีตลาด แม้กระทั่งหมอดูง่าย ๆ คือไพ่ คนก็นิยมมาก  ปล่อยให้แกเล่าเรื่องหมอดูไปโดยเราไม่ได้แย้มเลยว่าเราคือระดับโหราจารย์ตาทิพย์  ถ้าแกรู้เข้าจะต้องอ้ำอึ้งไปเลย     แกว่าชีวิตอาภัพทำคุณไม่ขึ้น ไม่เคยได้รับผลจากกรรมดี  ชีวิตมีแต่รับใช้พระศาสนา  พระสงฆ์องค์เจ้า  ไปอาสาเลื่อยไม้ทั้งวันทั้งเดือน ก็มี  พระมาก็พาชาวบ้านไปสักการะบำรุงด้วยข้าวปลาอาหารและปัจจัย  แต่ไม่เคยได้รางวัลตอบแทน  เวลาเล่นเบอร์  เขาถูกเบอร์กันทั้งหมู่ บ้าน มีแกคนเดียวที่ไม่ถูกเบอร์กับเขา  บัดนี้ก็ล่วงวัยไปตามลำดับ  ชีวิตก็ไม่มีอะไรดีขึ้น  ด้อยกว่าคนอื่นเขาทุกอย่าง  อยู่กระต๊อบเล็ก ๆ เขาแบ่งให้อยู่ 

 

เลยได้พูดกันเรื่องกรรมเวรอยู่นาน  การสืบทอดของผลกรรมไปสู่ภายภพหน้า  บางคนร่ำรวยในชาตินี้แต่หากสร้างกรรมเลวทรามไว้  ผลกรรมอันเลวก็จักสนองตอบในภพภายหน้า  แต่เราลำบากยากจน  ทำแต่ความดีไว้  ก็เป็นการสะสมกรรมดีไว้  แม้ภพชาตินี้ไม่มีทรัพย์สินเงินทองก็อย่าทำบาป  อย่าลืมว่าผลกรรมมีการสืบทอดต่อเนื่องไปภายภพหน้า  ไม่มีสิ้นสุด  ชาตินี้ถือว่าใช้เวรกรรม  แล้วชาติหน้าก็ได้ดี  ส่วนคนมั่งมีแล้วทำบาปกรรมไว้  ภพชาติที่เนื่องไปก็ต้องเสวยผลกรรมบาป  ความร่ำรวยและยากจน จึงเป็นเพียงเวลาชั่วครั้งชั่วคราว  สำหรับทำกรรม  และสืบทอดไปไม่มีที่สิ้นสุดในภายหน้า   วันนี้พรุ่งนี้ก็มีผลของกรรมสนองอยู่ตลอดไป   เหมือนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนที่จะเสวยชาติเป็นพระพุทธเจ้าบรมศาสดา  ก็ทรงเสวยผลกรรมทุกข์บ้างสุขบ้างสลับเปลี่ยนมาหลายโกฏิชาติ  เพียงแต่มั่นในความดีตลอดไป  นั่นเป็นความสำคัญของชีวิต

 

ดูแกผ่อนคลาย  และได้สติขึ้น

 

แกเล่าว่าที่ตรงนี้เดิมเป็นหนองขนาดใหญ่  นายทุนระดมถมถึง 1000 กว่ารถจึงเต็มดังที่เห็นนี้  หมู่บ้านนี้ชื่อว่าหมู่บ้านห้วยคุ้ม อยู่ลึก ๆ ไปทางทิศเหนือนู้น    ห้วยนี้ไหลลงสู่แม่น้ำมูลทางตะวันตก  ขณะนี้น้ำแห้ง  ขังเป็นหย่อม ๆ  ที่ดินแถว ๆ นี้เป็นของนายทุนจนหมดแล้ว 

 

 

 

25  พ.ค. 2549

 

0720 น.

 

พอดีโยมบ้านห้วยคุ้มทยอยออกมา เพื่อทราบข่าวดีเกี่ยวกับเลขเด็ด  ได้บอกว่าทำตามที่รับปากไว้ทุกประการ  ประการแรกเรื่องที่ให้ถามวิญญาณต่าง ๆ ดู  ได้เรียก ชุมนุมวิญญาณแล้ว  มีพระภูมิเจ้าที่ออกมาหา  แต่ไม่พูดจาด้วย  โกรธเสียอีกเพราะเรียกอยู่นานแสนนาน  ด้วยมนต์ชุมนุมเทวดาถึง 5 คาบ  เอาขวานใหญ่คมกริบมาจะสับอาตมภาพให้เป็นหมูบะช่อ  ครั้นถามเบอร์  ให้บอกหน่อยว่าเบอร์จะออกตัวไหน สงสารชาวบ้านผู้ยากจน  ก็เฉยเสียไม่ยอมบอก  แล้วทั้งคืนก็ไม่มาเข้าฝัน  

 

ก็ให้โยมพิจารณาเอาเอง  และบอกว่าที่นี่แสดงว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คือภูมิเจ้าที่อยู่  ให้ขอเอาจากภูมิเจ้าที่องค์นี้     อาตมภาพจะกลับมาอีก  จะมาคุยกับพระภูมิเจ้าที่ที่นี่ให้รู้เรื่องกันสักหน่อย  เมื่อคืนยังคุยกันไม่รู้เรื่อง 

ส่วนเลขเด็ด  ถึงอาตมภาพบอกไม่ได้ก็ให้สังเกตเอาเอง  เท่าที่ได้พูดคุยกันมาเมื่อค่ำวานนี้

 

 

บอกโยมบ้านห้วยคุ้มไปอย่างนี้

 

 

น่าคิดเหลือเกิน  ว่า  นี่คือต้นเหตุของการสักการะบูชาเจ้าที่เจ้าทางและการขอหวยเบอร์    พระภูมิเจ้าที่คือตัวสำรอง  ที่ปฏิบัติงานแทนพระสงฆเจ้าในเรื่องเหล่านี้  พิธีกรรมแห่งศาสนาพุทธจึงมีเรื่องเทพเจ้าเข้ามารับภาระงานบางอย่างแทนองค์พระสงฆ์สาวกผู้บริสุทธิ์    ใช่หรือไม่?

 

 

และนี่คือเรื่องสนุก ๆ ของเรา  เราคงจะต้องหาโอกาสพิศูจน์เรื่องราวลึกลับพวกนี้ต่อไปให้รู้ว่า  คืออะไรแน่

แต่ในชั้นนี้ ข้อสรุปก็คือนิมิตกับสมาธิเป็นของคู่กัน  แต่ในนิมิตเองนั้นมีปรากฎการณ์ที่สลับซับซ้อนที่น่าสนใจศึกษาอย่างยิ่ง

และนิมิตหรือแม้ความฝันเช่นนี้ ก็อาจเป็นอันตรายได้  ถ้าฝันว่าพระภูมิโกรธเอาขวานใหญ่สับเอา   จะทำอย่างไร?

 

แต่สำหรับเรา ผู้เคยผ่านสงครามสวรรค์  เมื่อเห็นก็เข้าใจทันทีว่าเป็นลักษณะของโลกในอีกมิติหนึ่ง ที่เราเคยคุ้นมาแล้ว  จึงไม่ตกตื่นใจอะไร กลับนึกสนุกอย่างสุด ๆ  เราคงจะต้องกลับมาที่นี่อีกและลองเวทมนต์เรียกพระภูมิเจ้าที่ให้ปรากฏตัวดูอีกสักครั้ง หรือหลาย ๆครั้ง  ถ้าสำเร็จแบบวิทยาศาสตร์ พระภูมิเจ้าที่ก็จะเป็นที่พึ่งพาอาศัยได้  เหมือนได้เพื่อนสนิทมิตรสหายคนสำคัญ  ทำนองนั้นละกระมัง?

 

น่าสนใจมากใช่ไหม???

 

 

 

 

ศึกษา

โลกลี้ลับ

ภาค 4

 

 

 

newworldbelieve.com vs newworldbelieve.net

 

08.35 น.

 

สุสานฮ่วยเซย  กม.4  อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

 

09.35 น.

 

สรงน้ำแล้ว  สบายมากที่ฮ่วยเซยนี้คุ้นแล้ว  ทุกคนที่นี่เป็นมิตร  แม้กระทั่งสุนัขก็ไม่เห่า

 

 

13.00 น.

 

เข้าไปที่อินเทอเนตความเร็วสูงอุบลราชธานี  ยังส่งข้อมูลไม่ได้  พบว่า  เวบไซท์ของเราผิดปกติไป  หน้า 1 ไม่ขึ้น   ถามวีรวัฒน์ไปทางโทรศัพท์ เขาบอกว่า  ทำเออเร่อไว้  ยังแก้ไขอยู่  เขากำลังทำเฟสที่ 3 ยังไม่เสร็จ

 

พบว่า บทความมากมายของ newworldbelieve.com ถูกกูเกิล google.com และอื่น ๆ เอาไปเก็บไว้ มาก แม้กระทั่งเฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว ของพัชรา กอปรทศธรรมด้วย  ประวัติชีวิตของเราด้วย

 

เวบนี้เริ่มจะดังแล้ว เพราะมีเรื่องราวมากมายหลายด้านที่สุด ๆ ไปเลย  แม้กระทั่งโหราศาสตร์ก็แบบสุด ๆ และล่าสุดนี้ แน่นอน!  เรื่องราวของโลกลี้ลับ  กรรมฐาน  และวิปัสสนาธุระ กำลังจะได้รับการพิศูจน์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์โดยตรง  ซึ่งคนยุคใหม่น่าจะทึ่งเพราะคนทำงานวิเคราะห์การเมือง วัฒนธรรม สังคม จะสามารถหยั่งไปในมิติอีกมิติที่เร้นลับของโลกเก่าได้อย่างไร

 


น่าติดตาม

 

นี่คือการนำโลกยุคใหม่ไปสู่ความลึกลับของยุคเก่า  อย่างเป็นวิทยาศาสตร์

โดยมีคนยุคใหม่ที่เข้าใจยุคเก่า  ผู้รู้ทั้งสองโลกพาไปพบเห็น และพิศูจน์ด้วยวิธีการวิทยาศาสตร์

 

น่าตื่นเต้น !

 

 

 

26  พ.ค. 2549

 

05.00 น.

 

ออกจากสุสานฮ่วยเซย 

 

เพราะวีรวัฒน์แจ้งให้ทราบปัญหาทางเวบไซท์ ว่า ชื่อ newworldbelieve.com  ของเราเกิดผิดพลาด เพราะเมื่อหมดอายุลงในต้นเดือนพ.ค.นี้แล้วไม่ได้ต่ออายุ เขาแจ้งมาทางอีเมล เข้าทางอ.สมจิตร ผู้จดทะเบียน แต่เกิดผิดพลาด ไม่ได้ต่อสัญญา  เลยมีชาวต่างประเทศทำการจดทะเบียนเอาชื่อ  newworldbelieve.com ไปเสีย และบัดนี้แก้ไขอะไรไม่ได้เสียแล้ว  เราต้องเสียชื่อ  newworldbelieve.com ไป  เรามีทางเลือกอยู่เพียงทางเดียวคือ จดทะเบียนชื่อใหม่  เป็น .net    เสีย .com ไป  ก็ใช้  .net  แทน  ส่วนชื่อ  newworldbelieve ยังใช้ได้อยู่  นี่แปลว่าเราต้องสูญเสียชื่อเดิมไป อย่างไม่น่าจะเป็นไปได้  เราต้องใช้ชื่อใหม่คือ  newworldbelieve.net 

 

นั่นแปลว่ามีคู่แข่งในเรื่องศาสนาสากลเสียแล้วคือ  ผู้ครอบครองชื่อเดิมของเราเอง  กับเราเองในชื่อใหม่  คือ

newworldbelieve.com กับ newworldbelieve.net   

 

ทำอย่างไรลูกค้าเดิมของเราจะเข้าใจโดยรวดเร็วได้ว่า  เวบของเราเราเผชิญปัญหาอีกครั้งใหม่แล้ว และต้องตั้งชื่อใหม่  เพราะในขณะนี้ เมื่อเรียก newworldbelieve.com    สิ่งที่ปรากฏหน้าจอก็คือ  ยังไม่มีอะไรเลย  คนก็จะเข้าใจว่าเราเลิกล้มกิจการไปแล้ว 

 

น่าฉงนมากเลยว่า เหตุใดจึงจ้องจะแย่งเอาชื่อเวบของเรา ทั้ง ๆ ที่กิจการงานของเรากำลังจะโด่งดังแล้ว พอเราพลาดนิดเดียว  ก็เข้าสวมสิทธิทันที  น่าจะให้เวลาแก่เราบ้าง  และคำนึงมารยาทกันบ้าง  ซึ่งแสดงเจตนาว่า  ต้องการประจารว่ากิจการของเราล้มเหลวไปแล้ว  ให้ปรากฎเช่นนั้นแก่ปวงชน

 

แต่ในความจริงเรายังดำเนินกิจการอยู่ ลูกค้าของเราจะต้องไปติดตามเรื่องราวอันมากมายรอบด้าน และการเดินทาง ธุดงค์ครั้งนี้ต่อใน  newworldbelieve.net 

 

กระนั้นขณะนี้เราก็ยังไม่เรียบร้อย ต้องติดต่อจดทะเบียนใหม่อยู่  และแม้ข้อมูลที่กำลังบันทึกอยู่นี้ ก็ยังไม่สามารถเอาขึ้นเวบของเราได้  เพราะรอการดำเนินการจดทะเบียนชื่อใหม่ 

 

อย่างไรก็ตาม  เกี่ยวกับเรื่องนี้  ก็ยังไม่ชัดเจนเด็ดขาด  รอเวลาอีกสักหน่อย  อะไร ๆ อาจจะไม่เลวร้ายดั่งนั้น    ก็ได้

 

 

05.20 น.

 

พบพวกตำรวจจราจรกลุ่มใหญ่มี ร.ต.อ.คนหนึ่งเป็นหัวหน้า กำลังรวมพลจัดสายงานกันอยู่  พวกตำรวจรุมเข้ามาถาม เชิงสอบข้อมูล แล้วขอของดีกันใหญ่  นี่ก็เป็นข้อคิดอีกประการหนึ่งในการธุดงค์  คนประเภทนี้ก็ชอบของขลังของดี  หวังไปอีกแบบหนึ่งจากพระธุดงค์

 

06.05 น. 

 

แม่น้ำมูลน้อย

 

ขณะนี้เรายืนราวสะพานกึ่งกลางแม่น้ำ น้ำสะอาดเต็มลำน้ำ น่าดูน่าชมเหลือเกิน  นี่คือสภาพสมบูรณ์ของแม่น้ำ ที่มีน้ำอุดม และสองข้างฝั่งเขียวขจี มีวัฒนธรรมริมฝั่งน้ำ ยังเห็นเรือแจว และเห็นชาวประมงออกหาปลาตามฝั่งน้ำอยู่  ดูเพลินตาจริง ๆ

 

ขณะนี้ เรามุ่งศรีสะเกษ 62 กม. ข้างหน้าแล้ว

 

บางทีเราเอง พระธุดงค์ สะพายบาตร ย่าม และกลด อาจเป็นส่วนหนึ่งของทัศนียภาพอันสงบของแม่น้ำมูลน้อยลำนี้ด้วย    ก็ได้

และเราพอใจในการสร้างสรรค์ส่วนหนึ่งของภูมิประเทศนี้

 

0640 น.

 

สาขาแม่น้ำมูลอีกสายหนึ่ง ชื่อร่องขี้นาค   โทร.ถึงโยมอุปปัฏฐาก ไอ้ฝนเป็นคนรับ  โทรศัพท์ที่บ้านโดนตัด ให้ไปเสียค่าโทร.ให้ ทำบัญชีไว้  ไอ้ฝนบอกว่าเขื่อนศรีนครินทร์แตกวันที่ 25 พ.ค. 2549 กำลังช่วยกันอยู่  มีคนตาย 1 คน

 

ที่นี่ กม. 61 ศรีสะเกษ

 

พบคน ๆหนึ่ง เดินอยู่ข้างหน้าสวนทางมา สงสัยว่าเป็นคนต่างชาติ   เห็นเขาก้มลงเก็บก้นบุหรี่บนพื้นดินขึ้นมาใส่ปากดูด    เขาเป็นคนพเนจรจริง ๆ  ทีแรกนึกว่าเป็นลัทธินิกายต่างศาสนา  นึกอยู่ว่าเป็นอะไร  พอเข้ามาใกล้เขาพนมมือ ทำท่าไหว้แต่ไม่เหมือนไหว้ ไม่เป็นดอกบัว นิ้วขวา-ซ้ายของเขาเหินออกจากกัน เพราะเขาไม่เคยทำ     ความคิดเราช้าเกินไป  เขาคล้ายเป็นคนแขกอินเดีย สูงผอม  ผิวดำคล้ำจัด ผมฟูหยิก การแต่งตัวดูสกปรก  มีเพียงกางเกงขาสั้นและเสื้อคอกลม  คล้ำ ๆ  เขาพเนจรร่อนเร่ไป และคงหิวโหยจนต้องเอาแม้ก้นบุหรี่ที่ตกอยู่บนพื้นถนน  จะได้อาหารอย่างไร?  ไม่เหมือนเรา  เราควรอนุเคระห์แด่คนต่างชาติผู้พเนจรเช่นนี้  แต่กว่าจะคิดได้เช่นนี้เขาก็คล้อยหลังไปหลายก้าวแล้ว  เราหันกลับไป  ทำเสียงเรียกว่า  เอ้!  เอ้!  เอ้!  สามที   ทีแรกเขาเหมือนได้ยิน เพียงเอียง ๆ หน้ากลับมานิดหนึ่งแล้วดูจะไม่แน่ใจว่าเราเรียก เขาคงไม่คิดว่าจะมีคนไหนใจดีต่อเขา   ก็เลยไม่หันกลับมา   ไปห่างไปเลย และเขาคงข้ามสะพานที่เราเพิ่งข้ามมาไป  เราเสียใจมาก  เราว่าจะให้เงินเขาติดตัวไปสักหน่อย  แต่ความคิดช้าไปหน่อย บอกตัวเองว่าอย่าให้พลาดเช่นนี้อีกเลย  เพราะจะทำให้เราเสียใจมาก ๆ   เราเป็นคนเช่นนี้มาแต่เด็ก ๆ แล้ว  เรียกว่าเป็นคนมีจิตใจบริสุทธิ์ด้วยเมตตามากจริง ๆ (ท่านพุทธทาสว่า ถ้าขนาดชมตัวเองได้ ก็นับว่า ดีเยี่ยมละ)

 

 

08.00 น. 

 

แม่น้ำมูล  8+533.34   น้ำสะอาด  สงบนิ่ง  กว้างใหญ่  สวยงามมาก

 

วัดหนองกินเพล  อยู่นี่เอง  เพิ่งรู้จักกับเจ้าอาวาสวัดนี้ เพราะได้ไปอบรมรุ่น 2 ต่อจากเรา  ค้างคืนด้วยกัน 1 คืน

วัดป่าพูนสิน   อยู่ใกล้กัน

 

แล้วเราเจอตำรวจทางหลวง ที่ตั้งด่านตรวจรถ  เขาถามหลายคำถาม แล้วลงท้ายด้วยการขอทำบุญด้วยปัจจัย 100 บาท  หน้าซองบอกว่า จ.ส.ต.ประดิษฐ์ พลอยวิเลิศ  เราคิดไม่ทัน ว่าแท้จริงเขาก็คงอยากได้ของดีจากพระธุดงค์เหมือนกับพวกตำรวจกลุ่มแรกนั้น   เป็นสิ่งที่เราไม่เคยเข้าใจมาก่อนในเรื่องธุดงค์  เราเห็นจะต้องคิดทำของดีไว้ฝากเจ้าหน้าที่เช่นตำรวจนี้บ้างแล้ว

 

แล้วสักหน่อย เราแวะเข้าไปในวัดป่าธรรมนิมิต  มีป้ายบอกว่า วัดป่าธรรมนิมิต บ้านเพียเก้า ต.คำน้ำแซบ อ.    วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

 

ได้หยุดพักที่นี่ ได้พบความสงบสงัดและเยือกเย็นของป่าและความชุ่มชื้นที่นี่ แม้เพียงเวลานิดน้อย พอหายเหนื่อย   ก็ประทับใจ ในความเป็นวัดป่า

 

ถึง กม.57 ศรีสะเกษ  มีป้ายขนาดใหญ่บอกทาง

 

-  ตรงไป        กันทรลักษ์

-  ซ้าย            อ.วารินชำราบ

-  ขวา            ศรีสะเกษ

 

เราไปทางขวา

บนทางหลวงหมายเลข  226    แนวทางนี้คือ  แนวทางอิสานใต้  อันเป็นมาตุภูมิ

 

 

 

เผยภูมิรู้ล้ำลึกแห่งโหราศาสตร์

 

10.00 น. 

 

แวะลงพักเตรียมฉัน ข้างทางเป็นป่านาเหี้ย   หน้าบริษัทวัสดุก่อสร้าง

เป็นบริเวณที่รถสร้างทางทำงานกันอยู่

 

โยมพนักงานขับรถจักรเข้ามาขอให้รอก่อนอย่าเพิ่งฉัน  เขาไปเอาอาหารมาถวาย

บัดนี้เราได้ออกเดินทางมาตั้งแต่ 05.00 น.ถึง 10.00 น.ไม่มีหยุดยาวเลย มีแวะพักประเดี๋ยวเดียวที่วัดป่าธรรมนิมิต โดยประสงค์เข้าไปดูว่าเป็นอย่างไร   เราเดินมาถึง 5 ชั่วโมงติดต่อกันแล้ว เข้าทางหลวง 226 มามีแต่การก่อสร้างทาง ทางรก  ไม่สะอาดสะอ้านเหมือนช่วง อ.ม่วงสามสิบ ถึง อุบลราชธานี

 

วันนี้ ในบาตรมีอะไรบ้าง?

 

ตร.ทางหลวง ทะเบียนรถ กทม.  ใส่ซองถวายแทนข้าว  นอกนั้นมีขนมปังเยอะแยะ  ยาคูลท์  ข้าวเหนียว ไข่ต้มปลา  ข้าวสวยกับเนื้อผัดใบกะเพาร้อน ๆ ที่โยมเพิ่งเอามาถวาย โยมนิมนต์แวะเข้าไปในร้านข้างทางถวายเครื่องดื่มหนึ่งราย  ที่นี่หาที่พักยากสักหน่อย ดูการจราจรเข้าอุบลคับคั่งมาตั้งแต่เช้า

 

ฉันภัตตาหารแล้วว่าจะพักผ่อนสักหน่อยก่อน ช่วงนี้แดดจ้ามาก มีร่องรอยว่าฝนตกหนักเมื่อวานนี้ จึงชุ่มเย็นบ้าง

 

ฉันเสร็จแล้ว  โยมคนเดิมเข้ามาหา  ถามว่าหลวงพ่อดูดวงชะตาได้ไหม ช่วยดูให้ผมหน่อย ระยะนี้ผมทำอะไรดูไม่เข้าท่าเข้าทางไปทั้งหมด ท้อใจมาก  ที่โรงงานนี้ก็มีผู้หญิง ๆ เขาซุบซิบถามกันว่าพระธุดงค์ดูดวงชะตาได้หรือไม่  เขาว่าจะพากันออกมาดูอยู่

 

เราแปลกใจ เพิ่งเจอรายแรกที่ถามเรื่องดวงชะตา  และถามถูกที่ถูกคนเสียด้วย  ฟังก็คิดสงสารบอกว่าวันหน้าแวะไปวัดซี  มีปูมโหร มีหลักการคำนวณ  มานี่ไม่ได้เอาเครื่องมือโหรมาด้วยเลย  และมาพักผ่อนอยากไปไกล ๆ จากคน ๆ ที่ชอบดูดวงสักระยะหนึ่ง   แต่จะดูให้คร่าว ๆ   เขาบอกวันเดือนปีเกิดว่า  6 มิถุนายน 2493  อายุจะครบ 56 ย่าง 57 ในวันเกิดข้างหน้านี้เอง

 

ตามนี้ดาว๑ กับดาว๔ น่าจะอยู่ราศีพฤษภด้วยกัน  ดาว๕ น่าจะอยู่ราศีมังกร เป็นนิจ ดาว๗ น่าจะอยู่ราศีกรกฎ เป็นประ   ก็น่าจะตรงกับบุคลิกของเขา  ดาวราหู๘จะเป็นศรี-เดชจรในวันเกิดไปหนึ่งปี 

 

นึกตรวจสอบดาวจรและ เปิดไดอารีโหร พ.ศ. 2549 ของทองเจือ อ่างแก้ว  ตรวจสอบดาวจร  แล้วพยากรณ์ให้ว่า  ที่เป็นอยู่ขณะนี้มีปัญหาด้านความคิดเห็นไม่ลงรอยกันกับผู้อื่น  มีการถกเถียงกันบ่อย ๆ  ถูกกลั่นแกล้ง  ถูกกีดกัน  แล้วพาลเกิดเรื่องแรงขึ้น  จนถึงบางเรื่องต้องไปเกี่ยวข้องกับตำรวจ  แต่เรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร  เป็นเพียงความรู้สึกที่ร้าย ๆ เท่านั้นเอง   ในเนื้อหาของชาตาขณะนี้ไม่มีอะไรร้ายแรง  เป็นเรื่องวาทะ และอารมณ์จิตใจ และเป็นเรื่องของศัตรูผู้ไม่ชอบเรามีอยู่ประปรายที่กลั่นแกล้ง   บอกว่า  วันนี้เมื่อเลยเวลา 13.28 น.ไปแล้ว จนถึงตลอดวันทั้งวันพรุ่งนี้ จะได้พบผู้ใหญ่ ๆ จะพูดถึงและให้โชค  หรือได้ข่าวดี  อย่างน้อยก็จะได้เลี้ยงอาหาร เหล้ายาปลาปิ้ง ฯลฯ  ครั้นเลย 6 มิ.ย. 2549 อันเป็นวันเกิดไปแล้ว  เรื่องร้าย ๆ จะหายไปหมด  ดวงชะตากำลังจะดีขึ้นไปในไม่กี่วันข้างหน้านี่เอง  เรื่องหยุงหยิงรำคาญไม่สบายกายไม่สบายใจจะหายไปหมด  เมื่อถึงสิ้นเดือนก.ย.2549 จะได้เลื่อนเงินเดือน รายได้ การเงินจะดีขึ้น  เมื่อสิ้นเดือน ต.ค. 2549 จะได้เลื่อนตำแหน่งงาน  จะมีความสุขมากใน 1-2 ปีข้างหน้านับจากนั้นไป

 

เป็นการพยากรณ์รวดเดียวจบ 

 

เขาถึงกับพูดไม่ออก  อึ้ง  ตะลึง  บอกว่าที่หลวงพ่อพยากรณ์มานี้ถูกตรงทั้งหมดทุกอย่าง  แม้จะขาดข้อมูลที่สมบูรณ์อย่างที่หลวงพ่อว่าก็ตาม  ผมก็จวนจะเกษียณอายุแล้วในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แต่ปีนี้เหมือนว่าชีวิตผมจะไม่มีอนาคต  ถูกกลั่นแกล้ง และมีวาทะ  เรื่องราวกันมาตลอด   เขากลั่นแกล้งไม่ให้พบนายใหญ่ตลอดมา  วันนี้นายใหญ่ก็จะมาตรวจงาน  แต่เขาแกล้งย้ายผมไปทำงานที่ข้างโน้น  ไม่อยากให้ผมพบเจ้านาย แต่วันนี้พรุ่งนี้ผมกะจะพบเจ้านายให้ได้ จะพูดเรื่องที่อึดอัดใจให้เจ้านายฟังบ้าง ในเรื่องตำรวจ ผมก็เพิ่งไปแจ้งความตำรวจมาเมื่อวันสองวันนี้เอง ตรงตามที่หลวงพ่อว่า   เพราะโทรศัพท์อยู่ ๆ ก็หาย  ก็ไม่มีใครอื่นนอกจากพวก ๆ เดียวกันอยู่ใกล้ ๆ  ผมต้องซื้ออันใหม่เพราะจำเป็น  เรื่องราวทุก ๆ วันนี้เหมือนว่าชีวิตผมไร้ความหมาย  ได้ฟังพยากรณ์ของหลวงพ่อแล้วสบายใจขึ้นเยอะเลย  มีโอกาสผมจะเข้าไปวัดหลวงพ่อที่ศรีสะเกษแน่ ๆ   แล้วเขาก็ควักกระเป๋าเงิน ถวายบูชาคำพยากรณ์ 100 บาท  อำลาไปทำงานต่อในอาการกระปรี้กระเปร่าพ้นทุกข์

 

เราก็เชื่อว่าเขาได้ฟังพยากรณ์แล้วเขาสบายใจขึ้น มีกำลังต่อสู้กับชีวิตอนาคตอย่างร่าเริงเบิกบานอย่างแน่นอน

14.00 น.

 

ออกเดินทางต่อ  ไม่นานพบโยมสตรีวัยกลางคน  ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ที่ได้พบพระธุดงค์  แล้วนิมนต์เข้าไปในร้าน  กุลีกุจอปัดที่นั่งให้ แล้วถวายกาแฟเย็น น้ำเปล่า น้ำขวด  เราไม่เอาน้ำขวด  ว่าดื่มพอแล้ว ไม่เอาไปด้วยเพราะจะหนัก

 

 

15.00  น.

 

ศาลา  ปากทางเข้าวัดป่านานาชาติ ต.บุ่งหวาย อ.วารินชำราบ ฯ    เส้นทางกำลังก่อสร้างไม่มีหลักกม.ให้เห็นเลย

แต่รู้สึกว่าเดินได้ระยะทางดีกว่าช่วงอุบลมาก   วานนี้แดดร้อนจัด หนักของ โดยเฉพาะภาคเช้าหนักบาตร เหนื่อย  แทบว่าไปได้ทีละกิโลเมตรแล้วพัก  แต่วันนี้ไปได้ไกล  ก็น่าจะพอใจแล้ว  สักหน่อยก็มองหาที่พักแรมคืนก็น่าจะดี

ไม่ทราบว่าจวนถึงเขตแดนศรีสะเกษแล้วหรือยัง?

 

 

พลัน ได้ยินเสียงกลองเพลดัง

อยู่ฝั่งโน้นมีวัดด้วยนี่นา

พระตีกลองแลง(เย็น)       ถูกแล้ว!

ไพเราะมาก   กลองก้องกระหึ่มดีมาก

ฟังน่าเลื่อมใส  น่าศรัทธา

วัดอะไร ? ไม่เห็นป้าย  อยู่ตรงข้ามศาลาที่พักทางเข้าวัดป่านานาชาติ นั่นเอง

 

ตึง!    ตึง!    ตึง!

ตึง!    ตึง!    ตึง!       .....................   ตึง!

 

คงเป็นวัดบ้านบุ่งหวาย

กลองใบนี้คงเป็นมรดกตกทอดมาแต่บรรพบุรุษ  เป็นของเก่าแก่อย่างแน่นอน

 

ตึง! ...............   ตึง!................    ตึง!

ตึง! ...............  ตึง! .................   ตึง!     

 

เสียงเหมือนคำรามเบา ๆ   

น่าฟังมาก

ดูเหมือนตีเบา ๆ ด้วย  แต่ก้องกระหึ่มเบา ๆ

ไม่หนวกหูเลย

ไพเราะ เย็น นุ่มนวล

 

ตึงตึง!............. ตึงตึง!............... ตึงตึง!

ตึงตึง!............. ตึงตึง!............... ตึงตึง!

 

กลองเปลี่ยนทำนองไปบ้างเล็กน้อย

ฟังตามเสียงคล้ายที่มันดังกระหึ่มออกมา

 

ถึ่งทึง!..............ถึ่งทึง!...............ถึ่งทึง!

ถึ่งทึง!..............ถึ่งทึง!...............ถึ่งทึง!

 

กลองใบนี้ และศิลปะการตีกลองวัดนี้ เยี่ยมมาก!

ดังหรือค่อย ไม่ระคายหูเลย

น่าฟังไปหมด  ยิ่งฟังเหมือนฟ้าคำรามมาแต่ขอบฟ้า

วัดบ้านบุ่งหวาย

ต.บุ่งหวาย  อ.วารินชำราบ  จ.อุบลราชธานี

 

ตีกลองอยู่นานทีเดียว  ครึ่งชม.ที่เราพักอยู่ ยังไม่หยุดตี 

 

เอาละ   จากนี้เราข้ามทุ่งใหญ่บุ่งหวาย

 

 

16.40 น

 

ทางหลวงเลขที่  226  กม. 152

วารินชำราบ         15

อุบลราชธานี        19

 

 

อีก 43 กม.ถึงศรีสะเกษ  เตรียมปักกลดละ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ศึกษา

โลกลี้ลับ

ภาค 4

 

 

 

 

 ศรัทธาคนหนุ่มหาบน้ำมาให้สรง

 

17.05 น.

 

ได้ที่ปักกลดแล้ว   มีน้ำในนาลุ่มมากมาย  แม้จะขุ่นและแดง ก็กะว่าจะอาบ  ดำ  แช่ตัวหน่อย

พอนึกได้ว่าทางไปข้างหน้าจะไปบรรจบทางรถไฟ  แล้ววิ่งขนานกันไปทั้งรถไฟรถยนต์

 

โยมหนุ่มบ้านฝั่งโน้น เอาน้ำเย็นมาถวาย  แล้วรีบไปว่าจะหาบน้ำมาให้สรง  จากบ้านเขาฝั่งโน้น มองเห็นลิบ ๆ  เขาว่าน้ำแถวนี้ไม่สะอาดพอ

 

มืดสลัวลงแล้ว  เราดื่มน้ำ นึก ๆ ไม่สบายใจเรื่องราวของชาวนา  พบมา ๆ ล้วนเรื่องชาวนาขายที่นาตัวเอง   ได้เงินไปแบ่งกัน  แล้วก็แค่นั้น  ไม่นานเงินก็หมด   ก็สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา

 

ส่วนนายทุน  ก็ตั้งหน้าตั้งตากว้านซื้อที่ดินที่นาไปทุกหนทุกแห่ง

 

นี่เป็นรูปแบบปัญหาหนักหน่วงขนาดใหญ่ของชาวนาไทย???

มีใครศึกษาบ้าง??

 

หนุ่มคนนั้นหาบน้ำมาจริง ๆ  กำลังข้ามถนนมา

 

 

 

27 พ.ค. 2549

 

06.20 น.

 

เรายังไม่เคลื่อนไป  เราอยู่ ณ หลักกม.19 คล้อยมาทางศรีสะเกษ  ฉะนั้น ยังอยู่ห่างศรีสะเกษ ประมาณ 43 กม.

วานนี้เดินได้ระยะราว  20  กม.

วันนี้คงไม่ได้เท่านั้น  เพราะช่วงปลายทางแล้ว  สุขภาพยังดีมาก ไม่ควรประมาทเร่งเกินไป เอาพอสมควรแก่เหตุ  

 

โดยหลักการว่าเป็นอนาคาริก

 

เราเคยบันทึกแล้วว่า 

 

อนาคาริกะ   คือผู้ไม่มีเรือน 

 

 

สัทธา อะคารัสสะมา อะนะคาริยัง ปัพพะชิตา           มีศรัทธาออกจากเรือน บวชหาเรือนมิได้ 

 

ตัสสะมิง ภะคะวะติ พรัหมะจะริยัง จะรามะ                 ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

 

ภิกขูนัง สิกขาสาชีวะสมาปันนา                                ถึงพร้อมแล้วด้วยสิกขาสาชีพของภิกษุทั้งหลาย 

 

ตังโน พรัหมะจะริยัง อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ  

ขอพรหมจรรย์ของเราทั้งหลายนั้นจงเป็นไป เพื่ออันทำที่สุดแห่งกองทุกข์นี้ให้สิ้นเชิง เทอญฯ

 


 

 

 

 

บัดนี้  ดูประหนึ่งว่า  เราเป็น  เช่นนั้นจริง  เต็มตัว

 

 

เดิมเราบอกไปว่าจะกลับถึงวัดมหาพุทธารามวันที่ 25 พ.ค. 2549  แต่บัดนี้เลยกำหนดกลับมาแล้วถึง 3 วัน  เราก็ยังไม่ถึงวัด

 

วันนี้เห็นจะต้องเตรียมออกเดินทางต่อไป  แต่รอ ๆ สักหน่อย เผื่อเด็กหนุ่มคนนั้นจะเข้ามา

 

เมื่อเย็นวาน  ลุงคนนั้นเล่าว่า  ตรงนี้ห่างบ้านเรือนคน  ฝั่งนู้นตรงไปในป่าถึงแม่น้ำมูล ราว 3 กิโลเมตรมีพระวัดพระธรรมกายมาสร้างวัดอยู่  ว่าซื้อที่ตรงนี้ไว้ถึง 200 ไร่ กะจะให้ลงเป็นหลักฐานมั่นคงเลยทีเดียว

 

ที่ผับ  หรือห้วยผับ มีโรงเรือน คนสร้างสะพานข้ามผับ  จากนี้ไปก็น่าจะพบทางรถไฟและเข้าเขต อำเภอกันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ   ถ้ามีโยมมาถามว่าฝันดีหรืออย่างไร  เราคงตอบทันทีว่า  ไม่ฝันเลย  และดูเหมือนเป็นเช่นนี้ทุก ๆ คืนที่รอนแรมมา

 

แปลว่า จิตใจปกติ  สงบ  เย็นมาก  ปราศจากกังวล  สะดุ้งแล้วใดใด    นั่นเอง

 

 

08.30  น. 

 

ออกเดินทาง

 

09.30 น.

 

  หลัก กม. กันทรารมณ์  15  ศรีสะเกษ 41  เป็นเวลาประมาณ  09.30 น.แล้ว 

 

 

ระหว่างนั้น  โยมผู้หญิงวัยปลายคนแล้ว ขับรถจิ๊บสีแดงเปลือกมังคุด จอดชะลออยู่ข้างหน้า เลนขวามือ

พอไปถึงก็รำพันว่าสามีป่วย ต้องฟอกไตเดือนละ 3 ครั้ง  เงินทองก็ร่อยหรอลงไปเรื่อย ๆ   ตัวสามีเองนั้นเขาบำเพ็ญแต่คุณงามความดี  ช่วยคนยากคนจน  สร้างวัดวาอาราม  ทอดผ้าป่า  กฐิน  สารพัดบุญกลับได้แต่ทุกข์ในบั้นปลายอายุแล้ว   ไม่เข้าใจว่าบุญอย่างไรให้ได้มีความสุข   สามีป่วยไร้ความสามารถนี้มานับปีหลายปีแล้ว  ตัวเองก็กลุ้มใจไม่ทราบว่าจะทนทรมาทรกรรมไปอีกนานเท่าไร  เหตุไฉนพระคุณเจ้าเดินไปอย่างนี้  ไม่นั่งรถโดยสารไป  

 

ตอบว่า  สมาทานธุดงค์  ต้องการศึกษาจิตใจตัวเองและเพื่อการผลาญกิเลสความเร่าร้อนทั้งหลายทั้งทางกายและจิตใจ   เธอบอกว่าสามีเธอเกิดเดือนเมษายน  วันที่เท่าไรก็จำไม่ได้  ก็นึกและนับ คำนวณอยู่ในใจ   พบว่าถ้าเช่นนั้น  ดาว๓ประจำราศีเมษก็กำลังเดินเข้าหาจุดนิจ อันเป็นจุดดับแสง  แล้วเข้าปะทะกับดาวเสาร์๗ ในราศีกรกฎเต็มตัว  แต่ดาว๕ เล็งราศีเมษอยู่   พอจะเห็นเหตุการณ์ว่าอย่างไร

 

ก็พยากรณ์ให้ว่า  อีกไม่นานเขาก็จะพ้นทุกข์  ระยะแรกก็คงเป็นวันที่ 9-10 มิถุนายน 2549 นี้เอง  หากพ้นจากนี้ไปแล้ว  ไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ก็จะเป็นหลังเดือน กันยายน 2549 นู้นก็คงจะพ้นทุกข์ไปเสียที   เธออนุโมทนา  ดูแช่มชื่นขึ้นทันที  “ขอต่อบุญกับท่านเป็นเงิน 100 บาทเจ้าคะ”  เธอยังรอ ๆ เมื่อเราเดินจากไปแล้ว

 

ระหว่างทางพบป้ายโฆษณาศาสนาว่า   “เชื่อพระเยซูรับชีวิตนิรันดร์”  เคยพบมาก่อนนี้ 2 ป้ายข้อความว่า  “พระเยซูชนะความตาย”  กับ  “พระเยซูทรงฟื้นจากความตาย”

 

พวกเราเคยรับฟังจากเพื่อน จ.มุกดาหารว่ามีป้ายเช่นนี้ขึ้นเต็มไปหมด  แต่ไม่มีพวกเราวิจารณ์ว่าอย่างไร

แต่   นี่คือการโฆษณาชวนเชื่อ โดยเป็นความเขลาแห่งอวิชชา และเป็นทิฏฐิมานะแห่งอัตตาตัวตนที่หลงยึดมั่นถือมั่นอย่างเหนียวแน่น ไม่ฟังเหตุผลเลย

 

 

 

น้ำใจผัวหนุ่มเมียสาว

 

12.40 น.

 

ออกเดินทางภาคบ่าย แดดอยู่กลางหัว  ข้ามทุ่ง  ลมแรง

 

 

14.25 น.

 

บริเวณฝั่งห้วยขะยุง   12 กม.กันทรารมย์  โยมจอดรถรออยู่ข้างทาง  เป็นชายหนุ่ม หญิงสาว  คงเป็นผัวเมียใหม่ ๆ  บอกว่า  เห็นหลวงพ่อเดินอยู่ทั้งวัน ที่ถนนสายนี้  หลวงพ่อจะไปทางไหน  ผมจะไปศรีสะเกษ  หลวงพ่อจะไปด้วยก็ได้ นึกว่าบ้านเขาคงอยู่แถวนี้จึงมองเห็นเราเดินอยู่ทั้งวัน เขาคงคิดอนุเคราะห์คิดไปส่งด้วยศรัทธาจริง ๆ   ก็บอกว่าเจริญศรัทธาโยม  หลวงพ่อสมาทานไว้แล้วว่าจะรักษาธุดงค์ก็เดินทางมา 4 คืนแล้ว    จนกว่าจะถึงศรีสะเกษ   ผัวหนุ่มเมียสาวก็พากันไหว้  แล้วถวายของ เครื่องดื่มถุงใหญ่  แล้วอำลาไป

 

ไม่นาน  ถึงห้วยขะยุง  น้ำไหลแรง  เขากำลังสร้างสะพาน  มีรง.และศูนย์เครื่องจักร+วัสดุภัณฑ์สร้างถนนขนาดใหญ่อยู่บนฝั่งห้วย  น่าดูมากเวลาเครื่องจักรขนาดใหญ่ทำงาน  มันเดินช้าสุขุมมาก  แต่มีพลังล้นพ้น น่าเลื่อมใส  ขณะนั้นมันกำลังผสมยางมะตอยกับหิน  สำหรับราดถนน   ถึงกับอยุดยืนดูชั่วขณะหนึ่ง

ว่าจะอาบน้ำห้วยขะยุงหน่อย   น้ำก็เยอะอยู่  แต่ดูไม่ค่อยใสนัก

 

ตั้งแต่เข้าเส้นทาง 226 มานี้  หารมณียสถานมิได้เลย  ข้างทางมีแต่ความแห้งแล้ง  ถนนหนทางเดินไม่มีระเบียบ ไม่มีที่พักคนเดินทาง  ไม่มีหลักกม.ให้สังเกต

 

เมื่อมาถึงห้วยขะยุง  ดู ๆ เผิน ๆ น่าพัก  น่าปักกลด  แต่พอหาเข้าจริง ๆ ใช้ไม่ได้   แย่จริง ๆ

 

 

17.00 น.

 

ออกจากห้วยขะยุง   วัดหัวตะพานอยู่ตรงนี้เอง

 

 

 

ป่ามะม่วงหิมพานต์

 

19.20 น.

 

ปักกลด    ป่ามะม่วงหิมพานต์  ต.โนนสัง  อ.กันทรารมย์  จ.ศรีสะเกษ 

เราเพิ่งผ่านตลาดแผงลอย ที่ป่ายางมา  มีโยมถวายข้าวของเครื่องดื่มมาก

 

 

28 พ.ค. 2549

 

00.45 น.

 

เงียบสงัด  แม้รถก็ไม่มีผ่านมา 

 

ป่าหิมพานต์นี้  เป็นที่รวมคมนาคม 3 สายคือด้านหลังป่าเป็นรถไฟ  ด้านหน้า ถนนรถยนต์  และด้านบนเหนือศีรษะ  เป็นทางเครื่องบิน  ผ่านมาตรงบริเวณนี้พอดี

 

03.30 น.

 

ลมฝนมาห่าง ๆ  เตรียมเก็บข้าวของสัมภาระ   ไม่นานฝนลงเบา ๆ  เปียกชุ่มไปส่วนหนึ่ง

 

เก็บของลงย่ามใหญ่ได้ทัน   แล้วลงเปาะแปะ ๆ  อยู่ชั่วขณะใหญ่  จนถึง  05.00 น. จึงออกเดินทาง

 

07.00 น.      

 

มาถึงทางแยก

226  ตรงไป           กันทรารมย์

2085   ซ้ายมือ        กันทรลักษ์

2168   ขวามือ        ราศีไศล

 

กันทรารมย์           1

ศรีสะเกษ              26

 

 

08.20 น.

 

เอาละ เราพักตรงนี้ เหมาะสำหรับตากจีวรที่ชุ่มน้ำฝนแต่เช้าตรู่วันนี้และคงเลยฉันภัตตาหารด้วย  ตรงนี้ใช้ตากผ้าทุก ๆ อย่างดี  แดดก็เริ่มฉายแล้ว

 

10.00 น.

 

ฉันภัตตาหาร  ตลาดกันทรารมย์มีคนใจดี ยังสาว ถวายทั้งข้าวทั้งกับ ทั้งถวายปัจจัยอีก คงไม่เคยพบพระธุดงค์  ถามว่า  ถวายปัจจัยได้ไหมคะ?

 

 

11.45 น.

 

โยมผู้หญิงกับลูกชาย เด็กป.5 มาถวายน้ำดื่ม  ตรงนี้เป็นทุ่งนากว้างใหญ่  ไม่เห็นบ้านคน  มีแต่เถียงนา  มีชาวนาออกมาเลี้ยงวัว-กระบือ  โยมกับลูกชายอยู่บ้านคำเนียมไกลไปทางนู้น แต่ออกมานาทางนี้  ลูกชายเคยบวชเณรฤดูร้อนมา 2 หนแล้ว  เห็นพระธุดงค์ก็รบเร้าแม่ให้มาทำบุญ  ถวายน้ำ  เป็นช่วงหลังภัตตาหารพอดี   สนทนาเรื่องต่าง ๆ สักพักเธอกับลูกชายก็อำลากลับไป

 

ว่าจะพักรอตะวันคล้อยสักหน่อย   วันนี้ก็คงจะยังไม่ถึง  คงต้องค้างอีก 1 คืน  สบาย ๆ ดีกว่า

 

 

 

13.40 น.

 

ออกจากทุ่งนาบ้านคำเนียม  ขณะนี้ ศรีสะเกษ 22  สุรินทร์ 132

 

16.15 น.

 

วัดบ้านคล้อ   วัดป่าขันติธรรม

 

-          ศาลาพักร้อนที่เคยพักขาไป อยู่ตรงนี้เอง

 

-          พบชาวบ้านหนองกกข้างทาง มีผู้หญิง3-4 คน นั่งใต้ร่มไม้ท่าทางสบาย ๆ บางคนถักแหอยู่  มองมาแต่ไกล  พอไปใกล้ก็ออกท่าทางว่านิมนต์ก่อน ๆ  แวะเข้าไป ปูลาดนั่งแล้ว  ก็มีคนมาสมทบอีกเป็นกลุ่มใหญ่  พวกเขาถวายกระติกน้ำแข็ง   ถามเรื่องราวต่าง ๆ  และไปลงที่ ขอเบอร์  เขาเอาดอกไม้ใส่ลงในขันเอาปัจจัยใส่ลงไป  แล้วถวาย  เอ่ยว่าขอได้โปรดปรานด้วยพระคุณเจ้า  เขาหมายความว่าให้บอกเบอร์นั่นแหละ   เรื่องนี้ทำให้ต้องคิดใคร่ครวญดูมาก ๆ ว่าอะไรเป็นอะไร  เพราะชาวบ้านเขาไม่ยอม  จะเอาให้ได้  ถ้าพูดธรรมะให้ฟัง  เขาก็ฟังแต่ไม่ยอม  ไป ๆ มา ๆ อาจทะเลาะกับชาวบ้านได้  ในที่สุดก็นับเงินในขัน  นับได้เท่านั้น  ก็บอกว่าเอาล่ะเบอร์ก็จะออกตามนั้นแหละ   แล้วอำลาชาวบ้านไป

 

-          สักครู่ มีรถเก๋งสวนทางมาแล้วจอด ในรถมีคนเต็ม เป็นครอบครัวของเขา  โยมผู้หญิงลงมาไหว้ บอกว่าขาไปเห็นกลดอยู่ข้างทาง  นึกอยากทำบุญ  จะไปส่งญาติที่อุบลก่อน  แล้วจะกลับไปโคราช  แล้วทำบุญด้วยเครื่องดื่มนมกล่องและถวายปัจจัยจำนวนหลายใบ ๆแดงใบเขียวด้วย  แล้วอำลาไป 

 

 

 

-          เธอไม่ได้ขอเบอร์  เพราะเท่าที่พบ คนที่ขี่รถเก๋งไม่เคยขอเบอร์เลย   เขาตั้งใจทำบุญด้วยความศรัทธาจริง ๆ   น่าแปลกมากที่ได้พบความจริงว่าคนยิ่งจนยิ่งเล่นเบอร์  นั่นน่าเป็นห่วงเหลือเกิน  และนั่นคือชาวนาไทย  หรือว่าคนรวยที่ไม่ใช่ชาวนา ยิ่งกอบโกยไปเรื่อย ๆ???  ด้วยการเป็นเจ้ามือหวย ที่มีแต่ได้ ๆ ๆ ๆ 

 

-          ตกลงชาวนาคือเหยื่อที่น่าสมเพชที่สุด  ใช่หรือไม่? 

 

 

 

-           เมื่อนึกเช่นนี้ ก็อดคิดถึงบทความเจ้าคุณพระเทพวรมุนีศรีสะเกษเขียนเกี่ยวกับคนจนไว้ไม่ได้   ท่านว่า   คนจนทั้งโง่  ทั้งโลภ   ทั้งงมงาย  คนจนมั่งมีได้เพียงชั่วคราวก็กลับมาจนอีกครั้ง   เพราะคนจนชอบความจนเช่นนี้ตลอดไป  หรือท่านจะลงไปสู่ข้อสรุปอย่างประเทศอินเดีย 

 

 

-          เมื่อเป็นเช่นนี้ คนจนจึงควรจัดให้อยู่ในวรรณศูทร หรือ จัณฑาล ของสังคม  มีหน้าที่อย่างพวกศูทร  พวกจัณฑาล  ไม่ให้มีสิทธิเสมอคนอื่น  โดยเฉพาะสิทธิทางการเมือง

 

-          เราน่าจะมีการศึกษาอย่างจริงจังเกี่ยวกับคนจนและความจนในประเทศไทย  เพื่อพิศูจน์คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ที่ว่าด้วย  เวไนยสัตว์   คนย่อมเป็นเวไนยสัตว์    สัตว์ที่สอนได้  แล้วทำไมเราจะสั่งสอนชาวนาผู้ยากจน  ให้ชอบความร่ำรวยไม่ได้   นั่นคือร่ำรวยโดยสุจริต ไม่อธรรมหรือโดยอบายวิธี  อย่างน้อยก็ให้เข้าใจโดยทั่วไปว่า การพะนันไม่สร้างความรวย

 

 

 

 

ศึกษา

โลกลี้ลับ

ภาค 4

 

 

 

ห้วยเทินแหล่งอารยธรรมเก่าแก่

 

 

18.40 น. 

 

มาถึงสะพานห้วยเทิน เวลาเลิกงาน 

 

เรามองทิวทัศน์ว่าเหมาะแล้ว  ก็ลงจากทาง  เข้าไปในป่าละเมาะ  เป็นแนวห้วยเก่าที่คดโค้งเป็นรูปตัวยูคว่ำ  กำลังคิดอยู่ก็พอดีมีคนงานสองคนเข้ามาหาและช่วยแนะนำที่ปักกลด 

 

เขาเล่าประวัติศาสตร์ที่นี่ว่า เป็นชุมชนโบราณ เคยมีวัดอยู่ตรงนี้  มีต้นโพธิ์ใหญ่ยังอยู่ข้างทิศใต้นู้น  กรมศิลปากรเคยมาขุดค้นได้ของโบราณไปหลายอย่าง  ชาวบ้านเรียกว่าห้วยสิมบ้าง โบสถ์ห้วยสิมบ้าง  

 

ต่อมาทางการได้สร้างเขื่อนขึ้น  มีแอ่งน้ำสวยงามอยู่ด้านใต้  ลำน้ำนี้ก็ตื้นเขิน น้ำน้อย 

 

พวกเขาพาข้ามห้วย  เข้าไปในโตรกลึกฝั่งนู้น  ที่อยู่กลางหมู่ไม้สุมทุมกัน  ทั้งไม้ใหญ่ มียางใหญ่ 2 ต้น และไม้อื่น ๆ อีก แล้วเป็นบริเวณป่าทอดไกลไปทางตะวันออก อีกหลายกิโลเมตร  ตรงนี้เป็นใจกลางชุมชนเก่าแก่ที่บอก  

 

บริเวณที่ปักกลดเป็นเนื้อที่ราบก้นห้วย  มีต้นไม้บังมุงทอดกิ่งใบสุมทุมกันอยู่ข้างบนอย่างหนาแน่น  มีใบไม้ทับถมเหมือนป่าช้าก็จริง  แต่เมื่อน้ำมา น้ำก็กวาดไปกับสายน้ำ  ไม่ได้ทับถมผสมเป็นเนื้อดินผู ๆ เหมือนป่าช้า  จึงไม่สะสมแกสคาร์บอนได อ็อกไซด์เหมือนดินป่าช้า   ไม่ทำให้อากาศเสีย   ดินเป็นดินเหนียวปนทราย   เย็น   ลมนิ่งไม่ไหว   เพราะอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นดินปกติ  เนื่องจากเป็นโตรกห้วย  แม้ลมข้างบนจะพัดยอดยางไหววู่  แต่ข้างล่างนี้เงียบกริบ  สงบไม่ไหวติง  แต่อากาศดีมาก  เพราะมีการดูดซึมปรับเปลี่ยนสภาพอากาศไปได้อย่างเงียบกริบ  อุปมาเหมือนแอร์อย่างดีเลยทีเดียว

 

 

 

พวกคนงานหนุ่มสองคนนั้น คอยสังเกตว่าพอใจหรือไม่  เพราะเขาบอกว่า  ด้านตะวันออกยังมีที่ดี ๆ น่าปักกลดเช่นนี้อีกมาก  เป็นบริเวณที่น่าท่องเที่ยวธุดงค์อย่างยิ่ง เพราะมีบริเวณป่ากว้างขวางไปไกลหลายกิโลเมตร  และเชื่อมหลายหมู่บ้านที่สามารถบิณฑบาตได้สบาย ๆ อีกด้วย  เราว่าพอใจมากวันหลังคงจะได้กลับมาเที่ยวแดนนี้อีกครั้งหนึ่ง  ยังสงสัยแต่ว่าใบไม้เหล่านี้สะสมเป็นแกสหรือไม่  แต่พอกวาดใบไม้ออกไป  พบเป็นดินเหนียวปนทราย ดินอ่อนไม่มีหิน  ก็พอใจ  

 

แล้วพวกเขาพากันกวาดใบไม้  ทำการขึงเชือกตากจีวร  ทำเป็นวังเขตกรรมฐานเด็ดขาด ตามที่ชี้แนะนำให้  ปักกลด  ชักขึ้นสู่ยอดไม้ได้อย่างสะดวก  เพราะไม้มุงบังทอดกิ่งไขว้ไปมาให้แขวน ผูกเชือกกลดง่าย

 

 

 

 

มืดสลัวแล้ว  พวกเขาชี้บอกที่อาบสรงน้ำ  ว่าแอ่งน้ำเหนือเขื่อนมีน้ำสะอาดกว่าห้วยนี่เยอะ 

 

แล้วสนทนาเรื่องธุดงค์  เขาเล่าว่าที่นี่เป็นที่ของกำนันเก่า  แกตายไปนานแล้ว  แล้วยังวนเวียนรักษาที่ทางอยู่  แกเป็นนายผีอยู่ที่นี่  มีคนเห็นบ่อย    ที่นี่ยังมีผีโพงด้วย  คือผีที่มีแสงออกจากตัววาบ ๆ  เวลาออกไปหากินก็วูบไป ๆ เหมือนกระโดดไป  แต่ไม่เห็นตัวอย่างไร  

 

แท้จริงพวกคนเหล่านี้ก็อยากจะลองดูเหมือนกันว่าพระธุดงค์มาพักแล้วจะพบเห็นอะไรบ้าง  อยากจะรู้   อยากจะลองของเหมือนกัน  นี่เป็นธรรมดาอีกแบบหนึ่งของชาวบ้านชนบท

 

 

เมื่ออำลาไปแล้ว ก็มืดสลัว แมงอีเริ่มร้องขึ้น  และสนั่นหวั่นไหวอยู่บนหัวนั่นเอง  ฟังไพเราะมาก  แล้วออกไปหาที่สรงน้ำ   ขึ้นไปที่เนินด้านใต้เห็นแอ่งน้ำห้วยเทินเหนือเขื่อนสวยสะอาดงดงามมาก   น้ำใสและกว้างขวางเป็นบึงขนาดย่อม ๆ ที่สะอาด ทั้งสะอาดตา  และสะอาดใจ  บริเวณริมบึง  เป็นที่ราบ  และทอดไปทางใต้ เป็นที่โล่งโปร่งสุดตา  น่าปักกลดมากทีเดียว  นึกจะย้ายที่ทันที  เพราะที่เดิมดูทึบไปหน่อยเกรงอากาศจะไม่ถ่ายเท  แต่นึกอีกที  คิดว่าเดี๋ยวพวกนั้นจะเข้าใจผิด นึกแคลนเอา   ก็คิดว่าเอาละที่เดิมก็ลองดู  

 

 

เราไม่ได้นำเทียน+ธูปติดตัวมาเลย และไม่ได้เคยจุดธูป+เทียนในเวลากลางคืน  เพื่อไหว้บูชา และหรือเพื่อแสงสว่างเลยแม้แต่ครั้งเดียวตลอดเวลาที่เดินทางไปอบรมและธุดงค์มา คิดว่าไม่จำเป็นเลย เพราะต้องการธรรมชาติ พอค่ำ สิ้นแสงตะวันก็อาศัยแสงเดือนและแสงดาว  ก็จำวัด เท่านั้น   และวิธีนี้ทำให้คล่องแคล่วและไร้กังวล

 

กระนั้น  ในค่ำคืนวันนี้  นอนก้นห้วย กลับพบว่าสบายมาก  ดินอ่อนนุ่มประดุจที่นอนปูด้วยฟองน้ำอย่างดี  อากาศดีมาก  แต่พิเศษคือสงบนิ่ง ไม่ไหวติงเลย  แต่มีการระบายอากาศในระบบดูดซึมอย่างเงียบกริบ 

 

เราเข้านอนทันทีภายหลังสรงน้ำแล้ว เพราะต้องการบำรุง ให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่  พวกแมงอีร่ำร้องอยู่บนซุ้มไม้เหนือหัวเสียงดังมากแต่ไพเราะเหลือเกิน  เหมือนเกิดคลื่นเสียงสะเทือนไปทั้งแนวป่า  พวกมันพากันร่ำร้องระงมอยู่นานกว่าจะค่อย ๆ หยุดลง 

 

นี่คือดนตรีพิเศษสำหรับการนอน ณ สถานที่พิเศษในคืนนี้  ที่ไม่เหมือนที่แห่งใดเลยเท่าที่ผ่านมา  

 

ประมาณ 20.30 น. มีเสียงกรอบแกรบเข้ามาทางด้านสะพานข้ามน้ำ  ไม่เฉลียวใจว่าจะมีพวกชาวบ้านเข้ามาหา  จึงไม่ได้ออกเสียงต้อนรับ พวกเขาเห็นมืดสนิทก็พากันกลับไป(มารู้ความเอารุ่งเช้า)  สักครู่ก็ไม่เห็นมีอะไรก็เข้าสู่ภวังค์  และตั้งใจว่าจะชุมนุมเทวดาอีกสักคืนหนึ่ง  จึงหลับไปกับมนต์ที่สวดชุมนุมเทวดา 

 


 

 

 

29 พ.ค. 2549

 

06.40 น.

 

บันทึกนี้เวลา 06.40 น.  ตื่นขึ้นมาแต่ประมาณตี 4 เศษ ๆ  ออกไปสรงน้ำ  มาแล้วรำลึกเรื่องเมื่อคืนนี้  เรื่องพวกแมงอี  แม้ตอนเช้าพวกเขาก็เล่นดนตรีปลุกให้ตื่นนอนไปอีกแบบหนึ่งคือ  คล้าย ๆ แตรเดี่ยว  ออกเสียงยาว ๆ สั้น ๆ คล้าย ๆ แตรปลุกของพวกทหารในหน่วยทหาร

 

คืนที่ผ่านมานี้  นับเป็นการพักผ่อนทิ่วิเศษมาก  ไม่นึกว่าจะเป็นสถานที่ที่ดีเยี่ยมขนาดนั้น  โดยเฉพาะการระบายอากาศ  ในลำห้วยที่สงบนิ่ง สงัดไม่ไหวติง  กลับมีสภาวะที่ถ่ายเท ดูดซึมเอาอากาศที่บริสุทธิ์เข้ามา ทำให้อากาศสบายอยู่ตลอดเวลา  นี้เป็นระบบธรรมชาติที่เยี่ยมยอด   และเป็นสถานที่เฉพาะบุคคลอย่างเราอยู่อย่างสบายโดยแท้จริง  

 

เห็นจะต้องมีวันที่หวลกลับคืนอีกสักครั้งหนึ่ง และเที่ยวตระเวนไปในบริเวณผืนป่าแห่งนั้น อย่างเป็นการพักผ่อนที่ดีเยี่ยมของชีวิต อย่างเรา

 

 

แล้วโยมออกมาหา พร้อมข้าวปลาอาหารจัดมาพิเศษ คนหนึ่งถวายอย่างหนึ่ง  มีข้าวจ้าวหุงค่อนข้างอ่อน(ซึ่งถูกใจเรามาก เพราะที่ผ่านมามีแต่ข้าวเหนียว)  มีผัดเนื้อใบตะเพา ไข่เจียว  และโยมอุตส่าห์ถวายช้อนส้อมมาด้วยคู่หนึ่ง  นี่ก็เป็นวัฒนธรรมช้อนส้อมของภาคกลางเขา  ที่สมบูรณ์  

 

และอีกคนหนึ่งถวายข้าวเหนียวไข่ต้ม  ปลาตะเพียนทอดกรอบ  และที่ไม่เคยขาดก็คือแจ่ว หรือน้ำพริก  ที่คู่กับข้าวเหนียวเสมอไปดุจปาท่องโก๋  และพอคุ้นกับข้าวเหนียว ก็จะคุ้นกับแจ่วไปด้วยเลย  จนกลายเป็นวัฒนธรรมการกินของชาวอิสานไปเสียแล้ว   และเราเองก็เพิ่งจะคุ้นกับวัฒนธรรมตัวนี้ก็เวลานี้นี่เอง    ถ้าไม่ออกธุดงค์ก็คงไม่เข้าใจวัฒนธรรมพวกนี้

 

 

 

ได้เล่าให้โยมฟังว่านอนหลับสบายมาก  ได้ชุมนุมเทวดาแถวท้องที่นั้น  แต่ปรากฏว่า  ในฝันมีผู้หญิงคนหนึ่งวัยชราแล้ว มาด้อมมองดูอยู่ห่าง ๆ  ไม่ได้เข้ามาใกล้  ชั่วครู่ก็ไป   แล้วไม่นาน ก็มีผู้ชายแต่งชุดสีกากี สวมหมวกปีกกว้าง  มายืนที่เดียวกันกับผู้หญิงคนก่อน  ดูสูงอายุเหมือนกัน  แล้วก็เพียงแต่แอบ ๆ มองเข้ามาก้ม ๆ เงย ๆ  ไม่เข้ามาหา เจรจาด้วย  เราคิดว่าคงเป็นนายผี กำนันตามที่คนงานสร้างสะพานบอก   นึกเรียกในใจว่าทำไมไม่เข้ามาเล่า  จะถามเบอร์สักหน่อย   เขาก็ไม่เข้ามา  ไม่นานก็ผละหนีไป  กระนั้นก็คล้ายแว่ว ๆ ว่ามีคนบอกเหมือนกันว่าหนึ่งสูญนะ  ว่างั้น  ไม่ชัดเจนนัก  เราว่าไปตามความฝัน  เราไม่ได้บอกเบอร์โยมเขาเอง

 

เราว่าที่นี่ไม่มีขั้นสูงมาก พวกขั้นต่ำนี้จะไม่กล้าเข้ามาหาเราหรอก  มันเกรงอำนาจบารมีทางจิตตานุภาพของเรา เราคิดว่าเรามักจะคุยโอ้อวดเรื่องอย่างนี้อย่างไม่ระวังนัก  และไม่เกรงกลัวว่าเทวดาหรือผีจะได้ยินว่าอย่างไร ชอบลองของเป็นนิสสัยสันดาร 

 

 

ได้เล่าประวัติให้โยมฟังว่าชอบปฏิบัติธรรมมาแต่เป็นเด็กอ่อน (ทำเตโชกสิณเป็นตั้งแต่ยังเป็นทารกไม่ทันสวมเสื้อผ้า) เป็นคนบ้านโคกกลาง ตำบลอี่หล่ำ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษเรานี่เอง ก่อนบวชเป็นนายทหารยศร้อยเอก 

 

ชื่อเดิมคือ   ร้อยเอกพยับ เติมใจ  กองบัญชาการทหารสูงสุด สนามเสือป่า   เคยอยู่กองอำนวยการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ ยุคเผด็จศึกคอมมิวนิสต์ราบคาบด้วยนโยบายการพัฒนาและจิตวิทยานำการทหาร 

 

เมื่อหนุ่ม ๆ มีแฟนมาก ล้วนแต่คนสวยงามและมีการศึกษาชั้นสูง เราเองจบธรรมศาสตร์ และปริญญาโทนิดา  แต่รู้ตัวว่าจะได้ออกบวช ก็เลยครองตนเป็นโสด เกรงว่าจะเป็นเหตุกังวล และถูกตำหนิว่าทอดทิ้งครอบครัวในภายหลังออกบวช  จึงแอบหนีหญิงคู่รักไปบวช  หลอกเขาว่าให้บวชตามประเพณีก่อน ลาสิกขาออกมาแล้วจึงค่อยพูดกันเรื่องความรักและการครองเรือน   

 

ครั้นบวชแล้วก็หนีไปไกลลิบ  จึงเป็นคนโสดตลอดชีวิต    มาบวชด้วยความเป็นโสด  ขณะนี้ได้ถึง 23 พรรษาเข้าแล้ว  มีเวบไซท์ของตัวเอง คือ  www.newworldbelieve.com  หรือ  ศาสนาใหม่แห่งโลก

 

 

0720 น. 

 

เอาละ เราจะออกเดินทางละ  ขอบคุณสำหรับสถานที่พักผ่อนในคืนนี้  และเป็นคืนสุดท้ายเสียด้วย  นับว่าได้รับรางวัลอย่างดีเยี่ยมทีเดียว

 

 

 

08.15 น.

 

มาถึง กม.ที่ 14  

กันทรารมย์  11     

อุบลราชธานี  49

 

 

09.50 น.

 

แวะข้างขวามือ ไกลออกไปประมาณ 500 เมตร  มีฝายขนาดเล็ก และฉันภัตตาหารที่นั่น  น้ำที่นี่ไม่ค่อยดี  อาบแห้งแล้วระคาย ๆ ทำให้ผิวหนังคันคาย จีวรที่ซักก็เหนียวเหนอะหนะ  น้ำไม่สะอาด

 

 

 

13.10 น.

 

ออกเดินทางภาคบ่าย

เป็นเส้นทางทุรบทจริง ๆ  เพราะสองข้างทาง มีไหล่ทาง ที่ขยายออกไป  เพิ่งราดด้วยยางมะตอย ทิ้งไว้ให้แห้ง  เสมือนฝ่ามากลางไอความร้อน  จนเท้าได้อายร้อนของยางมะตอยและโดนรมมาตลอดเวลาจนออกอาการว่าจะบวมพองขึ้น  ราว ๆ กับพระถังซัมจั๋งเดินมาถึงแผ่นดินอาทิตย์ขึ้น 6 ดวง ในซิ๋วนั่นแหละ  อันเป็นช่วงทางสุดท้าย   และนี่เอง ก็เข้าใจว่าทำไม  พระเซกเกียมองนิฮู๊ดโจ๊วพุทธเจ้า จึงบังคับว่า พระถังซัมจั๋งจะต้องเดินทางไปด้วยเท้า  เพื่ออาราธนาพระไตรปิฏกกลับไปเมืองจีน

 

 

ขณะนี้เข้าตำบลโพนเขวาแล้ว  ทางไปป่าช้าโพนเขวาที่เราเคยไปธุดงค์ก็คงผ่านมาแล้ว   ตรงนี้บ้านหนองแวง  ข้ามทุ่งไปพู้นคือโรงเรียนบ้านหนองแวง  ได้ยินเสียงเด็กเล่นกันแซว

 

อีกราว ๆ 8 กิโลเมตรก็ถึงศรีสะเกษ

 

 

 

 

อาจจะเป็นเพราะฝ่ามาบนเส้นทางทุรบท ระหว่างไอร้อนของยางมะตอยตลอดภาคบ่ายวันนี้  จึงเป็นครั้งแรกที่รู้สึกกระหายน้ำ  อยากกินน้ำเหลือเกิน  และประจวบกับว่าง ไม่มีโยมถวายน้ำดื่มเลย   พยายามมองหาแหล่งน้ำข้างทาง  ก็พบแต่น้ำขุ่นแดง  

 

ตลอดเวลาที่ผ่านมาแต่ต้น  ไม่เคยกระหายน้ำเลย  จนทำให้สรุปว่า  ปราณ  กลับคืนมาแล้วและไม่จำเป็นต้องเอาขวดน้ำติดตัวไปให้หนัก    แต่กระนั้นก็พยายามเก็บปราณเอาไว้  ยังไม่ใช้งาน  รอตรวจสอบอย่างละเอียดเมื่อไปถึงวัดเสียก่อน

 

กระนั้นเมื่อมาถึงระยะทางช่วงสุดท้ายที่สุดทุรบทดังกล่าว ก็พิศูจน์ได้ว่าสภาพร่างกาย สุขภาพมีความสมบูรณ์ทีเดียว พร้อมสำหรับงานปฏิบัติธรรมอุกฤษทุกชนิด

 

 

สิ่งที่ระแวงอยู่แต่เดิม ที่พยายามสังเกตตรวจสอบและระวังมาตลอดก็คือ  อาการปวดสะเอว  ปรากฏว่ามีอาการนี้ขึ้นในช่วงทางสู่อุบล  เกิดขึ้นเล็กน้อย 2-3 ครั้ง แล้วไม่เกิดขึ้นอีก จนถึงปลายทางช่วงนี้ 

 

เพราะได้อยู่ในอิริยาบถสามมาเป็นเวลาถึง 17 ปี  มีแต่นั่งมา 17 ปี  ไม่มีการนอนตลอด 17 ปี  จนเกิดริดสีดวงทวารขึ้นในปี พ.ศ. 2540 และวันหนึ่งก็ได้เกิดอาการปวดสะเอวขึ้นอย่างสาหัสฉกรรจ์มาก  จนต้องล้มตัวลงนอน และตั้งแต่นั้นมาปราณก็เสื่อมถอย และมาดำรงอิริยาบถอย่างคนทั่วไป คืออิริยาบถ 4 มีการนอน  เป็นอิริยาบถ 4 โดยปกติของคนทั่วไป

 

และบัดนี้น่าพอใจมาก  ที่ไม่พบอาการปวดสะเอวอีกเลย    เท่ากับร่างกายทุกส่วนไม่บกพร่องเป็นปกติทุกอย่าง  และการอยู่ในอิริยาบถ3มา 17 ปีไม่เป็นผลต่อสภาพสะเอวหรือโครงสร้างทางกระดูกแต่อย่างใด

 

หมายความว่า  อุปการะอย่างยิ่งต่อปราณ  และจะสามารถทดลองทางวิทยาศาสตร์แห่งปราณอย่างอุกฤษต่อไป  ได้  จากที่เคยทดลองสรุปผลไว้  2 ครั้งแล้ว  คือการเข้าจำมหาศีล 7 วัน  7 คืน  โดยงดข้าวและน้ำอย่างสิ้นเชิงได้ด้วยปราณ ไม่ต้องดื่มน้ำ  แต่น้ำ+ความชื้นเข้าทางผิวหนังและขุมขนได้ด้วยปราณ  และได้หลักการว่าสามารถอยู่อย่างนั้นได้เป็นเดือน ตลอดพรรษา หรือนานเพียงใดก็ได้ จนกระทั่งปลวกมาทำรังท่วมตัวก็ได้   ซึ่งดูจะตรงกับสิ่งที่พระยุคนู้นท่านเรียกว่า  เข้านิโรธสมาบัติ นั่นเอง (โปรดอ่านจากประวัติของผม  ในเวบ  www.newworldbelieve.com  หรือ www.newworldbelieve.net)

 

 

16.15 น. 

 

เห็นประตูเมืองศรีสะเกษ ที่ห้วยแฮตปรากฏขึ้นในสายตา  จนสงสัยว่าใช่จริงหรือ? เรามาได้เร็วขนาดนี้ทีเดียวหรือ? และแล้วความกระหายน้ำก็แรงขึ้น เราไม่เคยพบสถานการณ์นี้มาก่อนเลย  จึงเพิ่งรู้ว่าความทรมานเพราะการกระหายน้ำนั้นเป็นอย่างไร  ได้แต่ภาวนา ขอให้เป็นห้วยแฮตเถิด  จะได้กินน้ำในห้วยให้พ้นกระหายเสียที   นึกไปว่า  ด้านเหนือน้ำนั้นเป็นทางผ่านมาในป่า  น้ำสะอาด กินได้  มีความคุ้นกับห้วยแฮตอยู่แล้วตั้งแต่ไปสุสานสุขาวดี  คราวนั้นถึงกับท่องเล่นไปตามลำห้วยแฮตหลายกิโลเมตร  พบแหล่งน้ำบาดาลบนฝั่งห้วยใสสะอาดบริสุทธิ์เป็นระยะ ๆ  เป็นบ่อน้ำธรรมชาติในลำห้วยแฮตนี้

 

 

18.20 น.

 

ถึงแล้ว  ประตูเมืองศรีสะเกษ ที่สง่างาม    ศรีสะเกษ  แดนปราสาทขอม

-          และห้วยแฮต

-          เราลงมาดื่มน้ำที่นี่ด้วยความกระหาย

-          น้ำสะอาด  จืด  บริสุทธิ์  มาจากทิศใต้ ผ่านสะพานห้วยแฮตไปสุสานสุขาวดี แล้วไหลลงห้วยสำราญ  ไปถึงแม่น้ำมูล 

-          แต่เราคงไม่เข้าสุสานฯ  เพราะเท้าบวม  ฯลฯ  การเดินทางช่วงสุดท้ายทรหดมากจริง ๆ  เพราะถนนราดน้ำยางมะตอยร้อนฉ่ามาตลอดสองข้างทาง จนถึงประตูเมืองศรีสะเกษ

-          มืดแล้ว   จะสรงน้ำ 

-          น้ำที่ฝายข้างทางพักฉันภัตตาหารเมื่อเพลนี้ อาบแล้ว ซักจีวร สบงทุกผืนแล้ว พอตัวแห้งแล้วเหนียวเหนอะหนะไปหมด

 

 

 

 

19.40 น.

 

ทางหลวงแผ่นดิน  226   กม. 1      

-  ศรีสะเกษ     1

-  สุรินทร์        111


 

 

จบการบันทึกภาค 4 ลงเท่านี้

โปรดติดตาม โลกลี้ลับ ตอนต่อไป ในบทบาทของพระวิปัสสนาจารย์ พระธุดงค์ และพระกัมมัฏฐานของ พระพยับ ปญฺญาธโร   เพื่อนำความลี้ลับของโลกนามธรรม และโลกวิมุติ-นิพพาน ออกมาเผยแผ่แด่ชาวโลก

 

 

* พระพยับ ปญฺญาธโร   ผู้บันทึก

   ระหว่างเดินทาง 22- 29 พ.ค. 2549

 

 

 

 

* แฟ้ม  vipassna4new.doc

 




Mystery World Report ศึกษาโลกลี้ลับ การศึกษาเชิงงานวิจัยสมาธิและไสยศาสตร์

Mystery World Report 26 : บันทึกสำคัญ
Mystery World Report 25
Mystery World Report 24
Mystery World Report 23
Mystery World Report 22
Mystery World Report 21
Mystery World Report 20 : ศึกษาโลกลี้ลับ 20 (ภาษาไทย)
Mystery World Report 19 article
MysteryWorld Report 18
Mystery World Report 17
Mystery World Report 16
Mystery World Report 15
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 14 ย่อ
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 13 ต้นฉบับสมบูรณ์ ตอนที่ 1
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 13 ต้นฉบับสมบูรณ์ ตอนที่ 2
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 13 ย่อ
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 12 ต้นฉบับสมบูรณ์
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 12 (ย่อ)
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 11 (ย่อ)
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 10 article
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 9 article
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 8 article
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 7 article
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 6 article
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 5 article
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 3 article
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 2 article
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 1 article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เวบไซท์นี้ http://www.newworldbelieve.net มีข้อมูลพื้นฐานจากหนังสือพิมพ์ดี:วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก ออกโดยมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร) มี พระพยับ ปญฺญาธโร เป็นบรรณาธิการ และเป็น webmasterสำนักงานตั้งอยู่ที่ วัดมหาพุทธาราม อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000 ขณะนี้หนังสือพิมพ์ดีมีอายุทำการมา 11 ปีแล้ว มีเรื่องสำคัญคือการวิเคราะห์สังคมทั้งระบบด้วยแนวภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์แห่งตาธรรมะในพระพุทธศาสนาเพื่อนำสังคมไปสู่ความดีงามและรอดปลอดภัยจากสถานการณ์เลวร้ายยุคนี้