ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี แฟ้ม 2
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletThe Truth Of Red Thailand 12-14 April 2009
bulletFrom red shirt survivor person
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
โหราศาสตร์ [updateใหม่สุด]
dot
bullet สารบาญโหราศาสตร์โดยชลัมพุช โหรชนบททุกเรื่อง
bulletบันทึกข้อสังเกตประเด็นสำคัญดวงชะตาประเทศไทยช่วงเดือนส.ค.-พ.ย.2552
bulletดวงชะตาประเทศไทย พยากรณ์ว่าประชาชนจะอดอยากยากจนและเผชิญภับพิบัติ 4 ประการ
bulletให้คำพยากรณ์นักธุรกิจชาวอังกฤษ
bulletอยากรู้เรื่องโหราศาสตร์ คลิก!
bulletดวงชะตาผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตไทย
dot
Buddhism How?
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
บันทึกลับเสื้อแดง
dot
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนท )
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
dot
รายการทั่วไป
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดีเล่มที่52
bulletงดเหล้าเข้าพรรษา
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletศรีสะเกษ
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
dot
ช่องบริการประชาชน
dot
bulletบริการแจ้งของหาย คนหาย สื่อข้อความ หมอผี ฯลฯ
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletดี 25
bulletดี 28
bulletดี 29
bulletดี 26
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่1-3


ศึกษาโลกลี้ลับภาค 6 article


 

 

ศึกษา

โลกลี้ลับ

ภาค 6

 

 


 

 

 

โลกลี้ลับ (6)

ภาค 6

ติดตามพระวิปัสสนาจารย์ พระธุดงค์ และพระกัมมัฏฐานยุคใหม่

 

 

ภาค  6   การเดินทางและธุดงค์ภาค 6

 

การประชุมประจำปีของพระสังฆาธิการทั่วประเทศ

 


 

 

 

โอกาสที่

 

พระพยับ ปญฺญาธโร  ได้รับคำสั่งให้ไปประชุม พระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาสและผู้ช่วยเจ้าอาวาสทั่วประเทศ  ตามมติมหาเถรสมาคมที่ 143/2546  ณ ศูนย์การคณะสงฆ์ภาค 10 ถนนชยางกูร กม.ที่ 42 ตำบลหนองเมือง อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 23 มิถุนายน 2549   ได้สมาทานธุดงค์กรรมฐาน  แล้วเดินทางไปอย่างพระธุดงค์  อย่างสามัญชน ไปสุสานฮ่วยเซย ทำกรรมฐานที่สุสานแห่งนั้นก่อน 1 คืน  แล้วเลยไปเข้าประชุม ณ ศูนย์การคณะสงฆ์ภาค 10  และตั้งใจว่าจะทำการศึกษาป่าที่ตั้งศูนย์การคณะสงฆ์ภาค 10 แห่งนี้  โดยปักกลดสักคืนหนึ่งในป่า  เพราะที่นั่นเดิมเคยเป็นป่าใหญ่  แม้ขณะนี้ก็ยังเป็นป่าขนาดใหญ่อยู่ เพียงแต่ถูกลิดรอนลงไปบ้าง โดยการบุกเบิกสร้างเป็นศูนย์การคณะสงฆ์ภาค 10 ส่วนหนึ่งและการพัฒนาท้องถิ่นส่วนหนึ่ง   กระนั้นก็ยังทรงสภาพที่น่าศึกษาทางธรรมกรรมฐานอยู่อย่างเต็มที่

 

และแม้โอกาสนี้จะเป็นระยะเวลาเพียงสั้น ๆ  ก็ได้ผลการศึกษาอย่างสมบูรณ์คุ้มค่า  ปรากฎตามบันทึกการเดินทาง ต่อไปนี้

 

 

 

อุทิศส่วนบุญ ณ สุสานฮ่วยเซย

 

22  มิ.ย. 2549

 

0800 น.

 

ออกจากวัดพระโต 

ตั้งใจว่าจะเดินทางไปในแบบพระธุดงค์ผู้เคร่งกรรมฐานตลอดทางนั้นด้วย  โดยตั้งใจว่าจะแวะที่สุสานฮ่วยเซยเสียก่อน  เพราะมีเรื่องราวที่ติดค้างใจมาตั้งแต่การมาพักค้างคืนคราวก่อนคือคืนวันที่ 8 ต่อกับ 9 มิ.ย. 2549  ขณะปักกลดพักแรมท้ายสุสานนั้น ได้ประสบการณ์บางอย่าง ที่มานึกดูภายหลังแล้ว น่าสงสัยว่าอะไรเป็นอะไร  ตามที่ได้รายงานไปในครั้งก่อน ( หน้า 109)ว่า

 

 

“จึงกลับไปฮ่วยเซย

 

เรากำลังอยู่ในสปิริตของนักปฏิบัติอย่างแรงและต่อเนื่อง

 

ขนสัมภาระออกไปท้ายสุสาน

เลือกได้ที่คิดว่าเหมาะแล้ว

ใต้ต้นคูณสามง่ามต้นหนึ่ง  ตรงมุมข้างตะวันออกเฉียงใต้  ติดกับฮวงซุ้ยใหญ่ของสุสาน

 

จัดแจงเรียบร้อยแล้ว  ไปสรงน้ำ ฯลฯ

 

9  มิ.ย. 2549  (ศุกร)

 

02.00 น.

 

ตื่น   ได้กลิ่นน่าสะอิดสะเอียน เพราะลมเปลี่ยนทิศ

 

ระลึกได้ว่า ก่อนตื่นขึ้นมากลางดึก นิมิตรเห็นซากโครงกระดูก 2 ซาก ซากหนึ่งสูงซากหนึ่งต่ำ มายืนมองดูเราอยู่แต่ไกล  ๆ ไม่เข้ามาใกล้   ออกท่าทางหม่นหมองไม่สบาย แต่เราไม่เอาใจใส่

 

พบว่าบริเวณนั้นมีหลุมขนาดลึกบ้าง ตื้นบ้างหลายหลุม  หลุมหนึ่งค่อนข้างใหญ่กว่าเพื่อน อยู่ด้านหัวนอนของเรานั่นเอง  กลิ่นมาจากหลุมนั้น

 

และบริเวณที่เรานอนนั้น น่าเป็นที่จัดการเศษศพ แล้วหญ้าขึ้นคลุมจนเราไม่ทันสังเกต  กลิ่นจึงเหียนหืนขึ้นยามลมสงบ

 

เราตัดสินใจเก็บข้าวของ  รื้อแค้มป์อย่างช้า ๆ รอเวลา  กะว่าเสร็จก่อนตี 4 จะได้ออกไปจากสุสาน”

 

 

ในคืนนั้นต้องตื่นขึ้นตั้งแต่เวลา 02.00 น. ซึ่งเป็นเวลาดึกอยู่ เหตุที่ต้องตื่นก็เพราะได้กลิ่นน่าสะอิดสะเอียน เหียนหืนขึ้นมา  ทนกลิ่นไม่ได้  จนต้องรื้อกลดหนีออกไปจากที่นั้น

 

กลิ่นนั้นยังติดผ้าและจีวรมาถึงศูนย์การคณะสงฆ์ภาค 10   แม้ว่าจะซักผ้าทุกผืน จีวรสบงทุกตัวแล้วก็ตาม เสร็จสิ้นการเดินทางไปแล้วก็ตาม  กลิ่นก็ยังติดไปจนถึงศรีสะเกษ

 

มาระลึกว่า  กลิ่นไม่น่าจะแรงขนาดนั้น  เพราะตอนกลางวันก่อนปักกลดก็ได้สำรวจดูอย่างดีแล้วว่าเป็นอย่างไร

 

มารำลึกถึงความเชื่อบางอย่างของคนไทยเรา  เกี่ยวกับเรื่องวิญญาณหรือจารีตปฏิบัติเกี่ยวกับคนตาย  ว่าบางทีเราอาจจะปฏิบัติผิดจารีตคลองธรรมเช่นนั้น  ทำให้วิญญาณไม่พอใจและส่งกลิ่นขึ้นประท้วง  อะไรทำนองนั้น  ใช่หรือไม่? 

 

เราเองอยากพิศูจน์แบบเผชิญหน้ากับเหตุการณ์จริง ๆ  ให้รู้กันอย่างชัดเจนจะแจ้ง

 

มารำลึกว่าที่ฮ่วยเซยนี้ยังไม่ทันมีการบรรเลงดนตรีแห่ศพให้เราฟังเลย  เพราะไปที่ป่าช้าโพนเขวา ก็มีดนตรีแห่ศพให้ฟัง ดังลั่นสนั่นเกือบตลอดคืน  ไปที่สุสานสุขาวดีก็มีถึง 2 ครั้ง 2 คืน  แต่มาที่ฮ่วยเซยหลายหนแล้ว  ยังเงียบอยู่  ไม่มีวี่แววว่าจะมีดนตรีให้ฟัง  แถมยังมีกลิ่นติดตัวกลับไปถึงศรีสะเกษอีกเช่นนี้ 

 

และบังเอิญนึกขึ้นได้อีกเหมือนกันว่า  มาฮ่วยเซยหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยแผ่อานิสงส์บุญให้เปรตผีในป่าช้าแห่งนี้เลย

 

อาจจะเป็นได้ไหมว่า  พวกอมนุษย์ที่นี่ก็ประสงค์ได้ส่วนบุญด้วย ???

 

น่าเป็นไปได้มากทีเดียว !!!

 

กะว่าไปคราวนี้จะตั้งใจแผ่ส่วนบุญกุศลให้

 

ด้วยบทอุทิศ  ที่ว่า  อิมินาปุญญกัมมเมนะ  อุปัชฌายาคุณุตตรา  ฯลฯ

 

 

 

 

ประสบการณ์วิญญาณในอดีต

 

 

เพราะเราเคยมีประสบการณ์ตรงในเรื่องนี้มาแล้ว ได้เห็น ประจักษ์ ได้ข้อมูลอย่างชัดเจนอย่างสิ้นข้อสงสัยไปเลยทีเดียว

 

เมื่อเฉลียวใจนึกดูเรื่องการแผ่บุญกุศลนี้แล้ว ก็เห็นว่าในระยะหลัง ๆ มานี้ เรามิได้เห็นความสำคัญเสียเลย  ไปปักกลดที่ไหนดูเหมือนละเลยไปทุกแห่ง (เพราะทะนงตน ไม่นึกเกรงอะไรในโลกวิญญาณ)  นึก ๆ ยิ่งพบสัจธรรมว่า แท้ที่จริงควรถือเป็นจริยาอย่างหนึ่ง  คือการอุทิศบุญกุศลหรือแผ่ส่วนบุญนี้ ควรที่จะทำ  เพราะเปรียบเสมือนการให้ทานอย่างหนึ่งโดยตรง  มิใช่เรื่องที่พระสงฆ์ พระธุดงค์ควรจะเลินเล่อ หลงลืม เป็นอันขาด  เพราะเป็นสิ่งที่มีอานิสงส์มาก  เป็นสิ่งที่อมนุษย์ ทั้งหลายต้องการมาก   ดังที่เคยประจักษ์ด้วยตนเองมาแล้ว  ครั้งหนึ่ง  ในคราวที่บวชใหม่แล้วเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอน

 

 

ในปี พ.ศ. 2526  ปีบวช ณ กาญจนบุรี  แล้วเตรียมฝึกทบทวนวิชามุ่งหมายจะเข้าแดนป่าไปจากสังคมจากโลกนี้ แล้วมีโทรเลขไปแจ้งว่า  “แม่ป่วยหนักกลับด่วน”  ก็ได้กลับมาจำพรรษาแรกอยู่ที่วัดบ้านโคกกลาง (วัดใหญ่) ตำบลอี่หล่ำ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอน

 

แล้วคืนหนึ่งก็ได้พบปรากฎการณ์ประหลาด  เริ่มจากได้ยินเสียงแซ่สนั่น กระชั้นถี่   บาดลึกในใจ  จนผวาตื่นขึ้นมา  ขณะนั่งเข้ากรรมฐานในเวลากลางคืน  มองไปรอบ ๆ ศาลา  สิ่งแรกที่เห็นก็คือ  วงกลมแดง ๆ ดูเป็นวง ๆ ขนาดเท่ากำปั้นของเด็ก ๆ  มากมายหลายวงซ้อนกันอยู่เต็มไปหมด  แล้วพอชัดขึ้นก็เห็นเป็นเงาภาพราง ๆ ในโครงร่างมนุษย์ นี่คือสิ่งที่ควรเรียกว่า  อมนุษย์   เปรต อสุรกายจำนวนมากล้อมทั้ง 4 ด้านของศาลาไว้  มีหลายลักษณะต่างกันไป สูงบ้าง ต่ำบ้าง  ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ที่กระจิ๋วหลิวตัวแบน ๆ ก็มี  และยังรู้สึกด้วยว่าเป็นใครบ้าง  แม้กระทั่งยายที่เพิ่งเสียไปไม่กี่วันนี้เองก็มาด้วย บางพวกก็ทำให้แปลกใจเพราะมาไกล มาจากแดนที่เราอุปสมบทและเพิ่งจากมา  มาจากกาญจนบุรีนู้น!!  ที่เห็นลักษณะวงกลมแดง ๆ ขนาดเท่าเบ้าตา ก็คือวงรอบดวงตานั่นเอง เสมือนลอยอยู่ในอากาศเป็นจำนวนมาก  ต่อเมื่อเพ่งดูแล้วจึงเห็นเป็นเงารูปร่างเหมือนคน มีแสงเฉพาะวงแดง ๆ รอบเบ้าตา และดวงตาหลัว ๆ ดังกล่าว   บางตนอยู่ด้านหลังเพื่อนก็กระโดดขึ้น ๆ ลง ๆ เพื่อมองเข้ามาในศาลา  บางตนก็ขี่คอซ้อนกันขึ้น  มีลักษณะเคลื่อนไหว ไปต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา   ทีแรกไม่เข้าใจ  ตกใจ เพราะไม่เคยเห็นอะไรมากมายขนาดนี้  สัญชาติญาณบอกว่าต้องเตรียมการต่อสู้  เหมือนกำลังเลือกอาวุธที่จะใช้อยู่  กะจะใช้เตโชกสิณ  พลันนึกได้ว่าเราเป็นสมณะ จะทำร้ายคนอื่นอย่างไร?   อาจจะเป็นอย่างอื่นละกระมัง  เหตุใดพวกนี้จักมาราวีกับเราด้วยเรื่องอะไร  ก็คิดได้ว่า  โอ้ !! พวกเขาแห่กันมาแน่นขนัดอย่างนี้ เพื่อขอส่วนบุญละกระมัง !!!     คงจะเหมือน ๆ กับพวกแมงตัวเล็กดำ ๆ ที่พากันบินมาลงกลางดึกจนเต็มกุฏิ เต็มพื้นห้องจนไม่มีที่เดินที่วางเท้า  ในวันแรก ๆ ที่เราบวชนั่นละกระมัง!!  ก็นึกขึ้นมาได้ว่า  มีเหตุผล ๆ 

 

ก็หยุดยืนอยู่กลางศาลาทันที   พนมมือสำรวมจิตอุทิศบุญให้  โดยกล่าวคาถา  อุททิสสนาธิฏฐานคาถา  มีว่า   อิมินา ปุญญะกัมเมนะ อุปัชฌายา คุณุตตะรา .... (ด้วยบุญนี้อุทิศให้ อุปัชฌาย์ผู้เลิศคุณ...ด้วยบุญนี้ที่เราทำ และอุทิศให้ปวงสัตว์  ฯลฯ)   ที่รู้กันว่าคาถาหยาดน้ำอิมินา นั่นแหละ 

 

ปรากฏแก่ตาอย่างชัดเจนว่า  มีความศักดิ์สิทธิ์   เพราะพอสวดคาถาจบลงปรากฏว่า  หมู่อมนุษย์ทั้งหลายที่มาแน่น 4 ด้านศาลานั้น  อันตรธานหายเกลี้ยงไปในทันที ไม่มีเหลือแม้แต่ 1 ตน

 

อันเป็นประสบการณ์จริงที่ประจักษ์ชัดแจ้งแก่สายตาตนเองมาแล้วตั้งแต่แรกเข้าสู่อ้อมผ้ากาสาวพัสตร์   จึงได้ข้อสรุปในหลักวิชา  และเข้าใจเห็นใจว่า  อมนุษย์ก็ประสงค์อยากได้อะไรจากพระธุดงค์  หรือพระผู้มีบารมีแก่กล้า   ก็ไม่ควรที่จะละเลยการแผ่บุญกุศลให้แด่อมุนุษย์เสมอไป

 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง  นี่คือบทบัญญัติข้อหนึ่งว่าด้วยจริยาของพระธุดงค์

 

(โปรดอ่านประวัติของผมตอนออกอุปสมบท  มีเรื่องราวลึกลับมากมาย  เพียงแต่ขณะนั้นผมยังไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร  เกิดขึ้นได้อย่างไร   เลยเล่าไว้ในเชิงบันทึกข้อมูลอย่างนั้น ไม่มีบทวิเคราะห์ไว้)

 

เราตั้งใจไปฮ่วยเซยครั้งใหม่นี้ก็คิดว่า  เพราะเราลืมเรื่องนี้ไปทุกครั้ง ๆ ที่ไปไม่เคยแผ่ส่วนกุศลให้เปตชนในท้องที่นั้นเลย เราไม่เคยแม้แต่จะจุดธูปเทียนบูชา และบอกกล่าว  คราวนี้จะต้องไปแก้ตัว  จะต้องแผ่บุญกุศลให้พวกเปตวิญญาณในสุสานแห่งนี้  ส่วนเรื่องการบรรเลงดนตรีฉลองให้นั้น  คิดว่าที่ฮ่วยเซย ไม่เหมือนโพนเขวาและสุขาวดี  เพราะฮ่วยเซยเป็นสุสานขนาดเล็ก  มีเนื้อที่น้อย  และอยู่กลางเมือง ท่ามกลางแสงไฟฟ้าถนนหนทางที่ล้อมรอบ   และเสียงรถเสียงคนคมนาคมรมอยู่ตลอดคืน  ไม่มีวิญญาณจะอยู่รวมกันเป็นหมู่เป็นเมืองใหญ่ ๆ เหมือนโพนเขวาและสุขาวดี  ก็ไม่ติดใจอีกแล้ว

 

 

 


11.00 น. 

 

สุสานฮ่วยเซย

 

คนในสุสานพากันมาไหว้  คนที่ดูเฉยเมยก็มาคุยด้วย  พวกเขาเห็นวันนั้นที่ไปปักกลดท้ายสุสานนั่นเอง  ว่ามาธุดงค์จริง ๆ อยู่ป่าช้าจริง ๆ ไม่กลัวผี   เพราะมาฮ่วยเซยแต่ละครั้งมาด้วยความจำกัด รีบด่วนและเจอฝนอยู่ตลอด  ก็พักแต่ในศาลาพักศพ ไม่มีโอกาสปักกลดในป่าจริง ๆเลยสักครั้ง  พึ่งไปปักกลดในสุสานจริง ๆ ก็คืนนั้นเอง  และดูเหมือนคนจะเห็นว่าทำอย่างนั้นเป็นการน่านับถือ (แต่เราเองไม่ได้มีความคิดว่าจะทำอะไรเพื่อโอ้อวดชาวบ้าน เพื่อให้เขานับถืออย่างนั้น) 

 

ได้ทำการอุทิศส่วนบุญกุศลให้เปตชนท้องถิ่นนั้นตามที่ตั้งใจไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว

 

 

แดนที่ตะวันขึ้นทางตะวันตก

 

23  มิ.ย. 2549

 

-06.00 น.

 

ถึง กม.42  ศูนย์การคณะสงฆ์ภาค 10 ลงจากรถบัสแล้ว

 

ทั้ง ๆ ที่อยู่บนรถขณะจอดลง ก็ยังเห็นดวงตะวันขึ้นทางทิศตะวันออกอยู่  ใจจดจ่อระวังอยู่ ต่อพอลงเท้าแตะพื้นดินคลาดสายตาไปชั่วอึดใจเดียวเท่านั้นเอง ตะวันกลับไปทิศตะวันตกอีกแล้ว    ทำให้ต้องยอมรับอยู่เงียบ ๆ ว่า ช่างเถิด!!! จะเป็นตะวันออกหรือตะวันตกก็ช่างเถิดนะ  เราจะได้เลิกคิดเลิกกังวลในเรื่องนี้เสียที

 

-     เลือกเอาบริเวณป่าด้านตะวันตก(ที่เรานึกว่าเป็นตะวันออก) บริเวณที่จะสร้างเจดีย์ เป็นที่ปักกลด  นึกเลือกไว้ในใจอยู่แต่แรกแล้วว่าจะต้องเป็นบริเวณนั้น   เจ้าคุณพระอาจารย์เคยพาเดินจงกรมมารอบ ๆ คล้ายหมายสีมาเขตไว้แล้ว

 

-      เป็นด้านตรงข้ามกับที่เราปักกลดครั้งมารับการฝึกอบรมอยู่  ด้านนี้เป็นผืนป่าใหญ่กว่า

 

0830 

 

ินทางไปอาคารใหญ่ที่ประชุม

เพลกลับไปฉันที่กลด

แล้วประชุมต่อไปทั้งวัน

 

 

 

ค้นพบวิชานั่งทางในหรือทิพญาณ

 

17.00 น.

 

ก่อนเลิกประชุมเล็กน้อย พระเดชพระคุณพระธรรมปริยัติโสภณ จภ.10 กำลังกล่าวสรุปและเตรียมปิดประชุมพายุลมฝนพัดหมุนมาขนาดใหญ่  ราวกับว่าฝนกำลังจะลงถล่มอย่างหนัก  แต่แล้วพอมาปะทะเข้ากับอาคารที่ประชุมก็สลายลงไปอย่างรวดเร็ว  น่าประหลาดใจ

 

1730 น.

 

-          พักค้างคืนที่ป่าแห่งนั้น  ด้านตะวันออกของอาคารศูนย์

 

-          เรามาบันทึกเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นและทรงคุณค่าต่อไปนี้ภายหลัง

 

ป่าใหญ่ด้านทิศใต้ เวลานั้นเป็นเวลาโพล้เพล้แล้ว  บัดนั้นโปร่งโล่งไปตลอดแนวป่า ตรงข้ามกับป่าด้านทิศเหนือ อีกข้างของถนนที่ยังรกอยู่  เพราะพระผู้เข้าอบรมพระวิปัสสนาจารย์ทั้ง 2 รุ่นได้ช่วยกันถางวัชพืชที่รุงรังออกไปหมด ทั้งทำความสะอาดพื้นดินเอาไว้เพื่องานการวิปัสสนาโดยเฉพาะ  ทำให้เหมาะแก่การพักปักกลดเป็นอย่างดียิ่ง  เดิมเจ้าคุณผู้อำนวยการฝึก จะพาลูกศิษย์ลงมาฝึกเดินจงกรมในป่านี้  ท่านเปรย ๆ ขึ้นถึง 2 ครั้ง แต่ก็ไม่ได้ทำ  แต่การเดินจงกรมในป่า เป็นเรื่องยาก  ต้องชำนาญแล้วและมีความพยายามอย่างมากแล้วจริง ๆ จึงจะทำได้  หมายความว่า  ทำอย่างได้ประโยชน์  ไม่ใช่เพียงแค่ลองดู  สักแต่ว่าทำ ๆ ไปหัวเราะกันไป

 

-  บัดนี้เราเดินฝ่ามาในป่าแห่งนี้ ท่ามกลางความมืดที่สลัวลง  และพระสงฆ์องค์เจ้า ผู้มาประชุม พากันเคลื่อนไหวสลายไปจากสถานที่แห่งนี้อย่างรวดเร็วไปแล้ว ก็เหลือแต่เราคนเดียวเคลื่อนไหวอยู่บริเวณป่าแห่งนี้ ท่ามกลางความเงียบสงัด  และความเป็นป่าใหญ่แสดงด้วยเสียงระงมร่ำร้องของเหล่าแมงอีที่สนั่นลั่นโสตสะเทือนเลื่อนไปทั้งแนวป่า  เป็นแหล่งรวมแมงอีที่ร่ำร้องระงมที่มโหฬารมาก  โดยเฉพาะในเวลานั้น  ดูดุจว่ามีแมงอีจับร่ำร้องตามต้นไม้ทุกต้นเต็มไปหมด ตลอดทางที่เราเดินจากชายป่าด้านตะวันตกมาสู่ชายป่าด้านตะวันออกที่ปักกลด มีแต่เสียงสะเทือนเลื่อนลั่นของหมู่แมงอี   ดุจบรรเลงดนตรีเฉลิมฉลองให้ก็ปาน  ยามราตรีเช่นนี้  ป่าแห่งนี้นับว่ามีคุณค่าแห่งการธุดงค์อยู่อย่างสูงยิ่งทีเดียว

 

-  เราพิจารณาบริเวณโดยรอบยามบัดนั้นแล้ว พบว่าเป็นสถานที่ที่น่าอยู่น่ารื่นรมย์อีกแห่งหนึ่งทีเดียว  ป่าทั้งป่ามีความโปร่งโล่ง ลมพัดผ่านเบา ๆ ตลอดแนวป่า  มีการถ่ายเทอากาศอย่างดียิ่ง

 

-   พลันก็มีจิตกระสันใคร่ปฏิบัติสมาธิจิตและเดินปราณ   เนื่องเพราะบรรยากาศรอบตัวเป็นใจอย่างยิ่ง  จึงลาดอาสนะแล้วนั่งลงใต้กลด ปฏิบัติสมาธิทันที   และสมาธิแล่นไปวูบเดียวก็ถึงจุดสูงสุด  เมื่อเดินปราณเบา ๆ ไปแล้ว พลันรู้สึกว่า  ได้พบความละเอียดอ่อนแห่งปราณไปอีกลักษณะหนึ่ง  ที่ใสขึ้นกว่าเดิม

 

-   นิ่งสังเกตดูด้วยความยินดีและประหลาดใจ  ก็พบว่าเป็นสภาวะจิต-ทรงฌานที่ละเอียดไปกว่าเดิม  และทำให้การทรงตัวนั่งสบายและ มีพลังการนั่งมั่นคง  วิเวก เหมือนนั่งอยู่กลางอากาศก็ปานนั้น  เสมือนหายตัวไปก็ปานนั้น  จนไม่รู้สึกต่อการผ่านไปของเวลานาที   คำนวณว่า  ในสภาวะนี้ จะนั่งไปเช่นนั้นได้ตลอดทั้งคืน  ตรงนี้  เป็นลักษณะของจิตและวิชาที่ละเอียดไปทุกอย่าง  ได้พิจารณาดูด้วยความตื่นตระหนกปรีดาในใจไปด้วย ใช้    ธัมมวิจยจริตพิจารณาไปก็พบว่า หมายถึงองค์รวมทั้งสิ้นของภาควิชาทั้งหมดแห่งจิตละเอียดไปอีกระดับหนึ่ง    

 

อาทิ

 

-  สมาธิ  ละเอียดไปอีก

-  กสิณละเอียดไปอีก

-  ฌาน อารมณ์จิตใจที่นิ่งสงัดสงบ ละเอียดไปอีก

 

-  ปราณละเอียดไปอีกขั้นหนึ่งอย่างที่ไม่เคยผ่านมาก่อน ไม่เคยนึกรู้มาก่อน

 

แล้วทรงตัวอยู่อย่างนั้น  แม้นาทีผ่านไปก็ไม่รู้สึก เป็นเวลานานแสนนาน โดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย  รำคาญ  แต่สบาย  อยู่ในสภาวะไร้ตัวตน  ดุจลอยตัวหนือแผ่นดิน  เหนืออาสนะที่นั่ง  ไปเลยทีเดียว

 

แต่มีจิตที่ดูแลพิจารณาบริหารอยู่ทุกขณะ  เพราะแม้ขณะนั้น ก็มีความคิด  มีความพิจารณา  มีการสั่งการ  และเมื่อต้องการ ก็รู้สึกในสัมผัสต่อสิ่งภายนอกว่าอย่างไร  ขณะนั้นก็รู้สึกอยู่ ด้วยจิตสั่งให้คอยดู  ถึงกระแสลมที่พัดผ่านป่ามาอย่างสม่ำเสมอ ก็รู้  รู้ในบรรยากาศสบายโล่งโปร่ง  เป็นแนวป่าที่รื่นรมย์เหมาะแก่งานการธุดงค์อย่างยิ่ง

 

ครั้นแล้วภาคจิตของเราก็จดจำเอาไว้โดยอัตโนมัติ   ดุจบันทึกลงด้วยฟิลมภาพยนตร์นั่นทีเดียว เมื่อต้องการศึกษาพิจารณาอีกครั้งก็สามารถนำออกมาฉายภาพดูใหม่อีกครั้งได้ 

 

นี่ก็เป็นวิชาอีกชนิดหนึ่งที่ให้ประโยชน์ทางการจัดเก็บข้อมูลและวิเคราะห์วิจัยได้มากมายจริง ๆ   และเนื้อแท้ก็คือ  กสิณชนิดหนึ่ง  นั่นเอง

 

 

 

 

 

ยักษ์เจ้าป่าที่ศูนย์ภาค 10

 

 

แล้วในขณะที่อิ่มเอมใจ สบายอยู่นั้น   พลันความรู้สึกก็เกิดขึ้นว่า  บริเวณป่าแห่งนี้ จักมีสิ่งที่เรียกว่าพระภูมิเจ้าที่หรือเทวดาอยู่หรือไม่?

 

ทำไมเราจักไม่ลองสวดพระเวทมนต์ชุมนุมเทวดาดูหรืออย่างไร ?

ที่แห่งนี้ก็ดูว่าเคร่งขรึม  น่าหวาดสะดุ้งอยู่

 

กำลังลังเลใจอยู่ว่าจะสวดบทมนต์ชุมนุมเทวดาดี  หรือจะนั่งสมาธิที่อ่อนโยนละเมียดละไมนั้นไปเรื่อย ๆ ดี  ยังไม่ทันตัดสินใจอะไร

 

 

ข้างหน้า  ต่อสายตาที่เพ่งมองไป  ก็ปรากฏภาพชนิดหนึ่งขึ้น ราง ๆ แล้วชัดขึ้นตามลำดับ

 

-    เป็นภาพของยักษ์ใหญ่ ใบหน้าแดงอมดำเปลือกมังคุด  ผมหยิก  ปากกว้าง  ริมฝีปากหนาใหญ่  มีโหนกแก้มกลมหนา  ตาพอง จมูกโต  ตัวใหญ่โตมโหฬารมาก  จนเหมือนต้นไม้รอบตัวมันเป็นเพียงต้นหญ้าอ่อน ๆ   ท่อนบนเปลือย ไม่สวมผ้า    อยู่ในสภาพกึ่งนั่งกึ่งนอนเอนอยู่  แล้วค่อยตั้งตัวตรงขึ้น  ค่อยปรากฎขึ้นจนเป็นรูปร่างชัดเจน  ประจักษ์แก่ตา  หันหน้าตรงมา

 

-    พอนึกว่าเป็นยักษ์อย่างไร  ก็เห็นพนมมือในลักษณะอ่อนโยน  ไม่เคลื่อนไหว  นิ่งอยู่อย่างนั้น  

ตลอดเวลา  ไม่ขยับเขยื้อนไปทางไหน

 

 

สิ่งที่เราประหลาดใจก็คือ  ครานี้ ไม่ได้สวดมนต์ชุมนุมเทวดาเลย  แต่ยักษ์ก็ปรากฏกายขึ้นมาเช่นนี้

 

นี่เป็นผลมาจากอะไร?

 

แล้วสิ่งที่น่าจะเป็นคำตอบก็ผุดขึ้นมาเองทันที

 

อ๋อ!!!   นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า    นั่งทางใน  หรือ ทิพญาณ  (ตาทิพย์)   นั่นเอง

 

หรือมิใช่ ?

 

เพราะการเข้าสมาธิขณะนั้น มีความละเอียดอ่อนใสบางมาก  เปรียบปานแก้วกระจ่าง  อย่างเป็นระดับที่ไม่เคยละเอียดเท่ามาก่อน  ซึ่งหมายความว่า บังเอิญ  เราได้นั่งสมาธิจิตละเอียดอ่อนถึงระดับเป็นวิชาทิพญาณนั่งทางในไปอย่างไม่รู้ตัว 

 

ไม่เช่นนั้นหรือ?

 

 

เราค้นพบวิชานี้เข้าโดยบังเอิญใช่หรือไม่?

 

น่าจะใช่ใช่ไหม? 

 

 

และความจริงและความหมายของขณะนั้นก็คือ ภาคจิตของเราพัฒนาไปอีก โดยเข้าสู่สภาวะละเอียดอ่อนไปกว่าเดิมไปอีกระดับหนึ่ง  และเราเองก็รู้ความพัฒนานั้นโดยชัดเจนกับตัวเอง

 

 อ๋อ !!!    แน่ละ   !!!   ภาคจิตพัฒนาไปอีกระดับหนึ่งอย่างแน่นอนอยู่แล้ว

เพียงแต่   เป็นเรื่องความบังเอิญ

เรามิได้นึกรู้ หรือตั้งใจมาก่อน  มันเกิดเอง   เป็นเอง  จากการอบรมด้วยสิ่งแวดล้อมที่ดีเยี่ยม

 

อีกครั้งหนึ่งแล้ว !!!

 

นี่คือสิ่งที่ค้นพบครั้งใหม่สุด  ที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง

ทำให้เรารู้แนวทางที่จะฝึกฝนไปให้ช่ำชอง

 

 ฉะนั้น   ก็หมายถึงระดับขั้นตอนแห่งวิชา  ที่เราได้พบโดยบังเอิญในวันนี้   จะต้องฝึกฝนเอาให้ได้ ให้ช่ำชองต่อไป

หมายความว่าต่อไปถ้าเรามีความสามารถทางนี้แล้ว เราก็ไม่ต้องสวดมนต์ชุมนุมเทวดา  อันเป็นการรบกวนเทวดาอีก  เราก็ใช้ทิพญาณ ตาทิพย์นี้ หรือนั่งทางในดูก็จะรู้แจ้งเรื่องราวของเทวดาหรือภูติภูมิต่าง ๆ ในแผ่นดิน ป่า เขาลำเนาไพรได้  เป็นอีกวิชาชนิดหนึ่งสำหรับบุกเบิกพิศูจน์โลกลึกลับต่อไป

 

 

และสรุปขั้นนี้ได้ว่า   ทิพญาณ ตาทิพย์  หรือ วิชานั่งทางในก็คือ   ส่วนละเอียดขององค์รวมทั้งสิ้นของภาคจิตหรือภาคภายในไปอีกระดับหนึ่ง  ตามที่ปรากฏแด่เราในขณะนั่งสมาธิในป่าของศูนย์ภาค 10  นั่นเอง

 

หมายถึงปราณอันละเอียดอ่อนไปกว่าเดิม  มีลักษณะเหมือนใยบัวที่ลอกไปอีกชั้นหนึ่ง  ให้ละเอียดเบาบางไปกว่าเดิมอีก

 

รวมทั้งวิชา  องค์รวมทั้งสิ้นพัฒนาตามกันไปด้วย

 

ฉะนั้น  บทสรุปอีกครั้งหนึ่งก็คือ ถ้าเราฝึกปรือไปในทางเพิ่มพูนความละเอียดแห่งคุณธรรมของสมาธิ และปราณ  ฌาน  กสิณ  ทั้งองค์รวมไปอีกได้   ก็ย่อมสามารถมองไปเห็นมิติแห่งโลกอื่นได้โดยง่ายดาย  

 

เช่นนั้นใช่หรือไม่?

 

เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นยินดี เพียงใดเล่า?

 

เอาเถิด  เราวางเป็นข้อสมมติฐานไว้ก่อน

แล้วตามฝึกฝนอย่างเข้มต่อไปให้ได้   เพราะน่าจะไม่เหลือวิสัยสำหรับคนอย่างเรา อย่างแน่นอน

 

และเมื่อฝึกเอาได้  อะไรจะเปลี่ยนแปรไปขนาดไหน?

 

นี่คือตัวอย่างของการมองเห็นมิติอื่น

 

นี่คือข้อมูล ที่บันทึกโดยตรงจากแหล่งข้อมูลชั้น 1 (primary data)

คือการมองเห็นยักษ์ในป่าของศูนย์การคณะสงฆ์ภาค 10 ได้ มิใช่ด้วยสติวิปปัลลาส   แต่ด้วยการนั่งสมาธิ ฌาน กสิณ ปราณในระดับละเอียดอ่อนที่แหล่งข้อมูลไม่เคยสัมผัสมาก่อน   และครั้นเกิดสัมผัสได้ขึ้นมา  ในสถานที่อันบังเอิญเหมาะเจาะ ที่มียักษ์อยู่พอดี  แหล่งข้อมูลก็เห็นยักษ์ขึ้นมาได้เอง 

 

เช่นนั้นจะไม่เป็นเหตุเป็นผลเชิงวิทยาศาสตร์หรือ?

 

 

ถ้าเช่นนั้น ก็ไม่เหลือวิสัยของเราที่จะฝึกฝนแนวธรรมะ  ให้ละเอียดอ่อนไปถึงระดับนี้ได้    งานของเราในเร็ววันข้างหน้านี้ก็คือ  เราจะฝึกเอาโดยเร็ว ไม่รอช้าเสียเวลาอีกเลย

 

เพราะดูเหมือนทางสู่มิติ โลกลี้ลับ ใดนั้น  ได้เริ่มขึ้นจากวันที่เทพเจ้าทั้งสาม  รวมทั้งขบวนทวยเทพในสวรรค์ทั้งสิ้น เสด็จมาอำนวยพร   นี่  มิใช่เรื่องธรรมดาเสียแล้ว  ย่อมจะต้องบอกอะไรที่เป็นความหมายอย่างสำคัญยิ่งอย่างแน่นอน

 

-          แล้วต่างจากแนววิชาที่เรามีอยู่อย่างไร?

-          อ๋อ!  เรามีอยู่เป็นแนวบู๊ล้วน ๆ  เป็นภาคการปราบปราม ด้วยฤทธิ์ อำนาจล้วน ๆ

-          นี่เป็นแนวปัญญา แนวบุ๋น  แนวข่าวกรองหรือ  intelligence อย่างไร?

 

-      เมื่อได้ทั้งแนวบู๊และแนวบุ๋นมาแล้วจะเป็นอย่างไรเล่า?

 

-    แน่นอน  การได้ค้นพบแนววิชาไปอีกแนวหนึ่งและระดับหนึ่ง  เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมยินดีมาก   และอยู่ในแผนการฟึกฟื้นฝึกฝนในทันที   เราจะต้องเร่งรีบฝึกฝนแนววิชานี้ต่อไปอย่างแน่นอน  เพื่อเป็นเครื่องมืออีกชนิดหนึ่งสำหรับพิศูจน์ความลี้ลับ  ของโลกที่ลี้ลับ และทั้งชัยชนะอันอมตะในโลกที่ลี้ลับ  และไขความกระจ่างแจ้งแห่งสาระใดใดมีกล่าวไว้ในคำสอนของพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

 

 


20.30  น.

 

ร่วม 2 ชั่วโมงต่อมา

 

-          แม้กระทั่งลุกมากางกลด ตระเตรียมการเข้ากรรมฐานในกลดแล้ว  มองไปทีไรก็ยังคงเห็นยักษ์ใหญ่อยู่ ณ ที่เดิม  แม้หน้าตาจะเปลี่ยนสีผิวไปเป็นแดงเข้มขึ้นบ้าง  ก็ยังอยู่ในท่าพนมมืออยู่เหมือนเดิม

 

-      และดูเหมือนว่า  ยักษ์ก็ยอมตนเป็นผู้รับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของเราด้วย

 

-     นี่คือสัญลักษณ์ของมิตรหรือ   มิตรคือยักษ์ใหญ่ของเราผู้พร้อมจะรับใช้รับบัญชา  อย่างนั้นหรือ?

 

-          อย่างไรกันนี่?  จะสรุปว่าที่ศูนย์การคณะสงฆ์ภาค 10 ต.หนองเมืองแห่งนี้มีเจ้าที่ผู้ดูแลรักษาอยู่อย่างนั้นสิ?  และผู้พิทักษ์พื้นภูมิสถานที่แห่งนี้เป็นยักษ์กุมภัณฑ์ อย่างนั้นหรือ ?

 

 

24 มิ.ย. 2549

 

0100  น. 

 

พายุมา 

ฝนลงเล็กน้อย 2-3เม็ด  แต่ลมพัดแรง

 

เก็บของทั้งหมดลงย่ามใหญ่  แล้วนั่งกรรมฐานสู้ฝนลมไปตลอดทั้งคืนที่เหลือ 

ไม่เห็นยักษ์ใหญ่อีกแล้ว

 

04.30  น.

 

เคลื่อนย้ายออกไปจากป่า  ไม่เสียเที่ยวเลยหนอ!!  ที่นี่ยังมีดีอยู่จริง ๆ

 

0700 น.

 

ไปโดยรถบัส

 

0900 

 

ถึงอุบลราชธานี

 

1000

 

ถึงศรีสะเกษ

 

ขอบคุณและอนุโมทนารถบัสทั้งสายอุบลและศรีสะเกษ  ที่ถวายการโดยสาร ทั้งขามาและขากลับ

 

 

* แฟ้ม  vipassna6new.doc




Mystery World Report ศึกษาโลกลี้ลับ การศึกษาเชิงงานวิจัยสมาธิและไสยศาสตร์

Mystery World Report 26 : บันทึกสำคัญ
Mystery World Report 25
Mystery World Report 24
Mystery World Report 23
Mystery World Report 22
Mystery World Report 21
Mystery World Report 20 : ศึกษาโลกลี้ลับ 20 (ภาษาไทย)
Mystery World Report 19 article
MysteryWorld Report 18
Mystery World Report 17
Mystery World Report 16
Mystery World Report 15
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 14 ย่อ
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 13 ต้นฉบับสมบูรณ์ ตอนที่ 1
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 13 ต้นฉบับสมบูรณ์ ตอนที่ 2
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 13 ย่อ
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 12 ต้นฉบับสมบูรณ์
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 12 (ย่อ)
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 11 (ย่อ)
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 10 article
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 9 article
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 8 article
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 7 article
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 5 article
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 4 article
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 3 article
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 2 article
ศึกษาโลกลี้ลับภาค 1 article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เวบไซท์นี้ http://www.newworldbelieve.net มีข้อมูลพื้นฐานจากหนังสือพิมพ์ดี:วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก ออกโดยมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร) มี พระพยับ ปญฺญาธโร เป็นบรรณาธิการ และเป็น webmasterสำนักงานตั้งอยู่ที่ วัดมหาพุทธาราม อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000 ขณะนี้หนังสือพิมพ์ดีมีอายุทำการมา 11 ปีแล้ว มีเรื่องสำคัญคือการวิเคราะห์สังคมทั้งระบบด้วยแนวภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์แห่งตาธรรมะในพระพุทธศาสนาเพื่อนำสังคมไปสู่ความดีงามและรอดปลอดภัยจากสถานการณ์เลวร้ายยุคนี้