ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พ.ศ.2540 - 2559
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 1
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 51
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 52
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 53
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 54
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 55
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
Buddhism How? บันทึกของนักปฏิบัติธรรมผู้ถวายชีวิตพิศูจน์สัจธรรมพุทธให้รู้แจ้งเห็นจริงถึงระดับมรรคผลนิพพานแท้
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
bulletศึกษาโลกลี้ลับ 26
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว วิเคราะห์ทุกปัญหาในโลกมนุษย์ด้วยสติปัญญาและเหตุผลวิทยาศาสตร์จากนสพ.ดี
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletประวัติการต่อสู้เพื่อการดับทุกข์ ของพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์ แนวปฏิรูปคณะสงฆ์อยู่ในบทวิเคราะห์นี้แล้ว
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา แนวคิดศาสนาสำหรับคนยุคใหม่ ผู้ก้าวผิดทางไปสู่สิ่งไร้สาระโดยไม่รู้ตัว
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ของฟรีให้เปล่ามา20ปีแล้วทั้งเอกสารและอินเทอเนท
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา เราทำเพื่อปัญญาชนโดยแท้
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่1-3


เทศนาธรรม งานศพคุณแม่วิมลวรรณ พรรณโรจน์ เมรุวัดมหาพุทธาราม 20 ส.ค.2560

  เทศนาธรรม งานศพคุณแม่วิมลวรรณ พรรณโรจน์ เมรุวัดมหาพุทธาราม 20 สิงหาคม 2560   

                                         ******************************************************************************************************************                     

 

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต  อะระหะโต  สัมมา สัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต  อะระหะโต  สัมมา สัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต  อะระหะโต  สัมมา สัมพุทธัสสะ   

 

 

   ปัญจักขันธา:  รูปักขันโธเวทนากขันโธสัญญากขันโธวิญญานักขันโธสังขารักขันโธ

      

    

 

 

 

 

คนเรานี้คือกองสังขาร5 กองประกอบกันเป็นหนึ่ง   การได้เป็นคน มีชีวิตขึ้นมา จนอยู่ไปตามลำดับแห่งชีวิต ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น ได้มาเพราะการประกอบกันของกองขันธ์ 5 กอง  ต่อไปนี้ได้คำอธิบายมาจาก  ปทานุกรม 4 ภาษา  คือ

 

1.   รูปขันธ์  (หมายถึง)  รูป ร่างกาย พร้อมอวัยวะ 32 อย่าง อวัยวะภายนอก  และ  อวัยวะภายใน

2.  เวทนากขันโธ (หมายถึง) เวทนาขันธ์  กองแห่งเวทนา  ซึ่งมีคำแปลว่า หมายถึง ธรรมชาติอันเสวยอารมณ์ ความเสวย คือรู้รสอารมณ์  ได้แก่ความรู้สึกต่าง ๆ  มาทางอารมณ์  ที่เป็นทั้งสุข และทุกข์ ทั้งความเจ็บปวดและความสุขใจ อิ่มใจ

 

3.  สัญญากขันธโธ  (หมายถึง) กองแห่งความคิด ความจำได้ หมายรู้ความจงใจ ตั้งใจ,

4.  วิญญานักขันโธ  (หมายถึง) กอง หรือหมู่แห่งความรู้สึก ใจ  ที่ผ่านมาทางอายตน 6 คือ หู ตา จมูก ลิ้น สัมผัสทางกาย และ สัมผัสทาง

5.  สังขารักขันโธ (หมายถึง)  กองแห่งธรรมอันปัจจัยตกแต่ง, ความแต่งความอบรม, สังขาร, ปัจจัยประชุมเกิด

กองขันธ์ทั้ง 5 นี้ ก็แบ่งเป็น 2 กองใหญ่

1.   รูปธรรม   กองที่เป็นรูปร่าง เป็นตัวตน มองเห็นได้ สัมผัสถูกต้องได้ คือ  รูปักขันโธ นั่นเอง  หรือเรียกว่า  ส่วนกาย (ตรงกับภาษาสากลว่า body นั่นเอง)

2.   นามธรรม   คือ เวทนากขันโธสัญญากขันโธวิญญานักขันโธสังขารักขันโธ  4  กองรวมกันเป็น 1 คือ นามธรรม   เป็นส่วนที่มองด้วยตาไม่เห็น สัมผัสถูกต้องไม่ได้  เรียกว่า  นามธรรม( mind) 

 

รูปธรรม1กอง ซึ่งได้แก่ฝ่ายกาย[body] และนามธรรม4กองที่ประสานกันเป็นฝ่ายจิตใจ[mind]นี้แหละ ที่ชาวพุทธทั่วไปรู้จักและเข้าใจกันว่า  รูปธรรม นามธรรม  หรื่อ  ฝรั่งว่า  body & mind  นั่นเอง

 

และกองขันธ์ทั้ง 5 คือ รูปขันธ์  เวทนาขันธ์  สัญญาขันธ์  วิญญาณขันธ์  สังขารขันธ์ นี้  หรือ รูปธรรม นามธรรม นี้  เมื่อ  ประกอบกันแล้ว เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังขาร คือร่างกาย จิตใจ และรูปธรรมนามธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น เกิดเป็นคน ที่มีรูปร่าง หน้าตา และจิตใจขึ้นมา

 

สัจธรรมตรงนี้ก็คือ   เรื่องคนเรา  ไม่ว่าเรื่องคุณแม่วิมลวรรณ พรรณโรจน์  ในห้องนอนแคบ ๆ ของท่านขณะนี้   หรือ  ไม่ว่าคนใด คนไหน  คน ก็เหมือนกันหมด  ในแง่ที่ว่า  เกิดมา  อยู่  เติบโต ไป   ด้วยปัญจักขันธา รวม 5 องค์ประกอบนี้  หรือ รูปธรรม นามธรรม รวมกันเป็นสังขาร  ซึ่งชาวต่างชาติ ต่างศาสนา รู้จักในคำ2คำนี้ดีคือ   Body  &  Mind ....เหมือนกัน  เป็นคนเหมือนกันหมด  ไม่มีความแตกต่างกันไปอย่างใดเลย  ฉะนั้น กรณีคุณแม่วิมลวรรณ พรรณโรจน์   ที่ได้ล่วงลับไปไกลจากภรรยา บุตรหลาน ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 2560 นั้น  โดยหลักการพระพุทธศาสนาแล้ว ก็คือ  ปัญจักขันธา ที่ประกอบกันเข้าเป็นสังขาร  เป็นมนุษย์ขึ้นมาคนหนึ่งนั่นเอง  ซึ่งเหมือนกันกับคนอื่น ๆ หรือสังขารอื่น ๆ  ทั้งสิ้น เราจึงควรทำการศึกษาเพื่อให้รู้แจ้งสัจธรรมเกี่ยวกับ  สังขาร  ปัญจักขันธานี้   ตามหลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือตามหลักในพระสูตรต่าง ๆ แล้ว  ก็จะช่วยให้รู้สัจธรรม  และนำไปสู่การแก้ปัญหา  แก้ทุกข์  และให้พ้นทุกข์ ล่วงสู่โลกสงบ เย็น คือโลก  นิพพานได้

ฉะนั้น กรณี คุณแม่วิมลวรรณ พรรณโรจน์ ที่เพิ่งล่วงลับไปไกลจากบุตรหลาน ไปแล้วนั้น โดยหลักการพระพุทธศาสนาแล้ว ก็คือ  ปัญจักขันธา ที่ประกอบกันเข้าเป็นสังขาร  เป็นมนุษย์ขึ้นมาคนหนึ่งนั่นเอง  ซึ่งเหมือนกันกับคนอื่น ๆ หรือสังขารอื่น ๆ  ทั้งสิ้น เราจึงควรทำการศึกษาเพื่อให้รู้แจ้งสัจธรรมเกี่ยวกับ  สังขาร  ปัญจักขันธานี้   ตามหลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือตามหลักในพระสูตรต่าง ๆ แล้ว  ก็จะช่วยให้รู้สัจธรรม  และนำไปสู่การแก้ปัญหา  แก้ทุกข์  และให้พ้นทุกข์ ล่วงสู่โลกสงบ เย็น คือโลก  นิพพานได้

 

เนื่องในกำหนดการฌาปนกิจศพของคุณแม่วิมลวรรณ  พรรณโรจน์  ณ เมรุวัดมหาพุทธาราม พระอารามหลวง ในวันนี้ ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์  ที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2560   เวลา 15.00  น.  โดยที่มีเจ้าภาพ ซึ่งประกอบด้วย ลูก หลาน  ผู้เป็นญาติ  เป็นมิตร  เป็นเพื่อนสนิท มิตรสหาย จากทั่วสารทิศมารวมกัน  บำเพ็ญกุศลกันอย่างคับคั่ง  เพื่อส่งจิตใจ ไว้อาลัยแด่ คุณแม่วิมลวรรณ พรรณโรจน์  ด้วยความรำลึกอาลัยอย่างสุดซึ้งมา  ตั้งแต่ร่วมกันตั้งศพขึ้นบูชา  ขอขมาลาโทษ ที่ได้กระทำการล่วงเกินคุณแม่ เมื่อครั้งท่านยังมีชีวิตอยู่มาตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม แล้ว  และก็ได้ร่วมกันบำเพ็ญกุศลศพ สวดพระอภิธรรม ตามหลักทักษิณาในพระพุทธศาสนา มาถึง 5  คืนมา  ก่อนพิธีทำบุญครั้งสุดท้าย คือพิธีการฌาปนกิจศพ ในบ่ายวันนี้  ภาคเช้าก็ได้มีพิธีสวดธรรมนิยาม  การจัดเลี้ยงภัตตาหารเพล เลี้ยงพระ สามเณรทุกรูปในวัด    แล้ว ซึ่งทางเจ้าภาพยังได้มีความเลื่อมใส จัดให้มีพระธรรมเทศนาหน้าศพ 1 กัณฑ์  แล้วยังได้จัดทานบริจาคแด่ วัด โรงพยาบาล  สถาบันต่าง ๆ และโรงเรียน อีกเป็นจำนวนมาก ก่อนที่จะวางเพลิงศพในขั้นสุดท้าย  นั้น 

 

อาตมภาพขอแจ้งให้ทราบว่า เดิมทีเดียวนั้น  ทางเจ้าภาพ คือคุณวิโรจน์  พรรณโรจน์ ลูกชายคุณแม่วิมลวรรณ   ได้ไปหาอาตมภาพที่กุฏิ  และบอกให้ทราบเรื่องมารดาเสียชีวิต  และบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับคุณแม่ และ คุณพ่อให้ทราบ   ก็จึงได้ทราบว่า  เป็นญาติ  กันอยู่  โดยที่คุณพ่อยอด พรรณโรจน์ผู้ซึ่งเป็นบิดานั้น เป็นเพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียน ศรีสะเกษวิทยาลัยเดียวกัน  และเป็นน้องชายของท่านอาจารย์ประพิทย์ พรรณโรจน์ อาจารย์อาตมภาพครั้งเรียนโรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย อีกด้วย ซึ่งท่านอาจารย์ประพิทย์นี้ ได้มีความสนิทสนมกับทางคุณพ่อ  คุณแม่อาตมภาพเสมือนญาติสนิท มาตั้งแต่เดิมแล้ว ก็เลยเกิดความรู้สึกสนิทสนมผูกพันขึ้นมา  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณแม่วิมลวรรณ ก็ได้รู้จักอาตมภาพดี  ครั้นเวลาก่อนเสียชีวิต ได้บอกลูกชายไว้ว่า  เมื่อแม่เสียชีวิตแล้ว  ให้ไปบอกพระอาจารย์พยับ ด้วยนะ

 

ซึ่งเรื่องนี้ก็เลย  กลายไปเกี่ยวข้องถึงเพื่อน ๆ ที่เคยเรียนชั้นมัธยมศึกษากันที่โรงเรียน ศรีสะเกษ ศรีสะเกษวิทยาลัย  ที่ล้วนเป็นลูกศิษย์ท่านอาจารย์เดียวกัน คือ  อาจารย์ ประพิทย์ พรรณโรจน์  นับแต่ธำรง เกษมสุข, สดมภ์ ผลาพงศ์, สุรเสียง คำเนตร, องอาจ พรหมศรรังสรรค์ วรวงศ์, วัลลภ แก่นทิพย์นรินทร์ วงศ์วิรัตน์, นรินทร์  พวงแก้ว, พิศาลศักดิ์ บัวแย้ม, ประหยัด พันธสีมา, ประจวบ แท่นแก้วชาญณรงค์ พรหมคช, วินัย บุญรินทร์, สุรพงษ์ อาจหาญ, วันชัย อุชัย, พงษ์ มหาลี   เป็นต้น  ที่ต่างก็ได้มาร่วมคารวะศพ  คุณแม่วิมลวรรณกันหลายคนในวันนี้  เนื่องจากเพื่อนร่วมรุ่นดังกล่าวนี้  ล้วนแต่ได้ประสบความสำเร็จในชีวิต  ได้รับการศึกษาชั้นสูง  ได้ประกอบอาชีพที่ดี มีเกียรติ์กันทุกคน  จนได้สร้างฐานะขึ้นมาร่ำรวย มั่นคงเป็นที่เคารพนับถือ เป็นที่รู้จักของคนในจังหวัดศรีสะเกษ 

  

 

แต่สำหรับอาตมภาพ   ไม่ใช่อย่างนั้น  เพราะทุกวันนี้ คนทั่วไป ๆสามัญชนทั้งหลาย  เมื่อมองมาที่อาตมภาพ  อาตมภาพก็เป็นเพียงคนที่ยากจนคนหนึ่ง  ผู้ได้อาศัยเพียงเท้าสองเท้าเดินไปตามถนนได้เท่านั้นเอง  แต่ในด้านการศึกษา และความรู้นั้นก็ได้พัฒนามาตลอด   นับตั้งแต่เรียนจบ ม.6 กัน จาก รร.ศรีสะเกษ ศรีสะเกษวิทยาลัย  อาตมภาพก็ได้จากเพื่อนไปคนเดียว  เพราะเพื่อนส่วนมาก ต่างเรียนวิชาครู อาจารย์กันที่อุบลฯ บ้าง ศรีสะเกษบ้าง  โคราชบ้าง  จนได้เป็นครูอาจารย์  แล้วเลื่อนชั้นตำแหน่งไปเป็นระดับ ผ.อ. ได้ประดับเหรียญตราชั้นทวิตริยาภรณ์ช้างเผือกไปตาม ๆ กัน แล้วสร้างฐานะชีวิตคู่  มีเมีย มีลูก ล้วนประสบความสำเร็จร่ำรวย มั่งคั่ง มีฐานะไปตาม ๆ กัน    ส่วนอาตมภาพจากเพื่อนเข้ากรุงเทพ ฯ  เริ่มจากเข้าเรียนต่อ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา  ได้อยู่ห้อง King  224  ห้องพระราชา ชั้นยอดของโรงเรียนในประเทศไทย  แล้วเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในระดับปริญญาตรี  แล้วต่อระดับปริญญาโท ใน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์  หรือ NIDA ที่บึงกุ่ม  กรุงเทพ ฯ นี่ก็ถือโอกาสเล่าสู่เพื่อนร่วมรุ่นฟังไปด้วยก็แล้วกัน ในด้านการงานอาชีพ ก็เริ่มที่ นสพ.พิมพ์ไทย  ถนนดินแดง กรุงเทพมหานคร  แล้วต่อไป  วังสวนกุหลาบ   ต่อไปสวนรื่นฤดี(กองบัญชาการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์)  แล้วไปสนามเสือป่า  โดยได้เป็นนายทหาร  ในกองบัญชาการทหารสูงสุด ได้ยศร้อยเอก  คือ  ร้อยเอกพยับ  เติมใจ แล้ว  จึงได้ลาออกจากราชการมาบวช  ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 ขณะมีอายุเพียง 40 ปี  มีเวลา อีกถึง 20 ปีในระบบราชการไทย จึงจะเกษียณอายุ ซึ่งหากอาตมภาพอยู่ในราชการทหารตลอดมา ก็คงจะได้ไม่น้อยหน้าเพื่อน ๆ  รุ่นเดียวกัน  ก็คงได้เป็น นายพลพยับ แหละนะครับ  

 

แต่ในขณะนั้น  ขณะที่คิดออกบวชนั้น ในใจมันคิดอย่างเดียว  โดยที่ในขณะนั้นคิดแต่ว่า   วิชาการในโลกนี้ เราก็ได้ศึกษามาชั้นสูงแล้ว   แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยมีสาระอะไร ไม่ได้สร้างแก่นสารอะไรแก่ชีวิตที่แท้จริงเลย ถ้าอยู่ต่อไปก็คงจะตายเปล่า   ยังมีวิชาหนึ่งที่เรายังรู้อยู่แต่เพียงผิวเผินมาก   ไม่ค่อยได้เรียนรู้หลักแก่นแท้เลย คือวิชาของพระพุทธเจ้า  ที่ท่านบอกว่าจบวิชาท่านแล้ว  ก็จะได้เป็นพระอรหันต์ ได้ไปสู่โลกนิพพาน โลกที่ไร้ทุกข์ทั้งปวง ซึ่งอาตมภาพฟังเรื่องนี้ด้วยความแปลกประหลาดและสนใจอย่างมาก   อาตมภาพก็เลยคิดจะมาศึกษาวิชานี้ โดยคิดว่าเวลาที่เหลือของชีวิตทั้งชีวิต จะเรียนวิชาของพระพุทธเจ้าให้จบให้ได้  อยากให้เรียนจบวิชาของพระองค์ขณะที่มีชีวิตอยู่  จึงออกบวชก่อนแก่  คืออาตมภาพออกบวชนั้นอายุได้เพียง  40 ปี  และรักษาตัวเป็นโสด  ไม่ยอมมีภาระใดผูกพันใดใด     จึงได้ออกบวชมาถึงวันนี้  ได้เวลาบวชมา  34 ปี 3 เดือน พอดี  .......

 

และวันนี้  จึงเป็นโอกาส   ที่อาตมภาพจักได้แสดงพระธรรมเทศนาให้ท่านทั้งหลายได้ฟังบ้าง   ซึ่งในเรื่องการแสดงพระธรรมเทศนา  ในงานศพ ที่เมรุวัดมหาพุทธาราม ก็ดี  ที่ศาลาพุทธธรรมในวันธัมมสวะนะ หรือวันพระทุกวันพระก็ดี  ได้เป็นภาระของท่านเจ้าอาวาสเสมอไป โดยหน้าที่ของท่าน   แต่วันนี้  เนื่องจากพระเดชพระคุณท่านท่านเจ้าคุณพระราชธรรมสารสุธี เจ้าอาวาส  รองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ  ท่านมีภาระทางพระพุทธศาสนา   จึงได้มอบหมายให้อาตมภาพมาแสดงพระธรรมเทศนาแทน

 

ฉะนั้น  การแสดงพระธรรมเทศนาวันนี้  จึงขอแนะนำตัวเชิงอารัมภกถาสักหน่อยว่าเป็นผลจากการบวชเรียน การที่ได้ทำการศึกษา และวิจัย  อย่างนักวิจัยตามหลักวิชา research methodology ที่อาตมามีความชำนาญโดยได้เรียนรู้จากนักวิจัยชำนาญการ และอาจารย์ต่างประเทศขณะศึกษาปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์  ที่นิดา แล้วนำมาวิจัยโดยตรงจากการอุทิศตนบวชเรียนศึกษาธรรมปฏิบัติ มา 34 ปีเต็ม ๆ  จึงเป็นโอกาสที่จะได้แสดงการเทศนาธรรม แด่ญาติ ๆ  โยม ๆ เพื่อนร่วมรุ่น  และ  ประชาชนชาวพุทธเราที่ได้มาร่วมในงานนี้  เมื่อมาเทศนา ก็จะเป็นการเอาข้อมูลผลการวิจัยธรรมะมาเสนออย่างเป็นการอ้างอิงเอามาจากธรรมะทางปฏิบัติล้วน ๆ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกถ้อยคำ  จึงอาจจะเป็นนักวิชาการมากเกินไป  ไม่มีช่องให้ญาติโยมได้ยิ้มหัวเราะบ้างเลยก็เป็นได้  และจึงหวังว่าท่านผู้ฟัง ท่านเจ้าภาพทั้งหลาย จะได้ช่วยในการรับฟังพระธรรมเทศนาจากอาตมภาพ ด้วยการใช้สมาธิจิต นิ่งสงบใจ ใช้ปัญญาตีความหมายแห่งวาทะ  ฟังตามไปด้วย ก็จะช่วยให้เกิดความเข้าใจดียิ่งขึ้น  ซึ่งผลก็คือ  เมื่อเกิดวิชชา  วิชชาก็ย่อมขับไล่อวิชชาสลายไป  ได้ประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่   ก็เมื่อตั้งใจอย่างนี้แล้วอาตมภาพก็จะเบาใจว่าเทศน์แล้วโยมจะได้ประโยชน์ ก็จะขออนุโมทนา ขอบคุณ ขอบใจอย่างยิ่ง

 

 

เนื่องจากงานพิธีฌาปนกิจศพของคุณแม่ วิมลวรรณ  พรรณโรจน์ ครั้งนี้มีกลุ่มเจ้าภาพผู้มีศรัทธา จำนวนมากมาย  ตามการ์ดกำหนดการฌาปนกิจศพ

1.    นายวิโรจน์  พรรณโรจน์  บุตรชาย

2.   นายวิทยา  พรรณโรจน์   บุตรชาย

3.   นายอาทิตย์  พรรณโรจน์  หลานชาย

4.   นางธิวานันต์  แก้วคำ  หลานสะใภ้

5.   นางสาวทักษพร  พรรณโรจน์  หลานสาว

6.   นายชลวิทย์  พรรณโรจน์  หลานชาย

7.   นางนิภาพร  แตงไทย  หลานสาว

8.   พร้อมญาติพี่น้องและบุตรหลานทุกคน 

 

นั้น นับเป็นคณะทายาท ที่มารวมตัวกันตอบแทนบุญคุณของคุณแม่วิมลวรรณ พรรณโรจน์ซึ่งเมื่อสิ้นกรรม  ถึงวันมรณะนั้น ท่านมีอายุได้ 75  ปี ก็นับว่าสูงอายุอยู่ และบัดนี้นอนสงบไม่ไหวติงอยู่ในห้อง 2 วา 2 ศอกขณะนี้  ได้จัดการงานศพไปอย่างถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนาและหลักประเพณีชาวพุทธ  นั่นก็คือ  เมื่อมีการตายแล้ว หลักพระพุทธศาสนากำหนดว่า  มีทิศ 6  ชาวพุทธที่พร้อมในความเป็นพุทธชน ชาวพุทธ  หรือแท้ที่จริงก็คือพุทธอุบาสก พุทธอุบาสิกา ๑ ในพุทธบริษัท ๔ อันเป็นเสาหลักของพระพุทธศาสนา   ได้นำเอาหลักธรรมว่าด้วยทิศ 6 มาปฏิบัติ เพื่อให้สมกับความเป็นชาวพุทธ  ในที่นี้ก็คือหลักทิศ6 ตามพระสูตร  สิงคาลสูตร  นั่นเอง  

 

ตามที่พุทธองค์ทรงตรัสสอน สิงคาลมาณพ ไว้ว่า

1.     มารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า

2.     อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา

3.     บุตรและภรรยาเป็นทิศเบื้องหลัง

4.     มิตรและอำมาตย์เป็นทิศเบื้องซ้าย

5.     ทาสและกรรมกรเป็นทิศเบื้องต่ำ

6.     สมณพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน ฯ

 

กรณี คุณแม่วิมลวรรณ พรรณโรจน์  ซึ่งเมื่อวันสิ้นชีพของท่าน ๆ ก็มีบุตร ธิดา  มีหลาน ๆ ใต้การอุปาระ  ซึ่งต่างได้ประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นฝั่งเป็นฝา กันทุก ๆ คนไปแล้ว ก็   ถือว่าเป็น  ทิศเบื้องหน้า  และพุทธองค์ทรงสอนสิงคาลมาณพไว้ให้ปฏิบัติการ บำรุงต่อบิดามารดา ซึ่งเป็นทิศเบื้องหน้า  ไว้ดังนี้

 

[๑๙๙] ดูกรคฤหบดีบุตร

มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้า อันบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ

 

        1.  ตั้งใจไว้ว่าท่านเลี้ยงเรามา เราจักเลี้ยงท่านตอบ ๑ ........ โดยที่เมื่อเราได้ดิบได้ดี มีฐานะการงานดีแล้ว เราก็ควรหวลไปเลี้ยงท่านที่แก่ชราลงไปแล้ว  บำรุงท่านตอบแทน อย่างที่ท่านบำรุงเราเมื่อวัยเด็ก นั่นคือปฏิบัติกตัญญูกตเวทิตาธรรมนั่นเอง

2.  จักรับทำกิจของท่าน ๑ ........  โดยที่เมื่ออยู่เรือน  อยู่บ้าน    ก็ช่วยทำการทำงานในบ้าน  ในครอบครัวท่านทุกอย่าง

3.   จักดำรงวงศ์สกุล ๑ ......โดยที่ลูก ๆ ทั้งหลายจะต้องนึกและทำแต่สิ่งที่ดี เพื่อให้สกุลของท่านเป็นที่เคารพเชื่อถือของคนทั้งหลาย และเป็นสกุลวงศ์ที่ดีและมีเกียรติ์

4.   จักปฏิบัติตนให้เป็นผู้สมควรรับทรัพย์มรดก ๑.....  เราต้องคิดทุกทีเมื่อรับเงินจากท่าน  ว่าเราต้องปฏิบัติตนให้สมกับเป็นผู้รับ  ไม่ว่ารับเงิน เงินเพียงสิบบาท ร้อยบาท ก็ตาม  หรือระดับเงินแสน  เงินล้านก็ตาม  ต้องนึกในทางที่ว่าเราต้องประพฤตตนให้สมกับที่ได้รับเงิน และทรัพย์มรดกจากท่าน

5.   เมื่อท่านละไปแล้ว ทำกาลกิริยาแล้ว จักตามเพิ่มให้ซึ่งทักษิณา ๑  นั่นก็เป็นวาระสุดท้าย ที่เราได้ทดแทนพระคุณบิดามารดาท่าน  คือเมื่อท่านสิ้นไปแล้วก็มีการทำบุญอุทิศให้ท่าน ซึ่งชาวพุทธทั้งหลาย ต่างประพฤติกันไม่เคยขาดมาจนเท่าทุกวันนี้ และเราก็จะประพฤติตามไปตลอดกาลนาน  ฯ

 

ฉะนั้น  คณะเจ้าภาพทั้งหลาย จึงได้ประกอบพิธีงานศพให้เป็นไปตามหลักธรรม  และหลัก ประเพณี พุทธศาสนา ..........โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  เมื่อคุณแม่วิมลวรรณ พรรณโรจน์   ท่านละไปแล้ว  ตามที่กำหนดในข้อ 5 นั้น  ....เมื่อท่านละไปแล้ว ทำกาลกิริยาแล้ว จักตามเพิ่มให้ซึ่งทักษิณา

 

คำว่าทักษิณานี่แหละ คือหลักการที่พุทธศาสนากำหนดให้เราชาวพุทธได้กระทำตอบแทนแก่ผู้ใดก็ตามที่ถึงคราวสิ้นชีวิตลงไป  เป็นบุญที่ถูกกำหนดสำหรับชาวพุทธทั้งหลาย ให้กระทำต่อบิดา มารดา ลุง ป้าน้าอาว์  ตลอดถึงลูกหลาน  ญาติมิตร ผู้ล่วงลับ ผู้สิ้นชีวิตลงไปแล้ว 

 

 

 

 

 

 

 ทักษิณาคืออะไร ?

คำว่า ทักษิณา ทำความเข้าใจจาก ปทานุกรม 4 ภาษา  และ ศัพท์วิเคราะห์ ทางภาษาบาลี แล้วพอสรุปได้ดังนี้

ทักษิณา  มาจากบาลีว่า  ทกฺขิณา  (แปลว่า) ทานสมบัติอันบุคคลพึงให้ทานสมบัติเครื่องยังผลให้สำเร็จ ( ผ ) (ในภาษาอังกฤษ ตรงกับคำว่า)

Dakkhina  (f.)(แปลว่า)  a gift; a present  or  donation given to a holy person with reference to unhappy being in Peta existence.

ทักษิณา (แปลว่า)   alms given to Buddhist monks,

ทักษิณาทาน   (แปลว่า)    [N] giving alms to the dead, See also: alms-giving,

 

จึงพอเข้าใจ  ได้ความหมายว่า ทักษิณา   หมายถึง ดำเนินในกุศลธรรม และอุทิศส่วนบุญให้แก่ท่านเมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากว่าท่านผู้ตาย  ได้ประกอบผลบาปจนตกต่ำไปเกิดเป็นเปรต   วิญญาณไปเกิดเป็นเปรต ในโลกเปรตชน ตามนิยามภาษาอังกฤษที่ว่ามานั้น  ก็จะได้รับอานิสงส์ผลบุญที่อุทิศให้ ในงานพิธีฌาปนกิจศพนี้อย่างเต็มที่   นี่กล่าวตามหลักการพระพุทธศาสนา แต่หากว่าท่านผู้ล่วงลับไป ได้ประกอบกรรม ความดี ประกอบบุญบารมีไว้สูงส่ง  บุญบารมีท่านเองนั้นแหละจะส่งท่านเองไปที่สูง  หากท่านตายลงพร้อมกับสำเร็จเป็นอริยบุคคล  เป็นพระโสดาบัน หรืออรหันตบุคคล  ก็ไม่มีอะไรจะส่งให้ท่านได้  เพราะท่านสูงพอด้วยบุญบารมีตนเอง จนเข้าสู่โลกนิพพานไปเองแล้ว แต่ผลบุญนั้นก็จะไม่หายไปไหน  ก็ยังจะตกแก่ผู้เป็นผู้ให้  ผู้เป็นทานบดี อย่างวงศ์ญาติท่านเจ้าภาพและพวกเราทั้งหลายที่มาประชุมกันอยู่วันนี้ ขณะนี้นั่นเอง

 

ซึ่งการที่คณะเจ้าภาพงานนี้ก็ดี  และทั้งชาวพุทธทั้งหลายทั่วไป ทั่วโลกได้จัดพิธีกรรมต่องานศพอย่างถูกต้องมาเป็นประเพณีชาวพุทธเช่นนี้ นั้นแหละหมายถึงการสืบทอด คุ้มครองพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนต่อไปภายหน้า จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม สมแก่ความเป็นชาวพุทธ   ผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา   ที่น่าอนุโมทนาอย่างยิ่ง

 

ซึ่งมีสิ่งที่พวกเราชาวพุทธ ควรจะรู้อยู่สิ่งหนึ่งเกี่ยวกับงานศพนี้ก็คือ

การจัดงานศพนั้น ชาวพุทธเราจัดกันได้ตามความศรัทธา ตามฐานะ  ตามเหตุผล  เช่นการบำเพ็ญบุญสวดอภิธรรมอุทิศ เป็นทักษิณาทานนี้   จะจัดกี่วันกี่คืน  หรือทำบุญทักษิณาทานด้วยจตุปัจจัยไทยธรรมจำนวนมากจำนวนน้อยเท่าไรก็ได้ ตามฐานะของเรา  ตามศรัทธาของเรา  เช่นเคยมีปี พ.ศ.2559 มีงานศพคุณแม่ของภรรยาผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษนายยุทธนา นางสุจิตรา วิริยะกิตติ  ที่จัดการสวดศพที่วัดมหาพุทธาราม ตั้งแต่วันที่ 12 มกคราคม ถึงวันที่ 7 เมษายน 2559 รวมเวลา 3 เดือนเศษ ๆ  แล้วก็เคลื่อนศพไปทำพิธีฌาปนกิจศพที่เมรุวัดเจียงอีศรีมงคลวราราม  ซึ่งเป็นงานที่บอกถึงการอุทิศบุญ ทำทักษิณาทานด้วยความศรัทธา ตามฐานะอย่างใหญ่โตในจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งชาวพุทธเราสามารถจัดได้ตามความศรัทธา ตามฐานะ นั้นเอง     ซึ่งหลักการของศาสนาเรา  จะแตกต่างไปจากศาสนาอื่นทั้งคริสต์และอิสลาม เป็นอย่างมากอันเนื่องจากพุทธเป็นหลักวิทยาศาสตร์  เป็นหลักธรรมชาติ      

 

เช่นศาสนาอิสลาม นั้น มีระบุไว้ในคัมภีร์ของพวกเขา ว่า   เมื่อ มีมุสลิมคนหนึ่งคนใดไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์หรือประชาชนคนธรรมดาตายลง  เขาถูกสอนมาให้เชื่อว่าการตายนั้นเป็นเพราะพระเจ้าของเขาสั่งการลงมาให้ตาย  จะต้องรีบเอาศพ นั้นไปฝัง  ในขณะที่ศพยังสด ๆ อยู่ ภายในไม่เกิน 1 วัน และคนตายลงแล้ว จะฟื้นขึ้นมาใหม่เมื่อถึงวันพิพากษาโลก หรือ วัน  กิยามะ  ซึ่งเมี่อถึงวันกิยามะนั้น คนตายทุกคน  ทุกชาติพันธุ์ในโลก  จะมีกี่ล้านคนกี่ชาติพันธุ์ กี่เชื้อชาติก็ตาม  ที่ฝังไว้ในดิน จะผุดขึ้นมาจากดิน เป็นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง  เพื่อรับฟังคำพิพากษา  ซึ่งเป็นความเชื่อที่ขัดความจริง  ขัดหลักวิทยาศาสตร์ ขัดหลักธรรมชาติ  ตามที่ศาสนาพุทธของเราได้สอนไว้   และตามที่หลักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ว่าไว้   

 

 

 

        

 

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสิ่งที่เป็นความรู้อย่างยิ่ง  หรืออุตตริมนุสสธรรมสูงส่ง ก็คือตรัสเกี่ยวกับเรื่องธรรมชาติ หรือ ธรรมดา ของรูปธรรมนามธรรม หรือ กองขันธ์ทั้ง 5 หรือสังขาร หรือคนเรานี้เอง   ให้คนรู้ว่า  สัจธรรมของสังขาร หรือ คน เรานั้นคืออะไร  สัจธรรมที่ควรรู้คืออะไร อย่างไร  หากหมั่นพิจารณาอยู่บ่อย ๆ  เป็นประจำเนือง ๆ  ก็จะเกิดปัญญาแจ่มแจ้ง นำไปสู่ความรู้ สติ ปัญญา ที่นำไปสู่หนทางแห่งความพ้นทุกข์อย่างสนิท เด็ดขาดไปเลยได้   

 

สัจธรรมเกี่ยวกับความตายที่พุทธองค์ทรงสอนไว้ ก็คือ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสิ่งที่เป็นความรู้อย่างยิ่ง  หรืออุตตริมนุสสธรรมสูงส่ง ก็คือตรัสเกี่ยวกับเรื่องธรรมชาติ หรือ ธรรมดา ของรูปธรรมนามธรรม หรือ กองขันธ์ทั้ง 5 ธาตุ 4  หรือสังขาร หรือคนเรานี้เอง   ให้คนรู้ว่า  สัจธรรมของสังขาร หรือ คน เรานั้นคืออะไร  สัจธรรมที่ควรรู้คืออะไร อย่างไร  หากหมั่นพิจารณาอยู่บ่อย ๆ  เป็นประจำเนือง ๆ  ก็จะเกิดปัญญาแจ่มแจ้ง นำไปสู่ความรู้ สติ ปัญญา ที่นำไปสู่หนทางแห่งความพ้นทุกข์อย่างสนิท เด็ดขาดไปเลยได้ 

 

เรื่องราวของชีวิต นั้น แท้จริงคือ เรื่องราวของธรรมชาติ เป็นสิ่งที่เป็นไปเองตามธรรมชาติ  หรือ  ธรรมดา ๆ   ที่มีอยู่เอง  เป็นอยู่เองแปรเปลี่ยนไปเองของมัน มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว  แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงตรัสไว้อย่างไม่ทรงปกปิด ตรงความจริง ดังปรากฏใน ธัมมนิยามสุตตํ   ที่ว่า

 

<<< พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จักเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ธาตุคือสิ่งทรงตัวเองอยู่ได้อันนั้น ดำรงอยู่ได้โดยธรรมดาของมันอย่างนั้น สิ่งที่ถูกกำหนดมาตามธรรมดาของมันว่า จะเป็นอย่างนั้น  มันเป็นอย่างนั้นของมันเอง  มีพระพุทธเจ้าหรือไม่มีพระพุทธเจ้าบังเกิดมา  มันก็เป็นของมันเองอย่างนั้น  และประเด็นที่คนทั้งหลายไม่เคยรู้มาก่อนเลยก็คือ

------สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง

------สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์

-------ธรรมทั้งหลายทั้งปวง  เป็นอนัตตา ไม่ใช่ของใครคนใดเลย ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งอาจยึดเอาเป็นของตนได้”>>>

 

ดังปรากฏคำอธิบายเพิ่มเติมใน ธัมมะนิยามะสุตตัง 4 วรรค  ต่อไปนี้

ธัมมะนิยามะสุตตัง :

(1.)    วรรคที่ 1 <<< ยัง เว นิพพานะญาณัสสะ ญานัง ปุพเพ ปะวัตตะเต

ตัสเสวะ วิสะยีภูตา ยายัง ธัมมะนิยามะตา

อะนิจจะตา ทุกขะตะ จะ สัพเพสัง จะ อะนัตตะตา

ตัสสา ปะกาสะกัง สุตตังยัง สัมพุทเธนะ ภาสิตัง

สาธูนัง ญาณะจาเรนะ ยะถา พุทเธนะ เทสิตัง

โยนิโส ปะฏิปัตยัตถัง ตัง สุตตันตัง ภะณามะเส ฯ   แปลว่า

 

กฎ ธรรมชาติที่กำหนดแน่นอน สำหรับสรรพสัตว์ที่ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เป็นวิสัยแห่งผู้ได้ญาณหยั่งรู้พระนิพพาน ที่มีมาแล้วในกาลก่อน พวกเราทั้งหลายจงร่วมกันสวดพระสูตรนี้ อันประกาศสิ่งที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงไว้ซึ่งญาณอันพิเศษแก่เหล่าสาธุชน เพื่อประโยชน์ในการที่จะนำไปปฏิบัติ โดยอุบายอันแยบคายต่อไปเทอญ >>>

 

(2.)    วรรคที่ 2 <<< อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง  ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธัมมะนิยามะตา สัพเพ สังขารา อะนิจจาติฯ     ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา อาจิกขะติ เทเสติปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ วิวะระติ วิภะชะติ อุตตานีกะโรติ สัพเพ สังขารา อะนิจจาติฯ    แปลว่า

    

ภิกษุ ทั้งหลาย ทั้งที่พระตถาคต คือ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จักเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ธาตุคือสิ่งทรงตัวเองอยู่ได้อันนั้น ดำรงอยู่ได้โดยธรรมดาของมันอย่างนั้น สิ่งที่ถูกกำหนดมาตามธรรมดาของมันว่า จะเป็นอย่างนั้น พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นตถาคต ตรัสรู้ธาตุนั้น ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่ง เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง  >>>

 

(3.)    วรรคที่ 3  <<< อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง  ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธัมมะนิยามะตา สัพเพ สังขารา ทุกขาติฯ ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา อาจิกขะติ เทเสติปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ วิวะระติ วิภะชะติ อุตตานีกะโรติ สัพเพ สังขารา ทุกขาติฯ     แปลว่า

 

ภิกษุ ทั้งหลาย ทั้งที่พระตถาคต คือ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จักเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ธาตุคือสิ่งทรงตัวเองอยู่ได้อันนั้น ดำรงอยู่ได้โดยธรรมดาของมันอย่างนั้น สิ่งที่ถูกกำหนดมาตามธรรมดาของมันว่า จะเป็นอย่างนั้น พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นตถาคต ตรัสรู้ธาตุนั้น ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่ง เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์

 

(4.)    วรรคที่ 4   <<< อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธัมมะนิยามะตา สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติฯ ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา อาจิกขะติ เทเสติปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ วิวะระติ วิภะชะติ อุตตานีกะโรติ สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติฯ   แปลว่า  

 

 

ภิกษุ ทั้งหลาย ทั้งที่พระตถาคต คือ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จักเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ธาตุคือสิ่งทรงตัวเองอยู่ได้อันนั้น ดำรงอยู่ได้โดยธรรมดาของมันอย่างนั้น สิ่งที่ถูกกำหนดมาตามธรรมดาของมันว่า จะเป็นอย่างนั้น พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นตถาคต ตรัสรู้ธาตุนั้น ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่ง เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา  >>>   

 

   

แต่ธัมมนิยามสุตตํ 4 วรรคนี้  ยังไม่สมบูรณ์   จึงมีบทต่อไปอีกในติลักขณะคาถา   โปรดฟัง ติลักขณะคาถา 3 วรรคต่อไปอีก  ดังนี้ 

 

(1.)  (วรรคที่ 1)<<< สัพเพ สังขารา อะนิจจาติ     ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข       เอสะ มัคโค วิสุทธิยา   แปลว่า

เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า, สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง

เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง,

นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด 

 

(2.)  (วรรคที่ 2)  สัพเพ สังขารา ทุกขาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข     เอสะ มัคโค วิสุทธิยา   แปลว่า

เมื่อใดบุคคล เห็นด้วยปัญญาว่า, สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์

เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง,

นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด    

 

(3.)   (วรรคที่ 3)  สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา   แปลว่า

เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า, ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง,

นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด >>>

 

ซึ่งตามบทสวดติลักขณะคาถา 3 วรรคนี้  มีบทเน้นไปตลอด ให้เข้าใจรู้แจ้งในลักษณะ 2 ประการ

ประการที่ 1  เมื่อรู้แล้วย่อมเหนื่อยหน่าย  ในสิ่งที่เราหลง เรามัวเมาอยู่

ประการที่ 2  เมื่อรู้แล้วย่อมรู้ทางแห่งพระนิพพาน    

 

ฉะนั้น   การรู้แจ้ง  ได้รู้ ในเรื่อง ปัญจักขันธา  รูปธรรม-นามธรรม หรือสังขารในสัจธรรมที่ว่า  สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนิจจัง   สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์  ธรรมทั้งหลายทั้งปวง เป็นอนัตตา  จึงเป็นทางไปสู่โลกที่ประเสริฐ คือโลกนิพพาน  เหนือสวรรค์ชั้นเทพ   เหนือสวรรค์ชั้นพรหม  มหาพรหม เลยทีเดียว 

แต่ประเด็นสำคัญ ของ ความรู้ คือรู้และเห็นจริง ๆ ว่า  

อนิจจัง คืออะไร ?  

ทุกข์ คืออะไร และ 

อนัตตา คืออะไร ?

     

 

 

 

 

 บทสรุป  ข้อพระธรรมที่อ้างมาจาก  ธัมมนิยามสูตร ก็ดี  ติลักขณะคาถา ก็ดี  นั้น   ที่จริงก็มาจาก  พระสูตรที่ทรงแสดงเป็นพระสูตรแรก หรือปฐมเทศนาของพระองค์ หลังการตรัสรู้ นั้นเอง  ที่ทรงแสดงโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 คือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนั่นเอง   ที่เมื่อทรงแสดงแล้ว  เปิดดวงเนตรของปัญจวัคคีย์ รูปแรกคือ  ท่านอัญญาโกญฑัญญะ ให้สว่าง  สำเร็จอริยธรรมเป็นพระโสดาบันได้เป็นพระสงฆ์สาวกองค์แรกของพระพุทธศาสนา  ด้วยพระคาถาว่า <<< ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ ....... สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาแล้ว สิ่งนั้นทั้งปวง ก็ต้องดับสลายไปเป็นธรรมดา>>>      

 

แล้ว ในลำดับต่อมาพระมหานามะ   พระวัปปะ และพระภัททิยะ ก็สำเร็จตามด้วยพระคาถาเดียวกัน     

 

และที่สุด  พระอัสสชิ  สำเร็จเป็นรูปสุดท้าย  แต่ด้วยพระคาถาว่า  <<< เย ธัมมา เหตุ ปพฺพวา เตสํ เหตุงฺ ตถาคโต  เตสัญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ  ธรรมเหล่าใด เกิดแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น  และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น >>> ก็ล้วนสำเร็จระดับ โสดาบันทั้ง 5 องค์ จากการได้สดับปฐมเทศนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน    ต่อมา 7 วัน  จึงทรงแสดงอนัตลักขณะสูตรแด่พระสาวก ที่ได้โสดาบันแล้ว  ทั้ง5 องค์ พระอริยสาวก คือปัญจวัคคีย์ทั้ง 5  ซึ่งปรากฏผลว่าทั้ง 5 องค์สดับอนัตลักขณสูตรจบลงแล้ว  ก็ได้ปัญญาสำเร็จเป็นพระอรหันต์พร้อมกันทั้ง 5 องค์ทันที     และที่จริง ติลักขณะคาถา 3 วรรค ที่อ้างมา นั้น  ก็อ้างมาจาก อนัตลักขณะสูตร  นั้นเอง   ที่ว่าบทพิเศษ ใน ติลักขณะคาถา 3 วรรค  ดังนี้

 

<<< เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า, สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง

เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง,

นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด 

 

เมื่อใดบุคคล เห็นด้วยปัญญาว่า, สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์

เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง,

นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด

 

เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า, ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง,

นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด >>>     

 

จึงเป็นอริยสัจธรรมข้อสำคัญยิ่ง  สำหรับชาวมนุษย์จักได้นำไปวิปัสสนา  เจริญปัญญาต่อไปจนได้พบความจริงในพระคาถานั้น  อันจะส่งผลได้ไปถึงความสำเร็จเป็นพระอรหันต์  ถึงความสิ้นทุกข์ทั้งปวงได้

 

 

 

 

เรื่องของปัญจักขันธาตัวอย่างที่เห็น  ในงานฌาปนกิจศพคุณแม่วิมลวรรณ พรรณโรจน์   จึงเป็นเรื่องที่ทำให้พวกเรา ผู้ที่อยู่  มีชีวิตต่อไป   ไม่ว่าคฤหัสถ์   บรรพชิต   หรือ   ที่ได้ชื่อว่าสาวกของพระพุทธเจ้าอย่างพวกเราทั้งหลายนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณแม่  ศรีภริยา  ญาติ พี่น้อง มิตรสหาย ที่รัก เคารพ นับถือกันมาแต่ครั้งมีชีวิตอยู่ ที่ได้มาร่วมไว้อาลัย  ในวันนี้  ในเวลานี้     จะได้ถือเป็นทางเจริญสติปัญญา  ว่าด้วย  กฎไตรลักษณ์  นี้  ต่อไปเนือง ๆ   และที่สำคัญที่สุดก็คือ  ปัญญาที่ให้ได้รู้  สว่างแจ้งแสงธรรมแห่งความหลุดพ้น ไปสู่โลกแห่งความพ้นทุกข์ คือ นิพพาน  ระดับปัญญาอันสูงสุดขอให้ได้รำลึกสัจธรรม จึงควรที่จะหมั่นคิดตีความหมาย ทำการวิปัสสนาไปตลอด  ทำการพิจารณาอยู่เนือง ๆ  ไม่ว่างเว้น  ที่มีชีวิตอยู่ ตามหลักพระอนัตลักขณะสูตร ที่ว่า     

 

 

สัพเพ  สังขารา  อนิจจา  สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ   ซึ่งความไม่เที่ยงนั้น หมายถึง สังขารทั้งหลายย่อมมีการเปลี่ยนสภาพไปตลอดเวลา ไม่คงอยู่ในสภาพหรือรูปเดิมไปได้เลย   คำว่าสังขาร ไม่ว่าสังขารอะไร ขนาดไหน เล็ก ใหญ่ หรือมโหฬาร ก็ตาม แม้กระทั่งดวงดาว ดวงอาทิตย์ หรือท้องฟ้า มหาสมุทรใหญ่โต หรือโลกเราทั้งโลก  ก็ไม่พ้นไปจากสภาวะแห่ง  อนิจจัง ไปได้   

 

 

สัพเพ  สังขารา  ทุกขา  สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์หนอ  คำว่าทุกข์ หมายถึงสังขารนั้นย่อมมีการเกิดขึ้นมา เติบโตแล้ว ก็อยู่ยั่งยืนไปไม่ได้  มีแต่แต่ค่อยเสื่อมสลายลงไปตามลำดับ ๆ  ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้  ซึ่งสภาวะรูปธรรมของทุกข์นั้นก็คือ  มีเกิด แล้วมีเติบโตขึ้นมา  แล้วก็หยุดการเติบโตลงไป  ไปสู่การเสื่อมชราภาพของสังขาร  แล้วไปสู่ภาวะแห่งความแก่   แล้วย่อมไปสู่การป่วยเจ็บ  และแล้วก็มีการตายลงไป    และครั้นมีตายแล้ว  มองดูด้วยปัญญา ก็จะเห็นว่า  ก็มีวนเวียนกลับมาเกิดใหม่   เมื่อเกิดใหม่  ก็เติบโตไป  สู่การเจ็บ  การตายอีก  วนไปอยู่อย่างนี้  โดยเริ่มจากการรวมธาตุทั้ง 4 คือ  ธาตุดิน  ธาตุน้ำ  ธาตุลม  และธาตุไฟ  เข้ากับกองขันธ์ทั้ง 5  เหมือนคุณแม่วิมลวรรณ พรรณโรจน์   ของเรานี่เอง  ที่ท่านได้สังขารเกิดเป็นมา  พัฒนาไปตามหลักทุกขัง  จนสู่การล่วงลับไปแล้ว  เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว นั้นก็หมายความว่ากองขันธ์ทั้ง 5 แตกดับไป  ธาตุทั้ง 4 ที่ประกอบกันเป็นสังขาร มีธาตุดิน สลายลงไป  ดินก็กลับคืนไปสู่ดินเหมือนเดิม  ลม ก็กลับคืนไปสู่ลมเหมือนเดิม น้ำก็กลับคืนสู่น้ำเหมือนเดิม  ไฟก็กลับคืนสู่ไฟเหมือนเดิม   ไปไหน  ไปตามความเชื่อ หรือสัจธรรมของชาวพุทธที่ว่า  ไปตามกรรมนั้นแหละ   ฉะนั้นมาเข้าใจต่อว่า เมื่อสังขารสลายไปแล้ว  แล้วก็ ก็ใช่ว่าจะหยุดอยู่  ก็คงหมุนเวียนไปตามหลักสัจธรรมว่าด้วย   สัพเพ  สังขารา  ทุกขา  นี่เอง วันหนึ่งข้างหน้า คุณแม่วิมลวรรณ พรรณโรจน์   ท่านก็อาจจะหมุนวนมาเกิดใหม่   เมื่อขันธ์ทั้ง 5 ธาตุทั้ง 4 ได้จังหวะเวลารวมตัวกันอีกครั้ง  ก็เกิดใหม่อีกครั้ง 

    

ฉะนั้นคุณแม่วิมลวรรณ พรรณโรจน์  จึงอาจจะรวมธาตุขันธ์มาเกิดใหม่ที่บ้านศรีสะเกษเราหรือที่ไหน ๆอีกก็ได้  ตามผลกรรมของท่านเอง  หรืออย่างดีก็ได้เกิดเป็นเทพ ชั้นเทพ ชั้นพรหม  มหาพรหม  ตามบุญบารมีที่ท่านสร้างไว้  การเกิด แก่ เจ็บ ตาย  การตาย เกิด  แก่  เจ็บ  จึงเป็นสิ่งที่หมุนวนไปไม่รู้จบ นับร้อยปีร้อยโกฏิชาติ ไปจนถึงโกฏิโกฏิชาติก็ไม่จบ   จึงเป็นวัฏฏะสงสารที่น่าเบื่อหน่าย น่าหนีไปเสียโดยเร็วจริง ๆ   

 

 

สัพเพ  ธัมมา  อนัตตา  คำว่าอนัตตา หมายถึง  ไม่มีตัวตน  ภาษาอังกฤษใช้คำว่า  not a self, not a soul คำว่า self  ก็คือ รูป หรือ กาย  คำว่า soul คือจิต  ดูจากภาษาอังกฤษ ที่ปราชญ์อังกฤษเขาแปลไว้แล้ว   เข้าใจง่ายและชัดเจนกว่า ภาษาไทย  จึงนำมาพูดให้ฟังในที่นี้  อนัตตานั้นก็คือ  สรรพสิ่งทั้งหลายไม่ใช่ตัว  ไม่ใช่ตนเลย  ไม่มีตัว  ไม่มีตนเลย   ก็หมายเตือนให้สติเราว่าอย่าพึงไปหลงยึดมั่นว่า นั่นของเรา นั่นของเขาเลย เพราะแท้จริงคือ  อนัตตา   ไม่ใช่สิ่งที่จะยึดมั่นว่าเป็นของเรา  ของเขาได้  ไม่ใช่สิ่งที่จะยึดเอาอย่างมีตัวมีตนได้เลย  คำว่าสรรพสิ่ง นั้นหมายถึง  สิ่งทั้งหลายที่ธรรมชาติให้เกิดเป็นมา ธรรมชาติสร้างมา เป็นธรรมชาติ  เล็กหรือใหญ่  เช่นโลกทั้งโลก  ดวงดาวทั้งจักรวาล  หรือทั้งจักรวาลเอง  ล้วนแต่ไม่มีตัวตนเลย  เราเพียงมาหลงยึดว่ามีตัวมีตนเท่านั้น   ก็เลยกลายเป็นรังแห่ง กิเลส ตัณหา อุปาทาน  ให้หลงไปในวัฏฏะสงสารไกลไปทุกที   ซึ่ง นี่แหละที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า  เป็นสิ่งที่คนทั้งหลายไม่เคยรู้มาก่อน   

 

 

ซึ่งเมื่อนำไปวิปัสสนา หรือพิจารณาไปบ่อย ๆ เนือง ๆ  ก็ย่อมจะเข้าใจ  ตาบอดก็กลับสว่างขึ้น  รู้ความจริงและเมื่อได้รู้ความจริงแล้ว รู้ละเอียดทั่วถึง แล้วก็  จะนำไปสู่ความหน่ายในสังขารทั้งหลาย ได้เห็นความน่าสมเพช เวทนาแห่งการหมุนวนไปของวัฏฏะสงสาร   ที่ไม่รู้จบรู้สิ้น  ทำให้หน่าย ละคลายไปจากกิเลส ตัณหา  อุปาทาน  และละคลายจากความรุ่มร้อนแห่งกามารมณ์แห่งกามตัณหา กามภพได้ และครั้นเห็นความจริงของไตรลักษณ์เห็นสิ่งที่เรียกว่า  วัฏฏะสงสาร  คือดุจห้วงน้ำใหญ่ที่หมุนวนไปชั่วนาตาปีไม่มีวันหยุดไปโกฏิปีโกฏิชาติ ซึ่งในวัฏฏะสงสารนั้น เป็นวัฏฏะแห่งทุกข์ล้วน ๆ ไม่มีเลยที่เรียกว่าสุข  น่าเบื่อหน่ายแท้ ๆ   แล้วก็ย่อมจะจุดประกายปัญญาธรรมแห่งมรรคผลนิพพานขึ้นได้ นับแต่โสดาปัตติมรรค  โสดาปัตติผล   สกิทาคามิมรรค  สกิทาคามิผล   อนาคามิมรรค  อนาคามิผล  เป็นเบื้องต้นไป ถึง อรหัตมรรค  อรหัตตผล  เลยสู่พุทธภาวะ หรือ  พุทธภูมิอันสูงสุดต่อไป แม้ในชาตินี้  ปีนี้  เดือนนี้  วันนี้   ที่นี่และเดี๋ยวนี้เอง  ภพนี้เองเลย

 

ในที่สุดนี้ก็มาถึงตอนจบลง  อาตมภาพก็ขอฝากมายังคณะท่านเจ้าภาพทั้งหลาย  มีวิโรจน์  พรรณโรจน์, วิทยา  พรรณโรจน์   บุตรชาย,อาทิตย์  พรรณโรจน์  หลานชาย,ธิวานันต์  แก้วคำ  หลานสะใภ้,ทักษพร  พรรณโรจน์  หลานสาว,ชลวิทย์  พรรณโรจน์  หลานชาย,นิภาพร  แตงไทย  หลานสาว   พร้อม บรรดาญาติพี่น้อง มิตรสหายที่ได้มาร่วมทำบุญทักษิณาทาน  แด่คุณแม่วิมลวรรณ พรรณโรจน์    ในวันนี้  ท่านผู้ฟังทั้งหลาย  ว่าการที่เราเป็นชาวพุทธ  เป็นผู้ที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนานั้น นับเป็นการประเสริฐแล้ว  อันเนื่องจากทำให้ได้โอกาสการรู้แจ้งสัจธรรมของชีวิต  และบรรลุสู่โลกที่สงบ สิ้นทุกข์ สิ้นร้อน คือ โลกนิพพาน ได้

 

     ก็ขอจบวาทะแห่งธรรมที่ควรระลึก ควรนำไปวิปัสสนา เนือง ๆ   เนื่องในงานฌาปนกิจศพคุณแม่วิมลวรรณ พรรณโรจน์    วันนี้ ลงแต่เพียงนี้      ขอกุศลผลบุญ ที่ท่านเจ้าภาพ  และมิตรสนิทมิตรสหายที่มาร่วมกันไว้อาลัยแด่คุณแม่วิมลวรรณ พรรณโรจน์   ในวันฌาปนกิจศพวันนี้  จงได้พบความสว่างใจ ได้เข้าใจรู้แจ้งในสัจธรรมของสังขาร  ได้อานิสงส์กุศลผลบุญที่พากันร่วมมือกันกระทำทักษิณาทานอุทิศแด่คุณแม่วิมลวรรณ พรรณโรจน์   ตามสมควรแก่เหตุที่กระทำ โดยเฉพาะการได้สดับรับฟัง พระภิกษุมาสวดอภิธรรมทุกคืน ๆ มา 5 คืน เพราะนั่นคือการให้ธรรมะเป็นทาน ย่อมชนะการให้ทั้งปวง   และทั้งวันนี้ได้รับฟังพระธรรมเทศนาจากอาตมภาพ ที่บอกธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องชีวิต  ปัญจักขันธา  ที่มีแต่ความไม่เที่ยง  ความทุกข์  และ ความไม่มีตัวตน ปรากฏตลอดไปในวัฏฏะสงสารที่หมุนวนไปไม่ว่ากี่ร้อยโกฏิปีไม่รู้จบรู้สิ้น   ขอได้พบความสำเร็จในธรรม  ได้ปัญญาเห็นชีวิตที่วนไม่รู้จบสิ้นแห่งทุกข์ ในวัฏฏะสงสาร  และหน่ายเสียในที่สุด ความเจริญในปัญญา วิปัสสนาสิ้นทุกข์ จงบังเกิดมีแด่ท่านเจ้าภาพ  เพื่อน ๆ  มิตร สหายทั้งหลายที่มาร่วมไว้อาลัย คุณแม่วิมลวรรณ พรรณโรจน์    ถ้วนทุกคนทุกท่าน   เทอญ   

 

 

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

•          อาตมภาพ  พระครูพุทธิพงศานุวัตร  ผู้ช่วยเจ้าอาวาส

มาแสดงพระธรรมเทศนาแทนเจ้าอาวาส วัดมหาพุทธาราม พระอารามหลวง

•          28  ก.ย. 2560  ขอเจริญพร

•          แฟ้ม : A ปัญจักขันธา 6 ศพแม่วิมลวรรณ พรรณโรจน์ เตรียมต้นฉบับพิมพ์เผยแพร่ 

 

 

    

 

 

 

 

 

 




MY TEMPLE : ปฐมเทศนา ธรรมบทแรกเริ่มแล้ว ......

Muslim บทวิเคราะห์กองทัพนักรบศักดิ์สิทธิ์จิฮัดส์อิสลามอาหรับ6ประเทศแพ้อิสราเอลอย่างไม่ทันนกกระจอกกินน้ำ
Muslim จากไลน์กลุ่มการศึกษาไร้พรมแดน อิสลามสอนให้เนรคุณ
สรภัญญะสุดยอด แห่งแผ่นดินอีสานโอวาทธรรมแห่งสรภัญญะ
โอวาทธรรมในเรือนจำ การทำบุญตักบาตร เทศกาลสงกรานต์ 11 เม.ย.2561
โอวาทธรรม พิธีรับประกาศนียบัตรการศึกษา วิทยาลัยอาชีวะศึกษา เอสแบค ศรีสะเกษ
ส.ค.ส.2561 โอวาทธรรม ในเรือนจำจังหวัดศรีสะเกษ
บทเทศนาหลักพุทธธรรม พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ร.9 26 ต.ฅ.2560
โอวาทธรรม เปิดประชุมอบรมสัปดาห์แห่งศีลธรรม ครูอาจารย์พนักงานรร.วัดมหาพุทธาราม
ธรรมะสำหรับข้าราชการเข้าวัดเทศกาลเข้าพรรษา 2560
เทศนาธรรม วันข้าราชการบำเหน็จบำนาญจังหวัดศรีสะเกษ 1 ต.ค.2560
สัมโมทนียกถา วันแม่ แด่คณะครู อาจารย์ นักเรียน ผู้ปกครอง รร.วัดมหาพุทธาราม 11 ส.ค.2560
เทศนาธรรม กัณฑ์ที่ 6 วันอาสาฬหบูชา 6 ก.ค. 2560 โรงเรียนวัดมหาพุทธาราม
เทศนาธรรม กัณฑ์ที่ 2 งานศพพระครูวิธานวัชรกิจ 25 พ.ค.2560 วิหารวัดมหาพุทธาราม
เทศนาธรรม กัณฑ์แรก งานศพคุณพี่สุบรรณ มัคคสมัน วันที่ 11 เม.ย.2560 อุทุมพรพิสัย ศรีสะเกษ



Copyright © 2010 All Rights Reserved.