ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พ.ศ.2540 - 2559
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 1
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 51
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 52
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 53
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 54
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 55
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
Buddhism How? บันทึกของนักปฏิบัติธรรมผู้ถวายชีวิตพิศูจน์สัจธรรมพุทธให้รู้แจ้งเห็นจริงถึงระดับมรรคผลนิพพานแท้
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
bulletศึกษาโลกลี้ลับ 26
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว วิเคราะห์ทุกปัญหาในโลกมนุษย์ด้วยสติปัญญาและเหตุผลวิทยาศาสตร์จากนสพ.ดี
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletประวัติการต่อสู้เพื่อการดับทุกข์ ของพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์ แนวปฏิรูปคณะสงฆ์อยู่ในบทวิเคราะห์นี้แล้ว
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา แนวคิดศาสนาสำหรับคนยุคใหม่ ผู้ก้าวผิดทางไปสู่สิ่งไร้สาระโดยไม่รู้ตัว
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ของฟรีให้เปล่ามา20ปีแล้วทั้งเอกสารและอินเทอเนท
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา เราทำเพื่อปัญญาชนโดยแท้
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่1-3


เทศนาธรรม กัณฑ์แรก งานศพคุณพี่สุบรรณ มัคคสมัน วันที่ 11 เม.ย.2560 อุทุมพรพิสัย ศรีสะเกษ

 

 

 

เนื่องจาก คุณพี่สุบรรณ มัคคสมัน(ต้นวงษ์) บุตรสาวของ อดีตศึกษาธิการอำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ (ซึ่งเป็นลุงของข้าพเจ้า) ได้ถึงแก่มรณกรรมลง ในเวลาไม่นานนัก  หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ของเรา สวรรคต และข้าพเจ้าได้เขียนบทธรรมะไว้อาลัยแด่พระองค์ท่านลงในหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 51 ไว้ ในชื่อว่า  ปัญจักขันธา 1-2-3   ก็เห็นว่าบทธรรมะที่เขียนไว้อาลัยแด่พระองค์ รัชกาลที่ 9 นั้น  ได้กล่าวถึงธรรมะ น่าเหมาะสมดี ที่จะเอามาเทศน์ในงานศพของคุณพี่สุบรรณในคืนนี้  ฉะนั้นการแสดงพระธรรมเทศนาของข้าพเจ้าในคืนนี้   จึงเป็นบทปัญจักขันธา 1-2-3 บทเดียวกันกับที่ไว้อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งหมด  ซึ่งเมื่อได้แสดงพระธรรมเทศนา โดยว่าไปตามลายลักษณ์อักษรเรื่องนี้ทุกถ้อยคำ เวลา 1 ชม.เศษ ๆ  แล้ว  ปรากฎว่า ดร. วัฒนา มัคคสมัน ผู้บุตรชาย ซึ่งเป็นเจ้าภาพงานศพนี้ ชอบมาก ขอเอาต้นฉบับไปพิมพ์แจกในงานศพ แม่สุบรรณ มัคคสมัน ต่อ    โปรดรับฟังต่อไป ซึ่งเนื้อเรื่องและภาพประกอบ เอามาจากหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 51 ทั้งหมด โปรดติดตามต่อไป

 

 ********************************************************************************************

 

 

 

ปัญจักขันธา 1

นี่คือบทนำแห่งธรรมะรจนาแด่การเสด็จสวรรคตของพระองค์ มหาราชภูมิพล article


 

  

 
 
 

  
 
 
 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ มหาราชไทยลำดับที่เก้าแห่งราชวงศ์จักรี ประเทศไทย  เสด็จสู่พระราชสมบัติตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เสวยราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลก [ซึ่งกษัตริย์องค์รอง ลำดับการครองราชย์นานเป็นรอง ที่ 2 ก็คือ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เอลิซาเบธ ที่ 2 (Queen Elizabeth 2 )แห่งสหราชอาณาจักร และเครือจักรภพ ที่ทรงครองราชย์มาถึงวันเดียวกันนี้ 64 ปี]   

 

ทรงมีพระราชสมภพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2470, เคมบริดจ์รัฐแมสซาชูเซตส์ประเทศสหรัฐอเมริกา  ทรงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559, เวลา 15.52 น. ณ โรงพยาบาลศิริราชกรุงเทพมหานครขณะทรงพระชนมายุ 88 พรรษาและครองราชย์มา 70 ปี  ท่ามกลางความเศร้าโศกของพสกนิกรชาวไทย และชาวพุทธทั่วโลก

 

นี่คือบทนำแห่งธรรมะ ในพระพุทธศาสนา  รจนาแด่การเสด็จสวรรคต ของพระองค์

 

ปัญจักขันธา

รูปักขันโธ,  เวทนากขันโธ,  สัญญากขันโธ,  วิญญานักขันโธ,  สังขารักขันโธ  

 

คนเรานี้คือกองสังขาร5 กองประกอบกันเป็นหนึ่ง   การได้เป็นคน มีชีวิตขึ้นมา จนอยู่ไปตามลำดับแห่งชีวิต ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น ได้มาเพราะการประกอบกันของกองขันธ์ 5 กอง   คือ 

 

1.   รูปขันธ์  ได้แก่ รูป ร่างกาย พร้อมอวัยวะ 32 อย่าง อวัยวะภายนอก  และ  อวัยวะภายใน(นับแต่ หัว หู หน้า ตา หน้าผาก คอ บ่าไหล่  แขน ลงมาถึงหน้าอก ท้อง ขา เท้า และทั้งอวัยวะภายใน มีตับ ปอด หัวใจ ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะอาหาร อวัยวะเพศ ฯลฯ หรือในยุควิทยาศาสตร์ ด้วยวิชาวิทยาศาสตร์จะทราบรายละเอียดของร่างกายคนนี้อย่างมากมายกว่า32อย่าง เป็น 100 เป็น 1000 อย่าง ...แต่ก็เป็นรูปขันธ์เหมือนกัน) ทางภาษาสากลให้ความหมายว่า   the body,   natural state, form, figure, shape, image, characteristic.  Skt. rupa

 

2.  เวทนากขันโธ  เวทนาขันธ์  กองแห่งเวทนา  ธรรมชาติอันเสวยอารมณ์ ความเสวย คือรู้รสอารมณ์  ได้แก่ความรู้สึกต่าง ๆ  มาทางอารมณ์  ที่เป็นทั้งสุข และทุกข์ ทั้งความเจ็บปวดและความสุขใจ อิ่มใจ   the aggregate of feeling,  pain,  suffering, sensation, perception 

 

3.  สัญญากขันธโธ  ได้แก่ ความคิด ความจำได้ หมายรู้,  ความจงใจ ตั้งใจ,  นึกคิด, จำ, สำคัญ, ชื่อ, ในสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต   thought,  sense, memory, perception, intellect,  sign, gesture, name   

 

4.  วิญญานักขันโธ ได้แก่ความรู้สึก ใจ  ที่ผ่านมาทางอายตน 6 คือ หู ตา จมูก ลิ้น สัมผัสทางกาย และ สัมผัสทางใจ    intelligence,  knowledge, consciousness,  thought,  mind  (ในพุทธธรรม คำว่าวิญญาณนี้  ไม่ใช่ดวงวิญญาณ ที่ล่องลอยออกไปจากร่างเมื่อเวลาสิ้นชีวิต หรือสิ่งที่เป็นดวงจิตที่อาจจะล่องลอยไปไหนมาไหนก็ได้  และไม่ได้หมายถึงภูติ ผี ปีศาจ เทพ หรือ เทวดา) 

 

5.  สังขารักขันโธ  ธรรมอันปัจจัยตกแต่ง, ความแต่ง,  ความอบรม, สังขาร, ปัจจัยประชุมเกิด ได้แก่ความคิดปรุงแต่งจิตใจให้เป็นไป ทั้งดี ทั้งชั่ว หรือเป็นกลาง ๆ ไม่ดีไม่ชั่ว เป็นปัจจัยตกแต่ง  ความปรุง  ความอบรม การปรุงแต่งของภาคนามธรรมกับรูปธรรม   constructing,   preparing, perfecting, embellishing, aggregation, matter, Karma

 

กองทั้ง 5 กองขันธ์นี้ ก็แบ่งเป็น 2 ลักษณะ มีลักษณะ 2 อย่างที่แตกต่างกัน ดังนี้คือ มีรูปธรรมหนึ่ง  กับ  นามธรรมหนึ่ง  คือ

 

1.   รูปธรรม   กองที่เป็นรูปร่าง เป็นตัวตน มองเห็นได้ สัมผัสถูกต้องได้ คือ  รูปักขันโธ นั่นเอง  หรือเรียกว่า  ส่วนกาย (ตรงกับภาษาสากลว่า body 

 

2.   นามธรรม   คือ เวทนาขันโธ,  สัญญาขันโธ,  วิญญานขันโธ,  สังขารขันโธ  4  รวมกัน  เป็นส่วนที่มองด้วยตาไม่เห็น สัมผัสถูกต้องไม่ได้  เรียกว่า  นามธรรม ( mind)   

 

รูปธรรม1กอง ฝ่ายกาย[body] และนามธรรม4กองที่ประสานกันเป็นฝ่ายจิตใจ[mind]นี้แหละ ประกอบกันแล้ว เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังขาร คือร่างกาย จิตใจ และรูปธรรมนามธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น เกิดเป็นคน ที่มีรูปร่าง หน้าตา และจิตใจขึ้นมา 

 

 

 

 

 

สัจธรรมตรงนี้ก็คือ   คน  ไม่ว่าคนใด คนไหน  คนอย่างไร  คนใหญ่  คนโต  คนล้นด้วยบารมี อำนาจ คนจนต่ำต้อย  คนด้อยวาสนา คนรวย  เศรษฐี มหาเศรษฐี ข้าราชการ  กรรมกร ชาวนา   ประชาชนหรือกษัตริย์  มหากษัตริย์ มหาราช นายกรัฐมนตรี นายพลเอก นายพลโท หรือพลทหาร ก็เหมือนกัน  ในแง่ที่ว่า  เกิดมา  อยู่  เป็น ไปได้ด้วยปัญจักขันธา รวม 5 องค์ประกอบนี้ ....เหมือนกัน  เป็นคนเหมือนกันหมด

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสิ่งที่เป็นความรู้อย่างยิ่ง(อุตตริมนุสสธรรม)ก็คือตรัสเกี่ยวกับเรื่องรูปธรรมนามธรรม หรือ กองขันธ์ทั้ง 5 หรือสังขาร หรือคนเรานี้เอง   ให้คนรู้ว่า  สัจธรรมของสังขาร หรือ คน เรานั้นคืออะไร  สัจธรรมที่ควรรู้คืออะไร อย่างไร  หากหมั่นพิจารณาอยู่บ่อย ๆ  เป็นประจำ ก็จะเกิดปัญญาแจ่มแจ้ง นำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้   

 

 

 

 


ดังตัวอย่างหมู่พระสาวก สงฆ์ สามเณร  ที่มีวัตรสวดมนต์เช้า สวดมนต์เย็น เป็นประจำทุกวัน ๆ ตลอดชีวิตนักบวช เน้นลงไปที่สัจธรรมที่ทรงบอกไว้  นั้น ๆ ล้วนแต่เพื่อชี้ นำทางคนทั้งหลาย ไปสู่มรรคผล  นิพพาน    เป็นทางไปสู่ความพ้นทุกข์ทั้งสิ้น ทั้งทางกายและทางใจ  หรือหากนับเป็นทรัพย์  นั่นคือ  อริยทรัพย์ ที่ประมาณค่าไม่ได้ (คือได้ความเป็นอริยชนผู้ประเสริฐ ผู้เสวยซึ่งมรรค ผล นิพพาน แล้วอิ่มไปนิรันดร) 

 

ตัวอย่างเช่นที่ปรากฎในธัมมะนิยามะสุตตัง ว่า 

 

สัพเพ สังขารา อนิจจาติ   สังขารคือร่างกายจิตใจ, แลรูปธรรม นามธรรม ทั้งหมดทั้งสิ้น มันไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วดับไป มีแล้วหายไป  unstable, not lasting, transitory, perishable

 

สัพเพ สังขารา ทุกขาติ   ลำบาก  นำมาซึ่งทุกข์  สังขารคือร่างกายจิตใจ, แลรูปธรรม นามธรรม ทั้งหมดทั้งสิ้น มันเป็นทุกข์ทนยาก, เพราะเกิดขึ้นแล้ว, แก่ เจ็บ ตายไปpainful, grievous, unpleasant, difficult

 

สัพเพธัมมา อนัตตาติ  ใช่อาตมา, ใช่ของอาตมา, สิ่งทั้งหลายทั้งปวง, ทั้งที่เป็นสังขาร แลมิใช่สังขารทั้งหมดทั้งสิ้น  ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน, ไม่ควรถือว่าเรา  ว่าของเรา  ว่าตัวว่าตนของเรา  not a self,  not a soul

 

ดังมีส่วนขยายความเข้าใจออกไปอีกโดยการเจริญวิปัสนาตามไปตามบทสวดของพระสาวก ว่า ....

 

ชาติปิ ทุกขา (แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์)    

ชะราปิ ทุกขา (แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์)

มะระณัมปิ ทุกขัง, (แม้ความตายก็เป็นทุกข์)

 

โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา, (แม้ความแห้งใจ ความพิไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความเสียใจและคับแค้นใจก็เป็นทุกข์)

 

อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข (ความประสบความเห็นสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์

ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข  ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักก็เป็นทุกข์)   

ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง  (ปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้นสมหวังก็เป็นทุกข์)

 

สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา (ว่าโดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้งห้าเป็นตัวทุกข์...... การยึดขันธ์ห้าว่าเป็นเราก็เป็นทุกข์) 

 

เสยยะถีทัง  ได้แก่สิ่งเหล่านี้.......นี้อย่างไร

 

รูปูปาทานักขันโธ, (การหลงยึดเอารูปว่าเป็นของเรา)

เวทะนูปาทานักขันโธ,( การหลงยึดเอาเวทนาว่าเป็นของเรา) 

สัญญูปาทานักขันโธ, (การหลงยึดเอาสัญญาว่าเป็นของเรา)

สังขารูปาทานักขันโธ,( การหลงยึดเอาสังขารว่าเป็นของเรา...ปรุงแต่งอะไรขึ้นมาก็ว่าเป็นของเรา)

วิญญาณูปาทานักขันโธ ( การหลงยึดเอาวิญญาณว่าเป็นของเรา)   

 

[อุปาทานํ   ความถือมั่น, ความเข้าไปถือเอา, ถือมั่น(ผ); เชื้อไฟ หรือฟืน(ชิน.๓๖/๑๒); ตัณหา (ม.นิท. อ/กาม ๘) สํ. อุปาทาน.  attachment, clinging to existence; firewood, fuel.]     ทำความเข้าใจโดยหลักสนธิไทย  รูป+อุปาทาน+ก  รูปูปาทานักขันโธ

 

เยสังปริญญายะ,   ธะระมาโนโส  ภะคะวา,  เอวัง พะหุลัง สาวะเก วิเนติ,

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เมื่อยังดำรงพระชนม์อยู่ ย่อมแนะนำสาวกทั้งหลาย เพื่อให้รู้ซึ่งอุปาทานขันธ์(เพื่อให้รู้ซึ่งการหลงยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นของเรา) ทั้งหลายอย่างนี้ เป็นอันมาก   

 

 

 

 

 

 

 

เอวัง ภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนี  พะหุลา ปะวัตตะติ,

ก็แลการพร่ำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น มีส่วนอย่างนี้ เป็นไปมากในหมู่สาวกทั้งหลาย

 

รูปัง อะนิจจัง,   (รูปไม่เที่ยง)

เวทะนา อนิจจา,   (เวทนาไม่เที่ยง)

สัญญา อะนิจจา,  (สัญญาไม่เที่ยง)

สังขารา อะนิจจา,  (สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง...ปรุงแต่งเป็นนั่นเป็นนี่แล้วก็ไม่เที่ยงหรอก)

วิญญาณัง อะนิจจัง,   (วิญญาณไม่เที่ยง)

 

รูปัง อะนัตตา,   (รูป ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน, ไม่ควรถือว่าเรา  ว่าของเรา  ว่าตัวว่าตนของเรา

เวทะนา อะนัตตา,  (เวทนา ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน, ไม่ควรถือว่าเรา  ว่าของเรา  ว่าตัวว่าตนของเรา

สัญญา  อะนัตตา,  (สัญญาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน, ไม่ควรถือว่าเรา  ว่าของเรา  ว่าตัวว่าตนของเรา

สังขารา อะนัตตา,  (สังขารทั้งหลายไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน, ไม่ควรถือว่าเรา  ว่าของเรา  ว่าตัวว่าตนของเรา

วิญญาณัง อะนัตตา, วิญญาณไม่ใช่ตัวตน, ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน, ไม่ควรถือว่าเรา  ว่าของเรา  ว่าตัวว่าตนของเรา

 

สัพเพ สังขารา  อนิจจา,(สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง...มันเปลี่ยน แปรไปตลอดเวลา) 

สัพเพ ธัมมา  อะนัตตาติ, (ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นของมิใช่ตัวมิใช่ตนของเรา[...มันไม่ใช่ของเรา  ไม่ใช่ของของใครเลย] ดังนี้แล)  

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อเราเจริญความคิด เจริญวิปัสสนาไป จนเห็นความจริงว่า ตัวเราเอง เป็นเพียงปัญจักขันธา  รูปธรรม นามธรรม  หรือ  กองขันธ์ทั้ง 5 มารวมกันเป็นหนึ่ง ที่เรียกว่าคน หรือ มนุษย์   รูปธรรม นามธรรมนี้   ก็ย่อมไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  และเป็นอนัตตา  ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของเราเลย  (มันไม่อยู่ในอาณัติของเราเลย ถึงเวลาของมัน ๆ ก็เป็นไป ตามธรรมชาติของมัน เช่นมีเกิด  มีแก่  มีเจ็บ  มีตาย ลำดับไปเองเป็นธรรมดา)  ก็จะพ้นทุกข์ เกิดวิปัสสนาญาณ นำไปสู่มรรคผล ทางสู่โลกนิพพาน  ตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้

 

จิระปะริพิพพุตัมปิ  ตัง  ภะคะวันตัง  สะระณัง  คะตา ,

เราทั้งหลายผู้ถึงแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า  แม้ปรินิพพานนานแล้วพระองค์นั้น  เป็นสรณะ

 

ธัมมัญจะ  สังฆัญจะ ,      ถึงพระธรรมด้วย  ถึงพระสงฆ์ด้วย

 

ตัสสะ  ภะคะวะโต  สาสะนัง  ยะถาสะติ  ยะถาพะลัง  มะนะสิกะโรมะ  อะนุปะฏิปัชชามะ ,

 

จักทำในใจอยู่  ปฏิบัติตามอยู่  ซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น  ตามสติกำลัง

 

สา  สา  โน  ปะฏิปัตติ ,         

ขอให้ความปฏิบัตินั้น ๆ ของเราทั้งหลาย

 

อิมัสสะ  เกวะลัสสะ  ทุกขักขันธัสสะ  อันตะกิริยายะ  สังวัตตะตุ ,

จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้เทอญ

 

 

 

 

พระครูพุทธิพงศานุวัตร 

วัดมหาพุทธาราม พระอารามหลวง

อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ

17  ต.ค. 2559 เวลา 20:30:30 น.

 

·      เอกสารอ้างอิง  ปทานุกรม บาลี ไทย อังกฤษ สันสกฤต PALI – THAI – ENGLISH – SANSKRIT – DICTIONARY  ฉบับ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พิมพ์ในคราวอายุครบ ๕ รอบ  หม่อมหลวงบัว กิติยากร ในพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ  วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๒

 

 

 

 


 

 

ปัญจักขันธา 2

นี่คือบทนำแห่งธรรมะรจนาแด่การเสด็จสวรรคตของพระองค์ มหาราชภูมิพล article

 

 

 


 

 

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ มหาราชไทยลำดับที่เก้าแห่งราชวงศ์จักรี ประเทศไทย  เสด็จสู่พระราชสมบัติตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เสวยราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลก [ซึ่งกษัตริย์องค์รอง ลำดับการครองราชย์นานเป็นรอง ที่ 2 ก็คือ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เอลิซาเบธ ที่ 2 (Queen Elizabeth 2 )แห่งสหราชอาณาจักร และเครือจักรภพ ที่ทรงครองราชย์มาถึงวันเดียวกันนี้ 64 ปี]   

 ทรงมีพระราชสมภพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2470, เคมบริดจ์รัฐแมสซาชูเซตส์ประเทศสหรัฐอเมริกา  ทรงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559, เวลา 15.52 น. ณ โรงพยาบาลศิริราชกรุงเทพมหานครขณะทรงพระชนมายุ 88 พรรษาและครองราชย์มา 70 ปี  ท่ามกลางความเศร้าโศกของพสกนิกรชาวไทย และชาวพุทธทั่วโลก 

นี่คือบทนำแห่งธรรมะ ในพระพุทธศาสนา  รจนาแด่การเสด็จสวรรคต ของพระองค์

 

 

 

 

 

 


-ปัญจักขันธา 2-

เรื่องราวของชีวิต ซึ่งแท้จริงคือสังขารที่ประกอบกันขึ้นจาก ขันธ์ทั้ง 5 ดังกล่าวมาแล้วนั้น เป็นมนุษย์ เป็นคน มีรูปธรรม นามธรรมประกอบกันเป็นสังขารนั้น แท้จริงคือ เรื่องราวของธรรมชาติ  ธรรมดา ๆ  ที่มีอยู่เอง  เป็นอยู่เองแปรเปลี่ยนไปเองของมัน มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว  แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงตรัสไว้อย่างตรงความจริง  ที่ว่า

 

 

 

 

 

พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จักเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ธาตุคือสิ่งทรงตัวเองอยู่ได้อันนั้น ดำรงอยู่ได้โดยธรรมดาของมันอย่างนั้น สิ่งที่ถูกกำหนดมาตามธรรมดาของมันว่า จะเป็นอย่างนั้น  มันเป็นอย่างนั้นของมันเอง  มีพระพุทธเจ้าหรือไม่มีพระพุทธเจ้าบังเกิดมา  มันก็เป็นของมันเองอย่างนั้น  และประเด็นที่คนทั้งหลายไม่เคยรู้มาก่อนเลยก็คือสังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายทั้งปวง(คือสิ่งของทั้งหลายในโลกรวมเรียกว่าสรรพสิ่งนั้น) เป็นอนัตตา(ไม่ใช่ของใครคนใดเลย ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งอาจยึดเอาเป็นของตนได้)

 

 

 

   

 

 

ดังปรากฏใน ธัมมะนิยามะสุตตัง ต่อไปนี้ 

ยัง เว นิพพานะญาณัสสะ ญานัง ปุพเพ ปะวัตตะเต
ตัสเสวะ วิสะยีภูตา ยายัง ธัมมะนิยามะตา
อะนิจจะตา ทุกขะตะ จะ สัพเพสัง จะ อะนัตตะตา
ตัสสา ปะกาสะกัง สุตตังยัง สัมพุทเธนะ ภาสิตัง
สาธูนัง ญาณะจาเรนะ ยะถา พุทเธนะ เทสิตัง
โยนิโส ปะฏิปัตยัตถัง ตัง สุตตันตัง ภะณามะเส ฯ

 

 

 

 

 

 

กฎ ธรรมชาติที่กำหนดแน่นอน สำหรับสรรพสัตว์ที่ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เป็นวิสัยแห่งผู้ได้ญาณหยั่งรู้พระนิพพาน ที่มีมาแล้วในกาลก่อน พวกเราทั้งหลายจงร่วมกันสวดพระสูตรนี้ อันประกาศสิ่งที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงไว้ซึ่งญาณอันพิเศษแก่เหล่าสาธุชน เพื่อประโยชน์ในการที่จะนำไปปฏิบัติ โดยอุบายอันแยบคายต่อไปเทอญ

 

 

 

 

 

 

อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธัมมะนิยามะตา สัพเพ สังขารา อะนิจจาติฯ ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา อาจิกขะติ เทเสติปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ วิวะระติ วิภะชะติ อุตตานีกะโรติ สัพเพ สังขารา อะนิจจาติฯ

 

 

 

 

 

 

ภิกษุ ทั้งหลาย ทั้งที่พระตถาคต คือ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จักเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ธาตุคือสิ่งทรงตัวเองอยู่ได้อันนั้น ดำรงอยู่ได้โดยธรรมดาของมันอย่างนั้น สิ่งที่ถูกกำหนดมาตามธรรมดาของมันว่า จะเป็นอย่างนั้น พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นตถาคต ตรัสรู้ธาตุนั้น ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่ง เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง

 

 

 

 

 

 

อนิจฺโจ  ไม่เที่ยง (ค.ธ.ป. ๒๐๔/๑๐๑) สํ  อ + นิตฺย.  
Annicco  (adj.)  unstable,  not lasting, transitory, perishable.  Skt. A + nitiya.

ธาตุ   กระดูก (ชิน. ๒๗๘/๘๓ ) เป็นไปในอรรถคือ ๑. เสมฺหาทิ (โทษมีเสลดเป็นต้น)  ๒. รสรตฺตาทิ (รโส-รส, รตฺตํ-โลหิต, มํสํ – เนื้อ, เมโท-น้ำมันข้น, อฏฺฐิ-กระดูก, สุกฺกํ – น้ำสัมภวะ, มิญฺชํ-เยื่อ ) ๓. มหาภูติ ( มหาภูตรูป)  ๔. ปภาทิ (วิสยธาตุ มีรูปธาตุ คือ แสงสว่างเป็นต้น ) ๕. อัฐิธาตุ  ๖.  จกํขาทิ ( วิสยีธาตุมีจักษุเป็นต้น ) ๗. ภวาทิ ( ธาตุมีดินสอพองหรือแร่ต่าง ๆเป็นต้น )  ( ชิน. ๘๑๗/๒๕๗ ).  สํ.  ธาตุ 

Dhatu  (m..& f. primary or elementary ; principle, element, material;  a property  of a primary substance as colour, teste, sound; an organ of sense; a bodily principle or humour of which there are three, phlegm, wind and bile; a constituent of the body such as flesh, blood, bones; a sacred relic; a fosil; a metal. Skt. Dhatu.

 

 

 

 


 

 

 

อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธัมมะนิยามะตา สัพเพ สังขารา ทุกขาติฯ ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา อาจิกขะติ เทเสติปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ วิวะระติ วิภะชะติ อุตตานีกะโรติ สัพเพ สังขารา ทุกขาติฯ

ภิกษุ ทั้งหลาย ทั้งที่พระตถาคต คือ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จักเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ธาตุคือสิ่งทรงตัวเองอยู่ได้อันนั้น ดำรงอยู่ได้โดยธรรมดาของมันอย่างนั้น สิ่งที่ถูกกำหนดมาตามธรรมดาของมันว่า จะเป็นอย่างนั้น พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นตถาคต ตรัสรู้ธาตุนั้น ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่ง เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์

ทุกฺขํ  ธรรมชาติอันบุคคลทนยาก (ผ) ทุกข์ ( ชิน. ๘๙/๒๖). สํ.  ทุขะ.   

Dukkham  unsatisfactoriness,  pain,  suffering,  trouble, distress, difficulty.  Skt. Duhkha.

 

 

 


 

 

 

อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธัมมะนิยามะตา สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติฯ ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา อาจิกขะติ เทเสติปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ วิวะระติ วิภะชะติ อุตตานีกะโรติ สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติฯ

อนตฺตา  ใช่อาตมา  ใช่ของอาตมา ( บา.๖๘).  สํ.  อนุ + อาตฺมนฺ.   

Anatta   not a self,  not  a  soul.  Skt. An + atman.

 

 

 

 

 

 

 

ภิกษุ ทั้งหลาย ทั้งที่พระตถาคต คือ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จักเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ธาตุคือสิ่งทรงตัวเองอยู่ได้อันนั้น ดำรงอยู่ได้โดยธรรมดาของมันอย่างนั้น สิ่งที่ถูกกำหนดมาตามธรรมดาของมันว่า จะเป็นอย่างนั้น พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นตถาคต ตรัสรู้ธาตุนั้น ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่ง เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา

 

 

 

 

 

 

อิทะมะโว จะ ภะคะวาฯ อัตตะมะนา เต ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุนติฯ

ครั้ง พระพุทธองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ ได้ตรัสแสดงดังกล่าวมานี้ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นมีความซาบซึ้ง ยินดีเพลิดเพลินพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง

 

 

 

 

 

 

ครั้นหมู่พระสาวก หมู่ชนใด ได้บรรลุวิปัสสนาญาณ รู้แจ้งสัจธรรมแห่งไตรลักษณ์ ดังกล่าวนั้นแล้ว ย่อมบรรลุธรรม ตั้งแต่ขั้นล่าง ถึงขั้นสูงสุด คือ โสดาปัตติมรรคญาณ ไปถึง อรหัตตผลญาณ สูงสุด เข้าสู่โลกวิมุตติ  เข้าสู่โลกนิพพาน พ้นทุกข์ไปชั่วนิรันดร โดยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ และ ความเป็นธรรมดานั้นไปชั่วนิรันดร

จึงทรงตรัสบอกพระภิกษุทั้งหลาย ดังปรากฏใน โอวาทปาฏิโมกขคาถา ไม่เพียงพระองค์โคดมพุทธเจ้า พระมหาศาสดาของพวกเราเท่านั้น ที่ทรงตรัสบอก ว่า  นิพพานํ ปะระมัง วะทันฺติ พุทธา  ผู้รู้ทั้งหลาย (คือพระพุทธเจ้าทั้งหลาย กี่หมื่นกี่ล้านพระองค์ก็ตาม) กล่าวตรงกันว่า พระนิพพานเป็นธรรมอันยิ่ง(ธรรมะที่สูงสุดเหนือธรรมะอื่นใด)   

 

 

 

 

 

 

 

และในพระสูตรต่าง ๆมากมาย มีว่า   นิพพานํ ปะระมัง สุขัง  นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง (เหนือความสุขของสวรรค์ชั้นใดใดในเทวภพทั้งสิ้น) และแท้จริงที่ควรรู้ ก็คือ มนุษย์และเทพเทวดา แม้กระทั่งพวกมาร  จึงต่างบำเพ็ญเพียร เพื่อเข้าสู่โลกสูงสุดด้วยกันทั้งนั้น คือ โลกนิพพาน  นั่นเอง


 

 

พระครูพุทธิพงศานุวัตร
วัดมหาพุทธาราม พระอารามหลวง
ถนนขุขันธ์ ต.เมืองเหนือ 
อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000

 

·      เอกสารอ้างอิง   ปทานุกรม  บาลี  ไทย  อังกฤษ  สันสกฤต    PALI THAI –ENGLISH – SANSARIT   DICTIONARY ฉบับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พิมพ์ในคราวอายุครบรอบ ๕ รอบ หม่อมหลวงบัว กิติยากร ในพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ  วันที่ ๒๕ พฤสจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๒

 

 

 

 

 

นี่คือบทนำแห่งธรรมะ ในพระพุทธศาสนา

รจนาแด่การเสด็จสวรรคต ของพระองค์

ปัญจักขันธา 3

 

 

 

 

 

 

 

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ มหาราชไทยลำดับที่เก้าแห่งราชวงศ์จักรี ประเทศไทย  เสด็จสู่พระราชสมบัติตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เสวยราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์โลก [ซึ่งกษัตริย์องค์รอง ลำดับการครองราชย์นานเป็นรอง ที่ 2 ก็คือ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เอลิซาเบธ ที่ 2 (Queen Elizabeth 2 )แห่งสหราชอาณาจักร และเครือจักรภพ ที่ทรงครองราชย์มาถึงวันเดียวกันนี้ 64 ปี]  

 ทรงมีพระราชสมภพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2470เคมบริดจ์,รัฐแมสซาชูเซตส์ประเทศสหรัฐอเมริกา  ทรงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559เวลา 15.52 น. ณ โรงพยาบาลศิริราช,กรุงเทพมหานครขณะทรงพระชนมายุ 88 พรรษาและครองราชย์มา 70 ปี  ท่ามกลางความเศร้าโศกของพสกนิกรชาวไทย และชาวพุทธทั่วโลก

 

 

 

 นี่คือบทนำแห่งธรรมะ ในพระพุทธศาสนา  รจนาแด่การเสด็จสวรรคต ของพระองค์

 

 

 

 

 

 


ปัญจักขันธา 3

 

ขันธ์ทั้ง 5 คือ รูป เวทนา สัญญา    สังขาร   วิญญาณ  หรือ รูปธรรมและนามธรรม 2 หมู่  นั้น  ก่อเกิดรวมกันเป็น สังขาร คือร่างกายจิตใจของมนุษย์ขึ้นมา  แต่สัจธรรมที่พวกมนุษย์เราไม่เข้าใจ ไม่รู้มาก่อนก็คือ  สัพเพ สังขารา อนิจจาติ   สัพเพสังขารา  ทุกขาติ  สัพเพธัมมา อนัตตาติ  พระพุทธเจ้า ทรงให้พระสาวกของพระองค์รำลึกสัจธรรมนี้บ่อย ๆ เป็นประจำ  ดังปรากฏมาว่า พระสาวกได้นำบทไตรลักษณ์มาสวดบ่อย ๆ เป็นประจำ โดยจัดให้มีการสวด(ทำวัตร)เช้า (ทำวัตร)เย็น ทุกวัน ตราบที่ป็นสงฆ์อยู่  และมีบทพิเศษ เช่น ติลักขณะคาถา  ซึ่งเป็นบทหนึ่ง ที่พระสงฆ์ในวัดใช้สวดประจำในงานศพของชาวพุทธ ก่อนจะมีพิธีการเผาศพ (เป็นบทหนึ่งในบทสวดธรรมนิยาม)ทั่วประเทศพุทธศาสนา  ทั่วโลก  โดยมีข้อความสำคัญ เป็นบทสวด พร้อมคำแปลว่า 
 
 

 

 

 

 

สัพเพ สังขารา อะนิจจาติ     ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ

เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง

 

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข       เอสะ มัคโค วิสุทธิยา

เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง,

นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด

 
 
 
 
 

สัพเพ สังขารา ทุกขาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ

เมื่อใดบุคคล เห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์

 

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข     เอสะ มัคโค วิสุทธิยา

เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง,

นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด

 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

 

สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ 

เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

 

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา

เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง,

นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด

 

 

 

 
 
 
 
 

 

ซึ่งตามบทสวดติลักขณะคาถานี้  มีบทเน้นไปตลอด ให้เข้าใจรู้แจ้งในลักษณะ 2 ประการ 

ประการที่ 1 ย่อมเหนื่อยหน่าย  ดังบทสวดว่า

เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง

เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง,

 

เมื่อใดบุคคล เห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์

เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง,

 

เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง,

 

 

 
 
 
 

 ประการที่ 2  อานิสงส์ของการรู้แจ้ง และเหนื่อยหน่าย  นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด   ดังที่ปรากฏว่ามีบท เน้น ทบทวนบ่อย ๆ  ดังนี้

 

 



 
 

เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง

เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง,

นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด

 

เมื่อใดบุคคล เห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์

เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง,

นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด

 

เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง,

นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 พระนิพพานคืออะไร ?

 

 

 

เราชาวพุทธทั้งหลาย  ก็ได้ยิน ได้ฟังมาตลอดว่า  พระนิพพานนั้น  เป็นแดนของ พระพุทธเจ้า  เป็นแดนพระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย   ชาวพุทธไทยย่อมคุ้นกับภาษา คำว่า  ปรินิพพาน  และ คำว่า นิพพาน  ซึ่งหมายถึง  การตายของพระพุทธเจ้า(ใช้คำว่า ปรินิพพาน  การตายของพระอรหันต์ ใช้คำว่า นิพพาน)  

 

 

 

 

 

 

 
 
 
 

ในตอนที่แล้วคือ ปัญจักขันธา 2 เราได้ลงสัจธรรมบทจบไว้แล้วว่า

“ครั้นหมู่พระสาวก หมู่ชนใด ได้บรรลุวิปัสสนาญาณ รู้แจ้งสัจธรรมแห่งไตรลักษณ์ ดังกล่าวนั้นแล้ว ย่อมบรรลุธรรม ตั้งแต่ขั้นล่าง ถึงขั้นสูงสุด คือ โสดาปัตติมรรคญาณ ไปถึง อรหัตตผลญาณ สูงสุด เข้าสู่โลกวิมุตติ  เข้าสู่โลกนิพพาน พ้นทุกข์ไปชั่วนิรันดร โดยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ และ ความเป็นธรรมดานั้นไปชั่วนิรันดร

 
 
 
 
 
 

จึงทรงตรัสบอกพระภิกษุทั้งหลาย ดังปรากฏใน โอวาทปาฏิโมกขคาถา ไม่เพียงพระองค์โคดมพุทธเจ้า พระมหาศาสดาของพวกเราเท่านั้น ที่ทรงตรัสบอก ว่า  นิพพานํ ปะระมัง วะทันฺติ พุทธา  ผู้รู้ทั้งหลาย (คือพระพุทธเจ้าทั้งหลาย กี่หมื่นกี่ล้านพระองค์ก็ตาม) กล่าวตรงกันว่า พระนิพพานเป็นธรรมอันยิ่ง(ธรรมะที่สูงสุดเหนือธรรมะอื่นใด)   

 

 
 
 

และในพระสูตรต่าง ๆมากมาย มีว่า   นิพพานํ ปะระมัง สุขัง  นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง (เหนือความสุขของสวรรค์ชั้นใดใดในเทวภพทั้งสิ้น) และแท้จริงที่ควรรู้ ก็คือ มนุษย์และเทพเทวดา แม้กระทั่งพวกมาร  จึงต่างบำเพ็ญเพียร เพื่อเข้าสู่โลกสูงสุดด้วยกันทั้งนั้น คือ โลกนิพพาน  นั่นเอง

 

 

 
 
 
 

 

นิพพาน  นั้นจึงเป็นสัจธรรมที่อยู่เหนือโลกทั้งปวง  เหนือโลกมนุษย์  เหนือโลกเทพ  เหนือโลกพรหม ...เป็นโลกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และโลกของพระอรหันต์ทั้งปวงนิพพาน  นั้นจึงเป็นสัจธรรมที่อยู่เหนือโลกทั้งปวง  เหนือโลกมนุษย์  เหนือโลกเทพ  เหนือโลกพรหม ...เป็นโลกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และโลกของพระอรหันต์ทั้งปวง

 

 

 

 

 

 

 

 

บทสวด ติลักขณะคาถา  จึงล้วนบอกทางไปสู่โลกนิพพานทั้งสิ้น  ไม่ได้บอกเราไปโลกมนุษย์อีก  ไม่ได้บอกเราไปโลกเทวดา  และไม่ได้บอกเราไปโลกพรหม  มหาพรหมแดนทวยเทพทั้งหลายนั้นเลย

 

 

  

 
 

 

ฉะนั้น   การรู้แจ้งในเรื่อง ปัญจักขันธา  รูปธรรม-นามธรรม หรือสังขารว่า  สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนิจจัง   สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์  ธรรมทั้งหลายทั้งปวง(คือสิ่งที่เป็นสังขารทั้งหมดทั้งสิ้น รวมทั้ง คน สัตว์ พืช และสรรพสิ่ง) เป็นอนัตตา  จึงเป็นทางไปสู่ที่ประเสริฐ  เหนือสวรรค์ชั้นเทพ   เหนือสวรรค์ชั้นพรหม  มหาพรหม เลยทีเดียว   ดังพุทธดำรัสว่า นิพพานํ ปะระมัง วะทันฺติ พุทธา  ผู้รู้ทั้งหลาย (คือพระพุทธเจ้าทั้งหลาย กี่หมื่นกี่ล้านพระองค์ก็ตาม) กล่าวตรงกันว่า พระนิพพานเป็นธรรมอันยิ่ง(ธรรมะที่สูงสุดเหนือธรรมะอื่นใด=เรื่องราวที่สูงสุดเหนือเรื่องราวอื่นใด)   นิพพานํ ปะระมัง สุขัง  นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง (เหนือความสุขของสวรรค์ชั้นใดใดในเทวภพในพรหมภพ มหาพรหมภพทั้งสิ้น) และแท้จริงที่ควรรู้ ก็คือ มนุษย์และเทพเทวดา พรหม  แม้กระทั่งพวกมาร  จึงต่างบำเพ็ญเพียร เพื่อมุ่งเข้าสู่โลกสูงสุดด้วยกันทั้งนั้น คือ โลกนิพพาน  นั่นเอง 

 

 
 
 
 
 
 
  
 

 

มาดูเรื่องสวรรค์กันบ้าง 

 

ตามคัมภีร์ของศาสนาคริสต์และอิสลาม กล่าวถึงสวรรค์ว่ามี 7 ชั้นเท่านั้นเอง  สวรรค์ชั้นที่ 7 เป็นสวรรค์ชั้นสูงสุด  ซึ่งตามคัมภีร์อิสลาม อัลกุรอาน พระเจ้าอัลเลาะห์ทรงประทับอยู่ที่สวรรค์ชั้นที่ 7 นั้น  ส่วนคัมภีร์ไบเบิล ระบุว่า  ชั้นสูงสุดของสวรรค์นั้น มีพระเจ้ายะโฮวา นั่งบนอาสนบัลลังก์ แล้วมีพระเยซู ซึ่งเป็นพระบุตรองค์เดียวที่ทรงโปรดปรานมากนั่งเคียงอยู่ข้าง ๆ  ส่วนคัมภีร์ของพระพุทธศาสนา( ธัมมจักกัปปวัตนสูตร)  ระบุสวรรค์ไว้ถึง 21 ชั้นตามชื่อ  ดังนี้

 
 
 
 
 
 

 

1.จาตุมมะหาราชิกา เทวา

2.ตาวะติงสา เทวา

3.ยามา เทวา

4.ตุสิตา เทวา

5. นิมมานะระตี เทวา

 

 

 

 

 

 

6. ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา

7. พรัหมะปาริสัชชา เทวา

8.  พรัหมะปะโรหิตา เทวา

9. มะหาพรัหมา เทวา

10.  ปะริตตาภา เทวา

11. อัปปะมาณาภา เทวา

12. อาภัสสะรา เทวา

 

 

 

 

 

13.  ปะริตตะสุภา เทวา

14.  อัปปะมาณะสุภา เทวา

15.  สุภะกิณหะกา เทวา

16.  เวหัปผะลา เทวา

17.  อะวิหา เทวา

18.  อะตัปปา เทวา

19.  สุทัสสา เทวา

20.  สุทัสสี เทวา

21.  อะกะนิฏฐะกา เทวา

 

 

 

 

 

 

ชั้นที่ 1- 5 เป็นชั้นเทพ 

ชั้นที่ 6-12 เป็นชั้นพรหม 

ชั้น 13- 21 เป็นชั้นมหาพรหม 

 

ท่านจะเห็นว่า เทพพรหมทั้ง 21 ชั้นนี้  ครั้นได้ทราบว่า  พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมะ เรื่องแรกคือ ธัมมจักกัปปวัตนสูตรแด่ปัญจวัคคีย์ เป็นผลให้ อัญญาโกณฑัญญะ บรรลุโสดาบัน  ซึ่งเป็นระดับต้นของมรรคผลแห่งโลกนิพพานเท่านั้นเอง  

 

โลกนิพพานมี 9 ชั้น 9 ระดับ คือ 

1. โสดาบันมรรค-

2. โสดาบันผล, 

3.  สกิทาคามีมรรค

4.  สกิทาคามีผล, 

5.  อนาคามีมรรค

6.  อนาคามีผล,  

7.  อรหันต์มรรค

8.  อรหันตผล,  และ สูงสุด  

9. พุทธภูมิ หรือ พุทธภาวะ   

 

 

เทพเทวา พรหม มหาพรหมทั้ง 21 ชั้นก็ตื่นเต้นยินดีกันทั้งสวรรค์ 21 ชั้น(ตื่นเต้นที่ได้เห็นมนุษย์ หรือคน ๆ แรก ได้ดวงตาเห็นธรรม เห็นทางแห่งมรรคผล ซึ่งจักนำไปสู่โลกนิพพาน คนละเส้นทางกับพวกเทพ พรหม มหาพรหมเหล่านั้น)   ปรากฏในพระคัมภีร์ ธัมมจักกัปปวัตนสูตรว่า  

 

 

 

 

 

 

อิติหะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ มุหุตเตนะ ยาวะ พรัหมะโลกา สัทโท อัพภุคคัจฉิฯ อะยันจะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุ สังกัมปิ

สัมปะกัมปิ สัมปะเวธิฯ อัปปะมาโณ จะ โอฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุระโหสิ อะติกกัมเมวะ เทวานัง เทวานุภาวัง ฯ

 

 

ทั้งหมื่นโลกธาตุได้หวั่นไหว สะเทือนสะท้าน เสียงดังสนั่นลั่นไป ทั้งแสงสว่างอันหาประมาณมิได้ ได้ปรากฏขึ้นในโลก เหนือกว่าอานุภาพของเหล่าพรหม

 

 

 

 

 

 

 

อะถะโข ภะคะวา อุทานัง อุทาเนสิ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญติ อิติหิทัง อายัสมะโต

โกณฑัญญัสสะ อัญญาโกณฑัญโญ เตววะ นามัง อะโหสีติ ฯ

 

 

 

 

 

 

ต่อจากนั้นพระพุทธองค์ ผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ ได้ทรงเปล่งอุทานออกมาว่า "โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ผู้เจริญทั้งหลาย โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ ผู้เจริญทั้งหลาย" เพราะเหตุนี้ ท่านโกณฑัญญะจึงได้นามว่าอัญญาโกณฑัญญะ.

 

 

 

 

 

 

จะเห็นสัจธรรมว่า พระอัญญาโกญฑัญญะ เมื่อสำเร็จโสดาบัน  ไม่ได้เดินทางขึ้นสวรรค์ 21 ชั้นนั้น  แต่เดินทางสู่โลกนิพพาน  9 ชั้น คือ  โสดาบันมรรค, โสดาบันผล,  สกิทาคามีมรรค, สกิทาคามีผล, อนาคามีมรรค,  อนาคามีผล, อรหันต์มรรค, อรหันต์ผล และสูงสุด  พุทธภูมิ หรือ พุทธภาวะ     การที่ได้เห็นพระอัญญาโกณฑัญญะ เดินทางเข้าสู่มรรคผลนี่แหละที่ เทพ พรหม ในสวรรค์ทั้ง 21 ชั้นพากันตื่นเต้น ปิติกันทั้งสวรรค์(เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน และทั้งที่เทพ เทวา พรหม ทุกเหล่า ต่างก็บำเพ็ญเพื่อบรรลุอรหันตธรรม  อรหันตโลก  โลกนิพพาน นี้เช่นเดียวกันกับพระสาวก และชาวพุทธในโลกมนุษย์)

 

 

 

 

ซึ่งข้อเท็จจริง ก็คือ เทพ พรหมในสวรรค์ชั้นเทพ โลกพรหม  มหาพรหมกี่ชั้นก็ตาม  7 ชั้น หรือ 21 ชั้นก็ตาม เป็นโลกที่ยังไม่หมดสิ้นกิเลส  แต่โลกนิพพานเป็นโลกที่สิ้นไปจากกิเลสทุกชนิด จึงตรงพุทธดำรัสว่า  นิพพานํ ปรมํ สุขํ  นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ผู้สร้างบุญ บารมีมาสูงสุด สิ้นกิเลส จึงจะสามารถเข้าสู่โลกนิพพานได้.  

 

 

 

 

โปรดแปลคำบูชาของเรา และหมั่นคิดตีความหมาย วิปัสนาตลอด ที่บูชาว่า 

อระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา    พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ  

พระผู้มีพระภาคเจ้า, เป็นพระอรหันต์, ดับเพลิงกิเลส (ขจัดกิเลสทุกชาติพันธ์แห่งกิเลสสิ้นไปจากใจ ไกลกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย) เพลิงทุกข์สิ้นเชิง, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง 

พุทธัง  ภะคะวันตัง  อะภิวาเทมิ 

ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้, ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จบปัญจักขันธา 3

 

 

 

 
 
 พระครูพุทธิพงศานุวัตร

วัดมหาพุทธาราม พระอารามหลวง
ถนนขุขันธ์ ต.เมืองเหนือ 
อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000

 

 

 

เอกสารอ้างอิง 

1.           ปทานุกรม บาลี ไทย อังกฤษ สันสกฤต PALI – THAI – ENGLISH – SANSKRIT – DICTIONARY  ฉบับ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พิมพ์ในคราวอายุครบ ๕ รอบ  หม่อมหลวงบัว กิติยากร ในพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ  วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๒

2.           THE HOLY BIBLE containing the Old and New TESTAMENTS  The revised Berkelely Version in Modern English  A Complely New Translation from the Original Languages   THE GIDEONS INTERNATIONAL  1947 EDITION

3.            พระมหาคัมภีร์อัล – กุรอาน  ฉบับ  แปลความหมาย และ ขยายความ  โดย  นายต่วน สุวรรณศาสน์ (ฮัจยีอิสมาแอล บินฮัจยียะห์ยา)  อดีตจุฬาราชมนตรี   สงวนลิขสิทธิ์



 
 

  

 

 

  

 

 

  

 




เทศนาธรรมปัญญาธโรภิกขุ ปฐมเทศนาธรรมบทแรกๆ ......

Muslim บทวิเคราะห์กองทัพนักรบศักดิ์สิทธิ์จิฮัดส์อิสลามอาหรับ6ประเทศแพ้อิสราเอลอย่างไม่ทันนกกระจอกกินน้ำ
Muslim จากไลน์กลุ่มการศึกษาไร้พรมแดน อิสลามสอนให้เนรคุณ
สรภัญญะสุดยอด แห่งแผ่นดินอีสานโอวาทธรรมแห่งสรภัญญะ
โอวาทธรรมในเรือนจำ การทำบุญตักบาตร เทศกาลสงกรานต์ 11 เม.ย.2561
โอวาทธรรม พิธีรับประกาศนียบัตรการศึกษา วิทยาลัยอาชีวะศึกษา เอสแบค ศรีสะเกษ
ส.ค.ส.2561 โอวาทธรรม ในเรือนจำจังหวัดศรีสะเกษ
บทเทศนาหลักพุทธธรรม พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ร.9 26 ต.ฅ.2560
โอวาทธรรม เปิดประชุมอบรมสัปดาห์แห่งศีลธรรม ครูอาจารย์พนักงานรร.วัดมหาพุทธาราม
ธรรมะสำหรับข้าราชการเข้าวัดเทศกาลเข้าพรรษา 2560
เทศนาธรรม วันข้าราชการบำเหน็จบำนาญจังหวัดศรีสะเกษ 1 ต.ค.2560
เทศนาธรรม งานศพคุณแม่วิมลวรรณ พรรณโรจน์ เมรุวัดมหาพุทธาราม 20 ส.ค.2560
สัมโมทนียกถา วันแม่ แด่คณะครู อาจารย์ นักเรียน ผู้ปกครอง รร.วัดมหาพุทธาราม 11 ส.ค.2560
เทศนาธรรม กัณฑ์ที่ 6 วันอาสาฬหบูชา 6 ก.ค. 2560 โรงเรียนวัดมหาพุทธาราม
เทศนาธรรม กัณฑ์ที่ 2 งานศพพระครูวิธานวัชรกิจ 25 พ.ค.2560 วิหารวัดมหาพุทธาราม



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
นี่คือเวบไซต์คู่แฝด, http:\\www.newworldbelieve.net, http:\\www.newworldbelieve.com รวมผลงานการวิจัยรอบด้านทุกสาขาวิชาทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม, โดยเฉพาะเรื่อง ศาสนาใหญ่ ๆ ของโลก, มีการบันทึกข้อมูลทางการพิศูจน์ ทดสอบ วิจัยการศึกษาโลกลี้ลับ, รวมทั้งไสยศาสตร์ และ ศาสนาสากล, งานวิจัยสังคม การเมืองและวัฒนธรรมไทย-สากลและวัฒนธรรมประชาธิปไตย ยาวนานกว่า 14 ปี, แสดงไว้ในเวบไซต์แฝดคู่นี้. เกี่ยวกับประชาธิปไตย, เรากำลังเพ่งเล็งว่าเป็นประเด็นสำคัญยิ่งของประเทศไทยขณะนี้, เพราะโดยยุคสมัย, ไทยไม่อาจจะย้อนกลับคืนไปสู่เผด็จการได้อีก, แม้ว่าจะมีพรรคการเมืองเก่าแก่......พรรคหนึ่งจะพยายามต่อสู้อย่างสุดฤทธิ์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของระบอบอดีตเผด็จการ นำการเมืองไทยหวลกลับสู่ระบอบทึ่น่ารังเกียจคือ โบราณาอามาตยาธิปไตย (ซึ่งเป็นระบอบเผด็จการ ของการปกครองมาแต่ดั้งเดิมนั่นเอง) ซึ่งไม่สามารถจะส่งผลสำเร็จอะไรเกิดขึ้นได้เลย, ก็จะเป็นการหลงผิด เพราะผลที่จะเกิดขึ้น จะเป็นเพียงพร่าเวลาที่มีค่าไปอย่างน่าเสียดาย, เหลวไหลไร้ประโยชน์, มีแต่จะสร้างความเสื่อม, เลวทราม, สร้างความบอบช้ำแก่ประชาชนและประเทศต่อไปอีก, และก็ไม่อาจจะเดินหน้าไปได้ตามระบอบเดิม, ไปได้ก็ชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วเดินต่อไปไม่ได้, ต้องหมุนกลับสู่เส้นทางสากลประชาธิปไตยจนได้เท่านั้น, คนไทยทุกชนชั้นทุกหมู่เหล่าการอาชีพ ทุกฐานะความเป็นอยู่จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ประชาธิปไตยที่แท้จริง (คือเรียนรู้ตัวเอง ว่าแท้จริงคนมีเสรีภาพ ไม่ใช่ทาส), เพราะเราอยู่ในโลกยุคใหม่, ต้องสร้าง, ต้องใช้วิถีทางประชาธิปไตยนี้แก้ปัญหาการเมืองของประเทศ, แก้ทุกปัญหา ทั้งเศรษฐกิจและสังคม แม้การวัฒนธรรม ก็ต้องสร้างขึ้นใหม่ในฐานะ วัฒนธรรมประชาธิปไตยให้ได้, จึงจะสามารถนำประเทศไปสู่เกียรติและฐานะสากลของคำว่าชาติ หรือ ประเทศไทยได้เท่าเทียมกับประเทศอื่น ๆ และล้ำหน้าประเทศที่ใช้ระบอบเผด็จการโบราณเดิมไปได้, และนั้นเป็นวิถีทางเดียวที่นำไปสู่ชัยชนะ ทางเดียวเท่านั้น และเวบไซต์แฝดคู่นี้พยายามชี้แสงสว่าง เปิดดวงตาของประชาชน ให้มองเห็นเส้นทางที่ถูกต้อง เป้าหมายและวิธีการที่ถูกต้องของการศาสนาวัฒนธรรมส่วนที่เป็นสาระสำคัญควบคู่ไปกับประชาธิปไตยที่แท้จริง และที่สำคัญ เวบไซต์ทั้ง .net และ .com คู่นี้ จะนำคนทั้งหลายในโลก ไปสู่ ศาสนาใหม่แห่งโลกใหม่ (newworldbelieve)โดยมีการเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับวิถีทางความคิด และ การเมือง แบบประชาธิปไตย นี้เอง. *** (16 ส.ค.2561) • หมายเหตุ เอาขึ้นเวบไซต์ แทนของเดิม ทั้ง 2 เวบ .net .com วันที่ 16 ส.ค.2561 เวลา 13.35 น.