ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พ.ศ.2540 - 2559
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 1
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 51
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 52
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 53
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 54
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 55
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
Buddhism How? บันทึกของนักปฏิบัติธรรมผู้ถวายชีวิตพิศูจน์สัจธรรมพุทธให้รู้แจ้งเห็นจริงถึงระดับมรรคผลนิพพานแท้
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
bulletศึกษาโลกลี้ลับ 26
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว วิเคราะห์ทุกปัญหาในโลกมนุษย์ด้วยสติปัญญาและเหตุผลวิทยาศาสตร์จากนสพ.ดี
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletประวัติการต่อสู้เพื่อการดับทุกข์ ของพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์ แนวปฏิรูปคณะสงฆ์อยู่ในบทวิเคราะห์นี้แล้ว
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา แนวคิดศาสนาสำหรับคนยุคใหม่ ผู้ก้าวผิดทางไปสู่สิ่งไร้สาระโดยไม่รู้ตัว
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ของฟรีให้เปล่ามา20ปีแล้วทั้งเอกสารและอินเทอเนท
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา เราทำเพื่อปัญญาชนโดยแท้
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่ 1- 4


หนังสือพิมพ์ดีเล่มที่ 25

 

 

 หนังสือพิมพ์ดี (อินเทอเนต)

THE GOOD PAPER

WWW.newworldbelieve.com

 

 

 

หนังสือพิมพ์ดี : วิเคราะห์ข่าว ในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก

 

วัตถุประสงค์         :  เพื่อการนำความคิดไปสู่ความดีงามเพื่อความกลมกลืนแห่งสากลศาสนา

 

เล่มที่ ๒๕  เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน-ธันวาคม-มกราคม-กุมภาพันธ์-มีนาคม

 

ปีที่๖  พุทธศักราช๒๕๔๕

 

 

 

 

 

เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว

ต่อต้านเอดส์ต่อต้านอนารยธรรม

โดย คอมพิวเตอร์แมนและ บูดามี

 

 

 

 

 

 

 

 

ภาพยนตร์ช่อง 7               ช่อง 7  27 พ.ย. 2544  08.50 น.

ภาพยนตร์ช่อง 7 ประวัติอดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาคนหนึ่ง เป็นพ่อหม้ายอเมริกัน เป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อเมริกา เที่ยวไปพบสาวหม้ายชาวอังกฤษ ที่ประเทศอังกฤษ ผู้หญิงบอกชื่นชมเชิงบอกความในใจว่าประเทศอเมริกาเป็นประเทศที่ใหญ่มากเทียบกับอังกฤษแล้ว อังกฤษแคบมากเลย แล้วถามถึงลูกสาว ทำให้ภาพตอนนี้สะท้อนความคิดแบบอเมริกันต่อการนับถือศาสนา ได้ค่อนข้างชัดเจนเมื่อฝ่ายชายวีรบุรุษในเรื่องเล่าว่า มีลูกสาวคนหนึ่ง เข้าโรงเรียนแล้วไม่มีแม่จึงอุ้มเอาลูกสาวไปฝากโบสถ์โปรเตสแตนท์เลี้ยง แต่ตัวเองพยายามไปดูแล ดูแลทั้งวิธีการเลี้ยงของแม่ชี และวิธีการสอนศาสนาพยายามตรวจสอบว่าแม่ชีบังคับให้ลูกตนนับถือศาสนาหรือไม่ เขาไม่ห้ามการนับถือศาสนาแต่ต้องโดยอิสรภาพของบุคคลไม่มีการบังคับ เพราะคนถูกสร้างมาพร้อมกับสิทธิที่ไม่อาจจะโอนให้ใครได้ (แสดงการต่อต้านคติคริสต์ศาสนาที่มีการบังคับให้เชื่อ โดยเฉพาะชาวคริสต์ เชื่อว่าชาวคริสต์จะต้องเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า หากไม่เชื่อเช่นนี้ก็จะถูกปรับโทษจากพระบิดา) วาทะอมตะน่าจะเป็นอิสรภาพในการนับถือศาสนาเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับชาวอเมริกันคงจะเห็นว่าเมื่อ ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช เดินทางไปเยี่ยมประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และจีนในเดือน ก.พ. 2545 กล่าวด้วยวาทะแบบเดียวกันนี้ แต่ในความจริงใจของบุช แท้จริงมีส่วนของการใช้นโยบายเป็นการเมือง ในเมื่อใช้เป็นข้ออ้าง เพื่อให้ประเทศจีน ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาแก่ประชาชนจีนเช่นในอเมริกา ซึ่งภาษาแห่งวาทะให้ความหมายที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน เพราะบุชพูดไม่กระจ่าง มีเจตนาซ่อนเงื่อนให้คนทั้งหลายเข้าใจไปว่า บุชสนับสนุนลัทธิฟาหลุนกง สนับสนุนลามะธิเบต แต่ความจริงมีกรณีที่เกิดขึ้นต้นปี (2545)นี้ จีนจับหัวหน้าโบสถ์คนหนึ่ง ในข้อหานำพระคัมภรีไบเบิลเข้ามาจำหน่ายอย่างสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายมีโทษถึงประหารชีวิตในประเทศจีน บุชอาจหมายความถึงกรณีหลังนี้มากกว่า ซึ่งแสดงว่า บุช ขาดความจริงใจ เมื่อเขาพูดถึงชาวอเมริกัน ด้วยวาทะเดียวกันกับวีรบุรุษในภาพยนตร์ที่ว่า อิสรภาพในการนับถือศาสนาเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับชาวอเมริกัน นี่อาจจะบ่งบอกว่าบุช ยังห่างไกลต่อระดับความเป็นมหาบุรุษและเริ่มจะบริหารงานของประเทศผิดพลาดไปแล้ว

 

รายการถวายพระพร 5 ธันวามหาราช     ไอทีวี 4  4 ธ.ค. 2544  23.00 น.

ถ่ายทอดมวยไทยปะทะกังฟู จากสมาคมกังฟูแห่งประเทศจีน มีการถ่ายทอดสดสู่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนด้วย พอเริ่มรายการ ฝ่ายนักมวยไทยนำโดยหนุมานขึ้นเวทีออกท่าร่ายรำลิงท่าต่างๆทำให้ดูครึกครื้น ฝ่ายมวยจีนมาแบบธรรมดาเรียบๆนี่คือ มหกรรมมวยไทยโลกเฉลิมพระเกียรติมวยไทยปะทะกังฟู 5 คู่ มี 60 ตระกูลแซ่ให้การสนับสนุน นิวัฒน์ เหล่าสุวรรณวัฒน์ เป็นโปรโมเตอร์, เกียรติคุณ เกียรติมหาคุณ เป็นประธานจักการแข่งขัน ร่วมเฉลิมฉลองวัน 5 ธันวามหาราช ณ สนามมวยชั่วคราวสนามหลวง ฝ่ายกังฟูคัดเอาแต่แชมป์กังฟูมาจากจีน เป็นรายการต่างตอบแทนโดยทางฝ่ายไทยได้นำนักมวยไทยไปปะทะนักมวยกังฟูมาเมื่อ 2 เดือนก่อน คราวนั้นได้ชกกัน ณ สนามเมืองกวางเจา ไทยพ่ายแพ้กลับมาอย่างงุนงง เพราะแพ้อย่างไม่มีการบอบช้ำเหน็ดเหนื่อย แต่แพ้เพราะลีลามวยกังฟูที่ไม่มีแบบแผนเชิงมวย และกติกาการให้คะแนนที่ค่อนข้างถนอมตัวจนฝ่ายไทยมาคิดลึกๆต่อปัญหาว่าแพ้ได้อย่างไร จนดูเหมือนจะตีปัญหาแตก จึงจัดการให้มาสู้กันใหม่นำโดยสมาคมกังฟูของจีนว่าคนจีนที่กวางเจาชอบศิลปะมวยไทยมาก ตามกันมาดูจนล้นเวที

คู่แรก โจหย่งจิน แชมป์กังฟูจีน พบกับ โบวี่ ส. อุดมศร ไทย กังฟูก้มต่ำหมายจะจับเอวทุ่มลงให้หลังแตะพื้นซึ่งจะได้คะแนนตามกติกากังฟู มวยไทยจับทางได้เอาเข่าใส่ เอาเข่าตั้งไว้รับ คนพากย์ก็พากย์ไปว่าเสีย 6 คะแนนแล้วเพราะถูกจับทุ่ม แต่พอครบ 5 ยก โบวี่ ชนะ จีนงงแพ้ได้อย่างไร เพราะทุ่มลงหลายหนแต่ฝ่ายไทยมองว่าเอาเข่าอัดเข้าที่ท้อง จนมวยจีนออกอาการหน้ามืดงอไปงอมา เห็นผลชัดตากรรมการข้างเวที 2 คนเป็นไทย ข้างบนเวทีเป็นจีน จีนก็แพ้

 

คู่ที่2 มวยจีน หว่างจินเฟิง ทุ่มทำคะแนนขาดยกแรก เพราะมวยไทยเปิดตำราแลกไม่ทัน จีนไม่ได้ชก จะจับทุ่มท่าเดียว ยก2 อนันตชัย เอาหมัดทุบเป้าใหญ่สองสามครั้ง เอาแข้งให้ทีหนึ่งเต็มๆเท่านั้นเอง มวยจีนก็หมอบแพ้ไป

 

คู่ที่ 3 ยอดเดชา ช. ประสบโชค ศิษย์ยอดธง พบแชมป์กังฟูระดับประเทศ ยก1 เกอหรือเต้นไปเต้นมา ไม่ค่อยกล้าเข้า พอเข้ามาก็โดนแตะ ยก2 เกอหรือโดนหมัดนับแปด ยก3 ไทยชนะ ถือว่าชนะขาดแล้ว เว้นยก4-5จะโดนน็อก แต่ยก4 ไทยชนะอีก ขึ้นยก5 ไทยเกือบชนะน็อกจีน แต่จีนทนทายาท เลยรอดไป แพ้คะแนนไทยก็ชนะรวด ในสายตาคนชมทั่วประเทศ คนจีน 1300 ล้าน คนชมอยู่จากการถ่ายทอดทางทีวี คนพากย์ว่ามวยจีนเป็นมวยไม่มีตำราเรามัวเปิดตำราสู้ก็เลยแพ้มาจากเมืองจีนคราวก่อน

 

คู่ที่4 คะนองศักดิ์เล็ก เคที ยิม พบ หวังเจิ้น 70 กก. ยก1 จีนแตะสูงข้ามหัวนักมวยไทยแล้วเสียหลัก ตกออกไปนอกเวทีเอง คนดูก็อดหัวเราะไม่ได้ ยก2 หอบเอาสีข้างรับแข้งมวยไทยป้าบๆๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า จนหมดยก คนพากย์บอกว่า จีนเปิดสีข้างให้แตะเพื่อเปิดแลกกับการจับขาทุ่ม มวยไทยก็ได้ใจแตะใหญ่แต่แตะไม่อยู่โดนจับทุ่มทุกที สีคะแนนทุกยก ยก3 จีนยังเอาสีข้างรับแข้งอีกหลายป้าบ จับมวยไทยทุ่มลงได้ ไทยไม่เจ็บแต่แพ้ 3 ยกรวด ถือว่าแพ้ยก4 ฝ่ายไทยแพ้ยก5 ไม่น็อก

 

คู่ที่5 ขุนเดช จ.ศรีสะเสริฐ กับ หยาง เป้าอี้ 75 กก. ยก1 หยาง เป้า อี้ นิ่งไปขณะหนึ่งเพราะโดนห้องเครื่อง ยก2โดนเจ็บแล้วเจ็บอีกจนไม่ยอมเคลื่อนไหว ยก3 ซ้ำรอยเดิม ยก4 ยก5 ไทยชนะ จบลงไทยชนะ 4 แพ้1ที่แพ้คงเป็นเพราะเห็นใจที่อุตส่าห์ลงทุนเปิดสีข้างให้จนตัวเองแดงเถือกเต็มตัวสู้ทรหดอดทน จนครบ 5 ยก โดยที่นักมวยไทยไม่เจ็บ ไม่บอบช้ำอะไรเลย เพียงแต่เสียคะแนนเท่านั้น มวยกังฟูที่เห็น ไม่คล้ายมวยจีนกำลังภายในที่เห็นในหนังเลยแม้แต่น้อย กังฟูยิ่งน่ากลัวกว่า เพราะมวยจีนในหนังกำลังภายในเป็นเพียงการแสดงละครเท่านั้นจริงๆแสดงหลอกคนจนกระทั่งคนทั้งโลกเลื่อมใส นึกว่าของจริง

 

หนังจีน ศึกสายเลือด         ไอทีวี 17,31 ต.ค. 2544  18.35 น.

พระในหนังเรื่องนี้เป็นลัทธิมหายานของพุทธ บทในหนังใช้คำแทนตัวว่า อาตมา เหมือนพระสงฆ์พุทธไทย การแต่งตัว ชุดขาว โกนผมเกลี้ยง เดินท่องไปมารูปเดียวตอนนี้ไปช่วยสีกาให้พ้นจากการเผาทั้งเป็นจากชาวบ้าน ถูกเนื้อต้องตัวสีกาได้ อุ้มพาไปสองต่อสองได้ อยู่สองต่อสองตลอดราตรี ณ ที่มุงที่บังอันเดียวกันก็ได้ เรื่องราววันนี้ พระรูปนี้อยู่กับสีกาสองต่อสองช่วยสีกาคลอดบุตรอีกต่างหาก ใช้วิทยายุทธ์เป่ามนต์ช่วยสีกาคลอดบุตรออกมา แล้วปลอบโยนสีกา ด้วยเมตตาจิต พูดธรรมะต่างๆให้ฟังในที่ลับ นี้เป็นพุทธมหายานในจีนเดิม ซึ่งต่อมาเข้ารกเข้าพงไปจนไม่มีสมณสัญญา มีแต่วาทะที่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อล้วนๆจึงโดนประธานเหมาเจ๋อตุงกวาดล้างเกลี้ยงประเทศจีน เป็นพุทธเจ้าวาทะ คือวาทะคมคาย มีเหตุผล น่าเชื่ออย่างลึกซึ้ง แต่เป็นเพียงวาทะเท่านั้นจริงๆ หาได้มีอริยสัจธรรมอยู่ในวาทะนั้นไม่ จนในที่สุดวาทะคมคายก็ทำลายคุณภาพแห่งสัจธรรมลงเสียหมดอุปมาเหมือนมวยจีนในหนังกำลังภายใน ที่ดูอัจฉริยะและสามารถดีเยี่ยม เห็นลีลานั้นดูล้ำเลิศเพียงดังว่าเป็นยอดมวยโลก แต่ที่แท้จริงเป็นเพียงการแสดงเท่านั้นเอง อุปมาเหมือนพระมหายานนี้ ที่เป็นเพียงวาทะเท่านั้นเอง คือวาทะที่ว่า สันโดษบ้าง ไม่ยึดมั่นถือมั่นบ้างแล้วก็ท่องเที่ยวไปกับสีกาได้ ตีรันฟันแทงกับคนได้ ผลก็คือ พระแท้ในมหายานสูญพันธ์ไปหมด เหลือแต่พระปลอมๆเช่นที่เห็นในหนังจีนเรื่องนี้นั้นเอง ซึ่งคนไทยดูก็จะเข้าใจได้ดีทีเดียว ตอนที่ฟังธรรมจากหลวงปู่ๆเล่าว่า ครั้งหนึ่งพระสารีบุตร ได้พบลูกกตัญญูคนหนึ่ง กำลังตามหาเครื่องยาไปรักษาพ่อของตัวเอง บอกพระสารีบุตรว่าต้องการตาข้างขวาของพระสารีบุตรๆได้ฟังก็ควักตาข้างขวาออกมาทันที ชายนั้นรับตามาแล้วขว้างทิ้งลงกับพื้นว่าตานอกจากเหม็นแล้วยังคาวมากอีกเอาไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ พระสารีบุตรได้ฟังก็ท้อถอยใจ ต่อมาก็ไม่ออกบิณฑบาตเหมือนเดิมอีก ไม่ทราบว่าจีนได้เรื่องราวนี้มาจากตำราไหน ตามเรื่องราวของภาพยนตร์หลวงจีนยังถูกสตรีสูงศักดิ์ตามตื้อ ว่าจะขอให้ลาสิกขาเสีย เมื่อลาสิกขาจะขอให้พ่อ ฮ่องเต้ให้ตำแหน่ง ก็ไม่ยอม ว่าไม่ใฝ่ในลาภยศสรรเสริญ

ไต้ซือหงวนจิ้ว ก็ยังมารับใช้องค์ชายสี่อยู่ รับภาระการเมืองให้อยู่ทำให้วงการสงฆ์ในจีนตอนนั้นไร้จุดหมาย ไร้วิธีบำเพ็ญตนที่ถูกต้อง อาสาดูแลสตรีป่วย ด้วยเหตุผลว่า เราจะเป็นเพื่อนกัน จะมาเยี่ยมนางเสมอๆ จีนฮ่องกง ไม่ยอมคำนึงว่าเหตุใดพระจีนแบบที่เห็นในภาพยนตร์นี้ จึงถูกประธานเหมาเจ๋อตุงปฏิวัติเอาหวายร้อยเอ็นน่องไปทำไร่ทำนาเสียหมด จนไม่เหลือพันธ์สืบมาถึงทุกวันนี้ แล้วยังทำให้ผู้ดูผู้ชมสับสนว่า พระอย่างนี้แหละพระอรหันต์ผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร แม้กระทั่งเพศสัมพันธ์ก็ทำได้โดยท่านไม่ยึดมั่นถือมั่นหมายว่าทำอะไร

 

NEWSLINE  ช่อง 11  พฤหัสบดี 24 ม.ค. 2545  21.35 น.

Jennifer   Sue  รายงานการประชุมวิสามัญพรรคความหวังใหม่ เพื่อลงมติว่าจะเข้าร่วมกับพรรคไทยรักไทยหรือไม่ ผลออกมาว่าพรรคความหวังใหม่ตกลงเข้าร่วมกับพรรคไทยรักไทย บุคคลสำคัญในพรรคความหวังใหม่ฝ่ายที่คัดค้านการรวมพรรคก็มี นายชิงชัย มงคลธรรม ซึ่งเคยแถลงยืนยันตลอดว่าจะไม่เข้าร่วมกับพรรคไทยรักไทย เมื่อแพ้มติในทีประชุมแล้ว วันนี้ก็ยังยืนยันว่าจะไม่ยอมเข้าร่วมกับพรรคไทยรักไทย

 

คู่มือวัยใส     ข่าวเช้าทุกช่อง         พุธ 30 ม.ค. 2545  07.00-08.00 น.

คู่มือวัยใสเป็นหนังสือที่ทำมาอย่างหยาบมาก วิสัยทัศน์ที่มองก็คับแคบ สมมุติฐานการศึกษาก็คับแคบ ผลที่ออกมาจึงหยาบคาย และผลงานที่ทำออกมาก็ดูเหมือนให้เด็กๆคิดกันเอง ทำกันเอง โดยเข้าใจผิดไปว่าเป็นเรื่องเฉพาะของเด็กๆหรือเป็นเรื่องเฉพาะของสถาบัน ซึ่งความจริงเป็นเรื่องขององค์รวมซึ่งกระทบองค์รวมอย่างละเอียดอ่อนลึกซึ้งมาก เมื่อปล่อยให้เด็กๆทำออกมา จึงสะท้อนวิสัยทัศน์อันคับแคบแล้วไม่สมเหตุผลกับข้อสรุปอย่างยิ่งใหญ่ว่า หนังสือเล่มนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งและมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อที่จะให้ความรู้ด้านเพศศึกษาแก่วัยรุ่น ยืนยันการสอนให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาต้องตรงจุด ไม่อ้อมค้อมเหมือนที่แล้วมา ทั้งนี้คู่มือวัยใสตั้งใจที่จะให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาอย่างถึงแก่นจริงๆ ทำให้ได้ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาทางเดียวโดดๆ ในแต่ละปัญหาที่ว่าเมื่อเกิดความใคร่ขึ้นมา ก็มีเพียงข้อเสนอว่า ให้สำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง แล้วอธิบายอย่างโจ่งแจ้งอย่างไร้ศิลปะใดใดถึงวิธีการสำเร็จความใคร่ที่ฟังแล้วหยาบคายไร้ศิลปะโดยสิ้นเชิง ซึ่งต่อไปก็คงพัฒนาข้อเสนอแนะไปทางเดียวเถื่อนดิบๆว่า เมื่อเกิดอารมณ์ทางเพศขึ้นก็ให้เด็กๆร่วมเพศกันได้เลยทีเดียว เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงที่สุด อย่างนี้เป็นต้น

ฉะนั้น จึงน่าจะเป็นการสมควรอยู่ที่หนังสือเล่มนี้ถูกระงับเสีย เพราะนอกจากไม่เหมาะสมในวิธีการสอน โดยเสนอแนวทางแก้ปัญหาด้านเดียว อย่างไม่มีการวิเคราะห์ผลดีผลเสียเลย ไม่เข้าใจโทษของวัตถุนิยมแล้ว ไม่เข้าใจโทษของกาม ไม่รู้หลักสัจธรรมที่ยืนยันหลักในการพิจารณาตัดสินปัญหา คุณและโทษของกาม จึงเสี่ยงต่อความเสียหายอย่างยิ่งใหญ่ และควรจะได้ทำการศึกษาใหม่ให้ครอบคลุมองค์รวม ทั้งหลักการทางโลกและหลักการทางธรรมะ

ในทางธรรมต้องทำความเข้าใจโทษของกาม ในบทที่ว่า กามนำทุกข์มาให้ ทุกข์เพราะกาม คือทุกข์ทั้งหมดทั้งมวลของโลก(ตามอริยสัจ4) และบาลีบทต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเช่น นตฺถิ รา คสฺโม อคฺคิ : ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี คือไม่รู้จักอิ่มเชื้อ มีเชื้อเพลิงใส่เข้าไปเท่าไรก็ไหม้หมด ราคะยิ่งไปกว่านั้นอีก เมื่อเด็กรู้จักการร่วมเพศ เสพกามรสแล้ว จะติดในรสชาติยิ่งกว่าติดยาเสพติดอีกหลายเท่า นี่เป็นสัจธรรมที่ควรจะต้องเข้าใจจริงๆ กาเมหิ โลกมฺหิ น อตฺถิ ติตฺติ : ความอิ่มด้วยกามทั้งหลายไม่มีในโลก ฉะนั้นจึงมีกรณีฮาเร็มของสุลตาน กรณีดอนฮวน กรณีจอมพลผ้าขาวม้าแดง ฯลฯ เกิดขึ้น เด็ก เมื่อเริ่มเสพกาม เด็กก็จะพบว่า นี่คือสุดยอดของความสนุก ที่ทำให้ความสนุกอื่นใดพร่องไปทั้งสิ้น ก็จะแสวงหาแต่การเสพกาม ตั้งแต่ที่ได้รู้จักกาม น กหาปณเวสฺเสน ติตฺติ กาเมสุ วิชฺชติ : ความอิ่มในกามทั้งหลาย ย่อมไม่มีเพราะฝนคือกหาปณะ ยืนยันว่า เมื่อได้รู้จักรสของกามแล้ว ผู้ใดก็ตาม ย่อมติดใจไม่รู้อิ่ม เด็กก็จะเสียนิสัย ตั้งแต่ได้รู้จักการเสพกามวันแรก ครั้งแรก นตฺถิ ตณฺหาสมา นที : แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี คือ ไม่รู้อิ่มในรสกามนั้นเอง เหมือนบทกวีต้นรัตนโกสินทร์ว่า เข้าแต่หอล่อแต่กาม เช่นพระเจ้าเอกทัศน์ ยุคเสียกรุงครั้งที่สอง เป็นต้น เด็กจะไม่มีวันทำกิจการงาน การเรียน จะเฝ้าแต่รสกาม เมื่อขยายไปสู่สังคมๆก็จะเป็นสังคมร่านกามไปทั้งหมด นตฺถิ กามา ปรํทุกขํ : ทุกข์อื่น ยิ่งกว่ากาม ย่อมไม่มี เด็กก็จะเฝ้าทุกเพราะกาม คอยแต่หาโอกาสไปสู่กาม แม้กษัตริย์ก็สละราชสมบัติได้ เพื่อไปเสพกามกับสตรีสามัญที่ตนชอบ เช่น กษัตริย์ราชวงศ์ที่ 8 แห่งอังกฤษ ยุคกษัตริย์เป็นราชาธิบดี มีอำนาจเหมือนเทพเจ้า ยังยอมสละบัลลังก์อันสูงส่งไปเสพสมกับสตรีหม้ายคนหนึ่งที่ไร้บรรดาศักดิ์ใดใด นโปเลียน โบนาพารต นักรบผู้ยิ่งใหญ่ไปทั่วโลก แต่ไม่ชนะโยเซฟฟิน แม่หม้ายลูกติด หญิงสามัญชนแห่งฝรั่งเศส ขณะที่เนลสัน ผู้พิชิตนโปเลียน โบนาพารต คร่ำครวญถึงแต่สตรีที่รัก ขณะที่ตนออกสู่ทะเลใหญ่ เป็นเหล่าขุนศึก ผู้ล้วนมีรักในระหว่างรบทั้งสิ้น ดูว่าพวกเขามีทุกข์เพราะกามอย่างไร ฉะนั้นคติไทยที่รู้เรื่องโทษของกามดี จึงกล่าวว่า เวลาเรียนอย่าเพียรรักงานจักเสีย อันเป็นเรื่องจริง อันเป็นเรื่องจริง สงฺกปฺปราโค ปริสสฺส กาโม ความกำหนัดเพราะดำริ เป็นกามของคน ความคิดเรื่องกามนำไปสู่ความกำหนัดคือราคะ ฉะนั้นยิ่งสอนเรื่องเพศศึกษา ยิ่งอธิบายให้เด็กคิดเป็นคิดได้ในเรื่องเพศ ยิ่งนำไปเกิดความกำหนัด หญิงชายที่อยู่ใกล้กันต่างคิดเรื่องกาม ยิ่งก่อความกำหนัด เช่นการดูภาพยนตร์โป๊ะเปลือย ภาพยนตร์เรตต้องห้ามต่างๆดูแล้วก็คึกคักเหมือนโคถึง ทางโลกเองก็เรียกอยู่แล้วว่าภาพยนตร์ปลุกเซ็กซ์ ผู้ชายชั่วก็วางแผนนี้กับผู้หญิงที่ตนใฝ่ปรารถนาอยู่เสมอมา ก็สำเร็จทุกครั้งหรือโดยเจตนา ชักชวนกันไปเป็นกลุ่มเป็นพวก ดูภาพยนตร์ปลุกเซ็กซ์แล้ว ไม่รู้ผัวใครเมียใคร นี่ก็เห็นๆกันอยู่และค่านิยมเราก็ยังเหยียดหยามบุคคลประเภทนี้อยู่แล้วว่าเลว เถื่อน ยิ่งกว่าสัตว์

อนึ่งในทางวิชาการทางโลกเอง วิธีการที่ทำมา เห็นได้ว่ากระบวนการศึกษาของผู้เรียบเรียง คู่มือวัยใส ก็เต็มไปด้วยความลำเอียง มีอคติ (BIAS) เสียแต่เริ่มแรก เพราะไปศึกษาจากกลุ่มวัยรุ่นที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ยังขาดวุฒิภาวะพอจะให้เป็นบรรทัดฐานของคนทั้งประเทศ สมมุติฐานเช่นนี้จึงไม่อาจจะรับได้เพราะการจะเอาความคิดความอ่านของคนขาดวุฒิภาวะ เป็นเด็กๆเช่นนี้มาเป็นหลักการโดยรวมเพื่อองค์รวมของชาติบ้านเมืองทั้งหมดได้อย่างไร ก็เข้าคติ คบเด็กสร้างบ้านเท่านั้นนี่คือส่วนที่ไม่อาจจะยอมรับได้ในสมมุติฐานการศึกษา ฉะนั้น จึงหน้าจะทำการศึกษาใหม่โดยวิสัยทัศน์ที่กว้างขวางรอบด้าน จากกลุ่มตัวอย่างที่หลากหลายพอสมควรแก่ความสมบูรณ์ทางวิชาการโดยสมมุติฐานว่า ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เฉพาะของเด็กอย่างเดียวเสียแล้ว แต่เป็นเรื่องใหญ่โต การสุ่มตัวอย่างการศึกษาต้องปราศจากอคติ ไม่ควรเลือกเอาจากกลุ่มวัยรุ่นที่หลงผิดไปแล้วเช่นนี้เป็นกลุ่มตัวอย่างเดียว และควรต้องมีการศึกษาแบบเปรียบเทียบ โดยศึกษาการสอนเพศศึกษาในระบบเดิมในระบบที่เป็นกรอบของศาสนากำหนดโดยวัฒนธรรมทางศาสนา โดยวัฒนธรรมไทยเพื่อให้ทราบจุดบกพร่องของระบบเดิม และปรับปรุงให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ฉะนั้นการดำเนินการศึกษาในเรื่องนี้ จะต้องรอบคอบและต้องอาศัยวิสัยทัศน์ที่รอบด้านและลึกซึ้งจริงๆ กล่าวคือ ต้องมองให้ทั่วถึงทุกมุมของปัญหา ที่ละเอียดอ่อนที่เรียกว่ามองแบบบูรณาการ ซึ่งกรณีเกี่ยวกับเพศศึกษา เรามักมองแคบๆ อยู่เสมอมา และมักมองสิ่งที่ควรมองว่าไม่ควรมอง ขาดไปอย่างหนึ่งเสมอๆ เป็นต้นว่า เราไม่เข้าใจบทบาทของสถาบันศาสนากับการสอนเพศศึกษา และไม่ยอมรับว่า มีผู้ชำนาญการ ที่เราควรจะหาข้อมูลจากพวกเขา คือกลุ่มคนที่ได้รู้อะไรๆเกี่ยวกับเพศศึกษามาจากประสบการณ์ชีวิตโดยเฉพาะ คือกลุ่มที่เรียกว่านักรัก นักเลงรักบ้าง นักเลงหญิงบ้าง หรือ เสือผู้หญิง ทางฝ่ายผู้หญิง ก็ลองไปศึกษาแม่เล้าๆ บรรดานักร้อง นักเต้น นักรำบรรดาหางเครื่อง บรรดานางแบบนู๊ด เป็นต้น เพราะแท้จริงคนชนิดนี้เองที่มีความชำนาญในเรื่องเพศศึกษา และเคยมีกรณีตัวอย่างการศึกษาปัญหาเยาวชนในอเมริกาจากกลุ่มผู้ชำนาญการเช่นนี้มาแล้ว จนได้ข้อสรุปว่า เด็กไฮสกูล พวกนี้ก้าวหน้ากันจริงๆ กล่าวคือ ในโรงเรียนมีการสอนเพศศึกษา สอนสรีระร่างกายหญิง-ชาย สอนให้เห็นว่าเรื่องสัมพันธ์เป็นเรื่องธรรมดา ทีนี้พอรู้มากๆเข้าก็เลยอยากเห็นของจริง เห็นแล้วก็อยากสัมผัสอยากทดลองดูด้วยตนเองก็ถือเป็นเรื่องธรรมดานี่ครับ ดังนั้นจากการทดลองกันเองในระหว่างนักเรียนด้วยกันเองก็ก้าวออกมาทดลองกับผู้อื่นนอกโรงเรียน พวกผมก็อาจจะถูกถือเป็นเครื่องมือทดลองด้วยก็เป็นไปได้ คิดดูซิครับ เด็กแค่นี้มียาคุมกำเนิดพกติดกระเป๋าแล้ว ผมก็ได้คิดแต่ปลงอนิจจัง และก็พาลตัดสินใจว่า เลิกยุ่งกับเด็กๆพวกนี้จะดีกว่า ยุ่งกับผู้ใหญ่ๆด้วยกันอย่างเดียวพอ ไม่เสียสุขภาพจิต...

กรณีที่ยกมาอ้างข้างต้นคือกลุ่มนักเลงรักที่ไปศึกษาเพศสัมพันธ์เยาวชนอเมริกัน ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ และจะเข้าใจเรื่องเพศและกามารมณ์เป็นอย่างดีๆยิ่งกว่าคุณหมอ แพทย์ ที่มักเข้าใจเพศศึกษาในแง่วัตถุนิยมอย่างเดียวซึ่งในความหมายของ บูรณาการ นักศึกษาทางเพศจะต้องมองมาถึงจุดนี้ และหาข้อมูลจากบุคคลกลุ่มต่างๆที่ประกอบเป็นองค์รวมมาร่วมประเมินอย่างขาดเสียไม่ได้ด้วย และแน่นอน ท่านต้องเข้าไปศึกษาความคิดเห็นและหลักการในเรื่องนี้จากฝ่ายศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาสัจธรรมในพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้เข้าใจแจ่มแจ้งก่อนที่จะได้บทสรุปข้อเสนอแนะใดใดออกมา จึงจะได้วิถีทางการสอนเพศศึกษาของชาติไทยในระบบการศึกษาไทยในองค์รวมอย่างแท้จริง และโดยถูกต้องตามสัจธรรม เช่น สงฺกปฺปราโค ปริสสฺส กาโม . ความกำหนัดเพราะดำริ เป็นกามของคน. ความคิดเรื่องกาม นำไปสู่ความกำหนัดคือราคะ ฉะนั้นยิ่งสอนเรื่องเพศศึกษายิ่งอธิบายให้เด็กคิดเป็นคิดได้ในเรื่องเพศ ยิ่งนำไปเกิดความกำหนัด หญิงชายวัยรุ่นอยู่ใกล้กันคิดคร่ำครวญแต่เรื่องเพศ ยิ่งเป็นอันตรายเพราะความกำหนัด อย่างแน่นอน

ฉะนั้น การสอนเพศศึกษา จึงควรจะศึกษาเอาแบบอย่างทางศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาพุทธอันเป็นศาสนาประจำชาติ ที่วิเคราะห์กามอย่างแตกฉานไว้แล้ว นั่นก็คือ การปฏิบัติต่อกามมีการสอนเพศศึกษาเป็นต้น จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด ต้องละเอียดรอบคอบไม่ประมาทเป็นอันขาด ศาสนาทุกศาสนาสอนเรื่องการปฏิบัติต่อกามอย่างลับ เป็นการเฉพาะตัว ไม่เปิดเผยอโจ่งแจ้ง ไม่โฉ่งฉ่าง อึกทึกครึกโครม ก็เพื่อมิให้โอกาสแด่กามตัณหาที่กระจัดกระจายขยายตัวออกไปโดยเร็วนั่นเอง เพราะกามคือความกำหนัดเหมือนโรคระบาด ที่ระบาดไปโดยรวดเร็วมากโดยธรรมชาติของกาม ส่วนการจะสอนอย่างไร ก็สอนอย่างวัฒนธรรมไทยสอนกันอยู่ วัฒนธรรมโลกที่มีศาสนาสอนกันอยู่ทั่วไปแล้ว แม้ขณะนี้ซึ่งโดยหลักการก็คือสอนอย่างเป็นความลับอย่างยิ่ง เป็นการเงียบกริบอย่างยิ่ง อย่าให้เปิดเผยโจ่งแจ้งเป็นอันขาด และที่สำคัญสอนอย่างรัดกุมระมัดระวังอย่างยิ่ง อุปมาเหมือนจับเสือใหญ่ด้วยเถาวัลย์ต้องระวังทุกขณะระวังเพื่อที่จะจับมัน ระวังเพื่อที่จะจับมัน ระวังเพื่อที่จะพันธนาการมันมิให้มันดิ้นหลุด กลายเป็นตัณหาที่ระบาดไปสู่สังคม อย่าให้กามกลายเป็นค่านิยม อย่าสอนโจ่งแจ้ง ในที่สาธารณะ อย่าพูดดัง อย่าพูดให้ความหมายที่ชัดเจน ให้ซ่อนแฝงความหมายเอาไว้ เพื่อรอๆให้เกิดความเข้าใจไปตามลำดับวัยและเชาวน์ปฏิภาณส่วนตัวของบุคคล ครูผู้ฉลาดจะสอนโดยการค่อยพยุงให้เกิดความเข้าใจไปตามลำดับสู่วิถีธรรมชาติแก่เขา แต่ค่อยพยุงไปสู่ธรรมชาติ เพื่อที่เขาจักเข้าใจได้ด้วยตนเองตามกาลเทศะ ตามเพศ และวัยของผู้นั้น ระวังที่จะควบคุมและศึกษามันอย่างไม่เป็นอันตรายเพราะเหตุที่ปัญหากามเพศเป็นปัญหาร้ายเหมือนเสือร้ายกลางป่าดงดิบ นี่เป็นการสอนเพศศึกษาโดยวิธีการฝ่ายธรรมศาสนา ที่สังคมที่มีศาสนาถือปฏิบัติมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว หากมีการปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ให้ตรงจุดหมายยิ่งขึ้นก็ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการสอนเพศศึกษา

 

มองอเมริกาฝ่าวิกฤต                   ช่อง 5  พุธ 30 มกราคม 2545  19.30 น.

รายงานเอ็นดู ศิลศร กับ สุทธิชัย หยุ่น  บุช แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรรัฐบาลกลางแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา พูด 45 นาที คนปรบมือ ตลอดเป็นระยะๆถึง 90 กว่าครั้ง พูดครั้งเดียวคนปรบมือกราวก็หลายครั้งพออกพอใจเป็นอย่างยิ่งในผลงานของเขา แม้ว่าจะมีรายงานข่าวบางกระแส บ่งบอกความไม่ปรีดานักของพรรคฝ่ายค้าน คือ เดโมแครตของอดีตประธานาธิบดีคนก่อน บิล คลินตันก็ตาม นี่คือสิ่งที่สะท้อนการประเมินคุณค่าแบบวัตถุนิยม อย่างหนึ่ง ภาพของ บุช ที่เห็นนานทางจอแก้ววันนี้ มีริ้วรอยที่หน้าผากเพียงดังชายหาดที่ลาดไปสู่คลื่นในทะเล เป็นระลอกๆ ดวงตาไม่มีรอยยิ้ม แสงจากสายตาสลัวๆ เหมือนมองไปในเวลาเย็นอาทิตย์จวนลับฟ้า เส้นผมแห้ง เข้ากับสายหมองคลุ้มมัวลงไม่แจ่มใสนั่นคือความกังวลอันลึกซึ้ง ซึ่งดูเหมือนสิ่งนี้เองที่สร้างความเหน็ดเหนื่อยให้ บุช จนกระทั่งสิ้นสติสัมปฤดีไปครั้งหนึ่งในทำเนียบรัฐบาล ก่อนหน้านี้นานถึงประมาณ 5 นาที ซึ่งโชคดีที่เขาไม่เป็นไรมาก แม้ว่าจะได้รอยประทับจนหน้าผากคล้ำไปเท่านั้น อันเป็นการเสี่ยงที่น่าตกใจ แต่แล้วเขาก็กลับฟื้นคืนมาได้เอง ดูเหมือนว่า บุช เพิ่งจะเกิดญาณทัศนะขึ้นมาเมื่อเร็วๆนี้เองว่า อุสมา บินลาเดนและคนของเขาจะไม่วางการอาฆาตจองเวรเขาไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ดูเหมือนบุชจะรู้ภาษิตไทยดีที่ว่า ธรรมดาตีงูให้หลังหัก มันก็มักทำร้ายในภายหลัง ในเมื่อยังไม่ทราบแน่ชัดว่าศัตรูหมายเลข 1 ของเขา อุสมาบินลาเดน เป็นตายร้ายดีอย่างไรแน่ ในเมื่อเขายังไม่บรรลุเป้าหมายการขจัดศัตรูอย่างชัดเจนสิ้นข้อสงสัย ทำให้เขามีความกังวลลึกๆ แม้เสียงปรบมือจะสนั่นสภาก็ไม่ปลุกความคลายกังวลของเขาเลย ในชะตากรรมของเขาเองข้างหน้า อันเป็นการส่วนตัว เขาน่าจะวิตกว่า อุสมาบินลาเดนจะไม่ไว้ชีวิตเขา เขาเพิ่งได้รู้สึกโดยอำนาจจิตตานุภาพของอิสลามทั้งมวลครอบงำเขาอย่างยิ่งใหญ่ทีเดียว และเขาเริ่มคิดว่าเขาเป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดาที่กล้าต่อกรกับพระเจ้าชาวมุสลิม เขามิใช่พระอริยบุคคลในศาสนาพุทธ เขาจึงเริ่มมาสัมผัสกับความกริ่งกลัวอำนาจของอัลเลาะห์ขึ้นมาเป็นระยะๆครั้งๆคราวๆบ้างเล็กน้อยแล้ว ฉะนั้น แม้เขาพูดว่าอเมริกาได้ประสบความสำเร็จในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายในอัฟกานิสถานปรากฏว่าขณะนี้ว่าเป็นชัยชนะ แต่เขาก็ยอมรับว่าเป็นเพียงขั้นเริ่มต้นเท่านั้นเอง เขาเตือนให้ระวัง อิรัก อิหร่านและเกาหลีเหนือ ว่า 3 ประเทศนี้มีอาวุธร้ายแรงในมือและกำลังพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้งเขาประณาม 3 ประเทศนี้อย่างรุนแรงว่าเป็นแกนนำของการก่อการร้าย หรือคำว่าอักษะแห่งความชั่วร้าย เรื่องราวจากอเมริกาวันนี้ น่าติดตามดูว่า บุช จะมีความรู้สึกชนิดนี้ลดน้อยลงไปหรือจะเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ นี่คือสงครามส่วนตัวของเขา กับพระเจ้าอัลเลาะห์ของชาวมุสลิมแล้วเพราบุชไม่เคยลืมภาพหลอนที่ทหารอเมริกาฉลองคริสต์มาสในกรุงคาบูล อัฟกานิสถานในขณะที่อีกฝ่ายฉลองวันรอมฎอน แห่งอิสลามกลางดินกลางทรายโดยที่ทั้งสองฝ่ายกอดปืนไว้ในอุ้มแขนไม่ห่าง เขานึกถึงสงครามศาสนา ครูเสด อย่างแน่นอน กระนั้นก็ดูเหมือนว่าเขาพยายามแข็งขืนใจที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ นั่นคือฝืนความคิดที่ค่อยๆโน้มไปสวามิภักดิ์พระเจ้าอีกองค์หนึ่ง คือ ยะโฮวะห์และเยซูของชาวคริสต์คู่ปรปักษ์ของอัลเลาะห์นี่เองแม้วันนี้เขาแถลงในสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนชาวอเมริกันเป็นครั้งแรกนับแต่เปิดศึกสงครามกับอัฟกานิสถานมา เรื่องสำคัญยิ่งต่อสายตาคนทั้งโลก เขายังเน้นว่า เครือข่ายอัลเคดาห์ทั่วโลกยังเล็ดลอดออกไปจากอัฟกานิสถานนับหมื่นคน และเขายืนยันว่าคนทั้งหมดนี้จะต้องได้รับการกวาดล้างไปทุกหนทุกแห่งให้สิ้นซาก บางทีคำพูดประโยคนี้อาจจออกมาจากความวิตกกังวล วิตกในภัยส่วนตัวของเขาเองยิ่งไปกว่าเรื่องส่วนรวมก็เป็นไปได้และในความเป็นจริงโดยสัจธรรมเครือข่ายอัลเคดาห์หรือกลุ่มก่อการร้ายใดใด ไม่อาจล้างไปได้ด้วยวิธีที่บุชกระทำอยู่ด้วยการใช้กำลังด้วยความรุนแรงมีแต่จะกระตุ้นให้เกิดความรุนแรงมากขึ้นน่าที่ท่านประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช จะได้มาดู มาศึกษาตัวอย่างการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในไทย ดูสถานการณ์และนโยบายความรุนแรงยุคจอมพลประภาส จารุเสถียรว่าส่งผลเป็นอย่างไร มาจนถึงยุค เมตตา-ปัญญา (โครงการการุณยเทพ ฯลฯ) สมัยพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นเหตุให้ประเทศไทยสงบการก่อการร้ายมาจนถึงทุกวันนี้ หรือศึกษากรณีต่างๆในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ว่าการทำให้โจรร้ายกลับใจนั้น มิอาจทำด้วยความรุนแรง ด้วยการปราบปราม แต่ด้วยเมตตา-ปัญญาดังกล่าว เช่นกรณีโจร 500 ในพระสัมพหุลสูตร  มหาองค์คุลีมาลและประวัติศาสตร์การกับใจของพระเจ้าอโศกมหาราช จากจักรพรรดิผู้ค้าสงครามมาเป็นจักรพรรดิผู้ค้าสันติภาพตามแนวพระพุทธศาสนา แม้กระทั่งบัดนี้ ดูพระราชกรณียกิจขององค์พระประมุขแห่งประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาราชชาติไทยองค์ปัจจุบัน

 

รักนี้ชั่วนิรันดร์         ไอทีวี  30 พ.ย. 2544 1 ก.พ. 2545  21.30 น.

AUTUMN IN MY HEARTH  ภาพยนตร์เกาหลี ฉายวันศุกร์ 21.30 น. ทางไอทีวี หนังดีสมควรอวดต่างประเทศทีเดียวโดยประเทศไทย เรื่องแตก เมื่อเธอโดนจับได้ว่ารักพี่ชายตนเอง และพี่ชายเธอก็รักเธอต้องการแต่เธอเท่านั้น เมื่อถึงตอนจบลง ยูซบ ผู้สวามิภักดิ์ต่อความรักไปตาม ชิเน่ พี่ชายบุญธรรมให้ไปหาเธอ เพราะเธอเป็นโรคที่คล้ายวัณโรค รักษาไม่หายพาตัวเองไปอยู่เกาะเตรียมตัวตาย ยูซบขมขื่นไปตามชิเน่ คนรักของเธอมาอยู่ด้วยกันช่วงสุดท้ายของชีวิตด้วยกัน ความหวานชื่น เธอตายลงบนไหล่ของคนรักและคนรักก็ตายตามไปในที่สุด เกาหลีไม่เดินเรื่องว่าทั้งคู่ปรารถนาจะพบกันในสวรรค์ชั้นใดหรือไม่ คงจบลงด้วยทั้งคู่ตายจากไปเสียจากโลกแห่งความผิดหวังพร้อมๆกัน และคงได้พบกันในปรโลก ตามภาษาของพุทธศาสนา เป็นภาพยนตร์รักที่ยิ่งใหญ่สร้างขึ้นอย่างไม่มีที่ติ เรื่องหนึ่งแห่งเอเชียทีเดียว สมกับที่เกาหลีส่งออกมาอวดต่างประเทศและเป็นที่แน่นอนถูกใจคนไทยเนื่องจากรสนิยมเหมือนไทยไม่ผิด และน่าชื่นชมที่ภาพยนตร์เช่นนี้ สามารถสื่อการท่องเที่ยวประเทศเกาหลีได้อย่างดีและที่สำคัญบ่งบอกสัจธรรมแห่งความรักแท้ที่หมายถึงความเสียสละและการให้อภัยอย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่ยังให้โลกดำรงอยู่อย่างสันติ

 

ครบเครื่องเรื่องผู้หญิง    ช่อง 7  พุธ 6 ก.พ. 2545  08.00 น.

พูดถึงวันสำคัญในรอบปี มีเทศกาลไม่กี่เทศกาล เทศกาลปีใหม่ เทศกาลตรุษจีน ปิดถนนจัดงาน อรทัย ฐานะจาโร ว่าเป็นปีมหาตรุษจีน เตรียมซุ้มประตูใหญ่ไว้ให้คนลอด อ้างว่าใครมาไม่ได้ลอดจะเสียโอกาส ใครได้ลอดจะเป็นสิริมงคล เทียน ฟ้า ตี้ ดิน ซินแส ดูทิศที่ให้พลังคือทิศ อาคเนย์ วัฒนธรรมไทยเชื้อสายจีน มักมีส่วนเสริมในการทำธุรกิจการค้า การเศรษฐกิจของชาวจีนเสมอ แต่ถ้าเป็นวัฒนธรรมเก่าๆที่ได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิเดิมๆ รวมทั้งลัทธิผสมพุทธมหายาน ในเมืองจีนเองได้รับการปฏิวัติในยุคที่เรียกว่ายุคปฏิวัติวัฒนธรรม โดยท่านประธานเหมาเจ๋อตุง สืบมาถึงยุคท่านเติ้งเสี่ยวผิง จึงเกลี้ยงไปจากยุคนั้น จีนในปัจจุบันจึงเป็นจีนที่ได้รับวัฒนธรรมใหม่ ยังมีวัฒนธรรมเดิมที่ยังเล็ดลอดมาจากจีน ยุคก่อนการปฏิวัติวัฒนธรรมอีกหลายอย่างหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อในเรื่องความเป็นมงคลต่างๆและที่ค่อนข้างมากก็คือเรื่องการพยากรณ์แบบจีน มีโหวเฮ้ง และหลักการฮวงจุ๋ย แท้จริงก็คือหลักการว่าด้วยนิเวศวิทยา Environment ความเชื่อบางอย่างเช่นเกี่ยวกับศูนย์พลังต่างๆนี่ชาวจีนเดิมไปไกลมาก โดยค่อนข้างไร้เหตุผลแล้วพัฒนาไปไกลจนกลายเป็นการโฆษณาชวนเชื่อล้วนๆจนที่สุดเหลืออดต้องมาสู่การปฏิวัติวัฒนธรรมดังกล่าว ทุกวันนี้จะเห็นตัวอย่างจากหนังจีนกำลังภายในของจีนฮ่องกง ที่ยิ่งสร้างก็ยิ่งเพิ่มพิธีการแห่งพลังภายในไปจนไร้ร่องรอยแห่งหลักการเดิมและไร้เหตุผลแห่งวิทยาศาสตร์หรือหลักศาสนาวิทยาศาสตร์ แม้นับถือศาสนาพุทธก็ไม่เคยเข้าใจว่าพุทธเป็นวิทยาศาสตร์ อย่างเช่นว่าด้วยความเป็นมงคล มิมีมงคลใดในศาสนาพุทธที่เกิดด้วยการดลบันดาล และมงคลที่ครบถ้วนสมบูรณ์จริงๆต้องประกอบกรรมมี 38 ประการ น่าจะเสียโอกาสหากไม่ลองตรวจดูบ้าง ดังนี้

 

1 อเสวนา จ พาลานํ การไม่คบคนพาล

2. ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา การคบบัณฑิต

3.ปูชา จ ปูชะนียานํ การบูชาคนและวัตถุที่ควรบูชา

4. ปฏิรูปเทสวาโส การอยู่ในถิ่นที่สมควร

5. ปุพเพจกตปญฺญตา ความเป็นผู้ที่ได้ทำความดีได้ทำไว้ก่อน หรือ ผู้ที่ทำบุญไว้มาก

6. อตฺตสัมมาปณิธิ การตั้งตนไว้ชอบ

7.พาหุสัจฺจญฺจ การเป็นผู้ที่ได้สดับตรับฟังมาก

8. สิปฺปญฺจ การเป็นผู้มีศิลปะมาก

9.วินโย จ สุสิกฺขิโต การเป็นผู้มีวินัยที่ได้ศึกษาดี

10. สุภาสิตา จ ยา วาจา วาจาสุภาษิต

11. มาตาปิตุอุปฺปฏฐานํ การบำรุงเลี้ยงบิดามารดา

12. ปุตฺต สงฺคโห การสงเคราะห์บุตร

13.ทารสฺสสงคโห การสงเคราะห์ภรรยา

14.อนากุลาจกมฺมนฺตา การงานไม่อากูล

15.ทานญจ ทาน การให้ปัน

16. ธมฺมจริยา ธรรมจริยา การประพฤติธรรม

17. ญาตกานญฺจ สงฺคโห การสงเคราะห์ญาติ

18.อนวชฺชานิ กมฺมานิ การประกอบการงานที่ปราศจากโทษ

19. อารตี วิรดีปาปา การงดเว้นจากบาป

20.มชฺฌปาณา จ สญฺญโม การสำรวมจากการดื่มน้ำเมา

21. อปปฺมาโท จ ธมฺเมสุ ความไม่ประมาทในธรรม

22. คารโว การคารวะ หรือการเคารพ

23.นิวาโต ความไม่เย่อหยิ่ง 

24.สนฺตฏฐี ความสันโดษ

25.กตญฺญุตา ความกตัญญู

26.กาเลน ธมฺสฺสวนํ การฟังธรรมตามกาล

27. ขนฺตี ความอดทน

28. โสวจสฺสตา ความเป็นผู้ว่าง่าย

29. สมณานญฺจทสฺสนํ การเห็นสมณ

30.กาเลน ธมฺมสสากจฺฉา  การสนทนาธรรมตามกาล

31.ตโป ตปะ ธรรมอันเป็นเครื่องเผากิเลส

32. พฺรหฺมจริยญจ พรหมจรรย์

33.อริยสัจฺจาน ทัสฺสนํ การเห็นอริยสัจ

34.นิพฺพานสจฺฉิกิริยา การทำพระนิพพานให้แจ้ง

35.ผุฏฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตตํ ยสฺส น กมฺปติ จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรมทั้ง 8 ประการ

36.อโสกํ จิตไม่โศก

37. วิรชํ จิตปราศจากธุลี

38. เขมํ จิตเกษม

 

 

  

วิถีธรรม ไอทีวี  อังคาร 12,19 ก.พ. 2545  05.30 น.

ทุกวันอังคารมีรายการของท่านจันทร์แห่งสำนักสันติโศก โดยการสนับสนุนของมูลนิธิเพื่อนช่วยเพื่อน โทร. 027335550 - 4 วันนี้เป็นเทป วิถีธรรมกัมพูชา อตฺถปฺญา อสุจิมนุสฺสา : มนุษย์ผู้เห็นแก่ตัวเป็นมนุษย์อสุจิ กิ้งกือยังตกท่อ สิบล้อยังตกถนน คนเมื่อผู้อื่นชี้โทษอยู่ ยอมรับตามความเป็นจริง ท่านจันทร์ไปเขมร ออกบิณฑบาตสอนไปด้วย อ้างบาลีครบเสร็จอย่างข้างต้น เอาข้าวในบาตรให้เด็กหิวโซกินด้วย ไปพบเขาหามโลงมาก็เข้าไป หยุดขบวนไว้ชั่วคราว เปิดโลงดูศพเด็ก เอามือลูบหน้าศพด้วยความปรานี ทำเหมือนนักบุญ พวกเซนต์ในศาสนาคริสตังแล้วสอนธรรมไปด้วย เป็นภาพที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวบุคคล เฉพาะท่านจันทร์โดยแท้จริง ที่ทำได้อย่างเหมาะสม เหตุที่ท่านจันทร์ทำอย่างนี้ก็เพราะผ่านการขัดเกลามาอย่างเข้มข้นจนเมตตาจิตสูงเห็นทุกข์ในสุขของผู้อื่น มีใจน้อมไปทางโพธิสัตวนิสสัย ไม่ถือเนื้อถือตัว ไม่แบก ทิฐิมานะเดินดินเป็นชาวดิน อยู่กับดินได้ ไม่ติดยศถาบันดาศักดิ์ได้ยศแล้วเดินดินไม่เป็น ในวงการสงฆ์ไทยไม่มีความพยายามสร้างคนพวกนี้เลย กลับสร้างระบบที่เป็นอุปสรรคอีกด้วย เช่นนี้วงการสงฆ์ไทยจึงหยุดอยู่เช่นนี่ ไม่กระเตื้องเท่าที่ควรถ้ากลายเป็นภาระไปอีกก็มีแต่จะทรุด

 

ข่าววันวาเลนไทน์    ทุกช่อง พฤหัสบดี 14 ก.พ. 2545

มีข่าวล่าสุดการแต่งงานวันนี้ ล่าสุดถึง 1,000 คู่ อีกสักหน่อยก็มีแนวโน้มเป็นวัฒนธรรมใหม่ในสังคมไทย ความจริงเรื่องราววันวาเลนไทน์นี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยผิดพลาดและขาดความรับผิดชอบทางคริสต์ศาสนา ที่ไม่เข้าใจถึงเรื่องโทษของกามอย่างลึกซึ้งละเอียดอ่อนพอ ทำให้วัฒนธรรมทางกามอารมณ์นี้เกิดแพร่หลายไปทั่วโลกกลายเป็นว่าเปิดช่องทางเดินได้สะดวกให้แก่วิถีมารไปเสีย แต่เมื่อแพร่สะพัดมาถึงสังคมไทย โดยพื้นฐานวัฒนธรรมศาสนาพุทธ ทำให้สังคมไทยมีความเข้าใจดีพอสมควร จึงมีวิธีการปรับเปลี่ยนให้ความหมายที่มีนัยทางกามอารมณ์ดีขึ้น โดยการกลั่นกรองสิ่งที่เป็นกาม ราคะตัณหาหยาบๆออกไปเสีย แล้วให้ผสมผสานกับวัฒนธรรมอันเดิม ที่เป็นวัฒนธรรมพุทธ ทำให้บรรเทาโทษจากกามลงไปได้ส่วนหนึ่ง แล้วไม่กลายเป็นวัฒนธรรมแห่งกาม ราคะ ตัณหา กามารมณ์ไปซ้ำเติมสถานการณ์หนุ่มสาว เยาวชน ที่กำลังเดินในวิถีกามารมณ์จนกลายเป็นสังคมร่านกามอยู่ขณะนี้ แท้จริงเป็นเรื่องวันวาเลนไทน์เป็นเพียงการตื่นการหลงไปตามคตินอกศาสนา คนที่ไม่เข้าใจก็ตื่นตามไปโดยไม่รู้ดีรู้ชั่ว แต่แม้ฝรั่งเองก็เคยสร้างภาพยนตร์เรื่องวันวาเลนไทน์นี้ และออกทางโทรทัศน์ไทย เป็นการเตือนสติให้ได้คิดว่าอะไรดีอะไรชั่ว จึงควรได้รับการศึกษาจากความหมายตามเนื้อเรื่องภาพยนตร์นั้นบ้างว่าเป็นอย่างไร

 

          เดิมที่สุดรู้กันว่า บาทหลวง คือ นักบวชศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิค ชื่อ บาทหลวงวาเลนไทน์ บวชมานาน จนแก่กล้าทางธรรมะของพระเจ้า แล้วเดินทางไปเผยแผ่คำสอนพระเจ้าในประเทศอินเดียซึ่งเป็นแดนของศาสนาอื่น ได้สร้างโบสถ์เล็กๆขึ้นที่นั่น ทำการสอนชาวอังกฤษและชาวยุโรปที่เดินทางไปอินเดียและตั้งถิ่นฐานในเมืองนั้น แล้ววันหนึ่งก็มีสตรีผู้หนึ่ง เดินทางมาจากอังกฤษพอเข้าเส้นทางในเมืองนั้นซึ่งเป็นป่าใหญ่ บังเอิญรถม้าติดหล่ม บาทหลวงวาเลนไทน์เจ้าถิ่นผ่านมาพบก็ได้เข้าไปช่วยเหลือ แล้วก็เกิดความชอบพอกันเข้าในแดนไกล ต่างก็จากท้องถิ่นมาตุภูมิมา ฝ่ายหญิงก็มีปัญหาครอบครัวอยู่เดินทางมาเพื่อหลีกลี้สามีที่ไม่ถูกอัธยาศัยกันฝ่ายชายก็เป็นนักบวชมานาน ต่างก็ว้าเหว่ด้วยกันทั้งคู่ เมื่อต้องนิสัยกันเมื่อเจอกันปุ๊บก็ชอบกันปั๊บนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ครั้นเมื่อไปโบสถ์บ่อยๆพบกันบ่อยๆต่างฝ่ายต่างซ่อนความในใจเอาไว้โดยไม่มีใครรู้ แล้วเมื่อมีโอกาสก็ลักลอบได้เสียกันในที่ลับตาเป็นอาจิณ จนฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ สมัยนั้นสังคมที่มีศาสนาเขาจะรังเกียจผู้หญิงที่ทำผิดศีลธรรมเช่นนี้ คือหญิงที่ตั้งท้องโดยไม่รู้ว่าท้องกับใครและจะเป็นที่รังเกียจในสังคมมาก ประชาชนก็ถาม เค้นถามเอากับนางๆก็ไม่ตอบ ตั้งใจว่าจะยอมพลีชีพตนเองเพื่อรักษาเกียรติคุณของบาทหลวงไว้ มิใยที่บาทหลวงรับรองเองว่า จะร่วมรับผิดชอบต่อกรรมที่ได้ก่อร่วมกันขึ้น ก็ไม่ยอม บอกว่าเกียรติยศของบาทหลวงจะต้องเทิดเอาไว้แม้ด้วยชีวิต เพราะบาทหลวงที่ตนรักจะต้องปรากฏงดงามผ่องแผ้วต่อสาธารณชน แต่แล้ว สามีที่เป็นขุนนางเก่าก็ตามมา และมาพบว่าภรรยาของตนตั้งครรภ์อยู่ สามีก็พอเข้าใจอะไรเป็นอะไร เมื่อสืบดูก็รู้ความจริง ว่าตัวการคือบาทหลวงวาเลนไทน์นั่นเอง แต่ภรรยาก็ไม่ยอมรับสารภาพ ฝ่ายสามีก็เดือดดาลใจ เพราะไม่มีหลักฐาน ขืนประกาศความจริงไปตัวเองกลับจะลำบากเสียอีกเพราะคนทั้งหลายจะหาว่าลบหลู่พระเจ้า ในที่สุดจึงเค้นเอากับเมียตัวเอง ด้วยการเฆี่ยน แล้วขังทรมานในกรงขัง ทำทารุณขนาดหนักต่างๆจะให้ออกปากบอกมาให้ได้ว่า เจ้าตัวการคือบาทหลวงที่ไปเทศน์ในโบสถ์หน้าตาอิ่มเอิบทุกวันๆนั้นเองแต่จะได้รับโทษเพียงใดภริยาก็ไม่ยอมสารภาพ มีท่าทีจะยอมพลีชีพเพื่อรักษาความลับเอาไว้ แต่คนทำภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เปิดเผยออกมาให้โลกรู้ในที่สุด โดยฉากสุดท้ายของภาพยนตร์ เล่าเรื่องราวต่อไปว่าในที่สุดคนใช้ผู้ซื่อสัตย์ของนางก็ลอบมาไขประตูกรงขังและถอดโซ่ตรวนที่พันธนาการ แล้วพาหลบหนีจากบ้านพักสามีไปได้ แต่ก่อนจะขึ้นรถม้านั่นเอง บาทหลวงวาเลนไทน์ก็โผล่ออกมาว่า ฉันไม่ยอมให้เธอรับผิดชอบคนเดียว ฉันขอรับผิดชอบร่วมกับเธอด้วยแล้วพากันขึ้นรถม้าหายไปในความมืด เรื่องราวนี้พบในหนังฝรั่งจากจอแก้วเล่าเรื่องความเป็นมาของวันวาเลนไทน์ ไม่นานมานี่เอง ดูแล้วไม่น่านับถือว่าดีตรงไหน พระคริสเตียนแอบเป็นชู้กับภริยาผู้อื่นเนิ่นนานจนตั้งท้อง ยังไม่พอ ยังลักพาหนีไปอีก นั่นน่านับถืออย่างไร จึงจัดเป็นประเพณีวันแห่งความรักขึ้นมา?เพราะโดยหลักความเป็นธรรมสากลแท้ที่จริงบาทหลวงรูปนั่นและสตรีนางนั้น เป็นผู้ทรยศอย่างยิ่งใหญ่ อย่างน้อยก็ 3 ประการ คือ (1.) ทรยศต่อพระเจ้าโดยกล้าประพฤติลามกต่อหน้าต่อตาพระเจ้าผู้สร้างโลกและสรรพสิ่ง ผู้ทรงเห็นทุกสิ่งทุกอย่างทั้งในที่สว่างและที่มืดอย่างไม่เกรงต่อพระพิโรธของพระเจ้า (2) ทรยศต่อประชาชน ต่อหน้าท่าดี แสดงตนเป็นสาวกผู้ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า แต่พอลับตาคนก็ทำอุบาทว์ลามก เข้าข่ายหลอกลวงประชาชน เป็นมารที่มือถือสากปากถือศีล ทำหน้าตาดุจผู้มีเมตตา มีใจบุญบริสุทธิ์ หากแต่เบื้องลึกคือตัณหาราคะอันระอุคุกรุ่น และประการที่ (3) ทรยศต่อ ความเป็นสามีของผู้ชายทั้งหลายในโลก ทำให้สามีทั้งปวงนึกระแวงภริยาที่ไปโบสถ์ว่า ว่าเธอจะแอบไปมีสัมพันธ์ทางเพศกับบาทหลวงหรือไม่? เพราะศาสนาคริสต์ไม่มีวิธีการเอาชนะกาม ราคะตัณหาได้เหมือนศาสนาพุทธ ที่ได้ชื่อว่าศาสนาพรหมจรรย์ จึงน่าระแวงเอามากๆว่าวันหนึ่งจะมีเรื่องลามกเช่นนี้เกิดขึ้น เหมือนกรณีตัวอย่าง นี้ ฉะนั้นด้วยเหตุผลทั้ง 3 ประการเป็นอย่างน้อยนี้ก็ฉกรรจ์พอ ที่ไม่น่าที่คนทั้งหลายจะเห็นเป็นสิ่งดีงามขึ้นมาได้เลย เพราะความประพฤติเช่นนี้แหละที่ควรนับว่าเป็นสุดยอดของความเลว ทั้งหญิงและชายและการประพฤติผิดทางกาม โดยผิดภริยาหรือบุตรคนอื่นด้วย เช่นนั้นถือว่า เลวในศาสนาพุทธจะยิ่งถือว่า เลวมาก โดยพระวินัยปรับเป็นความผิดขั้นสูงสุด ปฐมปาราชิก ถึงขาดจากความเป็นนักบวชโดยพลันทันที และแท้จริง แม้ชาวคริสต์ทั่วไป ก็ดูจะไม่ยอมรับจึงไม่มีผู้ใดกล้ารับผิดชอบในที่มาที่ไปของประเพณีวันวาเลนไทน์นี้ พากันบิดเบือนไปต่างๆเพื่อให้ดูดีขึ้น ดังจะสังเกตได้ว่ามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับความเป็นมาของวันลามกนี้หลายเรื่องหลายราวทีเดียว และซึ่งแต่ละเรื่องราวนั้นล้วนไม่ลงพอดีในเหตุและผลที่อ้างนั้น

 

          มาทุกวันนี้ เราได้ทราบโดยเปิดเผยว่า มีสาธุคุณรูปหนึ่ง ชื่อว่า สาธุคุณมูน เป็นนักบวชคริสต์คาทอลิคนักบวชรูปนี้ได้ทำตัวเด่นดังมานานในการเอาธุระเรื่องการเสพเมถุนกามของชาวบ้าน หลายปีแล้ว สาธุคุณรูปนี้ เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ประเพณีแปลกแหวกแนวในเทศกาลวาเลนไทน์นี้โดยการจัดงานสมรสหมู่ขนาดใหญ่ๆ นับพันคู่ขึ้นไปหลายประเทศ เช่นเมื่อวาเลนไทน์ 2540-42 ได้จัดสมรสที่ฮ่องกง 3,000 คู่ ที่เกาหลี 2,000 คู่บ้าง ซ้ำยังมีแผนจะจัดให้ยิ่งใหญ่ไปอีกโดยจะให้ได้ถึงหมื่นๆคู่ในประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายและเมื่อความคิดนี้แพร่สะพัดเข้ามาเราก็ไม่ยอมคิดพิจารณาให้ดีว่าแท้จริงบทบาทของนักบวชเช่นนั้น เป็นสิ่งที่ผิดวิสัยของนักบวช เพราะการเป็นเจ้ากี้เจ้าการ จัดการให้ผู้ชายกับหญิง มาร่วมเสพ ร่วมรส ร่วมเพศพิศวาสกัน ทีละลายพันคู่หลายหมื่นคู่ เช่นนี้ ไม่ชอบด้วยวิสัยของนักบวช แม้นักบวชในศาสนาคริสต์เองหรือนักบวชบางนิกายบางศาสนาที่ถือเพศนักบวชแต่สามารถมีภริยา สามารถเสพเมถุนได้ แต่งงานอยู่กินฉันสามีภรรยา ผลิตลูกผลิตหลานได้อย่างเช่นสาธุคุณมูนก็ตาม ย่อมเป็นการประพฤติตน อันมิใช่กิจของนักบวชเสียแล้ว ธรรมดานักบวชย่อมมีเส้นทางเบื้องสูง การใฝ่ต่ำในเรื่องเมถุนสังโยค คือการจมอยู่ในกิจเมถุนกาม อันเป็นกิจของชาวบ้านย่อมพาตนเองต่ำ นำจินตนาการไปสู่ความลามกอนาจาร แล้วก็ไปไกลเรื่อยๆ เช่นคิดให้เสพพร้อมๆกัน ร้อยพันคู่ ยังไม่พอจะจัดให้เสพกันเป็นหมื่นๆคู่ต่อไปอีก เช่นนี้จึงไม่สอดคล้องกับหลักการของศาสนาทั้งหลาย อันเป็นสากล

 

สำหรับศาสนาพุทธแน่นอน พระสาวกใฝ่ต่ำอย่างนั้น ถือว่าปิดกั้นเส้นทางมรรคผลนิพพานเหตุที่มโนกรรมมิอาจบริสุทธิ์สะอาดได้เลย และเพราะเป็นเหตุนี้ การตื่นตามนักบวชนอกรีต นักบวชตัณหาจัด นักบวชใจแตกวิปริต นักบวชที่เสพเมถุนกามมีเมียคนเดียวแล้วยังไม่พอเช่นสาธุคุณมูนนั้น น่าจะไม่เป็นการสมควรเลย ที่สมควรก็คือ การมองความรักอย่างเป็นธรรมชาติ ให้เข้าใจสัจธรรมแห่งความเป็นโลก หมายความว่า โลกอยู่ได้เป็นระเบียบเรียบร้อยมีความมั่นคงก็เพราะหลักสัจธรรมว่าด้วย ความรักแท้ จงบ่มความรักให้สุกงอมเสียก่อน โดยวิถีทางแห่งธรรมชาติของความรัก ตามครรลองธรรมชาติของความรัก โดยวิถีทางคู่ใครก็คู่มัน เวลาของใครของมัน ที่สอดคล้องหลักศีลธรรม ที่ดำรงความสมดุลของสังคมโดยธรรมชาติ และเมื่อความรักเกิดขึ้น เติบใหญ่ขึ้น เป็นต้นรักที่กล้าหยั่งรากลึกมั่นคง โดยวิธีธรรมชาตินี้แล้ว ความรักแท้ก็กลายเป็นความเสียสละ เป็นความกรุณาปรานี ปารถนาให้ผู้ที่เรารักมีความสุข ปรารถนาให้คนที่เรารักพ้นทุกข์มีแต่ความอภัยเกิดขึ้น และจะไม่เกี่ยวกับวัตถุนิยม เมื่อมีความรักแท้เกิดขึ้นก็หมายความว่าเกิดจิตใจที่เสียสละตามมา ความรักก็คือความเสียสละ เมื่อมีความรักแท้ ความอภัยก็มีอย่างล้นหลาม ไร้ขอบเขต ความรัก ก็คือความอภัย ความรักจะป้องกันความใคร่ เมื่อความรักแท้เกิดขึ้น ความใคร่ก็ไม่มี มีแต่ความทะนุถนอม แม้ว่ายากจนถึงขึ้นต้องกัดก้อนเกลือกิน ด้วยกันก็จะแต่งงานอยู่คู่กันไป ด้วยอำนาจความรักแท้ย่อมสามารถฟันฝ่าอุปสรรค เคียงคู่กันแผ้วถางทางแห่งชีวิต จักให้ความสุขนิรันดรเสมอ ฉะนั้น โดยวิถีทางโลกเองนี้ คือรักแท้นี้ก็จะไปสอดคล้องกับหลักทางธรรมะเข้าโดยอัตโนมัติไปส่วนหนึ่ง อันเป็นสิ่งที่ค้ำจุนโลกเอง ความรักแท้จึงเป็นสิ่งที่เกื้อกูลกัน เป็นวิถีแห่งความสุขสงบของสังคมมนุษย์ จะตรงข้ามกับความใคร่ ตัณหากามารมณ์เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำลายคุณค่าของความรักแท้ของหนุ่มสาว ที่ทำลายอนาคตของหนุ่มสาว ที่ทำลายระเบียบของสังคม ทำลายอุปนิสัยของสังคม ทำลายวัฒนธรรมอันดีของสังคมประเทชาติและทำลายโลก

 

          กรณีการเห่อ ในวัฒนธรรมแหวกแนวไปตามศาสนาคริสต์ ยังบอกให้รู้ว่าคนไทยมีความรู้น้อยในพุทธศาสนา ใกล้เกลือกินด่าง หากมีความรู้ทางพุทธศาสนามองอย่างชาวพุทธสักหน่อยก็จะเห็นว่า นักบวชคริสเตียน ที่เป็นต้อนเรื่องของวันวาเลนไทน์ ตามที่เล่ามาจากภาพยนตร์ เป็นนักบวชลามก มีมโนกรรมทรามต่ำช้า ไม่น่าเลื่อมใส เพราะการเป็นพระหรือนักบวชย่อมกระทำความดีให้บริสุทธิ์ 3 อย่าง คือ ไตรทวาร กาย จิต วจีกรรม ให้พยายามชำระให้บริสุทธิ์ ให้ปราศจากตัณหาราคะจริต การเป็นเจ้ากี้เจ้าการ คิดขวยขวายในกิจกามของชาวบ้าน เช่นสาธุคุณมูน ก็เหมือนกันย่อมนับว่าเป็นพฤติกรรมลามก ย่อมเป็นการใฝ่ในตัณหาราคะ ทำลายตนเองให้ตกต่ำ และในสายตาชาวบ้าน นานไปจักเป็นที่ครหานินทาอันเนื่องด้วยประโยชน์ ลาภผล จากการเป็นเจ้ากี้เจ้าการ เจ้าพิธีกรรมต่างๆ อย่างเป็นธุรกิจ ที่ขวยขวายในทางสนองกิจกามแด่ชาวบ้านเขาเท่านั้น ดูจะมิต่างอย่างไรกับกิจการนครโสเภณี นอกจากนั้นยังเป็นการให้สติปัญญาที่ไม่ถูกต้องแก่ประชาชน เพราะมิได้คำนึงถึงสัจธรรมที่พึงเป็นไปตามกฎแห่งธรรมชาติว่าด้วยความรัก ในหลักการที่ว่า ความรักเป็นเรื่องราวของธรรมชาติ เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล คู่ใครคู่มันที่มีบุพเพสันนิวาสกันมาแต่ก่อน และเป็นหลักความสงบมั่นคงของสังคมมนุษย์โดยวิถีทางแห่งมนุษย์แห่งโลกมาทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่ยุคคนถ้ำ ที่รู้จักความรักกันโดยธรรมชาติ สร้างสังคมกันมาด้วยความรักแท้ ความรักที่เป็นไปตามธรรมชาติของความรัก หากฝืนกฎธรรมชาติข้อนี้ ย่อมหมายถึงความวิปริตผิดทางของวิ๔สังคมมนุษย์ โดยที่ไปกระตุ้นความใคร่ หรือกระตุ้นเมถุนสังโยค เช่นนี้ จักทำลายคุณธรรมของวิ๔โลกเองให้เสื่อมทรามลงไป

 

 

 

 

 

 

คอลัมน์ประชาธิปไตยสงฆ์                                              

 

 

 

 

   จะปฏิรูปสงฆ์ไปทำไม  ?

    ปัญหากฎหมายกับการปฏิรูปการระบบสงฆ์

    (ตอนที่  6  ต่อจากคราวที่แล้ว)

 

 

คำถาม                   สถานการณ์การปกครองสงฆ์โดยรวมแต่เดิมมาเป็นอย่างไร ในสมัยนี้มีอะไรที่บกพร่องมีจุดอ่อนและจุดแข็งอยู่อย่างไรหรือไม่ ?

คำตอบ         เดิมหมู่สงฆ์และวัดวาอารามในหมู่บ้าน ตำบล พื้นที่ส่วนใหญ่ของการปกครอง มีประชาชน โดยผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เป็นผู้นำ ดูแลวัดวาอารามเป็นไปตามพระธรรมวินัย ประชาชนจะเข้าใจพระธรรมวินัยดีมาก โดยเฉพาะศีล 227 มีอะไรบ้าง และจะเข้าใจดีเป็นพิเศษในพระธรรมวินัยข้อฉกรรจ์ คือ ปฐมปาราชิก และเมื่อกรณีเกิดขึ้นชัดแจ้งประชาชนจะไม่ลังเลที่จะไล่สมีลาสิกขาทันที จึงมีการเดินขบวนเข้าวัดล้อมกุฏิสงฆ์ไล่สมีปาราชิกอยู่เป็นประจำมาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้ศาสนาสะอาด แต่ในระดับสูงขึ้นมา คือระดับอำเภอ นายอำเภอ หรือศึกษาธิการอำเภอขึ้นไป ถึงผู้ว่าราชการขึ้นไปค่อนข้างห่างเหิน และค่อนข้างขาดความรู้ความเข้าใจ ขาดความมักคุ้นกับวัดวาอารามและหมู่สงฆ์ มักไม่เห็นความสำคัญของวัฒนธรรมของหมู่สงฆ์ว่ากินใจประชาชนอย่างไร ทำให้ไม่สามารถดูแล ร่วมสร้างร่วมกิจกรรมวัดวาอารามได้อย่างน่าเลื่อมใสศรัทธา น่ามั่นใจและเฉียบขาดเท่าระดับกำนันผู้ใหญ่บ้าน ยิ่งในกระทรวง ทบวงกรม และระดับการเมือง ผู้นำของประเทศแล้ว ดูเหมือนว่า จะเป็นคนอีกกลุ่มที่แปลกหน้าไปจากความเป็นกันเองในวัดวาอาราม ขาดสามัญสำนึกในความสำคัญของศาสนา ในฐานะมรดกของชาติ และในฐานะที่เป็นบ่อเกิดแห่งสัจธรรมที่ยิ่งใหญ่และประเสริฐของโลก จึงไม่มีการเอาใจใส่ใกล้ชิดเป็นกันเองในการสร้างสรรค์และทั้งดูแลและตรวจสอบความประพฤติของสงฆ์ วัดวาอารามเลย เหตุที่เป็นเช่นนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะในระยะหลังนี้ พระสงฆ์มีการได้ยศถาบรรดาศักดิ์ มีตำแหน่งงานเจ้าขุนมูลนายทำให้สงฆ์กลายเป็นเจ้าคนนายคนมากขึ้น ยิ่งระดับอำเภอ จังหวัดขึ้นไป พระก็ยิ่งมียศใหญ่ ตำแหน่งใหญ่เป็นที่ครั่นคร้ามสยองขน ทางฝ่ายบ้านเมืองจึงไม่ค่อยกล้าตรวจสอบ เจ้าขุนมูลนายพระเหล่านั้น สมัยก่อนการปกครอง สถาบันกษัตริย์ มีความรอบรู้และใกล้ชิดศาสนาอย่างแนบแน่นสถาบันกษัตริย์สร้างวัดวาอาราม สร้างสงฆ์ บำรุงสงฆ์ที่ประพฤติดีประพฤติชอบ ขณะเดียวกันดูแลความประพฤติสงฆ์ กวาดล้างสงฆ์มิจฉาทิฐิ เช่นสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้นแต่ภายหลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง คณะผู้ปกครองไม่ได้รับมรดกธรรมจากสถาบันดั้งเดิมมาสืบสานต่อ และที่ขาดอย่างยิ่งก็คือความคุ้นเคยกับการพระศาสนา กลายเป็นว่าคนที่ปกครองประเทศเป็นคนแปลกหน้า ล้วนพวกที่ไปรับวัฒนธรรมมาจากต่างประเทศเป็นผู้ปกครอง จึงไม่รู้หลักธรรมในพุทธศาสนา ห่างพระศาสนาออกไปเรื่อยๆ ในปัจจุบัน สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปมากทางรัฐบาลควรดูแลสถาบันศาสนาด้วยการออกกฎหมายที่เหมาะสม รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายที่ปกครองหมู่สงฆ์ให้รัดกุมเป็นครั้งๆคราวๆโดยให้กฎหมายนั้นรองรับความประสงค์ของพระธรรมวินัย และปูทางให้หมู่สงฆ์ได้เดินตรงบทบัญญัติของพระธรรมวินัยยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันนักบริหาร นักปกครอง นักการเมือง ควรรักษาประเพณีและวัฒนธรรมการเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์วัฒนธรรม ประเพณีพุทธมากขึ้น โดยคติว่า วิสาสา ปรมาญาติ : ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง ถือหลักความคุ้นเคย เช่นมีวัดที่เข้าร่วมทำบุญทำทานร่วมกิจกรรมเป็นประจำของตน สามารถทำกิจกรรมผู้นำในพิธีกรรมต่างๆได้ด้วยตนเองเป็นอย่างดี พร้อมสำนึกมโนธรรมที่ถูกต้องตามธรรมของพระพุทธศาสนา คือสำนึกในภราดรภาพ ยิ่งกว่าการสำนึกแห่งชนชั้นของหมู่สงฆ์ ตามระบบเจ้าขุนมูลนาย ในขณะเดียวกันก็ดูแลพระสงฆ์ที่อยู่ระดับสูงๆเป็นทายกวัดในระดับนั้น จึงจะเป็นการสัมพันธ์กับทางท้องถิ่น คือ ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ในชนบท ที่ดูแลวัดวาอารามระดับล่างเป็นอย่างดีมาเท่าทุกวันนี้ ก็จะเป็นการเอื้อแด่พระพุทธศาสนาทั้งหมดทั้งมวลได้ถูกกาลสมัย

 

 

   จะปฏิรูปสงฆ์ไปทำไม  ?

     การปฏิรูประบบไตรสิกขา

    (ตอนที่  6  ต่อจากคราวที่แล้ว)

 

 

          ไตรสิกขา การประพฤติใดใดในระบบไตรสิกขา ไม่ว่าระดับศีลสิกขา สมาธิสิกขา หรือ ปัญญาสิกขา ยิ่งในระดับขั้นตอนสูงเท่าใด นักศึกษาจะพบก็คือ ความมีประโยชน์ การวิเคราะห์ผลด้วยตนเอง จะต้องวิเคราะห์ประโยชน์ที่ได้รับจากการประพฤตินั้น ซึ่งตัวผู้ศึกษาจะสัมผัสด้วยตนเอง ตัวอย่างเช่น ประโยชน์ของศีล ศีลให้ความสุขและสงบภายในจิตใจ อย่างไร? ประโยชน์ของสมาธิ สมาธิให้ประโยชน์ด้านความกล้าหาญ อย่างไร? จิตใจเด็ดเป็นหนึ่งอย่างไร? สมาธิสิกขา มักจะเข้าใจยากเมื่อเข้าในระดับสูงละเอียดอ่อนขึ้นไปทุกทีก็จะเข้าใจได้ยากขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะคนทำได้ยากขึ้นไปทุกทีนั้นเอง เช่น ตามแนวการอธิบายมาแล้วนี้ ให้เข้าใจเรื่องภวังคจิต ว่า เป็นสิ่งที่จำเป็น เมื่อมาถึงขั้นการสร้าง ภวังคจิต ขึ้นมา ภวังคจิตจะหมายถึงอะไรก็ตามแต่ เมื่อผู้ปฏิบัติผู้ศึกษาสมาธิสิกขา ได้ประโยชน์จากการศึกษาสมาธิสิกขา ก็จะเห็นเองว่าภวังคจิตเป็นสิ่งที่จำเป็นขาดไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งทีได้ประโยชน์ เป็นเครื่องมือแห่งความสำเร็จ จึงเป็นสถานีสำคัญที่การฝึกสมาธิจะต้องผ่าน จะต้องทำให้เป็น เพราะหากทำไม่เป็นก็ทำสมาธิได้ไม่นาน ทำให้สภาพความพร้อมไม่เกิดขึ้นได้ ไม่เป็นฐานที่ตั้งสำหรับงานด้านปัญญาสิกขา คือการเจริญญาณ กสิณ วิปัสสนา ปัญญา ต่อไปเป็นการบรรลุธรรม จะเป็นการบรรลุด้วยจิต ที่มีสติตั้งมั่นอยู่ก่อน สมาธิถูกสร้างขึ้นก่อนจึงจะมีความไว จึงทำให้การบรรลุเป็นไปอย่างว่องไว มีขณะการบรรลุไวเป็นธรรมกาเช่นนี้ หากแต่เตรียมพื้นฐาน คือศีล สมาธิ นั้นเป็นการยากอย่างยิ่ง ต้องพากเพียรบากบั่นอย่างยิ่ง และการสร้างสรรค์ต่อเนื่องเนิ่นนานไม่ติดขัด จนกว่าจะบรรลุธรรม โดยจิตสร้างญาณขึ้นมาได้ และญาณจะตัดกิเลสให้โดยอัตโนมัติ ก็จะสว่างไสว รู้เหตุคือสมุทัยขึ้นมาเอง เป็นการบรรลุโดยวิถีทางธรรมชาติของธรรมเองเมื่อปัจจัยเหตุพร้อม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สากลจักรวาลสากลศาสนา

ธรรมสามีวินิจฉัย (๙)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          เมื่อลองกลับมามองศาสนาสากลในรูปรวมอย่างละเอียดอ่อนอีกครั้งหนึ่ง ณ บัดนี้  ก็จะเห็นอยู่ว่า  ในรูปรวมของการศาสนาสากล  แสดงถึงพลังความร่วมมือร่วมใจของศาสนาต่าง  ๆ  ในการที่จะนำโลกไปสู่ความดีงาม  โดยเป้าหมายที่แตกต่างกัน  ด้วยภูมิปัญญาของศาสนาที่แตกต่างกัน  ด้วยหลักธรรมคือพระคัมภีร์สูงสุดของแต่ละศาสนาแตกต่างกัน  แต่ภาระพื้นฐานที่ร่วมกันอยู่โดยบังเอิญของการศาสนาทั้งหลาย  ที่เป็นเป้าประสงค์จริง  ๆ  ที่ร่วมกันจริง  ๆ  ในความหมายของการศาสนาสากลนั้นก็คือ  การป้องกันโลกจากความเสื่อมทรามลงไป  นั้นคือ  ป้องกันโลกมิให้ไปสู่ความหายนะ  คือความตาย  หรือความพินาศ  โดยโครงสร้างของคำสอนของ  ศาสนาทุกศาสนา  โดยสภาวะภูมิธรรมภูมิปัญญาของศาสดาของแต่ละศาสนา ที่เริ่มต้นด้วยการมองของแต่ละศาสดาที่ตรงกันในระดับพื้นฐานของสัจธรรมทั้งปวง ก่อให้เกิดความหมายที่ตรงกันคือ พยายามย้ำว่า โลกมีแนวปกติวิสัยประจำสันดานอยู่คือโน้ม ไปสู่ซาตาน ความชั่วร้าย ซาตานหรือความชั่วร้าย คือตามหลักพระพุทธศาสนาระบุว่าตัณหา 3 อย่างมีปกติธรรมดาชักจูงใจคนทั้งหลายที่เป็นปุถุชนให้ไหลไปทางต่ำ คือไปสู่ความหายนะ หรือความพินาศ บทบาทของศาสนาตรงกันในแง่ที่พยายามสร้างปราการป้องกันขึ้นมา อันนี้เป็นภาระหน้าที่ขั้นต้นของศาสนาทั้งหลาย ศาสนาทั้งหลายมีภาระร่วมกันในการป้องกัน มิให้โลกมนุษย์เสื่อมลงไปสู่ความหายนะเป็นเบื้องต้น เสียก่อน แล้วไปสู่ความพยายามในภาระขั้นสูงและสูงสุดต่อไป นั่นคือความ พยายามพาโลกไปสู่สิ่งที่ดีที่ประเสริฐ ที่ปลอดภัยที่สุดของมนุษย์ตามคติความเชื่อ และภูมิปัญญาของแต่ละศาสดาของแต่ละศาสนา

 

          ครั้นเมื่อมองสถานการณ์สากลแห่งศาสนาทั้งหลาย ในประเด็นความหมายที่ว่าศาสนาสากลคือปราการร่วมกันที่ป้องกันโลกมิให้ตกต่ำ บัดนี้ก็จะพบแล้วว่า ปราการที่เคยแข็งแรงมาก่อนด้านคริสต์ศาสนา กำลังเป็นจุดอ่อนที่สุดของการศาสนาสากล ด้วยเหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือ

 

คำสอนของศาสนาคริสต์ โดยพระคัมภีร์ไบเบิล นั้น มีจุดอ่อนและเปราะบางอย่างยิ่งในตัวหลักการสูงสุด คือเรื่องพระเจ้า กับเรื่องพระเยซู ผู้ทำหน้าที่เป็นศาสดาของศาสนานี้ อันเนื่องมาจากข้อความในพระคัมภีร์ไบเบิลเกิดขัดแย้งกันเอง ทุกๆเรื่องราว ไม่ว่าเรื่องราวอันสูงสุดคือเรื่องราวของพระเจ้าเอง เรื่องราวของพระเยซูเอง ที่ออกมาแปลกประหลาดตามทัศนะการมองของคนยุคใหม่ กระทั่งบทบาทของศาสนาคริสต์ในปัจจุบันที่เป็นการเมือง อย่างขัดแย้งอุดมการณ์การศาสนาสากลอย่างเป็นตรงกันข้าม ทำให้ภาพพระเจ้ากลายเป็นซาตาน ซาตานกลับเป็นพระเจ้า พระเยซู บุตรพระเจ้า กลายเป็นคนวิกลจริต อยู่ใต้อำนาจของซาตานไปอย่างตรงกันข้าม

 

กับความที่ควรจะเป็น ในทัศนะของสามัญชนคนธรรมดาทั้งหลาย ทำให้เกิดจุดที่เปราะที่อ่อนในศาสนาคริสต์ที่กล่าวเนื้อความภาษาศาสนาไม่เป็นสัจธรรม นอกจากนี้ในตัวพระคัมภีร์ไบเบิลยังมีตัวอย่างอยู่มากมาย ที่ถูกรจนาขึ้นมาค่อนข้างอ่อนในเชิงเหตุผลอย่างไม่น่าเชื่อ เช่นแม้กระทั่งทัศนะของพระเยซูเองที่กล่าวถึงซาตานไว้ว่า ซาตานมีคุณสมบัติ 2 อย่าง คือ เป็นผู้ฆ่าคน และเป็นผู้ไม่มีความซื่อสัตย์

 

แต่ความหมายของซาตาน ตามที่พระเยซูได้ให้นิยามไว้นี้แท้จริงกลับไปตรงกับคุณสมบัติพระยะโฮวาห์ ในพระคัมภีร์เยเนซิส เพราะในพระคัมภีร์นี้กล่าวว่าในสมัยโลกเกิดขึ้นมาใหม่ๆ พระเจ้าได้เคยทำน้ำท่วมโลก จนคน สัตว์และพืชตายหมดโลกไปครั้งหนึ่ง เหลืออยู่แต่พวกโนอาห์ ในเรือใหญ่เท่านั้นที่สืบเชื้อสายมนุษย์ของพวกเราต่อมาถึงปัจจุบัน ซึ่งทำให้พระเจ้าเป็นฆาตกรผู้ยิ่งใหญ่ แล้วต่อมาพระเจ้าก็ให้สัญญาว่า จะดูแลไม่ให้น้ำท่วมโลกอีกเลยตราบจนชั่วลูกชั่วหลานเหลนโหลนของโนอาห์ ตราบที่มีรุ้งในก้อนเมฆอยู่ตราบใดจะทรงมิให้เกิดน้ำท่วมโลกเลย แต่แล้วก็จะเห็นว่าพระเจ้าไม่สามารถรักษาสัญญาที่ให้ไว้ต่อมนุษย์ ตามที่พระคัมภีร์เยเนซิส จารึกเอาไว้ ครั้นพระเยซูเกิดมาทีหลังทรงให้นิยามคำว่าซาตานออกมาว่า มันเป็นผู้ฆ่าคน และไม่รักษาความสัตย์ ก็คล้ายกับว่า พระเยซูกล่าวโทษพระยะโฮวาห์พระบิดาของพระองค์เอง ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั่นเอง กลายเป็นเรื่องราวที่ขัดกันอย่างรุนแรงในพระคุมภีร์ไบเบิล

 

ซึ่งแสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ของผู้รจนาพระคัมภีร์ที่มองแคบและสั้นเกินไป จึงทำให้คำสอนในศาสนาคริสต์ ตามไบเบิลดังกล่าวออกมา เสมือนคำสอนเด็กๆ ในสมัยเก่าก่อน ที่สอนโดยอ้างสิ่งไม่มีตัวตนมาข่มขู่เด็กๆให้เชื่อฟังและอยู่ในโอวาท ครั้นเด็กเติบโตขึ้น ก็ค่อยเห็นไปตามลำดับว่า คำขู่นั้นหาเป็นความจริงไม่ เด็กก็กระด้างกระเดื่องขึ้น และในที่สุดก็ไม่ยอมอยู่ใต้โอวาทอีกต่อไป ทางฝ่ายศาสนจักรก็รู้ดีถึงจุดอ่อนนี้ จึงทำให้ศาสนาเป็นการเมืองและดำเนินการโฆษณาชวนเชื่อต่อไป โดยหวังจะดำรงสถาบันเอาไว้ แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า เป็นโทษต่อศาสนาคริสต์ยิ่งขึ้น เพราะบุคคลระดับผู้นำของโลกยุคนี้ ล้วนเป็นนักวิทยาศาสตร์ ที่เพียบพร้อมด้วยคุณวุฒิ วัยวุฒิ และปรีชาวุฒิ ยิ่งกว่าคนยุคก่อนมากมาย จนสามารถค้นความจริงอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับโลกและจักวาล ที่สามารถตอบโต้พระวาทะของพระเจ้ายะโฮวาห์ ผู้ทรงอวดอ้างว่าทรงสร้างโลกนี้ใน เวลา 7 วัน

 

และนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นเป็นฝ่ายถูกต้องในสัจธรรมยิ่งกว่าพระเจ้า ถูกต้องกว่าในเชิงเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ จึงยิ่งกลายเป็นจุดอ่อนทางศาสนาคริสต์ ทางปราการด้านนี้ต่อไปอีก และที่ร้ายแรงไปกว่านั้นก็คือ การที่องค์กรศาสนาใช้นโยบายที่อิงสนิทกับฝ่ายวัตถุนิยม โดยมีเป้าหมายอย่างวัตถุนิยมคือหวังครอบงำโลกทั้งหมด พยายามทำศาสนาคริสต์ให้เป็นการเมืองระดับโลก เพื่อหวังผลในการครอบงำโลกอย่างการเมือง ทำให้เกิดความเสียหายต่ออุดมการณ์ศาสนาเอง ที่เป็นรูปธรรมที่ชัดแจ้งก็คือ วัตถุนิยม วัตถุนิยมจึงเริ่มขึ้นในประเทศที่เป็นปราการศาสนาด้านที่ศาสนาคริสต์รับผิดชอบอยู่จนกระทั่งบัดนี้ปราการด้านนั้นถูกทะลวงเป็นช่องโหว พังพินาศลงไปแล้ว โลกอเมริกาและยุโรปทุกวันนี้ จึงเป็นแดนวัตถุนิยมไปทั้งสิ้น และศาสนาคริสต์ก็กำลังถูกกลืนเป็นวัตถุนิยมไปช้าๆ และหาได้มีผู้หนึ่งผู้ใดเคารพเชื่อถือในสัจธรรมคริสต์ศาสนาอย่างจริงจังไม่ศาสนาคริสต์ทุกวันนี้จึงเป็นเพียงส่วนประกอบของลัทธิใหม่คือลัทธิวัตถุนิยมชนิดหนึ่ง ที่รับใช้วัตถุนิยมทั้งมวล เท่านั้นพอ

 

          และเมื่อใดที่พระคัมภีร์ไบเบิลถูกศึกษาอย่างทะลุปรุโปร่ง และเห็นความจริงว่าแท้ที่จริงศาสนาคริสต์ถูกตั้งขึ้นมาให้เป็นศาสนาได้ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อแท้ ๆ แล้วเมื่อนั้นการศาสนาคริสต์ก็คงจะสลายซึ่งแก่นธรรมไปสิ้น คงเหลืออยู่ก็เพียงเปลือก คือศาสนพิธีกรรมต่างๆอันกลับเป็นเปลือกวัตถุนิยมอย่างเต็มตัว ตัวอย่างที่เห็นชัดก็คือการโฆษณาชวนเชื่อเรื่องพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้า ทรงเสด็จลงมาจากสวรรค์ตามคำสั่งพระเจ้าผู้ซึ่งเป็นพระบิดาแล้ว ก็เสด็จกลับสู่สวรรค์สถิตร่วมอาสน์กลับพระเจ้า ณ เบื้องขวาพระองค์มาจนทุกวันนี้ซึ่งเป็นการแปลความหมาย ที่ทรงถูกลงโทษตรึงไม้กางเขน จนสิ้นพระชนม์ เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ โดยไม่คำนึงความจริงว่าพระเยซูเป็นมนุษย์ มีบิดาและมารดาเป็นเพียงมนุษย์ กับทั้งมีน้องๆของพระองค์เป็นมนุษย์ ครั้นทรงเติบโตก็มีเหตุให้คิดหลงผิด จนกระทั่งดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเมืองเยรูซาเล็ม เป็นโทษฐานหมิ่นประมาท และทำร้ายร่างกาย ทำลายทรัพย์สินของผู้อื่นตามกฎหมายขณะนั้น จึงถูกตัดสินตรึงกางเขนสิ้นพระชนม์และพระศพก็ถูกฝังไว้ชานเมืองเยรูซาเล็มมาตราบเท่าทุกวันนี้ มิได้ลอยสู่อากาศกลับไปสู่สวรรค์ดังที่เขียนไว้ในคัมภีร์ไบเบิลเขียนเอาไว้

 

แม้สืบต่อมา ถึงยุคปัจจุบันความถูกครอบงำด้วยวัตถุนิยม ก็ทำให้เกิดวัฒนธรรมเพี้ยนๆ เกิดประเพณีที่ล่อแหลม ต่อความเสื่อมทางกามารมณ์ เช่นบัญญัติประเพณีวัน วาเลนไทน์ขึ้นมาเหิมเกริมแต่กามตัณหาแล้วไม่สารถกำหนดวัฒนธรรมหรือมาตรการที่ดูแลควบคุมเรื่องราวอยู่ในกรอบความดีงามที่เอื้อแด่สภาพแวดล้อมแห่งการศาสนาสากล ทำให้เกิดความคลุ้มคลั่งเหลิงไปในกามารมณ์อย่างเมามันยิ่งขึ้นเป็นทางทำลายตนเองคือสังคมด้านศาสนาคริสต์ลงก่อน แล้วทำลายปราการศาสนาด้านอื่นๆต่อไป

 

          มีตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็คือ พระคัมภีร์ไบเบิลได้กล่าวโทษกาม ความมักมากในโลกธรรม คือลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และที่สุดพระคัมภีร์ไบเบิลก็ได้ประณามอย่างหนักในเรื่องของราคะ ตัณหา ปรากฏเป็นอุทาหรณ์ของนครบาบิโลนล่มสลาย ว่าเดิมบาบิโลนอยู่กลางทะเลใหญ่ เจริญด้วยวิทยาศาสตร์และวิทยาการมีเรือสินค้าออกเดินทะเลไปทุกทิศทั่วแคว้นต่างๆของโลก จึงสามารถโกยสมบัติมาจากทุกที่แว่นแคว้นทั่วโลก กลายเป็นเมืองมั่งคั่งด้วยแก้วแหวนเงินทอง แล้วเป็นวัตถุนิยมอย่างเต็มที่ เป็นเมืองแห่งความฟุ่มเฟือยด้วยตัณหาลามก ประชาชนคนทั้งเมืองต่างพอใจดื่มเหล้าองุ่นแห่งความกำหนัดในการล่วงประเวณีของนครนั้นและบรรดากษัตริย์บนแผ่นดินโลกได้เดินทางมาเพื่อเสพตัณหาลามก เพื่อล่วงประเวณีกับนครนี้ นครบาบิโลนสร้างแต่บาป จนบาปของนครบาบิโลนกองสูงถึงสวรรค์พระเจ้าทรงทราบก็มีพระพิโรธจัด ทรงลงโทษให้จมลงใต้มหาสมุทร ภายในชั่วโมงเดียว กลายเป็นแดนแห่งปีศาจมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเรื่องการลงโทษเมืองนครบาป ที่กระทำผิดประเวณี พอกพูนราคะตัณหาเช่นบาบิโลนนี้บ่งบอกถึงคำสอนของศาสนาคริสต์ เรื่องพระเจ้าทรงเห็นโทษของกาม จึงทรงห้ามกามราคะตัณหาใดใดในหมู่มนุษย์ กามจึงเป็นข้องต้องห้ามอย่างสำคัญของพระเจ้า เป็นหลักการพื้นฐานของศาสนาคริสต์

 

          แต่ทุกวันนี้เราก็ได้เห็นว่า ชาวอเมริกาและชาวตะวันตกทั่วไปกลับฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมไปกับกามารมณ์ มีการเสพกามกันอย่างแพร่หลายโดยไม่คำนึงถึงกฎทางศีลธรรม จนกระทั่งมีการจัดตั้งชมรมความรักขึ้นมาอย่างหลากหลาย แม้กระทั่งชมรมคนรักร่วมเพศเดียวกันก็แต่งงานกันได้ มีศูนย์กลางการบันเทิงกามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกมนุษย์ คือ ฮอลลีวูด ที่ท้าทายพระพิโรธของพระเจ้า เยี่ยงเดียวกับการพิโรธต่อบาบิโลนในไบเบิล ด้วยการประพฤติตนฝ่าฝืนพระบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้าอยู่อย่างไม่สะทกสะท้านที่บ่งบอกถึงการทรยศต่อพระเจ้าของชาวอเมริกันและสังคมอเมริกันบ่งบอกถึงการดูหมิ่นดูแคลน การข้ามกรายฝ่าฝืน ต่อพระเจ้าผู้ทรงอำนาจมหึมายิ่งใหญ่ ซึ่งทั้งนี้ ก็เนื่องมาจากสาเหตุที่คัมภีร์ไบเบิล ถูกรจนาขึ้นจากปุถุชน และจินตนาการทั้งด้านรูปธรรมนามธรรมของผู้รจนา มีความบกพร่องไม่สัมพันธ์กัน ในเชิงเหตุผลที่สมบูรณ์ เมื่อกล่าวถึงพระปัญญาของพระเจ้า อันเป็นนามธรรมอันยิ่งใหญ่มหึมา แต่ทางรูปธรรมที่ปรากฏกลับขัดแย้งความหมายแห่งนามธรรมนั้นอย่างสิ้นเชิง กลายเป็นเรื่องตรงข้ามกลับสูงเป็นต่ำ กลับต่ำเป็นสูง กลับดีเป็นชั่วกลับชั่วเป็นดี กลับถูกเป็นผิด กลับผิดเป็นถูกกลับความจริงเป็นเท็จ กลับความเท็จเป็นจริง กลับพระเจ้าเป็นซาตาน กลับซาตานเป็นพระเจ้า ซึ่งปรากฏเป็นสิ่งที่ฉงนฉงาย ประหลาดใจ และคงลงความเห็นไม่แตกต่างจากคนในอดีต เพราะการที่มนุษย์มีเลือดเนื้อ มีกำเนิดจากบิดามารดา ที่เป็นมนุษย์คู่หนึ่งมาอ้างตนเป็นบุตรพระเจ้าลงมาจากสวรรค์ มาตามคำสั่งพระบิดาเพื่อมาช่วยโลกให้รอด โดยกล่าววาจาเพ้อเจ้อ ต่อคนทั้งหลายว่า

 

For God so loved the world that He gave His only-begotten Son, so that whoever believes in Him should not perish, but have everlasting life. [ John 3:16

 

= เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์

 

          ซึ่งคนยุคนี้ ก็ลงความเห็นว่า น่าจะเป็นสิ่งที่บอกเหตุความผิดปกติทางระบบประสาทหรือทางจิตใจของพระเยซู มากกว่าจะมีความจริงตามภาษาที่พูด

 

          เรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิลที่ไร้สัจธรรมเช่นนี้ จึงทำให้คนยุคใหม่ฉงนฉงาย เพราะเป็นนามธรรมที่ไม่สอดคล้องกับรูปธรรมที่ปรากฏ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องพระเจ้าทำน้ำท่วมโลกนั้น ทำให้คิดได้ว่า แท้จริง ในความเห็นจริงตามหลักกฎหมายสากลระหว่างประเทศ พระเจ้าได้กระทำความผิดต่อชีวิตและทรัพย์สินขอมวลมนุษย์โดยการไตร่ตรองและเตรียมการไว้ก่อนเป็นอย่างดี ย่อมมีความผิดตามกฎหมายของหมู่มนุษย์ในโลก ควรที่หมู่มนุษย์ในโลกจะต้องสืบสวนเค้าความจริง ทำเป็นคดีแล้วดำเนินการตามกฎหมายอาญามนุษย์ต่อไป นั่นคือให้ตำรวจโลกตามจับกุมตัวพระเจ้ายะโฮวาห์มาลงโทษบนโลกมนุษย์ ตามกฎหมายของชาวมนุษย์จึงจะเกิดความเป็นธรรมตามหลักการปกครองของมนุษย์ กรณีเช่นนี้แหละที่ทำให้พระคัมภีร์ไบเบิลเสื่อมไปจากความเชื่อศรัทธาของมนุษย์ยุคใหม่ และขาดความเคารพ ไม่เชื่อถือพระเจ้าอีกต่อไป เป็นเหตุให้เกิดลัทธิวัตถุนิยมขึ้นมา บ่อนทำลายโลกไปที่ละน้อยๆ อยู่ในขณะนี้

 

          แนวศาสนาสากลอีกแนวหนึ่งที่จะเริ่มเสื่อมสลายลงไปก็คือแนวศาสนาอิสลามที่มีความบ่งพร่องอยู่ที่ว่า ไม่สามารถเสนอแนวสันติวิธี ในการแก้ปัญหาได้ ยังจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ความรุนแรง อย่างขาดเสียมิได้ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นเหตุให้ศาสนาอิสลาม ไม่สามารถจำกัดขอบเขต หรือควบคุมเงื่อนไขความรุนแรงนี้ได้ ความรุนแรงจึงขยายวงกว้างไปทั่วโลก โดยผลที่ไม่สามารถควบคุมความรุนแรง ที่ศาสนาอิสลามเปิดเงื่อนไขไว้ให้ แต่กลับไม่สามารถควบคุมให้อยู่ในโอวาทของตน จึงเป็นปัญหาความบกพร่องของศาสนาสากลที่กว้างใหญ่อีกปัญหาหนึ่ง เพราะเมื่อศาสนานำวิธีความรุนแรงมาใช้ ย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบทางเทคนิคกว่าฝ่ายวัตถุนิยมที่มีความเจริญทางเทคนิคกว่าทุกด้าน จึงนำไปสู่ความกำเริบเสิบสานของโลกวัตถุนิยมขึ้นหลายเท่าตัว ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็คือกรณีอัฟกานิสถาน และบิน ลาเดน ขบวนการก่อการร้ายสากลมุสลิมนี่เอง โดยเข้าใจผิดในประเด็นอุดมการณ์ของศาสนาสากล ว่า องค์อัลเลาะห์อยู่กับเรา เพราะแท้จริงสัจธรรมมีว่า พระเจ้าย่อมไม่เข้าข้างคนผิด แม้กระนั้นก็ตาม อัลเลาะห์ของพวกเขา ก็ไม่มีอิทธิฤทธิ์ใดใด ไม่มีองค์อัลเลาะห์มาห้ามการระเบิดของลูกระเบิด ที่ทิ้งจากทหารอเมริกาเป็นเวลา 100 วัน จนอัฟกานิสถานถล่มราบไปหมด ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์เป็นอย่างดีว่า ทฤษฎีวิทยาศาสตร์เป็นสัจธรรม ที่ทำให้คลายความเชื่อเรื่องพระเจ้าไปได้จนกระทั่งชาวโลกเหมือนกับจะพบสัจธรรมใหม่ว่า

 

ความมีพระเจ้านั้น เป็นการหลอกลวง

 

ปราการที่ยังกร่อนไปเรื่อย อีกเช่นกันก็คือฮินดู ซึ่งขณะนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังคงพยายามพิสูจน์อยู่ว่าแม่น้ำคงคา มิใช่แม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ตามที่พวกฮินดูเชื่อ ว่าไหลลงมาจากปิ่นพระเกศาขององค์พระอิศวรพระผู้เป็นเจ้าบนเขาหิมาลัยแต่อย่างใด  และเมื่อถึงวันหนึ่ง เกิดโรคระบาดคุ้งแม่น้ำคงคาแล้ว ฮินดูก็จะดูเสื่อมลงทันที่ ปัญหามลพิษอันเนื่องมาจากชาวฮินดูมีประเพณีเผาศพบนฝั่งแม่น้ำคงคา แล้วกวาดเถากองฟอนทั้งหลายทิ้งลงแม่น้ำคงคา เป็นประจำมาเป็นทุกวันทุกคืนมานานแล้วแล้วก็เกิดขึ้น เพราะพวกเขาทำกันมาเนิ่นนานแล้ว ในที่สุดแม่น้ำก็คงสุดกำลังรับการแกระทำที่ไร้เหตุผลเช่นนั้นได้

 

ยังมีแนวปราการแห่งศาสนาสากลด้านทวีปเอเชีย ที่มีศาสนาพุทธคุ้งครองป้องกันอยู่ ความเสื่อมได้เริ่มด้วยการหยุดความเคลื่อนไหวของศาสนาลง ไปสู่ความอืดแล้วนิ่งอยู่กับที่ แล้วค่อยแปรปรวนไปเพื่อเอาตัวรอดโดยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด และในอาการกริยาการดิ้นรนเอาตัวรอดนั้นเอง ทำให้อุดมการณ์อันสูงสุดของศาสนาสิ้นสุดลง หยุดการก้าวไปตามปกติอันควร จนในที่สุดก็โน้มไปในทางที่ปฏิเสธอุดมการณ์อันสูงสุดของตนเอง

 

ความเสื่อมของศาสนาพุทธในระยะหลังๆยังเป็นเหตุมาจากภัยภายนอกศาสนาพุทธเองคือมาจากภัยของต่างศาสนา คือ คริสต์คาทอลิค ที่เป็นการเมือง แอบอิงมากับการขยายจักรวรรดินิยมของประเทศมหาอำนาจ การสูญเสียเอกราชทางการเมือง ของประเทศที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติหลายประเทศ นับตั้งแต่ลังกา พม่า เกาหลี เวียดนาม ลาว แม้ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง กัมพูชา เป็นต้น เป็นเหตุให้องค์กรคริสต์คาทอลิคได้โอกาสเข้าครอบงำการบริหารประเทศนั้นๆ และถือโอกาสเปลี่ยนแปลงศาสนาประจำชาติ พุทธเป็นคริสต์ แต่ก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ในประเทศไทยที่ศาสนาและการเมืองมีความมั่งคงที่สุดในเอเชียยุคล่าอาณานิคม องค์กรคริสต์ก็พยายามจะแผ่อิทธิพล เข้ามาในรูปแบบแทรกทางการเมือง พยายามจะเข้าครอบงำความคิดในระดับนโยบายต่างประเทศ และนโยบายการศึกษาเห็นได้ชัดเจนในสมัยที่มีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษายุคที่มีรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการเป็นคริสต์เตียน โดยพยายามแทรกเรื่องการศาสนาคริสต์เข้าไปในหนังสือสอนทางศีลธรรม อย่างไม่ถูกต้องตามความจริง

 

ตัวอย่างเช่น แบบเรียนสังคมศึกษา ศีลธรรม ชั้นประถมปีที่ 5 เมื่อพูดถึงศาสนาคริสต์ มีข้อความดังนี้ ตั้งแต่พระเยซูประกาศศาสนามา ก็มีศัตรูคิดกำจัดพระองค์ เพราะเขาเห็นว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาดั่งเดิม จึงจับพระเยซูไปแบกไม้กางเขนขึ้นไปบนภูเขา แล้วเอาตะปูตอกพระองค์ตรึงกับไม้กางเขนเพื่อเป็นการประจาน พระชนม์ทรงยอมรับการทรมานจนสิ้นพระชนม์ ก่อนจะสิ้นพระชนม์ พระเยซูได้ตรัสว่า

 

 ไม่มีความรักใดจะยิ่งใหญ่เท่ากับความรักของผู้ที่ยอมสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหาย” 

จงรักศัตรู จงทำดีต่อผู้ที่เกลียดชังท่าน

พระบิดาเจ้าข้า โปรดอภัยโทษเขา เขาไม่ทราบว่ากำลังทำอะไรลงไป

 

 

 ซึ่งไม่สอดคล้องกับเนื้อความในพระคัมภีร์ไบเบิล  โดยเฉพาะคำดำรัสพระเยซูก่อนสิ้นพระชนม์บนไม่กางเขน  มิตรงความจริงในพระคัมภีร์ไบเบิลเลย  ในเรื่องประวัติ  ก็มิได้เรียบเรียงประวัติพระเยซูหัตรงตามเนื้อหาในพระคัมภีร์ไบเบิล  ซึ่งโดยแท้จริงประวัติของพระเยซูค่อนข้างจะชัดเจนในประเด็นสำคัญที่ว่า  พระองค์ทรงเป็นบุตรของโยเซฟ  นายช่างไม้กับนางมารี  แห่งหมู่บ้านเบธเลเฮ็ม  แต่กลับทรงเข้าพระทัยผิดว่าพระองค์ทรงเป็นบุตรพระเจ้าลงมาจากสวรรค์  มาตามคำสั่งของพระบิดา  เพื่อช่วยโลกให้รอดจากความพินาศ  จึงทรงประกาศตนไปตามที่พระองค์ทรงเข้าพระทัยดั่งนั้น  อันเป็นต้นเหตุให้ชาวยูดายยุคนั้นเข้าใจว่าพระองค์เป็นคนวิกลจริตมีผีสิงห์พระองค์อยู่ทำให้ทรงพูดเลอะเลือนไปว่าทรงลงมาจากสวรรค์  และด้วยเหตุที่ทรงเข้าพระทัยผิดไปเช่นนั้น  จึงทรงก่อเรื่องราวที่ไม่เหมาะสมขึ้นตลอดเวลา  3  ปี  สุดท้ายที่ทรงพระชนม์อยู่  เริ่มตั้งแต่ก่อคดีทำร้ายร่างกายทรัพย์สินประชาชน  โดยเข้าพระทัยผิดว่าคนเหล่านั้นทำวิหารของพระองค์สกปรก  ทรงท้าทายชาวกรุงเยรูซาเล็มว่าให้ทำลายพระมหาวิหารลงแล้วจะทรงยกขึ้นใหม่สามวัน  อันเป็นการยกตนโอ้อวดอภินิหาร  แล้วนานวันต่อมาก็ถึงกับยกตนเสมอพระเจ้า  โดยประกาศตัวว่าพระองค์เป็นพระเจ้า  เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้า  พระเจ้าอยู่ในพระองค์  พระองค์อยู่ในพระเจ้า  ทำให้ประชาชนไม่พอใจเพราะเห็นอยู่ว่าพระเยซูเป็นคนธรรมดา  มีบิดาชื่อโยเชฟ  มีมารดาชื่อมารี  การที่พระเยซู  ยกตนขึ้นเสมอพระเจ้า  เป็นการหมิ่นประมาทต่อพระเจ้า  จึงพยายามที่จะจับตัวพระองค์ไปประชาทัณฑ์หลายครั้ง  แต่ทรงหลุดรอดไปได้ทุกครั้ง  แต่ในที่สุดก็ทรงหนีไปไม่พ้นเมื่อล่วงไปเกือบ  3  ปีต่อมา  ด้วยการติดสินบนสานุศิษย์ของพระองค์เองคือ  ยูดาส  อิสคาริโอท  สาวกคนที่  13  ของพระองค์  เป็นเงิน  30  เหรียญ  ฝ่ายบ้านเมืองก็ตามจับพระองค์ได้ในที่ซ่อน  และศาลตัดสินให้ลงโทษพระองค์สถานหนักด้วยการตรึงการเขน  ก่อนจะสิ้นพระชนม์ทรงร้องด้วยเสียงอันดังว่า  เอโลอี  เอโลอี  ลามา  สะบักธานี  แปลว่า  พระเจ้าของข้าพระองค์  พระเจ้าของข้าพระองค์  ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย  ซึ่งนี่คือคำพูดสุดท้ายของพระเยซู  ตามหลักฐานในพระคัมภีร์ไบเบิล  ส่วนที่อยู่ในหนังสือเรียนที่ระบุว่าเป็นคำพูดสุดท้ายของพระองค์ที่ว่า  ไม่มีความรักใดจะยิ่งใหญ่เท่ากับความรักของผู้ที่ยอมสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหาย”  “จงรักศัตรู  จงทำดีต่อผู้ที่เกียดชังท่าน”  “พระบิดาเจ้าข้า  โปรดอภัยโทษเขา  เขาไม่ทราบว่ากำลังทำอะไรลงไป  กลับไม่ปรากฏว่ามีพระคัมภีร์ไบเบิลเลย

 

เพราะมีพระคัมภีร์อยู่เพียง  4  เล่มที่กล่าวเรื่องการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคือ  มาระโก  15:33-41มัทธิว  27:45-51,  ลูกา  23:44-49  และ  โยฮัน  19:28-30  ดังนี้

 

มาระโก  :  and  at  three  o’clock  Jesus  cried  with  a  great  voice, “Eli, Eli  lama  sabachthani? “Which  means  ,”My  God, My  God, Why  have  You  forsaken  Me?”  Some  of  the  bystander, as  they  heard  it,  said,”   Notice, He  is  calling  for  Elijah. “But  one  ran  and  soaked  a  sponge  in  vinegar  in  vinegar, then  fixed  it  to  a  reed  and  gave  Him  a  drink, with  the  remark, “Hold  on, let  us  see it  Elijah  comes  to take  Him  Down. “But  having  uttered  a  strong cry,  Jesus  died. [MARK  15:34-37 

 

= “พอบ่ายสามโมงแล้ว  พระเยซูทรงร้องเสียงดังว่า  เอโลอี  เอโลอี  ลามา  สะบักธานี แปลว่า  พระเจ้าของข้าพระองค์  พระเจ้าของข้าพระองค์ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย  บางคนที่ยืนอยู่ที่นั่นก็พูดว่า  ดูเถิดเขาเรียกเอลียาท์  มีคนหนึ่งวิ่งไปเอาฟองน้ำซุบเหล้าองุ่นเปรี้ยวเสียบปลายไม้อ้อ  ส่งให้พระองค์เสวยแล้วว่า  ให้เราคอยดูว่า  เอลียาห์  จะมาปลดเขาลงหรือไม่  ฝ่ายพระเยซูทรงร้องเสียงดังอีกครั้งหนึ่ง  แล้วก็สิ้นพระชนม์]

 

มัทธิว  :  Form  12  o’clock  unit  there  darkness  lay  on all  the  land;  and  at  about  three  o’clock  Jesus  cried  out  with  a  loud  voice,  Eli,  Eli,  Lama  sbachthani  ?  that  is,  “My  God,  why  have  You  forsaken  me  ?  Some  of  the  bystanders  who  heard  it,  said, “He  is  calling  for  Elijah.  “And  at  once  one  of  them  ran, took  a  sponge,  dipped  in  it  vinegar  and  putting  it  on  a  reed,  offered  it  to  Him  to  drink. But  the  other  said “Hold  on!  Let  us  see  if  Elijah  comes  to  save  Him. “Jesus  once  more  crying  with  a  loud  voice,  and  dismissed  His  spirit.  [MATTHEW  27:45-50 

 

แล้วก็บังเกิดมืดทั่วทั้งแผ่นดินตั้งแต่เวลาเที่ยงวันจนถึงบ่ายสามโมง  ครั้นประมาณบ่ายสามโมง  พระเยซูทรงร้องเสียงดังว่า  เอลี  เอลี  ลามาสะบักธานี  แปลว่า  พระเจ้าของข้าพระองค์  พระเจ้าของข้าพระองค์ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย  ?  “บางคนที่ยืนอยู่ที่นั่น  เมื่อได้ยินก็พูดว่า  คนๆนี้เรียกเอลียาห์  ในทันใดนั้นคนหนึ่งในพวกเขาวิ่งไปเอาฟองน้ำชุบเหล้าองุ่นเปรี้ยวเสียบปลายไม้อ้อส่งให้พระองค์เสวย  แต่คนอื่นร้องว่า  อย่าเพ่อก่อน  ให้เราคอยดูซิว่า  เอลียาห์จะมาช่วยเขาให้รอดหรือไม่  ฝ่ายพระเยซูร้องเสียงดังอีกครั้งหนึ่ง  แล้วสิ้นพระชนม์”]

 

 

ลูกา  :  1t  was  then  about  12  o’clock, and  darkness  came  over  the  whole  land,  which  lasted  unit  three  in  the  afternoon,  due  to  the  sun’ eclipse.  And  the  viel  of  the  temple  was  torn  in  two.  With  a  loud  voice  Jesus  cried,  “Father,  into  Your  hands  I  entrust  My  spirit!  And  with  these  word  He  died. [LUKE  23:44-46 

 

เวลานั้นประมาณเวลาเที่ยง  ก็บังเกิดมืดมัวทั่วแผ่นดินจนถึงบ่ายสามโมง  ดวงอาทิตย์ก็มืดไป  ม่านในพระวิหารก็ขาดตรงกลาง  พระเยซูทรงร้องเสียงดังตรัสว่า  พระบิดาเจ้าข้า  ข้าพระองค์ฝากวิญญาณจิตของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์  พอสิ้นพระดำรัสก็สิ้นพระชนม์

 

โยฮัน : After this , since Jesus knew that everything was already completed, in order that the scripture might be fulfilled , He said , “ I am thirsty. “ A vessel full of vinegar stood there , so they put a sponge soaked in vinegar on hyssop and hell it to His mount. When Jesus had taken the vinegar , He said , “ It is finished! “Then , bowing His head , He yield up His spirit.  [ John 19:28-30

 

= หลังจากนั้นพระเยซูทรงทราบว่าทุกสิ่งสำเร็จแล้ว เพื่อให้เป็นจริงตามพระธรรมพระองค์จึงตรัสว่า เรากระหายน้ำ มีภาชนะใส่น้ำส้มองุ่นวางอยู่ที่นั่น เขาจึงเอาฟองน้ำชุบน้ำส้มองุ่นใส่ปลายไม้หุสบชูขึ้นให้ถึงพระโอษฐ์ของพระองค์ เมื่อพระเยซูทรงรับน้ำส้มองุ่นแล้ว พระองค์ทรงตรัสว่า สำเร็จแล้ว และทรงก้มพระเศียรลงสิ้นพระชนม์]

 

 

ซึ่งจะเห็นว่า ไม่มีข้อความใดตรงกับหนังสือศีลธรรมที่สอนนักเรียนไทยเลย ที่มีตรงกับคัมภีร์ไบเบิลจริงๆ ตรงกันถึง 2 พระคัมภีร์ก็คือ คำว่า Eli , Eli , Lama sbuchthani? : พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย ? หมายความว่ามีความพยายามบิดเบือนคำสอนเอาสิ่งที่ไม่เป็นความจริงไปสอนนักเรียนไทยให้เข้าใจผิดไปจากข้อเท็จจริงในพระคัมภีร์ไบเบิล โดยไปเอาคำสอนจากภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิง ที่แต่งเรื่องราวเป็นนิยายมากกว่าความจริงมาสอนแทนพระคัมภีร์อันสูงสุดของศาสนา ลักษณะเช่นนี้แหละเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของศาสนาคริสต์ลงไปตามลำดับๆ เพราะคนเริ่มเห็นการมดเท็จหรือการโฆษณาชวนเชื่อในศาสนามากขึ้นๆ

 

ในขณะที่องค์กรคริสต์พยายามอย่างเต็มที่ๆจะให้มวลชลเห็นว่าการศาสนาต่างๆมีความดี คริสต์เองก็มีบุญคุณต่อสังคมไทยประเทศไทยไม่น้อยไปกว่าศาสนาพุทธต่างก็มุ่งสร้างสรรค์สังคมไทยไม่น้อยกว่ากัน ไม่พึงที่มวลชนจะยกข้อดีข้อเสียของศาสนามาเปรียบเทียบ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองจากการเจาะลึกไปศึกษาที่ไม่ชอบมาพากลของคำสอนในพระคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งมีสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลอยู่จริงและตัวอย่างนี้เป็นเพียงอีกตัวอย่างหนึ่ง ของการพยายามอย่างมีชั้นเชิงของการโฆษณาชวนเชื่อต่อสังคม ไทยของศาสนาคริสต์

 

และการที่เกิดผลเช่นนี้ขึ้น ก็แสดงให้เห็นว่า นักการศึกษาและนักบริหารระดับสูงของไทยขาดความรู้ความเข้าใจในศาสนาต่างๆ แม้ศาสนาตัวเองอย่างถูกต้องลึกซึ้ง มีความประมาท มองศาสนาอื่นในแง่ดีเกินความจริง จึงมักคล้อยตามนักการศาสนาคริสต์และศาสนาอื่นๆเสมอๆโดยไม่ชอบธรรม ดังตัวอย่างจากหนังสือพิมพ์อีกเล่มหนึ่ง ที่แปลและเรียบเรียงโดยชาวพุทธเองและใช้สอนในระดับมหาวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ของประเทศไทย คือ ภควัทคีตา

 

เมื่อจับประเด็นตรงนี้ได้ เราก็จะเห็นว่า ตลอดทั้งเล่มหนังสือ ท่านผู้แต่งต้องการแสดงความเป็นจริงของชีวิต และวิถีทางในการพัฒนาชีวิตไปสู่จุดสูงสุดที่เรียกว่า โมกษะ หรือ ความหลุดพ้น ความหลุดพ้นที่ว่านี่ก็คือ ความหลุดพ้นจากการเวียนว่ายอยู่ในห้วงสังสารวัฏ

 

จุดสูงสุดหรือภาวะสูงสุดที่เป็นเป้าหมายของชีวิตที่เรียกกันในหนังสือนี้ในรูปต่างๆกัน หากเราเอาไปเปรียบเทียบกับจุดสูงสุดในคำสอนของศาสนาและลัทธิต่างๆที่สอนเรื่องนี้ ก็จะเห็นได้ว่านี่คือความใฝ่ฝันร่วมกันของมวลมนุษยชาติ

 

เหลาจื๊ออาจจะเรียกสิ่งสูงสุดนี้ว่า เต๋า ในขณะที่ชาวคริสต์อาจเรียกว่า พระเจ้า หรือชาวพุทธอาจเรียกว่า นิพพาน

 

ทั้งเต๋า พระเจ้า และนิพพาน ต่างก็คือแบบจำลองความใฝ่ฝันของมนุษย์เป็นความใฝ่ฝันที่งดงาม สมบูรณ์ เปี่ยมด้วยความสุขสงบ และเป็นจิตสำนึกร่วมระหว่างมนุษยชาติการดิ้นรนจากชีวิตอันทุกข์ทรมานไปสู่ชีวิตที่เป็นสุขอันนิรันดร์

 

ความหมายในบทคำนำของหนังสือเล่มนี้ แสดงว่า ผู้แปลและผู้เรียบเรียง ไม่เข้าใจศาสนานั้นๆ มีอยู่เป็นอยู่นี่คือปัญหาของการเผยแผ่ศาสนาพุทธ ที่มีความบกพร่องในตัวผู้ประกาศศาสนาโดยไม่เข้าใจแก่นแท้แห่งศาสนาตนเอง จึงไม่พยายามให้คนอื่นเข้าใจในสิ่งที่ดีล้ำเลิศของศาสนาพุทธว่าแท้จริงเป็นอย่างไร กลับไปอิงอยู่กับถ้อยคำของศาสนาอื่นทั้งๆที่ตนก็ไม่เข้าใจว่ามีความหมายที่แท้จริงอย่างไร โดยไม่เข้าใจศาสนาอื่นเป็นอย่างไรโดยสภาพที่เป็นอยู่อย่างแท้จริง คำที่ยกมาข้างต้น คำพูดที่ว่า โมกษะในฮินดู ตรงกับเหลาจื๊ออาจจะเรียกสิ่งสูงสุดนี้ว่า เต๋า ในขณะที่ชาวคริสต์อาจจะเรียกว่า พระเจ้า หรือชาวพุทธอาจเรียกว่า นิพพาน เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เมื่อพูดถึงศาสนาคริสต์ โดยไม่อ่านเอาหลักฐานที่แท้จริงจากพระคัมภีร์ไบเบิล และเมื่อฮินดูพูดถึง ก็อ่านภควัทคีตา ไม่แตก แล้วยกมาเทียบระดับกับสิ่งที่ลึกซึ้ง เลิศเลอ สูงสุด แต่ตนไม่ลึกซึ้งถึงความเลิศเลอ สูงสุดนั้น ว่าอยู่ร่วมกันหรือห่างไกลกันอย่างไร ก็กลายเป็นการยกสิ่งที่ต่ำต้อยขึ้นมาสูง และ ดึงสิ่งที่สูงส่งให้ลงมาต่ำ โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของตน ในกรณีของศาสนาคริสต์ บัดนี้ก็คงจะเข้าใจดีแล้วว่า แท้จริงเรื่องราวของศาสนาคริสต์เป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อ และสร้างความเป็นศาสนาขึ้นมาได้และสามารถดำรงอยู่ด้วยการเมือง และกรณีของฮินดู ในภควัทคีตา แท้จริงเป็นเรื่องการเมืองและการทหารทั้งนั้น ดังจะเห็นแล้วว่าผู้เขียน ภควัทคีตา คือ ฤาษีกฤษณะ ไทวปายนวยาส เขียนเรื่องราวมาจากเค้าเรื่องจริงในอินเดียยุคเก่าก่อน คือยุคที่เคยมีสงครามใหญ่ 2 ครั้ง เป็นเหตุแห่งวรรณกรรมมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ของอินเดีย 2 เรื่อง คือ รามยะณะ ที่เกิดจากจินตนาการของสงครามใหญ่ครั้งที่ 1 และ ภควัทคีตา ที่เกิดจากจินตนาการของสงครามใหญ่ครั้งที่ 2 นี้และครั้งที่ 2 นี้ก็มีการรบขนาดใหญ่ เป็นมหาสงครามภาระตะเกิดขึ้นที่ทุ่งกุรุเกษตรจริง แต่ก่อนที่จะรบครั้งใหญ่ ณ ท้องทุ่งแห่งกุรุเกษตรนั้น ก็ได้มีเหตุที่ไปที่มาของภควัทคีตาเล่มนี้ นั่นคือจุดเริ่มต้นของสงคราม เมื่อทั้งสอฝ่ายเคลื่อนทัพมาพบกันแล้ว อรชุน แม่ทัพใหญ่ข้างพระกฤษณะ ได้บังเกิดความท้อในพระทัยในการรบขึ้นมาและจะไม่ยอมออกรบ ข้อควรคิดอยู่ที่สัจธรรมที่ว่า ตามธรรมดาเมื่อมีสงครามสองฝ่าย ทั้งสองฝ่ายก็ปรารถนาชัยชนะ ไม่มีใครปรารถนาความพ่ายแพ้ เพราะหากแพ้สงครามก็ย่อมหมายถึงการสูญเสียเอกราช เสียแผ่นดินเสียเมือง เสียสิ่งที่ผู้คนรักหวงแหนเสียอิสรเสรีภาพเพราะต้องถูกกวาดล้าไปเป็นข้าทาสของฝ่ายชนะสงคราม แต่จากสถานการณ์ทุ่งกุรุเกษตรเวลานั้น กฤษณะ นายสารถี รถศึกของอรชุน ได้เห็นแล้วว่า อรชุนบังเกิดความกริ่งเกรง ทรงเห็นข้าศึกแล้วอ่อนพระทัย ท้อถอยในการรบ กฤษณะ ซึ่งเป็นตัวละครที่สะท้อนความคิดและจินตนาการของ ฤาษี กฤษณะ ไทวปายนวยาส ก็มองเหตุการณ์อย่างคนสามัญชนธรรมดาๆนี่เอง เมื่อแม่ท้อถอยเสียแล้วเช่นนี้ การรบก็ย่อมพ่ายแพ้ได้ และแน่นอน กฤษณะ ย่อมมีความปริวิตกหวาดหวั่นอย่างยิ่งต่อความปราชัยในสนามรบ ไม่ประสงค์ให้ฝ่ายตนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการสงครามเป็นอย่างเด็ดขาด จึงคิดอุบายการปลุกเร้าจิตใจแม่ทัพด้วยปัญญาและด้วยวาทศิลปอันล้ำเลิศประเสริฐสุดยอดทุกชั้นเชิงเพื่อโน้มน้าวจิตใจให้อรชุนฮึกเหิมขึ้นมาให้จงได้ จะเห็นได้ชัดเจนจากเนื้อความในหนังสือเล่มนี้ ที่บ่งบอกความหมายว่ากฤษณะ ไม่คำนึงด้วยซ้ำว่า การพูดของพระองค์จะเป็นธรรมหรือเป็นสัจจะหรือไม่ เพียงได ทรงประสงค์อย่างไรก็ได้เพื่อเร้าใจให้อรชุนฮึกเหิมขึ้นมาจนพร้อมรบอย่างองอาจไม่หวาดหวั่นอีกต่อไป เพื่อที่ฝ่ายของกฤษณะเป็นฝ่ายชนะสงครามให้ได้เท่านั้นเอง นี่คือประเด็นสำคัญของความหมายทั้งหมดทั้งสิ้นของภควัทคีตา ฉะนั้นเรื่องราวทั้งเรื่องในภควัทคีตาก็คือเรื่องโอ้โลมปฏิโลมทุกวิถีทางด้วยวาจายอกย้อนซ้อนเงื่อน เพื่อให้อรชุนมีจิตใจคึกคักพร้อมรบเพื่อชันชนะเท่านั้นเองและที่แท้จริง เมื่อคนฉลาดมีปัญญาด้วยุใดกัน ทั้งอรชุนและกฤษณะ การที่พูดกันด้วยเรื่องตื้นๆธรรมดาๆ ย่อมไม่อาจทำให้อีกฝ่ายจำยอมได้ ฉะนั้นหลักว่าด้วย ปรมาตมัน จากคัมภีร์พระเวท จึงถูกนำมาสาธยายกลางสนามรบ อันเป็นการเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ณ มหาทุ่งกุรุเกษตรและนั้นเป็นสิ่งที่อรชุนไม่เคยได้รับไปก่อน และหาข้อโต้เถียงกฤษณะผู้มีปัญญา อุบายเชิงการพูดเหนือกว่าไม่ได้ วาทะขององค์กฤษณะอันสุดยอดปรัชญาซ่อนเงื่อนของเรื่องในหนังสือเล่มนี้ ก็คือ

 

อรชุน  เหตุใดท่านจึงทำใจให้หดหู่ในช่วงเวลาคับขันเช่นนี้เล่า  ความท้อแท้เช่นนี้น่าจะเป็นวิสัยของอานารยชน  หาใช่วิสัยของอารยชนเช่นท่านไม่  มันคือทางปิดกั้นมิให้เราเข้าสู่ประตูสวรรค์  อนึ่งเล่าความท้อถอยนี้จะนำมาซึ่งความเสื่อมเกียรติ

อย่าเพิ่งท้อแท้สิ  อรชุน  ความอ่อนแอเช่นนั้นไม่สมควรกับท่านผู้เป็นนักรบเลย  จงขจัดความอ่อนแอในจิตใจ  แล้วลุกขึ้นสู้เถิดสหาย  (หน้า  9) 

 

ไม่ว่าเราท่านหรือราชบุตรเทพเหล่านั้น  ทั้งหมดไม่มีใครเกิดและไม่มีใครตาย

อาตมันที่สิงอยู่ในร่างของเราต่างหากที่ลอยล่องผ่านร่างเด็กร่างหนุ่มสาวและร่างชราของเราไปอาตมันนี้ย่อมจะเข้าสิงอาศัยร่างใหม่เรื่อยไป  เมื่อร่างเก่าชำรุดจนใช้งานไม่ได้  ผู้มีปัญญาย่อมไม่คลางแคลงใจในเรื่องนี้  (หน้า  10-11)

 

มันคืออาตมัน  มันสิงสู่อยู่ในร่างกายมนุษย์  มันคือภาวะนิรันดรเหนือการพิสูจน์หยั่งรู้

ใครก็ตามที่คิดว่าอาตมันนี้เป็นผู้ฆ่า  หรืออาตมันนี้เป็นผู้ถูกฆ่า  คนผู้นั้นไม่รู้ความจริง  เพราะอาตมันนี้ไม่เคยฆ่าใคร  และใครฆ่าไม่ได้

อาตมันนี้ไม่เกิด  ไม่ตาย  เป็นสภาวะนิรันดร  เที่ยงแท้ไม่มีแปรเปลี่ยน

เมื่อร่างกายของคนถูกฆ่า  อาตมันหาได้ถูกฆ่าตามด้วยไม่

อรชุนใครก็ตามที่รู้ซึ่งถึงอาตมันอันเป็นสภาวะนิรันดรไม่รู้จักพินาศแตกดับอย่างนี้  เขาผู้นั้นจะได้ชื่อว่าฆ่าใครหรือใครฆ่าอยู่หรือ  หน้า  11-12

 

ปรมาตมันไม่รู้จักสิ้นสูญ  เป็นสภาวะอมตะ  ไม่ได้เกิดมาจากอะไร  ไม่มีใครทำให้ปรมาตมันเกิด  แม้ว่าปรมาตมันนั้นจะตั้งอยู่ในร่างของคนที่กระทำกรรม  ผลของกรรมก็มิได้แปดเปื้อนมาถึงปรมาตมัน  (หน้า  92)

 

อรชุน  เราคือปรมาตมัน  เราคือผู้สูงสุดเหนือสรรพสิ่งในจักรวาล  !

ผู้ใดทราบความจริงอันนี้  ผู้นั้นชื่อว่าหยั่งทราบแล้วซึ่งสรรพสิ่งในโลก  หน้า  101

 

ซึ่งความหมายของธรรมของพระกฤษณะ  โดยความคิดของฤๅษี  ผู้ประพันธ์  มีคำซึ่งอธิบายอย่างค่อนข้างชัดเจนอยู่ในเรื่องรหัสยลัทธิ  ในหนังสือ  กามนิต  ซึ่งเสฐียรโกเสสและนาคะประทีปแปลจาก  The  Pilgrim  Kamanita  ตอนสำคัญซึ่งอ้างไว้ว่าเอามาจากพระเวท  และภควัทคีตาเล่มนี้  โปรดพิจารณาให้ดี  แล้วจะเห็นรูปธรรมที่ชัดเจนขึ้น  ดังนี้

 

เพราะความว่างเปล่า  หมายความตามหลักแห่งเหตุผล  คือว่าข้าพเจ้าตัดหัวคนหรือหัวสัตว์ดาบของข้าพเจ้าฟันเข้าไปในระหว่างอนุปรมาณูอันแยกไม่ได้  เพราะอนุปรมาณูนี้มีลักษณะแยกไม่ได้โดยแท้  ดาบของข้าพเจ้าจึงไม่ได้ฟันอนุปรมาณู  เพราะฉะนั้นดาบที่ฟันลงไป  จึงเป็นการฟันในที่ว่างเปล่าระหว่างอนุปรมาณู  ก็ความว่างเปล่าใครเล่าจะเป็นผู้ทำอันตรายได้เพราะการทำอันตรายในสิ่งที่ไม่มีก็เท่ากับไม่ได้ทำอันตรายในสิ่งไรๆ  ด้วยเหตุนี้  ผู้ที่เอาดาบฟันลงไปในที่ว่างเปล่า  จึงไม่ต้องรับผิดและจะรับเทวทัณฑ์ไม่ได้ (เสถียรโกเสส  และ  นาคะประทีป  กามนิต  ฉบับสมบูรณ์  อมรการพิมพ์  พระนคร  2515  หน้า  94)

 

ซึ่งนี่คือหัวใจคาถาที่ปลุกใจของหมู่โจร  ที่ยกมาปลุกใจหมู่โจรด้วยกันให้ฮึกเหิมในการปล้นฆ่าต่าง  ๆ  ตามเนื้อเรื่องในหนังสือกามนิต  และ  นั่นคือที่มาแห่งสงครามใหญ่ทุ่งกรุเกษตร  เมื่ออรชุนยอมจำนนด้วยชั้นเชิงแห่งวาทะ  จนถูกกล่อมล้างสมอง  โดยราบคาบ  จากกฤษณะ  นายสารถีรถศึก  จนถึงกับออกปากว่า

 

ข้าแต่องค์กฤษณะข้าหายสงสัยแล้วเวลานี้จิตใจของข้าปลอดโปร่งขึ้นมากช้าพร้อมแล้วที่จะกระทำตามคำสั่งของพระองค์  (หน้า  120)

 

และคำสั่งขององค์กฤษณะก็คือทำสงคราม  และที่สุดเกิดสงครามใหญ่แห่งทุ่งกุรเกษตร  มีการเข่นฆ่าล้างผลาญกันจนเลือดนองมหาทุ่ง

ภควัทคีตา  จึงเป็นเพียงหนังสือที่เท้าความถึงวาทะที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์การสงครามของชนเผ่าในอินเดีย  และความสำคัญของวาทะนั้น  อยู่ที่  การเป็นบทปลุกใจแม่ทัพ  นักรบที่ยิ่งใหญ่  ให้กล้ารบและในที่สุดสามารถเอาชนะสงครามใหญ่ได้  เท่านั้นเองโดยมิได้คำนึงว่าวาทะนั้นเป็นสัจธรรมหรือไม่

 

ศาสนาพุทธ  เป็นศาสนาสากลชนิดที่ไม่มีเงื่อนไข  การรบ  การสงคราม  การฆ่า  การประทุษร้าย  หรือการผิดศีลข้อใดใด  รวมทั้งการใดใดที่เป็นไปในลักษณะการจองเวร  ในหลักการแห่งศาสนาพุทธ  ถือว่าบาป  ไม่ว่าโดยเงื่อนไขใดใด  และเมื่อเป็นบาป  ๆ  ย่อมปิดกั้นเสียแต่แรกแล้วซึ่งทางสู่นิพพาน  ย่อมเป็นไปตามกรรม  คือ  การกระทำกรรมอย่างไม่มีข้อยกเว้น  เห็นได้จากประวัติองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  นั่นเอง  ทรงเห็นความจริงนี้แต่ต้นแล้ว  จึงทรงปฏิเสธ  ความเป็นจักรพรรดิ์  เพราะการที่จะได้เป็นจักรพรรดิยุคนั้นต้องเป็นได้ด้วยสงครามเช่นนี้เท่านั้น  ทรงเห็นว่านั่นคือบาปมหันต์  ที่จะปิดกั้นวิถีทางแห่งพระโพธิญาญ  เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า  จึงทรงสละเสีย  โดยออกมาสู่ความเป็นสามัญชนในป่า  เพื่อทรงมีโอกาสบำเพ็ญบารมีธรรมอันบริสุทธิ์ล้วน

 

แต่เมื่อภควัทคีตา  สอนว่า  การฆ่ามนุษย์เป็นการกระทำต่อสิ่งว่างเปล่า  ย่อมไม่มีการฆ่า  หรือ  ผู้หนึ่งผู้ใดถูกฆ่า  หรือการตัดศีรษะคนเป็นการฟันไปในช่องว่างของปรมาณูไม่เป็นบาป  สภาวะแห่งอาตมัน  ไม่มีการเกิด  ไม่มีการตาย  ไม่มีใครเป็นผู้ฆ่า  ไม่มีใครเป็นฝ่ายถูกฆ่า  เพียงแต่เป็นการแทงไปในช่องว่างของปรมาณูเท่านั้นเอง  เมื่อรู้แจ้งแล้วย่อมไปสู่โมกษะ  หรือนิพพานได้  เช่นนี้  ก็เห็นอยู่ว่าไร้เหตุผลที่ชอบธรรมโดยสิ้นเชิง

ภควัทคีตา  จึงเป็นเงื่อนไขสำหรับคนชั่ว  เช่นหมู่โจรเอากระทำบาปในกาลต่อมา  จึงเป็นมิจฉาทิฐิ  ผู้ใดประพฤติตามย่อมมิอาจไปสู่โมกษะ  มีแต่ย่อมนำไปสู่อบาย  ทุคติ  นิรยภูมิอย่างแน่นอนเที่ยงแท้

 

สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญยิ่งอีกประเด็นหนึ่งใน  ภควัทคีตา  ก็คือ  ประเด็นที่ยืนยันว่าฮินดูเป็นศาสนาแห่งอวิชชาที่ยังมืดไม่กระจ่างอยู่  ดังปรากฏในภควัทคีตาเล่มนี้เองว่า

มันคืออาตมัน  มันสิงสู่อยู่ในร่างกายมนุษย์  มันคือภาวะนิรันดรเหนือการพิสูจน์หยั่งรู้

ใครก็ตามที่คิดว่าอาตมันนี้เป็นผู้ฆ่า  หรืออาตมันนี้เป็นผู้ถูกฆ่า  คนผู้นั้นไม่รู้ความจริงเพราะอาตมันนี้ไม่เคยฆ่าใคร  และใครฆ่าไม่ได้

อาตมันนี้ไม่เกิด  ไม่ตาย  เป็นสภาวะนิรันดร  เที่ยงแท้ไม่มีการเปลี่ยน

เมื่อร่างกายของคนถูกฆ่า  อาตมันได้ถูกฆ่าตามด้วยไม่  (หน้า  11)

 

คำว่า เหนือการพิสูจน์หยั่งรู้ ย่อมหมายถึง อวิชชา คือ ความไม่รู้ คือ ความลับ ดำมืด ที่ฮินดูไม่สามารถพิสูจน์หยั่งรู้ได้ และสาวกทั้งหลายของฮินดูก็ไม่อาจจะศึกษาตามไปพิสูจน์หยั่งรู้ได้เช่นเดียวกันและนี่คือการยอมรับของฮินดูเอง ว่าโดยศาสนาฮินดูๆยังไม่รู้อะไรอยู่อีกมากมายหลายอย่าง ฮินดูมิได้พ้นไปจากวิจิกิจฉา พุทธองค์ทรงทราบอยู่เช่นนี้ จึงมิทรงหยุดความพยายาม ในการแสวงหาความจริงที่ยิ่งไปกว่า จนกระทั่งทรงพบธรรมมะที่ยิ่งไปกว่า จึงทรงประกาศศาสนาที่ยิ่งด้วยวิชชากว่าฮินดู

 

ฉะนั้นฮินดูจึงมีคำว่า เหนือการพิสูจน์หยั่งรู้ อยู่ซึ่งจะตรงกันข้ามกับหลักการศาสนาพุทธ ที่ย่อมพิสูจน์หยั่งรู้ได้ เป็นวิทยาศาสตร์จึงกล้าเรียกตนเองว่า ศาสนาพุทธคือศาสนาของผู้รู้ ฉะนั้นในศาสนาพุทธ จะไม่มีคำว่า เหนือการพิสูจน์หยั่งรู้ เพราะทางของพุทธเริ่มด้วยผู้รู้ คือพระบรมศาสดา ทรงตรัสรู้ และพระสาวกอรหันต์ทั้งหลายก็รู้ตาม ชาวพุทธคือบุคคลใดใด ไม่จำกัดเชื้อชาติ ชั้นวรรณะ ผู้มีความพากเพียรเป็นเบื้องต้นแล้วศึกษาพระพุทธธรรม ย่อมบรรลุการรู้แจ้งโลกเสมอเหมือนกันหมด และสามารถรู้จนแจ้งกระจ่างสิ้นความสงสัยหรือวิจิกิจฉาใดใด และพ้นจากอวิชชาทั้งปวง เมื่อบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

 

คำ เหนือการพิสูจน์หยั่งรู้ แท้จริง จึงน่าจะบอกให้รู้ด้วยซ้ำว่า เป็นคำแก้ตัว ของท่านผู้ประพันธ์เรื่องนี้ กล่าวคือ มหาฤาษีกฤษณะ ไทวปายนวยาส แม้ท่านเอง ท่านก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ท่านพูดถึงสิ่งไร อะไรกันแน่ และสิ่งที่ท่านพูดถึงนั้นมีความหมายว่าอย่างไร เพราะท่านแสดงเหตุ และผลไม่สอดคล้องกัน เมื่อท่านพูดถึงเรื่องกรรม บ้าง ศรัทธาบ้าง ชีวภูติ บ้าง ประกฤติ บ้าง อาตมัน บ้าง

 

ความไม่ยึดมั่นถือมั่น บ้าง และ ชญานอันลึกลับยิ่งกว่าสิ่งลี้ลับใดใด บ้าง ทำให้คนทั้งหลายสิ้นเปลืองเวลาไปตาม โดยเปล่าประโยชน์

 

          และนี่คือฮินดู หรือพราหมณ์ยุคใหม่ นี่คือศาสนาสากลชนิดที่มีเงื่อนไขอีกศาสนาหนึ่งนั่นเองเมื่อมองด้วยสัจธรรม นี่คือความเหลวไหลอย่างไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง และนั่นคืออันตรายอีกอย่างหนึ่งจากความเชื่อที่ผิดๆ ตามหลักการสูงสุดที่หนังสือภควัทคีตาเขียนเอาไว้

 

          ในยุคนี้ ปัจจุบันนี้ขณะที่อินเดีย มหาอำนาจปรมาณูฮินดู กำลังฮั่มฮั่มจะทำสงครามกับปากีสถาน มหาอำนาจปรมาณูอิสลามอยู่ ถ้าฝ่ายอินเดียที่เคร่งในคำสอนของภควัทคีตาและพระเวทที่ย่อมมีความคิดลึกๆอยู่ว่าคนมาจากปรมาตมัน การรบไม่มีใครฆ่าใคร ไม่มีใครเป็น ไม่มีใครตายจากการรบ เพราะอาตมันเป็นอมตะไม่ตาย ไม่มีใครฆ่าตายแม้เผามุสลิมไปทั้งหมู่บ้าน หรือแม้แต่ปล่อยอาวุธนิวเคลียร์ไปถล่มปากีสถานทั้งประเทศ อินเดียก็ไม่มีความผิด ไม่มีความบาป เพราะทฤษฎีของกฤษณะที่สอนอรชุนให้รบนั้น กล่าวถึงการฆ่าว่ามิใช่การฆ่าคนผู้ใดผู้หนึ่ง แต่เป็นการฆ่าอาตมัน และอาตมันไม่มีการตาย ไม่มีการเกิด จึงไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก ไม่มีผลบาปเกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นเพียงเชื่อว่า ฆ่าคนเพื่อบูชาพระกฤษณะ หรือโวหารในภควัทคีตาว่า ประสานใจอันบริสุทธิ์เข้ากับพระกฤษณะแล้วฆ่าคนได้ไม่เป็นบาป เช่นนี้ชาวโลกคงยอมรับไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่เห็นแก่ตัวอย่างงมงายไร้เหตุผลอย่างยิ่ง หากมุสลิมอินเดียเชื่อตามไปจริงๆเช่นนี้ ชาวโลกรู้เข้า ก็คงโกลาหลกันทั่วโลกอย่างแน่นอน และไม่อาจจะยอมรับเหตุผลที่งมงายในหนังสือเล่มนี้ได้ พอๆกับที่ไม่อาจยอมรับฝ่ายปากีสถานอิสลามได้ว่า การสงครามเป็นญีฮาด มุสลิมที่ถูกฆ่าในสงครามจะได้ไปอยู่กับอัลลอฮฺ พอร้องว่า โก ญีฮาดก็ลุกกันสะพรึบพร้อมโดยไม่คำนึงความชอบธรรมใดใดทั้งสิ้นนอกจากเพื่อพระเจ้าของตนเช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่ค่อนข้างไร้เหตุผลที่งมงายที่โลกจะยอมรับไม่ได้อีกเช่นเดียวกัน อันเป็นผลของการรจนาคัมภีร์ขึ้นมา ด้วยวิสัยทัศน์ที่คับแคบจนเป็นคำสอนที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงในศาสนาสากล

 

          และบัดนี้ก็จะเห็นแล้วว่า หลักโมกษะหรือนิพพานของฮินดูย่อมแตกต่างจากหลักโมกษะหรือนิพพานของศาสนาพุทธเป็นอย่างมากหากกล่าวบทสรุปก็คือ โมกษะหรือนิพพานในความหมายของพุทธเป็น อนัตตา หลักกรรมและหลักโมกษะ มีความเป็นเหตุเป็นผลกันอย่างสมบูรณ์ โดยหาข้อโต้แย้งไม่ได้ทั้งเชิงทฤษฎี และภาคปฏิบัติ แต่โมกษะหรือนิพพานในความหมายของฮินดูเป็นเพียงจินตนาการหรือภาพเพ้อฝันที่จะต้องพิสูจน์โดยการหาความสอดคล้องที่เป็นเหตุเป็นผลกันกับหลักกรรมของฮินดูเอง ซึ่งจะเห็นในภควัทคีตาแล้วว่ามีความขัดแย้งกันอย่างแตกหักระหว่างหลักกรรมของฮินดูกับหลักอาตมันอันสูงสุดกล่าวอีกนัยหนึ่งหลักปรมัตธรรมของฮินดูไม่สอดคล้องหลักศีลธรรม อันเป็นกรรมเบื้องต้นเช่น การรู้จักให้อภัย , มีใจใสสะอาด , รู้จักเจือจาน , ความซื่อสัตย์ , มีเมตตาในสัตว์ทั้งปวงเสมอกันหมดสิ้น ฯลฯ แต่หลักอาตมันกลับรับรองว่า ไม่มีผู้ฆ่า ไม่มีผู้ถูกฆ่า เป็นการกระทำต่อความว่างเปล่า จึงไม่มีผู้ใดรับผลเป็นบาป หรือโดยวาทะสูงสุดที่ว่า เพราะเหตุนี้แลอรชุนจงสลัดกรรมทั้งปวงของท่านมาไว้กับเราแล้วประสานใจที่บริสุทธิ์เข้ากับอาตมัน จงขจัดความกลัวและกังวลแล้วจับอาวุธขึ้นรบเถิด จึงไม่แสดงความสอดคล้องกันระหว่างหลักการเบื้องต้นและหลักการอันสูงสุด เป็นเพียงความเพ้อเจ้อ ย่อมมีทางไปทางเดียวคือ นรกอเวจี นิรายนะ เท่านั้น หากโลกฮินดูยังมีความเชื่อวาทะอันเพ้อฝันเช่นนี้ สงคราม การรบ การฆ่า ก็ย่อมเกิดขึ้นโดยง่ายดาย โลกศาสนาสากลในปัจจุบันจึงเสี่ยงต่อความอลเวงและความรุนแรงเพราะเหตุผลที่งมงายเป็นมิจฉาทิฐิเช่นนี้

 

          ที่บรรยายมานี้ก็คือตัวอย่างการสอนศาสนาพุทธ ที่ผู้สอนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับศาสนาพุทธตามความเป็นจริงนัก และแม้เมื่อพูดถึงศาสนาอื่น ก็พูดไม่ตรงกับความเป็นจริงนัก ตามหลักธรรมและความหมายแห่งสัจธรรมแท้อันล้ำเลิศสูงส่งแห่งพระพุทธศาสนาเลอะเลือนไปอุปมาเหมือนวานรได้แก้ว ไก่ได้พลอย เห็นค่าของแก้วไม่ดีไปกว่ากล้วยลูกหนึ่ง เห็นค่าของพลอยไม่ดีไปกว่าข้าวสุกข้าวสารเม็ดหนึ่งเท่านั้น แล้วทำให้การปฏิบัติธรรมในศาสนาไม่ตรงธรรมตรงวินัยในพระคัมภีร์โดยแท้จริง จึงไม่ได้รับผลของการประพฤติที่สมบูรณ์

 

          ฉะนั้นจึงน่าที่โลกยุคใหม่ยุควิทยาศาสตร์จะต้องมีการมอง การศึกษาโดยละเอียดลงไปจริงๆ ว่าศาสนาแต่ละศาสนาเป็นอย่างไรมีเหตุผลแห่งความเป็นไปได้เพียงไหน หรือไม่ วิธีการที่จะบรรลุเป้าหมายของอุดมการณ์สูงสุดของศาสนาแต่ละศาสนา น่าเชื่อถือได้ มีเหตุมีผลทั้งระดับปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวทอย่างไร มีการพิสูจน์ทดลองเป็นผลเพียงใด มีทิฐิที่ผิดที่ถูกหรือมีจุดแข็งอย่างไร อาจจะเกิดโทษภัยขึ้นได้อย่างไร ต่อมวลหมู่มนุษย์ ?

 

          และบัดนี้ จะเห็นแล้วว่าความหวังของชาวโลก น่าจะอยู่ที่ศาสนาพุทธนี้แทบทั้งหมดเพราะในศาสนาพุทธ ในพระคัมภีร์ไตรปิฎกมีแนวคิดส่วนหลักส่วนสำคัญที่ไปพ้องต้องกันอยู่กับหลักการของฝ่ายวัตถุนิยม นั่นคือ ความเป็นวิทยาศาสตร์และได้ท้าทายตลอดมาให้คนทั้งหลายพิสูจน์หลักธรรมแห่งศาสนาพุทธ ว่าเป็นสัจธรรมหรือไม่ ซึ่งจะต่างจากศาสนาคริสต์หรือฮินดู ที่ยิ่งพิสูจน์พระคัมภีร์ไบเบิล ภควัทคีตา หรือ พระเวท ไปเท่าไรยิ่งเห็นความเหลวไหลไร้เหตุผลไปเท่านั้น จึงจำเป็นเหลือเกินที่หลักการของศาสนาพุทธจะต้องได้รับการรื้อฟื้นและเผยแผ่เข้าไปให้ถึงบุคคลเจริญล้ำยุคนี้ให้จงได้ เพราะมิฉะนั้นแล้ว โลกย่อมเป็นอันตราย โลกย่อมพินาศลง ด้วยเหตุผลคือ ปราการศาสนาอื่นๆมีความบกพร่องอยู่ในตัวศาสนาเองจึงไม่มีข้ออ้างอิงพอให้คนสมัยใหม่เชื่อถือได้ และทั้งความเจริญทางวิทยาศาสตร์ ไปถึงความเจริญทางวัตถุเท่านั้น ในวันหนึ่งวิทยาศาสตร์จะสามารถสร้างระเบิดที่มีอำนาจทำลายดวงดาวได้เป็นดวงดาวได้เป็นดวงๆ ก็จะทำลายหรือฆ่าตัวเองตายไปเพราะความโง่เขลา  เพราะวิทยาศาสตร์ปัจจุบันยังไม่ลึกซึ้งกว้างไกลออกไปถึงความเจริญทางวิทยาศาสตร์อันสูงสุดของศาสนาพุทธ  คือวิทยาศาสตร์ที่สู่ความจบสิ้นของจินตนาการทั้งปวง  ไม่ว่า  จินตนาการแห่งอดีต  ปัจจุบัน  และอนาคต  ย่อมจบสิ้นลงอย่างสิ้นเชิง  อันเป็นที่มาแห่ง  ความเป็นอรหันต์ในมนุษย์  หรือ  โฆกษะ  ที่เป็นอนัตตา  คือ  ชีวิตที่หยุดและมีความสุขความพอใจสูงสุด  ชีวิตที่หยุดการดิ้นรนหยุดการสร้างแก่ตนเอง  ไม่ว่าชีวิตปัจจุบัน  ก่อนการตาย  หรือชีวิตอนาคต  ภายหลังการตายลงไปของคน ๆ  หนึ่งแล้ว.

 

 

                                                                                      ธรรมสามี

                                                                                       3 มี.ค. 2545

 

 

 

 

 

 

 

 

ประวัติของผม  พระพยับ  ปญญาธโร

พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ  3 (12)

 

 

         

 

 

ประวัติของผมมาถึงจุดที่จะคลายปมปัญหาสำคัญ  ๆ  ให้กระจ่างออกมาหลายอย่าง  เริ่มด้วยทำไมผมจึงเผาหนังสือทิ้งหมดในปลายปี  พ.ศ.  2512  โดยเผาสิ่งที่เรียกว่ากระดาษ  หรือ  หนังสือ  สิ่งพิมพ์  เป็นแผ่น  เป็นเล่ม  หมดเกลี้ยง  ไม่เหลือเลยสักเล่มหรือกระดาษสักแผ่นเดียวในบ้านที่อาศัย  ระหว่างปี  พ.ศ.  2512-2523  เป็นเวลา  11  ปี  ผมก็มีเหตุผลที่อธิบายได้โดยง่าย  ๆ  สั้น  ๆ ก็คือ  เพราะผมยังไม่ต้องการรับรู้ธรรมะจากการอ่านพระคัมภีร์พระไตรปิฎก  ผมต้องการสงวนพระไตรปิฎกเอาไว้เพื่อการสอบทานในภายหลัง  ว่าจะตรงกับสิ่งที่ผมจะได้รู้ขึ้นมาเอง  ด้วยตนเอง  โดยไม่ต้องอ่านเอาจากหนังสือธรรมะหรือไม่  ในขณะนั้นผมมองว่าการฟังหรือการอ่านหนังสือธรรมของผม  อ่านแล้วมีความเข้าใจเร็วสามารถบรรลุเหตุในภาษาธรรมะได้ง่ายดายมาก  ผมรู้ตัวเองเช่นนี้แล้วก็เกิดกลังไปว่าผมจะรู้เสียก่อน  แล้วจะเป็นเพียงความรู้ที่จดจำได้อวดคนอื่น  ๆ  ได้ว่าฉันเป็นผู้รู้  เป็นพระไตรปิฎกเคลื่อนที่  แล้วได้รับคำยกย่องต่าง  ๆ  เท่านั้นเอง  แต่จริง  ๆ  หาบรรลุธรรมไม่  เพราะการรู้ไปหมดแต่หาความลึกซึ้งคือหาความบรรลุจริงไม่ได้  นั้นจะปิดกั้นตัวเองเสีย  เพราะความหลงผิด  ผมรู้ความจริงเช่นนั้น  ผมจึงตัดสินใจเผาหนังสือทิ้งทั้งหมด  ทุกชนิดไม่ว่าหนังสือธรรมะหรือไม่ 

 

และให้สัจจะกับตัวเองว่าจะไม่อ่านพระไตรปิฎกอย่างเด็ดขาด  ซึ่งผมก็รักษาสัจจะข้อนี้ไว้ได้ตลอดมา 

 

นั่นคือพฤติกรรมที่บอกความหมายว่าผมต้องการสิ่งที่เป็นแก่นธรรมแห่งคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริง  ๆ  ด้วยการสละอุทิศชีวิต(จากธรรม)  เพื่อพิสูจน์ธรรมจริง  ๆ

 

แล้วมาถึงปัญหาว่าเหตุใดผมจึงต้องลาออกจากราชการทหารและออกบวช  ผมมีความประสงค์อย่างไรโดยแท้จริง  ปัญหานี้  จะต้องอ่านจากใจของผม  ใจที่แท้จริง ซึ่งผมก็ได้เล่าไว้บ้างแล้วว่า  ความจริงผมมิได้ประสงค์จะมาอยู่ในวัดวาอาราม  คลุกคลีกับหมู่ในบ้านในเมืองอย่างที่ผมอยู่ในบัดนี้

 

และ  แผนการของผมคือแผนการไปสู่ป่า  ขณะนั้นผมยังหนุ่มอยู่  คือถอยหลังไป  20  กว่าปีเศษ  ๆ  ผมมีแผนการที่จะศึกษาวิชาลึกลับ  ทางปราณ  กสิณและฌาน  ให้ใช้การได้อย่างวิเศษเสียก่อน  ส่วนการจะหวนกลับออกมาอีกครั้งหรือไม่นั้น  ยังไม่ทันได้คิด  คิดแต่ว่าชีวิตเมื่ออยู่กลางป่าคนเดียวแล้วจะมีความสุขสนุกบันเทิงมาก  คิดว่าวิสัยคนอย่างผมเหมาะแก่การอยู่คนเดียวในที่อันไม่มีคนมาปะปน  ซึ่งในขณะนั้นผมรู้วิธีการศึกษาเอง  มองเห็นวิธีการอยู่เองแล้ว 

 

โดยสถานะของผมเองที่ล้ำเลิศอยู่แล้ว  คือ  สถานะของพระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ3  นั่นเอง  ที่ผมเชื่อว่าไม่มีคนที่สองที่ทำได้ในโลกปัจจุบันนี้  และโดยพื้นฐานนี้ผมเชื่อว่าจะไปได้อย่างไกลมาก  ฉะนั้นผมจึงได้เลือกสถานีต้นทางคือ  วัดบ้านถ้ำ  อ.ท่าม่วง  จ.กาญจนบุรี 

 

ครั้นบวชแล้ว  ผมก็เริ่มทดลองสิ่งที่ตั้งใจว่าจะทดลองที่ถ้ำของวัดนี้ทันที  ที่เรียกว่า  วิชาเปิดถ้ำ  คือทำถ้ำที่มืดสนิท  ให้สว่างโพลงขึ้นมาจนสามารถมองเห็นทั่วทั้งถ้ำได้  แล้วปิดถ้ำลง  ให้มืดเหมือนเดิม  ทำได้ด้วยสมาธิชั้นต้น  ๆ  เท่านั้นเองใช่ยากเย็นอะไร  (เมื่อผมบวชสามเณรฤดูร้อนที่ศรีสะเกษพรรษาแรกของผมนั้น  ผมเคยพาสามเณรรูปหนึ่งที่ผมฝึกสมาธิให้มาลองวิชาเปิดถ้ำ  คิดว่าง่าย  แต่สามเณรก็ทำไม่สำเร็จ  ดูเหมือนว่าบางทีสิ่งที่ผมว่าง่ายอาจจะยากสำหรับคนอื่นก็ได้)

 

ฉะนั้นการที่จะท่องป่าไปอย่างสะดวกสบายในเวลากลางคืน  จึงเป็นสิ่งที่ผมจะทำได้ง่ายอยู่แล้วในสถานะของผมขณะนั้น 

 

จากนั้นผมก็ได้ศึกษาถ้ำ  เข้าไปในถ้ำขุนแผน  ถ้ำหมื่นหาญ  และถ้ำนางยักษี  แล้วผมก็ได้พบนางยักษีในถ้ำนั้น  แต่นางยักษ์กลัวผมหายตัวไปก่อน  เวลามาเป็นมือใหญ่มหึมาจะผลักผมลงก้นเหวข้างล่างผมเหลือบเห็นก่อน  มันกลัวสายตาผม  มือยักษ์จึงสลายไปปรากฏที่หัวเสาหินปูนขนาดใหญ่ในถ้ำฝั่งตรงกันข้าม  แลบลิ้นแดงฉานอยู่ชั่วครู่ก็หายไป 

 

ต่อมา  ผมก็ขึ้นไปบนภูเขา  นั่งให้ยุงกัดตามเนื้อตามตัวแขนขา  อยู่สามวันเพื่อเอาเชื้อมาลาเรียเข้าตัว  เป็นภูมิคุ้มกันไข้มาลาเรียเตรียมเดินทางเข้าป่าใหญ่  ที่หมายคือแนวชายแดนไทย-พม่า  และเริ่มศึกษาทางฌาน  โดยเที่ยวไปตามหลุมฝังศพแถว  ๆ  แม่น้ำ  บ้าง  ในวัดบ้าง  ในเวลากลางคืน 

 

ผมคงไปไกลกว่านี้หากไม่ได้รับโทรเลขจากมารดาของผมเสียก่อน  เมื่อผมบวชมาได้  17  วัน  โทรเลขบอกว่า  แม่ป่วยหนักให้เดินทางกลับด่วน  เป็นเหตุให้ผมต้องเดินทางกลับศรีสะเกษ  ตามที่ผมเล่าไปแล้ว 

 

ผมอยู่วัดโคกกลางใหญ่  ต.อีหล่ำ  บ้านเกิดเมืองนอนผมเอง  ในพรรษาแรก  ผมปลูกต้นไม่ในวัดที่มีเนื้อที่เพียง  4  ไร่เศษ  เต็มไปหมด  สร้างสวนดอกไม้  ตั้งชื่อว่า  สวนพิสุทธิสรญาณ  เพราะอยากให้สภาพวัดเป็นวัดป่า  ผมจำวัตรบนศาลาการเปรียญ  ที่ชาวบ้านเพิ่งสร้างเสร็จลง  ราวกับจะรอไว้ต้อนรับผม  ผมให้เขาทำเก้าอี้นั่งให้  สำหรับนั่งหลับในเวลากลางคืน  แทนเก้าอี้หวายที่ผมใช้มาแต่เดิมตั้งแต่นั่งหลับแทนการนอนหลับ 

 

แล้วผมก็เริ่มทดลองวิชาจำศีล  คือวิชาอดอาหารและน้ำ  ในขณะเดียวกันก็หยุดการถ่ายอุจจาระปัสสาวะเสียสิ้น  ซึ่งผมเคยเข้าใจมาก่อนแต่เป็นฆราวาสว่าจะต้องทำได้ตามทฤษฎีที่ผมค้นพบได้อย่างแน่นอน  ซึ่งเครื่องมือสำคัญที่ผมต้องการอย่างยิ่งก็คือ  สถานที่อันสงัดและลับมิดชิดปราศจากการรบกวนอย่างยิ่ง  จึงได้เลือกเข้าไปอยู่ในโบสถ์  คือสิมเก่าแบบอีสาน  ไม่กินอาหารและน้ำ  ไม่ถ่ายอุจาระปัสสาวะ  เข้าไปแล้วไม่ออกมาจนกว่าจะครบกำหนด  ผมอยู่ไปได้เพียง  3  วัน  3  คือก็จำต้องออกมา  เพราะสถานที่ไม่เงียบสงัดพอ  แต่ผมก็ได้พบเคล็ดลับวิชาสมาธิพิเศษเพื่อการาระลึกชาติ  ซึ่งต่อมาผมก็ได้ทดลองเป็นผลสำเร็จ  

 

ที่บ้านโคกกลางนี้ผมได้พบปรากฏการณ์ชนิดหนึ่งที่ประหลาดมากคือกลางดึกคืนหนึ่ง  ผมหลับอยู่บนเก้าอี้  ได้ยินเสียงแซ่สนั่นรอบ ๆ  ศาลาที่พัก  ตื่นขึ้นมาก็เห็นเป็นเงารูปร่างคน  ดวงตาแดงเป็นดวง  ๆ  กระโดดโลดเต้นบ้าง  ขี่คอซ้อนร่างกันบ้าง  ส่งเสียงเล็กแหลมไม่หยุด  อยู่รอบ  ๆ  ศาลาทุกด้านเต็มไปหมด  ทีแรกผมตกใจ  นึกว่าภูตผีปิศาจมาจะทำร้ายผม  คิดว่ารบกันแล้วซี  แต่แล้วก็ชะงัก  นึกได้ว่าเขามาขอส่วนบุญจึงว่าคาถาอุทิศบุญให้  หายไปหมดทันที 

 

พรรษา  2  ผมไปอยู่วัดบ้านแสง  เป็นป่าสงบ  มีเนื้อที่กว่า  7  ไร่  แต่เป็นวัดร้าง  ไม่มีเสนาสนะใดนอกจากศาลาเรือนไม้หลังหนึ่งกับกุฏิเก่าเล็ก  ๆ  อีกหลังหนึ่ง  มีวิญญาณมาร่วมทำวัตรกับผม  มีงูเห่ามาก  อยู่ในดิน  งูเขียวมากอยู่บนต้นไม้  มีกบ  เขียดให้งูไล่กิน  เห็นเป็นประจำ 

 

ที่นี่ผมได้ทดสอบวิชาเปิดป่า  ทำป่าให้นิ่งสงบ  แล้วผมทำการทดลองจำศีลต่อ  ผมขึงผ้าล้อมเป็นปริมณฑล  บอกโยมผู้ใหญ่บ้าน  อย่าให้ใครมารบกวน  แล้วเข้าไปจำศีล  ไปได้เพียง  3  วันเท่าเดิม  ก็เลิก  เพราะไปไม่ไหว  สถานที่เปิดเกินไป  ไม่สงัดและปลอดภัยพอ 

 

พรรษาที่  3-4-5-6  ผมไปอยู่วัดโนนน้อย  เป็นสมภาร  สร้างอุโบสถเสร็จผมก็ให้ช่างทำกะไดพาดยึดผนังโบสถ์ขึ้นไปบนเพดาน  เพื่อขึ้นลงสะดวก  แล้วผมก็วางแผนจำศีลต่อ  เพราะโดยทฤษฎีที่ผมรู้อยู่ในใจนั้นก็คือสามารถอยู่โดยไม่มีอาหารและน้ำไปได้ตลอดเวลายาวนาน ไม่มีกำหนดแต่ระดับมาตรฐานที่ผมต้องการพิสูจน์คือ 7 วัน 7 คืน หากทำได้ก็สามารถสรุปทฤษฎีได้คราวแรก ปีแรกผมอยู่ได้เพียง 3 วัน 3 คืน ทนเสียงวิทยุเสียงคนที่ดังขึ้นไปถึงเพดานโบสถ์ไม่ได้ต้องลงมา วิเคราะห์สถานการณ์ใหม่เพื่อหาวิธีแก้ไขนั่นคือจะต้องปิดเสียงรบกวนนี้ให้ได้บังเอิญผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านโนนน้อยตายลง เอาศพมาเผาในวัด ผมไปปังกลดข้างกองฟอน เพ่งกองฟอนอยู่ 8 คืนตั้งแต่ 3 ทุ่มถึง 6 ทุ่มโดยประมาณ ทุกคืน ๆจนครบ 8 คืนรู้สึกว่าได้ผลที่ต้องการแล้ว ก็ขึ้นเพดานอุโบสถ วางแผนว่าจะอยู่ 7 วัน 7 คืน พอผ่านวันที่3 คืนที่3 ไป ก็สบายสภาพในเนื้อตัวอยู่นิ่งไม่ทุรนทุรายเลย อิ่ม เหมือนได้เสพอาหารทิพย์ อย่างที่เคยได้ยินว่า อิ่มทิพย์นั่นเองและด้วยประการนี้ ผมก็อยู่ถึง 7 คืน เช้าวันที่ 8 ก็ลงมาจากเพดานอุโบสถ บอกตัวเองว่าได้ทดสอบสมบูรณ์และสามารถสรุปว่า อย่าว่าแต่ 7 วัน 7 คืนเลย จะอยู่ต่อไปอีก 15 วัน 30 วัน หรือตลอดพรรษาโดยไม่กินข้าวกินน้ำ ไม่ถ่ายอุจจาระและทั้งปัสสาวะก็ได้  (พบว่า 7 วันอุจจาระจับตัวกันเป็นก้อนแข็ง ก็คาดว่านานไปเท่าไรยิ่งแข็งจนอาจจะกลายเป็นหินได้)

 

บัดนี้ผมได้พิสูจน์ทฤษฎีที่สำคัญยิ่งใหญ่ของผมเสร็จลง ทำให้รู้สึกตื่นเต้นยินดีมาก พร้อมที่จะท่องเที่ยวป่าใหญ่คนเดียวได้โดยอิสรภาพแล้วแต่ก็ไม่เคยคิดจะโอ้อวดผู้ใด และไม่พูดบอกใคร

 

ปีต่อมา ปีแล้งจัด ที่มีโครงการน้ำพระทัยของในหลวง ปีนั้นผมต้องการจำศีลด้วยความมุ่งหมายพิเศษเพื่อขอฝนด้วย ขณะนั้นท้องถิ่นอีสานแล้งจัด ศรีสะเกษก็แล้งจนกระทั้งบ้านชนบทรอบๆตัวผม กรอบเหมือนถูกย่าง ดินในท้องห้วยเป็นทรายคุกร่น ทุ่งนากว้างใหญ่มีลมพัดหวิวๆ ตลอดวันเปลวแดดเต้นระยิบระยับ ปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ผมจำต้องร่วมในความรู้สึกหดหู่ของประชาชนชาวบ้านอยู่ทุกปี ๆ และต้องคอยเอาใจใส่ร่วมทุกข์และสุขภาพของพวกเขาอย่างเมินเฉยทอดทิ้งไม่ได้

 

ฉะนั้นผมจึงขึ้นไปจำศีลครั้งพิเศษบนเพดานอุโบสถ ตั้งใจว่าจะปฏิบัติงานระดับสุดยอดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อผมขึ้นไปจำศีลถึงวันที่ 3 ขณะที่ผมมองสำรวจดูเมฆทางตะวันตกขอบฟ้า ที่เพิ่งตั้งเค้าเป็นโง่นเมฆดำใหญ่ขึ้นมา ผมเห็นภาพพระอินทร์อยู่ที่ก้อนเมฆ เสมือนขี่เมฆลอยมาจากขอบฟ้าด้านตะวันตก ผมเอื้อมมือออกไปจะกำเอาพระอินทร์มาถามเรื่องราวที่ฝนแล้ง แต่พอเอื้อมไปถึงพระอินทร์ก็หายตัวมาปรากฏอยู่ที่เพดานอุโบสถ ใกล้ๆผม ผมถามว่าทำไมฝนจึงไม่ตก พระอินทร์ไม่ตอบ ดวงตามีน้ำตาไหล ชั่วครู่ก็หายตัวไป

 

ผมผ่านคืนที่ 3 ไปแล้ว พอถึงคืนที่ 4 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ลมพัดมาอื้ออึง เมฆก็ตั้งเค้ามา ฟ้าแลบแปลบปลาบไม่นานฝนก็ลงประปราย แล้วลงหนักขึ้น ผมก็เริ่มต้นอ่านกาพย์ขอฝนจากประอินทร์ หรือกาพย์กล่อมพญาแถนตามคติของชาวอีสาน แต่กาพย์บทนี้ผมขับออกมาจากดวงใจโดยตรง เป็นการ อัตโนมัติ เสียงลมพัดอื้ออึง ฟ้าแลบแปลบปราบตลอดเวลาตามด้วยฟ้าร้องสนั่นครืนๆอยู่เหนือหลังคาอุโบสถ เหนือศีรษะผมนี่เอง มีนางเมฆขลา วายุบุตร เทพกุมภัณฑ์ ยักษา ยักษี กินนร กินรี ขนเมฆลอยมาเป็นทิวแถว

 

ผมจุดเทียนไว้ ขับกาพย์ว่า อันว่าเทียนประทีปจ้า บารมีใส่ส่อง แถนเอย,เฮาหากจุดไว้นี้ ให้มีน้ำหลั่งลง เดอแถนเดอ,หากว่าเทียนแสงจ้า พญาเอยอย่าหยุดหลั่ง ฝนเดอ,เทียนบ่ดับอย่าได้ นำน้ำให้ห่างไกล แต่ถ้อน   ฝนลงหนักตลอดคืนไม่หยุด ท้องทุ่งนาเปลี่ยนไปหมด ลำห้วยบัดนี้ไม่มีสภาพให้เห็นได้ว่าเป็นลำห้วย มีแต่พื้นน้ำขาวโพลนไปทั้งท้องทุ่งกว้างใหญ่ ดูเป็นดินแดนประหลาดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่ผมก็ยังไม่ลงจากอุโบสถ จำศีลต่อไป จนครบกำหนด 7 วัน 7 คืน ถึงวันที่ 8 จึงลงมาจากเพดานอุโบสถ ในตอนนี้ผมไม่แปลกประหลาดใจว่า ทำอย่างไรจึงจะอยู่ไปได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องกินข้าวกินน้ำ อย่างไม่มีกำหนดเวลา เพราะคุณภาพส่วนตัวพิเศษของผมเป็นฐานความสำเร็จ คือ พระผู้มีอิริยาบถ 3นั่นเอง ถ้าไม่มีคุณภาพเช่นนี้แล้ว ยากที่จะจำศีลชนิดนี้ได้

 

 

ในช่วงที่ผมอยู่บ้านโนนน้อยนี่เอง ก็เกิดมีเรื่องราวประหลาดขึ้นกับผม เดิมผมอยู่กับหลวงพ่อเอ๋ ต่อมามีหลวงตามาจากชัยนาทมาอยู่กับผมรูปหนึ่งแล้วมีหลวงพ่อมาจากบ้านค้อมาอีกรูปหนึ่ง รวมเป็น 4 รูปอยู่ด้วยกัน ผมเป็นสมภารเจ้าวัดที่พรรษาค่อนข้างอ่อน แล้วพอหลวงปู่พันธุ์เตชวโร มาจากลำนารายณ์ ลพบุรีกับพระอีก 4-5 รูปมาอยู่ที่วัดของผมก็เกิดเรื่องขึ้น หลวงปู่พันธุ์มาช่วยผมสร้างโบสถ์ เอาผ้าป่าเอาญาติเอาโยมมาช่วยสร้างอยู่ 2 ปี ครั้งหลังสุดเอาพระประธานอุโบสถมา องค์ใหญ่หน้าตักถึง 76 นิ้ว แล้วมีการทรงเจ้าพ่อ แสดงให้ประชาชนดู เดี๋ยวเจ้าองค์นี้เข้าทรงบ้าง ล้มๆ ลุกๆ กัน พึบพับ ๆ  บ้างก็ร้องกรีดกลิ้งลงกลางดินกลางทราย แล้วลุกขึ้นร่ายรำเหยง ๆ ออกสำเนียงต่างกันไปจนกระทั่งโยมภริยาของหลวงปู่พันธุ์เองก็เข้าทรงเจ้าพ่อผู้ยิ่งใหญ่ คือ เจ้าพ่อลำนารายณ์ แห่งลพบุรีเป็นวาระสุดยอดของการแสดงในลานวันวันนั้น คนดูก็ล้นหลาม ทั้งกลัวทั้งเลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่กันใหญ่ การแสดงทรงเจ้ากินเวลานาน ผมเห็นว่านานเกินไปแล้วก็ออกคำสั่งในฐานะสมภารเจ้าวัดให้พวกเจ้าเลิกแสดงได้ ให้เคลื่อนพระประธานเข้าภายในพระอุโบสถ ผมสั่งว่า เอาละ ๆ เลิกได้แล้วพวกเจ้าทั้งหลาย น้ำเสียงผมอาจจะแข็งไปจนฟังเป็นว่าผมออกคำสั่งแก่บรรดาเจ้าพ่อผู้กำลังแสดงฤทธิ์อยู่นั้น ทำให้หลวงปู่พันธุ์ไม่พอใจ เธอคิดว่าผมอวดดี ไม่รู้จักเจ้าพ่อลำนารายณ์ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งลพบุรีเสียแล้วทำนองนั้น ภายหลังจึงผิดใจกับผม ไปยุยงลูกวัดให้กระด้างกระเดื่องต่อผม พยายามไล่ผมไปจากวัดโนนน้อย ท้าวความคำพูดของผมเองเมื่อวันที่ผมมาถึงวัดโนนน้อยผมบอกประชาชนว่าผมจะไม่อยู่ที่วัดโนนน้อยตลอดไป พอสร้างโบสถ์เสร็จก็จะไปโดยความจริงผมหมายจะเข้าป่ากาญจนบุรีอีก คราวนั้นมีประชาชนกลุ่มหนึ่งลูกศิษย์ๆหลวงปู่พันธ์นั่นเอง ออกท่ารังเกียจเชิงขับไล่ผมให้หนีไป ครั้งหนึ่งคนพวกนี้ได้แอบปลดรูปถ่ายขณะเป็นนายทหารของผมขนาด 24 นิ้ว ไปทิ้งในกอไผ่ชายทุ่ง จนชาวบ้านไปพบเข้าก็ตื่นตกใจกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับผม ขณะนั้นเหลือเวลาไม่ถึงสัปดาห์ก็จะเข้าพรรษาแล้ว ผมจึงให้ผู้ใหญ่บ้านโคกกลางน้อย (นายเสือ สิงห์นาค เพื่อนรุ่นเดียวกับผม) ให้มาขนของผมไปวัดโคกกลางน้อย ผมกะว่าจะอยู่จำพรรษาที่วัดโคกกลางน้อยสัก 1 พรรษาก่อนแล้วจะเข้าป่าตามแผนเดิม พวกบ้านโนนน้อยรู้เข้าก็ไม่ยอม กล่าวหาว่าพวกบ้านโคกกลางแอบมาขโมยพระของบ้านโนนน้อย เป็นปากเสียงกันระหว่างหมู่บ้าน แต่ในที่สุดชาวบ้านโคกกลางน้อยก็จำยอม พวกเขาก็ตามไปขนของผมกลับคืนมาวัดโนนน้อย แล้วก็ได้เวลาเข้าพรรษาพอดีผมเลยจำต้องอยู่ที่วัดโนนน้อย

 

ระหว่างนั้นก็เกิดเรื่องมีคนมาก่อกวน ดูถูกดูหมิ่นผมต่างๆอย่างไร้เหตุผล  ซึ่งผมไม่เข้าใจเลยว่าผมหรือ  มีความเลวขนาดใดมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาแท้  ๆ  จึงกล้าดูหมิ่นผมได้  แต่ก็มีชาวบ้านเจ็บร้อนแทนผม  ดำเนินการให้มีการขอขมาผมขึ้นมา 

 

ตราบกระทั่งออกพรรษา  หลวงพ่อพระเทพวรมุนี  เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษเรียกผมไปพบท่าน  และว่าจะให้ผมเป็นเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ  แทนพระครูศรีวรปรีชา  (ถวิล  ธมฺมาสโย  ป.ธ.6,น.ธ.เอก  ซึ่งเพิ่งมรณภาพในระหว่างนั้นเอง)  ผมก็อำลาชาวบ้านไปเมื่อ  วันพฤหัสบดีที่  24  พฤศจิกายน  2531   ออกเดินทางเวลา  19.29  น.  ให้หลวงปู่พันธ์ครองอำนาจตามที่ท่านต้องการ

 

แต่แล้วไม่นานทางกรมที่ดินได้ส่งหน่วยออกโฉนดเคลื่อนที่มาถึง  ทางบ้านโนนน้อยเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะต้องดำเนินการออกโฉนดที่ดินวัดให้ทันท่วงที  ชาวบ้านจึงไปปรึกษาผมและลงความเห็นว่าให้ผมเป็นเจ้าอาวาสวัดโดยถูกต้องตามกฎหมายเพื่อดำเนินการเรื่องโฉนดที่ดินให้เสร็จ  ผมก็รับปากเพราะเกรงว่าถ้าคนอื่นทำจะต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก  ๆ  ส่วนผมทำ  จะเร็วและประหยัดมาก  ๆผมมองเห็นประโยชน์นี้ผมจึงรับปากเป็นเจ้าอาวาสให้  และพิมพ์ตราตั้ง  หลวงพ่อเทพวรมุนีเซ็นต์ตราตั้งเจ้าอาวาสให้ผม  ในใจผมผมคิดจะสละให้หลวงตาพันธ์ทีหลัง 

 

แล้วการจัดการโฉนดก็เรียบร้อย  ทำให้วัดโนนน้อยเป็นวัดอย่างสมบูรณ์ตาม  พ..บ.คณะสงฆ์และตามพระธรรมวินัย  จากนั้นมาไม่นานก็ถึงคราวยอช่อฟ้าอุโบสถ  ชาวบ้านนิมนต์ผมวางแผน  ๆ  แล้วก็ออกข่าว  ออกหนังสือนิมนต์  ในฐานะเจ้าอาวาสวัดโนนน้อยและเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ  ผมเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ  ไปเป็นประธานฝ่ายฆราวาส  นิมนต์หลวงพ่อเทพวรมุนี  เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษเป็นประธานฝ่ายสงฆ์  กำหนดยกช่อฟ้าเวลา  15.30  น.  ปรากฏว่าในวันนั้นหลวงปู่พันธ์แอบพาชาวบ้านและหมู่สงฆ์ที่ถือหางท่านยกช่อฟ้าเสร็จตั้งแต่เวลาเช้า  ผมมาเตรียมการพบว่าช่อฟ้าขึ้นหลังคาอุโบสถไปแล้ว  หลวงปู่พันธ์กลบเกลื่อน  แก้ตัวด้วยการกล่าวหาผมว่าไม่มีทำเนียมยกช่อฟ้าเวลาบ่าย  ฟ้าจะผ่าเอา  พร้อมกับทำกิริยาดูถูกดูแคลนผมต่าง  ๆ  เช่นแตะแผ่นไม่อัดโครมครามใส่ต่อหน้าผม  ผมก็ไม่ว่าอะไร  รีบโทรศัพท์ลัดผู้ว่าราชการจังหวัดว่าไม่ต้องมา  ขณะนั้นท่านมาถึงที่ว่าการอำเภออุทุมพรพิสัยแล้ว  กำลังจะออกมากับนายอำเภอ  แล้วไม่นานหลวงพ่อเทพวรมุนีก็มาถึง  ท่านก็นั่งเงยหน้าดูเฉย  ๆ  ไม่ว่าอะไร  ตรงข้ามท่านจะชอบใจด้วยซ้ำหัวเราะหึ  ๆ  ท่านคงอยากดูว่าผมจะทำอะไรอย่างไรต่อไป  ผมไม่ว่าอะไร  แล้วก็แล้วกันไป  กลับไปวัดมหาพุทธาราม  ทำหน้าที่เลขาฯ  ต่อไปตามปกติ 

 

แต่ครั้นเวลาล่วงไปไม่นาน  ก็เกิดเรื่องราวขึ้นกับหมู่สงฆ์วัดโนนน้อย  เริ่มจากหลวงตาที่มาจากชัยนาทก่อน  ไปประพฤติตนไม่สมสมณสารูปในพิธีพุทธาภิเษกวัดโนนยาง  กินเหล้าเมาแล้วครองสติไม่อยู่ ก่อกวนงานจนชาวบ้านจับสึกแล้วไปนอนมรภาพบนกุฏิวัดโนนยางนั้นเอง  แล้วถึงคราวหลวงพ่อเอ๋ก็ตามไปนอนหลับแล้วไหลไม่หยุดจนถึงมรณภาพบนกุฏิวัดโนนน้อย แล้วถึงคราวหลวงปู่กับพระจากลำนารายณ์อีก 3รูปรวมเป็น4รูปก็เกิดอุบัติเหตุที่ อ.พุทไธสงค์ จ.บุรีรัมย์ระหว่างเดินทางไป จ.เพชรบูรณ์เพื่อไปหาว่านยาของอาถรรพ์ และเยี่ยมเยียนเกจิอาจารย์ที่เคารพของท่าน รถค่ำถึงมรณะทั้ง4รูปพร้อมกับโยมอีก3คน การมรณภาพของหลวงปู่พันธ์เป็นเรื่องวุ่นวายของญาติโยมบ้านโนนน้อยเป็นอย่างมากเพราะได้ข่าวเวลาดึก หลังเที่ยงคืนจึงโกลาหลกันทั้งหมู่บ้านเล่ากันว่าหลวงปู่พันธ์คงกระพันชาตรีไม่มีบาดแผลตามเนื้อตามตัวเลยแม้แต่น้อย ตายเพราะคอหัก 

 

จากนั้นพระวัดโนนน้อยก็เหลืออีก 1 รูปที่มาจากบ้านค้อแต่รูปนี้ไม่ยอมอยู่วัดโนนน้อยอีกต่อไป พอหลวงปู่กับพวกมรณภาพก็หนีกลับไปอยู่วัดบ้านค้อ แต่อยู่ได้เพียง 12 วันเท่านั้นก็ป่วยไข้ถึงมรณภาพลง เป็นการตายติดต่อกันของพระ 7 รูปในวัดโนนน้อยขณะนั้นไปตามลำดับจนเกลี้ยงวัด เป็นการตายล้างวัด ล้างความชั่วทรามเสนียดทุกอย่างเกลี้ยงไป

 

ช่วงที่หลวงปู่พันธ์มรณภาพแล้วเก็บศพไว้ในวัดนั้นบรรยากาศบ้านและวัดโนนน้อยเวลากลางคืนวังเวงน่ากลัวมาก มีข่าวเล่าลือว่าคนหลายคนเห็นภูตผีปีศาจที่นั่นที่นี้ เป็นรูปร่างอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วยังมีนกแสกมาจับที่ต้นโพธิ์ร้อง พอดึกก็ลงมาเดินเล่นใต้ต้นโพธิ์บริเวณลานวัด ขึ้นมาบนกุฏิสงฆ์จับระเบียงร้องแกรกๆไม่กลัวคน  ชาวบ้านไปนิมนต์ผมให้ออกไปจำวัตรค้างคืนอยู่คืนหนึ่ง ให้ผมได้เหยียบดินวัด ผมไปก็พบวัดว่างเปล่าเหมือนป่าช้ามีนกแสกร้องเวลาดึกๆ วังเวงน่ากลัว แต่ไม่นานนกก็หายไป

 

นั่นคือตำนานวัดโนนน้อยในยุคที่ผมไปอยู่ ซึ่งในขณะนั้นก็ยังมีคนเฒ่าคนแก่ที่มองลึกลงไปว่าเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างหลวงปู่พันธ์กับพระอาจารย์พยับแท้ ๆ ว่าพระสององค์นี้ลองของกัน โดยเริ่มมาจากวันที่ผมไปท้าทายเจ้าพ่อลำนารายณ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งลพบุรีเข้าในคราวนั้น ว่าไปนั่น

 

เมื่อผมได้มาอยู่วัดมหาพุทธาราม เป็นพรรษาที่7 ของผม การคลุกคลีกับชาวบ้านและเหตุการณ์แบบโลกๆมาตลอด 6 ปีเศษๆ ซึ่งเป็นการคลุกคลียิ่งกว่าตอนเป็นฆราวาสเป็นข้าราชการพลเรือนทหารเสียอีก เพราะการเป็นพระสงฆ์ในชนบท จำต้องร่วมรับผิดชอบเรื่องราวต่างๆทั้งฝ่ายศาสนจักรและอาณาจักรด้วยทุกเรื่องราว ทำให้สภาพภายในเริ่มเสื่อมลง และผมมีความวิตก จึงลงความเห็นว่าจะต้องรีบบูรณาการ  แต่เมื่อพิจารณาแล้วการที่ผมจะกลับคืนกาญจนบุรีและเข้าป่าไปตามเจตนาเดิม ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยากแล้ว เพราะบัดนี้มีตำแหน่งงานที่ต้องรับผิดชอบค่อนข้างมากมาย ในระดับจังหวัดคณะสงฆ์ และขณะนั้นเจ้าคณะจังหวัดก็ชราภาพมากและสุขภาพรวนเรอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับผมเริ่มมองเห็นว่า ผมมีสิ่งที่ต้องดูต้องศึกษาเรื่องราวในวงการสงฆ์อย่างค่อนข้างละเอียดอ่อน และดูเหมือนหลวงพ่อของผมเองคือพระเทพวรมุนีเองท่านก็ประสงค์เช่นนี้ ผมคิดว่าทางเดียวก็คือ หาโอกาสเป็นครั้งๆคราวไปปลีกสันโดษ

 

คราวนั้นเดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2533 ผมก็ได้โอกาส จึงเขียนพินัยกรรมถวายไว้กับหลวงพ่อของผม แล้วไปอยู่ป่าช้าโพนเขวา ซึ่งเป็นป่าช้าเก่าแก่และมีพระมาบอกกับผมว่าเป็นที่มีผีดุมากจนไม่มีใครกล้าเข้าไปในเวลากลางคืน ผมเองไม่เคยอยู่ป่าช้ามาก่อน ก็นึกขึ้นได้ว่า ป่าช้าน่าจะเป็นที่สงบสงัดกว่าที่อื่น และสามารถกำหนดเวลาได้ตามใจ ผมจึงไปอยู่ 15 วัน15คืน พบปรากฏการณ์ที่เรียกว่าผี ปีศาจ มากมาย แต่ผมไม่สะดุ้งสะเทือนและในคืนวันที่10 ก็มีพวกนกและแมลงต่างๆในป่าช้ามาชุมนุมกันบนยอดไม้ หนาแน่นไปหมด แล้วมีการบรรเลงดนตรีป่าช้า เป็นเพลงแห่ศพ ที่ใช้บรรเลงเวลาเอาศพออกจากบ้านไปป่าช้าในชนบทภาคอีสานดั้งเดิม ให้ผมฟังเกือบตลอดคืน  ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน ผมไปอยู่ป่าช้าจีน คือ สุสานสุขาวดี ศรีสะเกษต่ออีก 21 วัน 20 คืน สองคืนสุดท้าย พวกในป่าช้าก็มาเล่นดนตรีให้ฟังอีกเช่นเดียวกับป่าช้าโพนเขวา เหตุที่เล่นสองวันเพราะวันแรกผมบอกว่าเล่นสู้พวกป่าช้าโพนเขวาไม่ได้ พวกเขาจึงแห่กันมาเล่นดนตรีให้ผมฟังต่ออีกคืนหนึ่งเป็นคืนที่สอง ที่เล่นได้ดี ดังสนั่นกว่าวันแรก

 

ดนตรีป่าช้านี้ เป็นดนตรีประสานเสียงประกอบด้วยเสียงปี่ชนิดต่างๆ ขนาดต่างๆประสานกับเสียงแตร และเสียงกลองใหญ่ ซึ่งระเบิดเป็นเสียงกึกก้องสนั่นหวั่นไหวจนอื้ออึงในหูทั้งสองข้างไปหมด และเล่นนานตั้งแต่สองทุ่มเศษๆไปจนถึงตีสองจึงเลิกรา อันชวนให้คิดว่าพวกผีปีศาจก็ยอมรับในความดีของผมและพากันมาต้อนรับผมเป็นอย่างดีนั่นเอง

 

 

          ขณะที่ผมอยู่ชนบท 6 ปีเศษๆนั้น ผมได้พาประชาชนรื้อฟื้นประเพณีสำคัญๆหลายอย่างเช่นประเพณีขับสรภัญญะ และจัดการแข่งขันทุกปี ระหว่างนั้นพาประชาชนทำบุญบ้องไฟและแข่งว่าวที่ผมพอใจก็คือเรื่องว่าว ขณะนั้นผมได้ทำว่าวขนาดใหญ่มาก ทำเอง เพื่อทีจะให้มันแบกธนูขนาดใหญ่ ซึ่งธนูที่ว่านี้ เฉพาะใบหวายยาวถึง 63 นิ้ว ซึ่งเท่ากับ 1วาของผมพอดี คันธนูยางเกือบ 2 เมตรคืนฤดูหนาวที่ลมพัดแรงจัด ผมจะส่งว่าวพร้อมธนูใหญ่ขึ้นสู่ท้องฟ้า เมื่อธนูว่าวต้องลม ใบหวายจะหมุนพลิ้ว โยนตัวไปตามคันธนูที่อ่อนโอนตามแรงลมบนท้องฟ้า กลายเป็นเสียงดนตรีธรรมชาติที่ไพเราะเพาะพริ้งเหมือนดนตรีสวรรค์ เมื่อเป็นสิ่งประดิษฐ์ด้วยศิลปะพิเศษสุดยอด ด้วยมือผมเอง จึงฟังไพเราะเสนาะลึกล้ำ ครบเสียงธนูว่าวทุกประการ เสียงธนูก็จะกล่อมประชาชนไปตลอดคืนที่ลมแรง สายธนูไม่ขาดเพราะเทคนิคพิเศษของผม ทำให้ทนทานตลอดคืน เมื่อว่าวขึ้นที่ทุ่งนาบ้านโนนน้อย เชือกที่ยาวจะส่งว่าวให้คล้อยไปใกล้บ้านโคกกลาง ที่โยมมารดาผมอยู่ เสียงธนูใหญ่จะดังไปถึงบ้านโคกกลาง โนนยาง จิก อีหล่ำ ที่อยู่ใต้ลม โดยเจตนาที่ผมต้องการให้เสียงธนูดังไปถึงโยมมารดาที่อยู่บ้านโคกกลาง เพื่อกล่อมท่านในเวลาเข้านอน ท่านก็หลับลงอย่างมีความสุขสงบ นั่นส่วนหนึ่ง คนถามถึง ว่าเสียงธนูว่าวของใคร ฟังไพเราะล้ำเลิศจริงๆ

 

ปรากฏในบทกวี ศรีสะเกษกำศรวล 2547 ตอนหนึ่งว่า

 

     “ดึกลมลิ่วหวิวหวิ่งหวีดกรีดลำไผ่          เพียงกรุ๋งกริ่งหริ่งเรไรโลมไล้ขวัญ

     หม่าวแมวครางแต่แฝกข้างสระฝั่งชัน     ลมยิ่งผันดึกเดือนเลื่อนโพยม  

     แว่วพิณฟ้าพญาว่าวขึ้นสาวเมฆ            ฟังวิเวกลอดผ้าห่มคราวลมโหม

     ธนูลมสมสั่งฟ้ามาประโคม                   ปลอบประโลมความขื่นแค้นให้แคลนคลาย

 

ขณะที่อยู่บ้านโคกกลางใหญ่ ผมยังได้เขียนบทกวีบทหนึ่งไว้ที่กระดานดำบนศาลาการเปรียญมีเจตนาให้โยมมารดาอ่านดังนี้

 

 

 

                   โอ้โยมเอ๋ยอาตมาสละโลก            สิ้นความโศรกสงสัยในสงสาร

                   นับแต่นี้สืบสันต์นิรันดร์กาล            บัวจะบานเบิกช้อยรอยบรรจง

                   โอ้เอี้ยงเอ๋ยเคยบินแต่ดินต่ำ          ไม่เหมือนส่ำสกุณาพญาหงส์

                   โอ้เอี้ยงเอ๋ยเคยร่อนก็แรมลง         เพียงป่าดงยอดหญ้าชลาลัย

                   มิเคยเหยียบเยียนฟ้ามหาศาล        แดนพิมานเมฆาเวหาใหญ่

                   เป็นทางเที่ยวพญานกผกโผนไป     เหลือวิสัยดั่งเอี้ยงจะเมียงมอง

                   พู้นคือเผ่าภูติฟ้าปักษาสวรรค์        อันไพเราะเสนาะสนั่นนภาผอง

                   อาตมาภาพมาพลันตามครรลอง     อริยสัจประเสริฐต้องคะนองธรรม

 

แล้วท่านได้จากไปในปี พ.ศ. 2528 เมื่อผมบวชได้เพียง 3 พรรษา

 

 

·         ปัญญาธโรภิกขุ

 

 

 




หนังสือพิมพ์ดี(อินเทอเนต) เล่มที่ 1-44

ดี 25



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
นี่คือเวบไซต์คู่แฝด, http:\\www.newworldbelieve.net, http:\\www.newworldbelieve.com รวมผลงานการวิจัยรอบด้านทุกสาขาวิชาทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม, โดยเฉพาะเรื่อง ศาสนาใหญ่ ๆ ของโลก, มีการบันทึกข้อมูลทางการพิศูจน์ ทดสอบ วิจัยการศึกษาโลกลี้ลับ, รวมทั้งไสยศาสตร์ และ ศาสนาสากล, งานวิจัยสังคม การเมืองและวัฒนธรรมไทย-สากลและวัฒนธรรมประชาธิปไตย ยาวนานกว่า 14 ปี, แสดงไว้ในเวบไซต์แฝดคู่นี้. เกี่ยวกับประชาธิปไตย, เรากำลังเพ่งเล็งว่าเป็นประเด็นสำคัญยิ่งของประเทศไทยขณะนี้, เพราะโดยยุคสมัย, ไทยไม่อาจจะย้อนกลับคืนไปสู่เผด็จการได้อีก, แม้ว่าจะมีพรรคการเมืองเก่าแก่......พรรคหนึ่งจะพยายามต่อสู้อย่างสุดฤทธิ์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของระบอบอดีตเผด็จการ นำการเมืองไทยหวลกลับสู่ระบอบทึ่น่ารังเกียจคือ โบราณาอามาตยาธิปไตย (ซึ่งเป็นระบอบเผด็จการ ของการปกครองมาแต่ดั้งเดิมนั่นเอง) ซึ่งไม่สามารถจะส่งผลสำเร็จอะไรเกิดขึ้นได้เลย, ก็จะเป็นการหลงผิด เพราะผลที่จะเกิดขึ้น จะเป็นเพียงพร่าเวลาที่มีค่าไปอย่างน่าเสียดาย, เหลวไหลไร้ประโยชน์, มีแต่จะสร้างความเสื่อม, เลวทราม, สร้างความบอบช้ำแก่ประชาชนและประเทศต่อไปอีก, และก็ไม่อาจจะเดินหน้าไปได้ตามระบอบเดิม, ไปได้ก็ชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วเดินต่อไปไม่ได้, ต้องหมุนกลับสู่เส้นทางสากลประชาธิปไตยจนได้เท่านั้น, คนไทยทุกชนชั้นทุกหมู่เหล่าการอาชีพ ทุกฐานะความเป็นอยู่จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ประชาธิปไตยที่แท้จริง (คือเรียนรู้ตัวเอง ว่าแท้จริงคนมีเสรีภาพ ไม่ใช่ทาส), เพราะเราอยู่ในโลกยุคใหม่, ต้องสร้าง, ต้องใช้วิถีทางประชาธิปไตยนี้แก้ปัญหาการเมืองของประเทศ, แก้ทุกปัญหา ทั้งเศรษฐกิจและสังคม แม้การวัฒนธรรม ก็ต้องสร้างขึ้นใหม่ในฐานะ วัฒนธรรมประชาธิปไตยให้ได้, จึงจะสามารถนำประเทศไปสู่เกียรติและฐานะสากลของคำว่าชาติ หรือ ประเทศไทยได้เท่าเทียมกับประเทศอื่น ๆ และล้ำหน้าประเทศที่ใช้ระบอบเผด็จการโบราณเดิมไปได้, และนั้นเป็นวิถีทางเดียวที่นำไปสู่ชัยชนะ ทางเดียวเท่านั้น และเวบไซต์แฝดคู่นี้พยายามชี้แสงสว่าง เปิดดวงตาของประชาชน ให้มองเห็นเส้นทางที่ถูกต้อง เป้าหมายและวิธีการที่ถูกต้องของการศาสนาวัฒนธรรมส่วนที่เป็นสาระสำคัญควบคู่ไปกับประชาธิปไตยที่แท้จริง และที่สำคัญ เวบไซต์ทั้ง .net และ .com คู่นี้ จะนำคนทั้งหลายในโลก ไปสู่ ศาสนาใหม่แห่งโลกใหม่ (newworldbelieve)โดยมีการเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับวิถีทางความคิด และ การเมือง แบบประชาธิปไตย นี้เอง. *** (16 ส.ค.2561) • หมายเหตุ เอาขึ้นเวบไซต์ แทนของเดิม ทั้ง 2 เวบ .net .com วันที่ 16 ส.ค.2561 เวลา 13.35 น.