dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พ.ศ.2540 - 2559
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 1
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 51
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 52
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 53
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 54
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 55
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletThe Truth Of Red Thailand 12-14 April 2009
bulletFrom red shirt survivor person
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
โหราศาสตร์ [updateใหม่สุด]
dot
bullet สารบาญโหราศาสตร์ คำพยากรณ์ นักการเมือง และคนสำคัญของแผ่นดิน
bulletดวงชะตาประเทศไทย พยากรณ์ว่าประชาชนจะอดอยากยากจนและเผชิญภับพิบัติ 4 ประการ
bulletให้คำพยากรณ์นักธุรกิจชาวอังกฤษ
bulletอยากรู้เรื่องโหราศาสตร์ คลิก!
dot
Buddhism How? บันทึกของนักปฏิบัติธรรมผู้ถวายชีวิตพิศูจน์สัจธรรมพุทธให้รู้แจ้งเห็นจริงถึงระดับมรรคผลนิพพานแท้
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
bulletศึกษาโลกลี้ลับ 26
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว วิเคราะห์ทุกปัญหาในโลกมนุษย์ด้วยสติปัญญาและเหตุผลวิทยาศาสตร์จากนสพ.ดี
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletประวัติการต่อสู้เพื่อการดับทุกข์ ของพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์ แนวปฏิรูปคณะสงฆ์อยู่ในบทวิเคราะห์นี้แล้ว
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา แนวคิดศาสนาสำหรับคนยุคใหม่ ผู้ก้าวผิดทางไปสู่สิ่งไร้สาระโดยไม่รู้ตัว
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ของฟรีให้เปล่ามา20ปีแล้วทั้งเอกสารและอินเทอเนท
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา เราทำเพื่อปัญญาชนโดยแท้
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่1-3


บทบรรณาธิการ

 

 

สารบาญ

บทบรรณาธิการ

                                                                                                 
1  ปรารภหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40 ปีที่ 12                                                               

3  ประชาธิปไตยไทยยังคงหลงทางอยู่                                                            

4  บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี  พุทธศักราช 2550                                         

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 หนังสือพิมพ์ดี   :   วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก

วัตถุประสงค์  :      เพื่อนำความคิดไปสู่ความดีงาม เพื่อความกลมกลืนแห่งสากลศาสนา

เล่มที่  40  :  ประจำเดือน พ.ย.-ธ.ค.2550-ม.ค.-ก.พ.-มี.ค.-เม.ย.-พ.ค.2551

 

 

 

 

 

บทบรรณาธิการ

 

 

นี่คือ  หนังสือพิมพ์ดี(อินเทอเนต)  วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก ฉบับปกติประจำเดือน พฤศจิกายน ธันวาคม 2550  มกราคม  กุมภาพันธ์  มีนาคม  เมษายน 2551  ฉบับนี้เป็นเล่มที่ 40  และเป็นปีที่  12 ของหนังสือพิมพ์ดี

 

เราจะบินบินบินและบินไป       สู่ขอบฟ้าสดใสในเบื้องหน้า

 

หนังสือพิมพ์ดี(อินเทอเนต)เล่มนี้เป็นเล่มที่ 40  เข้าปีที่ 12  ที่เราได้จัดทำขึ้นเพื่อการเผยแพร่ข่าวสารและงานวิเคราะห์ วิจัยสังคม  วัฒนธรรม การศึกษาและศาสนา และสังคม  ที่มีความสำคัญบนพื้นฐานแห่งธรรมะในทางพระพุทธศาสนา

 

เราออกหนังสือพิมพ์ดี(อินเทอเนต)ฉบับนี้ครอบคลุมช่วงเวลาสำหรับเหตุการณ์ข่าวสารไปเป็นเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนพ.ย.-ธ.ค.2550-ม.ค.-ก.พ.-มี.ค.-เม.ย.-พ.ค.2551  ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การเมืองไทยผลัดเปลี่ยนแผ่นดินอีกครั้งหนึ่ง  โดยรัฐบาล ฯพณฯ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์สิ้นวาระลงไป และได้รัฐบาลใหม่ โดยมี ฯพณฯ สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 25 (ท่านได้เป็นบุคคลแห่งปี คนที่ 25 ของหนังสือพิมพ์ดี ปี พ.ศ. 2545 ด้วย) การเมืองยุคนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับ คมช. คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550  ภายหลังการเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคม พุทธศักราช 2550    

 

หนังสือพิมพ์ดีฉบับนี้ เป็นช่วงที่อยู่ระหว่างชาวไทยทั้งประเทศกำลังได้รับความเศร้าโศรก  เนื่องจาก สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สิ้นพระชนม์ลงในวันที่ 2 ธันวาคม 2550

 

และเพื่อเป็นการรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ  หนังสือพิมพ์ดี(อินเทอเนต) จึงขอจารึกคำไว้อาลัย ร่วมกับองค์กร ประชาชนทั่วประเทศ ไว้ ในหน้าต้นของหนังสือพิมพ์ดี และในเวบไซต์ของเราแล้ว

 

และเรื่องที่น่ามองในช่วงเวลานี้ก็คือประเด็นความวุ่นวายทางการเมืองขณะนี้ หรือแท้จริงการเมืองไทยมีความวุ่นวายไม่มีวันจบสิ้น  ซึ่งขณะนี้ก็เกิดจากความคิดเพื่อ  การแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ที่ทางฝ่ายรัฐบาล ซึ่งหมายถึงพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค  เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น  แล้วฝ่ายม็อบสนธิ-จำลอง เห็นเป็นเรื่องร้ายแรงมาก ผนวกกับพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ทำการโฆษณาปลุกเร้าประชาชนให้ต่อต้านรัฐบาล กลายเป็นประเด็นความมั่นคงของรัฐบาล และความวุ่นวายของระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ อีกครั้งหนึ่ง  และเมื่อมองแล้วเห็นว่า ประชาธิปไตยไทยยังคงหลงทางอยู่  ในบทบรรณาธิการฉบับนี้เราจึงขอเสนอบทวิเคราะห์ประชาธิปไตยอีกตอนหนึ่ง ดังนี้  

 

 

 

 

 ประชาธิปไตยไทยยังคงหลงทางอยู่

 

เป็นที่ทราบกันดีว่าประชาธิปไตยไทย เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2475 โดยการหักอธิปไตยระบอบเก่า แล้วสถาปนาระบอบใหม่ขึ้นทันทีบนพื้นฐานวัฒนธรรมและจริยธรรมแห่งระบอบเก่า วันที่ 24 เดือนมิถุนายน พุทธศักราช 2551 จะเป็นวันครบ 76 ปีประชาธิปไตยไทย แต่กระนั้นประชาธิปไตยไทยก็ยังไม่ก้าวหน้า หรือแท้จริงยังไม่ขยับเขยื้อนไปไหนเลย สาเหตุโดยทั่วไปเป็นเพราะวิสัยทัศน์การมองของสังคมไทยยังคับแคบ เพราะเรามองประชาธิปไตยในประเด็นสำคัญเพียงประเด็นเดียวคือ  อำนาจ  และมองว่าเป็นสิทธิของประชาชน ของพรรคการเมือง ของกลุ่มบุคคลที่จะแก่งแย่งเอาอำนาจนั้น  และจากนั้นมาจนถึงบัดนี้  ประชาชนไทย พรรคการเมือง กลุ่มการเมืองไทยจึงมีแต่การแก่งแย่งอำนาจของแผ่นดินมาโดยตลอด  โดยไม่คำนึงว่าการแก่งแย่งอำนาจของประชาชนนั้น  เป็นสิ่งที่ชอบตามหลักประชาธิปไตยเพียงใด  จึงน่าเป็นประเด็นปัญหาสำหรับการศึกษาวิจัยต่อเนื่องไปอีกว่า  ประชาธิปไตยมีหลักการที่ดี  แต่เราได้เดินตามหลักการที่ดีนั่นเพียงไรหรือไม่  ทำไมประชาธิปไตยไทยจึงสร้างแต่ความระส่ำระสาย  ความหวาดวิตก  ไร้ความสงบแม้กระทั่งความสงบใจ  ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องมองด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างขวางรอบด้าน ซึ่งเราได้เคยเสนอบทวิเคราะห์มาบ้างแล้ว  และพอจะเสนอผลการศึกษาจุดอ่อนของประชาธิปไตยไทยเพิ่มเติมไป ดังนี้

 

 

1.    หลักการว่าด้วยนโยบาย ซึ่งมีพรรคการเมืองเป็นตัวแทนนโยบาย เพื่อเสนอ เพื่อการเลือกของประชาชนทั่วประเทศ  แต่ตลอดเวลา75ปีที่ยาวนาน  พรรคการเมืองไทย ยังไม่สามารถสร้างสรรค์นโยบายที่ชัดเจนขึ้นมาได้เลย นั่นหมายถึงการเมืองไทยไม่มีการพัฒนาก้าวหน้าออกไปจากจุดเดิม  อย่างไรก็ตาม   จนกระทั่งในเร็ว ๆ นี้ เราจึงได้เห็นเค้าของสิ่งที่เรียกว่า นโยบาย ของพรรคการเมือง  และพบว่า ประชาชนเริ่มเข้าถึงนโยบาย  โดยประจักษ์ชัดว่านโยบายย่อมเป็นผลต่อการอยู่ดีกินดีของประชาชนค่อนข้างชัดเจนขึ้น เห็นได้จาก  พรรคไทยรักไทย  ที่เสนอนโยบายหลายหลากมากมายในการเลือกตั้งระหว่างนั้น ครั้งหลังสุดที่ชัดเจนก็คือ นโยบาย  30 บาททุกโรค,    หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์,  ทุนการศึกษาคนจน- ผู้อยากเรียนได้เรียน, เรียนก่อนจ่ายทีหลัง, ทุนแพทย์ 1 อำเภอ, นโยบายบ้านเอื้ออาทร,  นโยบายเศรษฐกิจพอเพียง, สหกรณ์การเกษตร,  ระดับราคาที่มีเสถียรภาพ,  การไฟฟ้าสาธารณูปโภค,  การคมนาคมของท้องถิ่น,  ระบบน้ำดื่มน้ำใช้,  ระบบน้ำเพื่อการเกษตรกรรม,  ขจัดความยากจนทั่วประเทศ, เมกกะโปรเจกต์เพื่อการมีงานทำ, กองทุนหมุนเวียน,   SML,  และนโยบายด้านการตลาดต่างประเทศ อีกมากมาย ฯลฯ 

 

ในขณะเดียวกันพบว่าพรรคคู่แข่ง แทบไม่มีการเสนอนโยบายอะไรเลยแม้แต่ข้อเดียว จนทำให้น่าคิดว่าบางทีพรรคการเมืองอาจจะยังไม่เข้าใจว่านโยบายคืออะไรด้วยซ้ำ(ยังล้าหลังสุดกู่อยู่)     เมื่อการเลือกตั้ง สิ้นสุดลงจึงพบว่าประชาชนจำนวนมหาศาลได้ให้การสนับสนุนนโยบายของพรรคไทยรักไทย จนสามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้สำเร็จ และเห็นได้ว่าผลของนโยบายเหล่านี้ ยังได้สืบสร้างความนิยมให้แก่พรรคพลังประชาชน ผู้สวมนโยบายของพรรคไทยรักไทยต่อมา  ทำให้ สามารถชนะการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง อันเป็นประวัติศาสตร์ที่ก้าวหน้าขั้นตอนหนึ่งของการเมืองไทยยุครัฐบาลทักษิณ  ฉะนั้น จึงอาจสรุปได้ว่า  การเมืองโดยนโยบาย กำลังจะมีความหมาย และถูกหลักการประชาธิปไตยยิ่งขึ้น  และเพื่อความก้าวหน้าของชาติบ้านเมือง เราจะต้องก้าวหน้าไปตามหลักการนี้ และการต่อสู้ของพรรคการเมืองจำเป็นต้องต่อสู้โดยนโยบาย อ้างนโยบายขึ้นมาหักล้างกัน ในเวลาที่ชอบธรรม คือเวลาที่มีการหาเสียงเพื่อการเลือกตั้งทั่วไป (เช่นที่เราเห็นการเมืองของอเมริกา ที่เป็นแบบอย่างประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าอยู่ในขณะนี้) และสัจธรรมนั้นคือ เราจะต้องเดินตามวิถีทางของการสร้างสรรค์นโยบายนี้อย่างยาวนานจนเป็นวัฒนธรรมการต่อสู้ของระบอบประชาธิปไตยไทย  การเมืองไทยจึงจะสามารถสร้างสรรค์เป็นคุณประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติได้   หากพรรคการเมืองยังไม่เน้นหรือถือหลักการต่อสู้กันด้วยนโยบาย หรือไม่สามารถสร้างสรรค์นโยบายขึ้นมาได้ด้วยเหตุผลประการใดใดก็ตาม  การเมืองที่สร้างสรรค์ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้   

 

2.   วัฒนธรรมและ  จริยธรรมทางการเมือง   เรื่องนี้เป็นเรื่องเบื้องต้นของประชาธิปไตย ที่มีความสำคัญเป็น อย่างยิ่ง   และการรังสรรค์สิ่งนี้ขึ้น ย่อมต้องใช้เวลา  นั่นคือวิวัฒนาการ  ซึ่งเราควรจะตระหนัก คือฉลาดในความเข้าใจว่าเราจะต้องกำหนดแนวทางแห่งวิวัฒนาการที่ถูกต้องอย่างไร   

 

เมื่อพูดถึงหลักการด้านวัฒนธรรมทางการเมือง  นั้นย่อมหมายถึง  ประชาชนมีอิสรภาพในความคิด  ความคิดของมนุษย์ในระบอบประชาธิปไตย ต้องไม่ถูกครอบ  โดยความเป็นทาสทางความคิด หรือโดยการชี้นำ  หรือโดยสถานการณ์ที่จำยอม   แต่จะมีการตัดสินใจบนเหตุผล  บนฐานข้อมูล การศึกษา การวิจัย ของตนเอง  มีความเห็นตรงกันด้วยเหตุและผลที่ตรงกัน  มิใช่ถูกกดขี่  เช่นประเด็นแห่งกลุ่มผลประโยชน์ ที่ต่างมีผลประโยชน์ร่วมกัน เป็นต้น    ในขณะนี้  ประชาธิปไตยไทยแทบไม่มีพื้นฐานวัฒนธรรมทางการเมืองเช่นนี้อยู่เลย เพราะประชาชนไทยตกอยู่ภายใต้ระบอบทาส  และระบอบเผด็จการราชาธิปไตยมาเป็นเวลานานก่อนปี พ.ศ. 2475 และทุกวันนี้ ก็ยังมีระบอบขนาดใหญ่ที่ซ้อนตรึงครอบความคิดของประชาชนมหาศาลอยู่ในระบอบทาส และระบอบเจ้าขุนมูลนายอยู่อย่างไม่ขยับเขยื้อน    อันเป็นเหตุให้ประชาชนขาดอิสรภาพทางความคิด รวมทั้งไม่มีการพัฒนาการทางความคิดที่เป็นอิสระ แม้คำสอนของพุทธศาสนา ได้มีหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอยู่  แต่ก็มิได้มีการพัฒนาไป นั่นคือกาลามสูตร  ทรงตรัสหลักการวิจัย  10 อย่างคือ

 

            (1)   อย่าเชื่อ โดยการฟังตามกันมา

            (2)   อย่าเชื่อ โดยการถือสืบ ๆ กันมา

            (3)   อย่าเชื่อ โดยการเล่าลือ

            (4)   อย่าเชื่อโดยการอ้างตำรา

            (5)   อย่าเชื่อ โดยตรรก

            (6)   อย่าเชื่อ โดยการอนุมาน

            (7)   อย่าเชื่อ โดยการคิดตรองตามแนวเหตุผล

            (8)   อย่าเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน

            (9)   อย่าเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ

            (10) อย่าเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา

 

นั่นหมายถึงอิสรภาพของปัจเจกบุคคล ที่จะต้องรู้ด้วยตนเอง  และที่ไม่สนับสนุนให้เกิดการครอบงำทางความคิด นั่นคือแนวทางการพัฒนาทางวัฒนธรรมการเมือง   และประชาชนในระบอบประชาธิปไตยจะต้องมีพื้นฐานความเป็นมนุษย์  และความคิดของมนุษย์ประชาธิปไตย ต้องได้รับการเคารพเสมอ   คือ  เคารพในความคิดเห็นของคนอื่น แม้ฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์กับเราด้วย  

 

สิ่งที่เราควรยอมรับว่าบกพร่องอยู่อย่างมากก็คือ  จริยธรรมทางการเมือง  ในระบอบประชาธิปไตย  นอกจากเรื่อง การรู้แพ้ รู้ชนะ และรู้อภัย  ซึ่งนักการเมืองจะต้องทำให้ประจักษ์แด่ประชามหาชน  แล้ว เรายังส่อแววว่าอาจจะยังไม่เข้าใจเชิงจริยธรรมทางความคิด ในระบอบประชาธิปไตยข้อสำคัญอีกข้อหนึ่ง   นั้นคือ  สิทธิของฝ่ายผู้ชนะผู้ที่กำเสียงประชาชนส่วนใหญ่  หรือฝ่ายที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศรับรอง   เมื่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้งแล้ว  เขาก็มีสิทธิ์โดยสมบูรณ์ที่จะนำเอาความคิดของพวกเขา ของพรรคของเขา  ไปใช้จัดการกับปัญหาของประเทศได้  และเขามีสิทธิ์โดยสมบูรณ์ที่จะปฏิเสธความคิดของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน   หรือความคิดของกลุ่ม พวกใดใด    มองอีกแง่หนึ่งก็คือ  นโยบาย ที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน ภายหลังการเลือกตั้งแล้ว    แต่สิ่งที่ปรากฏในการเมืองไทยขณะนี้ก็คือ  ฝ่ายที่พ่ายแพ้การเลือกตั้ง ไม่ว่าพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง หรือม็อบการเมืองก็ตาม  ยังพยายามที่จะยัดเยียดความคิดของตนให้ฝ่ายที่ชนะการเลือกตั้งไปดำเนินการ โดยเหตุผลที่หนักแน่นเสมอไปว่าความคิดของตนจะเป็นประโยชน์ต่อประชามหาชนอย่างมหาศาล

 

ถ้าเราไม่ยอมรับในจริยธรรมเชิงกติกาว่า แม้ฝ่ายค้านจะมีความคิดดีเลิศประเสริฐสักเพียงใดก็ตาม ทางที่ถูกก็คือฝ่ายค้านต้องเก็บความคิดดี ๆ (นโยบายดี ๆ) นั้นเอาไว้ทำเอง  เพื่อเสนอแด่ประชาชนในคราวเลือกตั้งคราวต่อไป และครั้นประชาชนยอมรับ ได้เป็นรัฐบาล ก็จะมีโอกาสนำความคิดของตนไปบริหารประเทศอย่างเต็มที่ โดยที่จะไม่พะวงกับความคิดคนอื่นพรรคอื่นที่ยังจะพยายามยัดเยียดความคิดของเขาให้เราทำเช่นเดียวกัน  

 

ซึ่งการพยายามยัดเยียดความคิดของตนให้รัฐบาลยอมรับหรือนำไปปฏิบัตินั้น ย่อมจะเป็นเหตุของการก้าวก่ายหน้าที่ ทำให้เกิดความสับสนในการบริหารงานของชาติ  จะเกิดข้อครหาได้ว่า มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ จริงอยู่ฝ่ายค้านย่อมมีสิทธิเสนอความคิดของตนได้  แต่ต้องยอมรับว่า  หากเขาไม่เอาไปพิจารณา ก็ย่อมเป็นสิทธิของเขา    ในเชิงจริยธรรมก็คือ  เราจะต้องเข้าใจว่าเป็นสิทธิ  ทีใครทีมัน   เราต้องยอมรับ  และไม่โกรธ  ไม่พาล ไม่เคียดแค้น ไม่อ้างว่าความคิดของตนนั้นล้ำเลิศประเสริฐจริง ๆ และตรงความต้องการของประชาชน แต่รัฐบาลเมินความคิดดี ๆ เช่นนี้เสีย  หรือถึงกับหาเรื่องพาลว่า รัฐบาลเช่นนี้ไม่ฟังความคิดเห็นของประชาชน เป็นเผด็จการทางความคิด  เป็นต้น   เพราะนี่ไม่ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตยเชิงจริยธรรม  จะเป็นเหตุของความขัดแย้งในสังคม ไม่มีที่สิ้นสุด และประชาธิปไตยไม่มีการสร้างสรรค์ และจะไม่ใช่ ไม่มีการวิวัฒนาการไปในทางที่ถูกต้องของประชาธิปไตย

 

ฉะนั้น  พรรคการเมือง จะต้องยอมรับว่า เราจะต้องเก็บเอาความคิดที่ดี ๆ นั้นไว้ทำเอง อย่าไปยัดเยียดให้เขาทำ  เพราะไม่เป็นการถูกต้องตามหลักการของระบอบประชาธิปไตย ด้วยเหตุผลดังกล่าว 

 

 

 

ฉะนั้น จึงยุติลงที่ข้อสรุป การเมืองเชิงจริยธรรม ดังนี้

 

1.    นักการเมืองจะต้อง รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย  เราจะต้องพูดคำ 3 คำนี้ต่อหน้าประชาชน คือคำว่า  ยอมรับในความพ่ายแพ้ของเรา   ยอมรับในชัยชนะของท่าน  และ  ขอแสดงความยินดีด้วย  เฉกเช่นเดียวกับวงการกีฬานั่นเอง เพียงแต่นักการเมืองและสถาบันการเมืองจะต้องทรงจิตใจที่สูงส่งสมบูรณ์ไปอย่างที่สุดกว่าสถาบันใดใด เพราะสถาบันการเมืองคือสถาบันอันสูงสุดของประเทศผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อประเทศและประชาชนไทยทั้งหมด  นี่คือสัจธรรมที่สอดคล้องกับหลักธรรมของพุทธศาสนาในประเด็นที่ว่า การปลดปล่อยเวรานุเวรของประชาชนทั้งชาติ  หรือการจองเวรจะจบสิ้นลงด้วยธรรมะข้อนี้ คือรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย    และในฐานะที่เป็นชาวพุทธ เราก็คงจะเข้าใจดีเมื่อระบุว่า  นักการเมืองจะต้องเล่นการเมืองด้วยจิตว่าง   ส่วนท่านที่นับถือศาสนาอื่น  ก็คงไม่ยากหากลองฟังดูว่า ความหมายของ  คำว่า  จิตว่าง  และการเล่นการเมืองด้วยจิตว่าง นั้นมีนัยความหมายสำคัญอย่างไร?

 

2.     ความคิดของเรา ถึงจะล้ำเลิศประเสริฐสักเพียงใด ก็มีเราเท่านั้นที่จะบริหารไปอย่างดี ตรงเป้าหมายยิ่งกว่าคนอื่น  ประชาธิปไตยจึงเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่ชนะการเลือกตั้งเป็นผู้ทรงสิทธิ์อันสมบูรณ์ที่จะนำความคิดของเขาไปบริหารประเทศ  (ความคิดในที่นี้ย่อมหมายความรวมถึงหลักการว่าด้วยนโยบายด้วย) นี่ย่อมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพรรคการเมือง  เขาย่อมทำไปตามความคิดของเขา   ไม่ใช่ทำตามความคิดของเรา (ทำตามนโยบายของเขา ไม่ใช่ทำตามนโยบายของเรา  เพราะตอนประชาชนพิจารณาเลือก  ประชาชนเลือกและยอมรับนโยบายของเขา  ไม่ได้ยอมรับนโยบายของเรา)   ไม่มีประเทศไหนเลยในโลกประชาธิปไตยที่พรรครัฐบาลจะบริหารประเทศไปตามความคิด(หรือนโยบาย)ของคนอื่นพรรคการเมืองอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน (ดูตัวอย่างในอเมริกา เรื่องความคิดสงครามตะวันออกกลาง เป็นต้น)  ฉะนั้น จึงเป็นธรรมดา และเป็นธรรมที่นักการเมืองฝ่ายที่ประชาชนส่วนใหญ่ไว้วางใจจะต้องยืนยันว่า ความคิดของเรานั้นถูกต้อง  และต้องพยายามพิศูจน์ให้แจ้งชัดว่าความคิดของตนถูกต้อง  รวมความถึงการพิศูจน์ว่าความคิดของรัฐบาลมีประสิทธิภาพกว่าความคิดของอีกฝ่ายหนึ่งที่เป็นฝ่ายค้าน เพื่อยืนยันความศรัทธาของประชาชนอย่างยาวนาน ต่อไป  โดยทำให้ประชาชนมีความสุขขึ้นมาได้จริง ๆ  นี่คือกติกาเชิงจริยธรรมที่จำเป็นของระบอบประชาธิปไตย  

 

เมื่อเรายอมรับสัจธรรมประชาธิปไตยเชิงจริยธรรม อย่างนี้  จึงจะเป็นการเชิดชู  ไม่ดูถูกประชาธิปไตย  การดูถูกประชาธิปไตยนั้นก็คือการก่อกวนระบอบให้เดินไปไม่ได้  ให้ล่มสลายลง  แล้วเราก็วิ่งไปกราบอ้อนวอนเผด็จการทหารให้เข้ามาช่วยครั้งแล้วครั้งเล่า  และพอเขาช่วยไว้แล้ว  เราก็กลับมาดูถูกตนเองต่อไปด้วยวงจรแห่งความโง่เขลาเช่นนี้ไม่รู้สิ้นสุดลง ก็เสียเวลาเสียโอกาสของประชาชนและประเทศชาติไปเปล่า ๆ อย่างมหาศาล 

 

ฉะนั้น  พรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยนี้  จะยอมรับเสียแต่แรกว่า เมื่อเราถูกปฏิเสธ โดยประการแรกถูกปฏิเสธจากประชานส่วนใหญ่ของประเทศในการเลือกตั้ง   และประการที่สอง โดยการยัดเยียดความคิดของเราให้ฝ่ายรัฐบาลแต่ถูกรัฐบาลปฏิเสธ   ก็ควรจบลง  ไม่ตอบโต้  ไม่สืบความยาวสาวความยืด ต่อไปอีก และทางที่ปฏิบัติอันสร้างสรรค์ก็คือ เก็บเอาความคิดของตนไว้เมื่อมีโอกาสได้เป็นรัฐบาลจึงนำความคิดที่เลอเลิศนี้มาปฏิบัติ และถือโอกาสศึกษาหาข้อมูลวิเคราะห์วิจัยนโยบายใหม่ ๆ ออกมาเตรียมไว้  นี่จึงจะเป็นไปตามหลักการสร้างสรรค์โดยระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง   ฝ่ายค้านก็จะได้รับการชื่นชมเหมือนกันว่า รู้จริยธรรมแห่งระบอบการเมืองดี มีความอดทนอดกลั้นสูง ประเทศชาติ ประชาชนก็จะไม่มีการขัดแย้งกัน ไม่ก่อเวรกัน  ไม่โกรธกัน  ไม่ทำร้ายกัน  ฯลฯ  ก็มีการก้าวไปในวิวัฒนาการที่ถูกต้องของประชาธิปไตย  ประชาธิปไตยจึงจะสร้างสรรค์และเป็นความก้าวหน้า พัฒนาการไปสู่ความสุขสงบ และทรงคุณค่าห่างไกลจากเผด็จการทุกรูปแบบ ตลอดกาลนาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พุทธศักราช 2550

 

และในบทบรรณาธิการวันนี้ ได้ถึงเวลาที่เราจะขอประกาศบุคคลแห่งปีพุทธศักราช 2550  โดยเราจะให้ลำดับต่อจากบุคคลแห่งปีที่แล้ว   ดังต่อไปนี้ 

 

 

 

 

บุคคลที่ 73

อ่อง ซาน ซู จี 

ผู้นำฝ่ายค้านแห่ง สหภาพพม่า (Union of Myanmar) 

 

อ่อง ซาน ซู จี มีบุคลิกภาพที่บ่งบอกไปถึงสติปัญญา  ตะปะ และความทรหดอดทนอย่างเยี่ยมยอด ในการรอคอย จังหวะที่เหมาะสม อุปมาเหมือนเสือที่รอคอยเหยื่อให้เข้ามาใกล้ ๆ ในระยะที่พอดีกับการออกไล่ล่า  มีความเยือกเย็นและความศรัทธาในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง  ปลงและปล่อยวาง  เย็นจนเห็นนิพพาน  คือเย็นไปตลอดกาล  เรามั่นใจว่า อ่องซาน ซูจี จะสามารถทรงความเยือกเย็นไปได้ตลอดกาล  โดยเห็นจากเหตุการณ์ในระยะหลังในเมียนม่าร์ ที่มีการเดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าช่วงเดือน ก.ย.  มาถึงสิ้นปี 2550 นี้  แน่ละเธอได้แสดงตนเป็นชาวพุทธผู้ลึกซึ้งให้ปรากฏไปทั่วโลกโดยตลอดมาจนถึงบัดนี้ และแม้สงฆ์ในพม่าส่วนใหญ่ก็มีความเชื่อความเลื่อมใสและเห็นคุณค่าในตัวเธอจนกล้าออกมาสนับสนุนร่วมขบวนการประชาธิปไตยด้วย ทั้งนี้โดยความหมายแห่งญาติธรรม หรือเลือดเนื้อเชื้อไขแห่งธรรม  หรือบุตรีแห่งธรรมผู้สง่างาม และกล้าหาญนั่นเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

บุคคลที่ 74

พล.ต.ต. นภดล เผือกโสมณ

 

แผ่นดินเดือดที่นราธิวาส ได้เกิดวีรบุรษขึ้นคนแล้วคนเล่า  และนี่คือ 1 ในวีรบุรุษเหล่านั้น พล.ต.ต.นภดล เผือกโสมณ เดิมมียศ พ.ต.อ. มีภริยาและลูกสาว เป็นครอบครัวพ่อ แม่ ลูก รวม 3 คน  ที่มีความรักและความสุข แต่หัวหน้าครอบครัวต้องเผชิญชะตากรรมร้ายแรงในสามจังหวัดภาคใต้  ระหว่างวันที่ 5-11 พ.ค.2550  มีแต่ข่าวร้าย ๆ  จากสามจังหวัดภาคใต้ ที่กระทบกระเทือนจิตใจคนไทยมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ  พ.ต.อ.นภดล เผือกโสมณ รอง ผบก.ภ.จ.นราธิวาสเหยียบกับระเบิดของคนร้าย แขนขาขาดและบาดเจ็บแทบเอาชีวิตไม่รอด  แต่ก็รอดได้อย่างประหลาด ด้วยอานุภาพแห่งความดี ความบริสุทธิ์ใจและความจงรักภักดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เขาประกาศสู้ไม่ถอย  ว่าหากไม่ตาย แม้พิการก็จะขอลงมาต่อสู้ที่สามจังหวัดภาคใต้ต่อไป  อันเป็นสิ่งที่สะท้อนความกล้าหาญและจิตใจธรรมะว่ามาจากความสัจจริงที่ว่า  ธรรมะย่อมชนะอธรรม  เป็นไปไม่ได้ที่อธรรมจะชนะธรรมะ    (อสาธุ สาธุนา ชิเน)  และนี่คือแบบอย่างแห่งความกล้าหาญของนักรบ สำหรับประชาชนไทยทั้งชาติ  และสำหรับเพื่อน ๆ นักรบทั้งหลายที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในแดนใต้อันตรายขณะนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บุคคลที่ 75 

คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ 

 

อธิบายเรื่องแนวคิดการปฏิรูประบบราชการอย่างมีเหตุผลสำหรับความเป็นมนุษย์และสังคมมนุษย์ ยุคประชาธิปไตยที่สอดคล้องหลักธรรมวินัยของพุทธศาสนา นั่นคือหลักการว่าด้วยงานกับความเป็นธรรม   บำเหน็จควรได้ด้วยผลงานจริง ๆ นั่นหมายถึงตำแหน่งที่คู่ควรกับงาน  ไม่ใช่ชั้นยศ  จึงจะสอดคล้องหลักธรรม  ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว   ท่านได้อธิบายเรื่อง ร่างพรบ.ใหม่เกี่ยวกับการจัดระบบราชการพลเรือนใหม่  ที่ให้เลิกระบบซี  หรือระบบชนชั้นในระบบราชการ  แต่ให้มีระบบตำแหน่งแทน  คำอธิบายมีว่า  ระบบชั้นหรือซี  บกพร่องในความยุติธรรมว่าด้วยงาน  โดยหลักการยุติธรรมแล้ว คนทำงานต้องได้รับการตอบแทนที่สมกับงาน  แต่ระบบซี คนที่อยู่ในระดับซีสูง ๆ บางคน ไม่มีความรู้ในงานเลย ทำงานไม่เป็นเลยก็มี ก็เป็นอยู่ในระบบราชการไทยขณะนี้ (มาเป็นหัวหน้าของเขาได้โดยที่ไม่มีความรู้ในงานที่ตนเองดูแลอยู่เลยก็มี)  งานเป็นเหตุผลของการอยู่ในตำแหน่ง  ไม่ใช่ซี อย่างในปัจจุบันนี้  ซึ่งสร้างความไม่เป็นธรรมให้เกิดขึ้นในวงการราชการ  ดูเป็นเหตุผลเดียวกับแนวคิดการที่ต้องปฏิรูปการศาสนา การคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบันนี้ อันเป็นแนวคิดที่สอดคล้องหลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เพราะระบบซี แท้จริงคือระบบชนชั้น  ที่ไม่อยู่บนเหตุผลที่ชอบธรรม นั่นเอง เราเห็นว่า คุณหญิงท่านมีวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้อย่างแจ่มแจ้งที่แทงทะลุปรุโปร่งไปถึงวงการสงฆ์ไทยได้อย่างแจ่มแจ้ง (คือระบบชนชั้น หรือ ชั้นยศในวงการสงฆ์ไทย  เปิดโอกาสให้สงฆ์ที่ไม่มีมรรคไม่มีผลแม้ระดับต้น ๆแห่งมรรคผล  หรือแม้ระดับศีลสามัญตา และทิฏฐิสามัญตา แต่สามารถขึ้นไปอยู่ในชนชั้นที่สูงสุดของวงการสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าได้  เป็นต้น)   

 

 

 

 

 

 

 

 

บุคคลที่ 76

ปรัชญา ปิ่นแก้ว   

 

ทำภาพยนตร์ได้ระดับมาตรฐานสากล มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีฝีมือนับแต่หนังแอ๊กชั่นเรื่อง องค์บาก และต้มยำกุ้ง ที่เขาทำให้ชื่อเสียงของนักแสดงไทยคือ จาพนม โด่งดังไปทั่วโลก   ปรัชญา ปิ่นแก้ว เป็นผู้ที่เก็บความซู่ซ่าได้ดี เพราะความถ่อมตน  เหตุผลในการสร้างภาพยนตร์ของเขาดีมาก หมายถึงมุมมองที่เป็นสัจธรรมและเป็นวิทยาศาสตร์  ในหนังใหม่ของเขาคือ ช๊อกโกแลต  เขาแสดงทัศนะแห่งความมีเหตุมีผลว่า ผู้หญิงที่สู้ผู้ชายได้ มันก็ต้องทำให้เชื่อให้ได้ อย่างจีจ้าตัวเล็กๆแขนเล็กๆ ขาเล็กๆจะต้องทำยังไง ถ้าเกิดเห็นผู้หญิงคนหนึ่งสู้ผู้ชายได้เป็นสิบๆคน ต้องเหลือเชื่อแน่ๆ ว่าเขาทำได้ยังไง  แต่ถ้าเขาเป็นเด็กพิเศษละซึ่งในความเป็นตรรกของภาพยนตร์ มันก็ต้องมีความน่าเชื่อถือของตรงนี้ใส่เข้าไปด้วย (เขาจึงกำหนดให้จีจ้า ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ มีความพิเศษที่ ความเป็นออทิสติก)  แล้วให้เวลากับการฝึกซ้อมทั้งในส่วนของการแสดงเองและแอ็คชั่นของตัวละครตัวนี้ให้ทุกรายละเอียดทั้งหมดมาอยู่ที่ตัวจีจ้าให้มากที่สุด ในระหว่างที่ไม่มีถ่าย มันก็คือเวลาของการฝึกซ้อมของจีจ้าที่จะต้องทำให้ตัวเองเป็นเด็กออทิสติกให้ได้   ในส่วนของทักษะทางด้านการต่อสู้ ซึ่งฉากการต่อสู้ที่ถูกออกแบบมาในแต่ละฉาก จะต้องมีการถูกฝึกซ้อมตามลำดับ ตามกำหนดที่เราวางเอาไว้   ตามเหตุผลดังนี้จึงถือว่าปรัชญา ปิ่นแก้ว เป็นนักสร้างที่ประสบความสำเร็จแบบโลดโผน ยิ่งใหญ่  และหนึ่งในความหมายของเขาก็คือ ทำอะไรคำนึงถึงเหตุและผล  ต้องมีเหตุมีผล เป็นวิทยาศาสตร์ และเป็นพุทธ (คืออยู่ที่เหตุผล ความสามารถ การฝึกซ้อม  ไม่ใช่ต้องอ้อนวอนบวงสรวงให้พระภูมิ เจ้าที่ ผีสาง เทวดามาช่วยทำ เพราะ สิ่งเหล่านั้นแท้จริงช่วยอะไรไม่ได้เลย)  

 

 

 

 

 

 

 

บุคคลที่ 77

ครูนวลน้อย  ทิมกุล    

 

ครูนวลน้อย ทิมกุล เป็นประชาชนคนจน ๆ คนหนึ่งของประเทศไทย ที่ไม่ได้มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีเด่นมั่นคงพิเศษกว่าคนธรรมดา ๆ คนหนึ่งแต่อย่างใด แต่เป็นครูผู้มีจิตวิญญาณครูอยู่เต็มเปี่ยม สามารถอุทิศตนเพื่อการให้  โดยให้ความรู้การศึกษา อาหาร ที่อยู่ที่พักพิง และความอบอุ่นที่ปลอบประโลมใจ แก่เด็กอนาถาที่เร่ร่อน ครัวแตก และไม่มีบ้านอยู่ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 ถึง ปัจจุบันเป็นเวลา 28 ปีเข้าแล้ว  เด็ก ๆ ที่ครูนวลน้อยได้ให้ความช่วยเหลือมาล้วนเป็นเด็กที่มีปัญหาทุก ๆ ด้าน นับแต่อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน เด็กที่พ่อแม่ต้องโทษจำคุก เด็กเร่ร่อน และเด็กที่ไม่มีโอกาสทางการศึกษาโดยนิตินัย เท่าเทียมกับเด็กอื่นๆ ปัจจุบันมีเด็กในความดูแลของ "บ้านครูน้อย" จำนวน 128 คน มีทั้งหญิงและชาย ระหว่างอายุ 6-18 ปี ในจำนวนนี้มีเด็กที่กำลังเรียนในสถานศึกษาต่างๆ 98 คน นอกนั้นเป็นเด็กเล็ก หรือเด็กพิการซ้ำซ้อน หลายคนในจำนวนนี้กลับไปพักที่บ้านของตนในเวลากลางคืน แต่ก็ยังมีเด็กอีกจำนวนไม่น้อย ที่พักอาศัยที่ "บ้านครูน้อย" และที่บ้านเช่า ซึ่งครูน้อยรับภาระค่าเช่าบ้าน เพื่อให้เด็กๆ ได้มีที่นอนอย่างปลอดภัย  ประเด็นของครูน้อยที่เราเห็นก็คือ ครูน้อยไม่คิดว่าการมีประกาศนียบัตรครู เป็นเรื่องสำคัญที่ปิดกั้นความเป็นครู สิ่งที่ทำให้คนเป็นครูที่ดีไม่ได้อยู่ที่ประกาศนียบัตร์ หรือปริญญาที่รับรองให้   ถึงไม่มีประกาศนียบัตรหรือปริญญาก็เป็นครูที่ดีได้  แม้ครูผู้ยิ่งใหญ่ของโลก คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงเป็น สตฺถา เทวมนุสฺสานํ คือทรงเป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ก็มิได้มีใครออกใบประกาศนียบัตรให้พระองค์ เพื่อการทรงงานที่เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย  กว่าจะมาถึงวันนี้ ครูนวลน้อย ได้ต่อสู้มาอย่างหนักหน่วง  เพื่อการเริ่มต้นงานการศึกษาของชีวิตระดับแรกเริ่มของชีวิต เป็นผู้มองไกลไปถึงอนาคตของเด็ก ๆ ที่จะดีหรือเลวร้าย เพราะขาดการศึกษา   หากปราศจากปัญญา ขาดวิสัยทัศน์ ขาดเมตตา และความเสียสละแล้วก็คงจะไปได้ไม่มาถึงเวลานี้  ที่มีความสุขความพอใจกับงานการช่วยเหลือเด็ก ๆ ผู้ยากไร้ ด้อยโอกาสในการเรียน จึงสมควรแก่ฐานะ บุคคลแห่งปี พ.ศ.2550 ของหนังสือพิมพ์ดีทุกประการ

 

 

 

 

 

 

 

บุคคลที่ 78

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง  รมว.มหาดไทย รัฐบาลสมัคร 1 

 

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง พูดติดปาก และมักจะออกวาทะเสมอว่า ผมเป็นชาวพุทธ  เขาบอกอย่างเปิดเผยว่า อยากเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย  และเขาก็ได้เป็นสมใจ  ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมในความสำเร็จของเขา  แต่ประเด็นสำคัญของความเป็นบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดีก็คือ  เขาเป็นรัฐมนตรีคนเดียว ที่ไม่ปรากฏภาพการบวงสรวง หรือการน้อมศีรษะบูชาสิ่งที่ไร้สาระสำคัญ เช่นพระภูมิเจ้าที่ ผี สาง เทวดา เทพเจ้า ทางจอแก้วในเวลาที่เข้ารับตำแหน่งใหม่ ๆ ไม่เห็นเขาจุดธูปจุดเทียนน้อมไหว้สิ่งที่ไม่มีตัวตน ในศาลเล็ก ๆ หรือศาลใหญ่ ๆ ก็ตาม ที่ชาวบ้าน ๆ เรียกกันว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (เช่นจตุคามรามเทพ เป็นต้น)   เราเห็นว่า นี่คือความมีศักดิ์ศรีแห่งมนุษย์  ความมีมนุษยธรรม  ความมั่นใจในธรรมะของความเป็นมนุษย์  และบอกถึงความเป็นธรรม เนื่องจากปราศจากอคติ4 คือ ฉันทาคติ เพราะความรัก   โทสาคติ เพราะความชัง  โมหาคติ เพราะความหลงหรือความไม่รู้(โง่)  และภยาคติ เพราะความกลัว เมื่อเขาไม่เกรงกลัวแม้เทพเจ้าแล้วก็เป็นอันมั่นใจได้ว่าจะมีความเป็นธรรมหรือความเป็นกลางต่อประชาชนอย่างแน่นอน   และ สมควรที่จะได้รับการยกย่องเป็นบุคคลแห่งปี พ.ศ.2550 ของหนังสือพิมพ์ดี  

 

 

 

 

 

 

        

บุคคลที่ 79

พิชัย  วาศนาส่ง   

 

พิชัย วาศนาส่ง เป็นผู้เชี่ยวชาญผู้รู้ในศาสตร์และศิลป์สาขาต่าง ๆ   เช่นดนตรีสถาปนิก นักเขียน นักวิเคราะห์ข่าวต่างประเทศ  เป็นผู้มีชื่อเสียงจากการจัดรายการโทรทัศน์ ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี  เป็นผู้ที่รักภาษาไทย และใช้ภาษาไทยได้ถูกต้อง ได้ปริญญานิเทศศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปัจจุบัน มีผลงานการเขียนบทความให้กับนิตยสารต่วย'ตูน พลอยแกมเพชร และคอลัมน์ "ข้างครัว" ในนิตยสารสารคดี บอกเล่าเรื่องราว ประวัติความเป็นมาของอาหารนานาชาติ  ฯลฯ  ซึ่งเป้นสิ่งชี้บอกความรอบรู้ของเขา  และในการประชุมรัฐสภาหนแรกของปีพุทธศักราช 2551 ในฐานะสมาชิกรัฐสภา พิชัย วาศนาส่งลุกขึ้นอธิบายประเด็นโลกร้อน  โดยอธิบายอย่างครอบคลุมองค์รวมทั้งหมดของปัญหา และสามารถแสดงเหตุผล อย่างเป็นเหตุผลที่สอดคล้องหลักอิทัปปัจจยาการ ในพระพุทธศาสนา  เป็นอย่างดี  จนสามารถจินตนาการตามไปได้จนเป็นภาพอย่างแจ่มแจ้ง เราจึงยกให้เป็นบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี ประจำปี 2550 คนสำคัญที่ควรยกย่องอีกท่านหนึ่ง

 

 

 

 

 

 

 

 

บุคคลที่ 80

อนันต์ บัวสุวรรณ  นายกสมาคมปลอดภัยไว้ก่อน  

 

 

ทำงานด้วยความเสียสละ มีความสม่ำเสมอ มั่นคงในกิจวัตร  แม้เมื่อมาเองไม่ได้ ก็มีตัวแทนมาออกรายการ ที่เห็นบ่อยก็คือ ดร.พร้อมพิไล บัวสุวรรณ ซึ่งเป็นส่วนของงานที่เต็มไปด้วยความเสียสละนี้ ดำเนินรายการเพื่อสาธารณประโยชน์โดยบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริง  สัจธรรมในงานนี้ก็คือการเตือนมวลชนมหาศาลให้ระลึกถึงมาตรการป้องกันไว้ดีกว่า คือ ปลอดภัยไว้ก่อน ทางช่อง 9  เป็นประจำทุกวันเสาร์  ท่านมีวาทะที่น่าเลื่อมใสว่า  ถ้าสังคมเราคิดเพียงคำว่า “เรื่องของมึง ไม่ใช่เรื่องของกู”  หรือ  “เรื่องของกู ไม่ใช่เรื่องของมึง” แล้ว  สังคมก็ขาดความสมานฉันท์ ขาดความอุทิศ ขาดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว เป็นสามัคคีธรรม    แต่ถ้าเมื่อไรเราพูดว่า  “เรื่องของเรา” แล้ว  นั่นแหละสามัคคีธรรมย่อมเกิดขึ่นในสังคมที่รักของเราได้    นี่คือหลักการว่าด้วยสามัคคีธรรมจริง ๆ  เราจึงมอบความเป็นบุคคลแห่งปีให้อีกท่านหนึ่งด้วยความยินดียิ่ง

 

 

 

 

 

 

 

 

บุคคลที่ 81

อิริค จี. จอห์น( Eric G. John )  เอกอัคราชทูตสหรัฐอเมริกาแห่งประเทศไทย 

 

ในวันครบรอบสัมพันธไมตรี ที่สถาปนาทางการทูตระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา ครบ 175 ปี (วันที่ 20 มีนาคม 2376 (ค.ศ.1833-2008) ได้แสดงวาทะว่า สัมพันธไมตรีไทย อเมริกา เป็นสัมพันธไมตรีที่ยาวนานที่สุดระหว่างสองประเทศนี้ ขณะนี้ประเทศไทยเดินทางมาถูกต้องถูกทางแล้ว เพราะได้กลับมาเป็นประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง และนับแต่บัดนี้ไป สหรัฐอเมริกาจะคืนสิทธิ์ต่าง ๆ ให้ประเทศไทยเหมือนเดิม โดยคืนสิทธิที่ถูกอายัดกลับคืนไปในระหว่างไทยถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการของพล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน  แต่ที่น่าชื่นชมของเราก็คือการประกอบพิธีปลูกต้นไม้ที่ระลึกคือ พิธี   Tree Planting Ceremony in Honor of 175 Years of U.S.-Thai Friendship: Thursday, March 20, 11:00am at Jatujak Park เปิดสวนอนุสรณ์ 175 ปีเพื่อเป็นเกียรติยศแด่วันครบสัมพันธไมตรีสหรัฐ-ไทย 175 ปี วันที่ 20 มีนาคม 2551ที่สวนจตุจักร [ plant 175 trees in the new U.S.-Thai garden honoring the long and enduring friendship between our two countries] โดยปลูกต้นไม้จำนวน 175 ต้น ร่วมกับนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช,  ผู้แทนรัฐบาลไทย,ผู้แทน  กรุงเทพมหานครและแขกพิเศษจำนวนหนึ่ง   จากเวลานั้นแล้ว   ท่านเอกอัครราชทูต อีริค จี. จอห์น นี้ ยังได้เดินทางไปพร้อมภริยา (Mrs. Erick G. John) ไปทำบุญสังฆทาน ที่วัดปทุมวนาราม  ตามข่าวเห็นท่านเอกอัครราชทูต ทำหน้าที่เป็นศรัทธาธิบดี  คือเป็นประธานเจ้าภาพ  และทำหน้าที่ของท่าน  คือ เริ่มด้วยการบูชาพระรัตนตรัย  เห็นท่านคุกเข่าลง ณ แท่นกราบ และจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ที่โต๊ะหมู่บูชา  ด้วยท่าทางของผู้ศรัทธาจริง ๆ  และพระสงฆ์เถรานุเถรที่มารับสังฆทาน จำนวนร่วม 10 รูปก็ล้วนมีอาการสงบและชื่นชมท่านเอกอัครราชทูตท่านนี้   เราเห็นว่า ตั้งแต่สหรัฐอเมริกามีสัมพันธไมตรีกับประเทศไทยมา ไม่เคยเห็นภาพที่แสดงออกถึงความเข้าใจในประเพณีของชาวพุทธ และร่วมในประเพณีชาวพุทธ ว่าด้วยการทำบุญสังฆทาน อันเป็นระบบประเพณีแบบชาวพุทธพื้นบ้านทั่ว ๆ ไป นิยมทำกันมาเป็นเวลาช้านานนี้  โดยศรัทธาแห่งใจตนเอง เหตุที่ความศรัทธา ด้วยศาสนาพุทธมิได้มีการบังคับชาวพุทธหรือมนุษย์ผู้ใดให้ทำบุญในพระพุทธศาสนา   เราจึงเห็นว่า นี่เป็นการลดตนเองลงมา ยอมรับในสัจธรรมของการให้ ( ทานํ ) ซึ่งหมายถึงความเข้าใจสัจธรรมแห่งความเป็นมนุษย์ผู้มีจิตใจที่เคารพผู้อื่น เคารพในความคิดเห็นของผู้อื่น และ เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันระหว่างมนุษย์ด้วยกัน  นั่นเอง  นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่เราเต็มใจยินดียกย่องท่านเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย อิริค จี จอห์น ท่านนี้ โดยขอยกย่องให้เป็นบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี ประจำ ปีพุทธศักราช 2550 

 

 

เราจึงขอประกาศนาม    อ่องซาน ซูจี   พล.ต.ต. นภดล เผือกโสมณ  คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์   ปรัชญา ปิ่นแก้ว    ครูนวลน้อย  ทิมกุล  ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง     พิชัย  วาศนาส่ง    อนันต์ บัวสุวรรณ  อิริค จี. จอห์น( Eric G. John )  ว่าเป็นบุคคลแห่งปีพุทธศักราช 2550 ของหนังสือพิมพ์ดี  ไว้ ณ ที่นี้

 

 

 

 

เราได้นำผลงานของ ชลัมพุช โหรชนบท เจ้าของงานวิจัยโหราศาสตร์ ภายใต้หัวข้อว่า  ดวงชะตาผู้นำชาติและดวงเมืองยุคปัจจุบัน  ตอนล่าสุด เกี่ยวกับชะตาเมือง และดวงชะตาของสมัคร สุนทรเวช และอภิสิทธิ เวชชาชีวะ  มาลงท้ายบทบก.นี้แล้ว  โปรดอ่านจาก  บันทึกโหราศาสตร์ จากเวบไซต์ของเรา เพื่อท่านผู้อ่านได้พิจารณาว่า โหราศาสตร์ มีความเป็นศาสตร์อยู่เพียงใด และการพยากรณ์ของชลัมพุช โหรชนบท ได้ยืนยันความเป็นศาสตร์ของโหราศาสตร์เพียงใด (เขาทายแม่นขนาดไหนกัน?)

 

 

 

ในที่สุดเราขอแจ้งว่า ในการรายงานข่าวสารครั้งนี้เป็นการรายงานโดยเอกสารหนังสือพิมพ์  แท้ที่จริงแล้วเราได้รายงานอย่างทันกาลทันเวลาและค่อนข้างสดทางอินเทอเนตไปตลอดเวลาแล้ว  การทำเอกสารจึงเป็นเพียงการนำเอาเรื่องราวในอินเทอเนต เพียงส่วนหนึ่งมาใส่ในเอกสารอีกทีหนึ่งเท่านั้นเอง  และแท้ที่จริงก็ได้มีสมาชิกหนังสือพิมพ์ดีติดตามในอินเทอเนตเป็นประจำวันอยู่จำนวนหนึ่งแล้วเหมือนกัน นั่นคืออินเทอเนตของเรา https://www.newworldbelieve.net และบัดนี้เราเป็น       ดีอินเทอเนตโดยแท้จริง  เราได้ทำหนังสือพิมพ์ดีอินเทอเนตอย่างเต็มรูปแบบของดีอินเทอเนต นั่นคือเรายังคงเฝ้ามองสถานการณ์ทุกชนิดต่อไปและสะท้อนออกโดยตรงทางอินเทอเนตช่องของเราสด ๆ อย่างทันสถานการณ์วันต่อวัน ดังกล่าวนั้น  โปรดติดตาม และโปรดอย่าพลาดชม เผยอันดับยอดนิยม20 อันดับ ในเวบไซต์ของเรา เป็นอันขาด

 

 

 

 

                                                          บรรณาธิการ

                                                                        9 เม.ย. 2551

 

 

 

 




หนังสือพิมพ์ดีเล่มที่ 40

ปกและอุดมการณ์ของเรา
พุทธทำนาย
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอสิ้นพระชนม์ อาลยวาณี
บันทึกโหราศาสตร์(ข้อสรุป)ดวงชะตาผู้นำชาติและดวงเมืองยุคปัจจุบัน
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว
มีอะไรในเวบไซต์ของเรา
หน้าบอกสถานะของเรา
วาทะเปิดประชุมสภาสงฆ์ระดับชาติ



Copyright © 2010 All Rights Reserved.