dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พ.ศ.2540 - 2559
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 1
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 51
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 52
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 53
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 54
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 55
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletThe Truth Of Red Thailand 12-14 April 2009
bulletFrom red shirt survivor person
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
โหราศาสตร์ [updateใหม่สุด]
dot
bullet สารบาญโหราศาสตร์ คำพยากรณ์ นักการเมือง และคนสำคัญของแผ่นดิน
bulletดวงชะตาประเทศไทย พยากรณ์ว่าประชาชนจะอดอยากยากจนและเผชิญภับพิบัติ 4 ประการ
bulletให้คำพยากรณ์นักธุรกิจชาวอังกฤษ
bulletอยากรู้เรื่องโหราศาสตร์ คลิก!
dot
Buddhism How? บันทึกของนักปฏิบัติธรรมผู้ถวายชีวิตพิศูจน์สัจธรรมพุทธให้รู้แจ้งเห็นจริงถึงระดับมรรคผลนิพพานแท้
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
bulletศึกษาโลกลี้ลับ 26
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว วิเคราะห์ทุกปัญหาในโลกมนุษย์ด้วยสติปัญญาและเหตุผลวิทยาศาสตร์
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletประวัติการต่อสู้เพื่อการดับทุกข์ ของพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์ แนวปฏิรูปคณะสงฆ์อยู่ในบทวิเคราะห์นี้แล้ว
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา แนวคิดศาสนาสำหรับคนยุคใหม่
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ของฟรีให้เปล่ามา20ปีแล้วทั้งเอกสารและอินเทอเนท
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา เราทำเพื่อปัญญาชนโดยแท้
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่1-3


เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2541

 

เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2541

 

ในปี 2536 ประเทศไทยได้ประสบความเสื่อมโทรมทางวัฒนธรรมอย่างหนัก มีคำว่า ตกเขียว และ โสเภณีเด็กไทย เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ดังกระฉ่อนไปทั่วโลก และยังมีวารสารต่าง ๆ ต่างประเทศเช่น Longman จารึกเอาไว้ว่า ประเทศไทยได้ชื่อว่า มีโสเภณีมากที่สุดในโลก  มีตนติดเอดส์มากที่สุดในโลก  คนไทย-สังคมไทยมีความนิยมวัฒนธรรมกามปรากฏอย่างออกหน้าออกตาทางสื่อมวลชนทุกแขนง โดยเฉพาะทางโทรทัศน์ทุก ๆ ช่องในขณะนั้น  จนกระทั่งพระสงฆ์รูปหนึ่งทนดูอยู่ไม่ได้ จึงเปิดฉากการรณรงค์ต่อต้านทำสงครามวัฒนธรรมเพื่อปกป้องสังคมและวัฒนธรรมของชาติ รวมความถึงการปกป้องเปลือกที่หุ้มห่อของพระพุทธศาสนาอันสูงสุดในประเทศนี้  จึงเกิดแผนงาน  แผ้วสังคมด้วยธรรม นี้ขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 ตราบปัจจุบันนี้  และการรณรงค์ระยะแรก ๆ มุ่งหมายเผชิญหน้าแบบตรงไปตรงมาเพื่อให้แตกหักไปข้างหนึ่ง ปรากฏในประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อสังคมไทยเป็นเวลายาวนานกว่า 16 ปี ต่อไปนี้

 

แผนงานแผ้วสังคมด้วยธรรมะ

ของ ปัญญาธโรภิกขุ(พระพยับ ปญฺญาธโร : อดีตเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ)

เริ่มงานครั้งแรกวันที่ 23 ตุลาคม พุทธศักราช 2536

ด้วยผลงานการวิเคราะห์สังคมใน เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว

 

ต่อต้านเอดส์ต่อต้านอนารยธรรม

เพื่อร่วมมือกันต่อสู้สงครามรุกรานทางวัฒนธรรม

 

 

 

 

สารบาญ 
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.๒๕๔๑

 

1.    ผู้หญิงจากจอแก้ววันนี้ : บุคลิกภาพที่น่าสนใจ
2.    ขอคิดด้วยคน เรื่องเมียหลวงเมียน้อย 

3.    วิถีสันติ  รายการมุสลิม เทศกาลรอมฎอน
4.    ปศุสัตว์พัฒนา เรื่องไข้หวัดนกฮ่องกง
5.    รายการแสงธรรม “สงฆ์” เป็นคำเฉพาะสำหรับศาสนาพุทธ

6.    ข่าวภาคค่ำ ทอดผ้าป่าช่วยชาติได้ทองคำแล้ว200กก.
7.    ฟุตบอลลโลก ฟร๊องซ์ 98 รอบรองชนะเลิศ

8.    ถอดรหัสการวิ่งเต้นซื้อสมณศักดิ์
9.    เวทีไอทีวีารรับน้องใหม่ในมหาวิทยาลัย
10.  ปิดฟร้องส์98 บราซิลแพ้ฝรั้งเศส


11.  สารคดีตำนานนักรบงครามครูเสด
12.  รู้ธรรมนำชีวิตสัญจร อ.หาดใหญ่ สงขลา
13.  ข่าว : สดจากวัดสนามจันทร์ ผิดทั้งกฎหมายและกฎมหาเถร  
14.  ปฏิรูปการศึกษาไปสู่ศตวรรษที่ 21

15.  เมืองไทยวันนี้ คนไทยในอเมริกากลับบ้าน
16.  ขอคิดด้วยคน เราไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับการค้าต่างประเทศ

17.  เปิดโลกธุรกิจ ตัวอย่างอัจฉริยะคนเก่งเอง
18.  Hot Line บันเทิง  ชีวจิตเพื่อสุขภาพ
19.  ปศุสัตว์พัฒนา ไก่เนื้อไทยเข้าญี่ปุ่น
20.  รายการสมฤทธิ์ ฤาชา ชมผ้าฝ้าย ผ้าไหมไทย

21.  itvTALK ไอทีวีทอล์ค พบทักษิณ ชินวัตร หน.ทรท.
22.  ข่าว เยาวชนอเมริกันเสนองานร่วมเพศผ่านอินเตอเนต
23.  ข่าว คลินตั้นขึ้นศาลกรณีข่าวเซ็กอื้อฉาวอีกแล้ว
24.  ข่าวเช้า สำนักสงฆ์บุกรุกที่สาธารณะ
25.  รายการเยาวชนกับปัญหาเซ็กซ์
       ระวังตัวอย่างเยาวชนอเมริกันจะเสพกามทางอินเทอเนต

26.  ขอคิดด้วยคน อานันท์ ปันยารชุน พบ เกษม ศิริสัมพันธ์ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
       เรื่องมหาวิทยาลัยไทยกับความคิดทางการเมือง

27.  ไอทีวีทอล์ค ปัญหารง.ไทยเมล่อน

28.  กรองสถานการณ์ ผ่าหัวใจบิ๊กจิ๋ว

29.  ข่าว  คดีคลินตั้น กับเลวินสกี้

30.  แสงส่องใจ ไปนมัสการหลวงตามหาบัว
31.  รายการข่าว วันนี้เรามีหนังสือเป็นเพื่อน
32.  รายการแสงธรรม ข่าวพระสังฆราชไทย7องค์ไปประชุมวาติกัน
33.  ถ่ายทอดสดจากวัดพระธรรมกาย พิธีบวชอุบาสิกาแก้ว
34.  รู้ธรรมนำชีวิตสัญจร พระอรหันต์บางองค์ก็ไม่ค่อยฉลาด
35.  รู้ธรรมนำชีวิตสัญจร(ต่อ) วัดนั้นจะเก็บคนละ1ล้านบาท

36.  Nation News Talk หลังข่าวค่ำ อนาคตข้าวหอมมะลิไทย
37.  แสงธรรม อะไรคือสังฆมณฑล?

38.  สถานการณ์กัมพูชา พระเดินขบวน


39.  รายการธรรมะแก้ปัญหาชีวิต โหราศาสตร์ ดาวใหญ่พักร

40.  ข่าววิจารณ์ พระสงฆ์กับความต้องการของสังคมไทย

41.  ข่าวเที่ยงวันไอทีวี สงฆ์กัมพูชาเดินขบวนเหมือนสงฆ์พม่า

42.  ข่าวสองทุ่ม โพธิรักษ์กับพวกแพ้คดี

43.  กรองสถานการณ์ จับเท็จเงินชดเชยราษีไศล

44.  ฟ้าใสกับไกรวิทย์  ไม่ควรให้มีรายการเช่นนี้

45.  ตามล่าหาความจริง ตำนานความเป็นมาของยาบ้า

46.  ดูคลินตั้นวันนี้ข่าวแปดโมงครึ่ง (กรณีลูวินสกี้)

       อ่านบุคลิกภาพที่ขัดแย้งกันสองบุคลิกภาพ  ที่ไปที่มาแห่งความอัจฉริยะ

47.  แสงธรรม

       พระสังฆราชมีชัย กิจบุญชู ประธานสภาพระสังฆราชแห่งประเทศไทย?

48.  พุทธประทีป เทศนาเรื่องพุทธแท้หลวงตามหาบัว

49.  ข่าวไอทีวีภาคค่ำ การเมืองไทย การเมืองมาเลเซีย ทุจริต
50.  ชีวิตไม่สิ้นหวัง คำถามของ Prof. James Steward

 

51.  รายการภาคบ่ายน่าสนใจ พบช่องโหว่ในชั้นบรรยากาศใหญ่เท่าออสเตรเลีย

52.  บ่ายนี้มีคำตอบ หนังสือพระมหาชนก พระราชนิพนธ์

53.  ลานบ้านลานเมือง ชุมนุมผู้กล้าหาญแห่งวงการวิชาชีพ
54.  แสงธรรม พิธีฉลองครบรอบวันได้สถาปนาเป็นพระอัครสังฆราช?

55.  ข่าว เปิดเอเซี่ยนเกมส์ 41

56.  ข่าว  วิสัยทัศน์พระธรรมกาย บทวิเคราะห์เชิงวิชาการระดับมรรคผล
57.  ข่าวเที่ยง แผนจิ้งจอกทะเลทราย สหรัฐ-อังกฤษถล่มอิรัคแล้ว
58.  ข่าวสั้นคริสต์มาส ต้นคริสตมาสที่บ้านเบธเลเฮม

59.  ถ่ายทอดสด จารึกพระไตรปิฏกหินอ่อน

 

 

60.  รายงานข่าว ถอดรหัสวัดพระธรรมกาย
บทวิเคราะห์ทางวิชาการพระพุทธศาสนาเชิงปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ
ว่าด้วยสมาธิแบบวิชาธรรมกาย อุคหนิมิตรและปฏิภาคนิมิต

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

(คอลัมน์ เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.๒๕๔๑)

ต่อต้านเอดส์ ต่อต้านอนารยธรรม

โดย คอมพิวเตอร์แมน และ บูดามี

 

 

 

 

 

 1ผู้หญิงจากจอแก้ววันนี้ : บุคคลิกภาพที่น่าสนใจ
ทีวีทุกช่อง
ปีเก่า ๒๕๔๐ ต่อปีใหม่ ๒๕๔๑

 

เห็นผู้หญิงแปลก ๆ ผู้หญิง ไอทีวี ตัวแบน ๆ แต่งหน้า แต่งตัว แต่งผม ทาปาก แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแพง สีจ้า ส้ม ๆ แดง ๆ บาดตาเกินไป เวลาพูด เหมือนหุ่น ไร้ความรู้สึกของความเป็นมนุษย์ ผู้หญิง ช่อง ๙ ยิ้มมาก แต่งหน้า ทาปากก็มาก แต่งตัวก็ดี เสื้อผ้าแพง ผู้หญิง ช่อง ๗ ขึงขัง ฉลาด เวลาพูด มีรอยยิ้มในดวงตา แต่งหน้าบาง ๆ ใกล้เคียงธรรมชาติ ยิ่งเปลือง ผู้หญิง ช่อง ๑๑ เช้า ๆ แก่งั่ก ! แต่งอะไร ๆ ไปก็ยังดูโทรม ! พูดไม่เป็นภาษาไทย ฟุด ๆ ฟิด ๆ ฟังไม่ทัน พูดทำไมทุกเช้าทุกวัน ๆ ผู้หญิง ช่อง ๓ พูดช้า ๆ ยิ้มกว้าง ๆ พยายามยิ้มจนดูฝืน ๆ ใส่เสื้อสีแดงแจ๊ด (สำหรับเธอคนนั้น) ใส่เสื้อขาวจ๊าบก็มี แต่งหน้าทาปากพอราง ๆ เป็นนักนิยมธรรมชาติ พูดจบทีก็ฉีกยิ้มที ผู้หญิง ช่อง ๙ ตาสวย ตาคม ชอบชำเลือง พูดไทยชัดเจนดี ชอบพูดคนเดียว ผู้หญิง ช่อง ๑๑ ดูขี้เหร่ แต่หากงาม ไม่ค่อยแต่งตัว แต่ก็ทาคิ้ว ทาปากเวลาพูดมีแย้ม ๆที่มุมปาก ตาวาว ผู้หญิง ช่อง ๕ ผมยาว ทาปากแดง หน้านวล ซีด มองไกล เห็นหน้ากว้างปากแดง ส่วนคนแก่ หน้าขาว คอเลอะ ผู้หญิง ช่อง ๕ อีกคนหนึ่งผอม หันช้ายที หันขวาที ชูนิ้วบ้าง ยิ้มบ้าง หัวเราะบ้าง เธอก็แต่งหน้าเยอะเหมือนกัน ช่อง ๓ ตัวผอม คิ้วต่อ ตากว้าง คอแดงเหมือนกิ้งก่า ผู้หญิง ช่อง ๙ หวีผมปกหน้าผาก เหมือนปอยน้ำตก คงนึกว่า เท่ห์ละฉัน ผู้หญิงตัว บาง ๆ ไอทีวี คนนั้น คงติดหนังจีนกำลังภายใน มีผมยาวไว้แต่ง เดี๋ยวก็ม้วนเข้า เดียวก็เทออก เดี๋ยวก็ทำทรงสูง ทำทรงต่ำ คงนึกว่าหน้าจอเป็นเวทีเดินแฟชั่น ใส่เสื้อผ้าดี สีส้ม ๆ แดง ๆ เด่นมาก บางครั้งผู้หญิง ช่อง ๗ ออกมาสองคน หน้าตาคล้าย ๆ กัน แทบจำกันไม่ได้ แข่งกันแต่งตัว คงไปบอกช่างเขาว่าแต่งตัวให้เราสองคนเหมือนกันเปี๊ยบเลยนะ ภาพผู้หญิงทางจอแก้ววันนี้ น่านึกคำถามออกว่า ผู้หญิงจะช่วยกู้ชาติไทยได้อย่างไร นอกจากขายความสวยขายความงาม เพื่อการบำเรอหูตาจมูกลิ้นกายใจคนสาธารณะเขา แต่จริง ๆ แล้ว ยังมีผู้หญิงอยู่กลุ่มหนึ่ง ที่น่าจะเอามาโชว์ให้บ่อย ๆ คือผู้หญิงกลุ่มที่ปฏิบัติธรรมในชีวิตการงานประจำวัน มีอุดมการสานสร้างธรรมดำรงพุทธศาสน์ที่แท้ รู้ถือศีล ๕ ศีล ๘ ศีลพรหมจรรย์ หน้าตาอาบเหงื่อ ต่างน้ำ แต่เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม จากภายในจิตใจ เปี่ยมด้วยความมั่นใจในวิถีทางแห่งชีวิต มั่นใจไร้ความหวาดหวั่นเพราะการกระทำถูกศีลธรรม ถูกเส้นทางพระศาสนาที่แท้ มั่นใจในนามธรรมภายใน ไม่หลงใหลรูปธรรมภายนอก ไม่มีเงินเดือนเงินดาวให้ก็ร่าเริงใจ ไม่มีเสื้อผ้าแพง ๆ สวมใส่ ก็มีความมั่นใจ ไม่ต้องทาปาก ทาเล็บ ไม่ต้องอาศัยทรงผมก็ดูอ่อนเยา ด้วยความเมตตากรุณา มีวาจาคำพูดที่สะท้อนความรู้สึกของคนที่มี ความเป็นมนุษย์ ผู้หญิงอย่างนั้น จึงเหมาะสำหรับยุคกู้ชาติ และผู้หญิงอย่างนั้น แบกกระสอบข้าวก็ได้ ทำอะไรก็ได้ ขอให้สุจริตก็พอ

ผู้ชายไทยวันนี้ ต้องดู ศาสตราจารย์ ดร.เทพพนม เมืองแมน ว่าติดต่อทางจิตหรือโทรจิต กับมนุษย์ต่างดาว มาด้วยจานผีได้ และพิศูจน์กันที่ ม.รามคำแหง บอกต่อไปอีกว่ามนุษย์ต่างดาวโทรศัพท์มาหาตนที่บ้าน พูดจากันเป็นเรื่องเป็นราวทางโทรศัพท์ แล้วที่สิงห์บุรีก็มีคนติดต่อเชิญจานผีมาปรากฎบนท้องฟ้าให้เห็นได้เช่นเดียวกัน ก็ระวัง เขาจะหลอกจะชวนไปเข้าลัทธิประตูสวรรค์ให้ดีล่ะ พอได้หมู่ได้พวกมาก ๆ ก็สอนเรื่องวิญญาณอมตะให้ แล้วก็ชวนกันฆ่าตัวตายหมู่ พาวิญญาณหมู่ไปกับจานผีที่มารอรับเอาดวงวิญญาณมนุษย์ยุคโลกาวินาศ ไปดาวอังคารพู้น

ผู้ชายเก่ง และดี คือ ธงชัย แมคอินไตย ที่ตั้งใจบวชอุทิศบุญกุศลให้แม่ นี่จึงเข้าพุทธภาษิตว่า “นิมิตฺตํสาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา : เครื่องหมายของคนดีคือความกตัญญูกตเวทิตา” ไม่ใช่เฉพาะว่าท่านกตัญญูกตเวทิตาต่อ บิดามารดา เท่านั้น หากแต่โดยกริยานี้ ได้เป็นความกตัญญูกตเวทิตาคุณต่อพระพุทธศาสนาโดยตรง บวช ณ อุโบสถวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๐ พระราชพิสุทธิมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ ผู้ให้กำเนิด พระคู่สวดคือ พระวิมลศีลาจารย์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูวิสณฑ์วิหารกิจ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้สมญานามว่า พระธงชัย อภิชโย ชื่อและสมญานามที่จะปรากฎตลอดไป ในบวรพุทธศาสนา ทำวัตรปฏิบัติพระอุปัชฌาย์อยู่เพียง ๔ วัน ก็เดินทางไปปฏิบัติธรรม ชั้นลึก ณ วัดอรัญญวิเวก(วัดบ้านปง) ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ โดยมี พระเปลี่ยน ปญฺญาปทีโป เป็นพระอาจารย์อบรมสั่งและสอนทางวิปัสนาธุระให้เข้าสู่วิถีมรรคผลนิพพาน ตลอดเวลาประมาณ ๑ เดือนต่อมา และต้องแอบจารึกเอาไว้อย่างเงียบ ๆด้วยว่ามีผู้ชายอีก ๒ คน ๆ หนึ่งคือ คุณปีเตอร์ เจนเซน และอีกคนคุณภูมิ เจนเซน พระสวามีและโอรสในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา บวช ณ อุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อ ๒๓ ธ.ค.๔๐ มีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงขลิบพระเกษา ได้สมญานามว่า พระปีเตอร์ สุปีติโก และ สามเณรภูมิ เจนเซน บวชแล้วเพียง ๑ วันก็เดินทางไปปฏิบัติธรรม ณ สำนักสงฆ์ดอยอ่างขาง อ.ฝาง จ. เชียงใหม่ คาดว่าจะบวชนานเท่าที่ว่างจากการสอน ช่วงปิดเทอมของมหาวิทยาลัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 2ขอคิดด้วยคน เรื่องเมียหลวงเมียน้อย
ช่อง ๙ ๗ ม.ค. ๒๕๔๑
เวลา ๒๐.๓๐-๒๑๓๐ น.

 

เป็นพุธที่ ๒ ที่พูดเรื่อง เมียหลวง-เมียน้อย และแล้วก็หาข้อสรุปไม่ได้ ไม่เข้าใจว่าพูดเรื่องอะไรกันแน่ พูดไปทำไม พูดถึง นรม.ชวน หลีกภัย แล้วเลยไปถึงจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นโปเลียน โบนาพาร์ตไปนู้น สิ่งที่น่าสนใจกลับเป็นคนที่มาพูดในรายการนี้ แพทย์หญิงนงพงา ลิ้มสุวรรณ จาก แผนกจิตเวช ร.พ.รามาธิบดี เธอรู้เรื่องมากมายรอบด้านและเต็มไปด้วยเหตุผล หลักวิชา และแม้หลักฐานการอ้างอิง น่าเชื่อถือ แต่เรารู้สึกว่า ไม่ถึงใจ เรารู้สึกว่ามองทางกว้างและกินตื้น ๆ ไปทั้งหมด ในขณะเดียวกัน คุณนักประพันธ์หญิง คุณนันทนา วีระชน บอกบุคคลิกภาพที่ดูอบอุ่น เมื่อเธอมองปัญหาค่อนข้างลึกซึ้งและรอบคอบ มีลักษณะเป็นผลพวงของการเรียนรู้สัจธรรมแห่งชีวิตมามาก ประสบการณ์ก็มีมาก แต่เราก็รู้สึกว่ายังขาดอะไรไปสักอย่างที่เราเองก็นึกไม่ออก รู้แต่ว่าขาดอะไรไป ไม่ถึงใจอีก ดร.นิพนธ์ ศศิธร ที่มีเมียเด็กรุ่นลูกหลาน เราไม่ค่อยเข้าใจว่าท่านพูดเรื่องอะไร ที่ดูขัดแย้งคนอื่น ๆ เขา อย่าง

เช่นเรื่อง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กับอนุภรรยา เมื่อท่านบอกว่าความจริงที่เห็นน่าจะบอกความสามารถในการบริหารการปกครองบ้านเมืองของท่านจอมพลผ้าขะม้าแดงได้แน่ เมื่อคนอื่นๆไม่เห็นด้วยท่านก็พูดอะไร ๆ ไปใหญ่ บุคคลิกภาพที่น่าทึ่งก็คือ อ้อย บีเอ็มหรือ คุณจินตนา บุนนาค ซึ่งความคิดอ่านของเธอดูจะเข้าใจยากและยอมรับได้ยากสำหรับคนดี ๆ หลาย ๆ คน แต่เรามองไปถึงลัทธิศาสนาบางลัทธิ ที่น่าจะมีคนอย่างอ้อย บีเอ็มนี่แหละ เป็นผู้ริเริ่มสถาปนาขึ้นมา แต่ระดับความคิดนี้ก็เป็นเหลี่ยมมุมที่ยังไม่ใช่เนื้อธรรมอันล้ำลึก อันบริสุทธิ์เมื่ออยู่ในแผ่นดินพระพุทธศาสนา ที่ดูจะทำงานหนักก็เจ้าของรายการ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ที่พยายามตะล่อมให้เข้าประเด็น แต่แล้ว เราก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง หาข้อสรุปไม่ได้ ไม่รู้ว่าพูดเรื่องอะไร พูดไปทำไม ดูเหมือนปี พ.ศ.๒๕๔๑ จะไม่ค่อยโสภา ไม่น่าอภิรมย์นักสำหรับคนในโลกนี้ เมียหลวงกับเมียน้อยก็คงจะเป็นปัญหาอยู่ต่อไป.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 วิถีสันติ  รายการมุสลิม เทศกาลรอมฎอน
ช่อง ๙
๙ ม.ค.๔๑
เวลา ๐๕๓๐-๐๕๕๐ น.

 

รายการไทยมุสลิม ศุกรนี้พูดเรื่องศีลอด ในเทศกาลเดือนรอมฎอน ท่าน สวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ จุฬาราชมนตรี พูดว่า การถือศีลอดช่วยลดอาชญากรรมทางเพศ ท่านอ้างพระมหาคัมภีรอัล กุรอาน ว่า ถ้าผู้ชายสามารถมีเมีย-มีครอบครัวได้ก็ให้รีบมีเสียเถิด หากว่าไม่สามารถก็ขอให้มาถือศีลอดเถิด โดยจุดประสงค์ก็เพื่อให้การถือศีลอดช่วยลดความคึกคะนองกายวาจาใจ อันเป็นเหตุลืมตัวก่ออาชญากรรมทางเพศนั่นเอง นับว่าเป็นคำสอนที่ทันสมัยมาก เพราะแท้จริง กาม สามารถควบคุมได้ ด้วยวิถีสันโดษ เช่นเดียวกัน หากคนไทยสามารถกำหนดความพอ หยุดความพอทางกาม ลง ณ จุดของการแต่งงาน ผัวเดียวเมียเดียวนี้ได้แล้ว เรียกว่ามีความสันโดษทางกาม ปัญหาอาชญากรรมทางเพศ ทางกาม ก็จะลดน้อยลงไปอย่างมาก รวมทั้งปัญหาโรคเอดส์ด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 4ปศุสัตว์พัฒนา เรื่องไข้หวัดนกฮ่องกง
ช่อง ๕
๙ ม.ค. ๔๑ เวลา ๐๖๐๐-๐๗๐๐ น.

 

พิธีกรคุยกับอธิบดีกรมปศุสัตว์ : สุวิทย์ ผลลาภ เรื่องไข้หวัดนกฮ่องกง ค่อนข้างทันกาลในเชิงข่าวการเกษตร เพราะไวรัสนกชนิดใหม่นี้ไม่สามารถเยียวยารักษาได้ เป็นเหตุให้คนตายไปสี่คน ฮ่องกงจึงต้องสำเร็จโทษไก่ทุกตัวจนเกลี้ยงแผ่นดิน ไม่ทราบจำนวนไก่ที่ถูกกวาดล้างว่ากี่ล้านตัวกันแน่ น่าสงสารไก่ และสัตว์ทั้งหลายที่มนุษย์ผู้เจริญยุคนี้ เจริญแต่ด้านวัตถุอย่างเดียวไปโดด ๆ จริง ๆ อังกฤษก็เคยฆ่าล้างวัวทั่วประเทศมาก่อน สาเหตุของทุพภิกขภัยเกิดแก่มนุษยชาติอย่างต่อเนื่องและทวียิ่งขึ้นไป ตราบโลกวินาศนั้นก็เพราะเหตุอย่างเดียวแท้ ๆ นั่นก็คือ มนุษย์ไร้น้ำจิตน้ำใจ เราเกรงว่าประเทศที่เจริญด้วยวัตถุมาก ๆ เช่นนี้ จะก่อปัญหาต่อไปอย่างไม่รู้จบสิ้น เช่นนายแพทย์เจ้าของทฤษฎีโคลนนิ่ง ในสหรัฐอเมริกา ก็โผล่หน้าออกมาเมื่อคืนที่แล้วบอกว่า ถึงรัฐสภาอเมริกันจะประกาศห้ามทำโคลนนิ่งมนุษย์ ตัวก็จะทำต่อไป ไม่อาจทำในประเทศสหรัฐอเมริกาก็จะหาทางทำนอกประเทศสหรัฐอเมริกา ลองมาพูดดี ๆ กับประเทศไทยดู อาจให้ทำก็ได้ เพราะมนุษย์มีคุณสมบัติถาวรคือความหยากใหญ่ ความใหญ่ เป็นเป้าหมายถาวรที่มนุษย์ต้องการ เมื่อเขามีทางที่จะใหญ่ จะแสดงอำนาจของเขาทางนี้ เขาก็ดิ้นรนที่จะไปทางนี้ อันเป็นธรรมดามนุษย์ที่ไม่เคยรู้เรื่องมรรคผลนิพพานสวรรค์ว่ามีอยู่ มนุษย์คนอื่น ๆ ก็มีทางที่จะไปของตัวเอง ไปสู่ความใหญ่ของตัวเอง เช่นผู้หญิง เมื่อใหญ่ทางไหนไม่ได้เธอก็ใหญ่เอาทางโป๊ะทางเปลือย ได้ ใครจะทำไมในเมื่อกฎหมายรับรองว่านี่เป็นสิทธิของมนุษยชน ท่านอาจคิดไม่ถึงว่า คนบางคนที่ฆ่าตัวตาย เขาก็คิดว่าเขาใหญ่ในทางใจเด็ด และเขาต้องการโชว์ว่าใคร ๆ ก็ไม่อาจยิ่งใหญ่เท่าเขาได้ละ เพราะนี่แหละสุดยอดของความใหญ่จริง ๆ เดี๋ยวนี้มนุษย์ได้สำนึกถึงความใหญ่ของเขาอย่างสูงมาก(มีอัตตาตัวตนสูงมาก) จนกระทั่งน้ำจิตน้ำใจคือความเมตตากรุณาที่มีประจำอยู่โดยธรรมชาติแห่งความเป็นคน ก็ร่อยหรอไปจนแทบไม่มีเหลือหลอ เห็นได้จากการที่เขาผู้ถือว่าตนเจริญแล้ว เช่นอังกฤษ อเมริกา นี่เอง และที่เห็นบัดนี้ก็ฮ่องกง ที่แสดงอำนาจแสดงความใหญ่ของมนุษย์ สั่งกวาดล้างชีวิตไก่ทิ้งทั่วประเทศ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ได้เป็นสิ่งชี้บอกว่าโลกกำลังพัฒนาไปสู่ความใหญ่ขึ้นทุกวัน ๆ แต่นั่นแหละเป็นทางแห่งความพินาศ เราเกรงว่าประเทศที่เจริญเช่นนั้นกำลังคิดการณ์ไกลเกี่ยวกับโรคร้ายชนิดหนึ่งในมนุษย์ และเขากำลังคิดมาตรการเช่นเดียวกับสัตว์ปีกเหล่านั้น "คนติดเอดส์แล้ว ไม่ควรมีสิทธิมีชีวิตอยู่บนแผ่นดิน เอาไปเผาหมู่ทิ้งเสียให้เกลี้ยง" เราเกรงความคิดนี้จะไกลไปถึงกับว่า "คนแก่ไร้ประโยชน์แล้ว ไม่ควรอยู่ต่อไป หนักแผ่นดินโลก" ฯ

 

ต่อต้านเอดส์ต่อต้านอนารยธรรม
บูดามี ผู้วิเคราะห์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 5รายการแสงธรรม “สงฆ์” เป็นคำเฉพาะสำหรับศาสนาพุทธ
ช่อง 9
วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2541 เวลา 0530-0600 น.

 

ของชาวไทยคาทอลิก เป็นรายการข่าวสารชาวคาทอลิก แกม ๆ ชั้นเชิงการเผยแผ่ลัทธิ คติแนวคิดของตน ในวิถีทางศาสนาที่มีพระเจ้า ที่ทรงพระนามว่า พระยะโฮวาที่มีองค์พระผู้ช่วยให้รอดคือพระเยซูคริสต์ จึงมีคำว่า “ศักดิ์สิทธิ์” อะไร ๆ ก็ศักดิ์สิทธิ์ เช่นวันนี้ก็มีโชว์ การภาวนาเคเซ่ มีกรรมการที่เรียกว่า “คณะกรรมการพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์“ ออกเทปภาวนาที่ศักดิ์สิทธิ์นี้แจกจ่ายในหมู่คาทอลิกไทย

 

จะเห็นว่าหลักการของศาสนาคริสต์จะไม่ตรงหลักการศาสนาพุทธ ในเรื่อง พระเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี่เอง แต่ต่างก็เข้าใจดีว่าศาสนาคือแนวคิดที่แตกต่างกัน และเราควรเคารพในความคิดอ่านของกันและกันให้เกียรติ์กันระหว่างศาสนา สังคมจึงจะ ไม่บาดหมาง และอยู่ไปได้ดีเมื่อต่างทำหน้าที่ของตน ๆ ไปอย่างสมบูรณ์ ไม่ไปละลาบละล้วงหรือละเมิดสิทธิของผู้อื่น

 

และถ้าเราเป็นชาวคริสต์ ที่เผยแผ่ศาสนาคริสต์ในไทย เราก็จะไม่ละลาบละล้วงไปในสิทธิของศาสนาอื่นเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ละลาบละล้วงเข้าไปในสิทธิของศาสนาพุทธ อันเป็นศาสนาที่องค์พระประมุขของชาติทรงอุปถัมภ์มาว่าเป็นศาสนาประจำชาติ

 

เพราะรายการแสงธรรม มักอ้างถ้อยคำที่ชาวคริสต์ไม่มีสิทธิ์ที่จะอ้างว่าเป็นของตน มาโดยตลอดเวลา เป็นเหตุให้เกิดความหมางในชาวพุทธ โดยไม่ชอบธรรม ไม่เป็นธรรม และ ไม่ยุติธรรมต่อพระพุทธศาสนา มาเป็นเวลาเนิ่นนานแล้วทั้ง ๆ ที่อยู่ ใจกลางแผ่นดินแห่งพระพุทธศาสนา ฉะนั้นเพื่อเห็นแก่ภราดรภาพในหมู่นักบวชนักสอนศาสนาด้วยกัน จึงจะขอวิเคราะห์คือลองพูดถึงปัญหานี้อย่างกันเองดูสักหน่อย ใน ทัศนะสากลแห่งศาสนา ว่า ที่เอ่ยอ้างคำว่า “สงฆ์” เช่นที่คุณพ่อ เจ้าอาวาส วัดนักบุญมิคาเอะ พูดขึ้นในรายการวันนี้ว่าในวัดของท่านมี หมู่สงฆ์ คอยดูแลต้อนรับเอาใจใส่ญาติโยมที่ไปวัด หรือคราวที่แล้ว อาทิตย์ก่อนก็เหมือนกัน เจ้าอาวาสวัดที่ มาออกรายการก็พูดว่าวัดที่ตนปกครองอยู่มี หมู่สงฆ์ เอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดี นั้น พูดในลักษณะถือเอาของ ๆ คนอื่นไปเป็นของตัว เหมือนการลักขโมย ผิดวิสัยนักบวช และดูเหมือนวัดคริสต์มีเจตนาจะเรียกนักบวชของตนว่าเป็นสงฆ์หรือ “หมู่สงฆ์” โดยไม่คำนึงความชอบธรรมใดใด

 

คำว่า”สงฆ์” นี้ ถึงจะเป็นชาวคริสต์ แต่ก็เป็นชาวไทย ชาวไทยที่ย่อมรู้ หลักวัฒนธรรมไทย รู้หลักไทย และรู้กฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องการงานที่ทำอยู่บ้าง จึงน่าจะรู้ว่า “สงฆ์” เป็นคำเฉพาะสำหรับศาสนาพุทธ เป็นเทคนิกเทอม หรือ ศัพท์ทางวิชาการ เป็นศัพท์เฉพาะความหมายของพระพุทธศาสนา หากเอาศัพท์นี้ไปใช้สุ่มสี่สุ่มห้า คือใช้โดยไม่รู้ความหมายหรือความสำคัญ โดยไม่คำนึงจรรยาบรรณ หิริโอตตัปปะ เลยก็ควรถือว่าไร้จิตสำนึกของความเข้าใจ ของความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

 

เช่นเอาไปใช้เรียกพระของตนว่าเป็น สังฆราช (ซึ่งแปลว่า ราชาแห่งสงฆ์) เช่นที่รายการนี้มักเรียกคุณพ่อยอด พิมพิสาร ว่า สังฆราชยอด พิมพิสาร มักเรียกคุณพ่อมีชัยว่า สังฆราชมีชัย กิจบุญชู หรือเรียกเขตปกครองของตนว่า สังคมณฑล บ้าง อัครสังฆมณฑล บ้าง รายการแสงธรรมวันนี้ก็พูดถึงเขตมิซซังของตนว่า “อัครสังฆมณฑลกรุงเทพ” เป็นต้น ซึ่งหากพูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือเป็นการลักโขมยสิทธิของศาสนาอื่น จึงควรจะรอบรู้และเข้าใจว่าคำว่า “สงฆ์ . ในศาสนาพุทธหมายถึงศาสนทายาท ที่สืบทอดมาโดยตรงจากพระบรมศาสดาเท่านั้น เป็นผู้ทรงธรรมวินัยแห่งศาสนานี้ (ถือศีล 227ข้อ) เป็นผู้รักษาพรหมจรรย์ ไม่เสพกาม และนุ่งห่มด้วยผ้าสามผืน ผ้าที่ย้อมฝาด ไม่อาลัยกามจึงโกนผมเกลี้ยงทุก ๆ วันโกน ไม่นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และพระเจ้า ไม่ฉันข้าวเย็น ฯลฯ ซึ่งจะแตกต่างจากนักบวชศาสนาคริสต์ ที่คนเห็นอยู่ทั่วไปในวันอาทิตย์นี่แหละ ขณะที่คุณพ่อนักบุญสอนคนอยู่ในโบสถ์ ลูก ๆ เมีย ๆ ของคุณพ่อนักบุญก็เล่นกันงอมแงมอยู่ข้างหน้าโบสถ์ อย่างนี้จะเรียกว่าสงฆ์ไม่ได้เพราะเสพกามอยู่ และหัวดำ ไม่โล้นเหมือนสงฆ์องค์จริง และไม่นุ่งห่มด้วยผ้าย้อมฝาดสามผืนเหมือนหมู่สงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า

 

ฉะนั้น เมื่ออ้างว่าตนเป็น สังฆราช ก็จะหมายถึง ประธานแห่งหมู่สงฆ์ที่ ประพฤติพรหมจรรย์มีรูปคือ นุ่งเหลืองห่มเหลือง โกนผมโล้นเพราะไม่อาลัยในกาม ไม่ขับร้องเพลง ไม่ใช่สังฆราชหัวดำ เสพกามอย่างนั้น และจะต้องหมายถึง “สังฆราช” ที่กฎหมายรับรองด้วย มิฉะนั้นก็จะผิดกฎหมาย อาจต้องคดีความตามกฎหมายได้ (เช่น ฐานทำให้ สังฆราช องค์จริง ที่กฎหมายรับรองเสื่อมเสียชื่อเสียง)

 

เมื่ออ้าง สังฆมณฑล หรือ อัครสังฆมณฑล ก็จะหมายถึงเฉพาะเขตปกครองหมู่สงฆ์ที่ประพฤติพรหมจรรย์ บุคคลผู้นุ่งเหลืองห่มเหลือง โกนผมโล้นเพราะไม่อาลัยในกาม ไม่ขับร้องเพลง ไม่ใช่หมู่สงฆ์หัวดำ เสพกามอย่างนั้น เหมือนกัน

 

ฉะนั้น นักบวชใด หากไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ในธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา ยังหื่นกระหายเสพกาม ไม่นุ่งเหลืองห่มเหลือง ไม่โกนผมโล้นเลี่ยน บูชาเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือสวดอ้อนวอนพระเจ้าเป็นสรณะ จะเรียกตนว่าสงฆ์ก็ไม่ชอบธรรม ไม่เป็นธรรม และ ไม่ยุติธรรมต่อพระพุทธศาสนา จักเป็นเหตุแห่งความบาด และความหมางระหว่างชนผู้นับถือศาสนาที่ต่างกันโดยไม่ชอบธรรม

 

และสิ่งที่ควรจะต้องรู้ไว้ก็คือ ในประเทศไทยนั้นมีกฎหมายเกี่ยวกับศาสนาใข้บังคับอยู่ คือ พระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้

 

เป็นกฎหมายที่มีเจตนารมณ์อันแน่นอน ที่ให้ความคุ้มครองหมู่สงฆ์ ที่นิยามคำว่าสงฆ์ไว้แน่ชัดตามพระธรรมพระวินัยแห่งพระพุทธศาสนา และมีบทลงโทษสำหรับผู้ละเมิดหรือกระทำผิดต่อ สงฆ์

 

หากผู้หนึ่งผู้ใดก็ดี กลุ่มชนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดก็ดี อ้างตนเป็น “สงฆ์” หรือ “หมู่สงฆ์” โดยที่มิได้มีความเป็นสงฆ์ตามหลักพระธรรมวินัยแห่งพระพุทธศาสนา ก็จะมีความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ พวกเขาก็อาจจะถูกจับ ฐานเป็นสงฆ์เถื่อน แล้วอาจจะล่วงเลยไปเป็นความผิดทางอาญาบางลักษณะซ้ำต่อไปได้ (เช่นอ้างตัวเป็นสงฆ์หรือหมู่สงฆ์บอกเรี่ยไร หรือชักชวนประชาชนบริจาคเงิน ที่ดิน ทรัพย์สิน หรือ ทำบุญกฐิน ผ้าป่า เพื่อสร้างโบสถ์ หรืออาคารสถานที่ที่มิใช่พระพุทธศาสนาเป็นต้น) ฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่เฉพาะชาวไทยคริสต์ ในรายการนี้ควรรู้เท่านั้น แต่องค์กรบริหารสูงสุดของศาสนาคริสต์ วัดคริสต์ต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักรไทยก็ควรจะรู้ ควรจะดำเนินกิจการศาสนาไปตามบารมีศักดิ์ศรีของศาสนาของตน ไม่ควรอ้างบารมีศักดิ์ศรีของศาสนาอื่นโดยไม่ชอบธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมายบ้านเมือง ให้การประสานงานระหว่างมนุษย์ผู้แตกต่างทางความคิด ได้ประสานงานกันไปอย่างมีความเข้าใจ และเคารพในสิทธิของความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน ความบาด และ ความหมางใจกันก็จะไม่เกิดขึ้น มิตรภาพอันสนิทก็จะเกิดขึ้น และปล่อยให้คุณธรรมของแต่ละความคิด แต่ละศาสนธรรม ได้รับการพิศูจน์แต่โดยวิถีแห่งสันติธรรม

 

อนึ่ง ยังมีสิ่งที่ควรรู้ที่ลึกซึ้งไปอีก ในหลักธรรมอันสูงสุดของชาวพุทธ์ สงฆ์นั้นหมายถึง ผู้ทรงธรรมทั้งสิ้นทั้งปวงแห่งพระพุทธศาสนา คือ หมู่พระอริยบุคคลที่สิ้นกิเลส 8 จำพวก มิใช่คนธรรมดา แต่เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ สูงสุดหมายถึงพระอรหันต์ ซึ่งจะไม่มีในศาสนาอื่นใดเลยนอกจากศาสนาพุทธ ชาวพุทธ์จึงถือคำว่า สงฆ์ เป็นคำที่ประเสริฐและนับถือบูชา และเป็นกลุ่มชนผู้สูงสุดประเสริฐที่สุดของชาวพุทธ หากใครคนใดคนหนึ่งลักโขมยเอาไปใช้เรียกตนเอง ที่ไม่ได้ทรงธรรมอย่างศาสนาหรือคติแห่งระบอบพรหมจรรย์(มิได้มีหมู่พระอริยบุคคล8ในศาสนานั้น) จึงไม่เป็นความชอบธรรมอย่างแน่นอน จะเป็นการละเมิดสิทธิและสร้างความบาดหมางในจิตใจของผู้นับถือบูชาสงฆ์เพียงไหน หมู่นักบวชเหมือนกันจึงควรจะมองซึ้งถึงเหตุการณ์ภาคภายในของกันและกัน รู้ในความชอบและความชังของกันและกันได้โดยหลักคุณธรรมที่มีอยู่

 

ถ้าชาวไทยคริสต์แอบ ๆ ไปฟังพระสวดมนต์ หรือฟังเด็กนักเรียนสวดมนต์เย็น ๆ วันศุกรก็คงจะได้ยินคำสวดคำบูชาพระรัตนตรัย ดังต่อไปนี้

 

สุปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ           อุชุปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ
ญายปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ    สามีจิปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ
ยทิทัง จัตตาริ ปุริสยุคานิ อัฏฐปุริสปุคคลา        เอส ภควโต สาวกสังโฆ
อาหุเนยโย      ปาหุเนยโย       ทักขิเณญโย                อัญชลีกรณีโย
อนุตตรัง ํ ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ

 

แปลว่า

 

พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น หมู่ใด เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด เป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้ว พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใดเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใดเป็นผู้ปฏิบัติสมควรแล้ว คือคู่แห่งบุรุษทั้งหลาย 4 บุรุษบุคคลทั้งหลาย 8 นี่แหละพระสงฆ์สาวก ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านเป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา ท่านเป็นผู้ควรแก่ของต้อนรับ ท่านเป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน ท่านเป็นผู้ควรแก่คนทั่วไปกระทำอัญชลี ท่านเป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาอื่นยิ่งกว่า ข้าพเจ้าขอบูชาโดยยิ่ง ซึ่งพระสงฆ์หมู่นั้น ข้าพเจ้าขอนอบน้อม ซึ่งพระสงฆ์หมู่นั้น ด้วยเศียรเกล้า.

 

คำว่า “คู่แห่งบุรุษทั้งหลาย 4 บุรุษบุคคลทั้งหลาย นั่นแหละคือ “สงฆ์” ที่เป็น “อริยบุคคล” และไม่มีในศาสนาอื่น ๆ จึงไม่ควรละเมิด เพราะเราควรจะเคารพในสิทธิของกันและกันจึงจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และเป็นแบบอย่างของการอยู่ร่วมกันของมวลมนุษย์

ต่อต้านเอดส์ต่อต้านอนารยธรรม
บูดามี ผู้วิเคราะห์

 

 

 

 

 6ข่าวภาคค่ำ ทอดผ้าป่าช่วยชาติได้ทองคำแล้ว200กก.
ไอทีวี
6 ก.ค.41, 1930 น.



ท่านอาจารย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี โครงการทอดผ้าป่าทองคำช่วยชาติบริจาคเงิน แด่ธนาคารแห่งชาติแล้วเป็นดอลลาร์
1,278,000 ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทย 53 ล้านบาท ส่วนทองคำ รับบริจาคได้แล้ว 200 กิโลกรัม กับเงินบาทจะใช้สาธารณกุศลทั่วไป ท่านคงจะคิดช่วยคนยากคนจนสิ้นไร้ไม้ตอกเช่นที่เป็นข่าวต่อไปอีกข่าวนั้นเอง นางประยูร โยนลูกสาวตัวแดง ๆ ลงจากชั้นสามโรงพยาบาลที่ตัวไปทำคลอดอยู่ เป็นทุกข์กังวลเรื่องเงินทอง เข้าของจะอยู่จะกินอย่างไร โดยเฉพาะค่ายาจะให้โรงพยาบาลก็ไม่มี ทั้งสามีก็ตกงานจนหนทางจริง ๆ ความคิดชั่วแล่นแท้ ๆ ปัญหาอย่างนี้น่าที่จะมีหูตาของสังคมมองดู และท่านผู้มีบารมี มีเมตตาจิต มีกำลังสูงคิดช่วยกันไปก็พอได้

 

 

 

 

 

 

 7ฟุตบอลลโลก ฟร๊องซ์ 98 รอบรองชนะเลิศ
ช่อง 3

0200 น.8 ก.ค.41


บราซิล : ฮอลแลนด์ สนาม สตาด เดอ โลโดม จุ
6 หมื่นคน เมืองหมักเซย์ของฝรั่งเศส ลงสนามมาแล้วบรรเลงเพลงเตะกันเลย ผลัดกันรุกผลัดกันรับ ฮอลแลนด์ดูดีกว่าเมื่อกองหน้าสามารถทำลูกโหม่งได้อย่างเต็มที่สองครั้ง หากแต่ข้ามคานไปอย่างหวุดหวิดทั้งสองครั้ง เกือบ ๆจะได้ประตูด้วยลูกผ่านหน้าประตูไปฝ่ายละลูก เกิดฉุกละหุกหน้าประตูบราซิลกองหลังพุ่งเอาหน้าอกรับลูกส่งไปทางประตูตัวเอง หากผู้รักษาประตูอ่านแผนเพื่อนไม่ทัน ก็คงเข้าประตูตัวเอง แต่ผู้รักษาประตูบราซิลรับได้สบาย ๆแม้จะดูเสี่ยง มองอีกมุมเห็นเป็นศิลป์ชั้นยอด เสมอกันอยู่เมื่อหมดครึ่งแรก ก่อนพักกัน 13 นาที บราซิลได้ใบเหลืองไป 2 คน ฮอลแลนด์ได้ 1 คน เริ่มเล่นครึ่งหลังผ่านไป นาทีที่ 1วินาทีที่ 22 นั่นเอง โรนาลโด ลุยเข้าไป ฮอลแลนด์ฉุดไม่อยู่ ยิงเข้าไปตุงตาข่าย ขึ้นนำไปก่อน นาทีที่ 41 เดอวัว ฮอลแลนด์ส่งลูกจากปีก เข้ากลาง แพทริก ไคลเวิตโหม่งลูกลงดิน ทัฟฟาเรลรับไม่ทัน ตีเสมอ หมดเวลาครึ่งหลังเสมอกันอยู่ 1:1 ช่วง 30 นาที ต่อเวลาหาตัวผู้ชนะ ไคลเวิต “ยังอันตราย” แต่ยังเสมอ ไปดวลลูกโทษกัน ฮอลแลนด์คนที่3 และคนที่4 พลาดติดต่อกัน ทัฟฟาเรลโชว์ฝีมือเซฟสุดยอด บราชิลชนะ 5:3 ไปรอชิงชนะเลิศกับคู่ชนะระหว่างฝรั่งเศสเจ้าภาพกับม้ามืดอย่างโครเอเชีย

 

 

 

 8ถอดรหัสการวิ่งเต้นซื้อสมณศักดิ์
ไอทีวี
11ก.ค.41 2200 น.

บทบาทของพระสงฆ์ แม่ชี เหมาะสมเพียงใดกับยุคสมัย ทำไมพระสงฆ์จึงต้องมีสมณศักดิ์ ผู้ชายไทยหวังอะไรจากการบวชเป็นพระสงฆ์ ปัญหาชี จะบวชเป็นภิกษุณีได้อย่างไร ไป

สัมภาษณ์ผู้รู้มีภูมิปัญญา เช่น ท่านปัญญานันทภิกขุ ท่าน ส.ศิวรักษ์ รศ.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต แม่ชีที่วัดปากน้ำ เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ เพียงแก้ได้ ไม่ว่าจะใช้เวลาหรือการลงทุนขนาดไหน ก็จักคุ้มแสนคุ้มในภายหลัง

 

 

 

 

 

 

 9เวทีไอทีวี การรับน้องใหม่ในมหาวิทยาลัย
ไอทีวี

12 ก.ค.41 2030 น.



เอานิสิตมาจากหลายมหาวิทยาลัย เอาครูอาจารย์และศิษย์เก่ามา พูดต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว เนื่องจากรับน้องใหม่ถึงตายไป 1 คน พ่อเขาพูดย้ำแต่ว่าต้องมีคนรับผิดชอบ อย่างอื่นพูดไม่ออก เต็มตื้นไปหมดในหัวอกผู้เป็นพ่อ ต่างก็มีเหตุผล โดยเฉพาะเกษตรศาสตร์ ที่ขึ้นชื่อมานาน แน่นอนการรับน้องใหม่เป็นประเพณี ไม่ควรเลิก แต่เราปฏิบัติไปอย่างไร ผลจึงจะออกมาดี มีประโยชน์ ในสถานการณ์อันตกต่ำของชาติบ้านเมือง น่าจะได้เห็นบทบาทที่เอาจริงเอาจังเพิ่มทวีขึ้นในวงการบริหารการศึกษาระดับสูงโดยเฉพาะอย่างยิ่งทบวงมหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ น่าจะเร่งมือเอาจริงขึ้น

 

 

 

 

 

 10ปิดฟร้องส์98 บราซิลแพ้ฝรั้งเศส
ช่อง 5
13 ก.ค.41 0200 น.



สนาม สตาต เดอฟร้องซ์ บราซิลโชว์ฟอร์ม เพียงครึ่งแรกก็เห็นแล้วว่าผลจะเป็นอย่างไร วันนี้เป็นวันของฝรั่งเศสทั้งชาติ เขาได้ฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ ก่อนวันที่
14 ก.ค. 41(วันที่ที่ฝรั่งเศส) อันเป็นวันชาติฝรั่งเศส วันที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการปฏิวัติ ที่โด่งดังไปทั่วโลก บราซิลแพ้น่าคิด การที่ฝรั่งเศสเล่นดีขึ้นนั้น มิเพราะบราซิลคลายความกดออกไปหรือ ทำไมจึงปล่อยให้ ซิเนดี ซีดาน ฟรีขนาดนั้น ใครจะไม่รู้หรือว่าเป็นตัวอันตราย หรือว่าสุภาษิตปู่เจ้าสมิงพรายยังขลังอยู่ที่ว่า “แข็งดังเหล็กเงินง้างอ่อนได้ดังใจ”

 

 

 

 

 

 

 11สารคดีตำนานนักรบ สงครามครูเสด
ช่อง 7
0730-0810 อังคารที่ 14 ก.ค.41



สารคดีเรื่องนี้ทำได้ดีมาก ไม่ทราบฝีมือฝรั่งหรือญี่ปุ่น ออกเฉพาะวันอังคาร ที่ช่อง
7 มาหลายนัดแล้ว วันนี้สงครามครูเสด อันเป็นสงครามศาสนา ที่รบกันยืดเยื้อยาวนานถึงร่วม 300 ปีในประวัติศาสตร์ รบกันตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเหลนโหลน โหลนของโหลนอีกที สมรภูมิอยู่ที่ตุรกี คอนสแตนติโนเปิ้ล หัวใจฝ่ายคริสเตียน แตกแล้วอิสลามเข้ายึดได้ เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองอิสตันบูลมาจนถึงทุกวันนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 12รู้ธรรมนำชีวิตสัญจร อ.หาดใหญ่ สงขลา
ช่อง 9

15 ก.ค.41, 0530-0600 น.



รู้ธรรมนำชีวิตยุคปรับปรุงใหม่ หัวข้อ “วัยรุ่นยุคไอเอ็มเอฟ เด็กพูดน่ารับฟังเอามาก ๆ เรื่องการสอนวิชาศาสนาในโรงเรียน ควรสอนสิ่งที่เป็นจริงในชีวิต ไม่เอาสิ่งที่เป็นความฝันมาเล่ามาสอน เพราะปฏิบัติตามไม่ได้ มีนักการเมืองมาพูดด้วย และฟังแล้วน่าคิดว่า ประเด็นปัญหาทางการเมืองบางประเด็น น่าจะไม่เหมาะที่จะพูดในรายการนี้อาจจะถูกมองว่าไม่เป็นกลาง หากนักการเมืองพูดเรื่องธรรมะ น่าจะเป็นการพูดที่เป็นยุติธรรม

 

 

 

 

 

 13ข่าว : สดจากวัดสนามจันทร์  
ภาพเปลือยและพระพุทธรูปปางเหยียบโลก

ช่อง 3
เวลา 0830 น. 15 ก.ค.41



พาชมบริเวณวิหาร วัดสนามจันทร์ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ท่านเจ้าอาวาสที่ตกเป็นจำเลยของข่าวสารวันนี้ พระครูโสภิตสุตคุณ ท่านเป็นเจ้าคณะอำเภอบ้านโพธิ์อันเป็นผู้ปกครองสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ นอกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสนามจันทร์อีกด้วย ภาพที่เห็นพระพุทธรูปองค์โตปางเหยียบโลก(ปางซุปเปอร์แมน) และโมคคัลลานะปางปราบคอมมิวนิสต์ กล้องจับภาพที่ผนังอยู่นานพอให้เห็นชัด เป็นภาพเปลือยชายหญิง 3 ภาพ บอกเรื่องราวความคำนึงของคนคู่ เริ่มแต่ภาพแรกที่บอกความปลงใจ แล้วภาพสุดท้ายก็ค่อนข้างบอกความหมายที่ชัดเจน ว่าเป็นที่สุดของความคำนึงนั้น(นี่ก็อาจจะทำให้คนมองได้ว่าเป็นอันเดียวกับความคำนึงของผู้ที่เป็นต้นความคิดที่เขียนหรือสั่งให้เขียนภาพขึ้นมานั่นเอง ซึ่งตรงนี้ น่าจะมีความสำคัญยิ่งกว่าพระพุทธรูปเสียอีก น่าจะลองอ่านคำถามของ น.ส.พ.ไทยรัฐหน้า 1 ฉบับวันที่ 15 ก.ค. 41 ที่ประกอบภาพเปลือยวัดสนามจันทร์ภาพเดียวกันนี้ว่า “ปลงแน่หรือ” หรือว่าแท้จริง เพื่อสร้างภาพ และเฝ้าเสพภาพนั้นเสียเอง เป็นนิจ?) มหาเถรสมาคมคงต้องตัดสินชี้ขาดออกมา ข่าวบอกว่าภายใน 7 วัน คงจะได้ทราบว่าท่านจักวินิจฉัยออกมาอย่างไร และคงจะเห็นว่าท่านอาศัยหลักการอะไรในการตัดสินวินิจฉัยนั้น อย่างไรก็ตาม มีหลักพระธรรมวินัยให้อ้างเป็นมาตรฐานอยู่อย่างชัดเจนเสมอไป กรณีภาพเปลือย-โป๊ นั้นท่านเจ้าของความคิดบอกว่าเขียนตาม อัคคัญสูตร บอกความเป็นมาแต่เริ่มแรกของกำเนิดโลก เราก็มีหลักสามัญสำนึกบอกเป็นสัจธรรมไว้อยู่แล้วว่า เราพูดเราทำไม่ได้ตามทุกอย่างที่เรารู้ที่เราคิด เราไม่สามารถที่จะพูดทุกอย่างที่เรารู้ เราไม่สามารถที่จะทำทุกอย่างที่เราคิดได้ เพราะเหตุเกี่ยวกับบุคคลและสิ่งแวดล้อมนั่นเอง

ฉะนั้นจะพูดจะทำอะไรต้องคำนึงหลักสัปปุริสธรรมอันเป็นหลักความประพฤติของบัณฑิตเสมอ ฉะนั้น การจะเขียนจะวาดอะไรออกมา ใช่ว่ามีความจริงรองรับอยู่ก็วาดก็เขียนออกมาได้ ต้องมีความพิจารณาให้รอบคอบมากกว่านั้น เช่น ลองคิดดูความจริงเกี่ยวกับการก่อกำเนิดของทารกในครรภ์ เขาทำอย่างไรเชื้ออสุจิชายจึงเข้าไปผสมเชื้ออสุจิหญิงได้ แม้เราจะรู้ทั้งรู้ว่าเป็นความจริงอย่างนั้น แต่จะพาซื่อวาดภาพอย่างนั้นออกมาโดยอ้างว่าวาดไปตามความจริง ก็คงได้ชื่อว่ามนุษย์ผู้ไร้วัฒนธรรมของความเป็นมนุษย์ ไม่รู้เหตุ ผล แห่งการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ไม่รู้กาละเทศะอันเหมาะอันควรอย่างไร ก็คงอยู่ในสังคมมนุษย์ไม่ได้ จะต้องตัดสินด้วยทิฏฐิอย่างนี้ ในด้านพระธรรมะที่อาจอาศัยเป็นหลักบรรทัดฐาน

 

หากพูดถึงเหตุผลว่าด้วย การปลงกรรมฐานตามที่อ้างว่าวาดภาพเปลือยโป๊ไว้เพื่อให้พระสงฆ์องค์สามเณรปลงกรรมฐานนั้น ก็ไม่ปรากฎว่ามีพระธรรมวินัยข้อใดรองรับ เมื่อไม่มีหลักธรรมหลักวินัยรองรับ ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีแต่จะก่อเกิดโทษ โดยเขลา มีแต่พากันหลงทางไป ราคะตัณหากลับกำเริบ ยิ่งขึ้นไปอีก เป็นทางแห่งความละเมิดพระวินัยบ่อย ๆ (กลายเป็นพระตาหวานตาเยิ้มตาปรือ) ไปอีก ดูหลักพระกรรมฐาน 40 ประกอบกับแบบอย่างที่ท่านผู้เป็นบรมศาสดา และหมู่ผู้รู้ทั้งหลายท่านพาประพฤติมาเป็นแบบอย่าง กรรมฐานของนักบวชพุทธผู้หวังมรรคผลนิพพานอันประเสริฐบริสุทธิ์ ล้วนมีหลักการอยู่ที่การละเว้นสิ่งสวย ๆ งาม ๆ ทั้งหลาย หูตาจมูกลิ้นกายใจ จะต้องห่างสิ่งสวย ๆ งาม ๆ เข้าไว้ หูจะต้องปิดเสียงอันไพเราะเสีย ละเว้นการฟังดนตรี การขับร้องทุกชนิด(ศีล 8) ตาจะต้องสำรวมเหลือบต่ำเสมอไป (นึกตีความหมายดูว่าทำไมพระพุทธรูปแบบอย่างทั้งหลายที่จำลองพุทธลักษณะจึงมีดวงตาทอดลงเสมอไป การที่ดวงตาทอดลงของพระพุทธรูป บ่งบอกสัจธรรมอะไร บอกพุทธธรรมอะไร) จะต้องไม่คอยมองดูสตรีสวยงาม วัยแรกรุ่นกำดัด นักร้องนักรำ (มองคนแก่ ๆ หงำเหงอะสกปรก ๆ ล่ะดี) อย่ามองตาผู้หญิง อย่ามองนางสาวไทย-นางสาวจักรวาล อย่าไปชมเชยเขา อย่าไปสนใจของดีที่สุดของสวยที่สุดที่เขาปกปิดไว้ นี่วัดสนามจันทร์ถึงกับเขียนภาพเปิดเผยของดีของสวยของงามของเขาอย่างโล่งแจ้งเช่นนี้ จะถูกหลักพระกรรมฐานตามพระธรรมอย่างไร

 

เรามีแต่หลัก “อสุภะ” คือ ของไม่สวยไม่งาม “ศุภะ” ของสวยงามเราต้องหลีกไปไกล ๆ หลักอสุภกสิณ 10 ก็ใช้ตัดสินได้ ท่านให้ไปปลงกรรมฐานในป่าช้าก็เพื่อเพ่งอสุภกสิณ 10 ไม่ใช่เพ่งนางลครหรือสตรีสวยสดในโรงลครโรงภาพยนต์ หรือแม้แต่การพูดคุยกับสตรีนาน ๆ ก็ผิดหลักกรรมฐานแล้ว นี่ก็คือหลักพระธรรม ที่ท่านวางไว้ในระดับ “ปฏิบัติธรรม” ซึ่งจะเกิดผลเป็น “ปฏิเวธธรรม” ต่อไป

 

หากครูอาจารย์ไม่เข้าใจหลักการนี้แล้ว ก็จะพาลูกศิษย์ประพฤติผิดหลักกรรมฐาน มีแต่จะเกิดโทษ ก่อกำหนัด ราคะตัณหาเพิ่มพูนไปเรื่อย ๆ เท่านั้น ฉะนั้นเมื่อเห็นว่าขัดแย้งพระธรรมเห็นชัดเจนอยู่เช่นนี้ ก็ไม่ควรที่จะยืนทิฏฐิอันเดิมอยู่ต่อไป เพราะขืนปลงกรรมฐานด้วย ศุภกรรมฐาน เช่นนี้ ก็มีแต่จะทำลายตนเอง นิมิตที่เกิดขึ้นก็ล้วนแต่นิมิตแห่งความสวยความงาม เราเห็นในนิมิตก็รั้งตัณหาราคะไว้มิได้ ก็เสพก็ชมนิมิตนั้น พอกพูนราคะตัณหาเรื่อยไป หลงไหลหลงเสพไป ตาก็หวาน ตาก็ปรือ ตาก็ลอย ฯลฯ(แล้วก็ก้าวหน้าไปเสพของสวยงามของดียิ่งขึ้นไปอีกเช่นเสพชมหนังเอ็กซ์ หนังอาร์เรื่อยๆไป)

ในทางพระวินัย จริงอยู่ไม่มีในพระปาฏิโมกข์ แต่ก็เห็นได้ว่าเป็น “โลกวัชชะ” คือโลกติเตียน (ก็ถือว่าผิดพระวินัยได้เหมือนกัน) ซึ่งกรณีนี้ ยิ่งกว่าติเตียนเสียอีก เพราะผิดกฎหมายอาญาแผ่นดิน มีโทษถึงจำคุก ตามมาตรา 206 ประมวลกฎหมายอาญา ระบุว่า

มาตรา 206 ผู้ใดกระทำด้วยประการใดใด แก่วัตถุหรือสถานที่อันเป็นการเหยียดหยามศาสนา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 7 ปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(เมื่อยืนยันว่าภาพที่เขียนนี้ถูกต้อง เอากระจกไปกั้นไว้พร้อมหลอดไฟสำหรับเสียบสวิทให้สว่าง ผู้ใดอยากดูก็กดสวิทดูได้นั้น เท่ากับยืนยันเจตนาของตนเอง ว่ามีเจตนากระทำผิด หรือจงใจกระทำความผิด คราวนี้ก็ไม่สามารถจะดิ้นไปได้เลย ต้องโทษสถานเดียว) แล้วก็จะพลอยไปเข้าข่ายข้อความตามมาตรา 29 ของพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ที่อาจต้องสละสมณเพศเสียก่อนคดีสิ้นสุดลงได้ (มาตรา 29 ว่าดังนี้ “

มาตรา 29 พระภิกษุรูปใดถูกจับโดยข้อหาว่ากระทำความผิดอาญา เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราว และเจ้าอาวาสแห่งวัดที่พระภิกษุรูปนั้นสังกัดไม่รับมอบตัวไว้ควบคุม หรือพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม หรือพระภิกษุรูปนั้นมิได้สังกัดในวัดใดวัดหนึ่ง ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้”)

 

นอกจากนี้ ยังมีกฎมหาเถรสมาคมที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกับพระสังฆาธิการนี้อีกฉบับหนึ่งคือ กฎฯ5(พ.ศ.2506) ออกตามความพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ก็อาจเป็นความผิดในหมวดจริยาของพระสังฆาธิการได้หลายข้อ โดยเฉพาะข้อ 38 ที่มีข้อความว่า

“พระสังฆาธิการ ต้องตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังไม่ให้เกิดความเสียหายแก่การคณะสงฆ์และการพระศาสนา และห้ามมิให้ละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันควร”

ในประเด็น ความเสียหายแก่การพระศาสนานั้นก็คือ การกระทำใดที่ขัดแย้งพระธรรมวินัย นั่นเอง (กรณีเขียนภาพโป๊นี้ผิดพระธรรม ผิดพระวินัย ผิดกฎหมายบ้านเมือง แล้วเลยผิดกฎฯ5นี้เข้า) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ควรเพ่งเล็งก็เพราะท่านเป็นพระสังฆาธิการ ตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอ ถือว่าเป็นระดับผู้ใหญ่ทางการปกครองคณะสงฆ์ แต่ทำผิดธรรม ผิดพระวินัยเสียเอง จะต้องพิพากษาไว้อย่างเป็นมาตรฐานการวินิจฉัยคราวต่อไป

ในเรื่องพระพุทธรูปนั้น เราก็น่าจะถือหลักว่า พระพุทธรูปย่อมสะท้อนคุณธรรมแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสมอ หากไม่สะท้อนคุณธรรมแล้วถือว่าผิด เราจับหลักสองประการมาพิจารณา คือ คุณธรรม กับ อำนาจ เราสะท้อนคุณธรรม: เมตตา-กรุณา-ปัญญาอันบริสุทธิ์ มิใช่สะท้อนอำนาจ สัญลักษณ์ของศาสนาพุทธจึงต่างจากสัญลักษณ์ของศาสนาอื่น ๆ เช่นฮินดู ที่เทวรูปทั้งหลายล้วนสะท้อนอำนาจ เช่นอิศวร เป็นภาพนุ่งห่มด้วยหนังเสือ(เก่งมากจนฆ่าเสือเอาหนังมันมาปู นุ่งห่มได้) มุ่นผมมีงูเห่าคล้องแผ่พังพาน(แสดงอำนาจร้ายแรงอย่างนาคราช) และที่พระกรถือตรีศูล เป็นอาวุธทรงมหิทธานุภาพร้ายแรงอาจทำลายโลกทั้งโลกได้ แล้วยังมีเครื่องเพชร สร้อยสังวาลที่เลิศเลอล้ำค่าประดับไปทั่วกายอีก อันบอกทั้งอำนาจและความยิ่งใหญ่ทางลาภผล (พอ ๆ กับพระนารายณ์ ที่แสดงออกทางอำนาจ และเป็นเช่นเดียวกันกับเทพเจ้าของศาสนาอื่น ๆทั้งหลาย)

แต่รูปพระพุทธองค์ไม่มีอะไรที่ส่อว่าทรงฤทธิ์อำนาจยิ่งใหญ่เช่นนั้น ตั้งแต่ปลายพระเกศาลงมาจรดพระบาท สะท้อนภาพคนธรรมดา ๆ ที่มีเพียงผ้าสามผืน ห่อหุ้มกาย ไร้เครื่องประดับประดา ไร้อาวุธ ไร้ของวิเศษ นั่นคือหลักการที่ว่า พระพุทธรูปย่อมสะท้อนแต่คุณธรรม จะไม่สะท้อนลักษณะของอำนาจออกมา จึงแตกต่างจากคติแห่งเทวศาสนาทั้งหลาย การปั้น กับการเขียนภาพ ก็จะอยู่ในหลักการอันเดียวกันนี้ แม้ภาพที่แสดงอิทธิฤทธิ์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่นตอนปราบนันโทปนันทนาคราช จิตรกร ช่างศิลป์หรือศิลปินก็จักสะท้อนคุณธรรมเป็นอำนาจเสมอไป (ภาพจึงออกมาสงบอย่างมีพลัง) จึงสรุปว่า อยู่ที่จิตรกร ช่างศิลป์หรือศิลปินว่าจะสามารถสะท้อนปรัชญาอันสูงสุดของพระพุทธศาสนา ออกมาได้ตรงสัจธรรมแห่งพระพุทธศาสนาได้เพียงไหน

กรณีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่วัดสนามจันทร์ สร้างขึ้นตามนิมิต ได้ยินเสียงจากนิมิต น่าจะถือหลักการว่านิมิตทั้งหลายล้วนแต่ของหลอกของเล่นใช่จริงจังก็หาไม่ เป็นแต่เพียงสิ่งบอกเหตุวาระแห่งจิตใจของพระกรรมฐานเท่านั้น อันเป็นเสียงจากมโนธรรมระดับหนึ่งของผู้ประพฤติกรรมฐานอยู่เท่านั้น จะต้องเอามาตรฐานทางพระพุทธธรรมเข้าจับเข้าวัดเสมอไป หากขืนตามไปโดยไม่อิงตรวจสอบความถูกผิดโดยหลักพระธรรมพระวินียแล้วก็อาจเข้าเส้นทางมารไปเท่านั้นเอง ตามหลัก หากเป็นรูปปั้นพระพุทธรูปที่แสดงออกทางอำนาจก็ถือได้ว่าไม่เข้าหลักการพระพุทธศาสนา ต้องสงบ ต้องสะท้อนคุณธรรม เข้าไว้ และที่ทำได้ยากยิ่งก็คือ เงาแห่งอำนาจที่บังเกิดขึ้นด้วยคุณธรรม(ที่สะท้อนคุณธรรมเป็นอำนาจ) แม้ในจินตนาการหรือมโนภาพก็ยังสร้างขึ้นมายากเสียแล้ว หากสังคมใดมีช่างศิลป์ผู้ลำเลิศ ก็สามารถปั้นรูปออกมาแปลกของเดิมได้ ถึงจะผิดแบบเดิม แต่ประนีตทรงคุณธรรมหรือสะท้อนคุณธรรมที่ตรงที่ชัดเจนกว่าเดิม คนก็ยอมรับเอง เพราะคนย่อมชอบของที่ดีกว่าเป็นธรรมดา สังเกตดูภาพวาดในโบสถ์คริสต์ ล้วนแต่ของใหม่ ๆ แต่หากประนีตสะท้อนความคิดกว่าของเดิมคนก็ยอมรับ (เช่นรูปปั้นพระคริสต์ดำที่ชาวคริสต์ฮือฮาอยู่ขณะหนึ่งเมื่อเร็ว ๆนี้)

สรุปเรื่องวัดสนามจันทร์ก็คือ
(๑)   ควรปิดภาพเปลือยโป๊ที่ผนังวิหารเสียให้สนิทไปเลย หรือลบเขียนภาพใหม่แทน

(๒)   ควรจัดทำพระพุทธรูปใหม่ ให้ออกมาสะท้อนคุณธรรม: เมตตา-กรุณา-ปัญญา อันบริสุทธิ์ มิใช่สะท้อนอำนาจ

(๓)   หากท่านไม่ประพฤติตาม ข้อ(๑) ท่านอาจผิดกฎหมายอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 206 ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าทุกข์ แล้วจะลามไปเกี่ยวกับมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 (อาจจะต้องสละสมณเพศก่อนไปสู้ความกับเขา มีทางแพ้ เพราะเจตนาชัดเจนมากในตอนหลัง) แล้วลามไปถึงกฎฯ5 ละเมิดพระจริยาพระสังฆาธิการหลายข้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อ 38 ทำให้การพระศาสนาเสื่อมเสีย อาจถูกปลดออกจากตำแหน่งได้ ประเด็นนี้รวมความไปถึงธนาคารน้ำมนต์ด้วย (ไม่ควรเสี่ยงนะครับ ! บก.)

 

 

 

 

 14ปฏิรูปการศึกษาไปสู่ศตวรรษที่ 21
ช่อง 11
15 ก.ค. 41, 0930 น.

 

ถ่ายทอดสดจากการสัมนา ณ โรงแรมแห่งหนึ่ง (ป้ายหน้าจอไม่ขึ้นสักที คนดูทีหลังคงบิดหนีหมดเพราะไม่รู้ว่าพูดในหัวข้ออะไร น่าจะชูป้ายบอกเป็นระยะ ๆ หลาย ๆ หน) มี รมว.ศธ.ชุมพล ศิลปอาชา ท่านปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และน.พ.ประเวศร วะสี มาร่วมด้วย น.พ.ประเวศร พูดเรื่องปฏิรูปการศึกษา น่ารับฟัง education for all ให้การศึกษาเป็นประโยชน์ต่อทุก ๆ คนพร้อมกันไป และ all for education ให้คนทั้งมวลเข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษา และ ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ เราต้องเอาต้นไม้ของการศึกษาออกจากกระถาง จำเป็นต้องปฏิรูประบบ เพื่อให้เกิดโครงสร้างใหม่ พฤติกรรมใหม่ ควรส่งเสริมครู ให้การศึกษาอยู่ที่ครู ก้าวหน้าไปเป็นครู ครูในญี่ปุ่นได้เงินเดือนสูงกว่าอาชีพอื่น ครูควรเป็นปูชนียบุคคล ครูควรจะเป็นครู ไม่ใช่ครูบริหาร ระบบการวิจัยที่เข้าไปบูรณาการในทุกขั้นตอนของการศึกษา ล้วนเป็นข้อเสนอดี ๆ จากท่านผู้เข้าร่วมการสัมมนาทางจอแก้วนี้

 

 

 

 

 

 

 

 15เมืองไทยวันนี้ คนไทยในอเมริกากลับบ้าน
ช่อง 3

15 ก.ค.41 0805 น.



พรหมพร ยูวะเวส รายงาน คณะเยาวชนไทยในอเมริกา กลับมาเยือนถิ่นไทย เข้าพบ นายกรัฐมนตรี ชื่นชมวัฒนธรรมไทย รำไทยกัน บ่งบอกเลือดไทย แม้จะไปอยู่ต่างแดนแต่ก็ปรารถนาความเป็นไทย

 

 

 

 

 16ขอคิดด้วยคน เราไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับการค้าต่างประเทศ
ช่อง 9
15 ก.ค.41 หลังข่าว 2043 น.



มองต่างชาติให้สมใจ ต่อจากพุธที่แล้ว มีอมเรศ ศิลาอ่อน ประธานกรรมการ ปรส.-อดีตประธานบอร์ดการบินไทย สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานกรรมการบริษัท ปตท. ผฝ.-ประธานกรรมการธนาคารแหลมทอง และ โสภณ สุภาพงษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทบางจากปริโตรเลียม ปริวิตกกันเรื่องเราไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับการค้าขายต่างประเทศ
หาคนที่รู้อะไรจริง ๆ แทบไม่มีเลย สร้างคนสร้างปัญญาเป็นสิ่งที่สร้างชาติโดยแท้จริง อะไรคือภาพที่เลวร้ายที่สุดทางเศรษฐกิจไทย หากจะเกิดขึ้น หลายท่านหวังจาก เรามีความเป็นไทที่ไม่เหมือนที่อื่น เรามีในหลวง คงไม่กลียุค ทำวิกฤตให้เป็นโอกาศ เรามีชุมชนที่เข้มแข็ง ที่ยังไม่ได้รับการกระทบมากนัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสนอเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เรายังมีน้ำใจมาก ท่านอมเรศ ว่าระบบราชการไม่เปลี่ยน คนในราชการยังไม่รู้สึก อยากได้ซีมากขึ้น อยากมีอำนาจมากขึ้น ต้องเปลี่ยนระบบราชการด้วย หวังผู้นำทางราชการประสานกับผู้นำสังคม ฯลฯ ล้วนเป็นข้อคิดที่คมคาย

 

 

 

 

 

 

 

 17เปิดโลกธุรกิจ ตัวอย่างอัจฉริยะคนเก่งเอง
ไอทีวี
16 ก.ค.41,1340 น.



ปัญหาคอมพิวเตอร์ปี 2,000 มีเด็กไทยอายุ 23 ปี สามารถแก้ไขได้ แล้วตั้งเป็นบริษัทรับแก้ไขปัญหานี้ ชื่อว่า บริษัท SST (ติดต่อได้ทางโทรศัพท์ มือถือ 01- 643 - 2125 5172424 5171414) ประธานบริษัทหนุ่มเป็นตัวเขาเอง นามว่า ชนม์ภัทร์ ตั้งถาวรชัยกุล
ศึกษาคอมพิวเตอร์มาหลายสิบปี ศึกษาด้วยตนเอง ไม่ได้จบจากสถาบันไหน ไม่มีปริญญา แต่ผ่านการทดสอบ สามารถแก้โจทก์ยากที่สุดของวิชาการคอมพิวเตอร์ในเวลานี้ได้ภายใน 3 วัน จากเวลามาตรฐานที่เขากำหนดให้ 3 เดือน และยังไม่มีผู้ใดในโลกคอมพิวเตอร์ทำได้เป็นคนที่ 2 คิดได้ และยื่นจดทะเบียนลิขสิทธิ์ไว้เรียบร้อย นับว่าฉลาดในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ปราดเปรื่องในวิธีคิด ที่มุ่งมองไปถึงตัวรากลึกแห่งปัญหาที่ยาก ๆ ที่เป็นจุดสำคัญ ๆ หรือจุดเป็นจุดตายแห่งปัญหา น่าชื่นชมและน่าส่งเสริมให้เด่นไปภายหน้า

 

 

 

 

 

 

 18Hot Line บันเทิง  ชีวจิตเพื่อสุขภาพ
ไอทีวี
16 ก.ค.41,1400 น.



พบ สาทิส อินทรคำแหง เจ้าของตำหรับ ชีวจิต มะเร็งชีวิต ที่พิมพ์ออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าก็เกลี้ยงหายจากตลาดหนังสือ ชีวจิตที่พูดถึงวันนี้พิมพ์ครั้งที่ 20 แล้ว บ่งบอกว่าคนกังวลปัญหาสุขภาพมาก หนังสือนี้แนะนำทางปฏิบัติไว้ ผู้อ่านสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำไปได้เลย ยึดวิถีธรรมชาติเป็นหลัก จัดชีวิตให้พอดีกันเรื่องการกิน การนอน ไม่ยาก
เพียงแต่ตั้งระเบียบวินัยให้ตัวเองให้ได้ ชีวจิต กำลังได้รับการต้อนรับอย่างแตกตื่น มีอะไรน่าคิดไปไกลกว่าเรื่องอาหารการกิน

 

 

 

 

 

 

 

 19ปศุสัตว์พัฒนา ไก่เนื้อไทยเข้าญี่ปุ่น
ช่อง5
17 ก.ค.41, 0630

 


ข่าวจากญี่ปุ่นเมื่อ 5-6 วันก่อน ท้วงว่าไก่เนื้อไทยนำเข้าญี่ปุ่น ตรวจพบเชื้อ น่าวิตกไทยจะขาดรายได้ไปอีกรายการหนึ่ง วันนี้เอามาคุยกันกับอธิบดีกรมปศุสัตว์ สุวิทย์ ผลลาภ และรมช. เกษตรและสหกรณ์ฯ สมชาย สุนทรวัฒน์ จุฬารัตน์ สัมภาษณ์ บอกให้รู้ว่ารัฐบาลและกรมที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและแก้ปัญหาทันการทันที ไทยไม่เสียประโยชน์ ญี่ปุ่นรับฟัง ไก่ไทยจึงวางซูเปอร์มาเกตญี่ปุ่นต่อไปได้ตามปกติ

 

 

 

 

 

 

 

 20รายการสมฤทธิ์ ฤาชา ชมผ้าฝ้าย ผ้าไหมไทย
ช่อง 11

17 ก.ค.41 0820 น.



เรื่องผ้าฝ้าย ผ้าไหมไทย สมฤทธิ์ ฤาชาคุยกับผู้เชี่ยวชาญผ้าไทย
2 ท่าน (ท่านหนึ่งอาจารย์เผ่าทอง อีกท่านเป็นสตรีเชี่ยวชาญผ้าไทยนักต่อสู้เพื่อผ้าไทย - ป้ายแนะนำตัวไม่ขึ้นเลย) ฟังแล้วนิยมผ้าฝ้ายผ้าไหมไทยขึ้นเยอะ ผ้าจากแม่แจ่ม เชียงใหม่นี่เอง คนนึกว่าผ้ามาจากอิตาลี เป็นผ้าที่ระบายอากาศได้ดีมาก ทำให้สวมใส่สบาย เดิมอาจารย์เผ่าทองเคยสวมสูทฝรั่ง เปลืองแอร์มาก ราคาก็แพงแสนแพง พอนึกขึ้นได้มาใช้ผ้าไทยไหมไทย ฝ้ายไทย สบายกว่ากันเยอะเลย ตั้งแต่รู้ความก็ไม่ใช้ผ้าฝรั่งอีก เขาหาว่าซักรีดยาก ดูแลยาก ความจริง ดูแลไม่ถูกมากกว่า และเมื่อทำถูกดูแลถูกก็จะง่ายมาก ๆ ผ้าฝ้ายไทย ไหมไทย กำลังจะบูมแล้ว ไปดูนิทรรศการการรณรงค์ผ้าไทยจะจัดที่ศูนย์วัฒนธรรมกรุงเทพ เตรียมเงินไปซื้อได้ เพื่อให้เงินหมุนเวียนในไทย ข้อเสนอที่เข้าทีเอามาก ๆ คือนักการเมืองไทยควรหันมานิยมผ้าไทย ฝ้ายไทย ไหมไทย ได้แล้ว ลงทุนน้อยที่สุดคือการทอผ้าไทย (เพราะเขามีฝีมือเยี่ยมอยู่แล้ว) อาจช่วยแก้ปัญหาแรงงานได้มาก หากชาวไทยทุกคนหันมาใช้ผ้าไทยเท่านั้นเองเราก็จะร่ำรวยขึ้นเยอะโดยที่ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเลย

 

 

 

 

 

 

 

 21itvTALK ไอทีวีทอล์ค พบทักษิณ ชินวัตร หน.ทรท.
ไอทีวี
17 ก.ค.41 2030 น.



เทพชัย หย่อง พบทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย พรรคการเมืองใหม่เอี่ยมของไทย คำถามค่อนข้างจะตรงใจประชาชน ไม่ว่าปัญหาจราจร หรือปัญหา ถอดใจง่ายของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร วันนี้มาในทางเลือกใหม่ของประชาชน จะว่าอย่างไร คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคน อย่าลืมว่าการแก้ไขปัญหาของชาติวันนี้ ยังห่างไกลความสำเร็จ เราพรรคใหม่คิดใหม่ทำใหม่ ทุกประเทศปรับเตรียมรับ พ.ศ.2543 แต่เรายังแก้ปัญหาเก่าๆไม่ตก ในเวทีโลกผู้นำยุคใหม่ต้องทันเกมส์ ต้องเข้าใจภูมิปัญญาท้องถิ่น ตาดูดาว เท้าติดดิน ต้องกล้าตัดสินใจ แต่สามารถประนีประนอมได้ “ผมหาเงินมาด้วยความยากลำบาก ผมจะไม่ใช้เงินทำลายตัวผมเอง” เศรษฐกิจนำการเมืองแน่นอน ต้องมีกุศโลบาย ต้องมีข้อมูลให้ประเทศอย่างเพียงพอ

 

 

 

 

 

 

 22ข่าว เยาวชนอเมริกันเสนองานร่วมเพศผ่านอินเตอเนต
ช่อง 7
18 ก.ค. 41 1935 น.



ข่าวฮือฮา หนุ่มสาวอเมริกันคู่หนึ่ง อ้างว่าชื่อ ไดแอน กับไมค์ ว่าเป็นนักศึกษามัธยมอายุ 18 ปี ประกาศจะถ่ายทอดสดการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกของตนผ่านทางเครือข่ายอินเตอรเนตทั่วโลกในวันที่ 4 ส.ค. 41 นี้ (ตรงกับประเทศไทยเวลา 0800 น. 5 ส.ค. 41) โดยคู่รักทั้งสองระบุว่าได้รับแรงบันดาลใจจากการถ่ายทอดสดการคลอดบุตรผ่านทางอินเตอร์เนต เมื่อ พ.ค.41 ที่แล้ว แต่ยังมีปัญหาค่าถ่ายทอดข่าว ต้องการเงินถึง 4 ล้านบาท แต่ ข่าวภาคค่ำช่อง 7 วันนี้ออกข่าวเพียงสั้น ๆว่า บริษัทอินเตอเนตประกาศยกเลิกถ่ายทอดเปิดบริสุทธิ์หนุ่มสาวอเมริกันคู่นั้นแล้ว เราลองมามองดูว่าทำไมเรื่องราวจึงแตกแหกคอกไปไกลถึงปานนี้ เรื่องกลับมิใช่ปัญหาศ๊ลธรรมจริยธรรมและวัฒนธรรมโลก หากเป็นเพราะไม่มีเงินค่าถ่ายทอด หากมีเงินค่าถ่ายทอด อเมริกันคู่นี้ก็คงทำการเสพสังวาสกันให้คนทั้งโลกดูจริง ๆ นี่คืออเมริกา อเมริกัน พวกนี้หายใจเป็นเงินเป็นวัตถุนิยมไปหมด หาเงินทุกวิถีทางโดยไม่คำนึงว่าผิดศีลธรรมใดใด เพียงดั่งว่าไม่มีความเป็นมนุษย์อยู่ในสันดานแล้ว

 

 

 

 

 

 

 23ข่าว คลินตั้นขึ้นศาลกรณีข่าวเซ็กอื้อฉาวอีกแล้ว
ช่อง 7

18 ก.ค.41 19.30 น.



นี่อย่างไร ขนาดประธานาธิบดีของประเทศผู้นำของโลกยุคนี้ ยังอื้อฉาวคาวโลกีย์ อันเป็นสิ่งบ่งบอกว่าเขากำลังนำโลกยุคใหม่ไปสู่วัตถุนิยมล้วน ๆ เขาไม่เข้าใจคุณค่าทางจิตใจของมนุษย์ว่าจะต้องมีควบคู่ไปกับด้านวัตถุเสมอ พฤติกรรมของผู้นำประเทศสหรัฐอเมริกาท่านนี้ บอกให้รู้ว่าโลกกำลังเดินไปอย่างเสี่ยงต่อหายนะ เสี่ยงต่อความพินาศทางศีลธรรมจริยธรรม โดยไม่นำพาต่อความมีจิตวิญญาณของมนุษย์อย่างไร้จิตสำนึกแห่งความเป็นมนุษย์ ผู้ที่มีศีลธรรมจริยธรรมและศาสนา ในที่สุดชาวโลกที่มีศาสนาทั้งปวงย่อมประนาม ชาวอเมริกันเองเมื่อได้รู้ความจริงย่อมขับไล่ต่อต้าน

 

 

 

 

 

 24ข่าวเช้า สำนักสงฆ์บุกรุกที่สาธารณะ
ช่อง
7
19 ก.ค.41 เวลา 0645 น.



ข่าวสำนักสงฆ์แห่งหนึ่งที่จังหวัดชลบุรี ตั้งเป็นสำนักสงฆ์มานานแล้ว แต่ที่เป็นที่สาธารณะ สงฆ์ถือสิทธิ์เข้าไปอยู่อาศัยตั้งเป็นที่ปฏิบัติธรรมเพราะเป็นที่สงบตนก็อยากอยู่ที่สงบ ๆ กว่าชาวบ้านเขา ชาวบ้านก็เห็นว่าเป็นพระผู้มักน้อย นิยมธรรมชาติก็ให้การสนับสนุนโดยไม่นึกถึงความเป็นธรรมในสังคมโดยรวม ก็ยากแก่การจัดการให้ถูกต้องตามกฎหมายของบ้านเมือง ซึ่งกรณีเช่นนี้มักบ่งบอกความเห็นแก่ตัวอย่างจัดจ้านของพระสงฆ์ ในบางเรื่องดูดั่งว่าปลงไปหมดแล้ว ดูสงบ หากแต่เรื่องที่ดินนี้ พระสงฆ์ฝ่ายป่ากลับแสดงออกถึงความโลภเจตนามากผิดปกติก็มี เมื่อพูดถึงปัญหานี้ในปี พ.ศ.2534 ท่านอดีต นรม.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเสนอแนะว่า พระบุกรุกป่านี้ ให้เจ้าหน้าที่ อุ้มออกมาเลย (กรณีพระประจักษ์ คุตฺตจิตโต ) จึงจะแก้ได้ เพราะให้ออกมาเองไม่ออกอันเนื่องจาก ความเห็นแก่ตัวจัดไป จนลืมคิดไปว่ากรณีอาจเข้าข่ายอาบัติปาราชิกได้ง่าย ๆ เพราะต้นไม้แต่ละต้นที่ตนตัดทิ้งบุกเบิกเข้าไปก็มีค่ามาก ที่ดินผืนหนึ่ง ๆ แม้เพียงตารางวาเท่านั้นก็ตีค่าราคาเป็นเงินหมื่น-แสนบาทแล้ว ปาราชิกผิดเด้วยเงินพียง บาทเดียว หากเข้าไปยึดครองป่าและที่ดินโดยไม่ชอบธรรมแล้วก็อาจต้องอาบัติถึงปาราชิก ขาดความเป็นพระหาสังวาสมิได้

(โปรดดูพระปาฏิโมกข์ :

โย ปน ภิกฺขุ คามา วา อรญฺญา วา อทินฺนํ เถยฺยสงฺขาตํ อาทิเยยฺย, ยถารูเป อทินฺนาทาเน ราชาโน โจรํ คเหตฺวา หเนยฺยํ วา พนฺเธยฺยํ วา ปพฺพาเชยฺยํ วา “โจโรสิ พาโลสิ มูฬฺโหสิ เถโนสีติ ; ตถารูปํ ภิกฺขุ อทินฺนํ อาทิยมาโน; อยมฺปิ ปาราชิโก โหติ อสํวาโส.”

แปลว่า

“อนึ่ง ภิกษุใด ถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยส่วนแห่งความเป็นโขมย จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี พระราชาทั้งหลายจับโจรได้แล้ว ประหารเสียบ้าง จองจำไว้บ้าง เนรเทศเสียบ้าง ด้วยบริภาษว่า เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นขโมย ดังนี้ ในเพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานใด ภิกฺษุถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานนั้น แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้”

นอกจากนี้ยังอาจเข้าข่าย สังฆาทิเสสข้อ 6-7 อีก

สร้างกุฎี-วิหารใหญ่ด้วยอาการขอเอาเอง ในที่อันมีผู้จองไว้ อันหาชานรอบมิได้ หรือไม่นำภิกษุทั้งหลายไปเพื่อแสดงที่"

และที่สำคัญ ผิดกฎหมายบ้านเมือง ฐานบุกรุก ซึ่งไม่มีข้อยกเว้นผู้ใดแม้พระภิกษุสงฆ์หรือนักบวช

 

 

 

 

 

 

 

 

 25รายการเยาวชนกับปัญหาเซ็กซ์
ระวังตัวอย่างเยาวชนอเมริกันจะเสพกามทางอินเทอเนต
ไอทีวี
22 ก.ค.41 ก่อน 800 น.



พิธีกรกับนายแพทย์คุยกันเรื่องเยาวชนกับเรื่องเซ็กซ์ อันสืบเนื่องมาจาก ชาวอเมริกัน หนุ่มสาววัยรุ่นคู่หนึ่งประกาศจะแสดงบทร่วมเพศ อันเป็นครั้งแรกในชีวิตของพวกเขาผ่านจออินเตอร์เนต เป็นเหตุให้เกิดการลุกฮือขึ้นทั่วโลก เพื่อจะเข้าไปดูในเวบไซต์ที่จะถ่ายทอดนั้น

เราจะเห็นว่า เรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยคุณธรรมแห่งศาสนาใดใด และประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะใช้ระบอบการปกครองแบบไหน ประชาธิปไตยหรือคอมมิวนิสต์ก็ตาม ย่อมมีกฎหมายออกมาสอดคล้องกับหลักการแห่งศาสนา เมื่อเกิดขึ้นในประเทศใดได้อย่างเสรี ไม่มีกฎหมายเอาโทษเช่นนี้ ย่อมบ่งบอกว่าแดนนั้นไปปราศจากคุณธรรมแห่งศาสนาโดยสิ้นเชิงเสียแล้ว คุณค่าทางจิตใจก็คงจะค่อยลดหายไป จิตวิญญาณของสังคมประเทศนั้นก็จะมิต่างอะไรกับระดับสาราส่ำสัตว์ทั้งหลาย อันตรายย่อมเกิดขึ้นด้วยประการต่าง ๆ

กรณีการร่วมเพศของคนคู่นี้ เราต้องมองจากหลักอริยสัจธรรมแห่งชีวิต ซี่งหมายถึงสิ่งที่มากไปกว่าหลักความรู้ทางเพศ หรือวิทยาศาสตร์ทางเพศของผู้ที่ได้ร่ำเรียนวิเคราะห์วิจัยมาทางนี้ โดยเฉพาะหมอที่เรียนเพศศึกษามาและมักมีบทบาทที่น่าสังเกต เช่นการตอบปัญหาทางเพศในคอลัมน์หนังสือพิมพ์ หรือวารสารต่าง ๆ ซึ่งยังมองลงไปไม่ลึกซึ้งถึงอริยสัจธรรมเช่นที่ว่ามานี้

ทว่าหลักอริยสัจธรรมที่ว่ามานี้มักต้องใช้เวลาในการพิศูจน์ เช่นขณะนี้กำลังพิศูจน์ประชาชนชาวอเมริกัน ที่นิยมเรื่องเซ็กซ์และเผยแผ่ความนิยมตลอดทั้งพฤติกรรมการร่วมเพศแบบต่าง ๆออกไปทางสื่อชนิดต่าง ๆ มาก แต่เดิมทีเดียวชนอเมริกันชายหญิงนิยมแสดงความรู้สึกทางเพศด้วยการกอดจูบกันในที่เปิดเผย แม้ต่อหน้าฝูงชนหรือในที่สาธารณะ โดยไม่นึกเห็นว่าเป็นโทษภัยอะไร ผิดกับพลเมืองของประเทศที่นับถือศาสนาโดยเฉพาะฮินดู อิสลาม คริสต์และพุทธ ที่ไม่นิยมประพฤติอย่างเปิดเผยในที่แจ้ง แต่สำหรับชนอเมริกันบัดนี้ ความประพฤติชนิดนี้ก็ได้แตกตัวออกไปเป็นพฤติกรรมทางเซ็กซ์แปลก ๆ ใหม่ ๆ ไปอีกมากมายหลายรูปแบบ จนเป็นที่รวมของความวิปริตทางเพศทุกชนิดในโลกนี้ แม้กระทั่งคนเพศเดียวกันก็สามารถอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยเปิดเผย ดังเช่น ดาราภาพยนต์มีชื่อเสียงของฮอลลีวู๊ด เป็นตัวอย่างที่เริ่มต้น

หรือเมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่มีกลุ่มคนวิปริตทางเพศกลุ่มหนึ่งในสหรัฐอเมริกาที่เรียกตัวว่า เกย์ ตั้งกันขึ้นเป็นชมรมแล้วเผยแผ่ลัทธินิยมของตนออกไปโดยจัดงานฉลองเรียกว่า วันเกสเดย์ ขึ้นทุก ๆ ปี ๆ นี้จัดยิ่งใหญ่ขึ้นถึงกับมีการเชิญชวนชาวเกย์จากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกไปร่วมฉลองด้วยและได้พบว่า ประเทศแถบเอเซียก็เริ่มมีเกย์ญี่ปุ่นไปร่วมด้วย เพียงดูว่าคนพวกนี้เขาแสดงอะไรในงานของพวกเขา ก็เห็นแล้วว่า เป็นเรื่องวิปริตผิดมนุษย์ ที่มีสาเหตุมาจากวัตถุนิยมทั้งสิ้น นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นของต่ำทราม เป็นอนารยธรรมที่เริ่มระบาดออกมาจากอเมริกา ไปสู่ชาวโลกทั้งหลาย อย่างเห็นเป็นสิ่งที่ชอบธรรม จนกระทั่งเกิดวงการที่ทำธุรกิจหากินทางเซ็กซ์ขึ้นมาอย่างเปิดเผย เช่นวงการบันเทิงของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ในที่สุดก็มาถึงยุคที่ว่าการทำอะไรกันทางเซ็กซ์ของคนคู่ในที่สาธารณะได้มากกว่าเดิม ไปจนถึงพฤติกรรมสุดยอดคือการแสดงการร่วมประเวณีระหว่างคนคู่ ของวงการบันเทิงฮอลลีวู๊ด สหรัฐอเมริกา ซึ่งเห็นกันได้จากภาพยนต์ที่ฉายผ่านทางจอแก้วอยู่เป็นประจำ [เช่นหนังเรื่อง X File (2330น.2ก.ค.41) ที่เริ่มเรื่องด้วยคนคู่หนึ่งเสพสมร่วมเพศกันบนเตียงนอน แล้วฝ่ายหญิงถึงแก่ความตายลง อันเห็นได้ชัดเจนว่า เขาจัดให้ดารานำทั้งคู่นั้นเสพสังวาสกันจริง ๆ บนเตียงนอนโดยมุ่งหมายค้าธุรกิจกามกันอย่างจงใจ ก็ทำเงินได้ดี เพื่อเงินอย่างเดียวดาราภาพยนต์อเมริกันสามารถทำตัวเป็นโสเภณีที่แสดงบทเสพกามให้คนดูได้ โดยไม่คำนึงศีลธรรม(ศ๊ลข้อ 3 นอกใจภริยา-สามีตนเอง)]

เมื่อคนอเมริกันคิดเช่นนี้ เขาก็ไม่ผิดอะไรกับคนป่าเถื่อนชนิดหนึ่งนั่นเอง เป็นอนารยชนจริงๆ เพราะบ่งบอกถึงการมองชีวิตเพียงเรื่องวัตถุนิยม คือเงินอย่างเดียว เป็นสังคมวัตถุนิยมล้วน ๆ ที่ไร้จิตใจไปโดยสิ้นเชิง(แม้กระทั่งคนก็มองเป็นเพียงวัตถุแห่งความใคร่) อเมริกาจึงได้มีการผลิตสร้างภาพยนต์หรือซีนต่าง ๆ ที่มีเรื่องราวคนคู่เช่นนี้ออกมาเป็นธุรกิจการบันเทิงขนาดใหญ่ ขายไปทั่วโลก โดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมวัฒนธรรมของโลกและทั้งจริยธรรมหรือจรรยาบรรณ หรือสำนึกแห่งความเป็นธรรมทางธุรกิจการค้าขาย ระหว่างเพื่อนมนุษย์ร่วมโลกในส่วนรวมเลย และความเป็นวัตถุนิยมเช่นนี้ได้เพิ่มระดับขึ้นไปโดยชัดเจนขึ้นในสมัยผู้นำแห่งพรรคดีโมแครต บิล คลินตั้น เป็นประธานาธิบดีแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ชาวโลกได้เห็นความปราศจากสิ่งที่เรียกว่า สปิริต คือความเป็นมิตร หรือน้ำจิตน้ำใจ ที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ หากสะท้อนความเห็นแก่เงิน หรือสิ่งที่เรียกว่า ผลประโยชน์ ที่ไปกำกับเป็นนโยบายระหว่างประเทศอย่างเป็นเรื่องหลักของวิถีทางแห่งนโยบายของประเทศสหรัฐอเมริกาในยุคคลินตั้นนี้ อันแสดงผลส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องไปถึงบุคคลิกภาพส่วนตัวของผู้นำประเทศอย่างชัดเจน เพราะในสมัยผู้นำคนนี้ รัฐสภาและรัฐบาลแห่งอเมริกาวุ่นวายไม่รู้จบสิ้นในเรื่องเซ็กซ์ โดยผู้นำสูงสุดของประเทศเองเป็นผู้ก่อปัญหาความวุ่นวายขึ้นหลายครั้งหลายหนเพราะไปมีสัมพันธ์ทางเพศกับสตรีหลายคน จนกระทั่งผู้นำประเทศต้องขึ้นศาลในเรื่องที่น่าอับอาย ต้องนำเอาคราบอสุจิบนผ้านุ่งฝ่ายหญิงไปพิศูจน์ ชนิดที่ไม่เคยมีที่ไหนในโลก และแม้กระนั้นเขาก็สามารถยืนอยู่บนบัลลังก์ผู้นำของชาติมหาอำนาจของโลก ซึ่งอยู่ในฐานะผู้นำสังคมโลกอีกชั้นหนึ่งได้ตลอดมา เพราะความเฉลียวฉลาดในการที่จะเบนประเด็นไปสู่เรื่องผลประโยชน์ของชาติเขา คนมองผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าจะมองศีลธรรม จริยธรรม และความยุติธรรม

ซึ่งกรณีเช่นนี้แหละที่อเมริกาและอเมริกันกำลังรอการพิศูจน์อยู่ ว่า อะไรจะยืนยง ความอยุติธรรมที่เดินไปด้วยอำนาจ หรือความยุติธรรมที่เดินไปด้วยคุณธรรม จักเป็นสิ่งที่ยืนยงคงฟ้าคงดิน ฉะนั้น ในการมองเรื่องนี้ จึงกล่าวว่าควรมองด้วยอริยสัจธรรมของชีวิต ซึ่งหมายถึงมากไปกว่ามองจากสายตาของนักศึกษาที่เพียงได้เล่าเรียนมา ซึ่งในเรื่องนี้เราต้องจับหลักการแห่งศาสนาสากล โดยหลักการระบุว่า ภาระอันสนุกสนานของชีวิตจบลงเมื่อมีการแต่งงาน การสนุกสนานใดทางกามารมณ์จะต้องจบลง เมื่อเราได้ปลงใจเลือกคู่เสพคู่สมแล้ว เพราะนั่นเป็นข้อกำหนดความเพียงพอ ให้พอ ยุติบทบาทในด้านนี้ลงเสียอย่างสนิท เพื่อที่เวลาที่เหลือต่อไปของชีวิตจักถวายแด่งานของพระเจ้า ซึ่งตรงกับหลักพระพุทธศาสนา เมื่อยุติกามลงเสียได้ นั่นแหละเป็นทางสู่มรรคผลนิพพาน(เมื่อกุลบุตรออกบวชในบวรพุทธศาสนา ก็เท่ากับการบ่งบอกว่า เขาหยุดเขาพอเพียงแล้วในชีวิตอย่างโลก ๆ ต่อจากนั้นก็เป็นภาระของการมุ่งตรงสู่มรรคผลนิพพานแต่ประการเดียว จะไม่ข้องแวะโลกคือกามอีกต่อไป)

แต่อเมริกันวัตถุนิยมไม่คิดอย่างนั้น เพราะพวกเขาไม่เคยคิดที่จะรับใช้พระเจ้า ไม่เคยคิดถึงความสุขทางจิตวิญญาณ พวกเขารู้จักความสุขจากวัตถุเท่านั้น พวกเขาจึงแสวงหากามและชวนกันเสพกามตลอดชีวิตของเขา จึงมีการศึกษาทางเพศศึกษาเพื่อแสวงหารสชาติแห่งกามอันใหม่แปลกไปตลอดชีวิตของเขา ผลก็เกิดขึ้นตรงตามสัจธรรมแห่งพระพุทธศาสนาที่ว่า นตฺถิ ตณฺหา สมานที : ความอิ่มในกามไม่มีในโลก จึงกลายเป็นทั้งเหตุและผล ที่เป็นความชั่วร้าย เพราะก่อเกิดการหมกมุ่นเสพกามกันตลอดไปตลอดชีวิตทุกวัยมีแต่แสวงหารสแปลกใหม่ทางกามารมณ์ (ดูชีวิตดาราภาพยนต์อเมริกัน เป็นตัวอย่าง พวกเขาเสพ เฝ้าเปลี่ยนคู่เสพกันไปอย่างไร เพื่อแสวงหารสชาติแปลกใหม่ไปอย่างไร จนกระทั่งดาราพวกนี้แหละเป็นต้นกำเนิดโรคเอดส์อันร้ายแรงของโลก อันใคร ๆ ก็รู้ แต่อเมริกันและอเมริกาหามีความรับผิดชอบไม่) เพราะเสพ ๆ ไปก็ไม่เคยอิ่มเคยพอตามคติพุทธธรรมที่อ้างนี้ และก็ไม่มีใครคอยห้ามปรามคอยให้แสงสว่าง คอยชี้ทางไปสู่พระเจ้า ชี้ทางไปสู่อริยสัจธรรมแห่งชีวิต ไม่มีอเมริกันใดเชื่อว่า พระเจ้าให้ยุติการเสพกามลงเมื่อถึงเวลาอันสมควร(คือเมื่อแต่งงานแล้ว) แล้วให้เวลาที่เหลือไปรับใช้พระเจ้า

เราจงคอยพิศูจน์สัจธรรมนี้ เมื่อความอิ่มในกามไม่มีในโลก ความหมายที่น่ากลัวของการริเสพกาม ของการหมกมุ่นในกาม ก็คือ การสะท้อนผลร้ายแรงยิ่งกว่ายาเสพติดทุกชนิดในโลก เพราะเมื่อได้เสพเข้าแล้ว ก็ติดในรสชาตินั้น ผลร้ายก็เกิดขึ้นอย่างเดียวกับยาเสพติดเหล่านั้น แต่อเมริกันหาอาจคิดเช่นนี้ไม่ เพราะระบบสังคมอเมริกันไม่เคยเอาใจใส่ศึกษาสัจธรรมแห่งจิตวิญญาณ ปล่อยให้สังคมโลดแล่นไปในเรื่องวัตถุนิยมจนหลงในวัตถุนิยมไปอย่างเต็มที่ จนกระทั่งความหมายทางจิตใจหมดสิ้นไป เหลือแต่ความหมายทางวัตถุล้วน ๆ เห็นคนเป็นแต่เพียงวัตถุแห่งความใคร่ชนิดหนึ่ง จึงต้องประสบความหายนะ กลายเป็นปัญหาสังคมที่ยิ่งใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะได้เพิ่มพฤติกรรมแปลก ๆ ทางการเสพกามไปไม่หยุดหย่อน แม้กระทั่งคนหนุ่มสาวของเขาจะเสพกันข้างถนนรนแคม แสดงภาพยนต์เสพกามคู่ให้คนดู หรือจะแสดงการสังวาสผ่านสื่ออินเตอร์เนตไปทั่วโลก เขาก็ไม่สามารถจะแก้ไขได้แล้ว เพราะเหตุที่ได้ตั้งอยู่ในความเขลาประมาท ปล่อยให้มีการฝืนสัจธรรมข้อนี้มานาน ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศของเขา หรืออาจกล่าวได้เลยว่า การเกิดขึ้นแห่งประเทศอเมริกา คือการเกิดขึ้นแห่งมารร้าย คือ วัฒนธรรมแห่งกามราคะ ดุจดังเชื้อโรคร้ายที่ระบาดไปอย่างเร็วรุดในโลก ในยุคของผู้นำสหรัฐอเมริกาคนปัจจุบันยิ่งทวีมากขึ้น จนเราไม่อาจคาดหวังหรือมีหลักประกันได้เลยว่า เชื้อร้ายนี้จักได้รับการเหลียวมองดู เพราะตัวของผู้นำประเทศเองก็ติดยาเสพติดชนิดนี้เข้าอย่างเต็มตัวเช่นเดียวกัน จึงเป็นหน้าที่ของชาวโลกทั้งสิ้น หน้าที่ของระบบวัฒนธรรมของโลก ระบบการศาสนาสากลในโลก จะต้องช่วยกันดูแลระงับยับยั้งวัฒนธรรมที่นิยมการเสพกามอย่างอเมริกันเสียโดยเด็ดขาด หาทางหันเหทิศทางอเมริกันเข้าสู่ศาสนธรรมบ้าง

 

 

 

 

 

 

 26ขอคิดด้วยคน อานันท์ ปันยารชุน พบ เกษม ศิริสัมพันธ์ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เรื่องมหาวิทยาลัยไทยกับความคิดทางการเมือง
ช่อง 9
22 ก.ค.41 หลังข่าวสองทุ่มครึ่ง



มหาวิทยาลัยไทยกับความคิดทางการเมือง อานันท์ ปันยารชุน เกษม สิริสัมพันธ์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บันทึกเทปเมื่อ 27 มิ.ย.41 64 ปีธรรมศาสตร์ ณ หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยเมืองไทยต้องเป็นอย่างไร เห็นตรงกันหมดว่าต้องเป็นเลิศทางวิชาการ มหาวิทยาลัยไม่ควรมีบทบาททางการเงิน มหาวิทยาลัยคืออะไร นักศึกษาควรเป็นอย่างไร กรณี นศ.มธ.กับการเมืองยุค 14 ตุลาคม มหาวิทยาลัยต้องเปิดกว้าง รับเสียงคนส่วนน้อย อย่าได้

ริดรอนสิทธิของนักศึกษา นิตยสารจัดระดับมหาวิทยาลัย ชี้เรตมหาวิทยาลัย ออกจากระบบความคิดระบบราชการเสียก่อน เรตแบบไทย ๆ ไม่ใช่เอเซียวีค อยู่ระบบราชการสมองจะเสื่อมหมด ถูกกลืนไปหมด ธรรมศาสตร์ผูกพันกับการเมืองมาแต่เริ่มต้น หากแต่ 6 ตุลา เป็นเรื่องความด่างพร้อย ธรรมศาสตร์ก็มีส่วน จุดเด่นของธรรมศาสตร์คือสร้างความหลากหลาย มีส่วนร่วมกับการเมือง เศรษฐกิจและสังคม มองธรรมศาสตร์มองอาจารย์ป๋วย เอาแต่จำนวนไม่เอาคุณภาพ เป็นเรื่องของระบบทั้งหมด ความคิด ค่านิยม ต้องเปลี่ยน ตัวค่านิยมเป็นสำคัญ ค่านิยมราชการจะต้องเปลี่ยน เขาเรียนเอาปริญญา ไม่ได้เรียนเอาความรู้ นักวิชาการต้องให้แง่คิด จุดประกายทางปัญญา

 

 

 

 

 

 

 

 27ไอทีวีทอล์ค ปัญหารง.ไทยเมล่อน
ไอทีวี
24 ก.ค.41 2030 น.



สุภาพ คลี่ขจาย นำปัญหาฉกาจฉกรรจ์มาเสนอ มีผู้ร่วมรายการ มาจากโรงงานไทยเมล่อน 3 คน เราจะทำอย่างไรกันเมื่อโรงงานจำต้องปิดตัวลง แล้วคนงานตกงานทันทีหลายพันคน มีส่วนหนึ่งที่เสมือนว่าบ้านแตกสาแหรกขาดลงในทันที เราจะทำอย่างไร เมื่อกรณีรง.ไทยเมล่อนเป็นเพียงกรณีเริ่มต้น ในสองสามเดือนต่อไปโรงงานจะทะยอยปิดตัวเองลงไปตามลำดับ ๆ รัฐบาล เจ้ากระทรวงที่เกี่ยวข้องพูดออกไปแล้ว ก็ดูเหมือนไม่ให้ความมั่นใจได้พอเลย

 

 

 

 

 

 

 

 28กรองสถานการณ์ ผ่าหัวใจบิ๊กจิ๋ว
ช่อง 11
27 ก.ค.41 หลังข่าวสองทุ่ม



อาวัสดา ปรกมนตรี กับ อดิศักดิ์ ศรีสม ตั้งคำถามเอากับหัวหน้าพรรคความหวังใหม่หลายคำถามที่ตรงใจคน เริ่มแต่การเมืองไปถึงเศรษฐกิจ คำตอบน่าคิด นักเศรษฐศาสตร์มันเยอะเหลือเกิน ก้าวไม่ทันสถานการณ์ เพราะก้าวแบบ one step behind ก้าวตามหลังสถานการณ์ 1 ก้าวเสมอไป สปิริตที่ละทิ้งอำนาจคือสปิริตที่สูงสุด นี่คือจิตใจของบิ๊กจิ๋ว ที่น่าจะเป็นเยี่ยงอย่างทางการเมืองต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 29ข่าว  คดีคลินตั้น กับเลวินสกี้
ช่อง 9

31 ก.ค.41 1920 น.



สหรัฐอเมริกา คดีประธานาธิบดีแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา นายบิล คลินตั้น เคลมสาว บุคคลระดับผู้นำสูงสุดสหรัฐ มาถึงขนาดจะมีการพิศูจน์คราบอสุจิบนเสื้อผ้าของ น.ส.โมนิก้า เลวินสกี้ ขณะเป็นพนักงานฝึกหัดในทำเนียบขาว ว่าจะมีร่องรอยไหม ขณะเดียวกัน นางสาวพอลล่าร์ โจนส์ ผู้หญิงอีกคนหนึ่งก็ยื่นดำเนินการกับคลินตั้นต่ออีกในชั้นอุทธรณ์ การสำรวจมติมหาชนก็คงสำรวจต่อไป เช่นโทรทัศน์สี ซีบีเอส และ บางสำนักผลก็ออกมาแตกต่างกัน บ้างว่าคนยังนิยมคลินตั้น เพราะชื่นชมการทำงานของเขา บางสำนักว่าประชาชนยังข้องใจและว่าหากเป็นจริงคลินตั้นควรลาออก บางสำนักว่า ประชาชนเชื่อว่าคลินตั้นมีเพศสัมพันธ์กับเลวินสกี้จริง นั่นหมายความว่าคลินตั้นให้การเท็จต่อศาล และนั่นก็คือโกหกประชาชน น่าถอดถอนจากตำแหน่งเสียที คลินตั้นตัดสินใจจะให้การอัยการ 17 ส.ค.41 ประเทศอเมริกากว้างใหญ่ มีความเจริญทางการศึกษาทุกแขนง น่าจะมีคนดีมีความสามารถพอให้เลือกได้มากมาย คนดีมีเพียงนายบิล คลินตั้น คนเดียวหรือ น่าที่จะหาคนมาแทนได้แล้ว ขณะนี้นายบิล คลินตั้นดำเนินนโยบายผิดพลาด อย่างใหญ่หลวง ขาดความรอบคอบ จนก่อศัตรูขึ้นทั่วทุกมุมโลก หากปล่อยให้บริหารงานต่อไป ประเทศอเมริกาและประชาชนอเมริกันจักโดดเดี่ยว ไร้มิตรไมตรีที่จริงใจ ประเทศต่าง ๆ และพลเมืองของประเทศทั้งหลายทั่วโลกจะมองดูอเมริกาอย่างรังเกียจขยะแขยง เพราะมุ่งกอบโกยเงินตราเข้าประเทศโดยวิธีการไม่ชอบธรรมทุกวิธีการเพียงดังว่าปล้นโลก แต่ชาวอเมริกันทั้งหลายหายั้งคิดไม่ เพราะพอใจในลาภผลเงินทองรายได้ที่คลินตั้นทำมาหาได้ หากชาวอเมริกันไม่ยั้งคิดในเรื่องเงินเสียแล้ว ผลร้ายจักเกิดขึ้นต่อประเทศและประชาชนอเมริกันอย่างแน่นอน

มองจากคดีเพศสัมพันธ์บ่งบอกว่าเขาเป็นชายอเมริกัน นักบริหารสาธารณะแห่งชาติอเมริกันคนแรกที่ไร้สำนึกทางศีลธรรม จริยธรรมและวัฒนธรรม ไร้ยางอายเป็นอันมากผิดปกติมนุษย์ อันเป็นคุณสมบัติจำเป็นของมนุษย์ นั่นหมายความว่า กระทำการอันเป็นการดูหมิ่น ดูแคลน ไม่ซื่อตรง มีกริยาหน้าซื่อใจคด ต่อภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย คือ คุณนายคลินตั้น อันเป็นสตรีหมายเลข 1 ของโลกด้วย ต่อบุตรสาวของเขาเองด้วย และผู้บริหารอย่างเขาเมื่อบริหารอยู่ ก็ย่อมปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ที่ไร้ยางอายเฉกเช่นเดียวกับเขาเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า รายล่าสุดก็คือ หนุ่มสาวอเมริกันคู่ที่ประกาศจะร่วมเพศครั้งแรกของตนให้คนทั้งโลกดูทางอินเตอร์เนต จึงน่าที่โลกจะได้ร่วมกันพิจารณากรณีนี้อย่างจริง ๆ จัง ๆ และในเบื้องต้น น่าจะประกาศห้ามหนุ่มสาวคู่นี้เข้าประเทศของตน ๆ ฐานมีวัฒนธรรมทรามขาดสำนึกแห่งศีลธรรม จริยธรรมและวัฒนธรรมแห่งมนุษย์ หากไม่ระวังคนคู่นี้ ปล่อยให้เข้ามาก็อาจก่อเกิดอันตรายทางวัฒนธรรมทรามเช่นนี้ระบาดในหมู่เยาวชน นักเรียน นักศึกษา แม้กระทั่งประชาชนทั่วไปในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้

 

 

 

 

 30แสงส่องใจ ไปนมัสการหลวงตามหาบัว
ช่อง 9
1 ส.ค.41 0600 น.

 


ไปนมัสการพระอาจารย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านแบกภาระสำคัญ เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ครั้งที่2 ครั้งแรก เอาชีวิตเดิมพันกับการต่อสู้กิเลส นำธรรมะมาสู่ใจ สมหวังแล้ว ครั้นชนะแล้ว มาสละชีวิตเป็นครั้งที่ 2 คือสละชีวิตช่วยชาติช่วยแผ่นดิน จึงเกิดโครงการทองคำช่วยชาติ ขอเป็นผู้นำ คำว่า "พระพุทธเจ้าอยู่ไหนเราไม่ต้องตาม พระนิพพานอยู่ไหนเราไม่ต้องหาต่อไปอีกแล้ว” เป็นถ้อยคำที่ยากจะได้ยิน เพราะเป็นคำพูดที่ อวดอุตตริมนุสสธรรม (ผู้ที่ไม่มีคุณธรรมอยู่จริงจะไม่กล้าอวด เพราะจะผิดพระวินัยที่มีบทลงโทษสูงสุด คือต้อง ปาราชิก) ฉะนั้นเมื่อได้ยินได้พบว่าท่านผู้นั้นท่านมีอุตริมนุสสธรรมจริง อันน่าชื่นชมสำหรับคนทั่วไป น่าที่ชาวพุทธจักปลาบปลื้ม และร่วมมือกันทำบุญกุศลจำเริญรอยตาม

 

 

 

 

 

 

 

 31รายการข่าว วันนี้เรามีหนังสือเป็นเพื่อน
ช่อง 9
ดึก 2300 น. 1 ส.ค.41



พูดถึงร้านขายหนังสือในและต่างประเทศ ว่ามีการเกิดขึ้น และเสื่อมลงเหมือนชีวิตมนุษย์ หนังสือชื่อ “ร้านหนังสือที่รัก” พูดถึงร้านหนังสือโป๊ ร้านหนังสือเกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีอยู่ในอเมริกา อันสะท้อนความวิปริตทางเพศที่ยิ่งใหญ่ของคนในประเทศนั้น ได้รู้จักเจ้าของร้านดวงกมล มีร้านที่ซีคอนสแควใหญ่เท่าสนามฟุตบอล และร้านดอกหญ้า ที่สยามสแคว และสาขามากมายทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ทำด้วยใจรัก ร้านหนังสือในดวงใจเป็นอย่างไร ? เราอยากตอบบ้างว่า ต้องมีหนังสือทุกชนิดแต่ละชนิดจบในเล่มหรือมีเล่มต่อไปจนจบอยู่ที่ร้านนั้น ให้เลือกอ่านได้หลายหลาก มีอาหารเครื่องดื่มบริการเพื่อไม่ให้การอ่านของเราหยุดชงักลงเพราะอาหาร ประเด็นที่เห็นด้วยอย่างมากคือคนไทยอ่านหนังสือน้อย เจ้าของร้านดวงกมลเสนอว่าถ้านักการเมืองอ่านหนังสือมากสักหน่อย จะรู้ปัญหาของประเทศดี อาจแก้ปัญหาได้ใน 24 ชั่วโมง ก็เห็นด้วย

 

 

 

 

 

 

 32รายการแสงธรรม ข่าวพระสังฆราชไทย7องค์ไปประชุมวาติกัน
ช่อง 9
0530-0600 น. 2 ส.ค.41

 



รายงานข่าววันนี้ ว่า จะมีการประชุมสภาพระสังฆราช ณ สำนักวาติกัน โดยมี สันตปาปาจอห์น ปอลที่ 6 เป็นประธาน จะมีพระสังฆราชจากประเทศไทยเข้าร่วมประชุมด้วย 7 องค์ โดยมีพระสังฆราชมีชัย กิจบุญชู ในฐานะประธานสภาพระสังฆราชแห่งประเทศไทย นำเข้าร่วมประชุมด้วย ฟังแล้วงงงัน คนไทยทั้งประเทศ คงถามกันว่า สภาพระสังฆราช คืออะไร อยู่ที่ไหน พระสังฆราชมีชัย กิจบุญชู อยู่วัดหรือพระอารามไหน ทำไมมีฉายาเป็นไทย ๆ ไม่เป็นบาลีผิดจารีตคณะสงฆ์ และซ้ำ เป็น ประธานสภาพระสังฆราชแห่งประเทศไทยอีกด้วย การประชุมสภาพระสังฆราชครั้งนี้ พระสังฆราชมีชัย กิจบุญชู ก็จะได้นำพระสังฆราชจากประเทศไทยไปร่วมประชุมด้วยจำนวน 7 องค์ คงจะรวมเอา สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศน์ด้วยองค์หนึ่งละกระมัง แต่แล้วก็คงสับสนกันต่อไปอีกว่า สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรฯ ท่านทรงเป็นประธานคณะสงฆ์ไทยอยู่ตามพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แล้วเหตุใดจึงมี พระสังฆราชมีชัย กิจบุญชู มาเป็นประธานสภาพระสังฆราชไทยซ้อนเข้าไปอีก ก็คงฉงนฉงายไปกันใหญ่ กลายเป็นคำถามสำคัญขึ้นมาว่า คงมีของแท้กับของเทียมละกระมัง แล้วสังฆราชองค์ไหนของแท้ สังฆราชองค์ไหนของเทียม แต่แล้วก็คงจะแย้มหัวไปตาม ๆ กัน เมื่อพบว่าสังฆราชที่จะไปประชุมนั้นแหละล้วนของเทียมทั้งสิ้น ก็แล้วคนที่จัดรายการแสงธรรมกุข่าวอย่างนี้มาได้อย่างไรให้คนทั่วประเทศสับสนกันไปหมด เพราะสอบสวนเอาความจริงก็ได้ความว่า ที่จะไปประชุมสภาพระสังฆราชจำนวน 7 องค์ตามข่าว นั้น ล้วนพระสังฆราชเทียม ๆ จากประเทศไทยทั้งสิ้น ???

 

 

 

 

 

 

 33ถ่ายทอดสดจากวัดพระธรรมกาย พิธีบวชอุบาสิกาแก้ว
ช่อง3, ช่อง 5
9 ส.ค.41 เวลา 1400-16.00 น.



พิธีมุทิตาสักการะเปรียญธรรม9ประโยค และบวชอุบาสิกาแก้ว(บวชชี)ถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระบรมราชินีนาถ วัดพระธรรมกาย มีบวชชี 1 แสน 4 หมื่นรูปถวายเป็นพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ภาพที่ถ่ายทอดจากสภาพระธรรมกายสากล วัดพระธรรมกายน่าจะ เป็นภาพที่น่าชื่นชมยินดี สามารถก่อเกิดความเลื่อมใสศรัทธาได้กว้างขวาง น่าชื่นชมยินดีกับพระเปรียญ 9 ประโยคทั้ง 41 รูป ที่รับพัดเปรียญจากสมเด็จพระมหารัชมังคลาภิเษก กรรมการมหาเถรสมาคมและเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ มีการนั่งสมาธิตามแบบวัดพระธรรมกาย ที่ให้จับภาพนิมิตรที่เป็นลูกแก้ว อยู่ที่ศูนย์กลางกาย ท่านว่าใช้จินตนาการไปก็ได้ ให้นึกนำใจมาอยู่ที่ศูนย์กลางกายตลอดเวลา ให้ใจเป็นสุข เย็นฉ่ำอยู่ตลอดเวลา สามารถทำได้ทุกเวลา และสถานที่ ก็นับเป็นอุบายเจริญสมาธิอีกวิธีหนึ่ง งานวันนี้มีหลายวัตถุประสงค์ ล้วนรวมลงที่ถวายพระพร 12 สิงหาพระบรมราชินีนาถ นับเป็นภาพแห่งความตระการยิ่งใหญ่ที่น่าชมสำหรับชาวโลกเมื่อถ่ายทอดทางอินเตอร์เนต สภาพระธรรมกายกว้างใหญ่มหืมา คนร่วมงานดูมโหฬาร มีภิกษุสามเณร กว่าพัน นางชี แสนสี่หมื่นคนเศษ และญาติโยมพุทธบริษัทอีกจำนวนหนึ่ง และที่สหรัฐอเมริกา ที่ตรงกับเวลา 1 นาฬิกาเศษ ก็มีการปฏิบัติธรรมพร้อมกันไปด้วย การถ่ายทอดจบลง ณ พิธีขอลาบวชของอุบาสิกา นายกว้าง รอบคอบ อธิบดีกรมสามัญศึกษา ให้สัมภาษณ์ว่าได้นำนิสิต-นักเรียนจำนวนหนึ่งแสนคนมาบวชเพื่อให้ซาบซึ้งในพระราชจริยาวัตร เพื่อเตรียมเป็นแม่ที่ดีต่อไป นอกจากนี้ยังมีพิธีประดิษฐานพระธรรมกายประจำตัวองค์แรกบนยอดโดม ที่มหาธรรมกายเจดีย์ ซึ่งมีที่บรรจุได้ 1 ล้านองค์ มีการทวนประวัติศาสตร์ที่น่าทึ่งว่า วัดพระธรรมกายสืบสานสร้างจนยิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้ ด้วยสองบัณฑิตหนุ่มจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือพระราชวิสุทธิคุณ (ธมฺมชโยภิกฺขุ) พระภาวนาวิริยคุณ(ทตฺตชีโวภิกฺขุ)

 

 

 

 

 

 

 

 34รู้ธรรมนำชีวิตสัญจร พระอรหันต์บางองค์ก็ไม่ค่อยฉลาด

ช่อง 9

3-4-5 ส.ค. 41 0530 น.

 

 

เนตร จันทรัศมี สัมภาษณ์พระราชสังวรญาณ หรือหลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาละวัน นครราชสีมา ถามหลายเรื่องหลายราว เช่นเรื่องความฝัน ไม่ให้ฝันได้ไหม ท่านว่าเป็นไปไม่ได้ ห้ามมิให้ฝันด้วยสมาธิได้ไหม ท่านว่ายิ่งมีสมาธิยิ่งฝันมาก(แต่เป็นฝันดี ห้ามฝันชั่วได้) ผู้ถามคงรู้มาว่าพระอรหันต์ท่านไม่ฝัน ก็เลยลองถามสอบ ๆ ดู ถามเรื่องพระอรหันต์ว่าเป็นอย่างไร ท่านตอบแปลกดี ท่านว่าอรหันต์บางองค์ก็ไม่ค่อยฉลาด พูดก็ไม่เป็นสู้พระหมอลำหมอแคนยังไม่ได้เลย ท่านตอบทำนองนี้ แล้วเล่าว่า มีองค์หนึ่งตัวเล็กเหมือนคนค่อม เป็นพระอรหันต์ แต่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นพระอรหันต์ สามเณรก็ล้อจับหัวเล่นบ้างก็มี พระด้วยกันก็ว่าล้อเลียนเอาต่าง ๆเพื่อสนุกก็มี แต่ท่านก็ไม่โกรธ ทราบถึงพระพุทธองค์จึงทรงเสด็จไปวัดนั้น บอกให้ทราบว่าท่านองค์นั้นมิใช่พระธรรมดานะ ท่านบรรลุธรรมอันพ้นทุกข์แล้ว พระเณรพวกนั้นจึงพากันประหลาดใจ และเข้าใจกันใหม่ อย่างนี้ก็เป็นลักษณะหนึ่งของพระอรหันต์ หลวงพ่อพุธท่านว่า อยู่ที่จิตใจสิ้นกิเลส สิ้นกิเลสแล้วก็ไม่มีโลภโกรธหลงก็มีความสุขสบายใครจะล้อจะหัวก็ไม่เดือดร้อน แต่คนล้อคนหัวนั้นจะบาปหนัก จะปิดกั้นมรรคผลของตนเอง ถามต่อไปอีกรวมแล้วถึง 3 วันตั้งแต่ 3-4-5 ส.ค.41 ถามถึงเรื่องสูง ๆ เช่น ฌาน 4 ถามคล้ายตัวเองก็ไม่เข้าใจคำถามเท่าไร เพราะถามว่าฌานสี่แบบโยคีต่างจากพุทธอย่างไร? เพราะฌานสี่ที่ถามนี้มาจากคัมภีร์พุทธ แท้ ๆเป็นแบบพุทธอยู่แล้วไม่ใช่แบบโยคี (ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน มีในคัมภีรพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ของโยคี) ถามเรื่องกระดูกพระ พระโสดาบัน-พระอรหันต์ตายลงกระดูกจะเป็นพระธาตุหรือไม่? หลวงพ่อตอบว่าบ้างก็เปลี่ยนได้ บ้างก็เปลี่ยนไม่ได้ เหตุผล บำเพ็ญต่างกัน เจตนาต่างกัน คำถามคล้ายมุขดาราแสดงตลก พระเจอสีกาทำอย่างไร? หลวงพ่อท่านเอาประวัติท่านมาอ้างเลยว่า เจอสีกา สีกามาติด จะเกิดอันตราย ท่านจะหนีทันที นี่น่าเป็นแบบอย่างจริง ๆ สำหรับพระผู้มุ่งทางมรรคผลนิพพาน ถามต่ออีกว่ากลางคืนคิดถึงสีกาทำอย่างไร ท่านว่าแก้ได้หลายวิธี (1)ระงับความคิดนั้นทันที (2) ลืมตา ลุกขึ้น ลุกออกมาเดินจงกรม (3) สวดมนต์ไปภาวนาไปเดี๋ยวก็หายไปเอง (4) พิจารณาอสุภกรรมฐาน และ (5) ก็หนีไปเสียจากที่นั้นวัดนั้น ท่านว่าอันนี้อยู่ที่ความจริงใจ จะหนีหรือไม่หนี หรือว่าติดสีกาเสียแล้ว ถามต่อไปอีก อ้างหนังสือมหาบัว ญาณสัมปันโน ๆ เขียนไว้ว่า พระพุทธองค์ลงมาโปรด อาจารย์มั่น ภูริทัตโต แล้วส่งจิตไปคุยกับพระพุทธองค์ได้ จริงหรือไม่? ท่านตอบว่า เป็นเพราะจิตของผู้ทำสมาธิภาวนา จิตก็เกิดมโนภาพ แท้จริงไม่ใช่พระพุทธเจ้าเสด็จมา แต่จิตรู้เอาเอง ก็สารพัดจะแสดงนิมิตปรากฎการณ์ให้เรารู้เห็น แต่เรื่องนิมิตอย่าไปยึด ถ้ามัวไปนับขั้นตามตำราอยู่จะติด อย่าไปยึดว่าเป็นของดีวิเศษ การเห็นจริง ๆ คือเห็นอย่างที่พุทธองค์ตรัสกับพระวักกลิว่า โย ธมฺมํ ปสฺสติ โส มํ ปสฺสติ : ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 35รู้ธรรมนำชีวิตสัญจร(ต่อ) วัดนั้นจะเก็บคนละ1ล้านบาท

ช่อง 9

11-12 ส.ค. 41 0530 น.

 

 

 

เนตร จันทรัศมี กก.ผจก. ไดอาน่า สัมภาษณ์พระราชสังวรญาณ หรือหลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาละวัน นครราชสีมา (ต่อ) ถาม วัดที่สร้างมหาเจดีย์ จะเก็บจากเศรษฐี 10,000 คน ๆละ 1,000,000 บาท [โดยหวังได้เงินกว่า 10,000,000,000 (หนึ่งหมื่นล้านบาท) บาท เป็นอย่างน้อย] หลวงพ่อมีความเห็นอย่างไร ตอบ การคิดเช่นนั้นไม่เหมาะแก่กาลสมัย สร้างเจดีย์ใหญ่นั้น ไม่ตำหนิ อนุโมทนาด้วย แต่เห็นว่าไม่เหมาะแก่กาละเทศะ ประเทศชาติ ประชาชนกำลังยากจน อีกประการหนึ่ง คล้ายมีเจตนาจะลบล้างของเก่าที่มีอยู่ จะทำลายของเก่าที่มีอยู่ให้สูญหายไปเสียหรืออย่างไร

 

[หมายเหตุผู้วิเคราะห์ : ข้อมูลเดิมบอกว่า บรรจุพระธรรมกาย 1 ล้านองค์ รอบ ๆ พระมหาเจดีย์ รอบนอกคิดราคาองค์พระและบริการบรรจุองค์/ที่ ๆละ 10,000 บาท

 

รอบในมีอีกราคาหนึ่งสูงกว่านี้ ต่อมามีโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ข่าวสด 6 ต.ค.41 หน้า 28 ภาพอภินิหาริย์พระลอยออกมาจากดวงอาทิตย์ ปรากฎให้เห็นระหว่าง พิธีบรรจุพระธรรมกายในพระธรรมเจดีย์ ดูแล้วคล้าย ๆ ว่าเป็นโฆษณาหลอกลวงประชาชน โดยหวังลาภ]

ถาม เอาวัตถุดึงศรัทธาประชาชนชาวต่างประเทศได้หรือไม่

หลวงพ่อตอบ ไม่ได้และเป็นไปไม่ได้ด้วย เพราะต่างประเทศเขาเจริญทางวัตถุกว่าเรามาก จนกระทั่งเขาอิ่มแล้ว ส่วนเราจะตามเขาไปเช่นนั้น ยิ่งไม่ถูกต้อง ศาสนาพุทธไม่ได้สรรเสริญเรื่องความเจริญทางวัตถุ การเผยแผ่ศาสนามิใช่เผยแผ่วัตถุ แต่เผยแผ่ศาสนธรรม

 

การเผยแผ่มี 3 ประเภท ศาสนบุคคลเพื่อให้ได้คน ศาสนวัตถุ เพื่อให้ได้วัตถุ และศาสนธรรม เพื่อให้ได้สำเร็จธรรม ควรถามว่าเผยแผ่ศาสนาไปเพื่ออะไร ได้ประโยชน์อะไร ที่ถูกควรเน้นการศึกษาแบบธรรมชาติ เมื่อมาศึกษาธรรมะตามกฎของธรรมชาติเราก็จะพบธรรมะอันเป็นสัจธรรม

 

[หมายเหตุ ผู้วิเคราะห์ การให้การศึกษาด้านธรรมะ จึงอยู่ที่ภูมิปัญญาผู้ให้การศึกษา ถ้ามีความรู้ตื้นแค่นั้น ก็ให้ความรู้ได้แค่นั้น รู้ไสยศาสตร์ก็ให้ความรู้ไสยศาสตร์แด่ประชาชน เอาอำนาจ เอาอภินิหาริย์ เอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาอ้างมาหลอกล่อ โดยหวังลาภ หวังวัตถุ หวังยศศักดิ์บริวาร ส่วนท่านผู้มีภูมิธรรมชั้นสูง ท่านผู้รู้แจ้งในธรรมชาติที่แท้จริง ที่ท่านสอนเรื่องความจริงแห่งธรรมชาติ การสอนจะมิมุ่งหมายต่ออามิสเลย แต่มุ่งสร้างคนโดยตรง ปัญหาจึงอยู่ที่ระบบการสงฆ์ว่าได้เปิดทางให้ใครและอย่างไร และส่วนประชาชนว่ารู้เท่าทันอะไร ๆ นั้นหรือไม่]

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 36Nation News Talk หลังข่าวค่ำ อนาคตข้าวหอมมะลิไทย

ช่อง ๙

๒๕ ส.ค.41

 

 

 

 

อนาคตข้าวหอมมะลิไทย ฝรั่งว่าข้าวหอมมะลิไทยเป็นของเขา ไปจดทะเบียนลิขสิทธิ์แล้วเรียบร้อย ติด Siam Uncle Ben ข้างซอง วางทั่วยุโรปอเมริกา เคยเป็นข่าวหนังสือพิมพ์มานานหลายเดือน แต่ไม่เคยได้ยินว่ารัฐบาลหรือทางการไทยมีความรู้สึกอะไร วันนี้ น่าขอบคุณสุทธิชัย หยุ่น เอาคนมาพูดกันเรื่องนี้ ๔ คน จากจุฬา มสท. มีรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กับตัวแทน NGO. พูดกันไปหัวเราะเอิกอากกันไป จนกระทั่งมีคำถามว่า “ในกรณีนี้รัฐบาลหรือทางการไทยหน่อมแน้มไปหน่อยไหม ?” (คำว่าหน่อมแน้ม ปกติเป็นคุณศัพท์หมายถึง ปัญญาอ่อน) เจตนาของผู้ถามคือ สุทธิชัย หยุ่น ก็คือ รัฐบาลไทยปัญญาอ่อนไปหน่อยไหมนั่นกระมัง ! ซึ่งดูเหมือนคำตอบจะเป็น Yes, it is. เพราะทุกคนหัวเราะกันพรึบพร้อม ทางออกข้าวหอมมะลิไทยจะเป็นอย่างไรเพื่อไม่ให้ข้าวหอมมะลิไทยกลายเป็นของฝรั่ง ? ตอบว่ากลัวฝรั่งจะบีบ ไม่กล้าทำหรอก คำตอบของนักวิชาการ มีแต่คำว่า ควรจะ น่าจะ อาจจะ แล้วเสนอให้สร้างนักวิจัยขึ้นมามาก ๆ คำถามว่าช้าไปไหม ? ทุกคนมองไปที่ผู้นำ ท่านผู้นำของเรามัวไปทำอะไรอยู่ ? นั่นน่ะซี ท่านผู้นำเรามัวไปทำอะไรอยู่ ? เราเริ่มรู้เรื่องนี้เมื่อ มิ.ย.41 ถ้าจะทำก็ทำได้โดยจ้างทนายไปหาทางต่อสู้ด้านกฎหมาย แต่นี่ก็เป็นประโยคสมมติอีก เริ่มต้นด้วยคำว่า ถ้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  37แสงธรรม อะไรคือสังฆมณฑล?

ช่อง 9

30 ส.ค.41 0530 น.

 

 

 

 

รายการแสงธรรมยังคงมั่วต่อไป ในการรายงานข่าว คนไม่เข้าใจว่าอะไรคือ สังฆมณฑล เมื่อรายงานว่า “สังฆมณฑล 9 แห่งในประเทศไทย” มีสังฆมณฑลใหญ่ที่เป็นเขตสำคัญ เรียกว่า อัครสังฆมณฑลกรุงเทพ ใช้คำว่า “อัครสังฆมณฑล” บอกความหมายว่า ไม่ใช่ธรรมดา (คงเป็นที่ประทับของท่านประธานสภาพระสังฆราชแห่งประเทศไทย มีชัย กิจบุญชู ละกระมัง ?) แล้วที่มั่วไปสุด ๆ ก็รายงานข่าวมีงานบวชสังฆานุกร และบวชพระสงฆ์ จากสังฆมณฑลบางแห่ง คำว่า”สังฆานุกร” คืออะไร งงกับคำว่า สังฆานุกร เมื่อบอกว่าบวชพระสงฆ์ ก็งง เพราะไม่เห็นผ้าเหลือง ไม่เห็นมีพิธีบวชในเขตวิสุงคามสีมา ไม่เห็นมีอุปัชฌาย์ และหมู่สงฆ์ เห็นแต่ผ้าขาว ที่บวชนั้น บวชขาว ผมดำ นักข่าวรายการแสงธรรมจะไม่รู้หรือ บวชพระสงฆ์ต้องบวชเหลืองเท่านั้นและต้องโกนผมโล้นเลี่ยน ต้องบวชในสีมา มีอุปัชฌาย์อาจารย์ที่สืบทอดมาแต่องค์พระบรมศาสดา ทำพิธีรับเข้าหมู่ อย่างที่บวชขาวผมดกดำอยู่นั้นเขาเรียกว่าบวชชี-พราห์ม ถามเด็ก ๆ ดูก็ได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 38สถานการณ์กัมพูชา พระเดินขบวน

ช่อง 9

11 กย.41 1915 น.

 

 

 

 

พระเดินขบวนด้วย พระไทยน่าจะคิดเตรียมการบ้านไว้สำหรับบ้านเมืองเราเองบ้าง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 39 รายการธรรมะแก้ปัญหาชีวิต โหราศาสตร์ ดาวใหญ่พักร

ช่อง 11

14 ก.ย.41 1020 น.

 

 

 

 

พิธีกรนำไปพบอาคันตุกะผู้หนึ่งในชุดขาว รูปอ้วนท้วน ในนามศิษย์ครูเทพชฏาทอง ท่าทางการแต่งตัวคนในหมู่เขาก็คงให้คำนำหน้าว่า อาจารย์ประยูร นั่นเทียว พิธีกรแว่วว่าจะมีพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่วัดศรีสุดาราม เรียกว่า พิธีสวดยัญกิจมหาเทพ ชื่อพิธีเพียงได้ยินก็ข่มคนอย่างพิธีกรรายการนี้เสียแล้วว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” เชียวนะ เรื่องราวทั้งหมดเป็นเรื่องการอ้างอิงหลักวิชาโหราศาสตร์ แต่เป็นวิชาโหราศาสตร์โบราณ อ้างว่าเมื่อดาวพฤหัสบดีเดินพักร (พักร ภาษาโหร แปลว่าดาวเดินถอยหลัง โหราศาสตร์โบราณเชื่อจริง ๆ ว่าดาวเดินถอยหลัง แต่ความเป็นจริงตามหลักวิชาดาราศาสตร์ ดาวนพเคราะห์ไม่เคยเดินถอยหลัง แต่มีเหตุผลทำให้ดูคล้ายเดินถอยหลัง ตรงกับคำว่า ดาวพักร โหรสมัยใหม่เขาจึงสรุปลงว่า “จึงคล้ายเดินถอยหลัง” คือไม่ได้เชื่ออย่างงมงายแบบโบราณว่าดาวเดินถอยหลังจริง ๆ ตามปฏิทิน ท่านอาจารย์ทองเจือ อ่างแก้ว พฤหัสบดีพักรในราศีกุมภ์อยู่ระหว่างช่วงเวลา 10.36 น. วันที่ 22 ก.ย.41 ไปจนถึงสิ้นธ.ค.41 แล้วเริ่มเดินปกติในเดือนมค.42 และข้ามราศีกุมภ์เข้าเข้าราศีมีนเมื่อ 8 ก.พ.42เมื่อเวลา 01.03 น.) พิธียัญกรรมที่อ้างนี้เป็นคติโหรแบบโบราณสุดกู่ อ้างว่าทำเพื่อเป็นสิริมงคลแด่ตัวเอง (แต่ไม่รู้ว่าอ้างจากหลักอะไร เพราะหลักมงคลสูตร ทั้ง 38 ข้อในพระพุทธศาสนาไม่มีพิธีกรรมเช่นนี้ว่าเป็นมงคลข้อใดข้อหนึ่งเลย) แต่เมื่อถามว่า ทำแล้วแก้ดาวเดินถอยหลังได้ไหม หมอดูประยูรเขาก็บอกยืนยันเองว่า ดาวก็คงเดินถอยหลังอยู่ แก้ให้ดาวเดินเป็นปกติไม่ได้ นี่อย่างไร! การอ้างหลักพยากรณ์บางส่วนบางตอนมาอย่างไม่คำนึงหลักการอันสมบูรณ์ของวิชาโหราศาสตร์มักหวังผลทางอามิสทั้งสิ้น เช่นกรณีนี้ก็อ้างแล้วอ้างอีกว่า “พระราชครูพักร ร้ายนักหนักหนา” (แปลว่า เมื่อดาวพฤหัสบดี(มีชื่ออีกชื่อว่าดาวพระราชครู)เดินถอยหลังแล้ว จักเกิดผลร้ายแรงขนาดหนัก) ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นหรือมิได้เป็นเช่นนั้น มิได้ขึ้นอยู่กับดาวพฤหัสบดีแต่เพียงดวงเดียว เพราะในความเป็นจริง ในระบบจักรราศีของโหราศาสตร์ มิได้มีอิทธิพลของดาวเพียงดวงเดียวเท่านั้น(แต่มีถึง 10 ดวง) จะมองดาวดวงเดียวแล้วพยากรณ์ร้ายออกมาเช่นนั้นไม่ได้ เพราะจะก่อเกิดความแตกตื่นแด่ประชาชนไปโดยผิด ๆ เพียงราวกับว่าผลร้ายจักเกิดขึ้นอย่างนั้นจริง ๆ ระดับโหราจารย์จะต้องวิเคราะห์จากหลักการอันรอบด้านโดยสมบูรณ์ อย่างกรณีนี้ จะต้องมองจากหลักกระแสสัมพันธ์จากหมู่ดาวทั้งระบบ เช่น สิงห์โต สุริยาอารักษ์ ใน โหราศาสตร์ไทยชั้นสูง การพยากรณ์ดวงชาตาจร,การคำนวณ และการพยากรณ์ดวงนวางศ์จักร ว่าไว้ในหลัก ดาวพระเคราะห์โคจรแบบ ระบบเวธะหรือวิทธังสนะ ว่าไว้ตรงกับหลักโหรา-วิทยาศาสตร์ตะวันตก ว่า “เวธะ แปลว่าการขัด, การทำลาย คือดาวต่างดวงต่างก็โคจรเป็นกระแสสัมพันธ์กันนั่นเอง ดังนั้นจึงโปรดจำไว้ด้วยว่า “ดาวที่ต่างดวงต่างโคจรอยู่ตามราศีต่าง ๆ นั้น เมื่อส่งกระแสถึงกันก็ย่อมส่งเสริมกัน และส่งผลขัดกัน” เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเรียกว่า ดาวเคราะห์โคจรแบบระบบเวธะหรือวิทธังสนะ การพยากรณ์ดวงชาตาจรมักเกิดความวุ่นวาย(พยากรณ์ผิด-บก.) เพราะบางครั้งดาวกำลังโคจรเข้าที่ดี ก็บ่งว่าจะมีลาภทางนั้นทางนี้อยู่ แต่แล้วกลับไม่ได้เรื่อง หรือบางครั้งดาวโคจรมาบ่งจะร้ายเป็นแม่นมั่น แต่กลับไม่เป็นไร เรื่องนี้เป็นเรื่องของระบบเวธะ คือการขัด การทำลาย นั่นเอง” นี่คือหลักการสัมพันธ์ของดาวทั้งหมู่ ฉะนั้นการที่จับเอาดาวดวงเดียวมาพยากรณ์ เป็นเรื่องหมอมือใหม่ รู้ตื้นรู้น้อยแต่อวด หรือมีเจตนาแสวงหาลาภผลโดยมิชอบด้วยจรรยาบรรณของโหร อย่างกรณีนี้ มุ่งเน้นไปที่เรื่องร้าย ๆ จากดาวพฤหัสบดีดวงเดียวโดยอ้างว่า “พระราชครูพักร ร้ายนักหนักหนา” ซึ่งผิดหลักการโหราศาสตร์ที่อ้างมานี้ และน่าเป็นเหตุให้เกิดการแตกตื่นในหมู่ประชาชนทั่วไป การจะพยากรณ์อะไรสู่สาธารรชนในวงกว้าง เช่นผ่านรายการโทรทัศน์นี้ จึงต้องมีความละเอียดรอบคอบ และผู้สัมภาษณ์ควรจะหาผู้รู้จริง เป็นโหราจารย์มีความรู้ทางนี้จริง(รู้ภาคคำนวณและภาคพยากรณ์อย่างจริงจัง) มิฉะนั้นจะเกิดผลเสียหายแก่ส่วนรวม โดยเขลา เป็นเหตุให้คนทั้งหลายตื่นตระหนกไปหมด กรณีนี้อาจพิจารณาได้ว่ามีเจตนาแสวงลาภ เป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจผิดในหลักโหราศาสตร์เองและทั้งหลักพระพุทธศาสนา ดังจักเห็นชัดขึ้นจากคำถามท้ายรายการ คือคำถามที่ว่า “เมื่อเข้าร่วมพิธีสวดยัญกิจมหาเทพแล้ว จะได้บารมีญาณจากไหนซึ่งเป็นคำถามที่น่าแย้มหัว เพราะมีอะไรในคำถามนั้นหลายอย่างเริ่มตั้งแต่ความหมายของคำถามนั้น อันบ่งบอกว่าทั้งคนถามและคนตอบต่างก็ไม่รู้ว่าตนพูดถึงเรื่องอะไร คนถามก็ไม่รู้ว่าตนถามอะไร และคนตอบก็ไม่รู้ว่าตนตอบอะไรเหมือนกัน(คือต่างคนต่างก็ไม่รู้เรื่อง (หูหนวกถามหูหนวก ตาบอดต่างถามทางกัน) ส่วนเนื้อหาของพิธียัญกิจมหาเทพ ที่ไม่เกี่ยวกับอริยสัจธรรมแห่งพระพุทธศาสนา มิน่าเป็นพุทธศาสนพิธีเลย แต่ทำไมพระสงฆ์เหลือง ๆจึงไปนั่งทำพิธียัญกิจมหาเทพ แสดงตนเป็นสานุศิษพระอิศวรพระนารายณ์ อันเป็นลัทธินอกรีตนอกศาสนา มิผิดจริยาหรืออย่างไร? ในกรณีนี้อะไรคือ “บารมีญาณ” ? ถามเช่นนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ คงบอกว่า เป็นที่แย้มสรวลของผู้รู้แล

คลินตั้น-เลวินสกี้ ออกอินเตอร์เนต ไอทีวี ช่อง 9 14 ก.ย.41 ข่าวสองทุ่ม เคนเนตสตาร์ อัยการอิสระ ทำสำนวนหนา 450 หน้า เสนอเข้าสภาคองเกรสแล้ว และออกอินเตอร์เนตหลายห้อง ของสภาเอง ของรัฐบาล ของราชการ โลกได้อ่านทราบรายงานของอัยการพิเศษอย่างทั่วถึงละเอียดยิบพร้อมกัน วันละนับล้านคน ทำให้ขณะนี้ เป็นชั่วโมงที่ยากลำบากที่สุดของ บิล คลินตั้น ยอดชายแห่งอเมริกา เขาจะอยู่หรือจะไป จากทำเนียบขาว สำหรับเคนเนตสตาร์นั้นไม่ติดใจแล้ว เพราะเขาวางแผนการต่อสู้มาอย่างรัดกุมและเดินตามแผนได้อย่างสมบูรณ์ ผลก็เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ตามที่เขาวางแผนและสามารถเดินตามแผนได้สำเร็จ นับว่าแผนนี้ บิล คลินตั้น ผู้ทรนงแห่งทำเนียบขาว งงอ่านไม่ออกเลย จึงถึงพ่ายยับเยินที่สุดในชีวิต นสพ.ยักษ์ใหญ่ให้ลาออก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 40ข่าววิจารณ์ พระสงฆ์กับความต้องการของสังคมไทย

ช่อง 9

15 ก.ย.41 1530 น.

 

 

 

 

รายการสัมนา มี สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ พระธรรมวโรดม จำรัส สุดานิช รองอธิบดีกรมการศาสนา ดร.ทวีวัฒน์ ม.มหิดล ร่วมอภิปรายปัญหาในวงการสงฆ์ เรื่องการศึกษา ปรารภ พรบ.สงฆ์ใหม่ น่าเอา พรบ.121 มาปรับปรุงใช้ เพื่อเน้นการศึกษา ว่าการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ เป็นแนวการเปลี่ยนแปลง ข่าวพระไทยที่อินเดียไปพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไอทีวีออกไปเมื่อชั่วครู่ พระสงฆ์มีความรู้มากระจุกอยู่ในเมือง แก้ไขอย่างไร ? พระธรรมวโรดมว่า คนฟังเทศน์แล้วไม่รู้เรื่อง บวชไม่ได้อะไร ความรู้พื้นฐานต่ำ รู้ธรรมะน้อย ก็ฟังไม่รู้เรื่อง เหมือนเด็กชั้นประถม ฟังอาจารย์พูดเรื่องที่สอนระดับมหาวิทยาลัย การบวชก็สักแต่ว่าบวช บวชตามประเพณี บวชด้วยความจำใจจำเป็น บวชแก้บน ล้างซวย แต่ที่เป็นประโยชน์บวชด้วยความศรัทธาเลื่อมใสมีน้อย พระนวกะบวชทำอะไร ทำ 3 อย่าง สวดมนต์ภาวนา ศึกษาเล่าเรียน พากเพียรปฏิบัติ ขอให้ทำให้ครบเถิด จะได้ดี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 41ข่าวเที่ยงวันไอทีวี สงฆ์กัมพูชาเดินขบวนเหมือนสงฆ์พม่า

ไอทีวี

17 กย.41 1230 น.

 

 

 

 

 

กรรมการสิทธิมนุษยชน องค์การสหประชาชาติในกัมพูชาพบว่ามีประชาชนถูกฆ่าตาย 16 คน ถูกฝังอยู่รอบนอกเมือง คาดว่าเป็นศพผู้ชุมนุมต่อต้าน ภาพประชาชนเดินขบวน เห็นหลวงพี่หนุ่มหน้าตาสดใสยืนโบกมือให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ ถนนขณะขบวนผ่านไป ในวันก่อน ๆ เห็นพระสงฆ์กัมพูชา เข้าร่วมเดินขบวนด้วย เห็นแถวพระภิกษุสงฆ์เหลืองหม่น ๆ แซมไปในระหว่างประชาชนที่คลั่ง เราเห็นภาพเช่นเดียวกันนี้ที่ สหภาพพม่า ในช่วงที่นางอ่องซาน ซูจี อดอาหารประท้วง เมื่อต้นเดือนนี้ น่านึกว่าเมืองไทยคงต้องเตรียมกันไว้เหมือนกัน (ลองดู “เตรียมเดินทางไกล” ออกสมัยยันตระอมโร แผนหมู่เลขาจังหวัดฯ)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 42ข่าวสองทุ่ม โพธิรักษ์กับพวกแพ้คดี

ช่อง 9

17 กย.41, 12.30 น.

 

 

 

 

โพธิรักษ์กับพวกแพ้คดี ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ ข้อหาแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ และให้บวชโดยไม่ถูกกฎหมาย จำคุก 54 เดือน รอลงอาญาไว้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 43กรองสถานการณ์ จับเท็จเงินชดเชยราษีไศล

ช่อง 11

2100 น. 18 กย.41

 

 

 

 

อดิศักดิ์ ศรีสม จับเท็จเงินชดเชยราษีไศล ศรีสะเกษ อดิสร เพียงเกษ กับ รมช.วิทยาศาสตร์ พรเทพ ต้นรายการมี พล.ตท.เสรี เตมียเวช มาร่วมด้วย ตำรวจจะจับหรือไม่จับ ? คงต้องคอยดูอย่างเดียว ผลออกมาอย่างไรก็คงยอมรับได้ทั้งนั้น เว้นอย่างเดียวถ้าไม่ยุติธรรมเขาก็คงไม่ยอม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 44ฟ้าใสกับไกรวิทย์  ไม่ควรให้มีรายการเช่นนี้

ช่อง 9

0810 น. 22 ก.ย.41

 

 

 

 

รายการโหราศาสตร์ การพยากรณ์ชะตาพร้อมให้สื่อสารติดต่อทำนายทายทักโชคชะตาไปได้ รายการเช่นนี้ไม่น่ามีทางจอโทรทัศน์ โดยเฉพาะของ อสมท.ช่อง 9 ไม่รอบคอบ ไม่สอดคล้องจรรยาบรรณทางโหราศาสตร์ ไม่ยุติธรรม เสี่ยงต่อคำครหาว่าหลอกลวงประชาชน เพราะการพยากรณ์ใดมักก่อเกิดข่าวลือได้ง่าย โดยเฉพาะในสถานการณ์สับสนของสังคมปัจจุบัน และโหราศาสตร์โดยตัวของมันเอง มิอาจชี้ชัดลงไปได้เลยว่าจะถูกจะผิดตามคำพยากรณ์นั้น หากแต่เป็นสมมติฐานไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จบ อนึ่งการทำนายในรายการนี้ทำดาด ๆเกินไป อย่างนี้ควรไปนั่งใต้ต้นมะขามสนามหลวงจะเหมาะกว่า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  45ตามล่าหาความจริง ตำนานความเป็นมาของยาบ้า

22 กย. 2541 1810 น.

 

 

 

เล่าตำนานความเป็นมาของยาบ้า แต่ปี 2539 เป็นต้นมา อันเป็นจุดแตกตัวของยาบ้าในระหว่างรอยต่อสามประเทศ ไทย ลาว พม่า เล่าคดีวิสามัญฆาตกรรม 6 ศพที่ราชบุรี ที่ผู้ร้ายมีอาวุธติดเลเซอร์ใช้ ซึ่งเป็นสิ่งบอกเหตุความเข้มของขบวนการฝ่ายค้ายาบ้า กรณีวิสามัญฆาตกรรม 6 ศพ นี้เมื่อมาถึงรัฐบาลชวน หลีกภัย ได้เป็นตัวชี้บ่งบอกว่า รัฐบาลดูจะไม่เข้าใจหลักการปราบปรามเสียแล้ว และได้ดำเนินการไปโดยยุทธศาสตร์ กับยุทธวิธี ที่ผิดพลาดมาโดยตลอด เป็นเหตุให้เกิดอาการเหมือนโรคดื้อยาขึ้นมาอย่างใหญ่หลวง บัดนี้ ถ้ามองจากหลักการทางทหารก็ต้องกล่าวว่า การศึกประทุระห่ำประชิดหนักอย่างยิ่งแล้ว รัฐบาลต้องเปิดโอกาศให้ตำรวจใช้ยุทธวิธีได้อย่างกว้างขวางเป็นอิสระและรอบด้านกว่านี้ โดยยุทธศาสตร์ต้องเอื้อให้ยุทธวิธีเท่าที่จำเป็นทุกอย่าง ต้องไม่ยึดมั่นอยู่กับยุทธศาสตร์ที่ตายตัวอย่างนั้น แต่ต้องเอื้อให้ยุทธวิธีทุกอย่าง ในขณะนี้ ยุทธวิธีที่ควรต้องเพิ่มเข้ามาอีกอย่างหนึ่งก็คือมาตรการการลงโทษ ที่ต้องแรง เร็ว และเฉียบขาด โดยไม่ถึงกับผิดหลักยุทธศาสตร์แห่งคุณธรรมสากล หากพอเอื้อกันได้เช่นนี้ ผลดีก็จะเกิดขึ้นในด้านการปราบปรามอย่างแน่นอน ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ ก็จะมีกำลังใจและมั่นใจ มีความเขื่อมั่น คล่องตัวสูง ประชาชนผู้สุจริตก็จะสามารถประสานงานการข่าว ให้ความร่วมมือได้มากขึ้นกว่านี้ ฉะนั้นกรณียาบ้า รัฐบาลต้องรีบปรับมาตรการปราบปรามโดยเร่งด่วน และโดยหลักประสานระหว่างยุทธศาสตร์แลละยุทธวิธีที่เหมาะแก่กาละเทศะ นั่นก็คือ ยุทธศาสตร์ต้องไม่ปิดกั้นยุทธวิธี แต่ต้องเอื้อต่อยุทธวิธีอย่างเต็มที่ ต้องเปิดกว้างสำหรับยุทธวิธีอย่างหลายหลาก ขอเสนอให้เร่งดำเนินการโดยด่วน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 46ดูคลินตั้นวันนี้ข่าวแปดโมงครึ่ง (กรณีลูวินสกี้)

อ่านบุคลิกภาพที่ขัดแย้งกันสองบุคลิกภาพ  ที่ไปที่มาแห่งความอัจฉริยะ

ช่อง3

25 กย.41 0840 น.

 

 

 

คลินตั้น ภาพในจอแก้ว ชั่วไม่ถึง 1 นาที พูดในสภาสหรัฐ ขอให้สภาเร่งอนุมัติเงิน 1600 ล้านเหรียญ เข้าไอเอ็มเอพ เพื่อช่วยประเทศในเอเซีย คลินตั้นวันนี้ อันเป็นภายหลังจากที่ถูกเปิดเผยพฤติกรรมทางเพศอย่างล่อนจ้อนและเป็น กรณีคลายเครียดของโลกใบนี้ได้มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ จนแทบฉุกคิดไม่ได้ว่า หรือนี่เป็นแผนการณ์ที่วางไว้อย่างแยบยลอีกแผนการณ์หนึ่งของ ฯพณฯบิล คลินตั้น แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้นำโลกยุคนี้ ที่ต้องการผ่อนให้โลกคลายเครียดลง ซึ่งผลก็เกิดตามแผนนั้นเต็มสมบูรณ์ และถึงวันนี้ บิล คลินตั้น ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจักถูกพิจารณาโทษปลดออกหรือไม่ และยังไม่ถูกเปิดเผยอีก 17 กล่องของเคนเนตสตาร์ เมื่อมองดูเขาผ่านทางจอแก้ว เขาก็ยังสมควรถูกมองอยู่ว่า เขาคือบุคคลิกภาพที่น่าสนใจแห่งยุคนี้ทีเดียว เราจะลองมามองดูเขาในแง่มุมนี้ ด้วยสายตาของนักวิเคราะห์ที่มีหลักการมองจากภาคภายใน ด้วยวิชาการว่าด้วยภาคภายในของมนุษย์

 

เมื่อนักข่าวมาสัมภาษณ์ บิลคลินตั้น จะกำราบนักข่าวด้วยท่าทางอันอวดว่ารู้เท่าทันทุกอย่าง และคำตอบของเขาจะเริ่มขึ้นตั้งแต่นักข่าวเอ่ยคำแรก ๆ เมื่อมีข้อโต้แย้งจากนักข่าว เขาจะกำราบด้วยเหตุผลและข้อมูลที่เหนือกว่า และเฉียบขาดกว่า และเขาจะไม่ประนีประนอม เขาจะซ้ำเติมลงไปในนักข่าวผู้เผยออวดรู้ ชนิดที่ให้เข็ดเขี้ยวไม่กล้าแหยมอีกเลย(ไปพบเขาต้องแน่จริง) นี่คือบุคคลิกภาพที่ยากจะได้เห็นในระหว่างผู้นำของโลกทั้งปวง อันบ่งบอกสติปัญญาความสามารถของผู้นำท่านนี้ว่ายอดเยี่ยมเพียงไหน

 

เมื่อเขามาประเทศไทยคราวนั้น จอแก้วเผยภาพเขาไปจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ของมหาวิทยาลัยชั้นหนึ่งของ เมืองไทย เขาชำเลืองคุณนายคลินตั้น ขณะที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยช่วยสวมเสื้อครุยให้ คุณนายคลินตั้นก็รู้ดีว่าเขาควรจะทำอย่างนั้น และเธอก็รู้ดีไปอีกว่าเธอจักต้องทำอย่างไร และเธอก็กำลังทำอยู่ ภาพที่ออกมาจึงเป็น ภาพคุณนายคลินตั้นปรบมืออยู่ข้าง ๆ ขณะที่ประธานาธิบดีแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา กำลังได้รับเกียรติยศสูงสุดจากวงการปัญญาชนสูงสุดของประเทศไทย แต่เหตุแห่งความพึงพอใจของคนคู่นี้ต่างกัน นั่นแหละบอกให้รู้ว่าแท้ที่จริง คุณนายคลินตั้นผู้นี้เองเป็นที่มาที่ไปแห่งบุคคลิกภาพทั้งสิ้นของสุภาพบุรุษนามว่าคลินตั้นแห่งอเมริกานี้

 

มันถูกสร้างขึ้นจากความขัดแย้ง และการแข่งขันเพื่อเอาชนะซึ่งกันและกัน เห็นได้จากฉากเดียวกันในวันนั้น

 

แท้จริงเขานึกตำหนิในเรื่องการใช้สีของเครื่องแต่งตัวของภริยาเขา เมื่อมาเมืองไทยคราวนั้น เขาคิดว่าเธอไม่ควรจะใช้สีแดง อันเป็นภาพที่จะขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์ที่เมืองไทย ซึ่งเธอก็รู้ว่าเขาคิดอย่างนั้น และก็เป็นเช่นนั้น เธอรู้ในสิ่งที่เขาไม่พอใจ แต่เธอจงใจประสงค์ให้เขาได้เห็นว่าสิ่งที่เธอคิดและทำไปนั้นจักได้รับการพิศูจน์ว่าถูกต้อง นั่นเองเปิดช่องโหว่ใหญ่ของคุณนาย และคลินตั้นฉลาดพอที่จะใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นั้น ช่วงตอนหลัง ๆ มา จึงปรากฎว่าคลินตั้นคุมสถานการณ์ได้ทุกอย่าง และเขามาถึงจุดสูงสุดของบุคคลิกภาพเมื่อเขาไปถึงประเทศจีน และกล้าเปิดประเด็นกรณีเทียนอันเหมินโต้วาทีเรื่องสิทธิมนุษยชน กับผู้นำแห่งแดนมังกรร้าย เมื่อจอแก้วได้สะท้อนภาพชายหาดขณะอยู่ในช่วงเวลาพักผ่อนของประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ในอิริยาบถสบายส่วนตัว ๆ ในชุดชายหาด เขาต้องการให้ภาพนี้ปรากฎสู่ภายนอก และภาพนั้นก็ออกมา ภาพที่เขาใช้สองมือจับบั้นเอวคุณนายเขายกขึ้นสูง อย่างมีความสุข อันเป็นภาพที่บ่งบอกความในใจของเขาเองว่า บัดนี้เขาเป็นผู้ชนะเมียของเขาอย่างสมบูรณ์แล้ว และดูเหมือน คุณสตรีหมายเลขหนึ่งจักยังไม่ยอมแพ้ จึงซ่อนความขมขื่น เพราะดูท่าว่าเธอจักพ่ายแพ้เขาจริง ๆ เสียแล้ว หากแต่ว่า เคนเนตสตาร์มาถึงแล้ว

 

และเขานั่นเอง คือ อัยการอิสระเคนเนตสตาร์ เป็นผู้พิชิต ผู้ชนะที่แท้จริง เขานำยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของนักชกบนผืนผ้าใบมาใช้อย่างครบสูตร เขารู้ดีว่าเขากำลังต่อสู้อยู่กับนักชกอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ ทางเดียวที่เขาจะชนะก็คือตั้งหน้าตั้งตาฝึกซ้อมและขยันชกให้ได้ตามแผนที่วางไว้ให้สมบูรณ์ เมื่อขึ้นเวทีภาพที่เห็นจึงเป็นภาพความขยันและความรัดกุมไม่ประมาท เขาตั้งหน้าตั้งตาชกอย่างเดียว ชกอย่างไม่หวังว่าจะชนะแต่หวังอย่างเดียวให้ได้ตามแผนการชกก็พอแล้ว และในที่สุดทุกอย่างก็เป็นผลสมบูรณ์ เขาชนะ ได้สร้างความบอบช้ำให้คู่ต่อสู้อย่างที่ไม่อาจจะยึดอาชีพนักชกได้ต่อไปอีก ช่วงนี้เองที่คุณนายคลินตั้นกลับพลิกสถานกากรณ์ขึ้นมาเป็นผู้อยู่เหนือสามีหล่อน หล่อนชนะอย่างสมบูรณ์ เมื่อสามีหล่อนกลายเป็นเด็กอ่อนในอ้อมแขนของแม่ผู้กรุณาที่คอยปลอบประโลม ให้กำลังใจ เราจะต้องคอยดูต่อไปว่าสองผัวเมียนี้ จะหักโหมโรมรันกันต่อไปอีกหรือไม่ คลินตั้นจะยอมแพ้หรือจะพลิกฟื้นขึ้นมาเป็นผู้ชนะเมียได้อีกอย่างไร

 

เลวินสกี้และผู้หญิงอื่นเข้ามามีส่วนอย่างไร อ๋อ ! มามีส่วนหนุนทางคลินตั้นนั่นเอง เขาต้องการสิ่งเหล่านี้เพื่อให้ได้ความรู้สึกว่าเขาเหนือกว่าเมียเขา แต่แล้ว เขาก็ทำผิดเกินแผนไปสักหน่อย เกินไปสักหน่อยเท่านั้นเองเลยเกิดเรื่องใหญ่ ทำให้เสียสมดุล เลยล้มคว่ำลง นำไปสู่ความพ่ายบอบช้ำของเขา เรื่องมันก็เนื่องจากอะไร ๆ ดูมัน ตรงอย่างที่เขาเองสารภาพว่า “It tastes good.” นั่นแหละ ก็ลืมตัวไปหน่อย

 

ทำไมคู่ผัวเมียนี้จึงกลายเป็นคู่ต่อสู้กันทางสติปัญญามาโดยตลอด ต้องมองมาแต่ทั้งคู่อยู่มหาวิทยาลัย คลินตั้นทึ่งในการแสดงออกที่แปลกและเด็ดเดี่ยวของเธอ และเธอก็เห็นเขาแสดงออกซึ่งภูมิปัญญาฉลาด อย่างที่เธอเองวินิจฉัยว่าฉลาดแต่ไม่เกินที่เธอจะควบคุมได้ จึงนำทั้งคู่มาสู่การทดสอบสติปัญญาซึ่งกันและกัน มากกว่าจะเป็นความสัมพันธ์ทางเพศ และเมื่อคุณนายสาว บอกว่าเธอสามารถติดต่อวิญญาณได้ สามารถทำพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ได้ นั้นแหละบอกให้รู้ว่าเธอคิดมักใหญ่ใฝ่เป็นที่ 1 เป็นผู้นำอย่างไร แต่คลินตั้นจำนนอยู่เฉพาะในระยะแรก ๆ เท่านั้น ในที่สุด ด้วยเคยมีเชื้อสกุลทางนักบวชมา เป็นพื้นฐานทางสติปัญญา และด้วยความเป็นวิทยาศาสตร์ และทิฏฐิที่จะใช้วิทยาศาสตร์เอาชนะไสยศาสตร์(คนอย่างเขาไม่เชื่อว่าพระเจ้าจะช่วยอะไรได้) ได้ผลักดันให้สติปัญญาทางนี้แตกฉาน เขาจึงฉลาดพอที่จะใช้ช่องโหว่ของเมียเขา(ที่คิดว่าตัวเองจะต้องฉลาดเหนือผู้อื่นที่เดินดินธรรมดา ๆ)มาเป็นประโชน์แก่ตัวเขาได้อย่างมากมาย กระนั้นในขณะที่เธอยังยึดมั่นถือมั่นอยู่กับความสามารถพิเศษทางจิตของตัว ที่กลับกลายเป็นเครื่องมืออย่างดีแก่คลินตั้น กลับเป็นตัวที่เสริมความทรหดอย่างยิ่งให้แก่ผู้หญิงอย่างเธอ ถ้าเป็นนักมวยก็เรียกว่า นักมวยฟิลิปปินส์ ซึ่งบัดนี้ได้พิศูจน์ออกมาแล้วว่า สามารถเอาชนะได้ในที่สุด ด้วยสถานการณ์นักชกอย่างเคนเนตสตาร์ ที่ซัดคลินตั้นหมอบลงกลางเวที ชัยชนะจึงตกอยู่กับผู้ทำหน้าที่พี่เลี้ยงอย่างคุณนายคลินตั้น

 

เราจะคอยดูต่อไปว่า วันหน้า คลินตั้น ในฐานะบุคคลิกภาพที่น่าสนใจยิ่งแห่งยุคนี้ จักเป็นไปอย่างไร เขาจะกลับฟื้นขึ้นมาอย่างไร เมื่อเคนเนตสตาร์ทำเขาบอบช้ำจนยากแก่การคืนสังเวียนได้อีกครั้งอย่างนี้ แนวคิดอันเดิมคือ ต้องการให้ภริยาเขาได้เห็นว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นเขาสามารถทำได้อย่างไม่เป็นภัยอันตรายใด เขาสามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ในสิ่งที่เขาวางลงเป็นเส้นทางที่จะต้องเดินแล้ว เขามั่นใจว่า ไปได้ และไม่มีสิ่งใดยับยั้งได้ นั้นจักอาจกลับมาอีกหรือไม่ ? และเมื่อ นางฮิลลารี่ คลินตั้น แยกตัวไปปรากฎต่างแดนเดี่ยว ๆ เมื่อต้นเดือน ตค.41 นี้ 2-3 ประเทศ นั่นก็แน่นอนละว่า คือการประกาศชัยชนะเหนือสามีของหล่อน อย่างแน่นอน เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เป็นภาพที่เธอประสงค์ให้โลกเข้าใจว่า ฮิลลารี่ สามารถทำงานการเมือง-สังคมระหว่างประเทศด้วยลำแข้งตนเอง เป็นวีรสตรีแห่งสหรัฐอเมริกาคนหนึ่ง คอยดูว่าจะมีอะไรต่อไป อะไรคือความฝันของเธอทางการเมือง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 47แสงธรรม

พระสังฆราชมีชัย กิจบุญชู ประธานสภาพระสังฆราชแห่งประเทศไทย

ช่อง 9

อาทิตย์ที่ 27 กย.41 0530 น.

 

 

 

วันนี้พบคุณพ่อบรรจง สันติสุขนิรันดร์ กับคุณพ่อประดิษฐ์ ว่องวารี วัดบางนกแขวก ที่ชาวคาทอลิกไทยภูมิใจว่าเป็นศาสนจักรที่มั่นคงของเขา คุณพ่อบรรจง พูดน่าฟังมากสำหรับเยาวชน วัยนี้ครึ่งก้าวเขาเป็นเด็ก อีกครึ่งก้าวเป็นผู้ใหญ่ เป็นวัยที่เขาสับสน ควรที่ผู้ใหญ่จะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้เป็นแบบอย่าง คุณพ่อบรรจงมารายการนี้บ่อย คำพูดท่านน่าฟังซาบซึ้งมากทุกครั้ง

 

ต่อไปมีรายงาน ข่าว “คณะสงฆ์เยซูอิตได้สมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอีก 1 แล้ว” ซึ่งยังคงเป็นการใช้ถ้อยคำที่สับสนอยู่สำหรับชาวไทยทั้งหลาย สับสนในคำว่า “คณะสงฆ์” เช่นเดียวกับข่าวสั้น ๆ เอ่ยถึงพระรูปหนึ่ง หากแต่เอ่ยชื่อว่า “คุณพ่อจำเนียร วัยเจริญ อุปสังฆราช”  คำว่า “อุปสังฆราช” ทำให้สับสนอีกแล้ว และยังพลอยได้ความรู้ใหม่อีกว่า ยังมีผู้ที่อ้างตนว่าเป็นสงฆ์ระดับไม่ธรรมดาอยู่อีกมากมาย หากแต่เป็นเรื่องประหลาด เพราะชาวไทยไม่รู้ที่มาที่ไปเสียเลย ทำให้อยากเห็นว่า ท่านเหล่านี้มีหน้าตาอย่างไร ท่านอุปสังฆราชจำเนียร วัยเจริญ จักมีหน้าตาอย่างไร ทรงธรรมวินัยอย่างไร แต่แล้วรายการวันนี้ก็พามาให้ดู ก็ได้เห็น “พระสังฆราชมีชัย กิจบุญชู ประธานสภาพระสังฆราชแห่งประเทศไทย” ที่มีข่าวในสัปดาห์ที่แล้วว่า ได้นำพระสังฆราช 7 องค์จากประเทศไทยไปประชุมที่สำนักวาติกัน

 

ท่านอยู่ในชุดขาว แวดล้อมด้วยพระในชุดขาวเช่นกันหลายท่าน คงเป็นพระที่ข่าวบอกว่าเป็น “พระสังฆราช” บ้าง “อุปสังฆราช” บ้าง “พระสงฆ์” บ้าง “สามเณร” บ้าง นั่นเอง ทำให้รู้ว่า สื่อมวลชนคาทอลิก ซึ่งมีพระคุณเจ้ายอด พิมพิสาร เป็นประธานผู้รับผิดชอบ คงจะเข้าใจผิด เลยรายงานข่าวอย่างสับสนมาโดยตลอด โดยเข้าใจผิดในสาระสำคัญของความหมายทางลึกของคำว่า “สงฆ์” เข้าใจผิดในประเพณีวัฒนธรรมพื้นฐานของชาวไทย กระนั้นก็น่าเสียดายอยู่ ที่ว่าท่านเหล่านี้ไม่น่าเข้าใจผิดไปไกลขนาดนั้น เพราะท่านก็เป็นคนไทย เกิดในเมืองไทย รักประเทศไทย เรื่องง่าย ๆ ตื้น ๆ เกี่ยวกับการบวชก็ดี สถานะนักบวชโดยประเพณีวัฒนธรรมไทยก็ดี ไม่น่าจะเข้าใจผิด อย่างท่านมีชัย กิจบุญชู ที่รายงานข่าวว่าเป็น ประธานสภาพระสังฆราชแห่งประเทศไทย อันบ่งบอกถึงฐานะทางนักบวชสูงสุดในเมืองไทยนั้น (ซึ่งดูหมิ่น ๆ สถาบันสงฆ์อันสูงสุดของไทยของพระพุทธศาสนาอยู่ และอาจผิดกฎหมายบ้านเมืองได้อีก) ท่านนักบวชเหล่านี้ นุ่งห่มอย่างนี้ไม่เรียกว่าสงฆ์ เรียกว่า ชีพราหมณ์ ต่างหาก สื่อมวลชนคาทอลิกน่าจะรู้ไว้บ้าง มิฉะนั้นจึงได้สื่อผิด คนสับสนมาโดยตลอด แทนที่จะเรียกท่านว่า พระสังฆราชมีชัย กิจบุญชู ก็ควรจะเรียกท่านว่า ท่านพรห์มณ์มีชัย กิจบุญชู จึงจะถูกต้องตามประเพณีวัฒนธรรมไทย และจารีตคณะสงฆ์ สังเกตุเวลาบวช ถ้านุ่งขาวห่มขาวนักข่าวก็ไม่ควรรายงานว่า”บวชพระสงฆ์” หรือ “บวชสามเณร” จะต้องรายงานว่าบวชชีพราห์มณ์ จึงจะถูกต้อง

 

เหตุใดสื่อมวลชนคาทอลิกจึงเรียกนักบวชคาทอลิกว่า สงฆ์ และสถาปนากันเองเป็นถึง อุปสังฆราชบ้าง สังฆราช บ้าง อัครสังฆราช (ซึ่งใหญ่กว่าสังฆราชองค์จริงเสียอีก)บ้าง แล้วยังแบ่งเขตแบ่งแดนเป็นสังฆมณฑล อัครสังฆมณฑลไปอีก 7-8 เขตแดน ทำไมไม่ใช้คำของตัวเอง เช่นมิซซัง เป็นต้น เหตุผลอย่างอื่นนึกไม่ออก หรือว่าอาจจะเป็นเพราะว่า รายการแสงธรรมคงมีจุดประสงค์คลายเครียดมากกว่าจะจริง ๆ จัง ๆ ตามข่าว ก็ดีไปอย่างหนึ่งเหมือนกัน !

 

 

 

 

 

 

 

 48พุทธประทีป เทศนาเรื่องพุทธแท้หลวงตามหาบัว

ช่อง 5

27 กย.41, 0645 น.

 

 

 

พระอาจารย์หลวงตาหมาบัว ญาณสัมปันโน เทศนาเรื่องพุทธแท้ : พุทธ ธรรม สงฆ์ แท้ ๆ คืออย่างไร สงฆ์ผู้ปฏิบัติจริง ๆ ได้ผลลึกซึ้งกินฝังใจ อย่างไร ทาน ศีล ภาวนา ปัญญา กับ ศีล สมาธิ ปัญญา ต่างกันอย่างไร ภาวนามยปัญญา เกิดจากการปฏิบัติล้วน ๆ มหาสติมหาปัญญา ทำให้แกล้วกล้าหาญ แก้กิเลสได้ แต่นี่คือประเด็นพิเศษ อะไรคือความหมายที่แท้จริงของ ผ้าป่าทองคำช่วยชาติ อันเพิ่มเติมมาเป็นผ้าป่าช่วยชาติ 84,000 กอง ๆ ละ 100 ดอลล่าร์ ในขณะนี้ ?

 

คำตอบก็คือ ความหมายแห่งภูมิปัญญา ความหมายแห่งระดับแห่งภูมิปัญญา เพื่อสะท้อนภูมิปัญญาที่แตกต่างกัน ให้เห็นสิ่งที่แตกต่างระหว่างส่วนรวม กับส่วนตัว อะไรควรเป็นเป้าหมายของสังคมชาวพุทธ เมื่อเปรียบเทียบกับวัดธรรมกายอีกแห่งหนึ่งที่สร้างเจดีย์ใหญ่ เพียงเพื่อให้คนออกเงินซื้อพระพุทธรูปไปฝังจำนวน 1 ล้านองค์ ๆ ละ 10,000 บาทโดยไม่ชัดเจนว่าเพื่อประโยชน์อะไร นอกจากว่าความหลงบ้าบุญบ้าสวรรค์เท่านั้น (ก็จะอาจเก็บเงินได้กว่า 1 หมื่นล้านบาทเป็นอย่างน้อย เงิน 1 หมื่นล้านบาทเอาไปไหน ช่วยส่วนรวมหรือไม่ ?)

 

นี่เป็นตัวอย่างรูปธรรมที่สะท้อนระดับภูมิปัญญาธรรมที่ต่างกัน ระหว่างบุคคล ระหว่างความคิด ปัญญาธรรม กับ ความคิดวัตถุธรรม ระหว่างพระอริยบุคคล กับปุถุชนสงฆ์ที่มีเพียงหัวคิดการหาเงินทองฉลาดปราดเปรื่องดีเยี่ยงการค้าขายพุทธพาณิชเท่านั้น และที่คิดผิดๆก็คือ คิดว่าเงินกับความเป็นพระอริยบุคคลเป็นสิ่งเดียวกัน มีปัญญาอะไรเท่าไรก็ทำสิ่งนั้นเท่านั้นเพียงนั้น ชาติ-ประชาชน-สังคมได้อะไร? กาละเทศะอะไร? นี่ต่างหากที่ประชาชนควรใช้เป็นหลักการตัดสินใจ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 49ข่าวไอทีวีภาคค่ำ การเมืองไทย การเมืองมาเลเซีย ทุจริต
ไอทีวี
29 กย.41 1900 น.

 

 

 

พรรคชาติพัฒนารับเข้าร่วมรัฐบาล นายมนตรี พงษ์พาณิช ลาออกจากหัวหน้าพรรคกิจสังคม ไม่พอใจลูกพรรคแย่งชิงตำแหน่งรัฐมนตรี ทุจริตพันธุ์พืช ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำเข้าเมล็ดพันธ์จากต่างประเทศในราคาแพงเกินราคากลางไปลิบลิ่ว เอาไปแจกช่วยประชาชน ๆ จับได้ว่าแพงเกินไป เขากลัวเสียดายงบประมาณของชาติ เรื่องแดงขึ้น เกษตรกรเขตตลิ่งชันรู้ดีว่าเมล็ดพันธ์ผักบุ้งที่แจกไม่ค่อยดี เสียดายงบประมาณ

 

นายอัลวาอิบราฮิม มาเลเซียถูกฟ้องหลายข้อหา ฐานผิดทางเพศ 5 ข้อหา มีโทษถึงจำคุก 20 ปี ถูกโบย และปรับ 2 แสนบาท กฎหมายมาเลย์ห้ามประกัน โฆษณาบริษัทการเงินแห่งหนึ่ง มีสลึงพึงบรรจบให้ครบสิบล้าน โฆษณาแบบโลภจัดเกินไป เกินจะเป็นจริงได้ในรูปรวม ทำลายคติเดิมเขาที่ดีมาก ๆ อยู่แล้ว มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท ส่วยแพปลา ส่วยสถานบริการ

 

ในระนอง ลูกชายไม่ได้เกียรตินิยม วิทยาลัยหอการค้า นครราชสีมา ผูกคอตาย พ่อแม่อยากให้เวลาหวนคืนมา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 50ชีวิตไม่สิ้นหวัง คำถามของ Prof. James Steward

ช่อง 5

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2541 เวลา 0630 น.

 

 

 

ศาสตราจารย์ ดร.เจมส์ สจ๊วต (Prof. James Steward) ถามปัญหาทางพระพุทธศาสนา 4 ข้อ

 

1.         พระพุทธศาสนาในเมืองไทยมีสองระดับคือระดับชาวบ้าน กับระดับปัญญาชน ถามว่า จริง ๆแล้ว  พระพุทธศาสนาต้องประสงค์ให้ใครได้รับผลประโยชน์

 

2.         คำสอนพระพุทธเจ้าเน้นความสำคัญที่ปัญญา คนมีปัญญามาก ๆ เท่านั้นหรือที่มีสิทธิบรรลุมรรคผล คนมีสติปัญญาต่ำ ๆ บรรลุไม่ได้หรือ

 

3.         พุทธศาสนามีคำสอนมากมาย ล้วนแต่ข้อห้ามต่างทๆ และชี้แนวทางปฏิบัติให้อย่างละเอียด สงสัยว่าจะไม่เปิดช่องให้ได้ใช้ความคิดส่วนตัวบ้างหรือไม่ หรือต้องปฏิบัติตามคำสอนอย่างเดียว

 

4.         พระพุทธศาสนาเห็นอย่างไรต่อความเจริญทางวิทยาศษสตร์ กรณี2 กรณีเห็นอย่างไร 1..ผสมเทียม 2. โคลนนิ่ง

 

5.         นิพพานเป็นสภาวจิตหรือเป็นแดนที่อย่ พระอรหันต์นิพพานแล้วก็ไปอยู่ที่นั่น

 

นรกสวรรค์เป็นสภาวจิตหรือเป็นดินแดนมีอยู่มีจริงสำหรับคนบาปลงไปรับโทษหรือรับผลบุญ

ข่าวภาคบ่าย ไอทีวี 7 ต.ค.41 1430 น. ประชาชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 3 จังหวัด ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ จำนวน กว่า 200 คนเข้าพบให้กำลังใจ พล.ต.ท.เสรี เตมียเวส ผช.อตร.ขอให้ดำเนินคดีทุจริตเงินชดเชยฝายราษีไศล ว่ามีการทุจริตจริง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 51รายการภาคบ่ายน่าสนใจ พบช่องโหว่ในชั้นบรรยากาศใหญ่เท่าออสเตรเลีย

ช่อง 9

7 ต.ค.41 1540 น.

 

 

 

 

มวยชกกันตุ๊บตับ ๆ แล้วมีโฆษณากางเกงในยี่ห้อหนึ่งจากอเมริกา นางโจรสาว (สงสัยจิตวิปริต) ใช้ปืนขู่หนุ่มฉกรรจ์ 3 นาย ออกคำสั่งให้ถอดกางเกง (ไม่รู้เหตุผลอะไรให้ถอดกางเกง) สามชายฉกรรจ์ก็โชว์กางเกงในยี่ห้อนั้น มองเห็นเหลี่ยมมุมต่าง ๆ นางโจรสาวเห็นการโชว์นั้น ก็มีอาการสยิว ตาก็เหลือกหวานเยิ้ม งงงวยมืออ่อนตีนอ่อน นี่คืออาการเงี่ยนกามของสาวอเมริกันนางนั้น ที่บอกว่าเขาสามารถแสดงออกโดยเปิดเผยในที่สาธารณะได้อย่างไม่มียางอายเหมือนสาว ๆ ชาติอื่นใดในโลก (คงได้ไอเดียจาก ลูวินสกี้-คลินตั้น คู่กระฉ่อนโลกคู่นั้น)

 

ไอทีวี 1630 น. อเมริกันไปแอบถ่ายการผสมพันธ์ของกวางตัวผู้ตัวเมีย ว่ามันทำอย่างไร นับว่าถูกนิสัยอเมริกันเอามาก ๆ ชาติอื่นใดคงทำงานการศึกษาชนิดนี้สู้ไม่ได้ พวกเขาชำนาญเอามาก ๆ ทีเดียว (อีกหน่อยคงไปแอบถ่ายมนุษย์ชาติต่าง ๆว่าทำกันอย่างไร ๆ มาขาย)

 

ช่อง 11 เวลา 1640 น. เอาสาวเอดส์อเมริกัน อายุ 16 ผอม ๆ จวนตายแล้ว เที่ยวไปโชว์ตัวเองในไฮสกูล ในรัฐโอไฮโอ ความคิดของสาวเอดส์อเมริกันยังคงไม่สอดคล้องหลักการศาสนาอยู่นั่นเอง แม้กำลังจะตายอยู่แล้ว เธอควรจะพูดว่า คนเราควรเสพกามเมื่อถึงวัยและเวลาอันควร (วัยเวลาที่พร้อมมีชีวิตคู่) หรืออย่างอ่อน ๆ ก็น่าจะพูดว่า อย่าเพิ่งริเสพกามในวัยเรียนเลย แต่เธอกลับว่า จงเสพกามเถิด แต่ต้องเสพอย่างปลอดภัยมีเครื่องคุ้มกันให้ดี (เท่ากับยุให้คนเสพกาม) ซึ่งคตินี้ ในวงการไทยก็ตามก้นเขาไปเหมือนกัน ถือคติเสพได้แต่ต้องมีถุงยางอนามัย แทนที่จะพูดกันแบบไทย ๆ (สมกับเป็นประเทศพุทธศาสนา) ว่าวัยเรียนอย่าเพียรรัก อย่าไปริเสพกามก่อนเวลาอันควร ซึ่งเป็นมาตรการที่ถูกต้องเป็นสัจธรรมแห่งชีวิตกว่านั้น

 

ช่อง 5, 1700 น. นักวิทยาศาสตร์พบช่องโหว่ในชั้นบรรยากาศกว้างขึ้นกว่าเดิม โตเท่าทวีปออสเตรเลีย อีก 10 ปีข้างหน้ารังษีอุลตราไวโอเลตทำลายผิวหนังมนุษย์จะกำเริบขึ้น เพราะลอดช่องบรรยากาศนั้นลงมาได้มาก สารเคมีที่ทำลายบรรยากาศโลกโดยรวม เกิดในประเทศไหน ถ้าไม่ใช่ประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่างอเมริกา ลองศึกษาเถิด อเมริกาเป็นแดนอันตรายเพียงใด (แล้วมาเบี่ยงเบนความสนใจของชาวโลกไปสนใจสาเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆในประเทศเขา)

 

รายการต่อมา เริ่มด้วยสามสาวคุยกัน ชื่อเป็นฝรั่งไม่มีไทยกำกับเสียด้วยว่า Entertain Talk (คงนิยมฝรั่ง) พอเริ่มต่างก็โชว์ผิวพรรณกันใหญ่ โชว์ภาพอะไรแวบ ๆ สงสัยจะเอียง ๆ ข้างอเมริกันสาวผู้สยิวกางเกงในเสียแล้ว เทวดาตกสวรรค์ น่าสนใจ อยากดูเหตุที่คนชั่วกลับใจหรือการเปลี่ยนแปลงแห่งทิฏฐิของคน คงเนื่องมาจาก ดอกแก้ว(นางเอก)กระมัง สัญญา คุณากร ดารานำ

 

ต่อมาพาไปดูเบื้องหลัง พูดเป็นฝรั่งไม่มีไทยกำกับอีกแล้ว คราวนี้ไม่สงสัยแล้ว คงนิยมฝรั่งแน่ ๆ นั่นแน่ ป้ายเชียร์ Hollywood Place Stage Show 3 ขึ้นแล้วไง (น่าสงสัยว่าทำไมจึงไปโปรประกานดาให้เขาด้วย มีอะไรในวงการฮอลลีวู๊ด นอกจากพวกวิปริตทางเพศ พวกขายกาม?) ตอนจบไหว้สวย

 

วันนี้ทั้งวันรัฐมนตรีใหม่(ไทย)สวมสื้อนอกเหมือนฝรั่งไปทำงาน ต่างก็จุดธูปเทียนบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันใหญ่ ไม่เว้นแม้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ ทีวีช่องต่าง ๆ ก็ดูจ้องถ่ายทอดเอาตอนวางพวงมาลาศาลพระภูมิกันเสียแทบไม่คลาดสักคน ถ้ามีโอกาศแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้อีกครั้งจะขอเสนอเพิ่มคุณสมบัติ รัฐมนตรีต้องได้ น.ธ.ตรีเป็นอย่างต่ำ เพราะที่เห็นนี้ น่ายากแก่ความหวังที่จะช่วยสานสร้างการพระพุทธศาสนาให้เจริญได้

 

ไอทีวี 1840 น. ชอบ พบกันใหม่วันพรุ่งนี้ครับ อย่าลืมว่าภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียว ฝรั่งคนเดียวกันนี้เคยพูดว่า ภาษาไทยยากจริง ๆ คนที่รักภาษาไทยน่าจะคิดดูบ้าง ว่าภาษาไทยนั้น ยากจริง ๆ อย่างที่เขาพูด จนกระทั่งบัดนี้ยังไม่มีนักปราชญ์ทางภาษาไทยใด ราชบัณฑิตใด เห็นข้อบกพร่องตื้น ๆ ว่า 

 

เลขไทยนั้นไม่อาจใช้ได้ในทางธุรกิจเลย (ไม่กล้าเสี่ยงกับตัวเลข ๐ กับ ๑ เลข ๔ ๘ กับ ๕ เลข ๗ กับ ๙ เพราะเลขไทย ๐ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ แต่ละตัวต่างกันอย่างเฉียดฉิวมาก)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 52บ่ายนี้มีคำตอบ หนังสือพระมหาชนก พระราชนิพนธ์

ช่อง 9

8 ตค.41 1310 น.

 

 

 

 

 

หนังสือพระมหาชนก พระราชนิพนธ์ เนื้อเรื่องที่เป็นสุดยอดของปรัชญา คือการเอาพราหมณ์ มาอธิบายพุทธ อันเนื่องจากพุทธแท้นั้นยากจะมองเห็น และเป็นเช่นนี้เสมอของวรรณกรรมชั้นคลาสสิกของไทย ทำให้พราหมณ์ปนอยู่ในพุทธเสมอมา ผู้ฉลาดเท่านั้นจะเข้าใจพุทธแท้ ส่วนที่ซ่อนอยู่ในแนวคิดอย่างพราหมณ-ฮินดู หนังสือพระราชนิพนธ์เล่มนี้ ทรงอย่างรอบคอบ ใช้เวลามาก มีบางตอนที่ทรงอ้างบาลี แต่คำแปลบาลีเป็นไทยหรืออังกฤษนั้น ยากแก่การเข้าใจโดยกระจ่างแจ้ง

นับว่าเป็นหนังสือที่ประเทืองปัญญาหลายระดับ ซึ่งชาวพุทธน่าจะมีไว้ในครอบครอง เพราะเป็นเรื่องที่ชอบธรรมเอามาก ๆ (แทนที่จะขวนขวายหาเงินไปสร้างพระองค์ละหมื่น เพียงแค่เป็นวัตถุชิ้นเล็ก ๆแล้วเอาไปฝังไว้ ไม่สร้างสรรค์ทางปัญญาแต่อย่างใดเลย)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 53ลานบ้านลานเมือง ชุมนุมผู้กล้าหาญแห่งวงการวิชาชีพ

ช่อง 9

8 ตค.41 2030 น.

 

 

 

 

ชุมนุมผู้กล้าหาญแห่งวงการวิชาชีพ นพ.ประเวศร วสี ว่า สิ่งที่ได้เห็นจากแพทย์ชนบทเป็นความงามอันประเสริฐ ในการที่จะกอบกู้กระทรวงสาธารณสุข ให้พ้นภาพมัวหมองตกต่ำ พยายามจะทำเป็นแบบอย่างแก่องค์กรอื่น เห็นได้ว่าเป็นแบบอย่างได้แน่ เป็นการร่วมพลังของคนดี ๆ ต้องรวมกัน ในยามที่บ้านเมืองตกต่ำทางเศรษฐกิจ ผู้เห็นแก่ตัวทุจริตขูดรีดเอาประโยชน์ส่วนตัว นับว่าเป็นสิ่งเจ็บแสบ

 

 

 

 

 

 

 

 54แสงธรรม พิธีฉลองครบรอบวันได้สถาปนาเป็นพระอัครสังฆราช
ช่อง 9
11 ต.ค. 41 0530-0600 น.



ข่าววงการคาทอลิกรายงาน ยังสับสนต่อไป อัครสังฆราชมีชัย กิจบุญชู จัดงานพิธีฉลองวันพระคาร์ดินาลมีชัย กิจบุญชู ครบรอบได้สถาปนาเป็นพระอัครสังฆราช ท่ามกลางพระสงฆ์จำนวนมาก

คราวนี้มีคำว่า “อัครสังฆราช” เข้ามาก่อความสับสนต่อไปอีก ท่านมีชัย กิจบุญชู บัดนี้มิใช่สังฆราชธรรมดา ๆ เสียแล้วแต่เป็น “อัครสังฆราช” มีระดับชั้นเหนือกว่า “อุปสังฆราช” เหนือกว่า สังฆราช เหนือกว่า พระสงฆ์ทั้งสิ้นในบวรพุทธศาสนา ?

แต่ทั้งนี้ล้วนเป็นความเข้าใจผิดอย่างน่าขบขัน สังฆราชโดยศัพท์และความหมายทั้งทางนิรุกติ และพระธรรมวินัย หมายถึง พระพุทธองค์ บรมศาสดา เทียวนะ เพราะหมายถึง ราชาแห่งสงฆ์ เมื่อผู้ใดมาตั้งตัวเองเป็นอัครสังฆราชก็จะมิหมายถึงใหญ่กว่าราชาแห่งสงฆ์ คือพระพุทธองค์หรือ? จะมิกลายเป็นหมิ่นศาสนบุคคลของศาสนาอื่นเขาหรือ? อนึ่งสงฆ์นั้นย่อมรองรับพระธรรมวินัยทั้งสิ้น ธรรมวินัยใดมีมรรคมีผล นั้นแหละมีสงฆ์อยู่รองรับ อัครสังฆราช มีชัยกิจบุญชู รู้ธรรมอย่างไร รู้พระวินัยอย่างไร รู้มรรคผลอย่างไร ถ้าไม่รู้สิ่งเหล่านี้ ห้ามใช้คำว่าสงฆ์(หรือสังฆ์ ไม่ว่าใช้โดด ๆ หรือเอาไปสมาสสนธิกับคำใดใด ห้ามเด็ดขาด) นะขอรับท่าน อย่ากล่าวถึง สังฆราช หรืออัครสังฆราชเลย น่าหัวออก! (ก็ท่านไม่รู้ธรรมวิปัสนาญาณสักนิด ไม่รู้พระปาฏิโมกข์สักข้อ ไม่รู้มรรคผลขั้นต่ำขั้นสูง ไม่รู้จักร่องจักรอยพระอรหันตบุคคลเลยสักนิด ก็อ้างตัวเป็นถึงอัครสังฆราช อันแปลว่า เจ้าจอมแห่งราชาสงฆ์ นู้น ก็น่าแย้มสรวลอย่างใหญ่อยู่ (ถึงเป็นพระต้องสำรวมก็ทีเถอะ) แต่แม้ว่าขณะนี้จะเป็น อยากเป็น ก็เป็นเพียงสังฆราชเทียม ๆ เท่านั้นหรอกน่ะ! หรือจะเอาไว้ให้คลายเครียดก็ดีเหมือนกัน.

 

 

 

 

 55ข่าว เปิดเอเซี่ยนเกมส์ 41
ไอทีวี
6 ธ.ค.41 เวลา 1900 น.

 

พิธีเปิดกีฬาเอเซียนเกมส์นี้ แสดงออกซึ่งความคิดของคนไทย นับว่าความคิดไทยนั้นล้ำเลิศทีเดียว คนไทยสามารถคิดเรื่องที่มีผลต่อความคิดจินตนาการของผู้ดูผู้ชมได้อย่างดีมาก ต่อไปน่าจะพยายามนำเอานามธรรมในพระพุทธศาสนาซึ่งมีอยู่อย่างมากมายสุดจะเลือกเอา ออกมาแสดงเป็นรูปธรรม จะได้ความตระการยอดเยี่ยมชนิดที่ไม่มีสิ่งใดในโลกจะเทียบเท่าได้ และจะประทับใจคนชนิดที่ไม่รู้ลืม เมื่อมองพิธีเปิดเอเซี่ยนเกมส์แล้ว น่าเชื่อว่าคนไทยน่าจะทำสิ่งดังกล่าวได้ซึ่งจะเป็นการแสดงธรรมะแห่งพระพุทธศาสนาไปสู่คนในโลกได้อย่างตระการยิ่งใหญ่

 

 

 

 

 

 56ข่าว  วิสัยทัศน์พระธรรมกาย
ไอทีวี
7 ธ.ค.41 เวลา 20.15 น.

 

ในอีกพันปี พระธรรมกายว่าอีกไม่นานจะนำเงินเข้าประเทศอย่างมาก มหาธรรมกายเจดีย์เสร็จแน่นอน หนึ่งพันปีรายได้จะหลั่งไหล วันฉลองจะมีคนมา 7 หมื่นคน

ลองวิเคราะห์ด้วยปัญญาญาณอันหยั่งควานหาประเด็นอันเป็นปมหรือจุดที่ลึกซึ้ง เป็นจุดเป็นจุดตายของปัญหานี้ แล้ว ก็จะพบว่า ประเด็นอยู่ที่คำว่า “กิจของสงฆ์” นั่นเอง น่าเสียดายหากบวชเข้ามาในศาสนาพรหมจรรย์นี้แล้ว ขาดความเข้าใจเสียแต่ต้นในเรื่องกิจของสงฆ์เสียแล้ว ก็จะเท่ากับถูกอวิชชาครอบงำ หากขืนดำเนินการอะไรไปก็จะเท่ากับถูกบันดาลด้วยอวิชชา ไม่ถูกทางไปทั้งสิ้น พระสงฆ์องค์เจ้าผู้ต้นความคิดสร้างวัดพระธรรมกายนี้ ดูจะมิได้มีความเข้าใจในหลักการอันเป็นเรื่องเบื้องต้นที่สุดของความประพฤติแห่งศาสนบุคคลในศาสนาพรหมจรรย์นี้เลย ประการแรก นิยามเกี่ยวกับคำว่า กิจของสงฆ์ ย่อมมีหลักมาแต่เดิม ที่หมายถึง เฉพาะ การบำเพ็ญพรตพรหมจรรย์เพื่อความสิ้นทุกข์ นี่คือ กิจของสงฆ์ ฉะนั้น พระสงฆ์ผู้บวชสละโลกมาแล้วโดยหลักพระธรรมนี้ จึงจะยังไม่มายุ่งเกี่ยวกับกิจอันเป็นของชาวบ้าน ๆ หรือพูดตามภาษาโลกสมัยนี้ก็คือ จะไม่มายุ่งเกี่ยวกับเรื่องวัตถุนิยมชาวบ้านเลย จะมุ่งสร้างฝึกฝนตนเองไปอย่างเดียวตราบตนนั้นบรรลุภูมิปัญญาอันสูงสุดแห่งศาสนาพรหมจรรย์ นี่เป็นหลักการมาแต่เดิมที่สุดตั้งแต่สมัยพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ มีหลักอ้างได้มากมาย

สำหรับกรณีนี้จะขออ้าง หลักการเมื่อเข้าบวชเรียนในศาสนานี้ โปรดศึกษาจากอนุพุทธประวัติ น.ธ.โท [ ผู้ยังไม่ผ่าน น.ธ.โท ก็ดู พระญาณวโรดม (สนธิ์ กิจฺจกาโร ป.ธ.5) ผู้เรียบเรียง. ประมวลปัญหาและเฉลยอนุพุทธประวัติ (สำหรับนักธรรมและธรรมศึกษาชั้นโท 2465-2482). กรุงเทพ:มหามกุฏราชวิทยาลัย.พิมพ์ครั้งที่ 8/2526.หน้า 7. ซึ่งมีบท ปุจฉา-วิสัชนา ถึงหลักการที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้ไว้ ดังนี้“

ถาม : ผู้ที่สละบ้านเรือนออกบวชในธรรมวินัยนี้นั้น ตามจริยาของท่านในครั้งพุทธกาล เมื่อบวชแล้วทำอย่างไรต่อไป ?

ตอบ : เมื่อบวชแล้ว ก็ตั้งใจฟังคำสั่งคำสอนและปฏิบัติตาม จนได้สำเร็จมรรคผลตามอินทรีย์บารมี แล้วจึงอยู่โดยสงบ หรือช่วยพระศาสดาควบคุมหมู่คณะ และสั่งสอนชุมนุมชนตามอัธยาศัยของตน ๆ ต่อไป และมิให้พัวพันด้วยลาภยศอันเป็นโลกามิส นี้เป็นจริยาของพระสาวก”

ตามหลักที่อ้างมานี้ ท่านระบุว่า เมื่อกุลบุตรสละอาคาริยวิสัยออกบวชแล้ว ก็มีกิจที่ต้องทำไปตามลำดับคือ

1. ประการต้นทีเดียวก่อนคือ “ตั้งใจฟังคำสั่งคำสอนและปฏิบัติตาม(อุปัชฌาย์อาจารย์) จนได้สำเร็จมรรคผลตามอินทรีย์บารมี”

เจตนาของท่านก็คือ ให้พระสาวกตระหนักในหน้าที่ต้องบำเพ็ญฝึกตนไปตราบบรรลุมรรคผลนิพพานเสียก่อน หากยังไม่บรรลุแล้วก็ยังมิต้องเฉไฉไปทางอื่นใด โดยเฉพาะเรื่องวัตถุนิยม อันเป็นกิจชาวบ้านนั้นจะยังมาเกี่ยวข้องไม่ได้

2.  เมื่อได้สำเร็จมรรคผล ไม่ว่าขั้นใด ก็ตาม (ตามอินทรีย์บารมี) ก็ให้อยู่โดยสงบ แม้ว่าสำเร็จขั้น อรหัตผล อันเป็นขั้นสูงสุด ท่านก็ให้อยู่โดยสงบ

ซึ่งจักเห็นเจตนาของท่านว่า พระสาวกผู้บรรลุธรรมสูงสุดแล้ว พึงแสดงผลสำเร็จทางนามธรรมให้ปรากฎ ให้นามธรรม(คือความสุข สะอาด สว่าง สงบ จากมรรคผล) ซึ่งบอกกริยาแห่งความสิ้นไปแล้วซึ่งทุกข์ ให้ปรากฎแด่คนทั้งหลาย นี่เป็นประเด็นสำคัญอย่างเป็นเจตนาหลักของศาสนาพรหมจรรย์นี้ ฉะนั้น ในประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนา จักไม่ปรากฎเลยว่าพระพุทธองค์หรือหมู่พระอรหันต์ทั้งหลาย ได้มาเกี่ยวข้องกับเรื่อง วัตถุนิยม มิเคยมีว่าทรงนำก่อสร้างวัดที่นั้นที่นี้ ทรงนำก่อสร้างเจดีย์ ที่นั้นที่นี่ มีแต่นำพาพระอรหันตสาวกทั้งสิ้นสร้างนามธรรมแต่อย่างเดียว

การสร้างนามธรรม นั่นคือสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา อันตรงกับความหมาย ที่โลกกล่าวถึงเรื่อง การสร้างคน นั่นเอง (เมื่อคนดี เพียงเท่านั้นโลกทั้งโลกก็สงบ)

3. ท่านให้เป็นข้อเลือก คือหากจะช่วยงานก็ขอให้ช่วยควบคุมหมู่คณะและสั่งสอนชุมนุมชนตามอัธยาศัยของตน ๆ แต่มีข้อแม้หรือเงื่อนไขกำกับไว้ว่า การที่มาคลุกคลีหมู่คณะและชุมนุมชนดังกล่าวนี้ ท่านห้ามมิให้พัวพันด้วยลาภยศอันเป็นโลกามิส

เมื่อมองจากหลักการที่อ้างมาข้างต้น ก็สามารถสรุปได้ว่า พระพุทธองค์มีพระประสงค์ ให้พระสงฆ์สาวกเมื่อเป็นปุถุชนอยู่ก็ให้ ตั้งใจฟังคำสั่งสอนและปฏิบัติตาม ไปจนกว่าจักสำเร็จมรรคผล อันนี้ถือเป็นสิ่งที่เรียกว่า กิจของสงฆ์ (หน้าที่ของสงฆ์) โดยแท้จริง ท่านไม่ให้ไปก่อสร้างวัตถุใดใดโดยเหดุผลใดใดทั้งสิ้น มีหน้าที่อย่างเดียวคือศึกษาให้บรรลุมรรคผล ตราบใดยังไม่สำเร็จให้พยายามต่อไป อย่าไปทำอย่างอื่น โดยเฉพาะเรื่องวัตถุนิยม ต้องห่างเข้าไว้ และแม้สำเร็จมรรคผลแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านก็บอกว่า แม้ขั้นนั้นแล้วก็ให้อยู่โดยสงบ ๆ ดังคำว่า “จนได้สำเร็จมรรคผลตามอินทรีย์บารมี แล้วจึงอยู่โดยสงบ” อย่าไปทำอะไรให้มันดังขึ้นมา โดยเฉพาะทำตัวเด่นตัวดัง อวดอ้างปาฏิหาริย์ต่าง ๆ และที่ห้ามเด็ดขาด ไม่ว่าสงฆ์ปุถุชนหรืออริยบุคคล ก็คือ “มิให้พัวพันด้วยลาภยศอันเป็นโลกามิส” (ลาภ = เงิน ยศ = สมณศักดิ์) นี่ก็บอกให้รู้อยู่แล้วและทั้งเป็นธรรมเนียมจารีตแห่งสงฆ์ทั่วไปมาโดยตลอด ว่าเรื่อง เงิน หนึ่ง เรื่องยศฐาบรรดาศักดิ์(ก็ สมณศักดิ์สงฆ์: พระครู บ้าง เจ้าคุณ บ้าง สมเด็จ บ้าง อื่น ๆ บ้าง นั่นแหละ)หนึ่ง ไม่ใช่กิจของสงฆ์ เพราะ ลาภ - ยศ เป็น โลกามิส (โลก:กิเลส + อามิส:เหยื่อ,เครื่องล่อใจ. โลกามิส = เหยื่อที่ล่อใจให้หลงไปสู่กิเลส)

 

ในหลักพระธรรม ก็มี ปุจฉาวิสัชนาขึ้นมา เช่นเดียวกันว่า ดังนี้

“ถาม : อะไรเป็นโลกามิส.

 ตอบ : ปัญจพิธกามคุณ มีรูปเป็นต้น อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ เป็นโลกามิส เพราะเป็นเครื่องล่อให้ติดในโลก ดุจเหยื่ออันเบ็ดเกี่ยวอยู่” (ดู ธวัช เฟื่องประภัสสร์ ป.9 ผู้เรียบเรียง. ประมวลองค์ความรู้ น.ธ.เอก.พระนคร:โรงพิมพ์อักษรเจริญทัศน์, พ.ศ.2500,หน้า 41.)

ซึ่งตามความหมายข้อพระธรรมบทนี้ ท่านแสดงความหมายว่า สิ่งเหล่านี้คือลาภ (เงิน) ยศ (คือสมณศักดิ์) กับ โลกามิส (คือปัญจพิธกามคุณ 5 ของสวย ๆ งาม มีรูปเป็นต้น) มีความเนื่องเป็นเหตุและผลซึ่งกันและกันเสมอ เมื่อมีลาภ มีเงินทองมากขึ้น ก็เป็นอันหวังว่าต้องเนื่องไปถึงอีก 2 อย่าง คือ ยศ และ โลกามิส เป็นธรรมดา แน่นอนอย่างนั้น ซึ่งหมายถึงเป็นของอันตรายอย่างยิ่งต่อศาสนาพรหมจรรย์

แต่เมื่อมองกรณีวัดพระธรรมกาย จะพบว่า เมื่อเริ่มต้นชีวิตการบวชของท่าน ก็เริ่มผิดพลาดเสียแล้ว เมื่อปรากฎว่าครูบาอาจารย์ท่านเป็นนางชี (แม่ชีจันทร์ ขนนกยูง อาจารย์ของ ธมฺมชโยภิกฺขุ) ที่เป็นมิจฉาทิฎฐิ มาตั้งแต่เริ่มต้นก็คือเรื่องการโอ้อวดอภินิหาริย์ต่าง ๆ ตราบกระทั่งบัดนี้ ก็ยังคงอวดอภินิหาริย์อยู่ (โปรดดู ข้อเท็จจริงที่ถูกเปิดเผยโดยสื่อมวลชนมาตามลำดับ ๆและรวมทั้งข้อมูลจากบรรดาผู้รู้ นักปราชญ์ ศาสตราจารย์ ราชบัณทิต และคอลัมนิสต์ทางพระพุทธศาสนา ท่านเปิดเผยและวิเคราะห์ไว้ แบบประสานเสียงแทบว่าเป็นหนึ่งเดียวกัน และล่าสุด โปรดดู ”ยกแม่ชีจันทร์ ถอดกายท่องนรก-สวรรค์ เผยจบธรรมกายชั้นสูงสุด ทัตตชีโว ชี้นำผลบุญมาให้”.มติชน:29 ธ.ค.41,หน้า 1-23 และ “ธรรมงง..งง ชีวิตพิศวง แม่ชีจันทร์ ขนนกยูง”.มติชนสุดสัปดาห์ ฉ.958 ประจำวันอังคารที่ 29 ธ.ค.41 หน้า 16.) ซึ่งพบแล้วว่า การโอ้อวดอภินิหาริย์ซึ่งมีมาแต่ต้นเริ่มสร้างวัตถุ คือ วัดวรณีธรรมกาโย ซึ่งภายหลังตระบัดสัตย์ต่อโยมผู้มีอุปการะคุณ เปลี่ยนชื่อมาเป็น วัดพระธรรมกาย ก็เริ่มอวดว่าเป็นที่ที่ฟ้าบันดาลบ่งชี้ไว้แล้วว่าให้ตั้งวัดที่นั่น คือคลองหลวงนั้นเอง มีความสัมพันธ์กับการกระสันที่จักได้ปัจจัยเงินทองมาก่อสร้างวัตถุ จนมาถึงบัดนี้การโอ้อวดอิทธิปาฏิหาริย์ก็ควบคู่มากับการกระสันเพื่อได้เงินทองจตุปัจจัยมาก่อสร้างวัตถุ ซึ่งยิ่งใหญ่โตมโหฬารขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยไม่สอดคล้องแด่กาละเทศะของสังคมของประเทศชาติ

ซึ่งบ่งชัดว่า พระสาวกประพฤติผิดหน้าที่มาตั้งแต่ต้น เข้ามาสู่บวรพุทธศาสนา เนื่องเพราะได้นับถือเอา บุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นครูบาอาจารย์ ไม่รู้ธรรมรู้วินัย แม้กิจเบื้องต้นแห่งพระสาวก ดังกล่าวมานั้นเลย แม้แต่น้อย และย่อมหมายความรวมไปด้วยว่า พระสาวก หารู้มรรคผลแม้แต่ขั้นหนึ่งขั้นใดก็หาไม่ เนื่องจากประตูมิจฉาทิฏฐิได้ปิดกั้นเสียแต่เริ่มต้นชีวิตพรหมจรรย์

จึงเห็นชัดเจนว่า พระสาวกรูปดังกล่าว มีความประพฤติที่ไม่ชอบธรรมประการแรกประการสำคัญ ก็คือ ประพฤติไม่ตรง กิจของสงฆ์ ตามที่ทรงมีพระธรรมวินัย(เสมือนศาสดา)กำหนดไว้ ตามหลักการที่ยกมาข้างต้นแล้วนั้น

นอกจากนั้น ยังมีอุปนิสัยโน้มไปในทางนิยมซึ่งโลกามิส เช่นนับถือสตรี เป็นครูอาจารย์ นอกจากผิดวิสัยสาวกศากยบุตรแล้ว ยังเห็นได้ว่าไม่ตระหนักระวังในพระวินัยข้อ อนิยต 2 จัดโครงการงานใดใดมักให้มีสตรีเป็นจำนวนมากมาร่วมมานำหน้าริเริ่มงานโดยตลอด ให้เห็นเด่นชัดเสมอไป โดยเฉพาะครั้งหลังเมื่อ 9 ส.ค.41 วันสมเด็จพระบรมราชินีนาถ นำสตรีแรกรุ่นกำดัดจำนวนถึง 140,000 คนมาบวชอุบาสิกาแก้ว แล้วประกอบกิจพิธีกรรม ร่วมกันกับหมู่สงฆ์ อันทำให้เกิดภาพ ที่ต้องห้ามทางพระกรรมฐานอย่างสำคัญ น่าจะลองฟังหลวงพ่อคูณ ท่านพูดบ้าง ท่านว่า

“พระที่ดีที่ท่านถือปฏิบัติธรรมนั้น ท่านจะหาที่วิเวก วังเวง สันโดษ ท่านจะหาสถานที่ตามป่าเขา ซึ่งถือเป็นที่มีแต่ความเงียบสงบ ไม่ใช่เข้าไปปฏิบัติธรรมในโรงเแรมอะไรอย่างนั้น ส่วนใหญ่ท่านจะธุดงค์ จะไปกันเพียงองค์สององค์เท่านั้น เพื่อความสันโดษ เพราะจะได้พบธรรมที่แท้จริง

“แต่การที่เอาคนจำนวนนับหมื่น ๆ คนไปนั่งรวมกันปฏิบัติธรรมนั้น กูว่าคงมองไม่เห็นธรรม จะเห็นก็คือคนที่ยั้วเยี้ยไปหมด ยิ่งคนหนุ่มสาวมันมีแต่กิเลสตัณหา ไอ้หนุ่มเห็นสาว ไอ้สาวเห็นหนุ่ม มองไปมองมามันเห็นแต่ตัณหา แล้วธรรมมันจะมองเห็นได้อย่างไร แม้แต่พระบางองค์อยู่กับคำสอนของพระพุทธเจ้า อ่านท่องไม่เว้นแต่ละวัน เจอสีกามือดีเข้ายังตบะแตกสึกกันเป็นแถว ไอ้ที่ไม่ยอมสึกก็ห่วงว่าจะไม่มีใครทำมาหาเลี้ยงชีพ จึงเกิดเรื่องให้ศาสนามัวหมองอย่างที่เป็นข่าวโด่งดังกันมาแล้ว” (ดู “ธรรมกถึกระยอง”.ข่าวสด.14 ธ.ค. 41,หน้า 1-16.)

ปัจจุบันก็ยังมีโครงการลับ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโลกามิส เช่นโครงการ สาวน้อยอภิญญา ที่น่าพิจารณาในส่วนพระวินัยโดยตรงว่าเป็นการอวดอะไรหรือไม่ เพียงไหน เพราะท่าทีที่แสดงออกอย่างนี้ คล้ายอวดอุตตริ ว่าตนบรรลุพระอรหัตชั้นอภิญญา ปรารถนาจะถ่ายทอด อภิญญา นี้แด่ศิษย์สาว ๆ ต่อไป มีการฝึกแบบประหลาด รวมทั้งมีการเขียนบทกวีโต้ตอบกับสาวน้อยเหล่านี้อย่างหวานหยาดเยิ้มอยู่เป็นประจำ และยังใช้นามแฝงเลียนชื่อกวีเอกฆราวาสอย่างไม่เหมาะสมว่า สุนทรพ่อ (เลียนมาจาก สุนทรภู่) อีกด้วย ดังตัวอย่างที่นักข่าวเอามาลง

            บทนี้ของ ลูกศิษย์สาว ส่งถึงอาจารย์ ว่า

            ใดใดในโลกล้วน                           อนัตตา
            หลังฉากมารบัญชา                        ปิดไว้
            มนุษย์เสาะแสวงหา                       หมั่นหยุด เรื่อยไป
            เลิกอยากแล้วหยุดไซร้                  จักได้พบตน

            บทนี้ของ สุนทรพ่อ ส่งตอบลูกศิษย์สาว

            พระธรรมกายนั่นไซร้                     อัตตา
            คนที่เที่ยงจริงนา                           ของแท้
            มนุษย์เสาะแสวงหา
                     
ห่อนหยุด
            ถูกที่กลางกายแล้                         จักได้พบเจอ

            อีกสำนวนของ สาวน้อยอภิญญา บ้าง

            ครั้งยังเล็กเคยเรียนเล่นเปียโน          เมื่อดีดโชว์ต้องใจเย็นสบายหนอ
            หากหงุดหงิดจะดีดได้ไม่คล่องพอ    เพลงนั้นก็ชะลอล่มเสียกลางคัน
            คงคล้าย ๆ การเรียนทำใจหยุด         แรกต้อง ขุดความใจร้อนและหุนหัน
            แล้วจึงทำอารมณ์เย็นสบายพลัน       ลูกมุ่งมั่นให้หยุดได้เลิกใจเร็ว

            สุนทรพ่อตอบกลับไปทันที ด้วยบทกลอนเช่นกันว่า


            ลูกใจเร็วนั้นดีไม่เป็นไร                   แต่ใจร้อนไม่ไหวนะลูกนุ่น
            ทำใจเย็นไว้เถิดเลิศล้ำคุณ
             
ถ้าหันหุนเห็นช้าไม่ทันการณ์
            ก็ทำหยุดนิ่งเฉยไว้ซีจ๊ะ!                  ไม่นานนะจะชาญเชี่ยวธรรมแตกฉาน
            สุขหทัยใจชื่นรื่นเบิกบาน                หน้าซาบซ่านแดงเรื่อละอองนวล

(จาก “ธัมมชโยสวมบทกวีเอก”. สยามธุรกิจ. ปีที่ 5 ฉ.209 : วันที่ 13-19 ธ.ค.41,หน้า 4.) ซึ่งจะเห็นว่า เด็กเข้าใจถูกอยู่แล้วว่าพระธรรมเป็น อนัตตา แต่ครูบอกว่า เป็น อัตตา หรือจะมีภูมิรู้สู้ลูกศิษย์ไม่ได้ บทที่ว่า “หลังฉากมารบัญชา ปิดไว้” น่าคิด มารตนไหน กับ “เลิกอยากแล้วหยุดไซร้ จักได้พบตน” ใครสอนใครกันแน่ อีกบทที่ว่าด้วยเพลง “เพลงนั้นก็ชะลอล่มเสียกลางคัน” บอกจินตนาการที่ชัดเจนมาก บทของอาจารย์ที่ว่า “สุขหทัยใจชื่นรื่นเบิกบาน หน้าซาบซ่านแดงเรื่อละอองนวล” นั่นอย่างไร ติดข่ายโลกามิสเข้าแล้ว ! (ไม่ยอมดูตัวอย่าง นิกร ธมฺมวาที สามเณร แอ ยันตระอมโร ภาวนาพุทโธ ที่พังไปเพราะโลกามิส เยี่ยงนี้)

และเมื่อประพฤติผิดไปเพราะอวิชชา มิจฉาทิฏฐิ ก็ไปก่อความผิดอย่างอื่น ๆ นอกธรรมนอกวินัย อันเนื่องมาจากการแสวงหาเงิน วัตถุปัจจัย เพื่อนำมาก่อสร้าง วัตถุนิยมขนาดใหญ่โตมหึมาที่ทำอยู่ และรวมทั้งแฝงเจตนาไม่ชัดเจนในบางอย่าง อันเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของคนทั้งหลายอยู่ในขณะนี้ และซึ่งหากประมวลความไม่ชอบธรรมมาก็จะพบว่าอาจประมวลมาได้ 4 ประการใหญ่ ๆ ดังนี้คือ

1. ได้เงิน วัตถุปัจจัย มาโดยชอบธรรมตามกฎหมายบ้านเมืองหรือไม่ มหาเถรสมาคม ฝ่ายศาสนจักร ในฐานะรัฐบาลสงฆ์ และ ฝ่ายอาณาจักรในฐานะรัฐบาลประชาชนชาวไทย จะต้องรีบตรวจสอบทุกประเด็นที่ปรากฎเป็นข้อสงสัยขึ้นมา ที่ทำให้มัวหมอง เช่นการกว้านซื้อที่ดินของ พระธัมมชโย ที่เริ่มปรากฎออกมา ๆ และดำเนินคดีไปตามหลักฐาน

2 ชอบด้วย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ หรือประกาศอื่นใด อันเกี่ยวกับการปกครองคณะสงฆ์ไทยหรือไม่ มหาเถรสมาคมต้องตรวจสอบว่าผิดกฎมหาเถรสมาคมข้อใดหรือไม่ รวมทั้งข้อบังคับ ฯลฯ ดังกล่าว โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการเรี่ยไร เมื่อผิดแล้ว ต้องดำเนินการไปตามความผิดที่กำหนดไว้ในกฎ ข้อบังคับ ฯลฯ นั้น ๆ

3. ชอบตามพระธรรมพระวินัยของพระพุทธศาสนาหรือไม่ ประเด็นนี้ สามารถตอบได้ทันที เมื่อวางหลักพระธรรมวินัยดังกล่าวข้างต้นลงพิจารณา และคำตอบที่ชัดเจนก็คือ ไม่ชอบตามพระธรรม เมื่อพระสงฆ์วัดนี้เป็นผู้ ตั้งเป้าหมาย การงานก่อสร้างวัตถุทุก ๆ อย่างตั้งแต่เริ่มต้นสร้างวัดพระธรรมกายเป็นลำดับมา วางแผนงาน ดำเนินการ ควบคุมตรวจสอบ และลงมือดำเนินการด้วยตนเองอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน รวมทั้งจับต้องเงินทอง บริหารการเงินปริมาณมากมหาศาลด้วตนเองมาโดยตลอด อย่างไม่สำนึกในข้อห้ามทางพระวินัย ถือว่าเอาใจใส่ในสิ่งที่ไม่ใช่ กิจของสงฆ์ ไม่เคยมีพุทธประเพณีหรือประเพณีของพระสาวกมาแต่ก่อน แม้เจดีย์ใหญ่ ๆ ที่เป็นสังเวชนียสถานในแดนพุทธชาติเอง พระสงฆ์ก็มิได้สร้าง อำนวยการ หรือชักจูงให้สร้าง ผลงานของพระเจ้าอโศกมหาราชในอินเดีย ล้วนเป็นผลงานของฆราวาสทั้งสิ้น นี่เป็นพุทธประเพณี ไม่ให้สาวกไปเกี่ยวข้องเสียเวลากับสิ่งที่ นอกกิจของสงฆ์

ฉะนั้น การดำเนินการก่อสร้างใดใดโดยเฉพาะพระมหาเจดีย์ยักษ์ธรรมกายนี้ของ ธัมมชโย และ ทัตตชีโว จึงไม่ชอบธรรม โดยประเด็นทางพระพุทธธรรม ถือว่า มิใช่กิจของสงฆ์ เพราะกิจของสงฆ์คือ การศึกษาเพื่อเอาตนให้พ้นทุกข์ ไม่ว่าจะศึกษาฝ่ายคันถธุระ หรือวิปัสนาธุระ ต้องทำไปตลอดชีวิตตลอดชาติ จนกว่าจักบรรลุธรรม และแม้แต่เมื่อสำเร็จบรรลุมรรคผลเป็นพระอริยบุคคลชั้นอรหันต์แล้ว ท่านก็บอกว่า ให้อยู่อย่างสงบ และต้องไม่ไปพัวพันด้วยลาภยศอันเป็นโลกามิส นี้เป็นจริยาของพระสาวก (ลองศึกษาประวัติ อนุพุทธทั้งหลายดู หลักสูตร น.ธ.โท)

4. ชอบธรรมตามจารีตประเพณีของชาวพุทธหรือไม่ ประเด็นปัญหานี้ ก็สามารถหาคำตอบได้ทันทีเช่นเดียวกับข้อ 3 โดยมองจากหลัก ความศรัทธา และกุศลกรรมบถ 10 การระดมศรัทธา ที่วัดนี้ดำเนินการก่อสร้างศาสนวัตถุใดใดมาโดย อวดอ้างอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์มาโดยตลอดตั้งแต่ต้น เมื่องมงายในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ จึงถือว่าขัดหลักความศรัทธาของชาวพุทธ เพราะชาวพุทธทั้งหลายถือหลักความศรัทธา 4 คือ (1) เชื่อกรรม (กัมมสัทธา) เมื่อชาวพุทธเชื่อดังนี้ ชาวพุทธก็ต้องระวังไม่ทำบุญเพราะความเชื่อในอิทธิปาฏิหาริย์ ผู้ใดอ้างอิทธิปาฏิหาริย์มาหลอกให้คนทั้งหลายทำบุญ จึงถือว่าทำไม่ถูกหลักนี้ (2) เชื่อผลของกรรม (วิบากสัทธา) ชาวพุทธย่อมมั่นในสัจธรรมว่าด้วย การกระทำ ทำดีก็ได้ดีด้วยตนเราเอง ทำชั่วก็ได้ชั่วด้วยตนเราเอง หามีการบันดาลจากผู้ใดหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดใดไม่ ถ้าอ้างหลวงพ่อสดนั่งเมฆมาดูการปฏิบัติธรรมที่วัดพระธรรมกาย ก็ถือว่าผิดหลักศรัทธา (3) เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน (กัมมัสสกตาสัทธา) นั่นก็คือ หลัก กมฺมุนา วตฺตตี โลโก:สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ไม่พึงสะดุ้งว่า คนอื่นจักไม่ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้เราแล้วเราจักไม่ได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่เราจะเอาจะได้ก็เพราะตัวเราทำเอาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลกุศลอันเป็นนามธรรม นั้นย่อมบังเกิดเองโดยอัตโนมัติ ฉะนั้น มิพึงอ้างอิทธิปาฏิหาริย์ และ (4) เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า (ตถาคตโพธิสัทธา) เมื่อเชื่อในพระเมตตา พระกรุณา พระปัญญาธิคุณของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียแล้ว ก็ไม่ต้องวิตกเรื่องการดลบันดาลอีกต่อไป ต้องเชื่อเรื่องกรรมเท่านั้น ว่าเป็นสัจธรรมแห่งกุศลกรรมทั้งสิ้น อันเป็นกรรมฐานเบื้องต้นของชาวพุทธ

นอกจากนี้ ยังอ้างหลักการบุญการกุศลที่ไม่ถูกต้องตามพระธรรม ว่าด้วยหลัก กุศลกรรมบถ 10 เพราะวัดนี้ เน้นอย่างเดียวคือการบริจาคเงิน ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนหลักการพระธรรมกุศลกรรมบถ 10 นี้ เพราะการกุศลอีกตั้ง 9 ประการ วัดนี้ไม่ยอมพูดถึง ไม่ยอมสรรเสริฐกุศลอื่นใดเลยหากมิใช่การบริจาคเงิน โดยพฤติกรรมที่ปรากฎออกมา จึงเป็นท่าทีที่หยามเหยียด รังแกเอาเปรียบคนยากคนจนทั้งหลาย ด้วยประการต่าง ๆ นับตั้งแต่บังคับไล่ที่ หรือบังคับซื้อที่ดินของคนยากคนจน ดำรงเจตนาบีบบังคับคนทั้งหลายให้เชื่อโดยมิจฉาทิฏฐิว่า การทำบุญบริจาคที่วัดธรรมกาย ไม่ว่าโครงการ หรืองานพิธีกรรมใดใด จักได้อานิสงส์เลิศวิเศษกว่าการทำบุญที่วัดอื่น ๆ ทั้งสิ้น อันเป็นกิริยายกตัวเหนือพระเถรมหาเถรผู้เป็นบูรพาอาจารย์ และเป็นแบบอย่างสาขาวัดพระธรรมกายในต่างจังหวัดเช่นเดียวกัน จัดกิจกรรมที่ไม่เป็น อัปมัญญาเมตตา โดยเมตตาเฉพาะกลุ่มเฉพาะเหล่า เช่นโปรดปรานอิสสตรีเป็นพิเศษ ชอบบวชอุบาสิกาแก้ว ชอบคบหาสตรีร่วมทำธุรกิจกับสตรี หรือเมตตาเฉพาะกลุ่มคนมีเงิน เป็นเศรษฐี ซึ่งผิดหลักการ เพราะวัดนั้น แม้ผู้ใดจะบริจาคสร้างเท่าไรก็ตาม แต่วัดนั้นย่อมเป็นของสากล เป็นของชาวพุทธทั้งหมด ทั่วโลก ไม่จำกัดชั้นวรรณะ หรือความยากดีมีจน แต่วัดพระธรรมกาย มิได้มองเห็นประโยชน์แห่งคนยากคนจนชาวพุทธเลย เอาเงินเป็นสิ่งวัดประมาณความเป็นพุทธบริษัท แต่อย่างเดียวเท่านั้น ดังนี้จึงจัดว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ขาดธรรมะที่เป็นอัปปมัญญา ที่ปิดกั้นมิให้ตรัสรู้ธรรมได้ และเมื่อให้ทำหน้าที่ผู้นำหมู่ ย่อมพาหมู่หลงผิดตามไปด้วย ตนแม้เป็นพระสงฆ์ผู้ถือภิกขาจารเลี้ยงชีพ ก็ยังเป็นอยู่ผิดวิสัย เพียงดังฆราวาสผู้ร่ำรวยอย่างมหาเศรษฐี

ฉะนั้น องค์กรรับผิดชอบ จึงต้องรีบจัดการแก้ไข โดยต้องเป็นไปในทางที่ถูกต้องตามแนวพระธรรม ว่าด้วย กิจของสงฆ์ ที่ท่านแสดงไว้ในรูปของการปุจฉา-วิสัชนาดังยกมาจากข้างต้นอีกครั้งว่า

“ ถาม : ผู้ที่สละบ้านเรือนออกบวชในธรรมวินัยนี้นั้น ตามจริยาของท่านในครั้งพุทธกาล เมื่อบวชแล้วทำอย่างไรต่อไป ?

   ตอบ : เมื่อบวชแล้ว ก็ตั้งใจฟังคำสั่งคำสอนและปฏิบัติตาม จนได้สำเร็จมรรคผลตามอินทรีย์บารมี แล้วจึงอยู่โดยสงบ หรือช่วยพระศาสดาควบคุมหมู่คณะ และสั่งสอนชุมนุมชนตามอัธยาศัยของตน ๆ ต่อไป และมิให้พัวพันด้วยลาภยศอันเป็นโลกามิส นี้เป็นจริยาของพระสาวก” อ้างแล้วเล่มเดียวกัน

ซึ่งก็จะสามารถพิจารณาวินิจฉัยสั่งการได้ทันที ดังนี้

1.   ในประเด็นเกี่ยวกับพระสงฆ์สาวก โดยเฉพาะท่าน ธมฺมชโย (พระราชภาวนาวิสุทธิคุณ) และ ทตฺตชีโว (พระวิริยภาวนาคุณ) เห็นควรให้หยุดดำเนินกิจ อันมิใช่กิจของสงฆ์นี้เสีย โดยพลัน โดยให้เดินตามครรลองธรรมะ และจารีตปฏิบัติของท่านมีมาแต่สมัยพุทธกาล ที่ว่า : ผู้ที่สละบ้านเรือนออกบวชในธรรมวินัยนี้นั้น ตามจริยาของท่านในครั้งพุทธกาล เมื่อบวชแล้วก็ตั้งใจฟังคำสั่งคำสอนและปฏิบัติตาม จนได้สำเร็จมรรคผลตามอินทรีย์บารมี แล้วจึงอยู่โดยสงบ

กรณีนี้ ท่านเริ่มมาตั้งแต่ต้น ด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่รู้กิจของสงฆ์ ตั้งตนอยู่ในความประมาทโดยเอาตนไปพัวพันกับกิจกรรมที่เป็นโลกามิสโดยตลอดมา อันแสดงผลว่าหาได้รู้หลักปฏิบัติตามธรรมตามวินัยที่แท้จริงไม่ ย่อมพาหมู่เดินไปผิดทางมรรคผลนิพพาน จึงควรให้หยุดภาระอัน มิใช่กิจของสงฆ์นี้เสีย และให้ไปศึกษาต่อ ในส่วนที่เหมาะแก่อุปนิสัยแห่งตน ๆ ไม่ว่าจะศึกษาด้านคันถธุระ หรือวิปัสนาธุระ ก็ให้เร่งพิจารณาตัดสินใจเอาตามความถนัดของตน ๆ (ไม่ควรศึกษาจากแม่ชีจันทร์ ขนนกยูง อีกต่อไป เพราะไม่ชอบด้วยธรรมวินัย เป็นมิจฉาทิฏฐิ และจักเป็นเหตุแห่งการละเมิดพระวินัยข้อ อนิยต 2 ได้บ่อย ๆ และแม้แนวทาง วิชชาธรรมกาย ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ เช่นเดียวกัน ซึ่งวิชชานี้เองเป็นที่มาแห่ง การโฆษณาชวนเชื่อ ที่มีผลต่อการหลงเชื่อ เห่อ ตื่น ของประชามหาชนอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่เริ่มมีวิชชาธรรมกายนี้มาตราบกระทั่งบัดนี้

การสั่งการ ตามหลักควรเป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ เพราะนอกจากการสั่งการแล้วยังต้องอุปการะเลี้ยงดูให้การศึกษาที่ถูกต้อง ประดุจบิดากับบุตร เป็นอย่างดีด้วย แต่เมื่อระบบการปกครองสงฆ์มีความสลับซับซ้อนขึ้น ตามกฎหมาย ก็ถือว่าผู้บังคับบัญชาตามกฎหมายเป็นผู้สั่งการ แต่ให้ปฏิบัติไปในทำนองครรลองธรรมะ คือระบบบิดาปกครองบุตร เป็นหลัก (ระบบอุปัชฌาย์-สัทธวิหาริก,อันเตวาสิก)

2.   ประเด็นการก่อสร้างมหาธรรมเจดีย์ เมื่อมิใช่กิจของสงฆ์ ตามหลักธรรม-วินัยแล้ว ก็ควรเป็นภาระของญาติโยมพุทธบริษัท และเมื่อเป็นงานก่อสร้างขนาดมหิมาเช่นนี้ ก็ควรที่รัฐบาล ในฐานะรัฐบาลแห่งชนชาติที่มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ จะเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการสืบต่อไป โดยเหมาะสมตามสถานการณ์ ต่อเมื่อแล้วเสร็จลงจึงทำพิธีกรรมมอบถวายเป็นของสงฆ์ เพื่อท่านได้พิจารณาใช้ในกิจการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป ไม่พึงดำริว่า นี่ควรเป็นงานของฝ่ายศาสนจักร แต่พึงดำริว่า เรามิพึงปล่อยให้พุทธสาวกกระทำกิจอันมิใช่กิจของท่าน มิพึงปล่อยให้ท่านเกลือกกลั้วลาภ ยศ อันเป็นโลกามิส พึงดำริว่าเป็นกิจของญาติโยมพุทธบริษัททั้งปวงทั่วโลก และต้องดำเนินไปโดยถูกหลักกุศลกรรมบถ 10 และหลักความศรัทธาที่แท้จริงของชาวพุทธศาสนา จะได้กุศลผลบุญจริงยิ่งใหญ่ และไม่เป็นการปิดกั้นความศรัทธาของพุทธบริษัทผู้เลื่อมใสที่ได้ร่วม อุทิศจตุปัจจัยไทยทาน หรือแรงงาน การเสียสละมาแต่เดิม แม้กระทั่งปัจจุบัน-อนาคตอีกด้วย.

3.   การบริหารโครงการที่วัดพระธรรมกายดำเนินการมาแต่เดิม ในส่วนที่เกี่ยวกับการเผยแผ่ก็ดี พิธ๊กรรมในวันสำคัญ ๆ ก็ดี การอบรมนักเรียนนิสิตนักศึกษา ก็ดี อันสอดคล้องกับประเพณีชาวไทยพุทธนั้น เห็นควรที่ทั้งฝ่ายมหาเถรสมาคม และ ฝ่ายรัฐบาลจักร่วมดำเนินการต่อไป โดยอาจจัดตั้งเป็นคณะกรรมการร่วมระหว่างฝ่ายพระสงฆ์และฝ่ายคฤหัส และให้วัดพระธรรมกายเป็นจุดศูนย์กลางศาสนพิธีระดับชาติ หรือระดับสากล ตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมต่อไป หากแต่ต้องควบคุมให้การบำเพ็ญกรณียกิจใดใดของผู้มาเกี่ยวข้อง ให้เป็นไปตามหลัก ความศรัทธา และ หลักกุศลกรรมบถ 10 และจัดแบ่งขอบเขต หรือสัดส่วนของงานให้ชัดเจน ระหว่างพระสงฆ์กับสีกา อย่าให้ได้สัมผัสกัน ไม่ให้เกลือกกลั้วกับโลกามิส (แทนที่จะเห็นธรรม กลับจะเห็นอย่างอื่น)

 

 

 

 

 

 

 

 57ข่าวเที่ยง แผนจิ้งจอกทะเลทราย สหรัฐ-อังกฤษถล่มอิรัคแล้ว
ไอทีวี :
17 ธ.ค.41

เวลา 0400 น.เวลาไทย อิรัค 1200 น.เศษ 16 ธ.ค.41

 

วันนี้ สหรัฐ โดยแผนจิ้งจอกทะเลทราย โจมตีอิรัค จากอ่าวเปอร์เซีย รัสเซีย จีน-ฝรั่งเศส ขอให้ยุติทันที เพราะไม่ได้ปรึกษา หรือให้ทราบ ยิงด้วยโทมาฮอค ลูกละ 750,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 3 ล้านบาท ยกแรก เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 30 เศษ นายโคฟี่อนันด์ เลขาธิการยูเอ็นว่า เป็นเรื่องเศร้า จะยิงต่อ 4 วัน หยุดก่อนรอมฏอน

 

 

 

 

 

 

  58ข่าวสั้นคริสต์มาส ต้นคริสตมาสที่บ้านเบธเลเฮม
ไอทีวี
ข่าวเช้า0640น. 24 ธ.ค.41

 

เตรียมรับ 25 ธันวาคม วันคริสต์มาส หรือวันเกิดขององค์พระเยซูคริสต์ที่หมุ่บ้านแห่งนี้เมื่อ 1998 ปีก่อน ข่าวว่าเงียบเหงา เพราะเป็นแดนต่อเขตแดนระหว่างประเทศ และมีการก่อสร้าง

เราจะพูดถึงองค์พระเยซูคริสต์อย่างไรชาวคริสต์จึงจะพอใจ อย่างน้อยก็ไม่คิดว่าเอื้อมอาจไปสัมผัสพระเจ้าของเขา แต่หากคิดสักหน่อยว่าครั้งหนึ่งคนธรรมดาอย่างกาลิเลโอนั้นก็ได้เคยคัดค้านทฤษฎีของพระเจ้ามาแล้ว จนเกิดการคว่ำบาตรตัดเขาออกไปจากความเป็นคน แต่แล้วต่อมากลับปรากฎผลพิศูจน์ว่าคนอย่างกาลิเลโอ เก่งกว่าพระเจ้า ในเชิงภูมิปัญญา เพราะพระเจ้า(พระยะโฮวาเจ้า) ในฐานะที่พระองค์ท่านเองเป็นผู้ทรงสร้างโลกและสรรพสิ่งด้วยมือพระองค์ท่านเอง (สร้างอยู่ 6 วันจึงเสร็จ วันที่ 7 เป็นวันอาทิตย์ ท่านจึงได้ทรงพักผ่อน คนก็เลยหยุดวันอาทิตย์ตามไปด้วย)

โลกที่ทรงสร้าง เป็นโลกแบน มีแผ่นดิน อากาศ สวรรค์ ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เหมือนขนมชั้นไทย

(โปรดอ่าน “The Book of GENESIS,Chapter 1 ใน HOLY BIBLE คณะ The GIDEONS จัดพิมพ์เผยแพร่ ปี 1959) เป็นโลกอย่างที่เห็นใน OLD AND NEW BELIEFS หนังสือเรียน ม.6 ODYSSEY student’s book 6

นั่นแหละ ทรงบอกว่าโลกเป็นศูนย์กลางจักรวาล แต่กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ (ถึงเขาจะไม่ใช่คนผู้สร้างโลกมาด้วยมือตนเหมือนพระเจ้าก็ตาม) กล้าแย้งว่าพระเจ้าตรัสผิด และยืนยันว่าความจริงดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางจักรวาล ทุกวันนี้ เด็กนักเรียนชั้นประถมฟังพระเจ้าพูด แล้วฟังกาลิเลโอพูด พวกเขาทุกคนก็จะยกมือให้กาลิเลโอ ว่าเก่งกว่าพระเจ้า แถมอาจสอนทฤษฎีดาราศาสตร์แก่พระเจ้าได้อีกหลายทฤษฎี ก็น่าจะรับฟังได้ ว่าแท้จริงแล้วพระเยซูคริสต์เป็นใคร ? ท่านได้รู้อะไร ? และสิ่งที่ท่านบอกสาวกไว้ แท้จริงท่านบอกอะไร ? และพระคัมภีรเดิม พระคัมภีร์ใหม่ ต่าง ๆ รวมแล้วเป็น HOLY BIBLE และอื่น ๆ เช่นที่เห็นอยู่ทั่วไปในวงการศาสนาและวงการศึกษา แท้จริงคืออะไร ? จะรับได้ไหมหากจะพูดว่า แท้จริงก็คือข้อเขียนของคนเรานี่แหละ เขียนด้วยภูมิปัญญาของเขา

นักบวชคริสต์ทุกวันนี้ แท้จริง ก็ไม่เชื่อข้อความในพระคัมภีร์แล้ว ต่างแปลคำสอนไปใหม่หมดแล้ว ที่น่าระวังก็คือการแปลของคาทอลิก ที่มักแปลคำสอนของพระเจ้าห่างไปจากของเดิมเป็นอันมาก โดยแปลว่า คำสอนหลักของคริสต์ศาสนาคือประชาธิปไตย ซึ่งบ่งบอกว่าอุดมการดั้งเดิมทางศาสนาคริสต์นั้นหายไปหมดแล้ว จะทำให้ยุ่งเหยิงกันไปโดยอำนาจเป็นใหญ่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 59ถ่ายทอดสด จารึกพระไตรปิฏกหินอ่อน

ช่อง 11

31 ธ.ค.41 เวลา 1300-1400 น.

 

 

 

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานพิธีเปิดป้ายอาคารที่ตั้งแสดงจารึกพระไตรปิฏกหินห่อน ณ พุทธมณฑล พิธีกรรมนี้เสมือนเป็นพิธีของวัดปากน้ำวัดเดียว ทั้ง ๆ ที่ความหมายน่าจะเป็นของส่วนรวมทั้งหมดของชาวพุทธ เห็นมีแต่พระวัดปากน้ำ และประชาชนมาน้อย งานก็ไม่มีพิธีกร มีอธิบดีกรมการศาสนา เป็นตัวแทนฝ่ายบ้านเมือง ไม่เห็นมีฝ่ายรัฐบาลมาร่วม แม้จากกระทรวงศึกษาธิการเอง ทำให้งานดูกรอบ ๆ กร่อย ๆ แม้ว่าความหมายของงานนั้นสูงส่งล้ำเลิศ เพราะได้จารึกพระไตรปิกฏทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ลงในแผ่นหินอ่อน ที่มีขนาดกว้าง 1เมตร 10 เซ็นติเมตร ยาว 2 เมตร จำนวน 1,418 แผ่น หรือ 709 คู่ ลงเป็นการเรียบร้อยแล้ว น่าชื่นชม มีท่านเจ้าคุณพระธรรมกิตติวงศ์ เจ้าอาวาสวัดโอรสาราม กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนา ในอาคาร มีรูปหลวงพ่อสด หรือพระมงคลเทพมุนี เป็นเครื่องหมายเสมือนชี้ว่าการก่อสร้างทั้งนี้เสร็จสิ้นลง ด้วยบารมีของท่าน ในพิธีเปิดป้ายคลุมหลวงพ่อสด สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม ได้สดุดียกย่องท่านว่า “ได้เป็นผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย”

วิชชาธรรมกายคืออะไร ?

 

 

 

 

 

 

 

 

 60รายงานข่าว ถอดรหัสวัดพระธรรมกาย
บทวิเคราะห์ทางวิชาการพระพุทธศาสนาเชิงปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ
ว่าด้วยสมาธิแบบวิชาธรรมกาย อุคหนิมิตรและปฏิภาคนิมิต

ไอทีวี
26 ธ.ค.41, 21.00 น.

 

บรรดาผู้รู้ทะยอยปรากฏตัว

รายงานการทำข่าววัดพระธรรมกาย ญาติโยมที่นั่นไม่ชอบสื่อ ไม่ถูกกับสื่อ ไอทีวีติดตามมาตลอด และคาดว่า ไอทีวี คงจะติดตามต่อไป เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์หลาย ๆ ฉบับ โดยเฉพาะมติชน ข่าวสด ส่วนสยามรัฐ นั้น ยังเสมือนดำรงเจตนาท่าน คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่เริ่มตำหนิให้ทัศนะมาแต่ต้นว่าวัดพระธรรมกายไม่ค่อยชอบมาพากล อีกด้วย ตราบเท่าที่ความเป็นจริงยังไม่กระจ่าง นั่นก็เพราะหน้าที่ของสื่อสารมวลชน ผู้มีหน้าที่ทำความจริงให้ปรากฎ เมื่อความจริงยังไม่ปรากฎ ก็ต้องเพียรพยายามต่อไป

เมื่อได้วิเคราะห์วัดพระธรรมกาย โดยกล่าวถึงการพยายามในสิ่งที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์พึงกระทำไปแล้ว เมื่อมาถึงวันนี้ ก็ได้ปรากฎว่ามีนักวิชาการ ผู้รู้ นักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา มากมาย ออกมาแสดงความคิดเห็น ทั้งหลักความรู้วิชาการทางพระพุทธศาสนา ตามลำดับ ๆ ถ้านับมาแต่ต้นเรียงลำดับมาตามวันที่ก็มี

- ท่านเจ้าคุณพระธรรมโกศาจารย์ หรือหลวงพ่อปัญญานันทะภิกขุ วัดชลประทานรังสฤษดิ์,
- ท่านเจ้าคุณพระราชวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ,
- ท่านเจ้าคุณพระพิศาลธรรมวาที หรือ พระอาจารย์พยอม กลฺยาโณ,
- พระอาจารย์มหาบุญถึง ชุตินฺธโร ผช.อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย,
- พระเดชพระคุณท่านพระพรหมจริยาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม,
- ท่านรองศาสตราจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต,.
- ท่านดร. พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ วัดอุโมงค์ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่,
- ท่านอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ อาจารย์ภาควิชาปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัย.เชียงใหม่,
- ท่านพระอาจารย์นักปราชญ์แห่งวงการพระพุทธศาสนา ท่านเจ้าคุณ พระธรรมปิฏก,
- ท่านศาสตราจารย์ประเวศ วะสี, มูลนิธิเผยแพร่ชีวิตประเสริฐ (ผชป.),
- คุณหมอประดิษฐ์ เจริญไทยทวี อดีตอธิการบดีคณะแพทยศาสตร์ ม.มหิดล,
- ท่านบุญฤทธิ์ เกตุสมัย ทนายความและตัวแทนพุทธศาสนิกชน,
- นามปากกา “ดินสอโดม” แห่ง เดลินิวส์ หน้า4,
- คอลัมนิสต์ เปลว สีเงิน แห่ง น.ส.พ. ไทยโพสต์,
- ท่านพระมหาสุภา อุทฺโท ป.ธ.9(แต่เป็นสามเณร) พัฒนาชุมชนมหาบัณฑิต(ธรรมศาสตร์),
  อาจารย์มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย,
- ท่านดร.พระมหาต่วน สิริธมฺโม รองอธิการบดีฝ่ายเผยแผ่
  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย และ
- ท่านอาจารย์ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ สมญา ปัญญาชนสยาม

โดยเห็นในประเด็นร่วมกันที่สำคัญ 2 ประเด็นคือ
(1)   วัดพระธรรมกายจัดหาทรัพย์มาโดยการโฆษณาชวนเชื่อ ไม่ถูกหลักการบุญ ในพระพุทธศาสนา และ
(
2)   คำสอนและแนวปฏิบัติค่อนข้างสับสน
       การอธิบายทฤษฎีวิชาธรรมกายหรือการนำเสนอไม่สมเหตุสมผล       
       มิได้เป็นไปตามครรลองธรรมปฏิบัติตามหลักการพระพุทธศาสนา เป็นมิจฉาทิฏฐิ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพยายามอ่านวิเคราะห์โดยลึกซึ้งไปถึงภาคปฏิบัติแห่งแนววิชาธรรมกายแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่า ประเด็นสำคัญทั้ง 2 ประการที่บรรดานักปราชญ์ตำหนิดังกล่าวนั้น จะพบว่าแต่ละประเด็นนั้นมีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ เป็นเหตุและเป็นผลแก่กันและกัน อย่างแยกไม่ออก

เพราะการโฆษณาชวนเชื่อ เป็นผลมาจาก ความเชื่อที่ผิดว่า แนวการปฏิบัติของตนเป็นแนวที่สูงสุดยอดในพระพุทธศาสนา เมื่อไปจับหลักปฏิบัติที่ไม่ใช่ของสูงสุดแท้จริงมาอวดอ้างว่าเป็นยอดพระธรรมสูงสุดในพระพุทธศาสนา จึงเกิดการโกลาหลขึ้นในหมู่ชนผู้รู้ไม่ถึงหรือรู้น้อยทั้งหลาย ต่างพลอยเชื่ออย่างบริสุทธิ์ว่า วิชาธรรมกาย เป็นสุดยอดของวิชชาแห่งพระพุทธศาสนา ท่านผู้บรรลุวิชานั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ ผู้สูงสุดแห่งพระพุทธศาสนาหาผู้ใดเทียบเทียมมิได้แห่งยุคนี้ ก็มีผลที่ก่อเกิดการโฆษณาชวนเชื่อแผ่กระจายออกไป คนพร้อมลาภ-ปัจจัยก็หลั่งไหลเข้าวัดต้นตำหรับวิชานี้ มาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งบัดนี้ ต่อเมื่อรู้ความจริงแล้วจึงจักเห็นว่าแท้จริง เป็นเรื่องหลอกลวงประชาชน เป็นไปโดยหลักการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ที่มีผลเสียหายอย่างสูงต่อสังคม

 

วิธีทำให้เห็นธรรมกาย

การมองกรณีนี้ เราจำเป็นต้องมองมาแต่ต้นเค้าของ วิชาธรรมกาย เลยทีเดียว

มองจาก หนังสือที่เผยแผ่ของสำนักนั้นโดยเฉพาะ “วิธีทำให้เห็นธรรมกาย” พระมงคลเทพมุนี ประวัติหลวงพ่อวัดปากน้ำและคู่มือสมภาร.กรุงเทพมหานคร:บริษัทโรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชจำกัด.2529, หน้า 143. ซึ่งบันทึกโดยพระทิพย์ปริญญา (ธูป กลัมพสุต ป.ธ.6)



วิธีทำให้เห็นธรรมกาย มีลำดับขั้นตอนการปฏิบัติถึง 15 ลำดับ จึงจะเห็นธรรมกาย ซึ่งเราจะอธิบายให้เข้าใจ ด้วยการชี้ข้อสังเกตไปเป็นข้อ ๆ ตามลำดับ ดังต่อไปนี้

1. หนังสือเล่มดังกล่าวนี้ ได้จัดพิมพ์เผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง ทางศาสนจักรได้จัดส่งไปถวายวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมองเห็นเจตนาที่จักนำความเชื่อชนิดนี้ครอบสังคมไทยทั้งหมด พระทิพย์ปริญญา ผู้บันทึก ตั้งชื่อเรื่องว่า “วิธีทำให้เห็นธรรมกาย” น่าสังเกตว่า ท่านไม่ได้ตั้งชื่อให้ว่า “วิชชาธรรมกาย” และพระทิพย์ปริญญา ท่านเดียวกันนี้ ต่อมาได้เป็นผู้เชื่อมระหว่างหลวงพ่อสด กับเจ้าพระคุณโชดก ซึ่งเป็นวิปัสนาจารย์วัดมหาธาตุ ให้หลวงพ่อสดยอมตนไปศึกษา วิปัสนากรรมฐาน แบบสำนักวัดมหาธาตุอยู่ประมาณ 1 เดือนจนจบหลักสูตร จนยอมรับว่า วิปัสนากรรมฐานแบบวัดมหาธาตุ เป็นวิธีที่ถูกต้อง การที่ท่านตั้งชื่อว่า “วิธีทำให้เห็นธรรมกาย” น่าจะบอกถึงความเชื่อถือของผู้บันทึกต่อวิชาธรรมกาย ว่าน่าจะไม่ถูกต้อง หากจะใช้คำว่า “วิชชา” นำหน้า

2. “วิธีทำให้เห็นธรรมกาย” มีลำดับขั้นตอนมากจนเกินไป ทั้ง ๆ ที่การปฏิบัติเป็นเพียง การสร้างวงจรนิมิตขึ้นมา ซึ่งในที่นี้สร้างขึ้นมา 2 วงจรใหญ่ ๆ คือวงจร ดวงใส กับ วงจรรูปร่างมนุษย์ หรือกายใส แล้ว เอาภาพนิมิตในแต่ละวงจรนั้นเอง มาสัมพันธ์กัน หรือ เอาวงจรทั้งสอง มาสัมพันธ์กัน ซึ่งวิชานี้สามารถทำได้โดยซ้อนกันหลาย ๆ ดวง บ้าง หลาย ๆ กาย บ้างแทรกอยู่ในกันและกันบ้าง ไม่มากไปกว่านี้ ซึ่งหากมีความชำนาญก็สามารถทำให้เกิดวงจร และ การสัมพันธ์ระหว่างวงจรนิมิตเหล่านี้ได้อย่างไรก็ทำได้ แต่สิ่งที่จะต้องเข้าใจก็คือ การสร้างนิมิตเหล่านี้สามารถทำขึ้นได้ ด้วยความสามารถทางสมาธิ ในระดับ อุปจารสมาธิ ที่สามารถให้เกิดนิมิตคือภาพใดออกมา แบบภาพนิ่งได้

จะเห็นว่า นิมิตของ วิชาธรรมกาย ไม่ว่า ดวงใส ก็ตาม รูปกายมนุษย์ ก็ตาม แม้หากว่า สามารถขยายนิมิตให้ใหญ่ขึ้นไป หรือลดขนาดลงมา หรือจะปรับขนาดไปอย่างไรได้ตามใจ นั้น ล้วนแต่เป็นภาพนิ่ง เป็นความสามารถอยู่ในชั้น อุปจารสมาธิ นี้ทั้งสิ้น

กล่าวให้ง่ายไปอีกสักหน่อย วิชาธรรมกาย เป็นผลจากความประพฤติธรรมระดับสมาธิ ได้อุคหนิมิตเป็นดวงแก้ว และ กายใส แล้วสามารถขยายเพิ่มจำนวนดวงแก้วและกายนั้นได้ เอามาทำไขว้ ประสานกันไปต่าง ๆ เช่นซ้อนทับกันไปมา ดวงซ้อนดวง กายซ้อนกาย ดวงซ้อนกาย กายซ้อนดวง ไปเรื่อย ๆ จะทำกี่รอบ กี่วงจรก็ได้ ทำให้มีขนาดเท่าไรก็ได้ เช่น ประเภทดวงกลม ๆ ใสใส ขนาดเท่าดวงดาวบ้าง เท่าดวงเดือนบ้าง เท่าดวงตะวันบ้างนั้น มีความแจ่มใสสว่าง จำรัส แต่สิ่งสำคัญที่จะต้องสังเกตให้ดีก็คือ เมื่อทำดวงขึ้นมาหลาย ๆ ดวง หลาย ๆ กายแล้ว ท่านผู้ให้กำเนิดวิชชานี้ก็ ทำการตั้งชื่อให้ดวงเหล่านั้นและกายเหล่านั้น โดยนัยความหมายแห่งมรรคผลนิพพาน เช่น ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ หรือนิมิตประเภทรูปกายคน ก็ตั้งชื่อว่า กายธรรมบ้าง กายรูปพรหมบ้าง กายอรูปพรหมบ้าง กายพระโสดาบันบ้าง กายพระสกิทาคามีบ้าง กายพระอนาคามีบ้าง จนกระทั้งชื่อพระอรหันต์ ก็เอามาตั้งชื่อให้กับนิมิตกาย ด้วยสามารถทำนิมิตกายได้พิสดารเช่นนี้ จึงตั้งชื่อว่า “วิชชาธรรมกาย”

วิชาธรรมกาย เมื่อมองจากมิตินี้และตัดสินทันที จึงมิใช่วิชาการชั้นสูงแต่อย่างใดเลย และยังมิใช่ระดับสมบูรณ์สูงสุดของสมาธิ ด้วยซ้ำ เพราะยังมีอีกขั้นหนึ่งของสมาธิ คือ อัปนาสมาธิ ที่สามารถสร้างนิมิตที่ตรงตามพระปริยัติธรรมว่า ปฏิภาคนิมิต ซึ่งเป็นนิมิตชนิดที่เคลื่อนไหวได้ และมีชีวิตชีวา เหมือนเป็นภาพชีวิตจริงในโลกมนุษย์ หรืออย่างเรื่องราวในภาพยนต์ นิมิตรชนิดที่เคลื่อนไหว คือ นอกจากสามารถย่อส่วนลดขนาด หรือ เพิ่มขยายขนาด ได้ต่าง ๆ ตามใจปรารถนาแล้ว ยังสามารถให้เคลื่อนไหวได้ ไม่ว่าจะเป็นนิมิตอะไร เช่นนิมิตรูปช้าง ก็สามารถสร้างนิมิตช้างตัวใหญ่ ตัวเล็ก หรือขนาดใด แล้วให้มีกิริยาอาการอย่างช้างหรือจะอย่างใดผิดธรรมชาติช้างไปก็ได้ นี้ ตามหลักวิชาสมาธิท่านว่าคือ ปฏิภาคนิมิต วิชาธรรมกาย ยังไม่มาถึง ปฏิภาคนิมิตนี้ ซึ่งจะเป็นขั้นตอนสำคัญยิ่ง ที่จะไปเชื่อมต่อกับกระบวนการแห่งการตรัสรู้พระพุทธธรรมชั้นสูงสุดต่อไป

3. ในแต่ละลำดับขั้นตอน ของ วิธีทำให้เห็นธรรมกาย ทั้ง ๆ ที่เป็นเพียงการเพ่งนิมิตให้เกิด ดวงใสสว่าง มีรูปกลม ๆ ขึ้นมา กลางกาย [อย่างที่เห็นในท้องหลวงพ่อสด ที่เห็นหน้าตาถมึงทึง มีดวงอาทิตย์อยู่กลางท้อง (ดู น.ส.พ.ข่าวสด 3 ม.ค.42 หน้า 23)] ซ้อนกันหลาย ๆ ดวง กับรูปกาย หลาย ๆ รูปกาย เท่านั้นเอง ก็เอาไปพูดขยายความออกไปเป็นมรรคผลนิพพาน และอิทธิฤทธิ์ ฌาน สมาบัติ ไป และที่ขยายความบรรยายนิมิตนั้น ก็ล้วนนำเอาเรื่อง หรือ หัวข้อ หรือบทมาติกาที่มีความหมายสูงส่ง ในพระพุทธศาสนธรรม มาอ้างทั้งสิ้น จึงเป็นการกล่าวคำที่เกินความจริงที่ตนปฏิบัติได้ จนแทบเห็นได้ว่า เป็นผลของความคิดที่ค่อนข้างผิดปกติซึ่งน่าจะเป็นผลจากระบบประสาทความคิดที่คลาดเคลื่อนไปจากวิสัยคนธรรมดา เช่นลำดับหรือขั้นตอนปฏิบัติขั้นที่ 3 โปรดสังเกตข้อความที่ให้ตัวพิเศษไว้

 

ข้อสังเกตในคำสั่งการฝึกปฏิบัติ

มีคำสั่งให้ลูกศิษย์ฝึกปฏิบัติ ดังนี้

“ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นธรรมของพระโสดาบันเป็น ปฐมฌาน ….. ธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายของพระสกิทาคามีเป็น ทุติยฌาน ธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายของพระอนาคามีเป็น ตติยฌาน ธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายของพระอรหัตต์เป็นจตุตถฌาน ว่าง ของปฐมฌาน 

ประกอบเป็น อากาสานัญจายตนะฌาน รู้ในว่างของทุติยฌาน เป็น วิญญาณัญจายตนะฌาน รู้ที่ละเอียดในเหตุว่างของตติยฌาน เป็นอากิญจัญญายตนะฌาน รู้ก็ใช่ไม่รู้ก็ใช่ในเหตุว่างของจตุตถฌาณ เป็น เนวสัญญานาสัญญายตนะฌาน

เข้าสมาบัติทั้ง 8 นี้โดยอนุโลมปฏิโลมจนครบ 7 เที่ยว ธรรมกายก็ตกสูญเข้า นิพพานของกายมนุษย์ เดินสมาบัติในนิพพานของกายมนุษย์ครบ 7 เที่ยว กายธรรมก็ตกสูญเข้า นิพพานของกายทิพย์ เดินสมาบัติในนิพพานของกายทิพย์ ครบ 7 เที่ยว กายธรรมก็ตกสูญเข้า นิพพานของกายรูปพรหม เดินสมาบัติในนิพพานของกายรูปพรหม ครบ 7 เที่ยว กายธรรมก็ตกสูญ เข้า นิพพานของกายอรูปพรหม เดินสมาบัติในนิพพานของกายอรูปพรหม ครบ 7 เที่ยว กายธรรมก็ตกสูญ เข้า นิพพานของกายธรรม เลยทีเดียว” เล่มเดียวกัน หน้า 148

ในชั้นนี้ ขอให้ดูข้อความที่ว่า “เข้าสมาบัติทั้ง 8 นี้โดยอนุโลมปฏิโลมจนครบ 7 เที่ยว” และคำสั่งว่า “เดินสมาบัติในนิพพานของกาย…” คล้ายคำสั่งของคนมิได้ทรงสติสัมปชัญญะอันบริบูรณ์ เพราะในความเป็นจริง การเข้าสมาบัติ 8 หรือ เดินสมาบัติ 8 นั้น เป็นความสามารถเฉพาะของพระอรหันต์ผู้สำเร็จอภิญญาสูงสุดเท่านั้น และจะมีน้อยมาก แม้ในยุคพระพุทธองค์เอง ก็มีน้อย น่าสังเกตว่า คำสั่งปฏิบัติขั้นตอนที่ 3 นี้ มีข้อความคล้ายคลึง เรื่องราวใน หนังสือพระปฐมสมโพธิกถา เวลาที่พระบรมครูสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่พระมหาปรินิพพาน ทรงเสด็จโดยการเข้าสมาบัติ 8 นี้ โดยอนุโลมและปฏิโลม “กลับไปกลับมาโดยปคุณานุโยคอันรวดเร็วถึง 24 แสนโกฏิสมาบัติ” (สำนวนในหนังสือ โดยความหมายก็คือ เข้าฌานไปตามลำดับตั้งแต่ปฐมฌาน ไปจนถึง เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อันดับที่ 8 แล้วย้อนจากเนวสัญญานาสัญายตนสมาบัติกลับลงมาปฐมฌาน อย่างรวดเร็วหลายร้อยหลายพันเที่ยว นั่นเอง:ผู้วิเคราะห์)

การระบุชื่อสมาบัติ 8 ตรงกับเรื่องราวพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานพอดี แต่การเข้าสมาบัติ 8 นี้ ในหมู่พระอรหันต์ทั้งหลาย นับโกฏิที่แวดล้อม ก็มีเพียง พระอนิรุทธองค์เดียวเท่านั้นที่สามารถเข้าสมาบัติทั้ง 8 โดยอนุโลมปฏิโลมตามเสด็จดูพุทธองค์เสด็จเข้าปรินิพพานได้ เพื่อคอยบอกให้บรรดาพระสาวกทั้งหลายรู้อาการเสด็จไปของบรมครูพุทธเจ้า ดังปรากฎข้อความสำคัญนี้ว่า

“ลำดับนั้นพระพุทธองค์ก็เข้าสู่สมาบัติทั้งปวง ตั้งแต่ ปฐมฌาน เท่าถึง จตุตถฌาน ออกจาก จตุตถฌาน แล้วก็เข้าสู่ อากาสานัญจายตนสมาบัติ แล วิญญานัญจายตนสมาบัติ แล อากิญจัญญายตนสมาบัติ แล เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ แล้วออกจาก เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน แล้วเข้าสู่ สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ สืบไป ในลำดับนั้น พระอานนทเถระ ก็ถาม พระอนิรุทธ ว่า พระบรมครูเข้าสู่พระปรินิพพานแล้วฤาประการใด พระอนิรุธ ก็บอกว่ายังไม่ปรินิพพานก่อน พระชินวรเข้าสู่ สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ”

(ออกจากสมาบัติ 8 แล้ว ภายหลังทำอนุโลมปฏิโลมหลายร้อยหลายพันเที่ยว แล้วเข้าสู่ สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ก่อนจึงกลับลงสู่ ภวังคจิต และปรินิพพานใน ภวังคจิต : ผู้วิเคราะห์โดยเก็บความจากหนังสือที่อ้าง โปรดดู สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส.ปฐมสมโพธิกถา.พระนคร: ประพาสต้นการพิมพ์.2503,หน้า 425. คำว่า ฌาน และ สมาบัติ ใช้แทนกันได้โดยความหมายเดียวกัน:ผู้วิเคราะห์)

 

ข้อสันนิษฐาน 4 ประการ

ฉะนั้นในขั้นการฝึกขั้นตอนที่ 3 ของวิชาธรรมกาย ที่ว่า ให้ “เข้าสมาบัติทั้ง 8 นี้โดยอนุโลมปฏิโลมจนครบ 7 เที่ยว” และ “เดินสมาบัติในนิพพานกาย….” จึงอาจพิจารณาได้ 3 ประการ

ประการที่ 1 ซึ่งหามีผู้ใดสังเกตมาก่อนไม่ว่า คำสั่งให้เข้าสมาบัติ 8 เป็นการสั่งให้กระทำในสิ่งสุดวิสัยของปุถุชนธรรมดา หรือแม้พระอรหันต์โดยทั่วไปที่มิได้ทรงคุณพิเศษเฉพาะทางสมาบัติ จึงน่าสันนิษฐานว่า สภาพจิตของหลวงพ่อสดในขณะนั้น เป็นสภาพจิตที่น่าสงสัยว่ามีคุณสมบัติที่พร้อมด้วยสติสัมปชัญญะอันบริบูรณ์หรือไม่ ?

ประการที่ 2 เมื่อมีเหตุมาจากประการที่ 1 ก็ย่อมยังผลให้พยากรณ์ไปได้เลยว่า สิ่งที่ท่านเรียกว่า “วิชชาธรรมกาย” นี้เป็นสิ่งที่เหลวไหล ไร้สาระแก่นสารโดยแท้จริง เป็นเพียงข้อเขียนที่ถูกเรียบเรียงให้ดูสมเหตุสมผลทางตรรกเท่านั้นเอง โดยเป็นจินตนาการบนฐานความจริงระดับ อุคหนิมิต ส่วนที่เหลือ เป็นเพียงภาพจินตนาการ กล่าวคือ ทำอุคหนิมิตให้เกิดขึ้นได้แล้ว อาศัยฐานความรู้นี้จินตนาการเขียนเป็นวิชาสร้างภาพอันสลับซับซ้อนต่อไป  หรือ

ประการที่ 3 แสดงว่า หลวงพ่อสดบรรลุอรหัตผล ชั้นมิใช่ธรรมดา หากเป็นชั้นได้อภิญญาสูงสุดในพระพุทธศาสนา แต่ในที่สุดความเชื่อนี้ได้ถูกกลบลบล้างไปโดยสิ้นเชิง

เมื่อปรากฎต่อมาภายหลังอีกประมาณ 40 ปี ท่านได้ละทิฐิ ไปขอฝึกวิปัสนากรรมฐานจากสำนักวัดมหาธาตุ อันบ่งบอกว่าท่านยังคงสงสัยในวิชาธรรมกายของท่านเองอยู่

และซึ่งบทวิเคราะห์นี้ กำลังจะพิศูจน์อยู่ว่า ไม่อาจเป็นเช่นนั้นได้ ด้วยหลักวิชาธรรมกาย นี้

แต่ประเด็นนี้แหละเป็นประเด็นที่มีคนจำนวนไม่น้อยให้ความเชื่อมั่นศรัทธาว่าจริง อยู่ภายในอย่างเงียบกริบ มาจนกระทั่งทุกวันนี้ เพราะเมื่อท่านสำเร็จอรหันต์ทรงอภิญญาสูงสุดแล้ว จึงสามารถเข้าสมาบัติ 8 รูปฌาน-อรูปฌาน โดยอนุโลม-ปฏิโลม ไปมา 7 เที่ยวได้ เสมอเหมือนพระอนิรุทธ องค์อรหันต์ สมัยพุทธองค์ทรงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน จนกระทั่งเกิดปรากฎการณ์ยิ่งใหญ่ เมื่อมีการจัดทำพระเครื่อง หลวงพ่อวัดปากน้ำ ขึ้นแจกจ่าย ปรากฎว่ามีคนมากมายเข้าไปแย่งยื้อเหยียบกันตายในวัดนั้น เพราะฤทธิ์ความเชื่อในพระอรหันต์ทรงอภิญญา

แต่เมื่อมองดูพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อย่างหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต (ปรมาจารย์ผู้ถือสันโดษตลอดชีวิต เพื่อวางตัวเป็นแบบอย่างแด่สานุศิษย์ทั้งหลาย) หลวงปู่เทศก์ เทศรังษี หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต หรือหลวงปู่ชา สุภทฺโท อาจารย์สุเมโธภิกขุชาวอังกฤษ แม้กระทั่งท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม(มีจริยาเป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์มากอีกองค์หนึ่ง) ท่านเหล่านี้มิเคยสร้างวัตถุมลคลออกมาเลย ลองเปรียบเทียบกันดู และพระอรหันต์ทั้งหลาย พระปัจเจกพุทธเจ้า มิเคยสร้างสิ่งที่เรียกว่า วัตถุมงคล หรือแม้วัตถุใดใดเลย เมื่อมรณภาพ ท่านก็มิสั่งให้เก็บศพเอาไว้ ให้เสียแบบแผนพุทธวงศ์ โดยเฉพาะพระสรีระศพของพระพุทธองค์เอง ก็ให้ทรงเผาเสียภายในสามวันเจ็ดวัน

 

ข้อสังเกตเกี่ยวกับด้านระบบประสาท

4. หากจะอธิบายแนวทางปฏิบัติในการสร้างนิมิตแต่ละวงจร ในแต่ละอันดับขั้นตอน ทำโดยอาศัยการเพ่งก่อน เพ่งจุดหมายใดใด โดยตาใน เช่นวิชานี้ให้เพ่งจุดกลางกาย ก็เพ่งจุดกลางกายนั้น (เพ่งที่อื่นก็ได้) ทำไปตามลำดับคือ เพ่งนิมิต หยุดกลางนิมิตนั้น ขยายนิมิตนั้นออกไป หยุดเอาไว้ แล้วกลับมาเริ่มต้นใหม่ที่จุดศูนย์กลางอันเดิม เพ่งให้เกิดนิมิตที่เหมือนกันกับนิมิตอันแรกซึ่งจะเกิดภาพซ้อนกันเข้ามา แล้วขยายภาพที่ซ้อนให้ใหญ่กว่าภาพที่ 1 เดิม แล้วหยุดเอาไว้ แล้วก็กลับไปจุดกึ่งกลางใหม่ เพ่งภาพนิมิตที่ 3-4 ต่อไปตามกระบวนการเดิม คือ เพ่งนิมิต หยุดกลางนิมิตนั้น ขยายนิมิตนั้นออกไปให้ใหญ่กว่าภาพที่1- 2 หยุดเอาไว้ ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ภาพนิมิตซ้อนกันไปมาก ๆ จนพอ ซึ่ง หากเป็นรูปกาย ท่านก็บอกว่าพอเอาเมื่อได้ 18 กาย (โดยความจริงคงนับจำนวนไม่ถูกด้วยซ้ำ) ท่านก็ตั้งชื่อให้ดวง และภาพเหล่านั้นทุก ๆ ภาพ เช่นภาพกาย ก็ตั้งชื่อโดยเอาชื่อพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนามาตั้งชื่อให้ นับแต่ กายธรรมดาของมนุษย์ปุถุชนเป็นต้นไปเป็น กายมนุษย์ กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม กายพระโสดาบัน กายพระสกิทาคามี กายพระอนาคามี เป็นต้นไปจนแม้กระทั่งชื่ออันสูงสุดคือ พระอรหันต์ ก็เอามาตั้งเป็นชื่อ นิมิตเหล่านั้น ดังปรากฎในหนังสือว่า

“เมื่อได้กายแต่ละประเภทมากพอ ก็กลับเอากายสุดละเอียดของประเภทนั้นไว้ 1 กาย จะได้กายสุดละเอียดของกายมนุษย์, ทิพย์, พรหม, อรูปพรหม, โสดา, สกิทา, อนาคามี และ อรหัต แล้วก็เอากายอนาคามีซ้อนเข้าในกายอรหัต, แล้วซ้อนสกิทาเข้าในอนาคามี…จนกายมนุษย์ซ้อนเข้าในอรหัต ครั้นครบ 18 กาย ก็เอาอรหัตสับเข้าในกายอนาคามี…แล้วทั้งหมดเข้าในกายมนุษย์ จนได้ใสละเอียดแล้วทำอนุโลม ปฏิโลม 3 เที่ยว จนได้อรหัตใสยิ่งนัก สว่างยิ่งนัก” (ดู ศศิประภา ศากยบุตร.”พิสดารกาย ซ้อนสับทับทวี”.ธรรมกาย นิตยสารเพื่อการเผยแผ่พระสัทธรรม.ปีที่ 4.ฉ.3 ก.ค.-ก.ย.2523,หน้า 88.)

 

ข้อสังเกตมีดังนี้คือ คำว่า กายมนุษย์, กายทิพย์, กายพรหม, กายอรูปพรหม, กายพระโสดาบัน, กายพระสกิทาคามี, กายพระอนาคามี และ กายพระอรหัต เหล่านี้ เป็นเพียงชื่อ ที่ตั้งให้แก่นิมิตที่เพ่งให้เกิดซ้อน ๆ กันไป ในภาคภายในของผู้ปฏิบัติสมาธิชนิดนี้อยู่เท่านั้น เป็นเพียงชื่อ หมายความว่า มิได้มีความหมายเกี่ยวข้องถึงคุณสมบัติแห่งชื่อแต่ละชื่อนั้นเลย เช่นกายพรหม มิได้หมายความว่าบรรลุความเป็นพรหม กายพระโสดาบัน มิได้หมายความว่าบรรลุโสดาบัน หรือแม้กระทั่งชื่อสูงสุดคือ กายพระอรหัต ก็มิได้หมายความว่าได้บรรลุอรหัตผล ฯลฯ

ข้อสังเกตอย่างยิ่งก็คือ การเพ่งให้เกิดภาพซ้อน ๆ มากมายก่ายกองแบบนี้ แล้วยังทำอนุโลม-ปฏิโลมไปมา 3 เที่ยวบ้าง 7 เที่ยวบ้าง ซึ่งคล้าย ๆ ลอกเลียนวิธีทางไสยศาสตร์มาทำให้ขลัง เช่นสวดอิติปิโสถอยหลัง เป็นต้น นับว่าเป็นคำสั่งที่คาบเกี่ยวไปถึงปฏิบัติการฝ่ายกายคือด้านระบบประสาท จักเป็นผลต่อระบบประสาท ทางกายภาพเป็นอย่างมาก ในภาคปฏิบัติวิชาธรรมกายนี้ท่านมิได้อธิบายโดยชัดเจน ว่าทำอย่างไรจึงจะมิให้ระบบประสาทเครียดขึ้นมา เนื่องจากการเพ่งอย่างมากนั้นได้

น่าคาดคะเนไปเป็นอย่างยิ่งว่า หากไม่มีวิธีการลดความเครียดทางระบบประสาทลงแล้ว ผู้ฝึกปฏิบัติชนิด เพ่งนิมิต ทำกายซ้อนกายแบบซ้อนสับทับทวีนี้ อาจถึงกับประสาทพลิกผันผิดปกติ หรือตามที่คนเราเรียกกันว่า เสียสติ ไปได้ และน่าคิดว่า เมื่อท่านสั่งให้ปฏิบัติในสิ่งที่เกินวิสัยขนาดพระอรหันต์ทั่วไปก็ยังทำไม่ได้ เช่นสั่งให้ เข้าสมาบัติทั้ง 8 โดยอนุโลมปฏิโลมไปมา 7 เที่ยว น่าจะบ่งบอกอะไรเกี่ยวกับระบบประสาทที่พลิกผันของท่านได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อท่านพูดถึงลำดับที่ 15 ภาคผู้เลี้ยง ซึ่งก็ดูเหมือนบอกอยู่ว่า ท่านได้สัมผัสกับความเข้มเขม็งของระบบประสาท เมื่อปฏิบัติการวิชาธรรมกายนี้ ท่านจึงคิดลำดับที่ 15 ภาคผู้เลี้ยงขึ้นมา หากแต่ ภาคผู้เลี้ยงนี้ โดยทางปฏิบัติที่แนะให้ ก็กลับเป็นเรื่องเดิม ๆ ปฏิบัติในระบบเดิมคือพยายามเพ่งภาพนิมิตขึ้นมาอีกวงจรหนึ่งเป็นดวงใสเช่นเคย แล้วก็ตั้งชื่อให้ดวงใสเหล่านั้น เช่นเดียวกับดวงใสอื่น ๆ ในลำดับก่อน ๆ คราวนี้ ตั้งชื่อให้ว่า ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ และ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ซึ่งมิใช่วิธีการคลายความเครียดให้แก่ระบบประสาท (เพราะมิใช่คุณภาพแห่งมโนธรรม ในชั้นที่ละเอียดอ่อนไปกว่าเดิม และมิได้มีวิธีอื่นใดเสริมเข้ามาอีก) กลับเพิ่มการเพ่งเข้าไปอีกขั้นตอนหนึ่ง เพราะภาพนิมิตชุดใหม่นี้ ก็เป็นเพียงชื่อเช่นเดียวกัน มิใช่ ความมีศีล ความมีสมาธิ ความมีปัญญา ความมีวิมุตติ ความมีวิมุตติญาณทัสสนะ เกิดขึ้นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงภาพการรวมกันของแสงสว่าง แห่งมโนธรรมภายในระดับเดิม มีลักษณะเป็นดวง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ด้วย การเพ่ง เท่านั้น

 

เป็นแต่เพียงชื่อเท่านั้นเอง

ชื่อดวงใสและชื่อรูปกายต่าง ๆ ในวิชาธรรมกายนี้ จึงเป็นแต่เพียงชื่อเท่านั้นจริง ๆ หากแต่รู้จักเลือกเอาชื่อสูง ๆ ที่มีความหมายบริสุทธิ์ผุดผ่องทางปฏิเวธธรรมสูงสุดในพระพุทธศาสนาไปตั้งให้กับสิ่งใดก็ตามที่หาได้มีคุณสมบัติตรงตามชื่อไม่ หากจะอุปมาก็จะเหมือนกับตำรวจจับโจรได้คนหนึ่ง แล้วทำคดีส่งอัยการ ๆ พิจารณาแล้วเห็นสมควรก็ส่งฟ้องศาล ๆ ตัดสินประหารเสียเพราะมีความผิดอันหนักจริงตามหลักฐานการกระทำ แม้ว่าโจรคนนั้นจะมีชื่อว่า นายศีลพิสุทธิ์ นามสกุล วิมุตินันทะ ซึ่งมีความหมายว่า บุคคลผู้มีศีลบริสุทธิ์สะอาด ผู้โปรดปรานความหลุดพ้น ก็ตาม อุปมาไปอีกตัวอย่างหนึ่งก็เสมือนเรามีกิจการเลี้ยงสุนัขขาย เราก็ตั้งชื่อมันว่า เจ้าปฐมมรรค บ้าง เจ้าทุติยมรรค บ้าง เจ้าตติยมรรคบ้าง เจ้าจตุตถมรรคบ้าง เจ้าวิมุตติ บ้าง เจ้าวิมุตติญาณทัสสนะบ้าง ซึ่งพวกมันก็ได้เพียงชื่อดี ๆ ที่มีความหมายสูงเยี่ยม เพราะโดยความเป็นจริงพวกมันก็คงเป็นเพียงหมา เท่านั้นเอง ลำดับที่ 15 ภาคผู้เลี้ยงนี้ จึงแทนที่จะไปผ่อนความเครียด กลับเพิ่มความเครียด จึงน่าจะมาสู่การเครียดสูงสุดของระบบประสาทที่ใช้งานไปในการเพ่งเพื่อสร้างภาพชุด วงจรสุดท้าย ของวิชาธรรมกายนี้

 

ถาม อาจเป็นไปได้ไหม ที่เรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับ วิชาธรรมกาย นี้ถูกจำลองขึ้น จากระบบประสาทที่ไม่สมบูรณ์โดยปกติเสียแล้ว หากแต่มิได้มีผู้ใดสังเกตเห็น ?

ตอบ คำตอบคือ น่าเป็นไปได้มากทีเดียว เมื่อมีเสียงเล่ากันในสมัยนั้นตามที่พระทิพย์ปริญญา(ธูป กลัมพะสุต ป.ธ.6) บันทึกถึงแม่ชีคนหนึ่ง กล่าวถึงวิชาธรรมกายเป็นเชิงเสียดสีว่า
 
“วิปัสสนาเขาต้องเรียนเห็นนรก เห็นสวรรค์ เห็นนิพพาน ทั้งต้องไปเที่ยวดูนรก สวรรค์ นิพพานได้ด้วย ข้าพเจ้างง …แม้ข้าพเจ้าจะเคยเรียนพระปริยัติธรรมจนสอบได้ชั้น ป.6 ก็นึกได้แต่ว่าไปสวรรค์นรก ก็มีเรื่องพระมาลัย และพระโมคคัลลานะเป็นต้น แต่ข้อว่าไปเที่ยวนิพพานได้นั้น ข้าพเจ้าหมดความคิด ทั้งหมดความรู้ด้วย …..หญิงคนนั้นยังท้าว่า เอาเถอะน่าวันหลังจะเอาหนังสือของหลวงพ่อวัดปากน้ำให้ดูเขาเรียนกันอย่างนั้น ส่วนตัวแกว่าได้ลองบ้างเหมือนกัน แต่ไม่ทันรู้ผลอะไร แกกลัวจะเป็นบ้าเลยเลิกเสีย” (ดู “วิธีทำให้เห็นธรรมกาย” อ้างแล้ว, หน้า 77.)

อีกกรณีหนึ่งที่ท่านทิพย์ปริญญา อ้างไว้ก็คือ มีฝรั่งอังกฤษ 2 คน มาทดลองพิสููจน์ มาบวชเป็นสัทธิวิหาริกของท่าน หลวงพ่อสด ร่ำเรียนต่อมาระยะหนึ่ง เกิดความเข้าใจผิดกันขึ้นกับหลวงพ่อ หลวงพ่อชี้แจงอย่างไรเขาก็ไม่ฟังเสียง(ไม่บอกว่าทะเลาะกับอุปัชฌาย์ด้วยเรื่องอะไร) ภิกษุเหล่านั้นได้ลุกออกจากที่ประชุมสงฆ์ไปโดยไม่เคารพในฐานะอุปัชฌาย์ พากันออกจากวัดปากน้ำไป หลวงพ่อเสียใจเรื่องเอาพระฝรั่งไว้ไม่อยู่ จนกล่าวกันว่า ถึงกับอาพาธลง (เล่มเดิม หน้า 93-94) กรณีนี้ ฝรั่งอังกฤษ จบปริญญาทั้งสองคน เขามาแสวงหาความจริง เขาไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ และคงรู้อะไรดี ๆ ในเรื่องการปฏิบัติสมาธิ อาจจะพบว่าการสอนคุมเข้ม เพ่งจัดแบบนี้ มีผลต่อระบบประสาท ก็เลยไปเสีย กลัวจะเหมือนแม่ชีพูด

ในวัดพระธรรมกายก็มีข่าวเช่นนี้ ลองศึกษาดูกรณี “พระชิโต ฆ่าตัวตาย” ตามที่ ลงเป็นข่าวเร็ว ๆนี้ โปรดดู สยามธุรกิจ ปีที่ 4 ฉ.208.วันที่ 6-12 ธันวามคม 2541, หน้า 9.

ซึ่งประเด็นอยู่ที่ พระชิโต ท่านมองไม่เห็นธรรมกาย(หรือนิมิตกาย) ท่านก็บอกว่ามองไม่เห็น แล้วครูสอน(ธัมมชโย) ก็โกรธเอามาก ๆ ซึ่งที่จริงไม่ควรโกรธ และไม่ควรผิดหวัง เพราะไม่จำเป็นที่การปฏิบัติสู่มรรคผลนิพพาน หากเดินไปตามหลักวิปัสนากรรมฐาน ที่ถูกต้อง จะต้องเกิดนิมิตเสมอไป ผู้ไม่ผ่านปรากฎการณ์ทางนิมิตต่าง ๆ เลย ก็สามารถบรรลุพระอรหัตผลได้

 

ข้อสังเกตนิยามของนิพพาน

ลองมองประเด็น ความหมายของ นิพพาน ตามหลัก วิชาธรรมกาย โดยจะขอยกข้อความมาจากข้างต้น เพื่อพิจารณาในประเด็น นิพพาน ตามความเข้าใจของหลวงพ่อสด อีกครั้งหนึ่ง

“ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นธรรมของพระโสดาบันเป็น ปฐมฌาน ….. ธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายของพระสกิทาคามีเป็น ทุติยฌาน ธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายของพระอนาคามีเป็น ตติยฌาน ธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายของพระอรหัตต์เป็นจตุตถฌาน ว่าง ของปฐมฌานประกอบเป็น อากาสานัญจายตนะฌาน รู้ในว่างของทุติยฌาน เป็น วิญญาณัญจายตนะฌาน รู้ที่ละเอียดในเหตุว่างของตติยฌาน เป็นอากิญจัญญายตนะฌาน รู้ก็ใช่ไม่รู้ก็ใช่ในเหตุว่างของจตุตถฌาณ เป็น เนวสัญญานาสัญญายตนะฌาน เข้าสมาบัติทั้ง 8 นี้โดยอนุโลมปฏิโลมจนครบ 7 เที่ยว ธรรมกายก็ตกสูญเข้า นิพพานของกายมนุษย์ เดินสมาบัติในนิพพานของกายมนุษย์ครบ 7 เที่ยว กายธรรมก็ตกสูญเข้า นิพพานของกายทิพย์ เดินสมาบัติในนิพพานของกายทิพย์ ครบ 7 เที่ยว กายธรรมก็ตกสูญเข้า นิพพานของกายรูปพรหม เดินสมาบัติในนิพพานของกายรูปพรหม ครบ 7 เที่ยว กายธรรมก็ตกสูญ เข้า นิพพานของกายอรูปพรหม เดินสมาบัติในนิพพานของกายอรูปพรหม ครบ 7 เที่ยว กายธรรมก็ตกสูญ เข้า นิพพานของกายธรรม เลยทีเดียว” วิธีทำให้เห็นธรรมกาย” อ้างแล้ว หน้า 148)

จะเห็นว่า นิพพาน มีคุณสมบัติต่าง ๆ กันไป ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือมี นิพพานของกายมนุษย์, นิพพานของกายทิพย์, นิพพานของกายรูปพรหม, นิพพานของกายอรูปพรหม และ นิพพานของกายธรรม ซึ่งเป็นเรื่องราว หรือ สิ่งใดก็ตามที่อยู่นอกคอก นอกหลักพระปริยัติธรรม(นอกพระไตรปิฏก) นอกตำรา(ตามหลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย) ไปทั้งสิ้น เพราะ นิพพาน ย่อมเป็นคุณสมบัติอันเดียวกัน เมื่อบุคคลบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว แม้ว่าจะทรงอภิญญา หรือฤทธิ์เดชปาฏิหาริย์ต่างกัน แต่จะได้รสของ นิพพาน ตรงกันหมด พระอรหันต์ทั้งหลาย รวมทั้งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย จึงเสมอกันหมดด้วย นิพพาน อันหมายถึงนามธรรม (คือความสุข ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ) ซึ่งบอกกริยาแห่งความสิ้นไปแล้วซึ่งทุกข์ ให้ปรากฎแด่คนทั้งหลาย

คำว่า “เดินสมาบัติในนิพพานของกายมนุษย์” และ อื่น ๆ นั้น ท่านมิได้มีคำอธิบาย เห็นได้ว่า เป็นเพียงการสร้างระบบความคิดชนิดหนึ่ง ที่น่าสงสัยว่าถูกกระทำให้แปรปรวนไป ด้วยระบบประสาทที่ฟั่นเฝือ

 

ลองดูจากหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่หลวงพ่อสดท่านเขียนไว้ หนังสือ ทางมรรคผลนิพพาน พ.ศ.2525 พระนิพพานนี้ เป็นสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งกินเนื้อที่ วัดขนาดความยาว ความกว้างได้ด้วยคือ

“วัดผ่าศูนย์กลางได้ราว 141 ล้าน 3 แสน 3 หมื่นโยชน์ ขอบของอายตนะนิพพาน หนาด้านละ 15 ล้าน 1 แสน 2 หมื่นโยชน์ รอบขอบทั้งสองด้าน เป็น 30 ล้าน 2 แสน 4 หมื่นโยชน์ เป็นที่ประทับเข้านิโรธสมาบัติของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย รวมถึงผู้ได้ธรรมกาย ชั่วนิจนิรันดร์” (จาก เสถียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต. “จดหมายเปิดผนึกถึงมหาเถรสมาคม”.ข่าวสด.24 ม.ค.2542,หน้า 24.)

จะเห็นว่า เข้าลักษณะสติแตก เตลิดไปไกล นอกตำรา เป็นการสะท้อนความคิดที่ฟั่นเฝือ ด้วยตัวเลข ด้วยหน่วยมาตราวัด และที่สำคัญ บอกให้รู้ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงนิมิต เห็นจาก อุคหนิมิต จึงเห็นตนเอง(ในฐานะผู้สำเร็จธรรมกาย คือสำเร็จสมาธิ) เสมอกับพระพุทธเจ้า(ซึ่งเป็นเพียงนิมิตรูปกายชนิดหนึ่งที่นึกเอาเองว่าเป็นพระพุทธเจ้า) และพระอรหันต์ทั้งหลาย(ซึ่งเป็นเพียงนิมิตรูปกายชนิดหนึ่งที่นึกเอาเองว่าเป็นพระอรหันต์สาวก) ในอายตนนิพพาน(ซึ่งเป็นนิมิตแดนกว้าง เหมือนเห็นท้องทุ่งใหญ่ในความฝัน แล้วตัวเองเพ้อว่า นี่คืออายตนนิพพาน)ได้

ซึ่งจะเห็นว่า การนึกเอาตัวเอง กายตัวเอง ไปอยู่ร่วมกับกายเหล่านั้น สามารถทำได้ แต่ไม่ควรเข้าใจผิดว่า กายเหล่านั้นคือ พระพุทธเจ้า หรือ พระอรหันต์ หากแต่เป็นภาพนิมิต ที่นึกสร้างขึ้นด้วยสมาธิ หรือจะด้วยความบังเอิญ มิได้ด้วยสมาธิ (สติตกเข้าไปในมิติชนิดหนึ่งใด โดยบังเอิญ) ก็อาจเป็นได้เช่นกัน เท่านั้นเอง เมื่อเข้าใจผิดไปว่าเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์จริง ๆ เช่นนั้น นำไปโอ้อวดแด่คนทั่วไป จึงเกิดการแตกตื่น กลายเป็นมงคลตื่นข่าวอย่างมโหฬาร โดยเชื่อว่าท่านสำเร็จพระอรหันต์ และนี่เป็นผลจากการดำรงตนอย่างประมาท ไม่พยายามตรวจสอบผลการปฏิบัติกับพระปริยัติธรรมให้แน่นอนก่อนจะอวดอ้างคุณวิเศษใดใดออกไป

 

การโอ้อวดของแม่ชีอาจารย์

5. เมื่อพิจารณาจากการอวดอ้างของลูกศิษย์ เช่นแม่ชีจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งเป็นอาจารย์ของ พระธัมมชโย อีกด้วย เราจะยกให้แม่ชีจันทร์ อย่างสูงสุดเช่นนั้นไปเลยก่อน เพื่อใช้เป็นฐานการวิเคราะห์ในคราวนี้ มองจากการอ้างที่ว่า ผลของการฝึกวิชาธรรมกาย สามารถไปสวรรค์นรกได้ ป้อนข้าวพระพุทธ ในนิพพานได้นั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องเดิม มิได้อาศัยวิชาธรรมกาย หรือการฝึกมา 15 ขั้นตามที่กล่าวมาก็สามารถทำได้ เห็นได้ที่ภาคอีสาน บุคคลที่ศึกษาธรรมอยู่ในระดับ อาจารย์ธรรม หรือภาษาอีสานว่า จารย์ครูธรรม จะสามารถถอดกายไปได้เช่นนี้ มักแสดงเมื่อรักษาคนป่วย จารย์ครูธรรม จะถอดกาย ขี่ม้ามณีกาพย์ไปหาพระอินทร์บนสวรรค์ เพื่อขอยาหรือขอถามถึงโทษทัณฑ์ของผู้ป่วยแล้วขออภัยโทษนั้นจากพระอินทร์ เมื่อพบพระอินทร์ท่านให้อภัยโทษแล้ว คนป่วยก็หายป่วยได้ แต่จารย์ครูธรรมเหล่านี้ ไม่เคยโอ้อวดเลยว่าการปฏิบัติสมาธิและกรรมฐานของพวกเขาบรรลุมรรคผลนิพพาน เขารู้ตัวของเขาดีว่า ขั้นนี้ยังไม่ถึงนิพพาน ยังไม่สามารถออกจากกามได้ มิได้เป็นมิจฉาทิฏฐิไป กลับพยายามแสวงหาครูอาจารย์ผู้รู้จริงในทางมรรคผลนิพพานต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

นอกจากนี้กรณี แม่ชีจันทร์ ขนนกยูง ที่บัดนี้ พอเชื่อได้ เพราะ ทัตตชีโว พูดเต็มปากเต็มคำว่า เป็นอาจารย์ของธัมมชโยภิกขุ (ดู “ยกแม่ชีจันทร์ ถอดกายท่องนรก-สวรรค์ เผยจบธรรมกายชั้นสูงสุด ทัตตชีโว ชี้นำผลบุญมาให้”.มติชน:29 ธ.ค.41,หน้า 1-23. และ “ธรรมงง..งง ชีวิตพิศวง แม่ชีจันทร์ ขนนกยูง”. มติชนสุดสัปดาห์ : ฉ.958 ประจำวันอังคารที่ 29 ธ.ค.41 หน้า 16.) และแม่ชีจันทร์นี้เก่งวิชาธรรมกาย เป็นสุดยอดของลูกศิษย์เอกของหลวงพ่อวัดปากน้ำ (ซึ่งมีลูกศิษย์คือธมฺมชโย ตั้งแต่เป็นฆราวาสหนุ่มน้อยมาเรียนวิชานี้ด้วย) ความสามารถของแม่ชีจันทร์ เช่นที่ว่านั้น อันเราจะยกให้สูงไว้ตามนั้นก่อน ตรงหลักสมาธิธรรม ว่าด้วย ปฏิภาคนิมิต (เข้าอัปนาสมาธิได้) ทำภาพให้เคลื่อนไหวได้ นับว่าเก่งไปกว่าหลวงพ่อสดอีก เพราะหลวงพ่อสดทำได้เพียงระดับ อุคคหนิมิต ทำภาพนิ่งที่ย่อหรือขยายใหญ่ได้เท่านั้น ยังไม่มีชีวิตจิตใจเคลื่อนไหวไม่ได้ แต่ความสามารถในระดับปฏิภาคนิมิตนี้ ในความเป็นจริง สตรีนักปฏิบัติธรรมซึ่งมิได้ฝึกมาอย่างวิชาธรรมกายเลย ระดับนี้มีมากมายในภาคอีสาน ปัจจุบันมีสตรีที่สามารถถอดกายทิพย์ไปสวรรค์ได้เช่นนี้ อีสานมักไปโดยเถาวัลย์คู่หนึ่ง เรียกว่า เครือกอบแกบ ไต่ขึ้นไปตามเถาวัลย์คู่นั้น ก็จะบรรลุ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ที่ประดิษฐานพระเกศแก้วจุฬามณี ก็เทียวไปไหว้ ไปกราบเจดีย์บ้าง พระพุทธรูปงาม ๆ องค์ใหญ่ ๆบ้าง ผู้ที่เก่งไปกว่านั้นก็มี โดยไม่ไต่ไปทางเครือกอบแกบที่ว่านี้ แต่ นั่งดอกบัวลอยไปสวรรค์ ได้ดั่งใจปรารถนาสามารถถวายข้าวพุทธองค์ได้เหมือนกัน ต่างจากแม่ชีจันทร์ ขนนกยูง ก็ตรงที่ เขารู้ตัวเขาว่า ปาฏิหาริย์เหล่านี้ มิได้หมายถึงมรรคผล ยังไปไม่ถึงมรรคผลนิพพาน เพราะรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงนิมิตที่ถูกสร้างขึ้นด้วยการรวมพลังแห่งสมาธิ ยังมิใช่เส้นทางที่ถูก มิใช่ร่องรอยมรรคผลของพระพุทธเจ้าที่แท้จริง มิได้มีมิจฉาทิฏฐิเกิดขึ้นว่า ตัวเราถึงพระอรหัตแล้ว และแสวงหานักปราชญ์ครูบาอาจารย์ผู้รู้จริงต่อไปอยู่

ในต่างประเทศ เช่นญี่ปุ่น เห็นได้จากสารคดีประวัติศาสนา พุทธอยู่ร่วมกับเชนได้อย่างไร ทางจอแก้วนี่เอง เขาพาชมพระพุทธรูปสำคัญ ๆ ที่ซ่อนปริศนาหรือความหมายทางปฏิบัติสมาธิชั้นสูงเช่นเดียวกับฝ่ายเรานี้ เห็นรูปปั้นพระสาวกรูปหนึ่ง ที่ประชามหาชนญี่ปุ่นเคารพบูชาอย่างสูง เป็นพระยืน มีแขนขวาเหยียดออกไป มีพระสงฆ์ออกมาจากปาก ไต่ไปตามแขนนั้น ตาม ๆ กันหลายองค์ ความหมายที่ซ่อนอยู่ก็คือ การถอดจิตของพระรูปนั้นออกจากร่างทางปาก ไต่มาตามแขน ก่อนแล้วค่อยออกไปสู่อากาศกว้าง คล้าย ๆ กับวิชาของแม่ชีไทยนี่เอง ซึ่งจัดว่าอยู่ในระดับ อัปนาสมาธิ ที่สามารถทำ ปฏิภาคนิมิต อันเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้อย่างมีชีวิตชีวาจริง หากแต่ต้องเข้าใจว่า เป็นระดับชั้นวิชาสมาธิ ระดับอัปนาสมาธิเช่นเดียวกันก็จริง แต่ต่างรูปแบบ ต่างสาขาวัฒนธรรม ต่างในความชำนาญการเฉพาะ ผลที่ได้จึงปรากฎออกมาแตกต่างกันไปเป็นธรรมดา

ในไทยเรายังมีเรื่องพิสดารกว่าแม่ชีจันทร์ ที่น่าจะเป็นรูปธรรมที่พิศูจน์ได้เป็นวิทยาศาสตร์กว่า เห็นได้จากหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อว่า “โทรจิต” เขียนโดยสตรีที่ชื่อว่า “สุมาลี” หนังสือเล่มบาง ๆ มีเพียง 16 หน้า วางขายที่ร้านหนังสือบริเวณวังบูรพา กรุงเทพมหานคร ในเดือน ก.ย. 2530 ราคาถึง 99 บาท (กระดาษ 8 แผ่น 16 หน้ายก จัดทำอย่างดาด ๆ ขายถึง 99 บาท ก็ต้องนับว่าแพงมาก) แต่ผู้ที่มีภูมิธรรมปัญญาเข้าใจในเรื่องนี้จะเห็นทันทีว่า เป็นหนังสือที่ขายความลับในทางปฏิบัติของเรื่องราว โทรจิต ตามแนวปฏิบัติในแบบแผนโบราณของไทยในลักษณะไสยศาสตร์ โดยนำเอาพิธีกรรมและคาถาอาคมมาใช้ประกอบด้วย (คาถาหลักที่สุมาลีเสนอก็คือ คาถา มนต์พระเพทยาธร) โดยที่เจ้าตัวผู้เขียน(สุมาลี) ไม่เข้าใจว่า แท้จริงเป็นหลักวิทยาศาสตร์ทางจิต ซึ่งสามารถปฏิบัติได้จริงโดยเท็คนิกแบบวิทยาศาสตร์ทางจิต ที่มีองค์ประกอบหลายอย่างที่ประสานกลมกลืนกัน มากกว่าวิชาธรรมกาย ที่วงจรทั้งสิ้นถูกสร้างขึ้นด้วยนิมิต ชนิดหรือแบบเดียวกันทั้งหมด การฝึกสมาธิ เมื่อปฏิบัติในวิธีการอีกวิธีการหนึ่งที่ ต่างออกไป ก็จะทำให้ได้ความสามารถทางจิตไปอีกลักษณะที่ต่างออกไปอีก และในลักษณะที่ว่า คือ การถอดกายออกไปเที่ยวนรกสวรรค์ สามารถทำได้จากหลักปฏิบัติหลายอย่างต่างกัน แต่กระนั้นก็หาใช่มรรคผลนิพพานไม่ และผู้สัมมาทิฏฐิในพระพุทธศาสนาก็จักเข้าใจว่า นี่ยังมิใช่อริยมรรคหรืออริยผล แต่อย่างใด ทั้งนี้ก็เพราะรู้ที่มาที่ไปของนิมิตเหล่านั้นว่านิมิตเหล่านั้น เป็นผลมาจากสมาธิทั้งสิ้น ซึ่งมิใช่ผลของปัญญาแต่อย่างใด ผู้ปฏิบัติเหล่านั้นเองจะรู้ตัวอยู่ ว่ายังเอาชนะกิเลส ราคะ ตัณหา อุปาทาน ไม่ได้ ส่วนผู้รู้น้อย โดยไม่เข้าใจขั้นตอนอันสมบูรณ์ของสมาธิธรรม ก็ย่อมมีมิจฉาทิฐิเกิดขึ้นได้ โดยอาจเข้าใจว่าตนบรรลุพระอรหัต แล้วไปหลอกลวงคนทั้งหลาย กลายเป็นมหาโจรในศาสนาไปอย่างไม่ตั้งใจ

ลองดูจากหนังสือของ “แสง อรุณกุศล” เรื่อง “ประสบการณ์จากสมาธิ-วิญญาณ ตามแนวคำสอนสมเด็จโต สมาธิ ทางสงบ ถอดจิต” เล่ม 1. (ไม่บอกปี และ สถานที่พิมพ์ : มีคำนิยมของสมเด็จพระสังฆราชวาสนมหาเถร และ เจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี) พูดถึงเรื่องต่าง ๆ ทางวิญญาณ แล้วมาพูดถึงเรื่องการถอดจิต ดังปรากฎข้อความสำคัญว่า

“การถอดจิตด้วยการปรับจิต จากดวงแก้วเป็นรูปกายทิพย์ การถอดจิตวิธีนี้ เป็นการตั้งนิมิตวงกลมฝึกจนเพ่งให้สว่าง และสามารถหดหรือขยายได้ดั่งใจปรารถนาแล้วก็ค่อย ๆ บีบรัดดวงแก้วปั้นเป็นรูปคนเราขึ้นมา เมื่อถอดจิตด้วยวิธีนี้ได้แล้ว เป็นการเอาจิตไปตั้งไว้นอกกายเหมือนเราเข้าไปดูภาพยนต์ และกายเนื้อเรายังมีความรู้สึก ระลึกรู้อยู่พร้อมสมบูรณ์ สิ่งที่เราไปพบเห็น เหมือนกับเราเอาจอภาพยนตร์นั้นมาติดตั้งอยู่หน้าเรา และเห็นตัวเราอยู่ในจอเล่นไปตามบทที่เราต้องการ” (หน้า 348)

ซึ่งจะเห็นว่า สมาธิ แนวทางสมเด็จโต(สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี เจ้าของตำนานอภินิหาริย์พระสมเด็จ พระเครื่องที่เลื่องชื่อของเมืองไทยเรานั่นเอง)

 บ่งบอกว่า สามารถทำพิสดารดวงแก้วอย่างที่เป็นความเก่งความสามารถของวิชาธรรมกายทำ ไปได้อีกระดับหนึ่ง ด้วยความสามารถทางอัปนาสมาธิ คือทำภาพเคลื่อนไหวได้ โดยจะเห็นว่า ขั้นตอนเริ่มขึ้นเหมือนกัน คือ เพ่งสร้างนิมิตวงกลม ดวงกลม(จะเพ่งให้เกิดภาพอะไรก็ได้ ถ้าเก่ง) ขึ้นก่อน แล้วหดหรือขยายออกไปให้เล็กใหญ่ได้ตามใจปรารถนา สามารถแปรรูปเคลื่อนไหวไปมาอย่างสิ่งที่มีชีวิตได้

 

สมาธิระดับอัปนาสมาธิ

มาถึงตรงนี้ วิชาธรรมกาย (ตามหนังสือที่อ้างข้างต้น) ทำต่อไปไม่ได้ เพราะเข้าอัปนาสมาธิไม่ได้ ผลที่พัฒนาไปกว่านี้จึงเกิดขึ้นไม่ได้ จึงทำได้เพียงอาศัยพื้นความสามารถเดิมคือ อุปจารสมาธิ เมื่อพัฒนาขึ้นบนตามแนวตั้งไปไม่ได้แล้ว ประกอบด้วยอุปนิสัยมักคำป้อยอสรรเสริญ ชอบโอ้อวด ก็ขยายการพัฒนาไปทางแนวนอน โดยอาศัยความสามารถอันเดิม ก็จึงมีการสร้างนิมิตเพิ่มขึ้นมา ในแนวนอนอีกเป็น 2 วงจรเป็นวงจรดวงใส กับวงจรกายใส แล้วในแต่ละวงจรก็เอามาซ้อนทับกันไปมาบ้าง ซ้อนนอกซ้อนในกันไปมาบ้าง ต่างวงจรก็เอามาไขว้กันบ้าง ไปต่าง ๆ ซึ่งท่านผู้อ่านจะเห็นว่า ล้วนเป็นภาพนิ่งทั้งสิ้น ส่วนของสมเด็จโต ใช้ความนิ่งสงัดสงบแห่งดวงจิต ระดับอัปนาสมาธิ (ซึ่งเป็นระดับที่มีการเชื่อมต่อระหว่างสมาธิและปัญญา โดยมีการซ้อนทับกันอยู่ส่วนหนึ่ง คือปัญญาซ้อนทับเข้ามาในสมาธิ ในส่วนล่าง และสมาธิซ้อนทับเข้าไปในปัญญา ในส่วนบน กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือสภาวะที่ สมาธิยกขึ้นซ้อนฌาน ฌานลดลงซ้อนสมาธิ : เพราะต้องมีมาตรการคลายเครียดเข้ามาช่วย ไม่งั้นจักมีผลทางระบบประสาท) แล้ว “บีบรัดดวงแก้วให้เป็นรูปคนเราขึ้นมา” (มีกายใสผ่อง ทำกริยาเคลื่อนไหว หรือพูดจาได้เหมือนคนมีชีวิตจริง:ผู้วิเคราะห์) ท่านไม่ได้บอกว่าถอดกายนี้ออกไปอย่างไร โดยทางไหนของร่างกาย แต่น่าจะเข้าใจได้ว่า สำหรับท่านผู้ชำนาญแล้ว จะถอดกายนี้ออกไปอย่างไรก็ได้ จะเข้าหรือจะออกทางไหนก็ได้โดยง่าย เช่นจะออกทางปาก ไต่ไปตามแขน โดยกระแสแห่งแสงสีนั้นยังรวมไม่สนิท ทำให้เกิดภาพหลายภาพไต่ตามกันออกมาตามแขนก่อน เช่นที่พระญี่ปุ่นทำ ดังอ้างมาแล้ว ก็ได้ แต่ที่น่าสังเกตและขอให้ท่านสังเกตก็คือ นี่แหละน่าจะเป็นต้นแบบของวิชาธรรมกายนั่นเทียวและเป็นการแน่นอนเหลือเกินว่าอยู่ในระดับที่เหนือกว่าวิชาธรรมกายหลายขั้น เพราะเป็นความสามารถอยู่ในระดับอัปนาสมาธิ ที่สามารถสร้างภาพเคลื่อนไหวอย่างดีและแจ่มแจ้งได้โดยตลอด ดุจดังมีชีวิตจริง ซึ่งกรณีการถอดจิตนี้ เมื่อออกจากร่างสู่นภากาศภายนอกได้แล้วก็กลายเป็นความเพลิดเพลินสนุกสนานสุดยอด แต่ท่านเหล่านี้ก็ไม่เคยอวดตัวโดยหลงว่าการบรรลุวิชาของท่านคือการสำเร็จมรรคผล หรือแสร้งเลียบเคียงตัวเองกับมรรคผล หรือแสดงตัวออกมาแบบอิงหลักการโฆษณาชวนเชื่อ โดยหวังลาภ และหวังความสรรเสริญ เช่นที่วัดต้นตำหรับวิชาธรรมกาย ทำ อันเป็นเหตุให้คนเข้าใจผิดไปอย่างใหญ่หลวงมาจนกระทั่งบัดนี้

สิ่งที่ควรสังเกต ณ บัดนี้ก็คือ เมื่อบุคคลใดสามารถทำปฏิภาคนิมิต ภาพเคลื่อนไหว ให้เกิดขึ้นได้แล้ว ก็จะไม่ใยดีสนใจอุคคหนิมิต ภาพนิ่งต่อไปอีก อุปมาเหมือนบุคคลได้พบได้ชมภาพยนต์แสงสีอันสมบูรณ์ทั้งภาพและเสียงแล้ว ก็ย่อมเมินไม่มองคุณค่าของภาพยนต์ขาวดำ ที่ให้เพียงภาพนิ่งอย่างแต่ก่อนต่อไปอีกฉะนั้น ซึ่งสาเหตุก็เพราะความสุขสนุกสนานจากการเล่นภาพเคลื่อนไหวนั้นมีมากมายหลายหลากกว่านั่นเอง ยิ่งกว่านั้นก็ใช่ว่าจะสามารถทำได้เพียงรูปแบบเดียว หากชำนาญ เก่ง ก็สามารถทำได้หลายรูปแบบ ทำซับซ้อนเปลี่ยนแปรไปอย่างใดก็ได้ เหมือนเช่นธรรมกายทำซ้อนสับทับทวีกายนิ่งได้นั่นแหละ หากแต่ต่างระดับต่างศักดิ์ศรีกันมาก หากเก่งพร้อมไปอีก นิมิต นั้น นอกจากเคลื่อนไหวได้แล้ว ยังอาจพูดจา หรือสนทนาโต้ตอบกันกับเราอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เหมือนกับคน ๆ หนึ่ง แต่นี่คือ ปฏิภาคนิมิต ระดับสมบูรณ์ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ อุคหนิมิต แล้ว ต่างกันมาก อุปมาเหมือนดินกับทองคำนั่นเทียว

และสามารถคาดคะเนไปโดยทางตรรกวิธีต่อไปได้อีกว่า เมื่อบุคคลได้ผลสำเร็จสมบูรณ์ทางปัญญา ในระดับปัญญาสิกขาแล้ว ก็ย่อมเมิน ไม่มองอิทธิปาฏิหาริย์ ในระดับสมาธิอีกต่อไป นี่เป็นเหตุผลธรรมดา ๆ แต่เข้าใจยาก เพราะระดับปัญญาสิกขานั้น เป็นระดับที่สิ้นกิเลส ความสุขจากความสิ้นกิเลส สิ้นทุกข์ ตามพระบาลีว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ (นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง)นั้น เป็นอย่างไร จึงยากที่จะอธิบายเป็นรูปธรรมได้

ข้อสำคัญ เรื่องสำคัญ สมาธิ นี้มีทั้งคุณและโทษอยู่ในตัวเองอย่างสูง เมื่อสามารถทำอุคหนิมิตหรือปฏิภาคนิมิตได้แล้ว ทางฝ่ายโทษ จะหมายถึงย่านอันตรายอย่างสูง นักไสยศาสตร์จะใช้ได้ทั้งทำดีและทำชั่วผิดศีลธรรมไปต่าง ๆ และจะไม่มีผู้ใดยอมเปิดเผยว่าทำอะไรบ้าง แต่พวกเดียวกันรู้ทันกัน นักบวชท่านมักจะให้เพียงรู้จักไว้ อย่าให้ความสำคัญ แล้วรีบผ่าน ๆ ไปเสีย หรือไม่ก็ ด้วยการไม่ยึดมั่นถือมั่นในนิมิตนั้น จนกว่าจะเข้าสู่ภูมิปัญญาสิกขาได้ เพราะกิจของนักบวชคือ การก้าวสู่มรรคผลนิพพาน และย่อมเข้าใจว่าสมาธินี้เสื่อมทรามลงภายหลังได้ หากไม่ตั้งอยู่ในศีล และธรรมอันดี เพราะศีลเป็นฐานของสมาธิเสมอเป็นสัจธรรม ฉะนั้น ท่านจึงไม่ตั้งใจสั่งสอนเรื่องนิมิตต่าง ๆ อย่างให้ความสำคัญ เอาเป็นเอาตาย เหมือนหลวงพ่อสด ท่านทั้งหลายจะบอกแต่ว่า นั่นเป็นขั้นตอนหนึ่ง มาถึงแล้วอย่าหยุด จะเป็นอันตรายต่อพรหมจรรย์ พบแล้ว ให้รีบผ่านไปเสีย ทางข้างหน้ายังยาวไกล ท่านจะบอกจะสอนลูกศิษย์ อย่างนี้

 

 

หมู่สงฆ์เถรมหาเถรไม่ยอมรับวิชาธรรมกายมาแต่อดีต

7. กรณีหลวงพ่อสด (สด จนฺทสโร) หรือท่านเจ้าคุณพระมงคลเทพมุนี ผู้ “ได้ค้นพบวิชชาธรรมกายของพระพุทธเจ้า” มีข้อเท็จจริงที่ควรทราบก็คือ แท้จริงได้มีผู้รู้ได้ชี้แจงต่อต้านมาตั้งแต่ต้นที่หลวงพ่อสด เริ่มเผยแผ่วิชาชนิดนี้ตั้งแต่คราวนั้นแล้ว ดังมีข้อความว่า

“การปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำแพร่หลายไปในหมู่คนทุกชั้น มีทั้งติทั้งชม เป็นแนวทางสอนที่แตกหัก ทั้งน่าเคารพและน่ากลัว ท่านผู้รู้วิจารณ์ในแง่ต่าง ๆ บางท่านก็สนเทห์ว่า ธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำมีผู้ปฏิบัติถึงกันมาก จะเป็นแผนการลวงประชาชนของผู้มีความปรารถนาอันลามก ถึงมีการประชุมลับกันในพระเถระผู้ใหญ่ และผู้เชี่ยวชาญในพระกรรมฐาน ส่วนมากลงความเห็นหนักไปในการละเมิดพระวินัย เข้าขั้นอวดอุตตริมนุสสธรรม ยกโทษสูงถึงเพียงนั้น” วิธีทำให้เห็นธรรมกาย”.เล่มเดิม: อ้างแล้ว, หน้า 105.)

โดยที่พระเถระ พระวิปัสนาจารย์สมัยนั้น ท่านพิจารณาด้วยสงสัยว่า การบรรลุนิพพาน โดยปกติ เป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง คนเข้าถึงยากนักยากหนา แต่เมื่อหลวงพ่อสดนำวิชาธรรมกายมาสอนที่วัดปากน้ำ กลับปรากฎว่าคนเข้าถึงนิพพานได้มากมาย จนดูดั่งว่าสำเร็จมรรคผลไปตาม ๆ กัน ท่านจึงสงสัย ตามคำกล่าวว่า

“ธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำมีผู้ปฏิบัติถึงกันมาก จะเป็นแผนการลวงประชาชนของผู้มีความปรารถนาอันลามก” และ “ถึงมีการประชุมลับกันในพระเถระผู้ใหญ่ และผู้เชี่ยวชาญในพระกรรมฐาน ส่วนมากลงความเห็นหนักไปในการละเมิดพระวินัย เข้าขั้นอวดอุตตริมนุสสธรรม” แต่กระนั้น ท่านเหล่านั้นก็ไม่สามารถจัดการให้เรื่องยุติลงตามปรารถนาได้

และยังคงไม่เป็นที่ยอมรับในหมู่นักปราชญ์ราชบัณฑิต และพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ ทั้งฝ่ายปกครองเองหรือแม้ฝ่ายวิปัสนาธุระ โดยตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ และในขณะนี้ ประเด็นวิชาธรรมกายก็ถูกกล่าวโจมตีว่า สอนผิดหลักพระพุทธศาสนา เป็นเพียงลัทธิหนึ่งเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ท่านเจ้าคุณนักปราชญ์แห่งสงฆ์ไทย พระธรรมปิฏก และ ท่านราชบัณฑิตเสฐียรพงษ์ วรรณปก ชี้ว่า หลักที่สอนว่านิพพานและพระอริยบุคคลทั้งหลายเป็น อัตตา มีที่อยู่ ณ อายตนนิพพาน ของวัดปากน้ำนั้น เป็นคำสอนที่ ไม่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา ที่สอนว่า สรรพสิ่งทั้งหลายเป็น อนัตตา (สพฺเพธมฺมาอนตฺตาติ) ที่พระสงฆ์ทั่วประเทศสวดกันทุกเช้าทุกค่ำ ซึ่งผู้เคยบวชเป็น ฑิตย์…มาแล้วทุกคน ล้วนได้เคยสวดมนต์ทำวัตรเช้าวัตรเย็นบทนี้มาแล้ว ขอฑิตย์ ๆ ทั้งหลายลองทบทวนดู และ เมื่อเร็ว ๆ นี้ หนังสือพิมพ์สยามรัฐก็ได้เปิดเผยความลับชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง จากบันทึกของพระอาจารย์วิปัสนาวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ โดยมีหัวข้อว่า “เมื่อหลวงพ่อสดกลับใจเรื่องวิชชาธรรมกาย” ซึ่งหมายความว่าท่านเองได้ยอมรับภายหลัง 40 ปีต่อมาจากการประกาศวิชาธรรมกายว่าท่านผิดพลาดไปแล้วโดยพระทิพย์ปริญญา(ที่อ้างแล้ว) เป็นผู้ประสานงานติดต่อให้ท่านได้รับการศึกษาขั้นวิปัสนา จากอาจารย์วัดมหาธาตุ น.ส.พ.สยามรัฐฉบับดังกล่าวระบุข้อความว่า

“จากบันทึกคำถาม-คำตอบเรื่องวิปัสสนากรรมฐาน โดยพระเทพสิทธิมุนี(โชดก ญาณสิทธิ) ป.ธ.9 ….เป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่าในช่วงบั้นปลายของหลวงพ่อสด ท่านได้เข้าสู่แนวทางใหม่ในการปฏิบัติกรรมฐาน เลิกใช้วิธีเพ่งลูกแก้ว หลังจากที่หลงยึดติดมาเป็นเวลานานถึงกว่า 40 ปี” โดยท่านเองได้มายอมรับกรรมฐานจากพระอาจารย์วิปัสนา วัดมหาธาตุ คือเจ้าพระคุณพระเทพสิทธิมุนี(โชดก ญาณสิทธิ) ป.ธ.9 สมณศักดิ์ในขณะนั้น (โปรดดู “วัน…หลวงพ่อสดเลิกยึดติดลูกแก้ว”. น.ส.พ.สยามรัฐ: 14 ธ.ค.41,หน้า 1-2.) และอีกข้อความหนึ่งที่สำคัญว่า

“วันนี้ท่านบอกว่าธรรมกายที่ได้ไว้แล้ว มาบ่อย ๆ เรียนท่านว่า ดีแล้วหลวงพ่อหาได้ยาก แต่ให้หลวงพ่อกำหนด ภาวนาว่า “เห็นหนอ เห็นหนอ” ธรรมกายนั้นดับวูบลงไปเลย ท่านอุทานออกมาว่า “เราเป็นขี้ข้าคนมาหลายสิบปีแล้ว ไม่เท่าไรก็จะตายแล้ว”     ดังนี้

ตรงที่ดับวูบลงไปนี้ เข้าเขตวิปัสสนาญาณเป็นอุทยัพพยญาณคือญาณที่ 4 เห็นรูปนามเกิดดับชัด 50 เปอร์เซ็นต์แล้ว ถ้าใครปฏิบัติถึงตรงนี้ พระพุทธองค์ตรัสไว้ในพระไตรปิฏกเล่มที่ 25 ว่า ดีมาก ดังพระบาลีว่า

โย จ วสฺสสตํ ชีเว อปสฺสํ อุทยพฺพยํ   เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปสฺสโต อุทยพฺพยํ

ผู้ใดเห็นความเกิดดับของรูปนามอย่างนี้ มีชีวิตอยู่ได้เพียงวันเดียวแล้วตายเสีย ดีกว่าบุคคลผู้ไม่เห็นความเกิดของรูปนาม แต่มีอายุอยู่ได้นานถึง 100 ปี ดังนี้ฯ”

“ครั้นท่านได้ปฏิบัติครบบทเรียน ครบหลักสูตรแล้วใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ทางสำนักก็จัดให้มีการฟังเทศน์ลำดับญาณภายในพระอุโบสถวัดมหาธาตุนั่นเอง พร้อมด้วยพระภิกษุสามเณรและญาติโยม ทายกทายิกาทั้งหลายประมาณ 200 คนเศษ เทศน์จบก็ได้ถวายวิชาครูท่านไป 1 ชุด เป็นอันว่าท่านมีความรู้ ความสามารถทั้งในด้านสมถะและด้านวิปัสสนา เป็นพระเถระที่ไม่ถือทิฐิมานะสมเป็นนักปฏิบัติธรรมแท้ ควรแก่การเคารพบูชาเป็นอย่างยิ่ง” สยามรัฐ เล่มที่อ้างแล้ว, หน้า 2.

การที่หลวงพ่อสดมารับผิดภายหลัง 40 ปีผ่านไปแล้วนั้น น่าเชื่อถือ เพราะกาลเวลานั้น ได้ช่วยพิสููจน์ท่านเอง ว่าในที่สุดแล้วเป็นจริงอย่างไร หากเป็นพระธรรมแท้ มรรคผลจริง จักคงทนต่อกาลเวลา เพราะกิเลสได้ขาดไปอย่างไรก็อย่างนั้นไปตลอดกาล ส่วนของไม่แท้นั้น ในที่สุด ราคตัณหา ก็กลับมา เมื่อนั้นจึงจะรู้ตัวเองว่า ของเรานั้นไม่ใช่ของแท้ ซึ่ง การที่มีหลักฐานชิ้นนี้ปรากฎออกมา ทำให้ได้ข้อยุติแน่นอนว่า หลวงพ่อสด มิได้บรรลุพระอรหัตแต่ประการใด ท่านเองหลงเข้าใจผิดไปแต่แรก โดยเขลาไปด้วย นิมิต ธรรมกาย เหล่านั้น

อย่างไรก็ดี ข้ออ้างข้างต้นเป็นแต่เพียงคำบอกว่าหลวงพ่อสดได้ไปเรียนวิปัสสนาตามแบบของวัดมหาธาตุแล้วได้ผลสำเร็จอย่างนั้น ๆ เท่านั้น ไม่ใช่สิ่งบอกชัดเจนว่า ท่านได้บรรลุธรรมไปจริง ๆ หรือไม่ เพราะหากบรรลุธรรมจริง ๆ ก็น่าจะได้มีหลักฐานออกมาว่า ท่านได้เลิกสอนวิชาธรรมกาย หรือท่านได้ประกาศวิชาธรรมกาย ว่าไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง ความเข้าใจเดิมของท่านผิดไป ขอลูกศิษย์ลูกหาจงอย่าเดินทางวิชาธรรมกายนี้ เพราะวิชาธรรมกาย เป็นเพียงขั้นตอนของสมาธิสิกขาที่ยังไม่สมบูรณ์ และยังด้วนไปจากส่วน ปัญญาสิกขา อันกว้างใหญ่มหาศาล เท่านั้นเอง ไม่พึงมีมิจฉาทิฐิว่าเป็นยอดสูงสุดของพระพุทธธรรมแล้ว ธรรมกาย มิใช่เป็นมรรคผลนิพพาน คือพระอรหัตผลอันสูงสุดแล้ว เพราะธรรมดาผู้รู้ ย่อมไม่ป้องกันความผิด คนผิด สิ่งผิด การศึกษาผิด ท่านจะต้องรีบประกาศยกเลิกสิ่งที่ผิดในทันที เพื่อชำระให้เกิดความผ่องแผ้วในพระสัทธรรม โดยพลันทันที แต่ดูท่าว่า ท่านยังคงยึดมั่นอยู่กับทิฐิอันเดิมคือวิชาธรรมกายอยู่ต่อมา จนเป็นเหตุให้วิชานี้ขยายวงกว้างขวางออกไป ๆอยู่

ส่วนที่สนับสนุนข้อเท็จจริงที่ว่า คณะสงฆ์เองก็หาได้ยอมรับไม่ว่าวิชาธรรมกาย เป็นคำสอนที่ถูกต้องตรงตามหลักพระพุทธศาสนา ก็เพราะมีหมู่ผู้รู้นักปราชญ์ออกมาตอบโต้แย้งมาโดยตลอด ตั้งแต่ต้นมาจนถึงปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2517 ก็ได้มีพระสงฆ์นักวิชาการ ได้พยายามค้นคว้าวิจัยและทำเป็นหนังสืออกมา โดยมีเจตนาว่าเพื่อโต้แย้ง วิชาธรรมกายนี้ โปรดดูหนังสือ วิมุตติรัตนมาลี เรียบเรียงโดยท่านเจ้าคุณ พระศรีวิสุทธิโสภณ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด จัดพิมพ์ ขึ้น ในปี พ.ศ. 2517 ซึ่งเป็นหนังสือชนะการประกวด ได้รับรางวัลชั้นที่ 1 ในสาขาวรรณกรรมประเภทร้อยแก้ว ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (รางวัลชนะการประกวดชั้นที่ 1 เงิน 1 แสนบาท) ซึ่งสรุปความว่า นิมิตประเภทออกแสงต่าง ๆ รวมไปถึงนิมิตทั้งปวงที่เป็นผลจากการปฏิบัติธรรมนั้น ล้วนแต่เป็นกิเลสอยู่ ในขั้นวิปัสสนากรรมฐาน ก็ยังมีกิเลสชนิดนี้มาหลอกลวงให้หลงผิดได้อยู่เสมอ แต่แท้จริงท่านเรียกว่า วิปัสสนูปกิเลส เหตุฉะนั้น ผู้ประพฤติสมาธิ หรือจำเริญวิปัสนากรรมฐานใดใดอยู่จึงต้องระวัง เพราะ อาจเข้าใจผิดว่า แสงสว่าง วงใส หรือดวงใส ๆ กายใส ๆ ที่ปรากฎจากการทำสมาธิ หรือขณะประพฤติกรรมฐานใดใดอยู่ เป็นมรรคผลนิพพาน อาจทำให้เข้าใจผิดไปว่าตนบรรลุพระอรหัตผลได้ และจักเสียโอกาสไปรู้แจ้งสิ่งที่ล้ำเลิศประเสริฐในภาค ปัญญาสิกขา อันกว้างใหญ่ไพศาลละเอียดอ่อนสูงสุดได้อย่างน่าเสียดาย

 

วิถีทางที่เอื้อแด่ไสยศาสตร์

8. วิชาการลึกลับที่เราเรียกว่า ไสยศาสตร์ ไสยเวท รวมไปถึงโลกมิติอื่น ๆ มีเทพเจ้า พรหม ภูติ พระเจ้า หรือศาสนาใดใด ทั้งหลายในโลกนี้ ล้วนมีที่มาที่ไปจากปรากฎการณ์ทางสมาธิทั้งสิ้น ซึ่งจะผิดกับหลักศาสนาพุทธ ที่มีที่มาที่ไปจากปรากฎการณ์ทางปัญญา (หมายถึงปัญญาวิมุตติ) เมื่อมองจากศาสนาพุทธ จึงจะเห็นว่า ศาสนาอื่น ๆ ทั้งสิ้น มีระดับความคิดความเชื่ออยู่ที่ สมาธิ ทั้งสิ้น และสมาธิที่มีบทบาทในการสร้างปรากฎการณ์ ที่ไปที่มาแห่งความเชื่อในศาสนาเทพเจ้าหรือวิชาการลึกลับ ไสยศาสตร์ต่าง ๆ ดังกล่าว ก็คือระดับ อัปนาสมาธิ นั่นเอง โดยอัปนาสมาธิสามารถนำความคิดมนุษย์ไปเชื่อมต่อกับพระเจ้าได้ และโดยนิมิตต่าง ๆ หลายรูปแบบ ที่เกิดโดยอายตนะทั้งหลาย ลองคาดคะเน เมื่อวิชชาธรรมกาย หากสามารถพัฒนาไปได้ อีกสักหน่อยก็จะเหมือนศาสนาฮินดู เพราะจะพบพระเจ้า เทพยดา นางฟ้าอัปสรสวรรค์ มากขึ้นไปเรื่อย ๆ จนตั้งชื่อให้ไม่หวาดไม่ไหว(พระพุทธเจ้าในอายตนนิพพาน ที่เห็น อาจจะตั้งชื่อ เป็นเทพก็ได้ อายตนนิพพานอาจตั้งชื่อเป็นสวรรค์ก็ได้ เช่นแทนที่จะเรียกว่า “พระพุทธเจ้า” ก็เรียกว่า “เทพเจ้า” แทนที่จะเรียกว่า “อายตนนิพพาน” ก็เรียกเป็น “กามาพจรสวรรค์” ก็ได้ แล้วแต่จะตั้งชื่อให้แก่นิมิตเหล่านั้นอย่างไรก็ได้) ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะวิชาธรรมกาย รวมทั้งศาสนาทั้งหลาย มิได้ผ่านข้ามการศึกษา ส่วนที่ศาสนาพุทธกล่าวว่าเป็น สมาธิสิกขา ไปนั่นเอง จึงไม่สามารถเข้าใจได้ว่า ปัญญาสิกขา มีความละเอียดอ่อนลึกซึ้ง ทำให้พ้นราคะ ตัณหา อุปาทาน หรือ กิเลส ทุกข์ทั้งหลายไปได้ ความเป็นวิทยาศาสตร์ในศาสนาอื่นใดจึงไม่มี เหมือนศาสนาพุทธและศาสนาอื่นใดก็มิอาจบรรลุมรรคผลได้เลย เพราะการบรรลุมรรคผลสูงสุดเป็นส่วนของการพยายามไปในระดับ ปัญญาสิกขา

 

บทสรุปของธรรมกาย นิมิตรและสมาธิ

บทสรุปของวิชาธรรมกาย จึงเป็นดั่งนี้

ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การศึกษาพระพุทธศาสนามี 3 ระดับ ๆ ต้น ๆ คือ ศีล, ระดับกลาง คือ สมาธิ และระดับสูง คือปัญญา แต่ละระดับก็มีหลายชั้น ศีลก็มี 4 ชั้น สมาธิ มี 3 ชั้น ปัญญา แสดงโดยญาณชนิดต่าง ๆ มีถึง 9 ชั้นบ้าง 16 ชั้นบ้าง (โสฬสญาณ มี นามรูปปริเฉทญาณ เป็นเบื้องต้น ภยญาณ-นิพพิทาญาณ เป็นเบื้องกลาง และ มี โคตรภูญาณ-ปัจจเวกขณญาณ เป็นเบื้องปลาย) แสดงโดยวิชชา 3 บ้างวิชชา 8 บ้าง เช่น บุพเพนุวาสานุสสติญาณ วิชชารำลึกชาติ และ อาสวักขยญาณ วิชชาทำกิเลส ราคะ ตัณหาให้สิ้นไป แสดงโดยรูปฌาน 4 อรูปฌาน 4 บ้าง อื่น ๆ บ้าง เช่น หลักกรรมฐาน 40 กสิณ 10 บางชนิด แสดงโดย สติ เช่น มหาสติปัฏฐาน 4 เป็นต้น เหล่านี้เป็นภาค ปัญญาสิกขา ซึ่งในระดับปฏิบัติของปัญญาสิกขา จะมีเท็กนิกเฉพาะของแต่ละอย่างเหล่านั้น ที่แตกต่างกันไปอย่างมากจากเท็กนิกของสมาธิสิกขา โดยที่จุดมุ่งหมายนั้นต่างกันเป็นเบื้องต้น เช่น เท็กนิกการเพ่งกสิณ 10 บางชนิด ที่นำไปสู่อารมณ์ฌานบางชนิด ที่สามารถตัดประหารกิเลสบางชนิดได้ โดยธรรมชาติของอารมณ์ฌานชนิดนั้น

เท็กนิกการเจริญสติปัฏฐาน 4 ในแต่ละขั้นตอน คือ กาย เวทนา จิต ธรรม ซึ่งมีอยู่ในภาคปริยัติค่อนข้างละเอียดอยู่ส่วนหนึ่ง เช่นเท็กนิกของการเพ่งลมอัสสาสะ ปัสสาสะ การสร้างปราณวิถี ซึ่งเป็นระบบ ผู้หล่อเลี้ยง ที่จำเป็นมากในระดับปฏิบัติธรรม ทุกระดับ เท็กนิกการประสานในระดับ ธรรมานุปัสนาสติปัฏฐาน เท็กนิกการระลึกชาติในส่วนของการเจริญฌาน-ญาณ และสมาธิ ผสมผสานกันกับหลักวิชาชนิดอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการตรวจสอบผลการปฏิบัติ อันเป็นส่วนเท็กนิกอีกชนิดหนึ่ง ที่ใช้ตรวจสอบสภาวะแห่ง ปฏิเวธธรรม ว่าเป็นของจริงหรือไม่ ยืนยันด้วยตนเองได้หรือไม่ เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนที่อยู่เหนือระดับสมาธิสิกขาทั้งสิ้น และบัดนี้ถูกตัดให้ด้วนไปจาก วิชาธรรมกาย ซึ่งเป็นการบ่อนเบียน ทำลายหลักการสำคัญสูงสุดของพระพุทธศาสนา เพราะความรู้น้อย รู้ไม่สมบูรณ์ รู้ไม่ถึง แล้วหลงโอ้อวดตน ซึ่งโดยแท้จริงตามที่ได้แสดงผลการวิเคราะห์มานี้ วิชาธรรมกายอยู่ในระดับการศึกษาชั้นกลาง คือสมาธิ มองละเอียดลงไปอีก ก็อยู่ในสมาธิขั้น อุปจารสมาธิ เท่านั้น โดยวิเคราะห์จาก ที่ไปที่มาแห่งนิมิตทั้งสิ้นตามหลักวิชาธรรมกาย นั่นเอง ซึ่งนิมิตเหล่านั้น ล้วนเป็นอุคหนิมิต คือนิมิต ภาพนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว ไร้ชีวิตชีวา ในขั้นที่สามารถย่อส่วน ขยายให้ใหญ่กว้างออกไป เท่าไรก็ได้ตามความสามารถทางสมาธิระดับนี้ ซึ่งแม้ในระดับสมาธิ วิชาธรรมกายก็ยังอยู่ห่างไกลระดับความสมบูรณ์ ของ สมาธิสิกขา ซึ่งอยู่ที่ระดับ อัปนาสมาธิ และ นิมิตแห่งการเคลื่อนไหว มีชีวิตชีวา สามารถแสดงกริยาครบทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม

หากแต่สิ่งที่ควรเข้าใจโดยสากล ก็คือนิมิตนั้น มีมากมายหลายหลากชนิด หลายรูปแบบ ซึ่งนิมิตทั้งหลาย แท้จริงแล้ว อาจจะเกิดขึ้นได้เองเสมอ ๆ แม้ไม่มีการปฏิบัติกรรมฐานใดใดตามหลักศาสนาใดใดเลยก็ได้ ดังจะได้พบว่า การกำเหนิดขึ้นแห่งศาสดา หรือ The Prophet (ศาสดาพยากรณ์) ทั้งหลาย แต่โบราณกาลมา ก่อนยุคสมัยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือยุคหลังต่อมาก็ตาม ก็ล้วนแต่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรื่องนิมิต ที่เกิดเอง เป็นปฐมเหตุเสมอ คำว่า นิมิต ย่อมหมายความรวมถึง ความฝัน ตามที่คนทั่วไป ย่อมมีโดยปกติอยู่ด้วย ทั้งนี้ก็เพราะการประกอบซึ่งเหตุแห่งนิมิตนั้น มาจากองค์ประกอบหรือปัจจัยหลายอย่าง ที่อาจมาร่วมกันได้โดยบังเอิญ หรือมีเจตนาประกอบขึ้นซึ่งปัจจัยเหล่านั้น ก็ได้ แต่เมื่อผู้ใดก็ตามมาปฏิบัติกรรมฐาน ที่มีผลทางสมาธิ ทางกายหรือทางจิตใดใดเข้าก็ตาม กรรมฐานที่พิเศษแตกต่างไปจากปกติ ก็จะพาไปให้พบนิมิตที่แตกต่างออกไปจากนิมิตปกติที่ได้พบโดยทั่วไปเสมอ แต่นิมิตเหล่านั้น หาใช่สิ่งที่บ่งบอกอะไรมากไปกว่า สิ่งบอกเหตุชนิดหนึ่งอันเป็นผลธรรมดาของกรรมใดใด ที่ประกอบปัจจัยเหมาะเจาะ โดยวิถีทางแห่งสมาธิ ก็ย่อมเกิดขึ้น เท่านั้นเอง

เมื่อศาสนาพุทธเกิดขึ้น พระบรมศาสดาได้กล่าวถึงนิมิตทั้งหลายเหล่านี้ไว้ในส่วนการศึกษาเรื่อง สมาธิ 3 อย่าง คือ (1) คณิกสมาธิ โดยสามารถทำให้เกิดบริกรรมนิมิต (2) อุปจารสมาธิ โดยสามารถทำให้เกิดอุคหนิมิต (3) อัปนาสมาธิ โดยสามารถทำให้เกิด ปฏิภาคนิมิต และนี่คือทั้งหมดทั้งมวลของที่ไปที่มาแห่งนิมิตทั้งหลาย วิชาธรรมกายก็เป็นเรื่องที่กล่าวถึงนิมิตและการสร้างนิมิตล้วน ๆ ดังอาจวิเคราะห์จาก อุคหนิมิต ดังนี้ อุคหนิมิต เป็นนิมิตนิ่ง ไม่เคลื่อนไหว เสมือนภาพนิ่ง (เหมือนภาพสไลด์หรือภาพยนต์ยุคเริ่มแรกที่ทำได้เพียงขาวดำภาพนิ่งเท่านั้น) นั่นเอง หากแต่สามารถย่อหรือขยายให้เล็กให้ใหญ่ได้ ตามความสามารถของผู้ปฏิบัติ ซึ่งเป็นผลที่ตรงกับ วิชาธรรมกายต้นตำหรับที่อ้างมาแล้วนั้น

อนึ่ง นิมิตเหล่านี้ เกิดขึ้นด้วยการเพ่ง แต่การเพ่งนี้มิใช่ การเพ่งตามหลักกสิณ 10 อย่างที่เจ้าของวิชามักอ้างว่าเป็นการเพ่งกสิณ เพราะหลักการต่างกันอย่างเป็นตรงกันข้าม การเพ่งนี้เพ่งให้เกิดจุดศูนย์รวมแห่งนิมิตเท่านั้น ด้วยความสามารถของการเข้าสมาธิในระดับอุปจารสมาธิ สามารถทำนิมิตออกมาเป็น 2 แบบ คือแบบดวงใส กับ กายใส ทำได้หลาย ๆ ขนาดแล้ว ตั้งชื่อให้ดวง และ กาย เหล่านั้นอย่างแยบยลโดย แอบอ้างเอาชื่ออันเป็นหัวข้อหรือบทมาติกาที่สูงส่ง ที่มีความหมายสูงล้ำเลิศ ของวิชาการพระพุทธศาสนา หรือแอบอ้างเอาชื่อพระอริยบุคคล ในพระพุทธศาสนา พระพรหมของฮินดู มาตั้งให้

เช่นชื่อดวงก็ตั้งว่า ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงมรรค (ดวงปฐมมรรค ดวงทุติยมรรค ดวงตติยมรรค ดวงจตุตถมรรค) ดวงวิมุต ดวงวิมุติญาณทัสสนะ อันเป็นชื่อสุดยอดแห่งพระธรรม นำมาเกลือกกลั้วกิเลสอย่างไม่สมควร หรือนิมิตประเภทรูปกายคน ก็ตั้งชื่อว่า กายรูปพรหมบ้าง กายอรูปพรหมบ้าง กายพระโสดาบันบ้าง กายพระสกิทาคามีบ้าง กายพระอนาคามีบ้าง จนกระทั้งชื่อพระอรหันต์ ก็เอามาตั้งชื่อให้กับนิมิตกาย (หรือเพ่งให้เกิดพระพุทธรูปขึ้น ขนาดหนึ่ง ก็ตั้งชื่อว่ากายพระโสดาบัน พอขยาย ใหญ่ขึ้นไปอีก วัดได้ด้วยขนาดหน้าตัก มีหน้าตักขนาดนั้น ๆ ซึ่งบางแห่งถึงกับระบุบอกชัดเจนเลยว่า หน้าตักกว้าง 2 วา หนา 1 คืบ วัดโดยรอบได้ 6 วา (ซึ่งโดยความจริงคงวัดขนาดไม่ได้ตรงตามที่สอน เพราะคงทำไม่ได้จริง ซึ่งน่าจะบ่งบอกไปถึงอุปนิสสัย ที่มักความโอ้อวดเกินความจริง โดยมี ลาภ และความสรรเสริญเป็นปลายทาง) ก็เรียกชื่อว่า กายพระสกิทาคามี ขยายต่อไปอีก ก็ตั้งชื่อให้ว่า กายพระอนาคามี และขยายต่อไปอีก ก็ตั้งชื่อว่ากายพระอรหันต์ ใหญ่ไปที่สุด เป็นต้น นี้ เป็นเพียงอุคหนิมิตดังกล่าวมาเท่านั้น สิ่งที่ทำให้สับสนก็คือชื่อดวงชื่อกายต่าง ๆ เหล่านั้น ที่มีสาเหตุมาจากความหลงผิดว่าตัวเองสำเร็จธรรมแล้ว จึงเอาชื่อพระผู้สำเร็จเหล่านั้นมาตั้งให้กับอุคคหนิมิต นั้น ๆ เข้าใจเอาจริง ๆ ว่าพระพุทธศาสนธรรมมีชั้นสูงสุดอยู่ตรงนั้นเอง จบเสร็จกิจพรหมจรรย์คือบรรลุพระอรหัตผลลงตรงนี้

และเมื่อเห็นอุคหนิมิต พระอรหันต์ พระพุทธเจ้า มากมาย เป็นตัวตนเช่นนี้ ก็ทึกทักเอาว่า พระอรหันต์ทั้งหลาย แม้ปรินิพพานแล้ว ก็ยังอยู่ คำว่า อัตตา และ นิพพานเป็นอัตตา จึงเกิดขึ้น และเมื่อเป็นเช่นนั้น พระอรหันต์ ทั้งหลาย ก็ย่อมมีที่อยู่ คำว่า อายตนนิพพานเป็นอัตตา ก็เกิดขึ้นตาม เพื่อว่าจักกำหนดเหตุผลให้สอดคล้องกัน กับความมีตัวตนของพระอรหันต์ทั้งหลาย

 

ปัญญาสิกขาถูกตัดขาดด้วนไปด้วยอวิชชา

เมื่อประกาศวิชาธรรมกายออกมา ว่าเป็นสุดยอดของธรรมะในพระพุทธศาสนา จึงเท่ากับตัดภาควิชาการอันลึกซึ้งของพระพุทธศาสนาส่วนที่เป็น ปัญญาสิกขา ออกไปทั้งหมด ทำให้พระพุทธธรรมหดด้วนลง โดยส่วนที่หดด้วนลงนั้น กลับเป็นส่วนที่สำคัญลึกซึ้งและยังคุณประโยชน์ยิ่งใหญ่ที่สุดแด่มวลมนุษย์ ซึ่งมิจฉาทิฐินี้ สามารถมองเห็นได้ง่าย เมื่อวิชาธรรมกาย มิได้พยายามอธิบาย การเชื่อมต่อระหว่าง สมาธิ กับปัญญา และทำการศึกษาส่วนที่เป็นปัญญาสิกขาต่อไป หากจบลงด้วยความเข้าใจผิด ซึ่งน่าจะเป็นเพราะเหตุ

ประการแรก วิชานี้ยังไปไม่ถึงขั้นอัปนาสมาธินั่นเอง เพราะอัปนาสมาธิ จักเป็นตัวเชื่อมอย่างสำคัญ หากเชื่อมผิด ก็ไปผิด หากเชื่อมถูกก็ไปถูกมรรคผลนิพพาน คือทางหนึ่ง เชื่อมเข้าภาควิปัสนาญาณในพระพุทธศาสนา หรือ อีกทางหนึ่งก็ อาจหลงไปเชื่อมกับวิถีเทพเจ้าในศาสนาอื่น ก็ได้

ประการที่สอง วิชานี้มิได้พยายามอธิบายหลักปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ แห่ง ปัญญาสิกขา เมื่อเข้าใจผิดไปแล้วประกาศความเป็นมิจฉาทิฐิไปเช่นนั้น จึงฟังดูคล้าย ๆ กับว่า เป็นสำนักปฏิบัติหรือวัดสำคัญที่ล้วนเต็มไปด้วยเทพเจ้าและอริยบุคคลชั้นต่าง ๆนับแต่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี ไปถึง พระอรหันต์ เต็มสำนักเต็มวัดไปหมด คนทั้งหลายที่เขลาไม่รู้ซึ้ง คนชาวพุทธ ที่เป็นเพียงชื่อว่า พุทธ ก็หลงเชื่อ ก็แห่กันไปทำบุญกันอย่างมโหฬาร ด้วยความเชื่อว่าได้กุศลมากเมื่อได้ทำบุญในสำนักผู้สำเร็จธรรมะเป็นพระอริยบุคคลเป็นพระอรหันต์ กันทั้งนั้น การอวด ไปด้วยความเข้าใจผิดในสาระสำคัญอย่างใหญ่หลวง เช่นนี้ จึงกลายเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ อย่างมโหฬาร เข้าตรงตามหลักวิชาสงครามจิตวิทยาที่มีผลต่อการหลอกลวงประชามหาชนอย่างกว้างขวาง ยิ่งใหญ่

 

ธรรมกาย ที่แท้จริง จึงเป็นเพียงนิมิต

ธรรมกาย ที่แท้จริง จึงเป็นเพียงนิมิต ที่เกิดด้วยการ นึก เพ่งเอา โดยความสามารถทางสมาธิ ระดับ อุปจารสมาธิ จึงหาใช่พุทธศาสนาที่สมบูรณ์ที่สูงสุดอันเป็นแก่นแท้พุทธธรรม ไม่ เมื่ออ้างว่า ธรรมกาย เป็นมรรคผล นิพพาน ที่มีรูป มีตัวตน เป็นอัตตา สัมผัสได้ จึงเป็นเพียง มรรคผลนิพพานที่จอมปลอม ผู้สำเร็จ ธรรมกาย จึงเป็นผู้สำเร็จมรรคผลนิพพานที่จอมปลอม ที่มีรากเหง้าของปัญหามาจาก มิจฉาทิฏฐิ ดังกล่าว การปฏิบัติธรรมระดับหนึ่งได้ผล แล้วเข้าใจว่าสำเร็จมรรคผลนิพพาน มีสาเหตุมาจาก ความเข้าใจผิด ด้วยความหลงผิด หรืออวิชชา จึงเขียนตำราที่แสดงทางปฏิบัติผิด โดยมิจฉาทิฏฐิ แสดงเกินความเป็นจริงตามหลักพระพุทธศาสนา คนทั้งหลายทั้งปวงได้อ่านดูแล้ว แม้บางถ้อยคำก็ไม่สามารถทราบความหมายก็ตาม ต่างก็ตื่นตาตื่นตะลึง เพราะไม่เคยพบเห็นเช่นนี้มาก่อน ก็เข้าใจผิดตามไป โดยเข้าใจว่าท่านได้สำเร็จฌานสมาบัติชั้นสูง ถึงระดับพระอรหัตผล ปลื้มปิติไปโดยถูกหลอกว่า เราได้พบพระอรหันต์เข้าจริงแล้ว แม้ในชาตินี้ สมัยนี้ ยังเป็นพระอรหันต์ทรงอภิญญาพิเศษ สามารถแสดงฤทธิปาฏิหาริย์ได้ต่าง ๆ เช่น สามารถ เข้าสมาบัติ 8 โดยอนุโลมและปฏิโลม ไปมาได้ถึง 7 เที่ยว เสมอเหมือนพระอนิรุทธอรหันต์เจ้า ผู้เข้าสมาบัติ 8 ติดตามเสด็จสู่มหาปรินิพพานของพระพุทธองค์ ในสมัยก่อนโพ้น ก็กลายเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมโหฬาร คนทั้งหลายก็หลงเชื่อโดยสนิทใจว่า ท่านได้ผ่านขั้นตอนแห่งมรรคผลไปตามลำดับ ๆ ตั้งแต่สำเร็จเป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ จนอาจจะมีคนบางพวกหลงผิดคิดไปว่าท่านเป็นถึง พระปัจเจกโพธ์ และพระพุทธเจ้า ไปด้วยซ้ำ โดยที่มิได้เฉลียวใจว่า นั่นเป็นเพียง การบรรจงเรียบเรียงเรื่องราว ให้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ในเชิงเหตุและผล อย่างมีระบบ ที่สอดคล้องวิธีตรรกศาสตร์ และโดยระบบมันสมองที่ดูน่าสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าจะเคลื่อนไปจากปกติหรือไม่ เท่านั้นเอง

และก็ตั้งชื่อว่า “วิชชาธรรมกาย” โดยจำนง มุ่งหมายให้สอดคล้องภาษิตพุทธองค์ที่ว่า “ตถาคตสฺส วาเสฏฺฐา เอตํ ธมฺมกาโยติ วจนํ“ “ธรรมกายนี้เป็นชื่อของตถาคต ดูกรวาเสฏฐะ” โดยเข้าใจคำว่า ธรรมกาย ผิดไปจากนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาทั้งหลาย แม้ว่า ธรรมกาย โดยหลักการ ก็เป็นแต่เพียงการกล่าวอ้าง หาได้มีคำอธิบายโดยหลักวิชาของตนเอง โดยแน่ชัดไม่

ยังมีเรื่องราวของ ธรรมกาย อยู่อีกหลายประเด็น ที่แอบแฝงเจตนาไม่สุจริต โดยความเห็นที่ไม่ถูกต้อง เช่นการเพ่ง ที่อ้างว่าเป็นกสิณตามหลัก กสิณ 10 และการอ้าง ฌาน ที่มาสัมพันธ์กับกสิณ และกรรมฐานอย่างอื่น อีกหลายอย่าง ไม่สมเหตุผล ทั้งในทางพระปริยัติธรรมและทางปฏิบัติธรรม แสดงให้เห็นว่า ได้มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ไม่ถูกสัจธรรมตามหลักพระบาลีที่ว่า “นตฺถิ ฌานํ อปญฺญสฺส นตฺถิ ปญฺญา อฌายิโน” (ฌานย่อมไม่มีแก่ผู้ไร้ปัญญา ปัญญาย่อมไม่มีแก่ผู้ไร้ฌาน) เพราะสาระสำคัญของพระบาลีบทนี้ คือความหมายที่ว่า ฌาน ต่างจาก สมาธิ อยู่คนละระดับกับ สมาธิ ฌาน ในส่วนที่เป็น ปัญญา เป็นเครื่องมือตัดกิเลสอย่างเด็ดขาด มิใช่ สมาธิ ที่เป็นเพียงเครื่องมือในการสร้าง นิมิต ต่าง ๆ เท่านั้น พระบาลีที่อ้างนี้ ฌาน = ปัญญา ทั้งฌานและปัญญา เป็นของคู่กัน มิเชิงเป็นเหตุและผลซึ่งกันและกัน แต่จะประกอบกันเสมอ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เมื่อบุคคลได้อย่างนี้ ก็หมายถึงว่า ได้อย่างนั้นด้วยเสมอไป ในทางปฏิบัติตามหลัก วิปัสนากรรมฐาน คงจะต้องถือ ฌาน เป็นเครื่องมือสำคัญ เมื่อพิจารณาจากสภาพโดยธรรมชาติของฌาน เพราะฌานมีคุณสมบัติตามธรรมชาติของมัน ที่ใช้สังหารกิเลส ดุจน้ำใช้ดับไฟฉะนั้น เสมอไป

ฉะนั้น ความบาป ความผิด ไม่ชอบด้วยคลองธรรมแห่งพระพุทธศาสนา ที่เห็นแน่ชัดแต่ในชั้นนี้ก็คือ ธรรมกาย นี้ ได้บ่อนเบียน ทำลายพระพุทธศาสนาในส่วนที่สำคัญสูงสุดของ พระพุทธศาสนา โดย ได้ตัดวิชชาชั้นสูงสุดของพระพุทธศาสนา ออกไปทั้งหมด ทำให้ ธรรมกาย เป็นวิชาที่ด้วนไปจากหลักสูงสุด ดังกล่าวนั้น เท่ากับปฏิเสธหลักการอันสูงสุดเหล่านั้น โดยเขลาอวิชชา นั่นก็คือ ส่วนที่ว่าด้วย ปัญญาสิกขา ขาดหายไปทั้งหมด โดย ไม่มีกล่าวถึง ไม่ว่าทางปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ในหลักการของ ธรรมกาย ซึ่งมาจากความหลงผิด โดยไปหลงผิดว่า อุคหนิมิตเหล่านั้นเป็นนิพพาน และเมื่อหลงผิด ด้วยอวิชชา ไปเช่นนั้น จึงสอนผิด นำผิด ไปจากหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา โดยสอนว่า นิพพานเป็นอัตตา พระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นอัตตา ซึ่งถือว่าทำลายพระพุทธศาสนา เยี่ยงมหาโจรทำลายประเทศชาติ

ในทางปฏิบัติ ผู้หลงผิดในธรรมกาย จึงมักสรรเสริญ มักการโอ้อวด โดยอวดอุตตริมนุสสธรรม ไปด้วยเขลารู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น การ เข้าสมาบัติ 8 โดยอนุโลมปฏิโลม 7 เที่ยว ของชั้นครูอาจารย์ รวมทั้ง การฝึก อภิญญา ตามโครงการ “สาวน้อยอภิญญา” ของชั้นลูกศิษย์ ซึ่งเป็นการอวดคุณธรรมชั้นมรรคผล ไม่มีในตัวตนจริง ด้วยอวดอ้างยกตนว่าสำเร็จพระอรหัตผลชั้นอภิญญา เข้าข่ายอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตน หากมีเจตนามิเพราะเขลาหลงผิด หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ย่อมเป็นอาบัติถึงขั้น ปาราชิก

และ นี่แหละ ! ตอบคำถาม วิชาธรรมกายคืออะไร ?
 วิชาธรรมกาย : วิชาแห่งการโฆษณาชวนเชื่อ.

ที่ดูเหมือนสูงส่งล้ำเลิศ หากแต่แท้ที่จริงเป็นเพียงการแอบอิง อ้างของสูง เบื้องสูง เข้าหลัก The sun also rises. พระอาทิตย์ก็พลอยส่องแสงกับเขาด้วย (เขาว่ามรรค ก็ว่ากับเขาด้วย เขาว่าผล ก็ว่ากับเขาด้วย เขาว่านิพพาน ก็ว่ากับเขาด้วย เพื่อหลอกต้มคนทั้งหลาย) All that glitters is not gold. เลื่อมใสเปล่งประกายเหมือนกันแต่มิใช่ทองแท้หรอก เป็นทองเก๊ต่างหาก (ใช้หลอกตกทองกับคนโง่) อันเป็นหลักการโฆษณาชวนเชื่อที่สำคัญในยุคสงครามเย็น (หลัก Psychological Warfare : สงครามจิตวิทยา)

ต่อเมื่อ มิจฉาทิฐิ กลายเป็น สัมมาทิฐิ ธรรมกาย จักกลายเป็น อุบายวิธีหนึ่ง หรือเท็กนิกวิธีหนึ่ง ของการทำสมาธิ อยู่ในระดับต้น ๆ คือ คณิกสมาธิ ไปถึงระดับกลาง ๆ ของ สมาธิสิกขา อันเป็นคุณสมบัติของสมาธิระดับ อุปจารสมาธิ (ระดับหลวงพ่อสด จันทสโร) นิมิตที่เกิดขึ้นมีลักษณะเป็น อุคหนิมิต แล้ว เจริญสมาธิชนิดนี้ต่อไป ถึงอัปนาสมาธิ (ระดับสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี) สร้างปฏิภาคนิมิตได้ และ เมื่อตัด ไม่ให้ความสำคัญ ไม่ยึดติด ไม่เผยแผ่นิมิตเหล่านั้นโดยเห็นว่าเป็นสาระ เดินต่อไป จึงจะสามารถไปเชื่อมการศึกษาเบื้องสูง ระดับสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนา ระดับ ปัญญาสิกขา (ภาค มหาสติ-ญาณ-วิชชา-ปัญญา) อันเป็นส่วนสูงสุดที่ล้ำเลิศประเสริฐของศาสนาพรหมจรรย์นี้ ที่มีความหมายถึง มรรค ผล นิพพาน ที่เป็น อนัตตา ที่แท้จริง ได้

นามธรรม คือ ความสุข ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ กริยาที่บอกความสิ้นไปแล้วซึ่งทุกข์ แห่งดวงจิต นั่นแหละคือ มรรค ผล นิพพาน

ดวงจิตสิ้นทุกข์ลง เมื่อใด นิพพาน ก็ปรากฏมาเอง เมื่อนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 59ถ่ายทอดสด จารึกพระไตรปิฏกหินอ่อน
ช่อง 11
31 ธ.ค.41 เวลา 1300-1400 น.

 

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานพิธีเปิดป้ายอาคารที่ตั้งแสดงจารึกพระไตรปิฏกหินห่อน ณ พุทธมณฑล พิธีกรรมนี้เสมือนเป็นพิธีของวัดปากน้ำวัดเดียว ทั้ง ๆ ที่ความหมายน่าจะเป็นของส่วนรวมทั้งหมดของชาวพุทธ เห็นมีแต่พระวัดปากน้ำ และประชาชนมาน้อย งานก็ไม่มีพิธีกร มีอธิบดีกรมการศาสนา เป็นตัวแทนฝ่ายบ้านเมือง ไม่เห็นมีฝ่ายรัฐบาลมาร่วม แม้จากกระทรวงศึกษาธิการเอง ทำให้งานดูกรอบ ๆ กร่อย ๆ แม้ว่าความหมายของงานนั้นสูงส่งล้ำเลิศ เพราะได้จารึกพระไตรปิกฏทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ลงในแผ่นหินอ่อน ที่มีขนาดกว้าง 1เมตร 10 เซ็นติเมตร ยาว 2 เมตร จำนวน 1,418 แผ่น หรือ 709 คู่ ลงเป็นการเรียบร้อยแล้ว น่าชื่นชม มีท่านเจ้าคุณพระธรรมกิตติวงศ์ เจ้าอาวาสวัดโอรสาราม กรรมการมหาเถรสมาคม เป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนา ในอาคาร มีรูปหลวงพ่อสด หรือพระมงคลเทพมุนี เป็นเครื่องหมายเสมือนชี้ว่าการก่อสร้างทั้งนี้เสร็จสิ้นลง ด้วยบารมีของท่าน ในพิธีเปิดป้ายคลุมหลวงพ่อสด สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม ได้สดุดียกย่องท่านว่า “ได้เป็นผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย”

วิชชาธรรมกายคืออะไร ?

 

 

 

 

 

 




เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว

เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว ระหว่างเดือน เมษายน 2553 - ปัจจุบัน
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว ระหว่างเดือน เมษายน 2553 - ปัจจุบัน
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว ระหว่างเดือน ก.พ.- 22 เม.ย.2553
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้วระหว่าง ก.ย.2552 - ก.พ. 2553
เฝ้าดูฯ มิ.ย.-ก.ย.2552
เฝ้าดูฯม.ค.-มิ.ย.2552
เฝ้าดูฯธ.ค.2551
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้วพ.ศ.2551 ภาคปลายปี ก.ย.- ธ.ค.2551
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้วพ.ศ.2551 กลางปี
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2551 ต้นปี
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2549-2550
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2546-2548
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2543-2545
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2542
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2540
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2539
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2538
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2537
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2536
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว หน้าโฮมเพจ article
Headline



Copyright © 2010 All Rights Reserved.