dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พ.ศ.2540 - 2559
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 1
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 51
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 52
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 53
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 54
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 55
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletThe Truth Of Red Thailand 12-14 April 2009
bulletFrom red shirt survivor person
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
โหราศาสตร์ [updateใหม่สุด]
dot
bullet สารบาญโหราศาสตร์ คำพยากรณ์ นักการเมือง และคนสำคัญของแผ่นดิน
bulletดวงชะตาประเทศไทย พยากรณ์ว่าประชาชนจะอดอยากยากจนและเผชิญภับพิบัติ 4 ประการ
bulletให้คำพยากรณ์นักธุรกิจชาวอังกฤษ
bulletอยากรู้เรื่องโหราศาสตร์ คลิก!
dot
Buddhism How? บันทึกของนักปฏิบัติธรรมผู้ถวายชีวิตพิศูจน์สัจธรรมพุทธให้รู้แจ้งเห็นจริงถึงระดับมรรคผลนิพพานแท้
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
bulletศึกษาโลกลี้ลับ 26
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว วิเคราะห์ทุกปัญหาในโลกมนุษย์ด้วยสติปัญญาและเหตุผลวิทยาศาสตร์
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletประวัติการต่อสู้เพื่อการดับทุกข์ ของพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์ แนวปฏิรูปคณะสงฆ์อยู่ในบทวิเคราะห์นี้แล้ว
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา แนวคิดศาสนาสำหรับคนยุคใหม่
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ของฟรีให้เปล่ามา20ปีแล้วทั้งเอกสารและอินเทอเนท
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา เราทำเพื่อปัญญาชนโดยแท้
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่1-3


เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2538

เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2538

 

 เฝ้าดูวัฒนธรรมโลก ( จากจอแก้ว) พ.ศ.2538

Computerman38

 

 

ในปี พ.ศ. 2536 ประเทศไทยได้ประสบความเสื่อมโทรมทางวัฒนธรรมอย่างหนัก มีคำว่า ตกเขียว และ โสเภณีเด็กไทย เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ดังกระฉ่อนไปทั่วโลก และยังมีวารสารต่าง ๆ ต่างประเทศเช่น Longman จารึกเอาไว้ว่า ประเทศไทยได้ชื่อว่า มีโสเภณีมากที่สุดในโลก  มีตนติดเอดส์มากที่สุดในโลก  คนไทย-สังคมไทยมีความนิยมวัฒนธรรมกามปรากฏอย่างออกหน้าออกตาทางสื่อมวลชนทุกแขนง โดยเฉพาะทางโทรทัศน์ทุก ๆ ช่องในขณะนั้น  จนกระทั่งพระสงฆ์รูปหนึ่งทนดูอยู่ไม่ได้ จึงเปิดฉากการรณรงค์ต่อต้านทำสงครามวัฒนธรรมเพื่อปกป้องสังคมและวัฒนธรรมของชาติ รวมความถึงการปกป้องเปลือกที่หุ้มห่อของพระพุทธศาสนาอันสูงสุดในประเทศนี้  จึงเกิดแผนงาน  แผ้วสังคมด้วยธรรมะ นี้ขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 ตราบปัจจุบันนี้  และการรณรงค์ระยะแรก ๆ มุ่งหมายเผชิญหน้าแบบตรงไปตรงมาเพื่อให้แตกหักไปข้างหนึ่ง ปรากฏในประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อสังคมไทยเป็นเวลายาวนานกว่า 16 ปี ต่อไปนี้

แผนงานแผ้วสังคมด้วยธรรมะ

ของ ปัญญาธโรภิกขุ(พระพยับ ปญฺญาธโร : อดีตเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ)

เริ่มงานครั้งแรกวันที่ 23 ตุลาคม พุทธศักราช 2536 ด้วยผลงานการวิเคราะห์สังคมใน

 

เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว

 

ต่อต้านเอดส์ต่อต้านอนารยธรรม

เพื่อร่วมมือกันต่อสู้สงครามรุกรานทางวัฒนธรรม

 

 

 

 

 

 

สารบาญเรื่อง

เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2538

 

 

 

0.   เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2538 

1.   บทกวีอำนวยพรปีใหม่ พ.ศ.2538

2.   People Tonight พบหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ

3.   อัลบั้มเพลงดัง อะไรคือวัฒนธรรม?

4.   ข่าวสั้นสี่ทุ่ม ยันตระให้สัมภาษณ์

5.   รายการทางสำเร็จในธุรกิจ ต้องมีการลงทุน

6.   รายการแปซิฟิคแกะรอยยันตระ อมโร

7.   ขอคิดด้วยคน วัฒนธรรมพื้นฐานของประชาธิปไตย

8.   รายการกฎแห่งกรรม พระทายว่าเขากำลังจะมาทวงเอาชีวิตลูกชาย

9.   รายการธรรมะช่อง3 ดร.พระมหา

10. ข่าวสั้นเที่ยงวัน มุสลิมหัวรุนแรงในปาเลสไตน์

 

11. รายการตรงประเด็น วันสงกรานต์ วัฒนธรรมไทย?

12. ฮัจจีอิสลาม ทัศนะต่อการศึกษาของไทยอิสลาม

13. 50ปีพรรคประชาธิปัตย์ สิ่งที่สะท้อนความเป็นมนุษย์

14. ข่าว พวกคลั่งศาสนาในญี่ปุ่น ข้อคิดโลกกำลังต่อสู้อยู่กับอะไร?

15. รายการแปซิฟิค ยันตระ อมโร อีวา คาลเดน2

16. ขอคิดด้วยคน กองทัพไทยในอนาคต

17. แสงธรรม รายการคาทอลิก ใช้คำว่าสังฆะน่าจะไม่ถูกกฎหมายไทย

18. ข่าว อินเทอเนตในอเมริกัน

19. รายการพุทธประทีปช่อง5

20. รายการสัตว์โลก อเมริกันวิจัยอะไร?

 

21. ถ่ายทอดสดมวยคาดเชือกไทย-พม่าที่ตาก

22. เปาบุ้นจิ้น ปั้นแต่งเรื่องไปได้เรื่อย ๆ

23. รายการธรรมนำชีวิต เมตตาจิตต่อสัตว์

24. ข่าวปชป.ฟ้องส.ส.ชาติพัฒนา พรรคร่วมรัฐบาล  สปก.4-01

25. ข่าว สันตะปาปาอวยพรวันอีสเตอร์ วันสำคัญของชาวคริสต์

26. รายการเช้าวันนี้ เด็กถูกทารุณกรรมมากขึ้น

27. รายการข่าวทุ่มตรง ข่มขืนเด็ก 8 ขวบ

28. โชว์ไทม์บายศศิธร  นางสาวไทยเดินทางไปประกวดนางงามโลก ความเป็นมนุษย์

29. รายการสัมภาษณ์ในหลวง เอาเทปมาออกซ้ำ

30. รายการเช้าวันนี้ สมุนไพรไทยต้องมีเวทมนต์กำกับ?

 

31. การอ้างอิง\เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พุทธศักราช 2538

 

 

32. บทสรุปทั้งสิ้น  บทสรุปแห่งโลกานุวัฒน์

 

33. เนื้อหาส่วนที่ยังขาดอยู่

 

34. บทแทรกบทที่ 1  เทคโนโลยี่ที่สร้างสรรค์ ล้วนแล้วไปด้วยกาม

 

35. (ส่วนที่ขาด พ.ค.-มิ.ย.-ก.ค.-ส.ค.-ก.ย. 2538)

 

36. สารคดีองค์การสหประชาชาติ การรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่

37. รายการสหประชาชาติ(ต่อ) ผู้หญิงเหมือนทาส

38. รายการพักยก  เปลี่ยนชื่อทำไม? กรณีนางเอกชื่อดังเนาวรัตน์ ยุกตนันท์

39. ทีวี 9 ชีนีม่า  ตลกเซกส์อเมริกัน

40. กฎแห่งกรรม ยังมีคำถามประหลาด ๆ

 

41. ทำเนียบบันเทิง หนังจีนฮ่องกงกำลังภายในยุคเตรียมโยกย้าย

42. ข่าว ประกวดนางงามโลก Miss World ที่อาฟริกาใต้

43. สุริยุปราคากับชาวพุทธ

44. กำลังภายใน  โคจรลมปราณชี่กงท่า แล้วตัดกิเลสด้วยกงจักร

45. ไทวไลท์โชว์ : ชำระความงมงายเรื่องราหู ไก่ดำ

46. จารึกชื่อ ผศ.ดร.ขาว เหมือนวงค์ นักดาราศาสตร์ไทย

47. พญานาค มหัสจรรย์ใต้บาดาล

48. รายการชีวิตกับเพลง ตอบปัญหาราหูกับสุริยคราสต่อ

49. ถ่ายทอดสุริยุปราคาเต็มดวงในประเทศไทย

50. ยูเอ็นครบ 50 ปี

      บิล คลินตั้นว่าไทยติด1ใน10ค้ายาเสพติดโลก

 

51. People Tonignt : สัมภาษณ์ ดร.ขาว เหมือนวงษ์

52. ภาพยนตร์ Little Buddha พระพุทธเจ้ามหาศาสดาโลกลืมไม่ได้

53. Nation Newstalk  สัมภาษณ์ หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่

 

54. บทแทรกที่ 2 กามสะท้อนไปถึงทุกข์ของมนุษย์

 

55.  ขอคิดด้วยคน:  โลกและสัจธรรมที่แท้

       คำพยากรณ์โลก นอสตราดามุส หมอดู และพระพุทธเจ้า 

 

56. บทแทรกบทที่3เข้าใจสัจธรรมคือเข้าใจกาม

 

58. พักยก วิกฤติน้ำท่วม 

59. กฎแห่งกรรม : บทวิเคราะห์ความเชื่อของชาวพุทธ

60. เรื่องบาปบุญเป็นเรื่องสมมติ โลกนั้นแท้จริงล้วนเป็นสีดำสนิท

 

61. ถ้ากรณีเช่นนี้เกิดขึ้น  ชาวพุทธเช่นว่า  จะไปหายโง่เอาเมื่อไร  ?

62. อะไรจะเกิดขึ้นแต่พวกเขา ?  แก่ประเทศชาติของพวกเขา ?

63. เปิดงาน Worldtech  95

64. ข่าวทุ่มครึ่ง  ตามจับยันตระ

      ตามจับยันตระ  วินัย  ละอองสุวรรณ

      พิธีศพนายยิสซัค  ราบิน  นรม.อิสราเอล  สหประชาชาติลุกขึ้นยืนไว้อาลัย 

      ทหารอเมริกันข่มขืนสาวญี่ปุ่น  ที่ประเทศญี่ปุ่น  ขึ้นศาลญี่ปุ่นแล้ว

      พายุใต้ฝุ่นแอนเจล่าถล่มฟิลิปปินส์ คาดว่ายอดผู้เสียชีวิตจะถึง  700  คน 

      ข่าวฟ้าชาย  เสด็จเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต  เป็นทรงฤดูหนาว

      สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯเสด็จไปประชุม  EarthCouncil 

    

65. แจงสี่เบี้ย จรรยาโหร

66. บทแทรกบทที่ 4กาม คือที่มาแห่งชีวิตบาป หรือ โลกบาป

67. ข่าว การ์ตูนแบดแมนอเมริกาว่าไทยเป็นแดนโสเภณีเด็ก

68. เจาะใจ แพะรับบาป เชอรี ดันแคน

69. กฎแห่งกรรม ใช้สติอย่างไม่มีเวลาพักระวังเป็นวิกลจริต

70. รายการต่อต้านเอดส์ เป็นละครสั้นแสดงผลเอดส์กับเด็กวัยรุ่น 

 

71. รายการพระเทศน์เช้าวันอาทิตย์

72. ตามล่าหาความจริง  เชอรี่แอน แพะรับบาป

73. เหตุบ้านการเมือง กรณีจับแพะ

74. รายการตาดูหูฟัง

75. กฎแห่งกรรม คำอธิบายของแพะคาทอลิกเป็นอุปาทาน

76. รายการเด็ก ๆ หน้าที่ชั้นสูงจริง ๆ ไม่ต้องมีอามิส

77. แปดโมงเช้า เหมือนดักลอบดักไซ

78. ข่าวต่างประเทศ นางอ่อนซาน ซูจีกับคำว่าประชาธิปไตย

79. รายการ  60  มินิทส พิธีวูดูของอาฟริกาใต้

80. กฎแห่งกรรม“ความเชื่อของชาวบ้าน”  จูงจมูกคนชั้นรัฐมนตรีไทย

 

81. รัฐมนตรีคนหนึ่งเมื่อเข้าวัด

82. เบาะแส “ฆ่าเสี่ยมือถือ” 

83. สัจธรรมแห่งชีวิตที่แท้จริงในยุคเทคโนโลยี่ไม่เกี่ยงฐานะ-ชนชั้น

84. ด้วยบารมีศรีวิชัย

85. รวมการเฉพาะกิจ งานสโมสรสันนิบาตถวายในหลวง ของรัฐบาล 

86. ถ่ายทอดพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 18

87. ข่าวภาคค่ำ หลวงพ่อคูณไปให้กำลังใจซีเกมส์

88. ข่าววิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

 

89. บทแทรกบทที่ 5 ยุคน้ำท่วมโลก

 

90. Nation  News  Talk

 

91. การประชุมสุดยอดอาเซียน

92. ข่าวปิดการประชุม

93. โครงการวิจัยจุฬาภรณ์  ที่โรงแรมแชงการิลลา  วันที่  15  ธ.ค.  38

94. อาเซียนเกมส์ บอลชิงชนะเลิศ  ไทย-เวียดนาม 

95. ถ่ายทอดสด พิธีปิดซีเกมส์

96. รายการเช้าวันนี้ แนะนำเทศกาลคริสตามาส

97. รายการพุทธประทีป อธิบดีกรมที่ดินมาบอกอุบายสงบใจ

98. รวมพลังสื่อศิลปินอาสาเมตตาเอดส์ มุสลิมไทยว่าไทยประหลาด  

99. รักลูกให้ถูกทาง

100. ฉัตรชัย  เปล่งพานิช  สง่า  อารัมภีร์  ศิลปินแห่งชาติ  สมชัย  ทรงฤทธิ์

 

101. อ้างอิง

 

 

 

·               จบเฝ้าดูฯพ.ศ.2538

·               ต่อเฝ้าดูฯพ.ศ.2539

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว

พุทธศักราช 2538
*Computerman กับ Budami ผู้บันทึกและวิเคราะห์*
*8 มีนาคม – 18 เมษายน 2538*

 

 

 

 

บทกวีอำนวยพรปีใหม่ พ.ศ. 2538

 

ขอปีนี้มีจิตคิดเมตตา                 อีกความกรุณามหาศาล

ล้นฝั่งดังมหาชลาธาร                 เบิกบานทั่วทั้งแผ่นแดนดิน

 

ขอปีนี้มีจิตคิดเอ็นดู                  พรั่งพรูดั่งมหาชลาสินธุ์

มัจฉาเริงร่าในวาริน                   เป็นสุขตราบสิ้นขิรินทร

 

ขอปีนี้มีจิตคิดถึงธรรม                พระผู้นำอมตวจนามาสั่งสอน

พุทธศาสดาล้ำนำนคร                สว่างภพจบขจรจำเนียรกาล

 

รำลึกสระสรงมหานิรวาณะ           ดื่มรสพระมหาวิมุติสุดสนาน

ที่สุดโลกโศกศัลย์อันตรธาน        อยู่เนินนานชั่วฟ้านภาลัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 People tonight  พบหลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ

ช่อง 9 21.00น. 

วันพุธที่ 8 มีนาคม 2538

 

พบหลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ “หลวงพ่อคูณวัดบ้านไร่” บารมีท่านคงทำให้มีคนถามว่า ท่านคงเป็นถึงพระอรหันต์ โยมที่ไปสัมภาษณ์ก็คงนึกๆรำๆจะถามว่าท่านเป็น พระอริยบุคคลระดับไหน ใครเขาเชื่อว่าท่านเป็นพระอรหันต์ จริงหรือไม่ ? อะไรทำนองนั้น แต่กรณีพระดังรูปหนึ่งนั้นคงทำให้เข็ดขยาดกับเรื่องราวเกี่ยวกับอริยะบุคคลเอามากๆก็ขยักๆความที่จะถามเอาไว้เสีย บางทีจะถามว่าสำเร็จอรหันต์ก็เห็นสูบยามวนโตเบ้อเร่อ แล้วยังเล่นวัตถุมงคลอยู่อีก ซึ่งดูแล้วไม่ต่างอะไรกับเล่นหวย พระเครื่อง คงมีคนจำนวนหนึ่งในนั้นที่ได้รับโชคลาภ ยศถาบรรดาศักดิ์หรือความแคล้วคลาด รอดปลอดอุบัติเหตุเภทภัยมาขณะที่มีพระเครื่องแขวนคออยู่เหมือนเรื่องหวยเบอร์ก็ตรงที่ ถ้าบอกเบอร์ไปครบร้อยตัวแล้ว ก็ย่อมมีคนถูกแน่นอน และคนนั้นก็ย่อมพูดได้เต็มปากว่าถูกเลขที่หลวงพ่อให้ก็เท่านั้นเอง เรื่องตื้นๆ คนที่ไม่ถูกก็โทษวาสนาซาตานบุญกรรมไปตามความเชื่ออันคร่ำครึ เพราะพระอรหันต์น่าจะมีหน้าที่สำคัญกว่านี้ คือสร้างคนให้เป็นพระอรหันต์เช่นเดียวกับท่าน ดังที่รู้มาในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา นับแต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระอรหันต์องค์แรกพระองค์ท่านก็ทรงมุ่งสร้างอย่างเดียวคือสร้างคนให้เป็นพระอรหันต์ พระสาวกที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วท่านก็ไม่เคยสร้างอะไรอื่นทิ้งไว้นอกจากสร้างคนให้เป็นพระอรหันต์สืบทอดพระพุทธศาสนาที่แท้จริง เห็นผลอันวิเศษกันต่อๆมา พระพุทธองค์และพระอรหันต์ไม่เคยสร้างถาวรวัตถุ ชาวพุทธเห็นพิสูจน์ข้อนี้ได้

 

ฉะนั้นถ้าจะดูว่าพระองค์ใดเป็นพระอรหันต์หรือไม่ ก็น่าจะดูว่าท่านมีสติปัญญาทำอะไรได้บ้าง ถ้ามีสติปัญญาทำแค่น้ำมนต์เสกคาถา ไม่ได้ทำหน้าที่สอนคนให้เป็นพระอรหันต์แล้วละก็น่าจะไม่ถึงระดับพระอรหันต์แน่ๆนี่เป็นหลัก สามัญสำนึกธรรมดาๆนี่เอง  แต่นี่เป็นทัศนะส่วนบุคคล ผิดหรือถูกก็ไม่รับประกันต้องไปถามพระอรหันต์จริงดู แต่สามัญสำนึกนั้นบอกเหตุผลเราทำนองนี้ว่า หน้าที่ของพระอรหันต์อันนี้คือการสร้างคนให้เป็นพระอรหันต์แล้ว ใครเล่าจะสอน จริงไหม?   แต่หลวงพ่อวัดบ้านไร่คงเป็นพระโสดาบันกระมัง เพราะชอบทำบุญชอบสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ สร้างถนนหนทาง โรงพยาบาล ช่วยคนยากคนจน มีความนึกคิดสร้างบารมีตัวเองให้กว้างใหญ่ไพศาลและสร้างอะไรใหญ่ๆ ที่คนธรรมดาทำไม่ได้เพราะต้องอาศัยบารมีที่สูงส่งมากๆ อย่างเช่นเมื่อต้นๆปีก็ได้ทำบุญใหญ่ถวายในหลวงถึง 72ล้านบาท ในอดีตก็มีพระพิมพิสารและนางวิสาขาชอบทำบุญมาก พระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ได้ดวงตาเห็นธรรมภายหลังชนะชมพูทวีปทั้งหมดแล้ว ผู้ได้เป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกคนสำคัญยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ก็สำเร็จธรรมเช่นกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 อัลบั้มเพลงดัง  อะไรคือวัฒนธรรม?

ช่อง7

15-16มีนาคม2538

 

เด็กไทยก้าวหน้า เด็กไทยทันสมัย เด็กไทยตื่นตัว เด็กไทยมีอิสรภาพด้วยสมัยใหม่ แต่เด็กไทยยังต้องมีวัฒนธรรม อะไรคือวัฒนธรรม?? วัฒนธรรมที่แท้จริงคือความคิด ระบบวัฒนธรรมไทยหมายถึงระบบความคิดไทย  ระบบวัฒนธรรมพุทธหมายถึงระบบความคิดของชาวพุทธ ความคิดในทางที่ถูกต้องจะช่วยพิทักษ์รักษาทำประโยชน์ให้แก่เราและสังคม แต่ความคิดที่ไม่ถูกต้องจะถูกทำลาย ฉะนั้นเมื่อพูดถึงวัฒนธรรมเราไม่ได้พูดถึงข้อห้ามๆ ไม่ได้หมายถึงอะไรที่เป็นของโบร่ำโบราณ ที่ต้องช่วยกันอนุรักษ์เป็นการใหญ่อย่างที่คนบางคนคิดพยายามทำกันอยู่ทุกวันนี้ เเต่เราหมายถึงว่า ในสถานการณ์ใดๆเราจะต้องมีความคิดที่ถูกต้องอย่างไร  ในยุคสมัยใดๆเราจะต้องมีความคิดที่ถูกต้องอย่างไร นั้นต่างหากที่เป็นสาระสำคัญแห่งวัฒนธรรม

 

ฉะนั้นเราจะต้องมีวิธีคิด มีความคิดอยู่ในสมองเสมอ ถ้าว่ายุคหนุ่มสาว หรือวัยรุ่นที่ไร้วัฒนธรรมนั้นก็หมายความว่า หนุ่มสาวนั้นไม่ได้มีแบบอย่างหรือวิธีที่จะคิดนั่นเอง ถ้าไม่มีแบบอย่างหรือวิธีคิดนั่นแหละเรียกว่าไร้วัฒนธรรม ไม่มีวัฒนธรรมในขณะที่บรรยากาศเพลงปั่นป่วนไปหมด ด้วยรสชาติและอารมณ์อันสุนทรีย์และร้อนแรงเพียงใด ผู้ไร้วัฒนธรรมจะลืมตัวตนเตลิดไปไร้ขอบเขต เพราะไร้ความคิดไร้จิตวิญญาณ นั่นหมายถึงอันตรายในขณะนั้นเองหรือในภายหลังต่อมา แต่ผู้มีวัฒนธรรมนั้นจะสนุกสนานได้รสชาติและการผจญภัยที่น่าสนุกสนานเบิกบานมาก ทั้งผู้ที่อยู่บนเวทีและนอกเวที จะไม่ได้รับอันตรายทั้งในขณะนั้นหรือภายหลังต่อมา ถ้าชาวไทยรู้จักวัฒนธรรมพุทธ คือคิดแบบพุทธคิดแล้วจากรายการนี้เราเห็นได้และข้อสรุปที่น่าชื่นชมว่า  ความนึกคิดแบบไทย คิดในความเมตตา นั้นเป็นเอกลักษณ์ที่น่ารัก ศรัทธามาก บ่งบอกความเป็นผู้ใหญ่ น่าไว้วางใจ บ่งบอกแนวความนึกคิด ในทางสร้างสรรค์สังคม สร้างความสงบสุข ไม่วุ่นวาย ไม่ก่อภัยร้ายแก่ตนและสังคมที่รัก

นึกคิดในความเมตตา เป็นวัฒนธรรมพื้นฐานของชาวไทย ดีแน่นอน  และเมื่อปรมัตธรรมมาสู่สังคมนี้แล้ว วัฒนธรรมพุทธแท้ย่อมเกิดขึ้นและนำชาติไปสู่ความทันสมัย ก้าวทันโลกทุกไดเมนชั่น แต่ก็ยังคงปรมัตประโยชน์ให้แก่มนุษยชนใฝ่แสวงหาได้อยู่เหมือนเดิมน่าสนใจมากเลย วัฒนธรรมพุทธที่ว่านี้คืออะไร? คงต้องช่วยกันตามดู

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ข่าวสั้น4ทุ่ม  ยันตระให้สัมภาษณ์

ช่อง 5วัน

พฤหัสบดีที่ 9 มี.ค.38 

 

พระยันตระอมโรให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่าจะถวายเงินในมูลนิธิทั้งหมด แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระสังฆราช ข่าวนี้จะต้องทำให้ทุกวงการตกตะลึงไปตามๆกันเพราะพระยันตระนั้น อยู่ระหว่างการถูกกล่าวหาว่าต้องอาบัติขั้นร้ายแรงอยู่และด้วยเหตุผลอื่นอีกหลายอย่าง ทำให้เห็นว่าการแสดงท่าทีออกมาเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง แต่เมื่อได้พูดออกมาอย่างนี้แล้ว จงคอยดูว่า “คำพูดจะต้องรักษาด้วยชีวิต”  เพียงใด กับคนธรรมดาเช่นพันท้ายนรสิงห์ ใครจะเด็ดกว่าใคร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการทางสำเร็จในธุรกิจ   ต้องมีการลงทุน

ช่อง9 

7โมงเช้า วันที่10 มีนาคม 2538 

 

ผู้หญิงออกมาเต้นออกกำลังกาย กล่าวสัจธรรมเกี่ยวกับชีวิตธุรกิจไว้น่ารับฟังและน่านำไปเป็นคติแห่งชีวิต ว่าความสำเร็จทุกชนิดต้องมีการลงทุน ไม่มีความสำเร็จใดปราศจากการลงทุน ไม่ว่าใคร ยาจกหรือเศรษฐี ยกตัวอย่างอาชีพต่างๆ น่าฟังมาก นี่คือหลักการทำงาน หลักความสำเร็จ ความก้าวหน้าแห่งชีวิตตามหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์และนี่คือหลักพระพุทธธรรม และหลักวัฒนธรรมพุทธที่แท้จริง (พระเซ็กเกียมองนิฮู๊ตโจ๊วพุทธเจ้าในไซอิ๋วตรัสว่า สิ่งที่ได้มาเปล่าย่อมไม่ชอบด้วยเหตุผล) กระนั้นหลักนี้ก็ไม่ค่อยมีผู้ใดในวงการคณะสงฆ์ไทยออกมากล่าวย้ำซ้ำเตือนให้เกิดระบบความเชื่อระบบความคิดที่ฝังใจลึกซึ้งจนกลายเป็นวัฒนธรรม ตรงข้ามกลับมีผู้พยายามทำลายด้วยความจงใจหรือความเขลา ให้การก่อกำเนิดเป็นวัฒนธรรมของความคิดมั่นคงเข้าเส้นเลือด สร้างระบบความเชื่อที่ผิดไม่ถูกทั้งทางโลกวิทยาศาสตร์ทั้งหลักพุทธธรรมที่แท้จริง ด้วยการชักนำความคิดให้เชื่อน้ำมนต์บ้าง เชื่อพระเครื่องหรือที่เรียกกันด้วยภาษาใหม่ให้สนิทขึ้นกว่าเดิมว่าวัตถุมงคลบ้าง ให้เชื่อคาถาอาคมการเสกเป่าบ้าง ให้เชื่อการบูชาบวงสรวงอ้อนวอนบ้าง เกลื่อนไปหมดทั่วทั้งแผ่นดิน อันเป็นไปในหลัก ความเชื่องมงาย ความคิดงมงาย ความคิดมักงายเห็นแก่ได้ ซึ่งเป็นระบบความคิดแบบไสยศาสตร์โบราณตั้งแต่สมัยเก่าก่อนคนเรายังโง่ ที่ตรงข้ามวิธีการคิดตามหลักวิทยาศาสตร์ ที่โยมผู้ออกรายการวันนี้เสนอแนะเข้ามา ซึ่งนับว่าสอดคล้องกับหลักวัฒนธรรมพุทธที่แท้จริง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการแปซิฟิค แกะรอยยันตระอมโร

ซ่อง 9 เวลา 21.30 น.

เสาร์ที่ 11 มีนาคม 2538

 

สลิปรักทะเลใต้ 1 นี้คืองานของพราน นักล่า แต่เป็นพราน ล่า ความจริง เขามีกล้องพร้อมเทคนิคทันสมัยไปถึงสถานที่จริงและคนจริงแล้วจะไม่ยอมรับผลงานเขาได้อย่างไร เอาแค่พิสูจน์ให้เห็นว่ามีมลทินเท่านั้น พระภิกษุรูปหนึ่งรูปใดที่เคารพในพระวินัย อันพระพุทธองค์ทรงบัญญัติขึ้น เองด้วยวาจา เคารพในหลักการปกครองตนเอง หลักหิริโอตตัปธรรมแล้ว ก็มิอาจทนอยู่ได้ เมื่อตนต้องต้านทานกับกระแส แห่งพระประสงค์ของพระบรมศาสดา แต่ผู้มีมลทินที่ทนอยู่ นั่นเป็นเหตุความสงสัยว่า คงเสื่อมจากสภาพความเป็นพระไปแล้วละซี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการขอคิดด้วยคน  วัฒนธรรมพื้นฐานของประชาธิปไตย

ช่อง 9

11 มี.ค.2538 เวลา 12.20 น.

 

วันเดียวกัน ซ่อง 9 กระจายอำนาจทางการคลัง จ่ายเงิน อุดหนุนระดับการประถมศึกษาต่อหัว ศรีสะเกษจังหวัดใหญ่ได้รับเงินอุดหนุนน้อยกว่าจังหวัดภูเก็ต ด้วยซ้ำ

 

นี่คือการพูดกันถึงเรื่องราว ของกลไกอันละเอียดของระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตย ความนึกคิดของคนในสังคม ระดับผู้นำ ๆ ยังคงมองแต่แบบประชาธิปไตย ความนึกคิดของคนในสังคม ระดับผู้นำ ๆ ยังคงมองแต่ภายในระบอบอยู่ และพยายามเหลือเกินที่จะสร้างกลไกของระบอบให้เหมือนต้นแบบให้ได้ เขาน่าจะระลึกกันได้แล้วว่าเราลืมคิดไปว่าเราจะนำระบอบ หรือระบบอันสมบูรณ์นั้นไปวางลง ณ ที่ใด ที่ ๆ เราจะวางลงนั้นเหมาะสำหรับระบอบอันสมบูรณ์นั้นเพียงใดหรือไม่ เราจะไม่ยอมลืมตาดูกันบ้างเลยหรือว่าพื้นที่เราจะวางอะไรลงไปนั้น จะต้องปรับต้องทำให้เข้ากันได้กับสิ่งที่จะเอาลงไปวางเพียงใด อุปมาเหมือนสั่งเรือรบขนาดระวางซับน้ำเป็นหมื่นตันโดยลืมคิดไปอย่างสนิทเลยว่าตัวเองไม่มีทะเล แต่ก็อุตส่าห์คิดตามทฤษฏี เรื่องการป้องกันภัยทางน้ำจึงได้สั่งสร้างเรือรบขนาดใหญ่ปานนั้นขึ้น พอได้มาทำอย่างไร ก็เอาไปวางที่ทะเลสาบเล็ก ๆ มีอยู่แห่งหนึ่งในประเทศไทยก็จบ นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องคนโง่คิดการใหญ่ หรือคนโง่ขยันก็แล้วแต่ อันเป็นต้นเหตุแห่งการเยาะหยันของท่านผู้รู้ทั้งหลายแล

 

วัฒนธรรมพื้นฐานของระบอบ ระบอบที่เราต้องการขณะนี้คือ ประชาธิปไตย  อันเป็นระบอบที่เราหักโค่นเอามาโดยพลการภายในคืนหนึ่งคืนเดียว แต่ตลอดเวลาร่วม 63 ปีแล้ว ที่ถูกว่างลงบนแบบวัฒนธรรมเดิมคือวัฒนธรรมเผด็จการประชาธิปไตยอยู่  เมื่อวัฒนธรรมคือประชาชนทั้งปวง และรัฐบาลฝ่ายบริหารคือรระบอบ ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ระบอบทั้งสอนไม่สนับสนุนกับเราจึงเจริญไปไม่ได้ในทางหารเมือง เราจึงเห็นนักการเมืองประเภทไว้วัฒนธรรมทางการเมืองอยู่ดานดื่นไปหมด เราเห็นนักการเลือกตั้งชนิดที่ สกปรกๆที่ไม่อาจนับด้วยซ้ำว่ามีวัฒนธรรมอะไร หรือใช้แบบอย่างทางวัฒนธรรมสมัยเป็นแนวคิด แนวที่ยึดเหนียวภายในจิตใจ ความนึกความคิด แต่สัจธรรมมีอยู่ว่า ระบอบการเมืองใดจำเป็นต้องมีวัฒนธรรมรองรับระบอบการเมืองนั้น แน่นอน เราพูดเรื่องเหล่านี้ได้ยาก เพราะความรู้เรื่องที่มาที่ไปแห้งวัฒนธรรมของชาติเรานั้นมีน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมพุทธ ว่าเป็นวัฒนธรรมประชาธิปไตยแท้จริงอย่างไร แม้ในระดับศีลธรรมหรือระดับปรมัตถธรรม

 

แต่กระนั้น สถานการณ์ก็ได้มาแล้ว ที่น่าจะเร่งให้เราเปิดปากพูดในเรื่องวัฒนธรรมการเมืองกันเสียที และจะไม่ใช่เพียงคำพูด แต่ต้องทำต้องสร้างวัฒนธรรมที่เข้ากันได้กับระบอบการปกครองที่เราต้องการ และต้องสามารถต้อนรับยุคหรือสมัยได้อีกด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  รายการกฎแห่งกรรม พระทายว่าเขากำลังจะมาทวงชีวิตลูก           

ซ่อง 5

เสาร์ที่ 25 มีนาคม 2538 เวลาเช้าตรู่

 

มี หนัง แสดงผลกรรมของนักเล่นการพนันให้ชมแล้ว เปิดให้คนโทรศัพท์เข้าไปสารภาพบาป  มีปัญหาหนึ่งที่น่าคิด คือประชาชนหนึ่งไปวัดแล้วพบพระคือ พระภิกษุนะ ที่จังหวัดชัยนาท ให้พระทายชะตาให้ลูกว่าอนาคตนะเป็นอย่างไรทำนองนั้น  แล้วพระรูปนั้นทายว่าลูกมีวาสนาดีแต่ “เขากำลังจะมาทวงคืน”  ให้ทำบุญ ผาณิต อินทามะระ ตอบ ว่าอย่างไรบ้างไม่ระคายใจ เพราะถึงอย่างไรปัญหาอย่างนี้ก็จะต้องลงท้ายที่การทำบุญหากไปหาพระ หรือการสะเดาะเคราะห์หากไปหาหมอดู หรือด้วยการเซ่นบวงสรวงหากไปหาหมอผีเพราะเหตุที่กลัวในสิ่งที่ตัวเองก็ไม่รู้  คือ เขา คือใคร เราคิดว่าทำไมคนยุคนี้ไม่ไปหานักวิทยาศาสตร์

 

ทำไมสิ่งที่ลึกลับ ทั้ง ๆ ทีไม่มีตัวตนให้เกรงกลัวจึงเกรงกลัว ถ้าไม่เพราะความโง่เขลาอวิชชา

 

เราอยากถามว่าพระรูปนั้นรู้ได้อย่างไรว่าเขาจะมาทวงคืน ซึ่งหมายความว่าเด็กกำลังมีเคราะห์ร้ายถึงชีวิตนั่นเอง และเมื่อรู้ดั่งนั้นแล้วยังไร้ความเมตตากรุณาอีก เมื่อรู้ขนาดนั้นแล้วทำไมไม่ช่วยเขาแก้ไขปัญหาปล่อยให้เขาอมทุกข์อมโศกเพราะระแวงว่าลูกสูดที่รักจะต้องจากไปอย่างไม่วันเวลา ไม่รู้หรือว่าเขาต้องเสียเวลาทำมาหากินเสียเวลาเปลืองความคิดมันสมอง เสียความสงบสุขที่เคยมีอยู่ก่อนแต่หน้าไปพบพระ คุณแม่คนนั้นคงไม่สามารถรู้ได้หรอกว่าพระรูปนั้นกล่าวมุสาหลอกลวงเธอเข้า ด้วยคำอันโต โดยหวัง อามิสสินจ้างเท่านั้นเองแท้ๆ อาศัยพื้นฐานศรัทธาในผ้าเหลืองของคนพุทธ อาศัยวัฒนธรรมโง่ ๆ ของชาวบ้านบางอย่างเป็นเรื่องมือหลอกลวงทำมาหากิน ก็เท่านั้นเอง เท่านั้นเองจริงๆ3

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการธรรมะ  ดร.พระมหา       

ซ่อง 3

วันอาทิตย์ เมื่อ 9 เม.ย. 38 เวลา 08.00 น.

 

พระคุณเจ้าที่ได้รับนิมนต์มาแสดงธรรมมีคำนำหน้าว่า ดร.พระมหา..เรื่องคนชราแก้ความเหงาอย่างไร มีนิสิตหญิงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปี 2 มากับมารดามาร่วมให้ทัศนะ ส่วนพิธีกรดู เหมือนจะเป็นอาจารย์สอนปรัชญาและศาสนาในมหาวิทยาลัย

 

คำตอบของพระที่ว่า “อาตมภาพ พ่อก็ไม่ได้เป็น แม่ก็ไม่ได้เป็นก็ไม่รู้เหมือนกัน” (ว่าจะเลี้ยงลูกอย่างไร) นั้น เป็นคำตอบที่ยากที่โยมจะได้ยิน เพราะโดยมากพระท่านมักจะมีทิฏฐิ ไม่ยอมรับว่าท่านไม่รู้ไม่ว่าในเรื่องใดใด เหตุนี้จังมักได้พบบ่อยไปทีพระเทศน์ในบางเรื่องออกมาในลักษณะคนโง่อวดฉลาดทำให้เป็นที่แย้มสรวลของท่านผู้รู้  แต่พระคุณเจ้ารูปนี้ได้แสดงว่าท่านนั้นมีความรู้มาก และลึกซึ้งทันสมัยทีเดียว และยังมีความเป็นนัก วิทยาศาสตร์อยู่ในความนึกความคิด น่านับถือ น่าจะนิมนต์มาบ่อย ๆ เอามาสลับพระที่เทศน์เรื่องบุญเรื่องกรรม ชาตินี้ชาติหน้า อานิสงส์การสร้างโบสถ์สร้างวิหาร สร้างศาลาการเปรียญ หรือพระที่เทศน์ด้วยเสียงอันวิเวกโหยหวนเสียงอันยาว ฯลฯ เสียงบ้าง

 

ตอนจบรายการเห็นประกาศว่า มีฝึกโคจรลมปราณแบบจีน ด้วย แต่ดูไม่เห็นมี ไม่ทราบว่า มีฝึกโคจรกันแบบใด แต่เห็นอยู่ชัดๆ ว่า ถ้าเป็นแบบหนังจีนฮ่องกงกำลังภายในแล้ว ละก็เชื่อเลยว่าเป็นเรื่องโกหก อย่ามาหลอกกันเลย เอาไปสอนที่มีคนโง่เยอะๆเถอะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข่าวสั้นเที่ยงวัน   มุสลิมหัวรุนแรงในปาเลสไตย

ช่อง9

วันที่ 10 เมษายน 2538

 

รายการงานมุสลิมหัวรุนแรง ปฏิบัติการ ณ ฉนวนกาซ่า มีผู้เสียชีวิต 7 บาดเจ็บ 40 เข้าใจว่าเป็น พวกที่พยายามทำลายสันติภาพอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ประกาศตนว่าเป็น กลุ่มอิสลามิกจีฮัจ ส่วนขบวนการฮามัดก็ได้รับการเพ่งเล็งและสงสัยอยู่

 

ในขณะนี้ มีข่าวมุสลิมหัวรุนแรงสร้างสถานการณ์รุนแรงที่นั่นที่นี่บ่อย ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องชี้บอกอะไรในสังคมโลก ? ได้มีแนวร่วมมุสลิมปฏิบัติการทางทหารและการเมืองอยู่ทั่วโลกแล้วหรือ? เพื่ออะไร

วันนี้ก็มีข่าวบอสเนีย กับ เซิรฟ์ รบกันอยู่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการตรงประเด็น วัฒนธรรมไทยในวันสงกรานต์

ช่อง 9

เวลา 21.00 น. วันที่ 10 เมษายน 2538

 

พูดกันเรื่อง “วัฒนธรรมไทยในวันสงกรานต์” มีผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งจาก สนง.กก.วัฒนธรรมแห่งชาติ (รองเลขาธิการ ดร.นันทสาร สีสลับ) การท่องเที่ยว – ททท. และตำรวจมีเจ้าของรายการ ( คุณถวัลยศักดิ์ ) เป็นพิธีกรน่าจะจัดให้มีบ่อยๆและภายหลังเสร็จสิ้นวันสงกรานต์ผ่านไปแล้วน่าจะมาประเมินผลกันอีกทีอีกครั้ง

ในคำพูดบางคำที่พูดในรายการนี้คือ “ ระบบที่สอนให้ท่องจำมากกว่ารู้จักคิดนั้น” หมายความว่ากระไร

ความจริงเรื่องนี้น่าจะเป็นประเด็นสำคัญมากและทั้งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องไปหลายเรื่อง ล้วนแต่สำคัญๆทั้งนั้น โดยเฉพาะปัญหาด้านการศึกษา วัฒนธรรมบริสุทธิ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ฮัจจีอิสลาม  ทัศนะต่อการศึกษา

ช่อง 9

เวลา05.04 น.วันที่ 11เมษายน2538

 

เป็นรายการเกี่ยวกับศาสนาละคำสอนของศาสนาอิสลาม วันนี้สอนว่าพระศาสดาเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษา ในหัวข้อว่าด้วยโลกถูกค้ำจุน 4 ประการ ประการที่ 1 ด้วยความรู้ของนักวิชาการและประการที่ 2 ด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของผู้ร่ำรวย ฯลฯ ซึ่งจะเห็นว่าศาสนานั้นมีความเป็นศาสนาอยู่ได้ก็เพราะมีอาหารสำหรับชีวิต ด้านจิตวิญญาณบำรุงอยู่ พอๆกับชีวิตทางฝ่ายกาย ทำให้คนเป็นมนุษย์ มีคุณสมบัติแห่งความเป็นมนุษย์ เพราะตราบใดที่คนยังคงความเป็นมนุษย์ ตราบนั้นสังคมก็คงมีสัญชาตญาณในการแสวงหาความสุขที่แท้จริงอยู่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 50ปีพรรคประชาธิปัตย์   ความเป็นมนุษย์อยู่ที่ไหน?

ช่อง9

15.00-17.00 น. (2ชั่วโมงเต็ม) วันเสาร์ที่ 15 เมษายน 2538

 

ถ่ายทอดจากหอประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ท้ายรายการมี Nation News Talk ของหัวหน้าพรรคการเมืองต่างๆ โดยสุภาพ คลี่ขจาย เป็นพิธีกร

 

ก่อนจบรายการได้นำเทปปราศรัย ของท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย มาออกอากาศอีกครั้งหนึ่ง นายชวนพูดว่าวันที่ 12 เมษายน 2538 ได้เห็นสองฝั่งการจราจร รถแล่นออกไปจากกรุงเทพมหานครเป็นแถวยาวเหยียด นั่นเป็นข้อพิสูจน์อันชัดเจนว่าประชาชนในชนบททุกทิศทางนั่นเองที่เข้ามาสู่กรุงเทพและเป็นผลให้เกิดปัญหาจราจรในกรุงเทพ และปัญหาต่างๆ นายชวนกล่าวว่าท่านมองไกลไปถึงปัญหาต่างๆในชนบท จนต้องแก้ปัญหาในชนบทเพื่อให้คนชนบทอยู่ในชนบทได้อย่างมีความหวัง ไม่ต้องจากถิ่นที่อยู่เข้ากรุงเทพฯทำนองนี้ ซึ่งเป็นคำพูดที่ มีความเป็นมนุษย์อยู่ในสาระนั้น ความเป็นมนุษย์ในคำพูด ทำให้คำพูดไพเราะ และน่าฟัง แต่ถ้าไม่มีความเป็นมนุษย์ในคำพูดก็เป็นตรงกันข้ามแต่ความเชื่อนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อความเชื่อนั้นเป็นเพียงลมที่เปล่งออกมาเป็นคำพูดที่อาศัยสำนึกมนุษย์ แต่ไม่มีการกระทำ นั่นแหละจึงหมายถึงความใกล้ต่อความเป็นคนที่เสื่อมไปจากวามเป็นมนุษย์อีกทางหนึ่งด้วยซ้ำไป ฉะนั้น คนใดก็ตามเมื่อพูดพึงระวังตนว่าจะเป็นมนุษย์อีผู้หนึ่งที่อาจเสื่อมไปจากความเป็นมนุษย์ด้วยการรักษาคำพูด รักษาสัจจะให้มั่นคง จึงจะดำรงความเป็นมนุษย์อยู่ได้

 

เพราะหน้าที่ของเราในยุคที่การเมืองไร้วัฒนธรรมนี้ ก็คือรักษาตนเองให้คงความเป็นมนุษย์ให้ได้อย่างให้ตนเสื่อมไปจากความเป็นมนุษย์ เพราะนั่นแหละหมายถึงเราเองกลายเป็นพิษเป็นภัยต่อทั้งตนเองและผู้อื่นโดยอัตโนมัติ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ข่าวจวนทุ่ม พวกคลั่งศาสนาในญี่ปุ่น เรากำลังต่อสู้อยู่กับอะไร?       

ช่อง9

15 เม.ย. 38

 

รายงานลัทธิคลั่งศาสนาในญี่ปุ่น หัวหน้าลัทธิออกมาปรากฏตัวทำนายเรื่องร้ายแรง โดยว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นในญี่ปุ่นวันนี้ (15 เม.ย. 2538) จะร้ายแรงกว่าแผ่นดินไหวที่โกเบเสียอีก ลัทธินี้กำลังถูกเพ่งเล็งจากตำรวจว่า อาจเป็นต้นเหตุรมควันพิษในสถานีรถไฟใต้ดินเร็วๆนี้

 

ลัทธินิกายที่เกิดขึ้นเป็นหย่อมๆไปทั่วโลก โดยเฉพาะในญี่ปุ่นและอเมริกา ซึ่งได้มีรายงานข่าวมาไม่ขาดระยะช่วงหลังๆนี้ นี่แหละสิ่งที่ สะท้อนความเสื่อมของคน ในประเทศนั้น คือสะท้องว่าในญี่ปุ่นก็ดี ในอเมริกาก็ดี คนได้เสื่อมสภาพจากความเป็นมนุษย์ลงไปเป็นแถบๆแล้ว

 

แต่แท้จริง พวกลัทธิเหล่านี้ไม่ใช่คนเสื่อม แต่เป็นพวกที่ต่อสู้กับความเสื่อมของคนเสื่อม เพราะสังคมประเทศนั้นหาความเป็นมนุษย์มิได้ ระบบของสังคมอันหมายรวมไปถึงระบอบการเมืองของประเทศนั้นมิได้ส่งเสริมสถานะหรือการพัฒนาความเป็นมนุษย์ ลัทธิต่างๆ จึงเกิดขึ้นมาเพื่ออย่างน้อยได้สนองให้มีสภาวะของความเป็นมนุษย์คงอยู่ ไม่สูญเสียไป นี่คือเหตุผลที่เกิดมีลัทธิศาสนากลุ่มต่างๆ ขึ้นมาในประเทศที่เป็นเสรีประชาธิปไตย ๆ ที่เปิดช่องให้ความเป็นมนุษย์หนีหรือเสื่อมไปจากความเป็นมนุษย์ได้มากขึ้น แต่เราจะยังเข้าใจไม่ได้จากคำกล่าวแต่เพียงสั้นๆนี้ จนกว่าจะเรียนรู้เสียก่อนว่าศาสนาคืออะไร วิถีทางของศาสนาเป็นอย่างไรบ้าง เอาละศาสนาทุกๆศาสนานั้นถือว่าเป็นลูกแม่เดียวกันทั้งสิ้น แม้ที่แตกออกไปเป็นลัทธิต่างๆในอดีตหรือปัจจุบันนี้ก็ตาม ถือว่าลูกแม่เดียวกัน ดำเนินไปในวิธีทางเดียวกัน นั้นคือวิถีทางแห่งมนุษย์ มนุษย์นี้ศาสนาทุกศาสนาย่อยนิยามตรงกันหมด คือภายนอกกับภายใน รูปกับนามหรือ วัตถุกับจิตใจ นี่เป็นนิยามนุษย์ของศาสนาทุกๆศาสนามนุษย์ที่สมบูรณ์จะต้องทำทั้ง2ภาคให้สมบูรณ์ จะต้องดำรงความสมดุลทั้ง2ภาคไว้ให้ได้ แต่บัดนี้โลกในอเมริกา มนุษย์มีเพียงภาคเดียว คือภาคภายนอก คือมีแต่รูป มีแต่วัตถุ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าภาคภายใน ไม่มีนาม หรือไม่มีจิตใจ ในประเทศญี่ปุ่นยิ่งเห็นชัดเจนไปกว่าอเมริกาเพราะญี่ปุ่นถึงกับการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างอัตโนมัติ มิได้มีภายในหรือจิตใจอีกต่อไป เหตุนี้ จึงทำให้ผู้ที่คงมีความเป็นมนุษย์อยู่จำเป็นต้องปลีกตัวออกไป ไปรวมกลุ่มมุสลิมเกิดขึ้นทั่วโลก ทำงานด้วยความสำนึกภัยจากมนุษย์ผู้เสื่อมไปจากความเป็นมนุษย์ ด้วยวิธีการอันพึงกระทำตอบต่อคนประเภทที่มีความเป็นมนุษย์เสื่อมลงไปทั้งสิ้นแล้ว (คือมองคู่ต่อสู้อย่างไม่ใช่มนุษย์เช่นมองเหมือนผีดิบหรือมองเหมือนหมาแมว ที่ต่ำศักดิ์กว่ามนุษย์) พวกเขาทำงานเพราะเหตุที่มนุษย์โลกผู้เสื่อมจากความเป็นมนุษย์ กำลังนำความหายนะมาสู่พวกเขา สู่มวงมนุษย์โลก ทำลายระบบนิเวศน์อย่างมนุษย์ของพวกเขาของมวลมนุษย์โลก และทำลายความเป็นมนุษย์ของชาวโลกทั้งมวล ฯลฯ แนวร่วมมุสลิมจึงเกิดขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพิทักษ์ความเป็นมนุษย์ทั่วโลกเพื่อทำให้คงอยู่

 

ความเข้าใจในเรื่องนี้ เราต้องเข้าใจคำว่าโลกวัตถุนิยมเสียก่อนนั่นแหละคือที่มาแห่งความเสื่อมจากความเป็นมนุษย์ และกลุ่มศาสนาต่างๆ ในญี่ปุ่นและอเมริกาก็ทำงานหรืออยู่กันด้วยจิตสำนึกอันนี้เช่นเดียวกัน  จิตสำนึกที่ว่าโลกยุคนี้  บัดนี้ได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นสองฝายคือ

 

1.    มนุษย์ ซึ่งบัดนี้ยุคนี้ อยู่กันด้วยความระทมขมขื่น โดยเฉพาะในญี่ปุ่นและอเมริกาแระเทศที่สังคมเสื่อมไปจากความเป็นมนุษย์ไปเป็นอันมากแล้ว และอีกแห่งที่เห็นๆ ก็คือ ฮ่องกง  ที่เสื่อมไปสุดขนาดทั้งเกาะเล็กๆนั้นแล้วพวกมนุษย์ที่คงสภาพความเป็นมนุษย์จะต่อสู้โลกยุคนี้อย่างไร จะต่อสู้กับมนุษย์ที่เสื่อมไปจากความเป็น มนุษย์อย่างไร นี่คือสิ่งที่ฝ่ายมนุษย์วิตกตรงกันอยู่

 

2.   ยังไม่อาจตั้งชื่อไว้ให้ได้ แต่เป็นมนุษย์ที่เสื่อมไปจากความเป็นมนุษย์แล้วพวกนี้ไม่มีจิตใจ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่านามธรรม หรือภาคภายใน มีส่วนเดียวมีส่วนเดียวคือภาคภายนอก มีรูป มีสัญชาตญาณที่พร้อมจะ ทำอะไรที่รุนแรงร้ายกาจได้เสอมเพื่อให้ได้ในสิ่งทีตนต้องการ หรือเพื่อป้องกันสิ่งที่ตนมีอยู่ นั่นก็คือ วัตถุนิยมผีดินพวกนี้ไม่มีสมองสำหรับค้นคิดเทคโนโลยี เพื่อใช้สร้างหรือผลิตอะไรต่างๆตามความปรารถนาโดยไม่มีขีดจำกัด และจะไม่ยอมให้มีอะไรมายับยัง  จงคอยสังเกตกรณีตัวอย่างความขัดแย้งระหว่างพวกที่เสื่อมด้วยกันนี้ให้จงดี เพื่อสังเกตสัญชาตญาณของพวกเขา ตามดูความขัดแย้งระหว่างอเมริกาและญี่ปุ่นให้ดีเถิด

 

มามองสังคมไทยเราว่าอยู่กลุ่มใด แน่ละเรายังคงสภาพเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ นี่เป็นสิ่งที่เราควรหวงแหนไวเท่าชีวิตและเราจะต้องมองกาลไกล ในเรื่องวัฒนธรรมภายใต้พื้นฐานอันใหม่ของศาสนธรรม คือระบบธรรม คือระบบธรรมมะระดับ ปรมัตถธรรม จะต้องนำมาใช้ในสังคมไทยยุคใหม่นี้ เพื่อการต้านทานกระแสจากประเทศที่เสื่อมลงไปเรื่อยๆจากความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะออย่างยิ่งจาก ญี่ปุ่น อเมริกัน และฮ่องกง เพื่อเพิ่มสติปัญญาทางการต่อสู้ ที่ เราจะต้องตระหนักว่าเรากำลังต่อสู้กับอะไร แน่ละบัดนี้ เรารู้แล้วว่า เรากำลังต่อสู้อยู่กับอะไรสักอย่างหนึ่ง ที่เป็นผลจากความเสื่อมจากความเป็นมนุษย์ไป นั่นแหละธรรมมะระดับปรมัตถ์จึงต้องมาสู่สังคมเรา นี่แหละคืออาวุธวิเศษในพระพุทธศาสนาสำหรับใช้กับการต่อสู้ในยุคโลกานุวัตนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการแปซิฟิค ยันตระ อมโรตอนอิวา คาลเดน2

ช่อง9

หลังข่าว2 ทุ่มครึ่ง วันเสาร์ที่15 เมษายน 2538

 

เรื่องราวของพระมีมลทินฉาว ยันตระอมโร ตอน แกะรอยยันตระอมโร ตอนอีวาคาลเดน2 อีวาเปิดใจที่กรุงโคเปนเฮเกน เธอว่ายันตระโกหกตัวเองขาด Selfrespect เธอเองมิได้สูญเสียอะไร นอกจากสูญเสียเช่นเดียวอับคนอื่น ความเคารพศรัทธาต่อยันตระ ที่เธอได้มาในคราวรู้จัก ยันตระอมโรแต่คราวแรก แต่ต่อมาเธอก็ได้ในสิ่งอื่นคือ ได้รู้ความจริงเธอเสียอะไรไหมจากการที่ได้  Makelove กันยันตระ เธอมิได้สนใจเรื่องนั้นเพราะเธอมิได้รู้สึกว่ามีคุณค่าอะไรและอย่างไรกับการที่จะ  Makelove กับใครหรือไม่เพราะเธอไม่ได้ถูกอบรมมาในระบอบที่นับถือพรหมจรรย์ อีวาคาลเดนคงยังหาคำพูดที่อธิบายหรือให้นิยามไม่ได้ดีไปกว่านี้เมื่อพูดถึงยันตระอมโรแต่หากเธอหาคำพูดประโยนั้นได้เธอคงพูดว่า ยันตระอมโรเป็นกรณี ตัวอย่างอีกกรณีหนึ่งของคนผู้เสื่อมสภาพจากความเป็นมนุษย์ไปแล้ว ในทางพรพุทธศาสนานับคนประเภทนี้ว่า  ผู้พ่าย ไม่มีสิทธิหรือจริงคือคุณภาพที่จะบวชในบวรพระพุทะศาสนาอีกต่อไป แต่กรณียันตระพ่าย ชั้นๆต้นพ่ายจากความเป็นพระและบัดนี้พ่ายจากความเป็นมนุษย์ นั่นทำให้เขาได้กลายเป็นปัญหาสำคัญในสังคมเสียแล้ว หากควบคุมไม่อยู่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการขอคิดด้วยคน  กองทัพไทยในอนาคต

ช่อง9

เวลา 22.00 น. วันที่ 15 เม.ย. 38

 

พุดเรื่องกองทัพไทยในอนาคต มีทหาร 3 พลเรือน (รวมทั้งพิธีกร ดร.เจิมศักดิ์) ประเด็นที่ไม่นึกถึงกันเลยที่เกี่ยวกับสถานการณ์ที่อาจก่อเกิดสงคราม ใหญ่ได้ก็คือความเป็นมนุษย์ของโลกเสื่อมลงไปเป็นแถบๆไปแล้ว เราควรมาวิเคราะห์ตรงจุดนี้ให้ชัดเจน เราต้องวิเคราะห์ไปถึงสิ่งที่เรียกว่า สัญชาติญาณประจำยุคไปด้วย

 

เพราะฉะนั้น สิ่งที่โลกเผชิญอยู่ทุกวันนี้  มิใช่ปัญหาสงครามระหว่างประเทศเหมือนเดิมต่อไป แต่จะเป็นสงครามระหว่างมนุษย์กับอมนุษย์ ( มนุษย์ที่เสื่อมไปจากความเป็นมนุษย์ ) ถ้าคำนึงว่าเราเป็นฝ่ายมนุษย์และเป็นสังคมมนุษย์ที่มีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ประเทศเดียวในโลกแล้ว การลงทุนเพื่อเสริมสร้างปราการป้องกันประเทศให้ดีที่สุดทันสมัยย่อมคุ้มเสมอรักษาสภาพสังคมมนุษย์ไว้ให้มั่นคงในโลก

     

และเราจะต้องรับเร่งศึกษาในด้านการกำหนดยุทธศาสตร์ยุทธวิธีกันใหม่ โดยเปลี่ยนเป้าหมายคู่ต่อสู้ไปเสียจากเดิม คือเราจะต้องต่อสู้กับสัญชาตญาณเถื่อน โหดและดิบ ไร้จิตใจ ไรความยับยั้งด้วยคุณธรรมแห่งความกรุณาปรานีใด นี่คือคู่ต่อสู้ในสงครามยุคใหม่ ต่อสู้กับซากที่เสื่อมไปจากความเป็นมนุษย์ ซากที่มีมันสมองเปี่ยมล้นไปด้วย วัตถุนิยมล้วนๆ และสัญชาติญาณความยากหิวโหยที่ไม่มีวันที่จะบำบัดให้สิ้นไปได้

 

เราต้องมองความสับซับซ้อนของกระบวนการทางศาสนาต่างๆ ต้องเข้าใจศาสนาต่างๆที่เคลื่อนไหวว่า แท้จริงเป็นการเคลื่อนไหวในทิศทางของมนุษย์ อย่างมนุษย์ แต่อาจจะไม่ใช่นโยบายที่เหมาะสมหรือยุทธศาสตร์ที่ เหมาะสม เนื่องด้วยความจำกัดทางสติปัญญาและหรือการศึกษาธรรมในศาสนา ของศาสนาที่ยังไม่สมบูรณ์ว่าด้วยสัจธรรมแห่งชีวิต ระดับที่สูงส่งเกินจากความเป็นมนุษย์ คือปรมัตถแห่งชีวิตอันอุดม ซึ่งเราจะเข้าใจประสบการณ์เหล่านี้ทำนองนี้ไม่ได้ หากเราไม่ศึกษาพุทธธรรม ในระดับปรมัตถธรรม ซึ่งบัดนี้เราควรจะได้รู้สึกกันแล้วว่า สิ่งที่มีค่าสูงสุดเช่นนี้ได้อยู่ใก้ลๆ  พวกเรานี้มานานแสนนานแล้วเหลือเกินแต่เราหารู้คุณค่าหรือคุณประโยชน์ไม่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการแสงธรรม คำว่าสังฆะน่าจะไม่ถูกกฎหมายไทย      

ช่อง 9

เช้าตรู่วันอาทิตย์ที่16 เมษายน 2538

 

รายงานเรื่องราวของ สมาคมนักบุญวินด์เซนต์ เดอปอล เริ่มมา 25 ปีแล้วปัจจุบันขยายตัวออกไป จนมีถึง81 สังฆมณฑลทั่วประเทศไทย คำนำหน้าว่า พระสังฆราช เช่น พระสังฆราชยอด พิมพิสาร น่าจะไม่ถูกกฎหมายไทย เพราะมาซ้ำซ้อนกับตำแหน่งทางการปกครองฝ่ายศาสนาพุทธไทย น่าจะใช้คำของศาสนาคริสต์เองเพราะคำว่า สังฆะ เป็นภาษาพุทธ ทำไมจึงไม่ใช้ภาษาของคริสต์เอง ?

 

สื่อมวลชนคาทอลิก แห่งประเทศไทยเป็นผู้ผลิตรายการ แต่อุดมการณ์การเผยแผ่น่าสนับสนุน ที่ว่าการรับใช้คนยากจนก็คือการรับใช้พระเจ้า ไม่หวังสิ่งตอบแทนในโลกนี้ การที่ได้เห็นชาวบ้านเขาอยู่ดีกินดีขึ้นมานั้นเป็นสิ่งตอบแทน การให้ตนไม้เก็บผลได้ชั่วฤดูกาล การให้การศึกษาสามารถเก็บผลไปได้ตลอดชีวิต คติเช่นนี้เองได้มีส่วนช่วยประเทศไทยก้าวหน้าทางการศึกษาไปไม่น้อย สิ่งที่น่าคิดในแง่นี้ก็คือ โรงเรียนหรือวัดในระบบการศึกษาของศาสนาพุทธเจ้าของประเทศเองซึ่งเป็นศาสนาที่เน้นเรื่องสติปัญญาเรื่องความเฉลียวฉลาด กลับไม่สามารถดำเนินการศึกษาให้เด่นดีได้ กลับไปเด่นทางการศึกษาเกี่ยวกับไสยศาสตร์ มีการส่งเสริมสนับสนุนให้ความรู้ในเรื่องไสยศาสตร์แก่ประชาชนอย่างกว้างขวาง เช่นการปลุกเสกเครื่องรางของขลังหรือวัตถุมงคล ผลิตหนังสือและนิตยสารตางๆออกมาล้วนแต่เด่นแต่ดังในเรื่องนอกพุทธธรรมแท้ๆทั้งสิ้น จนทำให้ผู้ทีไม่เข้าใจพุทธล้วนนั้นหมายจะให้การศึกษาในแบบใดแก่สังคม แก่ประเทศชาติ

 

อะไรคือสติปัญญา ?

และอะไรคือการศึกษา ในทัศนะของศาสนาพุทธไทย ?

ถ้าตั้งคำถามขึ้นบัดนี้ว่า อะไรคือความหมายของการศึกษาในทัศนะของศาสนาพุทธไทย ?

น่ากลัวว่าคงไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ข่าว  อินเทอเนตในอเมริกา อเมริกาคิดควบคุมอินเทอเนต

ช่อง9   

เช้าวันอาทิตย์16 เม.ย. 38     

 

รายงานการสื่อสารผ่าน Computer ระบบ INTERNET ซึ่งดำเนินการโดยเอกชนในประเทศอเมริกามีปัญหาเกี่ยวกับการเผยแผ่กามนิยมผ่านระบบนี้ไปสู่ลูกค้าโดยทั่วไป ทำให้สมาชิกรัฐสภาอเมริกาท่านหนึ่งกำลังดำเนินการหาทางออกกฎหมายควบคุมอยู่แต่เจ้าของกิจการต่อสู้ว่าเขาทำรายการสำหรับผู้ใหญ่ล้วนๆ นี่เป็นปรกกฎการหรือเหตุการณ์หรือเหตุการณ์ที่ยืนยันว่าอเมริกันไม่น่าไว้วางใจ เพราะนี่คือสิ่งสะท้อนอีกอย่างหนึ่งว่า ความเป็นมนุษย์ ได้สูญสิ้นไปในสังคมอเมริกันเป็นแถบๆไปตามลำดับแล้ว นอกระบบคอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ตอันตรายนี้แล้วยังมีพวกเคเบิ้ลทีวี และดาวเทียม อีก ที่มีปัญหาในด้านวัฒนธรรมอย่างมากมายกรณีตัวอย่างตามข่าวนี้ แสดงให้เห็นการต่อสู้ของฝ่ายบ้านเมือง ผู้ที่มีสำนึกแห่งความเป็นมนุษย์อยู่ ที่ต่อสู้กับเหตุผลความนักคิดและความต้องการของงามของสังคมนั้น เนื่องมาจากสาเหตุเดียวก็คือ สัญชาติญาณของมนุษย์ แต่อีกฝ่ายทั้งสองฝ่ายนั้นไม่ตรงกัน ฝ่ายหนึ่งต่อสู้ด้วยสัญชาตญาณของมนุษย์ แต่อีกฝ่ายหนึ่งต่อสู้ด้วยสัญชาตญาณของอมนุษย์

เพราะความต้องการและจุดหมายปลายทางแห่งชีวิตของคนประเภทที่เสื่อมลงไปจากมนุษย์นั้น ไม่เหมือนกับความต้องการของมนุษย์ทั่วๆ ไป ความสามารถในการระงับยับยั้ง กามกิเลสหรือความอยากความหิวโหยของมนุษย์ผู้เสื่อมแล้วมีน้อยขณะนี้ในอเมริกา ได้มีสงครามอยู่ตลอดเวลา ระหว่างขบวงการมนุษย์กับอมนุษย์ คือมนุษย์ที่เสื่อมไปจากความเป็นมนุษย์ในประเทศนั้น พิงเห็นว่าแดนนั้นเป็นแดนอนารยะธรรมโดยแท้จริง ซึ่งการต่อสู้เช่นนี้ก็ย่อมมีในระเทศวัตถุนิยมเสื่อมจากความเป็นมนุษย์เช่นญี่ปุ่น ฮ่องกงด้วย และแน่นอนสำหรับสังคมไทย สิ่งที่อมนุษย์ส่งเขามา ย่อมมีผลให้เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกันนั้นขึ้น เราจะป้อนกันหรือคงทนอยู่ได้เพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับปราการแห่งวัฒนธรรมประจำชาติ ว่ามีสภาพเป็นอย่างไรล้าง มีการสำรวจซ่อมหรือสร้างกันให้ได้คุณภาพเพียงพอแล้วหรือยัง เพื่อที่จักสาสามารถเตรียมรับหรือระงับยับยั้งกระแสของพวกอมนุษย์ที่แพร่เข้ามาได้

หันมาสำรวจดูว่า ขณะนี้มีเรือข่ายด้านการข่าวงสารอะไร แบบใดครอบสังคมเราอยู่บ้าง งานด้านนี้ ได้เป็นภาระของบุคคล ราชการหรือองค์การใด ระดับใด

รัฐบาลได้ให้ความสำคัญงานด้านนี้เพียงใดบ้างหรือไม่?

คำตอบจะช่วยให้วินิจฉัยได้ว่า เรามีความหวังในการต่อสู้ป้องกันตนเองจากกระแสอันรุนแรงของโลกภายนอกได้เพียงใด เรามีสิทธิที่จะป้อนกันความเสื่อมจากความเป็นมนุษย์ของตัวเราเองและของสังคมเราได้เพียงใด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการพุทธประทีป      

ช่อง5

06.50 น. วันอาทิตย์ที่16 เมษายน 2538

 

ที่พิธีกร ซึ่งดูเหมือนเป็นข้าราชการกองทัพบก มีตำแห่ง ใช้คำว่า “พระเดชพระคุณหลวงพ่อ” รู้สึกว่า ใหญ่โต น่าเกรงกลัว ฟังแล้วนสมัยใหม่นี้ซึ่งเป็นคนมิสิทธิ และเสรีภาพ มีวัฒนธรรมแห่งอิสระชน ยุคประชาธิปไตยปนยุคโลกาวิวัฒน์ฟังแล้วไม่อยากเข้าใกล้ เพราะกลัวอันตราย กลัวอำนาจ กลัว เดชานุภาพ ที่จริงคำๆนี้เป็นคำที่เขาใช้กันในยุคเจ้าขุนมูลนาย ยุคที่การปกครองของเราเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชหรือเผด็จการประชาธิปไตยเป็นวัฒนธรรมทางภาษาของยุคนั้น บัดนี้เราได้เปลี่ยนระบอบการปกครองใหม่เป็นประชาธิปไตย อำนาจเป็นของประชาชนกลับกันเป็นเสียแล้ว เราก็น่าจะปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมใหม่กันบ้าง ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับระบอบใหม่และยุคใหม่เพื่อให้เกิดสภาวะหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ระหว่างระบอบการเมืองใหม่ของประเทศ กับระบอบวัฒนธรรมที่จะรับหน้าที่เป็นพื้นฐานของระบอบและโดยระบอบใหม่ยุคใหม่นี้ เราไม่สามารถจะใช้พระเดชหรืออำนาจใดบังคับให้คนมาฟังเทศน์ฟังธรรมได้ จะมาวางท่าโตๆเขื่องๆเห็นจะไม่ถูกสมัยแน่พระเองท่านคงไม่ได้ว่าอะไรหรอกหากเราจะขานท่านด้วยภาษาใหม่ที่ชอบด้วยยุคด้วยสมัยด้วยภาษาประชาธิปไตย เพราะศาสนาพุทธนั้นแหละที่มีคำสอนระดับปรมัตถ์เป็นประชาธิปไตยเต็ม 100% อยู่แล้ว เพียงแต่เข้าใจหรือไม่เท่านั้นเอง

 

มาดูประชาธิปไตยในคำสอนของพระพุทธเจ้าวันนี้  ท่านเป็นพระวิปัสสนาจารย์ มาจากวันวิปัสสนาจารย์ ท่านก็สอนเห็นๆอยู่ว่ารักษาที่ใจและเมื่อบรรลุแล้วก็คือใจนั่นแหละคือประชาธิปไตย คือเป็นอิสระ พ้นจากการเป็นทาส เห็นไหมว่าปรมัตแห่งพุทธเป็นประชาธิปไตยแต่คนนำไปสู่เสรีภาพสูงสุด แล้วจะมาใช้วัฒนธรรมทาส วัฒนธรรมเจ้าขุนมูลนายอยู่ทำไม?

 

ไปดูช่องอื่นบ้าง  ช่อง 7 07.50น. พระก็ยังเทศด้วยวัฒนธรรมโบราณอยู่ สำนวนที่ว่าฝังทรัพย์ไว้ในศาสนา เป็นเสบียงเลี้ยงตนไปในชาติหน้า น่าจะแปลใหม่ ให้เข้ากับเหตุผลทางวิทยาศาสตร์กันตรงๆเพราะคนยุคนี้ล้วนแต่นักวิทยาศาสตร์กันแล้ว ประชาธิปไตยทำให้คนจำเป็นต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่วัฒนธรรมไสยศาสตร์จับคู่ให้ถูกต้องด้วยคู่ไหนเป็นอะไรกับอะไร ประชาธิปไตยคู่กับวิทยาศาสตร์ส่วนไสยศาสตร์ก็ต้องคู่กับเผด็จการยุคปิดหูปิดตาประชาชนแต่ก่อนนู้น

 

เดี๋ยวนี้สำนวนที่มีคำว่า ชาติหน้า น่าจะล้าหลังไปแล้วเพราะคนยุคนี้ล้วนหวังอะไรเร็วๆ วันนี้ เดือนนี้ ปีนี้ และชาตินี้ทั้งนั้นและความจริงชาตินั่นนานเกินไป ใครจะโง่ขนาดนั้น?

 

ส่วนสำนวนที่ว่า แข่งเรือแข่งพายแข่งกันได้ แต่แข่งบุญวาสนาแข่งไม่ได้ก็คงไม่ใครฟังแล้วเพราะแล้วก็ไม่รู้ความหมาย ทำไมบุญวาสนาถึงจะแข่งกันไม่ได้ ขนานความดียังแข่งกันทำได้ อะไรคือบุญอะไรคือวาสนา พูดถึงเรื่องเหล่านี้ทำไมฟังเพี้ยนๆขัดความรู้สึกคนโลกาภิวัตน์

 

ไปดูช่อง 3 เวลาเดียวกันเป็นพระหมอยา มีสูตรยาที่ทางการแพทย์ไทยยังไม่รับรอง แต่ก็บอกว่ายาหลักคือยาธรรมะ ก็รอดตัวไปซี พิธีกรคนเดียวกันกับวันอาทิตย์ก่อน ชอบลงท้ายรายการด้วย สาธิตจี้กงว่าด้วยการโคจรลมปราณแบบจีน แต่ก็ไม่เห็นมีรายการให้ดู แต่ก็ขอเฉลยอีกว่าลมปราณแบบจีนฮ่องกงในหนังกำลังกายในนั้น ล้วนของโกหก หลอกเด็กทั้งนั้น แหละ นั่นแน่ะ หลงไปถึงเพียงนั้นเชียวหรือหวังว่าคงไม่หลงหนังจีนกำลังภายในเสียขนาดหน้ามืดนึกว่าจริง พอๆกับหลงยันตระว่าเป็นพระอรหันต์ล่ะเพราะแท้ที่จริงแล้ว คนในเกาะเล็กๆฮ่องกงนั้น ก็เป็นคนประเภทเสื่อมจากความเป็นมนุษย์ไปอีกพวกหนึ่งในโลกนี้ จงดูจากหนังที่เขาสร้างขึ้น มิได้อะไรที่พวกเขาคิดทำเพื่อผลประโยชน์ของความเป็นมนุษย์อยู่ในนั้น เลย จงดูอีกพวกหนึ่ง พวกญี่ปุ่น พวกนี้เป็นมนุษย์หน่วยล้ำหน้าที่สุด ที่ก้าวสู่ความเสื่อมของมนุษย์ เร็วกว่าชนชาติอื่นใดทั้งสิ้น

 

เดียวนี้ คนผู้มีความเป็นมนุษย์ในประเทศเหล่านั้น อยู่กันอย่างจมขื่นแบละพวกเขาต้องต่อสู้ กลายเป็นสงครามภายในประเทศ ระหว่างพวกมนุษย์กับอีกฝ่ายที่ได้เสื่อมไปจากความเป็นมนุษย์แล้วอยู่ตลอดเวลา ชีวิต สังคม ยามเกิดศึกสงครามมีความทุกข์อย่างไร คนในประเทศนั้นก็เป็นเช่นนั้น

 

เราชาวไทย ผู้ยังมีความเป็นมนุษย์อยู่เต็มเปี่ยม หรือหากจะพร่องไปบ้างก็ประเภทฮ่องกงนิยม ญี่ปุ่นนิยม หรืออเมริกานิยม นั้นแหละเล็กๆน้อยๆพึงรู้จักข้อเท็จจริงนี้ไว้เสียตั้งแต่บัดนี้ พึงสงวนสังคมที่แม้ยากไร้ด้วยวัตถุนิยมแต่คงความเป็นมนุษย์มีสติปัญญาแสวงหาความสงบได้ทุกโอกาส สงครามกลางเมืองระหว่างคนกับผีดิบ ดั่งประเทศวัตถุนิยมเหล่านั้นก็ได้ชื่อว่ารวยอย่างล้นฟ้าได้    

 

และอย่าได้หลงไปนิยมชมเชยอนารยธรรมว่าเป็นอารยธรรม เป็นอันขาด อย่าไปมะกันจ๋า ถอดชื่อถอดสกุลไทยเสียหมด โดยโง่เง่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ ว่าที่จริงมะกันจ๋า ล้วนสังคมผีดิบทั้งนั้น

 

ช่อง 7 บ้าง เวลา 8 โมงเหมือนกัน เทศน์เรื่องวันสงกรานต์เรื่องความกตัญญูพูดไปตามตำรา เช่น วัฒนธรรม นี้ก็ไม่รู้จักพูดอย่างไร มีในศาสนาพุทธหรือไม่ก็ไม่ทราบเหมือนกัน พระคุณเจ้าน่าจะพยายามพูดอะไร ที่เป็นหลักเป็นฐานให้อ้างอิงได้สำหรับยุคสมัยบ้างเกาะแต่ตำราเก่าๆไปก็ไร้ราคาเพราะ ล้วนเป็นภาษาเก่าๆ วัฒนธรรมเก่าๆ เกรงจะไม่ทันกาลไม่ทันคน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการสัตว์โลก อเมริกันวิจัย-ศึกษาอะไร

ช่อง3

เช้าวันอาทิตย์ที่ 16 เมษายน 2538

 

พวกอเมริกันมุ่งศึกษาความลี้ลับในชีวิตสัตว์โลกต่อไปอย่างไม่ลดละหยุดยั้ง เขาได้พบความลับเพิ่มเติมมาอีกมากมายหลายมิติเกี่ยวกับปลาโลมา ปลาฉลาม ปลาหมึก รวมตลอดไปถึงเรื่องราวของปลาเล็กปลาน้อย ภาคพื้นดินพวกเขาศึกษานกพิราบ นกชนิดต่างๆ หลายชนิด และค้างคาวที่บินในเวลากลางคืนพวกแมงผีเสื้อ พวกแมงอีกหลายๆประเภทแล้วเขาก็เอามารายงานให้โลกรู้ได้ดูได้เห็น และที่สำคัญพวกเขาขายสิ่งเหล่านี้ได้เงินเป็นเงิน

 

กระบวนการทำงานการศึกษาชีวิตธรรมชาติเหล่านี้ มีสิ่งที่กระตุ้นอย่างสำคัญก็คือ สภาวะอันเสื่อมไปจากความเป็นมนุษย์ ของชนอเมริกันส่วนหนึ่ง ส่วนหนึ่งในตัวตนของเขา ส่วนหนึ่งในสังคมหรือประเทศชาติของเขาอีกไม่นานนักเราคงจักเข้าใจเรื่องนี้

 

เราวิเคราะห์ความจริงนี้ เพื่อที่เราจะได้ประพฤติตนให้ถูกต้อง ว่ายุคสมัยนี้ เรามิได้เพียงอยู่ร่วมสังคมกับมนุษย์ เท่านั้น แต่หากอยู่ร่วมกับมนุษย์อีกประเภทหนึ่งที่ได้เสื่อมไปจากความเป็นมนุษย์ไปแล้ว ซึ่งมนุษย์ประเภทที่เสื่อมมาจากความเป็นมนุษย์ดังกล่าวนี้ กับเป็นฝ่ายที่กุมอำนาจต่างๆในสังคมโลกไว้แทบทั้งสิ้น

 

เราจะต่อสู้กับมนุษย์ที่เสื่อมสภาพความเป็นมนุษย์เหล่านี้อย่างไร จึงจะรักษาสภาพความเป็นมนุษย์ของเราไว้ได้ และมีความเป็นอยู่อย่างมนุษย์ นั่นก็คือทรงคุณสมบัติในอันจะแสวงหาความสุขอันสงบสุขได้ในโลกนี้

 

นี่มิใช่หรือที่ผู้คงสมบัติมนุษย์จะต้องคิดดูใคร่ครวญดูเสมอๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ถ่ายทอดสด มวยคาดเชือกไทย-พม่าที่ตาก         

ช่อง 5

1350 น.  น.วันอาทิตย์ที่ 16 เมษายน 2538

 

มีทุกปีวันสงกรานต์จังหวัดตาก ยกทีมมวยไทยพบพม่า นี่เป็นการต่อสู้กันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ น่าชื่อใจที่ได้เห็น ความมีมนุษย์ ในดวงใจของนักสู้ชนทั้งสองชาติเพื่อนบ้านนี้

แต่เหตุการณ์ทางการเมืองอันวุ่นวายนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร เราคงต้องเรียนรู้เรื่องที่เป็นจริงๆได้ ภายหลังความเข้าใจในปรมัตถธรรมธรรมที่ว่าด้วยชีวิตอันอุดมสมบูรณ์ ไปก่อนในระดับหนึ่ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ภาพยนตร์หลังข่าว เปาบุ้นจิ้น ปั้นแต่งเรื่องได้ไปเรื่อย ๆ                  

ช่อง3

2ทุ่มครึ่ง วันอาทิตย์ที่ 16 เมษายน 2538

 

เป้าปุนจิ้น เพื่อเงิน สร้างภาพยนตร์ตลบตะแลงไปอย่างใดๆ ไม่คำนึงความเป็นจริง หลอกผู้ชนผู้ฟังไปเท่าที่เขายังมีเงินจ่าย หนังจีนชื่ออะไรๆ บ้วนแต่หนังที่ทำโดยปราศจกความสำนึกแห่งมนุษย์ธรรม ไม่มีความรับผิดชอบแห่งมนุษยธรรม อาศัยชั้นเชิงการตลาด รู้กิเลสของคนไทยพุทธว่าชอบอะไรแบบไหน และไม่ละเลยสร้างหนักออกมาสนองกิเลส แม้กระทั่งเรื่องราวอันสูงสุดคือเรื่องของพระสงฆ์องค์เจ้า พระอริยบุคคล พระอรหันต์ ก็ไม่วายถูกดึงมาเป็นตัวละคร โดยเหตุที่ต้องการทำเงินเพียงอย่างเดียวอะไรถูกความนิยมศรัทธาของคนไทยแล้วเอามาแต่งเติมเอาไปเสริมเข้าไปในเรื่องโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายของผู้อื่น ดังเช่นนำเรื่องวัดๆหนึ่งคือวัดเส้าหลินมาสร้างเรื่องสร้างภาพอยู่เรื่อยๆ พระอะไรจะบ้องขนาดนั้น หรือแม้พระอรหันต์ เช่น16อรหันต์ทองคำ ฝ่ามืออรหันต์ อะไรนี่ พระอรหันต์เมืองฮ่องกง นั้นช่างตลกจัง มีฝ่ามือกำลังภายในกับเขาด้วย ถือไม้กระบองออกมาตีกับช่างบ้านด้วยก็ได้ นี่คือ ฮ่องกง คนสร้างหนังฮ่องกงแท้จริงก็คือคนประเภทที่เสื่อมจากความเป็นมนุษย์ไปแล้วสร้างหนังกำลังภายในเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าสังคมกำลังภายในเป็นกลุ่มคนบรมโง่กลุ่มหนึ่ง ไม่สามารถจะแก้ไขตัวเองได้อย่างหนึ่งก็คือ เมื่อมีความแค้นเกิดขึ้น พวกนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์ชั้นต่ำ ๆ โง่พวกนี้ก็คือแก้แค้น ก็แก้แคนกันไปมาอยู่อย่างนี้ จนในที่สุดจะไปเหลืออะไร นอกจากต้องสูญพันธ์ไป นี้ก็คือพล๊อทเรื่องโง่ๆ ของหนังกำลังภายในจีนฮ่องกงลองคิดดู เมื่อโง่ขนาดนี้แล้ว          (  ขนาดที่ว่า จัดการกับความแค้นไม่เป็นถ้าแคนแล้วก็ต้องออกไปทางเดียว ทำได้อย่างเดียวคือต้องไปฆ่าล้างแค้นแค่นั้นเอง สัตว์อะไรเป็นเช่นนี้? )  จะไออ้างหลักธรรมอันลึกซึ้งมาเอื้อนเอ่ยได้แจ้วๆอย่างไร หัวสมองเป็นสัตว์ชั้นต่ำอยู่แท้ๆ แล้วจะอ้างสุภาษิตพระอรหันต์อันสูงส่งเหตุผลแย้งกันอยู่ชัดเจนเช่นนี้ คนเราก็ยังดูไม่เห็นจึงไม่รังเกียจ จึงหลงชื่นชมในวัฒนธรรมอันต่ำทรามนี้อยู่ได้ ยิ่งไปดึงเอาพระสงฆ์องค์เจ้า แม้พระอรหันต์ผู้ไกลกิเลสมาร่วมขบวนการกำลังภายในด้วยแล้วยิ่งเห็นชัดเลยว่าพวกนี้ขาดความเป็นมนุษย์มิได้เจตนาแต่ก็คล้ายเจตนาทำลายพระพุทธศาสนาเพราะโง่เขลา มิได้รู้ว่าตนได้ทำลายสัญลักษณ์แห่งความเป็นมนุษย์อันสูงสุดของชาวพุทธ และแน่นอนตราบใดที่มีการสร้างหนังเช่นนี้ออกมา ย่อมมีผลที่ก่อความสับสนให้แก่คนทั่วไป ให้เข้าใจศาสนาพุทธในทางที่ผิดสับสนไปเรื่อย ซึ่งเรื่องนี้ชาวพุทธน่าจะเห็นว่าเป็นภัยต่อพระพุทธศาสนาด้วยซ้ำ

 

วิเคราะห์อีกด้านหนึ่ง ความเชื่องมงายในสังคมไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆดูดีๆจะเห็นว่าน่าจะมีส่วนของหนังจีนฮ่องกงนี้ส่วนหนึ่งแท้ๆ เช่นเรื่องหมอยาวิเศษ อาวุธวิเศษ แคล้วคลาด คงกระพันชาตรีหรือเสน่ห์มหานิยม หมอดูเทวดา  ดวงเศรษฐี พระเครื่อง วัตถุมงคลอะไรพวกนี้ ภาพที่สะท้อนความเสื่อมทรามจากหนังจีนกำลังภายในแท้ๆ กลับพากันหลงเลื่อมใสเอาเป็นแบบอย่าง นี้คือความงมงายไร้เหตุผล ตามข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ไม่นานนัก พระเป็นแบบนั้น แระพฤติแบบนั้น สังคมเชื่อของวิเศษแบบนั้นๆ เชื่อเหตุนำไปสู่การปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน ยุคเหมาเจ๋อตุง นั่นหมายถึงปฏิวัติพร้อมกันไปสองระบบ การเมืองและวัฒนธรรม

 

นั่นก็กินความรวมไปถึง การขับไล่พวก ทิเบต งมงายไปเสียนอกประเทศ

 

มาดูหนังไทย ชื่นชมหนังไทยชิ ได้ความเป็นมนุษย์ และรักษาเพิ่มพูนความเป็นมนุษย์ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็น เสราดารัล ที่เพิ่งจบลงไป โดยแสดงให้เห็น สุภาพบุรุษนักสู้ ที่มีความเป็นมนุษย์ น่าเลื่อมใส หรือที่กำลังให้ชมอยู่ในเวลาไม่ดึก หลังข่าว ไม่ว่า นางอาย หรือ คือหัตถาครองพิภพ ก็ดีน่าชมทั้งสิ้นพูดถึงเทคนิคเขาก็ใช่ด้อยใครในโลก หากเพียงแต่ว่าคนไทยทำหนังสำหรับผู้ที่มีความเป็นมนุษย์ชมกันเป็นส่วนมากเท่านั้น

 

หนังไทยน่าจะเพิ่มเทคนิคส่วนที่สะท้อนภายในของมนุษย์ สะท้อนอะไรที่ได้ชื่อว่า มโนธรรมในมนุษย์ ให้เป็นรูปธรรมอันชัดเจน แล้วจะเห็นความมีชีวิตชีวาอยู่ในมโนธรรมนั้น จะเป็นภาพยนต์ชุดเยียวยาโรคความเสื่อมจากความเป็นมนุษย์ หรือทำภาพยนต์ที่สะท้อนนามธรรมอันสูงสุดในพระพุทธศาสนาโดยอาศัยเทคนิคสร้างนามธรรมให้เป็นรูปธรรมขึ้น วิธีนี้ก็คือค้นเอาสมบัติอันไม่มีที่ใดอื่นนอกจากแดนพระพุทธศาสนาออกมาให้คนชื่นชม ส่วนที่สอนงสัญชาตญาณนักสู้-วีรบุรุษของคน ก็สะท้อนสงครามภายในตามหลักธรรม-ธรรมะสงคราม ออกมาให้เห็นเด่น ก็น่าจะกลายเป็นภาพยนตร์ชั้นดีทันสมัยที่สุดแห่งยุคไปได้ เพราะแนวภาพยนต์แนวนี้จะเป็นภาพยนตร์ที่มีความเป็นมนุษย์อยู่เต็มเปี่ยม และนั่นแหละน่าจะทำให้คนติดใจเนื่องจากคนชมแล้วได้ความสะอาด สว่าง และสงบใจ ได้เพิ่มคุณค่าตัวเองและรู้สึกถึงคุณค่าที่เพิ่มขึ้นจากการที่ชมภาพยนต์ที่มีร่องรอยหรือสัญลักษณ์แห่งความเป็นมนุษย์อยู่ในนั้น

มีทางเลือกอีกมากมายจริงๆสำหรับภาพยนตร์ไทย ทำไมไม่จับมือกันเวทีมวยสร้างหนังชุดมวยไทยถล่มโลกกันบ้าง สร้างแล้วดูเฉพาะพวกมนุษย์เรานี้ในสังคมไทยก็ได้ (เพราะบัดนี้คนไทยจะไม่ดูหนังจากฮ่องกงหรือญี่ปุ่นหรืออเมริกากันแล้ว เพราะในหนังพวกนั้นไม่มีสิ่งที่แสดงความเป็นมนุษย์)  เปิดกล้องด้วยเรื่องยอดมวยไทยฉะมวยจีนมิติที่หก ก็ว่าไป เมื่อฉายหนังไปแล้ว ก็ตามไปโชว์มวยไทย-จีนต่อ ให้เห็นกันเต็มตาว่ามวยไทยเตะมวยจีนดิ้นไปอย่างไรบ้าง ทำให้เห็นว่าท่ามวยงามๆในหนังจีนนั้นอย่างเช่นท่าทำแขนยามมือหงิกงอหน้าตาเบี้ยวบูด ชื่อท่านกกะเรียนหรือท่าหมัดเมา

อย่าไปหยิบไปยอมนักชี ทำให้สมกับเป็นประเทศเอกราชกันหน่อย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการธรรมนำชีวิต ความเมตตาจิตต่อสัตว์        

เวลาเช้าตรู่ 05.50 น. วันจันทร์ที่ 17 เมษายน 2538

 

เรื่องราวของความเมตตาจิตต่อสัตว์ นี่ก็เป็นสิ่งปลูกฝังความเป็นมนุษย์ของศีลธรรม แต่อย่างไรก็ดี สิ่งที่สังคมพุทธขาดอยู่อย่างมากๆแทบทั้งสิ้น อย่างน่าเสียดายและอย่างน่างุนงงสงสัยเป็นอันมากก็คือ เหตุในธรรมระดับปรมตถธรรมซึ่งให้คุณประโยชน์กว้างใหญ่ไพศาลให้คุณประโยชน์ทันกาลเวลา ทันยุคสามัย ทันคน ให้คุณธรรมทางสติปัญญาอันสูงสุด จึงไม่ปรากฏในสังคมชาวพุทธไทย ในขณะที่ธรรมะระดับล่างๆคือศีลธรรม กำลังมีปัญหาเรื่องยุคสมัยอยู่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ข่าว ปชป.ฟ้องส.ส.ชาติพัฒนา พรรคร่วมรัฐบาล สปก.4-01

ช่อง 9    

เวลา 06.15 น. วันจันทร์ที่ 17 เมษายน 2538

 

รมว.มหาดไทยแถลงว่าต้องฟ้อง สส.พรรครัฐบาลด้วยกัน (เลขาธฺการพรรคประชาธิปัตย์ฟ้อง ส.ส. พรรคชาติพัฒนา) นี้คือประชาธิปไตยที่ไร้วัฒนธรรม ก็อยู่กันไปวันๆ อย่างมีความทุกข์ระทม บอบซ้ำกันไปหมด พฤติกรรมและเหตุการณ์เช่นนี้ ได้ค่อยบั่นทอนความเป็นมนุษย์ของคน และนักการเมืองให้ค่อยเสื่อมทรามไปเรื่อง สปก.4-01  เหล่านี้ล้วนบ่งบอกสิ่งที่ขาดตกบกพร่องในระบอบการปกครองที่เราต้องการ อยู่อย่างหนึ่งเสมอ นั่นก็คือวัฒนธรรมทางการเมือง และคนไทยนักการเมืองไทย นักวิชาการไทย ก็ยังมิทันเห็นว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างไรด้วยซ้ำ สำหรับระบบวัฒนธรรมที่จะต้องสร้างขึ้นเพื่อรองรับระบอบการเมืองใดอันเป็นสัจธรรม นั่นก็คือระบอบการเมืองใดก็ต้องมีระบบวัฒนธรรมของระบอบนั้นรองรับ จึงจะเจริญเติบโตไปได้ เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้การเมืองไทยได้ก่อเกิดสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการแตกทำลายแห่งสามัคคีธรรมของคนในชาติอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็สามารถสมานได้ด้วยวัฒนธรรมพุทธอันเป็นวัฒนธรรมประจำชาติ

            เราคงไม่อยากเห็นนักการเมืองเรา แสดงออกอย่างเขลา เพราะเหตุที่ไร้วัฒนธรรม หรือ แท้จริงไม่รู้วัฒนธรรม  เช่นมาดใหญ่ๆ โอ่ๆ มาดที่จงใจแสดงว่า ข้าแน่ หรือฝีปากที่ฉกาจฉกรรจ์ จนได้สมญาอย่างนั้น อย่างนี้ซึ่งบัดนี้น่าจะล้าสมัยไปแล้ว และควรจะล้าไปจริงด้วยวัฒนธรรมทางการเมือง แต่เมื่อพุดถึงวัฒนธรรมนักการเมืองก็มักจะเข้าใจผิดไปว่าจะไม่สอดคล้องกับทฤษฏีการเมืองอันเป็นทฤษฏีสากล โดยเข้าใจตื้นๆว่าวัฒนธรรมคือศีลธรรม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 วันสำคัญของชาวคริสต์ วันอีสเตอร์ สันตะปาปาอวยพร

ช่อง9   

เวลา 06.15 น. วันจันทร์ที่ 17 เมษายน 2538

 

สันตะปาปา อวยพรวันอีสเตอร์ สันตะปาปาจอห์น ปอล ประมุขแห่งคริสต์ศาสนานิกายคาธอลิค

กองกำลังอิสราเอล ปะทะมุสลิมหัวรุนแรงกลุ่มฮามัด กล่มมุสลิมเสียชีวิต 3 คน ในขณะเดียวดันนักแสวงบุญเข้าไปแสวงบุญในอิสราเอลและทำพิธีต่างๆ รวมทั้งพิธีมิสสซาในโบสถ์คริสต์

กองทัพรัสเซีย กำลังรุกเข้าเซสเนียที่เมืองบามุต           ฝ่ายที่ถูกเรียกว่า กบฏก็เตรียมตัวสู้ตาย

ดุเหมือนรัสเซียต้องการกวาดพวกกบฏให้สิ้นไปทั้งหมด มิไห้เหลือเชื้อชาติเซสเนียอยู่ในโลกอีกต่อไป นี่คือสิ่งบ่งบอกอีกอย่างหนึ่งว่า โลกเราทุกวันนี้ มนุษย์ มนุษย์ได้ค่อยเสื่อมไปจากความเป็นมนุษย์เป็นลำดับไปในโลก เหตุการณ์นี้บอกเราว่า รัสเซีสนั้น ได้แสดงธาตุแท้ออกมาอย่างเปิดเผยถึงความเหี้ยมโหมเห็นแก่ตัว ไร้มนุษยธรรม และโดยระบอบการปกครองที่กดขี่มาแต่ประวัติศาสตร์ ที่ไร้อิสระเสรีภาพแห้งความนึกคิดและการกระทำสำหรับประชาชน มองใกล้ตัวเราก็เห็นเหตุการณ์ในลาวและเขมรปี พ.ศ. 2517-18 ที่ได้เห็นเหตุการณ์ที่บ่งบอก ความเสื่อมไปแห่งความเป็นมนุษย์

แต่อเมริกา ญี่ปุ่นและฮ่องกง สิ่งที่บ่งบอกความเสื่อมของความเป็นมนุษย์ไม่ได้เห็นชัดเจนเช่นนี้ แต่

เห็นได้จากสิ่งที่บ่งบอกถึงความใฝ่ทะยาน และเป้าหมายของชีวิตและสังคมเหล่นนั้น

            สิ่งนั้นก็คือ วัตถุนิยม อันนำไปสร้างไปสู่สิ่งที่น่าประหวั่นพรั่งพรึงกันคือสัญชาตญาณแห่งความเถื่อนดิบ และโหดร้าย โดยไม่คำนึงถึงมนุษย์ธรรมใดใดเลยนี่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการเช้าวันนี้ เรื่องเด็กถูกทารุณ

ช่อง 5

17 เมษายน 2538

 

วิเคราะห์เรื่องเด็กถูกทารุณ รายงานสถานการณ์เกี่ยวกับเด็ก โดยผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับงานเด็กและสตรี รายงานว่าเด็กๆดูวีดีโอเซ็กส์ แล้วทำตาม พี่ชายกับน้องสาวดูด้วยกัน พ่อกับลูกสาวดูด้วยกัน แล้วก็ทำอย่างทีวีดีโอทำ จึงเกิดปัญหาข่าวที่ข่มขืนน้องพ่อเลี้ยงข่มขืนลูกสาวตัวเอง ส่วนที่ไม่เป็นข่าวก็คือความพร้อมสมยอมกันเองอย่างเต็มใจระหว่างพี่ๆน้องๆ พ่อๆลูกๆ หรือแม่กับลูกชาย หรือแลกเปลี่ยนคู่กันสมเสพ ฯลฯ  ในเรื่องความสำคัญของปัญหา ถูกละเราต่างเข้าใจกันดีว่า เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า แต่เราต้องมองยุคสมัยว่า ยุคสมัยนี้มีการสังคมแห่งยุคสมัย มีระบบการบันเทิงแห่งยุคสมัย มีระบบการเรียนรู้แห่งยุคสมัย มีระบบการท่องเที่ยว แห่งยุคสมัยฯลฯ อะไรบ้างที่มีลักษณะอันจักทำลายความเป็นเยาวชนของเราให้เสื่อมไปจาก ความมนุษย์ ลองคิดดู สังคม          อนาคตของเราจะเป็นอย่างไร และเพียงไร หากปล่อยให้เด็กเยาวชนเติบโตขึ้นไปบนพื้นฐานความนึกคิดจิตใจ ที่ได้เสื่อมไปจากความเป็นมนุษย์แล้ว เราตระหนักแล้วหรือยังว่า ยุคนี้อันเป็นยุคโลกานุวัต  สำหรับสังคมไทยเรา นอกจากมีมีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่ต้องรักษาไว้คือความเป็นมนุษย์ เราจะต้องตระหนังเสียตั้งแต่บัดนี้ว่าหน้าที่ของเราอีกประการหนึ่งที่สำคัญที่สุดในยุคนี้ ก็คือเราจะต้องรักษาความเป็นมนุษย์ของเราให้คงไว้ให้จนได้ และเพื่อประโยชน์นั้นเราต้องนำธรรมะในพระพุทธศาสนา ชนิดที่ถูกและทันสมัยมาใช้ นั่นคือ ปรมัตถธรรม จะต้องเข้ามาสู่สังคมไทย วงการศึกษาทุกระดับของชาติควรจะต้องเรียนรู้ศาสนา โดยนัยความหมายแห่ง ปรมัตถธรรม เพราะโดยปรมัตถธรรมนั้น จะสามารถดำรงคุณธรรมอันสูงสุดในสังคมทุกยุคสมัยได้และเป็นพื้นฐานวัฒนธรรมสังคม และการเมืองทุกระบอบไม่จำเพราะระบอบใดหนึ่ง เช่น ประชาธิปไตย ที่ล้มลุกคลุกคลานอยุ่ทุกทางการเมืองที่ถูกต้องรองรับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการข่าวทุ่มตรง

ช่อง 7

17 เม.ย.2538

 

ข่มขืนเด็ก 8 ขวบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  โชว์ไทม์บายศศิธร  นางสาวไทยเดินทางไปประกวดนางงามโลก ความเป็นมนุษย์

ช่อง 9

17 เม.ย.2538 20.00 น.เศษ

 

นางสาวไทยเตรียมตัวไปประกวดนางงามจักรวาล เตรียมชุดลงกระเป๋าแล้ว  มีชุดประจำชาติราคาสองแสนกว่าบาทไปด้วย  นางสาวไทยให้สัมภาษณ์ว่า มีความมั่นใจในด้านภาษาและการศึกษา  และบอกว่าจะนำความเป็นไทยไปอวดชาวโลกด้วย   ไม่ทราบว่าเธอจะเข้าใจความเป็นไทยอย่างไร 

 

ในที่นี้ก็ขอบอกว่าความเป็นไทยในวันนี้คือความเป็นมนุษย์  ซึ่งคนไทยทุกคนคงจะตระหนักถึงหน้าที่อันควรทำร่วมกัน  นั่นคือรักษาความเป็นมนุษย์ของตนเอาไว้ให้ได้  ร่วมกันรักษาความเป็นสังคมหรือประเทศที่มีคุณค่าของความเป็นมนุษย์เอาไว้ให้ได้ นั่นเอง 

 

เรารักษาความเป็นมนุษย์ของเราเองเอาไว้ได้  นั่นแหละชื่อว่าเรามีความเป็นไทยละ  และเราต้องเสริมสร้างความเป็นมนุษย์นี้ต่อไปด้วยระบบวัฒนธรรมที่ทันสมัย ทันยุค

 

ระบบวัฒนธรรมแห่งสติปัญญาอันสูงส่ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการสัมภาษณ์ในหลวง

ช่อง 5

วันจันทร์ที่ 17 เมษายน 2538 20.00-21.10 น.

 

 

นำเทปพระราชทานสัมภาษณ์พิเศษเรื่องพระสุขภาพ  โดยพระราชทานแด่นายเชาวน์ ณ ศีลวันต์  องคมนตรี  ซึ่งโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจได้ออกอากาศเผยแพร่ไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2538  เวลา 20.00 น.    ทรงพระราชทานสัมภาษณ์ว่า เลือดเลี้ยงหัวใจไม่พอ เพราะเส้นเลือดที่เลี้ยงหัวใจส่วนหนึ่งตีบ  แต่บัดนี้หมอได้รักษาจนส่วนที่ตีบสามารถเปิดทางให้เลือดผ่านไปได้ถึง 80% แล้ว   ในวโรกาศนี้ ทรงเปิดเผยข่าวดีว่า ทรงมีโครงการที่จะต้องทำ 17 ปีขึ้นไป 20 ปี  ถึง 25 ปี ที่ต้องดูแลให้ได้ผล  แล้วเมืองไทยก็จะเจริญ น่าเกรงขามในความเป็นอยู่ที่สบาย ฯ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการเช้าวันนี้ สมุนไพรไทยต้องมีเวทมนต์กำกับ?

ช่อง 5

18 เม.ย.2538  06.20 น.

 

เรียนรู้เรื่องสมุนไพรจากผู้เชี่ยวชาญจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ คืออะไร?  สมุนไพรมีตัวยาอยู่ในตัวเองหรือต้องมีคาถาเสกมนต์กำกับไปด้วย?    ว่าน ทำให้อยู่ยงคงกะพันจริงหรือ?   ทำไมเมื่อว่านอีเหม็นออกดอกเจ้าของจะต้องจุดธูปบูชา? 

 

(คำตอบสำหรับคนฉลาดก็อย่างหนึ่ง สำหรับคนโง่ก็อย่างหนึ่ง  โดยหวังผลเพียงเพื่อให้เขาหายเจ็บไข้  เหมือนคำสอนของพระพุทธองค์  ทรงสอนคนโง่ก็ใช้ภาษาอย่างหนึ่ง สอนคนฉลาดก็ใช้ภาษาอีกอย่างหนึ่ง   ยุคสมัยนี้เป็นยุคคนฉลาด มาเข้าใจให้ถูกต้องเสียทีเรื่องพุทธศาสนา   พุทธศาสนามิใช่ไสยศาสตร์  มิใช่ศาสนาแห่งเวทมนต์คาถาสำหรับเสกเป่าพร่ำภาวนาสวดหรือบริกรรม   มิใช่ศาสนาแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์  มิใช่ศาสนาบูชาพระเจ้าหรือเทวดา  

 

แต่เป็นศาสนาสำหรับมนุษย์ พูดเรื่องราวของมนุษย์ เพื่อมนุษย์ได้รู้เรื่องราวชีวิตของมนุษย์เอง  อันเป็นจุดจบสิ้นความใฝ่ฝันของมนุษย์ทุกอย่างทุกประการลงไปเหลือแต่ความสงบ  เย็น  เป้นสุขสบาย 

 

จึงพึงแสวงหาประโยชน์แบบนี้จากพระพุทธศาสนา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 การอ้างอิง

 

\เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พุทธศักราช 2538

แผนงาน:\ แผ้วสังคมด้วยธัมมะ (ผสธ)

ของพระพยับ ปญฺญาธโร (ปญฺญาธโรภิกขุ)

วัดมหาพุทธาราม ถนนขุขันธ์ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ

บูดามี : ผู้ดำเนินการ  2538

 

มีเรื่องราวสืบเนื่องมาจากเล่มต้นคือชุด :

\ต่อต้านเอดส์ต่อต้านอนารยธรรม พ.ศ. 2537

 

โปรดติดต่อไปที่ :

ตู้ปทจ.5 ศรีสะเกษ 33000  โทร. (045) 622455

วัดมหาพุทธาราม ถนนขุขันธ์ อ.เมืองศรีสะเกษ

จ.ศรีสะเกษ  33000

 

*\cw\data\world2.cw3\tv-news.cw4-\r\tv38\

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 บทสรุปทั้งสิ้น 

ข้อสรุปแห่งโลกานุวัฒน์

 

 

มีการออกนามเรียกชื่อยุคปัจจุบันว่า  ยุคโลกานุวัฒน์  กับ  ยุคโลกาภิวัตน์  โดยความหมายตามชื่อหลังนั้น บอกความหมายที่ชื่นชมยินดีในการที่มนุษย์ชนได้ก้าวมาถึงยุคนี้  อันหมายถึงโลกที่เจริญก้าวหน้าไปอย่างยิ่ง

 

ถูกแล้ว  โลกยุคนี้ได้เจริญก้าวหน้าไปอย่างยิ่งทางวิทยาศาสตร์  ทำให้มนุษย์สามารถสร้างเท็คโยโลยี่ขึ้นมาสนองงานสนองความปรารถนา  และความต้องการของมนุษย์ได้อย่างกว้างขวางยิ่ง  หากเราจะเหลือบมองดูตัวอย่างจากประเทศชั้นนำเช่นอเมริกาขณะนี้  เราจะเห็นว่าเท็คโนโลยี่มีมากจนแทบว่าจะสามารถบันดาลสิ่งที่คนปรารถนามาได้ทุกสิ่งทุกอย่าง  ต้องประสงค์จำนงหมายสิ่งใด ก็ได้สิ่งนั้น ๆ มาด้วยความสามารถเฉพาะแห่งเท็คโนโลยี่ที่วิทยาสษสตร์สร้างขึ้น  เราเพิ่งได้ฟังข่าวการเตรียมตัวต้อนรับศตวรรษที่ 21 ของประเทศผู้นำของโลกทางเท็คโนโลยี่นี้แล้ว มองไปเห็นภาพสิ่งที่เรียกว่าเป็น ความเจริญของมนุษยชาติ   อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ และน่าศรัทธาเลื่อมใส  เมื่อมองสังคมศตวรรษนั้นว่าเป็นสังคมที่จะถูกบัญชาการด้วยเครื่องมือสมองกลคอมพิวเตอร์ไปหมด   และนี่เองเป็นเหตุให้ประเทศอื่นทั้งหลายต่างพากันหลงใหล พากันตามรอยไปเป็นแถวเป็นทิว

 

โดยที่เรามิได้เคยวิเคราะห์ภาพอันสวยงามเช่นนั้นออกมาเลย  ว่าแท้จริงมันมิได้หมายถึง ความเจริญยิ่ง ตามความหมาย โลกาภิวัตน์ แต่อย่างใดเลยแม้แต่น้อย

 

โลกยุคนี้ควรเรียกว่ายุค โลกานุวัต  หากมองจากเหตุผลของอีกทฤษฎีหนึ่ง ซึ่งเป็นทฤษฎีของนักปราชญ์ฝ่ายศาสนา  หมายถึงความเป็นไปของมนุษย์ได้ล่องลอยไปตามวิถีแห่งกิเลส แห่งราคะตัณหาอย่างไม่หยุดยั้ง

 

ที่นี่ ได้เสนอข้อมูลต่าง ๆ มาโดยตลอด ที่พิศูจน์ว่า ประเทศโลกานุวัตเต็มที่นั้นได้แก่ประเทศอเมริกาเอง เป็นประเทศตัวอย่าง  ซึ่งได้เห็นแล้วว่า การเคลื่อนไหวของสังคมประเทศนั้นเป็นการเคลื่อนไหวไปตามกามนิยม และตัณหา ราคะ ที่ถูกปลุกขึ้นมาอย่างไม่มีการยับยั้งหรือรั้งดึงเอาไว้  แต่ปล่อยให้เป็นไปอย่างอิสรเสรีอย่างเต็มที่  อันสมกับระบอบการเมืองการปกครองของประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำแห่งเสรีภาพ แห่งปัจเจกบุคคล แห่งสังคมประเทศชาติด้วย  แต่น่าเสียดาย หากเป็นเสรีภาพในการที่จะเลือกสรรกิเลสได้ตามใจทุกอย่าง

 

 

เท็คโนโลยี่ที่เจริญอย่างสูงทั้งสิ้น จึงได้กลายเป็นเพียงเครื่องมือแห่งกิเลส เป็นเครื่องมือที่ใช้ปลุกเร้าตัณหา และสนอง ตัณหา ราคะ อยากในกาม  และ  อยากมี อยากได้  อยากเป็น  โดยไม่มีกำหนด ไม่มีการยับยั้ง   จึงเป็นเหตุให้สังคมประเทศนั้นทั้งมวลเป็นทาสของกิเลสไปโดยความเคยชิน โดยอุปนิสัยไปโดยอัตโนมัติ   ทำให้เป็นคนที่มองแต่วัตถุ  แม้ตนเองก็กลายเป็นคนที่เป็นแค่วัตถุ  คือเป็นคนแต่ร่างกายเท่านั้นเอง    นี่อย่างไร !  โดยนัยนี้ เราจึงได้พบว่า โดยชื่อว่าผู้นำเสรีภาพนั้น แท้จริงกลับเป็นชาวทาสผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก  นี่แหละโทษของวัตถุ อันเรียกว่า  วัตถุนิยม 

 

เพราะคนหรือมนุษย์นั้น จะต้องมีส่วนประกอบกันด้วยเหตุ 2 ประการ เสมอไป  คือ

 

1.    มีรูปร่าง  เรียกว่าส่วนภายนอก  รูปธรรม  หรือรูปกาย  ก่อเกิดเป็นรูปร่างที่ประกอบด้วยส่วนประกอบต่าง ๆ  ที่เรียกว่าอวัยวะ  มีระบบประสาทและมันสมองเป็นศูนย์สั่งการให้เคลื่อนไหว

 

2.    มีส่วนภายใน  จิตใจ  นามธรรม  หรือ จิตวิญญาณ  เป็นส่วนที่สร้างสรรค์ความมีชีวิตให้สมบูรณ์ ที่แตกต่างจากสัตว์  ผู้มีโครงกระดูกสันหลังวางขนานพื้นโลกทั้งปวง   ส่วนนี้ของชีวิต จะเป้นส่วนชี้นำทางมันสมอง และประสาทฝ่ายร่างกายให้ทำงาน   และนานมาแล้วที่โลกได้ถูกนำทางไปด้วยภาคภายในของมนุษย์ส่วนนี้  โลกจึงได้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา    พระเจ้า   หรือ  ธรรมะ    ได้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ความสงบสุขที่แท้จริง  ได้รู้จักว่าอะไรคือชีวิตที่อุดมสมบูรณ์ที่แท้อันควรแก่นิยามว่า ประเสริฐ   และอะไรคือความเป็นมนุษย์ที่แท้  มนุษย์ที่เป็นอิสรชนที่สมบูรณ์แท้จริง

 

แต่บัดนี้เทคโนโลยี่ที่ทันสมัย ที่สามารถบันดาลให้มนุษย์ได้รับการสนองทางโลกียวัตถุ  โลกียธรรม ทุกชนิดได้อย่างไม่มีการจำกัด  ได้ทำลายภาคภายในของมนุษย์ให้ค่อยเสื่อมลงไปตามลำดับแล้ว  จนขณะนี้ ความเป็นมนุษย์ได้เสื่อมทรามลงไปแทบทั้งโลก เท่าที่กระแสแห่งโลกานุวัตแผ่ไปถึง

 

มีมนุษย์หลายพวก หลายเหล่า  หลายสังคม  หลายคน ได้กลายไปเป็นเพียงมนุษย์แต่โดยรูปร่างภายนอก  แต่ไร้จิตใจ  ไร้นามธรรม  หรือส่วนภายในโดยสิ้นเชิง

 

เราได้เห็นสัญชาติญาณของคนที่เสื่อมไปจากความเป็นมนุษย์ในลักษณะอาการต่าง ๆ  ที่บ่งบอกนิยามแห่งความเถื่อน  ความดิบ  ความโหดเหี้ยม   ความเร่าร้อนด้วยราคะ ตัณหา   ความหิวโหยที่ไม่มีวันเวลา  หรืออะไรที่อาจจะระงับ หรือให้อิ่มได้   นี่แหละ  สิ่งที่บ่งบอกสัญชาตญาณของมนุษย์ ประเภทที่ได้เสื่อมไปจากความเป็นมนุษย์แล้ว

 

ซึ่งเราจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากข่าวสาร ที่สะท้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศอเมริกานั่นเอง  ที่ยืนยันว่าเท็คโนโลยี่ที่ทันสมัยที่สุดในประเทศนั้น ได้ค่อยกัดกร่อนความเป็นมนุษย์ในประเทศนั้น ให้เสื่อมไป ๆ ตามลำดับ  และ นั่นหมายถึงความทุกข์ทวีขึ้นไป  ความเร่าร้อนได้ทวีขึ้นไปเรื่อย ๆ ในประเทศนั้น

 

และในบทวิเคราะห์ด้วยสายตาการเฝ้ามองวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ววันนี้  เราได้เห็นญี่ปุ่น เป็นอีกประเทศหนึ่งที่เสื่อมลงไปอย่างรวดเร็วยิ่ง จากความเป็นมนุษย์  เนื่องจากวัตถุนิยมได้เข้าเกาะกุมประเทศนั้นไปทั้งหมดแล้ว  และเราจะหลับตาไม่ลง เมื่อนึกภาพในศตวรรษที่20 ว่าประเทศเหล่านี้จะเสื่อมลงไปจากความเป็นมนุษย์มากเพียงไหน  และสังคมประเทศดิบ ๆ เช่นนั้น จะอยู่กันอย่างไร  ในเมื่อคนยุคนั้น ดูแล้วไม่น่าจะต่างจากมนุษย์ผีดิบตรงไหนเลย

 

และจักเป็นอันตรายแก่โลกมนุษย์เพียงไหน?   อำนาจอะไร อย่างไรจักระงับยับยั้งเยียวยาได้?

 

 

หันมาดูประเทศที่มีศาสนธรรม   เราได้เห็นความตื่นกลัวภัยจากความเสื่อมลงไปจากความเป็นมนุษย์ทั่วโลกแล้ว  เราเห็นกลุ่มศาสนากลุ่มต่าง ๆ ผุดขึ้นมากลุ่มแล้วกลุ่มเล่า  แต่คนหรือโลกยังไม่เข้าใจ  หรือยังเห็นไม่ชัดเจนในบทบาทของพวกเขาทั้งหลาย  ว่าแท้ที่จริงกลุ่มศาสนากลุ่มต่าง ๆ เหล่านั้น กลับเป็นกลุ่มที่ยังคงมีความเป็นมนุษย์อยู่อย่างเต็มที่  หรือแม้บางกลุ่มจะดูเพี้ยน ๆ ไปบ้างก็ตาม  แต่พวกเขาออกมาปฏิบัติการใดใดก็เพื่อการระงับยับยั้งความเสื่อมลงไปแห่งมนุษย์โลก  โดยดำเนินการด้วยสติปัญญาที่ได้มาจากคำสอนในศาสนาหรือศาสดาที่พวกเขานับถือ  ซึ่งโดยสติปัญญาระดับนั้นอาจกลายผลออกมาเป็นทางปฏิบัติที่ยังไม่เหมาะสมถูกต้องแท้จริงตามวิถีแห่งมนุษย์ผู้มีความเป็นมนุษย์อันอุดมสมบูรณ์  ฉะนั้น ขบวนการต่าง ๆ ที่ค่อยปรากฏออกมาในโลก โดยเริ่มมีกลุ่มศาสนาออกมาปรากฏขึ้นบ่อย ๆ นั้น  แท้ที่จริงจึงเป็นสิ่งบอกเหตุโลกยุคปัจจุบันนี้ได้แตกออกเป็นสองฝ่าย อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาแต่ก่อนเลย  คือ

 

1.    ฝ่ายมนุษย์  และ

2.    ยังไม่มีชื่อ  ได้แก่มนุษย์ประเภทที่เสื่อมลงไปจากความเป็นมนุษย์ แล้วประเภทนี้จักได้สัญชาตญาณที่แตกต่างไปจากคนที่มีความเป็นมนุษย์  นั่นคือ สัญชาตญาณที่มิเหลือร่องรอยแห่งความกรุณาปรานี แต่เป็นสัญชาตญาณเถื่อน ดิบ  โหด  เร่าร้อน  มีตัณหาราคะจัด  หิวโหย  ไม่รู้จักอิ่ม  ไม่รู้จักพอ

 

นี่แหละคือ คือภาคส่วนแห่งสังคมมนุษย์โลกในปัจจุบัน ที่แบ่งกันอยู่ทุกวันนี้

 

นอกไปจากนั้น ในแต่ละสังคม แต่ละประเทศ แต่ละเชื้อชาติ ฯลฯ  บัดนี้ก็ได้มีการแบ่งกันออกไป   เป็นฝักเป็นฝ่าย   เป็นพรรคเป็นพวก  โดยเป็น 2 ฝ่าย   มนุษย์  กับ   อมนุษย์   (มนุษย์จิตเสื่อม หรือผีดิบ?)  เสมอไปเช่นนี้ทุกแห่งหน  และมีการต่อสู้ของ 2 ฝ่ายอยู่ทั่วไป  โลกจึงหาความสงบสุขมิได้  แต่น่าวิตกที่ฝ่ายมนุษย์เริ่มประสบความทดท้อลำบากใจลงไปเป็นลำดับ ๆ  จนดูแนวโน้มว่าในไม่ช้าโลกทั้งโลกคล้ายจะถูกกลืนกลายเป็นโลกของมนุษย์ที่ไร้จิตวิญญาณ  คือมนุษย์ที่เสื่อมจากความเป็นมนุษย์ไปหมด

 

สังคมพระพุทธศาสนา  จำเป็นต้องรับทราบความเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างสลับซับซ้อนนี้  และพยายามในสิ่งที่ควรต้องพยายามคือพยายามรักษาความเป็นมนุษย์ของปัจเจกชนและสังคมเอาไว้ให้ได้

 

ไทยจะได้ชื่อว่าไทย  ก็โดยที่สามารถรักษาความเป็นมนุษย์ของตนเอาไว้ได้นั่นเอง

 

และเพื่อความสำเร็จในการต่อสู้เช่นนี้  เราจำเป็นต้องมองกาลไกล  มองอะไรต่าง ๆ ทั่วถึง  มีความเป็นตัวของตัวเอง  เชื่อมั่นในตัวเอง  ไม่ควรตามก้นใครไปโดยไร้เหตุผลอย่างมนุษย์   เราต้องสร้างสรรค์วัฒนธรรมอันถูกต้องกับยุคสมัย  และเราต้องมองวัฒนธรรมว่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับความอยู่รอดของมนุษย์ และเครื่องหมายที่บ่งบอกความเป็นมนุษย์

 

และโดยวัฒนธรรมพุทธ  วัฒนธรรมแห่งประชาธิปไตยที่แท้จริง  ที่ยืนอยู่บนพื้นฐานแห่งธรรมระดับสูงสุด  คือปรมัตถธรรม จะต้องมาสู่สังคมนี้  เพื่อความรอดปลอดภัยจากโลกานุวัต และเพื่อความก้าวหน้าอย่างมนุษย์  ไปสู่ความปรารถนาอย่างมนุษย์  ซึ่งต้องมีความเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งกำหนดความปรารถนานั้น.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 เนื้อหาส่วนที่ยังขาดอยู่

ภาพยนตร์เรื่อง Too young to die คำสารภาพจากสาวอเมริกันเป็นเอดส์

รู้ธรรมนำชีวิต

ถ่ายทอดสด อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลประชาธิปัตย์ กรณี สปก.4-01

ข่าวภาคเช้า

ถ่ายทอดสด อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล  วันที่ 2

ถ่ายทอดสด นายชวนแถลงยุบสภาทำไม?

ชมรมขนหัวลุก

กฎแห่งกรรม

ขอคิดด้วยคน  แกนของจักรวาล

รายการของไตรภพ ลิมประพัทธ์

พูดจาภาษาไทย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 บทแทรกบทที่ 1

เทคโนโลยี่ที่สร้างสรรค์ ล้วนแล้วไปด้วยกาม

 

กามเป็นสิ่งชี้บอกทุกข์ในโลก  ในสังคมใดมีกามนิยมสูงมาก นั่นเท่ากับสิ่งชี้บอกว่าสังคมนั้นมีทุกข์มาก

 

กามคือโลก และโลกก็คือกาม  คำกล่าวนี้เป็นสุดยอดแห่งความจริงของชีวิต และสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก

 ยุคโลกาภิวัตน์ (โลก+อภิ+วัฒน์)  ซึ่งมีความหมายว่า  เจริญอย่างยิ่งอย่างโลก หรือ โลกาภิวัตน์ (โลก+อภิ+วัตน์) ซึ่งมีความหมายว่าหมุนไปอย่างแรงอย่างโลก  หรือตามวิถีโลก  หรือตรงกับคำว่า  โลกานุวัตน์  ด้วยนั้น   จึงเป็นยุคแห่งกาม    แต่ยุคนี้การแสวงหากามเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าทวีคูณ   เพราะในยุคนี้มีพลังแรงใหม่   ยุคใหม่แห่งเท็คโนโลยี่ที่สร้างสรรค์   แต่แรงสร้างสรรค์ทั้งหมดของเท็คโนโลยี่ ล้วนแต่สร้างสรรค์กาม หรือวิถีกามทั้งสิ้น

 

ถ้ากามเป็นความร้อน ยุคใหม่นี้โลกได้เพิ่มพูนความร้อนขึ้นเป็นหลายเท่าทวีคูณเช่นเดียวกัน  นี้คือความจริงแห่งการเป็นไปของโลกในปัจจุบัน อันมีชื่อว่า ยุคโลกาภิวัตน์

 

บทกลับของแนวคิดหรือทฤษฎีนี้ จึงนำไปสู่ข้อสรุปอีกบทหนึ่ง สั้น ๆ ว่า   เพราะทุกข์ได้ทวีขึ้นในโลก  กามซึ่งเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงชีวิตในฐานะเครื่องบรรเทาทุกข์  จึงยิ่งจำเป็นขึ้น  กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ทุกข์ที่เพิ่มขึ้นได้ส่งผลให้การแสวงหากามเพิ่มขึ้นด้วย

 

โลกาภิวัตน์เป็นอันตรายเพราะเหตุนี้ !

 

 

 

 

 

 

 ดำเนินการโดย  คอมพิวเตอร์แมน และ บูดามี
(ส่วนที่ขาด พ.ค.-มิ.ย.-ก.ค.-ส.ค.-ก.ย. 2538)

 

 

 

 

 

 

 

 

 สารคดีองค์การสหประชาชาติ การรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่

ช่อง 11

วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม 2538 0835-0852 น.

 

รายงานการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ในประเทศต่าง ๆ อียิปต์ ฟิลิปปินส์ อเมริกา ในสถานที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอง มีตัวอย่างคนผู้กลับใจ จากเคยติดบุหรี่อย่างมากมาย เช่นหมอผ่าตัดที่มีนิ้วมือไม่เคยว่างจากคีบบุหรี่เลยเว้นแต่มีงานผ่าตัดก็คีบบุหรี่แทนไปตลอดเวลาที่ว่างงานผ่าตัด เป็นต้นต่อมาก็เห็นพิษภัยจากบุหรี่ กอบกับสำนึกอันเป็นธรรมในสังคมเกิดขึ้น ก็เลิกบุหรี่ได้ ที่น่าสังเกตก็คือ การรณรงค์ของสถาบัน จอห์น ฮอบกินส์ โดยมีเป้าหมายอย่างนักอุดมการณ์ คือไม่คำนึงว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ จะถึงเป้าหมายหรือไม่ ไม่คำนึง หากแต่ตั้งหน้าทำในสิ่งที่ตนเห็นว่าถูกต้อง คืนตนเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นไปไม่หยุด ไม่คำนึงเสียงผู้ใด นึกแต่ว่าทำไปจนกว่าจะถึงวันปลอดบุหรี่โลก ก้าวไปสู่โลกที่ปลอดควันบุหรี่ให้จนได้ซึ่งอุดมหารเช่นนี้แหละ ในทางศาสนาเรียกว่า การชำระ ตรงกับความหมายในศาสนาพุทธว่า การบุญ หรือ ทำบุญ แต่มุ่งหมายไปในเรื่องภายใน มากกว่าเรื่องภายนอก นั้นคือ ชำระจิตใจ ผู้ที่มีอุดมการณ์จริง ๆ ในศาสนาพุทธ จะหวังประโยชน์จริง ๆ จากความเป็นนักอุดมการณ์ก็คือผลการชำระหนี้ นักอุดมการณ์ไม่ได้ทำงานเปล่า แต่ผล คือปฏิเวธนั้นกลายเป็นการชำระโดยตรงและหากชำระให้ใจสะอาดแล้ว ใสก็สว่างขึ้นและพาไปสู่สิ่งมหัศจรรย์หลายอย่าง อันเกิดจาก อภินิหารแห่งใจ ฉะนั้นท่านจะเห็นหรือได้ยินได้ฟังเสมอถึงการปฏิบัติงานของศาสนา ผู้ทำหน้าที่เผยแพร่ศาสนาในยุคต้นว่าทำด้วย อภินิหารแห่งใจเพียงใด ในประหลาดที่ในประเทศไทยเอง สถิติที่ออกมาปีเล่ายังคงบ่งชี้ว่า กลุ่มบุคคลที่ควรจะเป็นผู้นำแห่งอุดมการณ์เช่นนี้ กลับเป็นกลุ่มที่มีสถิติที่มีอันดับในการสูบบุหรี่ในประเทศด้วย เอ่ยชื่อออกมาก็รู้กันทั่วไปก็คือกลุ่มครูและพระภิกษุสงฆ์เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ เพราะไร้อุดมการณ์ แล้วมีความสลับซับซ้อนด้วยสาเหตุหลายประการ แต่สุภาษิตบทหนึ่ง มีในโลกนิติคำโคลง บาทสุดท้ายว่า นักปราชญ์พาลพาเต้า สี่นี้ไฉนงาม นั้นน่าคิดว่า ใครเป็นพาล ใครเป็นปราชญ์ ในสังคมพุทธศาสนานี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการสหประชาชาติ(ต่อ) ผู้หญิงเหมือนทาส

ช่อง 11

วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม 2538 0835-0852 น.

 

เช่นเดียวกัน วันเดียวกัน เวลาต่อกันมา The Woman Eat Last รายงานจากแดนอพยพหนีกลางเมือง ผู้หญิงต้องทำงานหนัก เพราะไม่มีผู้ชาย ผู้ชายไปรบปละตายหมด สนศูนย์อพยพอาหารก็ไม่เพียงพอ เช่น ศูนย์อพยพตะวันออกกลางที่อยู่กันเป็นแสน ๆ คน หลบจากสงครามไป ผู้หญิงกินข้าวเดนทีหลัง ด้วยเหตุที่ มีความเป็นผู้หญิง ความเป็นแม่นั้นประการสำคัญ ทำให้ผู้หญิงอดทนได้ ในปากีสถานรายงานการ เปลี่ยนแปลงในคำนิยมวัฒนธรรม ประเพณีบางอย่างเช่น ไม่นิยมส่งเด็กหญิงเข้าโรงเรียน เพราะคติทางศาสนาแต่เดิมว่าเป็น บาป ปกติจะต้องอยู่ในบ้านไปตลอดชีวิต นี่ก็เป็นคติที่แปลก ไม่ค่อยได้ยินว่ามีอยู่ในยุคปัจจุบัน แต่เมื่อสหประชาชาติ เอาอาหารไปแจก เด็กหญิงคนไหนไปโรงเรียนจะได้รับแจกน้ำมันพืช 1 แกลลอนไปเช่นนี้  ได้ปลุกให้ประชาชนที่นั้นตื่นตัว ทางการศึกษาขึ้นมากเท่าที่โครงการแจกอาหารมีไปถึงเพราะประชาชนเห็นประโยชน์ทันตาว่าการส่งบุตรหญิงเข้าเรียนหนังสือในโรงเรียนนั้น ได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อาหารมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ประเพณีการให้แต่งงานตั้งแต่อายุ 8 ขวบขึ้นไปอันเป็นของนิยมเก่าแก่ มาแต่เดิม ก็ยังมีอยู่ในปากีสถาน แดน กำเนิดองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งจากรายงานในรายการนี้ ได้ทราบว่ามีอยู่ในปัจจุบันนี้อย่างเป็นมรดกสังคมที่หวงแหนเอาไว้ด้วยซ้ำ

 

แต่บัดนี้ ส่วนหนึ่งได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไป ด้วยผลการศึกษา ในทัศนะหรือข้อยุติระดับหนึ่งของสหประชาชาติน่าเป็นที่ยอมรับว่า ตัวแปรหลักทางการเปลี่ยนแปลงนั้นก็คือการศึกษานั่นเอง แต่เราไม่ควรคิดเช่นอเมริกาคือคิดเอาเรื่อง ดนตรีและกามารมณ์ เข้าไปปลุกคนในดินแดนป่าเถื่อนให้เปลี่ยนแปลงไปจากความเป็นคน ดึกดำบรรพ์ เช่น เพราะอาจเกิดโทษมหาศาลได้ในทันตาเห็น และภายหลังต่อมา อย่างต่อเนื่องและระงับยับยั้งได้โดยยากที่สุด แม้เมื่อเห็นโทษภัยในภายหลังก็ตาม การศึกษานี่แหละดีที่สุด และการศึกษาจะต้องเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่งของมาตรการทั้งสิ้นในโลก แต่การศึกษานั้น จะต้องมีความมุ่งหมายโดยตรงในการสร้างความเป็นคนโดยสมบูรณ์ หรือให้มีหลักสูตรเพื่อให้มีความเป็นมนุษย์ที่แท้เกิดขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการพักยก  เปลี่ยนชื่อทำไม? กรณีนางเอกชื่อดังเนาวรัตน์ ยุกตนันท์

ช่อง 9

หลังข่าวสองทุ่มครึ่ง วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม 2538

 

เห็นมี โหร (พ.ต.ท. อรรถวิโรจน์ ศรีตุลา) กับ อดีตดาราภาพยนตร์มีชื่อเสียงในวงการภาพยนตร์ไทย (คุณเนาวรัตน์ ยุกตนันท์) นั่งบนแป้นที่นั่งมีป้ายชื่อบอกชื่อของคนทั้งสอง แต่ที่ป้ายชื่ออดีตดาราภาพยนตร์กลับไม่ใช่ชื่อเดิมคือ เนาวรัตน์ ยุกตนันท์ หากเป็น วรรณอนงค์ ยุกตนันท์ ไป คนที่ตั้ง ชื่อให้ใหม่ก็คงเป็นคนที่นั่งอยู่เคียงข้างนั่นแหละ เพราะคนที่นั่งด้วยกันนั้นเป็นสิริมงคล และถูกอักษรอะไรเป็นกาลีเป็นพินาศ เป็นมรณะ อะไร เหล่านี้ น่าสงว่าโหรไปสะกิดเอาอย่างไร คุณเนาวรัตน์ จึงเชื่อสนิทว่า ชื่อเดิมเป็นกาลีจะต้องเปลี่ยนใหม่ จะต้องทิ้ง เนาวรัตน์ ไปเสียโดยเด็ดขาดเป็น วรรณอนงค์ ทั้ง ๆ ที่เธอก็อยู่ในโลกมาเกินวัยกลางคนเข้าไปแล้วแต่เหตุผลนี้ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าชื่อ เนาวรัตน์ ยุกตนันท์ ชื่อนี้นี่แหละที่ได้สร้างชื่อเสียงให้ คุณเนาวรัตน์ ยุกตนันท์ ดังกระฉ่อนไปทั่วประเทศ เมื่อสัก 20 ปีก่อน ๆ พู้น ในฐานะดารา คือ ดาวจรัสแสง เหนือท้องฟ้า  จึงน่าคิดเหลือเกินว่าชื่อ เนาวรัตน์ ยุกตนันท์ สร้างชื่อเสียงให้ได้ขนาดเป็น ดาวไม่รู้ร่วงอย่างนี้ ยังว่าเป็นชื่อกาลกิณี หรือชื่อเสียงให้ได้ขนาดอย่างไร นี่ก็คือ เรื่องราวที่คนน่าจะนึกใคร่ครวญไป หากคิดจะเปลี่ยนชื่อแม้ว่าแท้จริง สัจธรรมนั้น ชื่อมิได้มีความหมายอย่างไร กับความดีและความชั่ว การกระทำต่างหาก ดังมีพระพุทธสุภาษิตบทหนึ่ง กล่าวได้อย่างไพเราะว่า

 

น ชัจจา วสโล โหติ     น ชัจจา โหติ พราหมโณ

กมฺมุนา วสโล โหติ      กมฺมุนา โหติ พราห์มโณ

 

จะเป็นคนดีก็มิใช่เพราะสกุลชาติ จะเป็นพราหมณ์ก็มิใช่เพราะสกุลชาติจะเป็นคนดีก็เพราะกรรมต่างหาก จะเป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรมต่างหาก ซึ่ง เพราะสุภาษิตบทนี้ ให้เราได้รู้ว่า นี่คือหลักวิทยาศาสตร์ว่าด้วยกรรมอยากได้ดีก็ทำดีเอา อยากได้ชั่วก็ทำเอา อยากได้อะไรก็ทำเอาสิ่งนั้นคือทำเอาทั้งนั้น จะไม่มีการดลหรือบันดาลให้บันดาลให้ได้เลย ไม่มีอะไรอื่นที่จะให้ได้เท่าทำเอา ชื่อคนก็เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม นี่คือปัญหาสังคมอีก ส่วนหนึ่งที่วงการเมืองและสังคมทั่วไปไม่พยายามทำความเข้าใจ ทั้ง ๆ ที่ เป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับสังคมตะวันออก เนื่องจากการเมืองเรายังเชื่อช้าไม่รู้คุณและโทษของสิ่งที่อาจเป็นผลมาจากวงการนี้หรือ ศาสตร์ว่าด้วยการพยากรณ์ และไม่เฉลียวว่าเป็นตัวการใหญ่ในปัญหาวัฒนธรรมแห่งชาติอีกปัญหาหนึ่ง นอกไปจากปัญหาข่าวลือ หรือ การถือมงคลตื่นข่าว ต่างๆ นานาที่มีมากเป็นระยะ ๆ ในสังคมไทยแบละสังคมโลก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ทีวี 9 ชีนีม่า  ตลกเซกส์อเมริกัน

ช่อง 9

วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม 2538

 

หลังข่าวสองทุ่มครึ่งวันเดียวกัน เรื่อง แม่เลี้ยงจากต่างดาว ตลกเซ็กฝรั่งอเมริกัน ไม่มีอะไรในวงการอเมริกันนอกจากเรื่องเซ็ก ๆ กับ ยาเสพติด นิสัยนี้ อีกไม่ช้าคงกลืนทั้งประเทศอเมริกันนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 กฎแห่งกรรม ยังมีคำถามประหลาด ๆ

ช่อง5

วันเสาร์ 21ตุลาคม2538 เวลาเช้าๆ

 

มีผู้โทร.ถามว่าชอบทำทานช่วยสังคม แต่ไม่ทำกับพระได้บุญไหม ? ได้ ถ้ารู้สึกที่ใจได้ดีกว่า นี่กล่าวภาคปฏิบัติ ในปริยัติ ทำกับพระย่อมได้มากกว่าแน่นอนอยู่แล้วแต่กรณีนั้นทำกับพระแล้วใจไม่รู้สึกว่าได้ ก็อย่าทำ (อาจมีเพียงพระรูปเดียวอยู่บริเวณนั้น และความประพฤติไม่สมพระ อย่างนี้ทำกับคนทั่วไปดีกว่าถ้ารู้สึกดีกว่า เช่นทำทานผู้ยากไร้ เด็กอนาถาไร้ที่พึ่ง ช่วยอนุเคราะห์การศึกษาค่าเล่าเรียน สร้างโรงเรียน สร้างบ่อน้ำ  ฯลฯ ก็เท่านี้เองเรื่องการทำบุญ ไม่มีการบังคับใครให้ทำ

 

ละครตัวอย่าง เรื่องวิบากกรรมข้ามชาติมา ทำให้หอกพุ่งไปถูกคนร้ายศิษย์คิดล้างครูมาแต่ชาตางก่อน ตายไปง่าย ๆ ดูเกินเหตุไปหน่อย อะไรจะขนาดนั้น?

 

คำถามว่า เกิดมาดีตรงไหน มีแต่ แก่ เจ็บ และตาย ดีตรงที่ได้เกิดมาเป็นคนอย่างไรเล่า พระบอกว่าเกิดมาเป็นคนนี้ยาก พอ ๆ กับเกิดมาได้พบศาสนาของพระพุทธเจ้า

 

เกิดมาเป็นคนดีอย่างไร ? ก็ดีตรงที่คนสามารถเป็นพระอรหันต์ได้นั่นเอง

ถ้าคิดว่าตนเป็นพระอริยบุคคลแล้วเที่ยวพูดว่า เกิดมาดีตรงไหน มีแต่แก่ เจ็บ และตาย เทียวพูดไปแบบนี้ก็เท่ากับโอ้อวด ว่าเรารู้พระไตรลักษณ์ ถ้ามัวพูดอยู่แต่อย่างนี้ก็เท่ากับเกิดมา เสียชาติเกิด เมื่อรู้เช่นนั้นจริงแล้วก็ย่อมเห็นอยู่เองว่าเป็นภัยอันใหญ่ ย่อมรีบเร่งกระทำความดีเท่านั้น

 

ความรู้ที่เก๊ หรือความสำคัญตัวผิด บอกได้จากการรู้คุณค่าของเวลาหากรู้แล้วว่าโลกไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วไม่ทำประโยชน์ มีแต่จะทำให้เป็นคนเฉื่อยชา ไม่เอางานเอาการ มักเสียเวลาไปมัวแต่นั่งเหม่อละเมอเพ้อผัน ไม่เป็นเรื่องอยู่ อย่างนั้นเรียกว่าเสียสติมากกว่า

 

ตรงข้ามกับคนที่รู้แล้วจริง คือคนที่เห็นภัยแล้ และเป็นธรรมดาเมื่อเห็นภัยแล้วใครจะมัวเดินเล่นหรือหลับตานิ่งอยู่ได้ ก็ต้องวิ่งกันท่าเดียวเท่านั้นเอง อริยบุคคลชั้นต้น ๆ ทั้งหลายจึงเป็นผู้ที่วิ่งแข่งกันหนีภัยทั้งนั้นหละ

 

นี่แหละประโยชน์ของการเกิดมาเป็นคน

 

อย่างไปคิดมากเลย เรื่องกฎแห่งกรรมนี่ แต่ถ้ารู้ปรมัตถ์แล้ว ก็ไปอีกอย่างหนึ่ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ทำเนียบบันเทิง หนังจีนฮ่องกงกำลังภายในยุคเตรียมโยกย้าย

ช่อง 3

วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม 2538  08.4. น.

 

ตัวอย่างหนังจีน กำลังภายในแสดงลีลาท่าร่ายรำเพลงมวยเรื่อง  กระบี่ฟ้าดาบมังกร มีบรรยายว่า ฮ่องกงร่วมกับไต้หวัน เป็นผู้สร้าง นักสร้างหนังฮ่องกงคงเตรียมโยกย้าย เพราะปี 40 นี่แล้วก็จะได้กลับสู่แผ่นดินใหญ่จีน ที่นั่นคงออกมาควบคุม สิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรม ในฮ่องกง และคงจะได้ ชำระสิ่งที่แผ่นดินใหญ่มองว่าเป็น กากเดน วัฒนธรรมในฮ่องกงเสียทีระวัง แต่ว่า กากเดนวัฒนธรรม นี้จะไหลเข้าประเทศสยามมากน้อยเพียงใด หรือว่า รับมันหมดทุกอย่างไม่คำนึง คิดดู แม้แต่ทะเลมหาสมุทร บัดนี้ก็ยังเป็นมลภาวะแล้ว ไทยเล็กนิดเดียว จะรับอะไรไว้บ้าง ไม่รับอะไรไว้บ้าง เคยคิดดูบ้างหรือไม่ ให้คิดดูได

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ข่าว ประกวดนางงามโลก Miss World ที่อาฟริกาใต้

ช่อง 3

วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม 2538  08.4. น.

 

ประกวดนางงามโลก Miss World ที่แอฟริกาใต้ เอาเซ็ก ไปปลุกคนที่นั่นให้ตื่นสู่สมัยใหม่อีกแล้วชี แผนขายของาเงินจากพวกผู้หญิงอีกแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สุริยุปราคากับชาวพุทธ

ช่อง 3

อาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม 2538 08.30 น.

 

วิทยาศาสตร์ ดร.ระวี ภาวิไล มาอธิบาย เรื่อง เทวดา-มาร-ราหู ด้วยวิชาวิทยาศาสตร์ ภาคดาราศาสตร์ ให้หายมัวเมา หายบอด ต้องถือคุณพระพุทธ พระธรรม และ พระสงฆ์ จะหายกลัวราหู และที่จริง ราหูก็เป็นชาวพุทธ ราหูก็คงต้องถือศีล 5  เช่น เดียวกับพวกเรา เพราะเมื่อเป็นชาวพุทธ ราหูก็คงต้องถือศีล 5 เช่นเดียวกับเรา

 

 กำลังภายใน  โคจรลมปราณชี่กงท่า แล้วตัดกิเลสด้วยกงจักร

นั่นแน่ะ !  ช่างเพ้อจริง ๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ไทวไลท์โชว์ : ชำระความงมงายเรื่องราหู ไก่ดำ

ช่อง 3

วันเสาร์ 21 ตุลาคม 2538 17.20 น.

 

ของไตรภพ ลิมประพัทธ์ นิมนต์พระอาจารย์พะยอม กลฺยาโณ มาชี้แจงแสดงธรรม เรื่องงมงายกับราหู ไก่ดำ ก็บอกแล้วอย่างไปเชื่อหมอดูสติลอยๆ เพราะหมอดูเองก็แอบอาศัยหลักดาราศาสตร์เขา แต่พออยากโลภขึ้น ก็เปลี่ยนทิศเสียแล้ว เมื่อไร การเมืองของชาติไทยเราจะตื่น ทำหน้าที่เสียที เรื่องหลอกลวงทำนองนี้ จะต้องอาศัยอำนาจจากการเมืองเข้าจัดการ หรือว่าการเมือง นักการเมืองไทยเอง ก็มิได้รอดพ้นจาก หมอโหร หมอดู

 

 จารึกชื่อ ผศ.ดร.ขาว เหมือนวงค์ นักดาราศาสตร์ไทย ผู้คำนวณสุริยุปราคาได้แม่นยำถึงวินาทีเลย ผู้วิเคราะห์ทฤษฏีดวงอาทิตย์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   พญานาค มหัสจรรย์ใต้บาดาล

ช่อง 9

วันที่ 22 ต.ค. 2538 เวลา 22.10 น.

 

บั้งไฟพญานาค คลื่นมหาชนหลั่งไหลไปดูบั้งไฟพญานาค วันออกพรรษา  เพราะบั้งไฟพญานาคเกิดทุกปีในวันออกพรรษา ขึ้น 15 ค่ำเดือน 11  ปีนี้ตรงกับวันที่ 8 ตุลาคม 2538  ทางรายการได้นำภาพเหตุการณ์วันนั้นที่ฝั่งแม่น้ำโขงมาให้ดูชมอีกครั้งหนึ่ง  บทวิเคราะห์เรื่องบั้งไฟพญานาคหลาย ๆ ทรรศนะ อาจจะถูกต้องทั้งหมดที่มีวิเคราะห์ออกมา 

 

แต่พญานาคนั้นสำคัญไฉน?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการชีวิตกับเพลง ตอบปัญหาราหูกับสุริยคราสต่อ

ช่อง 7

22 ตุลาคม 2538 เวลา 22.20 น.

 

ดร.ระวี ภาวิไล ตอบปัญหา ราหูกับสุริยคราส เป็นรายการ ล้างอวิชชา เกี่ยวกับ อาถรรพณ์ราหู พร้อมกับเพลงสลับขับกล่อม มี อรุณ ภาวิไล บุตรชาย ท่าน ดร. นักดาราศาสตร์ และ นักธรรมศาสตร์ มาร้องเพลง ดาวล้อมเดือน ดูๆ แล้ว ขออย่าพ่ายแรงฝ่ายราหูเสียก่อน ไปแพ้แรงตนเองเสียก่อน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  ถ่ายทอดสุริยุปราคาเต็มดวงในประเทศไทย

ช่อง3, ช่อง5, ช่อง7, ช่อง9, ช่อง11

วันที่ 24 ตุลาคม พุทธศักราช 2538

 

ถ่ายทอดเหตุการณ์บนท้องฟ้าวันเกิด สุริยุปราคา หรือ สุริยุคราสเต็มดวงในประเทศไทย 11 จังหวัดถ่ายทอดจากบริเวณสะพาน ไทย-พม่า อ.แม่ฮ่องสอน จ.ตาก นิดา นครราชสีมา วิทยาลัยครู นครสวรรค์ และ วังหวัดสระแก้ว จุดสุดท้ายที่คราสผ่านประเทศไทย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ยูเอ็นครบ 50 ปี บิล คลินตั้นว่าไทยติด1ใน10ค้ายาเสพติดโลก

ช่อง 9

วันพุธที่ 25 ตุลาคม 2538 เวลา 06.00 น.

 

เสร็จสิ้นลงแล้วตั้งแต่คืนวันอังคาร (ไทยตรงกับ 25 ต.ค. 38 ) วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ รายงาน เที่ยงวัน 25 ต.ค. 38 ว่านายคลินตัน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้กล่าว ปราศรัยในที่ประชุมว่า ประเทศไทยยังคงติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศค้ายาเสพติดโลก น.ส.พ. ข่าวสด ฉบับ 26 ต.ค. 38 ว่า อเมริกา จะใช้มาตรการแซงซั่นหรือมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ต่อประเทศที่มีรายงานว่าเป็นแห่งค้ายาเสพย์ติดและฟอกเงิน ในจำนวนนี้มีอยู่ด้วยกัน 11 ประเทศ ในบัญชีดำ ไม่ทราบว่า ประเทศไทย ประชาชนไทย รู้สึกอย่างไรกับเสียงของนาย คลินตัน ที่ข้ามโลกมาวันนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 People Tonignt : สัมภาษณ์ ดร.ขาว เหมือนวงษ์

ช่อง 9

วันเสาร์ที่ 28 ตุลาคม 2538 เวลา 22.30 น.

 

สัมภาษณ์ ดร.ขาว เหมือนวงษ์ นักดาราศาสตร์ไทย ผู้สามารถค้นคิดโปรแกรมที่คำนวณการเกิดสุริยุปราคาได้แม่นยำถึงวินาที ดังได้ พิสูจน์แล้ เมื่อวันที่ 28 ต.ค.38 ว่ามีความแม่นยำ เชื่อถือได้จริง คำถามพิธีกรว่า มีลางสังหรณ์อะไรบ้างที่เกี่ยวกับโลกเรา ไม่ทราบว่า ลางสังหรณ์ นี้คืออะไรหมายถึงอะไร เขาต้องการคำตอบอะไรกันแน่ เขาอยากทาบอะไร นี้คืออะไร ถึงถามเรื่อง ลางสังหรณ์ เอากับนักวิทยาศาสตร์?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ภาพยนตร์ Little Buddha พระพุทธเจ้ามหาศาสดาโลกลืมไม่ได้

ช่อง 7

เสาร์ 28 ต.ค. 38 เวลาดึก

 

หนังที่สร้างด้วยความคิดธิเบต ในที่สุดก็ไปตัดสินกันที่คนทรง นี่หรือหลักพระพุทธศาสนา และในที่สุด งานพระธิเบตทำกันตลอดชีวิต ก็ดูเหมือนจะได้แก่ การติดตามดวงวิญญาณของเจ้านายที่ตายลง ว่าล่องลอยไปสู่แดนดินถิ่นไหน เกิดเป็นอะไร คงตามกันอยู่เช่นนี้ไปตลอดชาติ ไม่ต้องทำอะไรกัน อะไรคือธรรม ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธในศาสนา อะไรคือสัจธรรม และจะเอาอะไร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 Nation Newstalk  สัมภาษณ์ หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่

ช่อง 9

31 ต.ค. 38 หลังข่าวสองทุ่มครึ่ง

 

 

สัมภาษณ์ หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่ สุทธิชัย หยุ่น กับ สุภาพ คลี่ขจาย รุมสัมภาษณ์ หลวงพ่อคูณที่วัดบ้านไร่

 

อานิสงส์ของท่านเพราะ

“เพราะว่ากูให้ทาน”

เรื่องปลุกเสก เรื่องศักดิ์สิทธิ์ คนไม่สนใจธัมมะสนใจเรื่องวัตถุมงคล

“เป็นห่วงคนไม่สนใจธรรมะ สนใจแต่วัตถุมงคล”

ดีเพราะเขาเอาเงินมาถวาย

“อยากให้บ้านเมืองของเราเจริญนั้นไม่ยากหรอก ถือศีลห้ากันทุกคน

พระก็ต้องถือศีล”

 

“เขาถามว่าเคาะทำไม กูก็บอกว่าเคาะกันมะเร็ง เคาะกันวัณโรค”

ถ้าคนมีการศึกษามากขึ้นจะเชื่อเรื่องเวทย์มนต์ เรื่องปลุกเสกน้อยลงไหมครับ?

“ไม่น้อย ก็ หูโลกตาโลก ใคร ๆ ก็รู้ว่ากูนี่เป็นพระที่พัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง เป็นพระที่ช่วยชาติอีกองค์หนึ่งเหมือนกัน”

“พระทีมีรายได้ดีๆ ทั่วแผ่นดินไทย พูดถึงองค์มีรายได้ดี ๆ ถ้าทำอย่างกู บ้านเมืองของเราไม่กระจอกอย่างนี้หรอก “

 

นักการเมือง

“มันชอบเรื่องอะไรก็พูดเรื่องนั้น”

“คนมันอยากเป็น อยู่แล้ว”

“กูว่าได้ ๆ คำเดียว มันก็ได้แต่สมัคร”

 

เรื่องเหรียญวัตถุมงคล

“กูจะได้เอาเงินมาพัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง”

 

 เรื่องบุหรี่

“ไม่ยาก โรงงานบุหรี่ ภายในเมืองไทยยกหายไปทันที”

 

เรื่องพรมน้ำมนต์ เรื่องตีหัวด้วยหญ้าคา ว่าคาถาว่า

“สัจจะ สัจจัง อธิษฐามิ  สัจจะ สัจจัง อธิษฐามิ สัจจะ สัจจัง อธิษฐามิ”

“ชีวิตทั้งชีวิตนี้หลวงพ่อต้อง การทำอะไร? หลวงพ่อคูณเป็นคนอย่างไร ? ”

ถ้าไม่ประเสริฐเลศเลอทำไมคนไปหาเป็นหมื่นเป็นแสน ?

(ผลงานท่านมี ใครเอาไปถวายท่าน ท่านก็ไม่เก็บไม่กัน นับว่าเป็นความดีที่สูงส่ง)

 

หลวงพ่อไม่สร้างวัดแต่สร้างโรงเรียน

สร้างโรงเรียนโรงพยาบาลได้บุญที่สุด

 

“หลวงพ่อมีญาณวิเศษอะไรที่รู้ล่วงหน้าไหมครับ”

“กูไม่รู้หรอกกูไม่มียานมีแยนอะไรหรอก มีแต่ยานโตแตง” (หัวเราะ)

เรื่องทำนายนักมวย เขาถามว่าคนไหนจะได้เป็นแซ๊มป์

เป็นเรื่องโดยบังเอิญ ชี้ แสน ส. เพลินจิต

ทำให้คนเชื่อว่ามีญาณวิเศษ

 

“เขาให้เงินมาปึกหนึ่งหลวงพ่อเอาไปสองใบเท่านั้นเอง ทำไมครับ

“เอาเท่านั้นก็พอ ไอ้โลภของคนน่ะร้อยล้านพันล้าน หมื่นล้าน แสนล้านก็ไม่พอ เท่าไรก็ไม่พอเป็นดอก ล่ำโพล๊ะเข้าไป พอแล้วยัง พอ ๆๆๆๆ”

“ฉะนั้นหลวงพ่อจะเอาแค่นิดเดียวที่เขาเสนอมา

 

“เอาแค่นั้นก็พออย่าไปเอามากหลาย อย่าไปเอามากถ้าไม่เกินเหตุเกินการณ์ เขานิมนต์กู ไปในงานสาธารณประโยชน์ส่วนรวมจะไปใกล้ก็ตามไกลก็ตาม แค่ไหนก็แล้วแต่เถอะ กูเป็นแต่เอาเงินติดย่ามไป แห่งละหมื่น ละหมื่น ๆๆๆ ไปตามนู้นตามวัดต่าง ๆ เขานั่งเข้าแถวกัน กูก็เก็บเงินถวายสมภารเขา กูไม่ได้เอามาดอกจะเอามาทำไมเขาเห็นว่าเราพอจะเป็นที่พึ่งได้แล้ว เขาจึงมาขอนิมนต์ไป ไปแล้วอย่าไปซ้ำไปเติมกัน

 

“การพิจารณารับนิมนต์ หลวงพ่อพิจารณาอย่างไร เวลาเขานิมนต์ไปไกล ๆ จะไปหรือไม่ไปเอาอะไรมาเป็นปัจจัย องค์ประกอบในการตัดสิน”

“บางทีกูเหนื่อย อยากจะเจอกู ๆ ไม่ไปหรอกกูเหนื่อยกู”

“กลับมากูก็เจอญาติโยมพี่น้องต่างอำเภอต่างจังหวัด ก็มานั่งคอยอยู่เสียเวล่ำเวลา”

“ปานนั้นกูก็ยังอุตส่าห์พยายามไป ไปเพราะเมตตา ไม่ใช่ไปเอาเงินดอก กูไม่ใช่ไปเอาเงินเขาดอก เงินที่เป็นวัดหนึ่งวัดใดก็ตามเขาหาที่พึ่งอยู่แล้วว่าจะหาเงินก่อสร้างอะไร ก็แล้วแต่ ไปแล้วก็ญาติโยมพี่น้องถวายมา ก็เอามา... ก็ไปก่อสร้างนี่แหละโยม ฉันไม่เอาไปดอก พูดให้เขามีกำลังใจกันหน่อยเป็นไง ทำไมไม่พูดเบิ่ง

 

อย่าไปดีแต่สอนคนอื่นหลาย สอนตัวเองเบิ่งเถิดน่า พระนี่ สอนคนอื่นนี่ แม่โวย ร้อยแก้วร้อยนวน สอนนั้นอย่างน้ำไหลไฟดับ แต่ตัวเองไม่สอนให้เขาบริจาคทานยังงัน บริจาคทานยังงัน ไอ้ตัวเองไม่ทำให้เขาดูก่อน ใครมันจะเชื่อเรา”

 

ความเป็นห่วงในศาสนาของหลวงพ่อคูณ

หลวงพ่อเป็นห่วงพระและศาสนา มากน้อยแค่ไหน ?

ศาสนาไม่เสื่อม ศาสนายังขาวสะอาด ใจคนมันเสื่อมเอง

กูเทศน์ไม่เป็น จักเอาอะไรไปเทศน์

กูเทศน์แจกอานิสงค์ไม่ได้

ฝังตะกุด

ถึงคราวตายก็ตาย

 

อภินิหาริย์

 ไม่มี คนไม่เชื่อ

 

มีคนมองวิพากษ์วิจารณ์ว่าพระดังๆ ปีสองปีนี้มีปัญหาไปทีละองค์สององค์ หลวงพ่อคูณคิดอย่างไร?

ก็ไม่คิดอย่างไรดอก มีผู้หญิงมาชอบท่าน ท่านก็ชอบผู้หญิงก็แลดูตา ตามองตาสายตาก็จ้องมองกัน มันก็เลยปัง

ป้องกันอย่างไร ?

มันอยู่ที่สติ มันจะควบคุมสติได้ไหม พูดคุยกันก็นึกถึง อสุภกัมฐาน ได้ไหม

กูก็เป็นห่วงประเทศชาติบ้านเมืองแหละมึงเอย มันวุ่นวายจริงๆ 

 

และบุหรี่อีกครั้ง

ไม่ยากดอกไอ้นายแก้ง่ายๆ นิดเดียว โรงงานภายในแผ่นดินไทยนี่ยกหายไปเลย

 

 

เวลาหลวงพ่ออยู่คนเดียวอยู่กับตัวเอง หลังจากที่ทำอะไรทั้งหมดกับคนเป็นหมื่นเป็นแสนต่อวัน บอกกับตัวเองว่าอย่างไร เวลามีโอกาสคิดตัวเองคนเดียวนะครับ ?

“ก็นึกว่า  เอ้อ ! เค้าก็หาที่พึ่งไม่ได้หนอเขาจึงมาหาเรา ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว วาระจิตใจได้มาหากู  อย่างมึงมาหากูก็ได้ยินได้ฟัง เอ้อ! ก็ยังหายกลุ้มใจไป”

 

“ตัวกูของกูของหลวงพ่อคูณนี่ มีมากน้อยแค่ไหนครับ

“ไอ้ตัวกูของกูนี่มันไม่มีนะไอ้นาย ไม่มีหรอกกูจะบอกให้”

“ยังเหลือบ้างไหมครับ? ยังมีความเป็นตัวกูของกูของหลวงพ่อคูณอยู่บ้างไหมครับ

“ถ้าพิจารณาลึกซึ่งจริงๆ ไม่มี ถ้าของเราจริงๆ น่ะ เราต้องห้ามได้บอกได้ นี่ห้ามไม่ได้ บอกไม่ได้ อย่างปวดเลยมันก็ปวด อย่าเจ็บมันก็เจ็บ ตาอย่าฝ้าฟางเลยมันก็ฝ้าฟาง อย่างมึงก็ฝ้าฟาง มึงยังหาแว่นมาอีก”

“ยังมีเหลืออีกไหมครับที่ตัวเองบอกตัวเองว่าห้ามไม่อยู่ ยังมีตัวเอง ยังบอกตัวเอง

“มี ๆ ตัวโทสะ ถ้าตัวตัว โลภะ โทสะ สามตัวนี้ออกได้ละก็ เป็นพระอรหันต์เท่านั้นล่ะ นี่ยังเป็นไม่ได้ กูก็ยังอยากได้อยู่เงินกูจะเอาไปพัฒนาประเทศชาติบ้านเมืองไปขุดบึง ทำสาธารณประโยชน์ส่วนรวมอีกแก่คนทั้งหลาย”

“หลวงพ่อคูณเวลาโกรธคนจะรู้ได้ยังไง  เพราะว่าเวลาพระรูปอื่นโกรธ อาจารย์จะพูดกู นี่แปลว่ารู้ว่าโกรธแล้  แต่ว่าหลวงพ่อคูณพูดกู ประจำนี่ ลูกศิษย์ลูกหาจะรู้ว่าอย่างไรว่าท่านโกรธ

“เขาก็ดูไม่ออกดอกถ้ากูไม่แสดงออกให้เขารู้ปึงปังไม่ได้ดอกเสียมารยาท”

“เวลาโกรธที่สุดหลวงพ่อทำอยางไง

“ก็ทำไงละก็ เอ้อ! สงสาร แผ่เมตตามันไปเถอะ”

 

 

บทสรุปของ นักสัมภาษณ์

“พระองค์หนึ่งที่ต้องบอกว่าเป็นนักจิตวิทยาชั้นหนึ่ง”

“มีจุดหมายสนการพัฒนาที่ชัดเจน”

หลวงพ่อคูณท่านสร้างสมบารมีทานอันยิ่งใหญ่ ตามรอยบาทพระศาสดา

แต่เมื่อถามคำตอบที่ควรเน้นย้ำของหลวงพ่อดูท่านก็คือ

“บางทีกูเหนื่อย อยากจะเจอกู ๆ ไม่ไปหรอกกูเหนื่อยกู”

“กลับมากูก็เจอญาติโยมพี่น้องต่างอำเภอต่างจังหวัด ก็มานั่งคอยอยู่ เสียเวล่ำเวลา”

“ปานนั้นกูก็ยังอุตส่าห์พยายามไป ไปเพราะเมตตา ไม่ใช่ไปเอาเงินดอก กูไม่ใช่ไปเอาเงินเขาดอก เงินที่เป็นวัดหนึ่งวัดใดก็ตามเขาหาที่พึ่งอยู่แล้วว่าจะหาเงินก่อสร้างอะไรก็แล้วแต่ ไปแล้วก็ญาติโยมพี่น้องถวายมา ก็เอามา... ก็ไปก่อสร้างนี่แหละโยม ฉันไม่เอาไปดอก พูดให้เขามีกำลังใจกันหน่อยเป็นไง ทำไมไม่พูดเบิ่ง

 

อย่าไปดีแต่สอนคนอื่นหลาย สอนตัวเองเบิ่งเถิดน่า พระนี่ สอนคนอื่นนี่ แม่โวย ร้อยแก้วร้อยนวลสอนนั่นอย่างน้ำไหลไฟดับ แต่ ตัวเองไม่สอน ให้เขาบริจาคทาน ยังงัน บริการทานยังงี้ ไอ้ตัวเองไม่ทำให้เขาดูก่อน ใครมันจะเชื่อเรา”

 

 

นักสำภาษณ์อาจจะคิกว่า การสอนธรรมะ คือการที่จะต้องพูดต้องเทศน์ อย่างเดียว

พระบางองค์สามารถสอนธรรมะจนบรรลุอรหันต์ก็มี โดยไม่ต้องพูดเลยอย่างนั้น ก็เรียกว่าสอนธรรมะเหมือนกัน

 

สำหรับยุคสมัย ยุคนี้ พระควรจะเทศน์น้อยลงด้วยซ้ำ หรือไม่ต้องเทศน์เลยก็ยิ่งดี แต่หันมาทำอย่างที่หลวงพ่อคูณท่านทำคือทำทานรู้จักการเสียสละเสียบ้าง นั่นก็คือ ทำตัวอย่างที่ดี “ตัวอย่างที่ดีมีค่า กว่าคำสอน ” ดังคำหลวงพ่อคูณอิดหนาพระที่ดีแต่พูด  ซึ่งผู้ที่ดีแต่พูดนั้น มักพ้นกิเลสที่ชื่อว่า  “อิจฉาริษยา” ไปได้น้อยนัก

“พูดให้เขามีกำลังใจกันหน่อยเป็นไง ทำไมไม่พูดเบิ่ง อย่างดีแต่สอนอื่นหลาย สอนตัวเองเบิ่งเถิดน่า พระนี่ สอนคนอื่น แม่โวยร้อยแก้วร้อยนวล สอนนั่นอย่างน้ำไหลไฟดับ แต่ตัวเองไม่สอนให้เขาบริจาคทานยังงัน บริจาคทานยังงี้ ไอ้ตัวเองไม่ทำให้เขาดูก่อน (คือพระเองไม่เคยบริจาคทานเลยแต่สอนดีนัก) ใครมักจะเชื่อเรา”

 

เรื่อง บุหรี่ รณรงค์ต่อต้านบุหรี่กันทั่วโลก แต่ภาคผู้ผลิตคือโรงงานผลิตบุหรี่ของรัฐบาล ไม่ได้รู้สึกด้วยแม้เพียงเล็กน้อย ดังจะพบว่า รัฐบาลมิได้เคยแถลงนโยบายของภาครัฐในทางที่สอดรับเลยว่าจะช่วยรณรงค์ลดการผลิตสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยนี้ลง หรือทำให้สูญหายเสียจากโลก สมกับความมีโทษร้ายของมัน

 

แต่นโยบายขึ้นราคาบหรี่ไปเรื่อย ๆ นั้น ดูดูๆไม่น่าเลื่อมใส ไม่แสดงความรับผิดชอบใดใด หากแต่การแสดงออกซึ่งความเห็นแก่ตัวจัดไปอีก เช่นนโยบายผลิตบุหรี่ที่ให้ความเมาอ่อนลงไปหน่อยสำหรับสตรีสูบ หรือผู้เริ่มต้นสูบใหม่ๆ เพื่อจะไม่เมามากนั้น จะไม่ถือว่าเป็นการเสริมส่งให้คนสูบบุหรี่มากไปอีกหรืออย่างไร จะมิเท่ากับส่งเสริมเด็กนักเรียน หรือวัยรุ่นให้ค่อยติดบุหรี่ไป หรืออย่างไร?

 

นอกจากนี้ก็ยังมีเหตุการณ์ ที่น่าสังเกตมากในวงการธุรกิจอุตสาหกรรมที่พยายามผลิตสิ่งที่ต้องห้าม โดยเฉพาะของมึนเมา ได้แก่เหล้า เบียร์ วิสกี้ ชนิดต่างๆ ขึ้นมาและดำเนินการแพร่ขยายออกไปสู่มวลชนทั่วประเทศโดยวิชาการด้านการตลาด ด้วยวิธีการไม่ชอบธรรมอย่างยิ่ง นั่นคือโหม โฆษณาให้เห็นสิ่งต้องห้ามทางศีลธรรม เหล่านี้เป็นของดี ควรเสพ ซึ่งผลก็คือสามารถเปิดตลาด และขยายตลาดไปได้โดยกว้างขวางขึ้นโดยง่าย เพราะสิ่งเสพมึนเมาเหล่านี้ถูกกิเลสของคนทั้งหลายอยู่แล้ว แทบไม่ต้องโฆษณาอะไรเลยคนก็ชอบอยู่โดยปกติ แต่ที่เขาอดใจไว้นั้นเพราะสำนึกทางศีลธรรมวัฒนธรรมอันดีงามยังคงมีอยู่เท่านั้น แต่การพยายามให้ค่านิยมใหม่ ให้ให้เห็นสิ่งที่เลวชั่วว่าเป็นของดีนั้น จะเป็นผลต่อคนรุ่นใหม่อย่างไร ไมเคยคิด  และการมองเงินตราที่ได้เพิ่มมาจากธุรกิจที่ผิดศีลธรรมเช่นนี้ว่าเป็นการพัฒนาทางเศรษฐกิจนั้น เป็นการมองที่อันตรายอย่างยิ่ง ดุจดังบุรุษปัญญาอ่อน อุปมาเหมือนการค้าขายยาเสพติดเช่นฝิ่น กัญชา เฮโรอีน ที่ทำเงินได้อย่างง่ายดายมหาศาลนั้น เหตุใดไม่คิดว่าเป็นการพัฒนาการทางเศรษฐกิจเล่า?

 

ก็ไม่เห็นจะต้องห้ามกันไปทำไม

 

การพยายามสร้างค่านิยมสนการเสพของมึนเมาขึ้นในสังคมไทย จึงเป็นเรื่องความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่งของวงการธุรกิจเอกชน ส่วนหนึ่ง และเป็นและเป็นเรื่องความไม่ทันเกมส์ หรือีวามนิ่มของฝ่ายการบริหารบ้านเมืองฝ่ายหนึ่งด้วย ไม่นกว่าวันหนึ่งคนทั้งเมืองจะต้องกลายเป็นขี้ยาเพราะหลงนิยมเสพของมึนเมากันทั้งประเทศหรืออย่างไร รัฐบาลยุคใหม่สายตาสั้น อ่อนแอ เขลาและขลาดเกินไปหรือไม่ น่าจะลองมาพิจารณาสัจธรรมของพระทานบ้าง หากเคารพบูชาพระ หรือ เป็นพุทธศาสนิกชนก็น่าจะลองคิดดูให้ลึกซึ้ง

 

ซึ่งคำของท่านในเรื่องงดบุหรี่ว่า

“ไม่ยากดอกไอ้นายแก้ว่าย ๆ นิ๊ดเดียว โรงงานภายในแผ่นดินไทยนี่ ยอหายไปเลย” แน่นอน พระหรือบุรุษสตรีใด มีจิตใจอันยิ่งใหญ่ ย่อมมองผลประโยชน์ของบ้านเมืองหรือส่วนรวมเป็นเป้าหมายหลักสำคัญเสมอ ว่าจะต้องสร้างสรรค์ ย่อมไม่มองประโยชน์ส่วนตัวเองเลย ทั้งนี้เพราะย่อมมีสติปัญญาเห็นทุกข์ของสัตว์โลก เห็นความเขลาบอดของสัตว์โลกว่าเป็นไปเช่นนั้น ๆ แล้วมีเมตตาคิดช่วยเหลือ ท่านจึงกล่าวว่า

 

“สร้างโรงเรียน โรงพยาบาล ได้บุญที่สุด”

 

ท่านเห็นว่าศีล เป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศ

“อยากให้บ้านเมืองเจริญนั้นไม่ยากหรอก ถือศีลห้ากันทุกคน พระก็ต้องถือศีล”

ซึ่งประโยคสุดท้ายที่ว่า “พระก็ต้องถือศีล” นั้น

 

ท่านพูดอย่างกับว่า ได้เคยพบเห็นมาว่า ในวงการศาสนาเอง คือพระสงฆ์องค์พระเจ้าเองนั้น ก็มีความเสื่อมลงไปอย่างชัดแจ้งถึงชั้นวิปริต ไม่งันท่านคงไม่เน้นลงไปว่า “พระก็ต้องถือศีล” เพราะการถือศีลนั้นเป็นหน้าที่และเป็นคุณสมบัติของนักบวชโดยตรงอยู่แล้ว มีพระที่ไหนหนอไม่ถือศีลบ้าง จนกระทั่งหลวงพ่อต้องมาระบุหนัก ๆ ว่า “พระก็ต้องถือศีล” ไม่งันบ้านเมืองจะไม่เจริญก้าวหน้านับว่าเป็นคำพูดที่ฝากกันไว้ให้คิดลึกๆ จริงๆ

 

อีกประเด็นหนึ่ง คนพยายามยัดเหยียดให้พลวงพ่อท่านให้ได้ว่าท่านมีญาณวิเศษหรือคุณวิเศษต่างๆ ผิดมนุษย์ธรรมดา แม้ท่านเองจะบอกตรงๆ คนก็ไม่ยอมเชื่อ เช่นเมื่อถามว่า “หลวงพ่อมีญาณวิเศษอันใดที่รู้ล่วงหน้าไหมครับ? ” ท่านก็ตอบว่า “กูไม่รู้หรอก กูไม่รู้หรอกมีแต่ยานโตงเตง ” พอท่านหัวเราะ ก็ตีความเอาว่าท่านคงพูดเล่น ก็ยิ่งเชื่อไปอย่างสนิทอีกว่าท่านเป็นผู้วิเศษจริงๆ มีญาณวิเศษเช่นนั้นจริงๆ หารู้ไหมว่าที่แท้ท่านขำคนที่ไปสัมภาษณ์ ว่า ช่างไม่รู้อะไรในสิ่งที่ตนถามเอาเสียว่า ไม่รู้วัฒนธรรมเอาเสียเลย (ท่านจะไม่อวด ไม่คุยโว ฯลฯ ) พอๆ กับคำถามเรื่องปาฏิหาริย์ ท่านก็บอกว่า”ไม่มี” แต่ก็ไม่เชื่อหลวงพ่อคูณท่านมองสังคมอย่างไร?

ท่านมองว่าสังคมวุ่นวาย ท่านเป็นห่วงตรงนี้จริงๆ อันแสดงว่าท่านมีสายตากว้างไกล ดังคำพูดว่า

“กูก็ห่วงประเทศชาติบ้านเมืองแหละมึงเอย มันวุ่นวายจริงๆ”

 

ซึ่งนับว่าหลวงพ่อคูณท่านเข้าใจศาสนาอย่างลึกซึ้ง ในแง่ที่ว่าศาสนานั้นจะต้องเป็นสิ่งที่พึ่ง ของคนทั้งหลายของสังคมได้ ศาสนามิใช่เพื่อศาสนาเอง แต่ศาสนาเพื่อสังคม โดยเฉพาะยุคโลกาภิวัตน์ ที่มีปัญหามากนี้ ศาสนาจะต้องแสดงว่าศาสนาสามารถแก้ปัญหาของสังคม สร้างสังคม ชี้นำสังคมไปสู่ความเจริญที่แท้จริงได้อย่างไร

 

นี่คือภาระร่วมกันของนักการศาสนาทั้งหมด ถูกต้องไหม?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 บทแทรกบทที่ 2   

กามสะท้อนไปถึงทุกข์ของมนุษย์

 

ในยุคโลกาภิวัตน์  ที่มีกำลังสูงในด้านการสร้างสรรค์  เพิ่มพูน  และ  การทำลายล้างผลาญพอ ๆ กัน  และพลังที่นับทวีขึ้นไปเรื่อย ๆ นี้  มนุษย์มี 3 ประเภท  คือ

 

            1.   มนุษย์ที่ไม่มีศาสนา  นับถือเทคโนโลยี่แทน

            2.   มนุษย์กึ่งศาสนากึ่งเทคโนโลยี่

            3.   มนุษย์มีศาสนาแต่เพียงชื่อ

 

ซึ่งต่างก็มีคุณภาพไปคนละอย่าง  เว้นแบบที่ 2 ซึ่งเป็นแบบผสม  กระนั้นมนุษย์ก็หาต่างกันไม่  ในด้านที่ต่างก็พากันแสวงหาเงินตรากันอย่างเร่งรุดเอาเป็นเอาตาย  เห็นกันอยู่อย่างชัดเจนอยู่แล้ว

 

            นำมาสู่ข้อคิดชนวนปัญหาว่า พวกเขาพากันแสวงหาเงินตรากันอย่างเอาเป็นเอาตายและเร่งด่วน           นั้นเพราะเหตุใด   ?

 

            คำตอบก็คือ กาม   เพื่อกาม

 

            เพราะเงินตราสามารถแสวงหากามได้ดั่งใจทุกชนิดในยุคนี้  และแม้กามจะได้ถูกสร้างถูกรังสรรค์         ขึ้นขึ้นมามากมายหลายหลากเพียงใด เงินตราเพียงอย่างเดียวก็สามารถนำกามมาให้ได้ทุกชนิด

 

แต่สิ่งที่ควรเข้าใจก็คือ ความเป็นมาแห่งกาม  อย่าลืมว่า เพราะทุกข์มี  กามจึ่งมี   เพราะทุกข์ได้ทวีเพิ่มขึ้นในโลกยุคโลกานุวัฒน์นี้  กามจึ่งต้องเพิ่มทวีขึ้นด้วย  เป็นเงาตามตัว

 

สัญลักษณ์ของกาม  แท้ที่จริง ก็คือสัญลักษณ์ของทุกข์  นั่นเอง

 

ฉะนั้น อย่าสงสัย  กามที่หลายหลากนั้น ได้บอกทุกข์หลายหลากไปด้วย.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  ขอคิดด้วยคน :  โลกและสัจธรรมที่แท้จริง

คำพยากรณ์ของหมอดู ของนอสตราดามุส ของพระพุทธเจ้า

ช่อง 9

วันพุธ 1 พ.ย. 38 หลังข่าวสองทุ่ม

 

 

เรื่องราวงของสิ่งบอกเหตุหลายๆ อย่างที่น่าสังเกต เกี่ยวกับโลกปัจจุบัน ต่อจากพุธที่แล้ว วันที่ 25 ตุลาคม 2538 คณะที่มาพูดคุยเป็นคณะเดิม มีคุณหมอมีอาจารย์ศึกษาเรื่องคำทำนายจากคัมภีร์โบราน มีนักดาราศาสตร์ มีนักปถพีวิทยาคราวนี้ได้แสดงให้เห็นว่า ทั้ง 4 ท่านที่มา ได้มีแนวความคิดต่อสัจธรรม เรื่องความเป็นไปหรือจะเป็นไปของโลกและจักรวาล ออกเป็น 2 ฝ่าย ๆ ละ 2 คน ไม่นับคนกลาง คือผู้ประสานซึ่งเป็นผู้จัดการให้ผุ้รู้ทั้ง 4 มา พบกัน ณ เวทีแห่งนี้ และเป็นผู้ค้นเอาหัวกะทิมันสมองของผู้ร่วมอภิปรายออกมาได้อย่างเข้มข้น นี่คือลักษณะสิ่งที่ชี้บอกว่า ทำไมจึงมีนิกายศาสนาเกิดขึ้น และดูๆ แล้ว น่ารำลึกไปถึงในอดีตใกล้ๆ

 

 

ภัยพิบัติของมนุษย์

เรื่องราวของภัยพิบัติ ที่เกิดขึ้นในโลกทุกวันนี้ เช่นน้ำท่วม ไฟไหม้แผ่นดินไหว เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ ด้วยสาเหตุทางธรรมชาติเอง แต่เรื่องราวของ แผ่นดินไหวนั้น ได้รับการบอกเล่าจากนักปถพีวิทยาในรายการนี้บอกว่ามนุษย์สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ อ้างการทดลองที่โรงงานเหมืองแร่แห่งหนึ่ง

 

เรื่องวิทยาศาสตร์แนวใหม่เพื่อพิสูจน์ ธรรมของพระพุทธเจ้า เพื่ออธิบายกฎแห่งกรรมและไตรลักษณ์ เพราะคนทั่วไปไม่สามารถผ่านสมาบัติชั้นสูงได้ทุกคน จึงต้องอธิบายโดยนัยยะของวิทยาศาสตร์แนวใหม่

 

ดร.ปรีดี พนมยงค์

ถูกแล้ว เหมือน ดร. ปรีดี พนมยงค์ พยายามอธิบายหลักพระพุทธศาสนาชั้นสูงสุดด้วยวิธีทางสังคมศาสตร์-การเมืองในข้อเขียนเรื่อง “ความเป็นอนิจจังของสังคม”  ซึ่งแท้จริงก็เป็นการพูดถึงสัจจธรรมสูงสุดในพระพุทธศาสนานั่นเอง หากแต่อธิบายด้วยวิทยาการและภาษาสมัยใหม่ให้ถูกหูและเข้าสอมองคนสมัยใหม่ได้บ้าง และซึ่งย่อมต่างไปจากภาษาเก่า ๆ คำพูดเก่า ๆ อย่างที่วงการทางศาสนา หรือคนผู้แก่วัดมักฝังหัวมาอยู่แต่โบร่ำโบราณ หรือแม้สมัยใหม่นี้ นักภาษาบาลีที่ไม่ได้เรียนหลักภาษาไทย ก็มักจะแปลหรือพูดไม่รู้เรื่อง นั่นเองและซึ่งแทบไม่ได้สร้างประโยชน์ในทางการเผยแผ่ หรือแม้สร้างความเข้าใจในศาสนธรรมที่แท้ แต่อย่างใดเลยด้วยซ้ำ มีข้อพิสูจน์จากเหตุการณ์ทางศาสนาเอง ดูว่าคนตื่นตัวในเรื่องศาสนาขึ้นมาเมื่อไร มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น จะพบว่ามีภาษาพูดใหม่ๆคือแปลกไปกว่าเดิม สำหรับศาสนาเกิดขึ้น

 

คำทำนายของคนโบราณ:นอสตราดามุส

เรื่องคัมภีร์ทำนายโบราณ บอกคำทำนายโลกของ นอสตราดามุส ผู้ศึกษาคงจะพลาดประเด็นการศึกษาที่เป็นหัวใจไป คือถ้าไม่ศึกษาในประเด็นนี้ ผู้ศึกษาก็มักจะได้รับอันตรายเอง คือตกเป็นเหยื่อหรือทาสทางความคิดของเขาไป

 

ประเด็นที่ว่านี้ก็คือ ประเด็นวิธีการ : เขาใช้วิธีการทำนายอย่างไร (คือ methods ที่ใช้ทำนายนั้นมีอะไร อย่างไรบ้าง ต้องเข้าใจตรงนี้เสียก่อน) ?   และเราได้รู้เท่าทันวิธีของเขานั้นเพียงใดหรือไม่ ? ถ้าเราเริ่มที่ประเด็นนี้ก่อน ๆ ที่จะไปพร่ำเพ้อถึงคำพยากรณ์ของเขาเราก็จะปลอด ปลอดจากความรู้สึกถูกครอบคลุมทางอำนาจลึกลับจากเขา มิเช่นนั้นเราก็สลัดเขาไม่พ้น เราก็ตกเป็นสาวกคือเป็นทาสความคิดของเขาไปอย่างทาส คือไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้วิจารณญาณอย่างไท ได้อีกต่อไป (นั้นก็หมายความว่า ขนาดความเป็นชาวพุทธ ผู้ต้องพร้อมด้วยวิจารณญาณอันเป็นเครื่องตรวจสอบด้วยตนเอง อย่างเป็นอิสระส่วนตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อการพินิจเหตุผลของปรากฏการณ์ ซึ่งต้องทำให้มีการ decisionmaking ออกมาโดยถูกต้อง ด้วยหัวตัวเองเสมอ) หรือวิจารณญาณของเราด้อยน้อยซึ่งอำนาจพลัง ก็ตกเป็นฝ่ายถูกครอบอย่างมิมีโอกาสที่จะใช้วิจารณญาณ ให้รู้เท่าทันทันความคิดเขาอีกครั้งได้

 

 

ทำนายจากภาพที่เห็นในนิมิต

คำทำนายของ นอสตราดามุส เท่าที่ทราบจากได้ยินได้ฟังมา จากข่าวสารต่างๆ ในหนังสือพิมพ์บ้าง หนังสือหมอดูหรือโหราศาสตร์บางเล่มบ้าง นอสตราดามุส ทำนายจากนิมิตที่เห็นในสมาธิ ภาพที่เห็นอย่างไรก็บอกไปอย่างนั้น

 

เรื่องทำนายจากสมาธิเช่นนี้   ระวังยาก  !

 

มีกรณีที่จะยกเป็นตัวอย่างได้บ้าง เช่น มีนักค้าขายวัตถุมงคลบอกไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งว่า สามารถบอกได้ว่า วัตถุมงคลอันใดเป็นของแท้หรือของเทียม จากการนั่งสมาธิดู   ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ชอบธรรม   ไม่ชอบธรรมเพราะเหตุที่อ้างในสิ่งที่คนทั้งหลายไม่อาจจะพิสูจน์ได้ว่า  สมาธิที่ใช้นั้นเป็นของแท้หรือของปลอมนั้นเอง อย่างกรณีตัวอย่างนี้ เขาก็อ้างว่าถ้าพระเครื่ององค์นี้เป็นพระสมเด็จจริง  ท่านจะบันดานให้สะดุงแล้วชี้มือเฉียงไปเหนือหัว แต่ถ้าออกกริยาไปอย่างอื่น ก็ไม่ใช่ของแท้  

 

อย่างนี้   เรียกว่า  ระวังยาก

 

เพราะอาจจะเป็นสมาธิปลอม ๆ ก็ได้ พอ ๆ กับสมาธิแท้ ๆ

 

หมอดูผู้ไร้จรรยาบรรณอย่างยิ่ง

แต่กรณีนี้เป็นสมาธิปลอมๆ มากกว่า หรือเมื่อเร็วๆนี้ก็มีหมอดู ที่หนังสือพิมพ์ให้สรรพคุณกำกับว่า หมอใหญ่ หมอแห่งยุค อ้างว่าเห็นภาพดาราในสมาธิออกชื่อคนนั้นคนนี้ไปสองสามคนว่าที่เห็นในภาพนั้นแหละ จะเจอเคราะห์ร้ายแรงละ

(กรณีนี้เป็นกรณีตัวอย่างหมอดูที่ไร้จรรยาบรรณอย่างยิ่ง นอกจากไร้จรรยาบรรณแล้วยังไร้วัฒนธรรมแห่งการโหราศาสตร์ดั้งเดิมของไทยอีกด้วยโดยสิ้นเชิงถึงอาจขาดจากความเป็นโหร คล้าย ๆ พระเป็นปาราชิกอย่างนั้น แต่คนเช่นนี้กลับได้รับการยกย่องจากสังคม แทนที่จะออกมาชี้หน้าด่า   สมาคมโหรแห่งประเทศไทย ถ้ามีชีวิตลมปราณอยู่ก็คงจะได้นำเอากรณีนี้เข้ามาประชุมอย่างแน่นอนและหากรัฐบาลไทยบาลไทยเร็วและเข้มแข็งรู้หน้าที่กว่านี้ก็คงจะเห็นว่าปัญหาเช่นนี้แหละที่ก่อกวนสังคมอยู่อย่างหนักอีกปัญหาหนึ่งในขณะนี้)

 

แต่รายละเอียดกลับไม่มีอะไรเกินเลยไปจากการอ้างว่าเห็นหน้าดาราในสมาธิ อย่างนี้ก็เข้าลักษณะที่ว่าระวังยากเหมือนกัน

 

แต่เราจะไม่วิเคราะห์ไปในประเด็นอื่นที่ว่า นี่ มีจรรยาบรรณของหมอดูควบคุมกันบ้างหรือไม่ สำหรับหมอดูนักฉวยโอกาส อย่างน่าเกลียดและไร้ความยุติธรรมเช่นนั้น แต่เราจะวิเคราะห์ถึงทฤษฏีและภาพปฏิบัติของนักพยากรณ์เหล่านั้น แต่เพียงย่อๆ พอให้เข้าใจมองเห็นแนวปรัชญาของวิชาชีพเหล่านั้น

 

 

เรื่องนิมิตรที่เกิดจากสมาธิ

เบื้องต้นที่สุด

ท่านผู้อ่านอาจจะไม่ทราบเลยก็ได้ว่า นิมิตที่เกิดจากสมาธินั้น  เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นไปตามอำนาจกิเลศ เพราะ คนที่นั่งสมาธินั้น เป็นปุถุชนคนธรรมดา มีโลภ มีโกรธ มีหลง อยู่เต็มอก ช่อนฝังอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ  หากแต่นิมิตรเหล่านี้อาศัยความว่างในจิตก่อตัวปรากฏขึ้น

 

ตัวอย่างหมอดูคนที่อ้างแล้วนั้น ตะแกก็มีโลภะอยู่ในใจ พอเข้าสมาธิได้ระดับแล้ว อำนาจกิเลสก็ค่อยแทรกเข้ามา โดยมักจะผ่านมาทางระบบมันสมองที่สั่งการโดยปกตินี้แหละ ก็เข้าไปสู่จิตในสมาธิ   มีกิเลสอะไร จากระบบมันสมอง ที่คิด ที่วิตกอยู่ ภาพ ที่เป็นไปตามกิเลส ก็ปรากฏขึ้น ภายในภวังคจิตทันที

 

จะลองอธิบายเรื่องนี้ให้เข้าใจง่าย ๆ ไปอีกที หมอดูคนนั้นแกจะต้องมีความรู้นึกคิดเกี่ยวกับคนประเภทดาราภาพยนตร์อยู่ อย่างมากในขณะนั้น อันเนื่องมาจากความเป็นหมอ มีอาชีพทางนี้ที่จะจ้องคอยเฝ้าสังเกตการโคจรของดวงดาวในจักรราศี อยู่เป็นปกติ และในขณะนั้นก็มีดวงดาวที่เป็นตัวแทนความหมายเกี่ยวกับดาราภาพยนตร์ ที่โคจรเสื่อมอยู่คือดาวเคราะห์ศุกร์  ดาวศุกร์นี่แหละที่โคจรเสื่อมอยู่ในจักราศีขณะนั้น และซึ่ง นักวิทยากรณ์ศาสตร์ทุกคนผู้มีอาชีพทางนี้ จะต้องมองดู จับตาสังเกตไว้ทุกคนนั้นแหละ ตะแกคนนี้ก็ให้ความสนใจเหมือนกัน และนึกไปตามความหมายของดาวว่าอย่างไรเสียจะต้องมีเรื่องร้าย ๆ เกี่ยวกับพวกดาราภาพยนตร์แน่ ๆ เพราะดาวศุกร์ เป็นดาวบอกความหมายของ คนงาม ของงาม กาม และสังคมดารา ฯลฯ  ใจของแก ความนึกความคิดของแกกระหวัดอยู่แล้วถึงพวกดาราในทำนองของเหตุและผลนี้ พอไปเข้าสมาธิอาจไม่ถึงเป็นจุดสงบ และว่างพอจะได้ภวังคจิต หรือเป็นผล ฌานอย่างใดอย่างหนึ่ง กิเลสก็พาไปนึกหน้าดาราที่ตนชอบตนคุ้นเคยเข้า อย่างเช่นอาจจะชอบ จอย ศิริลักษ์ อยู่ ภาพจอยก็ปรากฏออกมาให้เห็นในสมาธิ ก็เท่านั้นเอง !   การปรากฏภาพดาราขึ้นในสมาธิมีสาเหตุอย่างนี้เอง คือเนื่องมาจากความคิดตนประหวัดถึงดาราผู้นั้นอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว   นั่นก็หมายความว่า การที่เห็นภาพดาราในสมาธิของตะแกนั้นจะไม่สามารถบอกได้เลยว่า จะมีเหตุการณ์ร้ายหรือดีอะไรกับดาราภาพยนตร์คนนั้น   ถ้าทึกทักทำนายว่าร้าย ก็เท่ากับเดาเอาเท่านั้นเอง และตะแกก็เดาเอาจริงว่าร้าย เพราะเหตุการณ์จะเป็นไปในทางไหน ร้ายหรือดี ไม่บอก ไม่รู้ จากการที่เพียงเห็นใบหน้าดาราปรากฏขึ้นในสมาธิ (ตามที่หมอดูอ้างไว้ )

 

ฉะนั้น นี่คือตัวอย่างของความไม่ชอบธรรมของหมอดู และเรารู้ถึงความไม่ชอบธรรมนี้ หากเราสามารถวิเคราะห์วิธีการของเขาออกทะลุปรุโปร่ง เหมือนกันกับนักเลงพระเครื่องที่อ้างว่าสามารถนั่งสมาธิดูได้ว่าเป็นพระเครื่องจริงหรือพระเรื่องปลอม และก็เหมือน นอสตราดามุสและพวกดูลูกแก้วทั้งหลาย เพราะใช้ทฤษฏีเดียวกัน ต่างกันก็ที่ว่า กิเลส ใครเบาบางกว่าใคร สมาธิใครนิ่งเนิ่นและนานกว่าใคร ใครเข้าถึงความว่างได้มากกว่าใครเท่านั้น

 

ฉะนั้น เราจึงควรเข้าใจว่าเราจะเชื่อตามที่เขาบอกยังไม่ได้ก่อนเพราะเป็นเรื่องที่ระวังยากจริง ๆ เพราะเหตุการณ์อาจจริงก็ได้ไม่จริงก็ได้ พอ ๆ กัน หรือนัยหนึ่ง ถ้าพูดถึงความแม่น บางอย่างก็อาจจะเข้าเป้าเป้ง ๆ เต็ม 100 % ไปเลย แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจเป็นไปอย่างตรงกันข้ามกับคำทำนาย คนละทิศละทางไปเลย ชนิดที่ต้องเผาตำราทิ้งกันทันควันเลยก็มี ทั้งนี้ก็เพราะ ความแม่นยำเพียงใดอยู่ที่กำลังสมาธิ   คือหมายถึงกำลังของจิตนั่นเอง และตัวกิเลสที่ไม่สามารถมารบกวนหรือหลอกให้หลงผิด  คนมีกิเลสน้อยเบาบาง จึงมักได้รับความเชื่อถือในวงการเช่นนี้เสมอมาเพราะเป็นปัจจัยแห่งความแม่นยำที่สำคัญที่สุด 

 

แต่โดยทั่วไปแล้ว โดยทฤษฎี การทำนายโดยวิธีนี้มักจะแม่นยำเฉพาะช่างแรก ๆ ของการเริ่มอาชีพนี้ หรือของการเริ่มทำนายด้วยวิธีนี้ต่อเมื่อ เนิ่นนานไปก็เริ่มคลายความแม่นลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งก็จะไม่มีอะไรเหลือ และเมื่อถึงเวลานั้นหมอดูคนเดียวนี้ก็จำเป็นต้องใช้วิธีการเดาเอาโดยหลักสถิติที่สั่งสมมาจากประสบการณ์ที่แล้ว ๆ มาแทน เพราะเขาได้ทำเป็นอาชีพมา ก็ต้องทำต่อไปเพื่อเลี้ยงชีพ แม้ว่าจะสูญสิ้นสภาวะแห่งคามแม่นยำไปแล้ว (พลังสมาธิเสื่อมลง) ก็ต้องทำ จึงเป็นที่มาแห่งคำอมตะคำหนึ่งที่คุ้นหูกันดีว่า หมอดูคู่กับหมอเดา ในภายหลัง นั่นเอง

ทำไม ?

เพราะในช่วงหลัง ๆ มีตัวแปรสำคัญนอกจาก กิเลส ตัณหา ก็คือ อุปาทาน มักเข้ามาโน้มเอียงทางจิตใจให้นึกไปสร้างภาพขึ้นตามที่ใจ ชอบ ใจประหวัดถึง ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่เรานึกคิดเอาเองนั่นเอง

 

นี่ก็คือปริยัติ และแนวปฏิบัติส่วนหนึ่งของ ศาสตร์การพยากรณ์โดยสมาธิจิต

 

 

เดรัจฉานวิชาเรียนไม่รู้จบ

กล่าวโดยรวบรัดอย่างย่อ

บัดนี้ก็ลองๆ นึกดูเองว่า ทำไมพระพุทธศาสนาจึงกล่าววิชาพวกนี้ว่าเป็นเดรัจฉานวิชา ซึ่งนักบวชในพระพุทธ ศาสนาไม่ควรสนใจเล่าเรียน ไม่ควรเอาใจใส่เป็นเรื่องจริง ๆ จัง ๆ ก็เพราะวิชาพวกนี้ ที่สุดก็ไม่อาจปลีกตัวไปพันการครอบงำของกิเลส โลภ โกรธ หลง ได้นั่นเอง หากแต่พาให้โน้มเอียงไปหากิเลสเรื่อย ๆ ไปจนถูกครอบโดยสมบูรณ์จนเสื่อมสิ้นสภาพไปในที่สุด และการที่เป็นไปเช่นนี้ นั่นเอง จะเป็นเหตุให้เสียเวลาอันมีค่าของชีวิตไปโดยเปล่าประโยชน์ อันเป็นแก่นสารที่แท้จริง เพราะเดรัจฉานวิชาเหล่านี้เป็นไปในการศึกษาที่ไม่มีจุดจบ และล้วนเป็นเรื่องราวที่ไร้สาระแก่นสาร ไม่ยั่งยืน มีวงจรแห่งการหลอกลวงอันไม่รู้จบ แต่วนเวียนอยู่แต่ในวงจรเรื่องไร้สาระอยู่ตลอดชีวิต เสียดายเวลาตลอดชีวิตโดยหน้าที่ของนักบวชในศาสนาพุทธต้องใช้เวลาของชีวิตในการเรียนวิชาแห่งมรรคผลของพระพุทธเจ้า

 

มรรคผลเรียนจบ

เพราะวิชานั้นเมื่อเรียนจบแล้ว จะไม่มีการถดถอยลงมากลั้วกิเลสอีกเลย วงจรทั้งหลายจะถูกตัดขาดไปหมด จะได้สถานะอันไร้กังวลใดใด และไร้ความยากหรือตัณหาทั้งปวง อันนำไปสู่บรมสุข นี่คือแนวคิดของผู้ใดที่เข้าใจคุณค่าของพระพุทธศาสนา เพราะคนเราหากรู้ว่าอะไรมีคุณค่าควรแสวงหาแล้ว ย่อมจะไม่หลงไปเสียเวลาแห่งชีวิตเสียเช่นนั้น คือจะไม่ยอมเสียเวลาวนเวียนศึกษาวิชาที่ไม่เป็นสาระแก่นสาร ไม่ยืนยง หรือวิชาที่มี ความหมาย ความสำคัญน้อย เช่นวิชาพยากรณ์ นี้ ซึ่งจะต้องใช้เวลาศึกษาปฏิบัติเป็นเวลานาน เสียเวลาของชีวิตไปไม่น้อย แต่ผลที่ได้ มักไม่ยืนยง เพราะมีการถอดถอยได้ ดังกล่าว

 

การพยากรณ์ในแนวของพุทธะ

ซึ่งจะผิดกับการพยากรณ์ของ พระพุทธเจ้า หรือทฤษฏีของศาสนาพุทธ ซึ่งตั้งอยู่บนทฤษฏีที่ว่าด้วย ปัญญา คือเป็นการมองและวิเคราะห์เหตุการณ์แบบวิทยาศาสตร์ อาศัยการพิจารณาจากตัวแปรฝ่ายเหตุ คาดไปถึงตัว แปรฝ่ายผลที่จะเกิดขึ้น

 

นี่ควรเรียกว่าทฤษฏีธรรมชาติ หรือธรรมดา โดยดูจากความเป็นธรรมดาของสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นไปในโลก เท่าที่พบว่าทรงทำนายไว้หลายประเด็น ไม่นับประเด็นหลัก เรื่องอายุกาลของศาสนาพระพุทธเจ้า ซึ่งทรงกำหนดไว้ 5000 ปี แต่จะขอยกประเด็นที่น่าสนใจประเด็นหนึ่ง คือพุทธทำนายเรื่องกาม ว่า ในยุคเลยกึ่งพุทธกาลไปแล้ว ในระยะหนึ่งจะมีเหตุการณ์เสื่อมเกิดขึ้นทั่วไปคือเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ นมยังไม่ทันตั้งอกก็จะรีบเร่งมีลูกมีผัวกันแล้ว   ซึ่งก็ปรากฏเห็นกันในสมัยนี้ชัดเจนไม่ผิดคำพยากรณ์เลย  ตกเขียว โสเภณีเด็กที่เต็มเมืองกันอยู่แล้ว ล้วนเข้าพุทธทำนายทั้งสิ้น กรณีเช่นนี้เป็นต้น ที่เป็นผลการพยากรณ์โดยปัญญา หรือ ญาณ ซึ่งทรงพยากรณ์จากความเป็นธรรมดาของมนุษย์กับกามารมณ์ ที่มีความเป็นธรรมดาในทางหายนะไปเรื่อย ๆ เช่น นั้น ตราบจนถึงที่สุด

 

อายุพระพุทธศาสนา 5,000 ปี

ซึ่งโดยวิธีของพระพุทธเจ้านี้ เป็นวิธีมองโลกด้วยปัญญาไม่ได้ไปนั่งสมาธิดูมโนภาพหรอก ผู้ใดมีปัญญาก็จะเห็นเองว่า เรื่องการทำนายโลกอนาคต อย่างแม่นยำนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไรเลย  สามารถทำนายได้ อย่างแน่นอน เช่นเรื่อง อายุ พระพุทธศาสนา แน่นอน มีอยู่เพียง 5,000 ปีนี้เท่านั้น เมื่อครบ 5,000 ปี จะยังไม่มีศาสนาพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ หรือศาสดาองค์ใดเกิดขึ้นแทน หรือสืบแทน เพราะนับแต่กึ่งพุทธกาลไปแล้ว สติปัญญามนุษย์ และความพยายามของมนุษย์ในการฝักใฝ่ซึ่งมรรคผลนั้น จะมีน้อย ไม่มีพลังพอจะได้มรรคผลอันสูงสุด พระอรหันต์จะหมดไปก่อน ต่อมาก็พระอนาคามีหมดไป ถึงพระสกิทาคามีกับพระโสดาบันก็ดูจะหมดไปในราว ๆ พ.ศ. 3,000 นี้อันจะตรงกับเวลาที่โลกเจริญด้วยวัตถุและกามนิยมอย่างเต็มที่

 

สิ้นแก่นคนในศาสนา

พ.ศ. 2539 ยังมีพระอริยบุคคลอยู่ก็ตาม แต่หาปรากฏออกมาโดยเปิดเผยไม่ แต่แม้ไม่มีศาสนาแห่งแก่นแท้จริง ๆ ศาสนาเปลือก ๆ ก็คงมีต่อไปตราบ พ.ศ.5,000 นู้นละ   ที่ว่าศาสนาสิ้น หมายถึงแก่นศาสนาและแก่นคนในศาสนา คือเหล่าพระอริยบุคคลสูญสิ้นไปก่อนเป็นประการแรก ต่อไปเมื่อไร้แก่นก็เหมือนบ้านไร้หลัก ไม่นานก็พังไปตาม ๆ กัน เท่านั้น

 

สงครามใหญ่รออยู่ในอนาคต-อเมริกาจะเสื่อมถอยอย่างใหญ่

 

ในเรื่องอนาคตโลก ก็ทำนายได้เลยว่า โลกในอนาคตจะต้องมีสงครามใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก่อนจะถึงสงครามใหญ่ โลกจะมีสงครามเล็ก ๆ ประทุขึ้นที่จุดนั้นจุดนี้ของโลก จะมีเหตุไม่สงบจะเกิดภัยพิบัติต่าง ๆ  ขึ้นบริเวณส่วนนั้นบ้างส่วนนี้บ้าง ทั่วไปหมด  ในสังคมจะมีแต่เรื่องราวการ ประทุษร้าย การเข่นฆ่า ตีรันฟันแทง จะมีภาพยนตร์ประเภทแสดงออกซึ่งความทารุณโหดร้ายให้ชมกันเป็นปกติจนชาชินกัน ไม่รู้สึกว่าดี ว่าร้าย และคนทั่วไป  จะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเช่น ไล่ฆ่าตีรันฟันแทงกันตามถนนหนทาง คนก็จะหยุดยืนดู ด้วยความมันสะใจสนุกสนาน อย่างกับได้ชมภาพยนตร์ จะมีความอดยากยากเข็ญประสบทุกข์ไปทุกหย่อมหญ้าจะมีโจรภัย โจรกรรม การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันทั่วไป ทวีความทุกข์ยากลำบากไปเรื่อย ๆ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไร้ที่พึ่งพาอาศัยมากขึ้นไปเรื่อย ๆ

 

ประเทศอเมริกาเองก็จะเริ่มประสบความเสื่อมถอยลงไปอย่างใหญ่ ทั้งระบบการปกครองและการเศรษฐกิจ รวมทั้งระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

 

หมู่สงฆ์ก็จะเสื่อมลงสุดขีด

พระสงฆ์องค์ชีก็จะไม่เคารพสัจธรรม ไม่ใฝ่ในมรรคผล ไม่ใฝ่บำรุงความเพียรและสติปัญญาอีกต่อไป มีแต่จะแสวงหาลาภผล ยศถาบรรดาศักดิ์ เพื่อการเลี้ยงชีพ หรือทำอย่างเป็นอาชีพเหมือน ๆ ชาวบ้านไปเท่านั้น จะไม่ได้ร่ำเรียนวิชาพระพุทธศาสนา แต่ออกนอกรีตนอกรอยพระศาสนาไปเพื่อแสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ และสุขครบตามโลกธรรมทั้งหมดทั้งมวล  คนทั้งหลายก็ใช้ชีวิตเป็นไปตามความอยาก ความเขลา จะเต็มไปด้วยข้อ ขัดแย้งในสังคม ในครอบครัว แล้วก็เกิดพิพาทกันขึ้นไปเรื่อย ๆ เป็นหมู่เป็นกลุ่มเป็นประเทศ   จนวันหนึ่งก็จะถึงสงครามใหญ่ นี่ก็เพราะเป็นสิ่ง ที่ย่อมจะเกิดขึ้นธรรมดา ไม่ต้องนั่งสมาธิดูก็รู้   ลืมตาดุนี่แหละรู้   รู้ด้วยปัญญา

 

 

ไฟประลัยกัลป์ล้างโลก

ฉะนั้น ไม่สงสัยหรอกว่า กว่าศาสนาพุทธจะถึง 5,000 ปี จะเกิดไฟประลัยกัลป์ล้างโลก คำว่าไฟประลัยกัลป์ ก็ให้นึกเทียบ ก็พอ ๆ กับระเบิดประเภทนิวเคลียร์ที่ได้สร้างและกำลังพัฒนากันอยู่ทุกวันนี้นั่นเอง เมื่อทำขึ้นแล้ววันหนึ่งก็ย่อมมีการใช้ ตราบใดที่คนมีกิเลสอยู่นั่นเป็นธรรมดา เพราะอุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดาของมนุษย์ การรบก็เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ อะไรที่โลกเป็นอยู่และจะเป็นไป ล้วนเป็นธรรมดาสำหรับโลกที่ล้วนมีแต่ความบาป

 

การพยากรณ์โลกโดยปัญญาก็อาศัยความรู้เรื่องความเป็นธรรมดาของโลกนี่เอง อย่างขณะนี้ จากทฤษฏีความเป็นธรรมดา เราก็เห็นว่า โลกย่อมไหลไปสู่ความหายนะนั่นเรื่อย ๆ ไป ไม่มีใครอาจหยุดยั้งได้  เบื้องหน้าของโลกคือความหายนะอย่างแน่นอน ที่จะปลอดภัยนั้นไม่มี   เพราะโลกย่อมมีความเป็นธรรมดาที่จะต้องหายนะ  เช่นนั้นเอง โลกก็คือชีวิตมนุษย์คนหนึ่ง ที่ต้องมีเกิด เกิดแล้วก็เคลื่อนไหว ดิ้นรน จำต้องเคลื่อนไหวดิ้นรน เพราะความอยากความหิวโหยมีเป็นประจำธรรมดาโลก โลกจะอยู่โดยสงบเฉย ๆ  นั้นย่อมไม่ได้   แต่การดิ้นรนหรือการเคลื่อนไหวนั้น จะเป็นไปในทิศทางแห่งความเสื่อมเสมอไป  นั่นคือหลักการว่าด้วยทิศทางของกิเลส มันเป็นธรรมดาดั่งนั้น แม้จะมีผู้นำทางพาเดินไปสู่สวรรค์ ไปหาพระเจ้าพวกเขา ก็ไม่ยอมไป เพราะพวกเขามีปกติเดินตามทางแห่งมาร เพราะคนล้วนเป็นทาสแห่งมารทั้งสิ้น

 

ฉะนั้นคำกล่าวว่าพาคนไปหาพระเจ้า  “ยากกว่าจูงอูฐรอดรูเข็ม” นั้น  เป็นคำกล่าวที่เป็นสัจธรรมจริงๆ จะพาไปนิพพานพวกเขาก็ไม่ฟัง เพราะธรรมดาเขาย่อมมักของที่ได้มาโดยง่าย อะไรที่ให้พวกเขาออกแรง พยายาม นั่นขัดความเป็นธรรมดาของพวกเขา   ฉะนั้นจึงพากันเดินไปสู่ความเสื่อม เป็นธรรมดา ไปสู่ความแก่ชราแห่งโลกเป็นธรรมดาและที่สุดก็ถึงความวิบัติ หายนะ นั่นจึงเป็นธรรมดา โลกย่อมมีความหายนะเป็นที่สุด นี่เป็นธรรมดา

 

พระพุทธศาสนารู้ทางแก้

แต่พระพุทธศาสนาประสงค์จะให้รู้ว่า ยังมีทางรอดจากความหายนะนั้น และได้บรรยายรายละเอียดของเส้นทางสายนั้นไว้อย่างค่อนข้างละเอียดว่า ทางสายหนึ่งที่พาไปสู่ความระงับเสียได้ซึ่งความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นมีอยู่ ทางสายนั้นเป็นทางแห่งชัยชนะ ผู้ใดเดินทางสายนั้น เบื้องต้นแห่งสัมฤทธิผลผู้นั้นจะต้องรู้จักโลก ว่ามีความเป็นธรรมดาอย่างนั้น ๆ คือเป็นภัยอันใหญ่  ก็คือความรู้ว่าโลกนั้น เป็นแดนแห่งภัยใหญ่ ภัยอันมหันต์ นั่นเอง   แต่การเดินทางนั้น สิ่งที่จำเป็นที่สุดก็คือความพยายาม นั้นเอง

 

 

ทรัพยากรโลกจะลดน้อยลงไปจะแย่งที่กันอยู่

สรุปการพยากรณ์เรื่องโลกจะล่มสลายเป็นภัยอันตรายหรือไม่ในอนาคต ?

 

ตอบได้เลยว่าเป็น ในที่สุดโลกจะสลาย จะแตกออกเป็นธุลี ในระยะใกล้ ๆ มาอีก โลกจะมีสงครามใหญ่ ใกล้เข้ามาอีก โลกจะเต็มไปด้วยการรบการฆ่าฟันกันเอง เพราะแก่งแย่งอาหาร นับวันจะไม่พอกิน เพราะคนเกิดมากขึ้นและอาหารก็ลดลงน้อยไปเรื่อย ๆ ที่อยู่อาศัยก็ลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้ยังพอแย่งที่ของสัตว์ป่ามาอาศัย แย่งที่ของป่าของไม้มาอาศัยได้ แต่อีกไม่นานก็จะต้องแย่งกันเอง เครื่องนุ่งห่มก็จะไม่เพียงพอเพราะป่าไม้ สัตว์เริ่มหมดไป ยารักษาโรค ที่เป็นปัจจัยหลักทั้งสี่ ก็เห็น ๆ อยู่ว่าเริ่มขาดแคลนลงไปทั้งโลก เห็นได้จากราคาของสิ่งเหล่านี้ ที่เพิ่มขึ้นไปทุกที

 

น้ำมันจะหมดโลก

การที่ราคาเพิ่มก็เพราะของมันน้อยลงไป นั่นเอง ตามหลักวิชาเศรษฐศาสตร์ นอกจากนี้ปัจจัยในการดำรงชีพของคนยุคใหม่หลาย ๆ อย่างล้วนแต่ล้างผลาญทรัพยากรของโลกอย่างมหาศาลทั้งสิ้น เช่นการคมนาคม โลกใช้น้ำมันสำหรับยานพานะในวันหนึ่ง ๆ เป็นจำนวนมหาศาลเพียงใด และโลกมีมาทดแทนหรือไม่ ก็เปล่าเลย มีแต่ใช้อย่างเดียวเท่านั้น ฉะนั้น ในวันหนึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะหมดไป ในขณะที่มีน้อยลงไป ราคาก็แพงขึ้นไปเรื่อย ๆ คนก็จะแก่งแย่งกันก็เป็นธรรมดาไปเช่นนี้ นี่แหละสัจธรรมที่อาจมองเห็นจากปริศนาธรรมที่ว่าการเกิดเป็นทุกข์ แล้วก็จะเข้าใจธรรมดาของโลก ไปเสียทั้งหมดทั้งสิ้น

 

การแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า

โลกในอนาคตจะมีการแบ่งแยกเป็นก๊กเป็นเหล่าเป็นพรรคเป็นพวก ในปัจจุบันก็เห็นกันอยู่แล้ว หากแต่ว่าคนยุคนี้มีความชินชากันพอสมควร จึงไม่ค่อยรู้สึกอะไร ไม่ใช่อิทธิพลราหูอะไร แต่ยุคสมัยนี้ได้ทำให้เกิดทุกข์เช่นนี้ทำนองนี้ เป็นธรรมดาเช่นนี้เอง ต่อไปก็จะเกิดเป็นทุกข์ใหญ่หลวงไปอีกก็เพราะเป็นธรรมดาเช่นนั้น มันก็จะต้องเป็นไปเช่นนั้น

 

คือโลกย่อมเป็นไปเช่นนั้นเอง หลักที่พยากรณ์ก็คือหลักความเป็นธรรมดาของโลก เมื่อเรารู้ว่าอะไรคือความเป็นธรรมดาของโลก เราก็พยากรณ์ได้คือหมายความว่าใคร ๆ ก็พยากรณ์ได้ และย่อมแม่นยำเสมอและย่อมไม่ผิดพลาดเลย จนกระทั่งอาจกล่าวเป็นตรรกวาทะได้เลยว่า

 

            โลกจะเกิดสงคราม            ก็เพราะโลกย่อมทำสงคราม

            โลกจะสลาย                    ก็เพราะโลกย่อมสลาย

 

เป็นธรรมดาที่มันจะเป็นเช่นนั้น ฉะนั้น อย่าสงสัยเลยว่าเบื้องหน้าแห่งความเป็นไปของโลกใบนี้ แห่งประชากรบนโลกใบนี้ คือทุกข์ที่ทวีขึ้นไป เรื่อย ๆ ๆ ๆ เพราะปัจจัยสี่ที่ลดน้อยถอยลงเรื่อย ๆ ๆ ๆ และเพราะคนห่างศาสนา หรือเพราะศาสนาเสื่อมลงไปเรื่อย ๆ ๆ  ตราบโลกเทียวฆ่าฟันแก่งแย่ง จนเกิดสงครามและแตกทำลายลง เรามีทุกข์ เผชิญทุกข์อยู่เท่าไรในขณะนี้ ให้ค่าเป็น 0 แล้วคอยดู ค่านี้จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ตาม เวลาที่ผ่านไป ๆ ทุกข์ไม่มีวันลดน้อยถอยลงไปจากโลกใบนี้ หากแต่จะเพิ่มทวีไปอย่างเร่งรุด ตราบกระทั่งหายนะมาสู่มวลมนุษย์ทั้งปวง อันเป็นธรรมดา

 

และบัดนี้ก็คงเข้าใจแล้วว่าโลกาภิวัตน์นั้น ไม่อาจเพิ่มความสุขให้คนในโลกได้เลย มีแต่เพิ่มความทุกข์ไปเรื่อย ๆ และเร็วเร่งรุดไปทุกที

 

 

มีชาติพันธ์มนุษย์เหลือคณานับในโลกจักรวาล

แล้วก็มาถึงปัญหาว่าด้วย การสิ้นเชื้อแถวแห่งมนุษย์หรือการสิ้นชาติพันธ์มนุษย์ในโลกนี้

กลัวหรือไม่ว่าจะสิ้นเชื้อมนุษย์? ไม่จำเป็นต้องอ้าง อัตคัญสูตรดอก  

 

มนุษย์ไม่มีวันสิ้นหมดไปจากจักรวาล  

เพราะขณะนี้ เดี๋ยวนี้ก็มีมนุษย์มากมาย มนุษย์ที่มีรูปร่างเหมือนอย่างเรามากมาย  ในดาวพระเคราะห์อื่น ๆ ในสากลจักรวาล

 

ในขณะนี้ มีโลกที่กำลังเริ่มเกิดสีเขียว เริ่มมีสัตว์ยุคล้านปี เริ่มมีพืช ฯลฯ มากมายสุดคณา มีโลกที่อยู่ในสภาพการก่อกำเนิดในขั้นต้น ๆ ก่อนสภาพนี้มากมาย และหลังสภาพนี้ก็มากมายเช่นเดียวกัน

 

มีโลกที่มีมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ มนุษย์ถ้ำ เช่นบรรพบุรุษของเรามากมายมิอาจคณานับ

มีโลกมนุษย์ที่อยู่ในสถานะอย่างเราเปี๊ยบ มากมายมหาศาล

มีโลกที่มนุษย์เริ่มอดอยากเพราะไร้อาหารการกิน ไม่เพียงพอแก่ประชากรโลก มนุษย์ล้วนพบทุกข์อย่างสาหัส มากมายเหลือจะคณานับ

มีโลกที่กำลังทำสงครามปรมาณูกัน เห็นควันกรุ่นคลุ้มไปหมด มากมายสุดนับประมาณ

มีโลกที่กำลังแตกสลายเป็นธุลี นับจำนวนไม่รู้คณานับ

มีโลกมนุษย์ที่มีองค์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนอยู่นับแสน ๆ ล้าน ๆ โลก

และ ฯ ลฯ

 

สากลจักรวาลไม่มีอาณาเขต

เพราะจักรวาลไม่มีอาณาเขต ไม่มีต้นทาง ปลายทาง ไม่มีเส้น ผ่าศูนย์กลาง ไม่มีเส้นรอบวง ไม่มีความกว้าง ไม่มีความยาว  ไม่มีขอบ จักรวาลที่จะให้ผู้ใดไปถึง ไม่มีองคาพยพใดที่วัดได้ สากลจักรวาลไม่มีขอบเขต

 

ฉะนั้น เหตุการณ์ร้ายของโลกเรา ก็เป็นเพียงเรื่องราวปกติธรรมดาของสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ สิ่งหนึ่งเท่านั้นเอง เมื่อเรียบเทียบกับสากลจักรวาลอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ที่จะต้องเป็นไปตามกฎธรรมดา คือมันย่อมเป็นไปเช่นนั้นเอง  คือมันย่อมเดินทางไปสู่ความวิบัติเช่นนั้นเอง มันไม่มีปกติเดินทางไปสู่ความอุดม  แต่มันมีปกติเดินทางไปสู่ความวิบัติ    มันเป็นความปกติความธรรมดา ที่เป็นภัย เป็นพิษแก่ตนเองดังนั้นแหละ จึงว่าโง่เขลา  อวิชชา   จึงมีคำว่า โง่เขลา หรือ อวิชชา   กล่าวอีกอย่างหนึ่ง โลกย่อมใฝ่ต่ำเช่นนี้เป็นธรรมดา โลกหามีปกติใฝ่ดีใฝ่สูงไม่  กระนั้น มนุษย์ก็มิได้กลัวหรอก เพราะมนุษย์จะได้รับการกล่อมเกลาให้ชินชา กับสภาพอันแวดล้อมเสมอไป ฉะนั้นจึงมักไม่ค่อยรู้สึกก่อนจะพบความวิบัติเสมอไป

 

อุปมามนุษย์เหมือนสัตว์ในโรงฆ่าสัตว์

มีอุปมาเหมือนสัตว์ในโรงฆ่าสัตว์ นั่นแล    สัตว์เองก็หารู้สึกไม่ว่ามันกำลังจะถูกฆ่าไปเป็นอาหารอยู่ในไม่กี่นาที่นี่แล้ว   คนเราก็เหมือนกัน ทุกวันต่างก็เหมือนรออยู่ในโรงฆ่าสัตว์แล้วแท้ ๆ แต่ก็ไม่รู้สึกเพราะเป็นธรรมดาเช่นนั้นของคน และสัตว์ทั้งหลายที่บอดมืด ต่อเมื่อใดมนุษย์ได้รู้สึกขึ้นมาว่า เอ๊ะ นี่เรากำลังนอนรอมัจจุราชอยู่ทีเดียวหรือ?  ไม่ต่างจากสัตว์ที่เขาเอาไปรอไว้ในโรงฆ่าสัตว์ เพื่อเข่นฆ่าเอาชีวิตเลย!  แล้วเกิดความกลัวขึ้นมา เพราะเห็นจริงเห็นจังเช่นนั้นว่าเป็นสัจธรรมหากมนุษย์เห็นความจริงนี้และเกิดความกลัวขึ้นมาจริง ๆ ความกลัวนี้แหละคือเบื้องต้นแห่ง ปฐมญาณ ปฐมฌาน ในพระพุทธศาสนา อันนำไปสู่ทางมรรคผล นิพพานชั้นสูงสุดต่อไป

 

เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร

ฉะนั้น หัวเลี้ยวหัวต่อ อยู่ที่มีดวงตาเห็นภัยอันใหญ่ เห็นภัยอันมหิมานี่เอง

ฉะนั้น พึงปลุกตัวเองให้ตื่นขึ้นเหลียวมองภัยรอบด้านให้เห็นจริงเห็นจังเห็นตามความเป็นจริง ที่ว่า เราล้วนรอความตายกันอยู่แท้ ๆ มิได้ แตกต่างอย่างไรกับโคกระบือที่นอนรอเขาเอาเข้าที่ชำแหละในโรงฆ่า นี่แหละคือ ความหมายที่ว่าเห็นภัยในวัฏฏะสงสาร ด้วยได้ความสะดุ้งกลัวมาก่อน  การที่สะดุ้งก็เพราะเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนว่าเป็นภัยนั้นเองเพราะหากไม่มีสิ่งนี้ คนก็ไม่ต่างอะไรกับวัว ควาย ที่ถูกจูงจมูกเข้าไปสู่โรงฆ่าสัตว์ โดยมิรู้สึกเห็นภัยแก่ตนแม้แต่น้อย และเขาก็ไปสู่ความวิบัติโดยมิรู้ตัวเลย อันเป็นธรรมดาเช่นนั้น จึงกล่าวว่า โลกคือความบอดโลกคือความหลับ โลกคือความเมา ผู้ไม่ธรรมดา จึงเป็นผู้ทวนกระแสโลกเสมอไป

 

ทวนไปถึงไหน ?

อาจจะถึงไหนก็ได้ ไม่ถึงไหนก็ได้ แต่ไปจนกว่าจะสำเร็จ อรหัตผลเป็นพระอรหันต์ขึ้นมา มีพระอรหันต์เป็นปลายสุด ชั้นต่ำกว่านี้ยังใช้ไม่ได้ เช่นโสดาบันนี้ยังใช้ไม่ได้ ( เมื่อเปรียบเทียบภัยในโลกและเปรียบกับพระอรหันต์) แต่ทฤษฏีเกี่ยวกับพระอรหันต์นั้นจนบัดนี้ก็ยังหาคำอธิบายที่น่าฟัง ไพเราะและเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนได้ยาก โดยเฉพาะพระอรหันต์แห่งยุคสมัย จะมีลักษณะเช่นไร?

มีหรือไม่ ?

 

ทฤษฎีหนึ่งแห่งความเป็นอมตะ

แต่ในรายการนี้ คุณ-ท่าน ได้เสนอแนวอธิบายแนววิทยาศาสตร์ โดยเริ่มจากสมมุติฐานที่ว่า 

 

“ ตัวเราคือใคร  ตัวเราคือจิตวิญญาณ   เลิกยึดติดในกาย  มายึดวิญญาณ   และพัฒนาวิญญาณไปจนเป็นอนุภาคเดียวกันกับจักรวาล   วิญญาณคือเราก็จะไม่ตาย เพราะเราคืออนุภาค   ถ้าเราเป็นอนุภาคแล้ว   เราไม่ตาย เพราะเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจักรวาลแล้ว ”

 

 ซึ่งคุณหมอ กับอาจารย์ฝ่ายทำนายโลก ว่าเป็นทฤษฏีแห่งการพ้นทุกข์ ซึ่งน่าจะเข้าใจผิด และเป็นอันตรายอย่างยิ่งถ้าถือตามหลักพระพุทธศาสนา

ความเป็นอมตะไม่ตายไม่หมายถึงความพ้นทุกข์การทำตัวให้เป็นหนึ่งเดียวกับอณูจักรวาล ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจักรวาล ก็ไม่ได้พ้นทฤษฏีที่ว่าด้วยทุกข์  ในศาสนานี้ ทุกข์คืออะไร?  รู้จักทุกข์แล้วหรือยัง? เมื่อโลก จักรวาล และสรรพสิ่ง ล้วนไม่พ้นจากทุกข์ หากเราเป็นอมตะอย่างเดียวกับจักรวาลแล้ว นั่นก็หมายความว่าเรานั้นย่อมจะทรงความทุกข์นิรันดรเช่นเดียวกับจักรวาลทั้งสิ้น นั่นเอง

 

คิดดูว่าน่าจะเป็นสิ่งที่โหดร้ายทรมานเพียงใด ?

 

ความจริงทฤษฏีความเป็นอมตะหรือสู่ความเป็นอมตะนี้ เป็นทฤษฏีเดิมคือว่าไว้แต่ดั้งเดิมโดยเฉพาะทฤษฏีของฮินดู ซึ่งยังเป็นทฤษฏีทางตรรกศาสตร์คือการคาดเดา หรือการอนุมานเอาเองอยู่ แต่เมื่อมีศาสนาพุทธขึ้น ศาสนาพุทธพบว่าความเป็นอมตะนี้ยังไม่พ้นทุกข์ ก็เพราะแม้อณูเล็กๆนั้นก็เป็นทุกข์ แม้จักรวาลใหญ่ๆนั้นก็เป็นทุกข์ ท่านจะไม่เข้าใจหรอกว่าเมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นทุกข์แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเป็นทุกข์ตาม หรือบทสรุปที่เมื่อคิดแล้วจึงจะรู้สึกว่า ใหญ่ นั่นคือบทสรุปว่า สรรพสิ่งล้วนเป็นทุกข์ คือไม่มีอะไรเลยที่ไม่เป็นทุกข์ แต่ความจริงนี้มองจากสายตาที่เห็นทุกข์แล้ว (คือพระอรหันต์พูดไว้ )คนทั่วๆไป สายตาคนทั่วๆไปมองจะสงสัย

 

จะต้องรู้สัจธรรมว่าด้วยทุกข์เสียก่อน

จะต้องเข้าใจทุกข์เสียก่อน เข้าใจความหมายที่ว่า สรรพสิ่งคือทุกข์ จักรวาลคือทุกข์ โลกคือทุกข์ ของใหญ่ๆก็ทุกข์ ของเล็กๆก็ทุกข์ คือทุกข์เป็นอันเดียวกับสรรพสิ่ง เป็นอันเดียวกับจักรวาลเป็นอันเดียวกับโลก   เขียนเป็นสมการคณิตศาสตร์ได้เลยว่า  

 

                                    โลก=จักรวาล=ทุกข์=สรรพสิ่ง

 

ไม่มีอะไรเกิดนอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรตั้งอยู่นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับไปนอกจากทุกข์ ( ภาษาเดิมว่าไว้ให้เข้าใจง่ายขึ้นเช่นนี้ )   ในหนังผีดิบมีอุทาหรณ์จากคำพูดของแดรกคิวล่า ที่บอกหญิงสาวว่าไม่เคยมีใครเลยที่มารับรู้ความทุกข์ทรมารอันแสนสาหัสของมัน ที่มันเป็นผีดิบที่ไม่รู้จักตาย มันต้องทนทุกข์ทรมานมาถึง 200 ปีแล้วและจะต้องทุกข์ทรมานไปอีกนานเท่าไร ไม่รู้เลย และบัดนั้นมันอยากตายเหลือเกินเพื่อจะได้พ้นทุกข์จากการเป็นอมตะ ถึงแม้จะเป็นคำพูดโดยการอนุมาน มิ ใช่พูดโดยสติปัญญาอันรู้แจ้งสัจธรรมแล้ว กระนั้นก็ไม่ไร้ความหมาย ที่แสดงว่าทางตะวันตกก็พอจะรู้ซึ้งไปในทฤษฏีว่าด้วย ทุกข์  อยู่ เพราะจักรวาล และแม้สรรพสิ่ง ย่อมเป็นไปด้วยทุกข์ พระพุทธศาสนาว่าไว้เช่นนั้น หากเราเห็นอริยสัจธรรม 4 หรือเพียงเห็นหรือเข้าใจด้วยสติปัญญาแตกฉานว่า การเกิดเป็นทุกข์ อย่างไร ? แล้วก็จะเชื่อในข้อนี้ได้ ในทันที

 

อายตนะนั้นมีอยู่

แล้วพระพุทธศาสนาเสนอทางออกอย่างไร ? หมายความว่าความอธิบายของ ที่สุดแห่งทุกข์ในพระพุทธศาสนานั้น มีว่าอย่างไรบ้าง ?

 

ที่ท่านอ้างมิลินทปัญหาเป็นบาลี ว่าที่สุดทุกข์นั้น ไม่มีรูป ไม่มีสัณฐานวัดไม่ได้ ไม่มีเวลา ไม่มีเกิด สงบที่สุด ลึกล้ำที่สุด  คนผู้มีปัญญาเท่านั้นจะเข้าใจได้ นั้น   คล้ายกับบทที่ท่านผู้รู้ยุคปัจจุบันแทบทุกๆท่านที่รู้สึกตัวว่า เก่งหรืออาจได้สัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่า ทุกข์ แล้ว เอ่ยกันอยู่บ่อยๆคือ บทที่ว่า

 

“อตฺถิ ภิกฺขเว   ตทายตนํ,   ยตฺถ  เนว ปฐวี   น อาโป   น เตโช    น วาโย,

  อากาสานญฺจายตนํ,  น วิญญานญฺจายตนํ  น อากิญฺจฺญฺญายตนํ

  เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ,

นายํ  โลโก    ปโรโลโก    อุโภ  จนฺทิมสุริยา,

ตมฺหํ  ภิกฺขเว  เนว  อาคตึ  วทามิ  นคตึ  น จุตึ  น อุปตฺตึ อุปฺปติฏฺฐํ

อปฺปวตฺตํ  อนารมฺมนเมว  ตํ  เอเสวนฺโต  ทุกฺขสฺส”

 

ซึ่งมีบทแปลว่าดังนี้

 

 “ภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ ที่ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่มีแล 

อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ

เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็มิใช่ โลกนี้ก็มิใช่ โลกอื่นก็มิใช่

ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้งสองก็มิใช่

อนึ่งภิกษุทั้งหลาย  เราไม่กล่าวเลยซึ่งอายตนะนั้นว่า

เป็นการมา   เป็นการไป  เป็นการตั้งอยู่   เป็นการจุติ  เป็นการเกิด

อายตนะนั้น หาที่ตั้งไม่ได้ มิได้เป็นไป หาอารมณ์มิได้ นั่นแลที่สุดแห่งทุกข์ ” 

 

การแปลเป็นไทยไม่ว่าบาลีบทใดมักจะคลุมเครือไม่ชัดเจนในความหมายไม่ค่อยถูกสำนวนภาษาไทยเสมอไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสังเกตมากในหมู่นักปราชญ์ภาษาบาลี ที่แปลเป็นไทยไม่ค่อยชัดเจนจะต้องแปลไทยเป็นไทยต่อไปอีกเสมอ   อย่างในที่นี้ คำว่า “ อายตนะนั้นมีอยู่ ” ที่จริงนั้นก็น่าให้ความหมายว่า นิพพานนั้นสามารถที่จะสัมผัสได้ด้วยหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ อันเป็นเครื่องมือสัมผัสหรืออายตนะของคน ไม่ใช่เป็นของว่างๆ ที่คนไม่อาจจะสัมผัสได้เลย  ไม่ใช่แบบไร้ความรู้สึก  แต่ย่อมสัมผัสได้ รู้สึกได้(ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น แน่ละ !ย่อมมีเหตุผลอันซ่อนเร้นอยู่ ให้ติดตามศึกษาจนหายสงสัยต่อไป)    หากแต่ถึงสัมผัสได้ก็บอกไม่ได้ว่ามีการมา มีการไป มีการตั้งอยู่ มีการจุติหรือมี เป็น เกิดขึ้น ดับไป ฯลฯ ( คือสอดคล้องในความหมายว่านิพพานไม่มีการเคลื่อนไหวของอะไร อะไรเลย มีแต่ความนิ่งอยู่ สงบอยู่  หรือโดยอุปมาคงเปรียบได้เช่นนี้ ) ท่านก็ชี้ลงไปว่า นี่แหละคือที่สุดแห่งทุกข์   เป็นบทสรุปความ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ จากการใช้ภาษาไทยธรรมดา ๆ

 

ฉะนั้น  สิ่งที่ควรสังเกตก็คงจะเป็นเช่นนี้  คือบาลีบทนี้ เพียงแต่กล่าวถึงสิ่ง ๆ หนึ่ง  ที่สัมผัสได้โดยอายตนะ  ว่าเป็นอย่างนั้น ๆ  เป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่ง   แต่ท่านไม่ได้กล่าวถึงวิธีการ(How to reach the object)ที่จะเข้าไปสู่สิ่งนั้นเลย 

 

แต่ประเด็นสำคัญจริง ๆ ดูจะไม่ได้ขึ้นอยู่ที่เนื้อหาบาลีบทนี้ ทั้งหมด  เพราะนิพพานมีความหมายหลายหลากกว่าที่กล่าวไว้ในบาลีบทนี้  ซึ่งบทนี้เป็นการพูดถึงนิพพานในลักษณะหนึ่งจากการสัมผัสด้วยอายตนะ ที่อาศัยกำลังแห่งณานเข้าไปสัมผัส จึงจะสัมผัสได้ในรูปแบบอย่างนั้น ถ้าอาศัยกำลังอย่างอื่นรูปแบบที่ได้สัมผัส ก็จะเปลี่ยนไป (เป็น อจินไตยแห่งนิพพาน ไม่อาจชี้ลงไปได้ว่าอย่างนี้ถูกอย่างนั้นผิด) และที่สำคัญ การเข้าสู่นิพพานหรือการบรรลุมรรคผล มีหลากหลายวิธีการ นับไม่ถ้วน ดังจะเห็นว่าท่านผู้เป็นประดุจปรมาจารย์ ผู้รู้แห่งยุคนี้ ท่านไม่ได้ให้ความสนใจ เอาใจใส่บาลีบทนี้มากนัก เพราะ บาลี-ไทย บทนี้ บอกความเกี่ยวเนื่องไปถึงเรื่องราวเกี่ยวกับ “ น อากาสานญจายตน, น วิญญานญจายตน    อากิญจญญายตน    เนวสญญานาสญญายตน ” อันเป็นณาน ชั้นสูง ( พ้นจากณานชั้นสูงเหล่านี้แล้ว นั่นแหละที่สุดแห่งทุกข์

 

ซึ่งการทำความเข้าใจ ความหมายอันลึกซึ้งของเรื่องราวตอนนี้ ควรจะมีอ้างอิง เช่นอ้างอิงเรื่องราวคราวพระพุทธเจ้าทรงเสด็จสู่พระมหาปรินิพพาน มาเปรียบเทียบโดยอาการเสด็จสู่ปรินิพพานนั้น ทรงเข้าฌานไปตามลำดับอย่างไร ไป พักที่ สัญญาเวทยิตนิโรธ เพื่อดับเวทนาความเจ็บปวด เพื่อรอดูเหตุการณ์ ของบรรดาพระสาวกก่อนสักระยะหนึ่ง ว่าเป็นอย่างไรกัน แล้วทรงเข้าสู่ รูปฌาน 4 และอรูปฌาน 4 เป็นหนที่ 2 จากนั้นจึงเสด็จสู่พระมหาปรินิพพานอำลาสรรพสัตว์สรรพชีวิต เข้าสู่ที่ ๆ อันเป็นพ้นทุกข์นิรันดร

 

 

บทกลับของทฤษฎีตายก่อนตาย

 

ซึ่งจะเห็นว่าข้อเปรียบเทียบตอนนี้ ได้ให้ความมั่นใจว่า บาลีที่อ้างนี้ เป็นการเข้าสู่นิพพาน การสัมผัสนิพพานโดยอาศัย ฌาน นั่นเอง ดังกล่าว   ซึ่งคงจะมีเหตุผลเนื่องมาจากว่าการบรรลุนิพพานนั้น มีทางที่ไม่ต้องผ่านความลำบากยากเย็นถึงขนาดนี้ก็น่าจะได้ ท่านจึงได้เสนอทฤษฏีพ้นทุกข์แบบง่าย ๆ (ทางสายปัญญาวิมุติ ) ในรูปแบบภาษาไทยธรรมดา ๆ มาทฤษฏีหนึ่งนั้นก็คือทฤษฏีโดย  ตายก่อนตาย ตามที่ท่านผู้อภิปรายท่านหนึ่ง คือ ท่านดร.ระวี ภาวิไล เสนอไว้ในท้ายรายการนี้

 

อย่างไรก็ตาม ทฤษฏี ตายก่อนตายนี้ ยังไม่มีการอธิบายให้ กว้างใหญ่ไพศาลออกไปสมกับเป็นสุดยอด ในพระพุทธศาสนา ในลักษณะของวิถีธรรมอีกสายหนึ่ง ที่น่าจะเหมาะสมหรับมนุษย์ยุคโลกาภิวัตน์นี้

 

แต่หากจะมีคำอธิบายทฤษฏี ตายก่อนตาย นี้แล้ว นักปราชญ์ หรือผู้รู้ท่านใด ๆ ก็คงจะต้องไปอธิบายสิ่งที่คล้ายบทกลับ ของทฤษฏีนี้พร้อมกันไปด้วย นั่นก็คือ อีกประโยคหนึ่ง ที่บอกรูปธรรมให้ชัดเจนขึ้นไปอีกนั่นคือ ตายในความเป็น และ เป็นในความตาย คือเรามีชีวิตอยู่นี้คือได้ตายไปแล้วอย่างไร? และสถานะภาพนั้นเองที่เราให้เป็นประหนึ่งว่าเป็นในความตาย ด้วย หรือแม้เมื่อตายไปจริง ๆ ก็ยังคงเป็นอยู่ หาก แต่ เป็นความเป็นในความตาย ที่สามารถสัมผัสได้ตั้งแต่ได้สัมผัสกับความตายในความเป็นแล้ว

 

ฉะนั้น ตายก่อนตาย ทีอธิบายต่อไปด้วยประโยคตายในความเป็น และเป็นในความตาย

จึงเป็นทฤษฏีแห่งปรมัตถประโยชน์ ประโยชน์ยิ่งใหญ่ ภายในชีวิตนี้ เพราะหากคนเข้าถึงทฤษฏีนี้แล้ว ย่อมได้ประโยชน์อันยิ่งใหญ่ ภายในชีวิตนี้ เพราะหากคนเข้าถึงทฤษฏีนี้แล้ว ย่อมได้ประโยชน์มหาศาล จะเป็นทางเลือกของชีวิต ทางที่สง่างาม และสูงส่ง และน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตนั้น เบิกบาน แจ่มใส ร่าเริง มีความผ่องแผ้ว มีความสุข มีความสบายกาย สบายใจ สบายอารมณ์ สบายทุกอย่าง และทั้งมีแววตาไร้ความกังวลใดใดแม้ที่สุดแห่งชีวิตว่าจะต้องไปสู่ความตายอันน่าสะพรึงกลัวของคนทั้งหลายทั้งปวง

 

คนจะไม่แย่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีกันอีกต่อไป เก้าอี้อื่น ๆ ก็จะไม่แย่งอีกเช่นกัน เพราะทางเลือกที่สง่างามกว่า อยู่ทางนี้ และที่สำคัญทางนี้ มีเก้าอี้ให้ไม่จำกัดจำนวนเลย พร้อมสำหรับทุกคน ที่จะเข้าไปนั่ง ได้อย่างสง่างาม ทรงเกียรติ์เหนือเกียรติ เสมอเหมือนเท่าเทียมกันหมด และที่สำคัญ ความสุขอันอุดมสมบูรณ์ ในขณะนี้ขณะที่มีชีวิตอยู่และแม้ภายหลังการตายไปแล้วก็ทรงความสุขเช่นนี้อยู่ต่อไปเป็นนิรันดรเป็น อกาลิโก ไม่มีคำว่า เวลา หรือ สถานที่ (ไม่มีคำว่า TIME & SPACE)   เป็นอยู่เช่นนี้ต่อไปชั่วนิรันดร (เป็นอยู่อย่างพ้นทุกข์ตลอดกาล)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 บทแทรกบทที่3

เข้าใจสัจธรรมคือเข้าใจกาม

 

 

เมื่อเรากล่าวว่าวิถีทางศาสนาทั้งหลายนั้น เป็นวิถีทางเดียวกัน หรืออย่างน้อยที่สุด ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

 

แต่   ปรมัตถ์(ความสูงสุดแห่งประโยชน์)ของศาสนาพระพุทธเจ้าหรือศาสนาพุทธ  นั้น  ดูจะไม่เหมือนศาสนาอื่นใดทั้งสิ้นในโลก   หากแต่มนุษย์จะยังไม่สามารถเข้าใจสัจธรรมนี้ได้  จนกว่าจะเข้าใจสัจธรรมว่าด้วย  “กาม” เสียก่อน

 

เพราะ  กาม  เป็นเรื่องราวสำคัญและไพศาลของชีวิต เป็นสมบัติสูงสุดที่มีค่าของโลก  ด้วยเหตุที่โดยธรรมชาติธรรมดาอันเป็นทุกข์ของชีวิตจะต้องมีสิ่งที่บรรเทา และผ่อนคลายจึงจะสามารถดำเนินชีวิตไปได้  สามารถเป็นอยู่ เป็นโลกได้  และกามนี่เองที่เป็นปัจจัยเหตุที่สร้างความสมดุลให้แก่ความมีชีวิตได้

 

ทุกข์ของโลกกับกามของโลก  จึงต้องรักษาหาความสมดุลไว้ให้ได้เสมอไป   กามจึงเป็นสุดยอดปรารถนาของชีวิตทั้งปวง  และพากันเชื่อสนิทว่า กามนี่แหละคือวิถีทางดับทุกข์และพยายามแสวงหา   แต่แล้ว ในยุคที่เจริญด้วยเทคโนโลยี่นี้กลับได้พบข้อพิศูจน์มากมาย  ไม่เว้นแต่ละวันแต่ละนาที ที่ว่า เงินตราหรือความมั่งคั่งสามารถกลับกลายเป็นต้นเหตุของทุกข์ได้อย่างยิ่งใหญ่ พอ ๆ กับสาเหตุแห่งทุกข์อย่างอื่น

 

น่าจะกลับมาไตรตรองกันดูให้รอบคอบ ในสัจธรรมที่กล่าวมาข้างต้นว่า  กามเป็นแต่เพียงเครื่องบรรเทาเท่านั้นเอง  แท้จริง  กามคือเงา  คือของหลอก ๆ  เป็นเพียงมายาการ  ที่พาให้ลืมหลงทุกข์ไปชั่วคราวเท่านั้นเอง  เมื่อสร่างกามแล้วทุกข์ก็กลับมาอีกเสมอไปเช่นนี้เป็นวงจร   ฉะนั้น ภาระอันหนักของมนุษย์ ที่ต้องแบกต้องขนไปอย่างไม่มีวันจบสิ้นก็คือ  ภาระในการแสวงหากาม   ในรูปธรรมยุคนี้คือเงินตรานั้น  เป็นสิ่งที่มนุษย์ขวนขวายหามาเพื่อซื้อกามบริโภค   บริโภคแล้วเงินหมด ก็ต้องขวนขวายหามาอีก   ทำอยู่เช่นนี้ไปตราบเท่าชีวิต  ทุกข์ก็ไม่เคยหมดหรือเหือดหายไปเลย

 

เพราะ   กาม มิอาจดับทุกข์ได้แต่อย่างใดเลย    ฉะนั้น น่าจะมาลองศึกษาวิถีทางแห่งศาสนากันบ้าง

เพื่อว่า การดับทุกข์ที่ถูกทางนั้นจะได้ผลขึ้นมา ปรากฏในโลกยุคนี้   และเทคโนโลยี่ชั้นสูง  จะได้ใช้ประโยชน์อย่างมหาศาลจริง    นั่นคือดับทุกข์ของชาวโลกได้ ฯ  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 พักยก วิกฤติน้ำท่วม 

ช่อง  5

3  พ.ย.  38  เวลา  21.35  น. 

 

เอา  ประชาชน  น้ำท่วมมาสัมภาษณ์และ  ส.ส.  กรุงเทพมหานคร  ฝ่ายรัฐบาลมาร่วมรายการด้วย  2  คน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 กฎแห่งกรรม : บทวิเคราะห์ความเชื่อของชาวพุทธ

ช่อง 5

วันเสาร์ที่  4  พ.ย.  2538  เวลาเช้า ๆ  07.50  น. 

 

 

 

ลูกรับกรรมแทนพ่อไม่ยุติธรรม

 

หลังรายการเกษตรกร  เอาเรื่องยาเบื่อหนูมาสร้างเป็นละคร  คลุกยากับข้าวล่อหนู  แต่โดนลูกชายเล็ก ๆ  ทั้ง  2  ของตนเข้าไปรับกรรมแทน  ก็เลยมีคนสงสัยถามเข้ามาว่า  ไหนว่ากรรมใดใครก่อ  คนนั้นก็รับกรรม  แต่นี่ทำไมกรรมกลับไปตกแก่ลูก  ที่ไม่เคยก่อกรรมไว้เลย  นาคิดมากทีเดียว 

 

แม่ชีศันสนีย์  เสถียรสุดตอบว่ามีความร้อนแผ่ออกไปรอบ ๆ   ตัว  นี่ก็คือบาปจากพ่อแผ่ออกไปถึงลูก ๆ  ก็พลอยได้รับกรรมไปด้วย  แต่เขาก็ยังคงแคลงใจต่อไปอีกนั่นแหละว่า  ก็ตัวกำเนิดความร้อนนั้น  (คือพ่อ)  ทำไม่เล่าพ่อถึงไม่เป็นอะไร ?  ไม่ยุติธรรม    ! เรื่องความกังวลว่ามดแดงมดดำมันมาตอนเต็มโต๊ะทำกับข้าวเพราะน้ำตาล  หรือของหวานเล็ดตกหกลงไป  ลังเลใจมาก    เลย  สงสัยว่าฆ่ามดนี่เป็นบาปไหม ?

 

 

เรื่องบาปบุญเป็นเรื่องสมมติ โลกนั้นแท้จริงล้วนเป็นสีดำสนิท

 

น่าขำจริง    ไม่รู้หรือ  บาป  ในศาสนาพุทธนั้น  เขาสมมติไว้ชัดเจนแล้วว่าทำอะไรเป็นบาปบ้าง  ก็ศีลทั้ง  5  ข้อนั่นแหละ  ใครฆ่าบาปทันที  เพราะถูกสมมติข้อ  1  ใครลัก  บาปทันทีเพราะถูกสมมติข้อ  2  ใครเจ้าชู้กรุ้มกริ่มมีลูกเมียแล้ว  ทำว่าข้าแน่เรื่องผู้หญิง  แค่คิดก็บาปแล้ว  ใครมุสา  บาป  ใครกินเหล้ายกปลาปิ้ง  ไปทอดกฐิน  ทอดผ้าป่า  ไม่ใช่ไปอะไร  ได้กินเหล้า  ได้เที่ยวกินเบียร์  เล่นการพนัน  ก็แทนที่จะได้บุญก็ได้บาป  เรื่องบาปบุญเป็นเรื่องสมมติอย่างนี้แหละ  ฉะนั้น  อย่าถามเลยว่าเป็นบาปไหม  ?  บาปไปทั้งหมดนั่นแหละ  โดยหลักปรมัตถ์  ไม่มีกรรมใดรอดจากบาปเลย  เราจะเข้าใจเรื่องนี้ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจเรื่อง  โลก  ว่าแท้จริงโลกนั้นเป็นบาปไปทั้งหมด  โลกนั้นแท้จริง  ล้วนเป็นสีดำสนิท  ไม่มีสีขาวเจืออยู่ด้วยเลย 

 

 

ฆ่ามดเป็นบาปไหม?

 

แต่คำถามว่าฆ่ามดเป็นบาปไหม ?  เมื่อรู้แล้วว่าเป็นบาป  จะทำอย่างไร  ?  มีการ  คิดทำอะไรต่อไป  และอย่างไร  ? 

 

ถามว่าฆ่าแมงสาบ  เป็นบาปไหม  ?

เมื่อรู้แล้วว่าเป็นบาป  จะทำอย่างไร  ?  มีการ  คิดทำอะไรต่อไป  และอย่างไร  ?

 

ถามว่าฆ่าปลวก  เป็นบาปไหม  ?

เมื่อรู้แล้วว่าเป็นบาป  จะทำอย่างไร ?  มีการคิดทำอะไรต่อไป  และอย่างไร  ?

 

ถามว่าฆ่าแมงป่อง  ฆ่างู  ฆ่าหมา  ฆ่าแมว  เป็นบาปไหม  ? 

เมื่อรู้แล้วว่าเป็นบาป  จะทำอย่างไร  ?  มีการคิดทำอะไรต่อไป  และอย่างไร  ?

 

ถามว่าฆ่าปลา  ฆ่าเป็ด  ฆ่าไก่  ฆ่าหมู  ฆ่าโค ฆ่าควาย  ฆ่านก  ฆ่าค้างคาว  เป็นบาปไหม  ?

เมื่อรู้แล้วว่าเป็นบาป  จะทำอย่างไร  ?  มีการคิดทำอะไรต่อไป  และอย่างไร ?

 

ถามว่าฆ่าเสือฆ่าช้างฆ่ากวาง  ฆ่าสิงโต  ฆ่ายีราฟ  สัตว์ป่าในป่า  เป็นบาปไหม  ?

เมื่อรู้แล้วว่าเป็นบาป  จะทำอย่างไร  ?  มีการคิดทำอะไรต่อไป  และอย่างไร  ?

 

ถามมาเถิด  ร้อยอย่างพันอย่าง  คำตอบก็คือ  บาป      ๆ ๆ       ทั้งร้อยพันอย่างนั่นแหละ

ถ้าชาวพุทธจะนับถือศาสนากันตรงไปตรงมาและเอาจริง     ตามนี้  อะไรจะเกิดขึ้น  ?

เพราะทำอะไร    ก็บาปหมด

เรามิต้องอยู่กันเฉย    หรือ  ?

เพราะมดขึ้นมาเต็มบ้าน  ก็ทำอะไรไม่ได้  เพราะกลัวบาป

แมงสาบเต็มห้องพักห้องนอนไปหมด  ก็ทำอะไรไม่ได้  เพราะกลัวบาป

ปลวกมาทำรังกัดกินบ้านจะพังไปทั้งหลังแล้ว  ก็ทำอะไรไม่ได้   เพราะ  กลัวบาป

แมงป่องมาชูหางสวนสนามให้เห็น  อยู่ทุกวันเพราะไม่กล้าทำอะไร  ก็ทำอะไรไม่ได้  เพราะกลัวบาป

หมาบ้ามา  รู้ว่าหมาบ้า  รีบวิ่งหนีไป  เพราะคติว่า  อย่าทำบาป  ใครจะทำก็ทำไป  ฉันไม่ทำบาปแน่ ๆ  วิ่งหนีไป  เพื่อไม่ให้หมาบ้ามากัดตัว  แต่จะไปกัดใครก็ช่าง  ไม่เกี่ยว  ข้าไม่ทำก็แล้วกัน 

 

คนเช่นนี้  มีอยู่ในสังคมใดหรือไม่  ?  หากมีก็ควรจับมาลงโทษเสีย  ฐานที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม  หรือฐานปัญญาอ่อนแล้วก่อเกิดภัยแต่ผู้อื่น  คือการที่มีหมาบ้าเกิดขึ้นในสังคมเราเท่ากับมีภัยอันตรายใหญ่เกิดขั้นใครพบเห็นต้องรีบกำจัดเสีย  แต่กรณีนี้  พบหมาบ้า  ไม่รีบจัดการหมาบ้าเสีย  แล้วยังป้องกันหมาบ้า บานที่ไม่เอ่ยบอกคนอื่นเพราะกลัวคนอื่นจะมาฆ่าหมาบ้า  เพราะกลัวว่าคนอื่นจะทำบาป  จึงปล่อยหมาไป  แกไม่สามารถคิดได้ไกลกว่านั้นว่า เมื่อไม่กำจัดภัยร้ายนั้นแล้ว ภัยก็ยังคงมีอยู่ และย่อมก่อโทษแก่ชีวิต  ร่างกายหรือทรัพย์สินของเราเอง  หรือของผู้อื่นในภายหลังต่อมาได้  อย่างกรณีหมาบ้า  ในที่สุดมั่นก็คงกัดคนข้างเคียงเข้า

 

น้ำท่วม   งูมา  จระเข้มา  ตะขาบมา  แมงกะพรุนมา  คิดไปว่านี่คือสิ่งทดสอบศีลของตนไม่ทำอะไร  กลัวบาป

ไม่มีการทำอาชีพเกี่ยวกับอาหารการกิน  ไม่ฆ่าเป็ด  ฆ่าไก่โคควาย  สุกร  ฯลฯ  เพราะกลัวบาป

 

 

สาเหตุแห่งอุปนิสัยโลเลของคนในชาติ

 

อย่างนี้เป็นลักษณะกระแสแนวคิด  ที่เป็นอยู่อย่างสับสนในสังคมพุทธนานมาแล้ว  สับสนทั้งภายนอกและภายใน  สับสนทั้งระดับปริยัติศาสนา  ปฏิบัติศาสนา  และปฏิเวธศาสนา  ผลที่ปรากฏในสังคมก็คือ  คนทำอะไรอย่างลังเล  ไม่มั่นใจว่าจะถูกจะผิด  เช่นที่ถาม    มาในรายการวันนี้นั่นเอง  อันบอกความโลเล  ไม่มั่นใจของเขา  แน่นอน  !  เขารู้ว่าการฆ่าเป็นบาป  กระนั้นเขาก็ยังมีข้อสงสัยที่ขัดแย้งอยู่ในใจเสมอ     ว่า  ถ้าเราไม่ฆ่าปลาฆ่าเนื้อ  ฆ่าเป็ดไก่  สุกร  แล้ว  เราจะกินอะไร   จะได้อะไรไปถวายพระสงฆ์องค์เจ้า  ?  จะได้อะไรทำบุญงานผีตายงานแจกข้าว  บุญกฐิน  ผ้าป่า  ?  ก็เรามีอาชีพอย่างนี้  ?  แล้วจะไม่ให้เราทำบาปได้อย่างไร  !?  ก็เราต้องการความก้าวหน้า   มั่งมี  อยู่กินสบายให้ได้ฐานะทางเศรษฐกิจ  ให้ทันคนอื่นเขา  ทันต่างชาติเขา  เราก็ต้องขยายกิจการ เราจึงตั้งโรงงานปลากระป๋อง  โรงงานอาหารสำเร็จรูป  ทำฟาร์มไก่  ทำฟาร์มโคเนื้อ  ทำฟาร์มสุกร  แล้วส่วนรวมคือประเทศไทย  ก็จะร่ำรวยขึ้นไปด้วย  ถ้าเราไม่ทำบาป  ประเทศชาติก็คงตั้งอยู่ไม่ได้  เพราะคนต่างชาติจะเจ้ามายึดกิจการงาน  ครอบครองที่ดิน  ที่นา  ฟาร์มเป็ด  ไก่  สุกร  ฯลฯ  ไปหมด  เราทำอะไรไม่ได้เลย  หากมัวเกรงเป็นบาปอยู่

 

หรือคิดมากไปจนกลายเป็นโรคประสาทไปอย่างแรงก็คงไปไหนมาไหน  ต้องถือไม้กวาด  จะก้าวไปแต่ละก้าวต้องกวาดเสียก่อน  เพื่อมดไรจะได้พ้นไปจากทางเท้า  จะได้ไม่บาป

 

รัฐบาลก็จะต้องคิด  ว่าคติบาปบุญทางพุทธศาสนา  นี่  ทำไมสับสนเหลือเกิน  จะส่งเสริมการลงทุนเกษตรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่  ก็ไม่แน่ใจเพราะเป็นกิจกรรมบาปทั้งสิ้น  จะพัฒนาการชนบท  ขุดบ่อล่อปลา  ห้วยหนองคลองบึง  ก็ไม่กล้าให้มั่นใหญ่โตมโหฬาร  เพราะกลัวบาปมาก  ชาวพุทธถ้าทำบาปก็ต้องทำให้น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้  ก็ไม่ต้องทำอะไรให้ใหญ่  ๆ โต    คิดไปเช่นนี้  ก็อึดอัด  และที่สำคัญก็คือ  เป็นความคิดที่ไม่ถูกกับสภาพความเป็นจริงของโลก

 

 

ฉะนั้น  จงปลงเสียเถิด  ว่า  เรา     นั้นแท้จริง  อยู่กับความบาปทุกวี่วันไม่มีผู้ใด  สัตว์ใดที่รอดพ้นจากบาปไปได้เลย  และไม่มีอาชีพใด  หรือแม้การกระทำใดที่พ้นไปจากบาป  อย่าไปนึกหรือคิดเอาง่าย     ว่า  เลิกอาชีพนี้เสีย  เพราะเป็นบาป  โดยที่เข้าใจผิดว่าไปทำอาชีพอื่นแล้วจะไม่บาป

 

หรือความคิดที่ว่า  เมื่อเป็นชาวพุทะแล้วก็ต้องวางมือวางเท้าเสียทั้งหมด  เพราะทำอะไรก็บาป  ปล่อยให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำอาชีพต่าง ๆ  แทน  เราเอาบุญให้พวกเขาเอาบาป  คิดผิดไปเช่นนี้ประเทศชาติก็ต้องล่มจมแน่นอน

 

 

การเกิดเป็นทุกข์

 

ทางที่ถูก  เราต้องปลงเสียก่อน  ว่าอาชีพใดใดก็ตาม   กี่ร้อยพันหมื่นอย่างล้วนเป็นบาปทั้งสิ้น  หากเราเลิกอาชีพนี้ไป  คิดหรือว่าจะได้อาชีพที่ไม่เป็นบาปแทน  เพราะบาปนั้นเป็นสิ่งที่แวดล้อมเราอยู่ตลอดเวลา  แม้อยู่เฉย ๆ  ก็บาป  ในเมื่อบาปนั้น  เกิดขึ้นเนื่องจากสัจธรรมที่ว่าด้วย “การเกิดเป็นทุกข์”  นั่นเอง  การเกิดได้บังคับสรรพชีวิตให้ต้องทำบาป  นั่นก็หมายถึง  “การทำความเดือดร้อนให้”  ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งเสมอ  แม้ทารกเกิดในครรภ์มารดาพอปฎิสนธิ์ เขาก็เริ่มทำบาปแก่มารดาแล้ว  เนื่องแต่มารดาต้องอุ้มท้อง  ต้องพะวงระวัง แม้การกิน  การดื่ม  การเยื้องกราย  เดิน  นั่ง  ฯลฯ  พอถึงกาลคลอดจากครรภ์  นั่นก็เห็นชัดเจนว่าได้ทำบาปอันหนักไปอีก  เหตุให้มารดาทุกข์ทรมาน  อย่างนี้เป็นต้น  แต่ในการทำงานอาชีพใดใด  ไม่มีเลยที่จะไม่สร้างทำความเดือนร้อนให้ผู้ใด  ใครหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  ฉะนั้น  เมื่อความจริงเป็นเช่นนี้  มนุษย์ทั้งหลาย  จึงพึงปลงจิตปลงใจเสีย  และยึดมั่นในความเมตตา  จะทำอาชีพอะไร  ที่ไหน  แม้รู้ว่าเป็นบาป  ก็ทำบาปด้วยจิตเมตตาเป็นหลักเสมอไป  ทำได้ด้วยสำนึกเช่นนี้กำกับอยู่  โลกก็จะมีแต่ความสงบสุขแม้จะเป็นโลกแห่งบาป  แต่ก็บาปในความสงบแล้วมุ่งหมายไปสู่บุญเสมอ

 

 

ทฤษฎีของท.เลียงพิบูลย์

 

ไม่ทราบว่า  ทางเจ้าของรายการกฎแห่งกรรม  จะมีข้อวินิจฉัยอย่างไร  ในปัญหาเช่นนี้  และแน่นอน เมื่อทำรายการศาสนา  ก็ต้องรับผิดชอบด้วยว่าตัวสอนศาสนาที่ถูกต้องหรือไม่  ?  จะต้องทราบผลที่อาจเกิดขึ้นต่าง ๆ  ว่าถ้าสอนผิดผลจะเป็นเช่นไร  ร้ายแรงเพียงไหน  เช่นหลงไปบอกเขาว่าให้เลิกอาชีพนั้น    เสีย  เพราะอาชีพนั้น    เป็นบาป  และเราชาวพุทธล้วนเกรงและกลัวบาป  สอนไปซื่อ ๆ  อย่างนี้  คิดดูผลเสียหายจะร้ายแรงขนาดไหน  ต่อตนเอง  ต่อครอบครัว  ต่อสังคมและประเทศชาติ  โดยที่แท้จริง  คำสอนคำบอกเช่นนั้น  หาชอบด้วยธรรมะไม่  และไม่ทราบว่าจะเข้าใจหรือไม่ว่า  เป็นปัญหาสำคัญ    ของยุคสมัยนี้เสียแล้ว 

 

ลองคิดดูกฎแห่งกรรมที่ยึดถือกันอยู่นี้  แท้จริงถือตามความคิดของคน     เดียว  คือ  ท.  เลียงพิบูลย์  เอา  ท.  เลียงพิบูลย์  เป็นศาสนา  ซึ่งไปเก็บตัวอย่างมาเล็กน้อย  เท่าที่เห็นในหนังสือนั่นแหละ  แต่ในความเป็นจริงที่ปรากฏ  มีคนมากมายมหาศาลที่ไม่ได้รับผลกรรมคืนสนอง  ตามทฤษฎีกฎแห่งกรรมของ  ท.  เลียงพิบูลย์นั่น  หรือย่างกรณีที่นำมาแสดงวันนี้  ก็ยังมีความสงสัยหาคำตอบไม่ได้อยู่ว่า  ทำไมลูกจึงต้องมารับกรรมแทนพ่อ  ช่างไม่ยุติธรรมเสียเลย

 

มีกรณีตัวอย่างที่ไม่เป็นความยุติธรรม  ตามแนวคิดของ  ท.  เลียงพิบูลย์อย่างชัดเจนมากมาย  เช่น

เพชฌฆาตเยอรมัน  สมัยนาซี  เคยให้ข้อมูลทางจิตวิทยา  ไว้ว่า  เมื่อแรกเริ่มฆ่าคน   ก็ตื่นเต้นอยู่มาก  แต่มันก็ค่อยชินไป     จนที่สุดฆ่าชาวยิวได้เป็นแสน ๆ   คน ในเวลาเดียวกันโดยไม่รู้สึกอะไรเลย  สามารถทำได้  อย่างกะฆ่ามดฆ่าปลวก  ?

 

กรรมที่เขาก่อคือฆ่าคนนับแสนด้วยปืนกล  ถ้ามีการสนองตามทฤษฎีท.เลียงพิบูล กฎแห่งกรรมนี้  การที่เขาตายไปเพียงคนเดียว  เป็นความยุติธรรมหรือ  ?  ทำไมกรรมจึงมาช้าเสียเหลือเกิน  กรรมแบบนี้ไม่ทันการณ์ไม่ทันกินแน่ ๆ  และที่สำคัญ  กรรมมิได้ทำงานอย่างยุติธรรม

 

มีคำถามอีกต่อไปว่า  ท.  เลียงพิบูลย์  ไม่ได้คิดถึงกรรมของสิ่งที่มีชีวิตอื่นเลยหรือ  ?

เช่น  เสือ  สิงโต    พวกนี้ก่อกรรมทำเข็ญอยู่ได้ชั่วนาตาปี  ไม่เคยเห็นเลยว่ามันจะถูกกรรมสนองคืนโดยมันตกเป็นเหยื่อของกวางเสียบ้าง  เช่นนี้  จะอธิบายอย่างไร  ?  โดยทฤษฎีตื้น ๆ  ของ  ท.  เลียงพิบูลย์

 

สู้หลักกรรมตามทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์เขาไม่ได้  (Action   =  Reaction)  ยุติธรรมดี

ก็ไม่ทราบว่าทางรายการได้รู้เรื่องกรรม  กว้างขวางไปกว่า  กรรมตามทฤษฏีของ  ท.  เลียงพิบูลย์  หรือไม่  ?  มีวิสัยทัศน์  อยู่อย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้  ?

 

หมายความรวมไปถึงชาวพุทธทั้งประเทศอีกด้วย และทั้งพระสงฆ์องค์พระเจ้า  ผู้สอนเรื่องนี้ว่าเป็นศาสนาพระพุทธเจ้า       ว่าเข้าใจเรื่อง  กฎแห่งกรรมนี้อย่างไร  มีวิสัยทัศน์กว้างขวางเพียงไหน  ?

หลักกรรมที่แท้จริงตามศาสนาพุทธ  ว่าไว้อย่างไรแน่  ?

 

 

กรรมตามหลักการศาสนาฮินดู

 

เพราะกรรมเช่นว่านี้  แท้จริงศาสนาฮินดู  เขานับถือมาก่อนพุทธ  และปรมัตถแห่งฮินดูก็พูดถึงกรรมว่าเป็นสิ่งสูงสุด  ดังปรากฏข้อความเกี่ยวกับกรรมนี้ในคัมภีร์ของฮินดู  คือ  ศรีมัทภควัตคีตา  ตอนพระกฏษณะตรัสต่อพระอรชุน  ในสนามรบทุ่งกุรุเกษตร  ว่า

 

“20.  ด้วยว่าบุรพชนมีท้าวชนกเป็นอาทิ  ได้รับความสำเร็จเพราะกรรมอย่างเดียว  เมื่อท่าน

        (อรชุน)  เล็งเห็นการสงเคราะห์ประชาโลกแล้ว  ควรกระทำกรรมนั้นเถิด”

 

 21.  ผู้สูงสุดประพฤติอย่างไร     คนอื่นย่อมประพฤติตามอย่างนั้น  ๆ ผู้สูงสุดนิยมอย่างไร 

            ประชาโลกย่อมนิยมตามอย่างนั้น”

 

 22.  ปารถ  !  อาตมาไม่มีกรรมอันจำต้องทำอย่างใด    อีกแล้วในไตรโลก  ไม่มีอะไรที่

        ไม่ได้รับหรือควรที่จะได้รับ  ถึงกระนั้นอาตมาก็ยังดำรงอยู่ในกรรมหรือ  กระทำกรรมอยู่

 

 23.  ปารถ  !  เพราะว่าถ้าอาตมาไม่พึงขมักเขม้นประพฤติกิริยาเสมอไปแล้ว  มนุษย์ชนก็

        จะหันมาดำเนินตามทางของอาตมาไปเสียหมด  (จะกลายเป็นผู้ไม่ทำอะไรเสียเลย)

 

 24.  ถ้าอาตมาจะไม่ทำอะไรเสียเลยโลกนี้ก็จะพึงเสื่อมเสียและอาตมาจะได้ชื่อว่า  เป็นผู้ทำให้

        เสียวรรณะล้างผลาญปวงประชา

 

 25.  ผู้ไม่ตรัสรู้  ยังมีความติดเนื่องอยู่ในกรรมประพฤติอย่างใดเล่า  ภารต  !  ปราชญ์ผู้ตรัส

        รู้ปราศจากความติดเนื่องแล้ว  พึงประพฤติเช่นเดียวกัน  โดยมุ่งที่จะทำการสงเคราะห์แก่โลก”

(ดู  กฤษณะไทฺวปายนวยาส  ศรีมัทภควัทคีตา  แสง  มนวิทูร  แปลสูภาคไทย  จำนง  ทองประเสริฐ  ถอดภาคสันสกกตจากอักษร  เทวนาครี  2515  หน้า  52-53)

 

จะเห็นความลึกซึ้งเพียงไร  หรือไม่  อย่างไร  ในทฤษฎีว่าด้วยกรรม  ของฮินดู  ซึ่งดูเหมือนจะแยกไม่ออกเลยว่าหลักธรรมในศาสนาต่าง ๆ  แตกต่างกันอย่างไร  และที่พูดกันอยู่  เป็นกรรมตามหลักศาสนาไหนหลักศาสนาพุทธแน่หรือ  ?

 

 

หลักกรรมของตนตนเข้าใจอย่างไรเล่า?

 

ลองมองไปกว้าง ๆ  กว่านี้สักหน่อยเถิด

อาจจะเป็นคริสต์ก็ได้  เพราะคริสต์ก็ถือเรื่องกรรมเช่นเดียวกัน  เช่นหลัก  ช่วยตนเองก่อน  พระเจ้าจึงจะช่วยท่าน  หรืออาจจะเป็นกฎแห่งกรรมของศาสนาอิสลามก็ได้เช่นกัน  หากจะลองศึกษา  อัลกูรอ่าน  ให้ลึกซึ้ง 

 

แต่กรรมที่พูดกันอยู่ในรายการกฎแห่งกรรมนั้น  แม้เจ้าของรายการมุ่งหมายว่าเป็นหลักพระพุทธศาสนา  แต่เวลาพูดกลับพูดถึงหลักศาสนาอื่น  เป็นกรรมตามหลักศาสนาอื่น  ปนเปไป ไม่ทราบเจ้าตัวเข้าใจหรือไม่ ?  เห็นได้จากเพลงไตเติ้ล  เปิดรายการตอนหนึ่ง  ข้อความว่า  “เบื้องบนสวรรค์มีตา”  ซึ่งก็บอกอยู่ว่าเป็นทรรศนะของระบบความเชื่อแบบเทวนิยม  ไม่ใช่พุทธ

แล้วกรรมแบบพุทธแท้นั้นเป็นแบบใด  ?

 

 

ระหว่างทฤษฎีดั้งเดิมกับทฤษฎีใหม่

 

นี่เอง  คือที่มาแห่งความคิดระดับ  ปรมัตถธรรม  ในศาสนาพุทธเจ้า  ว่าเราจะอธิบายความจริง  ในเรื่องกรรมอย่างเป็นวิทยาศาสตร์  และซึ่งทำให้เห็นความหมายเฉพาะของแต่ละระบบความเชื่อระบบศาสนาออกไปอย่างไร  โดยเฉพาะระหว่างทฤษฎีดั้งเดิม  คือฮินดู กับทฤษฎีใหม่อย่างศาสนาพุทธ  กับทฤษฎีที่กำเนิดภายหลังศาสนาพุทธ

 

ฉะนั้น  การมองกฎแห่งกรรมของพุทธชน เราจึงต้องมองให้ถูกต้องตามหลักศาสนาพุทธที่แท้  มองที่ผลกรรมว่าไปสู่ที่ใด  คือเมื่อเราทำกรรมแล้ว  กรรมไปสู่หรือบังเกิดผลต่อสิ่งใด  มองตรงนี้จึงจะเรียกว่า  พุทธ  ?

 

แต่เรื่องกฎแห่งกรรมนั้น  มีความอธิบายที่ยากและไม่อาจจะกล่าวตรงไปตรงมาได้ก็เพราะกฎแห่งกรรมมิใช่แห่งตัวคนเดียวหรือสิ่ง    เดียว  แต่เป็นกฎแห่งความสัมพันธ์  เพราะฉะนั้น  เราจะมองแต่ตัวเราเองคนเดียวหรือสิ่งของสิ่งเดียว  ไม่ได้  ต้องมองถึงสิ่งแวดล้อมที่มีความสัมพันธ์  หรือได้รับผลการกระทำตอบต่อเราไปด้วย

 

แต่แนวทางที่มองอย่างตรงไปตรงมาก็มีอยู่  ดังที่นักปราชญ์ผู้เป็นประดุจ  ปรมาจารย์ยุคปัจจุบันนี้  ท่านหนึ่งได้เคยเริ่มเอาไว้เล็กน้อย  เช่น  ให้เริ่มกันด้วยคำพูดใหม่  เพียงคำพูดใหม่  ภาษาไทยใหม่  ที่อธิบายกฎแห่งกรรมตามหลักศาสนาพุทธที่เป็นวิทยาศาสตร์  คือ  เราจะไม่พูดว่า  ทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว  แต่  เราจะพูดว่า  ทำดีดี  ทำชั่วชั่ว  (ไม่เอาคำว่า ได้  ที่ทำให้สำนวนนี้มีความหมายเท่ากับคำว่า  จะ)  และ  เพิ่มไปอีกหน่อยหนึ่ง  เราจะไม่พูดคำว่าชาติหน้า  แต่เราจะพูดว่า  ที่นี่และเดี๋ยวนี้

เมื่อรวมคำใหม่ทั้งสองคำเข้าด้วยกันก็จะเป็น

 

“ทำดีดี                                 ที่นี่และเดี๋ยวนี้

ทำชั่วชั่ว                               ที่นี่และเดี๋ยวนี้”

 

 

วิทยาศาสตร์การศาสนา : การเกิดเป็นทุกข์

 

และบัดนี้  จากประโยคเหล่านี้  ก็คงต้องช่วยกันค้นหาคำอธิบายอันกว้างใหญ่ไพศาลต่อไปอีก  เพราะความอธิบายนั้น   ควรต้องมาจากผู้ที่รู้จริง  และมีประสบการณ์  คำอธิบายจึงจะสอดคล้องต้องตามตำรา  เนื่องแต่ทฤษฎีสุดยอดเหล่านี้  มักจักไม่ปรากฏในตำรา  อย่างตรงไปตรงมา  หรือบางทฤษฎี  ก็ไม่มีในตำราเสียเลย  แต่คนฉลาดยุคนี้อาจฟังพิสูจน์และเชื่อได้ด้วยเหตุและผลอย่าง  “วิทยาศาสตร์การศาสนา”

 

อย่างไรก็ตาม  ทางลัดที่นำไปสู่ความเข้าใจทั้งสิ้น  ในเรื่องกฎแห่งกรรมตามหลักศาสนาพุทธแท้ ๆ  นั้นมีอยู่   โดยนัยแห่งปรมัตถสัจจะ  นั่นคือความเข้าใจเรื่อง  “การเกิดเป็นทุกข์”  เมื่อเข้าใจเรื่องการเกิดว่าเป็นทุกข์อย่างไร  ก็จะเข้าใจศาสนาทั้งสิ้น 

 

 

ข้อสรุปที่ชัดเจน

 

แต่ในชั้นนี้  รายการกฎแห่งกรรมควรจะได้ข้อสรุปให้แน่ชัดเสียก่อนว่า  อาชีพทุกอาชีพล้วนเป็นบาป  ไม่มีอาชีพไหนพ้นจากบาปไปได้  เพราะโลกทั้งหมดเป็นโลกแห่งความบาป  หรือแห่งทุกข์ทั้งสิ้น  การทำอะไรสักอย่างใดอย่างหนึ่งจึงกระทบไปถึงอย่างอื่นสิ่งอื่น ก่อความเดือดร้อนขึ้นไม่อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป  เป็นธรรมดา  จึงไม่ควรเสนอแนะให้คนเขาเลิกอาชีพเดิมเสียเพราะเหตุผลเกี่ยวกับ  บาป แต่ให้ปลงเสียว่าทำอะไร  ๆ ก็เป็นบาปทั้งนั้นแหละ  รอดจากบาปไม่มี  ให้ทำใจว่าเราทำบาป  เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่และได้โอกาสในการกระทำความดี  เพื่อให้ชีวิตได้ไปสู่นิพพานอันเป็นที่พ้นทุกข์ในที่สุด  และให้ถือหลักปฎิบัติในทางที่ไม่ประมาท  คือต้องประกอบอาชีพด้วยจิตเมตตา  ไม่ว่าทำอะไร    ประกอบอาชีพอะไร  ก็ต้องทำด้วยมี  ความเมตตา  กำกับไปเสมอ

 

อย่าบอกเขาว่าเพราะอาชีพเขาเป็นบาป  เลิกเสียเถิดเพราะคุณเป็นชาวพุทธ

เพราะถ้าบอกอย่างนี้  ชาวพุทธไทยที่เคร่งครัดในศีล  แต่ปัญญาน้อยหรือปัญญาอ่อนคงละวางมือกันหมด  ชาวต่างชาติ  โดยเฉพาะคนหมู่ที่ไร้ศาสนา  ก็จะพากันยิ้มกริ่ม  และคงนึกดูหมิ่นในใจว่า  ชาวพุทธนี่ไม่สมชื่อว่า  “พุทธ”  ที่แปลว่า  “ผู้รู้”  เสียเลย  แล้วต่างชาติก็คงเฮโลมาเขมือบ  พากันมายึดเอาอาชีพทุก ๆ อย่างไปทำแทนไปจนหมดเกลี้ยงแผ่นดิน

 

ถ้ากรณีเช่นนี้เกิดขึ้น  ชาวพุทธเช่นว่า  จะไปหายโง่เอาเมื่อไร  ?

อะไรจะเกิดขึ้นแต่พวกเขา ?  แก่ประเทศชาติของพวกเขา ?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 เปิดงาน Worldtech  95

ทุกช่อง 

วันเสาร์ที่  4  พ.ย.  2538  19.30  น.

 

 

เวลา  ค่ำ    นครราชสีมา  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี  นครราชสีมา  ชมปฎิบัติการของ  แสงเลเซอร์ที่ทำดุจดั่งว่า  เป็นแสงแห่งธรรม  แห่ง  ENLIGHTMENT  อันสว่างเจิดจ้าที่หอคอยดอกบัวสูงและอาคารล้อมรอบ  อย่างน่าพิศวง  ชมบวนโคมสว่างที่ล่องลอยผ่านไปในสายฟ้าเป็นทิวแถว  นับร้อย    น่าพิศวงว่า  ขบวนโคมล่องลอยไปสู่    ที่ใด  ทำไมจึงไม่หยุดอยู่    ที่นี้

นี่คือสัญลักษณ์  ที่แสดงว่าคนไทยก็เก่ง  พร้อมทั้งสติปัญญาอันก้าวหน้าคือ  เทคโนโลยีระดับโลก  ที่ทันสมัยเปี๊ยบ  และสติปัญญาชาวบ้านชนบทพื้นเมืองอันแสดงความลึกซึ้งสุดยอดแห่งจินตนาการ  แต่  มาคิดกันต่อว่าจะให้เทคโนโลยีอันทันสมัยเช่นนี้สร้าง  ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  ได้หรือไม่  และอย่างไร  ?

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ข่าวทุ่มครึ่ง  ตามจับยันตระ

ช่องต่าง ๆ

วันอังคารที่  7  พ.ย.  38

 

ตามจับยันตระ  วินัย  ละอองสุวรรณ

ที่สหรัฐอเมริกา  “ไปดูท่านยนตระห่มสีเหลือที่อเมริกา”  รมช.เชาวริน  ลัทธศักดิ์ศิริ  กระทรวงศึกษาธิการ  ให้มีการประชุมร่วมกับฝ่ายกรมตำรวจ  เรื่องอดีตพระยันตระ  หลบหนีคดีไปแอบอาศัยในอเมริกา  ว่าทราบจากคนไทยที่นั่น  รายงานมาให้ทราบว่าเขาอยู่อย่างสบาย  และยังคงครองผ้าเหมือนพระอยู่  เพื่อศักดิ์ศรีของชาติ  ควรเอาตัวเขามาลงโทษ

 

พิธีศพ

นายยิสซัค  ราบิน  นรม.อิสราเอล  สหประชาชาติลุกขึ้นยืนไว้อาลัย  ผู้นำโลกไปร่วมไว้อาลัยในพิธีฝังศพ

 

ทหารอเมริกันข่มขืนสาวญี่ปุ่น  ที่ประเทศญี่ปุ่น  ขึ้นศาลญี่ปุ่นแล้ว

พายุใต้ฝุ่นแอนเจล่าถล่มฟิลิปปินส์

คาดว่ายอดผู้เสียชีวิตจะถึง  700  คน  นาเสียหานับแสนไร่

ข่าวฟ้าชาย  เสด็จเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต  เป็นทรงฤดูหนาว

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์วลัยลักษณ์อัคราชกุมารี  ไปประชุม  Earth  Council  ทั่วโลก  ทรงแสดงพระราชวินิจฉัยในที่ประชุมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมโลก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 แจงสี่เบี้ย จรรยาโหร

ช่อง 3

5 ทุ่ม ถึง  6  ทุ่มเศษ   

 

ในฉากของ  Twightlight  Show  สัมภาษณ์    ไตรภพ     ลิมประพัทธ์  ช่อง 3  23.20  น.  7  พ.ย.  38  เคยไว้ผมยาวถึงเอว  ข้างนอกไม่สำคัญ  สำคัญที่ข้างในหัว  กับข้างในอก  ว่าเป็นปรัชญาอุดมการณ์ว่า  ความสูงสุดของคนที่อยู่ที่การรู้จักหน้าที่  รู้ว่าเราทำดีหรือไม่ดี  ทำหน้าที่ไปให้ดี  ให้รู้ว่าดี  ไม่ต้องสนใจรางวัลอะไร  เขาให้เราไม่ดีใจ  เพราะเรารู้ว่าเราเป็นอย่างไร  ผู้ที่ดีใจควรเป็นเขาผู้ให้รางวัลเรา  พระพยอม  กลฺยาโน  มาว่าต่อ  เรื่องดวงหรือฝีมือ  ว่าให้เอาฝีมือเป็นหลัก    หมอดูว่าเห็นจอย  สิริลักษณ์  ในสมาธิ  ไม่รู้เข้าสมาธิได้ถึงไหน  ไม่อธิบายเรื่องสมาธิ  แต่อ้างอยู่นั่นแหละ  !   ที่จริงก็แต่คิดเห็นใบหน้าเธอ  เท่านั้นเอง  แค่ได้อวดอ้าง  เอาอรรถวิโรจน์  ศรีตุลา  มาว่าผิดจรรยาบรรณ  นั่นซี !  ในวงการโหร  ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการควบคุมจรรยาบรรณหมอดูเยี่ยงนี้  (เช่นอ้างการเข้าสมาธิว่าเห็นผู้นั้นจะมีเคราะห์อย่างนั้นอย่างนี้  ซึ่งผิดจรรยาหรือความเป็นผู้ดีของโหรอย่างไม่มีความละลายใจตัวเอง)  ทำนายไม่ตรงกันถามว่าทำไม  ว่าตำราคนละเล่ม  ก็ถูก  ! 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 บทแทรกบทที่ 4

กาม คือที่มาแห่งชีวิตบาป หรือ โลกบาป

 

 

 

การดิ้นรนของชีวิตนั้น คือความหมายของ กรรม  ในหลักของศาสนาพุทธ  ฉะนั้น กรรมใดใดของมนุษย์ จึงเกิดจากพลังแห่งทุกข์ผลักดันทั้งสิ้น เพราะทุกข์เป็นตัวการใหญ่ในโลกนี้

 

 

และมนุษย์ก็จะใฝ่หากาม  เพราะสัญชาติญาณหรือธรรมชาติแห่งชีวิตเป็นไปเช่นนั้นเอง  เพื่อให้เกิดความสมดุลพอที่ให้ความคงอยู่ รอดอยู่ ของชีวิตมีขึ้น

 

ความใฝ่นี้เองที่ได้ทำให้เกิด กรรม หรือการดิ้นรนขึ้น  มากน้อยแตกต่างกันไป ตามพลังแห่งทุกข์ที่ผลักดันอยู่ในเวลาและสถานที่นั้น  สัจธรรมในที่นี้ก็คือ เมื่อมนุษย์ดิ้นรนไปแต่ละทีแต่ละครั้งนั้น ย่อมทำให้เกิดการสั่นสะเทือน  และย่อมมีผลต่อผู้อื่นเสมอไป

 

นี่คือที่มาแห่งสัจธรรมว่าด้วย  “ชีวิตบาป”   หรือ   “โลกบาป”

 

ในยุคโลกาภิวัตน์ มนุษย์มีการดิ้นรนแรงขึ้นหลายเท่าพันทวี   เพราะมนุษย์ได้พลังงานเสริมจากเทคโนโลยี่

 

ยุคนี้  จึงเป็นยุคแห่งความบาปเป็นอันมาก  และที่นับวันจะทวีพูนเพิ่มไปเรื่อย ๆ  ไม่มีลดลง  และไม่มีวันหยุดยั้ง   จนกว่า  กรรมนั้นจะถึงอัตราการสะสมในขีดอันตรายสูงสุดและโลกได้รับผลกรรมนั้นสูงสุด  คือความพินาศของมวลมนุษย์ทั้งโลก

 

เบื้องหน้าในอนาคต  จึงเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัว สำหรับผู้มีดวงตาสว่างและเห็นเหตุการณ์ข้างหน้าแล้ว

 

และแท้ที่จริง  ทุกวันนี้ โลกก็ได้ประกอบกรรมมากมายหลายขนาดอยู่แล้ว และผลกรรมนั้นส่งผลอยู่อย่างต่อเนื่อง   หากแต่กามได้บดบัง อำพรางเสีย   ทำให้มนุษย์เกิดความชาชินในทุกข์นั้น  และกามยังหลอกลวง บิดเบือนสายตามนุษย์ไม่ให้มองเห็นความจริงอันน่าตื่นตระหนกเหล่านี้

 

ความจริงที่ว่า  ทุกข์ของมวลมนุษย์ยุคนี้แสนหนัก และนับวันทวีขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยเริ่มก้าวใหญ่ และยาวยิ่งในยุคโลกาภิวัตน์นี้ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  ข่าว การ์ตูนแบดแมนอเมริกาว่าไทยเป็นแดนโสเภณีเด็ก

วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย  กรมประชาสัมพันธ์

เช้าวันอังคารที่  7  พ.ย  38 

 

นายกรัฐมนตรีพูดถึงเรื่อง  หนังสือพิมพ์ต่างชาติ  ลงข่าวไทยเป็นแดนค้าโสเภณีเด็ก  หนังสือการ์ตูนแบตแมน  กล่าวหาไทยเป็นแดนโสเภณีเด็กออกวางจำหน่ายทั่วประเทศอเมริกา  และประเทศต่าง ๆ  วันที่  7  พ.ย.  38  นายแอนดรูว์  วาชสส์  ผู้เขียนการ์ตูน  ให้สัมภาษณ์นิตยสาร  พาเหรดแมกกาซีนว่าในตอนใหม่ของ  แบตแมนมนุษย์ค้างคาว  ชื่อว่า  ดิ  อัลติเมต  อีวิล  หรือปีศาจร้ายตัวฉกาจ  สมมุตเรื่องราวเกิดขึ้นที่เมืออุรคาย   คือ  ประเทศไทย  บรรยายว่าเป็นแดสโสเภณีเด็กสามารถทำรายได้เข้าประเทศจากการขายโสเภณีเด็กถึงปีละ  1,000  ล้านเหรียญ  หรือประมาณ  25,000  ล้านบาท  และยังปลุกระดมให้ทั่วโลกบอยคอตสินค้า  เมด  ดิน  ไทยแลนด์  เพื่อประท้วง  (ดูข่าวสด  ลุยแบตแมน  8  พ.ย.  38  หน้า  1)

 

แสดงในเรื่องว่า  เมืองไทยเป็นแดนโสเภณีเด็ก  (ถูกแล้ว  เมืองไทยเป็นเมืองโสเภณี  รู้แล้ว  มีอะไรเกิดขึ้น  ?  รัฐบาลอยู่ไหน  ?)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 เจาะใจ แพะรับบาป เชอรี ดันแคน

ช่อง  5 

วันพฤหัสบดีที่  9  พ.ย.  38  1110   น. 

 

เชิญ  กลอยใจ  ดับบลิว  ดันคน  มาถามเรื่อง  เชอรี่  ดันแคน  คดีแพะรับบาป  ที่น่าเศร้า  เธอถูกฆาตกรรมไปกว่า  10  ปี  ระหว่างนั้นจับคนไปเข้าคุกผิดคน  ไปถึง  5  คน  คนหนึ่งกลุ้มใจตายในคุก  อีกคนหนึ่งออกมาแล้วป่วยตาย  อีกคนพิการจับใหม่  รื้อคดีใหม่ภายหลังผิดพลาดไปถึง  10  ปี  นี่เป็นเรื่องเศร้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 กฎแห่งกรรม ใช้สติอย่างไม่มีเวลาพักระวังเป็นวิกลจริต

ช่อง 5

เสาร์ที่  18  พ.ย.  38  เช้าโมงเศษ   

 

เรื่องลูกสัปเหร่อจบลง  วันนี้  พิสูจน์กฎแห่งกรรมเมื่อวันเสาร์  11  พ.ย.  38  มาแล้ว  ตอบปัญหาในสารภาพบาป  แม่ชี  ตอบปัญหา  ให้ปล่อยวางความคิดจากเหตุการณ์ในอดีตให้มีพุทธภาวะในใจทุกเวลา  ลืมอดีต  อย่าหวังอนาคตแต่ทำเดี๋ยวนี้  ทำเดี๋ยวนี้ให้มีสติอยู่ตลอดเวลา 

 

(เรื่อง  ให้มีสติอยู่ตลอดเวลา  จะไม่ยอมให้พักเลยก็เหนื่อยแย่  มีหรือที่คนมีชีวิตเลือดเนื้อ  ทำงานกันโดยไม่มีเวลาพัก  แม้เครื่องจักรยังต้องพักและรับการบำรุงรักษา  เรื่องสตินี้  บางทีก็ไปจับตำราบางเล่มและยึดมั่นในตำรามากเกินไป  จนลืมไปว่าสามัญสำนึกนั้นแหละบางเรื่องให้คำแนะนำหรือสัจธรรมแก่เราดีกว่าตำราอีก  เช่นคำว่า  ดุลพินิจ  หรือ  วิจารณญาณให้จงดี  อันนี้  หมายถึง  ปัญญา  นั่นเอง  เมื่อบอกว่าให้ใช้ดุลพินิจ  หรือ  พิจารณาญาณ  นั้นหมายถึงว่าชาวพุทธทำอะไร   จะตัดสินใจอะไร  พิจารณาอะไรให้ใช้ปัญญากำกับเสมอ    ซึ่งเราชาวพุทธก็คุ้นและทำกันอยู่ว่าทำอะไรให้มีดุลยพินิจที่ดี  หรือ  ทำอะไรให้มี  วิจารณญาณกำกับเสมอ  ซึ่งก็เป็นคำสอนให้ใช้ปัญญา  ซึ่งเป็นหลักเป็นเกณฑ์สำคัญอยู่แล้ว  โดยวัฒนธรรมทั่วไปของชาวพุทธและก็ใช้ได้  จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติธรรม  โดยถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดนั่นคือจะทำอะไร     ต้องมีปัญญากำกับไปเสมอทุกงานทุกการที่ทำ  ทำงานเมื่อไรเอาปัญญา  เอาดุลพินิจ  เอาพิจารณาญาณ   เข้ากำกับเมื่อนั้น 

 

แต่เมื่อมาจับตำราเรียนเรื่อง  “สติ” เข้า  ก็เกิดเห็นความสำคัญของ  สติ  เสียจนลืมไปว่า  สติก็อยู่กับ  ปัญญา  นั่นเอง  อยู่ด้วยกัน  ไม่ได้แยกจากกันหรอก  คนเราจะใช้ดุลพินิจ  ใช้วิจารณญาณคือนึกคิดอยู่ตลอดเวลานั่นไม่ได้แยกจากกันหรอก  คนเราจะใช้ดุลพินิจ  ใช้วิจารณญาณคือนึกคิดอยู่ตลอดเวลานั้นไม่ได้หรอก  จะทำได้อย่างไร ?  จะไม่ยอมให้กลไกที่รับใช้ความนึกคิด  ความพินิจพิจารณาได้พักผ่อนเลยหรือ  ?  มิวิกลไปเสียก่อนตรัสรู้หรือ  ?  เพราะคิดไม่รู้หยุด  ?  คอยแต่จะระวังระไว  เคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลาตามที่แนะนำนั้น  หากแต่ควรใช้สติปัญญาตามกาลเทศะ  เช่น  เมื่อมีกิเลสจรมา  หรือเมื่อมีปัญหามา  หรือเมื่อฝึกการเจริญวิปัสสนาอยู่  เป็นต้น  เพราะประสาทและมันสมองเป็นตัวรับใช้ทำงานให้สติปัญญา  ถ้าไม่ยอมให้ประสาท  มันสมองหยุดพักผ่อนเลยก็คงป่วยประสาทตามมาแน่ 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการต่อต้านเอดส์ เป็นละครสั้นแสดงผลเอดส์กับเด็กวัยรุ่น 

ช่อง  5 

วันที่  19  พ.ย.  38  เช้าวันอาทิตย์  

 

เป็นละครสั้นแสดงผลเอดส์กับเด็กวัยรุ่น  เป็นค่านิยมของวัยรุ่นไปจริง    ตามที่ละครวันนี้แสดงแล้วหรือ  ?  ที่พอโตขั้นมาหน่อยก็รู้จักเที่ยวไปนอนกับผู้หญิงคนนั้นคนนี้เป็นประจำ  อย่างกะมื้ออาหาร  ขาดไม่ได้  อย่างกรณีก็มีประจำ  3  นาง  ถ้าเช่นนี้  เมื่อเป็นเอดส์เสียก็คงสมเหตุผล  และคงหาความเห็นอกเห็นใจให้ยากเต็มที่  ส่วนนางที่เป็นเอดส์ตามเรื่อง  ก็คงประเภทนุ่งกระโปร่งสั้นจู๋  อย่างที่มาออกรายการอะไรไปก่อนรายการนี้นั่นแหละ  กระมัง  !  วัยรุ่นเรายังขาดข่าวสารข้อมูลในภัยอันตรายของพวกเขาในยุคนี้ อย่างพอเพียง  ทำไมไม่ให้วัยรุ่น  กลุ่มเขาเองได้มีการประชาสัมพันธ์ภัยที่จะเกิดแต่พวกเขาเอง  ได้ทราบในหมู่พวกเขาอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น  จะเป็นทางหนึ่งที่ป้องกันปัญหาของวัยรุ่น  โดยพวกเขาเองทำเพื่อพวกเขาเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการพระเทศน์เช้าวันอาทิตย์

ช่อง  9             

วันที่  15  พ.ย.  38

 

            ท่านพูดเรื่องการเปลี่ยนชื่อ  เพื่อให้เป็นสิริมงคล  พระท่านให้คติดีเหมือนกันว่าถ้าเราดีเสียอย่าง  ชื่ออย่างไรก็ไม่สำคัญ  อย่าไปคิดว่าเป็นกาลกิณีอะไรเลย  เรื่องเด็ก ๆ   เล่นเกมส์แข่งขันกันเรียนพิเศษ  เป็นปัญหายุคสมัย  พระที่ช่วยแก้ปัญหาตอบปัญหาอย่างนี้ก็หายาก  ส่วนการอบรมเด็กให้รู้ธรรมะนั้น  ก็น่าจะดี  แต่ถ้าผลกการอบรมนั้นออกมาว่ากลายเป็นเด็กปัญญาอ่อน  นิ่ม  รู้อย่างเดียวคือการหมอบ  ราบกราบกราน  อ่อนน้อม  ถ่อมตนไม่มีที่ติ  มีระเบียบเรียบร้อยอย่างกับผ้าที่พับไว้  แต่ไม่ทันโลกไม่ทันกินกะเขาละก็  ไม่รู้ว่าจะอบรมไปทำไม  ควรตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่า  อบรมเพื่ออะไร  ถ้าไม่เพื่อเด็กเพิ่มพูนกำลังความคิดกำลังปัญญาแก่กล้า  เฉลียวฉลาดทันคนทันกาลทันโลกทันยุค  ทันวิถีทางทำมาหากินเอาตัวรอดทางเศรษฐกิจ  ที่ถูกหลักวิชาชีพนั้น    ถูกศาสนธรรมและถูกนิติธรรม

            ช่อง  11  เรื่องการอบรมจิตด้วยเมตตา

            ช่อง  3  เอาวิปัสสนากัมมฐานมาช่วยแก้ปัญหาเด็ก  ปล่อยคน-ปล่อยควายเกี่ยวมาถึงปัญหาโสเภณีเด็กทางเหนือ  เด็กมาประพฤติธรรมแล้วลาออกจากโรงเรียนน้อยลง  ลาไปทำงานเพราะได้เวลาอายุได้ที่แล้ว  (คือเป็นโสเภณีเด็กได้แล้ว)  เป็นงานของยุวพุทธิกสมาคม  เรื่องของฆราวาส  มาช่วยเผยแผ่ธรรมะไปสู่ชาวเขา

            วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย  พระเทศน์  เสนอวัคซีนธรรมะ   5-6  ขนาน  เช่นวัคซีน  กฎแห่งกรรม  ทำดีย่อมได้รับความเป็นคนดี  ทำชั่วย่อมได้รับความชั่ว  ทำชั่วต้องอยู่ร้อนนอนทุกข์  หว่านพืชเช่นใดย่อมได้ผลเช่นนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ตามล่าหาความจริง  เชอรี่แอน แพะรับบาป

ช่อง  5 

สี่ทุ่ม  15  พ.ย  38 

 

ล่ากรณีเชอรีแอนด์  แพะรับบาป  ที่สั่นสะเทือนจิตใจคนทั้งแผ่นดิน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 เหตุบ้านการเมือง กรณีจับแพะ

ช่อง  3 

19  พ.ย.  38  ราว     23  น. 

 

กรณีจับแพะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการตาดูหูฟัง

ช่อง  11 

วันพฤหัสบดีที่  23  พ.ย.  38  หลังข่าว  2  ทุ่มครึ่ง 

 

“ละครโทรทัศน์กับภาพสะท้อนทางวัฒนธรรม”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 กฎแห่งกรรม คำอธิบายของแพะคาทอลิกเป็นอุปาทาน

ช่อง 5

เสาร์ที่  25  พ.ย.  38  เวลาเจ็ดโมงเช้า 

 

เอาเรื่องราวของแพะรับบาปมาทำละครแล้ว  เชิญแพะตัวจริงมาสัมภาษณ์ด้วย  เธอนับถือศาสนาคริสต์คาธอลิก  เธอเล่าว่ามีกำลังใจจากพระแม่  อธิษฐานให้พระแม่คุ้มครอง   (เธอคงหมายถึงพระนางมาเรีย  มารดาของ  พระเยซู)  ในยามที่ตกต่ำเช่นนั้นเธอว่า  พระแม่ช่วยถึงกว่า  90%  และมีการทำอธิษฐานจิต  ทำสมาธิ  ขอให้พระเจ้าช่วย  เธอบอกว่าพระเจ้าช่วยจริง    เธอสามารถสัมผัสพระเจ้าได้จริง    โดยเธอเล่าเหตุการณ์นั้นว่า  ในขณะที่เธอประสบหายนะจนทดท้อหมดหวังในชีวิตได้เข้าสมาธิจิตภาวนาอยู่  เธอสังเกตุดวงไฟกลมใหญ่ที่อบอุ่นดวงหนึ่งลอยมาและตกลงที่หน้าตัก  จนปลื้มได้ความเชื่อมั่นว่าทรงไม่ทอดทิ้ง  เธอรู้ว่าเธอไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว  แต่อยู่กับสามีผู้ถูกฆ่าตาย  อยู่กับดวงวิญญาณของสามี  เธอบอกว่า  พูดแล้วอย่ากลัวขณะนั้นสามีเธอก็ยืนอยู่ข้าง ๆ  เธอนั่นแหละ  ไม่ทราบว่าพิธีกรกับแม่ชีจะกลัวหรือไม่  ?

 

สิ่งที่เธอเชื่อว่าเป็นพระเจ้า  หรือการดลบันดาลของพระเจ้านั้น  คงเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาของจิตเมื่อเข้าสู่สมาธิและได้ผลของฌาน  แต่ของเธอผู้นี้ถูกกิเลส  คือ  อุปาทาน  ครอบเข้าทั้งหมดอีกทีหนึ่ง  (วิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์ทางจิต)  ในที่นี้อุปาทานได้ทำหน้าที่สนองความต้องการ  คือความเปล่าเปลี่ยวสิ้นหวังไร้ที่พึ่งให้ได้  โดยเกิดผลทางการให้กำลังใจ  และผลที่นั้นเป็นความยินดี  มีความเชื่อมั่น  ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้  ในวิถีธรรมแห่งศาสนาพุทธ  สมาธิจิตหรืออำนาจทางจิต  ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีก็จริงแต่ไม่สิ้นสุดลงแค่นี้  มีทางที่จะพัฒนาต่อไปได้  ทางศาสนาพุทธเสนอให้พัฒนาไปจากจุดนี้ได้อีกหลาย    ชั้นทีเดียว  ซึ่งน่าจะเรียกว่า  ขั้นตอนที่ข้ามเทวโลกไปแล้ว  จึงถือว่าผลอย่างนี้เป็นผลขั้นธรรมดา  ที่จะเกิดขึ้นเองเป็นธรรมดา  (ไม่มีใครดลบันดาลให้เกิด)  ของเรื่องราวทางธรรมปฏิบัติเกี่ยวกับ  สมาธิ  ที่ไปคาบเกี่ยวกับ  สมาธิ  ที่ไปคาบเกี่ยวกับ  ฌาน  ขอให้ปฏิบัติให้ได้ก็จะได้ผลเช่นนี้ทุก    คน  นี่คือหลักกรรม  และเมื่อมาถึงขั้นนี้  ก็อย่าหยุดลงแค่นี้  ต้องพัฒนาต่อไปจนถึงปัญญาหรือญาณอันสูงสุด  ซึ่งญาณนั้นก็จะต้องเป็นญาณที่ชำระอาสวกิเลสได้โดยสิ้นเชิง  อันเป็นที่สุดแห่งทุกข์ที่ท่านเรียกชื่อว่า  อาสวักขยะญาณ  นั่นเอง  ทฤษฎีที่กล่าวนี้  เป็นทฤษฎีวิทยาศาสตร์  เพราะมีรูปธรรมปรากฏแจ้งเห็นจริงด้วยตนเองได้ ไม่มีการดลบันดาลหรือนิรมิตของผู้ใด  เมื่อรู้แล้วก็อาจอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ   ได้ว่าแท้จริงเป็นอย่างไร  อย่างในกรณีนี้  อุปาทาน  เป็นตัวแทรกเข้ามา  ในระหว่างสมาธิและผลของฌานในระดับหนึ่ง  (ไม่ได้มีพระเจ้ามาจริง    หรอก)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการเด็ก ๆ หน้าที่ชั้นสูงจริง ๆ ไม่ต้องมีอามิส

ช่อง  11 

วันอาทิตย์ที่  26  พ.ย.  38  เช้า    ราว  7   โมงเศษ

 

มีครูออกมาพูดถึงเรื่องของครูไว้น่าฟังว่า  วิชาชีพชั้นสูงนั้นก็คือวิชาชีพชั้นสูงจริง ๆ   ครูชั้นสูงจะไม่คำนึงว่าใครจะมาเคารพนับถือเราหรือไม่  มีอามิสสินจ้างหรือไม่ก็ตาม  แต่ก็ต้องทำหน้าที่ชั้นสูงและมีความตรงต่อหน้าที่อย่างสม่ำเสมอตลอดไป  นี่คือวิถีธรรม  ครูอุดมการณ์เช่นนี้จะต้องอาศัยวิถีธรรมเป็นเป้าหมายปลายทางด้วย  แต่อุดมการณ์ที่ว่านั้น  ช่างสูงส่ง  คือ  “ครูชั้นสูงจะไม่คำนึงว่าใครจะมาเคารพนับถือเราหรือไม่”  เอาเถิด  ถึงว่าคุณสมบัติอันนี้น่าจะเป็นคุณสมบัติของครู  ระดับอริยบุคคลผู้สิ้นกิเลส  แต่ก็ควรเป็นอุดมการณ์ของครูผู้เป็นปุถุชนได้  เพราะอุดมการณ์นี้จักช่วยชำระกิเลสของตนให้เรียบเกลี้ยงนั่นเอง  แต่ขอให้ทำใจ  ว่าอุดมการเช่นนี้สูงส่งโดยปกติจะเป็นอุดมการของผู้หวังมรรคผลเป็นสิ่งตอบแทนเท่านั้น  สมัยนี้น่าจะมาฟื้นฟูกันอีกหากมีคนกล้าหาญ  และมีความอุตสาหะวิริยะจริง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 แปดโมงเช้า เหมือนดักลอบดักไซ

วิทยุ-โทรทัศน์ทั่วไป

อาทิตย์ที่  26  พ.ย.  38 

 

เต็มไปด้วยรายการธรรมะ  ทั้งวิทยุและโทรทัศน์  มีทั้งรายการโยมรายการพระ  มากมายเหมือนดักลอบดักไซ  แต่ไม่ทราบมีปลาตาบอกมาเข้าหรือไม่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ข่าวต่างประเทศ นางอ่อนซาน ซูจีกับคำว่าประชาธิปไตย

ช่อง  9

วันพฤหัสบดีที่  10  พ.ย.  38  สองทุ่ม 

 

เหตุการณ์ในพม่าและในพม่าและใต้หวันการแทรกแซงทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา   นางอ่องซาน  ซูจี  คำ ๆ  ที่พูด  ฟังเสียง  ล้วนแต่มีคำว่า  “ประชาธิปไตย”  กำกับไปหมด  ดูง่ายดาย  เช่นนั้น  ถ้าจะพูดว่าใครไม่มีหรือไม่เป็นประชาธิปไตย  ไม่ระวังว่าเดี๋ยวพม่าแตกเป็นสอง  สามก๊กกันหรอก  ใต้หวันให้แตกแยกจากจีนแผ่นดินใหญ่  อเมริกา  จะรับผิดชอบอะไร  กับบ้านเมืองคนอื่นที่ใช่ประเทศอเมริกาเอง  มีแต่เข้าที่ไหนก็ยุแยกให้แตกเป็นสองเสี่ยงไปทุกแห่งทุกหน  แม้กระทั่งรัสเซียที่ยิ่งใหญ่  บัดนี้ก็แตกแยกออกเป็นเสี่ยง ๆ  แล้วไม่ลองวิเคราะห์ประเทศไทยดู  ตั้งแต่เป็นประชาธิปไตยมา  63  ปี  ประชาธิปไตยให้อะไรบ้าง  การเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยพัฒนาไปอย่างไร  ประเทศชาติไม่ล่มจมไปก็เพราะสถาบันวัฒนธรรมและศาสนา  คุ้มครองเอาไว้เท่านั้นเองหรอก  พม่าทั้งสองฝ่าย  ไม่ควรหวังไกลมากนัก สู้ระวังความแตกแจกภายในชาติไว้ก่อนรักษาวัฒนธรรมของชาติเอาไว้ก่อน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการ  60  มินิทส พิธีวูดูของอาฟริกาใต้

ช่อง 9

หลังข่าวสองทุ่มครึ่งวันพฤหัสบดีที่  30  พ.ย.  38 

 

ไปดูพิธีวูดูของอาฟริกาใต้  โคจาบอกรู้ใครขโมยเพชร  แต่บอกไม่ได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 กฎแห่งกรรม“ความเชื่อของชาวบ้าน”  จูงจมูกคนชั้นรัฐมนตรีไทย

ช่อง  5 

วันเสาร์ที่  2  ธ.ค.2538

 

 

ลักษณะความเชื่อของชาวบ้าน

 

การพิสูจน์กฎแห่งกรรม  นำนักวิทยาศาสตร์  แพทย์และนักการศาสนามารวมพลังความคิดกันและได้ข้อสรุป  ซึ่งแม้จะยังคงเป็นปัญหาสืบต่อไปอีกเช่นนี้  เป็นภาพของสังคมความคิดยุคใหม่โดยแท้จริง  โดยมีความนึกคิดทางวิทยาศาสตร์เป็นตัวนำทางความคิด  และนี่เองคือสังคมยุคใหม่  ยุคโลกาภิวัฒน์  ความเข้าใจศาสนาของยุคใหม่นี้จึงจะอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ล้วน ๆ  มิใช่บนความเชื่อ  โดยเฉพาะ  “ความเชื่อของชาวบ้าน”  ที่นักวิทยาศาสตร์ได้อ้างบ่อย    เมื่อพูดถึงเรื่อง  “ชีวิตหลังความตาย”  ในรายการกฎแห่งกรรมวันนี้

 

เพราะความเชื่อแบบชาวบ้านนั้น  ได้เป็นมาตรฐานทางความคิดของกลุ่มชนที่เรียกว่า  “ชาวบ้าน”  มานานแสนนานแล้ว  จนกระทั่งถูกมองว่าเป็นแบบฉบับ  (ที่ถูกต้อง?) 

 

 

 รัฐมนตรีคนหนึ่งเมื่อเข้าวัด

 

แต่จะพบว่า  ทุกวันนี้  เมื่อคนชั้นรัฐมนตรีคนหนึ่งเข้าไปในวัด  เขาแทบจะทำอะไรไม่เป็น  แม้กระทั่งการวางตัววางบุคลิกภาพของตนเองให้เหมาะสมกับความเป็นผู้มีศาสนา  แต่ผู้ที่ช่วยเขาให้คำแนะนำเขา  รัฐมนตรีคนนั้น  ก็คือชาวบ้าน  เขาต้องอาศัยชาวบ้านเป็นผู้แนะนำเช่นแนะให้จุดธูปเทียนบูชาพระ  ให้จุดเล่มไหนก่อน เล่มไหนทีหลัง  ให้จุดธูปอย่างไร  แนะนำให้หันไปทางนั้นทางนี้  ให้กราบตรงนั้นตรงนี้  ให้กล่าวคำว่าอย่างนั้นอย่างนี้  ให้ถวายของเมื่อนั้นเมื่อนี้  ให้พนมมือเมื่อนั้น    และหยาดน้ำหรือจุดเทียนเมื่อนั้นเมื่อนี้  แต่สิ่งที่ชาวบ้านรู้  เชื่อและทำ  และสอนรัฐมนตรี  ซึ่งรัฐมนตรีก็ทำตามไปเหมือนเด็ก ๆ อยู่ในโอวาทของครูนั้น  ล้วนแต่เป็นเพียงระดับพิธีกรรม  อันเป็นระดับที่มีเจตนาเพียงเพื่อกำหนดมาตรการ  การปกครองของสังคม  โดยอาศัยพิธีกรรมทางศาสนา  ที่มิได้บ่งบอกถึงสติปัญญาแต่อย่างใดใดเลย  (เป็นระบบที่ใช้ปกครองคนโง่?) 

 

 

แต่นั่นแหละชาวบ้านนั่นเอง  ชาวบ้านที่ไม่ค่อยมีความคุ้นเคยกับงานทางสติปัญญาเช่นนั้นแหละ  ที่เป็นผู้นำภาคปรัชญาและศาสนาของสังคมของประเทศชาติอยู่ทุกวันนี้  โดยที่ชนชั้นปกครอง  ระดับยอด    นับตั้งแต่ครูใหญ่ในโรงเรียนที่ชนบทนั่นแหละ  ไปถึงรัฐมนตรี  นายกรัฐมนตรี  หรืออดีตนายกรัฐมนตรี  นักการเมืองในทำเนียบงาช้าง  ต้องเป็นผู้ตามไปอย่างว่าง่าย ๆ  เหมือนเด็กเดินตามก้นผู้ใหญ่ โดยแทบไม่รู้ความหมายของพิธีกรรมอันใดเลย  ไม่รู้ระดับแห่งความสำคัญของสิ่งที่ทำอยู่นั้นแต่อย่างใด

 

เมื่อนักวิทยาศาสตร์เข้ามาถามถึงสิ่งที่เป็นความเชื่อในทางศาสนาถามถึงเหตุและผล  และวิธีการที่จะทดลองพิสูจน์สิ่งที่ชาวบ้านพบ  ประสบเชื่อ  ยืนยัน  อย่างเป็นนักวิทยาศาสตร์   แน่ละ  ชาวบ้านก็คือ

ชาวบ้านและพระพร้อมจะงมงาย

 

ชาวบ้าน  ซึ่งโดยปรมัตถ์  ล้วนเป็นผู้งมงาย  และพร้อมที่จะงมงาย  และพระที่อยู่กับชาวบ้าน  ซึ่งก็เป็นอย่างเดียวกับชาวบ้าน ไหลไปในกระแสเดียวกันกับชาวบ้าน  (เพราะในชนบท  พระสงฆ์มาจากชาวบ้าน  เขาเอาชาวบ้านไปทำเป็นพระสงฆ์ให้คนทั้งหลายกราบไหว้บูชา)  ก็จะมืดบอดกับความต้องการของนักวิทยาศาสตร์  และแม้ไม่รู้ความหรือคำที่นักวิทยาศาสตร์พูดว่าเกี่ยวกับศาสนาอย่างไร  ด้วยซ้ำไป

 

เมื่อรายการทางโทรทัศน์  ได้เป็นเวทีสำหรับผู้ฉลาดในด้านต่าง ๆ มาประชุมถกปัญหากัน  ก็ดูเหมือนจะสะท้อนภาพสังคมนักปราชญ์สมัยเก่าก่อนที่ระอุด้วยบรรยากาศแห่งปรัชญาและศาสนา

 

แต่นักปราชญ์ผู้รู้สมัยนี้  ที่ปรากฏในจอโทรทัศน์ของรายการบางรายการที่มีความหนาแน่นสูงทางความคิด  ทางสติปัญญา  เฉกเช่นลักษณะนี้ ลักษณะที่มีผู้ดำเนินรายการที่ฉลาดพอที่จะควบคุมทิศทางหรือกระแสแห่งสติปัญญาที่พรั่งพรูออกมาจากปราชญ์ผู้รู้แต่ละท่าน  ไปปฏิบัติการต่อปัญหา  อันเป็นเป้าหมาย เช่นนี้แหละที่จะทำให้โฉมหน้าของความเชื่อทางศาสนาเปลี่ยนแปรไป  ศาสนาทั้งหลายจึงจะมาถึงมุมอับ  เมื่อไม่สามารถ  ตอบเหตุผลของนักวิทยาศาสตร์ได้

 

ชีวิตภายหลังความตายเป็นอย่างไร  ศาสนาต่าง ๆ   ทั้งสิ้น  มีคำตอบ

 

 

มิใช่คำตอบแต่คำตอบเป็นวิทยาศาสตร์เพียงใด

 

แต่คำตอบนั้น  สามารถอธิบายเป็นวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร?  สิ่งนี้ต่างหากที่เขาต้องการ

 

แต่  นี่แหละคือมุมอับของนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายทุกศาสนาในโลก  คือ  ศาสนาสากล

 

และนี่คือที่มาของความเหินห่างไปจากศาสนา  หรือหากยังไม่เหินห่างศาสนาก็มีค่าเพียง  ความเชื่อแบบชาวบ้าน  (คืองมงายและพร้อมที่จะงมงายเสมอ)  ต่อไป  เท่านั้นเอง  นี่หรือ  คือความหมายของศาสนา  ?

 

และเมื่อนั้นเป็นเช่นนี้  ศาสนาใดก็ตาม  ไม่จำกัดว่าจะเป็นพุทธ   คริสต์  หรืออิสลาม  ถ้าสามารถอธิบายเหตุผลแห่งชีวิตหลังความตายออกมาเป็นวิทยาศาสตร์ได้แล้ว  ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ควรยอมรับได้ว่า  เป็นยิ่งกว่าศาสนาในเมื่อการอธิบายสิ่งนี้  (คือชีวิตหลังความตาย)  เป็นการไขความลึกลับสุดยอด  แห่งชีวิตมนุษย์ทั้งปวง   เป็นปัญหา  ที่เป็นบ่อเกิดแห่งศาสนาทั้งปวงมาแต่อดีต  หากแต่อดีตนั้น  คนเรายังโง่  การอธิบายศาสนาจึงเป็นไปอย่างเฉลียวฉลาดด้วย  “เพียงถ้อยคำ”  (ละเลงด้วยลิ้น  ช่างพูดช่างเจรจา)  ศาสนาก็เอาตัวรอดมาได้

 

แต่บัดนี้  ศาสนาที่ไม่สามารถอธิบายหลักศาสนาได้อย่างเป็นนักวิทยาศาสตร์กำลังเข้ามุมอับ  ไปด้วยประการฉะนี้  เพราะถ้อยคำ  ไม่สามารถช่วยได้อีกต่อไปแล้ว  เพียงลิ้นลม  หรือความนึกคิดอุปมาอุปไมย  หรือแม้การอนุมานจะไม่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทึ่งและเสียเวลาให้อีกต่อไปแล้ว  (เพราะการค้นพบของพวกเขา  นักวิทยาศาสตร์นั้น  ยิ่งใหญ่มีความหมายขึ้นทุกที)

 

และปรากฏการณ์นี้  ไม่ใช่ปัญหาเล็กน้อยของศาสนาสากล  เพราะเมื่อศาสนาไม่สามารถอธิบาย  ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ได้  นั่นหมายความว่าโลกได้ถูกนักวิทยาศาสตร์นำห่างไปจากศาสนาเรื่อย ๆ ไป  ศาสนาเทวนิยมที่มีจุดหมายปลายทางที่พระเจ้า  พระเจ้าชนิดที่มีตัวตน  ได้ประสบปัญหานี้ก่อนนานมาแล้ว  ตั้งแต่วิทยาศาสตร์เริ่มมีการพัฒนาการ  ก้าวสู่ประตูแห่งวิทยาศาสตร์  ไปสู่จักรวาลอันกว่างใหญ่ไพศาล  และดูเหมือนสถานการณ์ทุกวันนี้  ศาสนาที่มีพระเจ้าเป็นตัวเป็นตน  จะเริ่มหลีกไป     และบางลิทธินิกาย  บางศาสนา  ได้ดำเนินการในทางตรงกันข้าม  คือหันมาต่อสู้  ตั้งป้อมยึดหัวหาด  ตั้งที่มั่น  เพื่อการดำรงอยู่ในวิถีอันเดิม    (อ้างเอาสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้  ยังค้นคำตอบไม่ได้  ว่านั่นแหละ  เจตนารมณ์อันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าใคร    ก็ไม่อาจหยั่งรู้ได้...เป็นต้น)  บางศาสนาได้เปลี่ยนแปรรูปโฉมไป  เปลี่ยนความคิดไป  และมีแม้กระทั่งผู้คิดทฤษฎีคล้าย    ศาสนาขึ้นมาใหม่    คือ  ทฤษฎีที่ดิ้นรนเพื่อแสวงหาความสุขของมนุษย์  ว่าความสุขแท้อยู่ที่ไหน  ?  ก่อนและหลังความตาย  ชีวิตควรจะเป็นเช่นไร  ?  ซึ่งก็เป็นเพียงการเสนอสิ่งที่ได้พบได้สัมผัสอย่างผิวเผิน  แต่ก็มีคนจำพวกหนึ่ง  คือจำพวกที่ไม่เคยได้สัมผัสศาสนาอย่างลึกซึ้ง  พลอยเชื่อตามไปอยู่ส่วนหนึ่งและก็ได้ผลไม่ยั่งยืนอะไร  แต่ศาสนาพุทธ  ที่มีได้ยืนอยู่บนพื้นฐานอันเดียวกับศาสนาอื่น    คือ  เทวศาสนาทั้งหลายเพราะเป็นศาสนาแห่งมนุษย์ที่เรียกว่า  มนุษยศาสนา  นั้น  (พระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่สูงสุดในศาสนานี้  ไม่มีเทพเจ้าอยู่เหนือพระพุทธเจ้าไปอีกเลย  แต่เทพเจ้าทั้งหลายทั้งปวงอยู่ต่ำกว่าพระพุทธเจ้า  และแม้พระอรหันต์ทั้งหลาย  ก็เป็นสิ่งสูงสุดของศาสนานี้  เช่นเดียวกัน  นั่นคือ  มีสภาวะเหมือนอย่างเดียวกันกับพระพุทธเจ้า  คือไม่มีเทพเจ้าใดใดอยู่เหนือพระอรหันต์ทั้งหลาย  แต่เทพเจ้าทั้งหลายต่างอยู่ต่ำกว่าพระอรหันต์ทั้งสิ้น  และพระพุทธเจ้านั้น  พระอรหันต์นั้น  ทรงเป็นมนุษย์  มีเลือดมีเนื้อเหมือนคนทั้งหลายในโลก  จึงเรียกว่า  ศาสนาแห่งมนุษย์  (ระวัง  !  อย่าไปปนกับพระอรหันในหนังเจ๊กฮ่องกง)  จะอธิบายอย่างไร  ? 

 

ปรมัตถธรรมของแต่ละศาสนานั้น  สามารถอธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้ได้เพียงใดหรือไม่ ? 

 

เราไม่คิดว่า  พระสงฆ์หรือชื่อว่าพระสงฆ์ในวัดวาอารามควารจะเป็นผู้ตอบปัญหานี้  หรือผูกขาดสิทธิในการตอบ  แต่ฝ่ายเดียว  ใครก็ได้  ที่ไหนก็ได้ที่เขารู้เรื่องราวของชีวิต  หรือมีการศึกษาเรื่องราวของชีวิตมา  อย่างเป็นวิทยาศาสตร์  แต่จะเป็นผู้ใด  ?

 

และในการตอบปัญหากฎแห่งกรรมนั้น  จำเป็นตองมองไปถึงปรมัตถศาสนาของแต่ละศาสนาหรือไม่  ?  เจ้าของรายการนี้  จะต้องคิดและเตรียมนาวทางแห่งคำตอบไว้ให้พร้อม  และนั่นแหละบอกให้รู้ว่า  ความรับผิดชอบต่อศาสนาของรายการนี้มีมากน้อยเพียงใด  คงมิคิดว่าเป็นรายการธรรมดา    ที่มุ่งทำเป็นอาชีพ  เพียงเพื่อหารายได้เข้าพกเข้าห่อหรือหากินกับศาสนาอย่างเดียว  เท่านั้น  หรอกนะ            ?

 

เพราะ  อะไรคือสัจธรรมเกี่ยวกับกฎแห่งกรรม ?

อันเป็นปัญหาสัจธรรมที่ว่าด้วยสัจธรรมทั้งหลาย  โดยนัยแห่งวิทยาศาสตร์การศาสนา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 เบาะแส “ฆ่าเสี่ยมือถือ” 

 สัจธรรมแห่งชีวิตที่แท้จริงในยุคเทคโนโลยี่ไม่เกี่ยงฐานะ-ชนชั้น

ช่อง  9 

วันเสาร์ที่  2  ธ.ค.  2538   17.30   น. 

 

มั่งมีเงินทองขนาดนี้ก็ยังตายได้ง่าย  ๆ มีสิทธิ์ตายได้เท่าเทียมกัน และกรณีนี้มิใช่เสี่ยเศรษฐีคนมั่งมีมหาศาลรายแรกของสังคมนี้  แต่เป็นรายที่นับไม่ถ้วนไปแล้ว  ทำไม ?  เพราะเทคโนโลยีก้าวหน้าไปและคนทั่ว    ไปก็สามารถที่จะหยิบฉวยใช้เทคโนโลยีนั้นได้ง่าย    นั่นเอง 

 

ฉะนั้น  ชีวิตและความปลอดภัยของคนผู้ใดในสังคม  จึงขึ้นอยู่กับผู้อื่นทั้งหลายที่แวดล้อมพอ    กับที่ต้องขึ้นอยู่กับตัวเราเอง  เหตุการณ์ต่าง ๆ  ที่ร้ายแรงในโลกทุกวันนี้  ได้พิสูจน์ความจริงดังกล่าวนี้มาโดยตลอด  จนแทบจะกล่าวถึงข้อสรุปที่ชัดเจนได้เลยว่า 

 

ฐานะ  ชนชั้น  ตำแหน่งของบุคคลในสังคมทุกวันนี้ไม่ว่าใหญ่หรือเล็กน้อย  แตกต่างกันเพียงใดนั้น  ไม่มีความหมายที่แตกตางกันอย่างใดในด้าน  ความปลอดภัยของชีวิต  เพราะคนทั้งหลายสามารถใช้เทคโนโลยีที่สูงได้โดยง่าย  ฉะนั้น  มนุษย์จึงน่าจะมารำลึกถึงความดีงามว่าแท้ที่จริง  การประพฤติดีงาม  ประกอบด้วยความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์เรานั้นแหละ  จะเป็นสิ่งที่รักษาความปลอดภัยแด่ชีวิตและทรัพย์สินของเราได้ ดีที่สุด  เหตุการณ์ร้ายแรงต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นมาตามลำดับ  ภายในสังคมยุคใหม่ได้บอกได้สอนเรามาไม่ขาดครั้งแล้วครั้งเล่า  เช่นนี้  และนั่นก็คือความจริงของชีวิตที่ว่า  วิถีทางแห่งความสุขนั้นแท้จริง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงิน  หรือฐานะ  หรือตำแหน่งในสังคม  เท่าไรนักเลย  มีวิธีอื่น  และซึ่งเป็นวิธีที่คนนอกศาสนาพุทธ  หรือคนในศาสนาพุทธเองที่ลืมคิดถึงระบบวัฒนธรรมเดิมของสังคมไทย  คาดคิดไม่ถึงว่าวิธีบางวิธีของการดำเนินชีวิตตามระบบวัฒนธรรมเดิมนั้น จักเป็นหนทางนำความสุขอันสูงสุด  ความสุขอันเที่ยงแท้ให้คนได้  นั่นก็คือ 

 

ขอแต่เพียงรู้จัก ศาสนา  และวิถีทางของศาสนาไว้บ้างเท่านั้น  คือไม่จำเป็นต้องไปรู้อะไรมากมาย  ไม่ใช่ว่าจำเป็นจะต้องไปเรียนปริยัติศาสนาให้จบพระไตรปิฏก หรือต้องได้นักธรรมเอก  หรือเปรียญเก้าประโยค  ไม่จำเป็นต้องรู้มากอย่างนั้นเลย  หรือแม้คนที่รู้มาอย่างนั้น  ก็ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องนำสิ่งที่ได้รู้มาปฏิบัติเสียทั้งหมด  เพราะมีเหตุผลอยู่เพียงว่า  เราจะไม่สามารถทำอย่างนั้นได้  อย่างในที่นี้ก็ขอเสนอให้รู้จักคำว่า  “ความเมตตา”  หรือ  “ความกรุณา”  ไว้เพียง  2  คำนี้ก็เพียงพอแล้ว  เพียงพอสำหรับนำตัวเองไปสู่ทุกสิ่งทุกอย่าง  ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นที่สุดของปฏิเวธธรรม  จนถึง  สูงสุดแห่งปฏิเวธธรรม  แห่งศาสนานั้น 

 

เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้ายของวิถีธรรม  (สายหนึ่ง)  เริ่มด้วยความเมตตาและกรุณา  แล้วดำเนินไปโดยตลอดด้วย  ความเมตตาและกรุณานี้  และไปสิ้นสุดลงด้วยความเมตตาและกรุณา  อีกครั้งหนึ่ง  ฉะนั้น  จึงมีบทเพลงแห่งธรรมะกล่าวไว้อย่างสูงล้ำและลึกซึ้งว่า

 

            “ดั่งไฟกับน้ำ                    ที่ผสานเป็นหนึ่งเดียว

             ดั่งต้นกับยอด                  ที่บรรจบกันเป็นอันหนึ่งอันเดียว

             เหมือนฟ้าและดิน             ที่ไร้รหัสแห่งความแตกต่าง”

 

            ดังนี้  เรียกว่า  ความรู้ปรมัตถ์  (เป็นคำที่มีความหมายตามหลักภาษาไทย  ปรม + อัตถ์  = แปลว่าประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่มหาศาล)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ด้วยบารมีศรีวิชัย

ช่อง  5             

คืนวันอาทิตย์ที่  3  ธ.ค.  38 

 

ของ  ดร.สมเกียรติ  อ่อนวิมล  ว่าด้วยเรื่องราวของ  พระครูบาศรีวิชัยนักบุญแห่งล้านนาไทย  มีรายการแสดงสามัคคีธรรมศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ถวายแด่พระครูบาศรีวิชัย  ในการสร้างทางขึ้นยอดดอยสุเทพ  มรณภาพไป  57  ปี  แต่ความดีไม่ตาย  รณรงค์ก่อสร้างอาคารรัฐศาสตร์  ม.เชียงใหม่  จองเหรียญพระครูบาฯ  มีแสดงงานปอยหลวง  คือทำจุลกฐินของชาวเหนือ  ทำให้เสร็จในคืนเดียว  แล้วแห่ไปถวายทอดที่วัดวันรุ่งขึ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 งานสโมสรสันนิบาตถวายในหลวง 

รวมการเฉพาะกิจ

7 ธ.ค.2538

 

ถ่ายทอด  รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาตถวายในหลวง    ทำเนียบรัฐบาล  วันพฤหัสบดีที่ 

รวมการเฉพาะกิจ

7  ธันวาคม  2538  เวลาหนึ่งทุ่มดื่มถวายพระพร  ถึงสามทุ่มเลิกงาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ถ่ายทอดพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 18

รวมการเฉพาะกิจ

วันเสาร์ที่  9  ธันวาคม  2538 ช่อง  11  เวลา  17.20  น. 

 

จากนครเชียงใหม่  ไทย  “The  Land  Full   of  Golden  Culture”  เป็นเจ้าภาพ  สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร  เสด็จแทนพระองค์  ทรงเป็นประธานเปิดงาน   ช่อง  11  ถ่ายทอดการแข่งขันทั้งวัน  มีกีฬาต่าง ๆ  4 รายการคือ  วอลเล่บอลชาย  ไทย-อินโดเนเซีย,  วอลเล่บอลหญิง  ไทย-ฟิลิปปินส์,  รักบี้  ไทย-มาเลเซีย  และบาสเก็ตบอลไทย-อินโดเนเซีย  ซึ่งปรากฏว่าทีมไทยชนะทุกประเภท  ขณะแข่งวอลเล่บอลหญิง  กันสาด  บนห้องถ่ายทอดโทรทัศน์พังลงมา  ไฟดับไปทั้งสนาม  ตั้งนานจึงได้แข่งขันกันต่อเห็นกรรมการชาวมาเลเซียเหลียวสำรวจข้างบนเพดานอยู่หลายเที่ยว  ก่อนให้แข่งขันกันต่อ  คงไม่แน่ใจว่า  เผลอ    จะมีอะไรหล่นลงมาถูกหัวเอา  เวลา  17.20  น.  สมเด็จพระบรมฯ  เสด็จ  และเริ่มพิธีการที่เสียงภาษากลางบอกว่าเป็น  “The  Grand  Opening”  ซึ่งดูแล้วก็ได้เห็นความพยายามของเจ้างานที่จะให้สมคำเช่นนั้นจริง  ๆ และแนวจินตนาการนั้น  น่าชื่นชมเพราะได้บ่งบอกความนึกคิดที่เป็นตัวของตัวเอง  และซึ่งต่อไปควรจะได้เสริมความมั่นใจ  ด้วยการทำงานอย่างมีความเข้าใจ  ในสิ่งที่เราทำอยู่อย่างทะลุปรุโปร่ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ข่าวภาคค่ำ หลวงพ่อคูณไปให้กำลังใจซีเกมส์

12 ธ.ค.  38 

 

 

หลวงพ่อคูณไปให้กำลังใจนักมวยซีเกมส์   ที่เชียงใหม่  ทำน้ำมนต์  และบอกคาถาว่า  “ไชโยไชยะ  ขอให้กูชนะ  ไชยะ  ไชโย”

            ภารกิจของชาติ  ภารกิจของวัฒนธรรม  ย่อมเป็นของอัตโนมัติ  สำหรับผู้รู้ผู้เข้าประตูแห่งธรรมแล้ว หากแต่ผู้ตระหนี่  เห็นแก่ตัว  จะรู้ภาระเหล่านี้ก็หาไม่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ข่าววิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

เช้าวันที่  15  ธันวาคม  2538 

 

การประชุมระหว่างผู้นำกลุ่มประเทศอาเซียน  ไทยเวียดนามพบปะกันก่อน  เรื่องเวียดนามขอให้ผู้ชราภาพเวียดนามในไทย  กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเมืองนอนบ้าง  ไทยจะให้สภาความมั่นคงแห่งชาติคัดเลือก  เปิดประชุมช่วงเช้า  เข้าเฝ้าในหลวงช่วงบ่าย  ค่ำเลี้ยงภัตตาหารที่  ทำเนียบรัฐบาลไทย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 บทแทรกบทที่ 5
ยุคน้ำท่วมโลก

 

 

 

โลก คน หรือมนุษย์  คือสิ่งที่ไม่รู้จักตัวเองว่าคืออะไร

 

เมื่อโลกหมุนไป หรือเดินทางไป โลกจึงมิได้รู้ว่าตนเดินทางไปไหน

 

แต่สัจธรรมบอกว่า  คนนั้น แท้จริง ล้วนแต่ดิ้นรนไปในทางที่ทำลายตัวเอง  แม้ว่าโดยปกติคนมีสมบัติประจำตัวอยู่แล้ว คือ ทุกข์   แต่คนมิได้เพียรคิดขจัดทุกข์นี้  มีแต่เพียรเพิ่มทุกข์ให้ตัวเองไปเร่อย ๆ  นับตั้งแต่เกิดมาตราบอวสานแห่งชีวิต   คนจึงเป็นสิ่งที่น่าสมเพชและน่าสงสาร เพราะเหมือนงมไปในความมืด และดัรับทุกข์เวทนาเพราะเหตุนั้นเป็นอันมาก

 

ยุคโลกาภิวัตน์ จึงเป้นยุคแห่งความทุกข์อันมากมาย  หรือกล่าวแบบภาษานักวิชาการก็คือ  มีปัญหาด้านต่าง ๆ มากมายและหนักหน่วง   การดิ้นรนเพื่อให้พ้นปัญหา โดยวิสัยโลกจึงเป็นการดิ้นรนไปสู่กามทั้งสิ้น   จึงมีการสร้างกามขึ้นมามากมาย  และมนุษย์ก็พากันหลงว่ากามเป็นเครื่องดับทุกข์  และพากันแสวงหากามบริโภค เป็นยุคนิยมกามบริโภค   แต่แท้ที่จริง นั่นแหละบอกเราว่า โลกแก้ปัญหาไม่ตรงจุด   การดิ้นรนของมนุษย์ตลอดมาจึงเป็นกระบสนการเพิ่มทุกข์ขึ้นในสังคมและโลกไปเรื่อย ๆ   ไม่เคยมีปัญหาใดที่มนุษย์แก้ได้  มีแต่เพิ่มปัญหาขึ้นไปเรื่อย ๆ  เมื่อทุกข์เพิ่ม กามก็เพิ่ม  เมื่อกามเพิ่ม ทุกข์ก็เพิ่ม   เป็นวงจรแห่งความหลง ความงมงาย  และความหลอกลวงไปเช่นนี้

 

ต่อไป เมื่อใด  กาลใดกามเริ่มแห้งแล้ง หรือขาดแคลนไป  ทุกข์อันยิ่งใหญ่ก็จะท่วมท้นเข้ามา  เหมือนน้ำท่วมโลก   ก็จะเกิดผลขึ้นมาเหมือนน้ำท่วมโลก นั่นเอง 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 Nation  News  Talk

ช่อง  9 

วันที่  15  ธันวาคม  2538  21.30 น

 

วลาสามทุ่มครึ่ง  เรื่องการประชุมผู้นำกลุ่มอาเซียน  7   ประเทศ  ที่ประเทศไทย  เตรียมรัก  อีก  3  ประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิก  พม่า  ลาว  และกัมพูชา  วันนี้เปิดประชุม  พรุ่งนี้อีกสามประเทศจะมาร่วมประชุมด้วยเป็น  10  ประเทศ  เรียกว่า  การประชุมสุดยอดอาเซียน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 การประชุมสุดยอดอาเซียน

โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย  ช่อง  9

วันที่  15  ธ.ค.  2538  เวลา  18.20  น. 

 

รายการ   5th  Asian  Summit  อสมท.  ปิด  พิธีปิดการประชุมสุดยอด  การประชุมสุดยอด  การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน  ครั้งที่  5  ที่โรงแรมโอเรียลเต็ล  สนธิสัญญาว่าด้วยเขตปลอดอาวุธในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ยังไม่ได้รับคำรับรองจากมหาอำนาจ  มี  7  ชาติ  7  ผู้นำ  10  ชาติ  11  ผู้นำ  (กัมพูชา  2)  วัน  14-15  ธันวาคม  2538  ความมุ่งหมายที่จะให้อาเซียนเป็นเรื่องของอาเซียนโดยเฉพาะ  เริ่มมาจากปฏิญญากรุงเทพ  28  ปีที่แล้วประชุมครั้งที่  1  ครั้งที่  5  กลับมากรุงเทพ  นายกบรรหารให้สรุปต่อสื่อมวลชนในและต่างประเทศ  กว่า  1,000  คน  เวลาประมาณ  18.30    ผลใกล้    รูปแบบยุโรปแล้ว   กัมพูชา  พม่า  และลาว  รวมเป็น  10  ประเทศ  มุ่งไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียว  ให้มีความรักต่ออาเซียนมากขึ้น  มีการต้อนรับอย่างสมเกียรติ  ประชุมนอกรอบ  ลงนามเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์  ทำอย่างไรจะพบกันบ่อยได้  ตกลงประชุมนอกรอบในแต่ละปี  ในเดือนธันวาคม   เริ่มที่อินโดเนเซียปีหน้า  จีน  รัสเซีย  ส่งหนังสือมาชมบรรหาร  การประชุมเอเชียยุโรปเดือนมีนาคม  ปีหน้า  อาจดึงจีนมาหลังครบทุกประเทศ  ลาว  พม่า  กัมพูชา  เข้าแล้ว  เขตการลงทุนเสร็จเสรีอาเซียน  ขณะประชุม  กลุ่มสมัชชาคนจน  ยื่นหนังสือนายก  อยากให้แก้ปัญหาความยากจน  นายบำรุง  คะโยธา  หัวหน้า  ชุมนุม  4  ชม.  ครึ่ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ข่าวปิดการประชุม

โครงการวิจัยจุฬาภรณ์  ที่โรงแรมแชงการิลลา  วันที่  15  ธ.ค.  38

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  อาเซียนเกมส์ บอลชิงชนะเลิศ  ไทย-เวียดนาม 

ช่อง  9 

วันเสาร์ที่  15  ธันวาคม  2538 

 

สนาม  700  ปี  เชียงใหม่  สองทุ่มเศษ     ไปถึงสี่ทุ่ม  17  นาที  ไทยชนะ  4-0

 

พีเพิ่ลทูไนท์

ต่อบอลซีเกมส์  สัมภาษณ์  เจมส์บอนที่โตเกียว  แล้วตะลุยราตรีญี่ปุ่น  สัมภาษณ์คุณเกษณี  ปิ่นทอง   เจ้าหน้าที่ศูนย์  Help  ที่นั่น  คอยช่วยเหลือผู้หญิงไทยมีปัญหา  แล้วมาถึงรายการเพชร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 พิธีปิดซีเกมส์

โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ

วันอาทิตย์ที่  17  ธันวาคม  2538  เวลา  17.00  น. 

 

เป็นต้นไป  ถึงเวลาประมาณ  19.30  น.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการเช้าวันนี้ แนะนำเทศกาลคริสตามาส

ช่อง  5 

เวลาเช้าตรู่  วันอาทิตย์ที่  24  ธันวาคม  2538 

 

เชิญครอบครัวคริสต์ไทยครอบครัวหนึ่ง  มาออกอากาศ  เพื่อการแนะนำเทศกาลคริสต์มาส  25  ธ.ค.  38  เป็นครอบครัวคนหนุ่มประกอบด้วยบิดามารดาและบุตรชาย  บุตรสาว  รวมเป็นสมาชิก  5  ด้วยกัน  ร้องเพลงโชว์  ร้องเพลงตามคำขอ  เช่น  เพลงวันเกิด  ในเนื้อเพลงเหล่านี้  มีเพลงสังคม  เพลงสรรเสริญพระเจ้า  เช่นเพลง  พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่  เพลง  Happy  Birthday  To  You เพลงซันตาคลอส  เพลงจินเจอร์เบล  เป็นต้น  สังเกตว่าเมื่อพูดถึงพระเจ้าคำว่า  ยิ่งใหญ่  นั้นเป็นคุณนามที่จำเป็นสำหรับคนผู้เริ่มต้นเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้า  แต่แท้จริงแล้ว  พระเจ้านั้นปราศจากตัวตน  ไม่ควรมีคำว่า  ยิ่งใหญ่  ในพระเจ้า  หรือบรรยายคุณลักษณะของพระเจ้า  เพราะ  ยิ่งใหญ่โดยปรมัตถ์แล้วหมายถึง  “อัตตา”  ถ้าเราพูดว่า  พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่  ก็หมายความว่า   พระเจ้านั้นเต็มไปด้วยอัตตา  นั่นเอง  ในศาสนาพุทธ  อัตตา  เป็นสิ่งขวางกั้นไม่ให้เจริญปัญญาสูงสุด  เป็นตัวต้นตอแห่งอวิชชา  ศาสนาพุทธมีคำว่า  พระเจ้าเหมือนกัน แต่เป็นพระเจ้าที่ไม่มีตัวตน  (ไม่มีอัตตา)  ไม่ใช่พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่  (ขอได้โปรดศึกษาจากข้อเขียนของท่านพุทธทาสภิกขุ)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รายการพุทธประทีป อธิบดีกรมที่ดินมาบอกอุบายสงบใจ

ช่อง  5

30 ธันวาคม 2538

 

อุบายสงบใจ  กรรมฐาน  กับ  วิปัสสนากรรมฐาน  พระเป็นผู้เทศน์ส่วนอุบายสงบใจในการทำงาน  เอาอธิบดีกรมที่ดิน  มาบอกอุบายสงบใจ  ถามนำไปก่อนว่า ทำงานด้วยจิตว่างตามคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ  ช่วยอุบายสงบใจได้เพียงใด   สิ่งที่น่าคิดก็คือว่าท่านอธิบดีท่านได้ประโยชน์จากธรรมอย่างไร  ?  จะเอาธรรมไปช่วยแก้ปัญหาระบบหรือระเบียบราชการกรมที่ดินได้อย่างไร  ?  ทำไมเรื่องที่ดินจึงมีปัญหามากมายเหลือเกินในการติดต่อขอบริการจากหน่วยงาน  ประชาจะเอาธรรมไปช่วยแก้ปัญหาระบบหรือระเบียบราชการกรมที่ดินได้อย่างไร  ?  ทำไมเรื่องที่ดินจึงมีปัญหามากมายเหลือเกินในการติดต่อขอบริการจากหน่วยงาน  ประชาชนผู้มีปัญหาเกี่ยวกับที่ดิน   จะสามารถบอกได้ทุกคนว่าการติดต่อราชการกรมที่ดินเรื่องที่ดินนั้นยากลำบากและอืดขนาดไหน  ธรรมอะไรช่วยได้บ้าง  ?  ความจริงท่านผู้รู้ท่านมักจะเน้นว่า  การปฎิบัติธรรม  แท้จริงก็คือการดำเนินวีถีชีวิตปกติประจำวันไปให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น  นั่นเอง  กรมที่ดินน่าจะเป็นแดนที่ปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้น  เอาจริงเอาจัง  ได้ผลธรรมมาก  ก็เนื่องจากภาระไหน้าที่ของกรมที่ดินนั้นมาก  และมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ควรพัฒนาไปให้ถูกธรรมถูกความดีความงามมากยิ่งขึ้น  นี่แหละเรียกว่าการปฏิบัติธรรม  เมื่อเราปฎิบัติหน้าที่ของเราเป็นผล  สามารถช่วยผู้อื่นได้สำเร็จเด็ดขาด  ความสงบใจก็เกิดมีขึ้นมาเอง  ฉะนั้นอุบายสงบใจ  หรือกรรมฐานที่สำคัญยิ่งก็คือ  ปฏิบัติหน้าที่เราให้ดี  ให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น  อย่าเห็นแก่ตัว  อันเป็นหลักธรรมดา    ในชีวิตประจำวันที่มีอยู่เป็นอยู่ง่าย    นี่เอง  และการทำประโยชน์ให้ประชาชนในส่วนรวมได้อย่างมหาศาลนั่นแหละคือ  บุญมหาศาล ทำได้ในหน้าที่การงานกรมที่ดินนี่เอง อย่าให้ประชาชนผู้เดือดร้อนเขาน้ำตากระเด็นเมื่อไปติดต่อกรมที่ดิน  หรือเรื่องราวเกี่ยวแก่ที่ดิน  ก็เท่ากับปฏิบัติธรรมอย่างประเสริฐแล้ว  และถ้าไม่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตเช่นนี้แล้ว  จะปลีกตัวไปปฏิบัติธรรมอะไร  เช่นไปนั่งหลับตาทำสมาธิ์อยู่กลางป่า  ได้  ชั้น ระดับไหน  ก็ตาม  ก็จะกลายเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลไปทั้งหมด  และก็จะไม่มีผลอะไร  ไม่มีปฏิเวธ  เกิดขึ้นเพราะบาปใกล้หรือในตัวตนไม่ชำระเสีย  หน้าที่ที่พึงทำเป็นเหตุผลเดือดร้อนของคนอื่นท่วมตัวมหาศาลอยู่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รวมพลังสื่อศิลปินอาสาเมตตาเอดส์ มุสลิมไทยว่าไทยประหลาด  

วันเสาร์ที่  30   ธันวาคม  2538 

เวลา  08.00  น. 

 

คุณหญิงสุวัฒนา  เพชรทองคำ  ตัวแทนมุสลิมพูดแทนศาสนาอิสลาม  ว่าไทยเป็นประเทศประหลาดที่สุดในโลก  ตัวแทนคริสต์ศาสนา  อาจารย์สุรชัย  วุฒิอุดมโลก  ว่ามนุษย์มีอายุอยู่เพียง  30,000 วัน  ควรรีบทำความดีต่อพระเจ้า   พระเจ้าให้รักมนุษย์  พระเจ้าว่าสมบัติทั่วโลกก็ไม่เท่ากับหนึ่งชีวิต  คนสวยขึ้นกว่าแต่ก่อน ผู้หญิงมีเหตุผลในการนุ่งสั้น  แต่เมื่อนุ่งสั้นแล้วผู้ชายก็มีอารมณ์  ศ.ร.อ.น.พ.  ชัยยันต์  กัมปนาทแสนยากร  ว่าขณะนี้มีผู้ติดเชื้อ  700,000  (แสน)  คน  อ.สายฤดี  วรกิจโภคาทร  ว่ารายการต่าง    ที่เกี่ยวข้องสามารถช่วยงานนี้ได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 รักลูกให้ถูกทาง

  ฉัตรชัย  เปล่งพานิช  สง่า  อารัมภีร์  ศิลปินแห่งชาติ  สมชัย  ทรงฤทธิ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  • จบเฝ้าดูฯพ.ศ.2538
  • ต่อเฝ้าดูฯพ.ศ.2539

 

 

 

 จาก

เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พุทธศักราช 2537-38-39

แผนงาน:   แผ้วสังคมด้วยธัมมะ (ผสธ)

ของ พระพยับ ปญฺญาธโร (พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถสาม)

อดีตเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ

วัดมหาพุทธาราม ถนนขุขันธ์ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ  33000

ดำเนินการโดย  คอมพิวเตอร์แมน และ บูดามี

 

 




เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว

เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว ระหว่างเดือน เมษายน 2553 - ปัจจุบัน
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว ระหว่างเดือน เมษายน 2553 - ปัจจุบัน
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว ระหว่างเดือน ก.พ.- 22 เม.ย.2553
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้วระหว่าง ก.ย.2552 - ก.พ. 2553
เฝ้าดูฯ มิ.ย.-ก.ย.2552
เฝ้าดูฯม.ค.-มิ.ย.2552
เฝ้าดูฯธ.ค.2551
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้วพ.ศ.2551 ภาคปลายปี ก.ย.- ธ.ค.2551
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้วพ.ศ.2551 กลางปี
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2551 ต้นปี
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2549-2550
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2546-2548
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2543-2545
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2542
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2541
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2540
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2539
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2537
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2536
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว หน้าโฮมเพจ article
Headline



Copyright © 2010 All Rights Reserved.