ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พ.ศ.2540 - 2559
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 1
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 51
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 52
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 53
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 54
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 55
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
Buddhism How? บันทึกของนักปฏิบัติธรรมผู้ถวายชีวิตพิศูจน์สัจธรรมพุทธให้รู้แจ้งเห็นจริงถึงระดับมรรคผลนิพพานแท้
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
bulletศึกษาโลกลี้ลับ 26
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว วิเคราะห์ทุกปัญหาในโลกมนุษย์ด้วยสติปัญญาและเหตุผลวิทยาศาสตร์จากนสพ.ดี
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletประวัติการต่อสู้เพื่อการดับทุกข์ ของพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์ แนวปฏิรูปคณะสงฆ์อยู่ในบทวิเคราะห์นี้แล้ว
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา แนวคิดศาสนาสำหรับคนยุคใหม่ ผู้ก้าวผิดทางไปสู่สิ่งไร้สาระโดยไม่รู้ตัว
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ของฟรีให้เปล่ามา20ปีแล้วทั้งเอกสารและอินเทอเนท
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา เราทำเพื่อปัญญาชนโดยแท้
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่1-3


มงกุฎมาลีรัตนะแห่งองค์พระอรหันต์เจ้า

 

 

 

 

 

 มงกุฎมาลีรัตนะแห่งองค์พระอรหันต์เจ้า

·       โดยจักร สุธาธรรม

 

 

(1)

 

" พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า นกเอ๋ย เจ้าจงบินไป นกก็บินไปจากพระหัตถ์ของพระองค์ ตั้งแต่วันนั้นสืบมาจนถึงทุกวันนี้ นกประเสริฐตนนั้นก็ยังคงเที่ยวไปอยู่ แต่ยังไม่มาถึงเรา"

 

     ประโยคการสนทนาเรื่องของนกวิเศษที่บินออกไปจากพระหัตถ์ขององค์พระบรมศาสดาเหล่านี้

เกิดขึ้นในคฤหาสน์โบราณคร่ำคร่าหลังหนึ่ง อยู่ในเนื้อที่กว้างใหญ่ แวดล้อมไปด้วยหมู่ไม้สูงใหญ่ มีเถาวัลย์พันเลื้อยไปตามธรรมชาติของป่าดั้งเดิม

     คนผู้ชราภาพ มีร่างกายผ่ายผอมจนเส้นเอ็นและกระดูกปรากฏขึ้นทั่วทั้งตัว แขนสองข้างที่วางขนาบลำตัว เหมือนท่อนกระดูกวางไม่กระดุกกระดิก ใบหน้าซูบผอม กระบอกตากลวงลึก ร่างนั้นนอนอยู่บนเตียง มีเสื่อหวาย และผ้านวมผืนใหญ่รอง มองเผิน ๆ คล้ายคนล้มป่วย หากแต่แท้จริงเป็นเพราะความชราภาพ และขณะนี้เขากำลังใกล้ถึงกาลที่สังขารจวนจะแตกดับลงเพราะความผุกร่อนแล้ว

     อีกคนหนึ่งเป็นชายหนุ่ม รูปร่างดี แข็งแรง มีธาตุผสมระหว่างความทรหดกับความอ่อนโยนที่ปรากฏทางประกายตา ทว่าชั่วขณะนั้น ผู้ชราภาพพลันมีรอยยิ้มที่ริมฝีปาก ดวงตาแจ่มใส มีลำแสงแห่งจิตวิญญาณเจิดจ้าขึ้น เพียงดังว่าดาวเรืองแสงสุดท้ายก่อนจะหลุดร่วงจากฟากฟ้า

 

    "สิ่งสุดท้ายที่พ่อจะให้เจ้า เสมือนเป็นพินัยกรรมของพ่อ" เสียงนั้นแผ่วออกมา

    "ประการที่ ๑ เงินในบัญชีธนาคารของตระกูลเราทั้งหมด และสมบัติทั้งหลายให้เจ้าจงคุ้มครองไว้ เพื่อใช้ประโยชน์แด่งานการพระพุทธศาสนา เมื่อถึงเวลาอันควร ประการที่ ๒ เจ้าจงตั้งใจประพฤฒิคำสอนของพ่อโดยเคร่งครัดสม่ำเสมอ อย่าได้ขาด อย่าให้เกิน ประมาณปี พ.ศ.๒๕๗๕ หรืออีกประมาณ ๒๐ ปีนับจากนี้ไป เจ้าจงออกบวช ถือเพศพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา แต่ก่อนที่เจ้าจะออกบวช เจ้าจะต้องเขียนหนังสือขึ้นมาก่อนเล่มหนึ่ง ชื่อว่า มงกุฎมาลีรัตนะแห่งองค์พระอรหันต์เจ้า ลูกเอ๋ย เจ้าจะต้องเขียนหนังสือเล่มนี้ให้เสร็จลงก่อน จึงจะออกบวช ได้ จำไว้"

 

     ผู้ชราภาพหลับตาลงด้วยความเหนื่อยอ่อน ร่างกาย ที่ดูฟู ๆ อยู่ ก็แฟบลงไป แท้ที่จริงเป็นแต่เพียงร่างที่เหลือแต่กระดูก ทว่าสายตาอีกคู่หนึ่งของชายหนุ่มกลับเปล่งประกายกังวล ชั่วขณะใหญ่ต่อมา ชายหนุ่มเอื้อมมือไปรอที่จมูก สัมผัสเพียงลมรวยรินเข้าออก อันบ่งบอกถึงชีวิตที่ยังอยู่มิทันจากไป

 

    "พระคุณพ่อขอรับ พระคุณพ่อขอรับ" เขาเอ่ยเบา ๆ พยายามให้น้ำเสียงนุ่มนวลที่สุด สายตาจับที่ใบหน้าผู้ชราภาพ "เรื่องการบวช เกล้ากระผมพอจะรับคำพระคุณพ่อได้หรอกขอรับ เรื่องอื่น ๆ ก็เหมือนกัน หากแต่เรื่องหนังสือมงกุฎมาลีรัตนะแห่งองค์พระอรหันต์เจ้านั้น เกล้ากระผมมิได้มีภูมิปัญญา จะเขียนได้อย่างไร พระคุณพ่ออย่าให้เกล้ากระผมรับคำในเรื่องนี้เลยขอรับ"

    "เจ้าอย่าวิตกเลย ลูกเอ๋ย ขอเพียงเจ้าตั้งใจปฏิบัติบำเพ็ญธรรมไปตามวิถีทางไตรสิกขาที่ พ่อสอนเจ้า" เสียงพ่อบอก " เมื่อถึงเวลาเจ้าก็จะเขียนได้เองภายใน ๒๐ ปีข้างหน้า"

     พ่อย้ำ พยายามเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง คล้ายว่ายังสั่งความสำคัญไม่ครบถ้วน เพ่งดูที่ใบหน้าของชายหนุ่มนิ่งอยู่ครู่ใหญ่

    "พ่อยังมีเรื่องต้องสั่งเจ้าอีกหลายประการ จงตั้งใจฟังให้ดี นี่เป็นประการที่ ๓ พ่อเฝ้าคอยมาจนถึงวันนี้ วันที่พ่อมีอายุได้ ๑๖๐ ปี ๔ เดือน กับ ๒๕ วัน ก็เพราะความปรารถนาอยู่ประการเดียวคือได้เห็นนกประเสริฐตนนั้น ลูกเอ๋ย นกตนที่บินออกไปจากพระหัตถ์ของพระบรมศาสดาตนนั้น แต่ก็หาได้พบนกตนนั้นไม่ ฉะนั้น เจ้าจะต้องดูแลทำนุบำรุงบึงใหญ่ที่พวกนกทั้งหลายมาเล่น ดูแลไร่นาสวน และโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหลายให้จงดี และจะต้องเลี้ยงดูพวกนกเหล่านั้นสืบต่อไป จนกว่านกฟ้าตนนั้น จะแวะเข้ามา จงดูแลทะเลสาป จงเที่ยวไปดูฝั่งทะเลและบริเวณอุทธยานพุทธเกษตร ลูกเอ๋ยหากพระพุทธศาสนาขององค์สมณโคดมจะฟื้นขึ้นมาในยุคนี้ จะมีปรากฏการณ์ชี้บอกเป็นพิเศษให้เห็นแก่คนทั้งหลาย" พ่อหยุดพักเหนื่อยชั่วอึดใจหนึ่ง

    " ประการที่ ๔ เมื่อพ่อหลับตาลงสนิท ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ เจ้าจงห่อร่างของพ่อด้วยผ้าผืนนี้ จงมัดตราสังข์เป็น ๓ เปลาะ จงมัดมือขึ้นพนมบูชา พร้อมด้วยดอกบัว ๑ คู่ เทียน ๒ ดอก และธูปหอม ๓ ก้าน ที่เตรียมไว้แล้วนั่นอย่างไร !! แล้วจงเอาศพพ่อขึ้นบนรถเข็นนั่น !! ขนศพพ่อไปสู่อุโมงค์ ขอให้พ่อนั่งในโกศใหญ่ในท่านั่งพนมมือบูชาอยู่เช่นนั้น ครบถ้วนเวลา 7 วัน จึงเข็นศพออกมา เอาขึ้นเผาบนเชิงตะกอน กระดูกและฝุ่นผงใดใด อย่าเอาธุระเลย จงกวาดลงในหลุม แล้วกลบเสียให้ซากทั้งหมดของพ่อกลืนหายไปกับแผ่นดินเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับแผ่นดินตลอดกาล"

 

     คล้ายว่าพอใจแล้ว ดวงตาทั้งคู่ฉายประกายอิ่มเอิบ มีแววเคลิ้มฝันเลื่อนลอยไปไกล ชั่วขณะต่อมา มีเสียงลอดออกมาอีกครั้งหนึ่ง แผ่วเบาเพียงจักเหือดหายไปกับอากาศ

    " ลูกเอ๋ย !! จงดูพ่อเป็นตัวอย่าง ชีวิตนี้มิได้มีสาระแก่นสารอะไรมีแต่ความทุกข์สุก ๆ ดิบ ๆ เกิดมาเพื่อแก่ชรา แล้วในที่สุดตายไป ก็เท่านั้นเอง ลูกจงทำชีวิตให้เป็นสาระเถิด ด้วยการบำเพ็ญศาสนธรรมแห่งโพธิวงศ์พุทธเจ้า จงเข้าร่วมในโพธิวงศ์อันประเสริฐลูกเอ๋ย !! แต่พ่อเองแสนเสียดาย เสียดาย พ่อตาย มิได้เห็นสุสานพระอรหันต์ เสียดายที่รอคอยมาถึง ๑๖๐ ปี แต่มิได้ยินเสียงนกการะเวกฟ้า ฉะนั้น ลูกจะต้องสืบสานความฝันที่คั่งค้างของพ่อ ลูกเอ๋ย พ่อปั้นเจ้าขึ้นมาให้แข็งแรงแกร่งกล้า เพื่อที่ ลูกจะต้องเดินทางไกล เมื่อก่อนเจ้าตายลงในเพศของภิกษุสงฆ์ผู้สาวก จงไปสู่สุสานพระอรหันต์ ในอุทธยานพุทธเกษตรพู้น ถ้าเจ้าทำได้ดังนั้น ลูกเอ๋ย ชื่อว่าลูกกตัญญู วิญญาณของพ่อรู้ก็มีความสุข"

 

     ดูเหมือนจะเป็นปัจฉิมโอวาท สายตาที่ดูอิ่มเอิบกลายไปเหมือนมีม่านหมอก สลัวและซีดขาว ม่านชีวิตเตรียมจะปิดลงในบัดนี้แล้ว พลันทันใดนั้น เปลือกตาเปิดออก มีประกายแจ่มใสขึ้นมาอีกครั้ง คล้ายรำลึกเรื่องสำคัญที่สุดขึ้นมาได้

 

    " ทำบุญพระสงฆ์สักหมื่นรูปนะลูกนะ และอย่าลืม ลูกเอ๋ย อย่าลืมเรื่องนกฟ้าตนประเสริฐนั้น เธอคือนกที่บินออกมาจากพระหัตถ์ขององค์พระบรมศาสดา วันหนึ่ง เธอจะต้องมาเยี่ยมเยียนเราบ้าง และนั่นหมายถึงสัญญาณว่าหมู่พระอริยบุคคลทั้ง ๘ จักหวลกลับคืนมาสู่มนุษย์โลกนี้ นกแห่งสวรรค์นั้นจะนำทางมาแห่งพระอริยบุคคลทั้งหลาย นับแต่องค์ประเสริฐโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี ถึงองค์บริสุทธิ์บริบูรณ์คือองค์อรหันต์ทั้งหลาย แล้วก็มาถึงความเจริญรุ่งเรืองสุดขีดอีกครั้งหนึ่งของบวรพุทธศาสนาในโลกนี้ ลูกเอ๋ย เพราะเหตุนั้น มรดกทั้งสิ้นของพ่อ เจ้าจงตระเตรียมเอาไว้เพื่อการบำรุงพระพุทธศาสนา สนองงานของหมู่อริยสงฆ์เจ้าทั้งหลายที่จะมา........นะโม ตัสสะ.... "

 

 

     สิ้นเสียงสั่ง สิ้นเสียงอำลา ตาคู่นั้นก็ปิดลง ลมชีวิตออกไปจากร่าง

     เสียงกระดิ่งก้องกังวาลไปทั่วคฤหาสน์ เสียงแตรบอกสัญญาณเข้านอนเจื้อยแจ้ว คนทั้งหลายต่างพากันเข้ามายืนสงบอยู่ข้างเตียงนั้น ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นในการจากไปของผู้ชราภาพ พวกเขาได้พากันจัดการศพผู้ล่วงลับตามคำสั่งไม่ผิดเพี้ยน และศพผู้ชราภาพนั้นถูกฝังไว้ในอุโมงค์ใหญ่เป็นเวลา ๗ วัน จึงนำขึ้นเชิงตะกอน เผาซากจนมอดไหม้กลายเป็นฝุ่นธลี กลบฝังคืนสู่ดินไปชั่วนิรันดร

 

 

 

(2)

 

    ถนนสายนั้น เป็นถนนที่รัฐบาลยุควิสัยทัศน์สมบูรณ์บรรจงสร้างเพื่อนำไปสู่สถานทัศนียภาพที่สำคัญแห่งหนึ่ง ของประเทศ มีความยาวเหมือนงูเลื้อย ขึ้นลงไปตามเนินและหุบเขาระหว่างทางที่ร่มรื่น และทิวทัศน์เขียวนุ่มตา มีทั้งภูเขา แม่น้ำ ป่า และท้องทุ่งนาเป็นระยะ ๆ

     รถสปอร์ตสีแดงเพลิงคันนั้นแล่นไปด้วยความเร็วพอประมาณ ดูไม่รีบเร่ง หากแต่ค่อยแซงรถคันอื่น ๆ ขึ้นหน้าไปคันแล้วคันเล่า อันบ่งบอกฝีมือของคนขับที่ชำนาญ กระนั้นดูเหมือนจะบอกว่ารถได้แล่นไปเรื่อย ๆ ปราศจากความกังวลใจใด ๆ เป็นการท่องเที่ยวไปในเส้นทางที่มีความสุข

     คนที่ทำหน้าที่ถือพวงมาลัยเป็นชายหนุ่ม รูปร่างสง่างาม ท่าทางแข็งแรง ส่วนผู้ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เป็นหญิงสาว ในชุดแต่งตัวแบบหญิงไทยทันสมัยเปี๊ยบ ทั้งคู่มีเรื่องคุยกันเบา ๆ มาตลอดทาง ไม่ผิดหรอกทั้งคู่มีความสนิทสนมเกินกว่าจะเป็นเพียงเพื่อน

     ครั้นแล้ว ถนนสายนั้นก็ลดระดับลงจากเนินเขา เข้าสู่ที่ราบลุ่มอันกว้างใหญ่ และโล่งสุดลูกหูลูกตา

 

 

     "ทราบมาว่าประมาณ ๒๐ กิโลเมตรข้างหน้า จะมีสะพานข้ามแม่น้ำ ทางซ้ายมือจากสะพานนั้น จะมีถนนสายเล็ก ๆ ไปสู่ทะเลสาป แล้วเลยไปถึงบึงใหญ่ ที่นั่นมีนกมากมาย นกนางนวล นกเป็ดน้ำ นกยางขาว และแม้กระทั่งหมู่นกเขามาอาศัยอยู่ ที่นั่นแหละที่เราจะเข้าไป" เสียงของฝ่ายชายหนุ่มเอ่ยขึ้น พลางสังเกตปฏิกริยาที่ใบหน้าของหญิงสาว

     "ตรงที่ฉันเห็นในความฝัน คล้ายอยู่บนสันเขา มีลำธารละอองหมอกบาง ๆ เลื่อนไหลผ่าน ข้างล่างเป็นทะเลสาปสีน้ำเงินสงบ เห็นหมู่หงส์ขาวบินอยู่ลิบ ๆ ที่ขอบฝั่งข้างไกลพู้น และยังมี ......" หญิงสาวทิ้งคำพูดเอาไว้แค่นั้น

    "มีอะไร ? บอกมาเถิด เราใจกว้างขวางพอเสมอ บอกได้ทุกอย่าง ไม่ต้องเกรงใจ เพราะเราเป็นนักกีฬา เราเป็นแชมเปี้ยนรถแข่งแห่งยุโรป สูตรฟอร์มูล่าวันคนล่าสุด เธอก็รู้ เพราะเธอคือเทพธิดาในดวงใจของเราตลอดเวลาที่ทำการแข่งขัน"

    "มีผู้ชายคนหนึ่ง ยืนอยู่ที่ฝั่งทะเลสาปด้านนู้นด้วย ......."

    "วิปลาสละซี ถ้าเธอเห็นคนยืนอยู่ฝั่งข้างนู้น คน ๆ นั้นจะต้องโตเป็นยักษ์ ไม่ใช่คนแล้ว"

    "เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ฉันเห็นผู้ชายคนนั้นโตใหญ่ปานมหายักษ์ ......"

    "แล้วสิ่งที่เธอต้องการจะเห็นจริง ๆ ในความจริงนั้น แท้จริงคืออะไร ทะเลสาป บึง หมู่นก หรือ คน ....ผู้ชายในความฝัน ?"

    "ฉันบอกไม่ถูกหรอกว่าฉันต้องการพบต้องการเห็นอะไร เพียงแต่ฉันรู้สึกว่ามีอำนาจดึงดูดใจอย่างหนักหน่วง ให้ฉันไปสู่สถานที่นั้น สถานที่ปรากฏในความฝันนั้น"

    "เธอเชื่อเรื่องบุพเพสันนิวาสคือความรักที่สืบเนื่องมาแต่ชาติก่อน ๆหรือ?"

    "ก็คุณแม่ฉันเป็นโหราจารย์ เชื้อสายของฉันสืบมาจาก พระยาโหราจารย์แจ่มแจ้งวิทยาโหร ในราชสำนักล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 เจ้าของล๊อคปฏิทินดาราศาสตร์ที่ตกทอดมาถึงตระกูลของฉันในปัจจุบันนี้" เธอเน้นคำว่า พระยาโหราจารย์แจ่มแจ้งวิทยาโหร

    "ถ้างั้นเธอก็คงรู้แล้วซี ว่าเราคงไม่ใช่เนื้อคู่ของเธอ ลองบอกไปให้ชัดเจนซิว่าผู้ชายในความฝันนั้น มี รายละเอียดของบุคลิกภาพอย่างไรบ้าง ?"

    "คุณอย่าเพิ่งคิดมากไปเลย ฉันได้ให้สัญญาคุณไว้แล้วว่า หากการท่องเที่ยวของเราในฤดูกาลนี้เสร็จสิ้นลงโดยมิได้ไปสัมผัสสถานที่ และความรู้สึกอย่างที่ได้รู้สึกในความฝันแล้ว ฉันจะขอมอบตัวให้แด่คุณคนเดียว ทั้งกายและใจอันบริสุทธิ์"

    "จะประสงค์ไปทำไม ถ้าเป็นเพียงการเสแสร้งเท่านั้น" เสียงของชายหนุ่มฟังหมางเมินและห่างไกลในความรู้สึก

    "ภราดรคะ เราคบกันมากี่ปีแล้วนี่คะ เฉพาะในประเทศอังกฤษก็ร่วม ๔ ปีเข้าแล้ว แต่ทำไมหนอดิฉัน จึงไม่ได้มีความรู้สึกต่อคุณ อย่างที่ผู้หญิงคนหนึ่งพึงรู้สึกต่อชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติ ฐานะ วิชา การ และความเป็นลูกผู้ชายทุกประการเลย !?"

    "อย่าห่วงเลย ความรักพัฒนาการไปอย่างไรเล่าคุณเอ๋ย บางทีความพยายามของเรายังน้อยเกินไป ยังไม่ถึงขั้นที่เธอจะนึกสมเพชเวทนาสงสารเราก็เป็นได้ แต่ถ้าสิ่งนั้นยังไม่เกิดขึ้นในจิตใจอันละเอียดอ่อนของเธอ เราก็ขอรอ รอ รอ ต่อไป จนถึงที่สุด"

    "โอ ! ภราดร ฉันบอกคุณกี่ครั้งแล้วเทียวว่า อย่าห่วงฉันเลย เพราะฉันมิได้มีความรู้สึกต่อคุณในด้านนั้นเลย แม้แต่นิดเดียว ในชาติปางก่อน คุณคงเกิดเป็นพ่อของฉันละกระมัง พยายามแล้วก็พยายาม เปล่า นี่ก็ผ่านไป ๆ ๕-๖ ปีแล้ว ก็เหมือนเดิม คุณก็คงเสียเวลาอยู่กับฉัน คุณจะรอไปถึงไหน หรือเมื่อ..." เหมือนสะดุดเข้ากับประเด็นสำคัญ ฝ่ายชายใจฝ่อลงไป

    "เมื่อ..เมื่อไร...หึ่ม ! บอกมาได้เลย"

    "ก็เมื่อเจ้าของเขามาถึงอย่างไรล่ะคะ ภราดรจะมิเสียใจหรือ ?"

    "โอ๊ะ!โอ๋ !! ผู้ชายที่ยืนอยู่ฝั่งทะเลสาบที่เห็นในความฝันคนนั้นน่ะหรือ ? เขาก็คงเป็นชาวไร่ หรือชาวนาที่ยากจนในหมู่บ้านแถว ๆ ทะเลสาบนั่นน่ะซี" ชายหนุ่มเปิดปากหัวเราะเบา ๆ ในเชิงเย้ยหยัน หญิงสาวลืมตาโพลง

    "ก็ถ้าเขาเป็นอย่างนั้นจริงๆเล่าภราดรจะว่าอย่างไร ? ดร.หนุ่มจากประเทศอังกฤษจะมิหน้าแหกหรือ ?"

     ชายหนุ่มถอนหายใจ

    "ถ้าเขาเป็นอย่างนั้นจริง ๆ นายภราดรของเธอก็ต้องกลับประเทศอังกฤษ ค้ากีฬารถแข่งไปจนร่ำรวย เป็นมหาเศรษฐีแล้วกลับมาซื้อตัวเธอคืนไป" พูดทีเล่นทีจริง ไม่เอาใจใส่ว่าสำคัญ หากแต่ แท้ที่จริงเขามี ความกังวลอยู่อย่างลึกซึ้ง ต่อชะตากรรมที่จะมาในวันข้างหน้า เขาหวาดและหวั่นอยู่ตลอดมาว่าวันหนึ่งนกสวยตัวนี้ จะบินไปจากมือของเขา กระนั้นก็พยายามฝืนใจ

    "เอาล่ะ! อีกไม่ช้าก็จะถึงสถานที่ในฝันของเธอแล้ว นั่นแหละทะเลสาบ ชาวบ้านที่นั่นเรียกว่า ทะเล สาบสวามิภูติ"

    "ทะเลสาบสวามิภูติ" หญิงสาวทวนคำเบา ๆ

 

 

 

 

(3)

 

     สถานที่นั้นเป็นที่ราบกว้างใหญ่ บนพลาญหินทั้งหมด รายล้อมด้วยป่า และเขาใหญ่น้อยเรียงรายไปทางด้านเหนือ กลางลานนั้นมีโต๊ะทรงกลมหินขนาดมหิมา พร้อมเก้าอี้ที่แกะสลักจากหินสี่เหลี่ยมใหญ่พอนั่งขัดสมาธิได้อย่างสบาย ๆ รายล้อมรอบโต๊ะกลมนั้น มองคร่าว ๆ แล้วก็พอสันนิษฐานได้ว่าเป็นผลจากฝีมือมนุษย์ แกะสลักจากภูเขาทั้งลูก ดูคล้ายสถานที่สำหรับการประชุมของลัทธิทางศาสนา

     รถสปอร์ตสีแดงเพลิงคันนั้นจอดอยู่ที่นั่น คนหนุ่มและคนสาวกำลังตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่ได้พบเห็น ค่อย เดินสำรวจไปรอบ ๆ โต๊ะกลมขนาดใหญ่นั้น

 

    "ลองประมาณขนาดของโต๊ะหินดำ ตัวนี้ดูแล้วหรือยัง ควรจะมีพวกเราประมาณการณ์ออกมาว่ามัน เป็นอะไร อย่างไร"

    "มันเป็นโต๊ะหินแกรนิต ที่ถูกสร้างด้วยฝีมือแกะสลักของมนุษย์สมัยเรา ๆ นี่เอง ขนาดมหิมา เนื้อที่ย่อม ไม่น้อยไปกว่า ๑๐๐ ตารางเมตรเลยทีเดียวล่ะ"

"น่าจะประมาณนั้นแหละ แต่คุณเคยรู้เรื่องเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้บ้างหรือไม่เล่า ทำไมอยู่ ๆ คุณก็พา ฉันทะลุมาถึงปลายสุดของถนนลงโดยฉับพลันไม่รู้เนื้อรู้ตัว แล้วพบเข้ากับสิ่งประหลาดเหล่านี้"

     ชายหนุ่มไม่ตอบ เหลียวหาที่หมายอะไรสักอย่าง

    "นู้นอย่างไร ที่เห็นลิบ ๆ ด้านซ้ายมือของถนนนั้น มาเราเข้าไปดู"

     ทั้งคู่เดินเข้าไปที่เสาหลักขนาดมหิมา ทำคล้ายซุ้มประตูแห่งหนึ่ง พบอักษรจารึกไว้ว่า

     อุทธยานพุทธเกษตร พุทธศักราช ๒๕๔๕

    

เก๋งงาม สีเขียวใบไม้อีกคันหนึ่งค่อย ๆ เลื้อยเข้ามาจอดในลาน ใกล้ ๆ คันที่มาถึงก่อน คงเป็นนักท่อง เที่ยวหนุ่มสาวอีกคู่หนึ่งที่เตลิดมาสุดปลายถนนโดยไม่รู้ตัวเช่นเดียวกัน ทั้ง ๒ คู่ทำความสนิทสนมกันโดยเร็ว ภายหลังเที่ยวชมไปในบริเวณนั้นพอสมควรแล้วทั้งหมดก็เลือกที่นั่งรอบโต๊ะกลมนั่นเอง

 

     "เมื่อนั่งลงแล้วก็คล้ายได้ความรู้สึกว่า นี่แหละ อัศวินโต๊ะกลมแห่งกษัตริย์อาเธอร์" ใครคนหนึ่งเปรยขึ้น "ในแผนที่ท่องเที่ยวฉบับใหม่ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังไม่ระบุ อุทธยานแห่งชาติพุทธเกษตร พุทธศักราช ๒๕๔๕ ลงไว้ ใครจะอธิบายได้ไหมว่าสถานที่แห่งนี้คืออะไร มีความเป็นมาอย่างไร ?" ภราดรเป็นผู้เริ่มการสนทนาขึ้นก่อน และหนุ่มอีกคนซึ่งบังเอิญมีชื่อคล้ายกันเสียด้วยคือ ภราดา จันทร์เปรม อธิบาย

    "พอทราบว่า สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ พระบรมราชวงศ์ทั้งหมดเสด็จมาเปิดอุทธยานพุทธเกษตรแห่งนี้ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ เพื่อให้ที่แห่งนี้เป็นที่อยู่ของหมู่ พระอรหันต์ในพระพุทธศาสนาทั้งหลายในโลกนี้ และทั้งเป็นที่ประชุม สภาสงฆ์ระดับชาติตามฤดูกาลอีกด้วย แต่รายละเอียดยิ่งกว่านี้ผมไม่ทราบ เพราะผมใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศตลอด ๑๐ ปี ที่ผ่านมาและเพิ่งกลับมาเยี่ยมเมืองไทยเมื่อไม่นานมานี้"

 

     ทันใดนั้น มีเสียงแหวกแนวไม้ เสียงคนเดิน สายตาทั้งหมดจับจ้องไป เห็นชายร่างใหญ่ ผิวดำเกรียม เหมือนทาด้วยดินหม้อ บนบ่ามีกองฟืนแบกมาด้วย เขาจะสังเกตเห็นคนทั้งสี่หรือไม่ก็ตามแต่ เขาดูไม่สนใจเดิน เลียบไปตามแนวป่ามุ่งไปด้านเหนือ

 

    "คุณลุง ๆ ครับ" ภราดร ร้องเรียก พร้อมกับลุกขึ้นเดินเข้าไปหา

    "ขอเชิญแวะเข้ามาหาพวกเราสักประเดี๋ยวซีครับ"

 

     ชายที่ถูกเรียกว่าคุณลุงหันหน้ามาตามเสียงที่เรียก ค่อยเดินเข้ามาเนิบช้า เหมือนนักมวยย่างสามขุมเข้าหาคู่ต่อสู้ บุคลิกของเขาเรียกความสนใจของคนทั้งหมด เพียงมองเผิน ๆก็เห็นได้ว่าเขาเป็นคนร่างใหญ่แข็ง แรง ดูทรหดอดทนเหมือนกระบือใหญ่ เหงื่อออกตามข้อมือแขนขา ใบหน้าเป็นเม็ด ๆ พอใกล้เข้ามาจึงเห็นว่า ที่เรียกว่าคุณลุงเห็นจะผิดไป เพราะใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นดูสมควรจะเรียกว่าเพื่อนมากกว่า ทั้ง ๔ คนเชื้อเชิญให้นั่งร่วมวง เขาวางฟืนพิงกับแท่นหินนั้น ดวงตากวาดไปตามใบหน้าของคนทั้ง ๔ แล้วมาหยุดนิ่งอยู่ที่หญิงสาว ๆ คนที่ชื่อ มนยานี กาวิละ ทายาทรุ่นปัจจุบันของ พระยาโหราจารย์แจ่มแจ้งวิทยาโหร เพื่อนของหนุ่ม ภราดร เอื้อรัตนากร

 

    "ขอโทษที่เรียกว่าลุง แท้ที่จริงยังหนุ่ม คุณมีบ้านอยู่แถวนี้หรือคุณ......" ภราดรถาม

    "เรียกผมว่า โมกุล ก็ได้ครับ ผมชื่อโมกุล" มีสำเนียงขัน ๆในเสียงนั้น

ทั้ง ๔ ร้องครางออกมา

    "อ้อ !! โมกุล ชื่อคุณไม่เหมือนคนชนบทเลยนี่"

    "ผมเกิดที่กรุงเทพ เติบโตที่นั่น รับการศึกษาเบื้องต้นและเบื้องปลายที่นั่นก่อนจะเดินทางไปประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์"

     นั่นเป็นคำพูดที่น่าประหลาดใจสำหรับคนทั้งหลาย ที่กำลังตกตะลึงอยู่ ไม่คาดว่าคนแบกฟืนจะซ่อนความหมายไว้ขนาดนั้น

    "ที่บริเวณนี้เป็นเขตอุทธยานพุทธเกษตร" เขาดูเหมือนจะเข้าใจสถานการณ์ของคนทั้ง 4 ดี     "ถนนสายนี้มาสิ้นสุดลงที่นี่ ถ้าเดินตรงไปอีกจะฝ่าป่าเขาไปถึงทะเล ส่วนหนึ่งของอ่าวไทยและด้านทิศใต้ก็จะไปสุดที่ ฝั่งทะเลเช่นเดียวกัน สองด้านนี้เป็นเขตแดนของอุทธยานพุทธเกษตร ด้านทิศใต้และทิศตะวันออก ที่ฝั่งทะเลเป็นที่สงวนสำหรับฝูงปลาทะเลนานาชนิด"

    "อุทธยานพุทธเกษตรเป็นที่สำหรับผู้ใด เพื่อทำอะไรครับ?" ภราดา จันทร์เปรม ถาม

    "บรรดาพระอริยสงฆ์ทั้งหมดในศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายุคปัจจุบันนี้ มาอยู่บำเพ็ญกรณียกิจที่นี่ รัฐบาลได้จัดสร้างสถานที่นี้ขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระสาวกอริยสงฆ์ องค์อรหันต์ทั้งหลายเหล่านั้น และทั้งเป็นสถานที่ประชุมสภาสงฆ์ระดับชาติเป็นประจำปี ลึกเข้าไปทางทิศเหนือ มีทะเลสาบ และบึงใหญ่เป็นที่อาศัยของปลาและนกหลากหลายชนิด"

    "มีถนนไปสู่ทะเลสาบและบึงใหญ่อยู่มิใช่หรือ?"

    "พวกคุณเลยมาแล้ว ก่อนจะถึงปลายทางสุดของถนนสายนี้ ประมาณ ๓ กิโลเมตรเห็นจะได้ มีทาง แยกเลียบไปตามคลองใหญ่เขตสภาสงฆ์แห่งชาติ อยู่ทางซ้ายมือ ใช้เวลาประมาณ ๑๕ นาทีก็จะไปถึงทะเลสาบ และบึงใหญ่"

    "ทะเลสาบสวามิภูติหรือ?" มนยานี หญิงสาวถามขึ้นบ้าง

    "ถูกแล้วครับ" เขาตอบ "ส่วนบึงชื่อว่าบึงบูรพา"

    "คุณมีบ้านพักอาศัยอยู่บริเวณป่านี้หรือ?" หญิงสาวถามต่อไปอีก

    "ด้านตะวันตกพู้นเป็นหมู่บ้าน เป็นแดนเกษตรมีท้องนากว้างใหญ่ไพศาลถึง ๒,๐๐๐ ไร่เป็นส่วนหนึ่งของอุทธยานพุทธเกษตร มีหมู่บ้านชาวนาอยู่แถวนั้น แต่บ้านผมไม่ได้อยู่แถว ๆ นั้น หากแต่เลยไปทางเหนืออีกสักเล็กน้อย"

    "จากนั้นมาก็หลายกิโลเมตร คุณเดินไปหรือ ?" ยังคงเป็นคำถามของหญิงสาว

    "ม้าของผมอยู่บริเวณนั้น" เขาชี้มือ

     คนทั้ง ๔ มองตามไป บุรุษผู้มาใหม่คนนี้ซ่อนแฝงสิ่งประหลาดในตัวตนไว้น่าทึ่งนัก

    "คุณคงอยู่ที่นี่นาน พอจะบอกได้ไหมว่า มีสิ่งที่น่าสนใจอะไรบ้างที่ทะเลสาบและบึงใหญ่นั่น ?"

    "มีปลาในทะเลสาบและหมู่นกในบึงใหญ่"

    "ใครเป็นเจ้าของทะเลสาบและบึงใหญ่นั้น"

    "ทะเลสาบเป็นของชาติและประชาชนไทย รัฐบาลเป็นผู้สร้างโดยกฎหมายอุทธยานพุทธเกษตร ส่วนบึง ใหญ่เป็นของชาวนาผู้หนึ่ง เลยไปทางทิศเหนือของทะเลสาบ ติดภูนมแมว ภูเสือสมิง และภูกระทิง"

    "โอ ! น่าสนใจจริง ๆ ! แต่ถ้าเราจะดูนกก็ต้องไปที่บึงใหญ่ซิ ?"

    "ถูกแล้วครับ บึงบูรพาเป็นของหมู่นก เดิมคฤหบดี ผู้เป็นเจ้าของได้ตั้งใจอุทิศให้หมู่นกวิเศษชนิด หนึ่งที่มีเชื้อสายมาแต่องค์พระบรมศาสดาแห่งพระพุทธศาสนา ตลอดชีวิตของท่านได้เฝ้าคอยนกหมู่นั้น เมื่อ ท่านล่วงลับไปแล้วมรดกได้ตกแก่ทายาท ๆ ก็ได้รับคำสั่งให้คอยดูนกหมู่นั้นต่อมา"

    "นกที่ว่าเป็นนกอะไร ? มีความสำคัญนักหรือ ?"

     โมกุล ชายคนนั้นเหลือบดูใบหน้าที่กระตือรือร้นของ มนยานี กาวิละ หญิงสาวเจ้าของคำถาม ก่อนจะกล่าวต่อ

    "พระคุณพ่อของผมเล่าว่าเป็นหมู่นกวิเศษที่สืบเชื้อสายมาตั้งแต่สมัยองค์บรมศาสดาสัมมา สัมพุทธเจ้า นกตนต้นตระกูลนั้นบินออกมาจากพระหัตถ์ของพระองค์ เป็นนกที่บ่งบอกสัญญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองแห่งพระพุทธศาสนา หากหมู่นกชนิดนี้ปรากฏขึ้นเมื่อไร เมื่อนั้นจะหมายถึงศาสนาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะกระเตื้องรุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง"

     ทุกคนนิ่ง ใช้ความคิด ครู่ใหญ่เสียงใส ๆ ของหญิงสาวอีกคนหนึ่ง สาธนา มณีวรรณ

    "ที่ทะเลสาบ มีอะไรน่าสนใจหรือคะ ?"

    "โอ มี โดยเฉพาะสัตว์ประหลาด ๆหลายชนิด แต่ที่นั่นเป็นเขตหวงห้าม คฤหัสถ์ ปุถุชนไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปด้วยเหตุผลประการใดใด ตามพรบ.อุทธยานแห่งชาติพุทธเกษตร และที่สำคัญ หมู่พระอริยสงฆ์ทั้งปวง ไม่ยินดีที่เห็นปุถุชนไปเหยียบย่ำ"

    "โอ! น่าสนใจ แต่เพื่ออะไร เพื่อใครเล่า ?"

    "อุทธยานพุทธเกษตรเป็นที่สงวนสำหรับการบำเพ็ญพรต ธรรมกัมมัฏฐาน และการวิปัสนาธุระทุกชนิด ในพระพุทธศาสนา เป็นที่สงวนอีกแห่งหนึ่งสำหรับหมู่พระอริยบุคคลในโลกยุคนี้ เราทั้งหลายจึงเคารพบูชา สถานที่แห่งนี้ และไม่อาจล่วงละเมิดได้"

    "อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเราล่วงละเมิด ?" มนยานี ถามบ้าง

    "โอ !! บาปอันหนัก เพราะเป็นทะเลสาบ คือทะเลที่มีคำสาปเอาไว้ ?"

    "อะไรคือคำสาป ?"

    "คือท่านเหล่านั้นมีเจตนารมณ์ไว้อย่างไร ถ้าใครไปละเมิดเข้า ก็จะได้รับภัยพิบัติ"

    "ท่านเหล่านั้น หมายถึงผู้ใด ?"

    "หมู่พระอรหันต์ทั้งหลายที่อยู่ในอุทธยานพุทธเกษตร หมู่พระอริยบุคคลผู้กำลังบำเพ็ญเพียรและรวมถึง สวามิภูติ ที่พวกเราทั้งหลายเชื่อว่าเป็น พระโพธิสัตว์มาสืบพระพุทธศาสนายุคนี้"

    "ถ้าเช่นนั้น พวกเรามีวิธีใดที่จะได้ชื่นชมทะเลสาบนั้น ?" ภราดร กับ ภราดา ถามขึ้นพร้อม ๆ กัน

     โมกุลมองขึ้นไปเบื้องบน พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงไปทางตะวันตกทุกทีแล้ว

    "ถ้าพวกคุณไม่กังวลเรื่องเวลาแล้ว จะสามารถท่องเที่ยวบริเวณนี้ได้อย่างมีความสุขอันเร้นลึก ชนิดที่ ไม่มีที่ใดในโลกเทียบเท่าได้"

    "โดยมีคุณเป็นผู้นำเที่ยวหรือ ?"

 

    "ถูกแล้วครับ ...... เราจะเริ่มต้นตั้งแต่ที่นี่เลย ด้วยขบวนม้า ที่ ๆ พวกเรานั่งกันอยู่นี่ เดิมเป็นภูเขาชื่อว่าภูสาบเสือ ต่อมาพระคุณอาจารย์ ท่านกาขาว ได้สร้างอุทิศหมู่พระอรหันต์เจ้าในอุทธยานพุทธเกษตร" เขา เงยหน้ามองดูภูเขาด้านตะวันออก ชี้มือ "บนภูเขานกเค้าลูกนู้น ระหว่างทางไต่ขึ้นไป จะพบแอ่งน้ำมหึมาใส แจ๋วเพียงดังกระจก ชื่อแอ่งการะเวก พรานป่าที่นี่เชื่อว่านกฟ้าการะเวกมากินน้ำที่นี่เป็นประจำ นกป่าทั้งหลาย ก็มาที่นี่ มีพืช หญ้า เฟินชนิดต่าง ๆ และแปลกที่ไม่เหมือนที่ใดในโลก และจากแอ่งน้ำการะเวก ขึ้นสูงไปอีก บนระดับน้ำทะเลประมาณ ๙๐๐ ฟุต จะเป็นที่ราบกว้างใหญ่ สัณฐานกลมรีอยู่บนสันเขา ที่นั่นยิ่งกว่าสวรรค์บนดิน ขึ้นไปแล้วลืมโลกไม่อยากลงมาอีก ไม่ว่าอากาศก็ดี ทิวทัศน์ก็ดี พืชผักผลไม้มีพร้อมในป่ารอบ ๆ โดย เฉพาะอย่างยิ่งพวกคุณจะสามารถมองเห็นทะเลสาบสีน้ำเงินที่สงบนิ่งอยู่เบื้องล่าง บึงบูรพาและหมู่นกทั้งหลาย เห็นบริเวณสภาสงฆ์แห่งชาติ สระบัว เห็นแนวเขาเป็นแฉก ๆ และครั้นตะวันค่ำลง จะเห็นดวงตะวันแปลกกว่าที่อื่น เพราะดวงโตขึ้นกว่าเดิม และสามารถมองดูด้วยตาเปล่าได้ ไม่ระคายตา หากแต่นุ่ม เย็นสบายตามาก เราคงหลงเฝ้ามองดูดวงอาทิตย์ค่อยคล้อยต่ำลงไปอย่างไม่รู้สึกตัว ตราบลับไปกับขอบฟ้า แล้วตะวันออกเห็นทะเล ใหญ่ ในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำก็จะเห็นดวงเดือนดวงใหญ่ค่อยโผล่พ้นผิวน้ำทะเลตะวันออกขึ้นมาช้า ๆ นกทั้งหลายก็จะพร้อมกันกู่ร้องต้อนรับดวงจันทร์เพ็ญลั่นระงมป่า บนนั้นเป็นเขตหวงห้ามของอุทธยานพุทธเกษตร คนทั้ง หลายจึงไม่มีโอกาสเห็น ในฤดูหนาว ทะเลฝั่งตะวันออกซึ่งยังอยู่ในเขตหวงห้ามเป็นเขตอภัยทานนี้ จะมีหมู่ปลา วาฬและปลาโลมา แวะผ่านมาเป็นประจำทุกปี ๆ"

    "ถ้าพวกเราไม่มีโอกาศนั้นก็คงน่าเสียดายแย่เลย ฟังสำเนียงคุณพูดมา ดูคล้ายว่าพวกเราคงมีโอกาศ ได้ขึ้นไปเที่ยวชมเป็นบุญตาบ้าง คุณจะว่าอย่างไร พวกเราจะขึ้นไปชมแอ่งน้ำการะเวก และลานสวรรค์บนดินที่คุณว่านั้นได้ไหม ?"

 

 

 

(4)

 

"ขอโทษเถิด เมื่อคุณอยู่ประเทศอังกฤษคุณเป็นนักกีฬาด้วยหรือ ?"

    " ถูกแล้ว"

    "เป็นนักกีฬาอะไร ? ขอโทษนะที่ละลาบละล้วง"

    "กระโดดค้ำถ่อ พุ่งแหลน ยิงธนู ยิงปืน เคยเล่นยิมนาสติกและมวยไทย นอกจากนั้น ยังชำนาญวิชาป้องกันตัวเองทุกชนิด ชำนาญอาวุธทุกชนิดแม้กระทั่งอาวุธสงครามและนิวเคลียร์ คุณก็รู้แล้วว่าฉัน เรียนวิทยาศาสตร์เคมีมาจนถึงระดับปริญญาเอก จนกระทั่งเมืองไทยไม่มีตำแหน่งให้สำหรับฉัน"

    "ผมสบายใจที่ได้ยินอย่างนี้ แต่คุณจะให้ผมเชื่อได้อย่างไร ?"

    "ก็ ๕ วัน ๕ คืนที่ผ่านมาเมื่อท่องเที่ยวกันอยู่แถวแอ่งน้ำการะเวก และเนินสวรรค์บนดิน ที่คุณเองนำ พวกเราท่องเที่ยวไปยังไม่เห็นอยู่หรือ ?"

    "เห็นแล้ว แต่อยากฟังจากปากของคุณโดยตรงอีกครั้งหนึ่ง แต่วันนี้คุณภราดร แชมเปี้ยนรถแข่งสูตรฟอร์มูล่าวันแห่งยุโรปคนล่าสุด เหตุใดไม่มาด้วย ปล่อยให้คุณมาแต่เพียงผู้เดียว ?"

    "เขาปล่อยให้ฉัน แสวงหาสิ่งที่ฉันอยากรู้อยากได้เฉพาะตัว ด้วยตัวของฉันเอง พวกเราถือว่าเป็นมารยาทผู้ดีอย่างหนึ่งที่จะไม่ไปขัดในเรื่องความต้องการส่วนตัวของเพื่อนที่เรารัก"

 

    "มีอะไรที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีพร้อมแล้วทุกอย่างทั้งการศึกษา การเงิน สังคมและชาติตระกูล จะต้อง การศึกษาจากสถานที่นี้ เช่นนี้ ผมหมายความว่านอกจากแอ่งน้ำการะเวก และเนินสวรรค์บนดินบนภูเขานก เค้านู้นแล้ว คุณยังอยากรู้เรื่องอะไรอีก?"

 

    "เรื่องท้องทะเลสีครามด้านตะวันออกของอุทธยานพุทธเกษตร มีหมู่ปลาน้อยใหญ่ แม้กระทั่งปลาวาฬและปลาโลมาเป็นฝูงที่แวะมาเป็นฤดูกาล ก็ดูเป็นเรื่องธรรมดาที่ฉันเคยพบเคยผ่านมาแล้วจากต่างประเทศ หาก แต่สิ่งที่ฉันไม่เคยได้รู้มาก่อนและติดค้างในใจฉันก็คือเรื่อง สุสานพระอรหันต์ ที่ฉันได้ยินจากปากของคุณเมื่อ เรายืนอยู่บน ชะง่อนผาธรรม นั้น ฟังแล้วกินใจลึกซึ้งในจิตใจเหลือเกิน เป็นไปได้ไหมที่เราจะออกเดินทางแกะรอยไปสู่สุสานพระอรหันต์ตามทิศทางที่คุณชี้บอกเอาไว้?"

 

    "ผมเองก็มีความประสงค์อยู่เช่นนั้น หากแต่พระคุณพ่อของผมสั่งว่า ต้องเขียนหนังสือให้เสร็จเสียก่อน หากไม่สามารถเขียนหนังสือเล่มนั้นเสร็จแล้ว จะแกะรอยไปอย่างไรก็ไม่สามารถจะไปถึงสุสานพระอรหันต์ได้"

    "หนังสือเล่มนั้นหรือ ? โอ !! น่าเลื่อมใสจริง พระคุณพ่อของคุณก็คงเป็นนักประพันธ์หรือจินตกวีน่ะซี ท่านคงเขียนหนังสือไว้หลายเล่ม ขอโทษเถอะ คงไม่ละลาบละล้วง หากฉันจะขอทราบประวัติของท่านบ้าง"

    "ไม่ถือว่าละลาบละล้วงเลยแม้แต่น้อย ขอรับ คนทั้งหลายรู้จักพระคุณพ่อท่านในชื่อ ท่านกาขาว"

    "โอ ! ผู้ที่สร้างบริเวณโต๊ะกลมมหิมา ณ ที่สุดปลายถนนสู่อุทธยานพุทธเกษตร ที่ซึ่งฉันกับพวกได้ พบรู้จักคุณโดยบังเอิญที่นั่นหรือ ?"

 

    "ขอรับ ท่านเป็นผู้ดูแลอุทธยานพุทธเกษตรในฐานะตัวแทนรัฐบาลไทยและประชาชนไทย ท่านคอยบำรุง บริเวณโดยรอบทะเลสาบสวามิภูติ ที่เห็นสวยงามเป็นวงรีรูปไข่ไก่เช่นที่เห็นอยู่ในขณะนี้ ท่านเป็นผู้สร้างตัวผม ให้ได้เรียน ได้รู้ศิลปศาสตร์ทุกชนิดของโลกสมัยใหม่ ผมจึงได้มีโอกาสได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี ได้เดินทางไป ทั่วโลก ปีละหลาย ๆ ครั้งอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ท่านเองแหละเป็นผู้กำหนดขั้นตอนทุกอย่างของชีวิตผม เพื่อให้การรับใช้พระพุทธศาสนามีประสิทธิภาพสูงสุดในยุคนี้ และบั้นปลายชีวิตของผม จะต้องเดินทางไปสุสานพระอรหันต์ หากแต่จะยังเดินทางไม่ได้จนกว่าจะเขียนหนังสือเล่มนั้นให้เสร็จเสียก่อน"

 

"ชื่อว่าหนังสืออะไร บอกได้ไหมคะ?" มนยานี ถาม มีหางเสียงอ่อนโยนอย่างประหลาด

"มงกุฎมาลีรัตนะแห่งองค์พระอรหันต์เจ้า"

 

    "ถ้าเขียนหนังสือเล่มนี้เสร็จจึงจะสามารถเดินทางไปสู่สุสานพระอรหันต์ อย่างนั้นหรือ ?"

    "ขอรับ"

    "ก็คุณเริ่มต้นเขียนบ้างแล้วหรือยังเล่า ?"

    "ยังเลยขอรับ"

    "อ้าวทำไมเล่า ?"

    "เพราะยังไม่มีจินตนาการ คือมโนธารแห่งมโนธรรมอันละเอียดอ่อนระดับนั้น ยังไม่ปรากฏในจินตนาการ"

    "ทำอย่างไรจึงจะสำเร็จเล่า ?"

    "ไม่ทราบเหมือนกัน เมื่อก่อนที่พระคุณพ่อจะสู่อสัญกรรม ก็ได้ขอร้องท่านแล้วว่า เรื่องอื่น ๆ อาจ สนองพระบัญชาได้ แต่เรื่องเดียวที่ขอไม่รับคำก็คือเรื่องเขียนหนังสือเล่มนี้แหละ ท่านไม่ยอม บอกว่าจะเขียนได้ เองในวันหนึ่ง ภายในเวลา ๒๐ ปีข้างหน้า ซึ่งบัดนี้ก็ล่วงมา ๕ ปีเต็ม ๆ แล้วยังทึบไปหมด มองไม่เห็นว่าจะ เขียนได้อย่างไร"

    "โอ! เรื่องอื่น ๆ ที่พระคุณพ่อของคุณสั่งไว้ มีอะไรบ้างเล่า พอจะเปิดเผยให้ทราบได้บ้างไหม?"

    "ได้ขอรับ ก็คือเรื่องราวของนกประเสริฐตนที่บินออกมาจากพระหัตถ์องค์บรมศาสดานั้น พระคุณพ่อสั่งนักหนาว่าท่านรอคอยมาเป็นเวลาเท่าอายุของท่านก็ยังไม่เห็น จึงเป็นภาระของทายาทแห่งตระกูลที่จะต้องเฝ้าดูต่อไป เพราะการปรากฏของนกหมู่นั้นจักหมายถึงความรุ่งเรืองแห่งพระพุทธศาสนาแห่งยุคกึ่งพุทธกาลนี้"

    "อ่อ! ได้ฟังคุณเล่าแล้ว ในวันที่เที่ยวชมแอ่งน้ำการะเวกกันอยู่ อืม! เรื่องราวของคุณแต่ละเรื่อง ช่างมีความหมายล้ำลึกและทรงความสำคัญอันยิ่งยวดทั้งนั้น น่าเลื่อมใสจริง ๆ เรื่องอื่น ๆ ยังมีอีกหรือไม่เล่า ?"

    "ต้องดูแลผืนแผ่นดินและวัฒนธรรมการเกษตร รอบ ๆ อุทธยานพุทธเกษตรแห่งนี้ จะต้องฝังรากลึกคือมโนธารแห่งมโนธรรมแห่งวัฒนธรรมการเกษตร และพัฒนาวิถีทางเกษตรให้เจริญไปในยุคสมัยนี้ ต้องปลูกฝังทายาทในสกุลให้ยึดมั่นในภาระหน้าที่ของตระกูลในเรื่องการรับใช้พระพุทธศาสนา และหมู่พระอริยบุคคลที่จะ ปรากฏมาในเวลาไม่นานนักข้างหน้านี้ เอาล่ะ! คุณผู้หญิงมีอะไรอยากรู้อีกขอเชิญถามมาได้ ผมไม่มีอะไรจะปิดบังแล้ว"

    "ก็เรื่องของคุณเอง เมื่อได้ทราบว่าคุณถูกกำหนดให้เป็นผู้ติดตามไปสู่สุสานพระอรหันต์เช่นนี้แล้ว ก็หมายความว่าในบั้นท้ายปลายทางของชีวิตจะต้องออกบวชหรือ มีความหมายอะไรในการที่จำต้องออกบวชให้ ได้เล่า ?"

 "ความหมายก็คือภาระหน้าที่ที่จะต้องสืบต่ออริยธรรมและอริยบุคคลอรหันต์ให้สืบต่อไปในบวรพุทธ ศาสนา"

    "แล้วอะไรคือปัญหาของคุณเล่า เหตุใดไม่รีบไปเสียแต่เวลาที่หนุ่มแน่นอยู่ขณะนี้ ?"

    "พระคุณพ่อบอกว่า ชีวิตของผมจะเป็นไปตามขั้นตอน สำหรับผมมีระยะขั้นตอนกำหนดไว้อย่างแจ้งชัด ประการแรก จะต้องเขียนหนังสือให้แล้วเสร็จเสียก่อน และประการที่ ๒ ต้องปลูกฝังทายาท ให้มีผู้สืบสายสกุลที่หนักแน่นตรงต่อภาระหน้าที่แห่งการพระพุทธศาสนา และระหว่างขั้นตอนนั้นจะต้องผจญมารและเอาชนะ มารทั้งหลายให้ได้ด้วยอุบายอันแยบคาย"

    "ขณะนี้ถึงลำดับขั้นตอนอะไร?"

    "ผจญมารอันยิ่งใหญ่" เสียงเหมือนลมอ่อน

    "อะไรคือมารอันยิ่งใหญ่?"

    "มารหัวดำ ผมยาว ขาว มีนมที่หน้าอก รูปงาม มีเสียงอันไพเราะ...."

    "คุณเห็นฉันเป็นมารเหรอ ?"

     เสียงพูดคุยหยุดลงเพียงแค่นี้ ทั้งสองหนุ่มสาวยืนอยู่ที่ฝั่งหนึ่งแห่งทะเลสาปสวามิภูติ อันเป็นสถานที่ที่ หญิงสาวขอร้องให้เขาพาไปสองต่อสอง

     เป็นนานเสียงจึงเอื้อนเอ่ยขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เป็นเสียงของฝ่ายชาย

    "ขออภัย เรื่องที่ผมจะขอถามบ้าง เหตุใดป่านนี้แล้วจึงไม่ยอมตกลงแต่งงานกับเพื่อนชายที่ชื่อภราดร เล่า?"

    "ก็เพราะเขาไม่ใช่คนที่ชื่อ โมกุล อย่างไรคะ เขาจึงเหมาะจะเป็นพ่อหรือพี่ชายฉันมากกว่า ฉันไม่มีความรู้สึกในด้านนั้นสำหรับเขาเลย และฉันก็ได้เคยบอกเขาแล้ว และการท่องเที่ยวคราวนี้ฉันก็ได้ให้สัญญากับเขา ไว้แล้ว"

    "สัญญาอะไร ขอรับ?"

    "ถ้าฉันยังไม่พบผู้ชายในความฝันในการท่องเที่ยวคราวนี้ ฉันก็จะยอมเขาทุกอย่าง"

    "ผู้ชายในฝัน เอ๋ ! น่าสนใจดีนี่ขอรับ ขอโทษเถิด พอจะเล่าให้ผมฟังสักนิดจะได้ไหม?"

    "ก็ผู้ชายอย่างคุณยังไงเล่าโมกุล !! แต่ขอให้ฉันถามคุณต่อไปก่อนสักนิด แล้วจะเล่าให้ฟัง" หญิงสาวสะบัดผม ปอยหนึ่งพลิ้วไปข้างหน้า ปกแก้มที่แดงเรื่องขึ้นมา หันหน้ามาเผชิญเขา เอ่ยต่อไปว่า

    "ฉะนั้นตระกูลกาขาว ก็คือตระกูลที่ใกล้ชิดพระพุทธศาสนามาเนิ่นนานและโดยภาระ หน้าที่แห่งวิบากกรรมทั้งมวล จึงต้องเฝ้าดูแล เอาภาระหน้าที่ในการพระพุทธศาสนามาตลอด และจะต้องสืบเนื่องไปตราบสิ้น กาลพระพุทธศาสนา ๕,๐๐๐ ปี ฉันสรุปอย่างนี้พอจะสมบูรณ์ในความหมายหรือไม่ ท่านกาขาวจูเนียร์ ?" น้ำเสียงที่ล้อเลียนเกิดขึ้นเองอย่างไม่ตั้งใจ ใบหน้ายิ้ม

    "ในขณะนี้ ก็เฝ้าคอยดูสัญญาณแห่งการฟื้นตัวของการพระพุทธศาสนา ในยุคที่วัฒนธรรมโลกปน เป สับสนและการปั่นป่วนแห่งศาสนาสากลนี้ จำเป็นที่การพระพุทธศาสนาจะต้องฟื้นตัวขึ้น นั่นหมายความว่า หมู่พระอริยบุคคลทั้งปวงจะต้องบังเกิดมา และที่นี่ อุทธยานพุทธเกษตรนี่แหละ จะเป็นที่กำเนิดขึ้นมาของ พระอริยบุคคลทั้งหลายเหล่านั้น"

    "ก็ต้นตระกูลกาขาว ได้เตรียมการอันใดไว้เพื่อการฟื้นตัวของพระพุทธศาสนา?"

    "เตรียมสนองดำริทุกประการของหมู่พระอริยบุคคลทั้งหลายที่จะมา และปรึกษาการที่จะฟื้นฟูการ พระพุทธศาสนาในโลกมนุษย์"

    "เราต้องการอะไรบ้าง เพื่อเตรียมการดังกล่าว ?"

    "ตระกูลกาขาวย่อมเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างไว้เพื่อการอุทิศทั้งหมดทั้งสิ้น"

    "โอ !! ฉันเห็นละ เงินของตระกูลกาขาวคงมีจำนวนมากมายมหาศาลทีเดียว ?"

    "คงยังไม่พอ ต้องรวมสองสกุลเข้าด้วยกันก่อน กาขาว กับ กาวิละ อย่างไรครับ"

ทั้งคู่เดินไปถึงลำห้วย หญิงสาวหยุดชี้มือไปตามลำห้วย

    "ทางไปสุสานพระอรหันต์ ไปทางนี้หรือ ? คุณจำเป็นจะต้องไปหรือคะ โมกุล ?"

    "จำเป็นซิครับ เพราะเป็นคำสั่งของตระกูลกาขาว และเพื่อสนองความปรารถนาอันสูงสุดของพระคุณ พ่อ" เสียงหนัก ๆ ตอบมา

    "เอาล่ะ ฉันรู้แล้ว ว่าคุณคือคนตัวโตปานยักษ์ ผู้ที่ยืนอยู่ริมฝั่งทะเลสาบสวามิภูติแห่งนี้ ในความฝันอันแจ่มสว่างชัดเจนของคืนวันนั้น"

 

 

     หากจะอธิบายเรื่องราวของหนุ่มสาวคู่นี้ ก็คงอธิบายได้ว่า

     รักย่อมเข้าใจในรัก แม้แต่พระโสดาบัน ก็ยังคงมีความรัก และอยู่ในกฎเกณฑ์นี้ นั่นเป็นสิ่งดีที่สุดที่โลกมี

    เพราะฉะนั้น การพระพุทธศาสนา จึงจำเป็นต้องมีอุบัติการแห่งพระอริยบุคคลระดับพระอรหันต์

    เพื่อประกาศ ความสิ้นกิเลส สิ้นทุกข์โดยสมบูรณ์

 

     เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ปีที่มีหมู่พระอรหันต์ปรากฏออกมาจากอุทธยานพุทธเกษตรครั้งแรก โดยการมา ร่วมประชุมสภาสงฆ์ระดับชาติ ณ อาคารสระบัว ตระกูลกาขาวได้จัดบวช ชีพราหมณ์ ๑ รูป บวชสามเณร ๑๒ รูป บวชพระ ๑ รูป ในภายหลังต่อมา พระรูปนั้น ได้สละทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ครอบครัวเมียและลูก ออกติดตามหมู่พระอรหันต์เข้าไปในอุทธยานพุทธเกษตร นัยว่า เดินทางมุ่งไปสู่แดนสงบ สุสานพระอรหันต์ นั่น เอง คนทั้งหลายรู้ดีว่านั่นเป็นไปตามคำสั่งของ ต้นตระกูลกาขาว ซึ่งทั้งหมดทั้งหลายเหล่านี้ถูกบันทึกไว้อย่างสมบูรณ์ในหนังสือชื่อว่า มงกุฏมาลีรัตนะแห่งองค์พระอรหันต์เจ้า อันเป็นหนังสือที่อธิบายความ เป็นพระอรหันต์ไว้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับยุคสมัยนี้.

 

  • ดีเล่ม ๒๐

    

 

 

 

 

 

 




นิทานธรรมะแสนสนุก

มานุสสาสุรสงคราม
เจ้าชายหงส์ขาว
พระเหลียวหลัง
ยมราชถามอะไรคือการศึกษา article
ซิ่งเนรคุณ article
พญาโคร่งดำโพธิสัตว์
ดอกไม้ป่าสีน้ำเงิน



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
นี่คือเวบไซต์คู่แฝด, http:\\www.newworldbelieve.net, http:\\www.newworldbelieve.com รวมผลงานการวิจัยรอบด้านทุกสาขาวิชาทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม, โดยเฉพาะเรื่อง ศาสนาใหญ่ ๆ ของโลก, มีการบันทึกข้อมูลทางการพิศูจน์ ทดสอบ วิจัยการศึกษาโลกลี้ลับ, รวมทั้งไสยศาสตร์ และ ศาสนาสากล, งานวิจัยสังคม การเมืองและวัฒนธรรมไทย-สากลและวัฒนธรรมประชาธิปไตย ยาวนานกว่า 14 ปี, แสดงไว้ในเวบไซต์แฝดคู่นี้. เกี่ยวกับประชาธิปไตย, เรากำลังเพ่งเล็งว่าเป็นประเด็นสำคัญยิ่งของประเทศไทยขณะนี้, เพราะโดยยุคสมัย, ไทยไม่อาจจะย้อนกลับคืนไปสู่เผด็จการได้อีก, แม้ว่าจะมีพรรคการเมืองเก่าแก่......พรรคหนึ่งจะพยายามต่อสู้อย่างสุดฤทธิ์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของระบอบอดีตเผด็จการ นำการเมืองไทยหวลกลับสู่ระบอบทึ่น่ารังเกียจคือ โบราณาอามาตยาธิปไตย (ซึ่งเป็นระบอบเผด็จการ ของการปกครองมาแต่ดั้งเดิมนั่นเอง) ซึ่งไม่สามารถจะส่งผลสำเร็จอะไรเกิดขึ้นได้เลย, ก็จะเป็นการหลงผิด เพราะผลที่จะเกิดขึ้น จะเป็นเพียงพร่าเวลาที่มีค่าไปอย่างน่าเสียดาย, เหลวไหลไร้ประโยชน์, มีแต่จะสร้างความเสื่อม, เลวทราม, สร้างความบอบช้ำแก่ประชาชนและประเทศต่อไปอีก, และก็ไม่อาจจะเดินหน้าไปได้ตามระบอบเดิม, ไปได้ก็ชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วเดินต่อไปไม่ได้, ต้องหมุนกลับสู่เส้นทางสากลประชาธิปไตยจนได้เท่านั้น, คนไทยทุกชนชั้นทุกหมู่เหล่าการอาชีพ ทุกฐานะความเป็นอยู่จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ประชาธิปไตยที่แท้จริง (คือเรียนรู้ตัวเอง ว่าแท้จริงคนมีเสรีภาพ ไม่ใช่ทาส), เพราะเราอยู่ในโลกยุคใหม่, ต้องสร้าง, ต้องใช้วิถีทางประชาธิปไตยนี้แก้ปัญหาการเมืองของประเทศ, แก้ทุกปัญหา ทั้งเศรษฐกิจและสังคม แม้การวัฒนธรรม ก็ต้องสร้างขึ้นใหม่ในฐานะ วัฒนธรรมประชาธิปไตยให้ได้, จึงจะสามารถนำประเทศไปสู่เกียรติและฐานะสากลของคำว่าชาติ หรือ ประเทศไทยได้เท่าเทียมกับประเทศอื่น ๆ และล้ำหน้าประเทศที่ใช้ระบอบเผด็จการโบราณเดิมไปได้, และนั้นเป็นวิถีทางเดียวที่นำไปสู่ชัยชนะ ทางเดียวเท่านั้น และเวบไซต์แฝดคู่นี้พยายามชี้แสงสว่าง เปิดดวงตาของประชาชน ให้มองเห็นเส้นทางที่ถูกต้อง เป้าหมายและวิธีการที่ถูกต้องของการศาสนาวัฒนธรรมส่วนที่เป็นสาระสำคัญควบคู่ไปกับประชาธิปไตยที่แท้จริง และที่สำคัญ เวบไซต์ทั้ง .net และ .com คู่นี้ จะนำคนทั้งหลายในโลก ไปสู่ ศาสนาใหม่แห่งโลกใหม่ (newworldbelieve)โดยมีการเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับวิถีทางความคิด และ การเมือง แบบประชาธิปไตย นี้เอง. *** (16 ส.ค.2561) • หมายเหตุ เอาขึ้นเวบไซต์ แทนของเดิม ทั้ง 2 เวบ .net .com วันที่ 16 ส.ค.2561 เวลา 13.35 น.