ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พ.ศ.2540 - 2559
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 1
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 51
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 52
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 53
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 54
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 55
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
Buddhism How? บันทึกของนักปฏิบัติธรรมผู้ถวายชีวิตพิศูจน์สัจธรรมพุทธให้รู้แจ้งเห็นจริงถึงระดับมรรคผลนิพพานแท้
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
bulletศึกษาโลกลี้ลับ 26
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว วิเคราะห์ทุกปัญหาในโลกมนุษย์ด้วยสติปัญญาและเหตุผลวิทยาศาสตร์จากนสพ.ดี
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletประวัติการต่อสู้เพื่อการดับทุกข์ ของพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์ แนวปฏิรูปคณะสงฆ์อยู่ในบทวิเคราะห์นี้แล้ว
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา แนวคิดศาสนาสำหรับคนยุคใหม่ ผู้ก้าวผิดทางไปสู่สิ่งไร้สาระโดยไม่รู้ตัว
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ของฟรีให้เปล่ามา20ปีแล้วทั้งเอกสารและอินเทอเนท
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา เราทำเพื่อปัญญาชนโดยแท้
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่1-3


ประวัติของผมตอนที่ 2

ประวัติของผมพระพยับ ปญฺญาธโร

พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ ๓ (๒)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เหตุการณ์หนักๆ คมๆ ดูเหมือนจะจงใจเกิดแก่ผมตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก ราวกับกระบวนการที่ปลุกผมทางจิตวิญญาณให้ตื่นขึ้นอีกครั้งภายหลังการ ปฏิสนธิ์ใหม่สู่มนุษยชาตินี้

 

ขณะผมเป็นน้องสุดท้องอยู่ มีแต่พี่สาวซึ่งเกิดก่อน ๓ ปี ยังไม่มีน้องสาวซึ่งจะตามหลังผมมาในอีก ๓ ปีต่อมานั้น ผมได้สัมผัสกับสิ่งที่ทำให้ชีวิตผมในวัยเด็กปราศจากความสุขอย่างมาก ๆ คือความกลัว มันเริ่มขึ้นกลางดึกคืนวันหนึ่ง ขณะนั้นผมเริ่มจะพูดได้บ้างแล้ว กลางคืนนอนติดแม่ พ่ออยู่อีกข้างหนึ่ง พี่สาวนอนถัดผมไป

 

เหตุเกิดขึ้นขณะที่ผมนอนหลับ และในความหลับนั้น ทันใดผมได้สัมผัสกับความเงียบสงัด อย่างประหลาด คล้ายทุกสิ่งทุกอย่างหยุดนิ่งลง จนเกิดความสงบอย่างมีพลังยิ่งใหญ่ เหมือนความกดของน้ำในที่ลึก แล้วต่อมาไม่นานผมก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปรเกิดขึ้น เกิดมีความเคลื่อนไหวของอากาศเบื้องบน มันวิ่งรวมตัวกันเข้าเป็นกระจุกที่ตรงกลาง เห็นเป็นเม็ดอากาศนั้น แล่นเข้าสู่ศูนย์กลาง แต่ละเม็ดก็ออกแสงเรือง ระยิบระยับ จนตาผมฝ้ามัว กระจายเหมือนดาวกระจายในท้องฟ้าคืนที่มืดมิด อยู่ครู่ใหญ่ ๆ และแล้วกระบวนการก็เปลี่ยนแปรไป กลายเป็นเส้นขนานกันมากมาย ลอยอยู่บนอากาศ เป็นเส้นเล็ก ๆ บาง ๆ เหมือนเส้นด้าย แล้วไม่นานนั้นเอง ผมก็เห็นคนเดินไต่มาตามเส้นด้ายบาง ๆ นั้น ไม่ใช่คนเดียว หลายคน ค่อยย่องตามกันออกมาเป็นแถวยาว คนเหล่านั้น ผอมบ้าง สูงบ้าง ต่ำบ้าง แก่บ้าง หนุ่มบ้าง มีใบหน้ายิ้มแย้ม พากันจับระบำออกมา ทุกคนมองยิ้ม ๆมาทางผม ผมตกใจตั้งแต่เห็นคนแรกโผล่ออกมาแล้ว กลั้นใจดูคนก็เดินตามมาเรื่อย ๆ ไปจนกระทั่งคนหนึ่งหยุดมองผมหนัก ๆ แล้ว ยื่นมือออกมาทาง ผม ผมก็ร้องขึ้นสุดเสียง

 

ทุกคนก็ตื่นขึ้นมา ต่างก็ตกใจไปตาม ๆกัน แล้วก็พากันปลอบผมต่าง ๆนานาจนผมอบอุ่นและแล้วก็พากันนอนหลับไปอีกหนหนึ่ง แต่ไม่นานเหตุการณ์เช่นเดิมก็เกิด ขึ้นอีก

 

บังเกิดเป็นเม็ดอากาศจำนวนมหาศาลวิ่งเข้าหากันที่ศูนย์กลาง กระจายเจิดจ้าขึ้นเหมือนเดิม คราวนี้ผมกลัวมาก เพราะรู้ว่าอีกสักหน่อยพวกผีเหล่านั้นก็จะออกมาอีก เม็ดอากาศแปรขบวนเป็นเส้นขนานอีกแล้ว และแล้วพวกเขาก็ค่อยย่องออกมา ในท่าระบำยิ้มแย้มเหมือนเดิม

 

คราวนี้ผมร้องไม่ออก ตะกุยตะกายอยู่ตั้งนานเสียงจึงหลุดออกมา

 

ในภายหลังร่วม ๓๐ ปีต่อมา เมื่อผมได้เรียนรู้พระพุทธศาสนา ผมจึงรู้ความจริงของเหตุการณ์ในคืนนั้นว่ามิได้มีผีหรือวิญญาณร้ายใดใดสิงอยู่ที่เสาเรือนนั้น แท้จริงเกิดขึ้นเพราะกระบวนการแห่งสมาธิจิตของผมฟื้นตัวขึ้นมา มันเป็นสมาธิจิตที่มีพลังและประสิทธิภาพอย่างเยี่ยมยอดโดยธรรมชาติที่สามารถเป็นขึ้นได้แม้กับเด็กอ่อน ๆ ยิ่งสมาธิจิตลึกซึ้งเท่าใด ภาพคนที่เดินไต่เส้นด้ายออกมาก็จะยิ่งมีชีวิตชีวาและชัดเจนยิ่งขึ้น หากแต่คราวนั้นผมไม่สามารถผ่านขั้นตอนไปได้ เพราะถูกสกัดด้วย "ความกลัว" เสียก่อน ถ้าเพียงแต่ผมไม่กลัว นิ่งเสียได้เท่านั้นเอง สมาธิระดับนี้ก็จะพาทะลุไปสู่โลกในอดีตกาลของผมได้ (นี่คือกระบวนการสมาธิเพื่อรำลึกชาติ กระบวนการเช่นนี้เองที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆนักรำลึกชาติหลายกรณีที่มีการพิศูจน์กันมาแล้วทั่วโลก) เพราะภายในไม่ช้าฉากนี้ก็จะแปรไป ฉากใหม่ก็จะเกิดขึ้นมาแทนเรื่อยไปตราบที่สมาธิจิตยังคงอยู่ น่าเสียดายโอกาสแต่คราวนั้น และซ้ำเหตุการณ์ได้ส่งผลเสียให้ เพราะผมได้กลายเป็นเด็กที่กลัวความมืดมีชีวิตที่ไม่เป็นสุขในวัยเด็ก ๆ กระนั้นก็มีผลดีในอีกด้านหนึ่งคือ มันทำให้ผมเริ่มมีความตรึกตรองขึ้นในใจของผม ว่าทำอย่างไรจึงจะเอาชนะความกลัวเสียได้

 

เมื่อคราวที่ผมเข้าโรงเรียน วันนั้นแม่แต่งตัวให้ผมอย่างดี พาไปโรงเรียนวัดบ้านอี่หล่ำที่แม่ผมสอนอยู่ ความเป็นลูกครูคงทำให้ผมดูดีมีสง่าผ่าเผย พอระฆังตีพักผมก็ลงไปที่สนาม ไปยืนอยู่ ไม่นานก็มีเด็กนักเรียนมายืนอยู่ข้าง ๆ แล้วมาจนรอบตัวผม ผมเดินเขาก็พากันเดินด้วย แต่ผมไม่พูดอะไรกับใครเลย เด็ก ๆ ผู้หญิงก็พากันคุยกันอยู่โดยรอบแต่ไม่พูดกับผม (เขาคงนึกว่าผมหยิ่ง แต่ความจริงผมเป็นคนเช่นนั้นเองคือไม่พูด) วันต่อมานั่นเอง เหตุร้ายก็เกิดกับผม แม่พาเข้าไปบ้านย่า เพราะพ่อสั่งนักสั่งหนาว่ากลางวันเที่ยงให้เข้าไปทานข้าวที่บ้านย่า ที่บ้านย่านั้นแหละ ผมเดินเข้าไป เด็กคนหนึ่งญาติ ๆ กับผม มันตกใจก็คว้าเอามีดโต้เล่มเล็กในพานหมากของย่า ฟันฉับลงบนหัวของผมทีหนึ่ง เต็มแรงของมัน ผมมึนและเจ็บแปลบที่หัว ก็เอามือลูบดู เลือดก็เปียกมือ และยังหยดลงที่พื้นอีกเป็นหยด ๆ แดงฉานไปหมด ผมก็ร้องจ้า เพราะตกใจ ใครต่อใครก็วิ่งออกมา

 

ไม่กี่วันต่อมา ผมก็ได้แผลอีก ผมเดินไปที่บ้านป้า ติดกับบ้านย่านั่นเอง พอเห็นกรงไก่ใต้ถุนบ้าน ผมว่าแวะไปดูหน่อยก็เข้าไป กำลังจะนั่งลงดู หมาตัวใหญ่ก็พรวดเข้ามา ตะลุมบอนกับผม มันกัดกระชาก ๆ หลายที ผมกลิ้งล้มลุกคลุกคลาน ร้องขึ้นคนก็มาไล่หมาไป คราวนี้ผมได้แผลที่โคนขาซ้าย เบ้อเร่อเลยและกลายเป็นแผลเป็นติดตัวผมมาถึงทุกวันนี้ ยังรู้สึกโชคดีที่ไม่ติดเชื้อสุนัขบ้าตายไปเสียแต่คราวนั้น (เพื่อนผม ด.ช.พิทักษ์ งามล้วน ลูกครู คุณน้า ไพบูลย์งามล้วน ถูกหมากัดเหมือนผมนี่แหละต่อมาก็ติดพิษสุนัขบ้าฉีดยาอยู่นานเป็นเดือนเลยแต่ไม่หาย ถึงตายจากกันไปแต่เด็ก ๆ)

 

ผมคุ้นกับบ้านย่ามากเมื่อวัยเด็ก เมื่อผมไปย่าจะปิ้งเนื้อตากแห้ง ที่ยาว ๆ เหมือนไม้แส้ เรียกว่าชิ้นแส้ ทุบให้นิ่ม หอมมาก ผมกินอร่อย ส่วนบ้านยายไม่ค่อยคุ้น ผมได้ไปครั้งหนึ่ง คราวนั้นมีงาน คนเยอะเลย ผมก็ออกมาเดินเล่นนอกบ้านกับเพื่อนเด็กคนหนึ่ง ไปยืนอยู่ครู่หนึ่งข้าง ๆ รั้ว ลับตาคน มีเด็กวัยเดียวกันกับผมในหมู่บ้านยายนั้น สองคนเดินเข้ามาหา คนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าผม ทำกริยาขึงขังใส่ผม และพูดว่า หาญไหม (เป็นภาษานักเลงรุ่นจิ๋ว แปลว่า กล้าชกกับเขาไหม) ผมรู้สึกว่าไม่มีคำตอบอื่นสำหรับ ผม นอกจากคำว่า หาญ” (กล้าซีทำไมจะไม่กล้าเล่า) ผมก็พูดออกไปว่า .หาญเท่านั้นเองมันก็กระโดดเข้ามาต่อยผม ผมก็ต่อยมัน แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนลงมา จากข้างบนบ้านน้าสาวผม ไล่เจ้าหัวโจกนั่นไป

 

บ้านเพ็ก ตำบลรังแร้ง อันเป็นบ้านยายผม อยู่ใกล้แม่น้ำมูล ทำนากันริมฝั่งแม่น้ำมูล คุ้นกับแม่มูล มีปลาเยอะ ในหน้าน้ำเขา จะเอาปลามาให้แม่ผม ๆ ไม่ต้องทำอะไรก็มีปลากิน นอกจากนั้น ก็มีของป่ามากมาย เช่นเห็ดต่าง ๆมะม่วงป่าผลมันเล็ก ๆ พออมทั้งลูก รสหวานสนิทดูดกินจนเกลี้ยงเหลือแต่กับ หมากยางมีมากมาย อร่อย หมากเฟือง หมากไฟ ตามฤดูของมัน มีกระทั่งฟืนและถ่านตามแต่แม่ผมจะสั่งมา ล้วนมาจากทางบ้านยายผม นาน ๆ ก็จะมีคาราวานกองเกวียนขนฟืน ขนถ่านบ้าง เอาลงที่บ้านผมบ้างเลยไปส่งที่อื่นบ้างเป็นประจำ ที่บ้านผมเองก็มีปลาเยอะ ในหน้าฝนพ่อผมทำหลี่ที่นาหนองวง ที่ผมเคยเล่าให้ฟังแต่คราวก่อนแล้วนั่นแหละ ได้ปลามากมายมหาศาล เช้าตรู่คนจะหาบปลามาจากนาเป็นหาบ ๆ แม่ผมจะต้อนผู้คน สับทำให้เป็นปลาร้าเพื่อจะได้เก็บเอาไว้นาน ๆ ทั้งแจกทั้งจ่ายไปทั้งหมู่บ้าน เพราะได้ปลาเหลือเฟือ

 

คราวหนึ่งหน้าฝนอย่างนี้แหละพ่อกับแม่ผมป่วยลงพร้อม ๆ กัน เพราะกินเห็ดเบื่อ เป็นพิษอย่างแรง คนมาบ้านผมคลาคล่ำไปหมด เขาเอาพ่อผมนอนไว้ที่หนึ่ง และแม่อยู่อีกที่หนึ่งห่างกันคนละฟาก เพราะเขาแบ่งหมอรักษาคนละกลุ่มกัน เขาว่ายาใครยามัน ผมกับพี่สาวรอดได้อย่างไรก็นึกไม่ออก ผมก็ไม่รู้จะทำอะไร เดินไปดูพ่อบ้าง ดูแม่บ้าง แล้วก็ออกไปที่ท้องถนน ยืนอยู่เฉย ๆ ด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น บางครั้งพ่อผมจะลุกตึงตังขึ้น ไปดูอาการแม่ผมด้วยความเป็นห่วง เพราะขณะนั้นแม่ผมสิ้นสติไม่ไหวติงไปแล้ว ท่านคงนึกว่าอย่างน้อยก็ให้แม่มันรอดอยู่เลี้ยงลูก คราวนั้นพี่น้องปู่ย่าตายายมากันหมด เขาก็ร่ำลือไปว่าครูใหญ่ปิ่นกับเมียกินเห็ดเบื่ออาการปางตาย ยังไม่ฟื้น ไม่รู้จะข้ามคืนนี้หรือไม่ คนก็มาดูกันเฉย ๆ บ้างก็มี

 

อีกคราวหนึ่งที่คนมาบ้านผมเยอะ ๆ ก็คราวพ่อผมรวยหวย คราวนั้นพ่อผมท้าอาจารย์ดีทั่วทุกทิศ รับแทงไม่อั้น (แน่ละ ! พ่อผมเป็นเจ้ามือหวย) คราวนั้นเกจิอาจารย์หน้าแหกสิ้นชื่อไปตาม ๆ กัน (หากมิฉะนั้นพ่อผมก็ล้มละลาย นับว่าเป็นการต่อสู้ที่ยุติธรรมดี แต่ชัยชนะเป็นฝ่ายพ่อผม) พ่อผมตั้งโต๊ะเลี้ยงเอเย่นต์ สาขาใหญ่ มีเหล้ายาปลาปิ้งมากมาย คนก็มาสรรเสริญพ่อผมต่าง ๆ นานา มีผู้หญิงคนหนึ่งมาเล่าว่า ฝันเห็นพ่อผมขุดบ่อน้ำเป็นสระใหญ่แล้วมีปลาหลากหลายชนิดดำผุดดำว่ายเต้มไปหมดในสระนั้น

 

อีกคราวหนึ่งที่พ่อผมตั้งโต๊ะเลี้ยงใหญ่เช่นเดียวกันนี้ก็คราว นายอำเภอพวง สีบุญลือ นายอำเภออุทุมพรพิสัย ซึ่งเป็นเพื่อนรักสนิทกับพ่อผม มาบ้านผม มีข้าราชการมามากมาย กำนันผู้ใหญ่บ้านแถวนั้นก็มากันหมด ผมเห็นนายอำเภอทักทายคนนั้นคนนี้อยู่ตลอดเวลาใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พอดีมีชาวนาผ่านมา เขาก็ลงนั่งยอง ๆ ยกมือไหว้นายอำเภอ ๆ รับไหว้แล้วถามว่า มาอั๋ยล่ะ?” ผมเฝ้าคิดอยู่นานว่าทำไมนายอำเภอจึงไม่พูดว่า มาทำไม?” กลับพูดว่า มาอั๋ย?” เพราะในหนังสือเรียนภาษาไทยไม่เห็นมีคำว่า มาอั๋ย

 

อีกครั้งหนึ่งที่พ่อผมต้อนรับแขกที่ประทับใจผมก็คือ พ่อเสี่ยวบ้านโต๊ะมาเยี่ยม ผมได้ยินพ่อกับแม่พูดถึงพ่อเสี่ยว(คือสหายร่วมสาบาญของพ่อ)อยู่หลายวันจนทำให้ผมอยากเห็นหน้าพ่อเสี่ยวคนนี้ขึ้นมาจริง ๆ ในที่สุดพ่อเสี่ยวก็มาถึง ขี่ม้าเทศตัวใหญ่พ่วงพี พอหยุดมันแหมลั่นเลย พ่อเสี่ยวมีข้าวของมาฝากพ่อผมเยอะแยะเลย ในนั้นมีน้ำอ้อยงบ ก้อนใหญ่ ๆ ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนและยังมีผ้าซิ่นไหมมาฝากแม่ผมด้วย คราวนี้ บนโต๊ะอาหาร ผมไม่เห็นใครมาร่วมโต๊ะเลยนอกจากพ่อผมกับพ่อเสี่ยวสองคนเท่านั้น แม่ผมเองก็ไม่มาใกล้ ๆ พ่อเสี่ยวผมมีบุคคลิกภาพไม่เหมือนใคร เป็นคนร่างใหญ่ ผิวดำเป็นนิลเลย ใบหน้าสี่เหลี่ยม ตัวก็สี่เหลี่ยม แล้วยังมีฟันทองอยู่ซี่หนึ่ง เวลาพูดเห็นฟันเลี่ยมทองทำให้คล้ายยิ้ม ๆ เป็นคนน่าเกรงขามมาก พ่อผมแนะนำผมให้พ่อเสี่ยวรู้จัก พ่อเสี่ยวทักผมว่าเรียนชั้นไหน แล้วก็ยิ้ม ๆ เท่านี้เอง พ่อเสี่ยวบ้านโต๊ะเป็นพ่อค้าใหญ่(บ้านผมเรียกว่า นายฮ้อยใหญ่) สมัยนั้นถนนหนทางยังไม่สะดวก นักธุรกิจแนวหน้าจึงใช้ม้าเป็นพาหนะ เท่าที่ผมเคยเห็นก็มีลุงผม ได้กับพี่สาวพ่อผม (นายบุญหนา ต้นวงศ์ ศึกษาธิการอำเภออุทุมพรพิสัย) ที่มีม้าขี่ไปตรวจโรงเรียนต่าง ๆ ในเขตอำเภอเป็นประจำ บ้านโต๊ะอยู่ใกล้ ๆ อำเภอเมืองศรีสะเกษ บ้านพ่อผมอยู่อีกฟากหนึ่งของอำเภออุทุมพรพิสัย ใกล้ ๆ เขตอำเภอราษีไศล อยู่ไกลกันไม่น้อยกว่า 20 กิโลเมตร พ่อเสี่ยวผมมาคราวนี้แล้วก็ไม่เคยมาอีก เพราะทางไกลและผู้ร้ายชุกชุมคอยดักปล้นพ่อค้าใหญ่เสมอ ๆ ผมเองก็ไม่ทราบเบื้องหลังว่าท่านมาผูกสมัครรักใคร่กันได้อย่างไรในเมื่อต่างก็อยู่ไกลกันขนาดนั้น คราวนั้น พ่อผมตอบแทนพ่อเสียวอย่างถึงใจเช่นกัน จนพ่อเสี่ยวผมร้องแล้วร้องอีกว่า จะเอาไปทำไมนา ๆ ๆ ๆเรื่องราวแห่งอัธยาศัยไมตรีจิตเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ประทับใจผมมาตั้งแต่เป็นเด็กครั้งกระโน้น ภาพของพ่อเสี่ยว ผู้ก้าวขึ้นหลังม้าตัวงามแล้วควบขับออกเดินทางไปไกลข้างหน้าคนเดียวอย่างไม่หวาดหวั่นเป็นภาพวีรบุรุษในสายตาผม ที่ยากจะลืมเลือน

 

แขกผู้มาเยี่ยมเยือนพ่อของผมที่ให้ความทรงจำพิเศษอีกคณะหนึ่ง คือคณะอาว์(น้องชายพ่อ) เป็นสรรพสามิตอยู่ที่จังหวัด ออกมาพร้อมกับพรรคพวกทีละไม่น้อยกว่าสามคนเสมอไป คณะนี้มีอาวุธปืนทันสมัย พอตั้งวงกินเหล้ากันที่บ้านพ่อผม จะมีคนในหมู่บ้านโดยเฉพาะผู้ใหญ่บ้าน มาคอยรับใช้ คอยพูดคุยด้วย คอยบริการต่าง ๆ พวกนี้พูดคุยกันโขมงโฉงเฉง เสียงดัง บ่งบอกซึ่งอำนาจ และในขณะเดียวกันก็บอกความเป็นกันเองกับครอบครัวผม แล้วมักเอาปืนออกมาอวดชาวบ้าน ของอาว์ผมเป็นมูเซอร์มีด้ามถอดเก็บได้ ของฝรั่งเศส ซึ่งนับว่าทันสมัยมาจนบัดนี้ เมื่ออาว์ผมมาผมไม่ชอบมาอยู่ใกล้ ๆ เลย เฉพาะบุคคลิกภาพของอาว์ผมนั้น ผมก็รู้สึกไม่สบายใจ ท่านมีดวงตาที่คนบอกว่าตาเพชรฆาต หรือตาเสือ ใครฆ่าคนมามาก ๆ จะมีตาเช่นนี้ ผมไม่กล้ามองดู ไม่กล้าสบตา ท่านพาพวกออกมาเที่ยวจับเหล้าเถื่อน จับได้แล้วก็มัดมือแล้วให้หาบคอนเข้าของอุปกรณ์ต้มเหล้าเถื่อนไปอำเภอ มักจับไปทีละหลาย ๆ คน ซึ่งสมัยเป็นเด็กนักเรียนผมเห็นภาพจับเหล้าเถื่อนนี้บ่อยที่สุด เพราะมักเดินผ่านโรงเรียนผมไป ในขณะนั้นพ่อผมก็ต้มเหล้าเถื่อนด้วย คนของพ่อผมจัดการต้มในบริเวณกอไผ่ในสวน แต่อาว์ผมหรือสรรพสามิตหรือตำรวจไม่เคยแตะต้อง แถมชอบกินเหล้าเถื่อนพ่อผมเสียอีก

 

เรื่องราวของตำรวจหรือเจ้าหน้าที่สรรพสามิตที่ผมได้ยินได้ฟังแต่เด็ก ๆ นั้น ล้วนเป็นเรื่องราวแห่งอำนาจ และความเหี้ยมโหด เขามักเล่าลือกันว่าพวกตำรวจจับโจรได้แล้วมักจะเอาไปยิงทิ้งเสียระหว่างทาง และมักมีระบบการซ้อมผู้ต้องหากันอย่างไม่คำนึงความชอบธรรมตามกฎหมาย (ผมได้ยินได้ฟังเรื่องที่ลับ ๆ พิเศษ ๆ เช่นนี้เพราะคนมักมาบอกเรื่องราวต่าง ๆ ให้พ่อผมฟังอยู่เสมอ ๆ แม้เรื่องเผาศพคนไม่ไหม้เขาก็มาเล่าให้ฟัง แล้ววิจารณ์ไปต่างๆ ที่ผมฟังแล้วก็รู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึง)

 

ในอีกด้านหนึ่งผมก็มักได้ข่าวโจรผู้ร้าย ว่ามีความเหี้ยมโหดพอ ๆ กับตำรวจ เคยมีโจรขึ้นบ้านผมครั้งหนึ่ง มาขอพักกินข้าวเย็น ขึ้นไปนั่งกันเต็มพรึบบนบ้านพ่อผมรวมแล้ว ๗ คน โชคดีที่มีคนที่เท่าทันและเป็นนักเลงแบบเดียวกันนี้ คือน้าชายผม (นายอ้ม ธรรมบุตร) เป็นครู-นักเลง บ้านเพ็ก คนเดียวกับที่เอาหวดรับผมไว้ได้คราวนั้น รีบกระซิบบอกพ่อผม ทุกคนก็เตรียมตัว พ่อผมรีบเข้าไปในห้องนอน เอาปืนออกมาตรวจสอบแมกกาซีนกระสุนแล้วขึ้นนกพร้อมยิงทันที เสียงขึ้นนกปืนคงทำให้พวกมันรู้ตัว และหวาดกลัวไม่น้อย พวกมันคงเห็นท่าไม่ดีหัวหน้าสั่ง จัดการถึง 3 ครั้งก็ไม่ยอมขยับ พากันล่าถอยไปโดยดี อย่างมากที่โจรทำกับพ่อผมได้ในสมัยนั้นก็คือโขมยควายที่ปล่อยเลี้ยงไว้ที่ท้องนาทุ่งตะวันตก แต่ก็สามารถตามกลับมาได้ วีรบุรุษที่ตามควายโทนใหญ่พ่อผมกลับมาคราวนั้นก็คืออาว์ ครูเสี่ยน ไชยปัญญา แต่ควายก็ขาหัก ช่วยกันพะยุงมาทั้งคืน สมัยนั้นโจรมักโขมยโค-ควายข้ามห้วยทับทันไปเขตจังหวัดสุรินทร์ ผมเคยไปตามควายกับเขาครั้งหนึ่ง ตอนโตแล้ว ไปถึง 3 วัน 3 คืน คราวนั้นมันโขมยไป 3 ตัวเป็นควายของลุง ครูจันทร์ อนุพันธุ์ (พ่อ ผอ.ประเสริฐ อนุพันธุ์ พืชสวนศรีสะเกษ เพื่อนรุ่นน้องผม) แต่ไม่สามารถตามเอากลับมาได้

 

ตามที่เล่ามาแล้วนี้ ดูคล้ายว่าพ่อผมจะอยู่ฝ่ายกฎหมายอย่างเต็มตัว เปล่า ! พ่อผมกลับสามารถผูกสนิทกับไอ้เสือปล้นฆ่าได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะพ่อผมท่องเที่ยวไปไกล ผูกมิตรไว้ทุกแห่งหน คราวหนึ่ง ที่บ้านผมมีงาน คนมาเต็มทั้งชั้นบนชั้นล่าง ผมอยู่ชั้นล่าง สักครู่ผมเห็นคนวิ่งเข้าวิ่งออกที่ประตูบ้าน แล้วก็มีคนพูดกันด้วยความตื่นตระหนกว่า เสือยงมา (ผมได้ยินอย่างนี้ ต้องเป็นคนละคนกับเสือถันผู้โด่งดัง เพราะเสือถันนั้นมาสมัยที่ผมโตเป็นวัยรุ่นแล้ว) ผมได้ยินผมตกใจมาก เพราะเขาเล่ากันว่าเสือยงเหี้ยมฆ่าคนฆ่าตำรวจแล้วหลบหนีอยู่ และตำรวจก็ตามล่าไม่หยุด ผมกำลังนึกกลัวว่ามันมาจะปล้นบ้านผมหรือก็ได้ยินเสียง ๆ หนึ่ง

กังวาลหนัก ๆ ที่ประตู คนทั้งหมดหันไปมองดูแล้วตะลึงเงียบกริบกันไปหมด ไม่มีใครกล้าพูดหรือขยับเขยื้อนเลย ผมได้เห็นดวงตาที่บ่งบอกแววเพชรฆาตหรือตาเสืออีกครั้งหนึ่งแล้ว มันมีอำนาจสะกดจิตอยู่ในนั้น จนผมได้รับกระแสกระทบเฉียบพลัน ตาคู่นั้นแดงก่ำดังสีเลือด เขาเดินเข้ามาไม่กลัวใคร ตัวก็ไม่ใหญ่โตเท่าไรผมคิด แต่มีอำนาจ สามารถสะกดจิตคนทั้งบ้านให้สงบเงียบได้ พอเข้ามาก็เดินตรงไปกะได ขึ้นไปชั้นบน ซึ่งที่นั่นพ่อผม(ซึ่งความจริงท่านรู้เรื่องอยู่ก่อนแล้ว)อำนวยการต้อนรับอยู่อย่างเต็มที่ พ่อผมเลี้ยงเหล้าข้าวปลาอาหารเสือยงเสียอิ่มแปร้ แล้วพ่อผมยังให้เงินแก่เสือยงไปจำนวนหนึ่ง โดยยัดใส่ให้ในกระเป๋ากางเกง(ท่านบอกแม่ภายหลัง) ไม่นานหรอกไอ้เสือก็อำลาพ่อผมไป บอกว่าช้าไม่ได้ สถานการณ์กำลังคับขัน และเขาไม่อยากเป็นต้นเหตุสร้างความเดือดร้อนให้พ่อผม ซึ่งเขาจะนับถือตลอดไปว่าเป็นผู้มีพระคุณ

 

ซึ่งเมื่อผมได้ยินได้ฟังถ้อยคำเหล่านี้ ผมก็ซาบซึ้งใจยิ่งนัก ดื่มด่ำในใจว่าคุณธรรมนั้นมีอยู่ ในคนทุกคน ไม่ว่าผู้ดีหรือผู้ร้าย ดูเหมือนว่าสถานการณ์สังคมที่แวดล้อมผมในวัยเด็กอันสลับซับซ้อนเช่นนี้เอง ที่มีอิทธิพลหรือสร้างแนวคิดวัฒนธรรมแห่งชีวิตของผมอย่างมากมาย ในขณะนั้นผมได้เข้าใจสัจธรรมเบื้องต้นแห่งชีวิตจากเหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านี้ ว่าในความดีก็มีความร้าย และในความร้ายก็ยังมีความดีอยู่เสมอไปเป็นธรรมดา โลกจึงต้องพึ่งพาอาศัยกันเสมอ หากเราทำหน้าที่ของเรา ๆ ไปเต็มที่แล้ว ก็มีความชอบธรรมเกิดขึ้นทันที อันเป็นกฎแห่งธรรมชาติ ที่รักษาโลกให้อยู่ในความสมดุล

 

และ นี่ก็คือตัวอย่างบุคคลที่น่ากลัวในทัศนะของผมเมื่อเด็ก ๆที่เป็นผลต่อการเกิดขึ้นแห่งความคิดอ่านใดใดในทางที่พยายามเอาชนะ และก็ดูประหนึ่งว่าโชคชะตาก็หนุนเข้าข้างผมมาโดยตลอด เมื่อผมจบป.๔ ผมไม่เลือกวัด ไม่เลือกอยู่กับมหาเสน วัดพระโต พ่อผมก็ส่งผมมาอยู่กับอาว์ (นายวาด เติมใจ) ที่เป็นบุคคลที่ผมเกรงกลัวเอา มาก ๆ นี่เอง

 

โชคชะตาได้พยายามปั้นผม ในสิ่งที่ผมกลัวโชคชะตาจะพาผมไปต่อสู้ เพื่อเอาชนะให้ได้ ซึ่งในระยะนั้นผมก็ชนะบ้างแพ้บ้างสลับกันไป ใจตัวเองก็รู้ดีว่าความกลัวไม่มีวันสิ้นสุด ตอนนั้นแหละที่ผมคล้ายกับได้ยินเสียงว่า ตราบใดที่ยังไม่สำเร็จธรรมะเป็นพระอรหันต์ คนก็ไม่อาจพ้นไปจากความกลัวได้ ผมจึงได้เริ่มมีความคิดอันกรุ่นอยู่ในใจถึงเรื่องราวของพระอรหันต์

 

ระยะนั้นมีงานสำคัญของจังหวัดศรีสะเกษงานหนึ่ง ที่ได้เปิดจินตนาการของผมไปสู่อีกมุมหนึ่งของชีวิต คืองานฉลองศาลจังหวัดศรีสะเกษ เขาก็มากะเกณฑ์ให้ครูผู้พอมีสะตังซื้อตั๋วนั่งเครื่องบิน คราวนั้นผมกับครอบครัวพ่อแม่พี่สาวได้เดินทางไกล ได้นั่งรถยนต์ ได้นั่งรถไฟคันยาว และที่สุดได้ขึ้นเครื่องบิน เป็นเครื่องยนต์สี่ใบพัด ผมนั่งริมหน้าต่าง มันพาขึ้นบนท้องฟ้า เห็นเมฆ เห้นบ้านเมืองและท้องนาข้างล่างที่ประหลาดไม่เคยเห็นมาก่อน และที่พากันตกใจก็คือเครื่องบินตกหลุมอากาศ มันเหมือนกับหลุดวูบลงไปในหลุมทั้งลำ จนพวกเราตกใจ เรื่องได้ขี่เครื่องบินวันนั้นกลายเป็นหัวข้อที่คนพูดคุยโอ้อวดกันอยู่เป็นเวลานาน แต่ครอบครัวผมกลับเฉย ๆ พ่อผมมักบ่นแต่ว่าแพงไป ๆ(บัตรครอบครัวบัตรละ50บาท)ไม่เห็นมีอะไรเลย แค่วนไปวนมารอบเมืองสามรอบแล้วลงจอด แต่พ่อผมก็ยอมรับว่าเป็นการกุศลช่วยเขาสร้างศาลจังหวัดศรีสะเกษ

 

เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ เป็นเรื่องราวที่สร้างจินตนาการความคิดอ่านอันละเอียดอ่อนลึกซึ้งภายในภาคจิตวิญญาณผม ก่อเกิดความรู้จักการตรึกและการตรองสิ่งใดใดอย่างเงียบกริบอยู่ภายในเสมอ ๆ แต่สิ่งที่สร้างจินตนาการอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ต่อเนื่องไปเป็นเวลานานปีแล้วปีเล่าตราบไปบรรจบวันเวลาที่มีความหมายยิ่งใหญ่ในชีวิตของผมนั้น เป็นสิ่งที่บังเกิดขึ้นเมื่อแม่ผมเริ่มเล่านิทานก่อนนอนให้ผมฟัง

 

ในคืนวันหนึ่ง !

 

แม่ผมเอ่ยนามเจ้าชายองค์หนึ่ง ชื่อ เจ้าชายสีธาตุ แต่แล้วคืนวันหนึ่งพระองค์ก็สละโลกออกบวชจนต่อมาได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์สัพพัญญู ผู้รู้แจ้งโลก เรื่องราวทั้งหลายที่มนุษย์เรารู้อยู่ทุกวันนี้เรารู้จากเจ้าชายพระองค์นี้ทั้งสิ้น (เจ้าชายสีธาตุนั้นแท้จริงก็คือเจ้าชายสิทธัตถะ แต่ผมก็ไม่ได้นึกอย่างนั้นเลยในขณะนั้น แม่ผมเอ่ยนามของพระองค์เพียงเพื่อเป็นการคารวะหรือไหว้ครูก่อนเล่านิทานให้ผมฟังเท่านั้น ชื่อเจ้าชายสีธาตุปรากฎในวรรณคดีอิสาน) แล้วต่อมาท่านก็เล่าเรื่องเป็นนิยายที่ผมหลงใหลฟังอย่างไม่รู้อิ่ม ไม่รู้ง่วงเหงาหาวนอนเลยตลอดมา จนกระทั่งผมเข้าเรียน กขกกา แล้วผสมตัวอักษรตัวแรกได้ผมก็หยิบหนังสือมาหัดผสมตัวอ่าน เรื่องท้าวการะเกดขี่ม้ามณีกาพย์ กับนางมณีจันทน์นั่งซ้อนกันมา ที่แม่ผมเล่าให้ฟัง แต่อยากฟังใหม่ให้อิ่ม ๆ ท้าวสินไชย ผู้ถือธนูศร ไปตามอาว์ที่ถูกยักษ์ลักพาตัวไปเป็นเมีย ยักษ์โขโนหลับไม่ตื่นนางจะปลุกอย่างไรก็ไม่รู้สึกตัว มีบทกาพย์ตอนนางปลุกผัวยักษ์นี้ไพเราะมาก เพราะความจริงนางกลับรักชอบยักษ์อย่างสุดสวาสดิ์ขาดใจ จึงไม่ยอมไปกับหลานโดยง่าย จนที่สุดยักษ์ตื่นตามมาทันแล้วเกิดการสู้รบขึ้น ท้าวสินไชยจึงใช้ศรพรหมศาสตร์ยิงยักษ์โขโนตาย ในขณะที่ท้าวการะเกดยิงยักษ์กุมภัณฑ์อย่างไร ๆ ก็ไม่ตาย ยิงมันตายก็แตกตัวเป็น 2 2 เป็น 4 4 เป็น 8 ไปเรื่อย ๆ จนม้ามณีกาพย์อ่อนแรงลงไป เพราะเหาะสู้รบกันกลางอากาศอยู่ถึง 7 วัน 7 คืน ท้าวการะเกดจวนเจียนจะแพ้ยักษ์อยู่แล้ว ก็พอดีภูตแห่งขุนเขามาบอกว่าให้ขอท่อนผ้าสะไบในที่ลับของนางมณีจันทน์มาชุบลูกศรเสียก่อนจึงค่อยยิงยักษ์มันจึงจะตาย กาพย์ตอนนี้ก็ไพเราะเหลือหลายเมื่อท้าวการะเกดขอให้นางมณีจันทน์เปลื้องสะไบส่งให้จะได้ฆ่ายักษ์ให้ตายไป

 

ด้วยเหตุนี้ เมื่อจบ ป.4 ผลการสอบจึงเป็นที่๑ของอำเภออุทุมพรพิสัย ได้ ๙๒ % เมื่อแม่พาไปอำเภอครูมาดูผมหลายคน คนหนึ่งถามแม่ผมว่า นี่หรือเขียนไทยไม่ผิดเลย และ ผมจึงได้ผ่านการอ่านการศึกษาวรรณคดีสำคัญ ๆ จบไปหลายเล่ม เล่มหนึ่งเป็นวรรณคดีไทยคือพระราชนิพนธ์อิเหนา ผมก็อ่านจบทั้งเล่ม ซึ่งความจริงผมดูจะชอบ วิหยาสะกำ กับพ่อเขา ท้าวกะหมังกุหนิง มากกว่าอิเหนาเสียอีก อิเหนาเป็นคนไม่มีศีลสัตย์ เห็นแก่ตัวมาก ส่วนท้าวกะหมังกุหนิง เป็นพ่อที่น่าบูชามาก วลีอมตะที่ท้าวกะหมังกุหนิงเอ่ยออกมาว่า "พ่อเหมือนพฤกษาลดาวัลย์ จะอาสัญเพราะลูกดังกล่าวมา" ลูกทุก คนต้องประทับใจมาก บางครั้งผมอดคิดไม่ได้ว่าทำไมเราต้องรังเกียจจรกา อิเหนาต่างหากที่ก่อเรื่องร้ายขึ้นทุกอย่าง

 

ผมอ่านเรื่องขุนช้างขุนแผนบางตอน เพราะหนังสือมีไม่ครบ ตอนพระไวยแตกทัพ กับตอนจรเข้เถรขวาด ช่างฝังใจผม เมื่อผีนางวันทองเป็นห่วงลูกกลัวจะถูกพ่อขุนแผนกับพลายชุมพลฆ่าเสีย จึงแปลงเป็นหญิงสาวมาดักกลางทาง พระไวยก็เข้าเกี้ยวโลมนางแปลง(ตามสันดารสัตว์ตัวผู้ในวรรณคดีไทย) นางแปลงกลายเป็นนางวันทอง บอกว่าลูกเอ๋ยนี่คือแม่เจ้า มาบอกการศึกให้ อย่ายกทัพไปเลย ข้าศึกมีกำลังกล้าแข็งนัก หากไม่เชื่อคราวนีอย่าหวังว่าจะเอาชีวิตรอดกลับมา ความจริงผมไม่เข้าใจสามเณรแก้วเลย เพราะที่ทำไปนั้นเป็นอาบัติปาราชิกทั้งสิ้น(ไม่ต่างจากเณรแอ)

 

และผมยังได้อ่านหนังสือของศาสนาคริสต์ ผมหยิบมาจากถังขยะที่เขาทิ้งไปแล้ว เรื่องน้ำท่วมโลก ทูตพระเจ้าซึ่งเป็นรูปคนมีปีกมาบอกให้โนอาสร้างเรือใหญ่ มีเรือใหญ่ของโนอา จอดอยู่แล้วมีพวกสัตว์เช่นแพะแกะอยู่เป็นคู่ ๆ โนอาไล่ต้อนคนลงเรือแล้วน้ำก็ท่วมโลก เรื่องราวมีอยู่เพียง2-3ใบเท่านั้น (เรื่องราวของศาสนาคริสต์น่าหัวเราะในทัศนะของผมเพราะผมไม่เคยคิดว่าเป็นเรื่องจริงเลยสักนิดเดียว บางเรื่องคล้าย ๆ เอามะพร้าวห้าวมาขายสวน)

 

เมื่อผมเรียนหนังสือชั้นมัธยมผมอ่านหนังสือวรรณกรรมทุกชนิดในห้องสมุด

 

อ่านรามเกียรติ์พระราชนิพนธ์จบตั้งแต่นนทุกพ้อว่าคนสี่มือรังแกคนสองมือแล้วอธิษฐานขอลงไปเกิดเป็นสิบเศียรสิบกรในโลกมนุษย์ กลายเป็นรามเกียรติสมบูรณ์ขึ้นมา อ่าน นิยายชาวมุสลิม คือนิทานอาหรับราตรี อ่านโซไรด้า นางพญาแห่งทะเลทราย อย่างหลงใหลงมงาย อ่านอัศวินแห่งกษัตริย์อาเธอร์ เชอร์ล๊อคโฮมยอดนักสืบ นวนิยายจากราช สำนักอังกฤษ อ่านพระอภัยมณี ของจินตกวีครูสุนทรภู่จบบริบูรณ์ อ่านเรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ ต่าง ๆ เช่นโคบุตร สังข์ทอง แม้ โกมินทร์กุมาร จอมอภินิหารเด็ก สำนวนชาว บ้านก็อ่าน แล้วอ่านสามเกลอ:พลนิกรกิมหงวน ของ ป.อินทร์ปาลิต อ่านไปหัวเราะไปอ่านบทกวี กำศรวลศรีปราชญ์ นิราศนรินทร์ และ พระลอ ยอดแห่งลิลิตที่ผมเคยได้ยินพ่อขับบางบทแล้วผมฟังไพเราะเอามาก ๆ เช่นตอน พระลอคร่ำครวญตอนตกทุกข์ได้ ยากว่า "ยามไร้เด็ดดอกหญ้า แซมผม พระเอย หอมบ่หอมทัดดม ดั่งบ้า สุกกรมลำดวนชม เชยกลิ่น พระเอย หอมกลิ่นเรียมโอ้อ้า กลิ่นแก้วติดใจ ฯ" กับตอนพระลอไปคร่ำครวญที่ฝั่งแม่น้ำกาหลงแล้วเสี่ยงน้ำ เห็นแดงฉานก็รู้ว่าชีวิตไม่รอด ก็คิดถึงพระคุณแม่ขึ้นมาจับใจ จึงเอ่ยบทอมตะบทนี้ออกมาว่า "ร้อยชู้ฤาเท่าเนื้อ เมียตน เมียแล่พันฤาดล แม่ได้ ทรงครรภ์คลอดเป็นคน ฤาง่าย เลยนา เลี้ยงยากนักท้าวไท้ธิราชผู้มีคุณฯ" แต่ สำหรับลิลิตพระลอ สิ่งที่ก่อเกิดความสงสัยที่แฝงฝังในจิตใจผมโดย ตลอดมาเป็นระยะเวลาอันเนิ่นนานก็คือเรื่องราวของ ปู่เจ้าสมิงพราย ผู้แสดงบทบาท จอมอภินิหารของเรื่องนี้

 

ผมอ่านหนังสือที่ไม่จบอยู่เล่มเดียวคือ สามก๊ก ทั้ง ๆที่ชอบมากตั้งแต่ตอนต้น ตั้งแต่เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย มาพบกัน แล้วมาเลื่อมใสขงเบ้งเอามากๆ เมื่ออ่าน โจโฉแตกทัพเรือ เดิมอ่านเป็นตอน ๆ มาพบรวมเล่มภายหลัง สาเหตุก็เพราะผมพลิกไปดูตอนท้าย ๆเล่มก่อน แล้วพบเรื่องราวของ สุมาอี้ ไล่ต้อนขงเบ้ง ถอยไม่เป็นกระบวน และแล้วขงเบ้งก็จบชีวิตลง โจโฉได้เป็นกษัตริย์ ในขณะนั้นผมเสียใจมาก ผมเคยรู้สึกว่าขงเบ้งยิ่งใหญ่ในสงคราม แต่แล้ว แม้ในหนังสือจะวาดภาพสุมาอี้ คล้ายดั่งโจร แต่ผมมองว่าในความจริงแล้ว สุมาอี้คือผู้ชนะ นั่นแหละคือวีรบุรุษแห่ง สงครามที่แท้จริงในทัศนะของผม จึงเห็นว่าผู้เขียนสามก๊ก ไม่ทรงความยุติธรรม จึงวางหนังสือลงและไม่อ่านสามก๊กอีก

 

เพราะคติของผมนั้น คนเก่งคือผู้ชนะ ผมต้องการคำสุดท้ายเพียงคำว่า ชนะ คำเดียว ก่อนคำนี้จะเป็นอะไรก็ได้ จะแพ้ สักกี่ครั้งก็ได้ ขอแต่บั้นปลายคือ คำว่า ชนะ

 

ก่อนจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่6 โรงเรียน "ศรีสะเกษ "ศรีสะเกษวิทยาลัย" อันเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดศรีสะเกษนั้น ผมก็ได้สร้างประวัติศาสตร์อันพิสดารอันหนึ่งที่ไม่มีใครเหมือน เมื่อครูประจำชั้น (อาจารย์บุญชิต พรหมวาที) ประกาศผลสอบไล่ในห้องเรียน สำหรับวิชา วรรณคดีอังกฤษ (อาจารย์สถิต โพพิพัฒน์ เป็นอาจารย์ประจำวิชา) มีเพื่อนได้คะแนน เต็ม 20 คะแนนคนหนึ่ง (น.พ.รังสรรค์ วรวงศ์ ร.พ.เชียงใหม่) แล้วพออ่านมาถึงชื่อผม ครูบอกว่าได้คะแนนเพิ่มพิเศษ คือได้ 20+1 คะแนน เกินคะแนนเต็ม ไป 1 คะแนน เท่ากับได้ 21 ส่วน 20 คะแนนหรือ ๑๐๕ % แล้วผมได้ เดินทางเข้ากรุงเทพในปลายเดือนมีนาคม ได้ไปกวดวิชาแล้วสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนที่มีชื่อเสียงว่าเป็นยอดนักเรียนเก่งของประเทศ ไทย ผมได้อยู่ห้องพระราชา(King"s Room)ห้อง ๒๒๖ แผนกอักษรศาสตร์ เพื่อนร่วมห้องคนสำคัญคือ แสงชัย สุนทรวัฒน์ จบอักษรศาสตร์แล้ว โชคชะตานำผมมาสู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ซึ่งผมได้ศึกษาวิชาการด้านวารสารศาสตร์ ที่ซึ่งผมได้มีประสบการณ์มากมายมหาศาล เป็นต้นว่า ผมได้เป็นบรรณาธิการ ที่ได้สัมผัสกับสตรีที่กำลังจะได้เป็นคนสวยที่สุดไม่เฉพาะในประเทศไทย หากแต่ในจักรวาล และเมื่อผมสำเร็จการศึกษา ผมเป็นบัณฑิตที่ไม่เคยสวมเสื้อครุยปริญญา และไม่เข้าร่วมพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร อันแสดงชีวิตอุดมการณ์ไปอย่างสุด ๆของผม(เพียงผมคิดว่าชุดปริญญามีราคาแพง และสวมใส่เพียงครั้งเดียว สองครั้งเท่านั้นก็เก็บไว้เฉย ๆ เพื่อการโอ้อวด และแท้จริงคุณค่าของวิชาการก็มิได้อยู่ที่พิธีการแต่อย่างใด หากอยู่ที่ความรู้จริงของเราต่างหาก คิดเท่านั้นเองผมก็ตัดสินใจได้อย่างง่าย ๆ ในชีวิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อันมีอิสระและเสรีภาพทางความคิดสูงผมไม่เคยคำนึงพิธีการเลย เมื่อครั้งผมได้ทุนการศึกษาของมูลนิธิวิชาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีพิธีการแจกเงินทุนการศึกษาและ เหรียญรางวัลเรียนเด่นผมก็ไม่เข้าร่วมในพิธีเช่นเดียวกัน ด้วยความคิดทำนองเดียวกันนี้) แล้วผมก็เอนต่อเข้าปริญญาโท สาขารัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า ต่อไป ที่ซึ่ง ผมยุติการศึกษาทางฝ่ายโลกลงเพียงนั้น เนื่องเพราะกระแสแห่งธรรมได้หัน เหวิถีทางชีวิตของผมไปอย่างใหญ่หลวงในระหว่างที่ชีวิตกำลังฝ่าฟันไปท่าม กลางกระแสโลกอันเชี่ยวกรากด้วยกิเลส

 

คราวหน้าผมจะเล่าเรื่องผมกับ หลวงวิจิตรวาทการ ให้ฟังต่อ

 ตอนที่ 2 จากดีเล่มที่ 6

 

 

  •  จากดีเล่มที่ 6

 

 




ประวัติของผม 16 ตอน

ประวัติของผม 16 ตอน
สิ่งที่อยากให้เข้าใจก่อนในการอ่านประวัติของผม16ตอน เพราะเขียนไว้นานแล้ว
ประวัติของผมตอนที่ 1 article
ประวัติของผมตอนที่ 3
ประวัติของผมตอนที่ 4
ประวัติของผมตอนที่ 5
ประวัติของผมตอนที่ 6
ประวัติของผมตอนที่ 7
ประวัติของผมตอนที่ 8
ประวัติของผมตอนที่ 9
ประวัติของผมตอนที่ 10 article
ประวัติของผมตอนที่ 11 article
ประวัติของผมตอนที่ 12
ประวัติของผมตอนที่ 13
ประวัติของผมตอนที่ 14
ประวัติของผมตอนที่ 15
ประวัติของผมตอนที่ 16



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
นี่คือเวบไซต์คู่แฝด, http:\\www.newworldbelieve.net, http:\\www.newworldbelieve.com รวมผลงานการวิจัยรอบด้านทุกสาขาวิชาทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม, โดยเฉพาะเรื่อง ศาสนาใหญ่ ๆ ของโลก, มีการบันทึกข้อมูลทางการพิศูจน์ ทดสอบ วิจัยการศึกษาโลกลี้ลับ, รวมทั้งไสยศาสตร์ และ ศาสนาสากล, งานวิจัยสังคม การเมืองและวัฒนธรรมไทย-สากลและวัฒนธรรมประชาธิปไตย ยาวนานกว่า 14 ปี, แสดงไว้ในเวบไซต์แฝดคู่นี้. เกี่ยวกับประชาธิปไตย, เรากำลังเพ่งเล็งว่าเป็นประเด็นสำคัญยิ่งของประเทศไทยขณะนี้, เพราะโดยยุคสมัย, ไทยไม่อาจจะย้อนกลับคืนไปสู่เผด็จการได้อีก, แม้ว่าจะมีพรรคการเมืองเก่าแก่......พรรคหนึ่งจะพยายามต่อสู้อย่างสุดฤทธิ์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของระบอบอดีตเผด็จการ นำการเมืองไทยหวลกลับสู่ระบอบทึ่น่ารังเกียจคือ โบราณาอามาตยาธิปไตย (ซึ่งเป็นระบอบเผด็จการ ของการปกครองมาแต่ดั้งเดิมนั่นเอง) ซึ่งไม่สามารถจะส่งผลสำเร็จอะไรเกิดขึ้นได้เลย, ก็จะเป็นการหลงผิด เพราะผลที่จะเกิดขึ้น จะเป็นเพียงพร่าเวลาที่มีค่าไปอย่างน่าเสียดาย, เหลวไหลไร้ประโยชน์, มีแต่จะสร้างความเสื่อม, เลวทราม, สร้างความบอบช้ำแก่ประชาชนและประเทศต่อไปอีก, และก็ไม่อาจจะเดินหน้าไปได้ตามระบอบเดิม, ไปได้ก็ชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วเดินต่อไปไม่ได้, ต้องหมุนกลับสู่เส้นทางสากลประชาธิปไตยจนได้เท่านั้น, คนไทยทุกชนชั้นทุกหมู่เหล่าการอาชีพ ทุกฐานะความเป็นอยู่จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ประชาธิปไตยที่แท้จริง (คือเรียนรู้ตัวเอง ว่าแท้จริงคนมีเสรีภาพ ไม่ใช่ทาส), เพราะเราอยู่ในโลกยุคใหม่, ต้องสร้าง, ต้องใช้วิถีทางประชาธิปไตยนี้แก้ปัญหาการเมืองของประเทศ, แก้ทุกปัญหา ทั้งเศรษฐกิจและสังคม แม้การวัฒนธรรม ก็ต้องสร้างขึ้นใหม่ในฐานะ วัฒนธรรมประชาธิปไตยให้ได้, จึงจะสามารถนำประเทศไปสู่เกียรติและฐานะสากลของคำว่าชาติ หรือ ประเทศไทยได้เท่าเทียมกับประเทศอื่น ๆ และล้ำหน้าประเทศที่ใช้ระบอบเผด็จการโบราณเดิมไปได้, และนั้นเป็นวิถีทางเดียวที่นำไปสู่ชัยชนะ ทางเดียวเท่านั้น และเวบไซต์แฝดคู่นี้พยายามชี้แสงสว่าง เปิดดวงตาของประชาชน ให้มองเห็นเส้นทางที่ถูกต้อง เป้าหมายและวิธีการที่ถูกต้องของการศาสนาวัฒนธรรมส่วนที่เป็นสาระสำคัญควบคู่ไปกับประชาธิปไตยที่แท้จริง และที่สำคัญ เวบไซต์ทั้ง .net และ .com คู่นี้ จะนำคนทั้งหลายในโลก ไปสู่ ศาสนาใหม่แห่งโลกใหม่ (newworldbelieve)โดยมีการเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับวิถีทางความคิด และ การเมือง แบบประชาธิปไตย นี้เอง. *** (16 ส.ค.2561) • หมายเหตุ เอาขึ้นเวบไซต์ แทนของเดิม ทั้ง 2 เวบ .net .com วันที่ 16 ส.ค.2561 เวลา 13.35 น.