ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พ.ศ.2540 - 2559
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 1
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 51
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 52
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 53
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 54
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 55
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
Buddhism How? บันทึกของนักปฏิบัติธรรมผู้ถวายชีวิตพิศูจน์สัจธรรมพุทธให้รู้แจ้งเห็นจริงถึงระดับมรรคผลนิพพานแท้
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
bulletศึกษาโลกลี้ลับ 26
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว วิเคราะห์ทุกปัญหาในโลกมนุษย์ด้วยสติปัญญาและเหตุผลวิทยาศาสตร์จากนสพ.ดี
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletประวัติการต่อสู้เพื่อการดับทุกข์ ของพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์ แนวปฏิรูปคณะสงฆ์อยู่ในบทวิเคราะห์นี้แล้ว
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา แนวคิดศาสนาสำหรับคนยุคใหม่ ผู้ก้าวผิดทางไปสู่สิ่งไร้สาระโดยไม่รู้ตัว
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ของฟรีให้เปล่ามา20ปีแล้วทั้งเอกสารและอินเทอเนท
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา เราทำเพื่อปัญญาชนโดยแท้
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่1-3


ประวัติของผมตอนที่ 10 article

ประวัติของผม
ประวัติของผม พระพยับ ปญฺญาธโร
พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ ๓ (10)

 

 

 

 

                                  

 

 

 

 

 

 

ปลายเดือน พฤษภาคม 2542 ผมได้รับหนังสือจาก สำนักงานใหญ่องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (The World Fellowship Of Buddhists - WFB) เพียงคลี่ ๆ ดูแล้วเก็บเอาไว้ อีกร่วมสัปดาห์ต่อมา ดร.นันทสาร สีสลับ เลขาธิการ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ได้โทรศัพท์มาถามว่าผมได้รับเอกสารแล้วหรือยัง ผมแปลกใจนึกรู้ว่า น่าจะเป็นเอกสารสำคัญ จึงได้ตรวจดูอีกที พบว่า ตนได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ ของ มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งโลก (The World Buddhist University - WBU) โดยเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิฝ่ายไทย หมายเลขทะเบียนรหัส ม.พ.ล. 001 และจะมีหน้าที่บริหารมหาวิทยาลัยในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ ตามมาตรา 4 แห่งธรรมนูญของมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งโลกต่อไป ผมได้ถามเรื่องนี้กับ ดร.นันทสาร ท่านแย้มว่า รหัส ม.พ.ล. 001 คงจะถูกใจผม เพราะตามประวัติผมเป็นคนชอบเลข 1 หนังสือสุทธิประจำตัวก็หมายเลข 1 บอร์ดเลยให้เลขรหัสที่ผมชอบไปเป็น ม.พ.ล. 001

เป็นช่วงที่ผมกำลังจะเขียนประวัติสุดยอดของผมอยู่พอดี จึงได้นำมาขึ้นเป็นหลีด (lead) ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ และเข้ากับเรื่องราวประวัติชีวิตช่วงนี้ของผมพอดี โปรดติดตามต่อไป

มีสิ่งหนึ่งที่ผม ขอบอกให้เข้าใจก่อน ก็คือ ความจริงเรื่องราวในอดีตทั้งหลายของผม นั้น ผมเองมิได้เอาใจใส่จดจำหรือทบทวนบ่อย ๆ ด้วยความภาคภูมิใจหรือด้วยความรันทดใด ๆ ก็ตามแต่เลย เมื่อผมมาระลึกว่าควรจะเขียนประวัติตนเอง เพื่อเป็นประโยชน์ทางการศึกษา ผมจึงมารำลึกย้อนหลังไป และมองลงไปเป็นจุด ๆ ตามระยะหรือห้วงตอนแห่งชีวิตของผม และเลือกเอามาเล่าแต่ส่วนที่ชัดเจน และมีบันทึกไว้ในสมุดบันทึกพิเศษของผม และส่วนที่ชัดเจนอีกส่วนหนึ่งที่ผมมองไปก็คือเรื่องราวเกี่ยวกับคำทำนายเกี่ยวกับตัวผม เอง ที่ผมได้สัมผัสมาตั้งแต่วัยเด็กแล้ว และซึ่งตรงกับความหมายในวิถีชีวิตของผม ใน ตอนนี้ ผมก็จะเริ่มด้วยเรื่องคำทำนายเสียก่อน

 

          

เริ่มแต่พ่อผมทายลายมือของผมว่ามีเส้นมันสมองสองเส้นลม้ายคล้ายของมหาตม คานธีแห่งอินเดีย นั่นเป็นวัยที่เด็กมาก ผมยังไม่เข้าใจอะไรมากนัก [ต่อมาเมื่อผมได้ศึกษาโหราศาสตร์สาขาต่าง ๆจึงเห็นว่าไม่เหมือนนัก เพราะของผมเริ่มแตกเป็นสาขาสองเส้นที่ใจกลางมือพอดี ทั้งสองข้าง ยาว แล่นไปถึงฝั่งขอบมือทั้งคู่ มีคำทำนายไว้ว่า "ปลายเส้นสมองเป็นรูปปากซ่อม เส้นข้างหนึ่งเป็นปกติ ส่วนเส้นอีกข้างหนึ่งพุ่งตรงไปเนินจันทร์ เป็นเครื่องหมายแสดงว่า บุคคลนี้จะต้องมีอำนาจวาสนา มีความสามารถควบคุมตนได้เป็นอย่างดี และมีความรอบรู้ในวิชาการต่าง ๆ สามารถที่จะบังคับบัญชาปกครองผู้อื่นได้ดีอีกด้วย เส้นดังกล่าวนี้เคยพบในมือของนักปราชญ์ผู้หนึ่ง เขาเป็นคนที่เปิดเผย มีจินตนาการอันมั่นคงเป็นผู้มีพรสวรรค์พิเศษในอันที่จะสร้างฐานะของตนให้รุ่งเรืองเพราะปัญญาของตนเอง"(น.อ.ศิริ พงศ์ทัต ร.น. กับ ชัยมงคล อุดมทรัพย์ : แผนที่ชีวิตบนฝ่ามือ 2517, หน้า 45-46)

   ภาพถ่ายเส้นลายมือของผม

 

เส้นชีวิต มีการต่อเติมสมัยเมื่อมาอยู่กับหลวงพ่อพระเทพวรมุนีศรีสะเกษนี่เอง ผมยังเอาให้ท่านดู บอกว่าเส้นชีวิตข้างซ้ายมือของผมมาเชื่อมกันที่บริเวณอุ้งมือแล้วแล่นยาวไปถึงหลังมือ]

 

ต่อมาเมื่อผมเตรียมตัวจะเดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร ภายหลังสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายแล้ว วันหนึ่งแม่ผมได้เชิญบุคคลประหลาดคนหนึ่งเข้ามาในชายคาเรือน และขอให้ทำนายชะตาชีวิตของผม บุคคลที่ผมว่าประหลาดนั้น แม่ผมเรียกว่า พระกรรมฐาน เป็นคนธรรมดาแต่ไม่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ออกไปปลูกกระต๊อบอยู่คนเดียวที่หัวนา บำเพ็ญตนเหมือนพระกรรมฐาน แต่งตัวมักกระรุ่งกระริ่งเหมือนคนบ้า ตัดผมเกรียน ท่าทางดุดัน ไม่เกรงกลัวใคร นาน ๆ จึงจะเข้ามาในหมู่บ้านสักทีหนึ่ง และมักผ่านมาทางหน้าบ้านของผม ผมเห็นผมจะกลัวและประหลาดใจสงสัยมากว่าท่านเป็นคนอย่างไร เมื่อถามแม่ ๆ บอกสั้น ๆ ว่า พระกรรมฐาน (ซึ่งมักทำให้ผมขัดใจที่แม่ไม่ยอมอธิบายขยายความออกไป) เวลาเดินเขยก ๆ

 

วันนั้นแม่ผมตระเตรียมห่อยาเส้น พร้อมใบตองแห้งสำหรับมวนยาสูบ หมาก พลู หอม กระเทียม พริกแห้ง ข้าวสารและเงินบาทรวมลงถุงเดียวกันไว้ แล้วคอยทางอยู่ พอได้ยินเสียงหมาเห่าเกรียว และได้ยินเสียงตวาด ดุ ดัง มาเป็นระยะ ก็รู้ว่า พระกรรมฐานมาแล้ว แม่ผมรีบออกมายืนดักทางแล้วเชิญให้เข้ามาในชายคา ให้นั่งบนเก้าอี้ ต้อนรับด้วยน้ำเย็นอย่างดี แล้วแม่ผมชี้ตัวผมบอกว่าจะเข้ากรุงเทพไปศึกษาต่อ ขอให้ดูดวงชะตาให้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง พระกรรมฐานเอาดินสอเขียนตัวเลขวันเดือนปีเกิดของผมลงบนกระดานชะนวน (ซึ่งภายหลังสิบ ๆ ปีต่อมา เมื่อผมได้เรียนรู้วิชาพยากรณ์ศาสตร์พอสมควรแล้ว ผมจึงรู้ว่าแกเขียนอะไร ใช้หลักการทำนายแบบไหน) แล้วพูดเพียงสั้น ๆ ว่า เมื่อมันสว่างก็พรึบพร้อมเหมือนไฟฟ้าสว่างไปทั้งเมืองแหละ แกพูดอยู่เพียงประโยคนี้ประโยคเดียว ไม่มีคำอธิบาย แม่ผมก็ให้ของที่เตรียมไว้แด่ พระกรรมฐาน แกก็ออกเดินต่อไป

 

ต่อมาเมื่อผมพบหนังสือของหลวงวิจิตรวาทการ มีคำถามที่ทดสอบบุคคลิกภาพทางจิตวิทยา โดยจัดเป็นหมวด ๆ มากมายหลายหมวด ผมก็ลองทดสอบดู โดยอ่านคำถามแล้วเลือกกาคำตอบด้วยตนเอง และของผมจบลงแค่หมวดคำถามแรก ไม่ส่งไปหมวดคำถามอื่นต่อไปอีก คำพยากรณ์ของหลวงวิจิตรวาทการ เท่าที่ผมจำได้ มีสั้น ๆ ว่า "ท่านเป็นคนทำอะไรทำจริง มีความมุ่งมั่นในเรื่องการงานอาชีพสูง เป็นคนมีบุคคลิกดี วางตัวได้เหมาะสมตามกาละเทศะ พูดอะไรมีคนเชื่อถือและเชื่อฟัง"

 

ในระยะใกล้เคียงกันนี้ ผมได้พบการทำนายเชิงจิตวิทยาเหมือนกันนี้ ของ เดโช สวนานนท์ ในวารสารที่ออกในวงการครูเล่มหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นมีหลายฉบับ มิตรครู ชัยพฤกษ์ หรือ วิทยาสาร นี่แหละครับ น้องเป๊ะ [ขณะนี้คืออาจารย์เพ็ญผกา แขมคำ(เดิม เพ็ญประภา งามล้วน ต่อมาแม่เสีย พ่อไพบูลย์ ได้แม่ใหม่ให้ ชื่อเพ็ญประภา เหมือนกัน เลยเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น เพ็ญผกา) ร.ร.บ้านอี่หล่ำ ศรีสะเกษ] ที่บ้าน เอามาให้อ่าน ผมทดสอบด้วยคำถามหมวดแรกแล้ว ถูกส่งไปตามหมวดคำถามอื่น ๆ อีกมากมายจนปรุไปทั้งเล่ม ร่วม ๆ 10 หมวดเห็นจะได้

 

ผลการทดสอบปรากฎว่า ส่งเข้าไปหมวดไหนก็ได้ผลคำทำนายที่ประเสริฐล้ำเลิศไปหมด จำได้แต่ว่าคำพยากรณ์ชั้นดี ๆ ที่ล้ำเลิศทั้งหมดในการพยากรณ์ของ เดโช สวนานนท์ ชุดนี้ตกเป็นของผมทั้งสิ้น จนอาจสรุปได้ว่าสิ่งดีเลิศ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ยสะ ธนสาร บริวารสมบัติจะมีพร้อมหมดสำหรับผม

 

แล้วก็มีคำพยากรณ์ที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เคยเล่าให้ฟังแล้ว เมื่อผมเป็นนักศึกษาปริญญาโทรัฐประศาสนน์ นิด้า มร.ไฟร อาจารย์อเมริกัน ผู้สอนวิชาไมโครอิโคโนมิก ภายหลังให้นักศึกษาแต่ละคน ๆ พูด เอกเพรส ความในใจออกมาของใครของมันคนละสั้น ๆ และผมพูดออกมาแล้วเรื่องผมได้เห็นสุนัขใหญ่ที่แก่มากตัวหนึ่งถูกรถยนต์ชนตายกลางถนนพหลโยธิน สะพานควาย มันร้องออกมาก่อนตายว่า ข้าไปไม่ถึงฝั่งเสียแล้วหนอ !! มร.ไฟร.ชอบมากปรบมือสรรเสริญผมและให้คำพยากรณ์ว่า ต่อไปผมจะเป็น The greatest novelist of Asia.(นักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอเซีย)

 

นั่นเป็นการพยากรณ์เชิงจิตวิทยา โดยทดสอบจากบุคคลิกภาพของบุคคล ซึ่งเป็นสิ่งกระตุ้นอย่างสำคัญและฝังใจอย่างหนึ่งที่มีส่วนผลักดันให้ผมสนใจศึกษาวิชาการที่เกี่ยวกับพยากรณ์ศาสตร์สาขาต่าง ๆ

 

 

 

ร่วมสิบปีต่อมาเมื่อผมศึกษาวิชาโหราศาสตร์ด้วยตนเอง ก็สามารถคำนวณและอ่านดวงชะตาตนเอง(และผู้อื่น)ได้ ดังผมจะลองอ่านให้ฟังด้วยตัวผมเอง (โหราจารย์ท่านอื่นอาจจะอ่านดวงชาตาผมไม่ได้ถูกต้องเหมือนผมเอง เพราะผมรู้วิถีชีวิตที่เป็นมาของผมเองทะลุปรุโปร่ง จนเห็นชัดว่าสอดคล้องคาแรคเตอร์ของดาวดวงไหนในดวงชาตาผม)

 

ดวงจันทร์(๒) ในดวงชาตาผม กุมเกต(๙) อยู่ในตำแหน่งที่โดดเดี่ยว เวิ้งว้าง เพราะอยู่ห่างไกลจากดาวอื่น ๆ ทั้งสิ้น โดยห่างข้างหน้า 4 ราศี ข้างหลัง 6 ราศี อันเป็นโยคแรงร้ายที่วงการโหราศาสตร์ให้ความสนใจศึกษากันมาก ท่านว่าเป็น เกทรุมโยค "ซึ่งเป็นโยคที่บันดาลความวิบัติให้อย่างยิ่งใหญ่ที่สุดในวิชาโหราศาสตร์"

 

"แม้จะอุบัติขึ้นมาในราชตระกูลอันสูงศักดิ์หรือแม้ถึงจะเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้วก็ตาม ผลสุดท้ายจะรักษาตำแหน่งไว้มิได้ จะประสบความสิ้นเนื้อประดาตัวกลายเป็นยาจกในบั้นปลาย"

 

แต่ "ต่อมาศาสดาจารย์วราหมินิรา (เพชรน้ำหนึ่งในวงการโหราศาสตร์ในระบบนิรายนะ กรุงอุชเชนี ประมาณ 1,500 ปีมาแล้ว ได้ทำการสังคายนาคัมภีร์โหราศาสตร์ทั้งสิ้นและรวบรวมร้อยกรองขึ้นใหม่ให้ชื่อว่า ปาริชาติชาดก) ได้ให้ความเห็นเกี่ยวแก่กฎเกณฑ์ของ "เกทรุมโยค" เพิ่มเติมลงไปอีกว่า แม้ตำแหน่งของจันทร์(๒) ในชาตาจะได้เกทรุมโยคดั่งที่ได้กล่าวมาแล้วก็ตาม แต่ถ้าจันทร์(๒) ในชาตานั้นเป็น ปูรณจันทร์(คือจันทร์เพ็ญ) จะสามารถลบล้างผลของเกทรุมโยคให้หมดมลทินโทษไปได้โดยสิ้นเชิง ทางโหราศาสตร์ในระบบนิรายนะ จึงถือว่าปูรณจันทร์หรือจันทร์เพ็ญ เป็นตำแหน่งของพระจันทร์ที่ให้คุณแก่เจ้าชาตาสูงสุด ยิ่งกว่าโยคเกณฑ์ใดใดทั้งสิ้น"(โปรดดู ประจวบ วัชรปาณ พ.อ. ผู้กำชาตาโลกยุคปัจจุบันในทรรศนะโหราศาสตร์ พระนคร : ร.พ.อุตสาหกรรมการพิมพ์ 2505)

 

บังเอิญจันทร์(๒) ในชาตาผมเป็นปูรณจันทร์ หรือจันทร์เพ็ญ

 

ในเหตุการณ์จริง เกทรุมโยคในดวงชาตาผม คือความหมายของความรักสงบ ปลีกวิเวก สันโดษ การเสพความสงบปลีกจากหมู่ รวมถึงลักษณะวิถีชีวิตที่ทวนกระแสโลก การปฏิเสธ หักโค่นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยอุดมการณ์ลง หรือด้วยเจตนาหวังประโยชน์ด้านนามธรรมเฉพาะอย่างของผมเอง เช่นการอ่าน ผมอ่าน ๆ ๆ ๆ แล้วในที่สุดก็เห็นสัจธรรม เลิกอ่านถึงขนาดเผาหนังสือในบ้านทิ้งหมดไม่ให้มีหนังสือ เลยแม้แต่เล่มเดียว การดูภาพยนต์ ดู ๆ ๆ ๆ ไปจนในที่สุดก็เบื่อหน่ายหักมุมเลิกดูไป เสีย กับความรักความใคร่เสน่หา ก็หักโค่นลงครั้งแล้วครั้งเล่า โดยเจตนาของผมเอง (เช่นที่ผมเล่าให้ฟังคราวที่แล้วเรื่อง นางเอกสาวหมอลำ เป็นต้น) นอกจากนี้ ก็หักโค่น การงานอาชีพของตนเองโดยเจตนา คือการที่ผมยอมสละตำแหน่งทางราชการที่สอบได้ให้คนอื่น ตัวเองไปเป็นลูกจ้างชั่วคราวอยู่ถึง 7 ปี โดยไม่ยอมเสียสัจจะที่ว่าจะไม่ไปสอบแย่ง แข่งขันผู้ใดต่อไปอีกตลอดชีวิต เป็นผลให้ชาตาชีวิตลำบาก ดุจหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ก้าวหน้า ไปตามวิถีมนุษย์ชนในสังคม ไม่เท่าเทียมคนอื่น และเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกัน ตราบในที่สุด ชาตาหักลงอย่างสิ้นเชิงกับการสละโลกสมบัติอันอุดมสมบูรณ์ออกบวช ขณะที่ผมกำลัง เจริญสถานะทางโลกด้วยยศศักดิ์ บริวาร การงานหน้าที่สูงส่ง(ตอนนั้นผมเป็นนายทหารยศร้อยเอกเป็นเจ้าของโครงการมาหลายปีมียอดเงินรวมแล้วนับล้านบาทในกองบัญชาการ ทหารสูงสุด)

 

หากแต่ภาคภายในและวิชาการความรู้อันเป็นนามธรรมแห่งพระพุทธศาสนาอันละเอียดอ่อนลึกเร้นได้เติบโตเจริญไปไม่หยุดหย่อน นับแต่ถือกำเนิดขึ้นในโลกนี้ มีเรี่ยวแรง พลกำลังยอดเยี่ยม สามารถฟันฝ่าอุปสรรคศัตรูทุกชนิดทุกขนาด ตราบถึงจุดที่อุดมสมบูรณ์ คือความพอใจสูงสุดของชีวิตผมได้ อันเนื่องมาจากจันทร์(๒) ในชาตาผมนี้เป็น ปูรณจันทร์ คือจันทร์เพ็ญ ก็ต้องตามข้อวินิจฉัยของ วราหมินิรา ที่ว่า สามารถลบล้างผลร้ายทั้งสิ้นของ เกทรุมโยค ได้ แล้วบันดาลผลทางดีให้

 

ตำแหน่งจันทร์(๒) ในดวงชาตา ผมยังเป็นจุดที่ตั้งที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ตาม จักรทีปนี ของอุตตารามมหาเถร(วงการโหรา ศาสตร์ยกย่องว่าท่านเป็นพระอรหันต์ที่มีความชำนาญทางโหราศาสตร์และได้รจนาคัมภีร์ จักรทีปนี หรือ พฤหัสชาดกขึ้นในยุคพุทธกาล)

 

จันทร์(๒) ดวงนี้ ได้เกณฑ์ของดาวทั้ง 3 ดวงคือ เกณฑ์ 9 ของดาวพฤหัสบดี(๕) เกณฑ์ 10 ของดาวเสาร์(๗) และเกณฑ์ 7 ของดาวอังคาร(๓) การได้เกณฑ์ทั้ง 3 นี้ จักรทีปนี พยากรณ์สั้น ๆ ว่า "ผู้นั้นประเสริฐ ได้ เป็นที่สุขแล"

 

จันทร์(๒) ในตำแหน่งนี้ ยังส่งกระแสไปต้องดาวศุกร(๖) และดาวพุธ(๔) ในราศีที่ 6 และ ที่ 8 จากจันทร์(๒) อีกด้วย หนังสือจักรทีปนี พยากรณ์สั้น ๆว่า ชาตาใดได้ดั่งนี้ "ชื่อฤทธิ์โยคหาผู้เสมอมิได้" (โปรดดู อาจารย์เทพ สาริกบุตร จักรทีปนีพิสดาร กรุงเทพ: ทวีการพิมพ์ 2524)

 

นอกจากนี้ พฤหัส(๕) กับ จันทร์(๒) ในชาตา ยังร่วมธาตุกันอีกด้วย ซึ่งนับเป็นการร่วมของดาวคู่ใหญ่ที่สำคัญในดวงชาตา เกทรุมโยค ของจันทร์ ( ๒) ในดวงชาตาผม จึงถูกลบล้างไปด้วยอำนาจพฤหัสบดีไปอีกแรงหนึ่ง ย่อมสงบความร้ายลงโดยสิ้นเชิงนอกจากนี้จันทร์(๒) นั่งเรือนที่ ๖ อริ คือศัตรูผู้มุ่งร้ายใดใด ย่อมพ่าย ไป กลายมาเป็นมิตรแล (น่าจะหมายความรวมถึงความสงบระงับจากข้าศึกคือกิเลส ตัณหา ที่ถูกชำระ)

 

 

รูปดวงชาตาผมเป็นรูปจันทร์เสี้ยว เหมือนดวงจันทร์ที่โผล่พ้นขอบฟ้าในวันแรม 14-15 ค่ำไม่มีผิด เพราะในวันดังกล่าว มีดาววีนัส(ดาวศุกร) อยู่ชิดใกล้ รับกับจันทร์เสี้ยวด้านที่หงายอยู่พอดี และเหมือน จันทร์เสี้ยว สัญลักษณ์ของชาวใต้ศาสนาอิสลาม บน ยอดโดมเลยทีเดียว ดูรูปร่างอย่างนี้ครับ

 .........ข้อมูลวันผนวชเพิ่มเข้ามาภายหลังเพื่อให้สมบูรณ์ในเชิงโหราศาสตร์............

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่เป็นรูปจันทร์เสี้ยว นั้นก็เพราะดาวพระเคราะห์ทั้งสิ้น นอกจากจันทร์(๒) และเกต(๙) ที่เป็น เกทรุมโยค อยู่ที่ราศีกุมภ์ ล้วนเรียงติดกันลงมาเต็ม 5 จักรราศี นับแต่ราศี พฤษภลงมาถึงราศีกันย์ ที่เห็นจุดกลมรับกับจันทร์หงายนั้นก็คือจันทร์(๒) ที่ปลีกไปจากหมู่ดาวทั้งสิ้นไปอยู่โดดเดี่ยว แต่มีกำลัง ท่านว่าเป็นพลจันทร์ มีดาวเกตุ(๙) มหาอุจ กุม ร่วมราศีเป็นผู้พิทักษ์ที่เข้มแข็งแรงรุดอยู่ด้วย จึงเหมือนจันทร์เสี้ยวในเช้ามืดของวันแรม 14-15 ค่ำ บนท้องฟ้าซึ่งขณะนั้นมี ดาวศุกร์(ดาวประจำเมือง) อยู่ใกล้ ๆรับกับด้านที่จันทร์หงาย ตรงกับรูปดวงชาตาผมพอดี

 

จุดที่ต้องห้าม ที่หลักโหราศาสตร์ว่าร้ายแรงมากอีกจุดหนึ่งในดวงชาตาผมก็คือ ดาวเสาร์(๗) ที่มีกำลังแรงกล้าเป็น มหาจักร(เสาร์ขี่โค) หากแต่เป็นกาลกิณีตามระบบทักษา ย่อมร้ายนัก

 

แต่อายัณโฆษ ใน ข้อสังเกตุในวิชาโหราศาสตร์ ว่า เสาร์มหาจักรชอบเป็นกาลกิณี แต่ถ้าเสาร์กาลกิณีมหาจักรเป็นศุภะ คืออยู่เรือนที่ 9 ศุภะ ก็ดี เรือนที่ 10 กัมมะ ก็ดี เรือนที่ 2 กฎุมภะ ก็ดี หรือ เป็นตนุเศษ ก็ดี แล้ว เสาร์(๗) กาลกิณีกลับจะดีเสียอีก ท่านว่า "ทรงคุณสมบัติทางตะบะเดชะอย่างประหลาด และให้ความเข้มแข็งเด็ดขาดแก่เจ้าชะตาทั้งทางดีและทางชั่ว ชนโฉดที่พูดจาตระบัดสัตย์ มีสีหน้าตายสนิทจนกระทั่งคู่กรณ๊ไม่อาจเอาชนะได้โดยมากมีเสาร์(๗) มหาจักรในตำแหน่งนี้ ผู้มีอานุภาพแม้แต่เพียงได้ยินเสียงกระแอมไอผู้คนก็ละลนละลานนั้น ก็มีมหาจักรคือพระ เสาร์(๗) ตัวนี้เช่นเดียวกัน"

 

ดวงชาตาผมมีเสาร์(๗) มหาจักร กาลกิณี เป็นศุภะ ก็เลยต้องตามคำอายัณโฆษ ก็ลบล้างโทษของพระเสาร์(๗)ได้ กลับกลายเป็นดีตามข้อวินิจฉัยของอายัณโฆษ

 

และย่อมดีตามคุณลักษณะของดาวเสาร์(๗) ที่หมายถึง ตะปะ กรรมฐาน จิตใจที่ตั้งมั่น หนักแน่น สมาธิ ฌาน และการหยั่งลึกลงไปในหลักวิชาอันละเอียดเร้นลับทุกชนิด ที่โด่งดังโครมครามแตกหัก และเสาร์(๗) ดวงนี้ ยังกุมมฤตยู(๐) ซึ่งหมายถึง ปรัชญา ศาสนา และการเปลี่ยนแปลงปฏิรูป การปฏิวัติ และเมื่ออยู่ในภพที่ 9 จึงทำให้เด่นขึ้นและย่อมมีความหมายถึงการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปการศาสนา และเนื่องจากเสาร์(๗) มาจากเรือนที่ 5(ปุตตะ) เจ้าชาตาน่าจะมีลูกศิษย์ผู้กล้าหาญชาญวิชามุทะลุดุดันเก่งกล้าสามารถเข็ญงานการศาสนา(ภพศุภะที่ 9) ไปจนสำเร็จผลมีเกียรติยศชื่อเสียงโด่งดังได้

 

จุดที่ดีในดวงชาตาผม ก็คือ เจ้าเรือนร้ายทั้ง 3 เรือน คือเรือน อริ มรณะ และวินาสนะ ซึ่งสำหรับลักคณาราศีกันย์อย่างผม จะตรงกับดาวร้ายทั้ง 3 ดวงคือ ดาวราหู(๘) เจ้าเรือนอริ ดาวอังคาร(๓) เจ้าเรือนมรณะ และดาวอาทิตย์(๑) เจ้าเรือนวินาศนะ อันหมายถึงเรือนร้ายทั้ง3เรือน และดาวร้ายทั้ง3ดวง อันเป็นสุดร้ายของเรือนร้าย และสุดร้ายของดาวร้ายในวิชาโหราศาสตร์ รวมกันอยู่ในภพที่12 วินาศนะ ผลใดใดจากเจ้าเรือนร้าย และเรือน ร้าย อริ มรณะ วินาศนะ จึงระงับลงโดยสิ้นเชิง ท่านว่าวาจามักศักดิ์สิทธิ์ อย่าสาปแช่งผู้ใดเลย เพียงแต่เพ่งเล็งไปศัตรูก็พ่ายแล้ว ไม่อาจมาสัมผัสได้ และย่อมหมายถึงความสงบ ระงับ สันโดษ การบรรลุความอิสระเสรีภาพที่ยิ่งใหญ่ การสงัดจากภัยกิเลส กิเลสพินาศ

 

ในชีวิตจริง ผมไม่เคยได้สัมผัสสิ่งที่เรียกว่า ศัตรู คู่แข่ง เลย (ศัตรูมีอยู่แต่เจ้าชาตาไม่รู้สึก คือไม่แรงพอให้เจ้าชาตาสะดุ้งได้นั่นเอง เจ้าชาตาชนิดนี้น่าจะเหมาะสำหรับตำแหน่งมือปราบ) และยังได้สัมผัสแต่มิตรภาพอันไพศาลรอบด้าน

 

จากนี้ก็เหลือแต่ดาวศุภเคราะห์ที่มีคุณภาพ ดาวที่ล้วนมีศักดิ์ มีกำลังเข้มแข็ง ที่เปล่งแสงแรงจ้าอย่างเต็มที่ทั้งสิ้น

 

มีพุธ(๔) ที่กุมลัคณ์ นำพล เป็นมหาอุจ-เกษตร ที่ราศีกันย์ เป็นมนตรีตามระบบทักษา และไม่ถูกเกาะกุมจากดาวใด ยิ่งใหญ่บริสุทธิ์ในเรือนตนเอง ซึ่งนับว่าพิเศษ เพราะในบรรดาดาวใน จักรราศีทั้งสิ้น มีพุธ(๔) ดวงเดียวที่เป็นได้ทั้งมหาอุจและเกษตรในเวลาเดียวกัน ซึ่ง หมายถึงตนุลักคณ์ สามารถเป็นมหาอุจ-เกษตรได้แต่เพียงดวงเดียว(ท่านอาจารย์ทองเจืออ่างแก้วว่าไว้) พุธ(๔) คือสติปัญญาคือพุทธิธรรม จึงน่าจะบอกไปถึงกำลังสติปัญญาของเจ้าชาตานี้ว่าล้ำเลิศเรี่ยวแรงขนาดไหน

 

อาทิตย์(๑) เป็นเกษตร ที่ราศีสิงห์ เป็นศรีตามระบบทักษา บ่งบอกไปถึงความรักในเกียรติยศ ชื่อเสียง และคุณงามความดี เด่นบริบูรณ์ ศุกร(๖) เป็นราชาโชค ที่กรกฎ เป็นเดชตามระบบทักษา บ่งบอกถึงกำลังสติปัญญา ศิลป และอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ มาจากเรือนกดุมภะ และ ศุภะ จัดการการเงินได้อย่างไม่มี ด่างพร้อย จะรุ่มรวย

 

พฤหัสบดี(๕) เป็นอุจจาวิลาสน์ ที่ราศีมิถุน เรือนที่ 10 จำเริญองศาสูงสุดในหมู่ดาว เป็นบริวารตามระบบทักษา บ่งบอกถึงภาระหน้าที่สำคัญแห่งคุณงาม ความดี จะต้องเกี่ยวข้องกับการศาสนาและการปกครอง มาจากเรือนพันธุและปัตตนิ เผ่าพันธุ์ของผมคือครู-อาจารย์ นักวิชาการในสถานการศึกษา และเพื่อน ๆ ทุกอาชีพ จะช่วยให้งานเดินไปสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยม และเสาร์(๗) มหาจักร์ กาลกิณี ร่วม มฤตยู(๐) ที่ราศีพฤษภ อันเป็นศุภะ ภพที่ 9 ของดวงชาตา อันหมายถึงการศาสนา การปฏิรูป การเปลี่ยนแปลงปฏิวัติ

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ หมู่ดาวจึงเรียงกันเป็นจักรพยุหขบวนทัพที่มีการประสานระหว่างดาวอย่างดีเยี่ยม ซึ่งดวงจักรพยุหขบวนทัพนี้ คัมภีร์โหราศาสตร์ไทยยกย่องไว้อย่างสูงว่า เพียงดังนักรบผู้เจนศึกพร้อมด้วยแผนยุทธศาสตร์และยุทธวิธีอันชาญฉลาด การจัดวางกำลังแต่ละหมู่แต่ละหน่วยแต่ละกองต่างก็มีระเบียบวินัยดีมีความสามัคคีกันดี เมื่อเวลาเข้าตีต่อต้านข้าศึกก็เป็นการยากเหลือเกินที่จะพ่ายแพ้ต่อข้าศึก มีแต่ชัยชนะตลอดไป จึงถือว่าดวงชาตาอยู่ชั้นดีมาก (สิงโต สุริยาอารักษ์ โหราศาสตร์ไทย 2512)

 

 

ในระบบโหราศาสตร์สากล เมื่อนำดาวขนาดใหญ่อีก 3 ดวงมาใช้ในวงการโหราศาตร์ ดาว เนปจูน ดาวพลูโต และ ดาวแบคคัส ทั้ง 3 ดวงนี้ก็ล้วนอยู่ในวงพระจันทร์เสี้ยว ในดวงชาตาของผมทั้งสิ้น พลูโตและแบคคัส ร่วมศุกร(๖) โยคหลังลักคณา(ลั) หมายถึงแรงสนันสนุนที่มีพลังหนักหน่วง เนปจูนร่วมลักคณา(ลั) อันหมายถึงเกี่ยวข้องด้วยมหาชน

 

เมื่อลักคณา(ลั)นำพล กุมพระพุธ(๔) มหาอุจ-เกษตร บริสุทธิ์ อยู่ที่ราศีกันย์ โหราศาสตร์สากลกล่าวว่า ดวงชาตาเช่นนี้ย่อมได้รับอิทธิพลจากดาวภาคกลางวันแทบทั้งสิ้น (มีดาวภาคกลางคืนเพียงจันทร์(๒) พลจันทร์ กับเกต(๙) มหาอุจ 2 ดวงในราศีกุมภ์เท่านั้น) อันหมายถึงพลังอำนาจแห่งดวงดาวในจักรราศี ร่วมแผ่อิทธิพลต่อเจ้าชาตานี้อย่างเต็มที่ จึงถือว่าแรงจัด ผลงานจะปรากฎเมื่อเข้าปลายกลางคนเป็นต้นไป ถึงวัยชราภาพ จะมีความสุขสำเร็จมาก

 

เป็นดวงชาตาเข้าเกณฑ์ ปัญจมหาบุรุษโยค [ดาว 5 ดวง อังคาร(๓) พุธ(๔) พฤหัสบดี(๕) ศุกร(๖) และ เสาร์(๗) เป็นมหาอุจ หรือ เกษตร กุม หรือ เป็นเกณฑ์กับลักคณา) รูปดวงชาตานี้ เป็นผลให้เกิดโยคเกณฑ์ที่สำคัญ ๆ มาก อันเป็นผลจากตำแหน่งดาวและกำลังมาตรฐานของดาว โดยเฉพาะพระพุธ(๔) ที่กุมลักคณ์ ณ ราศีกันย์ เป็นเหตุให้ได้โยคเกณฑ์สำคัญ ๆ หลายอย่าง เช่น

 

ศรีนาถโยค [เจ้าเรือน ภพที่ 7(พฤหัส : ๕ อุจจาวิลาสน์) จากลัคณาอยู่ในภพที่ 10 และเจ้าเรือนของภพที่ 10(พุธ:๔ มหาอุจ-เกษตร) มีความเข้มแข็ง ร่วมกับเจ้าเรือนภพที่ 9(ศุกร:๖ ราชาโชค) เจ้า ชาตาได้ศรีนาถโยค จักรทีปนีว่าดาว ๖ เป็น ๑๑ เท่ากับ กุมลักคณ์] "มีความผาสุกเป็นอย่างยิ่ง เปรียบเสมือนพระอินทร์ซึ่งเป็นใหญ่ในมวลเทพยดาทั้งหลาย"

 

ภัทรโยค "มีบุคคลิกลักษณะสมเป็นผู้นำ มีความฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก มีความรักพี่น้องและพวกพ้องเป็น พิเศษ เจ้าชาตาจะมีอายุถึง 80 ปี จะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน จะมีชื่อเสียงเกียรติยศโด่งดังมีทรัพย์สมบัติมากมายมหาศาล....เป็นคนที่เต็มไปด้วยศิลป กล้าหาญเด็ดเดี่ยว ..รักความอิสระ"

 

อมราโยค "จะมีชื่อเสียงเกียรติยศโด่งดังไปทั่วทุกทิศ และจะมีความเจริญรุ่งเรือง จนตลอดอายุขัยของเจ้าชาตา ... จะมีชื่อเสียงเกียรติยศโด่งดังและยั่งยืนถาวรอยู่ชั่วฟ้าดิน สลาย"

 

จามรโยค "มีความเฉลียวฉลาดหลักแหลมลึกซึ้งยิ่งนัก มีวาทศิลปพูดจาเป็นที่จับใจของผู้ฟังแม้แต่พระราชาก็อดที่จะทรงสรรเสริญมิได้เลย เจ้าชาตาจะได้เป็นใหญ่ใน แผ่นดิน เป็นผู้ที่ชอบศึกษาในวิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดี เป็นผู้ที่คงแก่เรียนมีความรู้รอบตัวอย่างแตกฉาน"

 

ปรวตโยค "มีความเจริญรุ่งเรือง จะประสบความสำเร็จในชีวิต จะฟันฝ่าอุปสรรคไปได้ทุกประการ"

 

เวสิโยค "เป็นผู้โต้ตอบสนทนาที่ดี พูดคล่อง มี ทรัพย์สิน กล้าหาญ ใจบุญเป็นที่สุด"

 

วสิโยค "มีอำนาจและทรัพย์สินมาก"

 

อุภยะจาริโยค "ส่งผลให้เสมอด้วยพระราชา มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และมีความรักเพื่อนมนุษย์ ด้วยกัน"

 

อธิโยค "ให้ความสุขสำราญ ปราศจากศัตรู ฐานะสูง มีอิทธิพล อายุยืน"

 

เภรีโยค "มีสมบัติที่ดินดีอยู่ในสกุลสูงที่รักษาประเพณีอย่างดี จิตใจสูง กล้าหาญ เชี่ยวชาญวิทยา และศิลป อายุยืนปราศจากโรคทั้งปวง"

 

สังขโยค "จะมีความผาสุก รื่นเริง มั่งคั่ง ร่ำรวยมีที่ดินมากมาย ชอบหาความสำราญใส่ตน เจ้าชู้ มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง มีความสุขในครอบครัว ชอบกระทำความดี เป็นคนคงแก่เรียน ชอบศึกษาประวัติศาสตร์และ โบราณคดี สามารถพาตัวเองไปได้โดยตลอดรอดฝั่ง เป็นบุคคลที่รู้จักการหลบเป็นปีก รู้ หลีกเป็นหาง เข้ากับตำราที่ว่า รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี เจ้าชาตาจะมีอายุยืนถึง 81 ปี"

 

และมี โยคเกณฑ์:บริบูรณ์มั่งคั่งด้วยธนสารสมบัติ "โศลกนี้ท่านให้พิเคราะห์ดูในดวงชาตาว่า ดาวอะไรเป็นเจ้าเรือนภพที่ 2 จากลัคนาและดวงดาวนั้นไปสถิตย์ราศีใด ให้นับราศีนั้นเป็นภพที่ 1 และในราศีหน้าถัดไปเป็นภพที่ 2 ถ้าแหละว่าดาวเคราะห์ที่ครองเป็นเกษตรของภพที่ 1 และภพที่ 2 จากราศีที่ดาวเคราะห์เจ้าเรือนภพที่ 2 ไปสถิตย์อยู่นี้ เป็นเกณฑ์ซึ่งกันและกัน เจ้าชาตาจะมั่งคั่งสมบูรณ์อย่างมหาศาล" ดวงผมมีจันทร์(๒) และอาทิตย์(๑) เป็นเกณฑ์แก่กันต้องตามโศลกดังกล่าว ฯลฯ

 

และใครก็ตามได้ยินคำทำนายที่ดี ๆ แด่ตนเองเช่นนี้แล้ว ย่อมเป็นเหตุส่งเสริมกำลังใจ เท่ากับว่าได้รับพรของพระเจ้ามาแต่เกิดเลยทีเดียว และผมก็เป็นเช่นนั้น การที่ผม ได้รับคำทำนายที่ดี ไม่ว่าคำทำนายโดยวิธีสมัยใหม่ที่วัดบุคคลิกภาพทางจิตวิทยา ดังเช่น ทฤษฎีของ เดโช สวนานนท์ หรือทฤษฎีโหราศาสตร์ดั้งเดิมก็ตาม ทำให้มีกำลังใจต่อสู้และอาจเอื้อม สามารถวางเป้าหมายชีวิตไปสู่สิ่งที่สูงส่งอันประเสริฐสุดได้

 

และในความเป็นจริงคนอย่างผมนี้ มักใหญ่ มักของสูงส่งล้ำเลิศ มักสิ่งที่ดีเลิศเป็นสุดยอด ได้วางเป้าหมาย ของชีวิตไว้สูงส่งเกินระดับโลกไปเลยทีเดียว ผมอาจกล่าวตรงไปตรงมาว่า ผมได้มองฐานะสุดยอดทางโลกว่ายังต้อยต่ำสำหรับผม นั่นก็เพราะได้ประเมินจากกำลังตัวเอง พบว่ากำลังผมมีมากอุปมาเหมือนขี่ช้าง จะจับเพียงตั๊กแตนก็ดูเขลาไป ผมต้องการตามรอยพระพุทธองค์ไปจนถึงที่สุด ที่ไม่มีที่จะไปต่ออีกแล้ว นั่นแหละคนอย่างผม ซึ่งน่าจะตรงกับความหมายของดวงชาตาที่ว่ามานี้

 

 

และตามดวงชาตาของผม เมื่อชีวิตเดินมาถึงจุดอันเป็นที่ยุติ ตนก็มีปรารถนาเพียงว่าต้องการปลีกตัวไปอยู่คนเดียวอย่างสันโดษ เสมือนจันทร์เพ็ญงามเด่นที่โดดเดี่ยวในดวงชาตาที่ห่างไกลจากหมู่ดาวทั้งหลายนั่นเอง หากแต่ดาวพุธมหาอุจกุมลักคนาอยู่ที่ราศีกันย์นั้น อยู่ในตำแหน่งผู้นำพล น่าจะไม่อนุญาตให้เจ้าชาตาได้ปลีกตัวไปเสวยสุขสันโดษตามความใฝ่ปรารถนาอันเร้นลึกนั้น ดวงชาตาผมตามที่อ่านมานี้มีส่วนสอดคล้องกับชีวิตจริง เพียงใด ลองดูจากสิ่งที่ผมได้ประสบมา ตามลำดับต่อไปนี้

 

 

 

เรื่องราวขั้นตอนสำคัญของชีวิตผมได้เริ่มขึ้นในกลางปี พุทธศักราช 2512

 

เริ่มด้วยความฝันประหลาดในคืนวันหนึ่ง

 

ครั้งที่ 1    ผมฝันว่า ได้เดินทางผ่านท้องทุ่งนากว้างใหญ่ไพศาลที่แห้งแล้งไปตัวคนเดียว ที่ทำ ให้รู้สึกโดดเดี่ยวและตื่นตระหนกในความแปลกของสถานที่ที่ไม่เคยเห็นไม่เคยผ่านมาก่อน กลัวอันตรายจากงูพิษที่อาจซ่อนอยู่ในตอฟาง พงหญ้า ในท้องทุ่งเงียบสงัดแร้นแค้นนั้น แต่ขาที่ก้าวเดิน เป็นไปอย่างด่วนและรีบเร่ง ตาก็จ้องมองไปไกลข้างหน้า ด้วยความหวัง อะไรสักอย่างหนึ่งที่ยังไม่ชัดเจนว่าตนมุ่งหวังอะไร แล้วได้มาถึงละเมาะป่าที่มีไม้ขึ้นเขียว สบายตา ขวางหน้าอยู่ ได้เดินลัดตัดฝ่าเข้าไป

 

ชั่วไม่นานก็พ้นจากแนวป่าละเมาะนั้นไป เท่านั้นเองก็ ได้ยินเสียง หึ่ง คล้ายเสียงผึ้งรวง ๆ ขนาดใหญ่มหึมา มองไปก็แทบตกตะลึง เพราะเห็นเป็นยอดแหลม สูงล้ำขึ้นไปบนท้องฟ้า คือเจดีย์ขนาดใหญ่ สูงงามอร่ามเรืองดั่งทองคำ ปรากฎอยู่ข้างหน้า ที่ได้ยินเสียงหึ่ง ๆ ก็เพราะคนมาชุมนุมอย่างมากมายเต็มไปหมด ตั้งแต่ฐานองค์พระเจดีย์ขึ้นไปถึงยอดพระเจดีย์มีพระภิกษุสงฆ์นั่งเต็ม แน่นขนัดไปหมด จนถึงระดับยอด ๆ ของพระเจดีย์องค์นั้น ทำให้เห็นเป็นพระมหาเจดีย์สีทองเหลือง อร่ามไปหมด บริเวณรอบ ๆ องค์เจดีย์มีผู้คนชายหญิงทั้งคนยากคนจนแต่งตัวรุ่งริ่งไปจนถึงคนที่มีเครื่องแต่งตัวสวยงาม ทั้งชายหญิงอยู่เต็มไปหมด ได้เดินแหวกผู้คนชายหญิงเข้า ไปจนถึงฐานพระเจดีย์ แล้วหยุดแหงนดูยอดพระเจดีย์นั้นอยู่ครู่ใหญ่

 

ทันใดนั้นเอง มีพระรูปหนึ่งลงมาจากยอดพระเจดีย์ แหวกทางลงมาหา มายืนอยู่ต่อหน้า ไม่พูดจาว่าอะไร แต่ยื่นมือออกมา มือกำสิ่งหนึ่งไว้ ผมมองดูและแบมือรับเอา คล้ายเม็ดถั่วเล็ก ๆ เหมือนตัวหนอน สีเหลืองดูอุย ๆ งามเย็น ๆ ก็รับเอาไว้ กำแน่นเลย ความฝันก็พลันสลายหายไปเท่านี้

 

ผมเปิดตำราทำนายฝันเล่มเล็ก ๆ เก่า ๆ เล่มหนึ่ง บอกคำทำนายว่า จะได้สมบัติอันประเสริฐ จะสำเร็จโสดาบัน

 

 

ในปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2512 นั้นเอง ก็มีเหตุ การณ์พิเศษเกิดขึ้นกับผม ผมได้เล่าไว้ใน สคส.2536 ที่ได้แจกจ่ายเพื่อนเลขานุการเจ้า คณะจังหวัดไปแล้ว ดังนี้

 

กลางวัน ๆ หนึ่งในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2512 ขณะนั้น มักแต่เคลิ้มตรองตรึกไปในเรื่องราวต่าง ๆ อยู่เป็นปกติวิสัย มีสมาธิลุ่มละเอียดยิ่งตรองตรึกยิ่งลุ่มลึกไปเรื่อย ๆ นั่งที่ใดไม่ใคร่ขยับ จะนิ่งและนาน วันนั้นนั่งหันหน้าออกสู่ถนนใหญ่ จิตละเอียดมาก ขณะนั่งตรองและตรึกเรื่องราวของสิ่งต่าง ๆ ที่เห็นอยู่ต่อหน้านั้น ก็พลัน ได้เห็นภาพชนิดหนึ่ง ซ้อนเข้ามาในภาพจริง และเคลื่อนไหวไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะมองอะไรก็เห็นสิ่งนั้นเติบ โต แก่ และดับลงไปอย่างรวดเร็ว แล้วผุดเกิดขึ้นมาใหม่อีกทีหนึ่งแล้วก็เติบโต แก่ ดับลงไปอีกเป็นวงจรอยู่เช่นนี้

 

ได้เห็นภาพของวงจรเช่นนี้ ในหมู่คนที่เดินไปมาตามท้องถนน เห็นคนเดินไปแล้วหง่อม แล้วล้มลง เน่าเปื่อย สลายผุพังไป เห็นต้นปาลมที่เรียงแถว ไปตามถนนศรีอยุธยา แม้กระทั่งต้นไม้ใบหญ้าก็ได้เห็นวงจรของมันเป็นไปอย่างรวดเร็ว จากการงอกขึ้นเป็นต้นอ่อน ค่อยเติบกล้าเป็นสีเขียว โตแล้ว ใบล้าเหลืองแห้งกรอบร่วง หล่น แล้วต้นมันก็ค่อยแกร่งและกรอบแล้วโกร๋นเกลี้ยงไปทั้งต้นแล้วโค่นล้มหักพังไป หลาย ๆ ครั้ง หลาย ๆ รอบได้เหลียวดูสิ่งอื่นก็เห็นปรากฎอย่างเดียวกันทั้งสิ้น

 

ในขณะ นั้นแม้ดวงตะวันก็เริ่มจะอ่อนแสงล้าลงไปตามลำดับแล้ว จนดูแสงเหลืองอ่อนลงไป ๆ จวนจะดับมืดมิดลง โลกก็อยู่ในภาวะที่จะสุดรอบวงจรชีวิตของมันแล้ว ได้จ้องดูด้วยความตื่นตะลึง พลางออกอุทานอยู่ในใจว่า "โอ ช่างเป็นไปได้เจียวหนอ,โอ….ช่างเป็นไปได้เจียวหนอ"

 

ในขณะนั้น นั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าบ้านที่พัก ณ 326/5 ถนนศรีอยุธยา เขตพญาไท กรุงเทพ จากนั้นจึงลุกเข้าไปในห้องนอน เพราะกลัวคนจะเห็นอาการผิดปกติ นั่งบนเตียง พิจารณาวงจรการเกิดแก่เจ็บตายของชีวิตและสรรพสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายต่อไปอย่างลุ่มละเอียดลึกซึ้ง นิ่งและนาน แล้วพลันได้ยินเสียงคล้ายมาจากที่ไกลแต่ชัดเจนว่า

 

"สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นย่อมดับล่วงลับไปเป็นธรรมดา"

 

ขณะนั้นฟังแล้วคล้ายรับอยู่ ในใจว่าใช่แล้ว ๆ เมื่อเกิดแล้วก็มีดับไปเป็นธรรมดาเช่นนี้ นิรันดร โอ!! ชีวิต หามีสาระแก่นสารใดใดไม่ แล้วก็หลับตาลง ดื่มด่ำในความสุขความพอใจที่ได้รู้สัจธรรมนั้น

 

ชั่วอึดใจก็บังเกิดเสียงคล้ายประทุแตกดัง เปรี๊ยะ ! เปรี้ยง !! ขึ้นแล้วปรากฎแสงสว่างแตกเจิดจ้าขึ้น เหมือนดั่งพลุลูกใหญ่ระเบิดกลางอากาศ แล้วก็ปรากฎพระพุทธองค์ (คิดเอาเองว่าเป็นพระพุทธองค์) เสด็จดำเนินไปช้า ๆ ใจกลางแสงสว่างนั้น ดูสวยงาม เหมือนพระก้าวหน้าอยู่กลางแสงสว่างนั้น และพลันก็รู้สึกขึ้นมาว่าพระพุทธองค์ท่านนั่นเองเป็นผู้เปล่งวาจา "สิ่งใดสิ่งหนึ่งบังเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นย่อมดับล่วงลับไปเป็นธรรมดา" ให้ได้ ยินเมื่อชั่วอึดใจที่แล้ว ในบัดดลนั้นก็มีความรู้สึกคล้ายว่าได้เกิดใหม่เป็นคนใหม่ เป็นผู้ที่มีดวงตาเห็นธรรมตามพระพุทธภาษิตที่ว่า "ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นตถาคต"

 

และทันใดก็คล้ายกับได้รับพุทธฎีกาแต่งตั้งให้เป็น ธรรมสามี จึงออกอุทานว่าเราเป็น "ธรรมสามี" แล้ว ซึ่ง หมายถึงผู้ที่มีธรรมะเป็นคู่ และจะต้องปรนิบัติธรรมะดุจดังเป็นสามีแห่งธรรม ตลอดไป

 

ระยะนี้แหละที่ผมไปสอบไว้ที่ ก.พ.(สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน)และ ก.ป.ส.(กรมประชาสัมพันธ์) สอบได้แล้วก็สละ ให้เป็นทานบริจาคไปทั้ง 2 ตำแหน่งที่เป็นข้าราชการผู้มีเกียรติยศในสังคม ตนเองเอาตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราวไปชั่วเวลา 7 ปี ต่อมา

 

แต่แท้ที่จริงในเดือน พฤศจิกายน 2512 นั่นเอง ผมขอแม่ออกบวช ว่าจะบวช ตลอดชีวิต แม่ตกใจรีบเดินทางมาหาที่กรุงเทพ พอเห็นหน้าท่านเท่านั้นก็อ่านความรู้สึก ได้ทุกอย่าง มีทั้งความสิ้นหวัง ความอาลัย และเสียดาย ในความรู้สึกของแม่ขณะนั้น ก็ สงสาร ก็บอกออกไปเองว่าไม่บวชก็ได้ รอไปอีกสักระยะหนึ่งก่อน ช่วยเลี้ยงน้องให้โตเสีย ก่อน ผมจึงไม่ได้บวชตั้งแต่คราวนั้น

 

นับแต่ความฝันครั้งที่ 1 แล้ว ผมได้พบความฝันประหลาดอีก 4 ครั้งต่อมา

 

 

ครั้งที่ 2  ฝันในระหว่างปี พ.ศ. 2520 ประมาณ 8 ปีต่อมาจากความฝันครั้งแรก ฝันว่าได้ยินข่าวคนร่ำลือกันไปทั่วสารทิศว่า พระพุทธองค์อุบัติ มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้ว ในโลกนี้ และกำลังเสด็จมาโปรดชาวโลก ได้ทรงส่งเอกอัครสาวกกับบรรดาพระอรหันต์จำนวนหนึ่งเดินทางไปธิเบตสายหนึ่ง ส่วนอีกสายหนึ่งพระพุทธองค์ทรงนำมาเอง จะมาทางลังกาทวีปแล้วเข้าสู่สยามประเทศ ข่าวนี้เป็นข่าวใหญ่ที่คนทั้งแผ่นดินเล่าลือกัน คนทั้งหลายต่างตระเตรียมเดินทางโดยรถยนต์บ้างโดยพาหนะอย่างอื่นบ้างเพื่อไปเฝ้าพระพุทธ องค์ เห็นรถทัวสีสดใสเตรียมรับคนในที่ต่าง ๆ

 

ส่วนเรา พอได้ฟังข่าวเท่านั้นเอง ก็พลันยินดีเป็นอันมากแล้วได้ออกวิ่งไปโดยเร็วเพื่อจะไปเฝ้าพระพุทธองค์ทั้ง ๆที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าพระองค์ประทับอยู่ที่ไหน ก็วิ่งไป ผ่านไปในทุ่งนากว้างใหญ่ จนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ก็ยังไปไม่ถึงสักที ความฝันก็มาจบลงในตอนที่กำลังวิ่ง ๆ ๆ ๆ ไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยนี้

 

 

 

ครั้งที่ 3 ประมาณ ปลายปีเดียวกันต่อมา ได้ฝันเรื่องราวต่อเนื่องกันกับความฝัน ครั้งที่ 2 คือเริ่มฝันเห็นตัวเองวิ่งมาอย่างเหน็ดเหนื่อย อันเป็นเหตุการณ์เดียวกับความฝันคราวที่แล้ว ด้วยเจตนาจะไปเฝ้าพระพุทธองค์

 

ครั้นแล้วก็ได้มาถึงที่แห่งหนึ่ง เป็นเมือง ๆ หนึ่ง คล้ายป้อมค่ายหรือสนามกีฬาทรงกลมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เห็นคนออกันอยู่ที่บริเวณประตู ก็รีบรุดเข้าไปหา ได้ยินคนพูดกันขรม จับใจความได้ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมา ณ ที่แห่งนี้ และประทับอยู่ข้างใน พวกคนทั้งหลายต่างมาเพื่อเฝ้าพระพุทธองค์ คำพูดที่กล่าวถึง ล้วนมีสำนวนอันไพเราะ แสดงความเลื่อมใสศรัทธา แม้ได้ยิน เพียงเท่านั้นก็ได้ความปลื้มปิติอย่างเหลือล้น รีบเบียดคนเข้าไปข้างใน พอพ้นประตูเข้า ไปเท่านั้น ก็ได้ยินเสียงเหมือนลมพายุหมุนอื้ออึงอยู่เพราะมีคนจำนวนมากมายมหาศาล นั่งอยู่บนอัฒจันทร์โดยรอบเต็มไปหมด

 

เราเห็นบริเวณมีลักษณะประหลาดอยู่ประการหนึ่งคือตรงข้ามกับอัฒจันทร์ประธาน อันเป็นอัฒจันทร์ใหญ่นั้น เป็นที่ลาดลงไป เบื้องหน้าเป็นเหวลึก กำลังพิศวงอยู่ว่าเป็นที่สำหรับทำอะไรก็พลันได้ยินประกาศว่า ได้เวลาแล้ว เรา สงสัยว่าเวลาอะไร

 

ไม่ทันเหลียวหาพุทธองค์พระบรมศาสดา ก็คล้ายได้ยินเสียงว่า ถึงเวลาประหารแล้ว ทำให้ประหลาดใจว่าจะประหารผู้ใด ทำไมจึงต้องมีเรื่องเช่นนี้ ในสถานที่มีพระพุทธองค์ผู้ทรงพระมหากรุณาประทับอยู่ ?

 

ขณะที่บังเกิดความสงสัยทวีไปเรื่อย ๆ เช่นนั้นก็คล้ายได้คำตอบเองว่า ผู้ที่จะถูกประหารในวันนี้ก็คือพระพุทธองค์นั่นเอง ก็เกิดความฉงนฉงาย ทั้งตกใจสุดที่จะเอ่ย

 

ยังไม่ทันพิจารณาว่าเรื่องจะเป็นจริงหรือไม่อย่างไร ก็พลันเห็นพระพุทธองค์บรมศาสดายืนอยู่ท่ามกลางพระสาวก ซึ่งแต่ละรูปเป็นพระอรหันต์และมีท่าทีสงบ ไม่มีความยินดียินร้ายอย่างไรต่อสิ่งรอบตัวเลย ดูเป็นภาพที่ประหลาดผิดลักษณะของมนุษย์ทั่วไปแม้เพียงได้เห็น นี่คือ อรหันตบุคคล ใจชมอยู่เช่นนั้น แล้วคล้ายว่า เราเองนั้นได้เคยใกล้ชิดสนิทพุทธองค์มาก่อน รู้จักพระองค์ท่านดีมาก่อน พระองค์ท่านก็รู้จักเรามาก่อน จึงเข้าไปรวมในหมู่

 

ทันใดก็สิ้นสงสัยว่า สถานที่นั้นเป็นสถานที่เตรียม ไว้สำหรับการประหารพระพุทธองค์จริง ๆ และพระพุทธองค์ก็เตรียมรับการประหารอย่างไม่ทรงยินดียินร้ายอะไรเลยเช่นเดียวกับพระสาวกอรหันต์เหล่านั้น มนุษย์อรหันต์เหล่านั้นมิได้มีอาการตื่นตระหนกกับข่าวการประหารพระพุทธองค์เลยแม้แต่น้อย แต่เราให้นึกเคืองอยู่ในใจว่า มนุษย์ผู้ต่ำต้อยเหล่านี้ช่างบังอาจ ได้เอามะพร้าวอ่อนถวายพระองค์เพื่อทรงดื่มน้ำในมะพร้าวอ่อนนั้น ทรงรับไปถือไว้ในพระหัตถ์ ดูทรงมีกังวลในพระหฤทัย ไม่ทันจะเสวยก็มีเสียงครืดข้างบนอัฒจันทร์ เห็นพวกทหารนุ่งสีคล้ำ ล่ำสัน ลากปืนใหญ่ออกมาตั้ง มีเสียงบอกว่า การประหารจะใช้ปืนใหญ่ พวกเขาเคลื่อนปืนใหญ่เข้าประจำที่ บัดนั้น พระพุทธองค์ก็เสด็จตรงไปสู่บริเวณเนินดินลาดลงสู่เหวนั้น ยังไม่ทันมีเหตุการณ์คืบต่อไปก็สะดุ้งตื่นเสียก่อน ด้วยจิตใจตระหนกหวั่นไหวไปหมด

 

 

 

ครั้งที่ 4 ต่อมาอีกเป็นเวลาร่วมปีเศษ ๆ ปี พ.ศ. 2522 ฝันว่าพระพุทธองค์และ พระอรหันต์สาวกจำนวนหนึ่ง จรดล ท่องเที่ยวไปอยู่ภายในแนวป่าแห่งหนึ่ง แล้วทรง หยุดประทับระหว่างทาง หมู่พระอรหันต์ก็แตกกระจายออกไปสู่แนวป่า ในขณะต่อมาทรงโปรดให้พระสาวกทั้งหมดมาประชุม

 

พระสาวกเหล่านั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ ซึ่งมีอยู่ ประมาณ 10 กว่ารูปเท่านั้น ที่นั้นเป็นบริเวณที่แคบ ๆ ในป่า มีขอนไม้และท่อนไม้ที่เขา เลื่อยเป็นท่อนสั้น ๆ ใช้นั่งเหมือนเก้าอี้ พระพุทธองค์และพระอรหันต์สาวกได้ประทับ นั่งลงบนขอนไม้และท่อนไม้เช่นนั้น ท่านเหล่านั้นเป็น พระอรหันต์ เวลามองดูท่านดูสงบสงัดแท้

 

ในขณะนั้นเราก็อยู่ด้วย แต่นุ่งห่มขาวไม่ได้นั่งเหมือนท่านอื่น ๆ แต่ยืนอยู่ข้าง ๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คล้ายดั่งเป็นบุคคลพิเศษที่เตรียมจะออกเดินทางไปไหนสักแห่งหนึ่ง หรือปฏิบัติงานอะไรอย่างหนึ่งตามที่ท่านเหล่านั้นจะตกลงกันในที่ประชุม และ คล้ายกับว่า เรานั้นเป็นผู้ที่สนิทสนมของพระองค์

 

การประชุมพระอรหันต์ท่านไม่ได้พูดกันออกเสียงเลย แต่ท่านรู้เรื่องด้วยการเพียงใช้ความคิด ฟังจากความคิดของแต่ละองค์ก็ได้ยินแล้ว จึงเป็นการประชุมที่ไร้สุ้มเสียงโดยสิ้นเชิง เห็นแต่ภาพของอิริยาบทที่ช้าและสงบ น่าเลื่อมใสของท่านเหล่านั้น ในความฝันยังไม่ทันทราบว่าท่านพูดกันด้วยเรื่องอะไรก็ตื่น เสียก่อน

 

 

 

ครั้งที่ 5 ความฝันครั้งสุดท้าย เกิดขึ้นในประมาณต้นปีปี พ.ศ.2523 ฝันว่า พระพุทธองค์และพระสาวกอรหันต์หมู่นั้นเสด็จออกจากเมืองไปแล้ว โดยมิได้มีอาณัติสัญญาณ ทิ้งเราไว้ผู้เดียว ให้รู้สึกตกใจเป็นอย่างยิ่ง รีบวิ่งตามออกไป ในทุ่งนาสลับกับ ละเมาะป่าเตี้ย ๆ ไปทัน เห็นลิบ ๆ อยู่ข้างหน้า ดูเป็นแถวยาวค่อยเคลื่อนเข้าไปในแนวป่าใหญ่ ก็ดีใจรีบเร่งฝีเท้าขึ้น แต่คล้ายกับว่าเร่งฝีเท้าอย่างไร ก็ไม่ใกล้เข้าไปเลย ในที่สุดขบวนขององค์พระบรมศาสดาและพระอรหันต์สาวกเหล่านั้นได้เลี้ยวโค้งเข้าป่าไม้ ลับไปกับสายตา

 

ตกใจ เพราะความรู้สึกคล้ายกับว่ากำลังจะสูญเสียสิ่งสำคัญอันยิ่งใหญ่ของชีวิต ไปต่อหน้าต่อตา จึงดิ้นรนเฮือกสุดท้าย รีบพุ่งตัวพรวดไปอย่างสุดแรง แล้วเกิดตกลงไป ในเหวตื้น ๆ แห่งหนึ่งและสลบไสลไม่ได้สติอยู่เป็นเวลานาน พอฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งก็ได้เห็นพระพุทธองค์ยืนอยู่ที่ปากเหวนั้น ก็รู้สึกขึ้นเองว่า พระพุทธองค์นั่นเองที่มาช่วยให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมา ไม่ทันที่จะรวบรวมเรี่ยวแรงให้ดีพอจะทำอะไร พระพุทธองค์ก็โยนสิ่งของแข็ง ๆ สิ่งหนึ่งมาถูกที่บริเวณหน้าอก โยนของให้แล้วก็เสด็จจากไป หายไปกับสายตา

 

จากอาการปรากฎและหายไปของพุทธองค์ดั่งนั้น จึงนั่งรำลึกอยู่ที่ก้นเหวนั้นว่า "เราเป็นผู้ที่จะต้องอยู่ มิใช่ผู้ที่จะต้องไป" ความฝันก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา

 

 

ความฝันทั้ง 5 ครั้งนี้ ที่เป็นความฝันต่อเนื่องเป็นเรื่องราวเดียวกันอย่าง ประหลาด และเนื้อความในฝัน ล้วนไปสัมพันธ์กับองค์พระบรมศาสดาแห่งพระพุทธ ศาสนา และภาระหน้าที่ต่อพระศาสนาของพระองค์ คล้ายว่าผมถูกกำหนดมาให้ทำงาน เพื่อพระพุทธศาสนา แต่จะเป็นไปได้อย่างไร ?

 

 

 

หากแต่ความฝันแต่ละครั้งนี้ ก็ได้มีความสัมพันธ์กับเหตุการณ์ภาคภายในที่เจริญ เปลี่ยนแปลงไปตามลำดับ นับตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2512 ตราบถึง พ.ศ.2523 ได้ประสบ เหตุการณ์สำคัญ ๆ ถึง 5 ครั้ง ดังต่อไปนี้

 

ครั้งที่ 1  ตามที่เล่ามาแล้ว เริ่มเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2512 ได้เห็นความเกิดและความดับของสรรพสิ่ง เห็นนิมิตเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ากลางแสงสว่างอันเจิดจ้า ได้รู้แจ้งธรรมว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับล่วงลับไปเป็นธรรมดา ได้นาม ธรรมสามี ผู้มีปกติปรนิบัติธรรมเพียงดังคู่ชีวิต เหตุการณ์ละเอียด เล่าแล้วแต่เบื้องต้น

 

 

ครั้งที่ 2 เหตุการณ์ที่เริ่มจากวันที่ 3 มกราคม พ.ศ.2514 เป็นต้นไป อารมณ์ ความรู้สึกได้ตกไปสู่วงจรชนิดหนึ่ง เป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในวงจรเดียวกับเหตุการณ์แรก แต่ ขยายวงกว้างขวางออกไปอีก มีสภาพของความไร้สัณฐาน ไร้ทิศทาง ไม่อาจบอกได้แน่ชัดว่ามีรูปธรรม นามธรรมอย่างไร มีสัณฐานเช่นไร ทิศทางไหน บอกลักษณะสิ่งที่ปรากฎในอารมณ์ที่รับรู้เหตุการณ์ภายในไม่ได้ว่าเป็นเช่นไร เสมือนเดินหลงทางในป่าใหญ่ และเนิ่นนานถึง 7 ปี

 

เป็นช่วงที่การสงครามเป็นฝ่ายเสียเปรียบข้าศึก เกือบเอาตัวไม่รอด เจียน พ่ายแพ้ แต่ด้วยความทรหดไม่ท้อถอยในการบำเพ็ญตปะคุณงามความดี มีความตั้งใจ และดำรงปณิธานอย่างเด็ดเดี่ยว

 

จนในที่สุดเกิดเรื่องราวประหลาด นับแต่ได้ยิน เสียงแห่งความสงบ หากแต่ดังก้องฟ้าอันกว้างใหญ่ ที่เกิดขึ้นได้โดยการอธิษฐาน (คือขอให้ เกิดขึ้นมา ก็เกิดขึ้นมาตามที่ขอ) และการปรากฎของ เทพธิดาประจำใจ ขึ้นในเดือน ตุลาคม ปี พ.ศ. 2515 คือ ได้ภาพนิมิตประหลาดเป็น เทพธิดาองค์เล็ก ๆ มาอยู่ภายในห้องหัวใจ มีชีวิต เคลื่อนไหว พูดคุยด้วยได้ ออกมาข้างนอกก็ได้ แต่ล้วนพูดธรรมะ ไม่พูดเรื่องอื่นใด คอยให้กำลังใจ ปลอบโยนด้วยสุภาษิต บอกเตือนสติทางธรรมอยู่ตลอดเวลา และให้ระวังรักษาตัวให้บริสุทธิ์ ให้เจริญในธรรมะชั้นสูงต่อไป

 

(เช่น ขอให้ความสัจจะจงอยู่คู่ฟ้า ขอให้ความกรุณาปรานีอยู่คู่แผ่นดิน ขอให้ความรักอันบริสุทธิ์อยู่คู่ธรรมชาติอันยิ่ง ใหญ่)

 

ผมได้บันทึกเรื่องราวของเทพธิดาประจำใจนี้ไว้เย็บเป็นเล่มแล้วหนากว่า 500 หน้า หลังจากได้พบเทพธิดาประจำใจแล้ว การเจริญทางธรรมวิปัสนากรรมฐานก็ค่อย เขยื้อนไปเท่าทีละเม็ดทราย จนในที่สุดมาถึงเหตุการณ์ที่ตนเรียกว่า สงครามสวรรค์ เป็นเหตุการณ์อันดับ 3 ดังต่อไปนี้

 

 

 

ครั้งที่ 3 เหตุการณ์วันที่ 6 กันยายน พ.ศ.2521 สงครามสวรรค์ อันเป็นเรื่อง ราวพิเศษเร้นลับพิสดารสุดยอด เป็นประสบการณ์อันล้ำเลิศวิเศษสุด ยากจักอธิบาย

 

คือการไปปรากฎในโลกนามธรรม อันเป็นสากล อันเป็นสมมติโลกที่สูงสุด ในซีกส่วนที่เป็นศัตรูหรืออุปสรรคสิ่งกีดกั้น หรือสิ่งที่ยังสงสัยไม่กระจ่างอันเป็นเครื่องกีดกั้นของความรู้แจ้งแล้วทำการรบต่อสู้ปราบปรามแดนสวรรค์ ในแบบของนามธรรมนั้น จึงเป็นสงครามสวรรค์รบกับเจ้าสวรรค์ หรือเทพเจ้า ผู้ยิ่งใหญ่ในสวรรค์ และ ชนะสวรรค์ทั้งมวล

 

ระยะนี้ เป็นช่วงที่ได้ศึกษาลัทธิศาสนาต่าง ๆ นับตั้งแต่ฮินดู อ่าน ศรีมัทภควัทคีตา จนแตก ศึกษา พระคัมภีร์ ไม่ว่าคริสต์ หรืออิสลาม รวมทั้งศาสนาใหม่ ๆ เช่น ศาสนาบาไฮ เป็นต้นและ เข้าใจแจ่มแจ้ง (ยังไม่อ่าน ไม่แตะต้องก็มีแต่พระไตรปิฏกของพระพุทธศาสนา)

 

ต่อมาได้ เขียนบันทึกเรื่องราวเป็นบทโศลก ชื่อว่า สวามิภูตินิทาน : สงครามสวรรค์ครั้งล่าสุด (ใน ข่าวอนาคาริกที่ 2 /2525 ธรรมสามีวิจารณ์ : วิมุตติรัตนมาลี สวามิภูตินิทาน : สงครามสวรรค์ครั้งล่าสุด พิมพ์โรเนียวเย็บเล่ม พ.ศ.2525)

 

การผ่านเหตุการณ์ขั้นนี้ นับว่าเป็นสุดยอดของประสบการณ์แห่งชีวิต เพิ่มพลังภายในขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของ ความเป็นนักรบ ยากที่จะมีใครหรือนักบวชรูปไหนได้พบเห็นประสบการณ์นี้เหมือน แต่กระนั้นก็ยังมิใช่เหตุการณ์ครั้งสุดท้าย

 

 

 

ครั้งที่ 4   เหตุการณ์วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2522 เป็นช่วงที่ความรู้สึก อารมณ์ จิตใจแรง เข้มแข็งและสง่าผ่าเผย อุปมาเหมือนสายน้ำ ก็เป็นระยะที่พ้นโขดหิน เกาะแก่ง แล้ว จึงไหลเร็ว และแรง เป็นวันที่มีเสียงก้องกังวาลมาว่า บัดนี้ถึงคราวที่ต้องเข้าสู่สงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว เสียงนั้นบอกว่า

 

"ลูกเอ๋ย ค่าแห่งความเหนื่อยยาก ค่าแห่งความตรากตรำมาชั่วชีวิต คือมรรคผลอันวิเศษ อันเจ้าได้รับแล้ว แต่ ลูกเอ๋ย เจ้ายังต้องฝ่าสงครามใหญ่ สงครามครั้งสุดท้ายแล้ว กับ พญามัจจุราช โอ จงตระเตรียมเถิดลูกเอ๋ย ......โอ ลูกเอ๋ย สงครามครั้งใหม่สำหรับเจ้าผู้ย่อมฝันดีเสมอ มีพระยามัจจุราช เป็นจอมทัพ ทางสายที่เจ้าบ่ายหน้าสู่ โอ ลูกเอ๋ย นำเจ้าไปพบกับเทพเจ้า เทพเจ้าแห่งความตาย ลูกเอ๋ย จงตระหนักด้วยเหตุ แห่ง ความฝันดี โอ ฝันดี ฝันดี ฝันดี" (บันทึกไว้ใน สมุดบันทึกโศลกธรรม ปธร. 2513 หน้า 188 และ 202-203)

 

ผลของการรบ พญามัจจุราชสลายหายไปพร้อมกับเสียงหัวเราะสะท้านฟ้าดิน ปรากฎในบทกวีนิพนธ์ เถลิงรัฐรัตนโกสินทร์ศก 200 พุทธศักราช 2525 บทที่ 120 ว่า

 

"ธรรมสามีเร่งล้าง          ไตรภพ,

สวรรค์ล่มนรกลบ            แผ่นหล้า,

โลกันต์ผ่านทัพทบ          ทิวเศิก คลุ้งเฮย,

ดับเดชมัจจุราชกล้า        แต่ด้วยตาญาณ."

 

คือใช้ดวงตาที่มีญาณเพ่งมองไป มัจจุราชก็สูญสลายไปกับความว่างเปล่า (ดู อนาคาริกทั้งสาม สากลจักรวาลสากลศาสนา กับกวีนิพนธ์ เถลิงรัฐรัตนโกสินทร์ศก ๒๐๐ พุทธศักราช ๒๕๒๕ กรุงเทพ : ร.พ.ศรีอนันต์ 2526 หน้า 61)

 

เหตุการณ์ที่ปรากฎในภาคภายในครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 นี้ ความหมายที่แท้จริงก็ คือ สงครามปราบปรามสามโลก นั่นเอง จะตรงกับความหมายของฝ่ายฮินดู ในความ หมายของตรีเทพ พระเจ้าผู้คุ้มครองสามโลก มีอิศวร พรหม นารายณ์ หากแต่ฮินดูยังให้ ความหมายเป็นรูปธรรมอยู่ แต่ทางพระพุทธศาสนา สิ่งเหล่านี้หมายถึงกิเลส ตัณหา อุปาทาน อันบังเกิดด้วยอวิชชา การปราบปรามสามโลกหมายถึงการปราบปรามกิเลสชั้นต้นตอ ถอนรากแก้วแห่งอวิชชาได้สำเร็จ ภาพที่เห็นนั้นเป็นภาพที่สะท้อนนามธรรมเช่นนี้

 

 

 

ครั้งที่ 5 เหตุการณ์คืนวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2523 ทำสงครามครั้งสุดท้าย เป็น การกวาดล้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้สะอาดสะอ้าน ไม่ยากเย็นอะไร

 

คืนวันนั้นลมปราณภายในพัดจัดแรงกล้า บุ่มบ่ามมาเหมือนพายุเฮอริเคน ตัดลัดวงจรเดิมเสีย เกิดเป็นวงจรอัน ใหม่ขึ้นมาแทน ตัวเบานอนไม่หลับ ต้องผุดลุกขึ้นมานั่ง อยู่ในสมาธิ เห็นปราณลำใหญ่ ปรากฎ และไหลหลากทรงพลังยิ่งใหญ่ (นี่คือโคตรปราณ) บัดนั้นปราณวิถีวงจรใหม่ก็เริ่มต้นทำงาน ทำการทรงตัว ให้นั่งหลับมาแต่คืนนั้นจนถึงบัดนี้ มีชีวิตอยู่ผิดคนธรรมดา เพราะอยู่ด้วยอิริยาบถ 3 คือ นั่ง ยืน และเดิน เท่านั้น ไม่พิสมัยการนอน ให้หลัง หรือ ตัวตนสัมผัสพื้นอีกต่อไป

 

 

 

จากเหตุการณ์นี้ได้ไปเชื่อมกับเหตุการณ์พิเศษสุดยอดอีกหลายเหตุการณ์ในระยะ เวลาใกล้ชิด

 

ที่สำคัญคือ การได้พบนิมิตรสำคัญที่ปรากฎในห้วงจิต หรือ ภวังคจิต ที่บอกเรื่องราวเหมือนนิทานเรื่องหนึ่ง (เล่าไว้ใน "จักรพรรดิ์ในเหล่าช้าง" โปรดดู ข่าวอนาคาริกที่ 1/2524 ธรรมสามี : ธรรมา-ธรรมะ สงคราม สวามิภูตินิทาน : จักรพรรดิ์ในเหล่าช้าง กรุงเทพ , ร.พ.ดุสิตสัมพันธ์ 2524 ) ชัดเจนเหมือนอย่างชมโทรทัศน์หรือเรื่องราวจาก ภาพยนต์อยู่ก็ปานกัน ซึ่งหากจะบอกตรง ๆ นี่ก็คือ การระลึกชาติ นั่นเอง รู้สึกด้วยตน เองว่าเป็นเช่นนั้น เรื่องราวที่ฉายเป็นภาพปรากฎในห้วงจิตขณะนั้น เป็นเรื่องราวในอดีต กาลนานโพ้นแล้ว สมัยแรกที่พุทธองค์เพิ่งสำเร็จพระโพธิญาณใหม่ ๆ

 

เป็นภาพของ พราหมณ์ชราภาพในชุดขาวหม่นตนหนึ่ง พบเผชิญหน้าพระพุทธองค์ที่บัลลังก์โพธิ์ ทรง ตรัสว่า พราหมณ์ เมตตาธรรมเป็นสาระของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และเมตตานั้นไร้ซึ่งขอบ เขต

 

แล้วทรงให้มองลงไปที่ดวงพระเนตรของพระองค์ ก็ปรากฎเหมือนดั่งห้วงน้ำมหาสมุทร์ใหญ่หมุนวนอยู่ พราหมณ์ก็เพ่งหยั่งสายตาลงไปสู่ก้นมหาสมุทรนั้น ด้วยฌานที่พราหมณ์บำเพ็ญมาแรงกล้าแล้ว ก็หยั่งลงไปไม่ถึงที่สุด เห็นแต่น้ำอย่างเดียวลุ่มลึกลงไปโดยตลอดไม่มีที่สุดสิ้น ไม่มีก้นบึ้งแห่งมหาสมุทร์คือดวงตาของพระองค์ อันหมายความถึงพระเมตตาที่มากล้นเป็นอัปมัญญาเมตตา คือพระเมตตาที่กว้างใหญ่ไพศาลและลุ่มลึกไร้ขอบเขต จนใคร ๆ มิอาจหยั่งถึงได้

พราหมณ์ ก็รู้ในความหมายของความเป็น พระพุทธเจ้า

 

จากนั้น ทรงเปล่งแสงออกจากดวงพระเนตรทั้งคู่ ปรากฎเป็นลำแสงกลมใหญ่ ดุจดังสีรุ้ง พวยพุ่งรุ่งเรืองยิ่งนัก พุ่งคู่ขนานกันออกไปในอากาศ ให้พราห์มณ์ได้ประจักษ์ความหมายแห่งสายพระเนตรนั้น

ทรงตรัสในวาระสุดท้ายว่า พราห์มณ์ เมื่อท่านได้รำลึกนาม สวามิภูติ นั่นแหละคือความรำลึกในภาระหน้าที่ของท่าน นี่คือ การระลึกอดีตชาติที่ร่วมสมัยพุทธองค์ และการมาสู่สมญานามใหม่อีกชื่อหนึ่งคือ "สวามิภูติ" ซึ่งเป็นเรื่องที่คงจะหายินฟังได้ยากในยุคสมัยนี้ ได้เล่าเรื่องอื่น ๆ แฝงไว้ใน "สวามิภูตินิทาน : จักรพรรดิ์ในเหล่าช้าง" แล้ว

 

 

ผมจะพยายามอธิบายปรากฎการณ์เหล่านี้ให้ฟังต่อไป อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้มิใช่ความวิเศษ แต่เกิดขึ้นได้ด้วยเหตุปัจจัยที่ประกอบขึ้น อย่างเป็นวิทยา ศาสตร์ หากแต่มีเหตุมีผลอย่างไร นั้น เมื่ออธิบาย น่าจะเป็นประโยชน์ สำหรับการ เรียนรู้ พระพุทธศาสนา หรือ การเป็นไปแห่งธรรมดาในโลกนี้ และการรู้แจ้งเข้าใจโลก และสรรพสิ่งทั้งปวง สามารถมองเข้าใจและอธิบายปรากฎการณ์ต่าง ๆ ของสรรพสิ่งได้ จึงสมกับคำว่า พุทธ คือ ผู้รู้ อันเป็นสิ่งประเสริฐในพระพุทธศาสนา

 

 

 

 

แล้วก็มาถึงวาระที่ผมต้องออกบวช ซึ่งค่อนข้างเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับผม เพราะผมต้องการสถานที่อันเหมาะสมสำหรับจะทบทวนสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นเป็นลำดับมา ตั้งแต่ได้นามสมญาว่า ธรรมสามี จากนิมิตรที่พบพระพุทธเจ้าครั้งแรก ตราบจนถึงนิมิตรที่ได้พบพระพุทธเจ้าครั้งสุดท้ายและได้นาม สวามิภูติ ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2512 ถึง พ.ศ. 2523 ดังกล่าวมาแล้ว

 

โดยตั้งใจจะทบทวนมาทีละขั้นตอน พร้อมทั้งทำการทดสอบทุกขั้นตอนอย่างละเอียด

 

เพราะฉะนั้นจึงต้องเลือกสถานที่อันเหมาะสม และผมเลือกวัดบ้านถ้ำ ต.เขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เพราะเหตุที่มีภูเขาหลายลูกเป็นพืดไปตามแนวเขาบรรทัดชายแดนตะวันตกติดกับพม่า และมีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่านหน้าวัด สองสิ่งนี้เป็นองค์ประกอบของสถานที่ที่ผมต้องการและได้ครบที่วัดบ้านถ้ำ

 

โดยหวังว่าที่นี่จะเป็น สถานีแห่งแรก สำหรับการทดสอบตรวจทาน แล้วจะเดินทางเข้าไปสู่แนวขุนเขาบริเวณ ชายแดนไทยพม่าต่อไป การดำรงชีวิตในป่าอย่างอนาคาริกะ ผู้เจนวิชา (อาจอยู่ในถ้ำโดย ไม่กินอาหารและน้ำได้เป็นสัปดาห์ ๆ ไม่มีเวลากลางวันกลางคืนเหมือนคนทั้งหลาย เพราะมีระบบการพักผ่อนด้วยระบบปราณที่แปรได้ทุกรูปแบบ การนอน ยืนพิงต้นไม้หลับเอา เหมือนช้างก็ได้ ขึ้นไปนั่งบนค่าคบไม้หลับเอาก็ได้ อาหารกินใบไม้เพียงนิดน้อยก็เพียงพอ ฯลฯ) มองไปน่าสนุกสนานและมีความสุขสมบูรณ์มาก

 

 

ขณะนั้น ผมมิได้มีความคิด แม้สักนิดเลยว่าจะออกมาอยู่ตามวัดวาอาราม และอยู่ในท่ามกลางหมู่คนทั้งหลาย อย่างที่ เป็นอยู่ขณะนี้ จึงเขียนจดหมายไปหากำนันตำบลเขาน้อยวานให้ไปติดต่อเจ้าอาวาสวัดบ้านถ้ำให้ จากนั้นก็ได้เดินทางไปนมัสการท่านเจ้าอาวาสและขอความกรุณาให้ท่านจัด การบวชให้อย่างง่าย ๆ พอให้ได้เข้าไปสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ก็เพียงพอแล้ว

 

หลังจากนั้นไม่นาน ก็เดินทางไปบวช ไปคนเดียว ตัวเปล่า ภายหลังจัดการอะไรต่าง ๆ ที่ค้างอยู่โดย สละเสียเช่นที่ดินที่กำลังผ่อนส่งอยู่จำนวน 2 ไร่ ก็สละเสีย สมบัติใดใดมีก็สละ มีสตรีที่ รักก็สละ คล้าย ๆ ว่าเดินตามรอยเจ้าชายสิทธัตถะ นั่นเอง พอเดินทางไปถึงวัดบ้านถ้ำ เวลาเย็น ก็พบชาวบ้านถ้ำหลายคนคนจับกลุ่มกันรออยู่ พักสักครู่ก็โกน พวกชาวบ้านมาช่วย แล้วผลัดผ้า ให้ทานกางเกง เสื้อรองเท้า ปากกาและ นาฬิกาข้อมือ อันเป็นสมบัติติดตัวชิ้นสุดท้ายไป เขาก็แย่งกันเอา เราก็เหลือแต่ตัวเปล่า ๆ ไม่มีสมบัติอะไรติดตัวอีกเลยหากแต่ผมไม่ได้เตรียมชุดนาคไปด้วย เพราะตั้งใจว่าจะทำง่าย ๆ ก็บอกเขาให้ไปขอผ้าขาวเจ้าอาวาสมานุ่งและห่ม พวกเขาก็ไปค้นเอาที่ห้องพัสดุได้ผ้าขาวเก่าๆ มาให้นุ่งห่มเป็นนาคแล้วพวกเขาก็พากันปรึกษากันว่า นุ่งห่มแล้วแต่ไม่มีเข็มขัดนาค ผมก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอกเอาปอฟางรัดเอาก็ได้ ไม่มีใครเห็นหรอก พวกเขาก็หาปอฟางมารัดแทนเข็มขัดนาค

 

คืนนั้นมีพิธีสมโภชนาค 4 รูปในหมู่บ้าน มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์เย็น พวกเขาก็มาแห่แหนผมเข้าไปเพื่อร่วมสมโภชกับนาคทั้ง 4 ผมขึ้นไปบนบ้านที่ประกอบพิธี

 

นั่งอยู่ชั่วครู่หนึ่ง หัน หน้าเข้าหาแถวพระที่มาเจริญพระพุทธมนต์ แล้วก็เกิดเหตุ คือบ้านซีกหนึ่งพังลง เป็นห้องที่นาคเจ้าบ้านทั้งสี่แต่งตัวกันอยู่ เกิดเสียงโครมครามสนั่นหวั่นไหว เพราะไม้กระดานและ เข้าของทั้งนาคทั้งคนตกลงไปอยู่ใต้ถุนบ้าน คนจ้าละหวั่นวุ่นวายกันไปหมด ช่วยกันอุ้ม เอานาคทั้ง 4 ขึ้นมาปัดฝุ่นแต่งเนื้อแต่งตัวกันใหม่ ที่วิ่งหาดอกไม้ธูปเทียนเพื่อเอาไปไหว้ ขอโทษขอขมานางธรณีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ได้ยินเสียงบอกกล่าวขอขมาดังลั่น ก็มี เสียเวลา ไปตั้งนานจึงได้เริ่มพิธีเจริญพระพุทธมนต์ต่อไป อันเป็นเหตุการณ์การบวชของผมที่ประทับและระทึกใจยิ่ง

 

 

วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2526 เวลา 1010 น. เป็นวันและเวลาที่ผมบวช ได้เลขที่หนังสือสุทธิที่ 1/2526

 

พอบวชเสร็จคืนแรก ก็มีแมลงอะไรไม่รู้จักชื่อ ตัวเล็ก ๆ ดำ ๆ มาเป็นร่างแหในเวลาดึก ได้ยินมิต่างจากฝนตกปรอย ๆ ลงบนหลังคา ในขณะนั้นนึก ว่าฝนตกด้วยซ้ำไป พอรุ่งเช้าดูดำเต็มพื้นห้อง เต็มตามซอกผนัง เพดาล ใต้ผ้าแพรต่าง ๆจับกันเป็นกระจุก ๆ กวาดรวมกันแล้วได้เป็นถัง ๆ

 

คืนที่ 2 พากันมามากกว่าคืนแรกจน พื้นห้องเต็มไม่มีที่วางเท้า พอคืนที่ 3 พระเณรในกุฏิเดียวกันนั้น ต่างพากันหนีไปหมด เหลือผมอยู่รูปเดียว เพราะแมงพวกนั้นมามากกว่าเดิมและมันจะต่ายเข้าไปซุกใต้ที่นอนที่มีผ้าแพร เข้าไปตามเนื้อตามตัว อาจจะเข้าตา เข้าหู เข้าปาก หากกั้นมันไว้ไม่อยู่ก็เสี่ยงมากแต่ผมอยู่ได้เพราะผมไม่ได้นอนหลับเหมือนคนธรรมดา แต่นั่งหลับอยู่บนเก้าอี้ (นั่งหลับ เช่นนี้แต่เป็นฆราวาสแล้ว นับแต่เหตุการณ์ในคืน วันที่ 31 มีนาคม 2523) ซึ่งโดยวิธีนี้ ครั้นกางกลดออก เก็บชายมุ้งอย่างดีแล้ว พวกแมงนั้นก็เข้าไม่ได้ ต่อรุ่งเช้าก่อนจะออก จากกลดจึงค่อยกวาดพวกมันแหวกเป็นทางเดินออกไป พวกแมงประหลาดเหล่านี้มาอยู่ 4-5 คืนนับแต่วันที่ผมบวชก็หายไป ชาวบ้านต่างมาดูแล้ววิจารณ์กันไปต่าง ๆ บ้างก็ว่า พวกมารมาขอส่วนบุญ บ้างก็ว่าอาเพท ว่ากันไปต่าง ๆ

 

 

คราวที่ผมออกบวชนั้น เป็นเวลาที่ได้เกิดแผ่นดินไหวขึ้นที่เมืองกาญจนบุรีถึง 3 ครั้ง เมื่อผมเดินทางไปคราวแรกชาวบ้านชาวเมืองยังจับกลุ่มกันพูดคุยเรื่องแผ่นดินไหวกันอยู่

 

ภายหลังบวชได้ 22 วันก็ได้รับโทรเลขบอกว่า แม่ที่ศรีสะเกษป่วยหนักให้เดินทางกลับด่วน ขณะนั้นท่านเจ้าอาวาส คือ พระมหาปราโมท ปโมทิโต ป.ธ.7 ยังทำหนังสือสุทธิให้ ไม่เรียบร้อย จึงให้เอาหนังสือสุทธิไปให้เจ้าคณะอำเภอท่าม่วงเซ็นต์และประทับตราเสีย ก่อนเดินทางกลับศรีสะเกษ ก็ได้เดินทางไปวัดหนองขาว พอลงจากรถเมล์ จะเดินเข้าไปในวัดซึ่งเป็นวัดที่มีเนื้อที่กว้างขวางมาก และกำลังก่อสร้างอุโบสถจตุรมุขขนาดใหญ่อยู่ ได้ แหงนดูดวงอาทิตย์ด้วยเจตนาจะจับเวลา(ขณะนั้นจวนเพลแล้ว)

 

พลันเห็นดวงอาทิตย์กางกลดขนาดใหญ่มหึมาอยู่บนศีรษะ ทั้ง ๆ ที่กลางวันโปร่ง แสงแดดก็แจ่มจ้าปราศจากเมฆ แต่อาทิตย์ก็ทรงกลดชัดเจน ราวกับหมุนคว้างอยู่เหนือศีรษะ ก็รู้สึกยินดีมาก และพระอาทิตย์ก็ทรงกลดขนาดใหญ่ เช่นนั้นอยู่ตลอดเวลาที่เดินทางเข้ากรุงเทพโดยรถบัสประจำทางซึ่งกินเวลาหลายชั่วโมง ตราบเข้าสู่ชายคาหัวลำโพง เพื่อจับรถไฟค่ำต่อไปยังศรีสะเกษ

 

ดูดั่งว่า พระอาทิตย์ผู้ยิ่งใหญ่ก็กางกลดส่งให้ผม พระพยับ ปญฺญาธโร เดินทางจากกาญจนบุรี สู่ศรีสะเกษด้วย อันเป็นเหตุให้ผมต้องอยู่ที่ศรีสะเกษสืบมาตั้งแต่บัดนั้น วันที่ผมเดิน ทางกลับศรีสะเกษดังกล่าว ตรงกับวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2526

 

 

 

ประวัติชีวิตของผมช่วงนี้เต็มไปด้วยการปรากฎที่ลึกล้ำประหลาด แต่ที่จริง ยังมีอีกมากทีเดียว เหตุการณ์เช่นนี้แหละหากมีคนอื่นเล่าแทนผมแล้ว อาจขยายความให้เรื่องราวเบนเบี่ยงไป ให้กลายไปอย่างใหญ่หลวงหรืออาจแต่งแต้มสีสรรให้วรรณพิจิตรพิสดารไปอย่างมากมายได้ จึง เป็นหน้าที่ของผมเองที่จะเล่าเองเพื่อให้เกิดความถูกต้องตามการประสบจริง เพื่อข้อมูลจริง

 

 

 

สิ่งที่ผมเล่ามาควรจะเรียกว่าอะไร ?

 

คำตอบอาจมีหลายคำตอบ แต่สาระแท้จริง แล้วก็เป็นเพียงการเล่าเรื่องการเดินทางไปในวิถีทางชีวิตของคน ๆ หนึ่ง เขาได้พบ ได้ประสบเหตุการณ์มาอย่างนี้ ๆ ก็นำมาเล่าสู่มิตรสหายเพื่อนฝูงที่สนิทชิดชอบฟังกัน เท่านั้นเอง มิได้มีเจตนาอื่นใด นอกจาก เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร หากมีคำอธิบายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ได้ นั่นหมายถึงการไขความลับชั้นสำคัญยิ่งในเรื่องราวของศาสนาสากล ในยุควิทยาศาสตร์เจริญเต็มที่

 

และผม ผู้ประสบนี่เอง อาจจะอธิบายได้ สวัสดีครับ.

 

 

 

·              ปญฺญาธโรภิกฺขุ
   ผู้บันทึก ๑๗

 

 

 

                                 ๐๗       *       *

                                                            ๒๙

                                        10/24             *

                         ๑๓๘                              *

                                 ๔ลั       *        *                                          

   

 

                                  ดวงกำเนิด
   ร.อ. พยับ เติมใจ

              วัน ๕/27 สิงหาคม 2485 เวลา 08.50 น.(ศก.)

                              ลักคณาสถิต ราศีกันย์ ปฐวีธาตุ
            นวางค์ที่4แห่งดาวอังคาร(๓) ตรียางค์ที่2แห่งดาวเสาร์(๗)
                         หมู่ดาวที่๑๓ หัตถะ ณ ภูมิปาโลแห่งฤกษ์  

 

 

 

 

 

 

                        ๓๑              

                         ๘๖                              *

                        ลั               7/49               *

                          *                                  *
                                       ๗      ๐๕                                           

   

 

                                  ดวงผนวช
        พระ ร.อ. พยับ ปญฺญาธโร (เติมใจ)

              วัน ๒/๒๓ พฤษภาคม ๒๕๒๖: ๑๐.๑๐ น.(กจ.)

                            ลักคณาสถิต ราศีกรกฎ อาโปธาตุ
         นวางค์ที่7แห่งดาวพระเสาร์(๗) ตรียางค์ที่3แห่งดาวพระศุกร(๖)
                        หมู่ดาวที่๙ อาศเลษา ณ สมโณแห่งฤกษ์

 

 

         




ประวัติของผม 16 ตอน

ประวัติของผมตอนที่ 1 article
ประวัติของผมตอนที่ 2
ประวัติของผมตอนที่ 3
ประวัติของผมตอนที่ 4
ประวัติของผมตอนที่ 5
ประวัติของผมตอนที่ 6
ประวัติของผมตอนที่ 7
ประวัติของผมตอนที่ 8
ประวัติของผมตอนที่ 9
ประวัติของผมตอนที่ 11 article
ประวัติของผมตอนที่ 12
ประวัติของผมตอนที่ 13
ประวัติของผมตอนที่ 14
ประวัติของผมตอนที่ 15
ประวัติของผมตอนที่ 16



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2010 All Rights Reserved.