ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พ.ศ.2540 - 2559
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 1
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 51
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 52
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 53
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 54
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 55
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
Buddhism How? บันทึกของนักปฏิบัติธรรมผู้ถวายชีวิตพิศูจน์สัจธรรมพุทธให้รู้แจ้งเห็นจริงถึงระดับมรรคผลนิพพานแท้
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
bulletศึกษาโลกลี้ลับ 26
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว วิเคราะห์ทุกปัญหาในโลกมนุษย์ด้วยสติปัญญาและเหตุผลวิทยาศาสตร์จากนสพ.ดี
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletประวัติการต่อสู้เพื่อการดับทุกข์ ของพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์ แนวปฏิรูปคณะสงฆ์อยู่ในบทวิเคราะห์นี้แล้ว
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา แนวคิดศาสนาสำหรับคนยุคใหม่ ผู้ก้าวผิดทางไปสู่สิ่งไร้สาระโดยไม่รู้ตัว
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ของฟรีให้เปล่ามา20ปีแล้วทั้งเอกสารและอินเทอเนท
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา เราทำเพื่อปัญญาชนโดยแท้
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่1-3


ประวัติของผมตอนที่ 15

 

ประวัติของผมพระพยับ ปญฺญาธโร
พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ 3

ตอนที่ 15

*********************************************************************************************************************************************************************************************** 

 

ประวัติของผมตอนนี้เป็นตอนที่ 15 ผมไม่ต้องใช้งานตัวเองมากเพราะมีจดหมายหลายฉบับที่ผมสามารถจะเอาลงเป็นส่วนของประวัติของผมได้ จดหมายฉบับแรกเป็นจดหมายผมเอง เขียน ถึงท่านดร.นันทสาร สีสลับ ก่อนหน้าที่จะมีการปรับแปลี่ยนแปลงหน้าที่สำคัญในองค์กรระดับสูงในวงการพระพุทธศาสนา คือ พสล. และ มพล, เพียงไม่กี่วัน ฉบับที่ 2 ที่ลงในลำดับต่อไปเป็นของพระคุณเจ้าผู้มีชื่อเสียงและทรงคุณเมตตาธรรมสูง เป็นพระผู้ทำประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่แด่การพระพุทธศาสนาและสังคมยุคนี้ ท่านถวายปัจจัยมาช่วยสร้างหนังสือพิมพ์ดีด้วย 1,000 บาท ผมขอ ขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ด้วย ท่าน ดร. พระครูอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี จดหมายฉบับต่อไปเป็นจดหมายของโยมนักปฏิบัติธรรมกรรมฐานท่านหนึ่ง ที่มีภูมิรู้วิชาชีพ เป็นถึงอาจารย์ในวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ ผมตัดหัวจดหมายออกเพื่อไม่ให้ชื่อ สถาบันเปิดเผยจะแจ้งเกินไป จดหมายฉบับนี้เขียนถึงเพื่อนสนิทที่ปฏิบัติธรรมมาด้วยกัน แล้วเอาสำเนามาให้ผมดู ๆ แล้วบอกว่าจะเอาลงหนังสือพิมพ์ดีทั้งหมดโดยไม่ตัดหรือแต่งข้อความใดเลย นอกจากนี้ก็มีข่าวสารอีกสองสามชิ้น ที่ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาและพอใจนำลงไว้ในประวัติของผมช่วงนี้โปรดติดตาม ต่อไป






 

จดหมายฉบับที่ 1



 

จดหมายฉบับที่ 1

 

วัดมหาพุทธาราม ถนนขุขันธ์

 

อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000

โทร. (๐๔๕) ๖๒๒๔๕๕


1 กุมภาพันธ์ 2546


เจริญพร ท่าน ดร. นันทสาร ที่รัก นับถือ


อาตมภาพเพิ่งเปิดซองแบบสอบถามที่กลับเข้ามาทั้งหมดตั้งแต่เดือนที่แล้วถึงวันนี้ จึงได้ พบว่ามีของท่านดร.ด้วย และทั้งมีใบปลิวเถื่อน จำนวน 4 แผ่น แนบมาด้วย เรื่องที่ท่านขอให้ราย งานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับศาสนาประการใดนั้น คราวนั้นได้ออกหนังสือพิมพ์ดี ฉบับที่ 26 (ประจำเดือน เม.ย.-ก.ย. 2545) ออกไป ซึ่งในฉบับนั้นได้มี บทวิเคราะห์ร่าง พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับ มหาเถรสมาคมออกไปด้วยพร้อมข้อเสนอแนะในการจัดตั้งองค์กรในคณะสงฆ์ ปรากฎว่าได้รับ ความสนใจจากหลายทาง ทางสภาผู้แทนราษฎร โดยท่านอุทัย พิมพ์ใจชน ให้ จนท.โทรศัพท์มา ถามว่า มูลนิธิฯมีสาขาอยู่ที่กรุงเทพหรือไม่ อาตมภาพบอกไปว่าไม่มี     หนังสือพิมพ์ดีออกจากศรีสะเกษไปโดยตรง บอกเขาว่า ถ้ามีอะไรให้ติดต่อทาง ดร.นันทสาร สีสลับ

และ พ.อ.ศรีสวัสดิ์ แสนพวง

 



 

ต่อมามีจนท.จากกระทรวงศึกษาธิการ โทรศัพท์มาสอบถามเรื่องหนังสือพิมพ์ดี และว่า ไม่เห็นออกอินเทอร์เนต ถามถึงข้อมูลและบทวิเคราะห์ต่าง ๆ โดยเฉพาะบทวิเคราะห์เฝ้าดูวัฒน ธรรมโลกจากจอแก้ว  ก็บอกว่าให้ไปถามที่ท่านดร. กับพ.อ.ศรีสวัสดิ์ และกรมการศาสนา สุทธิพงศ์ ตันตยาพิศาลสุทธิ์ ก็มี เพราะส่งไปให้ทุกเล่ม (เคยเป็นเพื่อนเรียนธรรมศาสตร์ด้วยกัน เขาเป็น นักศึกษาพารทไทม์ เพราะสุทธิพงษ์ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ขาดเรียนบ่อย เรียนไม่ทันเพื่อน ได้ช่วยติวให้ ได้มีส่วนอนุเคราะห์เขาในเรื่องการศึกษาในช่วงนั้นจนสำเร็จการศึกษา)

 



นั่นก็คือเรื่อง พรบ.คณะสงฆ์ นั่นเอง ทางสภาผู้แทนราษฎรโดยเลขาธิการรัฐสภา ได้มีหนังสือขอบคุณมา ได้ เขียนจดหมายมาทางท่านผู้การ พ.อ.ศรีสวัสดิ์ แจ้งให้ทราบแล้ว เข้าใจว่าจะบอกต่อท่าน ดร.แล้ว ตั้งแต่ช่วงเวลานั้น นี่แหละเรื่องราวที่มาเกี่ยวข้อง อื่นๆนอกจากนี้ก็ทราบเรื่องการจัดแบ่งหน่วยงานในสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นร่างอยู่ ที่ พ.อ.ศรีสวัสดิ์ส่งไปให้ (ท่าน ดร.ก็คงจะมีอยู่ในมือแล้ว?) ก็พอทราบอยู่เท่านี้



 

อาตมภาพมีการข่าวที่ค่อนข้างจำกัด เพราะอาศัยจากทีวีและ หนังสือพิมพ์เป็นหลัก กระแสอื่น ๆ นอกจากนี้ก็มีบ้าง แต่ไม่พอที่จะเชื่อได้ ขาดความหลายหลากหลายกระแสพอที่จะกรองข่าว เช่นคน(รวมทั้งพระ-ภิกษุ)ที่มาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง ก็มักไม่สมบูรณ์ขาดความเข้าใจเรื่องการข่าว จับประเด็นข่าวไม่ได้ ได้มีโอกาสไปแสดงธรรมในงาน ปริวาสกรรม ศรีสะเกษครั้งหนึ่ง ท่านเจ้าอาวาสวัดมหาพุทธาราม (ธีรังกูร ธีรงฺกุโร ป.ธ.9 : พระ ศรีธรรมนาถมุนี 2545 เป็นผู้จัดการให้ เมื่อ 1 ธ.ค.45 วัดขามทอง อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ) พบว่ามีลูกศิษย์พระเดชพระคุณท่านหลวงตามหาบัวจำนวนมาก (มีพระครูโสภณกิจจาทร เป็นประธาน กิจการงานนั้น)

 

 

ได้พูดถึงเรื่องร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และให้หนังสือพิมพ์ดีไว้หลายเล่ม (ตั้งแต่เล่มที่ 18 ถึงเล่มปัจจุบัน) รวมทั้งเล่มที่ 26 ที่มีบทวิเคราะห์นั้นด้วย เป็นที่พอใจ-เห็นชอบด้วย-ดีเห็นงามด้วยกันทั้งสิ้นที่จะให้มีองค์กรสายวิปัสนากรรมฐาน [(คือที่เสนอให้มีคณาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสนาธุระ และ สำนักวิปัสนากรรมฐาน 3 ระดับ เพื่อให้ได้ดุลกับมหาคณิสสรฝ่ายบ้าน ขึ้นมา นี่ก็เป็นเรื่องที่ยังต้องพยายามอธิบายต่อไป ในแง่ที่ว่าจะทำอย่างไร (MEAN หรือ HOW)]

 

ในเรื่องพรบ.คณะสงฆ์นั้นอาตมภาพเห็นว่า การสร้างระบบต้องทำก่อน ส่วนตัวบุคคล และวิธีการไว้ทีหลัง ให้เวลา 5 ปี เพื่อให้เกิดทัศนะการมองที่ค่อยเรียนรู้ถึงความหมายที่สำคัญไปตามลำดับก่อนซึ่งเมื่อยิ่งทราบความหมายในประเด็นสำคัญๆเพียงไร ก็ยิ่งจะมีความหวังมากขึ้นเพียงนั้น และนั่นเป็น กุญแจแห่งความร่วมมืออันเหนียวแน่นและบริสุทธิ์ใจต่อกันและกัน

 

 

อีกมุมหนึ่ง การจะทำสำเร็จหรือไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่สำคัญคือฝ่ายฆราวาส รัฐบาล รัฐสภา ว่าจะมีความเข้าใจ กล้าหาญ และจริงใจในการรับใช้พระพุทธศาสนาหรือไม่เท่านั้นเอง หากเป็นเหมือนจักรพรรดิ์อโศก คือเป็น พระโสดาบัน ก็พอจะหวังได้ แต่มองแล้วเห็นว่ารัฐบาลปัจจุบันอาจจะเห็นว่าเป็นการเปิดศึกอีกด้านจะหนักไปหน่อย กลัวจะไม่สำเร็จประโยชน์ ทำอย่างไร ฝ่ายสงฆ์และฝ่ายพุทธบริษัททั้งปวงจะช่วยรัฐบาลท่านได้บ้าง ให้ท่านมีกำลังใจมีความกล้าหาญและมั่นใจขึ้น โดยสติปัญญามองเห็นประโยชน์ส่วนรวมของการพระพุทธศาสนา และทำอย่างสุขุมจริงใจต่อประโยชน์พระพุทธศาสนาเป็นหลัก และทั้งต้องเหนียวพอต้านกระแสรุนแรงบางกระแสที่อาจจะตามมาได้ มิฉะนั้นอาจส่งผลเสียต่อฝ่ายอาณาจักรไปเสียเอง

 

แต่หากในขณะนี้ยังไม่อาจจะจัดการในเรื่องระบบได้ ก็ไม่เป็นไร แต่ต้องจัดการต่อไปเพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหมู่สงฆ์ไปให้ได้ ไม่มากก็น้อย หรือแม้แสดงเจตนาให้ชัดว่าจะต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม คิดใหม่ทำใหม่ ให้ได้ โดยให้สอดคล้องพระธรรมวินัยให้มากยิ่งขึ้น จนพระธรรมวินัยเป็นเป้าหมายของหมู่สงฆ์ (ขณะนี้หมู่สงฆ์เองยังมองไม่เห็นว่า สายงานฝ่ายวิปัสนาธุระจะจัดการกันอย่างไร การเรียนการสอนและวิธีปฏิบัติกรรมฐานทำอย่างไร อุปัชฌาย์อาจารย์ฝ่ายวิปัสนา และทั้งฝ่ายที่มิใช่ฝ่ายวิปัสนาแต่มีการสอนวิปัสนาด้วย ท่านยังคิดอยู่แบบเดิม อยู่ คือคิดเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลอยู่ และในความคิดแม้แนวทางที่นำพาปฏิบัติกันอยู่นั้น ก็เป็น เพียงการสุ่มๆปฏิบัติไปเท่านั้นเอง ไม่มีหลักเกณฑ์อย่างวิทยาศาสตร์ ไม่เคยมีการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีแห่งมรรคผลออกมา หน้าที่ของอาตมภาพก็คือพยายามเสนอว่าเราสามารถจะทำอย่างวิทยาศาสตร์ได้ และได้อย่างไร?

 

นั่นคือเรื่องของ MEAN หรือ HOW หรือ การอธิบายสิ่งที่เรียกว่า หลักสูตรมรรคผลออกมาให้แจ่มแจ้ง เป็นเรื่องที่อาจปฏิบัติไปได้อย่างธรรมดาๆ เป็นธรรมชาติการศึกษาชนิดหนึ่งของหลักสูตรหนึ่ง นั่นเอง และ นี่คือความหมายในประเด็นสำคัญ ยิ่งของยุคสมัย คือการนำพระพุทธศาสนาไปสู่สากลโลก ซึ่งนี่จะเป็นวิธีการใหม่ แต่ผลที่ต้องการ เป็นสิ่งเก่าดั้งเดิม ((MEAN หรือ HOW เปลี่ยน ปรับปรุงได้เสมอ แต่จุดหมายคือ GOAL หรือ OBJECTIVE นั้นยังคงเป็นของเดิมของพระพุทธเจ้า) จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคุ้นเคย ทำให้หนัก และยากที่ต้องสิ้นเปลืองเวลามาก ๆ เหมือนงมไป คลำทางไป แต่เมื่อใดเข้าใจแล้วก็จะเห็นอยู่เองว่าประโยชน์มหาศาลรออยู่ โดยการเดินบนเส้นทางใหม่ของการวิปัสนากรรมฐานอย่างไร?

 

 

โดยฝ่ายบริหารจะต้องเริ่มจากการเข้าใจในเรื่องธรรมดาๆ คือ ความสำคัญของการจัดการที่ระบบ ซึ่งอันนี้ เป็นภาระหน้าที่โดยตรงของอาตมภาพที่จะอธิบายต่อไป เพื่อให้ปรากฎในวันนี้ ชั่วที่มีชีวิตอยู่ หรือ เป็นมรดกต่อไปในวันข้างหน้าสำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะได้อ่าน และเห็นคุณค่าของมัน

 

ทั้งหมดที่พยายามไป ใช่ว่าอาตมภาพจะมีฉันทะเต็มใจพอใจปฏิบัติมาแต่ดั้งเดิมก็หาไม่ เพราะดั้งเดิมแท้จริงอาตมภาพต้องการปลีกสันโดษ เข้าป่าและแสวงหาความสุข สนุกสนานส่วนตัวในดินแดนป่าเขา ลำเนาไพรอันลึกตามวิถีทางของอาตมภาพ ณ ที่ไกลจากมนุษย์ ขึ้นชื่อว่ามนุษย์แล้วไม่ต้องการพบนั่นคือเจตนารมย์ในการออกบวชของอาตมภาพ ตรงกับที่เล่าไว้ในประวัติชีวิตตัวเอง

 

 

อะไรที่กำหนดชะตาชีวิตไว้เช่นนี้ นอกจากวิบากกรรมอันเหมาะสมลงตัว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามองศาสนาของพระองค์อย่างไร ขั้นตอนไหน แผนการณ์อย่างไร พุทธทำนายเดือนสี่ปีกุนจะไร้ความหมายหรือ ? แต่ว่าศาสนาพุทธจะต้องสืบต่อไป ตราบห้าพันพระวัสสา อาตมภาพทำอะไรๆก็เพื่อให้สมบูรณ์ในความรับผิดชอบ และผลที่ออกมาย่อมพอใจภูมิใจเสมอ เพราะอะไรจะเป็นไปอย่าง ไร ย่อมเป็นไปสมแก่เหตุปัจจัยนั้น ๆ

 

 

ทุกวันนี้อาตมภาพไม่ค่อยมีเวลาจะทำนั่นทำนี่ เวลาไม่พอ ส่วนหนึ่งของเวลา 24 ช.ม. /วัน ใช้ในการเก็บตัวเพื่อมีโอกาสให้มันสมองและสายตาได้พักผ่อน และเพื่อความเป็นส่วนตัว ได้ จินตนาการเป็นอิสระ เพราะอาตมภาพใช้งานสายตามาก เกือบตลอดวัน มันสมองใช้งานอย่างสลับซับซ้อนไม่มีเวลาหยุด หากตื่นอยู่ ส่วนหนึ่งของเวลาใช้ไปกับการต้อนรับคนที่มาหา ให้บริการต่างๆส่วนหนึ่ง ในกิจของหมู่กลุ่มสงฆ์ ไม่ได้หลีกไปไหน

 

 

จะขอแถลงต่อสักหน่อย ในด้านการเคลื่อนไหวใดใด ที่สงสัยถามมาว่า หากมีประเด็น ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับศาสนาประการใด ให้แจ้งให้ทราบด้วยนั้น

 

ส่วนอาตมภาพเองไม่มีการ เคลื่อนไหวใดใด ปล่อยให้เป็นไปเองตามเหตุผลของมันที่จะเป็นไปเอง และ ก็ไม่ได้รู้อะไรในการ เคลื่อนไหวใดใดเลย ไม่มีส่วนในการวางแผนใดใดทั้งสิ้น ดูเหมือนว่า แม้กลุ่มที่เคลื่อนไหวเอง ที่ เคลื่อนไหวไปตามๆกัน ก็ดูเหมือนจะไม่ทราบต้นสายปลายเหตุด้วยซ้ำไปว่าการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นอย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม ท่านดร.ก็ย่อมจะเห็นอยู่เองแล้วว่า การเคลื่อนไหวน่าจะไม่เหมาะสมสำหรับปัญญาชนตามหลักศาสนาพุทธ (แต่เหตุการณ์หรือ EVENTS บางอย่าง บางกาละเทศะ ย่อมมีสิทธิ์ทำให้เกิดความชอบธรรม สำหรับการเคลื่อนไหวอย่างมีเป้าหมายอันชอบธรรมได้ แม้ สำหรับหมู่ปัญญาชนชั้นสูงสุดในศาสนาพุทธก็ตาม เช่นองค์สมเด็จพระบรมศาสดาก็จำเป็นต้อง แสดงอิทธิปาฎิหาริย์ในบางครั้ง เป็นต้น) และอาตมภาพเองก็ไม่เคยคิดจะต่อสู้ด้วยวิธีมี การเคลื่อนไหว

 

ทั้งนี้เพราะได้ประเมินสถานการณ์ไว้ก่อนแล้วว่า สังคมเรายังมีนักปราชญ์ทางศาสนาพุทธอยู่มากพอ โดยเฉพาะพระสาวกระดับเถระมหาเถระ พระวิปัสนาจารย์ก็มีอยู่มาก ฆราวาสที่ เป็นปราชญ์ราชบัณฑิตก็มีอยู่มาก องค์กรเอกชนก็เข้มแข็ง คงพูดกันได้ ยอมรับเหตุผลในเชิงศาสนธรรมกันได้ เพื่อให้สมกับความเป็นศาสนาพุทธ

 

 

หากเรายอมรับในเหตุผลไม่ได้ ก็ยากที่จะ นำศาสนาพุทธไปสู่สถานการณ์โลกสากลได้ ยากที่จะพัฒนาแม้ตัวของตัวเองไปสู่อริยธรรมอันสูงสุดได้ ตามเป้าหมายของพระบรมศาสดา แต่หากการณ์ปรากฎออกมาว่า สติปัญญามวลชนไม่ตอบรับเหตุผล นั่นคือตกต่ำไปกว่าระดับนี้ ก็คงยากในการจะฟื้นฟูศาสนาไปสู่สากล ก็คงต้องคิดเตรียมแผนการณ์กันใหม่ คงจะไม่อาจปล่อยให้เป็นไปเองตามยถากรรม

 

 

แต่สิ่งที่อาตมภาพอยากจะพูดถึงที่สุดในครั้งนี้ก็คือ เรื่องใบปลิวเถื่อน ของผู้ใช้นามว่า ธรรมสาธกปกป้องธรรมที่ท่าน ดร.ส่งไปถวาย และให้ช่วยวิเคราะห์อีกทางนั่นแหละ อยากจะบอกว่า สำหรับผู้ที่ทำใบปลิวชุดนี้ออกมา เป็นบุคคลที่น่าสนใจมากทีเดียว เราน่าจะปล่อยให้เขามีโอกาสสร้างผลงานใบปลิวเช่นนี้ต่อไปเป็นระยะๆตามโอกาสที่จะมีได้ทำได้ เพราะผู้ฉลาดย่อมเลือกได้ คงไม่เสียหายอะไรต่อการพระพุทธศาสนา ที่เสนออย่างนี้ก็เพราะว่า อาตมภาพเองก็ไม่อาจคาดคะเนได้ว่าคนผู้นี้เป็นใคร สำนัก หรือหมู่คณะไหน นั่นเอง แต่มองในประเด็นว่าเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ และอาตมภาพเห็นว่าเขาน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า จึงควรปล่อยไปก่อน เพื่อให้ได้เห็นผลงานชิ้นต่อๆไป คือใบปลิวเถื่อน หรืออะไรก็ตามที่เถื่อนๆ เช่นนี้ต่อไปอีก เพราะแม้เราเองก็เห็นอยู่แล้วว่า เป็นใบปลิวเถื่อนที่มีข้อความแห่งสาระที่พร่องๆ ไม่ถูกต้องไปทั้ง หมด หรือมีส่วนที่ถูกต้องอยู่บ้างเพียงใด ก็ตาม เราย่อมสามารถเลือกได้ ฉะนั้น ในส่วน อาตมภาพจึงคิดว่าจะวางเฉย ไม่สนใจไปก่อน สำหรับใบปลิวเถื่อน 4 หน้านี้

 

 

อาตมภาพทราบเรื่องการเดินทางไปประชุมต่างประเทศครั้งล่าสุดของท่าน ดร.แล้ว เริ่มจากไปมาเลเซียก่อน แล้วค่อยไป บังคลาเทศ เพื่อปฏิบัติงานขององค์การ พสล.ที่นั่น รู้สึกชื่นชม เสมอ

 

การเดินทางไปต่างประเทศของท่านดร. อาตมภาพก็ได้ทราบมาแต่ดั้งเดิมเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

 

 

ก็เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2513 เป็นครั้งแรกที่ท่าน ดร.มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ วันนั้นเป็นวันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2513 เวลา 6 โมงเย็น ท่านดร.เดินทาง   โดยเครื่องบิน เอสเอเอส มีพรรคพวก เพื่อนฝูงโดยเฉพาะชาวกลุ่มอี่หล่ำของเรารวมทั้งผู้บังคับบัญชาไปส่งที่สนามบินเป็นจำนวนมาก” (จนกระทั่งบัดนี้ ตลอดเวลา 33 ปี ต่อมา ท่าน ดร. ก็ยังคงเดินทางไปต่างประเทศในภาระของการพระพุทธศาสนาไม่เคยหยุดหย่อน แต่น้อยคนนักที่รู้ในคุณงามความดี ในความเสียสละอันยิ่งใหญ่ ของท่าน ดร. ที่ทำประโยชน์แด่พระพุทธศาสนาในต่างแดน เว้นแต่อาตมภาพ)

อาตมภาพยังคงมีสำเนาจดหมายถึงพระอาจารย์ทำมา เมฆิโย

ที่ชื่อว่า จดหมายศิษย์จากต่างประเทศที่ท่าน ดร. เขียนจาก นิวเดลฮี ประเทศอินเดีย ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2513 เก็บรักษาไว้อยู่ เล่าเรื่อง เดินทางไปยุโรป 8 ประเทศ ได้เหยียบหิมะเป็นครั้งแรกที่กรุงออสโล ประเทศนอรเวย์ ได้ร้องเพลงไทยให้คนนอรเวย์ฟังที่นั่นและพวกเขาร่วมร้องเพลงไปด้วยอย่างสนุกสนาน ท่าน ดร. ไปถึง แดน สวรรค์แห่งสแกนดิเนเวีย กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ค เมืองฟรีเซกส์ แล้วเหินฟ้าต่อไป ดินแดนไวกิ้ง กรุงสตอคโฮม ประเทศสวีเดน ท่านดร.เล่าว่า วันทาโก ปฏิวันทานัง ผู้ไหว้ย่อมได้รับการไหว้ตอบ คนไวกิ้งและครอบครัวของเขาที่นั่นจัดเลี้ยงต้อนรับท่านดร.โดยเฉพาะ ด้วยเหตุผล พิเศษว่า เขาเคยไปกรุงเทพฯครั้งหนึ่ง ปรากฎว่าคนไทยได้ให้การต้อนรับเขาดีเหลือเกินเขาจึงอยากจะต้อนรับคนไทยบ้าง น่าประทับใจจริงที่ท่าน ดร.ไปที่ไหนล้วนได้รับการต้อนรับอย่างดีมีความสุข  

 

 

แล้วเหินฟ้าสู่ กรุงเฮนซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ดินแดนพระอาทิตย์ไม่ตกดิน มีบันทึกไว้ว่า แรกๆนอนไม่หลับเลย เพราะมองไปไหนก็สว่างไปหมด

 

แล้วเหินฟ้าไป กรุงอัมสเตอร์ดัม เวนิชแห่งที่ 2 ในยุโรปเพราะเต็มไปด้วยคลองคล้ายกับกรุงเทพฯ ของเรานั่นแหละจาก อัมสเตอร์ดัม ไป กรุงเฮก ประเทศฮอลแลนด์ เล่าไว้ในจดหมายถึงพระอาจารย์ทำมาว่า

เรื่องที่กระผมประทับใจที่นี่ได้แก่ การมีโอกาสไปเยี่ยมศาลโลก ได้ไปชมห้องพิพากษาคดีเขาพระวิหาร ระหว่างไทยกับเขมรด้วยตนเอง ได้ซื้อเทปยี่ห้อฟิลิปส์ครื่องหนึ่งไว้เป็นที่ระลึกตอนกลับถึงบ้านด้วย    

แล้วมุ่งสู่ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมืองแฟชั่นล้ำยุคแห่งโลก วาทะของท่าน ดร. ตอนนี้น่า ประทับใจลึกซึ้ง ที่ว่า "การได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นทุกวัน ก็เป็นกำไรของชีวิต เราได้เห็นโลกมากขึ้นเท่าใดก็ได้เรียนธรรมะมากขึ้นเท่านั้น เพราะพระพุทธองค์ก็เคยตรัสสอนให้คนพิจารณาของ จริงจากโลกด้วยปัญญาเช่นกัน ดังที่พระองค์ตรัสว่า สูทั้งหลายจงมาดูโลกนี้ที่พวกคนเขลาติดอยู่ แต่พวกผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ สิ่งที่กระผมประทับใจจริงๆได้แก่การที่กระผมได้มีโอกาสขึ้นหอไอเฟน ซึ่ง สูงถึง 985 ฟุต ชื่นชมความงามของนครปารีส ได้ไปชมพระราชวังแวร์ซายส์ ซึ่งเป็นที่เซนสัญญา สงบศึกในมหาสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ไปชมพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สิ่งที่กระผมจะลืม เสียมิได้ ก็คือการได้มีโอกาสไปชมสำนักงานใหญ่ของยูเนสโกด้วยตนเอง

แล้วจากปารีส ท่าน ดร.เหินไปทางอากาศต่อ กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ แล้วรำพึงถึงมาตุภูมิว่า "ความจริงกระผมนึกถึงแหล่เจ้าน้อยของอาจารย์จันดาวัดบ้านโนนเปลือย ที่ว่า เมืองสวิตเซอร์แลนด์ บ่อนดินแดน สุดขอบฟ้า "

ได้เข้าร่วมประชุม ณ สำนักงานใหญ่ของตึกสันนิบาตชาติ .....ขณะนี้ใช้เป็นที่ทำการของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมของสหประชาชาติ.....กระผมได้เดินทางไปชมกรุงเบอร์น เมืองหลวง ของสวิตเซอร์แลนด์ .... ได้แวะชมกรุงโลซานน์ ที่ซึ่ง พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันของเราเคยประทับ อยู่

 

 

จากนี้ท่าน ดร.ได้เดินย้อนสู่ปารีส ฝรั่งเศสครั้งที่สอง ก่อนจะเหินสู่ ดินแดนพุทธภูมิ โดยสายการบิน ลุฟท์ฮันซ่า ต่อด้วย สายการบิน บีโอเอซี ถึง นิวเดลฮี ดินแดนพุทธองค์ ความปรารภของท่านดร.ต่อดินแดนพุทธองค์น่าจับใจ ว่าดังนี้

"ผู้นำของประเทศของเขาได้ทำตัวอย่างที่ดียิ่งไว้แก่อนุชนรุ่นหลัง ส่วนมากมักจะเป็นนักเสียสละที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นชาวอินเดียหลายคนจึงเป็นทั้งนักปราชญ์ เป็นทั้งนักการเมืองที่มีชื่อเสียง ดังเป็นที่ปรากฎอยู่แล้ว นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ก็คือ นางอินทิรา คานธี ลูกสาวของเนรูห์ นั่นเอง...........สิ่งที่ประทับใจครั้งสุดท้ายก่อน จากนิวเดลฮีสู่กรุงเทพฯ ในวันที่ 2 สิงหาคม 2513 ก็คือ กระผมได้มีโอกาสไปชมแม่น้ำยมนาด้วยตนเอง แม่น้ำนี้มีส่วนสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศาสนาพุทธของเรา.........กระผมได้ยืนสงบสติอารมณ์อยู่ บนฝั่งยมนา พลางก็นึกวาดภาพพจน์ถึงเรื่องต่าง ๆ ในสมัยที่พระพุทธเจ้าของเรายังมีชีวิตอยู่ จึง ทำให้เกิดความประทับใจอย่างยิ่ง กระผมนึกภูมิใจว่า สมัยที่บวชเรียนอยู่ได้ศึกษาแต่เรื่องพุทธประวัติจากตำราเท่านั้น แต่บัดนี้ได้มาพบสิ่งที่ได้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเองแล้ว ทำให้เกิดความปลื้มใจจนบอกไม่ถูก

 

 

นี่คือเรื่องราวการเดินทางไปต่างประเทศในระยะแรกๆ ของท่าน ดร. โดยเหินฟ้าไปเยี่ยมเยียนถึง 8 ประเทศในคราวเดียวกัน

ท่าน ดร.คงจำได้ว่ามาจาก หนังสือที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพพระอาจารย์ทำมา เมฆิโย

วัดบ้านโคกกลาง วันที่ 6-7-8 เมษายน 2516 นั่นเอง ซึ่งในเล่มนั้นยังมีเรื่อง นัยแห่งรัฐปาลสูตร ของพระราชจินดามุนี เจ้าคณะจังหวัศรีสะเกษด้วย และผู้จัดทำเป็นบรรณาธิการ ก็คือ อาตมภาพ ตั้งแต่เป็น พยับ เติมใจ อยู่นั่นเอง

 

ต่อมาท่าน ดร.ได้ เดินทางไปทั่วโลก

ในภาระหน้าที่ของการพระพุทธศาสนา ไม่เคยหยุดหย่อน อาตมภาพมองไป ว่า ภาพที่ท่าน ดร.ยืนริมฝั่งแม่น้ำยมนานั้น เหมือนภาพสนามรบ ฝั่งแม่น้ำ ไดยา เมืองทศลี แห่งแคว้นกลิงคะ ระหว่างแคว้นมคธ รบกับ แคว้นกลิงคะ อันเป็นสงครามครั้งสุดท้าย ก่อนจะกลับใจเพราะได้พบพระอริยธรรมแห่งพระพุทธศาสนา รู้แจ้งสัจธรรมเป็นโสดาบันกษัตริย์พุทธผู้แผ่พระพุทธศาสนาไปสุดขอบโลกขณะนั้น คือ อโศกมหาราช

อาตมภาพคิดว่า อโศกมหาราช มี หลายสิ่งหลายอย่างที่สอดคล้องคล้ายคลึงกับท่านดร. นันทสาร มาก ถ้าอโศกมหาราชมาเกิดในยุคนี้ก็คือมาสืบสานสร้างบารมี และท่านดร.นี่แหละ น่าจะคล้าย

อโศกมหาราช กลับชาติมาเกิด แล้ว ได้มีโอกาสเดินทางไปตรวจการพระพุทธศาสนาในดินแดนแคว้นต่าง ๆ ทั่วโลก อันเป็นร่องรอย เดิมที่ทรงเผยแผ่ไว้ในยุคสมัยทรงเป็นจักรพรรดิอโศก

 

 

และมีเรื่องหนึ่งที่คิดว่าจะบอกก็คือ เห็นออกรายการโทรทัศน์แล้ว ดูดีมาก ๆ น่าจะออกบ่อยๆ เพื่ออธิบายเรื่องการพระพุทธศาสนา จะมีอิทธิพลมากในด้านการสื่อทางโทรทัศน์ ในเรื่องNEWSLETTER อาตมภาพยังไม่ทันมีหัวคิดจะเขียนอะไรไปให้ ตามที่ท่าน ดร.ขอให้เขียน แท้จริงก็เคยบอกตัวเองไว้ตั้งนานมาแล้วว่า น่าจะเขียนอะไรลง NEWSLETTER บ้าง แต่ก็ดูเหมือนยังไม่ถึงเวลา ที่สุดนี้ก็ขออำนวยพรให้ท่าน ดร. จงมีความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป ขอให้มีพลานามัยดี มีอายุยืนนานเพื่อการรับใช้พระพุทธศาสนาต่อไปตลอดกาลนานเทอญ.

 

ขอเจริญพร

ปญฺญาธโรภิกขุ

 

 

หมายเหตุ บก.     เราได้ตัด ใบปลิวเถื่อน รื่อง ขบวนการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา ตามที่อ้างในจดหมายถึงดร.นันทสาร สีสลับ ออกจากคอลัมน์ ประวัติของผมฯ ภายหลัง ได้พิจารณา แล้วว่า ไม่เหมาะสมที่จะนำลงในขณะนี้ บก.

 

 

 

 จดหมายฉบับที่ 2

 

 

จดหมายฉบับที่ 2

 

วัดพระบาทน้ำพุ ลพบุรี 15000

ถึง กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ดี

 

ขออนุโมทนา ต่อกุศลเจตนาในการจัดทำหนังสือพิมพ์ดี ไว้ ณ โอกาสนี้ และ ขอเป็นกำลังใจให้กองบรรณาธิการด้วย สาระในหนังสือดีพอสมควร มีข้อเสนอแนะ เล็กน้อย

 

1. หากมีการตรวจทานอักษร และการจัดบรรทัด/เว้นวรรค/จัดคำ ก่อนจัดพิมพ์จะ สมบูรณ์มากขึ้น

 

2. การใช้รูปแบบอักษร และขนาด บางแห่งขนาดเล็กไปหน่อย รูปแบบหลากหลายจนดูเป็นรูปแบบที่ขาด"เอกภาพ"(เหมาะสำหรับผู้อ่านที่รักการอ่านมาก ๆ)

 

3. หากมีภาพประกอบเพื่อ "พักอารมณ์" ของผู้อ่านบ้างจะเยี่ยมมาก

 

ด้วยความปรารถนาดีจริง ๆ เพราะได้อ่านตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย และ อยากให้ หนังสือนี้อยู่ไปนาน ๆ

ด้วยความปรารถนาดี

(พระครูอาทรประชานาถ)

วัดพระบาทน้ำพุ ลพบุรี 15000

หมายเหตุ

ขอร่วมผลิตหนังสือพิมพ์ดีโดยส่งเช็ค สั่งจ่ายพระพยับ ปญฺญาธโร มา 1 ฉบับ กองบรรณาธิการกรุณานำเรียน พระพยับ ปญฺญาธโร ด้วยจักขอบคุณยิ่ง.

 

 

 จดหมายฉบับที่ 3

 

 

จดหมายฉบับที่ 3

 

8 กุมภาพันธ์ 2546

 

ถึง พี่อรนุชที่เคารพและคิดถึง

 

หนูตั้งใจจะพิมพ์จดหมายถึงพี่หลายวันแล้ว แต่มีภารกิจในครอบครัวและการ สอนมาก จึงช้าไปบ้าง ตอนนี้หนูและครอบครัวสบายดี การเรียนการสอนก็สนุกสนานดี บางคนก็ตั้งใจฟังชอบซักถาม แต่นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ค่อยขยันเรียน งานที่ให้ทำก็ไม่ค่อยส่งตรงเวลา ที่สำคัญจะสนใจเพศตรงข้ามก่อนเรื่องอะไรทั้งหมด อาจเป็นเพราะพ่อแม่ตามใจบังคับลูกไม่ได้เลยแล้วสื่อประเภทให้มัวเมาในเรื่องเพศก็มีมาก ดารานักร้องนี่แหละสำคัญ เด็กชอบเลียนแบบและ แบบที่ สังคมชอบยกย่องก็ไม่ค่อยจะเข้าท่า

 

ดารานักร้องที่ได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่นต่อต้านสิ่งเสพติด มักแต่งตัวล่อแหลม โชว์เนื้อหนังมังสาอย่างไม่อายใคร บางคนได้รับรางวัลสะดือสวย เธอก็ เลยยิ่ง โชว์ใหญ่ หนูก็งงนะ ว่าแต่ก่อนผู้หลักผู้ใหญ่จะสอนให้รักนวลสงวนตัว แต่งตัวให้มิดชิดไม่ให้โชว์สิ่งที่หน้าอาย ใครแต่งตัวประเจิดประเจ้อสังคมจะดูถูกว่าเป็นผู้หญิงชั้นต่ำ แต่สมัยนี้กลับประกวดประขันกัน ว่าเป็นคนเชื่อมั่น กล้าแสดงออก

 

สิ่งที่เป็นวัฒนธรรมอันดีงามกำลังจะถูกกลืน กลาย เป็นสังคมแบบชาวตะวันตก ที่คิดว่าชีวิตที่มีรสชาติคือความเอร็ดอร่อยทางกาม

 

บางวันหนูกำลังสอนอยู่ได้ยินเสียงนักเรียนหญิงตะโกนแซวนักเรียนชายจากตึกหนึ่ง ไปอีกตึกหนึ่ง พี่ลองคิดดูแล้วกันว่าภาพจะออกมาอย่างไร หลายคนจับคู่อยู่ด้วยกันอย่างเปิดเผย บางคนพ่อแม่ต้องยอมก็มี เพราะปล่อยให้เป็นไม้แก่เสียแล้ว ดัดไปก็หักเปล่าๆ

 

ทุกวันนี้หนูพยายามสอน ผลิตสื่อการสอนที่จะโน้มน้าวชักชวนให้เห็นโทษ ของการตก เป็นทาสของอบายมุข โทษของการหมกมุ่นในเรื่องเพศ โทษของการเป็นคนเกียจคร้าน ไม่รู้จัก ควบคุมอารมณ์ เพราะจะทำให้ประเทศชาติในวันข้างหน้าลำบาก เพราะเด็กที่เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ขาดวุฒิภาวะ สังคมจะได้คนที่เป็นพ่อแม่ที่ไม่เอาไหน ไม่รู้หน้าที่ และสืบเชื้อสายของคนไม่เอา ไหนไปอีกไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น ซึ่งจะเป็นปัญหาของสังคมและประเทศชาติอย่างใหญ่หลวงในวันหน้าต่อไป

 

 

คราวนี้หนูจะเล่าประสบการณ์ ในการต่อสู้ความทุกข์ของหนูอย่างละเอียดให้พี่ฟังนะ หนูเล่าอย่างละเอียดยิบเฉพาะพี่กับพระอาจารย์เท่านั้น มิฉะนั้นคนอื่นที่ไม่มีภูมิธรรมจะไม่เข้าใจ เขาจะบอกว่า หนูนี่โง่จังหลงให้เขาหรอกได้เป็นตุเป็นตะ แต่พระอาจารย์บอกว่ายิ่งโง่เท่าไร หากมันรู้ว่าโง่จะทำให้ฉลาดเท่านั้น

 

 

ประมาณปี พ.ศ. 2540-กลางปี พ.ศ.2543 หนูมีปัญหาทะเลาะกับเพื่อนในแผนกสังคมศึกษาอย่างรุนแรง ซึ่งสาเหตุใหญ่มาจากผลประโยชน์ แต่สาเหตุที่แท้จริงไม่ใช่มาจากเรื่องเงินค่า สอนพิเศษหรอก ปัญหาใหญ่ก็คือความโง่ของหนูที่มีเพื่อนคนหนึ่ง เขาสอนวิชาภาษาไทย อายุ แก่กว่าหนูตั้ง10 ปี เขามีนิสัยชอบยุแหย่ เผอิญมันมีเหตุการณ์มาประจวบเหมาะพอดี จากเรื่อง เล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ ครูแผนกสังคม 4 คน เขาจึงรวมตัวกันไม่จัดตารางสอนให้หนู และท่านผอ.ก็เข้าข้างเขา หนูยอมไม่ได้เพราะมันหมายถึงศักดิ์ศรี และค่าสอนพิเศษอีกเทอมละเกือบ 20,000 บาท แต่ไม่มีวิธีไหนจะเอาชนะเขาได้ นอกจากการถือไพ่ที่เหนือกว่า เพื่อนคนที่สอนภาษาไทยบอกว่าต้องทำหนังสือร้องเรียนขู่ผอ.ให้กลัว แล้วท่านจะสั่งการตามที่เราต้องการ โดย เพื่อนคนนี้เป็นคนหาข้อมูลได้เรื่องที่จะร้องเรียนประมาณ 3 หน้ากระดาษ ซึ่งมีอยู่ข้อหนึ่งซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงมาก หนูทักท้วงว่าข้อนี้อาจจะไม่เป็นความจริง แต่เพื่อนคนนี้บอกว่าเขามี พยานบุคคลยืนยันได้ อีกอย่างหนึ่งเราเพียงต้องการขู่ให้เขาทำตาม หนังสือนี้ท่านไม่ปล่อยให้ไปถึงอธิบดีหรอก

 

แล้วก็เป็นอย่างที่คาดเอาไว้คือท่านต้องสั่งให้เขาจัดตารางสอนให้หนู และได้ผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน หนูจึงได้ชัยชนะมาท่ามกลางความเกลียดชังของผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานหลายคน

 

 

 ต่อมาท่าน ผอ. ถูกครูในวิทยาลัย ฯ คนหนึ่งร้องเรียน ทางกรม ฯ ได้ตั้งคณะกรรมการมาสอบ และเรียกหนูไปสอบปากคำด้วย หนูจึงได้ทราบว่ามีกระดาษ 3 แผ่นที่หนูเคยพิมพ์เล่นๆสอดไส้ไปด้วย แต่ไม่ได้ลงชื่อหนูเท่านั้น โดยที่หนูไม่รู้เรื่องเลย หนูจึงได้รู้ว่าการคบเพื่อนที่ชอบเอาชนะคนอื่นโดยไม่มีเหตุผลเป็นอย่างไร ผลการสอบสวนปรากฏว่าท่านผอ.ชนะ แต่ก็ใช้เวลานานกว่าจะสรุปออกมา ท่านผอ.ไม่ได้ฟ้องกลับ แต่ท่านพูดว่าใครที่ใส่ร้ายคนที่บริสุทธิ์จะต้องได้รับกรรมตามสนอง หนูไม่กล้าบอกกับท่านว่าหนูไม่ได้หักหลังท่าน แต่คิดว่าท่านคงไม่เชื่อจึงไม่ได้ปรับความเข้าใจกับท่าน จนท่านปลดเกษียนและจากจังหวัดศรีสะเกษไปในที่สุด

 

 

หลังจากนั้นหนูกับเพื่อนในแผนก ก็ยังคงต่อสู้เอาชนะกันอีก จนหนูเกิดความเบื่อหน่าย คิดว่าหนูจะต้องข่มขู่ผอ.ทุกคนหรือนี่ ชัยชนะที่หนูเคยได้มามันคงเป็นบาปหนัก จึงมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจไม่จบสิ้น ทั้งๆที่สามีหนูก็ดีพร้อม ลูกๆก็น่ารัก แต่ทำไมหนูไม่มีความสุข กลางคืนนอนไม่หลับ อารมณ์ก็ไม่มั่นคงโมโหง่าย สามีเคยบอกให้หนูยอมแพ้ แต่ความดื้อรั้นและกลัวเสียหน้า ทำให้หนูคิดว่าต้องสู้ต่อไป ถึงจะใช้วิธีการเดิมๆก็ยอม แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร

 

ช่วงนั้นประมาณเดือนกรกฎาคม2543บังเอิญมีคำสั่งจากทางกรมฯ ให้ครูที่สอนวิชาพระพุทธศาสนา ไปอบรมวิปัสสนาที่จังหวัดราชบุรี 1 คน หนูกำลังไม่สบายใจ ก็เลยสมัครไปกะจะหนีความวุ่นวายสัก 2 อาทิตย์ก็ยังดี

 

เมื่อเดินทางไปรายงานตัวที่กรม คนแรกที่หนูพบ เป็นผู้หญิงรูปร่างเล็กๆ ผิวสองสี แต่สีหน้าอิ่มเอิบบ่งบอกว่าเป็นคนที่มีเมตตามองโลกในแง่ดี สุขุมมากไม่ค่อยพูด อายุแก่กว่าหนู 4 ปี หนูได้พักห้องเดียวกับพี่เขา หนูเล่าเรื่องความไม่สบายใจของหนูให้เขาฟัง แล้วถามว่ากลับไปหนูจะเป็นอย่างไร พี่เขาไม่ตอบ บอกว่าอีกไม่กี่วันหนูจะตอบตัวเองได้

 

พี่เขาเป็นครูสอนอยู่โรงเรียนประถม อยู่จังหวัดกาญจนบุรี เขาปฏิบัติโดยบำเพ็ญตบะ รักษาสัจจะอย่างเคร่งครัด เจริญสติแบบเนสัชชิกทุกวันตลอด 8 ปีสู้ทุกข์อย่างแสนสาหัส และไม่ยอมเสพกามเลย แม้จะมีทุกข์จากสามี เขาก็ไม่ใจอ่อน รักษาสัจจะยิ่งชีวิต พี่เขาชอบพูดว่าบารมีเขามีปัญญาน้อย จึง ต้องมีความเพียรมาก พระอาจารย์เขาเป็นลูกศิษย์สายหลวงปู่มั่น เขาบอกไม่ให้หนูทานข้าวเย็น นอกจากน้ำปานะ และบังคับให้หนูเดินจงกรมนั่งสมาธิเกือบทั้งคืน หนูก็ทำตามอย่างว่าง่าย

 

 

เพราะพี่เขาบอกว่าถ้าใครตั้งใจปฏิบัติ จะได้ดวงตาเห็นธรรม สำเร็จโสดาบัน หนูก็ถามว่าพระโสดาบันดีอย่างไร พี่เขาบอกว่าพระโสดาบันท่านเป็นคนดี มีแต่มิตรไม่มีศัตรู หนูอยากได้ความเป็นมิตรจากเพื่อน เพราะรู้ว่าการเป็นศัตรูกัน ทำให้เกิดทุกข์อย่างมหันต์ จึงทำตามทุกอย่าง

 

หนูปฏิบัติไปได้ประมาณ 5 วันก็เกิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และขณะนั่งสมาธิอยู่เห็นนิมิตรเป็น พระพุทธรูป มีรัศมีสีเหลืองอร่ามสวยงามมาก หนูมีปิติมากน้ำตาไหลพราก พี่เขาบอกว่านั่นแหละเกิดสภาวธรรมแล้ว หนูรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่ก็ดีใจมาก ตั้งใจกลับไปวิทยาลัยฯ จะไปปรับความเข้าใจกับเพื่อนๆ จะมีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกับใคร ซึ่งเพื่อนๆและผช.ก็ดีกับหนูมาก จัดตารางสอนและให้ผลประโยชน์เท่าๆกัน ตั้งแต่นั้นมาชีวิตมีความสุขมาก รู้สึกซึ้งในน้ำใจของพี่อรนุชและคณะของคุณแม่อำไพ ที่มาสอนวิปัสสนามาก

 

 

อยู่มาคืนหนึ่งขณะนอนหลับเคลิ้มๆ ได้ยินเสียงผู้ชายมาเรียกให้ปฏิบัติ จำได้ว่ามีเสียงดุมีอำนาจมาก แต่ไม่เห็นตัวเขา หนูจึงลุกมาเดินจงกรม นั่งสมาธิวันละ 1.30 ชั่วโมง แต่ถ้าวันไหนหนูขี้เกียจนอนเพลินจะฝัน เห็นพี่มาต่อว่าหนูว่าไม่มีความเพียร กิเลสจะเอาไปรับประทาน หนูเลยตื่นมาปฏิบัติ เสร็จแล้ว แผ่เมตตาทุกวัน

 

 

หนูได้ไปกราบพระอาจารย์พยับ และเล่าให้ฟังว่าได้ไปฝึกวิปัสสนามารู้สึกว่าอัตตาลดลง และจะตั้งใจฝึกต่อไปให้ได้มรรคผล ท่านพูดเป็นทำนองว่านิพพานแบบที่หนูไปฝึกมาเป็นของเก๊ เอาของทำเล่นๆมาฝึกเป็นจริงเป็นจัง แล้วยังแนะนำว่าเป็นฆราวาสไม่ต้องปฏิบัติหรอก ให้ไปทำ หน้าที่ในครอบครัวให้ดี เป็นครูที่ดีตั้งใจสอนก็พอ ตอนแรกหนูไม่เข้าใจคิดว่าท่านขัดขวางการปฏิบัติธรรมของหนู จึงรู้สึกไม่พอใจและยิ่งท่านพูดเป็นทำนองว่ารู้ภูมิธรรมของฆราวาสที่ฝึกกรรมฐานให้หนู ยิ่งไม่พอใจใหญ่คิดว่าท่านดูถูกครูอาจารย์ของเรา แต่หนูก็อดสงสัยไม่ได้ว่าท่านน่าจะมีภูมิธรรมมากพอดู เพราะในกุฏิท่านมีหนังสือมากมายมหาศาล ล้วนแล้วแต่หลักธรรมชั้นสูงทั้งนั้น และเวลาท่านพูดอะไรบอกได้เลยว่านี่เป็นลักษณะของคนมีปัญญา ไม่ใช่พระธรรมดาๆ อีกอย่างหนึ่งหนูรู้จักท่านมา 10 ปี ท่านไม่มีลักษณะของพระที่ชอบโอ้อวด ยึดติดในวัตถุ ไม่ตีสนิทกับญาติโยม เวลาดุจะไม่สนใจคนฟัง แต่สังเกตว่ากับคนอื่นท่านไม่เคยดุเลย แต่กับคนที่บอกว่ากำลังปฏิบัติธรรมอยู่ ท่านจะดุโดยไม่เกรงใจทันที โดยเฉพาะกับสามีหนู และหนูเอง ท่านมักจะพูดอะไรเป็นปริศนาธรรมชวนให้คิด และท่านก็มีความรู้ทางโลกถึงขั้นจบปริญญาโท ความรู้ทางภาษาไทยและภาษาต่างประเทศเยี่ยมมาก รับราชการเป็นนายทหารระดับยศร้อยเอก ไม่เคยมีครอบครัวและลาออกจากราชการมาบวช ท่านเห็นว่าหนูมีลักษณะของการเป็นคนตั้งใจจริง ว่ากล่าวอะไรก็รับฟัง ท่านจึงอธิบายให้ฟังว่าการปฏิบัติต้องเน้นหลักไตรสิกขาจึงจะถูกต้องไม่ผิดพลาดและให้ผลการปฏิบัติที่แน่นอน ไม่เช่นนั้นจะไปถึงทางตัน จะไปเน้นการเจริญสติอย่างเดียวไม่ได้

 

 

ตอนนั้นหนูยังไม่เข้าใจเรื่องศีล สมาธิ ปัญญามากนัก จึงได้แต่เถียงอยู่ในใจ เพราะเคยไปฝึก สติปัฏฐาน 4 มาและครูอาจารย์ก็บอกว่าเป็นทางสายเอก แต่พอได้อ่านหนังสือที่ท่านเขียนลงในหนังสือพิมพ์ดีหลายฉบับ มีอยู่ฉบับหนึ่งท่านตอบปัญหา เรื่องมรรคผลนิพพาน และท่านได้ยกย่องบุคคลผู้ที่ทำประโยชน์ให้แก่โลกหลายคน ว่ามีความดีเทียบเท่าพระโสดาบัน เช่น แม่ชีเทเรซ่า ปรากฏว่ามีฆราวาสท่านหนึ่งเคยไปปฏิบัติธรรมแบบยุบหนอ-พองหนอ เขียนมาต่อว่าท่านว่าท่านไปยกย่องคนในศาสนาอื่นเป็นพระโสดาบันได้อย่างไร การเป็นพระอริยบุคคลต้องภาวนาเท่านั้น คนในศาสนาอื่นไม่เคยทำ จะเป็นพระโสดาบันได้อย่างไร และยังว่าท่านมีความรู้(ในทางธรรม) แค่ ป. 4 แต่มาตอบปัญหาในขั้นปริญญา ท่านตอบฆราวาสท่านนั้นไปด้วยเหตุผลทางวิชาการที่ น่าฟังมาก และยังบอกว่าภูมิธรรมระดับพระโสดาบัน ไม่สามารถมองเห็นภูมิธรรมของพระสกิทา-คามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ได้ แม้แต่พระสกิทาคามี พระอนาคามี ก็ไม่อาจเห็นภูมิ ธรรมของพระอรหันต์ได้ เพียงแต่อาจจะรู้ได้ว่าใครเป็นพระโสดาบัน เพราะท่านต้องผ่านสิ่งเหล่านี้มาก่อน แต่พระอรหันต์ท่านมองออกว่า ใครมีภูมิธรรมระดับไหนเพราะท่านยืนอยู่บนยอดเขาแล้วจึงมองเห็นสิ่งที่อยู่ต่ำกว่าได้ และการที่ปุถุชนจำนวนมากชอบยกย่องพระบางองค์ว่าเป็นพระอรหันต์นั้น ถือเป็นการโอ้อวดอุตริมนุษยธรรมและเป็นอันตรายต่อพระศาสนา เพราะคนจะเข้าใจผิด ไม่มีใครหรอกที่จะรู้ว่าใครเป็นพระอรหันต์นอกจากพระอรหันต์ด้วยกัน หนูจึงไม่แน่ใจนักว่าท่านจะ เป็นพระธรรมดาๆที่ไม่รู้อะไร

 

แต่ที่หนูไม่ค่อยชอบใจนักก็ตรงที่ท่านไม่ค่อยอธิบายอะไรให้ฟังอย่างละเอียด มักบอกแต่เพียงหัวข้อเท่านั้นเพราะหนูเป็นคนชอบสงสัยอยากรู้อยากเห็น แต่มาตอนหลังหนูถึงเข้าใจว่าที่ท่านไม่อธิบายรายละเอียด เป็นเพราะท่านรู้ว่าหนูจะไม่เชื่อที่ท่านบอก และอยากให้หนูมีปัญญา สามารถอธิบายเองได้ด้วยความมั่นใจไม่ใช่พูดตามที่ครูอาจารย์บอก ท่านบอกว่าท่านตั้งใจว่าชีวิตนี้จะไม่รับลูกศิษย์ แต่ถ้าใครจะเป็นลูกศิษย์ต้องเป็นผู้มีปัญญา ไม่ใช่คนปัญญาอ่อน ในใจลึกๆของหนูปรารถนาจะมีปัญญาเหมือนพระสารีบุตร เพราะท่านเป็นครูที่ฉลาดในการสอน และเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิต ชอบการทดลองเรียนรู้ด้วยตนเอง

 

 

ต่อมาหนูได้ถูกพี่ณัฐวรรณซึ่งสอนอยู่ที่เดียวกัน ชักชวนให้ไปกราบพระธุดงองค์หนึ่งมาจากอุดรธานี เขาว่าเป็นอาจารย์ของเขามีเมตตาบารมีมาก มาจำวัดอยู่วัดบ้านพันทา อำเภอเมืองจังหวัดศรีสะเกษ พระองค์นี้มีเจโตปริยญาณสูงอ่านความคิดของใครๆได้ และยังแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง มีพลังจิตสามารถสะกดจิตให้คนหลงเชื่อได้ง่าย อันนี้ท่านแสดงได้จริงหนูประสบมาเอง เขาถามว่าเขาคือใคร น้ำเสียงของเขามีอำนาจ ตอนนั้นดึกแล้ว มีหนู เพื่อนหนูและเขาเท่านั้น หนูได้แต่นั่งภาวนาตามแบบที่ฝึกมา พระองค์นี้แสดงท่าทางหงุดหงิด เขาบอกว่ามึงภาวนาทำไม มึงอยากได้มรรคผลนิพพานไม่ใช่หรือ หนูก็บอกว่าจะมีความเพียรปฏิบัติไปเรื่อยๆ

 

เขาบอกว่าใครที่ ได้มาพบเขาแล้วไม่ยอมรับ มันจะไม่มีทางได้มรรคผล ต่อให้สร้างความดีอีกกี่แสนกัลป์ก็ไม่มีทางพบเขา เพราะ 3 โลกยอมรับเขาคนเดียว

 

ตอนนั้นหนูกลัวมากเห็นตาเขามีสีแดง เขาถามว่า ไหนมึงลองบอกซิว่าหลวงพ่อเป็นใคร หนูจำได้ว่าเมื่อตอนกลางวันพี่สุนันท์บอกว่าเขาเป็นร่างของพระศรีอารย์จึงตอบไป เขาก็บอกว่าถ้าเอ็งยอมรับพ่อเอ็งคือเนื้อชิรแท้ๆของพ่อ พ่อตามหาพวกเอ็งมานับ 10 ปีแล้ว แต่ส่วนใหญ่มันไม่ยอมรับพ่อ จึงโดนกรรมหนักไปตามๆกัน ขณะพูดจบก็มีเสียงฆ้องดังมาจากท้องฟ้า หนูได้ยินเสียงชัดเจน หนูจึงหลงเชื่อว่าเขาคือพระศรีอารย์

 

 

วันที่หนูนั่งคุยอยู่นั้นมีมดดำตัวใหญ่มาจากไหนไม่รู้เป็นล้านๆตัว เขาบอกว่าเอ็งเป็นผู้ที่มีบุญมากนะ พ่อไปโปรดใครไม่เคยมีปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อน

 

หลังจากหนูรู้จักแล้วไม่รู้เป็นอะไร ต้องไปหาทุกวันที่มีชั่วโมงว่าง กลางคืนก็ไปสวดมนต์จนไม่สนใจครอบครัว ตอนนั้นหนูได้รู้จักกับพี่ผู้หญิงอีก 2 คน ชื่อ พี่ติ้ง กับ พี่แต๋ว เป็นข้าราชการสาธารณสุข เขาถูกพี่ณัฐวรรณแนะนำมา เขาก็เชื่อมากพอๆ กับหนู ไปสวดมนต์ด้วยกันทุกคืน แรกๆหนูหลงเชื่อเขาอย่างมากมาย สามีหนูทนเห็นหนูทิ้งครอบครัวไม่ไหว จึงไปตามที่วัด พระเหมือนได้พูดทำนองข่มขู่สามีหนู และแสดงให้รู้ว่าเขามีพลังจิตรู้ความคิด สามีหนูก็เลยเชื่อเขาอีกคน

 

 

ต่อมาพระองค์นี้ได้จัดพิธีบวงสรวงเสียใหญ่โตที่วัดบ้านพันทา มีคนมาวัดหลายคน ส่วน ใหญ่เป็นคนจีน เขามาตามคำชักชวนของพี่ณัฐวรรณ หนูก็ซื้อผลไม้หลายชนิดไปร่วมพิธี เขาบอกว่าพิธีอย่างนี้ 5000 ปีจึงจะได้จัดซักที ถ้าใครมาศรัทธาเขาต้องยอมรับเขาเป็นอาจารย์คนเดียว และต้องไม่กินเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต

 

เขาบอกว่าถ้าใครยอมรับเขาโดยไม่มีความระแวงสงสัยจะสำเร็จ เป็นพระอรหันต์ พระองค์อื่นๆที่ว่าเป็นพระอรหันต์เป็นของเก๊ทั้งนั้น เพราะจะเป็นพระอรหันต์ได้ ต้องผ่านการทดสอบจากพระศรีอารย์ มิฉะนั้นจะเป็นของเก๊ พี่ณัฐวรรณเขาว่าพระวัดชนะสงคราม อยู่ที่ศรีสะเกษมีบารมี จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ หลวงพ่อจึงต้องมาทดสอบ แต่พระวัดดังกล่าวจะแจ้งตำรวจจับ และไล่หลวงพ่อเหมือนออกจากวัดว่าเป็นพระต้มตุ๋น และชอบละเมิดพระวินัยบ่อยๆ ท่านจึงไม่ผ่านการทดสอบเรื่องมีอัตตา และโดนกรรมหนักคือไฟไหม้กุฏิท่าน แถมยังโดนไฟลวกอีก มีผู้ยืนยันและเห็นเหตุการณ์ หนูก็เลยยิ่งเชื่อและกลัวกรรมหนักเข้าไปอีก หลวงพ่อบอกไม่ให้หนูกำหนดรู้อริยาบถต่างๆ ไม่ให้ภาวนา เพราะพ่อให้เอ็งถึงขั้นสูงสุดแล้ว เอ็งมาภาวนาอยู่ ในระดับอนุบาลทำไม และให้หนูพูดกับตัวเองเหมือนได้สนทนาธรรมกับหลวงพ่อ หนูก็ทำตามอย่างว่าง่าย และท่านยังบอกว่าอย่าไปหาพระอาจารย์พยับ อย่าติดต่อกับพี่อรนุช พวกนั้นเป็นของเก๊ทั้งนั้น ตอนนั้นหนูสนิทกับพี่ณัฐวรรณมาก แม้แต่สามีหนูก็ไม่สนใจเขา หนูถามพี่เขาตรงๆว่าทำไมจึงต้องทิ้งครอบครัว พี่เขาบอกว่าเขาได้รับคัดเลือกจาก 3 โลกให้เป็นตัวแทนของเสด็จ แม่ 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน เขามีหน้าที่ยิ่งใหญ่มากต้องเสียสละเพื่อพิสูจน์ว่าจะสามารถเป็นแม่ ของคนทั้งโลกได้ไหม และยังมีหน้าที่ส่งวิญญาณพระอรหันต์ ดังนั้นถ้าใครล่วงเกินเขากับหลวงพ่อจะโดนกรรมหนัก เขาพูดกรอกหูหนูทุกวัน เพราะตอนหลังหนูเห็นเขาไม่มีที่อยู่ จึงชวนเขามาอยู่ ด้วย ช่วงนั้นสามีหนูก็เหมือนถูกพระองค์นี้สะกดจิตให้เชื่อ แรกๆเขาเชื่อฟังดีหาดอกไม้และเทียน มาแต่งขันธ์ นิมนต์เขามาพักที่บ้าน พี่ติ้งกับพี่แต๋วจะมาบ้านหนูเพื่อสนทนากับหลวงพ่อทุกคืน สามีหนูก็ต้อนรับดี

 

แต่เพื่อนๆที่วิทยาลัยฯ เขาโกรธหนูมากที่ไปคบพี่ณัฐวรรณ เขากลัวหนูจะทิ้งครอบครัวที่แสนจะอบอุ่น ตอนแรกสามีหนูก็ดูศรัทธาพระเหมือนดี แต่มาตอนหลังรู้สึกเขาเป็นตัวของตัวเอง ช่วงที่พระองค์นี้และพี่ณัฐวรรณมาพักกับหนู หนูรู้สึกมีทุกข์มากเพราะเขาชอบพูดข่มขู่ว่า สามีเอ็งไม่ยอมรับพ่อ มันจะโดนกรรมหนัก อีกไม่นานมันจะตายกันหมดโลก เพราะมันไม่ใช่เนื้อชิรของพ่อ มันลบหลู่พ่อและแม่ ผู้มีเมตตาต่อมัน สามารถช่วยให้มันพ้นบาปได้

 

 

บางคืนหนูจะฝันเห็นเมืองศรีสะเกษมีน้ำท่วมพายุฝนกระหน่ำอย่างหนัก มีคนล้มตายอย่างกับใบไม้ร่วง มีแต่หนูกับลูกสาวเท่านั้นที่รอดตาย หนูเลยยิ่งกลัวใหญ่ ครอบครัวหนูเคยไปส่งเขาที่อุดรธานี ที่อยู่ เขาไม่ใช่วัด แต่เป็นตำหนัก มีรูปฤาษีที่พระองค์นี้และสาวกของเขาบูชามากมาย ที่นี่มีผู้หญิงอีก 2 คนอยู่ประจำ ชื่อแม่เล็ก กับคุณยายสมพงษ์ การปฏิบัติเขาจะเน้นการสวดคาถาต่างๆ บท สวดมนต์ทำวัตรก็สวดไม่แปล สวดเอาความเร็วแบบแข่งกันสวด

 

 

ต่อมาจิตของหนูมันคิดฟุ้งซ่าน ปวดศีรษะมาก แทบสติจะแตกเป็นเสี่ยงๆ หนูถามหลวงพ่อว่าหนูเป็นอะไรช่วยหนูด้วย เขากลับด่าว่าหนูว่าหนูไม่รู้จักการลด ละ ปล่อยวาง และชอบเล่าเรื่องพระเป็นบ้า แม่ชีเป็นบ้าเดินแก้ผ้า ไปตามถนนหนทางให้หนูฟัง สาวกเขาก็ว่าหนูคิดในทางอกุศลกับหลวงพ่อจึงโดนกรรมหนักเช่นนี้ ตอนนั้นหนูทุกข์แสนสาหัส พยายามจะหาผู้มาช่วยบอกทางหนู

 

 

แต่ยิ่งถามก็ยิ่งทุกข์ ภาพหลอนต่างๆที่น่ากลัวมันประดังกันเข้ามาจนนอนไม่ได้นับเดือน สติปัญญาที่จะพิจารณาว่าอะไรเป็นอะไร ไม่มีเลย มีแต่ความหวาดกลัวในความคิดฟุ้งซ่านของตนเอง หนูพยายามเดินจงกรม นั่งสมาธิ ทั้งวันทั้งคืนเพื่อสู้ทุกข์นั้นให้ได้ แต่ก็ไม่รู้จะสู้อย่างไร สิ่งที่ฉันกลัวมากที่สุดไม่ใช่ภาพหลอน แต่มัน คือความคิดของตนเองซึ่งมันคิดไปแต่ในทางอกุศล ยิ่งห้ามก็ยิ่งเลวร้าย

จำได้ว่าเมื่อครั้งไปวิปัสสนาวิทยากรท่านหนึ่งอยู่ในคณะของ คุณแม่อำไพ สุจริตกุล

บอกว่า ถ้านั่งสมาธิจนสู้กับเวทนาจนผ่านได้จะได้มหาสติบรรลุเป็นพระอรหันต์ หนูไม่ได้อยากเป็นอะไรทั้งนั้น เพียงแต่อยากจะผ่านพ้นความทุกข์หนักในขณะนั้นต่างหาก แต่ไม่ว่าหนูจะอดทนอย่างไรก็สู้กับความเจ็บปวดมากมายมหาศาลไม่ไหว ต่อให้นำไปฆ่าหนูทำไม่ได้ ไปถามแม่ชีที่วัดป่าบ้านตาดท่านก็บอกว่าอย่าส่งจิตออกไปนะไม่เช่นนั้นจิตจะวิปลาส หนูก็เลยจะวิปลาสจริงๆเพราะกลัวส่งจิตไปคิดอยู่ตลอดเวลา หยิบหนังสือที่พระหลายรูปอธิบายเรื่องการเจริญสติมาอ่านก็เขียนเทคนิควิธีไม่เหมือนกัน หนูก็ยิ่งทุกข์หนักเพราะความสงสัยลังเลว่าเราจะปฏิบัติแบบไหนกันแน่

 

 

ในที่สุดเห็นว่ายิ่งสู้เหมือนหนูยิ่งแพ้จึงคิดว่าตายซะดีกว่าเป็นบ้าให้คนข้างหลังทุกข์ทรมานไปด้วย จึงกินยานอนหลับไป3ห่อ เดชะบุญที่หนูเป็นลูกที่กตัญญูต่อบุพการี เอื้อเฟื้อผู้อื่นมาตลอดจึงเป็นกรรมดีให้รอดตายมาได้ ตอนหลังที่หนูหายป่วยหนูได้โทรไปหาพี่ พี่บอกหนูว่าพี่ก็สู้กับความคิดฟุ้งซ่านเรื่องกามแบบนี้แหละ บางทีเป็นนิมิตรก็มี แต่พี่ไม่กลัวความคิดของตัวเองเหมือนหนู เพราะความคิดมันทำอะไรเราไม่ได้ ถ้าเรา ไม่หวั่นไหวกับมัน หนูจึงค่อยคลายความสงสัยลง แปลกตรงที่เวลาหนูมีความทุกข์หนูกลับลืมคิดถึงพระอาจารย์ เมื่อหนูไปหาท่านท่านบอกว่าอาจารย์พัชราโชคดีนะได้เจอเรื่องแบบนี้ ไม่ใช่เจอกันได้ง่ายๆ การสู้ทุกข์นี่แหละเป็นคุณสมบัติของนักรบ หนูบอกว่าไม่อยากได้แล้วมรรคผลนิพพาน หนูอยากเป็นคนเดิมที่มีความทุกข์แต่พอประมาณดีกว่า เพื่อนครูคนหนึ่งเคยป่วยแบบหนูหลังจาก ไปวิปัสสนามา มาชวนหนูไปแต่งขันธ์ 5 กับอาจารย์ของเขา

 

 

หนูไปถามพระอาจารย์พยับ ท่านบอกว่าถ้าจะให้เหตุการณ์นี้จบ ก็อย่าไปแต่งขันธ์บูชาใคร ไม่เช่นนั้นมันจะไม่จบ หนูเชื่อที่ท่านแนะนำ และบอกว่าเวลาเรารู้ว่าสู้ไม่ไหวให้ถอยทัพเพื่อหยุดพิจารณา เราจะมีปัญญา เราแกล้งยอมแพ้ก่อน หนูลองทำตามก็รู้สึกว่าเป็นวิธีที่ดีเพราะนักรบที่ไม่รู้กำลังชั้นเชิงของคู่ต่อสู้มีแต่แพ้ลูกเดียวหนูรู้แล้วว่าทำไมเราต้องพักรบ การหยุดพิจารณาจะทำให้เราเห็นความจริงว่าอะไรคือความทุกข์ และอะไรคือสาเหตุให้เกิดทุกข์ เราจะดับมันได้อย่างไร หลังจากนั้นชีวิตก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ความทุกข์ ค่อยๆหายไปกลายเป็นความสุขมาแทนที่ หลังจากเหตุการณ์นี้หนูเข้มแข็งอดทนขึ้นมาก เอาชนะ อารมณ์ที่มากระทบได้ดี และรู้สึกว่าถ้ามีทุกข์อีกจะสามารถสู้กับมันได้โดยไม่ต้องเสียน้ำตาให้กับมัน

 

หลังจากนั้นมา หนูจึงเคารพพระอาจารย์พยับมาก ท่านอธิบายว่าการเกิดอริยมรรค อริยผลมี 2 ทางคือ ทางสมุทัยคือพบกับทุกข์แสนสาหัส เมื่อไปถึงที่สุดแห่งทุกข์จะเห็นธรรม อีก ทางคือทำความดีไปเรื่อยๆโดยไม่มีเงื่อนไข ทำจิตให้สะอาดไม่มีกากเดน และทำตัวเหมือนพรมเช็ด เท้า หนูก็ทำตามจึงรู้ว่านั่นคือเทคนิคของการลดอัตตาตัวตนนั่นเอง ซึ่งท่านอาจารย์พุทธทาสเคยอธิบายว่าให้ทำหน้าที่ด้วยจิตที่มีปิติปราโมทย์ และให้ผลการปฏิบัติได้ดีเยี่ยมยากจะหาใครบอกเรา ได้เช่นนี้

 

 

ต่อมาหนูได้นำนักเรียนไปปฏิบัติธรรมที่วัดหัวสะพาน วัดป่าหนองแวงรวม 3 ครั้ง วาระจิตดีขึ้นเรื่อยๆ เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งปีเต็ม คราวนี้หนูไม่รู้เป็นอะไรนอนไม่หลับเหมือนมีอะไรมา รบกวนให้ต้องเดินจงกรม นั่งสมาธิเกือบทั้งวันทั้งคืน จำได้ว่านอนหลับไม่เกินคืนละ 1-2 ชั่วโมง

 

คราวนี้รู้สึกว่ายิ่งสอนธรรมะไป ทำไมเหมือนที่พระอาจารย์เหมือนเคยสอนหลายอย่าง จึงหลงไปศรัทธาอีกรอบ คราวนี้โทรศัพท์ไปหาขอขมาเขา และบอกเขาว่าหนูเอาใจแต่งขันธ์ 5 ขันธ์ 9 บูชา เขา (พี่ณัฐวรรณเคยบอกว่าขันธ์ 5 เป็นของเรา ส่วนขันธ์ 9 บูชาเสด็จพ่อพระศรีอารย์)

 

ตั้งแต่วันนั้นมาหนูเกิดปรากฏการณ์ทางจิตแปลกๆ คืออยู่ๆก็เหมือนตัวเองระลึกชาติได้ ชาติที่แล้วเป็นนาง มาคันทิยา ชาติที่แล้วโง่มากเพราะหลงความสวย ฟังธรรมพระพุทธเจ้าไม่รู้เรื่อง ชาตินี้เลยขอเกิดมาเป็นคนขี่ริ้ว และมีปัญญารู้ธรรมเพื่อจะได้ไม่หลง

 

และวาระจิตมันบอกว่าแกสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว หนูเลยโทรไปอวดกับพี่อรนุชเสียยกใหญ่ แต่แปลกที่ตอนนั้นหนูพยายามนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆเท่าไรก็จำไม่ได้เลย หนูเลยหยิบหนังสือมาอ่านมันเหมือนตัวหนังสือนั้นมันไม่อยู่ในหัวหนู คืออ่าน ไปแล้วมันจำไม่ได้เลย หนูถามพี่พี่บอกว่าปรากฏการณ์แบบนี้พี่ก็ไม่เคยเจอ ให้หนูไปถามพระอาจารย์

 

พอรุ่งเช้าเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่วิทยาลัย มาสั่งงานหนูหนูไม่มีสมองรับรู้สั่งการ แต่รู้ตัวตลอดหนูเลยเข้าใจไปว่าอันนี้แหละที่เขาเรียกว่าดับภพดับชาติในจิต เพราะพระอาจารย์พยับเคยบอกว่า พระอรหันต์ท่านไม่มีอดีต ปัจจุบัน อนาคต หนูเลยเข้าใจว่านี่คือการดับอุปทานขันธ์ 5 ยังเข้าใจไปว่าการอ่านหนังสือมากจะทำให้เป็นโรคประสาท เพราะสมองเก็บข้อมูลไว้เยอะ จึงคิดว่าวันจันทร์จะไม่ให้ลูกไปโรงเรียน ไม่ต้องไปทำงาน จะพาครอบครัวไปอยู่ที่ศีรษะอโศก พระเหมือนท่านก็ไม่ เคยเรียนหนังสือ ท่านบอกว่าท่านได้ปริญญาใบใหญ่ ชื่อว่าปริญญาว่าง

ช่วงนั้นพระอาจารย์สุบิน วัดป่าหนองแวง

ท่านก็โทรมาถามว่าป่วยใช่ไหม หนูก็บอกว่าสบายดี และยังคุยฟุ้งว่าหนูมีปัญญา ทะลุแก่น แต่สักพักจิตมันเกิดความรู้สึกเศร้ามาก รู้สึกผิดมากว่าเราไปอวดอุตริมนุษยธรรม

 

เคยได้ยินว่าใครอวดอุตริมนุษยธรรมจัดเป็นกรรมอย่างหนัก

 

คราวนี้เกิดความกลัวขึ้นมาอย่างจับใจ คิดว่า เราต้องฆ่าตัวตาย จึงหยิบสมุดมาเขียนข้อความในลักษณะขอลาตาย เพราะทำผิดอย่างมหันต์ ไปกราบขอขมาสามี ที่เป็นต้นเหตุให้เขาทุกข์อีกแล้ว สามีบอกว่าแม่แกทุกข์ทำไม พระอาจารย์ท่านบอกผมไว้ก่อนแล้วว่าเดี๋ยวแม่แกต้องไปอวด พอหนูได้ยินเท่านั้นความแช่มชื่นหัวใจเข้ามาแทนที่ จึงถามว่าท่านรู้ได้อย่างไร สามีหนูบอกว่าเมื่อหลายปีที่แล้วท่านก็เคยเกิดภาวะเช่นนี้ ไม่เป็นไรหรอก อย่าไปสนใจมันหนูจึงสงบใจลงได้

 

หลังจากนั้นได้ยินเสียงหลวงพ่อเหมือนมาคุยด้วย หนูก็คุยกับเขาทางจิต คล้ายๆโทรจิต รุ่งเช้ามาได้ยินเสียงมาบอกให้ไปจัดการพระอาจารย์พยับ ให้ไปท้าตอบ

ปัญหานะ เพราะท่านเป็นพระเทวฑัตมาเกิด เอ็งนั่นแหละเป็นพระศรีอารย์ตัวจริงหนูไม่รู้สติก็ไปนั่ง หน้ากุฏิแบบจองหองอวดดี ไปท้าตอบปัญหากับท่าน ท่านมองหนูเหมือนสงสารหนู บอกว่าท่าน อย่ามีทิฏฐิกับหนู รู้ไหมผู้มีทิฏฐิมากคือพระ มานะกษัตริย์ อัตตาครู ผู้รู้คือนักเรียน และบอกท่านทางจิตว่า ถ้าท่านตอบไม่ได้ก็มากราบหนูเสียดีๆ

 

 

บางครั้งเสียงนั้นบอกให้เราไปแสดงธรรมโปรดคนที่ผ่านไปมาตามท้องถนน หนูก็ทำตาม ขี่รถไปแสดงธรรมสอนเด็กๆเสียเป็นส่วนมาก

 

พระอาจารย์ท่านคงโทรเรียกสามีหนูไปบอก และคงบอกว่าถ้าหนูมีอาการทางจิตมากเท่าไรก็อย่าตกใจนะ อาจารย์สมจิตรเพียงแต่ดูแลเขาให้ปลอดภัย และต้องดูอย่างใกล้ชิด อย่าให้คลาดสายตา ที่สำคัญอาจารย์สมจิตรต้องมีสติสัมปชัญญะให้ดี อย่าหวั่นไหวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเป็นคนเดียวที่ จะช่วยหนูได้

 

สามีหนูได้พาหนูนั่งรถไปอุดรธานี ระหว่างทางหนูไม่สนใจใครนอกจากเสียงของพระเหมือนที่ตัวเองได้ยิน มันบอกว่าเอ็งจะได้เป็นครูต้นแบบ จะได้รับพระราชทานชุดสวยๆ ให้จัดท่านั่งให้ดีให้มีสง่าราศรี ตอนแรกๆก็ดีนะอยากรู้อะไร มันบอกได้หมด มันบอกว่าจะพามาดินแดน พระนิพพาน หลวงพ่อรออยู่ มีเพื่อนที่วิทยาลัยมารอก่อนแล้วมากมาย เขาจะส่งวิญญาณพระอรหันต์

 

รุ่งเช้าเขาพาหนูไปหาคนทรงเจ้าหนูดิ้นรนไม่ยอมเข้าไป มีเสียงมาบอกว่าเป็นพระพุทธเจ้ามาโปรดให้ไปแต่วัดหลวงตามหาบัว หนูพยายามให้สามีพาไปวัดหลวงตามหาบัว แต่ไม่พบใครเพราะท่านติดกิจนิมนต์ มีเสียงมาบอกให้หนูท่องพุทโธๆ ตลอด หนูก็ทำตามแต่ไม่มีสติหรอก

 

เวลาผ่านไปนาน เข้าอาการหนูเลวลงตามลำดับ จนไม่มีสติเลย ตอนหลังมามันมีแต่เสียงมาข่มขู่ให้หนูกลัว และบอกให้พลีชีพ เพราะเธอเป็นต้นเหตุให้คนอื่นเป็นทุกข์ มันบอกให้หยิบกรรไกรมาแทงตัวเองหนูก็ทำตามแต่สามีหนูและเพื่อนเขาช่วยไว้ได้ทัน

 

บางครั้งหนูได้ยินเสียงพี่มาบอกว่าเป็นญาณทิพย์มาช่วยหนู ให้นั่งสมาธิอยู่อย่างนั้นห้ามพูดกับใครเด็ดขาด จำได้ว่าแม่โทรมาพูดด้วยและท่านร้องไห้ มีเสียงบอก ว่าอย่าพูดกับใครทั้งนั้น หนูเคยดูหนังเรื่องพระพุทธเจ้าโลกไม่ลืม เห็นพระพุทธเจ้านั่งสมาธิมีมารมารบกวนท่านก็ไม่ยอมลืมตา จึงเข้าใจไปว่าถ้าเราลุกกิเลสมารจะมาทำลายบารมีของเรา จึงไม่ยอมลุกจากที่นั้นจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากเสียงที่มาบงการ

 

หลังจากนั้นมารู้สึกว่าหนูไม่เป็นตัวของตัวเอง สามีจึงนำหนูส่งโรงพยาบาลอุดรธานี เสียงนั้นจะสั่งการให้หนูไปกระโดดตึกเพื่อพลีชีพ หนูก็ทำตามแต่สามีหนูเขาให้เจ้าหน้าที่นำโซ่มาล็อกไว้ทุกประตู สามีหนูไม่ยอมให้คลาดสายตา แม้แต่เวลาจะเข้าห้องน้ำ เพราะมันจะบอกให้เอาศีรษะโขกกับอ่าง

 

 

หนูป่วยเช่นนี้อยู่ 3 วัน อาการก็เป็นปกติ แปลกตรงที่หนูไม่เหมือนคนป่วยทางจิตคนอื่นที่ป่วยแล้วป่วยเลย ต้องวิ่งรดน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์

 

เพราะเมื่อหนูหายป่วย หนูจะเกิดการวิเคราะห์พิจารณาดูจึงรู้ว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับเรา

 

ทำไมอาการเช่นนี้จึงเหมือนพวกคลั่งลัทธิที่ยอมพลีชีพ

 

ทำไมอยู่ๆคนๆหนึ่งจึงมาประกาศตนว่าฉันได้รับความไว้วางใจ มอบหมายจากพระเจ้าให้มาช่วยให้บุคคลผู้ศรัทธาฉันอย่างสนิทใจเป็นผู้พ้นจากบาป

 

เพราะหนูเคย สงสัยว่าทำไมพระอาจารย์เหมือนจึงเที่ยวบอกใครต่อใคร ที่มาศรัทธาเขาว่าเขาคือพระศรีอารย์ได้รับมอบหมายจาก 3 โลกให้มาโปรดมนุษย์ผู้ไม่สงสัยแคลงใจในตัวเขา และมักจะเห็นพระองค์นี้และ เพื่อนหนูชอบพูดว่า มีคำสั่งมาจากภาคภายใน

 

บางครั้งสั่งให้ทำหนังสือบอกว่าเป็นโองการของ 3 โลกให้ทำ

 

 

ช่วงที่ยังหลงอยู่ หนูเป็นคนพิมพ์และทำรูปเล่ม บางครั้งบอกว่าจะเกิดการฆ่าหมู่กันยกใหญ่คนที่จะรอดจะต้องเป็นเนื้อชิณของพระศรีอารย์เท่านั้น และจะต้องไปอยู่ที่บ้านนาสร้าง อำเภอหนองหาร จังหวัดอุดรธานี เพราะเป็นดินแดนอารามหลวงของพระนิพพาน บางครั้งนั่งสมาธิบอกว่าเสด็จพ่อพระศรีอารย์มาประทับ บางครั้งก็เสด็จพ่อพระอาทิตย์ พระจันทร์ และถ้าหลวงพ่อไป โปรดใคร คนๆนั้นไม่ยอมรับจะโดน 3 โลกลงโทษ

 

และยังมีพระสงฆ์รูปอื่น แม่ชี ฆราวาสอีกที่หนูพบว่าเขาบอกว่าเขาสัมผัสกับโลกทิพย์ได้ท่านมาแสดงธรรมโปรดทุกคืน บางครั้งก็มีญาณทิพย์ ของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังที่ล่วงลับไปแล้วมาประทับทรง

 

นี่แหละคือสิ่งที่หนูเคยสงสัยว่าทำไมพวก เขาเป็นเช่นนั้น ไม่มีใครบอกเราได้ดีเท่ากับการพบด้วยตนเอง

 

ต่อมาประมาณเดือนธันวาคม 2544 หนูได้พานักศึกษาไปเข้าอบรมโครงการพัฒนาจิตรุ่นที่ 3 ซึ่งหนูรับผิดชอบ ซึ่งการไปคราวนี้หนูไม่ค่อยสดชื่นเท่าไรนัก เนื่องจากอยู่ๆพี่สุนันท์ ก็ บอกว่าแกเป็นปู่ฤาษีองค์ใหญ่ หนูกลัวตัวเองจะเป็นอย่างแก จึงทุกข์มาก ยิ่งทุกข์ก็ยิ่งฟุ้งซ่าน

 

พระอาจารย์ท่านมาเทศน์ ท่านบอกหนูว่าถ้าอาจารย์พัชราขจัดนิวรณ์ออกได้ จึงจะเกิดฌาน ตัวฌานจะตัดกิเลสได้ ตอนนั้นหนูยังไม่เข้าใจคำว่าฌาน แต่นิวรณ์ 5 รู้จักดีจึงพยายามหาวิธีที่จะ ทำลายนิวรณ์ หนูจึงไปยืนดูรูปพระพุทธเจ้าสร้างบารมีต่างๆหน้าที่พักชั้นบน จึงนึกถึงคำของพระอาจารย์ว่าตอนนี้ให้คิดแต่สิ่งที่ดีๆก่อน หนูจำได้ว่าที่วัดหลวงปู่ฝั้นท่านเขียนว่า วิธีแก้ความหลงให้ท่องพุทโธ ธัมโม สังโฆ และหนูทำตาม สติก็ตามลมหายใจเข้าออก

 

คืนนั้นหนูเดินจงกรมทั้ง คืน จากจิตเศร้าหมองหวาดกลัวค่อยๆมีปิติขึ้นทีละน้อย หลังจากนั้นได้แผ่เมตตาจึงนอนพัก รุ่งขึ้นตอนเช้าฝนตกปรอยๆ จำได้ว่าเป็นวันรัฐธรรมนูญ เวลาเดินจงกรมมีเสียงมาบอกว่าเป็นญาณทิพย์ คราวนี้เป็นเสียงพระอาจารย์พยับ หนูก็เถียงในใจว่าญาณทิพย์อีกแล้ว เราไม่เชื่อดีกว่า มันบอกว่าคราวที่แล้วเป็นของเทียมมาทดสอบ ถ้าใครผ่านการทดสอบจะได้ญาณทิพย์ของแท้ ในใจหนูคิดว่าเราเกือบตายก็เพราะไอ้เสียงญาณทิพย์นี่แหละ จึงไม่สนใจมีสติอยู่กับเท้าที่เดินไป

 

 

ตั้งแต่นั้นมาหนูพยายามสังเกตอารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิต ก็พบว่าเราทุกข์หรือสุขเพราะไปหลงอารมณ์นี่เอง เพราะเมื่อวิเคราะห์แล้วจะเห็นว่าอาการของพระองค์นี้ และสาวกของเขาคล้ายคลึงกับอาการป่วยทางจิตของหนู ต่างกันตรงที่ว่าหนูรู้ว่านั่นคือผลจากภวตัณหานั่นเองที่ทำให้เราหลงไปชั่วขณะ ในทางธรรมเรียกว่าทิฏฐิวิปลาส+สัญญาวิปลาส ทำให้จิตวิปลาส แต่พระองค์นั้นและสาวกของเขา ท่านวิปลาสแบบหลุดโลกไปเลยกู่เท่าไรก็ไม่กลับ หนูเคยถามพระอาจารย์ว่า ทำไมหนูต้องเจอเรื่องพิลึกกึกกือแทบเอาตัวไม่รอด และเหมือนท่านก็รู้ล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดกับหนู ท่านบอกว่าสิ่งที่หนูพบจะทำให้ได้ความรู้ที่ถูกต้อง ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่า ความรู้ที่หนูรู้มามันมีค่ามากจริงๆสมกับความทุกข์ปางตายที่ได้รับ อีกอย่างหนึ่งมันเป็นนิมิตรที่เกิดจากวิบากกรรมที่หนูชอบข่มขู่คนอื่น ให้เขาทุกข์เลยต้องชดใช้ นี่ยังดีนะที่ท่านผอ. ท่านชนะ หากท่านแพ้และถูกไล่ออกจาก ราชการหนูอาจจะวิปลาสไปเลยก็ได้

 

 

หลังจากนั้นมาพระอาจารย์จะให้หนูอ่านหนังสือ ท่านมักจะให้อ่านของท่านพุทธทาส ซึ่งท่านอธิบายได้สมกับเป็นนักปราชญ์ หนูจะค้นคว้าอ่านหนังสืออยู่เสมอ แต่หนังสือที่หนูชอบอ่านมากคือ หนังสือพุทธธรรมฉบับขยายความ ซึ่งท่านพระประยุต เป็นผู้เรียบเรียง แต่หนูยังอ่าน ไม่จบทุกเรื่อง เพราะเล่มใหญ่มากเลย หนูไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมพระอาจารย์มักจะบอกหัวข้อธรรมอยู่เรื่อย แต่ไม่พูดรายละเอียด เพราะท่านเคยบอกว่าจะไม่รับลูกศิษย์ปัญญาอ่อนนั่นเอง ท่านเคยบอกว่าคนจะสอนเรื่องไตรสิกขา จะพาคนอื่นปฏิบัติต้องมองเห็นขบวนการที่เป็นองค์รวมของไตรสิกขา ส่วนใหญ่มองเห็นแค่บางส่วนการปฏิบัติธรรมจึงไม่ได้ผล บางคนเสียเวลาไปเกือบตลอดชีวิต จะได้บ้างก็ระดับต้นๆเท่านั้น

 

และก็สอดคล้องกับสิ่งที่ท่านบอกคือในพุทธธรรม พระพุทธเจ้าท่านอธิบายว่า การที่บุคคลตั้งมั่นในหลักสังคหวัตถุ 4 พรหมวิหาร 4 จนเป็นนิสัยจะเป็นผู้ที่มีจิตใจอ่อนโยน มีเมตตาเป็นปฏิเวธแห่งศีลสามัญญตา และเป็นปัจจัยให้เกิดสัมมาสมาธิ ย่อมเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาเอาชนะทุกข์ได้ ซึ่งเป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องต้องกัน เพราะช่วงปี ใหม่หนูพาลูกไปเยี่ยมคุณแม่ ก่อนเดินทางได้ไปกราบพระอาจารย์ ท่านทักว่าให้ระวังนะท่าทาง ยังไม่พ้นเคราะห์ เพราะราศรีที่หนูเกิดบอกว่าหนึ่งปีจะมีเคราะห์ใหญ่หนึ่งครั้งและเป็นเคราะห์เกี่ยวกับอันตรายทางจิต โดยเฉพาะช่วงใกล้เดือนมกราคม ขากลับหนูต้องรับหลานมาเรียนที่ศรีสะเกษ ด้วย

 

ตอนนั้นหนูนอนไม่หลับตั้งแต่นั่งรถด่วนไปกรุงเทพ จึงทำอานาปานสติทั้งคืน พอไปถึง กรุงเทพก็นอนไม่หลับจนปวดหัวมาก ในใจรู้สึกทุรนทุรายมาก แต่ไม่กล้าบอกใครกลัวเขาจะทุกข์กับเราอีก ความกลัวว่าจะวิปลาสไปอีกครั้งหนึ่งจู่โจมเข้ามาในใจ และถ้าเกิดเป็นช่วงที่เราต้องพา ลูกกับหลานกลับมาศรีสะเกษ จะทำอย่างไร ใครจะช่วยเรา จึงได้ไปหายาพารามากิน น้องสาว เห็นเขาไม่สบายใจ กลัวหนูจะป่วยแบบเดิมอีก หนูก็พูดให้เขาสบายใจทั้งที่เราหวาดหวั่น ช่วงนั้นคุณแม่ปวดกระดูกมาก หนูพยายามปรนนิบัติคุณแม่ด้วยจิตใจที่มีเมตตา ไม่ว่าท่านจะให้ปูที่นอนกี่ครั้ง ลุกมาพลิกตัวให้ท่านกี่หน ทำความสะอาดเวลาท่านขับถ่าย หนูก็ทำด้วยใจที่มีเมตตา ไม่หงุดหงิดขัดเคือง

 

ปรากฏว่าวาระจิตหนูสดชื่นขึ้นอย่างประหลาด

 

แม่ถามว่าแกไม่ปฏิบัติธรรมเหมือนครั้งที่มาคราวก่อนหรือ

 

หนูบอกแม่ว่าก็หนูกำลังปฏิบัติธรรมอยู่นี่ไง การปฏิบัติแบบนี้ทำ ให้เราเองก็มีปิติ ผู้ป่วยก็มีความสุขที่เราเอื้ออาธรณ์ หากแม่กำลังทุกข์อยู่ต้องการให้เราดูแล แต่เราเอาเวลาไปนั่งสมาธิท่านจะเป็นอย่างไร หนูบอกแม่ว่าเมื่อก่อนก็เคยเชื่อว่าการปฏิบัติธรรม ต้องปฏิบัติอย่างที่เคยไปฝึกมา แต่พระอาจารย์และท่านพุทธทาสบอกว่าคือการทำหน้าที่ หนูก็เลยปฏิบัติโดยการทำหน้าที่ให้ผลได้ดีกว่ามาก ตอนนั้นหนูมีสติปัญญาเห็นอารมณ์ที่เกิดในจิต ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่สามารถเห็นอารมณ์ได้ เพราะจิตมีนิวรณ์และระดับของฌานยังไม่ละเอียดพอ ทำให้หนูได้รู้เคล็ดลับของการเอาชนะทุกข์ทางจิต คือการบำเพ็ญเมตตาบารมีนั่นเอง หลังจากนั้นหนูนอนหลับสบาย ไม่ปวดหัว ยาก็ไม่ต้องกิน หนูเลยได้ประสบการณ์ว่ายิ่งมีทุกข์เกิดขึ้น เราจะมีปัญญา เอาชนะทุกข์ได้มากขึ้น

 

 

ตอนหลังหนูมาพิจารณา และศึกษาจากพระไตรปิฎกจึงได้รู้ว่า ตอนที่เราไม่มีความจำ เกี่ยวกับหนังสือที่อ่าน สิ่งที่เราพูด หรือเสียงที่ได้ยิน มันไม่ใช่ภาวะของการดับภพดับชาติหรอกมันเป็นภาวะของจิตที่วิปลาส เนื่องจากความรู้ที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน ในทางธรรมเขาเรียกว่า ทิฏฐิวิปลาส เป็นผลให้เกิดสัญญาวิปลาสและถ้าวิปลาสมากเท่าไรก็ส่งผลให้จิตวิปลาสมากเท่านั้น

 

 

ภาวะที่ดับภพชาติในจิตน่าจะเป็นภาวะที่จิตไม่ยึดมั่นในเวทนาขันธ์ที่เกิดขึ้น เป็นภาวะที่จิตมีสติ สัมปชัญญะบริบูรณ์ เห็นการเกิด-ดับของธรรมมารมณ์ เพราะจิตตั้งมั่นอยู่ในอุเบกขา ไม่หวั่นไหวกับธรรมารมณ์ที่มากระทบ

 

 

ที่หนูเล่ารายละเอียดมาเสียยืดยาวเหมือนนวนิยายนี้ ก็มีจุดประสงค์ เพื่อจะอธิบายให้พี่ได้เข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมไม่ใช่การทำอะไรที่ลำบากอย่างเดียว เหมือนที่พี่ทำ มาแล้วตั้ง 8 ปีการสร้างสมคุณงามความดี การได้เสียสละความสุขส่วนตัว เพื่อประโยชน์ของผู้อื่นด้วยจิตที่บริสุทธิ์ มีเมตตาจิต มองว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมวัฏฏสงสารจะทำให้เจริญก้าวหน้าในธรรม และเป็นการปฏิบัติที่ไม่ทำให้หลงทาง เนื่องจากเป็นการปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักอริยมรรคมีองค์ 8 หนูสำนึกในพระคุณที่พี่มีต่อหนูตลอด จึงอยากให้ลูกสาวที่พี่รักมีวิธีการปฏิบัติที่ค่อยเป็นค่อยไป ทำประโยชน์ในอาชีพแพทย์ของเขาต่อผู้ป่วยอย่างเต็มที่ ด้วยเมตตาจิต ไม่หวั่นไหวในโลกธรรมนั่นแหละเป็นทางแห่งอริยมรรคอริยผล สิ่งที่หนูบอกแก่พี่ถือเป็นการตอบแทนพระคุณต่อมิตรแท้ พี่อย่าเข้าใจผิดว่าการปฏิบัติธรรมคือการเจริญสติด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิเท่านั้น เพราะมิฉะนั้นคนรุ่นใหม่จะไม่สนใจการปฏิบัติเลย เพราะมันขัดต่อวิถีชีวิตของฆราวาส  หากพี่อยากรู้ว่าสิ่งที่หนูอธิบายมาเป็นเหตุเป็นผลจริงหรือไม่ พี่ตรวจสอบดูก็ได้ว่าพระพุทธเจ้าท่านแสดงขั้นตอนของการปฏิบัติอย่างไร หนังสือพุทธธรรมอธิบายได้ละเอียดมาก อีกประการหนึ่ง การอ่านหนังสือเพื่อค้นคว้าหาความรู้ที่ถูกต้อง เพื่อจะได้สอนผู้อื่นให้เข้าใจนั้น ไม่ใช่ทำไปด้วย อำนาจของกิเลส แสดงว่าพี่แยกไม่ออกว่าตัณหากับฉันทะต่างกันอย่างไร

 

สุดท้ายนี้ หนูขอให้พี่และครอบครัวมีความสุข ต้องกราบขออภัยด้วย หากใช้คำพูดไม่ เหมาะสม แต่หนูไม่มีเจตนาจะโอ้อวดหรือล่วงเกินมีแต่จิตนอบน้อม และเห็นว่าสิ่งที่หนูเล่ามาคง จะให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์

 

รักและระลึกถึงอยู่เสมอ

น้องผู้เป็นกัลยาณมิตร

 

 

 จดหมายฉบับที่ 4

 

 

ข่าวสารอื่น ๆ

 

ที่สุดนี้ผมขอลง สคส. ฉบับหนึ่ง ที่เขียนมาอำนวยพรให้ผม พร้อมปฏิทินตั้งโต๊ะ 1 เล่ม ผมได้รับ สคส.อีกหลายฉบับ รวมทั้งจาก ดำเกิง เสพย์ธรรม เพื่อนรุ่นเดียวกันในธรรมศาสตร์ ยุคมีความหลังขณะทำหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัยและ ยูงทอง เขียนมาจากมือง ริชมอนด์ วีเอ สหรัฐอเมริกา พาครอบครัวไปอยู่ที่นั่น ว่าได้ข่าวผมออกบวชจากวรรณดี สรรพกิจ มีความคิดถึงอยากคุยด้วย บอกข่าววรรณดีด้วยว่าออกจาก ผอ.องค์การฟอกหนัง กลับไปค้ายางที่บ้านนครศรีธรรมราชสัก 2-3 ปีแล้ว

 

และสคส.อีกฉบับเป็นของ ฯพณฯ พลโทกอบบุญ พัฒนถาบุตร อดีตผู้บังคับบัญชา ของผมครั้งเป็นทหารอยู่กองบัญชาการทหารสูงสุด สนามเสือป่า ท่านกรุณาส่งสคส.มาถวายและ ถามข่าวทุกปีๆ ไม่เคยขาด เมื่อแรกจัดตั้งมูลนิธิฯในปี พ.ศ. 2538 ผมได้แจ้งข่าวไป ท่านช่วยบริจาคถึงหนึ่งหมื่นบาท ท่านว่าขณะนั้นดอกเบี้ยยังสูงอยู่ และคราวนี้ท่านช่วยทำหนังสือพิมพ์ดี ห้าพันบาท ท่านว่าดอกเบี้ยขณะนี้ต่ำมาก และไม่ค่อยได้พบเพื่อนฝูง ท่านโทรศัพท์มาคุยกับผม เมื่อปลายปีว่าได้รับหนังสือพิมพ์ดีทุกฉบับ ท่านพูดมาตามสายอย่างสนุกว่า "หนังสือพิมพ์ดีนี้ดี จริงๆ" ท่านว่าท่านอ่านทุกเล่มทุกเรื่อง ปีนี้ท่านส่งรูปถ่ายขณะไปเที่ยวกับท่านอาจารย์บัวทอง ขณะชมน้ำพุสูงที่สุดในโลก ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

 

ข่าวสารเหล่านี้ทำให้ผมสัมผัสได้ว่า ท่านทั้งหลายนี้ต้องการให้กำลังใจผม และผมเองคิดว่าเป็นรางวัลที่ล้ำค่าจากท่านผู้ย่อมทรงไว้ซึ่งความเมตตาจิต ความดีงาม และ มีความจริงใจ กล้าหาญ กล้าให้ (แม้เพียงคำพูด) ผมจึงเห็นเป็นเกียรติแก่ตัวเองและคณะกองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ดี และสมควรเปิดเผยให้ปรากฏไปในสาธารณชนกว้างใหญ่

 

 

ผมยังมี สคส.2546 อีก 1 ฉบับ ที่ผมขอลงเนื้อความทั้งหมดไว้ในที่นี้ ดังนี้

 

"ในวโรกาศขึ้นปีใหม่พุทธศักราช 2546 กระผมขอขอบคุณอาจารย์พยับ ปญฺญาธโรและคณะกรรมการมูลนิธิพระเทพวรมุนี (เสน ปญฺญาวชิโร) เป็นที่ยิ่งที่ได้จัดส่งหนังสือพิมพ์ดี (The good paper) มาถวายเสมอมา

 

เนื่องในโอกาสปีใหม่นี้ กระผมขออ้างอิงคุณพระรัตนตรัย ได้เป็นตบะเดชะ ให้อาจารย์ พยับจงเจริญในธรรมและมีดวงปัญญาที่สว่างไสว เป็นผู้ดำรงคงไว้ในการรักษาพระศาสนา และเป็นที่เคารพนับถือของชนทุกทิศ ได้สักการะนอบนบและสมหวังในสิ่งพึงประสงค์จงทุกประการเทอญ

ด้วยความนับถือ

พระมหามนัส กิตติสาโร

(ม.มหามกุฎราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศฯ กทม.)"

 

·       ดีเล่ม 28




ประวัติของผม 16 ตอน

ประวัติของผม 16 ตอน
สิ่งที่อยากให้เข้าใจก่อนในการอ่านประวัติของผม16ตอน เพราะเขียนไว้นานแล้ว
ประวัติของผมตอนที่ 1 article
ประวัติของผมตอนที่ 2
ประวัติของผมตอนที่ 3
ประวัติของผมตอนที่ 4
ประวัติของผมตอนที่ 5
ประวัติของผมตอนที่ 6
ประวัติของผมตอนที่ 7
ประวัติของผมตอนที่ 8
ประวัติของผมตอนที่ 9
ประวัติของผมตอนที่ 10 article
ประวัติของผมตอนที่ 11 article
ประวัติของผมตอนที่ 12
ประวัติของผมตอนที่ 13
ประวัติของผมตอนที่ 14
ประวัติของผมตอนที่ 16



Copyright © 2010 All Rights Reserved.