ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พ.ศ.2540 - 2559
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 1
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 51
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 52
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 53
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 54
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 55
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
Buddhism How? บันทึกของนักปฏิบัติธรรมผู้ถวายชีวิตพิศูจน์สัจธรรมพุทธให้รู้แจ้งเห็นจริงถึงระดับมรรคผลนิพพานแท้
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
bulletศึกษาโลกลี้ลับ 26
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว วิเคราะห์ทุกปัญหาในโลกมนุษย์ด้วยสติปัญญาและเหตุผลวิทยาศาสตร์จากนสพ.ดี
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletประวัติการต่อสู้เพื่อการดับทุกข์ ของพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์ แนวปฏิรูปคณะสงฆ์อยู่ในบทวิเคราะห์นี้แล้ว
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา แนวคิดศาสนาสำหรับคนยุคใหม่ ผู้ก้าวผิดทางไปสู่สิ่งไร้สาระโดยไม่รู้ตัว
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ของฟรีให้เปล่ามา20ปีแล้วทั้งเอกสารและอินเทอเนท
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา เราทำเพื่อปัญญาชนโดยแท้
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่1-3


ประวัติของผมตอนที่ 14 article

ประวัติของผม พระพยับ ปญฺญาธโร

พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ 3

ตอน 14

 

 

 

 

สมาธิเพื่อการระลึกชาติ

 

 

การเล่าประวัติของผม ที่สุดแล้วผมต้องการนำไปสู่ข้อสรุป ที่ผมเห็นว่ามีสัจจะธรรมอย่างยิ่ง ข้อหนึ่งเท่านั้นเอง คือการฝึกฝนจิต

 

 

คำว่าจิตไม่มีคำนิยามตรงตัวอักษร ที่ชวนให้เข้าใจว่าเป็นดวง ๆ อยู่ภายในร่างกายของคน หรือเป็นอาตมันที่คงสภาวะไม่เกิดไม่ตายเที่ยวไป พบร่างเกิดใหม่ก็เข้าไปสิงสู่ พอร่างตายก็ออกไปหาร่างใหม่เรื่อยไปแบบพวกพรามณ์คิด แต่หมายถึงสภาวะหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการประกอบ จิตเกิดขึ้นหรือเป็นสภาวะแห่งการประกอบด้วยปัจจัยเหตุมากมายหลายอย่างเข้าด้วยกัน ด้วยคุณภาพแห่งปัจจัยเหตุมากมายหลายอย่างเหล่านั้น นั่นเอง

 

 

ในศาสนาพุทธมีคติว่า จิตตสฺส ทมโถ สาธุ การฝึกจิตเป็นความดี เมื่อเราฝึกจิตไปมาก ๆ ด้วยการประพฤติการละเว้น (ศีล) ตะปะ(สมาธิ) หรือ ภาวนา(ปัญญา) อันเป็นการบีบบังคับจิตให้เดินไปทางหนึ่งทางใด นาน ๆ เข้า จิตก็ได้คุณภาพ ๆ แห่งจิตนั่นเอง เป็นเหตุ แล้วมีผลเกิดขึ้นได้ไปต่าง ๆ ตามสาเหตุแต่ละสาเหตุ แล้วแต่ใครจะตั้งใจประกอบเหตุใด หรือแม้ด้วยความบังเอิญประกอบเหตุอะไรขึ้น ถ้าคนทั้งหลายประกอบเหตุเดียวกัน พวกเดียวกันก็ได้ผลอย่างเดียวกัน ถ้าประกอบเหตุแตกต่างกันก็ได้ผลแตกต่างกัน แต่ถ้าเราฝึกฝนจิตไปตามแนวทางพระพุทธศาสนา มีหลักการพระพุทธศาสนาเป็นตัวนำร่องไปตลอด ไม่ให้พลาดไปสู่ร่องอื่นแล้ว ก็จะนำไปสู่สิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุด ที่เหนือความมหัศจรรย์ทั้งสิ้นทั้งปวง คือสภาวะที่จิต สะอาด สว่าง สงบ บริสุทธิ์ ทำให้ได้สัมผัสความหลุดพ้นออกไปจากโลกเก่า ไปสู่โลกใหม่ที่ประเสริฐ อันเป็นที่พอใจสูงสุดของเราเองอันนี้มากที่สุด จนไม่มีสิ่งอื่นใดเป็นสิ่งที่ปรารถนายิ่งไปกว่า คือแม้กระทั่งฤทธิ์ต่าง ๆ ที่เกิดจากการฝึกจิต ที่เป็นอำนาจก็ดี การอัศจรรย์ต่าง ๆ ก็ดี ก็ไม่มีค่าความพอใจเท่า คุณภาพที่จิตสะอาด สว่าง สงบ นี้ได้

 

 

พร้อมกันนั้น ก็จะเกิดความรู้แจ้งเห็นจริง(คือการได้สัมผัสด้วยอายตนะ หรือ การเห็นด้วยอายตนะได้สัมผัสสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่เป็นประสบการณ์ ทำให้มีการรับรู้ทั้งอารมณ์ความรู้สึก ในปรากฎการณ์ที่ประสบทุกชนิดทุกแบบ และตัดสินได้ว่าแบบใดมีคุณค่าแบบใดไม่มีคุณค่าได้ด้วยตนเอง

 

 

บัดนี้ ผมขอบันทึกต่อไปสักหน่อยว่า ผมได้ประสบความสำเร็จในชีวิตของผมคือพอใจในชีวิตของผมเองเช่นว่านี้ ตั้งแต่ผมเป็นฆราวาส เพราะได้ฝึกจิตอย่างหนัก จึงประสบความพอใจในผลของการฝึกอย่างสูงสุด

 

 

 

 

ประวัติของผมคราวที่แล้ว มีความลึกลับ ผมจะขอโอกาสอธิบายคำพูดของผมเองบางคำเพื่อยืนยันหลักการ หรือหลักวิชา ให้เป็นประโยชน์แด่คนทั้งหลาย กุลบุตรกุลธิดาที่มีความพยายามมาภายหลัง นับแต่คำว่า "สมาธิเพื่อการระลึกชาติ" ตามคำของผมเองที่ว่า ผมได้รู้เคล็ดลับของสมาธิเพื่อการระลึกชาติ และได้ทำการทดลองเป็นผลสำเร็จ ผมต้องการบอกความหมายว่า การระลึกชาตินั้นไม่ใช่งานที่ยากมากนัก ไม่จำเป็นต้องระลึกชาติได้ด้วยอุตตริมนุสธรรม (ในความหมายของศาสนาพุทธ หมายความว่าไม่จำเป็นต้องเป็นพระอริยบุคคลขึ้นมาเสียก่อน ไม่จำเป็นต้องมีญาณประเภทบุพเพนุวาสานุสสติญาณ เป็นต้น) แต่สามารถระลึกได้ด้วยสมาธิ(ที่คนทั่วไปคนต่างศาสนาหรือนักวิทยาศาสตร์ก็สามารถทำได้เองอยู่แล้ว ขอแต่ให้ทำสมาธิได้ดีเยี่ยมจริง ๆ คือ ทำสมาธิได้นานและนิ่งสงัดได้จริง ๆ)

 

 

 

ฉะนั้น คน(ปุถุชนธรรมดา)ที่ทำสมาธิเก่ง ๆ ก็สามารถระลึกชาติได้ ซึ่งจะสังเกตได้ว่า แม้กระทั่งเด็ก ๆ ที่มีสมาธิโดยธรรมชาติมาตั้งแต่เกิด ก็สามารถที่จะระลึกชาติได้

 

 

ผมเองก็เคยมีประสบการณ์สมาธิเด็กเพื่อการระลึกชาติได้ ตามที่ผมเล่ามาแล้วใน ประวัติของผมวัยเด็กอ่อน ๆ แต่คราวนั้นสมาธิของผมถูกทำลายด้วยความกลัวเสียก่อนจึงไม่สำเร็จ โปรดดู วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดภาคอีสาน (หนังสือพิมพ์ดี) เดือน ส.ค. 2540 หน้า 23-24

 

 

 

 

 

 

การทำสมาธิ เพื่อให้ถึงระดับที่จะรำลึกชาติได้นั้น เป็นเรื่องที่อธิบายง่าย แต่ทำยากอย่างยิ่ง เพราะต้องไปถึงจุดที่หยุดทุกอย่างให้เกิดสภาพความนิ่งสงัดให้ได้เป็นระยะเวลานาน ๆ ได้เสียก่อน จากนั้นหยุดอยู่ ณ ความนิ่งนั้น จนกว่าทางจะแตกเปิดออกให้เอง เหมือนกับการเข้าไปในมิติของกาลเวลา ของภาพยนต์ตะวันตกยุคนี้ ไม่มีผิด

 

 

(ภาพยนต์เช่นนั้น สร้างขึ้นโดยอิงข้อเท็จจริงที่ว่า นักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ ก็ได้ทำการศึกษาเรื่องการระลึกชาติมาเป็นเวลานาน จนดูเหมือนพวกเขาจะได้ข้อสรุปที่ค่อนข้างตรงกันกับของฝ่ายศาสนา ดังจะเห็นในภาพยนต์เรื่องย้อนมิติของกาลเวลา ที่ทำออกมาตามลำดับ ๆ ในระยะหลังนี้ ซึ่งยืนยันว่ามนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาสามัญก็สามารถระลึกชาติได้)

 

 

 

ที่ผมว่า สมาธิเปิดถ้ำนั้น ก็มีความหมายไปตามตัวอักษร คือไม่ใช่เรื่องที่สูงส่ง ถึงอุตตริมนุสสธรรมแต่อย่างใด เป็นเรื่องความสามารถระดับสมาธิเท่านั้นเอง

 

 

 

ความลับวิชาจำมหาศีล

 

 

ต่อมาก็คือเรื่องที่ผมขึ้นไปจำศีล งดข้าวและน้ำอยู่ 7 วัน ซึ่งดูสวนทางกับทฤษฎีทางแพทย์ที่ว่า คนอดน้ำไม่ได้เกินสามวัน จะต้องตายเพราะร่างกายขาดน้ำ แต่ที่ผมทำได้ เพราะทฤษฎีใหม่ที่ทางแพทย์ยังค้นคว้าไปไม่ถึง และทั้งยังไม่มีการตั้งสมมติฐานและทำการพิศูจน์ทดลองไปอีกด้วย

 

 

และผมมีความยินดีที่จะเปิดเผยวิทยาการสูงสุดที่หวงแหนไว้ ณ ที่นี้ เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาต่อไป นั่นก็คือ วิธีการที่น้ำเข้าไปเลี้ยงร่างกาย อาศัยหลักของปราณ (ปราณคือจุดกำเนิดดั้งเดิมของลมหายใจที่หมุนเวียนอยู่ในร่างกายมนุษย์ที่ถูกปลุกกระตุ้นอย่างแรง จนตื่นและสร้างพลังเคลื่อนไหวได้) ทำให้ลมผ่านเข้าออกทางผิวหนังและขุมขนได้ น้ำหรือความชื้นในอากาศก็ผ่านเข้าร่างกายได้ทางผิวหนัง แทนการดื่มเข้าทางปากอย่างปกติ แต่การที่จะทำได้อย่างนี้ อยู่ที่วิชาปราณนี้แหละ และคนทั้งหลายคนใดคนหนี่งคงทำได้หากมีความพยายาม (อย่างผม หรือมากกว่าผมขึ้นไป) นั่นคือ ต้องผ่านความเป็นพระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ 3 (อย่างเป็นธรรมชาติคือ ไม่ฝืนไม่ทนทำเอา) ให้ได้ก่อน เพราะสภาวะนี้จะเป็นพื้นฐานของงานระดับนี้

 

 

ส่วนการงดอาหารได้นั้น เป็นผลจากการหยุด ให้ระบบทุกระบบของร่างกาย มีอวัยวะน้อยใหญ่ ทั้งอวัยวะภายนอกและอวัยวะภายในเป็นต้น หยุดการทำงานลงอย่างสิ้นเชิง เข้าสู่สภาวะการพักผ่อนอย่างสนิท เว้นแต่ปราณยังเดินอยู่อย่างแผ่วเบาอย่างยิ่ง (สถานที่เข้าปฏิบัติการจำศีลชนิด นี้จะต้องเป็นที่ปลอดภัยไม่มีอันตรายใดใดเข้าไปรบกวนทำร้ายร่างกายขณะหยุดนิ่งนี้ได้ นี่น่าจะตรงกับทฤษฎี พระอรหันต์เข้านิโรธสมาบัติ ตามหลักการพระพุทธศาสนา และเมื่อเข้าใจเช่นนี้ก็จะทราบว่าทำไมพุทธองค์จึงทรงยืนยันว่าคนอาจมีอายุยืนได้ด้วยอิทธิบาท4

 

 

 

 

 

ที่ผมเล่าไว้นี้ ก็เพื่อแนะทางไว้เพื่อว่ามีผู้ที่ฝึกจิตมาถึงระดับที่จะทำได้ ให้ได้รู้หลักวิชาไว้ก่อน โดยเฉพาะเรื่องนี้ ไม่เคยมีท่านผู้ใดอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ไว้ก่อนเลย

 

 

 

และอีกประการหนึ่ง เมื่อผมอ้างว่าการบวชของผมไม่ได้ตั้งใจจะอยู่ในบ้านเมืองแต่มีความปรารถนาดั้งเดิมจริง ๆ ที่จะไปอยู่ป่า จะตอบปัญหาว่า ผมจะสามารถดำรงชีพในป่าอย่างมีความสุขอันล้ำเลิศประเสริฐได้อย่างไร (ทั้งผมก็จะมีโอกาสทำงานวิจัยพิศูจน์ทดลองในสาขาวิชาที่เร้นลับเหล่านี้โดยวิธีวิทยาศาสตร์อย่างเต็มที่ต่อไปได้ด้วยอย่างไรนั่นเอง)

 

 

เพราะโดยพื้นฐานความสามารถระดับนี้เมื่อไปสู่ป่าแล้ว ผมก็ไม่มีปัญหาเรื่องอาหารและน้ำ ไม่มีปัญหาเรื่องที่หลับที่นอน การพักผ่อน ไม่มีปัญหาเรื่องการเดินทาง ไม่มีความกลัว มนุษย์หรืออมนุษย์ ผมจะเทียวแสวงหาไปในป่าใหญ่จนกว่าจะพบสถานที่เช่นถ้ำ หุบเหว อันเป็นที่สะบาย อากาศดี มีช่องปล่อง ผนังที่ถ่ายเทอากาศ ให้เย็นสะบาย มีน้ำตก หรือที่ชุ่มชื้นตลอดปี(แบบที่เห็นเป็นที่ฝึกวิทยายุทธของพวกเซียนในหนังจีนกำลังภายในนั้นแหละ)

 

 

ผมจะเข้าไปอยู่ในนั้นแล้วทดลองวิชาการต่าง ๆไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่อยู่ในใจผมขณะนั้นก็คือ การกบดาลอยู่ในถ้ำเป็นเดือนเป็นปี จนกระทั่งปลวกมาทำรังท่วมตัวตน คิดว่าเมื่อเข้าป่าแล้วจะต้องลองทำให้ได้สักครั้งหนึ่ง (ก็ย่อมเป็นไปได้ด้วยหลักทฤษฎีที่ผมอธิบายมา ซึ่งได้ผ่าน การพิศูจน์ทดลองมาแล้ว ตามที่ผมเล่าไว้ในคราวที่แล้ว)

 

 

และโดยวิธีการนี้ ๆ ก็จะทำให้มีการพัฒนาการไป ย่อมจะได้พื้นฐานที่สูงขึ้นไปอีก สำหรับการจะทำการอัศจรรย์หรืออานุภาพทางจิตต่าง ๆ ตามที่มีเล่าไว้ในพระคัมภีร์แห่งศาสนาต่าง ๆ (ซึ่งที่จริงเป็นวิทยาศาสตร์ เมื่อเรารู้เหตุปัจจัย ที่ไปที่มาของเหตุการณ์แล้วก็ไม่ประหลาดอย่างใด) และหากเมื่อมีมรรคผลระดับสูงสุดในพระพุทธศาสนาคือ อรหัตผลแล้วก็นับว่าได้พื้นฐานใหญ่ยอดเยี่ยม ไร้เทียมทานนั่นเลยทีเดียว

 

 

 

ส่วนเรื่อง อิริยาบถสาม นั้น ผมก็ยินดีอธิบายไว้ ณ บัดนี้ว่า ก็สำเร็จด้วยปราณเหมือนกัน ถ้าไม่มีปราณ ฝืนไปก็จะเป็นอันตราย ซึ่งมีตัวอย่างมาแต่สมัยพระพุทธองค์แล้ว คือ จักขุปาลเถระ ท่านเป็นพระบวชภายแก่อายุมากแล้ว ได้ฟังพระบรมศาสดาอธิบายเรื่องการศึกษา2 คือคันถธุระ กับวิปัสนาธุระ แล้วเลือกเรียนวิปัสนาธุระโดยอธิษฐานธุดงค์ถือการนั่งแทนการนอนหลับไปตลอดพรรษา ครั้นนั่งไปถึงกลางพรรษาก็เกิดโรคตา แพทย์รักษาไม่หาย จนออกพรรษาตาก็บอดสนิท

 

 

เรื่องอันตรายนี้ใช่ว่าพระพุทธองค์ไม่ทรงทราบ แต่ทรงเห็นว่าจักขุปาลเถระจักได้สำเร็จพระอรหัตผลด้วยวิธีนั้น จึงทรงอนุโลม เพราะมรรคผลย่อมเป็นเป้าหมายอันอุดมสูงสุดแม้ชีวิตย่อมสละได้หากแลกกับมรรคผลได้

 

 

 

เหตุผลที่จักขุปาลเถร ประพฤติเนสัชชิกังคธุดงค์แล้วตาบอดนี้ อรรถกถาจารย์ยุคนั้นท่านไม่อธิบายหลักวิทยาศาสตร์อย่างไร ทั้งนี้คงเป็นเพราะพวกพรามณ์บางพวกสามารถอธิบายได้อยู่แล้ว ทางศาสนาพุทธจึงไปเน้นเรื่องกรรมแทน (ดู ธรรมบท จกฺขุปาลเถรวตฺถุ) สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ว่าเป็นเรื่องผิดวิสัยมนุษย์ธรรมดา ๆ ทำไม่ได้ (ทรงอธิบายไว้ในเรื่องกรรมฐาน40และธุดงค์13หลักสูตรนักธรรมเอก)

 

 

การทำธุดงค์ข้อที่13 คือเนสัชชิกังคธุดงค์ หรือ มีอิริยาบถอยู่ด้วยอิริยาบถสาม อย่างผมนี้ (ผมอยู่มา 17 ปี อย่างเป็นวิสัยปกติ เป็นธรรมชาติ เหมือนนก เหมือนค้างคาวที่ห้อยหัวนอน ไม่ได้เอนกายลงนอนเลย ก่อนจะเป็นริดสีดวงทวารในปี พ.ศ.2540) จึงเป็นเรื่องยากเกินวิสัยคนทั่วไป เพราะวิถีปราณนี่เอง จักขุปาลเถรเป็นพระบวชใหม่ที่ยังไม่รู้วิชาปราณเลย ลมจึงแทงออกมาทางตาทั้งคู่และถึงตาบอด ส่วนคนทั่วไป ก็ถึงตาบอดและตายได้ ภายในไม่เกินเจ็ดวัน

 

 

เช่นกรณีพระสงฆ์สำนักสุสานเหนือโลกันต์ จ.สระแก้ว ปีพ.ศ.2543 ให้ลูกศิษย์มัดตัวเองไว้กับเก้าอี้ในท่านั่ง หวังทำเนสัชชิกังคธุดงค์ไปจนถึงที่สุด โดยคิดว่าอาจทำให้สำเร็จพระอรหันต์ได้ แต่อยู่ไปถึงวันที่6ก็มรณภาพไปหนึ่งรูป อีกหนึ่งรูปร่อแร่ (ข่าวไอทีวี 25 ก.ค.2543 เวลา 08.00 น. โปรดดูบทวิเคราะห์ใน นสพ.ดี เดือน มิ.ย.-ส.ค. 2543 หน้า 17-18) เพราะบังคับตัวเองโดยเขลา ไม่รู้เหตุผลแห่งอันตรายใหญ่ นี่คือคำอธิบายต่าง ๆ โดยสรุป ในเชิงวิทยาศาสตร์ ที่ผมเป็นคนอธิบายโดยหวังว่าคงพอเพียงให้เป็นแนวทางปฏิบัติตามได้ สำหรับผู้มีอุปนิสัยและมีพื้นฐานระดับสูงแล้ว

 

 

 

ทั่วประเทศต้านย้ายโรงเรียนวัดพระโต

 

 

เมื่อหลวงพ่อเทพวรมุนี สั่งการให้ผมเข้ามารับตำแหน่งเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ นั้น ท่านมีเงื่อนไขว่า ต้องออกจากวัดโนนน้อยมาอยู่วัดมหาพุทธารามด้วย วันที่ผมออกเดินทางเป็น วัน ๕ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ตรงกับวันที่ ๒๔ พ.ย.๒๕๓๑ เวลา ๑๙.๒๙ น. มาถึงเวลา 20.10 น. ในเดือน ธ.ค.2531 ก็เกิดเรื่องใหญ่พอดี เรื่องการย้ายโรงเรียนวัดพระโตออกไปจากที่ดินวัดมหาพุทธาราม เพื่อให้นักธุรกิจลงทุนทางการธุรกิจแทนกิจการโรงเรียน จนกระทั่งเป็นข่าวไปทั่วประเทศ

 

 

มีพาดหัวหนังสือพิมพ์ทุกฉบับอยู่หลายวัน เช่น:

 

 

 

-          วัดหลงเสน่ห์พ่อค้า ฟ้องไล่ที่ร.ร. ชาวบ้านร้องรมต.เบรกเจ้าคุณไล่ร.ร.(มติชน 14 ธ.ค.2531)

 

 

 

 

-          วางหรีดดำประท้วงพระ ไล่ที่โรงเรียนทำห้าง(มติชน 23 ธ.ค.2531)

 

 

 

 

-          นร.ร่ำไห้ขอที่วัดตั้งรร.ต่อไป หลวงตาเมิน! (ไทยรัฐ 24 ธ.ค.2531)

 

 

 

 

-          เจ้าอาวาสเสียงแข็ง ขับไล่ร.ร.(เดลินิวส์ 24ธ.ค.2531)

 

 

 

 

-          ชุมนุมค้านทั่วเมือง พระไล่ที่ "โรงเรียน" หวั่นมือที่3ก่อเหตุ (มติชน 25 ธ.ค.2531)

 

 

 

 

-          คุณย่าบริจาคที่ดินให้วัด ถึงกับช็อค รู้ข่าวไล่ร.ร. ครวญน่าให้ฉันตายก่อน เสียใจป่วยเข้ารพ.2เดือน การขัดแย้งลุกลามมากยิ่งขึ้น(เดลินิวส์ 26 ธ.ค.2531)

 

 

 

 

-          น.ร.ศรีสะเกษขอเมตตา หลวงตาขา"อย่าไล่หนู" (ไทยรัฐ 26 ธ.ค.2531)

 

 

 

 

-          อดีตรมต.ออกโรงโต้วัดไล่ที่รร. แฉทำสัญญากับเอกชนมีเงื่อนงำ(สยามรัฐ 27 ธ.ค.2531)

 

 

 

 

-          ให้สะสางแก๊งเซ็งลี้วัดพระโต (ไทยรัฐ 27 ธ.ค.2531)

 

 

 

 

-          สยช.ดีใจพร้อมเพิ่มค่าเช่าพระศรีสะเกษ พระถอนฟ้องไล่ที่รร.โอดการเมืองทำยุ่ง (มติชน 27 ธ.ค.2531)

 

 

 

 

-          เบรกพระศรีสะเกษ ให้เช่าที่ต้องประมูล (สยามรัฐ 27 ธ.ค.2531)

 

 

 

 

-          ระบุเหตุร.ร.ถูกวัดฟ้อง สปจ.วุ่นขอเลิกสัญญาเอง (เดลินิวส์ 27 ธ.ค.2531)                          

 

 

และยังมีบทวิจารณ์หน้าในของ หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ (และยังมีจดหมายหนังสือสนเท่ห์ส่งมาถึงพระคุณพระเทพวรมุนีโดยตรงเพื่อ ด่าแหลก!หลายฉบับ) จนผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ รมช.ศธ. และทางอธิบดีกรมการศาสนา ร.อ.อดุลย์ รัตตานนท์

ต้องเดินทางมาศึกษาเรื่องราวหลวงพ่อขับไล่โรงเรียน ที่ศรีสะเกษ   ทางมหาเถรสมาคมก็เรียกหลวงพ่อเทพวรมุนีเข้าไปชี้แจง เรื่องจึงยุติลง

 

 

 

การมรณภาพของหลวงพ่อ

 

 

ผมอยู่กับหลวงพ่อเทพวรมุนีมาจนถึงวันที่ 20 มี.ค. 2535 วันที่พระเดชพระคุณล่วงลับไป เป็นเวลาที่ผมอยู่กับท่าน3ปี4เดือนเท่านั้นเอง

 

 

ก่อนมรณภาพ ได้ไปรักษาที่ รพ.ศรีนครินทร์ ขอนแก่น เป็นเวลา 1 เดือนครึ่ง

 

 

ครั้นวาระสุดท้าย มีอาการหมดสติที่วัดมหาพุทธาราม ผมและคณะศิษย์ ๆพาเข้า รพ.ศรีสะเกษ และมรณภาพที่รพ.ศรีสะเกษ (พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่-ผู้น้อยศรีสะเกษมักมรณภาพที่รพ.ศรีสะเกษ จนจับสถิติได้ชัดเจนและเป็นภาพที่น่าหวาดระแวงมาจนกระทั่งทุกวันนี้)

 

 

 

ในระยะที่ผมอยู่กับท่านนั้น มีพระผู้ใหญ่ที่แวะมาคบหาสมาคมและปรึกษาราชการสงฆ์เป็นประจำก็คือพระคุณพระราชเมธี รองเจ้าคณะภาค 10 แห่งวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์(สมณศักดิ์และตำแหน่งขณะนั้น ขณะนี้เป็นพระเทพปริยัติสุธี เป็นเจ้าคณะภาค10 เจ้าอาวาสวัดโมลีโลกยาราม กทม.) ท่านมักมาจากอุบลราชธานี เวลาค่ำ ๆ แล้วจำวัตรที่วัดมหาพุทธารามบ้าง กลับไปอุบลฯบ้าง เป็นประจำ ขณะนั้นท่านมีความคิดที่จะตั้งศูนย์ภาค10 ที่อุบลราชธานี ท่านมีความเคารพนับถือกับหลวงพ่อพระเทพวรมุนี และมักคุยกันสารพัดเรื่อง ตั้งแต่เรื่องใบชา ไปจนถึงโหราศาสตร์ เรื่องเศษพระจอมเกล้า ท่านว่าท่านเศษ 1 ไม่ค่อยดี เสาเรือนไฟไหม้ ส่วนหลวงพ่อพระเทพวรมุนีว่าท่านเศษ 4 และจำขึ้นใจว่า "เศษสี่มีข้าครอก อเนกนอกคณานาง" (และมักมีเสียงแย้งตามมาว่า คำว่า คณานาง ไม่ค่อยดีนัก)

 

 

 

พระคุณท่าน จภ.10 เป็นนักวิชาการ ท่านเขียนหนังสือคู่มือราชการสงฆ์ที่เป็นหลักการบริหารงานปกครองสงฆ์มาถึงทุกวันนี้ ที่ฝ่ายปกครองโดยเฉพาะเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดจะต้องมี และรู้จักกันว่าหนังสือปกเหลือง (เป็นที่มาแห่งราชทินนามว่า ราชเมธี) นอกจากนั้นท่านยังเป็นกวี ที่เขียนบทกวีที่มีความหมายและสำนวนไพเราะมากรูปหนึ่งเท่าที่ผมเคยเห็นในวงการพระสงฆ์ เพราะแม้แต่หลวงพ่อของผมก็จำบทกวีของท่านได้ ท่านเคยออกปากให้ผมได้ยินบทหนึ่งว่า

 

"ถึงเป็นญาติเป็นเชื้อ ถ้าไม่เอื้อเฟื้อก็เหมือนเนื้อในป่า แต่ถึงไม่ใช่ญาติไม่ใช่เชื้อ แต่เมื่อเอื้อเฟื้อก็เหมือนเนื้ออาตมา"

 

 

ซึ่งเป็นสำนวนกวีที่ผมไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ต่อมาจึงได้พบว่าเลียนมาจากบทกวีของพระคุณ จภ.10 นี้เอง และบทนั้น ที่ถูกต้องมีว่า

 

มิใช่พี่มีธรรมงามน้ำจิต                                ผูกสนิทเหมือนพี่ศรีเชษฐา

มิใช่น้องครองธรรม์กัลยาณ์                        เหมือนนุชาร่วมท้องครองไมตรี;

ถึงอยู่ห่างต่างที่มีธรรมผูก                           ก็เหมือนลูกพ่อครูชูศิษย์ศรี

มิใช่ญาติยึดธรรมงามรุจี                              ก็เหมือนที่ญาติมิตรสนิทใน;

มิใช่เนื้อเอื้อกันก็ฉันเนื้อ                               แต่ขาดเอื้อเนื้อห่างต่างวิสัย

เดิมเป็นเนื้อเอื้อถึงซึ้งสุดใจ                         ผูกเนื้อไว้ได้ดีทวีบุญ;

 

(จาก พระราชเมธี (วรวิทย์ คงฺคปญฺโญ ป.ธ.8) พระองค์ใดกษัตราราชาธิราช มุทิตาสักการะ พระเทพปริยัติสุธี (วรวิทย์) ๕ ธันวาคม ๒๕๓๙, รพ.มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กทม. 2539 หน้า 27)

 

 

 

และงานของผมก็ได้เกี่ยวข้องกับท่านทุกปี ๆ คืองานการสอบนักธรรม และเปรียญธรรม นักธรรมก็คือต้องเดินทางไปจัดเตรียมการตรวจข้อสอบที่ท่านเองเป็นประธานกรรมการตรวจข้อสอบนักธรรม ปีแรกที่วัดมหาวนาราม จังหวัดอุบลราชธานี ปีต่อมาที่วัดศรีบุญเรือง จังหวัดมุกดาหาร ปีต่อมาอีกจัดที่วัดศรีบุญเรือง มุกดาหารที่เดิม และปีสุดท้ายที่ผมอยู่ในตำแหน่งเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดจัดที่จังหวัดยะโสธร เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดในภาค 10 ต้องไปก่อน2วันและกลับหลัง2วัน เสมอไป หรืออย่างน้อยที่สุดก็ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ต้องไปก่อนและกลับหลังเขาเสมอไป รวมแล้วไม่น้อยกว่า 7 วันที่ผมไปตรวจข้อสอบแต่ละปี นั่นบ่งบอกถึงความคุ้นเคยกับพระชั้นผู้ใหญ่ของผม

 

 

 

ส่วนเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออกขณะนั้นเป็นพระคุณท่านพระวิสุทธาธิบดี วัดไตรมิตรวิทยาราม กทม. ท่านถึงแก่มรณภาพเมื่อผมเข้าไปอยู่วัดมหาพุทธารามได้ไม่กี่สัปดาห์เท่านั้นเอง หลวงพ่อเทพวรมุนีทราบข่าวนี้ก่อน จากโทรทัศน์ แล้วบอกผมว่า ลองโทรศัพท์ไปวัดมหาธาตุ กทม. ดูว่าเจ้าคุณวัดมหาธาตุรู้เรื่องนี้แล้วหรือยัง ขณะนั้นเป็นเวลาเช้าตรู่ ผมโทร.เข้าไปหาเจ้าคุณรองเจ้าคณะภาค คือพระคุณราชเมธีขณะนั้น ท่านบอกว่าเพิ่งตื่น ยังไม่รู้อะไรเป็นอะไรเลย นั่นดูเหมือนเป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มมีการสื่อสารกับพระระดับผู้ใหญ่ ๆ และต่อมา สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกียว อุปเสโณ) ขณะนั้นเป็นพระพรหมคุณาภรณ์ วัดสระเกส จึงเข้ามาแทนเป็นเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออกสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้

 

 

สมเด็จพระพุฒาจารย์(เกียว อุปเสโณ) วัดสระเกส ได้เดินทางมาวัดมหาพุทธารามและศรีสะเกษหลายครั้ง ครั้งหนึ่งท่านแอบเข้ามานอนหลับอยู่บนโซฟา กุฏิหลวงพ่อเทพวรมุนี ท่านปลีกออกมาจากพระวิหารใหญ่ ที่หมู่สงฆ์ทรงสมณศักดิ์ต่าง ๆ แวดล้อมให้การต้อนรับอยู่ แล้วตื่นขึ้นมาก็พบผม ท่านขอน้ำล้างหน้าขอน้ำดื่ม ผมก็ปรนิบัติรับใช้ท่าน

 

 

คราวหนึ่งท่านเดินทางไปราชการสงฆ์หลายแห่ง ตั้งต้นจากวัดมหาพุทธาราม ไปกันทรารมย์ จากกันทรารมย์ ไปโนนคูณ หลวงพ่อเทพวรมุนี พระสงฆ์ระดับผู้ปกครองทั้งสิ้นและคณะสงฆ์ศรีสะเกษก็ได้ติดตามไปรับใช้ท่าน อย่างใกล้ชิด ท่านไม่รับปัจจัยที่ถวายท่าน ท่านถวายคืนหมด อันเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงจิตใจอันบริสุทธิ์ของท่าน

 

 

 

หลวงพ่อเทพวรมุนีพยายามที่จะให้ผมคุ้นเคยกับเจ้าพระคุณสมเด็จจริง ๆ และไปพบท่านในต่างจังหวัดก็หลายครั้ง เช่นที่บุรีรัมย์ครั้งหนึ่ง มีงานพระราชทานเพลิงศพที่ใหญ่มาก ซึ่งขณะนั้นผมมองก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร ท่านพาผมเข้าไปกราบไหว้สมเด็จท่าน ๆ ก็ทักทายหลวงพ่อผมดี แต่ท่านไม่ทักทายผม เพียงมองดูยิ้ม ๆ ท่านคงนึกว่านี่เป็นทายาทพระเทพวรมุนีศรีสะเกษกระมัง!

 

 

มาใกล้ชิดวัดมหาธาตุแทนธรรมศาสตร์

 

 

เมื่อผมไปกรุงเทพ ผมก็แวะเข้าวัดมหาธาตุเสมอไป และแอบ ๆ มองยอดโดมธรรมศาสตร์ แหล่งเคยเรียนรู้วิชาการมา อดนึกไม่ได้ว่า คนอย่างผมนี้เป็นคนของโลกไหนกันแน่ ครั้งหนึ่งเคยเดินเข้าออกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บัดนี้เทียวเข้าเทียวออกวัดมหาธาตุ ด้วยเครื่องแบบใหม่ และสถานที่ก็อยู่ใกล้ ๆ กันนั่นเอง การเดินทางไปกรุงเทพ ก็เพื่อไปเอาข้อสอบบ้าง ไปเอาแบบฟอร์มต่างๆบ้าง ไปเพราะกิจพิเศษบ้าง เช่นโครงการราชพฤกษ์ที่สนามหลวง เป็นต้น คราวที่หลวงพ่อได้เลื่อนสมณศักดิ์จากชั้นราช พระราชจินดามุนี เป็น พระเทพวรมุนี นั้น เป็นปีพ.ศ.2527 เป็นช่วงก่อนที่ผมจะออกจากวัดโนนน้อยเข้าไปอยู่กับท่านที่วัดมหาพุทธาราม วันรับพระราชทานพัดยศในพระบรมมหาราชวัง ท่านสั่งให้ผมไปกับท่านด้วย(ขณะนั้นผมยังอยู่โนนน้อย) ไปล่วงหน้ากันสองต่อสองหลายวัน ไปกรุงเทพฯ พักที่บ้านอุบาสิกา พิกุลทอง โอทอง ราว4-5 คืน คอยต้อนรับดำเนินการในเรื่องสมณศักดิ์นี้ทั้งหมดในส่วนของฆราวาส จนกระทั่งจัดขบวนรถยนต์แห่แหนพัดยศมาจากกรุงเทพทางรถยนต์ จนถึงศรีสะเกษ

 

 

ท่านได้ไปแต่งตั้งพระครูฐานันดรในหลายจังหวัด ซึ่งผมก็ได้ติดตามไปทุกแห่ง มีวัดกระโจมทอง นนทบุรี ราชบุรี และอีกหลายแห่งในกรุงเทพ เมื่อมาถึงศรีสะเกษก็มีพระมาขอสมณศักดิ์ พระครูฐานันดรนี้เป็นจำนวนมาก ไม่เคยขาด ที่เป็นอยู่เดิม มาขอปรับเลื่อนจาก ฐานันดรชั้นราช เป็นฐานันดรชั้นเทพ ก็มาก (เพื่อเลื่อนฐานะชนชั้นของตนขึ้นไปเมื่อมีโอกาสก็ไม่ปล่อย) มาจากเชียงใหม่บ้างก็มี มาจากกรุงเทพบ้างก็มี จากนนทบุรีบ้างก็มี ที่มาจากนนทบุรีโยมท่านขนทุเรียนมาถวายเป็นคันรถก็มี ได้เลี้ยงทุเรียนพระกันทั้งวัดและทั้งโยม

 

 

หลวงพ่อพระเทพวรมุนีท่านแต่งตั้งพระครูฐานันดรของท่านอย่างมากมายทั่วประเทศ แล้วแต่มีพระรูปไหนอยากได้ยศจากท่าน ท่านแต่งตั้งให้หมด จนกระทั่งมหาเถรสมาคมทนดูอยู่ไม่ได้ ต้องนิมนต์ท่านไปสอบถาม (กรณีเช่นนี้ท่านจะไม่ให้ผมติดตามไปด้วย ท่านมักระวังไม่ให้ผมเห็นท่านในภาพลบของท่าน) โดยมหาเถรสมาคมกล่าวหาว่าท่านแต่งตั้งสมณศักดิ์ฐานันดรอย่างไม่คำนึงกฎมหาเถรสมาคมหรือระเบียบใดใดของมหาเถรสมาคมเลย

 

 

 

และนี่เองเป็นเหตุให้ผมได้เห็นได้รู้ และดูเหมือนท่านมีเจตนาจะให้ผมได้รับทราบอย่างลึกซึ้งว่า พระสงฆ์องค์เจ้าก็ไม่ได้แสวงหาอะไรนอกจากลาภยศสรรเสริญเท่านั้นเอง มีทางใดที่ตนจะได้ก็พยายามไปทุกทาง ก็เห็นอยู่อย่างนี้แหละ และนั่นเป็นสัจธรรมของสงฆ์สมัยใหม่นี้จริง ๆ ไม่ว่าพระชั้นผู้น้อยผู้ใหญ่ วิ่งกันเป็นเกลียวเพื่อแสวงหายศศักดิ์ทางพระ จนกระทั่งพระป่าก็ค่อยเรียงคิวกันออกมา แสวงหาลาภยศไปตาม ๆ กันแล้ว (ระบบชนชั้นในหมู่สงฆ์เป็นเหตุให้ต่างคนต่างแสวงหา ด้วยกลัวว่าตนจะตกชั้น กลัวผู้อื่นจะล้ำหน้าไปกว่าตน)

 

 

และในระยะที่ผมเข้าไปใหม่ ๆ นั่นเอง เมื่อพระครูศรีวรคณารักษ์ (พระมหาเคลือบ ปริสุทโธ ป.ธ.6) รองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ รองเจ้าอาวาสวัดมหาพุทธาราม ขึ้นมาหาท่าน มาต้อนรับแสดงความยินดีกับผม และขอเสนอให้แต่งตั้งผมเป็น พระครูปลัด เป็นพระครูปลัดพยับ ปญฺญาธโร ฐานันดรศักดิ์ของพระราชาคณะชั้นเทพ เพื่อให้สมกับตำแหน่งเลขานุการเจ้าคณะชั้นเทพ พระครูศรีวรคณารักษ์เร่งว่า "แต่งตั้งเลย ๆ" หลวงพ่อเทพวรมุนีจึงร้องเสียงดังลั่นไปทั่ววัดว่า "ไม่ตั้ง" จนใคร ๆ และผมเองสะดุ้งตกใจ

 

 

ต่อมาผมจึงเข้าใจในความหมายของท่าน ๆ คิดว่าผมคงแข็งแกร่งพอ ที่จะไม่ไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่นอกธรรมวินัยเหล่านั้น

 

 

 

แม้กระทั่งยศศักดิ์ที่ได้จากการเล่าเรียน ที่เรียกกันว่า "พระมหาเปรียญ" ท่านก็ไม่ประสงค์ให้ผมได้มี จึงได้กันไว้ โดยทำการเปิดชั้นเรียนบาลีหลักสูตรพิเศษให้ผมเองจนจบหลักสูตร และท่านให้ผมเป็นเปรียญธรรม6ประโยค(กิตติมศักดิ์) โดยปีนั้นจบหลักสูตรท่านก็ให้ถือพัดเปรียญ6ประโยคไปเข้าพิธี 5 ธันวามหาราช (ผมเคยเล่าแล้ว) เป็นนัยว่า ผมได้เปรียญสูงแล้ว ไม่ควรศึกษาเปรียญธรรมต่อไปอีก (เพื่อจะไม่ต้องมียศ)

 

 

 

ในเรื่องเปิดชั้นเรียนบาลีนี้ พระครูศาสนกิจวิธาน เจ้าอาวาสรูปหนึ่งต่อมา มักพูดถึงว่า ไม่ใช่ห้องเรียน แต่เป็นห้องเถียงกัน ทั้งวัน ระหว่างเจ้าคณะจังหวัดกับเลขานุการเจ้าคณะจังหวัด(หลวงพ่อเทพท่านเป็นนักเทศน์สองธรรมาสน์แบบเก่า ที่ตอบโต้ทางหลักธรรมกันอย่างจริงจังดุเดือด เลยติดนิสัยชอบการโต้เถียง ท่านจะชอบคนที่มีอะไรโต้เถียงท่าน อย่างมีเหตุผล)

 

 

หลวงพ่อเทพวรมุนี มีกิจนิมนต์มาก จนไม่มีเวลาอยู่กับวัด ท่านปล่อยกิจการวัดให้พระครูศรีวรคณารักษ์ รองเจ้าอาวาสทั้งหมด พอเช้าก็มีแต่ออกเดินทางไป โดยรถยนต์ส่วนบุคคลของลูกน้องที่ถูกใจท่าน คือนายป๋อง เป็นรถโอลสโมบิล

สีดำคันใหญ่ ผมได้ติดตามไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ได้มีโอกาสเห็นงานในหมู่สงฆ์ทุกชั้น ทุกแบบ รวมทั้งงานการเข้าปริวาส หรือปฏิบัติธรรม ก็ได้เห็นได้สัมผัสมาทั้งหมด ทั่วจังหวัดศรีสะเกษ ทั่วภาคอีสาน ส่วนภาคตะวันออกที่ไปถึงโดยรถยนต์ก็คือระยอง นับเป็นการเก็บข้อมูลที่สมบูรณ์ทีเดียว

 

 

 

 

สมุดปกขาวที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม

 

 

แล้วที่วัดมหาพุทธารามนี่เอง ผมได้พบ หนังสือปกขาว 2 เล่ม คือ "หนังสือปกขาว เรื่อง สถาปนาสมเด็จพระราชาคณะ" และ "หนังสือปกขาว ฉบับที่ ๒ เรื่อง สถาปนาสมเด็จพระราชาคณะ" หนังสือสองเล่มนี้เป็นส่วนที่แจกจ่ายไม่หมดเหลืออยู่เป็นกองใหญ่ เป็นเรื่องราวการต่อสู้ของหมู่สงฆ์อีสาน เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม กรณีพระพิมลธรรม(อาจ อาสภมหาเถร) ยุคที่ 2 ในปี พ.ศ.2528-29 โดยคณะสงฆ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีมติว่า

 

 

เป็นที่ทราบดีอยู่ทั่วกันแล้วว่า พระเดชพระคุณ พระพิมลธรรม ได้ถูกเบียดเบียนกลั่นแกล้งตลอดมา ไม่มีใครที่จะทนฝืนต่อความไม่เป็นธรรมได้ตลอดไป การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เพื่อให้ธรรมได้ครองโลก จึงเป็นหน้าที่ของพุทธบริษัทโดยแท้ เพราะธรรมภาษิตมีอยู่ว่า พึงสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต และพึงสละทรัพย์และชีวิตเพื่อรักษาความเป็นธรรม ตราบใดที่คณะสงฆ์ยังมีอคติอยู่อย่างนี้ ความเดือดร้อนวุ่นวายในการปกครองคณะสงฆ์จะมีอยู่ตราบนั้น ซึ่งไม่เป็นผลดีอะไรเลย

 

 

(ดู คณะสงฆ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หนังสือปกขาว เรื่อง สถาปนาสมเด็จพระราชาคณะ บริษัทบพิธการพิมพ์จำกัด กทม. 2529, หน้า คำนำ)

 

 

และมีคำขาดในเล่มที่2ว่า

 

 

ที่ได้พร้อมกันร้องเรียนหรือเรียกร้องขอเมตตาธรรมเพื่อให้มีการสถาปนา พระเดชพระคุณ พระพิมลธรรม ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะนั้น โดยได้พิจารณาอย่างรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วนดีแล้ว และได้ทำลงไปโดยเปิดเผยและด้วยบริสุทธิ์ใจแท้จริง ได้พยายามทำตามขั้นตอนทุกอย่างแล้ว เมื่อไม่สำเร็จตามความประสงค์ จำเป็นต้องอาศัยหลักที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ตนเป็นที่พึ่ของตน" สืบไป

 

 

 (ดู คณะสงฆ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หนังสือปกขาว ฉบับที่ ๒ เรื่อง สถาปนาสมเด็จพระราชาคณะ ศรีสะเกษการพิมพ์ ศรีสะเกษ 2529 หน้า 19)

 

 

 

 

 

 

ผมได้ทราบในเวลาต่อมาว่า แท้ที่จริง ผู้นำในการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม กรณีพระพิมลธรรม มาตั้งแต่คราวแรกและคราวนี้ ก็คือหลวงพ่อพระเทพวรมุนีศรีสะเกษนั่นเอง และผู้ที่เขียนสำนวนทั้งสิ้นในหนังสือปกขาวก็คือ พระคุณพระราชวรรณเวที(วิบูลย์ กลฺยาโณ) เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษรูปปัจจุบันนี้เอง ในขณะนั้นท่านเป็นเพียง พระครูวิจิตรธรรมวาที เจ้าคณะอำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ เท่านั้น แต่มีบทบาทนำหมู่สงฆ์ทั้งอีสาน

 

เจ้าคุณวิบูลย์ ท่านบอกผมว่า

คำว่า "ตนเป็นที่พึ่งของตน" ตามสำนวนคำขาด ในสมุดปกขาวเล่มที่ 2 นั้น หมายความว่า หากมหาเถรสมาคมไม่ยินยอมตามคำเรียกร้องแล้ว หมู่สงฆ์อีสานจะไม่คำนึงระเบียบหรือกฎมหาเถรสมาคมอีกต่อไป เพราะกฎระเบียบนั้นไม่ได้พิทักษ์ความยุติธรรมในหมู่สงฆ์เสียแล้ว แต่การต่อสู้ก็ยุติลงเสียก่อน เพราะฝ่ายมหาเถรสมาคมยินยอมตามที่ขอ เลยไม่ได้เห็นว่ามาตรการการต่อสู้ด้วยตนเองที่ว่านั้น จะออกมาอย่างไร

 

 

 

เรื่องสมุดปกขาวทั้งหมดนี้ทำให้เห็นภาพการนำในหมู่สงฆ์อีสาน และ การนำเพื่อความถูกต้องชอบธรรมในหมู่สงฆ์โดยรวม ว่าอยู่ที่เจ้าคณะสงฆ์ศรีสะเกษนี้ส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนปลายหอกโดยแท้

 

 

 

ที่ผมเล่ามานี้ก็เพื่อบอกว่า ผมได้เรียนรู้ระบบสงฆ์ทั้งหมดทั้งองค์รวมอย่างไร และเป็นการเรียนรู้อย่างทั่วถึงในองค์รวมอย่างไร (หากผมเข้าป่าไปแต่แรกผมก็คงไม่ได้รู้ไม่ได้เห็นอย่างนี้)

 

 

 

พระร.อ.พยับ วัดมหาพุทธาราม

 

 

เมื่อผมมาอยู่กับท่าน พระเทพวรมุนี ในช่วงสุดท้ายของอายุท่านนั้นเพื่อน ๆ สหธรรมิก จะพบชื่อผมในปฏิทินศาสนาลงว่า

 

 

จังหวัดศรีสะเกษ   

จจ.       พระเทพวรมุนี วัดมหาพุทธาราม                           โทร. 045 611716

รจจ.     พระวิบูลธรรมวาที วัดเจียงอีศรีมงคลวราราม       โทร. 611007

รจจ.     พระครูศรีวรคณารักษ์ วัดมหาพุทธาราม               โทร. 611716

เลข.     พระร.อ.พยับ วัดมหาพุทธาราม

 

 

(ปฏิทินศาสนา ๒๕๓๔ รพ. การศาสนา กรมการศาสนา 2534, หน้า203-204)

 

 

 

 

 

หลวงพ่อเทพท่านพยายามจะให้คนและพระทั้งหลายรู้จักผมและเรียกผมว่า "พระร้อยเอกพยับ" ซึ่งขณะนั้นผมก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของท่าน ในเมื่อผมเองคิดว่าผมควรเป็น "พระพยับ" พระที่ได้สละยศศักดิ์อันเป็นโลกียะไปแล้ว (แท้จริงยศพระทุกวันนี้ ที่เรียกว่า พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์นั้นก็เป็นเรื่องโลกียะเสมอเหมือนกันกับยศทหาร-พลเรือนนั่นเอง เมื่อมองพระพุทธเจ้าเป็นตัวแบบที่ถูกต้อง ที่ทรงสละตำแหน่งและยศศักดิ์ทั้งสิ้น จึงไปสู่ความเป็นนักบวช จะเห็นว่ายศศักดิ์เป็นสิ่งที่ต่ำต้อย ด้อยกว่าความเป็นพระธรรมดาด้วยซ้ำ)

 

 

 

โครงการอีสานเขียว

 

และเรื่องที่ยิ่งใหญ่สำคัญในหมู่สงฆ์อีสานขณะนั้น ก็คือเรื่องโครงการอีสานเขียว เป็นเหตุให้เจ้าคณะพระสังฆาธิการตื่นตัว ร่วมรณรงค์กันครั้งใหญ่ เพื่อให้อีสานชุ่มชื้น มีน้ำ มีพืชสีเขียว หมู่สังฆปาโมกข์ เจ้าคณะจังหวัด และคณะเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดภาคอีสาน ได้พบปะประชุมกันหลายครั้ง เพื่อร่วมกันพิจารณาวางแผนงานร่วมกัน โดยมีขอนแก่นเป็นศูนย์กลาง และเคยรับนิมนต์ไปที่บ้านซอยปิ่นประภาคม ถ.ติวานนท์ จังหวัดนนทบุรี ของท่านเจ้าของโครงการ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

สองครั้ง

 

ขณะนั้น ฯพณฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

เป็น รกน.ผบ.สูงสุด และ ผบ.ทบ. อยู่ ยังไม่เป็นนักการเมือง และอีกครั้งที่สำคัญสำหรับหมู่เลขานุการเจ้าคณะโดยเฉพาะก็คือพบกันที่นครพนม วัดพระธาตุพนม พร้อมพระคุณพระเทพปริยัติมุนี [สมณศักดิ์ขณะนั้น ต่อมาได้เลื่อนเป็นพระธรรมปริยัติมุนี จรล.วัดพระธาตุพนม (ขณะนั้นท่านลาออกจากตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดหนองคาย มาเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม เพราะตำแน่ง จรล.วัดพระธาตุพนมสามารถเลื่อนสมณศักดิ์ไปถึงชั้นธรรม ส่วน จจ.อย่างเก่งก็เพียงชั้นเทพ) ท่านพึ่งมรณภาพเมื่อ 21 ก.ค.2545 นี้เอง ท่านเป็นหนึ่งในสามสิงห์อีสานยุคพระพิมลธรรมขณะนั้น รวมทั้งพระคุณพระเทพวรมุนีศรีสะเกษ(เป็นสิงห์ใหญ่) และพระคุณพระราชวีรมุนี(สีหนาทภิกขุ) จังหวัดเลย] หมู่เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดภาคอีสานเราคงจะจำได้ดี เพราะโยมถวายเงินทำบุญจำนวนหนึ่ง(มากถึงหกหลัก)แล้วผมหอบขึ้นรถกลับศรีสะเกษทั้งหมด เพื่อน ๆ ทวงถามกันอุตลุต จนต้องออกเอกสาร "ข่าวสารเลขานุการเจ้าคณะจังหวัด ๑๗ จังหวัดคณะสงฆ์ภาคพื้นอีสาน" (ออกได้15 ฉบับ) เพื่อรายงานข่าวต่าง ๆ และชี้แจงให้ทราบข้อเท็จจริงในระหว่างหมู่เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดภาคอีสานด้วยกัน

 

 

แล้วต่อมา กลายมาเป็น "วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดภาคอีสาน" (แต่แจกจ่ายเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศ) แล้วกลายมาเป็น "หนังสือพิมพ์ดี : วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก" เล่มนี้ ที่ดำเนินการมาเป็นปีที่ 6 แล้ว

 

 

 

ต่อเมื่อท่านตั้งพรรคการเมืองแล้ว ครั้งหนึ่งพวกเราได้พบท่านที่จังหวัดชัยภูมิ ณ วัดชัยภูมิวนาราม พร้อมพระคุณท่านพระราชมงคลมุนี จจ.ชัยภูมิ ผมและคณะเลขานุการเจ้าคณะจำนวนหนึ่ง ได้มอบของที่ระลึกให้ท่าน

 

 

ผมได้เขียนบทกวีบทหนึ่งเพื่อเป็นกำลังใจแด่ท่านด้วย ว่าดังนี้ :

 

 

วันแห่งปีคลี่คลายหมายเดชกล้า                    อาจเอื้อมจันทร์ดารามาถนอม

วิหคฟ้าบุหงาสวรรค์พรรณพนอม                 จุ่งสมหมายได้ดอมมาดมดิน;

ประสงค์โสฬสชั้นพิมานพร้อย                      จุ่งเลื่อนลอยมาดังหวังถวิล

ของฝากฟ้าศิวาสรวงปวงนรินทร์                  กำนันปิ่นจอมทหารผู้ชาญชัย;

เป็นปราชญ์เปรื่องเรืองฉานคิดการศึก            ศัตรูฮึกฤาเห็นอยู่หนไหน

เป็นภูผาผงาดแคว้นแผ่นไผท                         ต้นธารฝั่งหลั่งไหลเลี้ยงโลมดิน;

จงเป็นดวงสุริยันตะวันกล้า                             ผู้สร้างสรรพดินฟ้าธาราสินธุ์

สร้างเดือนดาวพราวสวรรค์พรรณริน             สะเทื้อนถิ่นไพรสนฑ์ยุคนธรฯ

 

 

 

(โปรดดู ข่าวสารเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดคณะสงฆ์ภาคพื้นอีสาน ฉบับที่4: 2 มกราคม 2534 หน้า2)

 

 

 

 

 

และต่อมาท่านก็ได้ประสบความสำเร็จ ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของประเทศคือเป็นนายกรัฐมนตรีสมความปรารถนา

 

 

กองทุนเมตตาพลีศรีสะเกษ

 

 

ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมขอเล่าไว้หน่อยก็คือ ตลอดเวลาที่ผมได้ติดตามหลวงพ่อเทพวรมุนีไปทุกหนทุกแห่ง เพราะสุขภาพของท่านไม่ค่อยปกตินัก ผมไปที่ไหนก็ได้รับถวายจตุปัจจัยไทยทาน ในฐานะพระอนุจรของหลวงพ่อเทพวรมุนี เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ทุกครั้งทุกแห่ง ซึ่งขณะนั้นท่านเป็นเจ้าคณะจังหวัดมหานิกายรูปเดียวที่ทรงสมณศักดิ์ชั้นเทพในภาคอีสาน ท่านท่องไปทั่วภาคอีสานอย่างมีสง่าราศีและได้รับการต้อนรับอย่างดีทุกแห่ง โดยระบบสงฆ์ไทยซึ่งเป็นระบบเจ้าขุนมูลนาย คนก็เกรงใจท่านและพลอยเอาใจผมไปด้วย โดยที่ผมมองว่า ผมก็ไม่ค่อยได้ทำงานทำการอะไรนัก ส่วนมากไปนั่งเฉย ๆ และรับบริการต่าง ๆ ผมนึก ๆ ก็เห็นว่าเป็นการไม่ชอบธรรม จึงเอาเงินทั้งหมดเฉพาะที่ได้มาอย่างนั้นมาจัดตั้งเป็นกองทุนชื่อว่า "กองทุนเมตตาพลีศรีสะเกษ" ตั้งใจจะเอาไว้ช่วยเหลือคนยากคนจน ใครถวายให้ก็ออกใบรับให้เขา แจ้งว่าจะเอาเข้ากองทุนนี้

 

 

ได้เงินสามหมื่นกว่าบาท รวมกับเงินส่วนตัวผมอีก หนึ่งแสนบาท (เป็นเงินที่ผมได้จากราชการทหารคราวออกจากราชการทหาร รท.ดิเรก เพื่อนผมที่แผนกการเงิน สสน.บก.ทหารสูงสุด จัดการให้ สี่หมื่นบาทเศษ และได้จากโยมอุปัฎฐากขณะมีชีวิตอยู่) บัดนี้หมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ เพราะเอาไปช่วยชาวบ้านที่ถูกรังแกข่มเหงโดยไม่เป็นธรรมเป็นคดีที่ดินซึ่งผมฟังเรื่องราวแล้วต้องการให้ผู้สุจริตเป็นฝ่ายชนะ แต่จนกระทั่งบัดนี้10 กว่าปีแล้วยังไม่เสร็จ อันเป็นเรื่องระบบราชการที่ดินที่มีปัญหามากในจังหวัดศรีสะเกษ

 

 

มีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่คนเก่าไป เอาคนใหม่มา แล้วมาศึกษาเรื่องใหม่ พอไปสักหน่อยก็ย้ายไป เอาคนเก่าไป เอาคนใหม่มา อีก  แม้กระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัด พอเรื่องชักจะเรียบร้อยก็เกิดมีอันต้องย้ายไป คนใหม่มา ก็มาศึกษามาดูกันใหม่ จนกระทั่งรัฐมนตรีมหาดไทยก็มาเกี่ยวข้องด้วย แล้วก็ไม่เสร็จ ยิ่งร้ายก็คือหาเรื่องใหม่มาขัดตา ให้แก้เสียเวลาไปอีก แล้วก็มีอันเป็นไป คนใหม่ก็มา จึงไม่มีท่าว่าจะสำเร็จลง

 

 

 

มูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)

 

เมื่อหลวงพ่อเทพมรณภาพลงในวันที่ 20 มีนาคม 2535 ดร.นันทสาร สีสลับ

(เลขาธิการ กิตติมศักดิ์ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ขณะนี้) ขณะนั้นเป็นรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ออกมาช่วยจัดตั้งมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร) ขึ้น พร้อมคณะศิษย์กรุงเทพมหานครและทั่วประเทศร่วมมือกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าพระคุณสมเด็จวัดสระเกส และพระคุณเจ้าคณะภาค 10 พระเทพปริยัติสุธี เจ้าพระคุณพระราชวรรณเวที จจ.สก. ได้สนับสนุน จึงจัดตั้งมูลนิธิฯขึ้น แล้วเลือกตั้งกรรมการให้ผมเป็นเลขาธิการมูลนิธิฯสืบมาจนกระทั่งบัดนี้ มีเงินอยู่ หกแสนบาทเศษ ๆ

 

 

 

ต่อจากนั้นมา วัดมหาพุทธารามก็เงียบเหงา ไม่มีพระสงฆ์องค์เจ้าหลั่งไหลมาเหมือนเดิมอีก พระครูวีรเขตคณารักษ์ จอ.ขุนหาญ มาเป็นเจ้าอาวาสวัดมหาพุทธารามแทน และเป็น รจจ.สก. (รองเจ้าคณะจังหวัด คณะสงฆ์ศรีสะเกษ)

 

 

 

โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา

 

 

แล้ววันหนึ่งท่านก็บอกผมว่าจะพาไปสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด(ท่านไม่เคยปรึกษาหารือผม) ท่านให้ผมเซนต์ชื่อเป็นผู้จัดการโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาวัดมหาพุทธาราม ผมก็เซนต์ชื่อพร้อมกรอกประวัติไป เดิมท่านจะเป็นผู้จัดการเอง แต่ทางกรมการศาสนาว่าท่านอายุเกินกำหนด เขาส่งเรื่องกลับคืนมาพอท่านเอาผมไปเซนต์แทนแล้วส่งเรื่องไปกรมการศาสนา ๆ ส่งเรื่องคืนมาอีก มีบันทึกว่า ระหว่างพระครูวีรเขตคณารักษ์ กับพระพยับ ปญญาธโร จะเอาใครเป็นผู้จัดการกันแน่ (คล้ายจะสงสัยว่า มีการแก่งแย่งตำแหน่งผู้จัดการโรงเรียนกันหรืออย่างไร?) คือท่านลบชื่อเดิมออกไม่หมด สับไปสับมาด้วยความสับสน ไม่เข้าใจวิธีการหนังสือราชการ

 

 

ในที่สุดจึงมอบเรื่องการจัดตั้งโรงเรียนทั้งหมดให้ผมดำเนินการ และผมก็ดำเนินการจัดตั้งโรงเรียนขึ้นมาสำเร็จเรียบร้อย อย่างไม่ราบรื่นแต่รวดเร็ว เพราะผมต้องฝ่าด่านระบบราชการศรีสะเกษหลายด่าน ที่พูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง ข้าราชการที่นั่นปฏิบัติงานไปด้วยความกลัวไม่กล้าตัดสินใจ (ประเภทที่มีแต่คำว่า ครับผม) แต่ผมใช้เทคนิกพิเศษบางประการไปกระตุ้นอย่างแรงจึงผ่านได้โดยเร็ว

 

 

การบริหารโรงเรียนผมมีแต่จ่ายเงิน เงินส่วนตัวที่มีอยู่ก็จ่ายไปหมด ทดรองจ่ายอยู่ตลอด (ท่านผู้อ่านก็คงรู้อยู่แล้วว่าโรงเรียนวัดไม่เคยมีงบสนับสนุนที่เพียงพอ) แล้วต่อมาอีกไม่ถึงสามปี พ.ศ.2538 พระครูวีรเขตคณารักษ์ก็มรณภาพ พระครูศาสนกิจวิธานได้เป็นเจ้าอาวาสแทน ท่านผู้นี้บริหารวัดอยู่1 ปีต่อมาก็มรณภาพ ผลงานของท่านก็คือ ให้ผมปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาวัดมหาพุทธาราม ที่พระครูวีรเขตคณารักษ์ เจ้าอาวาสรูปก่อนอุตส่าหะพยายามจัดตั้งขึ้นด้วยความยากลำบาก ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา ผมก็ปิดให้ตามใจท่าน

 

 

เพราะผมเองก็ไม่เคยคิดว่าบวชเข้ามาแล้วยังต้องมาวุ่นวายกับงานราชการเช่นนี้อีก ถ้าเช่นนั้นแล้ว ผมจะบวชเข้ามาทำไม ในฐานะฆราวาส สถานะของผมยิ่งจะเด่นดีกว่านี้อยู่แล้ว แต่การบวชของผมมุ่งหมายถึงการสละขาดจากเครื่องกังวลใจโลกๆ เช่นนี้ และทำงานแห่งโลกุตตรธรรมจึงสมควรแก่ผม 

 

 

 

ในขณะนั้นพระผู้ใหญ่ก็ทะยอยมรณภาพไป เช่นพระครูศรีวรคณารักษ์(มหาเคลือบ ปริสุทโธ ป.ธ.6) อดีตรองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ วัดมหาพุทธาราม ตราบ พ.ศ.2541 วัดมหาพุทธารามจึงได้เจ้าอาวาสรูปใหม่อีกครั้งหนึ่ง คือพระมหาธีรังกูร ธีรงฺกุโร ป.ธ.9 สืบมาจนถึงขณะนี้ สถานการณ์วัดมหาพุทธารามค่อยดีขึ้นบ้างแล้ว และผมก็แก่พรรษาขึ้นมาเรื่อย ๆ จนขณะนี้ พรรษา 20 เป็นระดับ เถรานุเถร

 

 

 

นิกร ธรรมวาที - ยันตระ อมโร

 

 

ในช่วงเวลาหลังหลวงพ่อเทพวรมุนีมรณภาพและผมบริหารโรงเรียนพระอยู่นี้แหละ ที่ผมเริ่มเขียนบทวิจารณ์ธรรมะ ลงหนังสือพิมพ์รายคาบ เช่น สมาธิ และเป็นช่วงที่มีกรณีสำคัญ ๆ ในวงการพระพุทธศาสนา นับแต่ กรณีนิกร ธมฺมวาที เป็นต้นมา คือ ยันตระ อมโร ภาวนาพุทโธ และธรรมกาย-ธมฺมชโย ซึ่งผมมองว่าเป็นสิ่งบอกไปถึง สภาวะอย่างไรแห่งวงการศาสนาพุทธและคณะสงฆ์ไทยปัจจุบันนี้ กรณียันตระ อมโร ค่อนข้างจะแรง

 

 

 

ขณะนั้นผมเขียนบทวิเคราะห์บ้าง ข้อเสนอแนะบ้าง ไปยัง คาน คอคิน แห่งข่าวสด รวมทั้งหนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับ แล้วสำเนาเรื่องถวายเลขานุการเจ้าคณะเพื่อทราบทุกเรื่อง บางเรื่องก็เป็นข่าว โปรดดู "เผยกำลังใจหลั่งไหลหนุนยุวสงฆ์" ข่าวสด 17 มี.ค. 2538 ผมหวังในด้านการประสานงาน เผื่อจะได้ร่วมกันทำอะไรเมื่อสถานการณ์วิกฤตมาถึง

 

 

จนเมื่อคณะกรรมการสงฆ์นครศรีธรรมราช ตัดสินคดี ตามกฎนิคหกรรม กฎ 11 แล้ว ผมได้เขียนบทวิเคราะห์ลงหนังสือพิมพ์ โปรดดู พระพยับ ปญฺญาธโร "บทวิเคราะห์กรณี กก.สงฆ์ชั้นต้น ตัดสินอธิกรณ์(เข้าข้าง)ยันตระ" ข่าวสด 4 มิ.ย. 2538 หน้า 24 และโปรดดู ดี เดือน ก.ย.-ต.ค. 2542 หน้า 25

 

 

ที่ผมอ้างถึงนี้เพราะผมมีสิ่งหนึ่งที่ขอลงไว้ในประวัติของผมว่า เนื่องมาจากกรณียันตระ อมโรนี่เอง ได้มีจดหมายมาบริภาษผมฉบับหนึ่ง ส่งมาทางไปรษณีย์ ซึ่งมีสิ่งที่พิเศษในจดหมายนั้น ก็คือ น่าจะเป็นจดหมายที่หยาบคายที่สุด แต่ก็มีนัยบางอย่างที่น่าสนใจแฝงอยู่ ซึ่งเพื่อนเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดภาคอีสานคงจะได้อ่านกัน เพราะผมได้สำเนาถวายไปเพื่อร่วมรับทราบด้วย

 

 

ดังผมจะขอลงไว้ทุกข้อความดังนี้ (ที่มีเครื่องหมาย / หมายถึงย่อหน้า) :-

 

 

/พระพยับ ปญฺญาธโร เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000 ไอ้ทำลายศาสนาเพราะอยากดัง ไอ้หน้าตัวเมีย กัดไม่รู้จักหยุด ไอ้ชาติหมาบ้า ไอ้หน้าตัวเมีย ทำลายศาสนา

 

 

 

/ พระพยับ ปญฺญาธโร

 

 

 

 

/ การที่เขียนบทวิเคราะห์ กรณี กก.สงฆ์ชั้นต้นตัดสินพระอาจารย์ ยันตระ เป็นที่ถูกต้องแล้วมิใช่หรือ เพราะมีพยานหลักฐานพร้อม (ศาสนาอื่นเขาไม่เคยทะเลาะอย่างนี้) การที่มาวิเคราะห์เช่นนั้น คุณอยาก ดัง ใช่ไหมล่ะ ไอ้ควาย อาศัยข้าวสุกของชาวบ้านแดกจนมียศขึ้นมาทำเป็นเก่ง เสียดายข้าวสุกให้หมาแดกยังดีกว่า ไอ้ชาติหมา ประวัติของมึงดีนักรึ มึงทำถูกต้องทั้งหมดหรือ มึงเชื่อทางฝ่ายผู้หาเรื่อง มึงคิดว่ามันมุสาไม่เป็นรึ ใครกันแน่ที่ทำลายศาสนา มึงอยากดังมาก ก็เข้าไปตัดสินเองซิ ถ้าเป็นตัวมึงล่ะ เขาทำกับมึงเช่นนี้ มึงจะรู้สึกอย่างไร ไอ้หน้าตัวเมีย

 

 

 

 

/ มึงอ่านข่าวแล้ววิเคราะห์ให้หมดซิว่า อีนางจันทิมามันท้องกะใครกันแน่ ถ้าไม่ใช่ไอ้ผ่อง มึงอ่านให้ละเอียด

 

 

 

 

/ การตรวจเลือดก็เหมือนกัน เขาก็ออกทีวีว่า ไอ้หมอตรวจมันเป็นญาติกับอีนางกิ่งแก้ว แล้วมันยังพูดเลยว่า ถ้าตรวจดี เอ็น เอ เมื่อไร ก็ต้องสึกเมื่อนั้น รู้ไหมว่ามันมีแผน ไอ้ชาติหมาฟังไม่รู้เรื่อง มึงเป็นพระเหี้ยอะไรอย่างนี้ มึงทำลายพวกเดียวกัน มึงได้ค่าน้ำหีอีพวกหาเรื่องไม่รู้จักจบมาเท่าไร ไอ้สัตว์เดรัจฉาน

 

 

 

 

/ การใช้บัตรเครดิษก็เหมือนกัน มันมุสาขึ้นมาทั้งนั้น ทำไมมึงไม่ร้องฟ้องให้เขาดำเนินเรื่องเองล่ะ เก่งเหลือเกินนี่ ไอ้ชาติ หัวโล้น เอาไปอุด ตูด อีพวกหาเรื่อง ไอ้ควาย ไอ้หน้าตัวเมีย อยากดังเหลือเกินนะ"

 

 

 

 

 

 

ท่านผู้อ่านอาจจะคิดว่า ผมไม่ควรเอามาลง แต่ผมคิดว่านี่คือข้อมูลชนิดหนึ่ง ที่มีความหมายไปถึงทัศนะการมองของประชาชนต่อวงการพระสงฆ์โดยรวมด้วย โปรดสังเกตคำว่า "อาศัยข้าวสุกของชาวบ้านแดกจนมียศขึ้นมาทำเป็นเก่ง เสียดายข้าวสุกให้หมาแดกยังดีกว่า" แสดงว่าเขาไม่ชอบยศพระ ไม่เห็นด้วยกับระบบชนชั้นเจ้าขุนมูลนาย เลยมีท่าทีลบต่อผมเพราะคิดว่าผมมียศและโน้มเอียงไปในทางนั้น

 

 

ซึ่งความจริงเป็นทัศนะที่ค่อนข้างจะตรงกับจุดยืนของผม ในเรื่องชนชั้นในหมู่สงฆ์ และผมเองไม่เห็นดีด้วยอยู่แล้ว แต่เมื่อเขียนไปด้วยความเข้าใจผิดได้เพราะ อวิชชา แม้องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มิได้ทรงพ้นไปจากการนินทาของผู้เข้าใจผิด ผู้ถูกครอบด้วยอวิชชา

 

 

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อความเป็นธรรม ผมยังมีจดหมายอีกฉบับหนึ่ง และคงเป็นโอกาสที่จะนำลงในประวัติของผมคราวนี้ เป็นจดหมายเมื่อ พ.ศ. 2533 เมื่อผมยังเป็นเลขานุการเจ้าคณะฯอยู่ และเหตุการณ์เกิดก่อนกรณียันตระ อมรโร 5 ปี และไม่เกี่ยวกันกับเรื่องราวยันตระ อมโร แต่เกี่ยวกับหนังสือเล่มหนึ่ง ที่วงการพระสังฆปาโมกข์ ทั่วประเทศคงได้รับ เพราะหนังสือเล่มนั้นส่งไปยังเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัด และผมได้อ่านหนังสือเล่มนั้นแล้วได้เขียนจดหมายที่วิเคราะห์และแสดงความคารวะยินดีในนัยะแห่งธรรมที่แสดงในหนังสือเล่มนั้น

 

 

ท่านได้ตอบจดหมายมา และสรรเสริญผมเป็นอันมาก และนี่คือจดหมายฉบับดังกล่าวที่ผมขออนุญาตท่านเจ้าของจดหมายด้วย และไม่คิดว่าท่านจะหวงอย่างใด (ที่ขีดเส้นใต้ = เขียนด้วยหมึกสีแดง)

 

 

/วัดป่าบ้านนาเบี้ย ต.นาหง อ.ด่านซ้าย จ.เลย

 

 

 

/ ที่ 5 เมษายน 2533

 

 

 

 

/ นมัสการ ท่านอาจารย์เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ

 

 

 

 

/ จ.ม. ที่ท่านอาจารย์เลขาส่งไปนั้น ผมได้รับเมื่อวันที่ 26 มี.ค.33 ที่ผมตอบช้าไป เพราะผมเดินทางไปเผาศพที่นครไทย และเลยไปทำธุระที่พิษณุโลก จึงไม่มีเวลาในตอนนั้น

 

 

 

 

/ ก่อนอื่น- ผมขออนุโมทนา แสดงมุทิตาจิตในกุศลบารมีธรรม- ของท่านอาจารย์เลขาด้วย ที่เขียนความหมายของใจอันบริสุทธิ์ไปให้ผมรู้ 73 จังหวัด ก็มีท่านองค์เดียวนี่แหละครับ ที่มีน้ำใจอันประเสริฐ- และมีความกล้าหาญชาญชัย - ลดทิฏฐิมานะของตัวเอง - แล้วนอบน้อมถ่อมตนต่อพระอมตะธรรมของพระพุทธองค์

 

 

 

 

/ เริ่มต้น- ที่มีการส่งหนังสือ ชุด หยั่งลงก้นมหาสมุทร- ไปถวายเจ้าคณะจังหวัดทุก ๆ จังหวัดนั้น เรื่องนี้เป็นการริเริ่มและเป็นการสร้างบารมีของลูกศิษย์ผมเอง - ท่านอยู่นครไทยเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนาชื่อดังมาก่อน ผมออกไปขอเทศน์ในงานปริวาสที่วัดท่าน ท่านก็ฝากตัวเป็นศิษย์มาแต่บัดนั้นเลย

 

 

 

 

/ เรื่องส่งหนังสือนี้ ลูกศิษย์ผมบอกว่า อยากทดสอบความรู้สึกส่วนลึก ๆ หรือบารมีธรรมของพระผู้ใหญ่ทั่วประเทศ-ว่าท่านเหล่านั้น- จะมีความโสมนัสยินดีหรือจะมีอคติต่อพระอมตะธรรมอันวิเศษสูงสุดของพระพุทธองค์เพียงไร

 

 

 

 

/ แต่- อนิจจา ........ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ทั่วภิภพผืนแผ่นดินไทย สาวกผู้เป็นธรรมทายาทของพระพุทธองค์จริง ๆ นั้น = หมดสิ้นไปแล้วหรือ = และน่าพิลึกกึกกือ- ทำไมหนอ- จึงหลงเหลืออยู่เพียงองค์เดียว คือท่านอาจารย์เลขาเท่านั้นก็ไม่รู้ อันพระพุทธศาสนาของเรา- ในยุคปัจจุบันนี้ จะเป็นพุทธพาณิช หรือเป็นพุทธพานอน- ผมก็ยังไม่รู้นะครับ

 

 

 

 

/ ตอนนี้ผมตอบแต่จดหมายเฉย ๆ ยังไม่มีอะไรส่งมาถวาย เพราะเดี๋ยวนี้ ผมกำลังแก้คำผิดของหนังสือชุดหยั่งลงก้นมหาสมุทรอยู่ เพราะเขาพิมพ์ผิดตั้งมากมายก่ายกอง ไม่รู้ว่าเขาจับตัวไหนไปใส่ตัวไหน เช่นพิมพ์คำว่าฌานสตินทรีย์ เป็น ฌานสตินทรึย์ และนามรูปเป็นรูปนาม และวิชชาเป็นอวิชชา และอื่น ๆ อีกจนอ่านแทบไม่ได้ศัพท์ และเขาก็พิมพ์ตัวเล็กเกินไป บางตอนไม่รู้ว่าสระอะสระอาสระอี สระอุสระอูหายไปไหนหมด แถมยังไม่ค่อยมีวรรคมีตอน พิมพ์พรืดไปเลยก็มีตั้งมากมายก่ายกอง

 

 

 

 

/ และเดี๋ยวนี้ผมกำลังเอาต้นฉบับของหนังสือที่ผมจัดทำขึ้นมาอีก คือผมได้ย่อวิธีปฏิบัติแบบฌานสายฟ้าผ่า แบบบอกจุดบรรลุ แบบมีกฎมีเกณฑ์ของการปฏิบัติ และมีกฎเกณฑ์ของการบรรลุ แบบเฉียบขาดอยู่ในอริยสัจจ์สี่ เพียงสั้น ๆ มีเพียง 8 หน้ากระดาษตัวเขียนเท่านั้นเอง แต่ถึงกระนั้น จะหาผู้มีความสามารถ พิมพ์ดีดตามต้นฉบับให้ถูกต้องทุก ๆ ตัวอักษรนั้น ไม่ว่าฝ่ายราชการและฝ่ายพระ ก็ไม่มีความสามารถทำให้ถูกต้องได้

 

 

 

 

/ เดี๋ยวนี้ ผมกำลังเอาต้นฉบับ ให้เขาเอาไปพิมพ์ดีดที่พิษณุโลก เมื่อพิมพ์ดีดต้นฉบับออกมาแล้ว จึงจะได้อัดโรเนียวหรือถ่ายเอกสาร ผมทำไปตามยถากรรม แบบหลวงตาอนาถาอยู่ตามป่าตามดอยเท่านั้นแหละครับ เพราะถ้าจะจัดพิมพ์เป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ เท่าสมุดพกหรือเท่าใบสุทธินี้ ก็ไม่รู้ว่าจะไปหาทุนที่ไหน จึงทำไปตามความอนาถาเท่านั้นเอง

 

 

 

 

/ ฉะนั้น ถ้าหากทางพิษณุโลก เขาไม่มีปัญญาพิมพ์ดีดต้นฉบับให้ถูกต้องได้ ผมจึงจะส่งมาให้อาจารย์เลขาช่วยอนุเคราะห์พิมพ์ต้นฉบับให้ผมด้วยนะครับ

 

 

 

 

/ และม้วนเทปที่ลูกศิษย์ของผมอัดเอาไว้ 10 กว่าม้วน (แต่ไม่ได้อัดขายนะครับ) เดี๋ยวนี้กำลังเอาม้วนเดิมไปอัดต่ออยู่ที่พิษณุโลก ถ้าเรียบร้อยแล้วผมจึงจะส่งทั้งหนังสือชุดหยั่งลงก้นมหาสมุทร และจะถ่ายเอกสารของหนังสือที่ผมทำขึ้นใหม่ และจะส่งม้วนเทปสัก2-3ม้วน มาถวายอาจารย์เลขาด้วย (กะว่าคงหลังสงกรานต์โน้นแหละครับ)

 

 

 

 

/ ในยุคที่พุทธคำสอนอันเป็นพระอมตะธรรมของพระพุทธองค์มัวหมองถึงเพียงนี้ ผมหวังว่าท่านอาจารย์เลขาพร้อมทั้งหลวงพ่อเจ้าคุณ คงเป็นตัวแทนของชาวศรีสะเกษได้เป็นอย่างดีที่สุด และขอให้เป็นที่พึ่งของพุทธบริษัทต่อ ๆ ไปอีกด้วย

 

 

 

 

/ และหนังสือหยั่งลงสู่ก้นมหาสมุทร มันยาวมาก ค่าพิมพ์ก็สูง ต่อ ๆ ไป ถ้าหากอาจารย์เลขา จะช่วยเผยแพร่พุทธคำสอนอันเป็นอมตะธรรมของพระพุทธองค์จริง ๆ แล้ว จะหาศรัทธาพิมพ์ขึ้นเป็นธรรมทานก็ได้ จะพิมพ์เอาครึ่งเดียวคือพิมพ์ถึงหน้า 77 ก็พอ ค่าพิมพ็คงจะถูกลงมา คงไม่เกินเล่มละ 5-6 บาท นี่แหละ เมื่อมีความเห็นอย่างไรจึงส่งข่าวไปให้ผมรู้ด้วย เรื่องนี้ขอให้แล้วแต่วิจารณญาณของท่านอาจารย์เลขานะครับ

 

 

 

 

/ ท้ายนี้ หากท่านอาจารย์เลขา จะถือโอกาสไปเยี่ยมเยียนผม ก็ขอกราบอาราธนานิมนต์ได้นะครับ/ ขอแสดงความเคารพอย่างสูง

 

 

 

 

/หลวงพ่อโลกอุดร

 

 

 

 

/ หมายเหตุ หนังสือชุดหยั่งลงก้นมหาสมุทร เล่มที่ส่งมาถวายอาจารย์เลขานี้ ได้พิมพ์ขึ้นหนึ่งพันแล่ม อันนี้เป็นการสร้างบารมีของกรรมวาจาจารย์ของผมอยู่ที่กาฬสินธุ์ ท่านได้พาญาติพี่น้องของผมทำขึ้น เดี๋ยวนี้ก็แจกทานไปเกือบหมดแล้ว เหลือประมาณ 40 กว่าเล่มเท่านั้น สำหรับศรัทธาทางอื่นไม่มีหรอกครับ(เพราะผมไม่มีอะไรให้เขา)

 

 

 

 

เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว

 

 

ในช่วงเวลาหลังที่ผมว่างจากกิจการการปกครองคณะสงฆ์และกิจการการศึกษาโดยเฉพาะโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษานี้เอง ที่ผมเริ่มมีเวลาดูโทรทัศน์ และได้เริ่มวิเคราะห์ วัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว โดยผมมีความหวังว่า คณะเลขานุการและสังฆปาโมกข์ทั่วประเทศน่าจะมาช่วยกันมองปัญหาวัฒนธรรมของชาติ ที่กำลังถูกรุกรานอย่างหนัก และเริ่มระวังอะไร ๆ ที่เข้ามาสู่บ้านเมืองเราบ้าง

 

เดิม ท่าน ดร.นันทสาร สีสลับ

เอาไปอ่านแล้วให้ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ อ่านและรับความคิดอ่านของผม จน สน.วัฒนธรรมแห่งชาติ มีหนังสือมาชมเชยให้กำลังใจผม ในขณะนั้น เป็นเชิงสนับสนุนให้ผมดำเนินงานต่อไป

 

 

แล้วต่อมาผมก็ได้ออกหนังสือพิมพ์ "วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดภาคอีสาน" ซึ่งพัฒนามาเป็น "หนังสือพิมพ์ดี : วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก" สืบต่อมาถึงฉบับนี้

 

 

และสิ่งที่ผมมองต่อไปก็คือ การดำเนินการเวบไซท์ ที่ได้ขึ้นชื่อไว้ในดีเล่มที่แล้วว่า WWW.NEWWORLDBELIEVE.CJB.NET ซึ่งเมื่อได้ประกาศชื่อไปแล้ว ผมก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้เลย ทิ้งเอาไว้เฉย ๆ แต่สาเหตุนั้น มิได้มาจากสาเหตุอื่นใด มีเพียงสาเหตุสำคัญเพียงอย่างเดียวคือ เนื่องมาจาก ภาคจินตนาการของผมยังไม่เป็นรูปร่างขึ้นมา และนั่นเป็นวิธีการทำงานของผม ถ้ายังไม่สามารถคาดคะเนอะไรได้ชัดเจนดั่งที่ตั้งความมุ่งหมายไว้แล้ว ก็ต้องรอไปจนถึงที่สุด แต่บัดนี้ ผมมีความยินดี ที่ได้พบว่า ภาคจินตนาการของผมเกี่ยวกับเวบไซท์นี้ก็เริ่มบรรเจิดจ้าขึ้นมาแล้ว ซึ่งผมเองก็มีความยินดีพอใจมาก และกำลังจะดำเนินการเวบไซท์นี้ไปอย่างมีความหมายอันกว้างใหญ่ และอีกสิ่งหนึ่งก็คือ สื่อโทรทัศน์ ที่สมควรต้องทำควบคู่กันไปกับเวบไซท์ เพื่อสองสื่อนี้เชื่อมโยงความหมายและอุปถัมภ์กันและกัน เมื่อผมมีโอกาสได้ใช้สื่อโทรทัศน์อีกแล้ว งานการเผยแผ่ส่วนของผมเองที่ทำเพื่อถวายบูชาแด่พระพุทธศาสนาล้วน ๆ ก็คงจะดีขึ้น โปรดคอยติดตาม.

 

 

 

 

·       ปญฺญาธโรภิกขุ เรียบเรียง

              ดีเล่ม 26

 

 

 

 




ประวัติของผม 16 ตอน

ประวัติของผมตอนที่ 1 article
ประวัติของผมตอนที่ 2
ประวัติของผมตอนที่ 3
ประวัติของผมตอนที่ 4
ประวัติของผมตอนที่ 5
ประวัติของผมตอนที่ 6 article
ประวัติของผมตอนที่ 7 article
ประวัติของผมตอนที่ 8 article
ประวัติของผมตอนที่ 9 article
ประวัติของผมตอนที่ 10 article
ประวัติของผมตอนที่ 11 article
ประวัติของผมตอนที่ 12 article
ประวัติของผมตอนที่ 13 article
ประวัติของผมตอนที่ 15
ประวัติของผมตอนที่ 16



Copyright © 2010 All Rights Reserved.