ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พ.ศ.2540 - 2559
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 1
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 51
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 52
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 53
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 54
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 55
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
Buddhism How? บันทึกของนักปฏิบัติธรรมผู้ถวายชีวิตพิศูจน์สัจธรรมพุทธให้รู้แจ้งเห็นจริงถึงระดับมรรคผลนิพพานแท้
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
bulletศึกษาโลกลี้ลับ 26
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว วิเคราะห์ทุกปัญหาในโลกมนุษย์ด้วยสติปัญญาและเหตุผลวิทยาศาสตร์จากนสพ.ดี
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletประวัติการต่อสู้เพื่อการดับทุกข์ ของพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์ แนวปฏิรูปคณะสงฆ์อยู่ในบทวิเคราะห์นี้แล้ว
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา แนวคิดศาสนาสำหรับคนยุคใหม่ ผู้ก้าวผิดทางไปสู่สิ่งไร้สาระโดยไม่รู้ตัว
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ของฟรีให้เปล่ามา20ปีแล้วทั้งเอกสารและอินเทอเนท
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา เราทำเพื่อปัญญาชนโดยแท้
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่1-3


ประวัติของผมตอนที่ 13 article

13

ประวัติของผม พระพยับ ปญฺญาธโร

พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ 3

ตอน 13

 

 

เบื้องหลังเผาคัมภีร์หนังสือและตำราทิ้งหมดสิ้น

 

ประวัติของผมมาถึงจุดที่จะคลายปมปัญหาสำคัญ ๆ ให้กระจ่างออกมาหลายอย่าง เริ่มด้วยทำไมผมจึงเผาหนังสือทิ้งหมดในปลายปี พ.ศ.2512

 

โดยเผาสิ่งที่เรียกว่ากระดาษ หรือหนังสือ สิ่งพิมพ์ เป็นแผ่น เป็นเล่ม หมดเกลี้ยง ไม่เหลือเลยสักเล่มหรือกระดาษสักแผ่นเดียวในบ้านที่อาศัย ระหว่างปี พ.ศ. 2512-2523 เป็นเวลา 11 ปี  

 

 

ผมก็มีเหตุผลที่อธิบายได้โดยง่าย ๆ สั้น ๆ ก็คือ  

 

เพราะผมยังไม่ต้องการรับรู้ธรรมะจากการอ่านพระคัมภีร์พระไตรปิฎก ผมต้องการสงวนพระไตรปิฏกเอาไว้เพื่อการสอบทานในภายหลัง ว่าจะตรงกับสิ่งที่ผมจะได้รู้ขึ้นมาเอง ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอ่านเอาจากหนังสือธรรมะหรือไม่  

 

 

ในขณะนั้นผมมองว่าการฟังหรือการอ่านหนังสือธรรมะของผม อ่านแล้วมีความเข้าใจเร็วสามารถบรรลุเหตุผลในภาษาธรรมะได้ง่ายดายมาก ผมรู้ตัวเองเช่นนี้แล้วก็เกิดกลัวไปว่าผมจะรู้เสียก่อน แล้วจะเป็นเพียงความรู้ที่จดจำได้ อวดคนอื่น ๆ ได้ว่าฉันเป็นผู้รู้ เป็นพระไตรปิฎกเคลื่อนที่ แล้วได้รับคำยกย่องต่าง ๆ เท่านั้นเอง แต่จริง ๆ หาบรรลุธรรมไม่  

 

เพราะการรู้ไปหมดแต่หาความลึกซึ้งคือหาความบรรลุจริงไม่ได้ นั้นจะปิดกั้นตัวเองเสีย เพราะความหลงผิด ผมรู้ความจริงเช่นนั้น ผมจึงตัดสินใจเผาหนังสือทิ้งทั้งหมด ทุกชนิดไม่ว่าหนังสือธรรมะหรือไม่ และให้สัจจะกับตัวเองว่าจะไม่อ่านพระไตรปิฏกอย่างเด็ดขาด ซึ่งผมก็รักษาสัจจะข้อนี้ไว้ได้ตลอดมา

นั่นคือพฤติกรรมที่บอกความหมายว่าผมต้องการสิ่งที่เป็นแก่นธรรมแห่งคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริง ๆ ด้วยการสละอุทิศชีวิต(จาคธรรม)เพื่อพิสูจน์ธรรมจริง ๆ           

 

 

 

เบื้องหลังการลาออกจากราชการ 

 

แล้วมาถึงปัญหาว่าเหตุใดผมจึงต้องลาออกจากราชการทหารและออกบวช ผมมีความประสงค์อย่างไรโดยแท้จริง?

ปัญหานี้ จะต้องอ่านจากใจของผม ใจที่แท้จริง ซึ่งผมก็ได้เล่าไว้บ้างแล้วว่า ความจริงผมมิได้ประสงค์จะมาอยู่ในวัดวาอาราม คลุกคลีกับหมู่ในบ้านในเมืองอย่างที่ผมอยู่ในบัดนี้เลย แผนการของผมคือแผนการไปสู่ป่า ขณะนั้นผมยังหนุ่มอยู่ คือถอยหลังไป 20 กว่าปีเศษ ๆ

ผมมีแผนการที่จะศึกษาวิชาลึกลับ ทางปราณ กสิณและฌาน ให้ใช้การได้อย่างวิเศษเสียก่อน ส่วนการจะหวลกลับออกมาอีกครั้งหรือไม่นั้น ยังไม่ทันคิด คิดแต่ว่าชีวิตเมื่ออยู่กลางป่าคนเดียวแล้วจะมีความสุขสนุกบันเทิงมาก คิดว่าวิสัยคนอย่างผมเหมาะแก่การอยู่คนเดียวในที่อันไม่มีคนมาปะปน ซึ่งในขณะนั้นผมรู้วิธีการศึกษาเอง มองเห็นวิธีการอยู่เองแล้ว โดยสถานะของผมเองที่ล้ำเลิศอยู่แล้ว คือ สถานะของพระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ3 นั่นเอง ที่ผมเชื่อว่าไม่มีคนที่สองที่ทำได้ในโลกปัจจุบันนี้ และโดยพื้นฐานนี้ผมเชื่อว่าจะไปได้อย่างไกลมาก

  

ทดลองวิชาเปิดถ้ำทันที

 

 

ฉะนั้นผมจึงได้เลือกสถานีต้นทางคือ วัดบ้านถ้ำ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ครั้นบวชแล้ว ผมก็เริ่มทดลองสิ่งที่ตั้งใจว่าจะทดลองที่ถ้ำของวัดนี้ทันที ที่เรียกว่า วิชาเปิดถ้ำ คือทำถ้ำที่มืดสนิท ให้สว่างโพลงขึ้นมา จนสามารถมองเห็นทั่วทั้งถ้ำได้ แล้วปิดถ้ำลง ให้มืดเหมือนเดิม ทำได้ด้วยสมาธิชั้นต้น ๆ เท่านั้นเองใช่ยากเย็นอะไร

เมื่อผมบวชสามเณรฤดูร้อนที่ศรีสะเกษพรรษาแรกของผมนั้น ผมเคยพาสามเณรรูปหนึ่งที่ผมฝีกสมาธิให้มาลองวิชาเปิดถ้ำ คิดว่าง่าย แต่สามเณรก็ทำไม่สำเร็จ ดูเหมือนว่าบางทีสิ่งที่ผมว่าง่ายอาจจะยากสำหรับคนอื่นก็ได้

 

ฉะนั้นการที่จะท่องป่าไปอย่างสะดวกสะบายในเวลากลางคืน จึงเป็นสิ่งที่ผมพอจะทำได้ง่ายอยู่แล้วในสถานะของผมขณะนั้น

 

 

 

 

เผชิญนางยักษีในถ้ำใต้ภูเขา

 

 

จากนั้นผมก็ได้ศึกษาถ้ำ เข้าไปในถ้ำขุนแผน ถ้ำหมื่นหาญ และถ้ำนางยักษี แล้วผมก็ได้เผชิญนางยักษีในถ้ำนั้น แต่นางยักษ์กลัวผมหายตัวไปก่อน เวลามาเป็นมือใหญ่มหึมาจะผลักผมลงก้นเหวข้างล่าง ผมเหลือบเห็นก่อน มันกลัวสายตาผม มือยักษ์จึงสลายไปปรากฎที่หัวเสาหินปูนขนาดใหญ่ในถ้ำฝั่งตรงกันข้าม แลบลิ้นแดงฉานอยู่ชั่วครู่ก็หายไป

ต่อมา ผมก็ขึ้นไปบนภูเขา นั่งให้ยุงกัดตามเนื้อตามตัวแขนขา อยู่สามวันเพื่อเอาเชื้อมาลาเรียเข้าตัว เป็นภูมิคุ้มกันไข้มาลาเรียเตรียมเดินทางเข้าป่าใหญ่ ที่หมายคือแนวชายแดนไทย-พม่า และเริ่มศึกษาทางฌาน โดยเที่ยวไปตามหลุมฝังศพแถว ๆ แม่น้ำ บ้าง ในวัดบ้าง ในเวลากลางคืน

 

 

 ผมคงไปไกลกว่านี้หากไม่ได้รับโทรเลขจากมารดาของผมเสียก่อน เมื่อผมบวชมาได้ 22 วัน โทรเลขบอกว่า แม่ป่วยหนักให้เดินทางกลับด่วน เป็นเหตุให้ผมต้องเดินทางกลับศรีสะเกษ ตามที่ผมเล่าไปแล้ว

  

 

จำต้องเดินทางกลับมาตุภูมิ

ผมอยู่วัดโคกกลางใหญ่ ต.อี่หล่ำ บ้านเกิดเมืองนอนผมเอง ในพรรษาแรก ผมปลูกต้นไม้ในวัดที่มีเนื้อที่เพียง4ไร่เศษ เต็มไปหมด สร้างสวนดอกไม้ ตั้งชื่อว่า สวนพิสุทธิสรญาณ เพราะอยากให้สภาพวัดเป็นวัดป่า ผมจำวัตรบนศาลาการเปรียญ ที่ชาวบ้านเพิ่งสร้างเสร็จลง ราวกับจะรอไว้ต้อนรับผม ผมให้เขาทำเก้าอี้นั่งให้ สำหรับนั่งหลับในเวลากลางคืน แทนเก้าอี้หวายที่ผมใช้มาแต่เดิมตั้งแต่นั่งหลับแทนการนอนหลับ แล้วผมก็เริ่มทดลองวิชาจำศีล คือวิชาอดอาหารและน้ำ ในขณะเดียวกันก็หยุดการถ่ายอุจจาระปัสสาวะเสียสิ้น ซึ่งผมเคยเข้าใจมาก่อนแต่เป็นฆราวาสว่าจะต้องทำได้ตามทฤษฎีที่ผมค้นพบได้อย่างแน่นอน ซึ่งเครื่องมือสำคัญที่ผมต้องการอย่างยิ่งก็คือ สถานที่อันสงัดและลับมิดชิดปราศจากการรบกวนอย่างยิ่ง จึงได้เลือกเข้าไปอยู่ในโบสถ์ คือสิมเก่าแบบอีสาน ไม่กินอาหารและน้ำ ไม่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ เข้าไปแล้วไม่ออกมาจนกว่าจะครบกำหนด

 

ผมอยู่ไปได้เพียง 3 วัน 3 คืนก็จำต้องออกมา เพราะสถานที่ไม่เงียบสงัดพอ

 

 

แต่ผมก็ได้พบเคล็ดลับวิชา สมาธิพิเศษเพื่อการระลึกชาติ    ซึ่งต่อมาผมก็ได้ทดลองเป็นผลสำเร็จ

 

 

เผชิญวิญญาณภูตผีมหาศาลล้อมขอส่วนบุญ 

 

ที่บ้านโคกกลางนี้ผมได้พบปรากฎการณ์ชนิดหนึ่งที่ประหลาดมากคือกลางดึกคืนหนึ่ง ผมหลับอยู่บนเก้าอี้ ได้ยินเสียงแซ่สนั่นอยู่รอบ ๆ ศาลาที่พัก ตื่นขึ้นมาก็เห็นเป็นเงารูปร่างคน ดวงตาแดงเป็นดวง ๆ กระโดดโลดเต้นบ้าง ขี่คอซ้อนร่างกันบ้าง ส่งเสียงเล็กแหลมไม่หยุด อยู่รอบ ๆ ศาลาทุกด้านเต็มไปหมด

ทีแรกผมตกใจ นึกว่าภูติผีปีศาจมาจะทำร้ายผม คิดว่ารบกันแล้วซี เตรียมรบ  แต่แล้วก็ชะงัก นึกได้ว่าเขามาขอส่วนบุญจึงว่าคาถาอุทิศบุญให้ หายไปหมดทันที

พรรษา2 ผมไปอยู่วัดบ้านแสง เป็นป่าสงบ มีเนื้อที่กว่า 7 ไร่ แต่เป็นวัดร้าง ไม่มีเสนาสนะใดนอกจากศาลาเรือนไม้หลังหนึ่งกับกุฏิเก่าเล็ก ๆ อีกหลังหนึ่ง มีวิญญาณมาร่วมทำวัตรกับผม มีงูเห่ามาก อยู่ในดิน งูเขียวมากอยู่บนต้นไม้ มีกบ เขียดให้งูไล่กิน เห็นเป็นประจำ

ที่นี่ผมได้ทดสอบวิชาเปิดป่า ทำป่าให้นิ่งสงบ แล้วผมทำการทดลองจำศีลต่อ ผมขึงผ้าล้อมเป็นปริมณฑล บอกโยมผู้ใหญ่บ้าน อย่าให้ใครมารบกวน แล้วเข้าไปจำศีล ไปได้เพียง 3 วันเท่าเดิม ก็เลิก เพราะไปไม่ไหว สถานที่เปิดเกินไป ไม่สงัดและปลอดภัยพอ

 

 

จำมหาศีล7วัน7คืน 

พรรษาที่ 3-4-5-6 ผมไปอยู่วัดโนนน้อย เป็นสมภาร สร้างอุโบสถเสร็จผมก็ให้ช่างทำกะไดเหล็กพาดยึดผนังโบสถ์ขึ้นไปบนเพดาล เพื่อขึ้นลงสะดวก แล้วผมก็วางแผนจำศีลต่อ เพราะโดยทฤษฎีที่ผมรู้อยู่ในใจนั้นก็คือสามารถที่จะอยู่โดยไม่มีอาหารและน้ำไปได้ตลอดเวลายาวนาน ไม่มีกำหนด แต่ระดับมาตรฐานที่ผมต้องการพิศูจน์คือ 7 วัน 7 คืน หากทำได้ก็จะเพียงพอสามารถสรุปทฤษฎีได้

 

คราวแรก ปีแรกผมอยู่ได้เพียง 3 วัน 3 คืน ทนเสียงวิทยุ เสียงคน ที่ดังขึ้นไปถึงเพดาลโบสถ์ไม่ได้ ต้องลงมา วิเคราะห์สถานการณ์ใหม่ เพื่อหาวิธีแก้ไข นั่นคือจะต้องปิดเสียงรบกวนนี้ให้ได้ 

 

บังเอิญผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านโนนน้อยตายลง เอาศพมาเผาในวัด ผมไปปักกลดข้างกองฟอน เพ่งกองฟอนอยู่ 8 คืนตั้งแต่3 ทุ่มถึง 6 ทุ่มโดยประมาณ ทุกคืน ๆ จนครบ 8 คืน รู้สึกว่าได้ผลที่ต้องการแล้ว ก็ขึ้นเพดาลอุโบสถ วางแผนว่าจะอยู่ 7 วัน 7 คืน 

 

  

พอผ่านวันที่ 3 คืนที่3 ไป ก็สบาย สภาพในเนื้อในตัวอยู่นิ่งไม่ทุรนทุรายเลย อิ่ม เหมือนได้เสพอาหารทิพย์ อย่างที่เคยได้ยินว่า อิ่มทิพย์ นั่นเอง และด้วยประการนี้ ผมก็อยู่ไปถึง 7 คืน เช้าวันที่ 8 ก็ลงมาจากเพดาลอุโบสถ บอกตัวเองว่าได้ทดสอบสมบูรณ์และสามารถสรุปว่า อย่าว่าแต่ 7 วัน 7 คืนเลย จะอยู่ต่อไปอีก 15 วัน 30 วัน หรือตลอดพรรษาโดยไม่กินข้าวกินน้ำไม่ถ่ายอุจจาระและทั้งปัสสาวะก็ได้ (พบว่า 7 วันอุจจาระจับกันเป็นก้อนแข็ง ก็คาดว่านานไปเท่าไรยิ่งแข็งจนอาจจะกลายเป็นหินก็ได้) บัดนี้ผมได้พิศูจน์ทฤษฎีที่สำคัญยิ่งใหญ่ของผมเสร็จลง ทำให้รู้สึกตื่นเต้นยินดีมาก พร้อมที่จะท่องเที่ยวป่าใหญ่คนเดียวได้โดยอิสรภาพแล้ว แต่ก็ไม่เคยคิดจะโอ้อวดผู้ใด และไม่พูดบอกใคร

 

 

อ่านกาพย์ขอฝนจากพระอินทร์

 

 

ปีต่อมา ปีแล้งจัด ที่มีโครงการน้ำพระทัยของในหลวง ปีนั้นผมต้องการจำศีลด้วยความมุ่งหมายพิเศษเพื่อขอฝนด้วย ขณะนั้นท้องถิ่นอีสานแล้งจัด ศรีสะเกษ ก็แล้งจนกระทั่งบ้านชนบทรอบ ๆตัวผม กรอบเหมือนถูกย่าง ดินในท้องห้วย เป็นทรายคุกรุ่น ทุ่งนากว้างใหญ่มีลมแล้งพัดหวิว ๆ ตลอดวัน เปลวแดดเต้นระยิบระยับ ปรากฎการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ผมจำต้องร่วมในความรู้สึกหดหู่ของประชาชนชาวบ้านอยู่ทุกปี ๆ และต้องคอยเอาใจใส่ร่วมในทุกข์และสุขของพวกเขาอย่างเมินเฉยทอดทิ้งไม่ได้

ฉะนั้นผมจึงขึ้นไปจำศีลครั้งพิเศษบนเพดาลอุโบสถ ตั้งใจว่าจะปฏิบัติงานระดับสุดยอดอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อผมขึ้นไปจำศีลถึงวันที่3 ขณะที่ผมมองสำรวจเมฆทางตะวันตกขอบฟ้า ที่เพิ่งตั้งเค้าเป็นโง่นเมฆดำใหญ่ขึ้นมา ผมเห็นภาพพระอินทร์อยู่ที่ก้อนเมฆ เสมือนขี่เมฆลอยมาจากขอบฟ้าด้านตะวันตก

ผมเอื้อมมือออกไปจะกำเอาพระอินทร์มาถามเรื่องราวที่ฝนแล้ง (ผมทำสิ่งวิเศษเช่นนี้ได้ตั้งแต่คราวทำ "สงครามสวรรค์" ในปี พ.ศ.2523 ก่อนบวช โปรดอ่านจากประวัติของผมตอนที่แล้ว ๆมา)

แต่พอเอื้อมไปถึงพระอินทร์ก็หายตัว มาปรากฎอยู่ที่เพดาลอุโบสถ ใกล้ ๆ ผม ผมถามว่าทำไมฝนจึงไม่ตก พระอินทร์ไม่ตอบ ดวงตามีน้ำตาไหล ชั่วครู่ก็หายตัวไป ผมผ่านคืนที่3ไปแล้ว พอถึงคืนที่4 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ลมพัดมาอื้ออึง เมฆก็ตั้งเค้ามา ฟ้าแลบแปลบปลาบ ไม่นานฝนก็ลงประปราย แล้วลงหนักขึ้น ผมก็เริ่มต้นอ่านกาพย์ขอฝนจากพระอินทร์ หรือ กาพย์กล่อมพญาแถน ตามคติของชาวอีสาน แต่กาพย์บทนี้ผมขับออกมาจากดวงใจโดยตรง เป็นการอัตโนมัติ (ตามที่ลงพิมพ์ใน ส.ค.ส.2536 ถวายเพื่อนเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดภาคอีสานไปทุกรูปแล้ว) เสียงลมพัดอื้ออึง ฟ้าแลบแปลบปลาบตลอดเวลา ตามด้วยฟ้าร้องสนั่นครืน ๆ อยู่เหนือหลังคาอุโบสถ เหนือศีรษะของผมนี่เอง

ผมเห็นมีนางเมฆขลา วายุบุตร เทพ กุมภัณฑ์ ยักษา ยักษี กินนร กินรี ขนเมฆลอยมาเป็นทิวเป็นแถว ผมจุดเทียนไว้ ขับกาพย์ว่า

อันว่าเทียนประทีปจ้า บารมีใสส่อง แถนเอย,

เฮาหากจุดไว้นี้ ให้มีน้ำหลั่งลง เดอแถนเดอ,

หากว่าเทียนแสงจ้า พญาเอยอย่าหยุดหลั่ง ฝนเดอ,

เทียนบ่ดับอย่าได้ นำน้ำให้ห่างไกล แด่ถ้อน

(ส.ค.ส.2536 หน้า 368 อ้างแล้ว)

 

 

 

ฝนลงหนักตลอดคืนไม่หยุด พอรุ่งเช้าฝนหยุด ท้องทุ่งนาเปลี่ยนไปหมด ลำห้วยบัดนี้ไม่มีสภาพให้เห็นได้ว่าเป็นลำห้วย มีแต่ผืนน้ำขาวโพลนไปทั้งท้องทุ่งกว้างใหญ่ ดูเป็นดินแดนประหลาดที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน แต่ผมก็ยังไม่ลงจากอุโบสถ จำศีลต่อไป จนครบกำหนด 7 วัน 7 คืน ถึงวันที่8 จึงลงมาจากเพดาลอุโบสถ

 

 

ในตอนนี้ผมไม่แปลกประหลาดใจว่า ทำอย่างไรจึงจะอยู่ไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องกินข้าวกินน้ำ อย่างไม่มีกำหนดเวลา เพราะคุณภาพส่วนตัวพิเศษของผมเป็นฐานความสำเร็จ คือ พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ3 นั่นเอง ถ้าไม่มีคุณภาพเช่นนี้แล้ว ยากที่จะจำศีลชนิดนี้ได้

 

  

 

ลองของจนตายล้างวัด

 

ในช่วงที่ผมอยู่บ้านโนนน้อยนี่เอง ก็เกิดมีเรื่องราวประหลาดขึ้นกับผม

 

เดิมผมอยู่กับหลวงพ่อเอ๋ ต่อมามีหลวงตามาจากชัยนาทมาอยู่กับผมรูปหนึ่ง แล้วมีหลวงพ่อจากบ้านค้อมาอีกรูปหนึ่ง รวมเป็น4รูปอยู่ด้วยกัน

ผมเป็นสมภารเจ้าวัดที่พรรษาค่อนข้างอ่อน แล้วพอหลวงปู่พันธุ์ เตชวโร(คนเรียกเอาว่าเป็นหลวงปู่) มาจากลำนารายณ์ ลพบุรีกับพระอีก 4-5 รูป มาอยู่ที่วัดของผม ก็เกิดเรื่องขึ้น

  

สั่งเจ้าพ่อลำนารายณ์

 

หลวงปู่พันธ์มาช่วยผมสร้างโบสถ์ เอาผ้าป่าเอาญาติเอาโยมมาช่วยอยู่2ปีหลัง ครั้งหลังสุดเอาพระประธานอุโบสถมา องค์ใหญ่หน้าตักถึง 76 นิ้ว แล้วมีการทรงเจ้าพ่อ แสดงให้ประชาชนดู เดี๋ยวเจ้าองค์นี้เข้าทรง บัดเดี๋ยวเจ้าองค์นั้นเข้าทรงบ้าง ล้ม ๆ ลุก ๆ กันพึบพับ ๆ บ้างก็ร้องกรีดกลิ้งลงกลางดินกลางทราย แล้วลุกขึ้นร่ายรำเหยง ๆ ออกสำเนียงต่าง ๆ กันไป จนกระทั่งโยมภริยาของหลวงปู่พันธ์เองก็เข้าทรงเจ้าพ่อผู้ยิ่งใหญ่ คือ เจ้าพ่อลำนารายณ์ แห่งลพบุรี เป็นวาระสุดยอดการแสดงในลานวัดวันนั้น คนดูก็ล้นหลาม ทั้งกลัวทั้งเลื่อมใสศัทธาหลวงปู่กันใหญ่

การแสดงทรงเจ้ากินเวลานาน ผมเห็นว่านานเกินไปแล้วก็ออกคำสั่งในฐานะสมภารเจ้าวัดให้พวกเจ้าเลิกแสดงได้ ให้เคลื่อนพระประธานเข้าภายในอุโบสถ

ผมสั่งว่า เอาละ ๆ เลิกได้แล้วพวกเจ้าพ่อทั้งหลาย น้ำเสียงผมอาจจะแข็งไปจนฟังเป็นว่าผมออกคำสั่งแก่บรรดาเจ้าพ่อผู้กำลังแสดงฤทธิ์อยู่นั้น ทำให้หลวงปู่พันธ์ไม่พอใจ เธอคิดว่าผมอวดดี ไม่รู้จักเจ้าพ่อลำนารายณ์ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งลพบุรีเสียแล้ว อะไรทำนองนั้น ! ภายหลังจึงผิดใจกับผม ไปยุยงลูกวัดให้กระด้างกระเดื่องต่อผม พยายามไล่ผมหนีไปจากวัดโนนน้อย ท้าวความคำพูดของผมเองเมื่อวันที่ผมมาถึงวัดโนนน้อยผมบอกประชาชนว่าผมจะไม่อยู่ที่วัดโนน้อยตลอดไป พอสร้างโบสถ์เสร็จก็จะไป โดยความจริงผมหมายจะเข้าป่ากาญจนบุรีอีก

คราวนั้น มีประชาชนกลุ่มหนึ่งลูกศิษ ๆ หลวงปู่พันธ์นั่นเอง ออกท่ารังเกียจเชิงขับไล่ผมให้หนีไป ครั้งหนึ่งคนพวกนี้ได้แอบปลดรูปถ่ายขณะเป็นนายทหารของผมขนาด24นิ้ว ไปทิ้งในกอไผ่ชายทุ่ง จนชาวบ้านไปพบเข้าก็ตื่นตกใจกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับผม ขณะนั้น เหลือเวลาไม่ถึงสัปดาห์ก็จะเข้าพรรษาแล้ว ผมจึงให้ผู้ใหญ่บ้านโคกกลางน้อย(นายเสือ สิงห์นาค เพื่อนรุ่นเดียวกับผม) มาขนของผมไปวัดโคกกลางน้อย (วัดร้างเพิ่งรื้อฟื้นขึ้นมาไม่ทันถึง5ปี) ผมกะว่าจะอยู่จำพรรษาให้วัดโคกกลางน้อยสัก1พรรษาก่อนแล้วจะเข้าป่าไปตามแผนการเดิม พวกบ้านโนนน้อยรู้เข้า ก็ไม่ยอม กล่าวหาว่าพวกบ้านโคกกลางแอบมาโขมยพระของบ้านโนนน้อย เป็นปากเป็นเสียงกันสองหมู่บ้าน แต่ในที่สุดชาวบ้านโคกกลางน้อยก็จำยอม พวกเขา ก็ตามไปขนของผมกลับคืนมาวัดโนนน้อย

แล้วก็ได้เวลาเข้าพรรษาพอดีผมเลยจำต้องอยู่ที่วัดโนนน้อย ระหว่างนั้นก็เกิดเรื่องมีคนมาก่อกวน ดูถูกดูหมิ่นผมต่าง ๆ อย่างไร้เหตุผล ซึ่งผมไม่เข้าใจเลยว่า ผมหรือ มีความเลวขนาดใดมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาแท้ ๆ จึงกล้าดูหมิ่นผมได้ แต่ก็มีชาวบ้านเจ็บร้อนแทนผม ดำเนินการให้มีการขอขมาผมขึ้น ตราบกระทั่งออกพรรษา หลวงพ่อพระเทพวรมุนี เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษเรียกผมไปพบท่าน และว่าจะให้ผมเป็นเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ แทนพระครูศรีวรปรีชา(ถวิล ธมฺมาสโย ป.ธ.6,น.ธ.เอก ซึ่งเพิ่งมรณภาพลงในระหว่างนั้นเอง)

 

ผมก็อำลาชาวบ้านไปเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน 2531 ออกเดินทางเวลา 19.29 น. ให้หลวงปู่พันธ์ครองอำนาจตามที่ท่านต้องการ  

 

 

แต่แล้วไม่นานทางกรมที่ดินได้ส่งหน่วยออกโฉนดเคลื่อนที่มาถึง ทางบ้านโนนน้อยเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะต้องดำเนินการออกโฉนดที่ดินวัดให้ทันท่วงที ชาวบ้านจึงไปปรึกษาผมและลงความเห็นกันว่า ให้ผมเป็นเจ้าอาวาสวัดโดยถูกต้องตามกฎหมายเพื่อดำเนินการเรื่องโฉนดที่ดินให้เสร็จ ผมก็รับปากเพราะเกรงว่าถ้าคนอื่นทำจะช้ามาก ๆ ส่วนผมทำ จะเร็วและประหยัดมาก ๆ ผมมองเห็นประโยชน์นี้ผมจึงรับปากเป็นเจ้าอาวาสให้ และพิมพ์ตราตั้ง หลวงพ่อเทพวรมุนีเซ็นต์ตราตั้งเจ้าอาวาสให้ผม ในใจผมผมคิดจะสละให้หลวงปู่พันธ์ทีหลัง แล้วการออกโฉนดก็เรียบร้อย ทำให้วัดโนนน้อยเป็นวัดอย่างสมบูรณ์ตาม พรบ.คณะสงฆ์และตามพระธรรมวินัย

 

 

 จากนั้นมาไม่นานก็ถึงคราวยกช่อฟ้าอุโบสถ ชาวบ้านนิมนต์ผมมาวางแผน ๆ แล้วก็ออกข่าว ออกหนังสือนิมนต์ ในฐานะเจ้าอาวาสวัดโนนน้อยและเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ผมเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ไปเป็นประธานฝ่ายฆราวาส นิมนต์หลวงพ่อเทพวรมุนี เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ กำหนดยกช่อฟ้าเวลา 1530 น. ปรากฎว่าในวันนั้นหลวงปู่พันธ์แอบพาชาวบ้านและหมู่สงฆ์ที่ถือหางท่านยกช่อฟ้าเสร็จตั้งแต่เวลาเช้า ผมมาเตรียมการพบว่าช่อฟ้าขึ้นหลังคาอุโบสถไปแล้ว

 

 หลวงปู่พันธ์กลบเกลื่อน แก้ตัวด้วยการกล่าวหาผมว่าไม่มีธรรมเนียมยกช่อฟ้าเวลาบ่าย ฟ้าจะผ่าเอา พร้อมกับทำกิริยาดูถูกดูแคลนผมต่าง ๆ เช่นเตะแผ่นไม้อัดโครมครามใส่ต่อหน้าผม ผมก็ไม่ว่าอะไร รีบโทรศัพท์ลัดผู้ว่าราชการจังหวัดว่าไม่ต้องมา ขณะนั้นท่านมาถึงที่ว่าการอำเภออุทุมพรพิสัยแล้ว กำลังจะออกมากับนายอำเภอ แล้วไม่นานหลวงพ่อเทพวรมุนีก็มาถึง ท่านก็นั่งเงยหน้าดูเฉย ๆ ไม่ว่าอะไร ตรงข้ามท่านจะชอบใจด้วยซ้ำหัวเราะหึ ๆ ท่านคงหยากดูว่าผมจะทำอะไรอย่างไรต่อไป ผมไม่ทำอะไร แล้วก็แล้วกันไป กลับไปวัดมหาพุทธาราม ทำหน้าที่เลขาฯต่อไปตามปกติ

 

 

ตายล้างวัด 

 

แต่ครั้นเวลาล่วงไปไม่นาน ก็เกิดเรื่องราวขึ้นกับหมู่สงฆ์วัดโนนน้อย เริ่มจากหลวงตาที่มาจากไชยนาทก่อน ไปประพฤติตนไม่สมสมณสารูปในพิธีพุทธาภิเษกวัดโนนยาง กินเหล้าเมาแล้วครองสติไม่อยู่ ก่อกวนงาน จนชาวบ้านจับสิก แล้วไปนอนมรณภาพที่หน้าโต๊ะหมู่บูชาวัดโนนยาง

ไม่นานหลวงพ่อเอ๋ก็ตามไปด้วยการนอนหลับแล้วไหลไม่หยุดจนถึงมรณภาพบนกุฏิวัดโนนน้อย

แล้วถึงคราวหลวงปู่กับพระจากลำนารายณ์อีก 3 รูป รวมเป็น 4 รูป ก็เกิดอุบัติเหตุที่ อ. พุทไธสงค์ จ.บุรีรัมย์ระหว่างเดินทางไป จ.เพชรบูรณ์ เพื่อไปหาว่านยาของอาถรรพ์ และเยี่ยมเยียนเกจิอาจารย์ที่เคารพของท่าน รถคว่ำถึงมรณะทั้ง4รูป พร้อมกับโยมอีก3คน

การมรณภาพของหลวงปู่พันธ์เป็นเรื่องวุ่นวายของญาติโยมบ้านโนนน้อยเป็นอย่างมาก เพราะได้ข่าวเวลาดึก หลังเที่ยงคืน จึงโกลาหลกันทั้งหมู่บ้าน เล่ากันว่าหลวงปู่พันธ์คงกระพันชาตรี ไม่มีบาดแผลตามเนื้อตามตัวเลยแม้แต่น้อย ตายเพราะคอหัก

 

 

จากนั้นพระวัดโนนน้อยก็เหลืออีก 1 รูปที่มาจากบ้านค้อ แต่รูปนี้ไม่ยอมอยู่วัดโนนน้อยอีกต่อไป พอหลวงปู่กับพวกมรณภาพก็หนีกลับไปอยู่วัดบ้านค้อ แต่อยู่ไปได้ 12 วันเท่านั้นก็ป่วยไข้ถึงมรณภาพลง

 

 

เป็นการตายติดต่อกันของพระ7รูปในวัดบ้านโนนน้อยขณะนั้นไปตามลำดับจนเกลี้ยงวัด เป็นการตายล้างวัด  ล้างความชั่วทรามเสนียดทุกอย่างเกลี้ยงไป 

 

 

 

ช่วงที่หลวงปู่พันธ์มรณภาพและเก็บศพไว้ในวัดนั้น บรรยากาศบ้านและวัดโนนน้อยเวลากลางคืนวังเวงน่ากลัวมาก มีข่าวเล่าลือว่าคนหลายคนเห็นภูติผีปีศาจที่นั่นที่นี่ เป็นรูปร่างอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วยังมีนกแสกมาจับต้นโพธิ์ร้อง พอดึกก็ลงมาเดินเล่นใต้ต้นโพธิ์บริเวณลานวัด ขึ้นมาบนกุฏิสงฆ์ จับระเบียงร้องแกรก ๆ ไม่กลัวคน ชาวบ้านไปนิมนต์ผมให้ออกไปจำวัตรค้างคืนอยู่คืนหนึ่ง ให้ผมได้เหยียบดินวัด ผมไปก็พบวัดว่างเปล่าเหมือนป่าช้า มีนกแสกมาร้องเวลาดึก ๆ วังเวงน่ากลัว แต่ไม่นานนกก็หายไป

 

นั่นคือตำนานวัดโนนน้อยยุคที่ผมไปอยู่ ซึ่งในขณะนั้นก็ยังมีคนเฒ่าคนแก่ที่มองลึกลงไปว่าเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างหลวงปู่พันธ์กับพระอาจารย์พยับแท้ ๆ ว่าพระสององค์นี้ลองของกัน โดยเริ่มมาตั้งแต่วันที่ผมไปท้าทายเจ้าพ่อลำนารายณ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่ง ลพบุรีเข้าในคราวนั้น ว่าไปนั่น !

 

ปฏิบัติธรรมฟื้นฟูภาคภายในในป่าช้า

 

เมื่อผมมาอยู่วัดมหาพุทธาราม เป็นพรรษาที่7 ของผม การคลุกคลีกับชาวบ้านและเหตุการณ์แบบโลก ๆ มาตลอด6ปีเศษ ๆ ซึ่งเป็นการคลุกคลียิ่งกว่าตอนที่เป็นฆราวาสเป็นข้าราชการพลเรือน-ทหารเสียอีก เพราะการเป็นพระสงฆ์ในชนบท จำต้องไปร่วมรับผิดชอบเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งฝ่ายศาสนจักรและอาณาจักรด้วยทุกเรื่องทุกราว ทำให้สภาพภายในค่อยเสื่อมลง และผมมีความวิตก จึงลงความเห็นว่าจะต้องรีบบูรณาการ

แต่เมื่อพิจารณาแล้ว การที่ผมจะกลับคืนกาญจนบุรีและเข้าป่าไปตามเจตนาเดิม ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยากเสียแล้ว เพราะบัดนื้มีตำแหน่งงานที่รับผิดชอบค่อนข้างมากมาย ในระดับจังหวัดคณะสงฆ์ และขณะนั้นเจ้าคณะจังหวัด ก็ชราภาพและสุขภาพรวนเรอยู่ตลอด

ประกอบกับ ผมเริ่มมองเห็นว่า ผมมีสิ่งที่ต้องดู ต้องศึกษาเรื่องราวในวงการสงฆ์อย่างค่อนข้างละเอียดอ่อน และดูเหมือนหลวงพ่อของผมเองคือพระเทพวรมุนีเองท่านก็ประสงค์เช่นนั้น ผมคิดว่าทางเดียวก็คือ หาโอกาสเป็นครั้ง ๆ คราว ๆ ไปปลีกสันโดษ คราวนั้น เดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2533 ผมก็ได้โอกาส จึงเขียนพินัยกรรม(เพื่อวางความกังวลทั้งหมด) ถวายไว้กับหลวงพ่อของผม แล้วไปอยู่ป่าช้าโพนเขวา ซึ่งเป็นป่าช้าที่เก่าแก่และมีพระมาบอกผมว่าเป็นที่มีผีดุมากจนไม่มีใครกล้าเข้าไปในเวลากลางคืน ผมเองไม่เคยอยู่ป่าช้ามาก่อน ก็นึกขึ้นได้ว่า ป่าช้าน่าจะเป็นที่สงบสงัดกว่าที่อื่น และสามารถกำหนดเวลาได้ตามใจ ผมจึงไปอยู่ 15 วัน 15 คืน พบปรากฎการณ์ที่เรียกว่าผี ปีศาจ มากมาย แต่ผมไม่สะดุ้งสะเทือน (ถึงสงครามสวรรค์ก็ผ่านมาแล้ว จะสะดุ้งอะไรกับเรื่องราวบนดิน)

 

 

 

 

ดนตรีแห่งป่าช้า

 

 

และในคืนที่10 ก็มีพวกนกและแมลงต่างๆ ในป่าช้ามาชุมนุมกันบนยอดไม้ หนาแน่นไปหมด แล้วมีการบรรเลงดนตรีป่าช้า เป็นเพลงแห่ศพ ที่ใช้บรรเลงเวลาเอาศพออกจากบ้านไปป่าช้าในชนบทภาคอีสานดั้งเดิม ให้ผมฟังสนั่นหวั่นไหวไปเกือบตลอดคืน  

ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน ผมไปอยู่ป่าช้าจีน คือสุสานสุขาวดี ศรีสะเกษต่ออีก 21 วัน 20 คืน สองคืนสุดท้าย พวกในป่าช้าก็มาเล่นดนตรีให้ผมฟังอีกเช่นเดียวกับป่าช้าโพนเขวา เหตุที่เล่นสองวันเพราะวันแรกผมบอกว่าเล่นสู้พวกป่าช้าโพนเขวาไม่ได้ พวกเขาจึงแห่กันมาเล่นดนตรีให้ผมฟังต่ออีกคืนหนึ่งเป็นคืนที่สอง ที่เล่นได้ดี ดังสนั่นกว่าวันแรก ดนตรีป่าช้านี้ เป็นดนตรีประสานเสียง ประกอบด้วยเสียงปี่ชนิดต่าง ๆ ขนาดต่างๆประสานกับเสียงแตร และเสียงกลองใหญ่ ซึ่งระเบิดเป็นเสียงกึกก้องสนั่นหวั่นไหวจนอื้ออึงในหูสองข้างไปหมด และเล่นนานตั้งแต่ประมาณ 2 ทุ่มเศษ ๆ ไปจนถึงตีสองจึงลาเลิกไป อันชวนให้คิดว่าพวกภูติผีปีศาจก็ยอมรับในความดีของผม และพากันมาต้อนรับผมเป็นอย่างดี นั่นเอง.

 

 

 

รื้อฟื้นประเพณีขับลำสรภัญญะ 

ขณะที่ผมอยู่ชนบท 6 ปีเศษ ๆ นั้น ผมได้พาประชาชนรื้อฟื้นประเพณีสำคัญ ๆ หลายอย่าง เช่นประเพณีขับลำสรภัญญะ และจัดการแข่งขันขึ้นทุก ๆ ปีระหว่างนั้น (จนภายหลังคณะลูกศิษย์ของผม คือคณะบ้านแสง ชนะเลิศระดับจังหวัดศรีสะเกษ ทั้งสนามวัดเจียงอีศรีมงคลวราราม; มหานิกาย และ สนามวัดหลวงสุมังคลาราม; ธรรมยุติ), พาประชาชนทำประเพณีบุญบ้องไฟ และ แข่งว่าว

 

 

ทำมหาธนูว่าว 

ที่ผมพอใจพูดถึงก็คือเรื่องว่าว ขณะนั้นผมได้ทำว่าวขนาดใหญ่มาก ทำเอง เพื่อที่จะให้มันแบกธนูขนาดใหญ่ ซึ่งธนูที่ว่านี้ เฉพาะใบหวายยาวถึง 63 นิ้ว ซึ่งเท่ากับ1วาของผมพอดี คันธนูยาวเกือบ 2 เมตร คืนฤดูหนาวที่ลมพัดแรงจัด ผมจะส่งว่าวพร้อมธนูใหญ่ขึ้นสู่ท้องฟ้า เมื่อธนูว่าวต้องลม ใบหวายจะหมุนพลิ้ว โยนตัวไปตามคันธนูที่อ่อนโอนตามแรงลมบนท้องฟ้า กลายเป็นเสียงดนตรีธรรมชาติที่ไพเราะเพราะพริ้งเหมือนดนตรีสวรรค์ เมื่อเป็นสิ่งประดิษฐ์ด้วยศิลปพิเศษสุดยอด ด้วยมือผมเอง จึงฟังไพเราะเสนาะลึกล้ำ ครบเสียงมาตรฐานของธนูว่าวทุกประการ เสียงธนูก็จะกล่อมประชาชนไปตลอดคืนที่ลมแรง สายธนูไม่ขาดเพราะเทคนิกพิเศษของผม ทำให้ทนทานตลอดคืน เมื่อว่าวขึ้นที่ทุ่งนาบ้านโนนน้อย เชือกที่ยาวจะส่งว่าวให้คล้อยไปใกล้ๆ บ้านโคกกลาง ที่โยมมารดาผมอยู่ เสียงธนูใหญ่จะดังไปถึงบ้านโคกกลาง โนนยาง จิก อี่หล่ำ ที่อยู่ใต้ลม โดยเจตนาที่ผมต้องการให้เสียงธนูดังไปถึงโยมมารดาที่อยู่บ้านโคกกลาง เพื่อกล่อมท่านในเวลาเข้านอน ท่านก็หลับลงอย่างมีความสุขสงบ นั่นส่วนหนึ่ง

คนก็ถามถึง ว่าเสียงธนูว่าวของใคร ฟังไพเราะล้ำเลิศจริง ๆ

 

 

ปรากฎในบทกวี ศรีสะเกษกำศรวล 2527 ตอนหนึ่งว่า  

 

         ดึกลมลิ่วหวิวหวิ่งหวีดกรีดลำไผ่              เพียงกรุ๋งกริ่งหริ่งเรไรโลมไล้ขวัญ 

        หม่าวแมวครางแต่แฝกข้างสระฝั่งชัน      ลมยิ่งผันยามดึกเดือนเลื่อนโพยม

        แว่วพิณฟ้าพญาว่าวขึ้นสาวเมฆ              ฟังวิเวกลอดผ้าห่มคราวลมโหม

        ธนูลมสมสั่งฟ้ามาประโคม                      ปลอบประโลมความขื่นแค้นให้แคลนคลาย

 

(จาก ส.ค.ส.ฯ 2536 หน้า 172 อ้างข้างต้นแล้ว)

 

 

ขณะที่อยู่บ้านโคกกลางใหญ่ ผมยังได้เขียนบทกวีบทหนึ่งไว้ที่กระดานดำบนศาลาการเปรียญ มีเจตนาให้โยมมารดาอ่าน ดังนี้

 

 

           

 

         

          โอ้โยมเอ๋ยอาตมาสละโลก                      ส้ินความโศกสงสัยในสงสาร

 

นับแต่นี้สืบสันต์นิรันดร์กาล                    บัวจะบานเบิกช้อยรอยบรรจง

โอ้เอี้ยงเอ๋ยเคยบินแต่ดินต่ำ                   ไม่เหมือนส่ำสกุณาพญาหงส์

โอ้เอี้ยงเอ๋ยเคยร่อนก็แรมลง                   เพียงป่าดงยอดหญ้าชลาลัย

มิเคยเหยียบเยียนฟ้ามหาศาล                แดนพิมานเมฆาเวหาใหญ่

เป็นทางเที่ยวพญานกผกโผนไป            เหลือวิสัยดั่งเอี้ยงจะเมียงมอง

พู้นคือเผ่าภูติฟ้าปักษาสวรรค์                 อันไพเราะเสนาะสนั่นนภาผอง

อาตมภาพมาพลันตามครรลอง               อริยสัจประเสริฐต้องคะนองธรรม

 

 

แล้วท่านได้จากไปในปี พ.ศ. 2528 เมื่อผมบวชได้เพียง3พรรษา.

 

·        ปัญญาธโรภืกขุ เรียบเรียง

·        ดีเล่ม25




ประวัติของผม 16 ตอน

ประวัติของผมตอนที่ 1 article
ประวัติของผมตอนที่ 2
ประวัติของผมตอนที่ 3
ประวัติของผมตอนที่ 4
ประวัติของผมตอนที่ 5
ประวัติของผมตอนที่ 6 article
ประวัติของผมตอนที่ 7 article
ประวัติของผมตอนที่ 8 article
ประวัติของผมตอนที่ 9 article
ประวัติของผมตอนที่ 10 article
ประวัติของผมตอนที่ 11 article
ประวัติของผมตอนที่ 12 article
ประวัติของผมตอนที่ 14 article
ประวัติของผมตอนที่ 15
ประวัติของผมตอนที่ 16



Copyright © 2010 All Rights Reserved.