ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พ.ศ.2540 - 2559
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 1
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 51
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 52
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 53
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 54
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 55
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
Buddhism How? บันทึกของนักปฏิบัติธรรมผู้ถวายชีวิตพิศูจน์สัจธรรมพุทธให้รู้แจ้งเห็นจริงถึงระดับมรรคผลนิพพานแท้
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
bulletศึกษาโลกลี้ลับ 26
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว วิเคราะห์ทุกปัญหาในโลกมนุษย์ด้วยสติปัญญาและเหตุผลวิทยาศาสตร์จากนสพ.ดี
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletประวัติการต่อสู้เพื่อการดับทุกข์ ของพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์ แนวปฏิรูปคณะสงฆ์อยู่ในบทวิเคราะห์นี้แล้ว
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา แนวคิดศาสนาสำหรับคนยุคใหม่ ผู้ก้าวผิดทางไปสู่สิ่งไร้สาระโดยไม่รู้ตัว
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ของฟรีให้เปล่ามา20ปีแล้วทั้งเอกสารและอินเทอเนท
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา เราทำเพื่อปัญญาชนโดยแท้
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่1-3


ประวัติของผมตอนที่ 12

12

ประวัติของผมพระพยับ ปญฺญาธโร

พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ ๓

ตอน 12

 

 ผมคิดว่า ผมคงจะเขียนประวัติของผมต่อไปอีกสัก 2-3 ตอนก็คงจะพอเพียง คำว่าพอเพียงก็คือ เอาพอจำเป็นเพื่อประกอบการศึกษา ก็คิดว่าพอเพียงที่จะรับฟังด้วยดีในตอนนี้ ผมจะเล่าเรื่องราวโดยสรุปของชีวิตทั้งหมดของผมในเชิงวิเคราะห์ เพื่อให้เห็นแนวทางแห่งชีวิต ในส่วนของบุคคลิกภาพที่ซ่อนเร้น อันเป็นนามธรรม ที่ผมจำได้ดีมาตราบจนกระทั่งบัดนี้

 

 

เตโชกสิณ

 

เริ่มตั้งแต่เมื่อยังเป็นเด็กอ่อน ๆ อยู่ ยังไม่ทันสวมใส่เสื้อผ้า ยังพูดไม่เป็น เดินก็ยังไม่เป็น พอนั่งเป็นเท่านั้นเอง หากแต่ผมรู้สึกว่าผมคิดเป็นแล้ว และเต็มไปด้วยความสงสัยในปรากฎการณ์ของสิ่งที่อยู่รอบตัวเอง ผมก็ได้รู้จักการปฏิบัติธรรมชั้นสูงในพระพุทธศาสนาเสียแล้ว

 

ดังที่ผมได้เล่าไว้สั้น ๆ แล้วว่า

 

เย็นวันหนึ่ง สาวพี่เลี้ยงของผม เอาผมไปวางไว้ที่แป้นนั่งทอหูก(หูกทอผ้า)หันหน้าผมไปทางทิศตะวันตก ขณะนั้นเพื่อนเด็ก ๆ สี่ห้าคนบ้างนั่งบ้างเดินไปมา เล่นดินปนทรายกันอยู่บริเวณโดยรอบนั้น ผมเห็นลูกไฟสีแดงกลมโตที่ขอบฟ้าด้านตะวันตกเหนือระดับยอดไม้ในขณะนั้น ซึ่งขณะนั้นผมไม่รู้หรอกว่าคนเรียกมันว่าดวงตะวัน หรือดวงอาทิตย์ ผมก็มองดูด้วยความสงสัย โดยไม่ละสายตาไปจากดวงไฟนั้นเลย จนกระทั่งดวงอาทิตย์ตก ค่ำมืดลง เป็นเวลานับชั่วโมง และผมก็ยังไม่ทราบหรอกว่าผมทำอะไร

 

ตราบโตมา จนบัดนี้ผมจึงทราบว่า ที่ผมทำนั้นคือการเข้าภวังคจิตทำ เตโชกสิณ โดยอัตโนมัติ ที่ให้ความทรงจำล้ำลึกมาตราบเท่าทุกวันนี้

 

ต่อมาอีกหน่อยผมก็ได้มีประสบการณ์ของสมาธิชั้นสูงเพื่อการรำลึกชาติ ตามที่ผมเล่าเรื่องผีออกมาจากเสาเรือนเดินเต้นระบำกันออกมาบนเส้นด้าย แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะเดินสมาธิต่อไปไม่ได้เพราะความตกใจกลัวนิมิตที่ปรากฎ

 

ในวัยเด็กเหมือนกัน ผมก็ได้รู้จัก อาโปกสิณ คราวนั้นผมเดินเป็นแล้วแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน ในฤดูหนาวปีนั้น พ่อพาผมไปใส่ลอบกุ้งที่ลำห้วยกุง ที่ไหลผ่านทุ่งนาด้านตะวันออกของหมู่บ้านบ่อย ๆ ใช้รำข้าวอ่อนเป็นเหยื่อ รำข้าวอ่อน ๆ ห่อด้วยใบตองกล้วยสด ๆ แล้วหมกขี้เถ้าร้อนข้าง ๆเตาไฟ พอสุกจะมีกลิ่นหอมมาก ใส่ไว้ข้างในลอบหรือไซ แล้วเอาไซลงไปมัดไว้กับหลักในวังน้ำนิ่ง ๆ กุ้งจะชอบมาก ใส่ลอบไว้ตลอดคืน พอถึงวันรุ่งขึ้น ท่านจะปลุกผมตื่นแต่ตรู่ ประมาณไก่ขัน และพาออกไปกู้ลอบ พอยกลอบขึ้นฟังเสียงกุ้งข้างในซ่าไปหมด เพราะกุ้งเข้าเยอะ พ่อผมชอบปรุงกุ้งสด ๆ กินเป็นอาหาร ทำง่ายมาก เพียงแต่โขลกพริกสวนตากแห้ง ที่ต้องเแก่และเผ็ดมาก ๆ และออกสีแดง ๆ เอาไว้ มีมะนาว สักซีกหนึ่งเท่านั้นเอง พอยกลอบขึ้นมา กุ้งกำลังเต้นอยู่สด ๆ ก็ซาวเอาใส่ถ้วยลึก ๆ หน่อยพอมันกระโดดไม่พ้น เอาพริกป่นใส่ลงไป บีบน้ำมะนาวใส่ลงไป เหยาะน้ำปลาลงไป ในเวลาบ่าย ๆ แดดเปรี้ยง ๆ หน้าเกี่ยวข้าว กินอร่อยล้ำเลิศเลยทีเดียว

 

ผมมานึก ๆดู แม้ในภัตตาคารห้อยเทียนเหลา เยาวราช ที่โด่งดังที่ผมเคยเข้าไม่กี่ครั้งสมัยเป็นหนุ่มน้อย ๆ ก็คงไม่มีอาหารอร่อยขนาดนี้ บางทีไม่มีกุ้ง พ่อผมก็หากะปูตัวเล็ก ๆ สัก 10-20 ตัวได้ 1 สำหรับ ล้างอย่างดี ดึงเอากระดองออก มันจะดิ้น ๆ อยู่ เวลาเอาเครื่องปรุง พริกป่นใส่ลงไป บีบน้ำมะนาวตาม เหยาะน้ำปลาลงไป แบบเดียวกับใช้ปรุงกุ้งสด รสชาดก็ดูไม่แพ้กันนัก คือ แซบ อร่อยเลิศรสจริง ๆ ทั้งได้ความรู้สึกสะอาดปราศจากพิษภัยอีกด้วย

 

บางที รสนิยมเช่นนี้เองที่อาจเป็นเหตุให้พ่อผมอายุสั้นไปหน่อยก็ได้ ท่านเสียเมื่ออายุเพียง 54 ปีเท่านั้นเอง  

 

อาโปกสิณ 

หวลมาเล่าต่อ เช้าตรู่วันนั้น เป็นวันที่หมอกตกมาก ผมจำได้ดี อากาศก็หนาวเย็นยะเยือก เมื่อออกจากบ้าน สู่ทุ่งนากว้างใหญ่ เห็นหมอกจับตามยอดหญ้าเป็นหยดน้ำบ้างเป็นเกล็ด ๆ บ้าง เต็มไปหมด มองไปเห็นยอดหญ้าเรียวบางแหลม ๆ ชูชันแข็งแรงเพราะความตื่นตัวรับความเย็นจากหมอก ทำให้คาย ๆ คัน ๆและแขยงเท้า(สมัยนั้นยังไม่นิยมสวมรองเท้า) พ่อผมมักพาเดินอย่างเร็ว เพื่อให้เท้าไปเร็วจนลืมการสัมผัสกับยอดหญ้าและสิ่งปฏิกูลต่างๆ บนผืนดิน ท้องนาซึ่งเต็มไปด้วยตอฟางขณะนั้น  

วันนั้นเมื่อเอาลอบขึ้น ยังตรู่อยู่ พ่อได้พาผมข้ามห้วยกุงต่อไปอีกฟากหนึ่งซึ่งเป็นเขตท้องนาของชาวบ้านโนนดู่ ชาวบ้านโนนเปือย เขตแดนหมู่บ้านของท่าน ดร.นันทสาร สีสลับ นั่นเอง ท่านพาผมไปดูการเลี้ยงปลาในสระน้ำแห่งหนึ่ง ไปถึงก็ได้พบสหายที่คุ้นเคยของท่าน ท่านก็พากันเดินดูรอบ ๆ สระ ซึ่งเป็นสระบัว กว้างใหญ่และลึกมาก มีน้ำอยู่ปริ่มขอบสระใสสะอาด ท่าน ๆก็พูดคุยกันเรื่องปลาดุกปลาช่อน ปลาเข็ง ปลาตะเพียน เต่า ตะพาบน้ำ ที่เลี้ยงในสระ และเรื่องอื่น ๆ ไป ปล่อยผมไว้ตามลำพัง

ในช่วงนั้นเองที่ผมเป็นอิสระ และได้มีโอกาสทำสิ่งที่ผมมารู้ทีหลังว่าผมทำอะไร นั่นคือการเพ่ง อาโปกสิณ ที่สระน้ำ ในท้องนาแห่งนั้น แต่ผมทำไปโดยธรรมชาติ เพียงยืนนิ่งมองดูย่านน้ำในสระกว้างใหญ่ ซึ่งขณะนั้น มีอายระเหยของหมอกกรุ่น ๆ เหมือนควันบาง ๆ อยู่เหนือสระน้ำ แล้วสายตามาจับจ้องที่บัวแดงดอกหนึ่ง เป็นดอกบัวบานแดงไสว ที่แยกออกมาจากหมู่อยู่เดี่ยวโดด ผมก็มองดู และค่อยเห็นชัดเจนขึ้นจนรู้สึกว่าบัวช่างงามเหลือเกิน เห็นดุจมีรอยแย้มยิ้มเบิกบานไสวขึ้นจนเปล่งปลั่ง ก็ซึ้งไปในการเห็นนั้น ปัญญาและอารมณ์ก็เกิดขึ้น เป็นการไปสัมผัสสิ่งที่เรียกว่า อาโปกสิณ ที่นำอารมณ์ไปสู่ความเย็นอันลุ่มลึก เย็นจัดเย็นสนิท จนดับคลายความร้อนลงเป็นความเย็นหนาวยะเยือกในจิตใจ และฝังจิตฝังใจผมมาตั้งแต่คราวนั้น เนิ่นนานทีเดียว จนเมื่อรำลึกถึงครั้งใด ก็ดูดั่งว่าความเย็นอันเก่าอันเดิมที่ได้เคยสัมผัสก็กลับคืนมาสู่ห้วงแห่งภวังคจิตได้อีกครั้งเสมอไป

ฉะนั้น นี่จึงเป็นการประสบที่ยิ่งใหญ่มีผลมากในทางธรรมปฏิบัติที่เป็นไปเองโดยธรรมชาติ ผมยังมีโชคดีไปกว่านั้นอีก ในเมื่อวิถีทางชีวิตวัยเด็กช่วงต่อมา ผมได้มีการประสบที่ฉกรรจ์ยิ่งขึ้นไปอีก คือครั้งที่ผมได้ติดตามพ่อและคณะไปตกเบ็ดในห้วยที่ปลายนา แล้วเผชิญลมพายุพัดกล้า ฝนตกกระหน่ำลงมาไม่หยุดหย่อน ตลอดเวลาครึ่งคืน ก่อไฟไม่ติด ที่กำบังคือเถียงนาก็รั่วเปียกชื้นไปตาม ๆ กัน ดูประหนึ่งว่ายิ่งนานฝนและลมก็ยิ่งกลั่นความหนาวไปในบรรยากาศ แน่นหนา ผมต้องทนต่อความหนาวอย่างสุด ๆ ที่เสี่ยงต่อชีวิต เพราะหนาวจนกระทั่งเกือบสิ้นใจตายกลางท้องนา แต่อุปนิสัยของผมตั้งแต่เกิดมาเป็นมนุษย์ก็คือ ไม่มีคำว่า บ่น ใดใดเลย แม้ขนาดว่าหนาวเจียนสิ้นชีวิตขณะนั้นก็ตาม ก็มิได้พร่ำบ่นแม้แต่คำเดียว สภาวะเช่นนั้นก็ไปส่งเสริมให้กับอาโปกสิณ ให้เข้าใจและสามารถปฏิบัติไปให้ลุ่มลึกลงไปอีกได้

 

ต้นมะตูมสอนธรรม 

แล้วดูเหมือนว่าธรรมชาติต้องการสร้างผมต่อไปอีก จึงพาไปทดสอบความอดทนและสติปัญญา ถึงขนาดเอาชีวิตเป็นเดิมพันอีกครั้งหนึ่ง และก็ยังอยู่ในวัยเด็กไม่ทันเข้าโรงเรียนเช่นเดียวกัน  

คราวนั้นผมเที่ยวไปในท้องนาคนเดียว เป็นหน้าฝนเริ่มลงเม็ดเตรียมการไถหว่าน ทำให้ดินท้องนาชุ่ม ผมไปพบต้นมะตูมต้นสูงใหญ่ต้นหนึ่ง ก็ยืนมองดู เห็นลูกกลม ๆ เหลือง ๆ อยู่ที่ปลายยอดของมัน ผมเพ่งมอง จนแน่ใจว่ามะตูมต้นนั้นมีลูกมะตูมอยู่ลูกหนึ่งจริง ๆ ก็ดีใจมาก และเมื่อมองสำรวจดูก็รู้สึกคล้ายต้นมะตูมกำลังท้าทายผม จึงสนองตอบด้วยการปีนขึ้นไป คิดว่าจะต้องปลิดมะตูมลูกนั้นให้ได้ ผมก็ปีน ค่อยแหวกฝ่าดงหนามมะตูมขึ้นไปทีละน้อย ๆ จนไปถึงลูกมะตูมเหลือง ๆ ที่ปลายยอดมะตูม

 

ผมได้มะตูม มันเป็นมะตูมขนาดเขื่องสมบูรณ์ ที่แก่จัด เหลืองอร่ามไปทั้งลูก ซึ่งนับว่ามีคุณค่าสูงสุดของลูกมะตูมและมีอยู่เพียงลูกเดียวเท่านั้น ผมโยนมะตูมลงไปที่พื้นดินก่อน โดยแน่ใจว่าดินที่ชุ่มฝนจะไม่ทำให้มะตูมลูกงามแตกหรือร้าว แต่แล้วผมก็ลงมาไม่ได้

 

การที่ผมชอบปีนต้นไม้นั้น แท้จริงเป็นเพราะผมชอบมองดูวิวจากที่สูง ๆ เท่านั้นเอง และแถวบ้านผมอยู่ห่างไกลภูเขา ผมก็เอาต้นไม้แทน ปีนขึ้นไปแล้วชอบพักอยู่บนค่าคบไม้นาน ๆ มองสำรวจไปในทิศต่าง ๆ พร้อมทั้งเกิดวิจิกิจฉาขึ้นมาตลอด ๆ ในวัยเด็กผมจึงชอบปีนต้นไม้ทุกชนิด รวมทั้งต้นมะพร้าวกลมและลื่น ที่เวลาโอบแล้วมือทั้งสองของผมเพียงถึงกันนิดหน่อย ผมก็สามารถขึ้นไปเก็บมะพร้าวได้ ซึ่งทำให้หน้าอกถลอกอยู่บ่อย ๆ ปีนต้นมะขามสนุกที่สุด เพราะเวลาลง ใช้เหนี่ยวปลายกิ่งยาว ๆ ของมะขาม หรือไต่เล่นไปตามกิ่ง จากกิ่งหนึ่งไปอีกกิ่งหนึ่งก็ได้ เพราะกิ่งก้านมะขามเหนียวมาก

 

ส่วนการปีนต้นมะตูมไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน เพราะแถวบ้านผมมีน้อย วันนั้นผมปีนขึ้นไปเอาลูกมะตูมได้ แต่แล้วเวลาจะลงก็เกิดปัญหาขึ้น เพราะพบว่าตนอยู่กลางพงหนามขนัดไปหมดจนแทบขยับเขยื้อนไม่ได้

 

ท่านคงนึกภาพต้นมะตูมได้โดยเฉพาะมะตูมหน้าต้นฤดูฝน ที่แขนงมักแตกยาวเฟื้อยออกไปผิดธรรมดา เพราะเริ่มฤดูฝนมีฝนตกดินชุ่ม มะตูมก็ได้น้ำพอเพียงและเริ่มแตกกิ่งใบอ่อน ๆ

 

คราวนั้น ไม่นานผมก็ถูกโจมตีด้วยกองทัพมดแดงจนแทบลืมหูลืมตาไม่ขึ้น แต่ก็มีสติดี ไม่ยอมเผลอวางมือจากการยึดเหนี่ยวต้นไม้

 

คราวนี้ สิ่งที่ผมได้คือการเพิ่มพูนขันติวิทยา คือความอดทนและสติปัญญาอย่างสูง โดยสามารถมองเหตุและผลของการเอาตัวรอดได้ชัดเจน ว่ามีทางเดียวคือต้องยอมทนเจ็บปวดจากมดแดงกัดเพราะรู้ดีว่าถึงมดกัดอย่างไรก็ไม่ถึงตายแน่นอน ถ้าอดทนได้ให้ถึงที่สุดเท่านั้นชีวิตก็รอดได้ ไม่มีทางอื่นนอกจากทางนี้ทางเดียว เห็นสัจธรรมแล้วใจก็นิ่งไม่รน แล้วค่อย ๆ แหวกช่องทางลงมาทีละน้อย ๆไม่ผลีผลามจนลงสู่พื้นได้รอดชีวิต

 

คราวนั้นผมติดอยู่ที่ต้นมะตูมตั้งแต่ได้ยินเสียงกลองเพล ไปจนถึงบ่ายแดดค่อยอ่อนลงแล้ว และไม่มีผู้ใหญ่หรือใครคนใดมาพบเห็นวิกฤตการณ์ในชีวิตผมครั้งนั้นเลย แต่ประสบการณ์นี้เป็นสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งนัก ไม่ต่างจากทหารผ่านสนามรบเลยทีเดียว ผมยังมีการประสบที่สนุกสนานที่สร้างอุปนิสัยอันดีล้ำเลิศอีกหลายอย่าง ตามที่ผมเล่าไว้ย่อ ๆ ในประวัติชีวิตตอนที่ 1 ของผม

 

 

สนใจวรรณกรรมระดับคลาสสิก

 

ในขณะเดียวกัน คือขณะที่ผมยังเป็นเด็กไม่ทันเข้าโรงเรียนนั่นเอง ผมก็เริ่มรับเอาสิ่งที่สร้างสรรค์สติปัญญาอันละเอียดอ่อนสุขุมลุ่มลึก จากการฟังนิทานก่อนนอนซึ่งคุณแม่ผมเป็นคนเล่าให้ฟังทุกคืน ๆ และสำหรับผม การได้ฟังนิทานเป็นเสมือนค่าตอบแทนแห่งชีวิตที่มีความสุขเหลือล้ำ เป็นสิ่งที่ผมรอคอยด้วยใจจดใจจ่อ คอยเวลาเข้านอนที่จะได้ฟังนิทาน การฟังนิทานจึงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และมีความหมายอย่างจริงจังสำหรับวิถีชีวิตผมทั้งชีวิต

 

และนี่เองเป็นเหตุให้ไม่อยากจะง้อพ่อแม่อีก เมื่อผมสามารถอ่านหนังสือออก ก็หาหนังสือมาอ่านเอาเอง กลายเป็นนักอ่านหนังสือผู้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาในขณะนั้น แต่ในช่วงที่ผมต้องเฝ้าง้อแม่ผมให้เล่านิทานให้ฟัง ในตอนนั้นผมก็เพียงฟังเอาสนุก ๆ เท่านั้นเอง แต่สิ่งที่สนุกดูดดื่มกลับมาจากรสนิยมที่ใฝ่สูง คือสนุกกับความกล้าหาญของวีรบุรุษ สนุกกับความมีคุณธรรมของวีรบุรุษและชัยชนะของพวกเขา

 

เมื่อวีรบุรุษได้ประสบชัยชนะจากมาร อสูร ผู้ชั่วร้าย ด้วยวีรกรรมและสติปัญญาอันล้ำเลิศ นั่นเป็นเสน่ห์ที่ซาบซึ้งฝังใจผมและอยากเป็นอย่างวีรบุรุษเหล่านั้น นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไม เมื่อผมได้อ่านได้ศึกษาวรรณกรรมขุนช้างขุนแผน ผมก็อยากเป็นเหมือนขุนแผน อ่านลิลิตพระลอแล้วอยากเป็นปู่เจ้าสมิงพราย อยากเป็นเนลสัน แม่ทัพเรืออังกฤษ พอ ๆ กับ อยากเป็น นโปเลียน โบนาพาร์ต และอยากเป็นเชอร์ล็อกโฮลมยอดนักสืบ

 

และที่สุดเมื่อผมได้เรียนรู้เรื่องราวของพระอรหันต์ทั้งหลายจากวิชาวรรณคดีไทย เป็นต้น ผมก็คิดจะเอาอย่างท่านเหล่านั้นและอยากเป็นเหมือนท่านเหล่านั้น เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดและสูงสุด ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า

การอ่านหนังสือจึงส่งผลยิ่งใหญ่ต่ออุปนิสัยของผม เมื่อลองมองย้อนกลับไปอีกครั้งหนึ่ง ผมจะเห็นภาพเด่น ๆอยู่สองภาพ  

ภาพที่ 1 คือเห็นภาพผมเองหลบซ่อนอยู่คนเดียวบนชั้นสองของบ้าน วันนั้น ผมกำลังพยายามผสมตัวอักษรในหนังสือเล่มหนึ่งเพื่ออ่านเอาเนื้อความออกมา ผมอยู่คนเดียวบนนั้นนับชั่วโมงแล้วในเวลาบ่าย ผมกำลังสงสัยว่าผสมคำไม่ถูกหรืออย่างไร เพราะผสมตัวอ่านก็อ่านได้แล้ว แต่ทำไมจึงอ่านไม่ได้ความหมายอะไรเลย ในขณะนั้นผมไม่เข้าใจว่าหนังสือเรื่อง ท้าวการะเกด ที่ผมพยายามอ่านนั้น เขาเขียนเป็นบทกวี และเป็นกาพย์ภาษาลาวอิสาณ เมื่อผมผสมอักษรออกมาอ่านแบบไทยกลาง ก็ไม่รู้เรื่อง ก็เลยสับสนมาก ขณะนั้นผมเพิ่งเข้าโรงเรียนชั้นประถมปีต้น ๆ ที่ครูเริ่มพาอ่าน ก-ะ-กะ ก-า-กา แล้ว

 

ต่อมา ผมก็สร้างประวัติให้ตัวเอง เมื่อก่อนจบประถมปีที่ 4 ผมก็อ่าน พระราชนิพนธ์อิเหนา จบทั้งเล่ม และตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ผมก็ไม่เคยมีโอกาสอ่าน อิเหนา ซ้ำอีกเลย  

บางทีท่านอาจจะไม่เคยเห็นหนังสือพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 เรื่องอิเหนา ฉบับรวมเล่ม เล่มโตมากทีเดียว มีน้ำหนักราวหนึ่งกิโลกรัมเห็นจะได้ โปรดลองไปหาอ่านดูจึงจะทราบความหมายที่ผมเล่ามานี้ ภาพตอนนี้ก็คือภาพของนักปราชญ์น้อย ผู้นั่งขัดสมาธิเรียบร้อย มีหนังสือเล่มโตวางอยู่ข้างหน้า  

ในขณะนั้น ผมคงไม่ได้คิดไปถึงพ่อแม่ของผมว่าท่านมองผมอย่างไร รู้แต่ว่าเวลาผมอ่านหนังสือแล้ว จะไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดมารบกวนผมเลย ผมมานึกรู้ทีหลังว่านั่นเป็นแผนการบริหารสติปัญญาของผมจากพ่อและแม่ของผม ซึ่งท่านทำได้อย่างแนบเนียนเป็นธรรมชาติมาก จนอาจกล่าวว่าท่านทั้งสองเป็นครูผู้ฉลาดล้ำเลิศมากของผม โดยที่การสอนการนำของท่าน ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่าท่านสอน ท่านนำผมเลย เป็นไปอย่างธรรมชาติล้วน ๆ เหมือนคติสมัยใหม่ ๆ ที่ผมได้ยินในวงการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยที่ว่า

-                         ปกครองโดยการไม่ปกครอง คือการปกครองที่ล้ำเลิศประเสริฐที่สุด

-                         การสอนโดยที่ไม่รู้สึกว่าถูกสอนเป็นการสอนที่ล้ำเลิศประเสริฐที่สุดเช่นเดียวกัน

และนั่นแหละทำให้ชีวิตของผมเป็นชีวิตที่มีความสุขมาตั้งแต่เด็ก ๆ การที่ผมอ่านพระราชนิพนธ์อิเหนานั้น นับว่าเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก เพราะเป็นกวีนิพนธ์ ถ้อยคำในกวีนิพนธ์มักลึกซึ้งในความหมาย มีความสละสลวยในถ้อยคำ เป็นวรรคเป็นตอนขึ้นลงสม่ำเสมอ แต่สิ่งที่ผมคิดไปไม่ถึงขณะนั้น แท้ที่จริงนั้นก็คือเป็นการฝึกสร้างกระแสหลักแห่งสมาธิขึ้น อย่างละเอียดอ่อนในตัวบุคคลโดยแท้จริง เพราะบทกวีนิพนธ์ไทย ก็มิต่างอะไรกับบทสวดมนต์เช้าเย็นซึ่งแท้จริงท่านเขียนออกมาเป็นบทกวีนิพนธ์บาลีนั่นเอง ที่พระภิกษุสามเณรนักบวชสวดกันทุกเช้าเย็นในโบสถ์ อันเป็นวิถีทางแห่งการเสริมสร้างสมาธิ แห่งไตรสิกขาแท้ ๆ ระดับหนึ่งนั่นเอง

 

หากแต่ในขณะนั้น ก็ใช่ว่าผมอ่านรู้เรื่องไปทั้งหมด มีหลายคำในหนังสือที่ผมอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง พยายามคิดเอา อ่านซ้ำไปซ้ำมาก็พอเข้าใจเอาเอง เช่นคำว่า ปันหยี ซึ่งเป็นชื่ออิเหนาตอนปลอมเป็นนายโจร คำว่า แอหนัง ตอนนางบุษบาหนีไปบวชเป็นแอหนัง คำนี้อ่านอย่างไร ๆ ก็ไม่เข้าใจ คำภาษาอินโดเนเซียมีมากในอิเหนา นับตั้งแต่ ชื่อมเหสีของพระเจ้าแผ่นดิน คือท้าวกุเรปัน พ่อของอิเหนา ท้าวดาหา พ่อของบุษบา เป็นต้น ที่แต่ละองค์จะมีมเหสีถึง 5 องค์ ๆ ที่ 1 เรียกว่า ประไหมสุหรี องค์ที่ 2 เรียกว่ามะเดหวี เป็นต้น  คำที่เรียกพ่อเมืองต่างเมืองเช่น ระตู ตอนศึก   กะหมังกุหนิง   สังคามาระตา รบกับวิหยาสะกำ  อิเหนารบกับท้าวกะหมังกุหนิง

 

ทีแรกผมคิดว่าท้าวกะหมังกุหนิงจะชนะ เพราะเก่งเพลงอาวุธแทบทุกอย่าง อ่านตอนรบกันประโยคที่ว่า "แทงต้องระตูแล้วฟันซ้ำ ไม่ชอกช้ำผิวหนังแต่สักนิด" ผมอ่านแปลได้ว่าอิเหนาทั้งฟันทั้งแทงท้าวกะหมังกุหนิง แต่ท้าวกะหมังกุหนิง มีมนต์ขลังทำให้คงกระพันชาตรี ทำให้นึกไปถึงขุนแผน ที่ผมอ่านบางตอนมาก่อนแล้วจากวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ผมคิดไม่ออกว่าอิเหนาจะแก้อย่างไร แต่อิเหนาไม่หวั่น ปรารภว่า "จำกูจะสังหารด้วยกฤช ซึ่งเทเวศรประสิทธิ์ประสาทให้" ตามเรื่องว่า องค์อสัญแดหวาประทานกฤชนี้ให้อิเหนาตั้งแต่มีปฐมสมโพธิออกมา สำหรับเป็นอาวุธปราบมารโดยเฉพาะ คล้าย ๆ ศรสามเล่มของพระรามในพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์นั่นแหละ แล้วอิเหนาก็เอาชนะด้วยกฤชวิเศษ ขององค์อสัญแดหวา คือ พระเจ้า เหมือนพระยะโฮวาห์ของพวกคริสเตียนนั่นเอง อิเหนายังเดินไปดูศพวิหยาสะกำพร้อมกับนึกชมเชยอยู่ในใจด้วยว่า เป็นชายรูปงามมาก

 

ในบทกลอนอิเหนาชมไปถึงฟันว่าฟันก็งาม "ทนต์แดงดั่งแสงทับทิม" เพราะเหตุฉะนี้พ่อถึงรักตามใจไปทุก อย่างจนกระทั่งพ่อลูกเอาชีวิตมาทิ้งเสียกลางสนามรบเช่นนี้น่าอนาถ

 

อิเหนาตอนศึกกะหมังกุหนิงนี้เป็นตอนที่มีบทกวีไพเราะมากบทหนึ่งที่ผมจำได้มาตั้งแต่คราวนั้นคือบท

 

โอ้ว่าอนิจจาความรัก                                พึ่งประจักษ์ดั่งสายน้ำไหล

มีแต่จะเชี่ยวเป็นเกลียวไป                         ไหนเลยจะไหลคืนมา

 

ผมเห็นว่าเพราะมาก แต่ไม่มั่นใจนักว่าเป็นคำพ้อต่อว่าของนางจินตหราตอนอิเหนาจำใจไปช่วยงานศึก ไม่งั้น ก็จะถูกตัดญาติจากพระราชบิดาถึงขนาดไม่ให้เผาผีกันเลย

 

 

มโนธารแห่งมโนธรรม

จะเห็นว่าผมอ่านหนังสืออย่างมีความสุข และอ่านหนังสือที่ล้วนเป็นวรรณกรรมชั้นคลาสสิก เป็นบทกวีนิพนธ์ร้อยกรองเล่มสำคัญ ๆ ของชาติไทยทั้งสิ้น  

ผมยังได้อ่านเรื่องน้ำท่วมโลกด้วย แต่อ่านจากเศษหนังสือ ที่เหลืออยู่ 2-3 ใบที่ผมพบเขาเอาไปทิ้งไว้ในตะกร้าแล้วหยิบมาอ่านดู เล่าตอนโนอาห์ต้อนสัตว์ขึ้นเรือใหญ่เป็นคู่ ๆ แล้วน้ำก็ท่วมโลก

ในตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าทำไมน้ำจึงท่วมโลก มารู้ทีหลังว่า แท้ที่จริงเพราะพระยะโฮวาห์นี่เอง มีเจตนาโดยตรงที่ทำให้น้ำท่วมโลกจนคนตายหมดโลก แล้วชาวคริสเตียนยังยกย่องว่าเป็นพระเจ้า แทนที่จะประณามว่าเป็น ซาตานตัวร้ายกาจ และเป็นฆาตกรระดับสากลจักรวาล ควรที่ชาวโลกเอามาพิพากษา และโทษควรถึงขั้นประหารเจ็ดชั่วโคตรจนถึงประหารล้างโคตรทั้งหมดเลยจึงจะพอกับความอำมะหิต

 

ถ้าหนังสือวรรณคดีขุนช้างขุนแผน และรามเกียรติ มีครบเหมือนอิเหนา ผมก็คงอ่านจบตั้งแต่วัยนั้นแล้ว ผมจึงได้อ่านเพียงบางตอนเท่าที่มีในหิ้งหนังสือของพ่อ-แม่ผม

สำหรับพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 เรื่องรามเกียรตินี้ ผมเคยรู้เรื่องราวคร่าว ๆมาก่อนแล้วจาก หนังตะลุง ที่เล่นเรื่องรามเกียรติเป็นพื้น เล่นตั้งแต่ตอนพระรามเดินป่า แล้วหนุมานไปเผากรุงลงกา รามเกียรติพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 เป็นวรรณคดีร้อยกรองขนาดยาวมาก ประมาณ 3-4 เท่าของอิเหนาเห็นจะได้ มีทั้งหมด 8-11 เล่มในห้องสมุดโรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัยขณะนั้น อ่านจบตั้งแต่เรียนมัธยมปีที่ 4 อ่าน ขุนช้างขุนแผน จบครบสมบูรณ์ อ่าน พระอภัยมณี เล่มใหญ่เล่มโต จบ  

การอ่าน ๆ อย่างนักวิเคราะห์ มีปัญญาคือมโนธรรมกำกับ มโนธรรมจะบอกว่าอะไรดี ๆ อย่างไร แล้วกลายเป็นความซาบซึ้งฝังลึก และมโนธรรมก็จะบอกว่านั่นชั่ว ๆอย่างไร ก็กลายเป็นความเกลียดชังความชั่วนั้นอย่างลึกเช่นกัน เวลาฝ่ายธรรมะหรือวีรบุรุษชนะ ผมก็มีความสุขมาก มีความพอใจมาก ทำชีวิตให้เป็นสุข มโนธรรมจึงเป็นสิ่งที่เสริมความสุขให้ตั้งแต่เด็ก ๆ มาแล้ว

กระนั้น ก็ยังมีหนังสือคลาสสิกบางเรื่องที่ผมอ่านไม่จบในขณะนั้นเช่น สามก๊ก อ่านไม่จบก็เพราะ มโนธรรมชี้ว่า ไม่เป็นธรรม ก็รังเกียจ เพราะผิดหวังในตัวขงเบ้ง เดิมผมคิดว่าขงเบ้งเก่งเป็นวีรบุรุษ แต่แท้ที่จริงผู้ที่ชนะสงคราม เป็นวีรบุรุษแห่งสงครามตัวจริงคือ สุมาอี้ ผมจึงวิเคราะห์ออกมาได้ว่า ผู้เขียนสามก๊กไม่ทรงความยุติธรรม ไม่เป็นธรรม เห็นได้ว่าเขียนบิดเบือนข้อเท็จจริงมาตั้งแต่ต้น เพราะข้อเท็จจริงสำคัญในประวัติศาสตร์คือการที่โจโฉและสุมาอี้เป็นฝ่ายชนะ จนกระทั่งโจโฉได้เป็นกษัตริย์ นั้น ไม่อาจลบล้างได้ ผู้เขียนสามก๊กต้องจำยอมเขียนลงไปในท้ายเล่มถึงความปราชัยพ่ายแพ้ของฝ่ายเล่าปี่และขงเบ้ง โดยพยายามเล่าเรื่องให้เห็นลีลางาม ๆ ของฝ่ายตน แต่แท้ที่จริงแพ้ก็คือแพ้ กระนั้นผมก็ยังมาอ่านสามก๊กจบทีหลัง เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว

ยังมีวรรณกรรมชั้นคลาสสิกอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอ่านไม่จบ ก็คือเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ ของยาขอบ อ่านไปไม่กี่ตอนเท่านั้นก็วาง เพราะอ่านแล้วมองไม่เห็นภาพว่ารบกันอย่างไร เช่น ประดาบกันเพลงเดียวตกม้าตาย เมื่อผมอยากรู้จริง ๆ ว่ารบกันอย่างไร เอาดาบฟันกันแบบไหน นับกันอย่างไรว่าเพลงที่ 1 ที่ 2 ที่ 3  หรือกระทั่ง  ร้อยยี่สิบเพลงก็เอาแพ้ชนะกันไม่ได้ ไทย กับ พม่า ฟันดาบเป็นเพลงเดียวกันได้อย่างไร เมื่ออ่านไม่เห็นภาพ ผมก็สรุปว่าเรื่องผู้ชนะสิบทิศของยาขอบเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ เป็นเพียงแต่เล่นลิ้นลมไปเท่านั้น และความสนุกความพอใจของผมมิได้อยู่เพียงลิ้นลม ในประวัติศาสตร์จริง ๆ ของพม่า อาจจะไม่ตรงกับเรื่องผู้ชนะสิบทิศของยาขอบเลยก็ได้ ที่สำคัญคือผมไม่ค่อยชอบวีรบุรุษที่เชี่ยวชาญเชิงกามารมณ์

มีนวนิยายต่างประเทศ เช่น เชอร์ล็อกโฮมยอดนักสืบ ของท่าน เซอร์ อาร์เธอร์ โดแนล คอย ยอดนักสืบผู้นี้สามารถอ่านพฤติกรรม อุปนิสัยใจคอของผู้ร้ายได้ อย่างแม่นยำ จนสามารถใช้อุบายเล่ห์กลทางจิตวิทยา บีบบังคับให้ผู้ร้ายมาติดกับเขาได้ โดยไม่ต้องออกแรงตามจับแล้วยังได้คำสารภาพผิดทุกอย่างของผู้ร้ายครบสมบูรณ์สำหรับนำส่งฟ้องศาลทันทีอีกด้วย ซึ่งเขาเฉลยว่า ธรรมดาผู้ร้ายมักหวลกลับมาดูผลงานของตนเสมอ นี่เป็นจุดอ่อนของผู้ร้ายทุกราย ซึ่งเป็นสัจธรรมที่นักประพันธ์ชั้นมาตรฐานจะต้องเอามาใช้เป็นหลักการในนิทานของเขาเสมอ

 

เรื่องที่ผมชอบมากก็คือคดีปีศาจสุนัข คนร่ำลือกันว่ามีปีศาจสุนัขมาจากปราสาทร้าง แต่เชอร์ล็อกโฮล์มว่าผีไม่มี แล้วคืนหนึ่งหมาปีศาจที่มีดวงตาเหมือนดวงไฟลุกโพลงก็ปรากฎออกมาในท่าจู่โจมอย่างรวดเร็ว บรรดานักสืบทั้งหลายก็เผ่นไปคนละทิศละทาง แต่เชอร์ล็อกโฮลมร้องด้วยเสียงอันดังว่า ยิง แล้วเขาก็ออกวิ่งอย่างรวดเร็วตามหมาปีศาจไปติด ๆ พร้อมกับปล่อยกระสุนตามหลังออกไปอีก สองสามนัด คดีลึกลับก็กระจ่างออกมา

แล้วผมก็ไปหลงไหลนางพญาแห่งทะเลทราย โซไรด้า ภาพในนวนิยายสะท้อนอะไรหลายอย่างที่ตรงใจของผมมาก โอเอซิสที่เขียวชะอุ่ม หมู่คนในทะเลทรายที่ดำรงชีพแบบอนาคาริกะ และสตรีในเรื่อง คือสตรีที่กล้าหาญในหมู่นักรบ ภาพของโซไรด้า บนหลังม้า ผ้าคลุมหน้านำหมู่ทหาร ร้องสำทับทหารม้าทั้งกองทัพเข้าโจมตีเมือง เธอเชื่อว่าองค์อ้าหล่าย่อมพิทักษ์เธอเสมอ จึงมิเคยหวาดหวั่นแม้อาวุธของข้าศึกที่พุ่งซัดมารอบด้านก็ไม่เคยถูกต้องระคายตัวเสมอไป และแล้วความรักก็ก่อตัวขึ้น กับชายต่างชาติต่างศาสนา ซิซิล กอลโฮล์ม ชาวอังกฤษ กลางทะเลทรายกว้างใหญ่ ในคืนเดือนแรมคืนนั้น โซไรด้า เอามีดตัดเถาวัลย์ที่มัดมือและเท้าของซิซิล เถาวัลย์ชนิดนั้นเวลาเอาน้ำมารดมันจะยืดออกไป แต่ถ้าเขายืดตัวตามไปก็จะใกล้งูเห่าที่เขาผูกเอาไว้ด้านศีรษะเข้าไปทุกที จนกระทั่งในที่สุด นักโทษก็จะถูกงูเห่ากัดตาย การลงโทษแบบนี้เป็นการทรมานจิตใจอย่างสาหัสฉกรรจ์ทีเดียว

เธอช่วยเขาให้พ้นการประหารไปในคืนนั้น อ้างว่าเขาเป็นบุคคลที่องค์อ้าหล่าประทานมาร่วมงานปลดปล่อยครั้งนี้ 

โซไรด้าเป็นนวนิยายรักอีกแบบหนึ่งที่ยิ่งใหญ่มาก และเรื่องราวเดินไปอย่างเป็นธรรมเมื่อในที่สุดเขาได้มีโอกาสช่วยชีวิตนางพญาแห่งทะเลทราย เป็นการตอบแทน ความดีอันยิ่งใหญ่ของเธอ จนที่สุด ทั้งสองได้ไปอยู่ด้วยกันที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แต่ในเรื่องไม่บอกว่าเธอมานับถือพระเจ้าองค์ใหม่หรือไม่ 

ผมอ่านพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 เรื่อง มัทธนพาธา หรือตำนานดอกกุหลาบ ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์เป็นคำฉันท์ทั้งเล่มทั้งเรื่องจบลง ก็ช่วงที่เรียนมัธยมปีที่ 6

บางที การที่ได้สะสมภูมิปัญญา และ อารมณ์ แห่งวรรณกรรมคลาสสิกต่าง ๆ ไว้มากเป็นพิเศษ นั้นเอง จึงสะท้อนผลออกมาอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างประหลาดเกินวิสัยคนธรรมดา เช่น ออกมากับผลการสอบไล่ปลายปี เพราะในปีสุดท้ายนั้น ผมสอบไล่ วิชาวรรณคดีอังกฤษษ [English literature] ได้เกินคะแนนเต็ม คือได้ 21 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ซึ่งต้องนับว่ายอดเยี่ยมเหนือกว่ายอดคนเก่งใดใด เพราะ การสอบไล่ได้เกินคะแนนเต็มย่อมเป็นปรากฎการณ์ที่ประหลาดหาได้ยากยิ่งในโลก

 

 

บันทึกชีวิตที่มีรสเข้ม

 

ผลของการอ่าน คงจะดีต่อการเขียน และทั้งการพูดด้วย แต่ผมเริ่มด้วยงานเขียนก่อน โดยเขียนเรื่องราวตนเอง คือการบันทึกประจำวัน และผมเริ่มบันทึกประจำวัน ตั้งแต่เรียนจบมัธยมศึกษานี่เอง จนกระทั่งติดเป็นนิสสัย ต้องบันทึกทุกวัน ๆ ต่อมา โดยได้เก็บเรื่องราวของความเป็นไปของผมเอง ทุกอย่างลงไว้วันแล้ววันเล่า เล่มแล้วเล่มเล่า เริ่มตั้งแต่การบันทึกการใช้จ่ายเงิน บันทึกอย่างละเอียดทุกบาททุกสตังค์ พ่อส่งเงินมาให้เท่าไร ใช้จ่ายอะไรไปบ้าง บันทึกไว้หมด เพราะอุปนิสสัยนี้พ่อได้ฝึกผมมาตั้งแต่เข้าโรงเรียน การขอเงินแต่ละครั้งต้องบอกเหตุผล และมีบัญชีการใช้จ่ายเสนอมา และท่านจะให้ตามบัญชีที่ขอทุกครั้ง

 

ฉะนั้นพอถึง วันที่ 31 ธันวาคม วันสิ้นปีของแต่ละปี ผมก็สามารถรวมยอดรายรับรายจ่ายทั้งปีได้ ซึ่งในขณะเรียนมหาวิทยาลัย ผมใช้จ่ายเงินทั้งสิ้นปีละประมาณ 7,000.-บาท (ปีแรก ๆที่อยู่กรุงเทพ) ถึง 12,000.-บาท (ปีที่เรียนจบมหาวิทยาลัย) เท่านั้นเองรวมทั้งค่าอาหารกินอยู่ค่าเทอม ทุก ๆ อย่างอยู่ในวงเงินนี้ทั้งสิ้น ผมจำได้ว่า ค่าใช้จ่ายที่แพงที่สุดของผมมีเพียงครั้งเดียวคือค่าซื้อเครื่องบันทึกเสียง ซึ่งผมให้เหตุผลพ่อไปว่า อยากเป็นนักพูด จะเอามาฝึกพูด บอกราคาไป ท่านส่งเงินมาให้ตามที่ขอไม่ขาดเลยคือ 1,000.-บาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากในขณะนั้น

 

ในบันทึกประจำวันของผมเรื่องอื่น ๆ ก็มีเรื่องที่ผมได้ประสบมาในแต่ละวันแต่ละชั่วโมงเรื่องราวของความนึกคิดของผม ความหวังและจินตนาการ ชีวิตในมหาวิทยาลัย และกิจกรรมสังคม เพื่อนและการท่องเที่ยวในที่ลับและที่แจ้ง การเดินทาง ความใฝ่ฝัน การฝึกจิต ตารางหรือแผนการฝึกจิต แล้วบันทึกผลการปฏิบัติ พร้อมข้อเสนอแนะแก้ไขตัวเอง การปฏิบัติธรรม ความซื่อสัตย์ต่อตนเอง

 

บางเรื่องก็มีรายละเอียดลงไปถึงความนึกคิด ความเพ้อคลั่งต่างๆของผมเอง อันเป็นเรื่องของความคิด อารมณ์ที่เพ้อฝันไปนอกเรื่องนอกราว โดยเฉพาะเรื่องของความรักในมหาวิทยาลัย

 

 

ความเพ้อคลั่งจินตนาการและความรักในวัยเรียน

 

ผมติดต่อ รักชอบพอใคร ผมก็บันทึกไว้ทั้งสิ้นและกลายเป็นเนื้อหาส่วนใหญ่ในสมุดบันทึกของผม 

นับตั้งแต่เข้าไปอยู่กรุงเทพปีแรก อยู่กับญาติตำรวจ ณ ที่พักตำรวจยานนาวา ถนนสาธรใต้ (เดี๋ยวนี้ท่านผู้ว่า กทม.คนใหม่ เปลี่ยนเป็น ถนนสาทรใต้ แล้ว) ก็ได้รู้จักมักคุ้นกับครอบครัวของหญิงสาว เธอเป็นลูกสาวตำรวจ แม่เธอตั้งร้านขายอาหารที่สถานีตำรวจยานนาวานั่นเอง ผมรับอาหารเช้าเย็นที่นั่นทุกเช้าทุกเย็น เธอเป็นคนดูแลผมเอาอาหารมาเสิฟให้เป็นประจำ เธอเป็นนักเรียนมัธยมปีที่ 5 พ่อแม่เธอก็ไม่รังเกียจผม แม่ของเธอมักชมว่าผมเขียม ประหยัด และมักบอกใคร ๆ ว่าผมเป็นหลานคุณเคลือบ พลบุญ (ขณะนั้นเป็นพลตำรวจ) เรียนเก่งเสียด้วย เพราะอยู่ห้องคิงโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มีตราพระเกี้ยวที่หน้าอก ดูเก๋มาก  

พอถึงวันปีใหม่แม่เธอก็เชิญผมมาที่บ้านเลี้ยงขนมจีนผมและอาหารคาวหวานเสียอิ่มแปร้ และมีเธอนั่นเองคอยดูแลผม คอยเอาอาหารมาเติมให้ เอาน้ำเย็นมาเสิร์ฟ พอปิดเทอมร้อนผมก็ไปบอกเธอและแม่เธอว่าจะกลับศรีสะเกษและขอรูปถ่ายของเธอ 1รูป เธอเอารูปที่แสดงละคร กำลังร่ายรำอยู่มาให้ผม     ผมกลับมาเปิดเทอมใหม่ เธอทักผมว่า ผอมไปเยอะนะ

แต่ในปีต่อมานั่นเอง ผมก็รู้สึกไม่สบายใจ จนทนไม่ค่อยได้ เมื่อเห็น ร.ต.ท.หนุ่มคนหนึ่ง มาตีสนิทกับครอบครัวของเธอ (ต่อมาได้แต่งงานกัน) และคอยขับรถไปส่งเข้าโรงเรียนบ่อย ๆ แม้ว่าผมก็มองว่าเขาเป็นคนดี เป็นตำรวจที่ดี น่ารัก และเป็นหลักฐานดีพร้อมมีครอบครัว ฉะนั้นผมจึงพยายามปลีกตัวไปห่าง ๆ เพื่อความสบายใจของผม

ตราบเข้ามหาวิทยาลัยปี 1 ผมมี เพื่อนนักศึกษาห้องเดียวกัน ผมก็บันทึกเอาไว้ ว่าเธอสวย ดี มีคำพูดไพเราะ เป็นเบญจกัลยานี บันทึกเรื่องผมไปบ้านของเธอ ตามคำชวนของเธอ เธอถามว่า เคยกินขาไก่ไหม แล้วชวนไปกินขาไก่ที่บ้านเธอ แล้วโดนแม่เธอซักถามเสียถี่ยิบแทบตั้งตัวไม่ติด แต่แล้วแม่เธอกลับชอบผมมาก เวลาเช้าผมจะแวะบ้านเธอก่อนแล้วไปมหาวิทยาลัยด้วยกัน  

แต่แล้วก็มีเหตุหลายอย่างทำให้ห่างกันไป และประการหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะ ขณะนั้นผมกำลังบ้าลัทธิ ตามที่หลวงวิจิตรวาทการสอน ทำให้ทำตัวลึกลับ และเก็บความลับส่วนตัวไว้เยอะ จนคนไม่เข้าใจ ก็ห่าง ๆ ไป

(เรามาพบกันอีกครั้งหนึ่ง ณ กองบัญชาการทหารสูงสุด ในกระทรวงกลาโหม ต้นสังกัดส่งผมไปสอบโทเฟล เพื่อเดินทางไปฝึกสงครามกองโจร ณ ค่ายทหารพราน ฟอร์ทแบรทช์ สหรัฐอเมริกา ผมเป็นร้อยโท เธอเป็น พันตรี เป็นหัวหน้าหน่วยภาษาต่างประเทศ ผมไม่ทันอ่านป้ายชื่อที่หน้าอกเธอว่าเปลี่ยนนามสกุลเดิม ณ นคร เป็นอย่างไร ทั้ง ๆ ที่เราได้พูดคุยกันเป็นการส่วนตัวอยู่ตั้งนาน ทบทวนเรื่องเก่า ๆ และเรื่องความดีของคุณแม่ของเธอสมัยนั้น ซึ่งเธอเล่าว่าคุณแม่ได้จากไปแต่หลายปีแล้วและผมไม่เคยรู้เรื่องราวเหล่านี้เลย)

 

จนกระทั่งผมมาจับกิจกรรม หนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัย และ ยูงทอง ทำให้ไม่อยู่นิ่ง เที่ยวไปที่นั่นที่นี่ จนกระทั่งผมไปคบรุ่นพี่ ดรัมเมเยอร์ไม้หนึ่งของ มธ. ขณะนั้น จ๊องหน่อง แห่งคอลัมน์รั้วมหาวิทยาลัย นสพ. มหาวิทยาลัย เคยชมแบบลุ่น ๆ เลยว่า  "สวยไม่สร่าง งามไม่จาง คือ ม.ล.วันทนีย์ ทองแถม แห่งเศรษฐศาสตร์"

 

เราสวนทางกันที่เชิงบันไดตึกพาณิชยศาสตร์และการบัญชี พบสายตาเธอบอกว่า ตามฉันมาซิ ผมก็ตามไป (เรื่องราวตอนนี้ผมเล่าให้เพื่อน ๆ ใกล้ชิดฟังเป็นที่ครื้นเครงมาก) เริ่มด้วยคำถามว่า จ๊องหน่องเป็นใครบอกได้ไหมคะ แล้วเธอขอให้ผมช่วยเชียร์และทั้งช่วยเหลือทุกประการให้ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการชมรมลอนเทนนิส ก็เลยได้ใกล้ชิดเธอสักหน่อย เคยไปดูลครธรรมศาสตร์ด้วยกัน ในหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครั้งหนึ่ง เดินไปด้วยกันเพื่อน ๆ ต่างอิจฉาริษยา ได้ถ่ายรูปเธอไว้มาก มีคราวหนึ่งผมแอบเอาของขวัญไปใส่ไว้ในรถเก๋งของเธอ (เฟียต 500 กระป๋อง) แล้วคอยดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ผมเห็นเธอสะดุ้งนิด ๆ แล้วคล้ายจะนึกรู้ว่าเป็นผลงานของใคร ผมไปช่วยหาเสียงเลือกตั้งกรรมการชมรมเทนนิส จนได้ชัยชนะ ได้เป็นกรรมการ แล้วเธอจบมหาวิทยาลัยไปก่อนเพราะเป็นรุ่นพี่ (ผมได้ทราบภายหลังว่าเธอแต่งงานกับนายทหารยศร้อยเอกคนหนึ่ง)

 

ต่อมาผมก็พบสาวที่สวยและสูง เพื่อนคู่หูคุณปรางค์ทิพย์ ทองเจือ สาวธรรมศาสตร์คู่นี้ ไม่มีใครในวงการมหาวิทยาลัยที่ไม่รู้จัก ผมไม่รู้จะทำอย่างไรก็เขียนจดหมาย 3 ฉบับที่ลือลั่นมาก เพราะเพื่อน ๆ ที่สนิท ได้อ่านกันทุกคนแล้วเฮฮากันไปสุด ๆ ผมเลือกกระดาษอย่างดีมาก เที่ยวเข้าร้านค้าหลายร้านกว่าจะได้กระดาษที่ชอบใจ

 

เป็นกระดาษสีขาวบริสุทธิ์ และ บางเฉียบที่สุด เมื่อเขียนลงและส่องกับอากาศ จะไม่เห็นแผ่นกระดาษ จะเห็นแต่ตัวหนังสือเท่านั้นเรียงรายตามกันไปเป็นแถวเหมือนมีชีวิต ไม่มีเส้นบรรทัด เขียนด้วยปากกาหมึกซึม เวลาเขียนตั้งใจใส่พลังจิต คือเจตนาลงไปในเส้นหมึก ที่หลั่งออกมาจากปลายปากกานั้นอย่างเต็มที่ เพื่อให้เส้นหมึกที่ออกจากปลายปากกามีขนาดเท่ากันหมด ไม่มีเว้าแหว่งเลย และไม่ใช้ไม้บันทัด หรือเครื่องมือตีเส้น กะเส้น แต่ต้องเขียนให้เส้นตรงแน่ว ด้วยสายตาที่วัดอย่างละเอียดอ่อน และผมทำได้อย่างนั้น ด้วยจิตตานุภาพที่ควบุคุมบริหารฝ่ายกายอย่างแท้จริง อันเป็นแนวทางที่ผมประยุกต์ให้เข้ากับทฤษฎีจิตตานุภาพของหลวงวิจิตรวาทการ และด้วยอานุภาพแห่งความรัก

 

จดหมายมีเนื้อความสละสลวยและมีความยาวหลายหน้ากระดาษ ผมชมความดีความงามของเธอด้วยใจจริง ๆ ว่า เธอเหมือนดอกไม้ป่าชนิดหนึ่ง ขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำมูล ที่ผมเคยพบเห็นในฤดูปิดเทอมร้อน เป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมเย็นในเวลาค่ำคืน ยิ่งดึกยิ่งหอมมาก ขึ้นเป็นเครือ ดอกเป็นแฉก ๆ 6 แฉก สีเขียวอ่อนบ้าง เหลืองอ่อนบ้าง  เธอมีเสน่ห์ ความดี และความสง่างาม เหมือนพระนางคลีโอพัตราแห่งไอยคุปต์ ผมเหมือนคนเดินทางกลางทะเลทรายที่แห้งแล้งทุรกันดารแล้วมาพบเข้ากับโอเอซิสที่เขียวชะอุ่ม ก็ได้ชีวิต และผมอยากเป็น มารค แอนโธนี่ แห่งโรมที่ยิ่งใหญ่ อะไร ๆ ประมาณนั้นแหละครับ ผมรู้สึกขอบใจเธอมากทีเดียว (รู้สึกขึ้นในภายหลังหลาย ๆ ปีล่วงมาแล้ว) ที่เธอเอาจดหมายของผมมาส่งผมคืนเมื่อผมเขียนไปถึงฉบับที่ 3 เธอฝากไว้กับเพื่อนนักหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัย พฤติกรรมของเธออันนี้ได้บอกน้ำใจที่ประเสริฐของเธอมากทีเดียว

 

จากนั้น ผมได้รู้จักได้พบคุณอาภัสรา หงสกุลเด็กสาวอายุ 17 เพิ่งจบมาจาก ปีนังคอนแวนต์ สิงคโปร์ ในฐานะที่ผมเป็น บรรณาธิการ นิตยสารยูงทอง และได้เธอมาเป็นแบบปก ฉบับวันฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ แต่ผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอ แม้ว่าภายหลัง ผมได้มีโอกาสใกล้ชิดบิดาของเธอ น.อ.เพิ่ม หงสกุล ในฐานะเป็นมือปืน หรือที่ท่านเองชอบแนะนำพวกฝรั่งว่า This is my gunman. : เขาเป็นมือปืนของผม และร่วมตลุยโลกราตรีกันอยู่ประมาณปีเศษ ๆ และมีประสบการณ์ที่วิเศษมาก ก็เพราะว่าเธอสูงเกินไปนั่นเอง และผมก็ได้บันทึกถึงเธอไว้ แม้ไม่มาก ผมได้เล่าไว้แล้วแต่ตอนต้น ๆ

 

การที่ผมเล่าเรื่องราวความรักในชีวิตนักศึกษาไว้นี้ ก็เพื่อบอกอุปนิสัยของผมอย่างหนึ่ง คือชอบไปสุด ๆ ในทุก ๆ เรื่อง ถ้าไปไม่สุดแล้ว อยู่ไม่ได้ ทุรนทุราย และเป็นผลให้ได้ศึกษาชีวิตที่เป็นจริงและลึกซึ้งด้วยตนเอง

 

ในเรื่องความรัก เป็นเหตุให้ได้พบเผชิญธรรมารมณ์หลายอย่างที่ชัดเจน รุนแรง พบความผันผวนแห่งอารมณ์ของจิต ความที่อารมณ์ไปถึงจุดที่ สูงสุดแห่งความรัก และสูงสุดของความฝัน แล้วลงมาสู่จุดเสื่อมสลาย สิ้นหวัง ความหน่ายและชิงชัง    ตราบจนเห็นสัจธรรมในสิ่งนั้น

 

 

เทพธิดาประจำใจ

 

ในบันทึกของผม ผมบันทึกการท่องเที่ยวไปอ่านหนังสือต่างๆ เช่นนิยายกำลังภายใน บริเวณโรงภาพยนต์เทกซัส บันทึกสุภาษิตดี ๆ ที่สอนใจจากนวนิยายเหล่านั้น เช่น "การณ์ใดใดย่อมเป็นไปตามลิขิตของฟ้าดิน เซี่ยวฮื้อยี้ ขอแต่มีความพยายามในหัวใจไม่เหือดแห้งก็พอแล้ว" (จาก กระบี่เหนือธรณี ของ ว.ณ เมืองลุง)

 

แล้วเมื่อผมจบปริญญาตรี ผมก็จบวิชาการอย่างอื่น ที่ผมเรียนนอกหลักสูตรด้วยตนเองไปด้วย

 

เมื่อไปเป็นนักหนังสือพิมพ์อยู่ระยะหนึ่ง ผมก็มีโอกาสได้ทดลองใช้วิชาที่ ผมเล่าเรียนเพียรฝึกหัดจากทฤษฎีของหลวงวิจิตรวาทการชนิดหนึ่ง คือเรื่อง จิตตานุภาพ แต่ผมปรับประยุกต์ไปให้เหมาะกับเรื่องความใฝ่ส่วนตัวขณะนั้น แล้วบังเกิดผลสำเร็จอย่างน่าตื่นตกใจ แล้วลุ่มหลงอยู่กับความสำเร็จนั้นอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง จนกระทั่ง เสียงแห่งมโนธรรมตัวเอง ร้องขึ้นมาว่า จะเลือกทางไหน ทางพระหรือทางมาร หากจะเดินทางพระ จะต้องทิ้งวิชามารนี้เสีย ผมตัดสินใจเลิก

 

เป็นธรรมสามี

แล้วไม่นานจึงได้บรรลุความประเสริฐ มาสู่ความเป็น ธรรมสามี

และในเวลาต่อจากนี้ไปไม่นานนัก ผมก็ได้เทพธิดาองค์หนึ่งมาอยู่ในห้องหัวใจ เป็นนามธรรม ที่เมื่อมองด้วยจินตนาการแล้วเป็นรูปธรรมขึ้นมา เป็น เทพธิดาประจำใจ ของผม ทำให้ชีวิตช่วงนี้มีรสชาดพิเศษ ประหลาด ล้ำลึก เทพธิดาประจำใจ เธอเป็นเงาภาพเทพธิดาองค์เล็ก ๆ นั่งอยู่ในห้องหัวใจ ระหว่างอก เธอพูดได้ ออกมาก็ได้ ปรากฎได้ หายไปก็ได้ ออกมายืนบนฝ่ามือและพูดคุยกับผมก็ได้ แต่ไม่พูดเรื่องอื่น นอกจากธรรมะ เรื่องราวที่บันทึกเป็นเวลาที่ผมยังหนุ่มอยู่มาก จะขอยกตัวอย่างพอให้เข้าใจว่า เทพธิดาประจำใจ เป็นอย่างไร

 

เช่น บทสนทนาเมื่อ 26 ต.ค. 2515

 

เทพธิดา :     ดิฉันรู้ความนึกคิดของคุณทุกอย่างขณะที่นั่งอยู่ในหัวใจของคุณนี่

ฉัน :             ถูกแล้ว เพราะเธอเป็นเทพธิดาแห่งหัวใจ หรือเทพธิดาประจำใจ เป็นสิ่งที่สมเด็จพระ พุทธเจ้าประทานมาเพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้น

เทพธิดา :     ถ้าคุณไม่ฟังฉันคุณก็เท่ากับปฏิเสธต่อองค์พระพุทธะทีเดียวนะ

ฉัน :             ถูกแล้ว

 

 

และสิ่งที่เทพธิดาประจำใจพูดล้วนแต่ชักจูงเข้าสู่ทางเบื้องสูง

เช่น บทสนทนาวันที่ 28 ต.ค. 2515

 

ฉัน :        โอ้เทพธิดาประจำใจ เราสองคนนี้อย่างไรก็เป็นคู่ทุกข์คู่สุข เมื่อยามเย็นเช่นนี้ดูใจฉันสงบเยือกเย็นลง และมีความรำลึกไปในเรื่องที่ล่วงแล้ว เมื่อเป็นเด็กอยู่ที่บ้านนอก ซึ่งอยู่กับธรรมชาติเช่นนี้ ญาณอันใดหนอที่ช่วยให้รำลึกชาติได้

เทพธิดา :   ความสงบระงับเป็นพื้นฐาน ศีลเป็นเครื่องขัดเกลา สติสัมปชัญญะเป็นเครื่องตรวจสอบ เข้าไปให้ถึงหัวใจแห่งธรรมชาติ และไปกับธรรมชาติ แล้วจักรำลึกชาติได้

 

และเรื่องที่น่าสนใจอีกมากมายหลายเรื่อง เช่น

 

ฉัน :             ฉันขอให้คำมั่นสัญญาว่า

เทพธิดา :     ประเดี๋ยวก่อน เธอยังไม่อาจจะให้คำมั่นสัญญา

ฉัน :             เพราะเหตุใดเล่า

เทพธิดา :     เพราะเธอยังไม่พร้อม และตาเธอยังไม่สว่างพอ และดวงใจเธอยังไม่แจ่มใส เพราะความรักอย่างโลกยังเกาะกุมหัวใจเธออยู่ หากเธอให้คำมั่นสัญญาขณะนี้ เธอก็อาจจักเสียสัตย์ทีหลัง เพราะความหลงลืมตน เนื่องจากไฟรัก ความรักของเธอไม่บริสุทธิ์แท้ เพราะยังเจือความใคร่ และความปรารถนาอย่างโลกมนุษย์ ถ้าเธอกระทำเพราะเหตุเช่นนี้ เทพธิดาในดวงใจของเธอก็จักไม่ปรากฎแด่เธอ หรือเป็นภาพที่มัวหมอง ฉันต้องการให้เธอมีหัวใจบริสุทธิ์ผุดผ่องดุจดั่งน้ำนิ่งในท้องนา ที่เธอรำพึงถึงบ่อย ๆ และความนิ่งแจ่มใสของหัวใจเธอนั่นเอง เป็นที่ที่เธอจักรำลึกไปในชาติที่ล่วงมาแล้ว และเธอจักได้รู้ว่า เทพธิดาดอกบัวทองของเธอมาจากเคหาสน์สีทองหรืออย่างไร เธอจักมาพร้อมกัน เธอจักเคยรู้จักกัน เธอเกิดมาเพื่อใคร เป็นสิ่งที่เธอใคร่ ปรารถนารู้ในขณะนี้ มิใช่หรือ ฉันขอให้เธอรอประเดี๋ยวก่อน ขอให้จงพิจารณา ที่ฉันพูดมาแล้ว

ฉัน :             โอ้ แม่เทพธิดาของฉั น เธอเป็นผู้บริสุทธิ์เที่ยงแท้จริง โอ้ เทพธิดาประจำใจของฉัน สมกับที่เธอเป็นสิ่งประทานจากองค์สมเด็จพระพุทธะ ฉั นได้พิจารณาถ้อยคำของเธอเป็นอริยสัจจ โอ้ โสภิดาเอ๋ย ความรักควรจะบริสุทธิ์แท้จริง จึ่งจะสมกับชื่อ ท.ธ.ส.ม. และ ภริยาแห่งธรรมะ

เทพธิดา :     ฉันได้ยินแล้วภาคภูมิใจเหลือเกิน โอ้ จักรพรรดิ์ผู้ยิ่งยง แม้จักไร้ซึ่งราชบัลลังก์ ไร้ซึ่งสมบัติพัศถานใด ๆ ความเป็นจักรพรรดิ์ของเธอ ก็หาได้ลบหายไปไม่ เสมือนดั่งสิงห์ แม้นจักผอมโซ หัวใจของมันก็ยังคงเป็นหัวใจสิงห์ โอ้ เจ้าชีวิตของฉัน ขอให้มั่นใจเถิด

ฉัน :             เจ้าชีวิต ฉันเป็นถึงเจ้าชีวิต นี่เ.ธอยกย่องฉันมากเกินไปกระมัง ฉันมีค่าอะไรมาก เทพธิดาเอ๋ย ฉันเป็นจอมจักรพรรดิ์ก็แต่เพียงหัวใจ นอกนั้นจักหามีอะไรวิเศษ สมควรเธอจักเรียกเจ้าชีวิตไม่ โอ้ ฉันละอายใจ

เทพธิดา :     เธอคือเจ้าชีวิตฉั น เพราะห้องหัวใจของเธอเป็นที่กำเนิด เป็นที่เจริญ เป็นที่อยู่กิน โอ้จอมใจ เธอเคยกล่าวมิใช่หรือว่า ท้องฟ้าเอ๋ยช่างกว้างขวางมหิมา แต่ก็ยังคับแคบกว่าห้องหัวใจของจอมจักรพรรดิ์ ผู้เต็มไปด้วยความกรุณาปรานี ฉะนั้นแล้วเหตุใด เทพธิดาของคุณ จักรู้สึกว่าอยู่ในห้องขังเล่า ขอแต่เพียงเธอรักษาไว้ ซึ่งความไม่สิ้นสุด แห่งความกรุณาปรานี ห้องหัวใจของเธอก็จักกว้างขวาง ยิ่งไปกว่าท้องฟ้ามหิมา ก็เธอเคยกล่าว ดุจดั่งขอทานผู้ถือขลุ่ยได้กล่าวว่า โอ้ฟากฟ้าพาหิรากาศเอย เจ้าแม้หากจะกว้างใหญ่ไพศาลสุดสายตาประเมินประมาณ ข้าก็ยังเชื่อว่าเจ้ายังเป็นรอง ห้องหัวใจของท่านผุ้นั้น เมื่อห้องหัวใจเธอกว้างเช่นนี้ เทพธิดาของคุณก็เป็นสุขหนอ

ฉัน :             ทว่าความคับแคบที่สุดก็คือห้องหัวใจ โอ้ เทพธิดาเอ๋ย เพื่อความรัก ฉั นจักสร้างห้องหัวใจของฉัน ให้กว้างขวางดุจดั่งท้องฟ้า จักมิให้คับแคบเนื่องจากความไร้ความกรุณาปรานี คือความตระหนี่เห็นแก่ตัว โอ้ เทพธิดาแห่งหัวใจ ขอให้เธอท่องเที่ยวไปเถิด ในความไพศาลดุจดั่งท้องฟ้า ของห้องหัวใจจักรพรรดิ์ ผู้สละราชบัลลังก์ และสมบัติพัสถานทั้งสิ้น เพื่อตัดเสียซึ่งความคับแคบตระหนี่เห้นแก่ตัว โอ้ แม้ว่าจักไร้ราชบัลลังก์ และสมบัติพัสถานใด ๆ หัวใจของข้าก็กว้างขวางดุจดั่งท้องฟ้า เช่นนั้นหรือเทพธิดา

เทพธิดา :     สมบัติที่เพียงพอ อาหารที่เพียงพอ สำหรับเลี้ยงบำรุงสังขารที่อาศัยในโลก เพื่อกระทำภาระหน้าที่ อันสวรรค์บัญชาการ

 

เธอบอกผมว่าในปางก่อน  เธอคือเทพธิดาปุละ อูชานะ และ ผมเทพบุตรบั๊ค ซีโมน บนสวรรค์ ผมได้บันทึกเรื่องเทพธิดาประจำใจไว้ค่อนข้างมาก จนกลายเป็นหนังสือพิมพ์ดีดเย็บเล่มหนากว่า 500 หน้าเลยทีเดียว เพราะในขณะนั้นผมมองว่าเป็นปรากฎการณ์ที่มหัศจรรย์ที่ไม่เคยพบมาก่อน

 

 

สัจวาจาคือชีวิตอันยิ่งยวด

 

ช่วงที่มีเทพธิดาประจำใจนี้ เป็นช่วงชีวิตผมที่ได้ผูกไว้กับความซื่อสัตย์ต่อตัวเองอย่างเยี่ยมยอด

 

ประการแรกก็คือเรื่องที่ผมสัญญาไว้กับตัวเองว่า จะไม่ไปสอบแข่งขันเป็นข้าราชการที่ไหนอีกต่อไปตราบชั่วชีวิต ภายหลังที่ผมได้สอบที่ กพ. และ กปส. แล้วได้สละตำแหน่งให้คนอื่นไป ด้วยเหตุผลส่วนตัว เพื่อการบุญการกุศล เป็นเหตุให้ผมต้องดำรงสถานะเดิมอยู่ตลอด 7 ปี ใน กอ.รมน.คือเป็นลูกจ้างชั่วคราว ที่เขาคอยต่อสัญญาจ้างให้ทุกปี ๆ

 

 

เรียนรู้เรื่องเบื้องต้นแห่งศาสนาสากล

แม้ว่าในระหว่างนั้น ท่านอาจารย์เดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์ ช่วยราชการ กอ.รมน. ท่านคาดคั้นให้ผมไปเอาใบสมัครสอบเป็นข้าราชการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ ที่ท่านเองเป็นเจ้าของเรื่อง ผมก็ไม่ไป จนท่านฉุนหนักกล่าวว่า "อยู่ที่นี่คุณได้อะไร คุณจะได้เป็นข้าราชการไง" ท่านว่าอย่างนั้น

 

แต่ในขณะนั้น ผมถือว่าสัจจวาจาต้องรักษาด้วยชีวิต  จึงไม่ได้สนใจกับตำแหน่งข้าราชการหรือลาภยศสรรเสริญใดใดเลย ถึงแม้ว่าผมจะต่ำต้อย เพราะความเป็นลูกจ้างชั่วคราว ที่ไม่เสมอใครใน กอ.รมน. แต่ดูเหมือนไม่ใช่ปัญหาสำหรับผม และผมยอมเพื่อจะเอาให้ได้ ในสิ่งที่ผมปรารถนาอยู่เร้นลึก เมื่อผมมองว่า นี่คือการบำเพ็ญตะปะยุคใหม่ ผมต้องการเพิ่มพูนความทรหดอดทนไปอย่างสุด ๆ ต้องการเพิ่มพูนภาคภายในให้เฉียบคม พิศูจน์จิตใจตนเองให้ได้มาตรฐานให้ได้

 

และอีกประการหนึ่งผมต้องการศึกษาสิ่งที่ผมเห็นว่ามีอยู่กอ.รมน.ในขณะนั้น เช่นลัทธิคอมมิวนิสต์ ศาสนาต่าง ๆ การโฆษณาชวนเชื่อ การสงครามจิตวิทยา และการศึกษาบุคคลิกภาพของคนหลายหลากสถาบันที่นั่น รวมทั้งการศึกษาประเมินจิตใจตัวเอง ให้ก้าวหน้าไปในทางอริยธรรม พยายามแก้ไขตัวเอง และทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้สำเร็จเป้าหมายที่มองอยู่เท่านั้น

 

กล่าวอย่างสรุปก็คือการอุทิศแล้วเพื่อการศึกษาพระพุทธศาสนาที่แท้จริงเพื่อ         การพิศูจน์ทดลองโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน คือยอมอยู่ในสถานะที่ต่ำต้อยอย่างไรก็ได้ไปตลอดชีวิตหรือจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งอริยสัจธรรม ซึ่งในขณะนั้นผมเชื่อว่าผมอยู่ในระดับที่เหยียบโลกใต้ฝ่าเท้าแล้ว และกำลังตรวจสอบพิศูจน์ความจริงของตนเองอยู่

 

ไปสมัครสส.ศรีสะเกษ

ผมจะขอแทรกประวัติช่วงตอนนี้สักหน่อยว่า ในขณะที่ผมเป็นลูกจ้างชั่วคราวอยู่นี่เอง ที่ผมได้ออกไปสมัครเป็นผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ บ้านเกิดเมืองนอนของผม ซึ่งเป็นเหตุการณ์ปีพ.ศ.๒๕๑๗ หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับจอมพลสฤษดิ์ดองเอาไว้หลายสิบปี และก็พลาดไป การเรียนรู้ทางการเมืองทำให้ผมตัดสินใจหยุดการเมืองอย่างเด็ดขาด และได้กลับมาสู่ที่เดิมและได้เป็นทหาร แต่การที่ผมได้เป็นทหารนั้น ผมก็ไม่ได้เสียสัจจะแต่อย่างใด เพราะเขายกขึ้นเป็นส่วนราชการ แล้วก็ยกคณะลูกจ้างทั้งหลายขึ้นเป็นข้าราชการด้วย เท่านั้นเอง

 

และความสัตย์อีกประการหนึ่งที่ผมรักษา ก็คือ ความเป็นธรรมสามี ผมจะต้องเป็นโสดตลอดชีวิต คือ มีธรรมะเป็นภริยาแล้ว ไม่มีสิทธิจะมีหญิงอื่น

 

และผมได้รักษาสัตย์นี้มาอย่างเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า จนกระทั่งคราวหนึ่งที่ผมเจียนจะพ่าย ในเมื่อคิดจะยอมแพ้แก่ความปราถนาแห่งใจโลกีย์       แต่งงาน

 

 

สงครามความพ่ายและชัยชนะ

 

ลองฟังความนึกคิดของผมจากสิ่งที่ผมบันทึกไว้เพื่อประกอบการศึกษา สภาวะของการสงครามที่ยืดเยื้อถึงเกือบแพ้สงคราม

ปรากฎในสมุดบันทึก วันที่ ๒๙ ม.ค. ๒๕๒๐ ต่อไปนี้

 

โอ บุตร สุดที่รัก เธอจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง

เมื่อเธอมา พ่อจงเป็นที่รัก

แม่จงเป็นที่บูชา   แต่พ่อ ย่อมเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง

เธอเป็นทั้งบุตรที่รัก และศิษย์ที่แสนห่วง

พ่อ เป็น ครู และ เป็นทาสของเธอ

 

ลูกเอ๋ย           พ่อนี้มีโทษทัณฑ์ ด้วยละเมิดพระผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่

พ่อจึ่งจำต้องปั้นเจ้า ปั้นเจ้าขึ้นจากดิน

และให้เจ้าเป็นชาวดิน เป็นสามัญชน

ชั่วชีวิต

โอ ลูกเอ๋ย

เจ้าจักเป็นลูกชายแห่งธรรมชาติ แสนที่น่ารัก

เจ้าจะเป็นผู้กล้าหาญ และผ่องแผ้วเป็นนิรันดร

 

พ่อจักสร้างปราสาททองให้แก่เจ้า แต่เป็นปราสาททองเนรมิตร

อันเป็นของวิเศษ ไม่อาจหาได้ในโลกเลยลูกเอ๋ย

และปราสาททองคืออำนาจอันสูงส่ง ลูกเอ๋ย เป็นสัญญลักษณ์ของราชาผู้ยิ่งใหญ่

คือ จักรพรรดิราช

 

แต่ลูกเอ๋ย

ชั่วชีวิตของเจ้าจักเป็นชาวดิน   ชาวดิน   ชาวดิน   ชาวดิน

 

เหตุใดเล่าเจ้าจึ่งต้องเป็นชาวดิน

 

เพราะดินนั้นคือพื้นที่อันกว้างใหญ่   ลูกเอ๋ย

และส่ำสัตว์ต่างได้อาศัยดิน

 

เจ้าจงมาในระหว่างส่ำสัตว์เถิด

เจ้าจงมาเพื่อเหล่าสัตว์ทั้งหลาย ในระหว่างความลำเค็ญทั้งปวง

มิเพราะเจ้ามาระหว่างนี้หรือ เจ้าพึงดับความร้อนรุ่มทั้งหลาย

และได้ความเย็นอันยิ่งใหญ่

 

ลูกเอ๋ย

เจ้าพึงมา เจ้าพึงอยู่

เพื่อภาระหน้าที่ ในระหว่างชาวดินทั้งหลาย

และเจ้า เป็นชาวดิน ก็เพื่อเหตุนี้

 

เพื่อความเย็น เพื่อความสงบระงับอันยิ่งใหญ่

ประกอบเป็นความเมตตาอันไพศาล ภายในห้องหัวใจเจ้า

 

แล้วจากนั้น ลูกเอ๋ย พ่อจักพาเจ้าไป

และพบลำสำเภาใหญ่    และสำเภาใหญ่นั้น

จักเป็นพาหนะแห่งเจ้า   อาจพาเจ้าเที่ยวไปได้

ณ ที่ใด ๆ ในจักรวาล

 

ลูกเอ๋ย หลังจากนี้แล้ว

พ่อก็ไม่อาจจักสั่งสอนลูกได้ต่อไปอีก

ลูกจงขึ้นนั่งในสำเภาแก้ว

งามดุจดั่งแดนทวยเทพ แล้วเจ้าจงรำลึกถึงดิน

แลระหว่างชาวดินทั้งหลาย อันเป็นที่กำเหนิดของเจ้า

แล จงอธิษฐานเถิด

 

สำเภาแก้วจักพาเจ้าไป        ลูกเอ๋ย

ในสำเภาแก้วบริสุทธิ์ ลูกจักได้รู้เหตุแห่งโทษทัณฑ์

อันพ่อได้รับกรรมอยู่    แล้วลูกเอ๋ย

ลูกพึงสลดใจ

 

ก็เพราะเหตุใดเล่าลูกเอ๋ย

สำเภาแก้วอันงามวิจิตร จึ่งได้รอเจ้าอยู่

เจ้าจักไปด้วยสำเภาแก้ว ลูกเอ๋ย ไปได้ตามใจคิดใจนึก

วิเศษกว่ายานพาหนะใด ๆ ในโลก

 

และเจ้าจงไถ่ถอนโทษของพ่อ     ลูกเอ๋ย

โอ บุตรผู้จะมา

โอ บุตรสุดที่รัก

 

บัดนี้ เจ้าเห็นแล้วหรือยังเล่า ว่าพ่อรักเจ้าสักเพียงใด

ด้วยเจ้ามาในระหว่างส่ำสัตว์

ลูกเอ๋ย เจ้าจักได้เห็นความทุกข์ยากลำบากลำเค็ญ

แลจิตใจเจ้า เวทนา แล ความเสียสละจักพึงมีแก่เจ้า

 

ลูกเอ๋ย

เพราะดินเป็นผู้สร้าง   ดินเป็นแม่ของสรรพสิ่งทั้งปวง   เป็นผู้โอบอุ้ม เลี้ยงดู

แต่ ลูกเอ๋ย

ดินผู้เป็นแม่มีให้แต่สิ่งเดียว แก่ทายาทของเธอทั้งหลาย

คือ ความยากลำเค็ญทั้งปวง

เหล่าลูกดินทั้งหลาย มีแต่ความบกพร่องหิวโหย

อยู่เป็นนิจ

ด้วยความอิ่ม และความอุดมสมบูรณ์ มิได้มีในบรรดาลูกดินทั้งหลาย

 

ลูกเอ๋ย สัจธรรมข้อนี้ เป็นเรื่องเบื้องต้น

ที่เจ้าจักเรียนรู้จากชาวดิน และพ่อ จักเป็นครูของเจ้า

เพื่อเรียนรู้เรื่องของชาวดิน

 

ลูกเอ๋ย จงตามพ่อมาเถิด

พ่อจักพาเจ้าไปยังทางสายหนึ่ง        สำหรับเจ้า

จักเป็นเส้นทางอันแสนทุรกันดาร ขุกเข็ญ ลูกเอ๋ย

พ่อจะสอนให้เจ้าเอาชนะ รู้จักฝ่าฟัน

 

เจ้าจงทำลายเสีย

ซึ่งเครื่องกั้น ในระหว่างทางทั้งหลาย

ลูกเอ๋ย เจ้าต้องเดินบนทางขุกเข็ญเช่นนี้

เป็นเวลานานสักกี่ปีเล่า แต่แม้ว่าชั่วชีวิต

เจ้าก็คงจะต้องเดิน

 

อย่าลืมเสียลูกเอ๋ย

ว่า เพราะเจ้าเป็นชาวดิน

 

เจ้าต้องทำลายเครื่องกั้นกำบัง

อันขวางหน้าทั้งหลาย แล้วเจ้าพึงเดิน

ลูกเอ๋ย พ่อจักพาเจ้าเดิน และเจ้าจงเดิน ลูกเอ๋ย

จงตั้งความเพียรผ่ายหน้า กำลังใจจงอย่าลดน้อยถอยลงเลย

ลูกเอ๋ย สิ่งเหล่านี้ทั้งหลาย พ่อจักเป็นครูสอนเจ้า

จนกว่าเจ้าจักไปถึงปลายทาง

ที่ตั้งสำเภาแก้วเนรมิต

 

โอ ลูกเอ๋ย จากนั้น พ่อจักเป็นทาสของเจ้า

เพื่อไถ่ถอนโทษ โอ พระผู้มีพระคุณ

 

ลูกเอ๋ย

สำเภาแก้วจักพาเจ้าไป ในดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาล

ซึ่งไม่มีดาว เดือน ตะวัน เจ้าเข้าไปแล้ว

ไม่ต้องกิน ไม่ต้องหลับ เพราะเจ้าได้ความอิ่ม

เป็นนิจนิรันดร

ลูกเอ๋ย มีความวิเศษต่าง ๆในมหาอาณาจักรนั้น

แต่เจ้าก็ต้องกลับมา กลับมาเพื่อไถ่โทษของพ่อ

เจ้าต้องกลับมาลูกเอ๋ย เจ้าต้องกลับมา

ลูกเอ๋ย เจ้าต้องกลับมา

เพราะกำเหนิดของเจ้า คือ ชาวดิน

ลูกเอ๋ย

กลับมาช่วยพ่อและมารดาของเจ้า

เพื่อที่เรา พ่อ แม่ ลูก จักได้นั่งสำเภาแก้ว ไปพร้อมกัน

และอยู่ด้วยกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียว เป็นอมตะ

ยิ่งฟ้า ดิน สลาย.

 

-                          [จาก...สมุดบันทึกปกเขียวแก่ ปธร. ๒๕๑๓]

 

ในที่นี้ ลองสังเกตุคำว่า "ปราสาททองเนรมิตร"

กับประโยคที่ว่า "สำเภาแก้วอันงามวิจิตร จักพาเจ้าไป ลูกเอ๋ย ไปตามใจปรารถนาของเจ้า"

 

ผมเอาชนะได้เพราะสัมมาทิฏฐิ ที่ว่า แม้ไม่สามารถก้าวหน้าไปได้ไกล ก็ขอให้ไปได้ทีละเม็ดทรายก็พอ ก็พยายามขับเคลื่อนไปโดยหวังว่าให้ได้เท่าเม็ดทรายเท่านั้น ไม่ขอปรารถนามากไปกว่าเม็ดทราย แต่นั่นคือเคล็ดความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เพราะเม็ดทรายเม็ดเดียวที่ขาดอยู่ ทำให้ส่วนที่ขาดอยู่เต็มสมบูรณ์ และเกิดปาฏิหาริย์ขึ้น

 

นี่ก็คือความหมายที่ท่านกล่าวไว้ว่า อย่าประมาทในบุญและบาปแม้เพียงเล็กน้อย นั่นเอง หมั่นทำความดีไปเถิดแม้จะเป็นความดีเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในสายตาคนอื่นหรือแม้เราเองก็คิดว่าเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ความดีก็คือความดี ความชั่วก็คือความชั่ว ความบาปมนทิลแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจไปเติมให้เต็มพอที่จะส่งเราไปนรกโลกันต์ได้ พอ ๆ กับความดีแม้เพียงเล็กน้อยอาจไปมีส่วนเติมเต็มให้แด่ความดีที่เพียงพอให้ได้ขึ้นสวรรค์ หรือบรรลุพระอรหัตผล ได้

 

 

ชนะสงครามอันยืดเยื้อ

 

-หลังจากนี้ผมก็เอาชนะสงครามที่ยืดเยื้อกับกามเทพด้วยการเพียงแค่มองเห็นตัวกามเทพก็ชนะ(แต่เดิมไม่สามารถมองเห็นตัวกามเทพได้)

-แล้วไม่นานก็ไปทำสงครามสวรรค์ ในเทวโลกแห่งนามธรรม เป็นสงครามแห่งเกียรติยศอันสูงส่งของนักรบสวรรค์โดยแท้จริง

-แล้วท่านก็นำไปทำศึกสงครามครั้งสุดท้ายกับเทพเจ้าแห่งความตาย คือพระยามัจจุราช

-แล้วมาสู่ ความเป็น ฆราวาสผู้มีปกติอยู่ด้วยอริยาบถ 3 ในปี พ.ศ. 2523

-พร้อมกันนั้น ก็มาสู่ความเป็น สวามิภูติ นามสมญา ที่มาจากการระลึกอดีตกาลยุคโพ้น

-ต่อมาผมก็สละโลก จากความเป็นฆราวาส มาสู่ความเป็น พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ 3 เป็น พระพยับ ปญฺญาธโร พระภิกษุธรรมดาสามัญรูปหนึ่ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2526 มาถึงปัจจุบันนี้

 

 

สัพเพธัมมาอนิจจา

 

เมื่อผมเกิดมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ในปีพ.ศ.2540 โดยเป็นริดสีดวงทวาร ทำให้คุณภาพแห่งปราณ ที่ควบคุมภายในผมอยู่อ่อนลง ผมได้ละจากอิริยาบถ 3 มาเป็น อิริยาบถ 4 เหมือนคนทั้งหลาย รอเพื่อให้โรคหาย และปราณเดินสงบเหมือนเดิม อันตรายทางสุขภาพของผมก็คือ อันตรายจากความเจ็บปวดร้าวอย่างรุนแรงที่บริเวณสะเอวและตะโพก จนไม่สามารถฝืนนั่งไปได้ (อาการเหมือนคนขาดน้ำมันเลี้ยงกระดูกไขสันหลัง) ซึ่งมาจากการนั่งนาน นับตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2523 ตั้งแต่เป็นฆราวาส ก่อนบวช ถึง พ.ศ.2540 เป็นเวลา 17 ปี ไม่มีการเอนกายลงนอนยาวกับพื้นตลอดวันตลอดคืน (เว้นแต่เวลาไปกับผู้ใหญ่ หรือเข้าหมู่เข้าพวก ผมก็จะลงนอนตามปกติ ชั่วคราว เพราะไม่อยากทำตัวให้แตกต่างหรือพิเศษกว่าหมู่)

 

เมื่อปราณอ่อนลง จึงมีอาการขึ้น แต่ก็เจ็บปวดอยู่เพียง 3-4 วัน ผมก็แก้ไขได้ โดยพยายามเลี้ยงปราณขึ้นมาใหม่ ให้อยู่ในระดับที่แรงพอ พอเพียงที่สามารถหล่อเลี้ยง พะยุงส่วนนั้นไว้มิให้เจ็บปวดและเป็นปกติ แต่ถ้าปราณลดหย่อนอ่อนลงเมื่อใด ก็จะกลับมาเป็นอันตรายอย่างนั้นเมื่อนั้น แต่สภาพของโรคประจำตัวผมคือริดสีดวงขณะนี้ก็เริ่มหายสนิท ด้วยการเพียงปรับวิธีการบริโภคอาหาร เว้นของเผ็ด ของย่อยยาก ให้ได้ รับอาหารอ่อน ของหวาน กล้วย น้ำและผลไม้ให้มาก เท่านั้นเอง ไม่ต้องหายาขนานใดก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อหายสนิท ผมก็คงจะสามารถปรับปราณวิถีขึ้นมาสู่ระดับเดิมเป็น พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถสามเหมือนเดิมได้ นี่เป็นความลับสุดยอดทางสุขภาพของผม

 

โศลกธรรมที่บันทึกจากป่าช้า

วันนี้ขอจบลงด้วยโศลกบทหนึ่ง(จาก ดี เดือน ก.พ. 2541) ที่ผมบันทึกจากป่าช้า ในระหว่างนั้น

 

สุสานสุขาวดี

ต.โพธิ์ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ เนื้อที่กว่า 500 ไร่

คืนวันมาฆบูชา 1700 น.

สุสานกว้างใหญ่เงียบสงัด หมู่นกปีศาจยังไม่กู่ขาน

เวลา 1900 น. เมฆเต็มท้องฟ้า จันทร์ยังบังเมฆ

เรานั่งอยู่ผู้เดียวในป่าช้าผีดิบ หันหน้าสู่หลุมฝังศพ นับร้อย ๆ

ที่เรียงขนัดเป็นแถวเป็นแนวดั่งกองทัพ

เมื่อไรจักเห็นความงาม ของจันทร์เพ็ญ ในคืนนี้

ที่เราเฝ้าถวายดวงจิตแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

19.45 น. แสงจันทร์สาดกระจายเป็นทิวเป็นแถวฝ่าเมฆน้อยใหญ่

แหงนมองเบื้องบน เห็นดาวเพียงสองสามดวงสว่างระยิบระยับ

หลับตาลงชั่วอึด กลั้นหายใจ แล้วแหงนดู

เห็นดาวกระจายเต็มท้องฟ้านับหมื่นล้านดวง

จันทร์เพ็ญ แล่นเลาะฝ่ามาในหมู่เมฆ

ลอยเด่นอยู่กลางฟ้าสีคราม งามปานรังษีพุทธองค์

นกกลางคืนพลันกู่ร้องก้องรับแสงเดือน นี่สิเสน่ห์แห่งสุสานสุขาวดี

และเราแต่เพียงผู้เดียว ที่ได้เสพความสุขอันอมตะ

เวลา 2100 น. ลงไปในลำห้วยสำราญ

ทอดตาตามลำยาวลึก ลดเลี้ยวเหมือนงูใหญ่

น้ำใสเป็นเงาเหมือนดั่งหนังงูเหลือม เลื่อม มันระยับ

นั่งลงที่ฝั่งเต็มไปด้วยทราย ลืมตาดูอยู่ 1 ชั่วโมง

ลำห้วยสว่างโพลงขึ้นมาดุจดั่งกลางวัน เพียงจักโลดแล่นไปได้ทั่ว

โอ ! ความปิติยินดีเอ๋ย !

แต่ มองเข้าไปภายในกาย

ปราณ ยังนิ่งสงบไม่ไหวติง ดุจแท่งเหล็กใหญ่จมอยู่ใต้น้ำ

โอ ! คงจะต้องออกแรงมากไปกว่านี้

 

  • บานไม่รู้โรย
  • สุสานสุขาวดี / 11 ก.พ. 2541  

·       ดีเล่ม 23




ประวัติของผม 16 ตอน

ประวัติของผม 16 ตอน
สิ่งที่อยากให้เข้าใจก่อนในการอ่านประวัติของผม16ตอน เพราะเขียนไว้นานแล้ว
ประวัติของผมตอนที่ 1 article
ประวัติของผมตอนที่ 2
ประวัติของผมตอนที่ 3
ประวัติของผมตอนที่ 4
ประวัติของผมตอนที่ 5
ประวัติของผมตอนที่ 6
ประวัติของผมตอนที่ 7
ประวัติของผมตอนที่ 8
ประวัติของผมตอนที่ 9
ประวัติของผมตอนที่ 10 article
ประวัติของผมตอนที่ 11 article
ประวัติของผมตอนที่ 13
ประวัติของผมตอนที่ 14
ประวัติของผมตอนที่ 15
ประวัติของผมตอนที่ 16



Copyright © 2010 All Rights Reserved.