ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พ.ศ.2540 - 2559
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 1
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 51
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 52
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 53
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 54
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 55
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
Buddhism How? บันทึกของนักปฏิบัติธรรมผู้ถวายชีวิตพิศูจน์สัจธรรมพุทธให้รู้แจ้งเห็นจริงถึงระดับมรรคผลนิพพานแท้
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
bulletศึกษาโลกลี้ลับ 26
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว วิเคราะห์ทุกปัญหาในโลกมนุษย์ด้วยสติปัญญาและเหตุผลวิทยาศาสตร์จากนสพ.ดี
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletประวัติการต่อสู้เพื่อการดับทุกข์ ของพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์ แนวปฏิรูปคณะสงฆ์อยู่ในบทวิเคราะห์นี้แล้ว
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา แนวคิดศาสนาสำหรับคนยุคใหม่ ผู้ก้าวผิดทางไปสู่สิ่งไร้สาระโดยไม่รู้ตัว
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ของฟรีให้เปล่ามา20ปีแล้วทั้งเอกสารและอินเทอเนท
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา เราทำเพื่อปัญญาชนโดยแท้
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่ 1- 4


ธารมโนเพชร

 ธารมโนเพชร

                   โดย จักร สุธาธรรม

 

                เหตุผลของสุภาพบุรุษหนุ่มใหญ่คนนั้น

                “เรามีความจำเป็นส่วนตัวครับผม”

                “เราทะเลาะกันเพราะเหตุผลทางการศึกษา”

                “เราถือว่าการรับฟังเหตุผลของกันและกันเป็นวิสัยผู้เจริญ”

                “เราเชื่อใจกัน ไว้วางใจกันให้เกียรติซึ่งกันและกันครับผม”

                “เราต่างเคารพในสิ่งที่เรียกว่า อิสรภาพในการแสวงหาของปัจเจกชน”

                ที่พอจะคลี่คลายความสงสัยต่างๆ ที่ประดังบังเกิดขึ้น เนื่องจาการมาของชายหนุ่มผู้นั้นกับแม่ชีสาว ตนที่นั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ต่อหน้า หลวงพ่อแดง ซึ่งเป็นเจ้าสำนัก

                เพราะการปรากฏของคนทั้งสองคน บอกให้รู้ลักษณะที่คนทั้งหลายมักจะเอาเอาง่ายๆว่าน่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยมักจะไม่ใช้ความยั้งคิด และเมือได้รับทราบเหตุผลจากปากสุภาพบุรุษหนุ่มใหญ่ เอนเอยออกปากบรรยายความแทนผู้เดียวทั้งหมดแล้ว ความสงสัยคลางแคลงใจเกี่ยวกับสถานะของคนทั้งสองคนก็คลี่คลายไป ทั้งเมื่อได้รับฟังเรื่องราวของแม่ชีสาวตั้งแต่ต้นจนจบทุกคนในที่นั้น ก็ไม่อาจกลั้นกลืนสะอื้นภายในอกได้ ด้วยเต็มตื้นไปกับความรู้สึกอันผสมปนเปไปหลายอย่าง ทั้งเวทนาสงสาร เห็นใจ แม้กระทั่งความนิยมอันเป็นความศรัทธาที่ก่อตัวตั้งมั่นขึ้นอย่างประหลาด

                เบื้องหลังของเธอคือบัณฑิตจากมหาวิทยาลัย ที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ที่สุดของประเทศสำเร็จการศึกษาแล้ว ในยุคสมัยที่ชนชั้นปัญญาชน ระดับมหาวิทยาลัย พากันตื่นตัว ใฝ่ใจศึกษาด้านศาสนธรรมอย่างกว้างขวาง แต่ในระหว่างหนุ่มสาวเหล่านั้น ใครเล่าที่ได้มีปณิธานอันแรงกล้าเทียบเท่าผู้หญิงหน้าอ่อนเยาว์ ในเครื่องนุ่งห่มขาวผู้นี้ ผู้ที่ปฏิเสธชีวิตการครองเรือน ออกแสวงหาสัจธรรม ในเครื่องนุ่งห่มขาวผู้นี้ ผู้ที่ปฏิเสธชีวิตการครองเรือน ออกแสวงหาสัจธรรม ประพฤติดั่งกระยาจากวณิพกท่องเที่ยวไปทุกหนทุกแห่ง ได้ชีวิตอยู่ด้วยชาวบ้าน มีแต่ความจำนงหมายอันแรงกล้าที่เสาะหา ค้นคว้าสัจธรรมอันสูงสุดในพระพุทธศาสนา ชนิดที่ทุ่มเทชีวิตให้เป็นเดิมพัน

                แต่แล้ว แต่เริ่มแรกเป็นต้นมาจนกระทั่งบัดนี้ เธอกลับได้พบแต่คำว่า ผิดหวัง ครั้งแล้วครั้งเล่า ใครเลยอาจได้ยินความรู้สึกภายในอันล้ำลึกของเธอพร่ำบ่น ถึงพระอริยสัจธรรมอันสูงสุด ว่าบัดนี้ กาลสมัยนี้ เป็นแต่เพียงถ้อยคำเท่านั้นหรอก

                เพราะหลายๆแห่งหน หลายๆ สำนักปฏิบัติธรรมที่ปรากฏชื่อเสียงร่ำลือ ที่เธอได้พากเพียนพยายามดั้นด้นไปหา ไปอยู่ ไปฝากตัวเป็นศิษย์ ได้มอบชีวิตให้กับการปฏิบัติธรรมอย่างเอาเป็นเอาตาย ด้วยช่วงเวลาที่ยาวนานถึง 14 ปี สิ่งที่เธอได้พบได้เห็น ได้ทดลองพิสูจน์ อย่างนักการศึกษาวิชากรสมัยใหม่ ผลนั้น ปรากฏให้เชื่อมั่นอยู่แต่ว่าเป็น “ความหลอกลวง” แทบทั้งสิ้น และยิ่งไปกว่านั้น แม้กระทั่งว่า “อันตรายสุดยอด” ก็คงได้พบในสำนักสอนปฏิบัติธรรมบางแห่งเสียด้วยซ้ำ

                เช่น “สำนักปฏิบัติธรรมภูปล่องฟ้า” ในบริเวณหนึ่งของหุบเขาพนมดงเร็ก ที่หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้เปิดเผยออกมาเมื่อเร็วๆนี้ และซึ่งเธอเองเป็นผู้ที่รู้เรื่องในสำนักแห่งนั้นดีที่สุดผู้หนึ่ง เพราะเธอนั่นเอง เป็นข่าวหลบหนีออกมาตามหน้าหนังสือพิมพ์ช่วงนั้น และรอยแซ่หวายตามเนื้อตามตัวที่ถูกเจ้าสำนักซาดิสม์ลงโทษ ก็ยังปรากฏเป็นริ้วๆภายในกายของเธอ

                ได้ยากมาขนาดไหนแล้ว ก็ตามเถิด แม่ชีใจเด็ดก็หาได้มีความคิดแม้สักน้อยหนึ่งที่จะกลับใจคืนสู่อ้อมอกเมืองอันอบอุ่นไม่ ยังคงดำรงความจำนงหมายอันแน่วแน่ ที่จักศึกษาพระศาสนธรรมจะเสาะแสวงหาพระอริยสัจธรรมอันจริงแท้ ติดตามรอยบาทองค์สมเด็จพระบรมศาสดา ไปกว่าชีวิตจะหาไม่

                ข้อความวรรคสุดท้ายนั้น แน่ละ เป็นถ้อยคำที่ยืนยันจากคำพูดของเธอ ในเมื่อจำต้องตอบคำถามอันเปี่ยมด้วยเมตตาจิตจากเจ้าสำนัก หลวงพ่อเฒ่า ผู้มีหลังโกงแล้ว รูปนั้น

                แต่แท้ที่จริงแล้ว ในส่วนลึกแห่งจิตของแม่ชีสาว ใครเล่าจะรู้ ได้แฝงเร้นเจตนารมณ์ที่แท้จริงไว้มิดชิด ใครจะรู้ อะไรคือ ที่ปองของประสงค์ภายในสำนึกจิตที่ล้ำลึกของเธอ

                ยิ่งเมื่อจิตใจคล้ายจักโน้มเอียงไป ในข้อที่ตนได้พิสูจน์ว่า สัจธรรมอันสูงสุดในศาสนานี้ เห็นจะเป็นได้เพียงถ้อยคำเท่านั้นแล้ว ใจก็ยิ่งโน้มเอียงไปในทางที่น้าวนำไปสู่ร่องรอยแห่งปรารถนาแห่งหัวใจที่ซ่อนเร้นอย่างเต็มที่ ดูเหมือนแท้ที่จริงแล้ว บัดนี้ เธอมิได้ปักใจในความตั้งใจเดิมที่จักศึกษาพระศาสนธรรม หากแต่แท้จริง ความรู้สึกของเธอได้แปรเปลี่ยน เป็นอย่างไรเล่า

                มาลองศึกษาความหลังของเธอ จากสมุดบันทึกเล่มน้อยคร่ำคร่าเล่มนั้นดูเป็นไร เล่มนั้นแหละ เล่มที่เธอกอดตระกองไว้กับอกแล้วก็ร้องไห้เสียน้ำตากับมันเป็นอันมาก และหลายค่ำคืนมาแล้วนับแต่ได้มาอยู่สำนักปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อแดงแห่งใหม่นี้

                แม่ชี แก้วกาญจน์ ประดิพันธ์ มีความลับอันใดยิ่งใหญ่ภายในหัวอก เห็นได้จากกธารน้ำตา ที่ไหลนองเป็นกระแสสาย เปียกชุ่มไปทั้งเนื้อทั้งตัวและมิหนำ นองตลอดไปถึงผ้าแพรม่าน มุ้ง และหมอน ตลอดทั้งที่นอนภายในกุฎีหลังน้อย หลังนั้น ที่จำเพาะอยู่สำหรับนักปฏิบัติธรรมเพียงตนเดียว

                เธอมีความผิดหวังอันยิ่งใหญ่ขนาดไหนกับชีวิตและกับสำนักปฏิบัติธรรม ภูปล่องฟ้า กลางป่าดงพระยาเย็นแห่งนั้น

                บันทึกนั้น เป็นกวีนิพนธ์เสียด้วยซิ แน่ละ ทุกถ้อยคำย่อมสะท้อนความรู้สึกอารมณ์ขอองเธอออกาอย่างลุ่มลึกแน่ สำรวจดู เห็นมีบทกาพย์อยู่ 184 บท หรือ 184 วรรค

                เธอจะต้องเป็นกวีคนหนึ่ง ถ้อยคำคงสมบูรณ์ด้วยศิลปะแห่งภาษาศาสตร์ชั้นสูงทีเดียว

                เราจะเริ่มอ่านกัน ตั้งแต่บทแรก ไปจนถึงบทสุดท้าย บทที่ 184 ว่าจะมีอะไรอยู่หรือ ?

                กวีนิพนธ์บทนั้นเริ่มแล้ว ดังนี้

               

                เย็นลมหนาวคราวเหมันต์ปีนั้นผ่าน วัยยังหวานร่วมเรียนเพียงอักษร ผ้าผูกศอส่งนุชน้องตระกองกร บรรจงผ่อนผูกกระชับรับเหมันต์

                คำพร่ำว่านาทีแห่งชีวิต มาถึงแล้วพร้อมปลิดชีวิตฉัน ขอลาแก้วกาญจนาวิลาวัณย์ คืนกุขันธ์สถานถิ่นแผ่นดินเดิม

                ลมหนาวพลิ้วพลิ้วผ่านสิบวารแล้ว แต่จากแก้วครองผ้าพระส่งเสริม มั่นใจเขาลืมหลังเคยคลั่งเคลิ้ม ฉันก็เริ่มหลั่งน้ำตาโศกาดูร

                ค่อยคืนคำความหลังครั้งเก่าก่อน หน้าลมร้อนแรงปีรังสีสูรย์ ชงโคแห้งแล้งใบใต้ต้นพูน จามจุรียืนปูนจักกร๋นตาย

                เขาวาดภาพในมโนโอ้ชีวิต กงกรรมใดใครลิขิตนิมิตรหมาย ที่เที่ยงแท้แน่สุดสู่ความตาย แตกทำลายเกลื่อนกลบลบแผ่นดิน

                เคียงสุภาพผ่อนผันไม่หวั่นไหว ล่วงรู้ใจฉันตลอดเป็นยอดศิลปะ ครานึกเห็นแจ่มแจ้งแคลงใจจินต์ ฉันก็สิ้นอายหน้าน้ำตาพรู

                คืนวันอิ่มพริ้มคราวสันต์ยาตร ชมโลกธาตุทิววนาฟ้างามหรู พฤกษชาติชูช่อล้อตาตรูหน้าเขียวดูดั่งพรมลาดสมใจ

                ฉันชี้ชวนเขาดูคู่นกเขา บัดชื่อเงามัจฉาในสระใส เอ่ยคำน้อยค่อยถามซึ่งความใน แย้มละไมเมียงหน้าน่าปรานี

                เวลาชวนชมทองกวาวพราวสะพรั่ง วาความหวังสุดท้ายคือหน่ายหนี ฉันแปลความคำใดในวันนี้ ก็สุดที่ฝืนช้ำน้ำตาริน

                จำค่ำคืนคราเราเคล้าคลอคู่ สันโดษอยู่เพียงสองปองถวิล ดูเงาเดือนเลื่อนฟ้าทาบทาดิน ดาวรายรินแสงกล้านภาพราว

                สรรกลอนกล่าวดาวสวรรค์ที่หลั่นล้อม เหมือนมาลัยรักห้อมเกศาสาว ฤกษ์สมชู้สู่พิธีวิวาห์วาว ดอกไม้ขาวเครื่องหอมย้อมส่งตัว

                ทั้งชื่อคำจำนรรจาผวาหวั่น ปลุกความฝันวัลลภาสุดฟ้าหลัว เพลินพินิจิพิศวาสดั่งปาดบัว ตาก็รั่วน้ำถั่งหลังโลมดิน

                โอ้แก้วกาญจน์กิ่งโพยมโฉมกนิษฐ์ คำหนึ่งมิตรอาวรณ์ผ่อนถวิล เฝ้าเตือนจำย้ำว่าเธออย่ายิน เขาทิ้งถิ่นไกลแล้วแคล้วนิพพาน

                สิบปีมาแต่ผวาภวังค์หวั่น สิ้นสุดกันเถิดหนาลาสังสาร มิตรผู้ซื่อมือถนัดรู้จัดงาน พร้อมพัสถานสนองรักเป็นหลักชัย

                ด้วยความรักตักซึ้งตรึงดวงจิต จำนงขนิษฐ์แน่วมั่นไม่หวั่นไหว แผ่วคำมิตรผิดสถานห่อนดาลใจ คงฝันใฝ่เพ้อผวาพร่ำอาดูร

                สมนามชายเชี่ยวชาญผู้หาญกล้า จากพาราสู่วนานิราสูญ ที่เมียสาวคราวอุดมสวยสมบูรณ์ ทั้งประยูรวงศาคณาจารย์

                พระธรรมใดไขแสงแจ้งกระจ่าง ได้ชุบล้างกำดัดตัดสงสาร รู้แจ้งเคล็ดเสร็จสมอุดมการณ์ สิ้นสถานทุกข์ดับลงฉับพลัน

                พระธรรมนั้นคงล้ำค่านาโลก จึ่งวิโยคยุดหวลกำสรวลศัลย์ หากพระธรรมลายทุกข์ปลุกชีวัน คงพื้นพลันแจ่มใสไร้มายา

                มิ่งมิตรรู้ความในใจงามนัก พึ่งประจักษ์ศักดิ์ศรีที่ใฝ่หา ค่าของหญิงหยิ่งหยัดในสัตยา สมควรค่าวีรชนพ้นมลทิน

                ใจเด็ดแท้แน่จริงยิ่งกว่ารัก จึ่งหมายจักฝ่าภัยในศิขิน พี่ผู้ครองค่าชายหมายยุพิน ก็ขอรินชีพถวายตราบตายลง

                สมศักดิ์ศรีดอกสุดาสมค่าน้อง จะเที่ยวท่องตามติดน่าพิศวง พี่ควรชายรักษาสัญญายง จะของจงรักป้องผองเผ่าภัย

                เฝ้าทวนคำรำพึงถึงความหลัง เนื่องนานยังฝังจิตพิสมัย นับวันล่วงคืนลับยิ่งคับใจ โศกาลัยล้ำลึกทนตรึกตรม

                โอ้หน่ายจริงยิ่งคิดชีวิตนี้ มิเห็นมีสุขฝืนแต่ขื่นขม โอ้หน่ายหนักรักเรื้อเหลือระบม เฝ้าแต่ตรมพิษสวาทจะขาดใจ

                โอ้หน่ายหนักรักนี้ไม่มีผล ดีแต่ทนทานทุกข์สุขไฉน ช่างไร้ค่าเพียงตองต้องลมไกว สมฤทัยโฉดเขลาไม่เอางาน

                แท้ที่สุดมนุษย์เราก็เท่านี้ มิได้มีใดเห็นเป็นแก่นสาร สิ้นความหวังดั่งสะดุดสุดลมปราณ สร่างสาย             ธารมโนธรรมจะนำทาง

                เหมือนนาวาค้าสุดสมุทรใหญ่ ฝ่าผองภัยมรสุมรุมขัดขวาง ทั้งหางเสื้อเรือหักหนักระวาง สิ้นชื่อกลางทะเลวนผจญมาร

                เมื่ออาทิตย์สีทองส่องลับฟ้า ยังจันทราขึ้นครองส่องแสงฉาน แต่ใจข้ามืดสนิทนาน อนธกาลคลุ้มคลั่งทั้งวันคืน

                เหลือเพียงปราณหวานเยือกเฮือกสุดท้าย ผู้เดียวดายสู้ระทมสุดขมขื่นใครเล่าสองรองระกำอยู่กล้ำกลืน ผู้ตาตื่นฝืนไข้หลับไม่ลง

                ความตรมตรึกลึกหมองนองน้ำเนตร เลยอาเพศหลับเลือนจนเพือนหลง สิ้นแรงเรี่ยวเที่ยวจรจนอ่อนองค์ เคว้างคว้างกลางป่าพงน่าพรั่นใจ

                ในหมอกม่านเห็นเงาเหล่าปีศาล ดูวูบวาบตะลึงหวาดอุระไหว บัดนกร้องก้องใกล้กังวานไกล ก็สิ้นลมล้มไถลลงกลางดิน

                บัดเสียงหนึ่งซึ่งคุ้นเคยอุ่นโสต ทรงอำนาจขับโขมดไปหมดสิ้น แล้วเลื่อนลิ่วมาใกล้พอได้ยิน แก้วโฉมยงจงผินมาฟังความ

                นานาภาพภูตผีคือชีวิต เกิดภายจิตดอกหนาอย่าพึงขาม รักษาใจใจรำงับดับรูปนามรู้แจ้งตามสัจจริงล้วนสิ่งลวง

                โลกนี้แท้แต่กำเนิดเกิดกองขันธ์ ก็ถือมั่นเราเขาเฝ้าแต่หวง ถึงจากพรากทุกข์หนัก ก็ตักตวง หลงความลวงเบื้อใบ้ไข้ซมซาน

                จงพระธรรมนำทางหว่างโลกร้าย จำนงหมายจงพระธรรมนำสืบสาน หวังชีพชื่นจงพระธรรมเป็นบำนาญ ฝ่าผองพาลจงพระธรรมเข้าค้ำจุน

                โลกคือจิตพิสมัยในสิ่งหมอง ยิ่งสนองความเมาเคล้าเมถุน ผู้ดีเอ๋ยจงจำพระธรรมคุณเลือกทางบุญสว่างสวาทสิ้นชาติเวร

                ไม่ทันปองต้องชายในความฝัน สิ้นเสียงพลันพิศไปไม่แลเห็น ทรวงสะท้อนอ่อนองค์ลงอิงเอน โดยพฤกษาระเนนหนาวอยู่ราวไพร

                พอพลิกพื้นตื่นตาหน้าแนบหมอน อุ่นอาทรความฝันอันหวามไหว แหนงน้ำเนตรคลอดคลองทั้งสองนัยน์ อาวรณ์ไกลกลิ่นชู้ผู้เดินดง

                จำต้องคิดติดตามถามข่าวไข้ ผิวพบได้สว่างจิตพิศวง เห็นเพยงผ้ากาสาวพัสตร์พงศ์สมประสงค์คงสนองห้องแห่งใจ

                อ้าอรุณอร่ามฉายประกายฉาน เพียงเลือดเรื่อเจือจานน่านฟ้าใส อาบอรุณอุ่นโอ้ มโนทัย ชีวิตใหม่เมื่อนี้น่าภิรมย์

                อรุณงามยามเช้าเจ้าบิณฑบาต อรุณหยาดเหลืองรองดั่งทองถม อรุณรุ่งระฆังขานสะท้านลม ปลุกปลื้มลืมความขมชื่อชมบุญ

                ขันธ์ทั้งห้าแต่งแล้วแม้นแก้วเก้า หลงว่าเป็นของเราเอามาขุน ความล้ำลึกตรึกลงยังงงงุน ด้วยใจกรุ่นเพลิงรักหักไม่คลาย

                ถ้าพงษ์เพ็ญเป็นรามในยามนี้ แก้วก็สีดาสมรผู้โฉมฉาย ลักษมัณองค์น้องเป็นสองชาย ผู้ถวายชีพป้องผองเผ่าธรรม

                โฉมเฉลาเยาวดีสีดาโศก เหมือนดั่งแก้วแว่ววิโยคนานฉนำ สีดาครวญคร่ำฝืนกลืนระกำ เหมือนแก้วกล้ำน้ำตาทุกราตรี

                สีดางามความรักภักดีราช เหมือนแก้วหยาดสัจธรรมล้ำศักดิ์ศรี สีดารามนามสองครองความดี แก้วกับพงษ์เพ็ญนี้ก็ศรีนาม

                เหมือนข้าวเขียวคู่นาฟ้าคู่ฝน มัจฉาชื่อฉ่ำชลที่ล้นหลาม ดาวเพชรรุ่งเพียงขอบนภาคราม จันทร์อาทิตย์แสนงามคู่ควรกัน

                เธอเหมือนมิ่งมิตรใจในห้องจิต เป็นเปลวปราณผ่านชีวิตชีวาฉัน พวงบุปผามาลีมลิวัลย์ คล้องความฝันบรรเจิดจ้าพลับพลาใจ

                จบลงแล้ว

                ข้อความทั้งหมดในบันทึกกลับเล่มน้อย มีอยู่เพียง 184 วรรค ถูกแล้ว 184 วรรค ล้วนถ้อยคำร้อยกรองอันไพเราะเพราะพริ้ง เต็มไปด้วยความหมายแห่งอารมณ์ความรู้สึก เนื้อความทั้งหมด ได้บอกทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับความเป็นมาของเธอ ไว้ค่อนข้างจะแจ่มแจ้งอยู่แล้ว แน่ละ ชายหนุ่มใหญ่ สุภาพบุรุษ ผู้นำพาเธอมาสู่สำนักปฏิบัติธรรมแห่งใหม่นี้ แท้ที่จริงหาใช่ชายในดวงใจไม่ หากเป็นคนรอง ตามบทกลอนว่า “คำหนึ่งมิตรอาวรณ์ผ่อนถวิล เฝ้าเตือนจำย้ำว่าเธออย่ายินเขาทิ้งถิ่นไกลแล้วแคล้วนิพพาน” เป็นลักษมัณ หาใช้ ราม ไม่

                ก็แล้ว ราม ชายในดวงใจของเธอ บัดนี้อยู่แห่งหนตำบลไหน ?

                นั่นแหละเป็นปัญหา ที่แม้แม่ชีเองก็เฝ้าคนึงอยู่ มิได้ว่างเว้นแม้แต่สักนาทีก็ว่าได้ และทั้งที่แท้แล้ว ดูเหมือนเธอจักได้สัมผัสความสิ้นหวังไปหมดแล้ว

                เพราะประการสำคัญยิ่งในความรู้สึกอันผวาหวั่น พระธรรมอันสูงสุดในพระพุทธศาสนา คือ มรรคและผล มิได้มีจริงเป็นจริง ในยุคสมัยนี้ หาอาจมีผู้ทรงไว้ได้ไม่ ยิ่งมรรคผลขั้นสูงสุดที่สิ้นอาสวะเกลี้ยงจริงแท้ คือ ขั้นบรรลุอรหันต์บุคคลในความรู้สึกของเธอบอกแต่ว่า อย่าพึงถามหาอีกเลย

                เธอได้เสาะไปทั่วแล้ว ได้ถึงด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 6 ด้วยตนเอง

                เธอมิได้นึกหวังแม้แต่น้อยว่า พงษ์เพ็ญ ตรีนิชญ์ ชายคนรัก ผู้สละชีวิตออกสู่พระศาสนธรรม จักได้บรรลุธรรมเช่นว่านั้น เธอได้มองข้ามไปเสีย ประหนึ่งว่าเป็นสิ่งที่สุดวิสัยสุดเอื้อมสำหรับคนสมัยใหม่เช่นเขา เพราะแม้พระภิกษุสงฆ์ องค์สามเณร ที่ผนวชมาตั้งแต่เด็กจนชราภาพที่ร่ำรวยด้วยลาภ ยศ และชื่อเสียง หรือที่ยังคงสมถมักน้อยน่าเลื่อมใส ก็ดูมิได้พบร่องรอยที่น่าจะบอกได้ มั่นใจว่าเป็นผลธรรมอันวิเศษนั้นเลย

                “พงษ์เพ็ญ ตรีนิชญ์ เธออยู่แห่งตำบลไหนหนอ ? และเธอจักได้รับความรู้สึกผิดหวังเช่นไรบ้าง หากมิได้เห็นทางแห่งชัยชนะ ทางที่จักอาจเอื้อม อย่างเช่นที่ฉันประสบอยู่ ขณะนี้ พระธรรมวิเศษ โอพระธรรมวิเศษ หรือมิใช่ของสำหรับยุคนี้ พงษ์เพ็ญ ฉันเห็นมาทุกสำนักแล้ว และเธอคงจักได้เห็นมาก่อนฉัน ”

                แต่บัดนี้ เธออยู่ที่ใด ?

                จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน นับแต่มาอยู่สำนักปฏิบัติธรรม ห้วยตากผ้าของหลวงปู่แดง

                เย็นวันนั้น เจ้าสำนักผู้เฒ่าหลังโกง ได้ให้ตามแม่ชีสาวมาที่บริเวณที่พักใต้ต้นมะม่วงใหญ่ต้นนั้น

                “ชีเอ๊ย” ท่านปรารภขึ้น

                “มีทุกข์ข้องหมองใจอะไรก็เล่าสู่หลวงปู่ฟังบ้างนะ พูดเสียบ้าง จะทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น เอาละ หลวงปู่ขอบอกก่อนว่า ตั้งแต่ได้ต้อนรับชีเข้ามาอยู่ที่นี่ หลวงปู่ก็หวังว่าชีจะได้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรม ประพฤติวัตรต่างๆให้เต็มที่สมบูรณ์ ให้สมกับที่ได้ปฏิญาณตนมาเป็นข้าขององค์สมเด็จพ่อ พระพุทธเจ้า ที่หลวงปู่พูดมานี้ ก็มิได้ตำหนิชีว่าบกพร่องแต่อย่างหนึ่งอย่างใดเปล่า ตรงกันข้าม กลับได้เห็นว่าชีเคร่งครัดเป็นพิเศษในวัตรปฏิบัติ ตลอดทั้งในการช่วยเหลือกิจการงานสนองการศาสนาของสำนัก ก็ดี สามารถเข้ากับหมู่กลุ่มต่างๆ ได้เป็นอย่างดีเสียด้วยซ้ำแต่ว่า อะไรเป็นอะไรภายในจิตใจของชีนี่ซิ ถึงจะไม่บอกหลวงปู่ก็รู้ รู้ว่าเธอความคับข้องหมองใจแทบสิ้นหวังในชีวิต อยู่ไปอย่างไร้จิตไร้วิญญาณ คล้ายคนมีความหลังฝังใจอยู่ บอกหลวงปู่มาเถอะ นึกว่าหลวงปู่เป็นพ่อบังเกิดเกล้าจริงๆ ของชีก็แล้วกัน เพราะหลวงปู่ปีนี้ อายุก็เข้า 78 แล้ว บอกมาเถอะชีเอ้ย เรื่องจริงๆมันเป็นอย่างไร ?

                นั่นแหละเรื่องราวแต่หนหลังของแม่ชีสาว จึงได้หลั่งไหลออกมา จากภายในอันเร้นลับเริ่มตั้งแต่ “เย็นลมหนาวคราวเหมันต์ปีนั้นผ่าน” เป็นต้นมาจนกระทั่งถึงบทสุดท้าย “สีดางามความรักภักดีราช เหมือนแก้วหยาดสัจธรรมล้ำศักดิ์ศรี สีดารามนามสองครองความดี แก้วกับพงษ์เพ็ญนี้ก็ศรีนาม เหมือนข้าวเขียวคู่นาฟ้าคู่ฝน มัจฉาชื่อฉ่ำชลที่ล้นหลาม ดาวเพชรรุ่งเพียงขอบนภาคราม จันทร์อาทิตย์แสนงามคู่ควรกัน เธอเหมือนมิ่งมิตรใจในห้องจิตร เป็นเปลวปรานผ่านชีวิตชีวาฉัน พวงบุปผามาลีมลิวัลย์ คล้องความฝันบรรเจิดจ้าพลับพลาใจ”

                อันแสดงว่า ยัดนี้ มีชีสาวได้บังเกิดความนิยมศรัทธาในหลวงปู่ขึ้นมาอย่างแท้จริงแล้ว ดูเหมือนชั่วเวลาหนึ่งเดือนเศษๆที่ได้มาอยู่ เธอจะเริ่มรู้สึกจริงๆว่าหลวงปู่เป็นพระผู้สะอาดแท้รูปหนึ่ง

                “ชื่อพงษ์เพ็ญหรือ ?” ท่านถามขึ้นภายหลังได้รับฟังเรื่องราวอันยืดยาวของแม่ชีสาวแล้ว ให้ข้องใจอะไรคล้ายตรึกตรองอยู่ “ไม่ปรากฏหรอก หากแต่คุณสมบัติตามที่ชีบอกมาก็คล้ายๆ แต่เอ….ไม่คล้ายหรอก ตรงกันเลยทีเดียวละ”

                “จบการศึกษาระดับปริญญาโททางโลก จากสถาบันที่มีชื่อเสียง เคยรับราชการ มียศร้อยเอก ในกองบัญชาการทหารสูงสุด ออกบวชรั้งแต่ปี พ.. 25.. ก็ร่วม 14 ปีมาแล้ว

                “นั่นแหละค่ะ หลวงปู่ คุณสมบัติของเขา ตรงตามที่หลวงปู่ว่ามาทุกอย่าง” ชีบอก

                “ถ้าอย่างนั้น ก็จะเป็นใครไปล่ะ ก็อยู่แค่เอื้อมนี่เอง” หลวงปู่แดงหัวเราะก๊าก ด้วยความชอบอกชอบใจ ที่เรื่องมาพ้องกันเข้าโดยบังเอิญที่สุด “ไม่ใช่คนใครอื่น คนคุ้นกันกับหลวงปู่นี่เอง หลวงปู่เคยไปเยี่ยมเยียนถึงวัดนู้นตั้งสองสามครั้งแล้ว ตอนหลัง ท่านออกจากวัดป่าไปอยู่วัดหนองเทา รับอาราธนานิมนต์ไปอำนวยการสร้างโบสถ์ที่วัดบ้านนั้น ห่างจากที่นี่ไปราว 20 กิโลเมตร”

                “วัดบ้านหนองเทา ?” ชีสาว ผู้มีริ้วรอยแห่งปิติซ่านไปทั่วใบหน้าอันผุดผ่อง ออกอุทาน คล้ายจะจดจำชื่อวัดเอาไว้ให้แม่นยำ บัดนั้น ความรู้สึกตื่นเต้นยินดีปรากฏออกมาอย่างเปิดเผย

                น่าประหลาดใจอะไรเช่นนั้น ในขณะที่กำลังจะพบความสิ้นหวังแล้ว จู่ๆก็ได้ข่าวดีมาโดยไม่นึกฝันเช่นนี้ เป็นใครอื่นใด ก็ไม่อาจระงับความตื่นเต้นเอาไว้ได้

                “ท่านเป็นคนอย่างไรคะหลวงปู่ ? ” อ้อมแอ้มถาม หวังได้ยินเรื่องราวบางอย่าง

                หลวงปูผู้ชราภาพ ที่แอบสังเกตท่าทีของหญิงสาว ผู้มีราศีผุดผาด ผ่องแผ้วขึ้น ดุจดั่งได้ชีวาในชีวิตในแบพลันขณะนั้น แอบรำพึงอยู่ว่า “เออแน่ ชีสาวตนนี้ ซ่อนความงามไว้ล้ำลึกแท้” พิศดูดวงหน้ากระตือรือร้นนั้นอย่างปรานี

                “ท่านเป็นพระภิกษุหนุ่ม สะอาด สว่าง สงบ ท่านเป็นพระชั้นสูงแล้ว เคยมาแนะให้หลวงปู่สร้างหอถ้ำ คือหอสูง ที่มิดชิดแต่โอ่อ่าสำหรับเป็นที่เข้านิโรธสมาบัติ โดยท่านบอกว่า ท่านเองจักเป็นผู้แสดงธรรมระดับนี้ให้ได้ชมกัน”

                “นิโรธสมาบัติ เป็นอย่างไรคะ ?” น้ำเสียงกระตือรือร้น แฝงความตื่นเต้นประหลาดใจสุดขีด คล้ายว่าเธอเองก็เคยมีจิตพิสมัยศรัทธาในคำๆนี้

                “คือเข้าไปเสวยอารมณ์หนึ่งอันสงัด แล้วไม่ต้องกินอะไร ข้าวและน้ำ หรืออาหารทุกชนิด และอยู่ไปได้อย่างนั้นเป็นเวลาหลายๆวัน แล้วแต่ความพอใจ ที่เรียนนิโรธสมาบัติหลวงปู่เป็นคนเรียกเอง ส่วนท่านเรียกของท่านว่า    จำมหาศีล ซึ่งแท้จริงก็อันเดียวกันนั่นแหละ ที่ท่านเรียกเป็นอย่างอื่น ก็เพียงเพื่อมิให้เป็นทีแสลงใจของผู้อิจฉาตาร้อน จะหาว่าเป็นการอวดอุตตริมนุสสธรรมไป”

                “ท่านเก่งขนาดนั้นเทียวหรือคะ ท่านสำเร็จชั้นไหนคะ?” แม่ชีชักพูดออกคล่อง

                “อย่าไปถามถึงเลยว่าชั้นไหน ดูกันไม่ออกหรอก แต่ว่านี่แหละชีเอ๋ย ของจริงในยุคนี้สมัยนี้ ยังมีอยู่ เสาะแสวงหาต่อไปจะได้พบ อย่าได้ท้อถอย อย่าได้ละความพยายามเสียอย่างเดียวนี้เท่านั้น ทางที่จะไปบ้านหนองเทา ก็เส้นทางเดียวกันนี่แหละ เพียงแต่ไปแยกขวาที่บ้านส้มป่อยใหญ่ จากทางลาดยางทางดำนี่ไปทางขวามือ ถนนลูกรัง ลำบากหน่อย ชีจะไปวันไหนหลวงปู่จะจัดรถให้ไปส่ง”

                คืนนั้น แม่ชีแก้วกาญจน์ ประดิพันธ์ นอนไม่หลับ ความตื่นเต้นดีใจจากข่าวใหม่ที่ได้รับโดยไม่คาดฝันแม้แต่นิดเดียวนั่นเอง ทำให้ไม่อาจระงับความตื่นเต้นไว้ได้

                ดีใจ หรือ เสียใจ หรืออย่างไรกันแน่ ?

                ช่างเป็นการผสมผสานกันของอารมณ์หลายอย่างเสียจริงๆ

                “พรุ่งนี้แล้วซีนะ” เธอคิดฝันอยู่ในใจ ฉวยกระจกบานน้อยออกมามองเมียง

                “ซูบผอมและดำคล้ำไปมาก” เธอบอกตัวเอง ลองยิ้มให้ตัวเองในกระจก

                “สิบสี่ปีแล้ว พงษ์เพ็ญ เท่าเวลาพระรามเดินป่าพอดี อย่าให้ฉันได้เห็นเลยว่าเธอจักพ้นไปจากฉัน เพราะเหตุว่าพ้นโลกนั้น มิอาจเป็นไปได้ ?” คิดเช่นนั้น แต่แท้จริงต้องประสงค์เป็นอย่างยิ่งที่จักได้เห็นชายที่เธอบูชา ประสบผลสำเร็จในสิ่งที่เขาปรารถนา คือ มรรคผล เพราะเหตุนั้น ก็เท่ากับห่วงที่ปลดแล้วจากใจของเธอ แม่ชีสาว ถูกแล้ว ห่วงสงสารที่คล้องชีวิตทั้งชีวิตของเธอ

                คืนนั้น เธอยิ้มออกแล้ว ได้เห็นรอยยิ้มที่สดชื่นของตัวเองเป็นครั้งแรกในกระจก เป็นยิ้มที่เคล้าน้ำตา สมความปรารถนา “จำต้องคิดติดตามถามข่าวไข้ ผิวพบได้สว่างจิตพิศวง เห็นเพียงผ้ากาสาวพัสตร์พงษ์ สมประสงค์คงสนองห้องแห่งใจ”

                ถูกละ เพราะเป็นเวลาเนิ่นนาน แสนจะเนิ่นนานมาแล้ว ในความรู้สึกล้ำลึกขณะนั้น จนปานประหนึ่งว่า เวลาแห่งความเศร้าหมองระทมทุกข์ เป็นของที่ชินชา นับเป็นเวลา ร่วมๆหลายสิบปีมาทีเดียว

                ครั้นแล้ว ในขณะที่ความคิดคำนึ่งเช่นนั้น เริ่มจะก่อตัวขึ้น มโนภาพอันหนึ่ง ค่อยผุดขึ้นภายในภวังคจิตั้งไหว กระเพื่อมนั้น เพ่งพินิจอยู่แล้ว ก็ปรากฏเป็นภาพแห่งความหลังครั้งหนึ่งที่แจ่มแจ้งเจนตา ดุจดั่งมีชีวิตและวิญญาณ

                อะไรเป็นภาพที่ปรากฏนั้น ? ที่ปรากฏแจ่มใส เป็นภาพมนุษย์ผู้รื่นเริงไร้ทุกข์โศก ที่เต็มไปด้วยอิสสระเสรี ที่กล้าหาญคะนองกายวาจาสุดเหวี่ยง โดยปราศจากความขามเกรงสิ่งใดทั้งสิ้น พร้อมกับเสียงอันไพเราะเสนาะโสต เป้นบทกวีนิพนธ์อันสละสลวย ก้องกังวานขึ้น

                                                พิมพ์สมรศรเดชเรื้อง                          รานใจ พี่นา

                                พิมพ์ภาพพิศเฟือนไฟ                                        อกร้อน

                                พิมพ์ฉวีพี่พินิจฉัย                                                โฉมพิลาศ

                                เพียงหนึ่งนรนุชฟ้อน                                        ฝากไว้เรียมตรึง

                นั่นคือ คารม ที่แกล้งแต่งประจงของหนุ่มหน้ามนคนหนึ่ง เป็นภาพคราวครั้งแรก ที่เพียงได้พบกัน แต่เขาก็กล้าหาญขนาดนั้น และแม้จะรู้สึกว่า “หยาบคาย” แต่ก็ถูกใจเธอเหลือหลายจริงแท้ เพราะความระคายระเคืองแต่แรกนั้นแหรอกกระมัง จึงยาไม่หายไปจนกระทั่งบัดนี้

                โอ นายพงษ์เพ็ญ ตรีนิชญ์ ใครจักล่าวถ้อยค่ำได้เช่นเธอ

                ชั่วอึดใจนั้น คล้ายสนองความรู้สึกเร้นลับบางอย่าง เปิดประตูออกไปข้างนอก

                อะโห ลมเย็นวูบมาต้องใบหน้า ปลุกความคิดที่เงื่องหงอยให้สดชื่อขึ้น และราตรีที่ท้องฟ้าประดับดาวขณะนั้น

                เสียงกระซิบแต่กาลครั้งหลัง ครั้ง “วัยยังหวานร่วมเรียนเพียงอักษร” ที่เต็มไปด้วยความสุขความสมหวังแห่งชีวิต ความอิ่มคะนอง และความสุดแสนจะภาคภูมิใจในอัตภาพเป็นอยู่ คงแว่วผ่านมาสู่โสตประสาท มโนภาพครั้งนั้นก็สดใสชัดเจนดุจภาพในฝัน

                เป็นเสียงขานขับอันไพเราะเพราะพริ้ง ที่ย้อนยาใจและยกยองเทิดทูน จากชายผู้ดีผู้ที่เรียกได้เต็มอิ่มว่าเป็น “สุดที่รัก”

                คืนที่ท้องฟ้าดารดาษไปด้วยดาว เปล่งประกายระยิบระยับเช่นนี้แหละ มีทบกวีที่ฝังใจไม่อาจรู้ลืมเลือน ไปจากชีวิตดวงน้อยๆของเธอ

                เป็นบทกวีแหงดวงใจที่กล้าหาญสมบูรณ์แบบ

                เมื่อรำลึกไป ก็ปรากฏเป็นฉากๆตามลำดับ

                               

                                หลงชมดาเรศร้อย                                ทิฆัมพร พู้นฤา

                ดาวประดับบรรจถรณ์                                         ฝั่งฟ้า

                พราวพรายเพริศเพียงสมร                                 เสมอชีพ เรียมนา

                ดาวฤอ่อนเอื้อนอ้า                                               โอษฐ์อ้อยเออดิน

 

                เธอเปรียบฉันเพียงกับดาว ประดับบรรจถรณ์ฝั่งฟ้า พู้น ช่างถ่อมตัว พ่อคนมักน้อยถ่อมตัวเสแสร้งแกล้งว่าตัวเป็นดิน ฉันเป็นฟ้า ฉันต่างหากที่ควรเป็นดิน ส่วนเธอควรเป็นดาว แล้วเธอก็ยิ้มให้กับตัวเอง แหงนดูฟ้าเบื้องบน อารมณ์อันละเมียดละไมดุจดั่งคลื่นนำวิถี ที่นำความนึกคิดของเธอไปสู่อดีต ในอีกฉากแห่งความสุขสดชื่น ที่จะลืมได้ไฉนกันเล่า ?

               

                               

 

                                ขอปิ่นเกศินิไว้                                      แซมผม นุชเอย

                ต่างพระกรรณมาชม                                           ต่างหน้า

                ผอบทิพย์ผากรม                                                   ใจพี่ นะแม่

                เยียวห่างเนินนุชช้า                                             ชื่นได้เมียงเชย

 

                ยังเก็บไว้อยู่ไฉนหรือหนอ ? ฉันละเฝ้าคะนึงนึกอยู่ ของสามอย่างที่เธอขอไว้ดูต่างหน้า ที่ว่านั่นแน่ะ พบกันแล้ว ฉันต้องทวงถามแน่ละเธอจ๋า นายพงษ์เพ็ญ ตรีนิชญ์

                เธอค่อยๆ หย่อนกายลงนั่งบนเก้าอีตัวน้อยที่ระเบียง ใบหน้านั้นยิ้มละไมอยู่

                               

                                คุณสวยสมสั่งสร้าง                             สมภาร ใดฤา

                โฉมผ่องจันทร์ในสนาน                                    นิ่มเนื้อ

                อาภรณ์พัสตราปาน                                             จักห่วง หวงเล่า

                ใครอาจชมโฉมเชื้อ                                             ชื่นไล้พิมพ์ใจ

               

                เดี๋ยวนี้ฉันไม่สวยและ พระคุณเจ้า โฉมก็มิได้ผ่องเพียงจันทน์สนานดังแต่ก่อนแล้วละ อาภรณ์พัสตราที่นุ่งที่ห่มก็เท่านี้ อย่างนี้ ไม่มีใครอยากชมอีกแล้ว เธอล่ะ ? พลันดวงหน้ากลัดชมพูแดงเรื่อขึ้น เมื่อมโนภาพแห่งสวนหย่อมลาดสะอาดด้วยผืนหญ้าแห่งนั้น ปรากฏขึ้น

 

                               

 

 

                                สังวาลเพชรสิเพริศพร้อย                  พราวแสง

                ดุจประกายพรึกแฝง                                            ฝั่งฟ้า

                สุคันธสุมาลย์แมลง                                             ตามต่าย ไซร้นา

                ดาวเปล่งแสงแจ้งจ้า                                            แจ่มล้อตาใด

               

                                ก็ล้อตา นายพงษ์เพ็ญ ตรีนิชญ์ น่ะซียะ เพราะฉันเป็น สุคันธสุมาลย์ เธอเป็นแมลงที่ตามต่าย อย่างไรเล่า ธิดาเศรษฐีก็อย่างนี้ละนิ กระนั่นก็ยังไม่มีใครรักใครชอบอีกนิ

                               

                                ละมุนกรุ่นกลิ่นเกลี้ยง                        ผกากลาย รสฤา

                สมดอกดวงแดสยาย                                            กลิ่นย้อม

                ธรรมดารมโนหมาย                                            ลิวลิ่ว ลิวลิ่ว

                หลงลุ่มคันธรสล้อม                                            ชื่นช้าใยใจ

 

                แหม... ชื่นช้าใยใจ เธอช่างเป็นคนใจดำ และเห็นแก่ตัวจัดแท้ นี่เธอเตรียมจะตีจากฉันไปตั้งแต่นานแล้วซิ เธอจะไปทางอื่นแต่ก็หลงลืมอยู่เพราะฉัน ชื่นช้าใยใจ อยู่ว่างั้นเถอะ แหมคนใจดำ แล้วเธอก็จากฉันไปจริงๆ

                แล้วรอยยิ้มละไมของแม่ชีสาว ก็มาสะดุดหยุดลง ที่บทกวีบทสุดท้ายของชายที่รัก และที่มีความหมายอันสูงสุดสำหรับเธอ

                เพราะเป็นดุจ บทสั่งลา ของเขา เพื่อ “คืนกุขันธ์สถานถิ่นแผ่นดินเดิม” ซึ่งเป็นเมืองอะไรก็ไม่มีใครทราบ เพราะไม่มีชื่อปรากฏในแผ่นดินนี้ แม้จักสันนิษฐาน

               

                               

                                สาวเอยอยู่อย่าว้า                  วันหวัง 

                ไปบ่สั่งสาวสิชัง                                   ขุ่นขึ้ง

                เรียมจากห่อนจำหลัง                          แลโลก เลยแม่

                อยู่อย่ากำศรวลซึ้ง                                สั่งเจ้าจงยิน

 

                จบบทกวีแห่งความหลังลง ด้วยความรู้สึกเศร้าระทมอยู่ล้ำลึก สมอยู่หรอกกับใจที่คร่ำครวญว่า “เมื่ออาทิตย์สีทองล่องลับฟ้า ยังจันทราขึ้นครองส่องแสงฉาน แต่ใจข้ามืดมิดสนิทนานอนธกาลคลุ้มคลั่งทั้งวันคืน เหลือเพียงปราณหวานเยือกเฮือกสุดท้าย ผู้เดียวดายสู้ระทมสุดขมขื่น ใครเล่าสองรองระกำอยู่กล้ำกลืน ผู้ตาตื่นฝืนไข้หลับไม่ลง”

                อยู่ในอารมณ์อันระทมทุกข์นั้น นานเท่านาน ตัวเองพอใจเสวยอารมณ์นั้น เท่าที่พอใจปรารถนา เพราะเวลานั้นดึกดื่นเข้าเที่ยงคืนล่วงแล้ว

                บัดความรำลึกอันหนึ่งแทรกเข้ามาในระหว่าง ได้สลายอารมณ์อันเศร้าระทมทุกข์นั้น กลับกลายเป็นดุจแสงแปลบปลาบแห่งสายฟ้า อันสว่างจ้า นั่นคือความหวังใหม่ อันจะได้พบได้เห็นหน้ายอดชายในอุดมการณ์ ผู้ที่ตนได้ทุ่มเทหัวใจให้ทั้งหมดทั้งสิ้น แต่ บัดเดี๋ยวเดียวเท่านั้นเอง แสงสว่างอันเจิดจ้านั้น พลันหายไป

                กลับกลายเป็นปัญหาแห่งใจที่ต้องวิเคราะห์ อันยากที่จักสรุปหาข้อหยุดจุดสุดท้ายลงได้

                “พงษ์เพ็ญ หากว่าเธอได้ข้ามพ้นโอฆะไปจริงแล้ว ฉันหมดห่วงก็จริงแล้ว แต่ว่าชีวิตฉันจักมีความหมายอย่างไรต่อไปอีกเล่า ?

                “ร่างกายอันเริ่มจะทรุดโทรมของฉัน จักมีประโยชน์อันใดกับการครองเรือน หรือกับการที่จะอยู่ต่อไปอย่างแร้นแค้น อย่างนักบวช”

                ความตรองตรึกอันล้ำลึก ได้หมุนวนอยู่เช่นนี้ และนานเท่านานไม่รู้สึกตัว

                ทันใดนั้น ลมพัดวูบมากราวใหญ่ ใบไม้ต้นม่วงปลิวว่อน ดุจเลิกเสื่ออาสนะออกไป เห็นดินเปล่า

                พลันเปิดตาแม่ชีผู้ระทมทุกข์ ให้สว่างขึ้น ได้สำเร็จแล้วซึ่งพระอริยมรรคเบื้องต้นในทันใดนั้น เพ่งพินิจอยู่ด้วยดวงใจปิติที่ได้เห็นพระอริยสัจธรรม ตราบดึกดื่นจวบรุ่งแจ้งแสดงตะวันแล้ว แม่ชีได้สำเร็จอริยผล ขณะพินิจดาวสุกใสดวงหนึ่ง ร่วงหล่นจากฟากฟ้า

                สำเร็จเป็นโสดาบันบุคคลแล้ว แต่คืนนั้น สิ้นสงสัยสิ้นกังขา ในส่วนแห่งปัญญาเฉพาะนั้น

                เธอมิได้พบชื่อที่ว่า “พงษ์เพ็ย ตรีนิชญ์” เมื่อไปถึงวัดบ้านหนองเทา ตำบลหนองปลาเข็ง อำเภอเพชรพิสัย แต่ได้ฟังคำบอกเล่าเกี่ยวกับพระอาจารย์ อรรณพ อนาลฺยี

                “พระอาจารย์ สมภารวัดนี้ ที่พาพวกเราสร้างอุโบสถที่เห็นอยู่นี้ คือพระอาจารย์อภินพ ปุญญภิญโญ แต่การก่อสร้างยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ท่านได้ออกธุดงค์ไปเสียก่อน สมภารรูปต่อมา พวกเราได้อาราธนามาจากวัดบ้านหนองปลาเข็ง พระอาจารย์อรรณพ ท่านเห็นแก่ประชาชนและซาบซึ้งใจกับคณะทูตทั้ง 8 ที่เจรจาขอตัวท่านมาอยู่วัดแห่งนี้ ท่านจึงรับอาราธนามาและพาพวกเราสร้างอุโบสถหลังนี้จนแล้วเสร็จ ท่านอยู่กับพวกเราเพียง 4 พรรษาเท่านั้น ในพรรษาที่ 3 และ 4 ที่นี่ ของพระอาจารย์อรรณพ ได้มีเหตุการณ์ที่พวกเราชาวบ้านนี้ คงจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต นั่นคือ ได้มีพระภิกษุคนเชื้อสายบ้านนี้ มาจากลำนารายณ์ พาพวกมาเบียดเบียนหวังให้ท่านทิ้งที่นี่ไปตนจะได้เป็นใหญ่ ซึ่งความจริง ท่านพระอาจารย์อรรณพเองท่านก็เคยบอกไว้แล้วว่าท่านจะไม่อยู่ที่นี่กับเราไปตลอด ท่านจะอำลาไปภายหลังการก่อสร้างอุโบสถเสร็จสิ้นแล้ว และท่านก็ได้จากไปจริงเมื่องานผูกพันธสีมาอุโบสถเสร็จสิ้นลงแล้ว ท่าได้เข้าไปสู่จังหวัด ได้เป็นคณะผู้ปกครองคณะสงฆ์ที่นั่น ส่วนที่นี่ พระหลวงพ่อพันธ์ เตชวโร ได้เป็นเจ้าอาวาสสืบแทนต่อมาสมใจ แต่น่าเสียใจเหลือเกินภายหลังจากนั้นเล็กน้อย ก็เริ่มมีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นกับพระภิกษุสงฆ์ที่นี่ พระหลวงปู่ หลวงตา หลวงอาว์ หลวงน้าทั้งกลุ่ม ที่เคยร่วมมือกับพระหลวงพ่อพันธ์ เตชวโร รวมทั้งหลวงพ่อพันธ์เองด้วย ได้ถึงความพินาศไปทีละองค์ 2 องค์ จนหมดสิ้นพระในวัดนี้ ขณะนี่วัดป้านหนองเทา จึงกลายเป็นวัดร้าง มีปีศาจ วิญญาณร้ายสิงสู่อยู่ ไม่มีพระรูปใดจะมาอยู่ปกครองให้ได้ เมื่อมีชีมาก็ดีแล้วขอได้โปรดอยู่บำรุงพระศาสนาที่นี่ไปพลางก่อนเถิด”

                “ที่เพดาลอุโบสถ เล่ากันว่าเป็นสถานที่พระอาจารย์อรรณพ ขึ้นไปจำมหาศีล เข้านิโรธสมาบัติ คราวละ 3 วันบ้าง 7 วันบ้าง จริงหรือ ?

                “จริงขอรับ พระอาจารย์อรรณพท่านเป็นพระที่มีการศึกษา จบชั้นปริญญาโททางการบริหารการปกครอง ทั้งยังเคยรับราชการทหารในกองทัพ เป็นพระที่มีหัวทันสมัยก้าวหน้า ก็จริง แต่แนวทางการปฏิบัติด้านกรรมฐานและธุดงค์ ท่านเคร่งครัดมาก แต่ก็ไม่เคร่งครัดแบบงมงายอย่างพระหัวสมัยเก่าๆ แต่ท่านก็เป็นพระที่นับถือของเก่า มิได้เหยียดของเก่า อย่างเช่นในปี 25.. ฝนแล้งไปทั่วภาคอีสาน พระอาจารย์อรรณพได้ขึ้นไปจำมหาศีลขอฝนที่เพดาลอุโบสถแหงนี้เป็นเวลาถึง 7 วัน 7 คืน โดยไม่ฉันข้าวและน้ำเลยตลอด 7 วันนั้น ลูกศิษย์บางคนอ้างว่า ท่านได้เรียกพระอินทร์ พระอิศวรมาถามถึงสาเหตุฝนแล้งด้วย จนที่สุดฝนก็ได้เทลงมาตลอดคืนอย่างหนัก ทำท้องนาที่แล้งกรุ่นเป็นดินทราย ให้เจิ่งนองไปด้วยน้ำ และท่วมข้าวไปทั่วทุกหนทุกแห่งภายในเวลาข้ามคืนเดียว เรื่องของพระอาจารย์อรรณนี้ มีหลักฐานอยู่ในหนังสือพิมพ์แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง อยู่ค่อนข้างละเอียดรวมทั้งเรื่องราวการจำมหาศีลขอฝนของท่านที่ว่านี้ด้วย กับทั้งยังมีบทกาพย์ กลอน ที่เขียนโดยท่านอาจารย์อรรณพหลายเรื่อง”

                “ที่ว่าพระวัดนี้ได้ถึงความพินาศนั้น ด้วยเหตุอย่างไร ?

                “เหตุนั้นก็คือว่า พระอาจารย์อรรณนั้น ท่านเป็นพระผู้ศักดิ์สิทธิ์ มาจากวัดบ้านหนองปลาเข็ง ท่านมีชื่อลือชาปรากฏที่วัดบ้านหนองปลาเข็งอยู่แต่ก่อน ท่านเป็นพระผู้สำเร็จแล้วใครเบียดเบียนให้โทษท่าน จะต้องถึงความพินาศหมดสิ้น อย่างเช่นที่ได้เกิดมหกรรมใหญ่ ซึ่งพระภิกษุผู้ชั่วร้ายในวัดนี้ ได้ถึงแก่มรณภาพไป ด้วยสาเหตุต่างๆ กันทั้งกลุ่ม จนไม่มีเหลือแม้แต่รูปเดียว ที่ร่ำลือกันว่าตายล้างวัด สาเหตุก็เนื่องมาจากหลวงพ่อที่มาจากลำนารายณ์ ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านนี้มีความโลภโมโทสัน เคยไปเป็นใหญ่อยู่ลำนารายณ์ กลับมาก็ตั้งตนเป็นกบฏต่อท่านโดยทำตนเป็นหัวหน้าพระนักเลงยุยงส่งเสริมพระลูกวัดด้วยอุบายวิธีการชั่วร้ายต่างๆ จนในที่สุดพระทั้งหมดยอมตนเป็นเครื่องมือให้ กลายเป็นว่าท่านรูปเดียวอยู่ท่ามกลางศัตรู ท่านก็อุตส่าห์อยู่ต่อมาจนสร้างอุโบสถแล้วเสร็จและได้จากพวกเราไปแล้วนั่นแหละ บาปจึงมาสนอง ภายในเวลาไม่ถึงปี พระทั้ง 7 รูปในกลุ่มนั้น ถึงมรณภาพกันหมด เริ่มจากพระรูปแรกที่มาจากชัยนาทก่อน รูปนี้เป็นนักเลงสุรา บวชแล้วอดไม่ได้นานๆ เปรี้ยวปากก็ดอดไปทุ่งให้เด็กซื้อเหล้าแอบกินคนเดียวที่เถียงนา หนักเข้าชาวบ้านรู้ไล่ให้ลาสิกขาได้เพียงข้ามคืนเดียวก็เมาหล้าตายอยู่บนกุฎี คนสมน้ำหน้าทั้งบ้าน องค์ที่ 2 องค์นี้เป็นพระที่มีทิฐิจัด ไม่ยอมคาเป็นที่หนักใจของผู้ปกครองสงฆ์มาตลอด คราวถึงฆาตไปเที่ยวมาจากต่างจังหวัดแล้วหลับใหลตายไปเฉยๆ ทั้งที่สุขภาพดี แข็งแรง รายนี้คนก็สาธุกันหมดทั้งบ้านอีก ที่นี้ก็ถึงคราวพระตัวการใหญ่ พระพันธ์ เตชวโร ได้พาพวกกันอีกสามรูป กับโยมอีก 5 รวมเป็น 9 ไปเที่ยวหาว่านกับเลขหวยเบอร์ รายนี้ชอบทางพิธีกรรมไสยศาสตร์ เป็นศิษย์เจ้า มีการจัดเข้าทรงหลวงพ่อดังๆ เช่นหลวงพ่อลำนารายณ์ ชอบมาเข้าทรงข่าขู่ชาวบ้านดีนัก รายนี้กับพวกเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำที่พุทไธสง บุรีรัมย์ พระพันธ์ กับพระอีกสามรูปมรณะกับที่ ส่วนโยมมรณะสามรวมเป็นเจ็ด เหลือโยมรอดอยู่เพียง 2 คน อุบัติเหตุคราวนี้ก็สะใจชาวบ้านผู้ที่รักชูชาพระอาจารย์อรรณพอย่างมากถึงขนาดสาสมน้ำหน้ากันทั้งหมู่บ้าน คราวนี้ก็ยังเหลืออยู่อีกรูปหนึ่งนึกว่าจะรอดได้เฝ้าวัดสืบการปกครองต่อไป ก็เปล่า ไม่ช้าไม่นานรูปที่เหลือรอดอยู่รูปเดียวนี้ก็เกิดเป็นไข้ตายเอาง่ายๆไป นี่แหละเป็นเรื่องที่เลื่องลือกันมากว่าเป็นการ ตายล้างวัด ล้างความอัปรีย์กันจริงๆ ในระยะนี้แหละที่ดูเหมือนว่า กรรมจักได้ตามสนองคนที่เคยเบียดเบียนท่าน เพราะผู้คนหญิงคนหนึ่งในหมู่บ้านก็พลอยรับกรรมของเธอไป เดิมเป็นหญิงขี้เหล้า เคยถูกท่านตักเตือนอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องที่ชอบตั้งตนเป็นผู้นำ ชอบชักชวนผู้หญิงด้วยกันดื่มเหล้าแล้วทำอาการหยาบช้าต่างๆ อย่างหน้าด้าน ไม่มียางอาย ท่านจำเพราะว่าเอาตรงๆเพื่อให้ได้อายแล้วกลับตัวเสีย แต่แม่นางนี้กลับเหี้ยมหาญเกินเหตุเกินตัวกล้าด่านท่านซึ่งหน้า แล้วยังเที่ยวประกาศไปว่าเงินที่ซื้อเหล้ากินก็เป็นของหล่อน ใช้กงการอะไรของพระอาจารย์อรรณพ นี่แหละบาปที่ละเมิดดูแคลนท่านเช่นนี้ ได้สนองให้ตั้งแต่ชีวิตยังอยู่ในวัยต้นๆเท่านั้นเอง นี่เป็นเพียงตัวอย่างความศักดิ์สิทธิ์บางเรื่องเท่านั้นของพระอาจารย์อรรณพ ที่ยืนยันว่าท่านเป็นพระผู้ศักดิ์สิทธิ์ สมกับที่ท่านปฏิญาณตนออกมาเพื่อรับใช้พระศาสนา เป็นพระผู้ที่ใครๆ ไม่อาจจะแตะต้องได้ ?

                “เรื่องหนังสือพิมพ์แผ่นดินธรรมเผ่นดินทองเป็นอย่างไร ?

                “เป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นออกสนองโครงการแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองในขณะนั้น เป็นเอกสารมีชื่อจ่าหน้า ลงข่าวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ตำบลหรือข่าวท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่ เช่นข่าวการเลือกตั้งกำนันตำบลหนองปลาเข็งก็ได้ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง หรือจะเป็นรายงานพยาธิใบไม้ตับของประชาชนในหมู่บ้าน และที่น่าสนใจก็คือปรากฏการณ์เกี่ยวกับการป่วยไข้แบบแปลกๆของประชาชนในท้องถิ่น เช่นที่เรียกกันว่าผีเข้า ซึ่งมกเป็นผลมาจากโรคกะเพราะ หรือรายงานเกี่ยวกับผีปอบที่มาเข้าคนในหมู่บ้าน เช่นนี้ก็เรื่องที่น่าสนใจที่สะท้อนสภาพสังคมในท้องถิ่นว่ายังล้าหลังอยู่ขนาดไหน อีกเรื่องหนึ่งก็เรื่องการจัดงานประเพณีต่างๆ เช่นแข่งว่าวธนู หรือประกวดขับร้องสรภัญญะ เป็นต้น ขณะนี้ที่วัดนี้ไม่แน่ใจว่าพระหลวงพ่อพันธ์จะเก็บไว้บ้างหรือไม่ เพราะแกพยายามทำลายล้างอะไรก็ตามที่เป็นผลงานของพระอาจารย์อรรณพให้หมดสิ้น แม้กระทั่งจารึกเรื่องการสร้างอุโบสถหลังนี้ แกก็ลบทิ้งหมด แต่ถ้าจะค้นจริงๆก็คงจะมีอยู่บ้างที่บ้านกำนัน”

                “ในขณะนี้พระอาจารย์อรรณพมีแผนงานอะไรบ้าง ?

                “ดูเหมือนเกี่ยวกับการศึกษานี่แหละขอรับ เป็นลักษณะที่ครบวงจรการศึกษาทางพระพุทธศาสนา”

                “การศึกษาพระพุทธศาสนาครบวงจร ?

                “ขอรับ ดูเหมือนท่านพระอาจารย์อรรณพไม่สนใจอะไรเหมือนพระภิกษุทั่วๆไป ท่านสนใจแต่ในด้านที่สร้างคนอย่างเดียว แม้กระทั่งการเทศนาแสงดธรรมท่านก็ไม่ค่อยชอบ ดูเหมือนท่านจะยังไม่ได้พูดอะไรมากไปจนกว่าจักสามารถดำเนินการศึกษาครบวงจรนี้ได้”

                แม่ชี แก้วกาญจน์ ประดิพันธ์ ได้ตัดสินใจพำนักที่วัดบ้านหนองเทา

                บัดนี้ ไฟ ได้ดับลงไปหลายส่วนแล้ว และด้วยกระแสอันเรี่ยวแรงแห่งพระธรรมได้นำพาแล้ว ทางที่จักถอยกลับนั้น ไม่มีอีกต่อไป มีแต่ความกระตือรือร้นที่จักสร้างสมบุญ พอใจอยู่กับความยากไร้อันเป็นเครื่องสำหรับบ่มอบรมบารมีของท่านทั้งหลาย ผู้เข้าสู่กระแสแห่งพระอริยมรรคอริยผลแล้ว แม้เบื้องต้น

                “ฉันจะอยู่ที่นี่ ดินแดนที่ยากจนที่สุดของประเทศไทย ดินแดนแห่งความเร้นลับ และแดนเถื่อนดินแดนนักเลง ที่ท้าทายจิตใจเหล่านักรบ วีรชน ดินแดนที่ศีลธรรมเสื่อมโทรมหลายขนาด และที่สำคัญ เป็นดินแดนที่เธอได้เหยียบย่ำไว้แล้ว เพื่อที่จะได้ติดตามเธอไป สู่ทุกหนทุกแห่งที่เธอไปถึงหากว่าฉันมีวาสนาบารมีจักไปถึงได้เช่นเธอ แน่ละ ฉันผู้ขอเป็น ข้าน้อย ของพระคุณท่าน จะต้องพากเพียรสร้างบารมีขึ้น ที่นี่ บัดนี้ ด้วยชีวิตอันเรามีสั้นนิดเดียวเท่านั้นเอง แต่ด้วยธารมโนเพชรแห่งใจ อันฉันถึงแล้ว”

                หนังสือพิมพ์แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ได้รายงานสถานการณ์ของประชาชนในท้องถิ่นไว้ค่อนข้างละเอียดและน่าสนใจมาก สรุปรวมลงเป็นภาพที่ประชาชนแร้นแค้น ยากเข็ญ ด้วยสาเหตุแห่งธรรมชาติไม่เป็นใจ และด้วยเหตุผลทางด้ายการศึกษาและสังคม แม้ในระบบการศาสนาเองบางอย่าง เช่นศาสนพิธีที่มักโน้มเอียงไปทางด้าน    ไสยศาสตร์  เป็นต้น

                งานบริหาร งานปกครอง งานพัฒนา สังคมท้องถิ่นนี้ จักต้องเป็นงานที่น่าหนักใจแน่

                ไม่มีผู้ปกครองคนใด ที่ปรารถนาจะมาอยู่เมืองนี้

                และผู้ที่ได้มาอยู่เมืองนี้ ก็ไม่มีใครที่ปรารถนาจักอยู่ต่อไปให้เนิ่นนาน

                โอ้อนาถใจ เพราะความสงสารประชาชนของแม่ชีสาว

                กลอนนิราศบทนั้น ได้สะท้อนความขมขื่นของดินแดนนั้น ไว้อย่างไร ใครจักซับทราบได้ลึกซึ้ง เช่น เธอ ผู้ได้เข้าสู่กระแสแล้ว

                สำเนียงกลอน ที่จัดหมู่เสียงเป็นแบบ 3-3-3 คำ ท่อนท้ายๆ ยังมีคำถามฉกรรจ์อยู่ถึง 36 ข้อ ใครเล่าจะเป็นผู้ตอบ ?

                แต่ชาตินี้น่าสิ้นหวังว่าชีวิต จักไพจิตรขจรจนคนลือเลื่อง ผู้นำล่าช้าประชาค่าเปล่าเปลือง กังวลเคืองขื่นความยากซ้ำซากชา

                ขอเพียงได้เลี้ยงชีวิตอย่างคนอยู่ ได้กินขี้ได้ขี่คู่ได้คู่ขา ได้เดินทางทั่วแผ่นใกล้ไกลโลลกา ภูเก็ตกล้ำมะละกาค้าแรงงาน

                เข้าเดือนอ้ายลมแล้งรัวทั่วขัณฑ์เขต หมอกเช้าหนาดั่งน้ำเนตรเนืองสนาน บัดถึงคราวคนทิ้งถิ่นดินกันดาร ทั่วอีสานหนาวลมเหลียวแห้งเหี่ยวใจ

                เหมือนดั่งมีสัญชาตญาณกาลกำหนด แม้กำสรดต้องกลืนกล้ำน้ำตาใส เหมือนพ่อนกโผจากคาสู่ฟ้าไกล ทิ้งลูกไว้ชะแง้หาตั้งตาคอย

                ขอบฟ้าไกลหว้างว่ากว้างห้วงเวหาสน์ เพียงขุมทองผ่องพิลาสน์สาดฝั่งฝอย แต่ชีวิตใต้ครอบคาค่าแสนน้อย เหมือนต่ำต้อยติดินดาลด่านโลกันต์

                ดึกลมลิ่วหวิวหวิ่งหวีดกรีดลำไผ่ เพียงกรุ๋งกริ่งหริ่งเรไรโลมไล้ขวัญ หม่าวแมวครางแต่แฝกข้างสระฝั่งชัน ลมยิ่งผันยามดึกเดือนเลื่อนโพยม

                แว่วพิณฟ้าพยาว่าวขึ้นสาวเมฆ ฟังวิเวกกลลอดผ้าห่มคราวลมโหม ธนูลมสมสั่งฟ้ามาประโคม ปลอบประโลมความขื่นแค้นให้แคลนคลาย

               

                ใครเล่าเหลียว                       เยียวยาไข้                              ยามได้ยาก

                ใครเล่าเหลียว                       เคี้ยวคำหมาก                        ยากจักหมาย

                ใครเล่าเหลียว                       เหลือบหน้าเปื้อน                เกลื่อนตาตาย

                ใครเล่าเหลียว                       กองฟอนฟาย                       พิไรลา

                ใครเล่าเหลียว                       เยียวทั่วทุกข์                          ทวยธเรศน์

                ใครเล่าเหลียว                       วนประเวศน์                         วนาหนา

                ใครเล่าเหลียว                       เยียวอกคร่ำ                           คราบน้ำตา

                ใครเล่าเหลียว                       เลี้ยงประชา                          ยากยาจน

                ใครเล่าเหลียว                       หลิ่วตาถาม                            ยามยากไร้

                ใครเล่าเหลียว                       ที่นาไร่                                   ไร้รวงผล

                ใครเล่าเหลียว                       ชาวอกแค้น                           แน่นกมล

                ใครเล่าเหลียว                       ความคลั่งท้น                        ทนเพื่อธรรม

                ใครเล่าเหลียว                       เที่ยวทางยาก                         ฝากสั่งถ้อย

                ใครเล่าเหลียว                       แต่นิดน้อย                            หน้าขื่นขำ

                ใครเล่าเหลียว                       ชื่นอกช้ำ                               กลืนระกำ

                ใครเล่าเหลียว                       รับขวัญคำ                             พร่ำอาทร

                ใครเล่าเหลียว                       เปลี่ยวจิตว้า                           ล้าความคิด

                ใครเล่าเหลียว                       แล้งลูกศิษย์                           สิ้นครูสอน

                ใครเล่าเหลียว                       ความไม่รู้                               ชูนคร

                ใครเล่าเหลียว                       ราษฏร์รุ่มร้อน                      ค่อยผ่อนเย็น

                ใครเล่าเหลียว                       ชุบชีวา                                   สามารถอาจ

                ใครเล่าเหลียว                       เลี้ยงชีวาตม์                           หวาดความเข็ญ

                ใครเล่าเหลียว                       ปลุกคุณค่า                             ค่าคนเป็น

                ใครเล่าเหลียว                       สองตาเห็น                           คนเช่นคน

                ใครเล่าเหลียว                       ด้วยกรุณา                              ดั่งฟ้าหยาด

                ใครเล่าเหลียว                       รักโลมราษฎร์                       ดั่งธารฝน

                ใครเล่าเหลียว                       เมตตาแท้                               แด่ทวยชน

                ใครเล่าเหลียว                       ศรัทธาท้น                             ท่วมภักดี

                ใครเล่าเหลียว                       เขียวหน้าคร่ำ                        คลำนิ่วหน้า

                ใครเล่าเหลียว                       ล้าหลังล้า                              เฒ่าทาษี

                ใครเล่าเหลียว                       เร่งลบร้า                                รอยราคี

                ใครเล่าเหลียว                       โซ่ตรวนตี                             หนี้นายไท

                ใครเล่าเหลียว                       เฉื่อยเชือนชา                       โหยแหบไห้

                ใครเล่าเหลียว                       พุงโรเรียว                             เขียวคราบไคล

                ใครเล่าเหลียว                       เหลืองเหลืองไข้                  ฝ่ายความตรอม ฯ

                นอกจากเธอ

                ถูกแล้ว ใครเล่าจักเหลียวดูผู้ยากไร้ นอกจากเธอ เธอเท่านั้น เป็นหน้าที่ของเธอ อันเป็นธรรมารมณืของแม่ชีสาวขณะนั้น ที่ได้เลื่อนชั้นไปแล้ว

                ธรรมารมณ์ใด ? อริยบุคคลเหล่าใด ? ใครเล่าย่อมรู้ ?

                ขีณํ ปุราณํ นวํ นตฺถิ สมฺภวํ

วิรตฺตจิตฺตายติเก ภวสฺมิ

เต ขีณพีชา อวิรุฬฺหิฉนฺทา

นิพฺพนฺติ ธีรา ยถายมฺปทีโป

               

                กรรมเก่าของพระอริยบุคคลเหล่าใดสิ้นแล้ว กรรมสมภพใหม่ย่อมไม่มี

                พระอริยบุคคลเหล่าใด มีจิตหน่ายแล้วในภพต่อไป

                พระอริยบุคคลเหล่านั้น มีพืชสิ้นไปแล้ว มีความพอใจงอกไม่ได้แล้ว

                เป็นผู้มีปัญญา ย่อมปรินิพานเหมือนประทีปอันดับไป ฉะนั้น                                                                               

 (รตนสูตร ขุทฺทกนิกาย ขุทฺทกปาฐะ 25/8)

จบบริบูรณ์




นิทานธรรมะแสนสนุก

คำนำว่าด้วยประวัติย่อของผู้ประพันธ์ เล่าถวายสหธรรมิก
มานุสสาสุรสงคราม
เจ้าชายหงส์ขาว
พระเหลียวหลัง
ยมราชถามอะไรคือการศึกษา article
ซิ่งเนรคุณ article
มงกุฎมาลีรัตนะแห่งองค์พระอรหันต์เจ้า
พญาโคร่งดำโพธิสัตว์
ดอกไม้ป่าสีน้ำเงิน
อาลัยบาป
คนไม่เคย
ภาระสี่เหล่าจักรพรรดิ์ธรรม
คนเมืองหิว
นักเลงปืนแก๊ป
อนุสรณ์๋ป่าช้าอนุสาวรีย์ลูกรัก
ตำนานรักหนุ่มบ้านกาจสาวบ้านมโนรมย์
สงครามครั้งสุดท้าย



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
นี่คือเวบไซต์คู่แฝด, http:\\www.newworldbelieve.net, http:\\www.newworldbelieve.com รวมผลงานการวิจัยรอบด้านทุกสาขาวิชาทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม, โดยเฉพาะเรื่อง ศาสนาใหญ่ ๆ ของโลก, มีการบันทึกข้อมูลทางการพิศูจน์ ทดสอบ วิจัยการศึกษาโลกลี้ลับ, รวมทั้งไสยศาสตร์ และ ศาสนาสากล, งานวิจัยสังคม การเมืองและวัฒนธรรมไทย-สากลและวัฒนธรรมประชาธิปไตย ยาวนานกว่า 14 ปี, แสดงไว้ในเวบไซต์แฝดคู่นี้. เกี่ยวกับประชาธิปไตย, เรากำลังเพ่งเล็งว่าเป็นประเด็นสำคัญยิ่งของประเทศไทยขณะนี้, เพราะโดยยุคสมัย, ไทยไม่อาจจะย้อนกลับคืนไปสู่เผด็จการได้อีก, แม้ว่าจะมีพรรคการเมืองเก่าแก่......พรรคหนึ่งจะพยายามต่อสู้อย่างสุดฤทธิ์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของระบอบอดีตเผด็จการ นำการเมืองไทยหวลกลับสู่ระบอบทึ่น่ารังเกียจคือ โบราณาอามาตยาธิปไตย (ซึ่งเป็นระบอบเผด็จการ ของการปกครองมาแต่ดั้งเดิมนั่นเอง) ซึ่งไม่สามารถจะส่งผลสำเร็จอะไรเกิดขึ้นได้เลย, ก็จะเป็นการหลงผิด เพราะผลที่จะเกิดขึ้น จะเป็นเพียงพร่าเวลาที่มีค่าไปอย่างน่าเสียดาย, เหลวไหลไร้ประโยชน์, มีแต่จะสร้างความเสื่อม, เลวทราม, สร้างความบอบช้ำแก่ประชาชนและประเทศต่อไปอีก, และก็ไม่อาจจะเดินหน้าไปได้ตามระบอบเดิม, ไปได้ก็ชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วเดินต่อไปไม่ได้, ต้องหมุนกลับสู่เส้นทางสากลประชาธิปไตยจนได้เท่านั้น, คนไทยทุกชนชั้นทุกหมู่เหล่าการอาชีพ ทุกฐานะความเป็นอยู่จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ประชาธิปไตยที่แท้จริง (คือเรียนรู้ตัวเอง ว่าแท้จริงคนมีเสรีภาพ ไม่ใช่ทาส), เพราะเราอยู่ในโลกยุคใหม่, ต้องสร้าง, ต้องใช้วิถีทางประชาธิปไตยนี้แก้ปัญหาการเมืองของประเทศ, แก้ทุกปัญหา ทั้งเศรษฐกิจและสังคม แม้การวัฒนธรรม ก็ต้องสร้างขึ้นใหม่ในฐานะ วัฒนธรรมประชาธิปไตยให้ได้, จึงจะสามารถนำประเทศไปสู่เกียรติและฐานะสากลของคำว่าชาติ หรือ ประเทศไทยได้เท่าเทียมกับประเทศอื่น ๆ และล้ำหน้าประเทศที่ใช้ระบอบเผด็จการโบราณเดิมไปได้, และนั้นเป็นวิถีทางเดียวที่นำไปสู่ชัยชนะ ทางเดียวเท่านั้น และเวบไซต์แฝดคู่นี้พยายามชี้แสงสว่าง เปิดดวงตาของประชาชน ให้มองเห็นเส้นทางที่ถูกต้อง เป้าหมายและวิธีการที่ถูกต้องของการศาสนาวัฒนธรรมส่วนที่เป็นสาระสำคัญควบคู่ไปกับประชาธิปไตยที่แท้จริง และที่สำคัญ เวบไซต์ทั้ง .net และ .com คู่นี้ จะนำคนทั้งหลายในโลก ไปสู่ ศาสนาใหม่แห่งโลกใหม่ (newworldbelieve)โดยมีการเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับวิถีทางความคิด และ การเมือง แบบประชาธิปไตย นี้เอง. *** (16 ส.ค.2561) • หมายเหตุ เอาขึ้นเวบไซต์ แทนของเดิม ทั้ง 2 เวบ .net .com วันที่ 16 ส.ค.2561 เวลา 13.35 น.