ReadyPlanet.com
dot
dot dot
bulletBUDDHISM TO THE NEW WORLD ERA
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พ.ศ.2540 - 2559
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 1
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 51
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 52
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 53
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 54
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 55
bulletหนังสือพิมพ์ดีเล่มที่ 56
bulletหนังสือพิมพ์ดีเล่มที 57
bulletหนังสือพิมพ์ดีเล่มที 58
bulletหนังสือพิมพ์ดีเล่มที 59
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
Buddhism How? บันทึกของนักปฏิบัติธรรมผู้ถวายชีวิตพิศูจน์สัจธรรมพุทธให้รู้แจ้งเห็นจริงถึงระดับมรรคผลนิพพานแท้
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
bulletศึกษาโลกลี้ลับ 26
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว วิเคราะห์ทุกปัญหาในโลกมนุษย์ด้วยสติปัญญาและเหตุผลวิทยาศาสตร์จากนสพ.ดี
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletประวัติการต่อสู้เพื่อการดับทุกข์ ของพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์ แนวปฏิรูปคณะสงฆ์อยู่ในบทวิเคราะห์นี้แล้ว
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา แนวคิดศาสนาสำหรับคนยุคใหม่ ผู้ก้าวผิดทางไปสู่สิ่งไร้สาระโดยไม่รู้ตัว
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ของฟรีให้เปล่ามา20ปีแล้วทั้งเอกสารและอินเทอเนท
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา เราทำเพื่อปัญญาชนโดยแท้
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่ 1- 4


ตำนานรักหนุ่มบ้านกาจสาวบ้านมโนรมย์

 ตำนานรักหนุ่มบ้านกาจสาวบ้านมโนรมย์

โดย จักร สุธาธรรม

 

                   นวนิยายชุด จากป่าช้า เรื่องใหม่ของข้าพเจ้า เริ่มขึ้นในสุสานอันกว้างใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองนั้น ร่ำลือกันว่าสุสานแห่งนี้แหละแข็งและแรงนัก ไม่มีพระธุดงค์องค์ใดกล้ามาปักกลดได้เกิน 3 วันเลย เป็นต้องถูกของลองดี ไม่สามารถอยู่ต่อไปได้

                   เป็นป่าช้าจีน มีฮวงซุ้ยฝังศพเรียงรายเป็นแถวเป็นแนวเหมือนบ้านจัดสรรก็ไม่ปาน ดูสลับซับซ้อนเป็นทิว จำนวนนับเป็นพันๆ ฮวงซุ้ยเห็นจะได้ เนื้อที่เฉพาะหลุมฝังศพเอง ไม่ต่ำกว่า 500 ไร่ อยู่ในบริเวณป่าใหญ่ที่ครอบคลุมเนื้อที่บริเวณลุ่มน้ำมูล ร่วมหมื่นไร่ ด้านทิศตะวันตกของสุสาน เลยคลองมังกรไปแล้ว ติดกับลำห้วยใหญ่ ไหลมาจากทิวพนมดงรักและเลื่อนเลยสู่แม่น้ำมูลห้วยมโนรมย์ เป็นชื่อลำน้ำนั้น

                   พระภิกษุที่มาขอปักกลดนั้น มาแต่เพียงรูปเดียว เป็นพระที่ยังดูหนุ่มแน่น จากลักษณะภายนอกและน้ำเสียงพูด มิได้มีท่าทางว่า ท่านะเป็นพระนักธุดงค์เลย เอาแม้ลักษณะคงแก่เรียน รู้เวทย์มนต์ หรือแม้ อายุพรรษา ก็มิได้มีแววส่อแสดงทางรูปกายแต่อย่างใดเลย ท่านเป็นพระที่มีความเป็นธรรมดาสามัญเสียเหลือเกินจนสุดจะคาด

                   “อาจารย์จะมาปักกลดแต่เพียงรูปเดียวหรือ ?” นายสุสานโคปกา หรือคนเฝ้าดูแลป่าช้าถามขึ้นด้วยความรู้สึกแปลกพิศวง

                   “รูปเดียว” พระตอบเรียบสั้น “อาตมภาพจะขอปักกลดพำนักปฏิบัติธุดงค์วัตร เป็นเวลาสัก 10-20 วัน ไม่ทราบทางสุสานจะมีความขัดข้องหรือไม่ ?

                   “ยี่สิบวัน ?” เสียงย้อนขึ้นสูง ของนายสุสาน ซึ่งเป็นช่างทำโลงในขณะเดียวกัน เขาเริ่มเอะใจ ลอบพินิจพระภิกษุรูปนั้นอยู่เป็นชั่วครู่ทีเดียว

                   “นิมนต์เลยขอรับ เลือกเอา จะเอามุมไหนได้ทั้งนั้น แต่ถ้าจะให้ดีก็มุมนู้นแหละขอรับ ต้นพอกใหญ่นู้นแหละ” เขาชี้ข้ามแถวแนวฮวงซุ้ยไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นบริเวณป่าหนา ริมฝั่งน้ำ ที่โดดเดี่ยวห่างไกลบริเวณอาคารและบ้านพักคนงานของสุสานไปสุดอีกด้านหนึ่ง

                   “มีพระมานั่งสมาธิเอาเลขหวยเบอร์ตรงโคนต้นพอกใหญ่ต้นนั้นแหละขอรับ ตรงนั้นแหละโยมซึ่งออกไปหาที่พักนอกสุสานไป ไม่ทราบว่ารอดชีวิตหรือไม่ เพราะไม่ย้อนกลับมาอีกเลย”

                   และตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งบัดนี้ ยังไม่มีพระที่ไหนกล้ามาปักกลดอีกเลย แต่อยู่ๆก็มีพระหนุ่มรูปนี้ จะมาขอปักกลดปรนิบัติธุดงค์วัตร แต่เดียงรูปเดียวโดดๆ เป็นเวลาถึง 20 คืน 21 วัน นี่มิใช่เรื่องธรรมดาเสียแล้ว

                   “หรือบางทีพระรูปนี้ อาจจะไม่รู้จักอะไรเป็นอะไร” เขาคิด “เขาจะลองบอกท่านหน่อยไหม ?” เขาวิตกอีก แต่แล้วก็วางมือ “ก็แล้วแต่เรื่องแต่ราวเถอะ” เขาตัดใจเมื่อคิดว่าพระรูปนี้เป็นพระนักปกครอง มีตำแหน่งสูงทางการคณะสงฆ์อยู่ คงจะต้องมีดีอยู่ ไม่มากก็น้อย มิฉะนั้นจะหาญกล้ามาหรือ และแม้ว่าดูเผินๆจะไร้เดียงสาก็ตาม

                   วันที่พระรูปนั้นมา มีรถเก๋งคันใหญ่สีเขียวใบไม้มาส่ง รถได้กลับออกมาแวะสั่งความนายสุสานโคปกาไว้ 2-3 อย่าง แม้นายสุสานโคปกาเองก็สังเกตว่าคนรถ และพระลูกศิษย์ที่มาส่งไม่แสดงว่าสบายใจเอาเสียเลย

                   “ช่วยดูแลท่านอาจารย์ด้วยนะ” พระที่มาส่งขอร้อง

                   “ท่านจะอยู่กี่วัน ?

                   “ตามกำหนด”

                   “ท่านอยู่รูปเดียวหรือ ?” ถามย้ำอย่างอยากได้ยินคำปฏิเสธ

                   “ท่านชอบอยู่รูปเดียว ท่านขอเพียงแต่ว่า อย่าให้คน ใครผู้ใดผู้หนึ่งเข้าไปรบกวนเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกขอเลขหวยเบอร์ ต้องห้ามเด็ดขาด ขืนเข้าไปอาจถูกไล่ตะเพิดออกมาโดยไม่เกรงใจเลยก็ได้”

                   “ขอรับๆๆ เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกขอรับ ห่วงแต่เรื่องอื่นเท่านั้น”

                   “อะไร ?

                   “ท่านมีวิชาดี มีอาคมแก่กล้านักหรือ ?”ถามเบาๆ พระที่มาส่งแย้มหัวเล็กน้อย เป็นเชิงเห็นขัน

                   “คอยดูไปเถอะ ก็จะได้เห็นเอง” กล่าวแล้วก็สั่งรถแล่นออกไปจากสุสาน

                   สุสานแห่งนั้น ที่มีชื่ออันไพเราะว่า สุสานด่านมโนรมย์

                   ในขณะนั้น ผีแม้หม้ายกำลังออกอาละวาดล่าผัวอยู่ทางเมืองอุดร ขอนแก่น ผีเมืองลับและมาแต่เมืองอุตรดิตถ์ มาสูบวิญญาณคนหนุ่มอยู่ทางเมืองสุรินทร์ บุรีรัมย์ หวาดผวากันขนาดหนักอยู่แล้ว ผีสิงคโปร์ยิ่งเฮี้ยนใหญ่ ระบือลือเดชไปทั่วโลก พระภิกษุหนุ่มมาจำวัตรในป่าช้าแต่เดียวดาย จะไม่ให้หวั่นได้อย่างไร

                   และแล้ว คืนแรกที่นายสุสายโคปกานอนกระสับกระส่าย หูทั้งสองข้างคอยสำเหนียกเหตุการณ์อยู่ตลอดคืน ก็ผ่านพ้นไป รุ่งแจ้งแสงอรุณแล้ว พวกนกกดร้องก้องรับดวงตะวัน แซร่สนั่นไปในสุสานอันกว้างใหญ่                 นายสุสานโปกานึกอะไรขึ้นมาได้ รีบคว้าจักรยานถีบรุดเข้าไปสู่ฝั่งห้วย

                   ที่ปางพักนั้น เห็นน่าประหลาดใจ กลดพระธุดงค์อยู่ตรงโคนไม้แสง ร่มครึ้มใหญ่ต้นนั้นไม่มีร่องรอยที่นอน มีอาสนะ 1 ตัว ตั้งอยู่ภายในกลดนั้น “พระอาจารย์รูปนี้นั่งหลับหรือ ?” นายสุสานคิดอยู่ในใจ ขณะนั้น พระภิกษุหนุ่มกำลังทำอะไรง่วนอยู่อีกมุมหนึ่ง เหลือบมาเห็นเข้า

                   “อ้อ โยมมาพอดี” ท่านร้องขึ้นเสียงแจ่มใส พร้อมกับถือสิ่งหนึ่งติดมือมาด้วย นั่นคือขนุนลูกใหญ่ ผ่าครึ่ง “โยมรับขนุนนี่ไปด้วย อาตมภาพกลัวจะฉันไม่หมดของจะเสียเสียก่อน”

                   “ขอบพระคุณครับ” นายสุสานรับเอาขนุนครึ่งลูกนั้น

                   “อาตมภาพไม่ต้องการให้ใครมาหา ในเวลากลางวันอาตมภาพจะหลีกเร้นไปสู่ที่ลับ เห็นมีเกาะอยู่กลางลำห้วย อาจจะไปอยู่ที่นั่น หรือในหุบเหว โตรก ฝั่งห้วยแห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้”

                   “ขอรับ” นายสุสานรับคำอย่างงงๆ ใบหน้าเฉยชาอย่างชาวจีนของเขาดูตายสนิท ไม่แสดงความรู้สึกอันใดให้เห็น  “บิณฑบาตไม่รับหรือขอรับ ?

                   “ไม่รับ โยม ไม่ต้องการพบเห็นคน ชื่อว่าคนไม่ต้องการพบ” ท่านย้ำ แต่นายสุสานยังคงมีสีหน้าเฉยชา

                   “แต่ผมต้องมาคอยดูแลท่านอาจารย์ทุกวันแหละขอรับ”

                   พระนิ่งฟัง แล้ว พยักหน้านิดอย่างเห็นดีงามด้วย

                   “ขอบใจ โยม ขอบใจ”

                   วันแรกกับคืนแรกผ่านไป โดยไม่มีเหตุการณ์ใดๆ

                   บัดนี้ เช้าวันที่ 2 ภายหลังภัตกิจ พระอาจารย์นั่งอยู่เหนืออาสนะกำลังสดับฟังเสียงหนึ่งดังมาแต่ไกล แล้วใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และมีทิศทางตรงเข้ามายังปางพัก

                   มันเป็นเสียงกระดึงที่ผูกคอโค กระบือ ทั้งฝูง ค่อยเคลื่อนใกล้เข้ามา พระอาจารย์กำลังคิดว่า เสียงนี้ไม่น่าเลย ทำลายความสงัดสงบในยามเช้าไปอย่างน่าเสียดาย และจำเพาะที่ต้องผ่านบริเวณปักกลดปรนนิบัติธรรมเสียอีกด้วย

                   จริงอย่างดำริ เพราะหน้าฮวงซุ้ยที่จัดระเบียบเป็นแถวแนวยาว จากเหนือไปใต้ โดยหันหน้าคือส่วนหัวผีตายไปทางทิศตะวันตกนั้น เป็นที่ราบกว้างใหญ่ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นแนวยาวไปตามลำคลองมังกรที่ขนานลำห้วยมโนรมย์นั้น มีหญ้าขึ้นระบัด กำลังงามพอเหมาะสำหรับโกระบือและเล็มกินได้ โคกระบือฝูงใหญ่ น่าพิศวง พากันลงมาสู่ที่ราบบริเวณนั้น แล้วเพียงผ่านไปเสียงคนเลี้ยงขับโคโขมงโฉงเฉงไปตลอดทาง จนกระทั่งลับเข้าป่าอีกทางหนึ่ง โคฝูงนี้ถูกต้อนออกไปหาและเล็มหญ้าตลอดวัน ตามแนวเส้นทางระหว่างบ้านมโนรมย์กับบ้านกาจ และจะกลับผ่านมาทางเดิม บริเวณหน้าสุสานอีกครั้งหนึ่งในตอนเย็น ซึ่งก็เป็นเวลากลับเข้าคอก

                   คืนที่ 2 ผ่านไปแล้ว ไม่มีเหตุการณ์อะไรที่นายสุสานโคปกานึกหวาดวิตก

                   กระทั่งคืนที่ 3 แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็คงเป็นปกติเหมือนเดิม นายสุสานเริ่มรู้สึกว่า พระภิกษุหนุ่มรูปนี้มิใช่ธรรมดาเสียแล้ว

                   ใครนักหยั่งถึงจิตพระคุณเจ้าได้ว่าล้ำลึกขนาดไหน

                   ดูเอาเถิด เพียงเสียงนกกระปูด นกกด มันร้อง ปู๊ดๆ ในเวลาค่ำคืน ต้อนรับเดือนขึ้น สนั่นหวั่นไหวไปทั้งสุสาน ยังน่าเสียวสยอง น่าขนหัวลุกพองเพียงนั้น และยามค่ำย่ำสนธยาหาไม่แล้ว เสียงลองไน เรไร จักจั่น ลั่นระงมป่าช้า ดุจเสียงมี่ของปี่แคน ที่มีหน้าที่ขับกล่อมวิญญาณพี่น้องชาวจีนผู้ล่วงลับ ก็ปานจะฉุดกระชากพรากวิญญาณขวัญชีวิตผู้ยังเป็นอยู่ ให้หลุดลอยจากร่างไปได้

                   และยามที่พายุฝนพัดอื้ออึงมา ด้วยหน้าฝนเริ่มชุกในปลายเดือน 6 ปีนั้น หลังวันพืชมงคลไปแล้ว ประกอบแนวป่าใหญ่อันไพศาล ท่ามกลางระหว่างหลุมศพนับร้อยนับพัน จักน่าสะพรึงกลัวขนาดไหน คนทั่วไปจะอยู่ป่าได้อย่างไร อย่างสบายใจเหมือนพระคุณเจ้า ?

 

                   แน่หรือ พระมีวิชาดี ?

                   ถูกแล้ว คืนที่ 3 ล่วงไปแล้วนั่นเอง เป็นเขต

                   ท่านได้หยั่งลงสู่โลกวิมุตติแล้ว

                   สนธยายามค่ำ วันที่ 4 เริ่มแผ่เข้ามา เหตุการณ์ค่ำวันนั้น เป็นดุจดั่งรอยกรรมในอดีต ของหลายชีวิต ที่ได้มาเกี่ยวข้องกันในโลกนี้

                   “ฝูงโคนี้ของใคร ?” พระอาจารย์ถามนายสุสานโคปกา เย็นวันนั้น “เป็นของนายทุนหรือ ?

                   “มิใช่หรอกขอรับ เป็นของ 2 เจ้ารวมกันเลี้ยง เจ้าหนึ่งบ้านกาจ ทางทิศใต้ กับอีกเจ้าหนึ่งอยู่บ้านมโนรมย์ ทางทิศเหนือ”

                   “นับว่าฉลาดรวมกิจาการกันได้ดี”

                   “แต่ตอนหลังมีเรื่อง เห็นว่าจะแบ่งแยกกันแล้วขอรับ”

                   “น่าเสียดาย ไม่ควรเป็นเช่นนั้น รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย พลํ สงฺฆสฺ สามคฺคี ” พระว่าพร้อมอ้างสุภาษิต

                   “มันสามัคคีไม่ได้น่ะซีขอรับ” นายสุสานโคปกาขัดขึ้น “ข่าวว่า เจ้าของทางบ้านมโรมย์ ด้านเหนือถึงกับหนีไปเมืองเหนือร่วมเดือน 2 เดือนแล้วยังไม่เห็นกลับมา”

                   “เพราะอะไร ?” พระฉงน

                   “เกี่ยวกับปัญหาบางอย่างที่ตกลงกันไม่ได้ ขอรับ”

                   “ปัญหาอะไร ?

                   “คืออย่างนี้ครับ” นายสุสานโคปกา มีท่าว่าเตรียมเล่าเรื่องยาว ที่น่าสนุกสนานซับซ้อน “ทางฝ่ายบ้านกาจกับบ้านมโนรมย์ เป็นเครือญาติกัน รวมทุนเลี้ยงโคฝูงใหญ่มาเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว ดอกผลกำไรที่ได้ก็จัดแบ่งกันไปตามประสาญาติๆ ไม่มีเรื่องขัดใจอะไรกัน จนต่างฝ่ายต่างร่ำรวยขึ้น มีฐานะดีในแถวถิ่นนี้ ที่ชาวบ้านตำบลมโนรมย์รู้จักกันดี ต่อมาเร็วๆนี้ ทางบ้านกาจและบ้านมโนรมย์ ก็เกิดมีความคิดตรงกันขึ้นมาว่า จะจับหนุ่มสาวญาติกันในสองบ้านนั้นสมรสกันเสีย คือ ฝ่ายชายอยู่บ้านใต้ บ้านกาจ ฝ่ายหญิงอยู่บ้านเหนือ บ้านมโนรมย์ โดยเชื่อว่า ถึงจะเป็นญาติกันก็เป็นห่างๆ”

                   “ห่างขนาดไหน ?” พระสนใจ

                   “นัยว่า ทางบ้านมโนรมย์เรียกบ้านกาจว่า อาว์ มีศักดิ์เป็นลูกพี่ และทางบ้านกาจเรียกบ้านมโนรมย์ว่า ลุง มีศักดิ์เป็นลูกน้อง ทั้งคู่ก็นับเป็นลูกพี่ลูกน้องกันแหละ ขอรับ”

                   “ใกล้ชิดเกินไป ซ้ำฝ่ายหญิงมีศักดิ์สูงกว่าอีก” พระว่า

                   “นั้นแหละครับเหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหา แต่ที่สำคัญก็คือ ทั้งชายหนุ่มหญิงสาวมิได้มีความรักกันแบบชู้สาว ทั้งคู่มีการศึกษาดีจบวิทยาลัยด้วยกันทั้งคู่ มีหนำฝ่ายชายยังมีเรื่องไม่ค่อยสุจริตใจนัก”

                   “ไม่สุจริตใจยังไง ?

                   “เขาว่าได้เสียเป็นผัวเมียกับหญิงอื่นไว้แล้ว ตอนนี้กำลังถูกบีบให้ทิ้งเมียเสีย เพื่อมาแต่งกับสาวบ้านมโนรมย์”

                   “โอ บาปกรรม” พระออกอุทานด้วยเมตตาจิต “แล้วทางฝ่ายหญิงล่ะ ?

                   “ทางฝ่ายหญิง นี่บังเอิญเป็นลูกสาวคนเดียว จะต้องเป็นเจ้าของมรดกที่ดินนับร้อยๆไร่อีก นอกเหนือไปจากส่วนที่ร่วมกับบ้านกาจ”

                   “ฝ่ายหญิงหรือที่หนีไปหลายเดือน ?

                   “ขอรับ ข่าวว่า หนีไปตั้งแต่เตรียมการจะหมั้นหมาย ในเดือนมีนาคมที่แล้ว แต่ความจริงก็คงไม่ได้หนีไปไหนหรอกขอรับ เพียงไปพักสงบจิตหรือตัดสินใจรับหมั้นก็ไม่ทราบแน่”

                   “หนีไปอยู่จังหวัดไหน ?

                   “จังหวัดทางเหนือแน่ขอรับ เข้าใจว่าเป็นเชียงใหม่ เพียงไปอาศัยญาติอยู่ที่นั่น ที่เคยไปเรียนวิชามานั่นแหละ ขอรับ”

                   “อ้อ” พระออกอุทาน ในที่สุดเมื่อสิ้นสุดเรื่องราวที่น่าสนใจลง และเมื่อมีเสียงกระดิ่งดังใกล้เข้ามาจากป่าทางทิศใต้ โดยที่โคกระบือจะกลับคอกที่บ้านมโนรมย์ บ้านฝ่ายหญิง อันเป็นสัญญาว่า ทิวากาลใกล้สิ้นไป ย่ำสนธยาเข้ามาแทนที่แล้ว แดดอ่อนรอนๆ ลงเบื้องทิศตะวันตก เรไร ลองไน เริ่มกรีดเสียงขับกล่อมเหนือบริเวณป่าช้า ซึ่งขณะนั้นแลดูขาวโพลง ด้วยฮวงซุ้ยมีส่วนผิวประกอบด้วยหินขัดเป็นเงางามสะท้องแสง ตรงขามตะวันเยื้องตะวันตก

                   พระอาจารย์ กำลังรอเวลาจะทำวัตรเย็นอยู่ ขณะนั้น นายสุสานโคปกาได้รีบรุดจากไปแล้ว ในทัดใดนั้น ท่านฉุกคิดไปถึงสิ่งผิดปกติ เกิดขึ้นกับฝูงโค เหตุใดเสียงกระดิ่งจึงไม่เคลื่อนใกล้เข้ามาสักที และผิดเวลาไปมากแล้ว เพราะโดยปกติ ฝูงโคกลับคอกที่บ้านมโรมย์ จะผ่านไปก่อนที่เรไร ลองไนจะเริ่มเห่กล่อม แต่บัดนี้ ป่าช้าจะตื่นแล้ว ด้วยกล่อมเรียกของแมลงภูตพราย ซ้ำได้เวลานกกระปูดเริ่มระเบ็งเสียงสั่งตะวันลับฟ้า สนั่นไปหมดแล้ว ฝูงโคยังไม่กลับมา ท่านฉงนอยู่ แต่แล้วพระอาจารย์ธุดงค์ก็มารำลึกว่า “ใช่กิจของสงฆ์”

                   “นี่อาตมภาพเป็นอะไรไป ?” ท่านกล่าวกับตัวเอง เมื่อรู้สึกว่าความคิดเตลิดไปไกลในเรื่องราวของชาวบ้าน “ฉะนั้น วันนี้ จักต้องเจริญพระมนต์วิเศษประจำตัวสัก 7 คาบเป็นอย่างน้อย” ท่านตั้งจิตเช่นนั้นแล้ว ก็จับธูปขึ้น 3 ดอก เทียนขาว 1 คู่ จุดกับไฟไม้ขีดแล้วปักลงตรงโคนไม้แสงที่พำนัก พนมมือรำลึกพุทธานุสติ ธัมมานุสติ     และสังฆานุสติ ไปตามลำดับแล้ว จะว่าบทพระคาถา ภาวนาไปอย่างไรบ้าง ไม่อาจจะรู้ได้ ทว่าท่าอยู่ในภวังค์ หลับตานิ่งอยู่เช่นนั้นเป็นนานแสนนาน แม้ว่าขณะนั้น จะปรากฏอะไรผิดปกติบ้าง ท่านหารับรู้ไม่ มิฉะนั้น ท่านคงจักได้ยินเสียงกู่ของคนเลี้ยงโค จากฝั่งห้วยทั้งสองด้าน เสียงคนวิ่งป่านปางพักไปเป้นกลุ่ม จากบ้านมโนรมย์ไปทางบ้านกาจ และจากบ้านกาจไปบ้านมโนรมย์ แน่ละ มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับฝูงโคนั้น

                   “วัวหายไปฝูงหนึ่ง” แว่วๆ เสียงถามตอบจากคน 2 กลุ่มที่วิ่งมาพบกันระหว่างปางกลดพระคุณเจ้า ห่างออกไปประมาณ 20 เมตร

                   “ทั้งหมดมีจำนวน 5 ตัว ” เสียงรายงานต่อ

                   “แยกกันหา ทางบ้านกาจไปฝั่งขวา บ้านมโนรมย์ไปฝั่งซ้าย เหลือคนไว้สัก 3-4 คน เอาละแยกกันไปได้”

                   เสียงสั่งการตอนหลังเป็นเสียงสตรี แว่วๆ มาเข้าโสตประสาทพระภิกษุผู้อยู่ในภวังค์ คือ อาการหลับๆตื่นๆ อันเป็นอาการพักอิริยาบถของพระโยคาวจรเจ้าทั้งหลาย ในขณะความสับสนนั้น มีเสียงแซร่สนั่นของลองไน เรไร กับทั้งเสียงประสานของนกกระปูดร้องส่งตะวันลับฟ้า

                   เป็นเวลานานเพียงใดจากเวลานั้น ไม่ปรากฏ

                   “พระคุณเจ้า”

                   “พระคุณเจ้า”

                   เสียงนั้นปลุกเรียก แทรกสำเนียงถึงโสตแว่วๆแผ่วๆแล้วค่อยชัดขึ้นๆ พระคุณเจ้า ผู้พระภิกษุหนุ่มสะดุ้งตื่นจากภวังค์ มิหนำ พอเห็นร่างเป็นเงาดำๆ 2 เงา ยินอยู่ริมผ้าล้อมปางพักด้านหน้า นึกว่าเป็นเงาอมนุษย์มาเยือน มิทันได้พิจาณาให้แน่ชัด ท่านเปล่งวาจาออกไป

                   “อย่า”

                   “อย่า”

                   “อย่าเข้ามา  ออกไป”

                   ร่างนั้นไม่ยอมถอย กลับออกวาจาเป็นเสียงเรียกดังไปอีก โดยเจตนาให้ท่านเข้าใจให้ถูกต้อง จนท่านได้ดวงตาคุ้นกับความมืดแล้ว เห็นชัดขึ้น

                   “ใครน่ะ ?” ท่านถามออกไป

                   “ข้าน้อย พระคุณเจ้า ข้าน้อยจะมาขอพึ่งบารมีพระคุณเจ้า ข้าน้อยกำลังประสบปัญหาหนักใจเหลือเกินพระคุณเจ้า”

                   พอรู้ว่าเป็นผู้หญิง พระหนุ่มยิ่งตกใจหนักไปกว่าเก่าอีก พอร่างนั้น ทำท่าจะลอดผ้าเข้ามา เสียงพลันเปล่งออกไปลั่นไม่รู้ตัว

                   “อยู่นั่นแหละ อย่าเข้ามา” แทบเป็นเสียงตะโกน แต่ร่างทั้งสองก็ลอดเข้ามาจนได้ พระภิกษุหนุ่มลุกขึ้นจากอาสนะ

                   “ฉันสั่งว่าอย่าเข้ามา ไม่ได้ยินหรือ ?

                   สองร่างนั้นยอบตัวลง ขณะนั้นอยู่ห่างกันประมาณ 3 เมตร เสียงสตรีผู้สูงอายุกว่าเอื้อนเอ่ยช้าๆว่า

                   “ได้ยินพระคุณเจ้า ได้ยินหยู่”

                   “ได้ยินแล้ว ทำไมยังเข้ามา ฉันสั่งให้ออกไป นี่เป็นเขตจำวัตรของพระธุดงค์”

                   ทันใดนั้น คารมคมคาย และท่าทีที่พระไม่เคยได้ยิน ไม่เคยเห็น และทั้งไม่คาดว่าจะได้ยินได้เห็นมาก่อน จากหญิงสาว ผมสั้น นัตน์ตาคม ที่คงจะเป็นเจ้าของเสียงสั่งการแว่วๆในมโนภาพนั้นเอง ผุดลุกขึ้นเผชิญหน้าพระภิกษุหนุ่ม น้ำเสียงดุ ย้ำไปช้าๆ ชัดเจนทุกถ้อยคำ

                   “ดิฉันกำลังเดือดร้อน มีทุกข์หนัก ไร้ที่พึ่ง มาพบพระ พระจะไม่ให้ดิฉันพึ่งแล้วจะให้พึ่งใคร ? พระคุณเจ้าเป็นอะไร ? เป็นพระหรือเป็นผี ? ถ้าเป็นพระ ก็แล้วทำไมจิตใจถึงดำไหม้ใส้ระกำอย่างนี้ ท่านไม่ได้ยิน ไม่ได้เห็นหรือ คนของดิฉันกู่กันลั่นสองฝั่งห้วย เขาค้นหาอะไรกัน ? ในยามวิกาลค่ำมืดอย่างนี้ หากว่าพระคุณเจ้ามีโสตปกติ ก็คงจะได้ยินได้รู้เรื่องทุกข์ยากของชาวบ้าน ก็วัวของดิฉันหายไปฝูงหนึ่ง หายไปในบริเวณนี้ บริเวณที่ปักกลดของพระคุณเจ้านี้ ฉันจะเข้ามาถามเท่านั้นว่าเห็นวัวของดิฉันไหม แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยปาก พระคุณเจ้าก็ขับไล่เสียแล้วถ้าเป็นพระจริงๆจะใจดำขนาดนี้หรือ ?

                   เธอระบายอารมณ์ได้เร่าร้อนและแสบซึ้งใจพระภิกษุหนุ่มทีเดียว ฉลาด และคมคายมาก พระคิดอยู่ในใจ นอกจากนั้น เมื่อยามทรงตัวยืนต่อหน้า เผยโฉมที่สะคราญใช่น้อย พลันรำลึกเรื่องนายสุสานโคปกาเล่าถวายเมื่อตอนหัวค่ำได้

                   “หญิงสาวคนนี้น่ะหรือ ?” ท่านคิด “สาวเจ้าของมรดกแห่งบ้านมโนรมย์ กลับมาแล้วกระมัง คงจะเป็นคนนี้” พอความคิดมาถึงตรงนี้ พลันยกฝ่ามือขึ้นช้าๆ

                   “เอาละ” ท่านออกปากเบาๆ “ฉันไม่ได้ตั้งใจไล่เธอ”

                   “ไม่ได้ตั้งใจหรือ ? แล้วเมื่อชั่วครู่พูดว่าอะไร ?” เสียงตอบโต้ทันควัน ไม่ลดรา “แหม พระอะไร ยังจะแก้ตัวอีก”

                   “เอาละๆ” พระโบกมือ “คืออย่างนี้ๆ ทีแรกฉันนึกว่าเป็นปีศาจ..

                   “ปีศาล ” เสียงเกือบเป็นตะโกน “คนแท้ๆยังจะว่าเป็นปีศาล

                   แต่ เธอถูกสกัดเสียก่อนด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ ของหญิงสูงอายุ

                   “เอาเถอะๆ น้องนุช ท่านคงไม่ตั้งใจหรอก เราลืมไปว่าเป็นผู้หญิง เข้ามาโดยที่ท่านไม่อนุญาต มา มา ขอโทษท่านเสียก่อนเถอะ”

                   “เอาละๆ ” พระว่า “ฉันให้อภัยโทษ ไม่ได้เอาโทษอะไร ว่าแต่ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ?

                   ท่านนั่งลงที่อาสนะสูง ส่วนหญิงทั้งสองคนนั่งพับเพียบบนเสื่อที่รองพื้น

                   “วัวของดิฉันหายไปฝูงหนึ่งค่ะ ให้แยกย้ายค้นหาทั่วแล้วไม่พบร่องรอย” หญิงสาวเป็นผู้เล่า น้ำเสียงฉาดฉาน แล้วชี้มือไปทางสุสาน “ยังอยู่แต่บริเวณด้านหน้า ด้านสุสาน ข้างหน้าพระคุณเจ้านี้เท่านั้น” ซึ่งเธอหมายถึงบริเวณป่าช้าจีน ที่มีฮวงซุ้ยขึ้นสลับซับซ้อน เป็นเนินดินลูกเตี้ยๆ เรียงรายเต็มไปหมดในเนื้อที่กว่า 500 ไร่ ทั้งยังร่มครึ้มไปด้วยแนวต้นไม้ ที่ปลูกเป็นระยะติดต่อไปยังชายป่าหนารอบๆอีกนับพันๆไร่

                   เงียบกันไปชั่วอึดใจใหญ่ๆ

                   “จะให้ฉันช่วยอย่างไร ?” พระถามขึ้นอย่างคาดเดาอะไรไม่ถูก

                   “พระคุณเจ้าคะ” หญิงสาวพูดไม่เต็มเสียง “เขาว่าพวกภูตผีปีศาจอาจซ่อนโคกระบือไว้ได้ จริงไหม ?

                   พระคุณเจ้ามีทาทีออกฉงน

                   “เอ” ท่านตรึกตรองอยู่ “มันจะซ่อนไว้ไว้ทำไมล่ะ ? และที่สำคัญที่นี่มีภูตผีปีศาจที่เก่งขนาดนั้นเชียวหรือ”

                   “มีค่ะ” เสียงเบาๆคราวนี้มาจากหญิงสูงอายุ “เคยมีบ่อยๆเลยค่ะ เรื่องอภินิหารผีพรายในป่าช้าจีนแห่งนี้ คราวนี้ดิฉันเชื่อว่าอาจเป็นพวกมันก็ได้ค่ะ”

                   “หากว่าเป็นผีพรายที่ว่าจริง ฉันจะช่วยเธอได้อย่างไรล่ะ ?

                   “พระคุณเจ้าได้โปรดเจริญพุทธมนต์ขับไล่ซิคะ ไล่ให้มันตกใจ มันจะได้ปล่อยโคกระบือออกมา”

                   “เธอชื่อเช่นนั้นหรือ ?

                   “ยิ่งกว่าเชื่ออีกค่ะ” สองหญิงยืนยันพร้อมกัน “ฝูงโคอยู่ดีๆ ก็หายไปจากหมู่ใหญ่เป็นเรื่องที่ประหลาดเกินจะเชื่อว่าเป็นการขโมยโจรธรรมดา”

                   “เธอเชื่ออย่างไรว่าฉันจะช่วยเธอได้ ?

                   “ก็เพราะว่า ถ้าพระคุณเจ้าไม่มีเวทย์วิเศษ ไม่มีมนตราชงัดจริงแล้ว ก็คงจะลงปักกลดที่นี่ไม่ได้ น่ะซีคะ ฉะนั้น พวกดิฉันจึงบากหน้าเข้ามาหาพระคุณเจ้าอย่างไรล่ะคะ”

                   ขณะนั้น เสียงคนกลุ่มใหญ่พากันเคลื่อนที่มา ออกันอยู่บริเวณปางพักของพะภิกษุหนุ่ม

                   “ด้านอื่นค้นทั่วแล้วหรือ ?

                   “ค่ะ คงเหลือเพียงด้านสุสานเท่านั้น”

                   “ถ้างั้น ฉันจะช่วยเธอ”

                   พระภิกษุหนุ่มลุกขึ้นยืน บริกรรม พุทธานุสติ ธรรมานุสติ สังฆานุสติ แล้วจุดธูปเทียนขึ้น พนมมือหลับตานิ่ง ดวงหน้าหันสู่ป่าช้าอันกว้างใหญ่ ซึ่งขณะนั้นเงียบสงัด ดุจดั่งว่าทุกสิ่งทุกอย่างภายในป่าช้า กำลังจับตาเพ่งมองดูอะไรจะเกิดขึ้น

                   ท่านหลับตาอยู่ บริกรรมมหาคาถา หรือบทพระเวทย์วิเศษบาไหน ก็ไม่อาจจะรู้ได้ เป็นเวลาไม่ช้าไม่นาน ก็ยาฝ่ามือโบกขึ้นโบกลงช้าๆ ไปทางป่าช้าที่มืดสลัวรางขณะนั้น ขึ้นลงอยู่สองสามครั้ง ก็ดูเป็นเสร็จพิธี

                   “ถ้าว่าผีซ่อนไว้จริง ก็จงเข้าไปหาเถอะ คงเจอแน่” ท่านบอก

                   และชั่วอึดใจเท่านั้น คนทั้งหลายทั้งหมด ก็หายเข้าไปในสุสาน

                   เป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเศษๆ จึงมีเสียงคนกลุ่มนั้นปรากฏออกมาทางทิศเหนือของสุสาน เส้นทางที่ไปบ้านมโนรมย์ มีเสียงโห่ร้องแสดงชัยชนะ นั่นแปลว่าได้ค้นพบวัวที่หายไปแล้ว เวลาขณะนั้นประมาณเพียง 4 ทุ่มเศษๆเท่านั้น แต่ดูดั่งว่าดึกดื่นเที่ยงคืน เพราะพระภิกษุหนุ่มที่นั่งอยู่บนอาสนะแต่เดียวดาย ระลึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยคาดคิดฝันในช่วงเย็นวันนั้น นึกลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่มีวิวาทะกับสาวน้อย แล้วตรึกนึกนิ่งนานแสนนาน

                   “หญิงสาวชื่อนุชหรือ ?” ท่านคลางแคลงในใจ “สั้นไป น่าจะเป็น นงนุช” ท่านต่อให้สวย พร้อมรอยยิ้มที่ริมฝีปาก “ฉลาด ปราดเปรียว ดึงดัน สะคราญสม ผมเผา หน้าตาดี นี่หรือ สาวงามบ้านมโนรมย์ สวย ไม่เลว”

                   ไม่มีใครนอกจากนายสุสานโคปกา กับช่างทำโลงศพในสุสานไม่กี่คน ที่รู้ว่าพระภิกษุหนุ่มที่อยู่ธุดงค์รูปนั้น ไม่รับบิณฑบาต คนอื่นโดยเฉพาะชาวบ้านบริเวณนี้ จะรู่ว่าท่านไม่รับบิณฑบาตก็โดยที่รับทราบต่อจากนายสุสานกับพวกในป่าช้าเท่านั้น แต่ใครเล่าจะรู้ ?

                   พระอาจารย์ พยับรวิ สิริวรรณ ปญญาธโร พระผู้อยู่ธุดงค์ปฏิบัติกัมมัฏฐาน เสร็จภัตตาหารเช้าแล้ว กำลังตระเตรียมจะบริหารธรรมารมณ์อันละเอียดลำลึก ควบคู่ไปกับปราณวิถีอันแกร่งกร้าว อันเป็นวัตรประจำวันในภาคเช้า ซึ่งงานในลักษณะเช่นนี้แหละที่ท่านประสงค์ความสันโดษยิ่งยวด แหละที่ท่านห้ามบุคคลหนึ่งบุคคลใดเข้ามาใกล้กราย แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีเพศ

                   แต่ทันใดนั้น เสียงสวบสาบของฝีเท้า คล้ายคนหาบของหนักดังขึ้นใกล้ๆ ปางพักชั่วอึดใจก็ปรากฏร่างหญิง 2 คนๆ หนึ่งหาบกระบุงตรงเข้ามา พระอาจารย์ พยับรวิสิริวรรณ มีอารมณ์เปลี่ยนแปรไปในทันที ก็พอดีเสียงสดใสทักทายเข้ามา

                   “แน่ะท่านอาจารย์” เธอนั่นเอง เจ้าของโคที่หายไปเมื่อคืนที่แล้ว จะมาทำไม ? อะไรในหาบ ? อ๋อ.. จะมาถวายภัตตาหารเช้า  และราวจะรู้เมื่อเห็นท่าทีของท่านอาจารย์เสียงที่แจ้วเข้ามาว่า

                   “ท่านอาจารย์อย่าปฏิเสธนะคะ ดิฉันนำภัตตาหารมาถวาย ทำบุญ และบูชาคุณท่านอาจารย์”

                   พูดจบก็ลอดผ้าล้อมเข้ามา ให้วางหาบลงตรงอาสนะท่านอาจารย์นั่งอยู่ ซึ่งขณะนั้นท่านยังไม่สามารถเอ่ยถ้อยคำใดออกมาสักคำ

                   “ท่านอาจารย์ทำท่าบึ้งตึง จะขับไล่ดิฉันอีกแล้ว” เสียงค่อนต่อว่าอย่างไม่เกรงใจ “ดูซิ ทำใจดำอีกแล้ว บุญเขตหรือนาบุญของโลก อะไรเอ่ย”

                   แน่ะ รู้ธรรมเสียด้วย พระอาจารย์ พยับรวิสิริวรรณ ถอนใจ ยอมรับว่าพอใจในถ้อยคำฉลาดเจรจา จนอดแย้มสรวลในใจไม่ได้ แต่ก็แสร้งนิ่งอยู่ ดูชัดเจน และคาดการณ์มาเป็นอย่างดี เพราะไม่ต้องพูดอะไรอีก จัดแจงปูผ้าพลาสติกสี่เหลี่ยมขนาดที่ใช้ปูโต๊ะอาหารลงตรงหน้าพระภิกษุหนุ่ม เป็นที่สำหรับวางอาหาร หญิงสาวที่มาด้วยเลื่อนกระบุงเข้ามา ในนั้นมีหม้อข้าว กำลังร้อนระอุ มีหม้อแกง และอะไรอีกแบบอาหารชาวบ้านป่านหลายอย่าง

                   “ฉันไม่รับบิณฑบาต” พระอาจารย์ธุดงค์ ไมทราบมีความคิดแยบคายอย่างไร หลุดปากออกมาง่ายๆ

                   แต่ประหลาด กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นจากฝ่ายตรงข้าม ไม่มีริ้วรอยสักนิดของความไม่ถึงพอใจหรือผิดหวัง คำตอบโต้กลับราบเรียบ มือสองข้างคงหยิกจับเข้าถวายไม่หยุด

                   “ไม่เป็นไรพระคุณเจ้า อย่าให้เสียศรัทธาโยมก็แล้วกัน”

                   ดูจะมีแววยิ้มเล็กน้อยที่หางตาพระคุณเจ้า

                   “ฉันเสร็จภัตตกิจไปแล้ว และเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในวันหนึ่ง ที่เรียกฉันเอกานั่นไง”

                   “พระคุณเจ้าอย่าไปยึดมั่นถือมั่นอะไรให้มากนัก”

                   แน่ะ ดอดใช้ศัพท์ โวหารชั้นสูงเสียด้วย พระคิด ไม่รู้ที่จะตอบโต้ นิ่งไปชั่วขณะอึดใจ เปลี่ยนเรื่องใหม่

                   “คนอย่างเธอ ไม่น่าจะกลัวผีเลย”

                   “ทำไมคะ ทำไมคนอย่างดิฉันถึงไม่น่าจะกลัวผี ?

                   “เพราะความเฉลียวฉลาด มีสติปัญญา รู้ธรรมดี”

                   “ก็เพราะเหตุนี้ซีคะก็เพราะผีมีจริงน่ะซีคะ ดิฉันมีประสบการณ์ค่ะ เห็นมาแล้วด้วยตนเอง”

                   “เห็นอะไร ? ผีหรือ? ที่ไหน?อย่างไร? ลองเล่าซิ”

                   “นานมาแล้ว” เธอกล่าว ไม่เงยหน้า “สมัยนั้น ดิฉันอยู่เชียงใหม่ เป็นหัวหน้า หน่วยเผยแพร่ศาสนิกโยเร”

                   “อืม” พระคราง ด้ายคาดไม่ถึง “โยเรหรือ ?”โยเรของญี่ปุ่นน่ะหรือ ?

                   “นั่นแหละ ท่านเมสิซามะ เป็นผู้ก่อตั้งขึ้น ท่านเคยได้ยินหรือ ?

                   “ได้ยินซิ พวกนี้นับถือพระโพธิสัตว์ องค์พระศรีอาริยเมตไตรย ถือว่าเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์ ชั้นดุสิตนู้น แล้วไง เธอไปเข้าพวกเขาได้อย่างไร ?

                   “มันมีเหตุซีคะ…..  เอาละ นิมนต์พระคุณเจ้าฉันได้แล้ว ดิฉันจะเล่าถวายระหว่างท่านฉัน”

                   “ฉันรับภัตตาหารเช้าแล้ว”

                   “ท่านไม่อยากฟังเรื่องราวของดิฉันหรือหรือ ?

                   “อยากฟังซิ ถึงขอร้องให้เล่าไง”

                   “งั้นนิมนต์ฉันเสียก่อน”

                   “ตกลง ฉันเป็นฉัน เธอจะได้เห็นว่าฉันนี้น่ะ ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอะไร”

                   ดูเหมือนจะเป็นการสนทนาที่น่าสนุก ถูกคอกันทั้งคู่ จนกระทั่งเด็กสาวที่รับใช้ นั่งอมยิ้มอยู่อีกด้านหนึ่ง

                   “ในชามใหญ่นั้น พิเศษเชียวนะคะ”

                   “อะไร ?

                   “ก็เอามาจากในน้ำ ข้างหลังท่านอย่างไร ตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้น”

                   “อ่อ บาปกรรม”

                   “ในจานเปล มังสวิรัติค่ะ พวกถั่วลันเตา ข้าวโพดอ่อน ถั่วงอก ผัดด้วยน้ำมันหอย”

                   “อ่อ ดี”

                   “มีป่น น้ำจิ้มปลาร้า ผักสด ผักนึ่งค่ะ นิมนต์ฉันให้เต็มอิ่มนะคะ”

                   “ขอบใจ ขอบใจ เออ ว่าแต่ว่า นี่แน่ะ

                   “อะไรค่ะ ?

                   “ฉันยังไม่รู้จักว่าเธอใคร ?

                   หญิงสาวซ่อนยิ้ม เมินหน้าไปทางอื่นเฉยเสีย เป็นนาน จนพระเตือนขึ้น

                   “ว่าอย่างไร ?

                   “จำเป็นหรือคะ จำเป็นหรือที่จะต้องรู้จักว่าดิฉันเป็นใคร ดิฉันนางไม้ค่ะ”

                   พูดจบ หัวเราะคิกอย่างชอบอกชอบใจ

                   “มิน่าล่ะ

                   “อะไรค่ะ…?

                   “สม

                   “สมสมมติ”

                   “สมมติอะไรค่ะ ?

                   “สมมติชื่อ”

                   “ชื่อนงนุชค่ะ นงนุช ผู้กำลังมีปัญหา ผู้กำลังตรมตรอมใจค่ะ”

                   พระเงยหน้าขึ้น มองใบหน้าเจ้าของชื่อ นงนุช ถูกทีเดียว ชื่อ นงนุช เป็นไพเราะที่สุด ไพเราะกว่าชื่อพยางค์เดียว นุช พระคิดอยู่ในใจ

                   “นงนุช อย่ามาหาฉันอีกเลย” ทำความประหลาดใจแก่อีกฝ่ายที่จ้องมองพร้อมอุทาน

                   “เอ๊ะ ท่านว่าอะไร ? ไม่ให้ดิฉันมาหาท่านอีกอย่างนั้นหรือ ? ทำไม ? เพราะอะไร ?

                   “เพราะฉันเป็นพระ ส่วนเธอ สัตตรี” เน้นเสียงคำสุดท้ายจนได้ยินเป็นสัดตรี    

                   “โธ่เอ๋ย พระคุณเจ้า นึกว่าเพราะเหตุใดเสียอีก ทำไม การเป็นสตรีมีปัญหามากนักหรือ ? สตรีมิใช่แม่ผู้บังเกิดเล้าของพระคุณท่านหรือหรือ ?

                   “โอเปล่า” พระตอบ “ที่ฉันกลัว เรพาะเกรงว่าเธอจะเป็นสตรีสปายต่างหาก”

                   “ก็แล้วไปเถิด ว่าแต่ว่า ทำไมเธอไม่เล่าต่อเรื่องที่ไปเข้ากับพวกศาสนิกโยเรเขาน่ะ เป็ยังไงต่อไป”

                   “ก็เห็นผีในตอนนั้น ?” เธอกล่าวสั้นๆ เข้าสู่ข้อสรุป

                   “เห็นผีในตอนไหน ?

                   “ก็ตอนที่ฉันมีดวงตาดวงใจของโยเรน่ะซี”

                   “หมายความว่าอย่างไร ?

                   “ฉันมีพระโญเรคล้องคออยู่ตลอดเวลาน่ะซี แต่ตอนนี้ ตั้งแต่พระหายไปแล้ว ฉันเลยกลายเป็นคนกลัวผีอย่างที่สุด”

                   “อ้อ มิน่าละ เธอถึงมุดเข้ามาในค่ายของฉันเมื่อคืนที่แล้ว”

                   “ใช่ แล้วเลยโดนขับไล่อย่างไรปรานี”

                   “แต่ในความเป็นจริง เธอเป็นฝ่ายผิด”

                   “ผิดอย่างไร ?

                   “ฉันกำลังอยู่ธุดงค์วัตร เข้าใจไหม ?

                   “ธุดงค์วัตรเพื่ออะไร ? ชำระใจให้บริสุทธิ์ใช่ไหม ? ถ้างั้นตอนฉันเข้ามาพระคุณเจ้าใจไม่บริสุทธิ์ล่ะซี”

                   “ไม่ใช่อย่างนั้น”

                   “ทำไม ? คนเราถ้าใจบริสุทธิ์เสียอย่างก็ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น ข้อสำคัญ เราเชื่อใจเราเองได้แค่ไหน ท่านพูดอย่างนี้ คล้ายไม่เชื่อใจตัวเอง”

                   “หทยสฺส สทิสี วาจา วาจาเช่นเดียวกับใจ ไม่ใช่อย่างนั้น เรื่องใจน่ะเชื่อละแต่ถ้าคนอื่นมาเห็นจะดูไม่สวย ไม่งาม อย่าลืม ฉันเป็นพระ เธอเป็นสตรี”

                   “คำก็พระ คำก็สตรี เป็นบุรุษ เป็นพระ เป็นสตรี มีความแตกต่างกันอย่างไร ที่แท้ก็เป็นเรื่องหลงยึดมั่นถือมั่น ท่านเห็นหรือว่าดิฉันเป็นสตรี ถ้าเช่นนั้น ท่านคิดจะทำอะไรกับสตรี ?

                   พระกับสตรี ต่างจ้องหน้ากันโดยอัตโนมัติ ไม่ตั้งใจอยู่พักหนึ่ง คำพูดประโยคสุดท้ายของหญิงสาว คล้ายเป็นของแสลงใจพระยิ่งนัก

                   “ภริยา ปรมา สขา ภริยาเป็นเพื่อนสนิท จะคิดทำอะไรกับสตรี” ท่านเปรยขึ้น “ถ้าสตรีไม่คิดทำอะไรพระ ทนฺโต เสฎโฐ มนุสฺเสสุ ในหมู่มนุษย์ ผู้ฝึกตนแล้วเป็นผู้ประเสริฐสุด”

                   บนสนทนาสิ้นสุดลงเพียงแค่นี้ พระเสร็จภัตตกิจ โยมสีกาเก็บภาชนะข้าวของ คล้ายต่างฝ่ายต่างเกรงจะมีคำพูดหลุดออกมาอีก พระเพียงพนมมือจะถวายพระพร แต่ฝ่ายหญิงรีบกราบลงแล้วออกไปโดยไว

                   ณ ที่นั้น จึงเหลือแต่พระคุณเจ้า ผู้ภิกษุหนุ่ม อิ่มเอมสำราญด้วยอาหารประณีต อยู่แต่เพียงผู้เดียว นั่งรำพึงคะนึงนึก ถึงเรื่องราวที่สนทนากับหญิงสาวมา ดูเป็นเรื่องที่น่าแปลกประหลาดมหัศจรรย์ ตั้งแต่พบกับคราวแรกมาจนถึงบัดนี้ และล้ำลึกในด้วงใจ ให้รู้สึกกริ่งเกรงอยู่อย่างเงียบเชียบ

                   เวลาบ่ายคล้อยไปมากแล้ว พระได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์ วิ่งตะบึงออกมาจากแนวป่าด้านเหนือ ฝ่ายบ้านมโนรมย์ มุ่งไปตามเส้นทางเล็กๆบริเวณหน้าสุสาน มุ่งไปทางบ้านใต้ บ้านกาจ

                   ทว่าบนรถจักรยานยนต์นั้น ร่างที่เป็นหญิงสาวที่คุ้นตาพระคุณเจ้า บัดนี้เห็นแต่งตัวพราวพริ้ง ด้วยชุดพิเศษสดสวย ใบหน้าแนบติดหลังคนขับ ซึ่งดูเผินๆคล้ายชายหนุ่ม หากแต่มิใช่ หญิงนุ่งแบบชาย ม้วนผมขึ้นสั้น

                   “เธอนั่นเอง นงนุช” พระรำพึงขึ้น ภายในห้วงคิด

                   “เธอจะไปไหน ? ทำไมลัดมาทางนี้ ?” แล้วท่านก็พลันนึกถึงเรื่องราวของผู้ฝูงโคหุ้นส่วนของสองบ้าน บ้านกาจ- บ้านมโนรมย์ ที่นายช่างโ,งเล่าถวายคราวนั้น ขึ้นมาได้

                   “วิวาห์หรือ…? หนุ่มบ้านกาจ สาวบ้านมโนรมย์ พี่น้องกันแท้ๆ แต่เพราะอะไร ? หวงสมบัติ จึงเกิดโศกนาฏกรรม โอ น่าเศร้าใจแท้”

                   พระรำพึงเลื่อยลอยไปอย่างไม่ตั้งใจ ท่านยังคงนั่งอยู่บนอาสนะตัวเดียวใต้ต้นแสงนั้นโดยมิได้ลุกไปไหน คงพากเพียรการบริหาร มโนธารแห่งมโนธรรม อันเป็นทางเที่ยวท่องแห่งธรรมารมณ์ สู่แนววิมุตติญาณทัศนะ พยามเลื่อนระดับขั้นแห่งพลังปราณวิถี อันเป็นนาวแห่งอิทธิพลังอำนาจภายใน ไปตลอดบ่ายถึงค่ำย่ำเย็นวันนั้น    

                   เข้าๆออกๆโดยมโทวาร การท่องเที่ยวในวิถีแห่งวิสุทธิมรรคญาณ นิพพานโลกธาตุตราบกระทั่งเวลานั้น พลันได้กลิ่นใกล้ๆตัว คล้ายดอกไม้ป่าชนิดหนึ่ง วิมุตตารมณ์ คลายออก เพราะพระญาณทัศนะไม่เหนี่ยวรั้งแล้ว ลดลงอย่างรวดเร็วน่าวิตก

                   “หอกดอกโมกข์” พระคุณเจ้าหลุดปากอุทานอยู่ภายใน พลางสังเกตสิ่งปนปลอมที่ละเอียดละเมียดละไมแกมกันมา ในเวลานั้นเป็นกระแสสาย

                   พลันลืมตา จักษุก็สัมผัส ร่างหนึ่งหมอบอยู่ตรงหน้า

                   สตรีสวยงามสมบูรณ์ นุ่งห่มด้วยผ้าไหมสีทอง บนเรือนผมสลวยปักแซมด้วยดอกไม้ขาวดอกน้อยๆ ที่ชาวบ้านป่ารู้จักในชื่อว่า ดอกโมกข์ เต็มพราวไปหมดบนเรือนผม ดุจมงกุฎราชินี

                   “กลิ่นหอมจากดอกไม้ เรือนกายเธอผู้นี้ สามารถปลุกพระโยคาจรเจ้า ออกจากวิมุตติธรรมารมณ์ทีเดียวหรือ? ” ท่านรำพึงอย่างหวาดวิตกอยู่เงียบเชียบ

                   ไม่ทันจะได้พิจารณาดูให้ชัดแจ้ง ว่าร่างที่หมอบอยู่ต่อหน้า จักเป็นมนุษย์ อมนุษย์ หรือไฉน

                   ใบหน้านั้นก็เงยขึ้น เห็นในดวงหน้านั้น มีแต่ความเศร้าหมองระทม ขณะนั้นพลันหยาดน้ำใสเอ่อล้นไหลรินเป็นทางลงตามร่องแก้มทั้งสอง

                   “พระคุณเจ้า” เสียงนั้นลอดออกมาอย่างคนสิ้นหวัง

                   เธอนั่นเอง สาวงามแห่งบ้านมโนรมย์

                   “นงนุช มีอะไรเกิดขึ้นกับเธอหรือ ?

                   “พระคุณเจ้าไม่ขับไล่ดิฉันนะคะ ?” เธอถาม

                   “ไม่ ไม่ขับไล่เธอ ว่าแต่ว่า เธอไปมาอย่างไรกันเวลานี้ ไหนเพื่อนอีกคนอยู่ไหน ?

                   “อยู่ใต้ซุ้มข่อยนั้นอย่างไรล่ะคะ พระคุณเจ้า ดิฉันมีความทุกข์หนักเหลือเกิน พระคุณเจ้าช่วยบอกทางสว่างด้วยเถิด”

                   “เธอมีทุกข์หนักอย่างไร ?

                   “ดิฉันถูกบังคับขืนใจให้เป็นภริยาเขา”

                   “เป็นภริยาเขา ก็ดีแล้วนี่นะ” เสียงออกตระหนก

                   “แล้วดิฉันจะทำยังไงต่อไป ?

                   “ก็เป็นภริยาที่ดีต่อไปน่ะซี ก็ดีแล้ว”

                   สาวเจ้า คล้ายขัดเคืองในอารมณ์เป็นยิ่งนัก ทรงตัวขึ้นนั่งตรง ใบหน้าเฉยเมยอยู่

                   “ดิฉันไม่ได้พูดว่า เป็นภรรยาเขาแล้ว เพียงแต่หมั้นกันไว้เท่านั้น”

                   “หมั้นไว้เมื่อไร ?

                   “วันนี้เอง”

                   “อ้อ” พระถึงบางอ้อ “กับหนุ่มบ้านกาจหรือ ?

                   “ค่ะ หลวงพี่” หล่อนเปลี่ยนสรรพนามพระเสียใหม่

                   “ก็ดี” พระเปรย คล้ายพบทางตัน

                   “มันไม่ดีน่ะซีคะท่าน” เน้นเสียงชัดเจนช้าๆ “ผู้ชายเขามีเมียอยู่แล้ว กับทั้งเป็นสายเลือดเดียวกันอีก”

                   “อ้าว แล้วไปรับหมั้นเขาทำไม ?

                   “เขาบังคับข่มขืนเอา ร่วมหัวกันหมดทั้งบ้านกาจ บ้านมโนรมย์ของดิฉัน เขาอ้างว่าดิฉันตัวคนเดียว จะรักษามรดกตระกูลไว้ไม่ได้ เลยบังคับให้แต่งงานกับลูกพี่ลูกน้อง ทรัพย์มรดกจะได้อยู่ ไม่ไปไหนเสีย”

                   “เธอมีข้อรังเกียจอะไรเขาเป็นพิเศษหรือ ?

                   “ไม่ชอบการบังคับ เกลียดที่สุด ที่คนเห็นเราเป็นดั่งเด็กไร้เดียงสา ดิฉันเองถ้าไม่รักแล้วจะไม่ยอมเป็นอันขาด มั่นใจได้เลย”

                   “แต่เธอก็บอกแล้วว่า รับหมั้นวันนี้”

                   “ยังมีเงื่อนไขค่ะ หลวงพี่ ดิฉันขอประกันว่า เขาจะต้องอย่าขาดเมียเขาเสียก่อน”

                   “จะเป็นไปได้อย่างไร ?

                   “เขายังไม่มีพันธะอะไร ต่อกันเหนียวแน่นนักหรอกค่ะ เพิ่งได้เสียกันเมื่อไม่นานนี้เอง ลักลอบเล่นกัน พ่อแม่ของสองฝ่ายไม่รู้ แล้วพอได้ข่าวว่าจะหมั้นดิฉัน ผู้หญิงก็ออกตัวอ้างเป็นเจ้าของขึ้นมา”

                   “พ่อแม่ฝ่ายชายไม่ยอมรับใช่ไหม ?

                   “ใช่ค่ะ”

                   “แล้วเธอเป็นทุกข์อะไรล่ะ ?

                   “เพราะเราไม่ต้องการกินน้ำใต้ศอกใคร ไม่อยากได้ชื่อว่าแย่งผัวใครน่ะซีพระคุณเจ้า” เน้นเสียงบอกมาช้าๆ “อีกอย่างหนึ่งที่นุชเกลียดที่สุดก็คือ ผู้ชายคนนี้ชอบเหล้า เวลามาหาทีไร เป็นต้องมีกลิ่นเหล้าติดตัวมาทุกที พาเพื่อนฝูงมาทีไรก็ชวนกันตั้งโต๊ะกินเหล้าทุกที อย่างนี้นุชเกลียดที่สุด ถ้าไม่ได้ดีดั่งใจ สู้อยู่คนเดียวไม่ดีกว่าหรือ”

                   “อยู่คนเดียวไม่ดีหรอก เธอเป็นผู้หญิง”

                   “ทำไม ทีหลวงพี่ยังอยู่คนเดียวได้ ทำไมผู้หญิงจะอยู่ไม่ได้ ?

                   “เธอถือคติว่า ถ้าโลกนี้สิ้นชายที่พึงเชย อย่ามีคู่เสียเลยจะดีกว่า น่ะหรือ?

                   “ใช่”

                   “แล้วทำไมเธอรับหมั้นเขา ?

                   “เพราะพ่อน่ะหรอก พ่อกำลังเจ็บอยู่ ฉันไม่อยากขัดใจพ่อ ฉันขอเวลาเพียงพ่อหายป่วยเท่านั้นเอง”

                   “ประเพณีแถวถิ่นนี้ การหมั้น ก็เท่ากับเป็นของกันและกันแล้ว เธอก็เท่ากับเป็นภริยาเขาแล้ว”

                   “ก็เป็นเพียงคำพูดจะเป็นไรไป”

                   “เปล่าฉันหมายถึงสิทธิในตัวเธอน่ะ”

                   “ใครมีสิทธิในตัวดิฉันคะ หลวงพี่ ?

                   “ก็คู่หมั้นเธอที่บ้านกาจอย่างไร คืนนี้เขาก็คงย่องเข้าไปหาเธอ”

                   “ก็ลองดู” เสียงเด็ดเดี่ยว ทั้งหญิงและพระหนุ่มเผชิญสายตากันอีกครั้ง อย่างจะค้นความหมายจากภายใน

                   “ว่าแต่หลวงพี่เถอะ” เสียงกระด้างๆ “เคยคิดอยากจะได้นั่นได้นี่กับเขาบ้างไหม ?

                   “หมายความว่ากระไรเธอ ?” พระงวยงง ขณะนั้น ลดตัวลงมานั่งกับพื้นข้างล่าง ห่างหญิงสาวแค่เอื่อม หญิงชี้มือเข้าหาตัวเอง

                   “อยากได้ นี่….นี่….นี่ ไหม ? หลวงพี่”

                   “อยากได้เธอน่ะหรือ ?” พระยิ่งงงใหญ่ “เป็นไปไม่ได้หรอกเธอ เพราะฉันเป็นพระ”

                   “นั่นไม่สำคัญ สำคัญว่าดิฉันสวยไหม ?

                   “สวยซิ ใครในโลกจะสวยเท่าเธอ”

                   “แล้วชอบไหมค่ะ ?

                   “ชอบสิ”

                   “เท่านี้ ก็เพียงพอแล้วแหละค่ะ หลวงพี่”

                   “เพียงพอยังไง ฉันไม่รู้สึกว่าเธอชอบฉันเลย ?

                   “ฉันชอบหลวงพี่ …. พอใจไหมค่ะ ?

                   สายตาทั้งสองคู่ประสานกัน

                   เป็นนานชั่วอึดใจใหญ่

                   “ชอบฉัน เธอน่ะหรือชอบฉัน ชอบพระน่ะหรือ ?

                   “พระ ถ้าลาสิกขาออกไปจะเป็นสตรีหรือบุรุษ ?” เสียงเน้นถามมา

                   “เป็นบุรุษน่ะซีเธอ”

                   “คราวนี้ ขอแต่หลวงพี่พูดมาตรงๆ”

                   “ตรงๆ อย่างไร ?

                   “หลวงพี่บอกว่านุชสวย ไม่ใช่หรือคะ ?

                   “ก็จริง” ท่านงงๆอยู่ “เธอเป็นคนสวยนะ สวยที่สุดเท่าที่ฉันเคยพบ”

                   “หลวงพี่ชอบนุช ?

                   “ชอบ”

                   “แล้วยังไงต่อไปล่ะคะ”

                   “กลัวแต่ว่าเธอจะไม่ชอบฉันเท่านั้น ?

                   “ฉันบอกแล้วว่าฉันชอบ แล้วยังไง”

                   “ฉันมีอะไร ที่เป็นเหตุ ความชอบของเธอล่ะ ฉันมีอาชีพเป็นพระ ถ้าลาสิขาไป ฉันจะทำอะไรได้ ?

                   “หลวงพี่คะ หลวงพี่น่ะ มีเสน์หารัดรึงใจลึกล้ำ หลวงพี่มีจิตใจหนักแน่นแน่วแน่ หลวงพี่แสดงให้เห็นแล้วว่าเก่งกล้าสามารถ แม้กระทั่งภูตผีปีศาลทั้งป่าช้า ก็อยู่ใต้อำนาจสะกดของหลวงพี่ หากลาสิกขาออกไปเป็นครอบครัว หลวงพี่ต้องเป็นผู้นำครอบครัวที่ดีอย่างแน่นอน หลวงพี่มีอุปปนิสัยตรงเฉียบขาด ย่อมบุกเบิกงานการอาชีพได้สำเร็จทุกอย่าง หลวงพี่มีจิตเปี่ยมด้วยกรุณาปรานี ย่อมเป็นที่รักของเมียและลูกอย่างแน่นอนค่ะ หลวงพี่”

                   “แต่ว่า” พระออกปากออมเสียง ไม่ทันได้ประโยค

                   “ไม่ต้องแต่ว่า มีเงื่อนไขอะไร ขอเพียงหลวงพี่รักฉันจริง เท่านั้นเอง ”

                   “ฉันรักเธอ รักเธอจริง”

                   พระภิกษุหนุ่ม ดูจะเผลอลืมตัวออกไปจริงๆเช่นนั้น หญิงสาวเมิน ซ่อนรอยยิ้มพิ่งพอใจแต่วาจาเสแสร้งแกล้งกลบเกลื่อนลองเชิง

                   “นุชมีอะไรดีพอสำหรับหลวงพี่ ?

                   “เธอมีความบริสุทธิ์ใจ ใฝ่สูง ใฝ่คุณงามความดี มีความเห็นอกเห็นใจ มีความเด็ดเดี่ยวเรี่ยวงแรงเกินสภาพหญิงทั่วไป เธอแสดงออกว่า จะเป็นวีรสตรีแห่งไพรกว้าง ที่มีดวงตาแหลมคม อนาคตของเธอจะต้องเป็นคฤหบดี เศรษฐีมั่งคั่ง อย่างแน่นอน”

                   “พระคุณเจ้าชอบ ในเรื่องไหนมากที่สุดค่ะ ?

                   “ความหวานที่ซ่อนอยู่ภายในล้ำลึกของเธอ นั้นแหละที่ฉันชอบ”

                   “หลวงพี่แกล้งโลมลูบนุช ด้วยถ้อยคำดั่งน้ำอ้อยเช่นนี้ เพื่ออะไรกัน ?

                   “อย่างน้อย เพื่อเธอจักรำลึกในภายหลัง และได้กำลังใจ ได้รับรู้ว่าฉันเป็นห่วงเห็นใจ และสงสารเธอ”

                   “เพราะอะไรคะ ?

                   “สตรีตัวน้อยๆ ในโลกกว้าง ที่เต็มไปด้วยเขี้ยวงาอาวุธ มหันตภัยรอบทิศ เธอจะต่อสู้โลกได้อย่างไร”

                   “จริงเหลือเกิน หลวงพี่ โลกขณะนี้ดูมืดมิดไปหมดสำหรับนุช นุชมองเห็นแสงสว่างแต่ทางหลวงพี่ทางเดียว หลวงพี่คะ อย่าทอดทิ้งนุชเลยนะคะ คราวนี้ ขอให้หลวงพี่พูดออกมาตรงๆ”

                   “พูดอย่างไร ? ” เริ่มงงอีก

                   “หลวงพี่จะไปอยู่กับนุชเป็นของนุชค่ะ”

                   เสียงเน้นเด็ดขาด ทั้งสายตาจ้องเขม็ง อย่างจะสำรวจให้เห็นถึงก้นบึ้งแห่งใจพระอีกฝ่าย ไม่ยอมหลบ สู้สายตานิ่งสนิทนานแสนนาน ปานประหนึ่งว่าต่างฝ่ายต่างก็เปิดโอกาสให้เข้าค้นหาในห้องหัวใจของกันและกัน ให้เข้าไปดู ไปสำรวจ ให้ทั่วถึงตามอำเภอใจ ไปดูสิ่งที่น่าสงสัยที่ซ่อนเร้น ดูให้ทั่วถึงทั้งหมดห้องหัวใจกันและกัน

                   “เป็นของเธอคนเดียวน่ะหรือ ?” ที่สุดพระออกเสียงมาค่อยๆ

                   “ก็ยังงั้นสิคะ” เสียงตอบแผ่วๆ กระแสสั่นสะท้าน พระภิกษุหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่

                   “พระวินัย ไม่อนุญาตให้ฉันทำได้ง่ายอย่างเธอคิดนะ หลวงพี่คิดว่าขณะนี้ก็ดึกแล้วกลับบ้านมโนรมย์เสียก่อนเถิด ในระหว่างทางฉันไปส่งเธอ จะเล่าให้ฟังในเรื่องที่ว่านี้”

                   “ตกลงค่ะ” เธอว่าง่าย

                   คืนที่มีปัญหาที่สุดผ่านพ้นไปแล้ว แต่วันที่จะมาอีกหลายวันข้างหน้า ยังจะต้องเผชิญกับมัน พระอาจารย์ธุดงค์ ยังไม่คิดจะเลิกกลดหนีไปเสียก่อน ตั้งใจจะเผชิญกับมันอย่างถึงที่สุด ดุจดั่งเผชิญมารทั้งแหลาย แต่ แน่ละ ใครก็ตามที่ได้รู้เห็นเหตุการณ์นี้แล้ว ยากที่จะเชื่อได้ว่า จะไม่เป็นปัญหาหัวใจอันเร้นลับพิสดาร

                   เป็นปัญหาความรักอันละเมียดละไม ทว่ารุนแรงลึกซึ้ง

                   ระหว่างพระภิกษุหนุ่ม หลวงพี่นักธุดงค์ กับสาวงามบ้านป่า ท่ามกลางป่าช้าอันกว้างใหญ่ไพศาล เป็นความรักแรกพบ ชั่วเพียงพบหน้าคราแรกเท่านั้นก็ว่าได้

                   “เป็นความรักเช่นนั้นหรือ ?

                   แน่ละ อาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ ใครจะหยั่งถึงก้นบึงแห่งหัวใจคนทั้งสอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หัวใจพระรูปนั้น

                   แต่ใครเล่าจะกล้าปฏิเสธว่า สาวบ้านมโนรมย์คนนั้น มีความสวยงาม พร้อมคุณสมบัติ อันควรยกย่องให้สมความภาคภูมิ จะให้คู่ควรก็ตำแหน่ง ราชินีแห่งไพรกว้าง จึ่งจักพอเปรียบปานได้

                   แต่แน่นอน อาการปฏิบัติต่อกันของหลวงพี่หนุ่มกับหญิงสาวเช่นนั้น มิใช่การปฏิบัติที่ถูกต้องโดยพระวินัยอย่างแน่นอน กับทั้งมีลักษณะเป็น โลกวัชชะ คือโลกย่อมติเตียนรังเกียจ

                   แต่ใช่ว่าพระอาจารย์เจ้า จักไม่รู้ความเหล่านี้ แต่ เพราะเหตุการณ์เหลือวิสัยต่างหากเล่า

                   และอาบัติ ยังมิถึงสังฆาทิเสส ที่ต้องอยู่กรรม คณะสงฆ์ต้องสวดอัพภาณ

                   ยังไม่ถึงต้องตัดหัวทิ้งอย่าง ปาราชิก

                   แต่พระคุณเจ้าวิตกและยากใจในเรื่อง โลกวัชชะ เพราะเหตุที่โ,กมองด้วยตาโลกตาแห่งความโง่เขลา

                   กระนั้น กรณีแห่งความรักพิเศษพิสดารเยี่ยงนี้ โลกก็คงกลับให้อภัยกระมัง

                   เพราะโลกย่อมอนุโลม แด่ผู้มีความทุกข์ทางหัวใจเช่นนี้ มาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว

                   บัดนี้ พระภิกษุหนุ่ม ท่านจะรำพึงอยู่ในเรื่องใด ในท่ามกลางความวิเวกมืดมิดสนิทในราตรี ท่ามกลางแดน      ภูตพราย อันกว้างใหญ่

                   การสละสมณะเพศเพื่อเหตุ เห็นแก่ความรักอันบริสุทธิ์ของสาวน้อย เจ้าของมรดกบ้านมโนรมย์ จะเป็นไปได้อย่างไร สำหรับท่านผู้ถึงวิมุตติรสเป็นธรรมารมณ์ พร้อมวิมุตติญาณทัศนะแล้ว

                   รสแห่งความรักเป็นเลิศในโลก แต่ วิมุตติรส เหนือชั้นไปกว่าสักเท่าไร โลกจักรู้หรือ

                   แล้วก็ถึงเวลารุ่งอรุโณทัย

                   ป่าช้าวันนี้ มิได้แจ่มแจ้งเหมือนวันก่อนๆ ปรากฏเหมือนกลุ่มหมอกคลุ้มปกคลุมอยู่เหนือหลุมฝังศพเป็นหย่อมๆ ทั่วไป ดุจดั่งวิญญาณร้ายค่อยผุดขึ้นจากใต้หลุมฝังศพ คราที่ได้กลิ่นมนุษย์แปลกปลอมมา พระภิกษุหนุ่มเพ่งพินิจแล้ว รู้สึกสัมผัสสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นดั่งนั้นแล้ว ในป่าช้าแห่งนี้ กระนั้น ก็ดูจะมิใช่เรื่องหนักใจของพระภิกษุหนุ่มผู้นั่งบนอาสนะ พลับหลับตาทั้งคู่ ดูอิ่มพริ้ม ทว่าโสตคอยสดับเสียง อันจะเข้ามาสู่ปางที่พัก อย่างใจจดใจจ่อ

                   มาแล้ว มิใช่ยอดอุบาสิกา สุชาดา หากแต่สีกาผู้เสน่หาคนนั้น นงนุช

                   “นมัสการ พระคุณเจ้า” เสียงที่คอยเพื่อได้ยิน เปล่งออกมา ลืมตาขึ้น สว่างในจิต เมื่อเห็นดวงหน้างามนั้นเพ่งพิศมาดูแจ่มใส และหรูด้วยเครื่องนุ่งห่ม และเครื่องประดับหลาวที่ข้อมือ

                   “เมื่อคืนที่แล้วเธอเป็นอย่างไรบ้าง ?” พระเป็นเป็นผู้เริ่มเรื่องสนทนา พิศดูผิวเหลืองซีดของหญิงสาว

                   “ทุกอย่างรีบร้อยค่ะ ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงอะไร”

                   “ฉันหมายถึงคู่หมั้นของเธอ เขามิได้ผิดสังเกตอะไรหรอกหรือ ?

                   “คู่หมั้นดิฉัน ? เขายังไม่ทิ้งบ้านกาจมาดอกค่ะ เมียเขาสวยกว่าดิฉันตั้งหลายเท่าค่ะ”         

                   “ไม่จริงหรอก”

                   “เชื่อเถอะพระคุณเจ้า พระคุณเจ้าอยู่แต่ในป่า ในวัดวาอาราม ไม่มีโอกาสได้เห็นหรอกว่ามีอะไรงดงามสวยสด น่าชื่นชมอย่างไรในโลกกว้าง ต่อเมื่อถึงเวลาเถิด นุชจะพาท่านไปเที่ยวชม”

                   “เวลาไหน ?

                   “เขาเรียกว่า ฮันนี่มูน อย่างไรเล่าหลวงพี่”

                   “ฮันนี่มูน ฉันไม่เข้าใจหรอก”

                   หญิงสาวหัวเราะคิก ชอบใจในความทึ่มของพระอาจารย์ วันนี้เธอปฏิบัติเหมือนวันวาน ด้วยความคล่องแคล่ว และจัดเจนงานการเรือน ชั่วอึดใจภัตตาหารก็พร้อม

                   “วันนี้ ทุกอย่างเป็นฝีมือของนุชเอง” เธอบอกกระตือรือร้น “หลวงพี่ต้องฉันให้หมดนะคะ”

                   พระยิ้ม พนมมือว่า อภิณฺหปจฺจเวกฺขณะ ปฏิสงฺขาโย พอให้โยมได้ข้อสังเกตธรรมเนียมพระนักปฏิบัติ แล้วเริ่มฉัน

                   อาหารถูกปากท่านแน่นอน สตรีสวยคนนี้ ช่างจัดเจนเฉลียวฉลาด มีปัญญาไปเสียรอบตัว

                   “เธอว่าเธอเคยเป็นหัวหน้ากลุ่มศาสนิกโยเรที่เชียงใหม่หรือ ? เล่าให้ฟังสักหน่อยเธอเป็นได้อย่างไร”

                   “แรกเริ่ม เพื่อนที่วิทยาลัยแนะนำ” เธอหมายถึงวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่ “เขาพาไปที่ศูนย์แล้วลองปฏิบัติดู ถ่ายทอดพลังเมตตาแก่กันน่ะคะ ทีแรกก็ไม่คิดว่าจะจริงจังนักหรอกบังเอิญมีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับดิฉันและเพื่อน คราวนั้น ไปเที่ยวกัน ดิฉันซ้อนมอเตอร์ไซด์ รถมันแฉลบคว่ำลงกลางทาง ดิฉันกระเด็นไปข้างหน้า หน้าครูดไปกับพื้นถนนจนเลือดโซมไปหมด ส่วนเพื่อนนิดหน่อย แย่กว่า แต่โชคดีเหลือเกิน พระคุ้ม ไมให้มีรถสวนมาขณะนั้น ถ้าไม่งั้นดิฉันไม่รอด”

                   เธอเล่าเรื่องทันอกทันใจ ได้ความหมดจดสมบูรณ์จริงๆ เธอเล่าแทบไม่หยุดหายใจ

                   “ฉันไปรักษาที่โรงพยาบาลแล้ว ยังมีแผลเป็นเต็มไปหมดที่ใบหน้า จึงได้อธิษฐานให้พระโยเรช่วย ท่านเชื่อไหม ? ถ้าพระโยเรไม่ช่วยดิฉันแล้ว ใบหน้าจะไม่เกลี้ยงเกลาอย่างนี้อีกเลยตลอดชีวิต”

                   หญิงสาวเสยผม เปิดใบหน้าให้กว้าง อวดผิวเนียนงามที่ดวงหน้า พระเหลือบมองดู ดูจะเพราะความหนุ่ม เผลอไปด้วยธรรมชาติอันลึกล้ำกระตุ้น

                   “ไม่เกลี้ยงนักหรอก” เล่นลิ้น เอื้อมมือจะเขี่ยที่ร่องน้ำตา “ตรงนี้ไงยังมีรอยอยู่”

                   หญิงสาวเบือนหลบ

                   “เดิมที่หัวเข่าก็แผลเป็นเต็มไปหมดเช่นกัน แต่เดี๋ยวก็หายไปแล้ว”

                   ไม่คาดว่า ด้วยความสุจริตใจเพียงใด เธออวดหัวเข่าที่อยู่ในร่มผ้าของเธอ ให้เห็นผิวเนียนละมุมอวบอิ่ม นิ้วชี้ให้ดูรอบๆ เห็นเพียงรอยลางเลือนแทบสังเกตไม่ได้

                   “เธอก็เลยเลื่อมใสโยเร” พระรีบต่อเรื่องแก้ขวยใจ

                   “ถูกแล้ว ก็อุทิศช่วยงานเขาอย่างศรัทธาจริงๆ ปีรุ่งขึ้น ก็ได้ไปอบรมที่ญี่ปุ่น กลับมาก็ได้เป็นหัวหน้า เทียบกับทางเราแล้ว เท่ากับเจ้าคณะอำเภอนู้นแหละ แต่ฉันเป็นอยู่ไม่ได้นานหรอก เพราะทำพระโยเรหายไป พระที่คล้องคอน่ะ ทำหาย เขาเลยบอกให้รอ เพราะถ้าใครทำพระหาย จะต้องรีบรายงานและขอเขาใหม่ ตอนมีพระโยเรอยู่ รู้สึกมีความมั่นใจ ไม่รู้สึกกลัวอะไรเลย พอพระหายไป ฉันรู้สึกกลัวผี กลัววิญญาณร้ายๆมากที่สุด”

                   “ป่าช้านี่กลัวไหม”

                   “กลัวซิหลวงพี่ คนเดียวกล้ามาเสียเมื่อไหร่ แต่พอมาอยู่ใกล้ๆ หลวงพี่ กลับไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิด แปลกดีนะ”

                   “จะแปลกอะไร เพราะฉันเป็นพระ”

                   “ค่ะ” เธอรับคำสั้นๆ เปลี่ยนเรื่องพูด “อาหารถูกปากไหมล่ะคะหลวงพี่คะ ?

                   พระเพียงยิ้มนิดๆ เป็นทีรับรอง

                   ใครเลยได้ยินได้ฟัง จะไม่ยอมรับว่า ทั้งคู่คุยถูกคอกันจริงๆ ทั้งๆที่บทเริ่มต้น คล้ายดั่งคู่อาฆาตมาเจอกัน แล้วต่อมา คล้ายดั่งลองกำลังภายในของกันและกัน จวดจนบัดนี้ มีความคลี่คลายที่น่าสดชื่นดื่มด่ำอย่างโลกีย์วิสัยเสียแล้ว

                   จะเป็นไปในแนวทางไหน ?

                   จะเป็นไปดั่งใจโลกละหรือ ?

                   ยังมีวันที่สาวงามบ้านนั้นถวายภัตตาหารต่อมาอีก เป็นเหตุให้เหตุการณ์เช่นเดิมเน้นย้ำซ้ำเข้าไป กลายเป็นความสนิทสนมอันล้ำลึก น่าที่ความรักของคนที่เป็นทาสรักทวีไปจนเป็นความหลง

                   จวบจนในที่สุด ถึงวันนั้น ในเวลาเดิม

                   พระเป็นฝ่ายเริ่มเรื่อง เป็นคำกล่าวบรรยายความสั้นๆด้วยน้ำเสียงช้า ชัดเจน

                   “ฉันเห็นคณะผู้คนขายหญิง ทางบ้านกาจ กลุ่มหนึ่ง พร้อมด้วยมุ้งหมอนเสื่อ เดินผ่านสุสานนี้ไปทางบ้านมโนรมย์ เห็นชายคนหนึ่ง ผ้าโพกศีรษะแดง นอนนั่งร่ายรำทางเพลงมาบนหลังกระบือตัวอ้วนใหญ่ มีเพื่อนผู้ชายห้อมล้อมเป็นลูกคู่ไปด้วย สามสี่คน

                   “คู่หมั้นของดิฉันเองค่ะ เขาไปบอกข่าว”

                   “ข่าวกำหนดวันแต่งงาน”

                   “เมื่อไร ?

                   “เร็วๆนี้ค่ะ”

                   “เธอตกลงหรือ ?

                   “เขาว่าเขาได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขเรียบร้อยแล้ว”

                   “เงื่อนไขอะไร ?

                   “เกี่ยวกับเมียของเขา”

                   “แล้วเมื่อคืน…?

                   “เขาเข้าไปนอนกับฉัน

                   “นอนกับเธอ…?

                   “เขาไม่ได้ทำอะไรฉันดอก เขาชวนฉันคุยอยู่ครู่เดียวก็ออกไป เขาสารภาพผิด เขายอมเลิกเหล้ายา เขายอมทุกอย่างตามที่ดิฉันต้องการค่ะ”

                   “แล้วเธอคิดยังไง ? ฉันว่าเธอยอมเขาเสียไม่ดีหรือ ?

                   “นี่หรือที่ว่ารัก” หญิงสาวมองหน้าอย่างน้อยใจ น้ำตาคลอหน่วย “แท้จริงก็เป็นเพียงลมลิ้น” เสียงแผ่วเบา แต่รุนแรงด้วยพลังคับแค้น

                   “เปล่าๆ เปล่านะ” พระปฏิเสธทันใด “ฉันเพียงแต่รู้สึกว่าเรื่องจะดีขึ้น อะไรๆเริ่มจะมีทางออก ก็เขายอมเธอหมดทุกอย่างแล้วนี่นะ”

                   “เชื่อได้หรือ ? คนยังงั้นเคยรับคำไว้กี่ครั้งกี่คราว ก็เหลวหมด หากหลงเชื่อก็เสียตัวหลวงพี่ เรื่องนี้แหละที่นุชร้อนใจ นุชคิดหาทางออกไว้แล้ว ว่าแต่หลวงพี่เถอะ ?

                   “ว่าไง จะให้หลวงพี่ทำอะไร ?

                   “หลวงพี่ลาสิกขา หนีไปกับนุช”

                   “แล้วสมบัติ ไร่นาสาโท โคควายที่บ้านมโนรมย์ล่ะ ?

                   “หลวงพี่อย่าห่วงเลย เราหนีไปชั่วคราวเท่านั้นเอง ทุกสิ่งทุกอย่างก็เรียบร้อย”

                   “แต่หลวงพี่มีอุบายที่ดีกว่า”

                   “ก็ว่ามาซิคะ”

                   รถมารับพระอาจารย์ตามวันเวลากำหนด คือครบ 21 วัน 20 คืน แต่คราวนี้ มิได้มีพระอาจารย์แต่เพียงรูปเดียว หากมีแม่ชีสาวสวยอีกนางหนึ่งซ่อนไปด้วย เมื่อรถเคลื่อนออกจากป่าช้าไปวันนั้น ไม่มีใคร ผู้ใดผู้หนึ่งอื่นทราบความจริงนี้ แม้กระทั่งนายสุสานโคปกา นายช่างโลง คนนั้น

                   พระหนึ่ง แม่ชีหนึ่งผู้สาวสวยสะดุดตา หายไปด้วยกัน

                   ตราบกระทั่ง

                   20 ปีผ่านล่วงไปแล้ว พระอาจารย์ พยับรวิ สิริวรรณ ปญญาธโร ได้มาปักกลด ณ สุสานด่านมโนรมย์อีกครั้งหนึ่ง ท่านยังคงมีเค้าหน้า รูปกายหนุ่มอยู่เหมือนเดิมไม่มีผิดแม้กาลเวลาจะล่วงไปถึง 20 ปี ผิดกับนายสุสานโคปกา ซึ่งบัดนี้แก่หง่อม มีสังขารที่ทรุดโทรมแทบไม่เหลือเค้าสมัยก่อนอยู่อีก

                   “ภายหลังท่านอาจารย์ถอนกลดไปแล้ว” นายสุสานโคปกานายนั้น ทวนเรื่องเมื่อ 20 ปีก่อน ให้พระอาจารย์พยับสิริวรรณรับฟัง ด้วยน้ำเสียงอันอาทรต่อเหตุการณ์ครั้งนั้น “ป่าช้าแห่งนี้ ก็เกิดอาเพศวิปริตอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนชั่วที่กระผมเฝ้าสุสานแห่งนี้มา ตกลางคืน ปรากฏเสียงคล้ายภูตผีปีศาล ผุดออกมาจากหลุมฝังศพคือฮวงซุ้ย ส่งเสียงครวญครางหวีดหวิว สลับไปกับเสียงสนั่นของพวกนกกระปูด นกฮูก พวกนกกลางคืนทั้งหลาย กับเสียงแมลงลองไน จักจั่นสนั่นไปทั้งราวป่า มีปรากฏกาของภูตผีปีศาจเป็นรูปร่างต่างๆ ผุดขึ้นที่นั่นที่นี่ มีเรื่องคนถูกหลอกหลอนจนจับไข้หัวกร๋นกันหลายครั้งหลายราย แต่ที่เลื่องลือกันมาก ก็เรื่องของหนุ่มบ้านกาจ คู่หมั้นสาวคนสวยแห่งบ้านมโนรมย์นั่นเอง ตอนนั้น เธอผิดหวังอย่างหนัก เพราะสาวเจ้าหนีการแต่งงานไปก่อน กำหนดเพียงไม่กี่วัน ในตอนกลางคืนที่รู้ข่าวนั่นเอง หนุ่มบ้านกาจนายนั้น ได้หลบมุมไปถอนเหล้าของโปรดอยู่ในป่าช้าแห่งนี้ ไม่มีใครรู้ว่าเธอเข้ามายึดมุมไหนของป่าช้าผีพรายอันกว้างใหญ่แห่งนี้ร่ำสุราบานเสียจนเมามายหลงลืมสติ ไม่มีใครรู้เลย ว่าที่แท้ที่จริง เธอมาหลงทางอยู่ในสุสานป่าช้าจีนแห่งนี้ สุสานด่านมโนรมย์ ที่มีชื่ออันไพเราะน่าหลงใหลแห่งนี้นั่นเอง เราพบร่องรอยหลงงมหาทางออกวนเวียนไปมาอยู่ทั้งคืนเห็นจะได้ แต่เพราะพวกภูตผีปีศาจบังตาและหลอกหลอน ไม่สามารถจะหาทางกลับบ้าน ที่ๆเราพบศพเขานอนตายตัวแข็งอยู่หน้าฮวงซุ้ยรวามผีไม่มีญาติ บริเวณต้นพอกใหญ่ด้านทิศใต้ ใกล้ที่พักปักกลดของท่านอาจารย์ครั้งคราวนั้นนั่นแหละขอรับ” เขาชี้มือประกอบสีหน้าแววตาบอกความหนักใจ

                   “เขาเล่ากันถึงต้นเหตุว่า มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นภายในสุสานแห่งนี้ เรื่องบัดสีบัดเถลิงของคนหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ซึ่งบัดนี้พากันหนีไปต่างถิ่นแล้ว เป็นอาถรรพ์ปลุกวิญญาณเปตชนผู้ล่วงลับ ที่ยังไม่ได้ไปผุดเกิดให้ฟื้นคืนขึ้นมา จนกระทั่งทุกวันนี้ ผู้คนยังขยาดหวาดสยอง แทบไม่กล้ากร้ำกรายเข้ามาในเขตสุสานอีกเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อตะวันรอนลงลับฟ้าไปแล้ว เมื่อพระคุณเจ้ามาโปรดคราวนี้ ก็ขอพระคุณเจ้า ได้โปรดแผ่เมตตา แผ่บุญกุศลไปให้เหล่าเปรต อสูรกาย ภูตผีปีศาล พวกนี้ด้วยเถิด”

                   นายสุสานโคปกา กล่าวด้วยเชื่อมั่นในคุณธรรมอันพระคุณเจ้ารูปนี้ ทรงมีอยู่อย่างสุจริตเปี่ยมศรัทธา พระคุณเจ้านิ่ง ไม่กล่าวอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่น่าหวาดสยองขนลุกพองเช่นนี้ ดั่งกับว่าเป็นเรื่องที่เล็กน้อยเสียเหลือเกินสำหรับท่าน แต่ท่านถามถึงอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งนายสุสานได้ถวายคำตอบ

                   “สำหรับสาวงามบ้านมโนรมย์นั้น ได้ข่าวว่าไปได้สามีมาจากเมืองหลวง เป็นคนดีเหลือเกิน จะพูดจะจามี ท่วงมีท่า ความเรียบร้อยละมุนละไมเป็นที่หนึ่ง ไม่ผิดผ้าที่พับไว้นั่นแหละขอรับ ไม่ค่อยพูดจา วันหนึ่งหงิมอยู่ทั้งวัน เขาว่าเดิมเป็นอาจารย์ใหญ่วิปัสสนามีชื่อของวัดดีวาเศวต ในกรุงเพท พระอาจารย์ก็คงจะเคยได้ยินชื่อวัดนี้ เพราะเป็นศูนย์วิปัสสนาจารย์ เขาเล่าว่า คุณนงนุชหนีการแต่งงานไปบวชชีที่วัดนี้ ต่อมาก็เข้าทำนองมดใกล้น้ำตาล อะไรทำนองนั้นแหละขอรับ คุณนงนุช ก็สวยพริ้งขนาดไหนก็รู้กันอยู่ ทั้งเฉลียวฉลาดเกินคน ก็ด้วยเหตุนี้ พระอาจารย์ใหญ่วิปัสสนาจารย์ก็เถอะหากไม่สิ้นจริงก็ต้องพล้ำเข้าอย่างนี้แหละครับ หลบหนีจากวัดดีมาเสวยตมากับแม่ชีสาว มาอยู่ที่บ้านมโนรมย์นี้แหละขอรับ”

                   นายสุสาน คล้ายกับจะกลั้นหัวเราะ หรือกลืนน้ำลายลงคอไปเอื๊อกใหญ่ ก่อนที่จะเล่าต่อไปจนหมดความ

                   “อยู่ด้วยกันเพียง 5 ปี มีลูกถึง 6 คน หัวปีท้ายปีเลยละครับ แต่ที่มี 6 คน ก็เพราะมีแผดอยู่คู่หนึ่ง พอย่างเข้าปีที่ 6 ลูกคนที่ 6 เดในท้องได้เพียง 3 เดือนเศษๆ เจ้าคุณฑิตผู้สามีเกิดหมดแรง บ้อลัดเอาดื้อๆ เป็นหัวใจวายตายไปเสียก่อน เขาเล่ากันว่าตายคาอกเลยขอรับ แบบนายพระอกหนังกังฟูฮ่องกงนายนั้นแหละขอรับ เดี๋ยวนี้ คุณนงนุชก็เป็นหม้ายไป แต่ก็ยังสวย สุขุมกว่าคราวเป็นสาวเยอะ แม้จะมีลูกติดก็ยังหอมหวนมีแมลงตอมต่ายไม่ขาด ทั้งเป็นเศรษฐีนี้ ในท้องถิ่นนี้ล้วนนับถือแกมีนนับหน้าถือตามาก มีคอกปศุสัตว์ มีพนักงานบริวาร มีการกุศลอยู่บ่อยๆ แกเคยถามกระผมว่า มีพระธุดงค์มาปักกลดอีกไหม ถ้ามีให้บอกด้วย แก่จะได้มีโอกาสทำบุญ แกว่าอย่างงั้นครับ นี่ถ้าท่านอาจารย์ไม่ขัดกระผมก็จะได้บอกแกไป”

                   นั่นเป็นเรื่องนายสุสานโคปกา เล่าไป ตามที่แกได้ทราบ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้รู้ได้เห็นในท้องถิ่นตำบลมโนรมย์

                   แท้ที่จริงแล้ว เจ้าคุณ พระพิมลมานะสุดาเสด พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาของวัด ดีวาเสวต คลองเตย กรุงเทพมหานคร นั่นเองที่กลายเป็นเหยื่อแทนท่าน จากเหตุการณ์หนุ่มบ้านกาจสาวบ้านมโนรมย์ คราวเมื่อ 20 ปีก่อน

                   เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ เมื่อมองจากฝ่ายพระคุณเจ้า ที่พระอาจารย์ผู้ที่ได้ชื่อว่านักรบ ต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูปรอยระดับชั้นพระอาจารย์

                   ยังจักมีอยู่อีกสักเท่าไร ในสำนักสอนเช่นนี้ ที่ดีแต่รูปแบบ แต่ไร้แก่นแท้ของจริง ดีแต่ทางวาจา โอ้โลม ปฏิโลม และอะไรๆในความมืด ความลับ ข้อบ่งชี้เช่นใดเล่า ที่บอกชัยชนะอันแท้จริง ใครบ้างเล่าที่ประสงค์ ของจริง บ้าง ?

                   นั่นแหละ ความรำลึก ที่ย้อนกลับคืนไปสู่เหตุการณ์เมื่อ 20 ปี ของพระอาจารย์ผู้มีชื่อและสมญา “พยับรวิ สิริวรรณ ปญญาธโร”

                   แหละก็ตั้งแต่นั้นมา ก็เป็นเวลา 20 ปีแล้ว ที่ยังมีข้อฝังคลางแคลงใจอันลึกซึ้งของสาวงาม ซึ่งบัดนี้ แม้หม้ายทรงเครื่อง อยู่ข้อหนึ่ง บัดนี้ก็ได้โอกาสเหมาะเยี่ยมที่จะสะสางกันแล้ว

                   “พระคุณเจ้ารู้เรื่องทั้งหมดแล้วหรือ ?

                   บทซักฟอก เริ่มภายหลังภัตตาหารแล้ว

                   “อาตมภาพรู้เรื่องแต่เพียงกะท่อนกะแท่น”

                   “พระคุณเจ้าจะตำหนิดิฉันในเรื่องใดบ้าง ?

                   “ไม่มีอะไรจะตำหนิเธอ”

                   “แต่บัดนี้ดิฉันก็กลับเป็นอิสสระ มีความเป็นตัวของตัวเองอีกครั้งหนึ่งแล้ว ว่าแต่พระคุณเจ้าเถอะ ?

                   “อาตมภาพหรือ ? อาตมภาพเป็นอิสสระ และความเป็นตัวของตัวเองอยู่ตลอดเวลา”

                   “ตั้งแต่ครั้งกระนั้นหรือพระคุณเจ้า ?

                   “ก็ตั้งแต่ต้นมาแล้วซิ”

                   หญิงหม้ายจ้องที่ดวงหน้าพระอาจารย์เขม็ง

                   “คราวนั้น ท่านพาดิฉันหนีไป ฝากดิฉันไว้ที่วัดดีวาเศวต ท่านยังจำได้ไหม ? จำได้ไหมว่าท่านปฏิเสธดิฉันเพราะเหตุใด ? คำพูดใดที่ท่านเอยอย่างจงใจฆ่าดิฉัน ?

                   “จำได้ แต่ไม่จงใจฆ่าใคร”

                   “ท่านว่าท่านเป็นคนมีเจ้าของแล้ว อย่างนั้นไม่ใช่หรือ ? แล้วท่านไม่เปิดโอกาสดิฉันได้ซักถามอีกเลย”

                   “ถูกแล้ว อาตมภาพูดเช่นนั้นจริง และเป็นจริงอย่างพูด”

                   “แล้วเหตุใด ท่านยังคงอยู่ในเพศบรรพชิต”

                   “ก็เพราะอาตมภาพมีเจ้าของน่ะซี”

                   “เจ้าของ ? ดิฉันไม่เข้าใจ” หญิงหม้ายอุทานลั่น มือทั้งสองกุมขมับหลับตาสนิทมีท่าทีต่อสู้กับอารมณ์ผิดหวังอย่างรุนแรง

                   “นั่นมิแปลว่า พระคุณเจ้ามีเจตนาเสแสร้งหลอกลงดิฉันอย่างไม่ปรานีปราศรัยเลยหรือ ?

                   “ไม่ได้หลอกลวง เป็นความจริง”

                   “ถ้าอย่างนั้น วอนพระคุณเจ้าตอบให้แน่ชัดเสียที ใครคือเจ้าของพระคุณท่าน ?

                   “ฟังเถิดโยม เจ้าของอาตมภาพคือ ธรรม อาตมภาพคือ ธรรมสามี ผู้ปฏิบัติบำรุงธรรม เป็นสามีแห่งธรรม ธรรม เป็นเจ้าของอาตมภาพ”

                   “โธ่เอ๋ย พระคุณเจ้า เป็นอย่างนี้เองหรอกหรือ ?” ก้มหน้า ซ่อนดวงตา

                   “อาตมภาพไม่มีใครอื่นเป็นเจ้าของอีกแล้ว และจะไม่มีใครผู้ใดหนึ่ง อาจจักพรากอาตมภาพไป่จาก ธรรม อาตมภาพมีเรือน ชื่อว่า วิมุตติธรรมารมณ์ อาตมภาพมียาน ชื่อว่า วิมุตติญาณทัศนะ อาตมภาพเสพรสอันยิ่งกว่ารสใดๆในโลก คือ วิมตติรส ทั้งหมดนี้แหละเจ้าของ เคหาสน์ และเครื่องยานสัญจร เป็นสถานะแห่งอาตมภาพ เป็นแดนธรรม โยม วิมุตติธรรม”

                   “เป็นแดนเหนือกามภพหรือ พระคุณเจ้า ?

                   “ถูกแล้ว เป็นแดนเหนือกามภพ และ มัจจุภพ ถอนรกเหง้าแห่งกามพืชทั้งปวงแล้วแหละรากเหง้าแห่งมัจจุทั้งหลาย เป็นผู้ชนะสงครามแล้ว ก็จักแดนนั้น พร้อมวิมุตติธรรมารมณ์ กับ วิมุติญาณทัศนะ”

                   “ดิฉันเชื่อแล้ว พระคุณเจ้า พระคุณเจ้าได้โปรดนำพาดิฉันไปด้วยเถิด”

                   ไม่ช้าไม่นานต่อมา ตำบลบ้านมโนรมย์ ได้มีสถานที่ปฏิบัติธรรมแบบแปลกประหลาดพิเศษขึ้นมา ในพื้นที่นั้น มีอาคารที่ออกแบบประยุกต์จากฮวงซุ้ยฝังศพในป่าช้าจีน ซึ่งมีทั้งห้องใต้ดิน และดาดฟ้าสูง เป็นห้องโถงโล่ง และห้องเฉพาะอย่างรังผึ้งก็มี พร้อมหลังคาดาดฟ้าสูง มีอักษรไทยจีนกำกับ ความไทยว่า

                   ธรรมบูชาอายุวัฒนะ

                   ผู้ที่รู้เรื่องดีกล่าวว่า พระภิกษุผู้อยู่ปฏิบัติธรรมในอาคารแห่งนี้ ได้บรรลุวิชาสุดยอดในยุทธภพ คือ วิชชาอายุวัฒนะ อาจมีชีวิตยืนยาวไปไม่จำกัด ในชั่ว 200 ปีข้างหน้า เป็นที่เชื่อแน่ว่า พระอาจารย์รูปนี้ จะคงดำรงชีพอยู่ อยู่ในความอุปถัมภ์ดูแลของสกุลแม่หม้ายบ้านมโนรมย์อย่างใกล้ชิดตลอดไป เมื่อสังขารท่านลับล่วงลงแล้ว สถานที่แห่งนี้จักเป็นฮวงซุ้ย หรือ หลุมฝังซากศพของท่านไปโดยอัตโนมัติ

                   นี้แหละ นิยายรักจากสองบ้าน ระหว่างหนุ่มบ้านกาจ กับสาวบ้านมโนรมย์ น่าเศร้าใจจริงหนอ

                  

                                                สพฺพํ เภทริยนฺตํ เอวํ มจฺจาน ชีวิตํ

                                                ชีวิตของสัตว์เหมือนภาชนะดิน ซึ่งล้วนมีความสลายเป็นที่สุด

                                                                ( ที.มหา. 10/141, ขุ.สุ. 25/448, ขุ.มหา. 29/145)

 

จบบริบูรณ์

                  

 




นิทานธรรมะแสนสนุก

คำนำว่าด้วยประวัติย่อของผู้ประพันธ์ เล่าถวายสหธรรมิก
มานุสสาสุรสงคราม
เจ้าชายหงส์ขาว
พระเหลียวหลัง
ยมราชถามอะไรคือการศึกษา article
ซิ่งเนรคุณ article
มงกุฎมาลีรัตนะแห่งองค์พระอรหันต์เจ้า
พญาโคร่งดำโพธิสัตว์
ดอกไม้ป่าสีน้ำเงิน
อาลัยบาป
คนไม่เคย
ภาระสี่เหล่าจักรพรรดิ์ธรรม
คนเมืองหิว
นักเลงปืนแก๊ป
อนุสรณ์๋ป่าช้าอนุสาวรีย์ลูกรัก
สงครามครั้งสุดท้าย
ธารมโนเพชร



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
----- ***** ----- โปรดใช้บริการการแปลของ Google Translate นี่คือเวบไซต์คู่ www.newworldbelieve.com กับ www.newworldbelieve.net เราให้เป็นเวบไซต์ที่เสนอธรรมะหรือ ความจริง หรือ ความคิดเห็นในเรื่องราวของชีวิต ตั้งใจให้ธัมมะเป็นทาน ให้สิ่งที่เป็นประโยชน์แด่คนทั้งหลาย ทั้งโลก ให้ได้รู้ความจริงของศาสนาต่าง ๆในโลกวันนี้ และได้รู้ศาสนาที่ประเสริฐเพียงศาสนาเดียวสำหรับโลกยุคใหม่ จักรวาลใหม่ เรามีผู้รู้ ผู้ตรัสรู้ ผู้วินิจฉัยสรรพธรรมสรรพวิชชา สรรพศาสน์ และสรรพศาสตร์ พอชี้ทางสู่โลกใหม่ ให้ความสุข ความสบายใจความมีชีวิตที่หลุดพ้นไปสู่โลกใหม่ เราได้อุทิศเนื้อที่ทั้งหมดเป็นเนื้อที่สำหรับธรรมะทั้งหมด ไม่มีการโฆษณาสินค้า มาแต่ต้น นับถึงวันนี้ร่วม 14 ปีแล้ว มาวันนี้ เราได้สร้างได้ทำเวบไซต์คู่นี้จนได้กลายเป็นแดนโลกแห่งความสว่างไสว เบิกบานใจ ไร้พิษภัย เป็นแดนประตูวิเศษ เปิดเข้าไปแล้ว เจริญดวงตาปัญญาละเอียดอ่อน เห็นแต่สิ่งที่น่าสบายใจ ที่ผสานความคิดจิตใจคนทั้งหลายด้วยไมตรีจิตมิตรภาพล้วน ๆ ไปสู่ความเป็นมิตรกันและกันล้วน ๆ วันนี้เวบไซต์นี้ ได้กลายเป็นโลกท่องเที่ยวอีกโลกหนึ่ง ที่กว้างใหญ่ไพศาล เข้าไปแล้วได้พบแต่สิ่งที่สบายใจมีความสุข ให้ความคิดสติปัญญา และได้พบเรื่องราวหลายหลากมากมาย ที่อาจจะท่องเที่ยวไปได้ตลอดชีวิต หรือท่านอาจจะอยากอยู่ณโลกนี้ไปชั่วนิรันดร ไม่กลับออกไปอีกก็ได้ เพียงแต่ท่านเข้าใจว่านี่เป็นแดนต้นเรื่องเป็นด่านข้ามจากแดนโลกเข้าไปสู่อีกโลกหนึ่ง และซึ่งเป็นโลกหรือบ้านของท่านทั้งหลายได้เลยทีเดียว ซึ่งสำหรับคนต่างชาติ ต่างภาษาต่างศาสนา ได้โปรดใช้การแปลของ กูเกิล หรือ Google Translate แปลเป็นภาษาของท่านก่อน ที่เขาเพิ่งประสบความสำเร็จการแปลให้ได้แทบทุกภาษาในโลกมนุษย์นี้แล้ว ตั้งแต่ต้นปีนี้เอง นั้นแหละเท่ากับท่านจะเป็นที่ไหนของโลกก็ตาม ทั้งหมดโลกประมาณ 7.6 พันล้านคนวันนี้ สามารถเข้ามาท่องเที่ยวในโลกของเราได้เลย เราไม่ได้นำท่านไปเที่ยวแบบธรรมดาๆ แต่การนำไปสู่ความจริง ความรู้เรื่องชีวิตใหม่ การอุบัติใหม่สู่ภาวะอริยบุคคล ไปสู่การเปลี่ยนแปลงไปพ้นจากทุกข์ ทั้งหลายไปสู่โลกแห่งความสุขแท้นิรันดร คือโลกนิพพานขององค์บรมศาสดาพุทธศาสนา พระบรมครูพุทธะ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียงแต่ท่านโปรดใช้บริการการแปลของ Google Translate ท่านก็จะเข้าสู่โลกนี้ได้ทันทีพร้อมกับคน7.6พันล้านคนทั้งโลกนี้. ----- ***** ----- • หมายเหตุ เอาขึ้นเวบไซต์ แทนของเดิม ทั้ง 2 เวบ .net .com วันที่ 21 เม.ย. 2565 เวลา 07.00 น. -----*****-----