ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พ.ศ.2540 - 2559
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 1
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 51
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 52
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 53
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 54
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 55
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
Buddhism How? บันทึกของนักปฏิบัติธรรมผู้ถวายชีวิตพิศูจน์สัจธรรมพุทธให้รู้แจ้งเห็นจริงถึงระดับมรรคผลนิพพานแท้
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
bulletศึกษาโลกลี้ลับ 26
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว วิเคราะห์ทุกปัญหาในโลกมนุษย์ด้วยสติปัญญาและเหตุผลวิทยาศาสตร์จากนสพ.ดี
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletประวัติการต่อสู้เพื่อการดับทุกข์ ของพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์ แนวปฏิรูปคณะสงฆ์อยู่ในบทวิเคราะห์นี้แล้ว
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา แนวคิดศาสนาสำหรับคนยุคใหม่ ผู้ก้าวผิดทางไปสู่สิ่งไร้สาระโดยไม่รู้ตัว
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ของฟรีให้เปล่ามา20ปีแล้วทั้งเอกสารและอินเทอเนท
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา เราทำเพื่อปัญญาชนโดยแท้
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่ 1- 4


10. สถานการณ์ของชนชั้นนักวิชาการ

รายงานข้อมูลการศึกษา 15 หัวข้อ

 

เรื่องการโฆษณาชวนเชื่อในยุครัฐบาลทักษิณ

                          เรื่องการโฆษณาชวนเชื่อในยุครัฐบาลทักษิณ

 

 10.  สถานการณ์ของชนชั้นนักวิชาการ

 

รายงานบทที่ 10  รายงานการชุมนุม ต่อต้านรัฐบาล[10]  การชุมนุม ต่อต้านรัฐบาล   (10)  ทวงคืนประเทศไทย,   5-6  มี.ค.  49 ณ  สนามหลวง,  ASTV 1 และ 3 วันอาทิตย์   ที่ 5  มี.ค. 2549 เวลา 18.00 น.ถึงเช้าวันที่ 6 ก.พ. 2549 จบลงด้วยการปลุกระดมสลายตัว โดยนัดชุมนุมต่อไปทุกวัน ระหว่าง 16.00-24.00  แล้วนัดประชุมใหญ่ 14 มี.ค. 2549

 

 6     สถานการณ์ของชนชั้นนักวิชาการไทยยุคปัจจุบัน

(The Six Events)

สถานการณ์ในวันนี้นับว่าเป็นสถานการณ์บ้านเมืองที่สับสนอยู่

นั่นคือ  ไม่มีใครรู้อย่างแน่ชัดว่าอะไรเป็นอะไร และมีข้อสังเกตถึงความแตกต่างทางความคิด  ทางอารมณ์ อย่างมาก ๆ ก็คือ  ความเห็นที่แตกต่างระหว่าง ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะรากหญ้าในชนบท ซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศ  กับ  ประชาชนในสถาบันการศึกษา ที่เรียกว่านักวิชาการ โดยเฉพาะกลุ่มชนในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาของสังคม 

เราลองมาจับตาดูสถานการณ์ของชนกลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นนักวิชาการ  หรือ ปัญญาชนยุคนี้กันดู

ในเชิงความเป็นธัมมวิจัย  นั่นคือความเป็นธรรม

โดยจิตใจที่รักความเป็นธรรมและการต่อสู้ที่รักความเป็นธรรม และเพื่อความเป็นธรรม

อันเป็นวิปัสนาญาณ เพื่อการรู้แจ้งจริงแห่งสัจจะ(The mean to approach the Truth)

สถานการณ์ที่ 1  มีคณะบดีคณะรัฐศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จู่ ๆ ก็ออกมาแถลงการณ์ขับไล่นายกรัฐมนตรีให้ออกไปเสียจากตำแหน่ง

โดยไม่แสดงเหตุผลทางรัฐศาสตร์  ทั้ง ๆ ที่ตนเป็นครูอาจารย์ของนักรัฐศาสตร์  และจนกระทั่งบัดนี้ คณะบดีคนนั้นยังไม่เคยออกมาให้ความรู้ทางรัฐศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องที่ตนเสนอนี้แด่สังคมอย่างไร   กลับหายเข้ากลีบเมฆไป  เข้าทำนองที่ชาวชนบทว่า  ตีหัวเข้าบ้าน อันเป็นกริยาของคนขี้ขลาดตาขาวในหมู่นักเลง นั่นเอง

ซึ่งย่อมทำให้คนมองได้ว่า นักวิชาการไม่มีจิตใจต่อสู้ในเชิงวิชาการเลย   นักวิชาการควรจะมีอะไร ๆ มากกว่าการเป็นเพียงนักวิจารณ์ นั่นคืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องเข้าใจว่าเป็นจริยธรรมของนักวิจารณ์ ที่ว่า  เมื่อมีข้อตำหนิ  ก็ต้องมีข้อเสนอแนะควบคู่ไปด้วย    เราตำหนิเขาอย่างไร  ก็ต้องชี้ทางออกให้เขาพ้นไปจากข้อที่เราตำหนิเขานั้นด้วย

สถานการณ์ที่ 2   กรณีสมาชิกวุฒิสภาสายวิชาการจำนวน 27 คน ยื่นเรื่องฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ แล้วศาลรัฐธรรมนูญไม่รับฟ้อง

มีเหตุการณ์ก็คือ  ก่อนฟ้อง  นักวิชาการกลุ่มนี้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างแรงในเชิงบีบบังคับศาลรัฐธรรมนูญให้รับคำฟ้อง จนศาลรัฐธรรมนูญได้ออกมาเตือนว่า  ระวังจะเป็นการก้าวก่ายการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ  ที่มีอำนาจหน้าที่ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ   (ดู บทบาทนายแก้วสรร อติโพธิ ส.ว.กรุงเทพมหานคร  อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย)

แล้วในวันตัดสิน นักวิชาการกลุ่มนี้  ก็พากันไปรอรับฟัง  ด้วยท่าทีว่าศาลรัฐธรรมนูญจะต้องรับฟ้องของตนแน่ ๆ  จนถึงมีการเตรียมดอกไม้ไปมากมายเพื่อมอบแด่ศาลรัฐธรรมนูญพร้อมที่จะสรรเสริญว่า เป็นศาลของประชาชน เป็นศาลไคฟง  อะไรดี ๆ ทำนองนั้น   แต่ครั้นศาลรัฐธรรมนูญตัดสินออกมาว่าไม่รับคำฟ้อง   นักวิชาการกลุ่มนี้ก็โกรธ ไม่ยอมรับ  ถึงกับออกอาการทั้งหมู่โห่ฮาขับไล่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฝ่ายที่ตัดสินไม่รับฟ้อง ต่อหน้าศาลนั่นเอง   และยกยอสรรเสริญฝ่ายที่รับฟ้องว่าเป็นคนของประชาชน (ดูนายเหวง โตจิราการ เป็นตัวอย่าง)  แล้วดอกไม้ที่เตรียมไปก็เอาไปเผาขับไล่ศาลรัฐธรรมนูญแทน ที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญนั่นเอง

ซึ่งเป็นกริยาที่ไม่สมควรแก่ความเป็นนักวิชาการ 

กลับสะท้อนถึงความ อนารยธรรมป่าเถื่อนอย่างยิ่ง

และน่าจะเป็นเหตุการณ์ในระดับประวัติศาสตร์ไทยต่อไป

สถานการณ์ที่  3  เมื่อกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(กกล.)   ออกมาตัดสิน โดยชี้แจงให้ทราบอย่างละเอียดถึงเรื่องราวการขายหุ้นของเครือชินคอร์ป  แล้วสรุปได้ตามหลักฐานชัดเจนว่า  นรม.ไม่มีความเกี่ยวข้องกับกรณีนี้เลย  นั่นหมายถึงเป็นผู้บริสุทธิ์ 

ส่วนนายพานทองแท้  ชินวัตร มีความผิดอย่างเบา ฐานไม่รายงานให้กกล.ทราบเท่านั้นเอง และมีโทษเพียงปรับเป็นเงิน 200-300 ล้านบาทเท่านั้นเอง

นักวิชาการเหล่านี้ก็ไม่ยอมรับ  มีหลายคนไปปรากฏตัวบนเวทีของกลุ่มม็อบปลุกระดมที่สนามหลวง แล้วยังคงอ้างเรื่องนี้ต่อไป  เพื่อให้เกิดภาพการขายชาติ  ปล้นชาติ  ปล้นประชาชน  ต่อไป  ซึ่งไม่มีความเป็นธรรมอย่างยิ่ง  เพราะไม่เคารพสิทธิในทรัพย์สินของคนอื่น

แล้วยังเอาไปเบี่ยงเบนประเด็นเป็น  ปัญหาจริยธรรมทางการเมืองของผู้นำรัฐบาล พยายามโฆษณากลับขาวเป็นดำ กลับดำเป็นขาว กลับดีเป็นชั่ว  หลอกลวงล้างสมองกลุ่มม็อบที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต่อไป

และในขณะเดียวกันไม่มีนักวิชาการคนใด  ให้คำอธิบายโดยแน่ชัดถึงคำว่า  จริยธรรม  หมายความว่าอย่างไร  เป็นเพียงการพูดถึงนามธรรมอันไพเราะ ที่เพ้อฝัน โดยที่ต่างคนต่างก็เพียงพูดกันไปโดยตนเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า   จริยธรรมหมายถึงอะไรกันแน่  อันเป็นการหลอกลวงคนอื่นและแม้แต่ตนเองก็หลอกลวงตนเอง

สถานการณ์ที่  4  เมื่อทางการเมืองประกาศพระราชกฤษฎีกายุบสภา ให้มีการเลือกตั้งใหม่ใน 2 เม.ย. 2549  นักวิชาการ เหล่านี้ได้เข้าชื่อกัน อ้างตนเป็นเครือข่ายร่วมร้อยเครือข่าย ที่น่าเกรง ยกพวกไปฟ้องร้องศาลปกครอง  ขอให้ศาลปกครองพิจารณายกเลิกพระราชกฤษฎีกาประกาศใช้พรฎ.ยุบสภา 

และศาลปกครองก็ไม่รับฟ้อง

แต่  นักวิชาการกลุ่มนี้ก็ไม่ยอมรับอีก  เอาไปเป็นเหตุปลุกระดมต่อไปว่า  องค์กรยุติธรรมเหล่านี้ ตกอยู่ใต้อำนาจระบอบทักษิณ  คือ  ทักษิโนมิคส์  

ทำให้คนทั้งหลายมองได้ว่า นักวิชาการเป็นกลุ่มคนที่หาเรื่องหาราวคนอื่นอย่างไร้เหตุผลอย่างยิ่ง เพราะไม่ยอมรับสถาบัน ไม่ยอมรับกติกาสังคม และดูจะไม่ยอมรับอะไรทั้งสิ้นในสิ่งที่ไม่ตรงตามความต้องการของฝ่ายตน

คนชนบทชาวไร่ชาวนาก็มองอย่างดูหมิ่นว่ากระทำตนเป็นศาลสถิตย์ยุติธรรมเสียเองได้อย่างไร?  ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตยหรือ ?

นี่ก็คือ ประพฤติตนอย่างเด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม   เอาใจตนเองเป็นใหญ่  อยากได้อะไรก็ต้องได้โดยไม่คำนึงเหตุผลความชอบธรรม 

ไร้วุฒิภาวะ 

สถานการณ์ที่  5   กลุ่มนักวิชาการระดับแนวหน้า  ที่เคยมีชื่อเสียงและบุคคลิกภาพดี ๆ จำนวน 98-99 คน ถวายฎีกาให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐบาลลงมา อาศัยมาตรา 7

ซึ่งทำให้เห็นว่า เป็นการหาเรื่องหาราวต่อไปอีก  เป็นคนพาลที่พยายามเลี่ยงกฎหมาย  หรือเลี่ยงบาลี ต่อไป ไม่ได้ด้วยเล่ห์ จะเอาด้วยกล  ไม่ได้ด้วยกลจะเอาด้วยมนต์คาถา   เพราะมาตรา 7  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540  ระบุไว้ว่า  "ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด  ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"

ซึ่งจะเห็นว่า มีเงื่อนไขบอกความแน่ชัดอยู่ที่ประโยค "ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด"

ซึ่งพูดด้วยภาษาของชาวบ้าน ๆ ก็คือ  เมื่อจนหนทาง  หาทางออกไม่ได้แล้ว  จึงค่อยใช้ประเพณี

และตามหลักของกฎหมายเอง  ประเพณีย่อมมีศักดิ์ในระดับที่เป็นรองไปกว่ากฎหมาย  กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อพระเอกยังไม่ตาย  พระรองอย่าเพิ่งออกมา

แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้  มีบทบัญญัติที่กำหนดแนวทางแก้ปัญหา เป็นทางออกไว้อย่างครบถ้วน อย่างรอบคอบทุกประเด็นปัญหาอยู่แล้ว 

และตามความสำนึกโดยสุจริตของพสกนิกรผู้จงรักภักดีแล้ว  การยื่นถวายฎีกา จะต้องระวังให้มาก ๆ  เพราะอาจมีนัยความหมายในทางที่ละเมิดเบื้องสูง และทำให้ทรงระคายเบื้องยุคลบาทได้  จะต้องเป็นกรณีที่ประกอบด้วยองค์ 3  คือ 1. ต้องจนหนทางทางกฎหมายจริง ๆ   2.  ต้องเป็นเหตุผลทางความยุติธรรมอย่างเด่นชัด   และ 3 ต้องเป็นกรณีที่มีความเห็นต้องตรงกันของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ(เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่อยู่ในฐานะที่จะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่อยู่ที่องค์รวม)

 หากสถานการณ์ที่มีทางออกอยู่  และแม้มีความขัดแย้งกันก็เป็นความขัดแย้งตามปกติของระบอบประชาธิปไตยเช่นนี้   หากคนไม่เข้าใจอะไรเป็นธรรมดาอย่างไร  ก็จะอ่อนไหวเกินไปแบบกระต่ายตื่นตูม คือตาขาวกลัวเกินเหตุไปจนผลีผลาม หากไร้ปัญญามองทางข้างหน้าก็จะมืดไปหมด ส่วนคนมีปัญญา มองไปก็รู้วิธีการที่จะแก้ไขได้ตามครรลองของสถานการณ์เช่นนั้น ๆ   ประการแรกอุปมาก็เหมือนสตรีนางห้ามเพียงได้กลิ่นของสงครามก็พากันร้องกรีดกราดเสียแล้ว   ก็เข้าหลักการตัดสินใจโดยภยาคติแท้ ๆ  ก็จะไปสร้างความไม่บังควรขึ้น  อันเป็นเหตุให้ระคาย       ระเคืองใต้เบื้องยุคลบาท  โดยไม่จำเป็นเลย

อนึ่ง ในสถานการณ์ที่ประชาชนแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายเช่นนี้  น่าพิจารณาเสียก่อนว่าเป็นผลมาจากอะไร และแก้ที่เหตุนั้นโดยพยายามอย่างเต็มที่ของเราเสียก่อน  เมื่อหนักหนาสาหัสสากรรจ์  จึงค่อยไปรบกวนใต้เบื้องพระยุคลบาท

อีกประเด็นสำคัญ  ที่อาจจะหลงลืมไม่มองความสำคัญก็คือ  การมีรัฐบาลใหม่นั้น  รัฐบาลใหม่ก็ต้องมองเสียก่อนว่ารัฐบาลเก่าได้สร้างสานอะไรไว้  มีอะไรที่รัฐบาลเก่าทำค้างอยู่ ที่จะต้องสานต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

เท่าที่ผ่านมา ก่อนหน้าจะเกิดเรื่อง น้ำผึ้งหยดเดียวขึ้นมา  รัฐบาลก็ได้ทำงานหนักในต่างประเทศ เพื่อขยายตลาดการค้าของไทยออกไป  เพื่อการรองรับการผลิตขนาดใหญ่ของประชาชน  ถ้าคนมองด้านเดียว ในด้านการผลิต  มองว่ามีความสามารถผลิตแล้วผลิตออกมาอย่างไม่คำนึงตลาด  ก็จะไปรอดได้อย่างไร   แต่ต้องมองว่าผลิตออกมาแล้วจะอาไปขายที่ไหน  นี่เป็นหลักการค้าง่าย ๆ ถ้าไม่มีตลาด ก็ต้องเทของทิ้งเท่านั้นเอง  รัฐบาลเดิมเขาสานสร้างไปถึงไหน เมื่อเสนอให้เอารัฐบาลใหม่มา ได้มองปัญหารอบด้านอย่างนี้แล้วหรือไม่ ดูด้วยความเข้าใจทำนองนี้หรือไม่  มีความสามารถหรือไม่  ถ้านึกอยากได้อะไรตามใจไร้เหตุผล  นั่นก็จะพากันไปสู่หายนะอย่างไม่รู้ตัว

และสิ่งนี้ก็สะท้อนอีกเหมือนกันว่า  นักวิชาการพยายามมองเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานสูงสุด 

พยายามที่จะไปตัดสินใจแทนคนอื่นอยู่ทุกเรื่องทุกราว  ทั้ง ๆ ที่ทำอะไรไปก็ไม่เข้าท่าเข้าที

แม้ในสาขาที่ตนมีความชำนาญ     เพียงแค่นั้นก็ไม่พอ

สถานการณ์ที่ 6     นักวิชาการต่อต้านการเจรจา เสรีทางการค้า  (FTA)

แต่น่าเป็นห่วงว่า นักวิชาการอาจจะไม่เข้าใจรอบคอบในเรื่องนี้

ถ้าเราตั้งท่าอย่างเอาเป็นเอาตายเลยว่า  การเจรจาเราต้องได้เปรียบทุกประเทศแล้ว  ก็จะไม่มีประเทศใดคบหากับเรา  เราก็จะกลายเป็นหมาหัวเน่าที่ไม่มีใครมอง  และจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว  หาตลาดโลกไม่มีเลย   (เข้าใจเหตุผลหรือไม่?)

มองความจริงบ้าง  เช่น  แม้ไม่มีเอฟทีเอ  สินค้าของญี่ปุ่น  ของอเมริกา  ก็หลั่งไหลเข้ามามากเกินดุล  อยู่แล้ว  ในเชิงเอฟทีเอ  เรามุ่งหมายให้เราได้การประกันบางอย่างว่า  เราจะเอาสินค้าเราเข้าไปขายประเทศเขาได้อย่างมีหลักประกัน  นั่นก็น่าจะเป็นผลที่ดีเยี่ยมแล้ว  ต่อไปเราก็เร่งความสามารถ เร่งผลิตผลคุณภาพ  ก็จะค่อยก้าวหน้าไป ขณะนี้เราก็ไปจัดการกับประเทศที่อยู่รอบนอก ๆ ไปก่อน ค่อยทำให้ดีขึ้นเป็นขั้นเป็นตอน  จะเอาทีเดียวให้รวยเลยได้อย่างไร

ฉะนั้น เมื่อนักวิชาการมาเบลอในประเด็นนี้ไปอีก  ก็น่าเป็นห่วงมาก ๆ

นี่คือข้อสังเกตจากสถานการณ์  6 ครั้ง ( the 6 events)  เกี่ยวกับบทบาทของนักวิชาการขณะนี้ 

ที่น่าคิดเหลือเกินว่า  นักวิชาการได้กระทำบทบาทที่เป็นคุณต่อประเทศชาติอย่างไร  ในสถานการณ์ที่สับสนทางความคิดขณะนี้

เราขอเสนอว่า  นักวิชาการควรจะต้องมีความเป็นธรรม  มีจินตนาการเชิงมโนธารแห่งมโนธรรมเสียบ้าง  (หมายถึงมีอิทัปปัจยาการในการมองเหตุการณ์ใดหนึ่งบนความเป็นธรรม)

และควรมีจุดยืนของนักวิชาการบ้าง

ในการวิเคราะห์วิจัยปัญหาใด  ควรมีข้อควรระวัง   ให้เป็นกลางตามหลักวิชาการดังนี้

ประการที่  1   Bias  คือความลำเอียง  มี 4 อย่างคือ

(1.)   ฉันทาคติ   ลำเอียงเพราะรัก

(2.)   โทสาคติ    ลำเอียงเพราะชัง

(3.)    ภยาคติ   ลำเอียงเพราะกลัว

(4.)    โมหาคติ   ลำเอียงเพราะหลง  รู้เท่าไม่ถึงการณ์

ประการที่ 2  Prejudice  ระวังการตัดสินที่อยู่บนการข่าว ข่าวสาร และข้อมูลที่ผิดพลาด หรือการที่ได้รับแอบสอบ(absorb)มาจากการโฆษณาชวนเชื่อ นั่นเอง 

สองประการนี้ก็คือหลักการวิจัยที่นักวิชาการย่อมรู้กันดีอยู่แล้ว ในที่นี้ก็เป็นแต่เพียงการเตือนสติกันบ้าง  เมื่อเรายึดเป็นกฎหลักของนักวิชาการ นั่นก็คือ สิ่งที่จะนำไปสู่สัจธรรม  คือความรู้และความจริงที่ไม่หลอกลวง  หรือตามหลักการศาสนาก็คือ  หลัก ธัมมวิจัย  (ดู โพชฌงค์ 7)  เพื่อนำไปสู่ความรู้แจ้งสัจธรรม(Truth) ด้วยตนเอง และนำไปสู่พุทธิปัญญาอันสูงสุด เพื่อโลกุตตระ  มิใช่เพียงโลกียะเท่านั้น 

เมื่อนักวิชาการตั้งอยู่บนการวิจารณ์ วิจัยที่เที่ยงธรรมตามการเสนอนี้  ก็จะช่วยลดทอนบรรเทาความสับสนเชิงความคิดในสังคมขณะนี้ลงไปได้มาก  ภาพนักวิชาการมีความสง่างามขึ้นกว่าเดิม และนั่นจะทำให้การเสนอเชิงวิชาการมีน้ำหนักกว่า. 

 

ธรรมาชีพ  ธรรมาชน,   ป.ธ.ร.
http://www.newworldbelieve.com/
7               มี.ค. 2549

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




รายงานการศึกษา การโฆษณาชวนเชื่อล้มล้างรัฐบาลทักษิณ 15 หัวข้อการศึกษา

1. ไม่เหมือนสถานการณ์ 14 ต.ค.16
2. ไม่มีโอกาสต่อรอง-ไม่ชนะไม่เลิก
3.ข่าวลือยุคอุตสาหกรรมข่าวมาพร้อมอันตราย
4. หลอกเด็กเยาวชนมาร่วมงานสกปรก
5. อย่าให้เป็นเหมือนอิรัควันนี้
6. เคลื่อนจากลานพระบรมรูปสู่สนามหลวง
7. ปลุกระดมเอาประเทศไทยของเราคืนมา
8. สงครามจิตวิทยา-Psychological warfare
9. ปลุกระดมให้ต่อสู้อย่างยาวนานถึงชาติหน้า
11. มองแง่การศาสนา
12. จากสนามหลวงสู่ทำเนียบรัฐบาลนายกฯหนี
13. สยามพารากอน
14. วิเคราะห์จำแนกประเภทกลุ่มม็อบ
15. การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
นี่คือเวบไซต์คู่แฝด, http:\\www.newworldbelieve.net, http:\\www.newworldbelieve.com รวมผลงานการวิจัยรอบด้านทุกสาขาวิชาทั้งฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม, โดยเฉพาะเรื่อง ศาสนาใหญ่ ๆ ของโลก, มีการบันทึกข้อมูลทางการพิศูจน์ ทดสอบ วิจัยการศึกษาโลกลี้ลับ, รวมทั้งไสยศาสตร์ และ ศาสนาสากล, งานวิจัยสังคม การเมืองและวัฒนธรรมไทย-สากลและวัฒนธรรมประชาธิปไตย ยาวนานกว่า 14 ปี, แสดงไว้ในเวบไซต์แฝดคู่นี้. เกี่ยวกับประชาธิปไตย, เรากำลังเพ่งเล็งว่าเป็นประเด็นสำคัญยิ่งของประเทศไทยขณะนี้, เพราะโดยยุคสมัย, ไทยไม่อาจจะย้อนกลับคืนไปสู่เผด็จการได้อีก, แม้ว่าจะมีพรรคการเมืองเก่าแก่......พรรคหนึ่งจะพยายามต่อสู้อย่างสุดฤทธิ์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของระบอบอดีตเผด็จการ นำการเมืองไทยหวลกลับสู่ระบอบทึ่น่ารังเกียจคือ โบราณาอามาตยาธิปไตย (ซึ่งเป็นระบอบเผด็จการ ของการปกครองมาแต่ดั้งเดิมนั่นเอง) ซึ่งไม่สามารถจะส่งผลสำเร็จอะไรเกิดขึ้นได้เลย, ก็จะเป็นการหลงผิด เพราะผลที่จะเกิดขึ้น จะเป็นเพียงพร่าเวลาที่มีค่าไปอย่างน่าเสียดาย, เหลวไหลไร้ประโยชน์, มีแต่จะสร้างความเสื่อม, เลวทราม, สร้างความบอบช้ำแก่ประชาชนและประเทศต่อไปอีก, และก็ไม่อาจจะเดินหน้าไปได้ตามระบอบเดิม, ไปได้ก็ชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วเดินต่อไปไม่ได้, ต้องหมุนกลับสู่เส้นทางสากลประชาธิปไตยจนได้เท่านั้น, คนไทยทุกชนชั้นทุกหมู่เหล่าการอาชีพ ทุกฐานะความเป็นอยู่จึงจำเป็นต้องเรียนรู้ประชาธิปไตยที่แท้จริง (คือเรียนรู้ตัวเอง ว่าแท้จริงคนมีเสรีภาพ ไม่ใช่ทาส), เพราะเราอยู่ในโลกยุคใหม่, ต้องสร้าง, ต้องใช้วิถีทางประชาธิปไตยนี้แก้ปัญหาการเมืองของประเทศ, แก้ทุกปัญหา ทั้งเศรษฐกิจและสังคม แม้การวัฒนธรรม ก็ต้องสร้างขึ้นใหม่ในฐานะ วัฒนธรรมประชาธิปไตยให้ได้, จึงจะสามารถนำประเทศไปสู่เกียรติและฐานะสากลของคำว่าชาติ หรือ ประเทศไทยได้เท่าเทียมกับประเทศอื่น ๆ และล้ำหน้าประเทศที่ใช้ระบอบเผด็จการโบราณเดิมไปได้, และนั้นเป็นวิถีทางเดียวที่นำไปสู่ชัยชนะ ทางเดียวเท่านั้น และเวบไซต์แฝดคู่นี้พยายามชี้แสงสว่าง เปิดดวงตาของประชาชน ให้มองเห็นเส้นทางที่ถูกต้อง เป้าหมายและวิธีการที่ถูกต้องของการศาสนาวัฒนธรรมส่วนที่เป็นสาระสำคัญควบคู่ไปกับประชาธิปไตยที่แท้จริง และที่สำคัญ เวบไซต์ทั้ง .net และ .com คู่นี้ จะนำคนทั้งหลายในโลก ไปสู่ ศาสนาใหม่แห่งโลกใหม่ (newworldbelieve)โดยมีการเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับวิถีทางความคิด และ การเมือง แบบประชาธิปไตย นี้เอง. *** (16 ส.ค.2561) • หมายเหตุ เอาขึ้นเวบไซต์ แทนของเดิม ทั้ง 2 เวบ .net .com วันที่ 16 ส.ค.2561 เวลา 13.35 น.