dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พ.ศ.2540 - 2559
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 1
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 2
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletThe Truth Of Red Thailand 12-14 April 2009
bulletFrom red shirt survivor person
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
โหราศาสตร์ [updateใหม่สุด]
dot
bullet สารบาญโหราศาสตร์ คำพยากรณ์ นักการเมือง และคนสำคัญของแผ่นดิน
bulletดวงชะตาประเทศไทย พยากรณ์ว่าประชาชนจะอดอยากยากจนและเผชิญภับพิบัติ 4 ประการ
bulletให้คำพยากรณ์นักธุรกิจชาวอังกฤษ
bulletอยากรู้เรื่องโหราศาสตร์ คลิก!
dot
Buddhism How? บันทึกของนักปฏิบัติธรรมผู้ถวายชีวิตพิศูจน์สัจธรรมพุทธให้รู้แจ้งเห็นจริงถึงระดับมรรคผลนิพพานแท้
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว วิเคราะห์ทุกปัญหาในโลกมนุษย์ด้วยสติปัญญาและเหตุผลวิทยาศาสตร์
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletประวัติการต่อสู้เพื่อการดับทุกข์ ของพัชรา กอปรทศธรรม
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์ แนวปฏิรูปคณะสงฆ์อยู่ในบทวิเคราะห์นี้แล้ว
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา แนวคิดศาสนาสำหรับคนยุคใหม่
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ของฟรีให้เปล่ามา20ปีแล้วทั้งเอกสารและอินเทอเนท
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 51
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 52
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 53
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 54
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 55
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา เราทำเพื่อปัญญาชนโดยแท้
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่1-3


หนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6

วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดภาคอีสาน

เล่มที่ 6

สิงหาคม ๒๕๔๐

 

 

 

1.  อาเศียรวาท สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติติ์ พระบรมราชินีนาถ 12 ส.ค. 2540

2.  บทบรรณาธิการ เราจะปรับปรุงวิเคราะห์ข่าวใหม่

3.  จดหมายถึงบรรณาธิการ ; แนวคิดอันชัดเจนเป็นอย่างไร

4.  จดหมาย ถึงองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก

     โครงการจัดตั้งมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งโลก

5.  นานาทัศนะ พูดถึงศาสนาประจำชาติกันอีกที

6.  กัลยาณมิตร ท่านยังไม่รู้จักพุทธทาสภิกขุ 3

7.  ประวัติของผมฯ พระพยับปญฺญาธโร (2)

8.  เจ้าภาพประจำเดือน

9. คติประชาธิปไตยสงฆ์

10.  หน้าบอกสถานะของเรา 

11.คติปกหลัง  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 บทกวีอาเศียรวาทราชสดุดี

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๐

 

 

              สิริโฉมสิริศักดิ์ช้า              สิริวรรณ

 

               สิริกิติสิริจันทร์                  แจ่มด้าว

 

              สิริเกษกระยาหงัน             หลงสู่ แลนา

 

              อาบละอองคำท้าว             เทพไท้ประทินโฉม ฯ

 

 

 

จาก ข่าวสารแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง

ฉ.๓๕ กค. ๒๕๓๐

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 บทบรรณาธิการ

สิงหาคม ๒๕๔๐ :

 

 

 

วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดภาคอีสาน ฉบับเดือนสิงหาคม ๒๕๔๐

 

วันที่ ๑๒ สิงหาคม เป็นวันเฉลิมพระชนม์พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และเป็นวันที่ชาตืไทยยกย่องว่าเป็น วันแม่แห่งชาติ

 

โดยวิถีธรรมของฆราวาส เพื่อไปสู่เป้าหมายอันสูงส่งแห่งพระพุทธศาสนา การปฏิบัติคุณธรรมแห่งชีวิตคู่ แห่งชีวิตครอบครัวอันประเสริฐสุด ก็คือคุณธรรมแห่งแม่ คุณธรรมแห่งพ่อ แม่และพ่อนี่เองที่สามารถปฏิบัติธรรมได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่านักบวช ในยุคสมัยนี้แม่และพ่อยังสามารถสละชีวิตเพื่อลูกได้อยู่ แม้ในหมู่ แห่งแม่ของสัตว์เดรัจฉาน แต่นักบวชในพระศาสนาทุกวันนี้ ที่จะยอมสละอะไรบ้างแด่พระศาสนา นั้นมีน้อยยิ่งนัก ฉะนั้นฆราวาสพึงประพฤติธรรมในหน้าที่ของตน ๆให้ดีพร้อมก็ สามารถบรรลุธรรมได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่านักบวช แม่ที่ประเสริฐย่อมเลี้ยงลูกให้อยู่ในธรรม แม่และพ่อที่สั่งสอนอบรมสร้างลูกให้เป็นคนดี ให้มีสติปัญญาเท่าทันโลกให้สามารถอยู่ในโลกได้อย่างปลอดภัยและอบอุ่น ให้ลูกเป็นพระอริยบุคคล ให้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน ให้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ นั่นแหละแม่ที่ประเสริฐที่สุดในโลกนี้ เป็นแม่ผู้ทรงคุณธรรมแห่งนักบวช ยิ่งกว่านักบวชใดในโลกนี้ และจัก หาแม่ที่ใดเปรียบเทียบมิได้เลย

 

รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนก็ผ่านวาระที่ ๓ ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ เสนอประธานรัฐสภา นายวัน มูหะมัด นอร์ มะทา ไปแล้ว จะเข้ารัฐสภาในวันที่ ๔-๕ กันยายน ๒๕๔๐ นี้ ลองอ่านพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติอีกหนหนึ่งในเล่ม วิบูลรัตน์ กัลยาณวัตร เขียน หน้า ๑๔

 

คอลัมน์ประจำยังอยู่ครบถ้วนมีจดหมายถึงบรรณาธิการถามเรื่อง ข้อสรุปอันชัดเจนของแนวความคิดการปฏิรูปการคณะสงฆ์เป็นอย่างไร มีคำตอบอยู่ในหน้า ๕ แล้ว และมีเรื่องพิ เศษก็คือ โครงการจัดตั้งมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งโลก (WORLD BUDDHIST UNIVERSITY) อ่านตัวโครงการและบทวิจารณ์ของ ปญฺญาธโรภิกขุ ในจดหมายถึงองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก หน้า ๑๐

 

วิเคราะห์ข่าวฯ วันนี้ เราขอให้กำลังใจแด่รัฐบาล ที่พึ่งปรับใหม่เป็น ชวลิต ๓ หมาด ๆ . เพื่อการนำชาติไปสู่ความสวัสดิภาพ ในระหว่างมรสุมทางเศรษฐกิจอันแรงกล้า ขอแต่เพียงว่า อย่าละเสียซึ่งความพยายาม การทุกสิ่งทุกอย่างก็ย่อมสำเร็จลงจนได้ การแก้ปัญหาภายใน บางทีก็มีเคล็ดอยู่เพียงว่าเรา คิดอย่างไรหรือเพียง ยิ้มให้ตัวเองหน่อยเท่านั้นเองก็แก้ได้

 

สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกส ในนามสมเด็จพระสังฆราช เสด็จวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ วันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๔๐ เพื่อเป็นประธานพิธีมอบพัดเปรียญ ๓ ประโยค ประจำปีของ ภาค ๑๐-๑๑

 

โปรดติดตามรายละเอียดเรื่องในเล่มจากสารบาญ สวัสดีครับ

 

 

                                                               บรรณาธิการ

                                                               ส.ค.๔๐

 

 

 

 

 

 

 

 {คอลัมน์ระดมความคิด}

จดหมายถึงบรรณาธิการ

 

 

ถาม ให้ชี้ประเด็น และอธิบายโดยสรุปอย่างชัดเจนว่าด้วยเหตุและผลในการเสนอแนวคิดปฏิรูปการคณะสงฆ์ ตามที่ออกมาเป็นลำดับ ๆ ในเอกสารวิเคราะห์ข่าววงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดภาคอีสาน มี.ค.-ก.ค.๔๐

 

ตอบ ขอให้ดู แผนผังแสดงระบบวัตถุประสงค์ใหม่กับระบบวัตถุประสงค์ดั้งเดิมในวงการสงฆ์ไทยปัจจุบันเล่มเดือน ก.ค.๒๕๔๐ และเล่มนี้อีกครั้ง มีข้อเท็จจริงชัดเจนอยู่แล้วว่า สงฆ์ไทยกำลังเดินหน้าไปอย่างเต็มตัวไปสู่ระบบวัตถุประสงค์ใหม่ นั่นคือมุ่งไปสู่ระบบตำแหน่ง และยศ อย่างเดียวกับระบบราชการสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช อันเป็นผลมาจากข้อกำหนดของกฎหมาย นานมาร่วมศตวรรษแล้ว จึงมีผลในทางค่อยโน้มน้าววงการสงฆ์ให้คล้อยไปสู่ระบบนี้เป็นลำดับมา นั่นคือ กฎหมายได้สร้างสิ่งยั่วยวนอันยิ่งใหญ่ขึ้นในหมู่สงฆ์ โดยความเขลารู้เท่าไม่ถึงการ ในสมัยที่สังคมยังปิดอยู่อำนาจจากสิ่งยั่วยวนนี้ก็พอต้านทานไว้ได้ ทำให้สงฆ์สามารถปลีกตัวซ่อนเร้นไปอยู่สันโดษ ตามแนวทางพระวินัยโดยมุ่งสู่วัตถุประสงค์อันดั้งเดิม คือมรรคผลนิพพาน ได้ ประกอบกับสถาบันสำคัญ ๆ ของชาติ นับแต่สถาบันพระมหากษัตริย์ในยุคต้นรัตนโกสินทร์ ได้มีความเข้าอกเข้าใจพระพุทธศาสนาที่เป็นแก่นแท้และประกอบธรรมปฏิบัติจนรู้แจ้งเห็นจริงอยู่ระดับหนึ่ง เป็นเหตุให้การตรวจสอบวงการสงฆ์ สามารถกระทำได้อย่างกล้าหาญและเฉียบขาด อาจชำระมลทินในพระพุทธศาสนาได้ฉับพลันเช่น การสังคายนาพระไตรปิฎกรัชกาลที่ ๑ ทรงแสดงออกอย่างเห็นพระคุณความดีความงามอันสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนาอันเป็นแก่นแท้ ที่พระองค์ได้ทรงสัมผัสจริง เช่นพระราชปณิธาน ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา การชำระวงการสงฆ์โดยจับสึกพระอลัชชีในสมัยรัชกาลที่ ๓ อันบ่งบอกพระปรีชาญาณที่เข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่องบุญและบาปที่แท้จริง(พระที่ห่มเหลืองอาจเป็นคนบาปฉกรรจ์ ๆ ได้พอ ๆ กับคนธรรมดา ๆ ซึ่งหากจับมาลงโทษเสีย ก็เท่ากับได้ทำบุญและได้ผลบุญอย่างสูง เพราะเหตุที่สามารถชำระพระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์ขึ้นได้) และการชำระโดยพยายามจัดตั้งสถาบันสงฆ์ขึ้นใหม่ รัชกาลที่ ๔ และ รัชกาลที่ ๕ ก็ได้มีหลักฐานว่าทรงมองเห็นความไม่ชอบมาพากลของระบบสงฆ์อยู่หลายอย่าง ได้ ทรงส่งเสริมการคณะสงฆ์ที่สำคัญ ๆ ต่อมา เมื่อมีการปฏิวัติการปกครอง ปี ๒๔๗๕ อำนาจการปกครองประเทศตกมาสู่คนรุ่นใหม่ ที่ค่อนข้างเข้าใจศาสนาน้อย และยิ่งเมื่อมาสู่สังคมปัจจุบัน คนที่ปกครองประเทศไปเรียนรู้ระบบศาสนาและวัฒนธรรมมาจากต่างประเทศ ไม่ค่อยรู้คุณค่าของพระพุทธศาสนาและไม่เคยไปสัมผัสสิ่งที่เรียกว่าแก่นแห่งพระพุทธศาสนาอันเป็นชั้นธรรมชาติแห่งธรรมคือมรรคผลนิพพานเลย มีความรู้ปริยัติก็ในระดับที่เป็นเพียงผู้ตาม ให้ชาวบ้านในบ้านนอกชนบท เป็นผู้นำไปทุกหนทุกแห่ง จึงไม่อาจจะสร้างวิสัยทัศน์ที่กว้างขวางลึกซึ้งโดยมีจิตใจที่สัมผัสอยู่กับแก่นแห่งพระธรรมอันอาจเข้าใจเรื่องชั้นต้น ๆ เช่นถูกหรือผิด บุญหรือบาปในพระพุทธศาสนาได้โดยแท้จริง จึงมิอาจสามารถตัดสินใจใดใดเพื่อการกระทำใดใดให้การพระพุทธศาสนาดีขึ้นได้ ในฝ่ายพระสงฆ์เอง เมื่อถูกสิ่งยั่วยวนที่สร้างขึ้นโดยระบบ ในที่สุดก็หันเหไปตามระบบนั้น คือมุ่งไปสู่เป้าหมายใหม่ไปตาม ๆ กันคือมุ่งสู่ความเป็นข้าราชการสงฆ์ มียศและตำแหน่งเป็นเครื่องล่อใจ แล้วระบบอำนาจก็เข้าครอบระบบธรรม ครอบระบบมรรคผลไปเสียทั้งสิ้น

อันผิดหลักการแห่งพระพุทธศาสนาอย่างตรงกันข้าม

 

เมื่อเเข้าสู่ระบบราชการสงฆ์อย่างเต็มตัวแล้วเช่นนี้ ผลเสียหายก็คือ

 

๑. สงฆ์หลงผิดไปพึ่งยศตำแหน่งลาภผลเป็นสรณะแห่งชีวิต อันเป็นสิ่งภายนอกที่ไม่อาจจะเป็นที่พึ่งได้อย่างแท้จริง เพราะเมื่อเขาเลิกระบบยศตำแหน่งเหล่านี้ เมื่อเกษียณอายุหรือเมื่อแก่ชราลงไปแล้ว ก็จะหามีคุณค่าใดใดติดตัวต่อไปไม่ ผิดกับหลักการพึ่งตนเอง ที่ต้องสร้างตนให้ทรงคุณธรรม มีธรรมะในจิตใจเป็นที่พึ่ง และมีมรรคผลนิพพานเป็นเป้าหมาย ที่ไม่มีผู้ใดสร้างให้เรา เราสร้างเอาเอง และเป็นผู้ได้เอง เมื่อได้สร้างขึ้น ได้มีมา ซึ่งธรรมะหรือมรรคผลนิพพานแล้ว ก็ทรงอยู่นิรันดร ไม่มีผู้ใดจะถอดจะถอนได้เลย จะเอาช้างกี่ร้อยพันเชือกมาฉุดให้หล่นให้พ้นก็ไม่อาจขยับเขยื้อนผู้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ หรือจะเอารถแทรกเตอร์รถกลกี่แรง ๆ มากระชากให้พ้นจากธรรมที่ตนได้บรรลุ ก็ไม่อาจเป็นไปได้อีกเช่นเดียวกัน จึงเป็นของวิเศษที่พระพุทธเจ้าท่านทรงนำไป ต้องประสงค์ให้ไปทางนี้ อันเป็นประโยชน์ที่แท้จริง อันเป็นผลประโยชน์อมตะนิรันดร อันเป็นหลักศาสนาของพระองค์

 

๒. เมื่อเป็นระบบราชการสงฆ์ โดยเฉพาะเป็นไปตามนโยบายศาสนจักร ใหม่ ๆ เช่น เจ้าคณะตำบล ๆ ต้องเป็นอุปัชฌาย์ และต้องมีฐานะเป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสทุกวัดทั้งวัดวัดหลวงวัดราษฎร์ มีเงินประจำตำแหน่ง (เริ่ม พ.ศ.๒๕๓๕) เป็นต้น ผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นอย่างสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ระบบสงฆ์จะมีการใช้จ่ายมากขึ้น เพราะดำเนินไปผิดหลักการของความสันโดษ อันเป็นหลักการสำคัญของนักบวช ผู้ประสงค์มรรคผลนิพพาน รัฐบาลและประชาชนจะต้องจ่ายเงิน(ทั้งภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม)เข้าระบบสงฆ์มากขึ้น เดี๋ยวนี้ ระบบการปกครองสงฆ์ มีสำนักงานเจ้าคณะภาค สำนักงานเจ้าคณะจังหวัด เป็นต้น มีรายจ่ายอย่างมากมายในการบริหาร จนเงินไม่พอใช้ จึงเป็นเหตุแห่งการดิ้นรนเพื่อหาเงินทองมาใช้จ่าย อันเป็นเหตุแห่งการพยายามไปในทิศทางที่ไม่สอดคล้องหลักการแห่งศาสนา แห่งศีลธรรมอันบริสุทธิ์สะอาดผ่องแผ้วอันมาก อันเพียงพอที่จะเข้าสู่กระแสธรรมได้ เป็นเหตุห่างเหินไปจากภาคธรรมปฏิบัติ จากศีลและวัตร จากการปลีกไปจากความคลุกคลี เพื่อวิปัสนาญาณอันเป็นภารกิจที่ต้องตั้งอยู่บนความอิสระแห่งความนึกความคิด หรือการพ้นจากความกังวล คือนิวรณธรรมทั้งปวงเสียได้ เมื่อระบบอำนาจเป็นไปเช่นนี้ ก็จะฉุดกระชากวงการสงฆ์ทั้งสิ้นให้หันเหทิศทางไปตาม ๆ กัน นั่นแหละที่มาแห่งการปิดกั้นกระแสมรรคผลนิพพานในพระพุทธศาสนา อันเป็นตราบาป ตราแห่งความด่างพร้อย แห่งหายนธรรมแด่เหล่าพระสาวก ด้วยความเขลารู้เท่าไม่ถึงการณ์ในวงการปกครองแห่งพระพุทธศาสนาไทย

 

๓. วงการก็เริ่มคิดกันได้ว่า เมื่อระบบสงฆ์เป็นระบบราชการ สนองแนวทางการพัฒนาการของชาติมากขึ้น ๆ การอาศัยระบบสงฆ์ก็เริ่มได้พบสัจธรรมว่า ราชการสงฆ์มีข้อบกพร่องอย่างมหาศาลในเรื่องพื้นฐานการศึกษาของพระแต่ละรูป เพราะในระบบสงฆ์ทั้งสิ้น กว่า ๘๐ % ของพระสงฆ์ทั้งสิ้น มีพ้นฐานการศึกษาเพียง ป.๔-ป.๖ นับเป็นบุคลากรที่ไม่มีคุณภาพเพียงพอสำหรับระบบราชการ อนึ่งการศึกษาดั้งเดิมของระบบสงฆ์ คือ เปรียญก็ดี ก็เป็นระบบการที่มองแคบมองด้านเดียว มีหลักสูตรที่บกพร่องอย่างไม่น่าเป็นไปได้ เช่นไม่มีการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย ไม่มีวิชาวรรณกรรมไทย (ทั้ง ๆ ที่สาระของวิชาก็คือ การแปล แปลไทยป็นบาลี แปลบาลีเป็นไทย) เป็นต้น จึงยังไม่เหมาะแก่ราชการ ระบบหาวิทยาลัยสงฆ์ก็ผลิตคนที่ยังด้อยมาตรฐานอย่างมากมาย(ท่านอาจไปเจอพระบางรูปที่บอกว่าจบมหาวิทยาลัยสงฆ์สาขาจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ ท่านลองถามดูว่า ปริญญาบัตร เขียนย่ออย่างไร พระที่จบมหาวิทยาลัยรูปนั้นอาจตอบไม่ได้ ว่าปริญญาบัตรของตัวคืออะไร มีจุด จุดตรงไหน) ส่วนการศึกษานักธรรม ปรากฎว่าสูญเปล่าโดยสิ้นเชิงไปแล้วทุกระบบ พระสงฆ์ที่ทำราชการสงฆ์จึงประสบปัญหามากเพราะงานง่าย ๆ ก็กลายเป็นงานยาก งานเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สิ้นเปลืองมาก ทั้งเวลาเงินทองบุคลากร ฯลฯ ทุกวันนี้ ได้มีการจัดประชุมสัมมนา จัดประชุมถวายความรู้มากขึ้น ๆ ทุกวัน โดยมีภาพที่น่าละอายคือฆราวาสหัวดำนั่งแท่นอบรมพระทั้งหลาย แล้วอีกไม่นานก็จะได้พบสัจธรรมข้อใหม่คือ การพยายามเช่นนั้น ก็จะเป็นการสูญเปล่าโดยสิ้นเชิง ความคิดในการนำระบบการบริหารงานบุคคลอย่างราชการก็จะถูกนำมาใช้มากขึ้นในระบบสงฆ์ นั่นคือวิถีทางที่พาพระพุทธศาสนทายาทห่างไกลออกไปทุกทีจากเป้าหมายอันดั้งเดิมในพระพุทธศาสนา

 

๔. การแก่งแย่งแข่งขันในระบบสงฆ์ก็จะทวีขึ้นไป การผิดพระธรรมวินัยก็จะเพิ่มมากขึ้นจนไม่อาจปิดกั้นเป็นความลับ จะต้องค่อยรั่วไหลออกมาภายนอกจนได้ เพราะโดยระบบราชการที่ปิดกั้นกระแสแห่งมรรคผล พระสาวกก็จะไปเปล่าปราศจากอาวุธหรือเกราะกำบังสำหรับต่อสู้เพลิงกิเลสตัณหาอุปาทาน อันเป็นเรื่องธรรมดาตามหลักการที่ว่าพรหมจรรย์มีราคะเป็นข้าศึก มีตัณหาอุปาทานเป็นอันตรายยิ่ง เมื่อนักบวชปราศจากมรรคผล ในที่สุดก็คือความพ่าย พ่ายแก่ราคะตัณหา แต่นักบวชที่พ่ายในวันนี้ จะไม่มีหิริโอตตัปปธรรมเพียงพอที่จะยอม ลาสิกขา ก็จะยังคงดื้อด้านอยู่ในระบบสงฆ์ต่อไป เพราะผลประโยชน์ในระบบสงฆ์มีมากจนสามารถกลายเป็นอาชีพที่ทำเงินพอเลี้ยงตัวไปได้ หรือในตำแหน่งสูงยศสูงก็ยิ่งทำลาภผลให้อย่างดียิ่งกว่าอาชีพนอกวัดบางอาชีพเสียอีก  พระพุทธศาสนาก็จะค่อยเสื่อมลงไปด้วยประการฉะนี้

 

๕. ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ ยังคงทรงกับทรุดไปช้า ๆ อีกประมาณ ๕-๑๐ ปีข้างหน้า เมื่อพระมหาเถรานุเถระยุคปัจจุบันสิ้นไปแล้ว สถานการณ์จักเสื่อมลงไปอย่างเร็วรุดยิ่งนัก หากไม่มีการจัดการปฏิรูประบบสงฆ์เสียใหม่ เพราะตามเวลาดังกล่าวนี้ สงฆ์รุ่นใหม่ ที่ไม่มีมรรคผลนิพพานเลยจะเข้าครองอำนาจแทน และจักพาการคณะสงฆ์ไปผิดนอกลู่ทางยิ่งขึ้น

 

ผมได้เห็นดั่งนี้ ในฐานะที่เป็นพุทธทายาท ผมจึงได้เริ่มแสดงสัจธรรมเกี่ยวแก่ความเป็นไปแห่งระบบสงฆ์ ตามลำดับมาดังกล่าว และแนวทางที่แก้ไขก็คือ ปฏิรูปการคณะสงฆ์เสียใหม่ให้ถูกทิศทางแห่งมรรคผลนิพพาน คือถูกวัตถุประสงค์อันดั้งเดิมคือมุ่งไปสู่มรรคสู่ผลแห่งนิพพานขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้

 

๑. ลดภาระในระบบสงฆ์ลงไป อะไรที่ไม่ใช่วิสัยของพระสาวกก็ลดลงเสีย ใน ด้านการศึกษาคือมหาวิทยาลัยสงฆ์ควรมอบให้โยมเป็นผู้บริหาร สงฆ์ควรเป็นได้ ๒ ฐานะคือหนึ่งเป็นส่วนอำนวยการควบคุมให้เกิดความสมดุลของระบบการเรียนการสอน ในมหาวิทยาลัย ที่สอดคล้องหรือเอื้อต่อวัตถุประสงค์ของนักบวช(คือมรรคผลนิพพาน) อีกฐานะคือเป็นผู้เข้าศึกษาหรือรับบริการด้านการศึกษาจากคณะโยมภายนอกบริการให้ โยมที่ว่านี้ก็ควรต้องเป็นรัฐบาล มารับผิดชอบการบริหารทุกอย่างเพื่อประโยชน์ด้านมาตรฐานการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย การศึกษาบาลีต้องปรับ ให้ใคร ๆ ไม่ว่าภิกษุ สามเณร ชีพราหมณ์ ฆราวาส สามารถเล่าเรียนได้ ขณะนี้ระบบการเรียนการสอนบาลี เอื้อเฉพาะสามเณร เพราะใช้วิธีสอนแบบท่องจำหนังสือเป็นเล่ม ๆ ผู้ใหญ่ไม่สามารถเรียนแบบนี้ได้ ควรปรับด้วยแนวคิดใหม่และด้วยระบบการสอนภาษาที่ทันสมัย (จัดระบบเดียวกับการเรียนภาษาต่างประเทศนั่นแหละ) ควรให้โยมนักวิชาการภาษาต่างประเทศมาช่วยจัดระบบการเรียนการสอนบาลีให้และ ควรต้องมีวิชาภาษาไทยและวรรณคดีไทยอยู่ในหลักสูตรพระเปรียญธรรมด้วย(ไม่ควรให้มีคำว่าพระมหาเพราะเป็นระบบป้อยอสรรเสริญกันจนเหลิงเกินความจริง ควรใช้ พระเปรียญธรรมก็พอ แล้ว)

 

๒. ปฏิรูประบบการปกครองเสียใหม่ โดยออกกฎหมายใหม่มาแทน พระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ต้องกำหนดอายุการดำรงตำแหน่ง กำหนดสภาสงฆ์(ระดับตำบล ระดับจังหวัด และระดับชาติ) จึงจะเป็นไปตามหลักการกระจายอำนาจ และหลักการตรวจสอบการบริหาร และเป็นไปตามประเพณีการปกครองโดยหมู่สงฆ์ เพียงแต่การปกครองระดับชาตินั้นมีหมู่สงฆ์หมู่ใหญ่ทั้งประเทศ จึงต้องเป็นรูปสภาสงฆ์ สามระดับดังกล่าว ควรเลิกระบบยศพระเสียด้วยในขณะเดียวกัน

 

๓. กำหนดระบบวัตรปฏิบัติของนักบวช และไตรสิกขา อันเป็นที่มาแห่งกระแสมรรคผลและนิพพานให้สอดคล้องกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมและสังคมโลก และเพื่ออุปถัมภ์วัตถุประสงค์อันดั้งเดิมนี้ โลกควรให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่ระบบนี้ เท่าที่โลกอาจเอื้อให้ได้ เช่น สถานที่อันเหมาะสำหรับนักบวช รัฐควรเปิดอุทธยานแห่งชาติ ป่า เขา ลำเนาไพร ให้เป็นสถานธุดงค์และความพากเพียรทดสอบทั้งสมาธิและวิปัสนาญาณ สำหรับพระสงฆ์สามเณรอย่างเต็มที่ และที่สำคัญจะต้องเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างผู้อุปถัมภ์และผู้รับการอุปถัมภ์ ต้องให้การอุปถัมภ์ในบางอย่างเท่าที่ไม่ขัดหลักการแห่งความสันโดษของนักบวช และในบางอย่างต้องให้ความอุปถัมภ์อย่างเต็มที่จนเพียงพอให้บรรลุสู่กระแสได้ ในเรื่องระบบการเงินและการสังคมภายนอกของวงการนักบวช จำเป็นที่จะต้องจัดการให้ถูกต้องโดยเอื้อต่อมรรคผลนิพพาน เอื้อให้เกิดกระแสธรรม

 

๔. ต้องมีการเรียนรู้พระพุทธศาสนาในหมู่ประชาชนนักการเมืองนักปกครองชั้นสูง อย่างเข้าใจถึงแก่นแท้แห่งสัจธรรม อย่างเป็นหน้าที่ในฐานะผู้สืบทอดมรดกธรรมแห่งชาติอันมีค่าสูงยิ่งของโลก จนเพียงพอที่จะตัดสินใจเรื่องราวในวงการศาสนาได้อย่างมั่นใจและเฉียบขาด เช่นรู้การบุญและการบาปโดยถูกต้อง รู้ประมัตถธรรมโดยถูกต้อง รู้และมั่นใจโดยเหตุและผลที่ถูกต้องว่าด้วยการบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนา และมีความพยายามเพื่อการบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนา รู้เรื่องกิเลส รู้เรื่องคน รู้เรื่องพระสงฆ์โดยถูกต้อง เป็นต้นนี้อันจะเป็นภูมิปัญญาภายในสำหรับมองการศาสนาสากลได้โดยถูกต้องมั่นใจและเท่าทันยุคสมัยแห่งโลกที่กำลังนำไปสู่หายนธรรม

 

๕. มหาวิทยาลัยของรัฐ วิทยาลัย ตลอดทั้งสถานศึกษาชั้นสูง เช่นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ แพทยศาสตร์ รามคำแหง มหิดล เป็นอาทินี้ อาจสามารถเป็นแหล่งผลิตกระแสธรรมได้พอ ๆ หรือยิ่งกว่าระบบสงฆ์ทุกวันนี้ เพราะเยาวชนจิตใจสะอาดเป็นฆราวาส ไม่มีความกดเก็บ ควรส่งเสริมกิจกรรมในหลักสูตรที่เอื้อต่อการบำรุงเลี้ยงกระแสธรรม เช่นกิจกรรมการสังคมสงเคราะห์ กิจการสาธารณประโยชน์หรือกิจกรรมช่วยเหลือประชาชนกรณีสาธารณภัยต่าง ๆ ปลูกต้นไม้สร้างป่าสร้างพื้นที่สีเขียว การเข้าค่ายอาสาพัฒนา หรือการเดินทางไกล แม้กระทั่งกิจกรรมทางการเมืองโดยตรงที่แสดงออกโดยบริสุทธิ์อย่างกรณี ๑๔ ตุลาคม ๑๖ เป็นต้นนั้นก็ล้วนเป็นที่มาแห่งกระแสธรรมอันกว้างใหญ่ แล้วหลังจากนั้น จึงจักมองเห็นปัญหาและมาพัฒนาการระบบนักบวชเพื่อรองรับกระแสอันลุ่มลึก อันเป็นระดับมรรคผลนิพพานชั้นสูงต่อไป

 

ด้วยวิธีการปรับปรุงแก้ไขดังกล่าว หรือเป็นไปในแนวทางดังกล่าวมรรคผล หรือกระแสแห่งมรรคผลนิพพานก็จะค่อยปรากฎขึ้นใน สังคม และแล้วเริ่มท่วมท้น มีพัฒนาการไป จะไม่มีปัญหาเรื่องพื้นฐานการศึกษาของนักบวช เพราะระบบมรรคผลเรียนรู้โดยระบบจิตใจ เอาเพียงจิตใจเท่านั้นเข้าสู่ระบบก็จะสามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ พระอริยบุคคลแห่งยุคสมัยก็จักบังเกิดมา นั่นแหละ ความบูชาที่แท้จริงในจิตใจมนุษย์ หรือความศรัทธาที่แท้จริงจึงจะเกิดขึ้น ต่อพระพุทธศาสนา และต่อตัวเอง ในฐานะมนุษย์ผู้อาจรู้ธรรมะชั้นสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนาได้ และนั่นคือประโยชน์สูงสุดเท่าที่มนุษย์ หรือเทวดาทั้งหลายจะอาจเอื้อมเอามาสู่ตน และเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาในโลกนี้

 

เราจึงต้องมีการศึกษา หาทางปฏิบัติเพื่อให้กระบวนการนิติบัญญัติแห่งชาติเริ่มต้นขึ้นมาเสียตั้งแต่บัดนี้

 

 

 

ถาม:~ เรื่องนิกายสงฆ์จะทำอย่างไร เพราะไม่คิดเห็นหนทางที่จะแก้ไขได้

 

ตอบ:~ เรื่องนิกายในศาสนาพุทธไม่ใช่ปัญหาหรืออุปสรรค การมีนิกายศาสนาเกิดขึ้นเป็นปรากฎการณ์ธรรมดาตามเหตุปัจจัย การปกครองตามหลักสภาสงฆ์สามารถนำนิกายต่าง ๆ มาร่วมกันได้ โดยเงื่อนไข ตามข้อกำหนดของกฎหมาย ซึ่งเราก็ใช้อยู่ เป็นไปอยู่แล้วตามบทบัญญัติของกฎหมายปัจจุบัน เรื่องนิกายจึงไม่มีปัญหา ปัญหาอยู่ที่ความเข้าใจเรื่องโครงสร้างของกฎหมายที่ต้องเอื้อให้เกิดมรรคผลนิพพานขึ้น ในวงการสงฆ์ และสังคมพุทธศาสนาให้ได้ และเป็นสิ่งที่เป็นไปได้อย่างง่าย ไม่ใช่สิ่งที่เกินวิสัยแต่อย่างใดเลย

 

เพราะมรรคผลนิพพานเป็นสิ่งที่มีให้ เป็นสิทธิผูกขาด สำหรับบุคคลผู้มีความเป็นมนุษย์โดยเฉพาะ ฯ

 

 

ถาม:~ ในฐานะที่ มหาเถรสมาคม เป็นรัฐบาลของฝ่ายศาสนจักร ท่านดูเหมือนจะเป็นฝ่ายค้านใช่หรือไม่ ? และในสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขณะนี้ ท่านคิดว่ารัฐบาลสงฆ์ควรมีส่วนในการแก้ไขปัญหาอย่างไร ?

 

ตอบ:~ คำถามแรกยังตอบไม่ได้ แต่โดยแท้จริงเป็นเพราะอาตมภาพได้เห็นอะไรที่ค่อยเสื่อมลง ๆ ไปและเข้าใจดีว่า ยังไม่มีการวิเคราะห์อะไร ๆ นั้นออกมา ให้เป็นที่เข้าใจกันโดยแจ่มแจ้ง หน้าที่อันนี้จึงเป็นของอาตมา ฉะนั้นอาตมาจะเป็นอะไรก็ได้ เพราะว่าอาตมาไม่ได้คิดถึงตัวเองนัก ทำงานโดยหวังประโยชน์ส่วนรวมมากกว่า ส่วนคำถามประเด็นหลัง มหาเถรสมาคมควรพิจารณาโดยเร่งด่วน ๒ กรณี

 

๑. ห้ามการฉลองยศพระใดใดทั่วทั้งศาสนจักร์

๒. ห้ามจัดงานศพอย่างใหญ่โต ละเลิกแบบธรรมเนียมเดิมที่สิ้นเปลืองเสีย ให้เป็นไปอย่างพอดี เผาบนกองฟอนหรือในเตาเผาธรรมดา ๆ ที่มีอยู่แล้วก็ได้

 

 

ถาม:~ ให้อธิบายอิริยาบถ ๓ หรือมากกว่า ๓

 

ตอบ:~ ในสติปัฏฐานสูตร อิริยาปถบรรพ บอกอิริยาบถ ๔ คือ เดิน ยืน นั่ง และ นอน อิริยาบถ ๓ ก็คือ เดิน ยืน และนั่ง ตัด อิริยาบถ ๔ ออก พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ ๓ก็หมายถึงพระที่มีชีวิตไปตามปกติอยู่เพียงสามอิริยาบถ เว้นอิริยาบถนอนตลอด ๒๔ ชั่วโมง ใน ๑วัน พระบางองค์เช่น ท่านปญฺญาธโรภิกฺขุ อยู่มาเป็นเวลาตลอดทั้ง ๑๗ ปี เข้าแล้ว โดยไม่มีการนอนลงไปหลังแตะพื้น กลางคืนก็เข้าที่นั่งหลับตาไป ตลอดคืนจนรุ่งแจ้งแสงทองหรือนั่งไปเรื่อย ๆ ได้ตามใจปรารถนา (เว้นเวลาป่วยหรือเวลาเข้าสังคมพระ) ในธุดงค์ ๑๓ การเว้นอิริยาบถนอน ถือว่าเป็นธุดงค์ข้อที่ ๑๓ เรียกว่า เนสัชชิกังค แต่คงอยู่ได้ไม่เกิน ๓ วัน หากฝืนไป จะเป็นอันตรายถึงชีวิต ท่านที่อยู่เป็นปกติ(คือเป็นธรรมดา ๆ ไม่ฝืน ไม่ทนไม่ทุกข์)ด้วยอิริยาบถ ๓ ท่านทำได้อย่างไร คงจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมปฏิบัติชั้นสูงอย่างแน่นอน ท่านคงจะอธิบายให้ฟังในวันหนึ่ง (หากไม่คิดว่าเป็นการโอ้อวด) ฯ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 จดหมายถึงองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก(พ.ส.ล.)

 

 

 

                                                               มูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)

                                                               วัดมหาพุทธาราม อ.เมืองศรีสะเกษ

                                                               จ.ศรีสะเกษ ๓๓๐๐๐

 

                                                            สิงหาคม             ๒๕๔๐

 

เจริญพร ดร.นันทสาร สีสลับ ทราบ

 

ขอแสดงความยินดี ที่ได้เข้าไปอยู่ในองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกเต็มตัวแล้ว ในฐานะมือบริหารระดับโลก ตำแหน่งนี้ กรรมการอำนวยการและเลขานุการองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลกนี้มีความรับผิดชอบมิใช่น้อยต่อพระพุทธศาสนาต่อการกำหนดทิศทางแห่งพระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบันนี้

 

ส่วนเรื่องการจัดตั้งมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งโลกนั้นอาตมภาพมีข้อเสนอ แนะในรูปรวม ๆ ดังนี้

 

๑. ความคิดในการดำเนินการ ควรจะเป็นความคิดที่เป็นกลาง ๆ คือถูกตามหลักพระพุทธศาสนา มีเป้าหมายที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนาที่แท้ คือเป้าหมายของการบรรลุโมกขธรรม หรือแม้ไม่ถึงขั้นบรรลุก็ให้อยู่ในวิถีทางนั้น ฉะนั้นจึงน่าจะดูว่าความคิดนี้ถูกต้องเพียงใด ตรงนี้อาตมภาพอยากจะให้ฟังความคิดเห็นของพุทธต่างชาติมากกว่าพุทธไทย เพราะพุทธไทยนั้นถูกครอบงำมานานจนไม่รู้ผิดรู้ถูก หรือพูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือ ความคิดพุทธไทยยังไม่ได้มาตรฐานพอที่จะเป็นผู้นำทางพุทธศาสนาที่แท้ ควรจะได้ฟังความคิดของเพื่อนญี่ปุ่น พม่า ลังกา ลาว โดยเฉพาะพุทธจีน อเมริกา ยุโรปเขาก่อนมีการกำหนดหลักการสำคัญ เช่นการกำหนดหลักสูตร และ กำหนดสถาบัน เป็นต้น

 

๒. มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งโลกที่แท้จริงก็น่าจะเป็นระบบสงฆ์ไทยทั้งหมดนั่นเอง หรือหากจะมองหาสถาบันที่อาจเอื้อให้มหาวิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งโลกที่จะตั้งขึ้นมาใหม่นี้ ได้เข้าไปศึกษาหาความรู้ที่แท้จริงได้ทุกระดับนับแต่ปริยัติธรรม ปฏิบัติ ธรรม และปฏิเวธธรรม ก็น่าจะหาได้ในระบบสงฆ์ไทย ระบบสงฆ์ไทยจึงควรที่จะเป็นตัวอย่างแห่งการศึกษาพระพุทธศาสนาแห่งโลกได้ หากเป็นตัวอย่างไม่ได้แล้วโลกจะมองระบบสงฆ์ไทยอย่างไร จึงน่าจะถือโอกาสปรับปรุงระบบสงฆ์ให้สามารถรองรับความคิดในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งโลกไปพร้อมกันด้วย อนึ่งการที่หวังเอาภาระไปให้สำนักปฏิบัติเช่นวัดป่านานาชาติ สวนโมกขพลาราม หรือวัดเขาถ้ำ ๒ - ๓ แห่ง เป็นต้น ให้ช่วยงานด้านการฝึกสมาธิ หรือจำเริญกรรมฐาน วิปัสนาใดใด นั้น อาจเป็นผลเสียหาย เพราะวัดเหล่านั้นมีสมดุลอย่างจำกัด การเพิ่มภาระอาจส่งผลเสียหายให้ได้ในระยะยาว ควรประสานงานกับวัดดังกล่าวนั้นหาทางแก้ไขปัญหางานเกินสมดุลให้ดีก่อน ที่สำคัญระบบสงฆ์ไทยในการบริหารขององค์กรสงฆ์ไทยหรือมหาเถรสมาคม ควรร่วมรับผิดชอบอย่างเต็มที่ด้วยตนเอง

 

๓ . การมัดมือชกเช่นไปกะเกณฑ์ให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาร่วมอำนวยการจัดตั้ง เช่นให้รัฐมนตรีทบวงมหาวิทยาลัยเป็นประธาน อธิการบดีจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ ฯลฯทุกมหาวิทยาลัยฝ่ายโลกมานั้น ต้องคำนึงว่าท่านเหล่านั้น ท่านไม่เข้าใจว่าเป้าหมายของฝ่ายพระนี้จะเอาอย่างไรกันแน่ ท่านย่อมไม่เข้าใจเรื่องมรรคผลนิพพาน ทางปฏิบัติ

 

ฉะนั้น การกำหนดวัตถุประสงค์และวิธีการ เพื่อให้บรรลุวิถีทางแห่งพระพุทธศาสนาที่แท้นั้น ทางฝ่ายพระ หรือฝ่ายองค์การผู้ริเริ่มควรศึกษารวบรวมแนวคิดให้ชัดเจนด้วยตัวเอง โดยวิธีการตามที่เสนอมาข้อ ๑ นั่นแหละ ให้มีเหตุผลพอที่จะเสนอให้ฝ่ายฆราวาสเขาเข้าใจและเลื่อมใส อย่าไปรบกวนความคิดเขาในเรื่องนี้ เขาจะนึกดูแคลน ได้ว่าคิดทำสิ่งไร้สาระ แม้ตัวเองก็ไม่รู้ว่าตัวต้องการจะทำอะไร ทำไปทำไม ฯลฯ อันจะ เป็นผลให้งานภายหลังไม่อาจเดินไป จะทำให้เกิดการสิ้นเปลืองเปล่า ๆ

 

๔. เห็นด้วยกับแนวทางดำเนินการข้อ ๓ มหาวิทยาลัยจะมีเพียงสำนักงาน กลาง (Rector s Office) เพื่อดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์โดยไม่มีวิทยาเขต (Campus) และนักศึกษาเข้าเรียนประจำอย่างมหาวิทยาลัยทั่วไปและเห็นด้วยในรูปแบบโครงสร้างการบริหาร แต่ในด้านStructureควรคำนึงว่า กิจกรรมบางกิจกรรมนั้นต้องการเวลา คือกิจกรรมด้านปฏิบัติ หากจัดถูกระบบแล้วจะต้องมีเวลาให้ไม่น้อยกว่า ๗๕ % อาตมภาพหมายถึงภาคธรรมปฏิบัติ อย่าให้กิจกรรมเป็นเพียงการนั่งหลับตาในห้องหรือในวัด หรือเพียงเดินไปเดินมา จะเสียเวลาเปล่า เพราะประโยชน์ที่เกิดขึ้นมักเป็นเพียงผิว ๆ เผิน ๆ ที่มักหลอกตัวเอง แต่ควรให้มีการผจญภัย ที่เสี่ยงต่อชีวิต ที่ให้เกิดการตื่นตัวอย่างรุนแรง ให้มีการใช้ความพยายามอย่างสูงสุด ใช้พลกำลังอย่างเต็มที่ที่มีในตัวตน คือรวมกิจกรรมภาคปฏิบัติทั้งหมดให้ครบวงจร โดยไปสิ้นสุดลงที่การเดินทางอันยาวไกลและเหน็ดเหนื่อย มีหลักสูตรการเดินธุดงค์ ไปในสถานธุรกันดารอย่าง สุด ๆ และเพื่อการนี้ ขอเสนอให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้สามารถใช้อุทธยานแห่งชาติได้ทุกแห่ง เปิดวัดให้เข้าได้ทุกวัด ทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาธรรมชาติและการธุดงค์ชนิดที่เอาชีวิตเป็นเดิมพันถวายพระพุทธเจ้า จึงจะ เห็นพระพุทธเจ้า และเห็นธรรมจริง ๆ

 

๕. การ Research และ Training ไม่เคยมีแนวคิดที่ชัดเจน ลองตั้งคำถามแก่ตัวเองว่า การวิจัยเรื่องมรรคผลนั้นจะตั้งสมมติฐานอย่างไร จะใช้เครื่องมือการวิจัยแบบไหน แต่ถ้าคิดว่าจะไปปฏิบัติลองดู นั่นก็คิดผิดไปแล้ว เพราะแค่ลองเท่านั้น ไม่อาจได้ข้อมูลที่แท้จริง ซ้ำก็จะทำให้ได้ข้อมูลที่ผิดพลาดที่ไม่มีความจริงไปอย่างสุดๆอีก  วิจัยธรรมปฏิบัติจึงต้องใช้เวลา อย่างไม่มีกำหนดด้วยซ้ำ เพราะต้องพิศูจน์ไปจนกระทั่งตัวเองบรรลุมรรคผล จึงจะรู้จริง เป็นการวิจัยจริง หากมิเช่นนี้ก็คงไปวิจัยเอกสารพลิกดูนั่นดูนี่แล้วลอกออกมา เท่านั้นก็คงจะไม่ควรเรียกว่างานวิจัยของมหาวิทยาลัยนี้ ควรกำหนดนิยาม และขอบเขตการวิจัยให้ชัดเจน และอยากให้รวมถึงการวิจัยประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในอินเดียให้ละเอียดทะลุปรุโปร่งว่าพระพุทธศาสนาหายไปจาก อินเดียได้อย่างไร การฝึกอบรม (Training) จะต้องอยู่ที่ผู้อบรมว่าเป็นใคร ในเมืองไทยมีกี่คนนับตัวมาเสียก่อนว่ามีกี่คนกี่รูป แล้วในต่างประเทศมีเท่าไร เอามาขึ้นบัญชีไว้ให้หมด เพราะTrainersทั้งหลายจะต้องหมายถึงบุคคลชั้นสูงสุดลงมา เราต้องเสาะแสวงหามาขึ้นบัญชีไว้ให้หมด นี่ก็คงลงไปในรายละเอียด ที่อาจจะพูดกันในภายหลังได้ แต่ช่วงการจัดโครงสร้างนี้ก็ขอเสนอแนะไว้เท่านี้ก่อน จะออกเป็นข่าวใน วิเคราะห์ข่าวฯ ฉบับต่อไปด้วย

 

 

                                                               ขอเจริญพร

                                                               ปญฺญาธโรภิกขุ

                                                               *ปญฺญาธโรภิกขุ:โทร (๐๔๕) ๖๒๒๔๕๕

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 (คอลัมน์นานาทัศนะ)

พูดถึงศาสนาประจำชาติกันอีกที

 

 

ผู้เขียนเคยแสดงความคิดเห็นมาแล้วว่าถ้ามีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติก็จะขอแสดงความยินดีด้วย แต่ถ้าไม่มีการบัญญัติไว้ก็ไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร(จริง ๆ)

 

บัดนี้ก็เป็นที่แน่นอนแล้วว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ใส่ข้อความว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติแล้ว แม้จะมีการเรียกร้องจากองค์กรทางพระพุทธศาสนามากมายก็ตาม

 

เหตุผลที่สภาร่างรัฐธรรมนูญนำมาอ้างฟังกันง่าย ๆ ดี ว่าจะทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างชนในชาติเพราะประชาชนชาวไทยมีสิทธิเสรีภาพในการที่จะเลือกเคารพนับถือศาสนาใดก็ได้และมีศาสนาที่คนไทยเคารพนับถืออยู่หลายศาสนาและในรัฐธรรมนูญที่แล้ว ๆ มาก็ไม่ได้มีการบัญญัติไว้เหมือนกัน

 

สภาร่างรัฐธรรมนูญยังอ้างด้วยว่าเรื่องศาสนาเป็นสิ่งละเอียดอ่อนและเป็นเรื่องของจิตใจ แม้จะไม่ได้บัญญัติไว้ตรง ๆ แต่ก็ได้บัญญัติไว้โดยอ้อมอยู่แล้ว เช่นมาตราที่ว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ และเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ใส่คำว่าพระพุทธศาสนาไว้ด้วย โดยพฤตินัยคือยอมรับพระพุทธศาสนาว่าเป็นศาสนาประจำชาติไทยนั้นเอง

 

เรียกว่าต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลน่ารับฟังด้วยกันทั้งนั้น แต่ฝ่ายสภาร่างรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่มากกว่าจึงต้องเป็นฝ่ายชนะไป ฝ่ายผู้เรียกร้องก็ต้องรอจังหวะใหม่ต่อไป

 

แต่ว่าขณะนี้ทุกฝ่ายไม่มีความมั่นใจว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านรัฐสภาหรือไม่ ? เพราะมีบทบัญญัติหลายมาตราที่ ส.ส.และ ส.ว.ไม่พอใจเช่นบัญญัติห้าม ส.ส.และส.ว.เป็นรัฐมนตรี และที่มาของ ส.ว.ก็ให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง

 

สมมติว่า รัฐธรรมนูญไม่ผ่านรัฐสภา ขั้นตอนต่อไปต้องให้ประชาชนทั่วประเทศ ลงมติตัดสิน คราวนี้แหละมันจะสับสนวุ่นวายกันที่สุด ดีไม่ดีอาจจะมีอำนาจนอกระบบเข้ามาจัดการก็ได้ เพราะมีคนรักชาติประเภทน้ำลายไหลยืดกำลังจ้องอยู่และถ้าเป็นจริง ตามที่สมมติ ก็ต้องถือว่าเป็นเวรกรรมของประชาธิปไตยไทย

 

ขอภาวนาอย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย ยังไงก็ให้รัฐธรรมนูญผ่านออกมาใช้เถิด ถึงจะไม่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ดีกว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมาเพราะว่าประชาชนมีส่วนร่วมมาแต่ต้น

 

ผู้เขียนอยากจะเน้นว่า จะมีการบัญญัติไว้หรือไม่ก็ตาม สำคัญอยู่ที่การประพฤติ ปฏิบัติตามหลักคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา และ สามารถนำเอาหลักธรรมมาใช้ใน การแก้ไขปัญหาสังคมได้

 

ถ้าเพียงแต่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แต่พุทธศาสนิกชนไม่มีความรู้ความเข้าใจหรือไม่ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมคำสั่งสอน มันจะมีประโยชน์อันใด

 

ยกตัวอย่างหลักธรรมในพระพุทธศาสนาสอนให้เชื่อกรรม คือ การกระทำ ทุกสิ่งทุกอย่างมันมีมูลเหตุ จะแก้ไขปัญหาต้องแก้ไขที่สาเหตุและ ต้องแก้ไขด้วยสติปัญญาตามหลักวิทยาศาสตร์

 

แต่ผู้บริหารประเทศชาติเป็นคนเชื่อถือแบบงมงาย ไปหลงเชื่อผีสางเทวดาโชคชะตาราศี เชื่อในไสยศาสตร์ ไปเที่ยวกราบไหว้สิ่งเหลวไหลไร้สาระ ขนาดตุ๊กตาไม้ที่เขาทำเป็นรูปช้างยังอุตส่าห์อุ้มไปไหนมาไหนตลอดเวลา

 

เวลานี้แหล่งอบายมุขต่าง ๆ มีทั่วบ้านทั่วเมืองและมีปัญหาอาชญากรรมเกิดขึ้นทุกวัน แต่ผู้บริหารประเทศชาติยังคิดเปิดบ่อนการพะนันกีฬาไก่ชนอย่างเสรีอีก

 

ปากพูดปาว ๆ ว่าตัวเองเป็นพุทธศาสนิกชน แต่ศีลห้าข้อเดียวก็รักษาไม่ได้ มี การทุจริตคอรัปชั่นในวงราชการจนถือเป็นเรื่องธรรมดา มีการตีรันฟันแทงฆ่ากันตายอย่างทารุณโหดเหี้ยม มีการค้าประเวณีในรูปแบบต่าง ๆ มีโสเภณีเด็กมีการเสพสุรา ยาบ้ามึนเมากันทั่วประเทศ นี้หรือคือเมืองพุทธ

 

เมื่อพุทธศาสนิกชนมีความเชื่อถือแบบงมงายอย่างนี้ มีความรู้ความเข้าใจในหลักศาสนาพุทธเท่านี้และไม่ประพฤติตามหลักคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาอย่างนี้ การที่ ไม่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาตินั้น ถูกต้องที่สุด แล้ว.

 

                                                              

                                                               วิบูลรัตน์ กัลป์ยาณวัตร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 {คอลัมน์กัลยาณมิตร}

ท่านยังไม่รู้จักพุทธทาสภิกขุ ๓

 

 สิ่งที่ท่านจะไม่เข้าใจเลย จนใบหูแทบไม่กระดิก ก็คือ ความมุ่งหมาย หรือเจตนารมณ์ของท่านพุทธทาสภิกขุ ต่อการสร้างสรรค์งานทางพระพุทธศาสนาจริง ๆ นั้นคืออะไร

 

แม้ว่าคำตอบคือ การปฏิวัติ

 

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ท่านเดินทางหนีจากกรุงเทพ พร้อมกับรำพึงว่า พวกสงฆ์พากันเดินทางผิด ท่านพูดว่า อย่างนี้ :-

 

เคยคิดว่าคนที่ได้เปรียญ ๙ คือคนที่ เป็นพระอรหันต์ด้วยซ้ำไป เคยคิดว่า กรุงเทพฯดีที่สุดถูกต้องที่สุด ควรจะถือเป็นตัวอย่าง เคยนึกว่าพระอรหันต์เต็มไปหมดทั้งกรุงเทพฯ ก่อนไปกรุงเทพฯมันคิดอย่างนั้น พอไปถึงมันค่อย ๆ เปลี่ยน มันเหมือนกับเดี๋ยวนี้ชาวบ้านหัวเก่า ๆ มันหาได้สองสามคน เขียนจดหมายมาทำนองว่าผมเป็นพระอรหันต์

 

แต่พอไปเจอจริง ๆ มันรู้ว่ามหาเปรียญมันไม่มีความหมายอะไรนัก มันก็เริ่มเบื่อ อยากสึก รู้สึกว่าเรียนที่กรุงเทพฯมันไม่มีอะไรเป็นสาระ เรียนที่กรุงเทพฯมันอยากสึกอยู่บ่อย ๆ พระเณรไม่ค่อยมีวินัย มันผิดกับบ้านนอก มันก็เป็นมาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ เรื่อง สตางค์เรื่องผู้หญิง

 

เรื่องเกี่ยวกับการกินการฉันก็สรวลเสเฮฮาเหมือนกับคนเมา เฮฮาตลอดเวลาฉัน ลักษณะนั้นเราเรียนไปตั้งแต่โรงเรียนนักธรรมว่ามันใช้ไม่ได้นี่ อย่างมาต่อยไข่สดต้มไข่หวานหรือทอดประเคนกันเดี๋ยวนั้น มันผิดวินัย แต่เขาทำกันเป็นธรรมดา เรียกว่ามันไม่มีอะไรที่น่าเลื่อมใสเลย ผิดกับวัดที่บ้านนอก เราก็ต้องเป็นพระที่จับสตางค์ ใช้สตางค์ เหมือนเขาไปหมด ตามธรรมดาพระที่พุมเรียงสมัยผมบวชเขาไม่จับเงินจับทองกัน มีผู้ช่วยเก็บให้ แล้วมันค่อย ๆ เปลี่ยน ไม่จับแต่ต่อ หน้าคน ในกรุงเทพฯมันเป็นโรคร้าย ระบาดทั่วกรุงเทพฯ อยู่หัวเมืองมันยังมีอิทธิพลในทางเคร่งครัดแบบเก่าอยู่

 

เราตกลงใจกันแน่นอนแล้วว่า กรุงเทพฯมิใช่เป็นที่จะพบความบริสุทธิ์ เราถลำ เข้าเรียนปริยัติธรรมทางเจือด้วยยศศักดิ์ เป็นผลดีให้เรารู้สึกตัวว่าเป็นการก้าวผิดไปก้าวหนึ่ง หากรู้ไม่ทันก็จะต้องก้าวผิดไปหลายก้าว และยากที่จะถอนออกได้เหมือนบางคน จากการที่รู้ตัวว่าก้าวผิดนั่นเอง ทำให้ได้พบเงื่อนว่าทำอย่างไรเราจะก้าวถูกด้วย

 

เรื่องของฉัน บัดนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ลัทธิเกลียดอลัชชีหรือเกลียดกรุงเทพฯ ได้แผ่ออกไปได้มากกว่าหนึ่งคนกลายเป็นสองคนแล้วถึงสามคน และยังมีต่อไปอีกตามลำดับ ฉันแปลกใจ ที่สุดเพราะไม่เคยเชื่อ เลยว่าจะมีคนเชื่อและยอมทำตาม เขากลับความเห็นได้อย่างเด็ดขาดยอมสละเป็นลำดับ เช่นครั้งแรกไม่กลัวอาจารย์จะ โกรธ ครั้งที่สองไม่กลัวพ่อแม่จะเสียใจ ผลที่สุดไม่กลัวตาย ขอแต่ให้ได้ดำเนินการไปในทางที่บริสุทธิ์รู้เพียงว่าที่เป็นมาแล้วและที่กำลังเป็นอยู่ไม่เป็นทางที่จะพบพระพุทธเจ้าได้ เท่านั้น

 

ข้อความที่ท่านจะไม่เข้าใจว่า มีความหมายสำคัญที่สุดต่อความคิดปฏิวัติของท่านพุทธทาสก็คือข้อความที่ว่า ที่เป็นมาแล้วและที่กำลังเป็นอยู่ ไม่เป็นทางที่จะพบ พระพุทธเจ้าได้

 

(นั่นก็ตรงกับบทวิเคราะห์ระบบการปกครองคณะสงฆ์ไทย ที่ท่านปญฺญาธโรภิกฺขุได้ทำการวิเคราะห์มา แล้วอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบลงทั้งส่วนวิเคราะห์โลกและวิเคราะห์ธรรม)

 

และสิ่งที่ท่านทั้งหลายจะไม่เข้าใจท่านพุทธทาสเลย และอย่าว่าแต่ท่านทั้งหลายที่เป็นฆรา วาสจะไม่เข้าใจเลย พระในกรุงเทพฯที่ได้เล่าเรียนมาสูง ๆ ในทางปริยัติธรรม เช่นวิชาแปลบาลีเป็นไทย แปลไทยเป็นบาลี หรือนักธรรม หรือได้ปริญญาด๊อคเตอร์ (จากอินเดีย) เป็นต้นนั้นจะไม่เข้าใจ ก็คือเมื่อท่านพุทธทาสพูดถึงเส้นทางใหม่ที่จะพาไปพบพระพุทธเจ้า ดังที่เห็นในหนังสือรุ่นแรก ๆ จากสวนโมกข์ เช่น สัจสารจากสวนโมกข์

 

เมื่อท่านเขียนเรื่อง น้ำพริกถ้วยเดียวแก้ปัญหาได้หมดทั้งโลก” “มาเป็นพุทธทาสกันเถิด” “นิพพานสำหรับทุก ๆ คนเมื่อท่านว่า

 

เราจะต้องมีการศึกษา ที่ไม่รับใช้ประชาธิปไตยแห่งความเห็นแก่ตัว ของผู้ที่มี ความเฉลียวฉลาดที่ไม่มีอะไรควบคุม คิดเก่ง พูดเก่ง ทำเก่ง แต่อัดแน่นอยู่ด้วยความเห็นแก่ตัวที่เฉลียวฉลาดที่สุด ยิ่งฉลาดยิ่งเห็นแก่ตัวได้ลึกเกินลึก จนกลายเป็นคดโกง หรืออันธพาลไปไม่ทันรู้ (ท่านหมายถึงวงการสงฆ์เอง น้ำพริก : ความไม่เห็นแก่ตัว)

 

การพูดว่าสมัยนี้ไม่มีนิพพานนั้นเป็นคำพูดที่ผิดเกินผิด เพราะนิพพานธาตุมีอยู่ตามธรรมชาติทุกเมื่อ หากแต่ไม่มีผู้สนใจแล้วค้นหา พระพุทธองค์ทรงค้นพบและเปิด เผยให้อย่างเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวง แต่เราก็มาตัดบทเสียว่าสมัยนี้ไม่มี นิพพานแล้ว แทนที่จะพูดว่าสมัยนี้ไม่มีใครรู้จักและสนใจ เพียงแต่เราทำตนให้เป็นสาวกที่ถูกต้องแท้จริงนิพพานก็จะปรากฎออกมา เพราะรอคอยผู้ที่จะค้นหาอยู่แล้ว

 

ท่านจะต้องเข้าใจประโยคต่อไปนี้ให้ได้ จึงจะเข้าใจ ท่านพุทธทาสภิกขุ นั่นก็คือ

 

การพูดว่าสมัยนี้ไม่มีนิพพานนั้นเป็นคำพูดที่ผิดเกินผิด และ เพียงแต่ทำตนให้เป็นสาวกที่ถูกต้องแท้จริงนิพพานก็จะปรากฎออกมา

 

 

                                                               ไกลกิเลส

                                                               ส.ค.๔๐

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ประวัติของผมพระพยับ ปญฺญาธโร

พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ ๓ (๒)

 

 

เหตุการณ์หนักๆ คมๆ ดูเหมือนจะจงใจเกิดแก่ผมตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก ราวกับกระบวนการที่ปลุกผมทางจิตวิญญาณให้ตื่นขึ้นอีกครั้งภายหลังการ ปฏิสนธิ์ใหม่สู่มนุษยชาตินี้

 

ขณะผมเป็นน้องสุดท้องอยู่ มีแต่พี่สาวซึ่งเกิดก่อน ๓ ปี ยังไม่มีน้องสาวซึ่งจะตามหลังผมมาในอีก ๓ ปีต่อมานั้น ผมได้สัมผัสกับสิ่งที่ทำให้ชีวิตผมในวัยเด็กปราศจากความสุขอย่างมาก ๆ คือความกลัว มันเริ่มขึ้นกลางดึกคืนวันหนึ่ง ขณะนั้นผมเริ่มจะพูดได้บ้างแล้ว กลางคืนนอนติดแม่ พ่ออยู่อีกข้างหนึ่ง พี่สาวนอนถัดผมไป

 

เหตุเกิดขึ้นขณะที่ผมนอนหลับ และในความหลับนั้น ทันใดผมได้สัมผัสกับความเงียบสงัด อย่างประหลาด คล้ายทุกสิ่งทุกอย่างหยุดนิ่งลง จนเกิดความสงบอย่างมีพลังยิ่งใหญ่ เหมือนความกดของน้ำในที่ลึก แล้วต่อมาไม่นานผมก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปรเกิดขึ้น เกิดมีความเคลื่อนไหวของอากาศเบื้องบน มันวิ่งรวมตัวกันเข้าเป็นกระจุกที่ตรงกลาง เห็นเป็นเม็ดอากาศนั้น แล่นเข้าสู่ศูนย์กลาง แต่ละเม็ดก็ออกแสงเรือง ระยิบระยับ จนตาผมฝ้ามัว กระจายเหมือนดาวกระจายในท้องฟ้าคืนที่มืดมิด อยู่ครู่ใหญ่ ๆ และแล้วกระบวนการก็เปลี่ยนแปรไป กลายเป็นเส้นขนานกันมากมาย ลอยอยู่บนอากาศ เป็นเส้นเล็ก ๆ บาง ๆ เหมือนเส้นด้าย แล้วไม่นานนั้นเอง ผมก็เห็นคนเดินไต่มาตามเส้นด้ายบาง ๆ นั้น ไม่ใช่คนเดียว หลายคน ค่อยย่องตามกันออกมาเป็นแถวยาว คนเหล่านั้น ผอมบ้าง สูงบ้าง ต่ำบ้าง แก่บ้าง หนุ่มบ้าง มีใบหน้ายิ้มแย้ม พากันจับระบำออกมา ทุกคนมองยิ้ม ๆมาทางผม ผมตกใจตั้งแต่เห็นคนแรกโผล่ออกมาแล้ว กลั้นใจดูคนก็เดินตามมาเรื่อย ๆ ไปจนกระทั่งคนหนึ่งหยุดมองผมหนัก ๆ แล้ว ยื่นมือออกมาทาง ผม ผมก็ร้องขึ้นสุดเสียง

 

ทุกคนก็ตื่นขึ้นมา ต่างก็ตกใจไปตาม ๆกัน แล้วก็พากันปลอบผมต่าง ๆนานาจนผมอบอุ่นและแล้วก็พากันนอนหลับไปอีกหนหนึ่ง แต่ไม่นานเหตุการณ์เช่นเดิมก็เกิด ขึ้นอีก

 

บังเกิดเป็นเม็ดอากาศจำนวนมหาศาลวิ่งเข้าหากันที่ศูนย์กลาง กระจายเจิดจ้าขึ้นเหมือนเดิม คราวนี้ผมกลัวมาก เพราะรู้ว่าอีกสักหน่อยพวกผีเหล่านั้นก็จะออกมาอีก เม็ดอากาศแปรขบวนเป็นเส้นขนานอีกแล้ว และแล้วพวกเขาก็ค่อยย่องออกมา ในท่าระบำยิ้มแย้มเหมือนเดิม

 

คราวนี้ผมร้องไม่ออก ตะกุยตะกายอยู่ตั้งนานเสียงจึงหลุดออกมา

 

ในภายหลังร่วม ๓๐ ปีต่อมา เมื่อผมได้เรียนรู้พระพุทธศาสนา ผมจึงรู้ความจริงของเหตุการณ์ในคืนนั้นว่ามิได้มีผีหรือวิญญาณร้ายใดใดสิงอยู่ที่เสาเรือนนั้น แท้จริงเกิดขึ้นเพราะกระบวนการแห่งสมาธิจิตของผมฟื้นตัวขึ้นมา มันเป็นสมาธิจิตที่มีพลังและประสิทธิภาพอย่างเยี่ยมยอดโดยธรรมชาติที่สามารถเป็นขึ้นได้แม้กับเด็กอ่อน ๆ ยิ่งสมาธิจิตลึกซึ้งเท่าใด ภาพคนที่เดินไต่เส้นด้ายออกมาก็จะยิ่งมีชีวิตชีวาและชัดเจนยิ่งขึ้น หากแต่คราวนั้นผมไม่สามารถผ่านขั้นตอนไปได้ เพราะถูกสกัดด้วย "ความกลัว" เสียก่อน ถ้าเพียงแต่ผมไม่กลัว นิ่งเสียได้เท่านั้นเอง สมาธิระดับนี้ก็จะพาทะลุไปสู่โลกในอดีตกาลของผมได้ (นี่คือกระบวนการสมาธิเพื่อรำลึกชาติ กระบวนการเช่นนี้เองที่เกิดขึ้นกับเด็ก ๆนักรำลึกชาติหลายกรณีที่มีการพิศูจน์กันมาแล้วทั่วโลก) เพราะภายในไม่ช้าฉากนี้ก็จะแปรไป ฉากใหม่ก็จะเกิดขึ้นมาแทนเรื่อยไปตราบที่สมาธิจิตยังคงอยู่ น่าเสียดายโอกาสแต่คราวนั้น และซ้ำเหตุการณ์ได้ส่งผลเสียให้ เพราะผมได้กลายเป็นเด็กที่กลัวความมืดมีชีวิตที่ไม่เป็นสุขในวัยเด็ก ๆ กระนั้นก็มีผลดีในอีกด้านหนึ่งคือ มันทำให้ผมเริ่มมีความตรึกตรองขึ้นในใจของผม ว่าทำอย่างไรจึงจะเอาชนะความกลัวเสียได้

 

เมื่อคราวที่ผมเข้าโรงเรียน วันนั้นแม่แต่งตัวให้ผมอย่างดี พาไปโรงเรียนวัดบ้านอี่หล่ำที่แม่ผมสอนอยู่ ความเป็นลูกครูคงทำให้ผมดูดีมีสง่าผ่าเผย พอระฆังตีพักผมก็ลงไปที่สนาม ไปยืนอยู่ ไม่นานก็มีเด็กนักเรียนมายืนอยู่ข้าง ๆ แล้วมาจนรอบตัวผม ผมเดินเขาก็พากันเดินด้วย แต่ผมไม่พูดอะไรกับใครเลย เด็ก ๆ ผู้หญิงก็พากันคุยกันอยู่โดยรอบแต่ไม่พูดกับผม (เขาคงนึกว่าผมหยิ่ง แต่ความจริงผมเป็นคนเช่นนั้นเองคือไม่พูด) วันต่อมานั่นเอง เหตุร้ายก็เกิดกับผม แม่พาเข้าไปบ้านย่า เพราะพ่อสั่งนักสั่งหนาว่ากลางวันเที่ยงให้เข้าไปทานข้าวที่บ้านย่า ที่บ้านย่านั้นแหละ ผมเดินเข้าไป เด็กคนหนึ่งญาติ ๆ กับผม มันตกใจก็คว้าเอามีดโต้เล่มเล็กในพานหมากของย่า ฟันฉับลงบนหัวของผมทีหนึ่ง เต็มแรงของมัน ผมมึนและเจ็บแปลบที่หัว ก็เอามือลูบดู เลือดก็เปียกมือ และยังหยดลงที่พื้นอีกเป็นหยด ๆ แดงฉานไปหมด ผมก็ร้องจ้า เพราะตกใจ ใครต่อใครก็วิ่งออกมา

 

ไม่กี่วันต่อมา ผมก็ได้แผลอีก ผมเดินไปที่บ้านป้า ติดกับบ้านย่านั่นเอง พอเห็นกรงไก่ใต้ถุนบ้าน ผมว่าแวะไปดูหน่อยก็เข้าไป กำลังจะนั่งลงดู หมาตัวใหญ่ก็พรวดเข้ามา ตะลุมบอนกับผม มันกัดกระชาก ๆ หลายที ผมกลิ้งล้มลุกคลุกคลาน ร้องขึ้นคนก็มาไล่หมาไป คราวนี้ผมได้แผลที่โคนขาซ้าย เบ้อเร่อเลยและกลายเป็นแผลเป็นติดตัวผมมาถึงทุกวันนี้ ยังรู้สึกโชคดีที่ไม่ติดเชื้อสุนัขบ้าตายไปเสียแต่คราวนั้น (เพื่อนผม ด.ช.พิทักษ์ งามล้วน ลูกครู คุณน้า ไพบูลย์งามล้วน ถูกหมากัดเหมือนผมนี่แหละต่อมาก็ติดพิษสุนัขบ้าฉีดยาอยู่นานเป็นเดือนเลยแต่ไม่หาย ถึงตายจากกันไปแต่เด็ก ๆ)

 

ผมคุ้นกับบ้านย่ามากเมื่อวัยเด็ก เมื่อผมไปย่าจะปิ้งเนื้อตากแห้ง ที่ยาว ๆ เหมือนไม้แส้ เรียกว่าชิ้นแส้ ทุบให้นิ่ม หอมมาก ผมกินอร่อย ส่วนบ้านยายไม่ค่อยคุ้น ผมได้ไปครั้งหนึ่ง คราวนั้นมีงาน คนเยอะเลย ผมก็ออกมาเดินเล่นนอกบ้านกับเพื่อนเด็กคนหนึ่ง ไปยืนอยู่ครู่หนึ่งข้าง ๆ รั้ว ลับตาคน มีเด็กวัยเดียวกันกับผมในหมู่บ้านยายนั้น สองคนเดินเข้ามาหา คนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าผม ทำกริยาขึงขังใส่ผม และพูดว่า หาญไหม (เป็นภาษานักเลงรุ่นจิ๋ว แปลว่า กล้าชกกับเขาไหม) ผมรู้สึกว่าไม่มีคำตอบอื่นสำหรับ ผม นอกจากคำว่า หาญ” (กล้าซีทำไมจะไม่กล้าเล่า) ผมก็พูดออกไปว่า .หาญเท่านั้นเองมันก็กระโดดเข้ามาต่อยผม ผมก็ต่อยมัน แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนลงมา จากข้างบนบ้านน้าสาวผม ไล่เจ้าหัวโจกนั่นไป

 

บ้านเพ็ก ตำบลรังแร้ง อันเป็นบ้านยายผม อยู่ใกล้แม่น้ำมูล ทำนากันริมฝั่งแม่น้ำมูล คุ้นกับแม่มูล มีปลาเยอะ ในหน้าน้ำเขา จะเอาปลามาให้แม่ผม ๆ ไม่ต้องทำอะไรก็มีปลากิน นอกจากนั้น ก็มีของป่ามากมาย เช่นเห็ดต่าง ๆมะม่วงป่าผลมันเล็ก ๆ พออมทั้งลูก รสหวานสนิทดูดกินจนเกลี้ยงเหลือแต่กับ หมากยางมีมากมาย อร่อย หมากเฟือง หมากไฟ ตามฤดูของมัน มีกระทั่งฟืนและถ่านตามแต่แม่ผมจะสั่งมา ล้วนมาจากทางบ้านยายผม นาน ๆ ก็จะมีคาราวานกองเกวียนขนฟืน ขนถ่านบ้าง เอาลงที่บ้านผมบ้างเลยไปส่งที่อื่นบ้างเป็นประจำ ที่บ้านผมเองก็มีปลาเยอะ ในหน้าฝนพ่อผมทำหลี่ที่นาหนองวง ที่ผมเคยเล่าให้ฟังแต่คราวก่อนแล้วนั่นแหละ ได้ปลามากมายมหาศาล เช้าตรู่คนจะหาบปลามาจากนาเป็นหาบ ๆ แม่ผมจะต้อนผู้คน สับทำให้เป็นปลาร้าเพื่อจะได้เก็บเอาไว้นาน ๆ ทั้งแจกทั้งจ่ายไปทั้งหมู่บ้าน เพราะได้ปลาเหลือเฟือ

 

คราวหนึ่งหน้าฝนอย่างนี้แหละพ่อกับแม่ผมป่วยลงพร้อม ๆ กัน เพราะกินเห็ดเบื่อ เป็นพิษอย่างแรง คนมาบ้านผมคลาคล่ำไปหมด เขาเอาพ่อผมนอนไว้ที่หนึ่ง และแม่อยู่อีกที่หนึ่งห่างกันคนละฟาก เพราะเขาแบ่งหมอรักษาคนละกลุ่มกัน เขาว่ายาใครยามัน ผมกับพี่สาวรอดได้อย่างไรก็นึกไม่ออก ผมก็ไม่รู้จะทำอะไร เดินไปดูพ่อบ้าง ดูแม่บ้าง แล้วก็ออกไปที่ท้องถนน ยืนอยู่เฉย ๆ ด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น บางครั้งพ่อผมจะลุกตึงตังขึ้น ไปดูอาการแม่ผมด้วยความเป็นห่วง เพราะขณะนั้นแม่ผมสิ้นสติไม่ไหวติงไปแล้ว ท่านคงนึกว่าอย่างน้อยก็ให้แม่มันรอดอยู่เลี้ยงลูก คราวนั้นพี่น้องปู่ย่าตายายมากันหมด เขาก็ร่ำลือไปว่าครูใหญ่ปิ่นกับเมียกินเห็ดเบื่ออาการปางตาย ยังไม่ฟื้น ไม่รู้จะข้ามคืนนี้หรือไม่ คนก็มาดูกันเฉย ๆ บ้างก็มี

 

อีกคราวหนึ่งที่คนมาบ้านผมเยอะ ๆ ก็คราวพ่อผมรวยหวย คราวนั้นพ่อผมท้าอาจารย์ดีทั่วทุกทิศ รับแทงไม่อั้น (แน่ละ ! พ่อผมเป็นเจ้ามือหวย) คราวนั้นเกจิอาจารย์หน้าแหกสิ้นชื่อไปตาม ๆ กัน (หากมิฉะนั้นพ่อผมก็ล้มละลาย นับว่าเป็นการต่อสู้ที่ยุติธรรมดี แต่ชัยชนะเป็นฝ่ายพ่อผม) พ่อผมตั้งโต๊ะเลี้ยงเอเย่นต์ สาขาใหญ่ มีเหล้ายาปลาปิ้งมากมาย คนก็มาสรรเสริญพ่อผมต่าง ๆ นานา มีผู้หญิงคนหนึ่งมาเล่าว่า ฝันเห็นพ่อผมขุดบ่อน้ำเป็นสระใหญ่แล้วมีปลาหลากหลายชนิดดำผุดดำว่ายเต้มไปหมดในสระนั้น

 

อีกคราวหนึ่งที่พ่อผมตั้งโต๊ะเลี้ยงใหญ่เช่นเดียวกันนี้ก็คราว นายอำเภอพวง สีบุญลือ นายอำเภออุทุมพรพิสัย ซึ่งเป็นเพื่อนรักสนิทกับพ่อผม มาบ้านผม มีข้าราชการมามากมาย กำนันผู้ใหญ่บ้านแถวนั้นก็มากันหมด ผมเห็นนายอำเภอทักทายคนนั้นคนนี้อยู่ตลอดเวลาใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พอดีมีชาวนาผ่านมา เขาก็ลงนั่งยอง ๆ ยกมือไหว้นายอำเภอ ๆ รับไหว้แล้วถามว่า มาอั๋ยล่ะ?” ผมเฝ้าคิดอยู่นานว่าทำไมนายอำเภอจึงไม่พูดว่า มาทำไม?” กลับพูดว่า มาอั๋ย?” เพราะในหนังสือเรียนภาษาไทยไม่เห็นมีคำว่า มาอั๋ย

 

อีกครั้งหนึ่งที่พ่อผมต้อนรับแขกที่ประทับใจผมก็คือ พ่อเสี่ยวบ้านโต๊ะมาเยี่ยม ผมได้ยินพ่อกับแม่พูดถึงพ่อเสี่ยว(คือสหายร่วมสาบาญของพ่อ)อยู่หลายวันจนทำให้ผมอยากเห็นหน้าพ่อเสี่ยวคนนี้ขึ้นมาจริง ๆ ในที่สุดพ่อเสี่ยวก็มาถึง ขี่ม้าเทศตัวใหญ่พ่วงพี พอหยุดมันแหมลั่นเลย พ่อเสี่ยวมีข้าวของมาฝากพ่อผมเยอะแยะเลย ในนั้นมีน้ำอ้อยงบ ก้อนใหญ่ ๆ ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนและยังมีผ้าซิ่นไหมมาฝากแม่ผมด้วย คราวนี้ บนโต๊ะอาหาร ผมไม่เห็นใครมาร่วมโต๊ะเลยนอกจากพ่อผมกับพ่อเสี่ยวสองคนเท่านั้น แม่ผมเองก็ไม่มาใกล้ ๆ พ่อเสี่ยวผมมีบุคคลิกภาพไม่เหมือนใคร เป็นคนร่างใหญ่ ผิวดำเป็นนิลเลย ใบหน้าสี่เหลี่ยม ตัวก็สี่เหลี่ยม แล้วยังมีฟันทองอยู่ซี่หนึ่ง เวลาพูดเห็นฟันเลี่ยมทองทำให้คล้ายยิ้ม ๆ เป็นคนน่าเกรงขามมาก พ่อผมแนะนำผมให้พ่อเสี่ยวรู้จัก พ่อเสี่ยวทักผมว่าเรียนชั้นไหน แล้วก็ยิ้ม ๆ เท่านี้เอง พ่อเสี่ยวบ้านโต๊ะเป็นพ่อค้าใหญ่(บ้านผมเรียกว่า นายฮ้อยใหญ่) สมัยนั้นถนนหนทางยังไม่สะดวก นักธุรกิจแนวหน้าจึงใช้ม้าเป็นพาหนะ เท่าที่ผมเคยเห็นก็มีลุงผม ได้กับพี่สาวพ่อผม (นายบุญหนา ต้นวงศ์ ศึกษาธิการอำเภออุทุมพรพิสัย) ที่มีม้าขี่ไปตรวจโรงเรียนต่าง ๆ ในเขตอำเภอเป็นประจำ บ้านโต๊ะอยู่ใกล้ ๆ อำเภอเมืองศรีสะเกษ บ้านพ่อผมอยู่อีกฟากหนึ่งของอำเภออุทุมพรพิสัย ใกล้ ๆ เขตอำเภอราษีไศล อยู่ไกลกันไม่น้อยกว่า 20 กิโลเมตร พ่อเสี่ยวผมมาคราวนี้แล้วก็ไม่เคยมาอีก เพราะทางไกลและผู้ร้ายชุกชุมคอยดักปล้นพ่อค้าใหญ่เสมอ ๆ ผมเองก็ไม่ทราบเบื้องหลังว่าท่านมาผูกสมัครรักใคร่กันได้อย่างไรในเมื่อต่างก็อยู่ไกลกันขนาดนั้น คราวนั้น พ่อผมตอบแทนพ่อเสียวอย่างถึงใจเช่นกัน จนพ่อเสี่ยวผมร้องแล้วร้องอีกว่า จะเอาไปทำไมนา ๆ ๆ ๆเรื่องราวแห่งอัธยาศัยไมตรีจิตเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ประทับใจผมมาตั้งแต่เป็นเด็กครั้งกระโน้น ภาพของพ่อเสี่ยว ผู้ก้าวขึ้นหลังม้าตัวงามแล้วควบขับออกเดินทางไปไกลข้างหน้าคนเดียวอย่างไม่หวาดหวั่นเป็นภาพวีรบุรุษในสายตาผม ที่ยากจะลืมเลือน

 

แขกผู้มาเยี่ยมเยือนพ่อของผมที่ให้ความทรงจำพิเศษอีกคณะหนึ่ง คือคณะอาว์(น้องชายพ่อ) เป็นสรรพสามิตอยู่ที่จังหวัด ออกมาพร้อมกับพรรคพวกทีละไม่น้อยกว่าสามคนเสมอไป คณะนี้มีอาวุธปืนทันสมัย พอตั้งวงกินเหล้ากันที่บ้านพ่อผม จะมีคนในหมู่บ้านโดยเฉพาะผู้ใหญ่บ้าน มาคอยรับใช้ คอยพูดคุยด้วย คอยบริการต่าง ๆ พวกนี้พูดคุยกันโขมงโฉงเฉง เสียงดัง บ่งบอกซึ่งอำนาจ และในขณะเดียวกันก็บอกความเป็นกันเองกับครอบครัวผม แล้วมักเอาปืนออกมาอวดชาวบ้าน ของอาว์ผมเป็นมูเซอร์มีด้ามถอดเก็บได้ ของฝรั่งเศส ซึ่งนับว่าทันสมัยมาจนบัดนี้ เมื่ออาว์ผมมาผมไม่ชอบมาอยู่ใกล้ ๆ เลย เฉพาะบุคคลิกภาพของอาว์ผมนั้น ผมก็รู้สึกไม่สบายใจ ท่านมีดวงตาที่คนบอกว่าตาเพชรฆาต หรือตาเสือ ใครฆ่าคนมามาก ๆ จะมีตาเช่นนี้ ผมไม่กล้ามองดู ไม่กล้าสบตา ท่านพาพวกออกมาเที่ยวจับเหล้าเถื่อน จับได้แล้วก็มัดมือแล้วให้หาบคอนเข้าของอุปกรณ์ต้มเหล้าเถื่อนไปอำเภอ มักจับไปทีละหลาย ๆ คน ซึ่งสมัยเป็นเด็กนักเรียนผมเห็นภาพจับเหล้าเถื่อนนี้บ่อยที่สุด เพราะมักเดินผ่านโรงเรียนผมไป ในขณะนั้นพ่อผมก็ต้มเหล้าเถื่อนด้วย คนของพ่อผมจัดการต้มในบริเวณกอไผ่ในสวน แต่อาว์ผมหรือสรรพสามิตหรือตำรวจไม่เคยแตะต้อง แถมชอบกินเหล้าเถื่อนพ่อผมเสียอีก

 

เรื่องราวของตำรวจหรือเจ้าหน้าที่สรรพสามิตที่ผมได้ยินได้ฟังแต่เด็ก ๆ นั้น ล้วนเป็นเรื่องราวแห่งอำนาจ และความเหี้ยมโหด เขามักเล่าลือกันว่าพวกตำรวจจับโจรได้แล้วมักจะเอาไปยิงทิ้งเสียระหว่างทาง และมักมีระบบการซ้อมผู้ต้องหากันอย่างไม่คำนึงความชอบธรรมตามกฎหมาย (ผมได้ยินได้ฟังเรื่องที่ลับ ๆ พิเศษ ๆ เช่นนี้เพราะคนมักมาบอกเรื่องราวต่าง ๆ ให้พ่อผมฟังอยู่เสมอ ๆ แม้เรื่องเผาศพคนไม่ไหม้เขาก็มาเล่าให้ฟัง แล้ววิจารณ์ไปต่างๆ ที่ผมฟังแล้วก็รู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึง)

 

ในอีกด้านหนึ่งผมก็มักได้ข่าวโจรผู้ร้าย ว่ามีความเหี้ยมโหดพอ ๆ กับตำรวจ เคยมีโจรขึ้นบ้านผมครั้งหนึ่ง มาขอพักกินข้าวเย็น ขึ้นไปนั่งกันเต็มพรึบบนบ้านพ่อผมรวมแล้ว ๗ คน โชคดีที่มีคนที่เท่าทันและเป็นนักเลงแบบเดียวกันนี้ คือน้าชายผม (นายอ้ม ธรรมบุตร) เป็นครู-นักเลง บ้านเพ็ก คนเดียวกับที่เอาหวดรับผมไว้ได้คราวนั้น รีบกระซิบบอกพ่อผม ทุกคนก็เตรียมตัว พ่อผมรีบเข้าไปในห้องนอน เอาปืนออกมาตรวจสอบแมกกาซีนกระสุนแล้วขึ้นนกพร้อมยิงทันที เสียงขึ้นนกปืนคงทำให้พวกมันรู้ตัว และหวาดกลัวไม่น้อย พวกมันคงเห็นท่าไม่ดีหัวหน้าสั่ง จัดการถึง 3 ครั้งก็ไม่ยอมขยับ พากันล่าถอยไปโดยดี อย่างมากที่โจรทำกับพ่อผมได้ในสมัยนั้นก็คือโขมยควายที่ปล่อยเลี้ยงไว้ที่ท้องนาทุ่งตะวันตก แต่ก็สามารถตามกลับมาได้ วีรบุรุษที่ตามควายโทนใหญ่พ่อผมกลับมาคราวนั้นก็คืออาว์ ครูเสี่ยน ไชยปัญญา แต่ควายก็ขาหัก ช่วยกันพะยุงมาทั้งคืน สมัยนั้นโจรมักโขมยโค-ควายข้ามห้วยทับทันไปเขตจังหวัดสุรินทร์ ผมเคยไปตามควายกับเขาครั้งหนึ่ง ตอนโตแล้ว ไปถึง 3 วัน 3 คืน คราวนั้นมันโขมยไป 3 ตัวเป็นควายของลุง ครูจันทร์ อนุพันธุ์ (พ่อ ผอ.ประเสริฐ อนุพันธุ์ พืชสวนศรีสะเกษ เพื่อนรุ่นน้องผม) แต่ไม่สามารถตามเอากลับมาได้

 

ตามที่เล่ามาแล้วนี้ ดูคล้ายว่าพ่อผมจะอยู่ฝ่ายกฎหมายอย่างเต็มตัว เปล่า ! พ่อผมกลับสามารถผูกสนิทกับไอ้เสือปล้นฆ่าได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะพ่อผมท่องเที่ยวไปไกล ผูกมิตรไว้ทุกแห่งหน คราวหนึ่ง ที่บ้านผมมีงาน คนมาเต็มทั้งชั้นบนชั้นล่าง ผมอยู่ชั้นล่าง สักครู่ผมเห็นคนวิ่งเข้าวิ่งออกที่ประตูบ้าน แล้วก็มีคนพูดกันด้วยความตื่นตระหนกว่า เสือยงมา (ผมได้ยินอย่างนี้ ต้องเป็นคนละคนกับเสือถันผู้โด่งดัง เพราะเสือถันนั้นมาสมัยที่ผมโตเป็นวัยรุ่นแล้ว) ผมได้ยินผมตกใจมาก เพราะเขาเล่ากันว่าเสือยงเหี้ยมฆ่าคนฆ่าตำรวจแล้วหลบหนีอยู่ และตำรวจก็ตามล่าไม่หยุด ผมกำลังนึกกลัวว่ามันมาจะปล้นบ้านผมหรือก็ได้ยินเสียง ๆ หนึ่ง

กังวาลหนัก ๆ ที่ประตู คนทั้งหมดหันไปมองดูแล้วตะลึงเงียบกริบกันไปหมด ไม่มีใครกล้าพูดหรือขยับเขยื้อนเลย ผมได้เห็นดวงตาที่บ่งบอกแววเพชรฆาตหรือตาเสืออีกครั้งหนึ่งแล้ว มันมีอำนาจสะกดจิตอยู่ในนั้น จนผมได้รับกระแสกระทบเฉียบพลัน ตาคู่นั้นแดงก่ำดังสีเลือด เขาเดินเข้ามาไม่กลัวใคร ตัวก็ไม่ใหญ่โตเท่าไรผมคิด แต่มีอำนาจ สามารถสะกดจิตคนทั้งบ้านให้สงบเงียบได้ พอเข้ามาก็เดินตรงไปกะได ขึ้นไปชั้นบน ซึ่งที่นั่นพ่อผม(ซึ่งความจริงท่านรู้เรื่องอยู่ก่อนแล้ว)อำนวยการต้อนรับอยู่อย่างเต็มที่ พ่อผมเลี้ยงเหล้าข้าวปลาอาหารเสือยงเสียอิ่มแปร้ แล้วพ่อผมยังให้เงินแก่เสือยงไปจำนวนหนึ่ง โดยยัดใส่ให้ในกระเป๋ากางเกง(ท่านบอกแม่ภายหลัง) ไม่นานหรอกไอ้เสือก็อำลาพ่อผมไป บอกว่าช้าไม่ได้ สถานการณ์กำลังคับขัน และเขาไม่อยากเป็นต้นเหตุสร้างความเดือดร้อนให้พ่อผม ซึ่งเขาจะนับถือตลอดไปว่าเป็นผู้มีพระคุณ

 

ซึ่งเมื่อผมได้ยินได้ฟังถ้อยคำเหล่านี้ ผมก็ซาบซึ้งใจยิ่งนัก ดื่มด่ำในใจว่าคุณธรรมนั้นมีอยู่ ในคนทุกคน ไม่ว่าผู้ดีหรือผู้ร้าย ดูเหมือนว่าสถานการณ์สังคมที่แวดล้อมผมในวัยเด็กอันสลับซับซ้อนเช่นนี้เอง ที่มีอิทธิพลหรือสร้างแนวคิดวัฒนธรรมแห่งชีวิตของผมอย่างมากมาย ในขณะนั้นผมได้เข้าใจสัจธรรมเบื้องต้นแห่งชีวิตจากเหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านี้ ว่าในความดีก็มีความร้าย และในความร้ายก็ยังมีความดีอยู่เสมอไปเป็นธรรมดา โลกจึงต้องพึ่งพาอาศัยกันเสมอ หากเราทำหน้าที่ของเรา ๆ ไปเต็มที่แล้ว ก็มีความชอบธรรมเกิดขึ้นทันที อันเป็นกฎแห่งธรรมชาติ ที่รักษาโลกให้อยู่ในความสมดุล

 

และ นี่ก็คือตัวอย่างบุคคลที่น่ากลัวในทัศนะของผมเมื่อเด็ก ๆที่เป็นผลต่อการเกิดขึ้นแห่งความคิดอ่านใดใดในทางที่พยายามเอาชนะ และก็ดูประหนึ่งว่าโชคชะตาก็หนุนเข้าข้างผมมาโดยตลอด เมื่อผมจบป.๔ ผมไม่เลือกวัด ไม่เลือกอยู่กับมหาเสน วัดพระโต พ่อผมก็ส่งผมมาอยู่กับอาว์ (นายวาด เติมใจ) ที่เป็นบุคคลที่ผมเกรงกลัวเอา มาก ๆ นี่เอง

 

โชคชะตาได้พยายามปั้นผม ในสิ่งที่ผมกลัวโชคชะตาจะพาผมไปต่อสู้ เพื่อเอาชนะให้ได้ ซึ่งในระยะนั้นผมก็ชนะบ้างแพ้บ้างสลับกันไป ใจตัวเองก็รู้ดีว่าความกลัวไม่มีวันสิ้นสุด ตอนนั้นแหละที่ผมคล้ายกับได้ยินเสียงว่า ตราบใดที่ยังไม่สำเร็จธรรมะเป็นพระอรหันต์ คนก็ไม่อาจพ้นไปจากความกลัวได้ ผมจึงได้เริ่มมีความคิดอันกรุ่นอยู่ในใจถึงเรื่องราวของพระอรหันต์

 

ระยะนั้นมีงานสำคัญของจังหวัดศรีสะเกษงานหนึ่ง ที่ได้เปิดจินตนาการของผมไปสู่อีกมุมหนึ่งของชีวิต คืองานฉลองศาลจังหวัดศรีสะเกษ เขาก็มากะเกณฑ์ให้ครูผู้พอมีสะตังซื้อตั๋วนั่งเครื่องบิน คราวนั้นผมกับครอบครัวพ่อแม่พี่สาวได้เดินทางไกล ได้นั่งรถยนต์ ได้นั่งรถไฟคันยาว และที่สุดได้ขึ้นเครื่องบิน เป็นเครื่องยนต์สี่ใบพัด ผมนั่งริมหน้าต่าง มันพาขึ้นบนท้องฟ้า เห็นเมฆ เห้นบ้านเมืองและท้องนาข้างล่างที่ประหลาดไม่เคยเห็นมาก่อน และที่พากันตกใจก็คือเครื่องบินตกหลุมอากาศ มันเหมือนกับหลุดวูบลงไปในหลุมทั้งลำ จนพวกเราตกใจ เรื่องได้ขี่เครื่องบินวันนั้นกลายเป็นหัวข้อที่คนพูดคุยโอ้อวดกันอยู่เป็นเวลานาน แต่ครอบครัวผมกลับเฉย ๆ พ่อผมมักบ่นแต่ว่าแพงไป ๆ(บัตรครอบครัวบัตรละ50บาท)ไม่เห็นมีอะไรเลย แค่วนไปวนมารอบเมืองสามรอบแล้วลงจอด แต่พ่อผมก็ยอมรับว่าเป็นการกุศลช่วยเขาสร้างศาลจังหวัดศรีสะเกษ

 

เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ เป็นเรื่องราวที่สร้างจินตนาการความคิดอ่านอันละเอียดอ่อนลึกซึ้งภายในภาคจิตวิญญาณผม ก่อเกิดความรู้จักการตรึกและการตรองสิ่งใดใดอย่างเงียบกริบอยู่ภายในเสมอ ๆ แต่สิ่งที่สร้างจินตนาการอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ต่อเนื่องไปเป็นเวลานานปีแล้วปีเล่าตราบไปบรรจบวันเวลาที่มีความหมายยิ่งใหญ่ในชีวิตของผมนั้น เป็นสิ่งที่บังเกิดขึ้นเมื่อแม่ผมเริ่มเล่านิทานก่อนนอนให้ผมฟัง

 

ในคืนวันหนึ่ง !

 

แม่ผมเอ่ยนามเจ้าชายองค์หนึ่ง ชื่อ เจ้าชายสีธาตุ แต่แล้วคืนวันหนึ่งพระองค์ก็สละโลกออกบวชจนต่อมาได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันต์สัพพัญญู ผู้รู้แจ้งโลก เรื่องราวทั้งหลายที่มนุษย์เรารู้อยู่ทุกวันนี้เรารู้จากเจ้าชายพระองค์นี้ทั้งสิ้น (เจ้าชายสีธาตุนั้นแท้จริงก็คือเจ้าชายสิทธัตถะ แต่ผมก็ไม่ได้นึกอย่างนั้นเลยในขณะนั้น แม่ผมเอ่ยนามของพระองค์เพียงเพื่อเป็นการคารวะหรือไหว้ครูก่อนเล่านิทานให้ผมฟังเท่านั้น ชื่อเจ้าชายสีธาตุปรากฎในวรรณคดีอิสาน) แล้วต่อมาท่านก็เล่าเรื่องเป็นนิยายที่ผมหลงใหลฟังอย่างไม่รู้อิ่ม ไม่รู้ง่วงเหงาหาวนอนเลยตลอดมา จนกระทั่งผมเข้าเรียน กขกกา แล้วผสมตัวอักษรตัวแรกได้ผมก็หยิบหนังสือมาหัดผสมตัวอ่าน เรื่องท้าวการะเกดขี่ม้ามณีกาพย์ กับนางมณีจันทน์นั่งซ้อนกันมา ที่แม่ผมเล่าให้ฟัง แต่อยากฟังใหม่ให้อิ่ม ๆ ท้าวสินไชย ผู้ถือธนูศร ไปตามอาว์ที่ถูกยักษ์ลักพาตัวไปเป็นเมีย ยักษ์โขโนหลับไม่ตื่นนางจะปลุกอย่างไรก็ไม่รู้สึกตัว มีบทกาพย์ตอนนางปลุกผัวยักษ์นี้ไพเราะมาก เพราะความจริงนางกลับรักชอบยักษ์อย่างสุดสวาสดิ์ขาดใจ จึงไม่ยอมไปกับหลานโดยง่าย จนที่สุดยักษ์ตื่นตามมาทันแล้วเกิดการสู้รบขึ้น ท้าวสินไชยจึงใช้ศรพรหมศาสตร์ยิงยักษ์โขโนตาย ในขณะที่ท้าวการะเกดยิงยักษ์กุมภัณฑ์อย่างไร ๆ ก็ไม่ตาย ยิงมันตายก็แตกตัวเป็น 2 2 เป็น 4 4 เป็น 8 ไปเรื่อย ๆ จนม้ามณีกาพย์อ่อนแรงลงไป เพราะเหาะสู้รบกันกลางอากาศอยู่ถึง 7 วัน 7 คืน ท้าวการะเกดจวนเจียนจะแพ้ยักษ์อยู่แล้ว ก็พอดีภูตแห่งขุนเขามาบอกว่าให้ขอท่อนผ้าสะไบในที่ลับของนางมณีจันทน์มาชุบลูกศรเสียก่อนจึงค่อยยิงยักษ์มันจึงจะตาย กาพย์ตอนนี้ก็ไพเราะเหลือหลายเมื่อท้าวการะเกดขอให้นางมณีจันทน์เปลื้องสะไบส่งให้จะได้ฆ่ายักษ์ให้ตายไป

 

ด้วยเหตุนี้ เมื่อจบ ป.4 ผลการสอบจึงเป็นที่๑ของอำเภออุทุมพรพิสัย ได้ ๙๒ % เมื่อแม่พาไปอำเภอครูมาดูผมหลายคน คนหนึ่งถามแม่ผมว่า นี่หรือเขียนไทยไม่ผิดเลย และ ผมจึงได้ผ่านการอ่านการศึกษาวรรณคดีสำคัญ ๆ จบไปหลายเล่ม เล่มหนึ่งเป็นวรรณคดีไทยคือพระราชนิพนธ์อิเหนา ผมก็อ่านจบทั้งเล่ม ซึ่งความจริงผมดูจะชอบ วิหยาสะกำ กับพ่อเขา ท้าวกะหมังกุหนิง มากกว่าอิเหนาเสียอีก อิเหนาเป็นคนไม่มีศีลสัตย์ เห็นแก่ตัวมาก ส่วนท้าวกะหมังกุหนิง เป็นพ่อที่น่าบูชามาก วลีอมตะที่ท้าวกะหมังกุหนิงเอ่ยออกมาว่า "พ่อเหมือนพฤกษาลดาวัลย์ จะอาสัญเพราะลูกดังกล่าวมา" ลูกทุก คนต้องประทับใจมาก บางครั้งผมอดคิดไม่ได้ว่าทำไมเราต้องรังเกียจจรกา อิเหนาต่างหากที่ก่อเรื่องร้ายขึ้นทุกอย่าง

 

ผมอ่านเรื่องขุนช้างขุนแผนบางตอน เพราะหนังสือมีไม่ครบ ตอนพระไวยแตกทัพ กับตอนจรเข้เถรขวาด ช่างฝังใจผม เมื่อผีนางวันทองเป็นห่วงลูกกลัวจะถูกพ่อขุนแผนกับพลายชุมพลฆ่าเสีย จึงแปลงเป็นหญิงสาวมาดักกลางทาง พระไวยก็เข้าเกี้ยวโลมนางแปลง(ตามสันดารสัตว์ตัวผู้ในวรรณคดีไทย) นางแปลงกลายเป็นนางวันทอง บอกว่าลูกเอ๋ยนี่คือแม่เจ้า มาบอกการศึกให้ อย่ายกทัพไปเลย ข้าศึกมีกำลังกล้าแข็งนัก หากไม่เชื่อคราวนีอย่าหวังว่าจะเอาชีวิตรอดกลับมา ความจริงผมไม่เข้าใจสามเณรแก้วเลย เพราะที่ทำไปนั้นเป็นอาบัติปาราชิกทั้งสิ้น(ไม่ต่างจากเณรแอ)

 

และผมยังได้อ่านหนังสือของศาสนาคริสต์ ผมหยิบมาจากถังขยะที่เขาทิ้งไปแล้ว เรื่องน้ำท่วมโลก ทูตพระเจ้าซึ่งเป็นรูปคนมีปีกมาบอกให้โนอาสร้างเรือใหญ่ มีเรือใหญ่ของโนอา จอดอยู่แล้วมีพวกสัตว์เช่นแพะแกะอยู่เป็นคู่ ๆ โนอาไล่ต้อนคนลงเรือแล้วน้ำก็ท่วมโลก เรื่องราวมีอยู่เพียง2-3ใบเท่านั้น (เรื่องราวของศาสนาคริสต์น่าหัวเราะในทัศนะของผมเพราะผมไม่เคยคิดว่าเป็นเรื่องจริงเลยสักนิดเดียว บางเรื่องคล้าย ๆ เอามะพร้าวห้าวมาขายสวน)

 

เมื่อผมเรียนหนังสือชั้นมัธยมผมอ่านหนังสือวรรณกรรมทุกชนิดในห้องสมุด

 

อ่านรามเกียรติ์พระราชนิพนธ์จบตั้งแต่นนทุกพ้อว่าคนสี่มือรังแกคนสองมือแล้วอธิษฐานขอลงไปเกิดเป็นสิบเศียรสิบกรในโลกมนุษย์ กลายเป็นรามเกียรติสมบูรณ์ขึ้นมา อ่าน นิยายชาวมุสลิม คือนิทานอาหรับราตรี อ่านโซไรด้า นางพญาแห่งทะเลทราย อย่างหลงใหลงมงาย อ่านอัศวินแห่งกษัตริย์อาเธอร์ เชอร์ล๊อคโฮมยอดนักสืบ นวนิยายจากราช สำนักอังกฤษ อ่านพระอภัยมณี ของจินตกวีครูสุนทรภู่จบบริบูรณ์ อ่านเรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ ต่าง ๆ เช่นโคบุตร สังข์ทอง แม้ โกมินทร์กุมาร จอมอภินิหารเด็ก สำนวนชาว บ้านก็อ่าน แล้วอ่านสามเกลอ:พลนิกรกิมหงวน ของ ป.อินทร์ปาลิต อ่านไปหัวเราะไปอ่านบทกวี กำศรวลศรีปราชญ์ นิราศนรินทร์ และ พระลอ ยอดแห่งลิลิตที่ผมเคยได้ยินพ่อขับบางบทแล้วผมฟังไพเราะเอามาก ๆ เช่นตอน พระลอคร่ำครวญตอนตกทุกข์ได้ ยากว่า "ยามไร้เด็ดดอกหญ้า แซมผม พระเอย หอมบ่หอมทัดดม ดั่งบ้า สุกกรมลำดวนชม เชยกลิ่น พระเอย หอมกลิ่นเรียมโอ้อ้า กลิ่นแก้วติดใจ ฯ" กับตอนพระลอไปคร่ำครวญที่ฝั่งแม่น้ำกาหลงแล้วเสี่ยงน้ำ เห็นแดงฉานก็รู้ว่าชีวิตไม่รอด ก็คิดถึงพระคุณแม่ขึ้นมาจับใจ จึงเอ่ยบทอมตะบทนี้ออกมาว่า "ร้อยชู้ฤาเท่าเนื้อ เมียตน เมียแล่พันฤาดล แม่ได้ ทรงครรภ์คลอดเป็นคน ฤาง่าย เลยนา เลี้ยงยากนักท้าวไท้ธิราชผู้มีคุณฯ" แต่ สำหรับลิลิตพระลอ สิ่งที่ก่อเกิดความสงสัยที่แฝงฝังในจิตใจผมโดย ตลอดมาเป็นระยะเวลาอันเนิ่นนานก็คือเรื่องราวของ ปู่เจ้าสมิงพราย ผู้แสดงบทบาท จอมอภินิหารของเรื่องนี้

 

ผมอ่านหนังสือที่ไม่จบอยู่เล่มเดียวคือ สามก๊ก ทั้ง ๆที่ชอบมากตั้งแต่ตอนต้น ตั้งแต่เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย มาพบกัน แล้วมาเลื่อมใสขงเบ้งเอามากๆ เมื่ออ่าน โจโฉแตกทัพเรือ เดิมอ่านเป็นตอน ๆ มาพบรวมเล่มภายหลัง สาเหตุก็เพราะผมพลิกไปดูตอนท้าย ๆเล่มก่อน แล้วพบเรื่องราวของ สุมาอี้ ไล่ต้อนขงเบ้ง ถอยไม่เป็นกระบวน และแล้วขงเบ้งก็จบชีวิตลง โจโฉได้เป็นกษัตริย์ ในขณะนั้นผมเสียใจมาก ผมเคยรู้สึกว่าขงเบ้งยิ่งใหญ่ในสงคราม แต่แล้ว แม้ในหนังสือจะวาดภาพสุมาอี้ คล้ายดั่งโจร แต่ผมมองว่าในความจริงแล้ว สุมาอี้คือผู้ชนะ นั่นแหละคือวีรบุรุษแห่ง สงครามที่แท้จริงในทัศนะของผม จึงเห็นว่าผู้เขียนสามก๊ก ไม่ทรงความยุติธรรม จึงวางหนังสือลงและไม่อ่านสามก๊กอีก

 

เพราะคติของผมนั้น คนเก่งคือผู้ชนะ ผมต้องการคำสุดท้ายเพียงคำว่า ชนะ คำเดียว ก่อนคำนี้จะเป็นอะไรก็ได้ จะแพ้ สักกี่ครั้งก็ได้ ขอแต่บั้นปลายคือ คำว่า ชนะ

 

ก่อนจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่6 โรงเรียน "ศรีสะเกษ "ศรีสะเกษวิทยาลัย" อันเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดศรีสะเกษนั้น ผมก็ได้สร้างประวัติศาสตร์อันพิสดารอันหนึ่งที่ไม่มีใครเหมือน เมื่อครูประจำชั้น (อาจารย์บุญชิต พรหมวาที) ประกาศผลสอบไล่ในห้องเรียน สำหรับวิชา วรรณคดีอังกฤษ (อาจารย์สถิต โพพิพัฒน์ เป็นอาจารย์ประจำวิชา) มีเพื่อนได้คะแนน เต็ม 20 คะแนนคนหนึ่ง (น.พ.รังสรรค์ วรวงศ์ ร.พ.เชียงใหม่) แล้วพออ่านมาถึงชื่อผม ครูบอกว่าได้คะแนนเพิ่มพิเศษ คือได้ 20+1 คะแนน เกินคะแนนเต็ม ไป 1 คะแนน เท่ากับได้ 21 ส่วน 20 คะแนนหรือ ๑๐๕ % แล้วผมได้ เดินทางเข้ากรุงเทพในปลายเดือนมีนาคม ได้ไปกวดวิชาแล้วสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนที่มีชื่อเสียงว่าเป็นยอดนักเรียนเก่งของประเทศ ไทย ผมได้อยู่ห้องพระราชา(King"s Room)ห้อง ๒๒๖ แผนกอักษรศาสตร์ เพื่อนร่วมห้องคนสำคัญคือ แสงชัย สุนทรวัฒน์ จบอักษรศาสตร์แล้ว โชคชะตานำผมมาสู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ซึ่งผมได้ศึกษาวิชาการด้านวารสารศาสตร์ ที่ซึ่งผมได้มีประสบการณ์มากมายมหาศาล เป็นต้นว่า ผมได้เป็นบรรณาธิการ ที่ได้สัมผัสกับสตรีที่กำลังจะได้เป็นคนสวยที่สุดไม่เฉพาะในประเทศไทย หากแต่ในจักรวาล และเมื่อผมสำเร็จการศึกษา ผมเป็นบัณฑิตที่ไม่เคยสวมเสื้อครุยปริญญา และไม่เข้าร่วมพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร อันแสดงชีวิตอุดมการณ์ไปอย่างสุด ๆของผม(เพียงผมคิดว่าชุดปริญญามีราคาแพง และสวมใส่เพียงครั้งเดียว สองครั้งเท่านั้นก็เก็บไว้เฉย ๆ เพื่อการโอ้อวด และแท้จริงคุณค่าของวิชาการก็มิได้อยู่ที่พิธีการแต่อย่างใด หากอยู่ที่ความรู้จริงของเราต่างหาก คิดเท่านั้นเองผมก็ตัดสินใจได้อย่างง่าย ๆ ในชีวิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อันมีอิสระและเสรีภาพทางความคิดสูงผมไม่เคยคำนึงพิธีการเลย เมื่อครั้งผมได้ทุนการศึกษาของมูลนิธิวิชาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีพิธีการแจกเงินทุนการศึกษาและ เหรียญรางวัลเรียนเด่นผมก็ไม่เข้าร่วมในพิธีเช่นเดียวกัน ด้วยความคิดทำนองเดียวกันนี้) แล้วผมก็เอนต่อเข้าปริญญาโท สาขารัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า ต่อไป ที่ซึ่ง ผมยุติการศึกษาทางฝ่ายโลกลงเพียงนั้น เนื่องเพราะกระแสแห่งธรรมได้หัน เหวิถีทางชีวิตของผมไปอย่างใหญ่หลวงในระหว่างที่ชีวิตกำลังฝ่าฟันไปท่าม กลางกระแสโลกอันเชี่ยวกรากด้วยกิเลส

 

คราวหน้าผมจะเล่าเรื่องผมกับ หลวงวิจิตรวาทการ ให้ฟังต่อ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 เจ้าภาพประจำเดือน

 

พ.ค.๔๐ : อาจารย์ประทิ่น แก้วจันทรา กับคณะ

มิ.ย.40 : คุณพี่สนิท คุณเสรี ทองตัน กับคณะ

ก.ค.40 : อาจารย์ไพรัชช์ เติมใจ กับคณะ

ส.ค.40 : ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริบาลธุรกิจ ศรีสะเกษ ทำภาชนะบรรจุน้ำสะอาด

ก.ย.40 : นายเติม คงใจดี อุทิศนางนวล คงใจดี ภริยาผู้ล่วงลับ

ต.ค.40 อาจารย์จินตนา จันทร์ส่อง, นายนันทพร ธรรมบุตร กับคู่หมั้น

โปรดสมัครเป็นเจ้าภาพประจำเดือนต่อ ๆ ไป

 

โปรดช่วยกันเผยแผ่ออกไป

สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ

การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 คติประชาธิปไตยสงฆ์

ประชาธิปไตยสงฆ์

ธงชนะฉะนั้นพลิ้วพิไรอยู่ เพื่อนจุ่งดูรู้ฝืนไปชื่นฉ่ำ

ผู้ร่วมงาน

   -พระพยับ ปญฺญาธโร

   -ดร.นันทสาร สีสลับ

   -"โลเกก" แห่ง นสพ.ประชาธิปไตย

   -มหาเก่า เข่าขี้เมี่ยง เซียงบ้านนอก

   ด้วยจิตวิญญาณ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

   หน้าบอกสถานะของเรา

 

วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดภาคอีสาน รายคาบ

วัตถุประสงค์ เพื่อการนำความคิดไปสู่ความดีงาม

ประจำเดือน สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๐

คณะที่ปรึกษา ดร.นันทสาร สีสลับ

                   -กรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและประชาสัมพันธ์ สสร. ศรีสะเกษ

                   -อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

                   -เลขาธิการสมัชชาศิลปวัฒนธรรมไทย

                   -กรรมการอำนวยการ และ เลขานุการองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์ แห่งโลก

 

บรรณาธิการ : พระพยับ ปญฺญาธโร

                   -ปญฺญาธโรภิกฺขุ พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ 3

                   -อดีต ร.อ.พยับ เติมใจ กองบัญชาการทหารสูงสุด สนามเสือป่า

                   -อดีตเจ้าอาวาสวัดโนนน้อย

                   -อดีต รก.เจ้าอาวาสวัดโคกกลาง

                   -อดีตเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ

                   -(อดีต)ผู้จัดการร.ร.พระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาวัดมหาพุทธารามวิทยา

                   -เลขาธิการมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)

 

กองบรรณาธิการ มหาเก่า เข่าขี้เมี่ยง เซียงบ้านนอก

                      -นายแสงทอง มะลิวงษ์

                      -เลขานุการองค์การบริหารส่วนตำบลฮ่องข่า

-ผู้ร่วมอุดมการณ์          โลเกก แห่ง น.ส.พ..ประชาธิปไตย

พิมพ์ที่ :    มูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร) วัดมหาพุทธาราม ถนนขุขันธ์ อำเภอ                       เมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ๓๓๐๐๐

              โทร-โทรสาร : (๐๔๕) ๖๒๒๔๕๕

 

การแจกจ่าย

                           - เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศ

                           -วงการสงฆ์

                           -วงการบริหารบ้านเมือง

                           -หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 คติปกหลัง

 

 

อันใดคือโคตรเพชร                          เผล็ดพลังธรรมรุ่งฉาน

 

กลับทิศผิดทางเนิ่นนาน                     โคตรเพชรจึ่งสาดแสงแรงร้าย

 

เพียงกลับทิศทางให้ถูก                     โลกวิปริตจักพลันหาย

 

เพียงกลับทิศถูกทุกข์ก็คลี่คลาย          สบาย ชุ่มเย็น เป็นคุณ

 

ใครเล่าอาจทำให้ได้                         หากไม่ออกแรงเองหมุน

 

สู่อุปถัมภ์ค้ำจุน                                ประชาราษฎร์ชาติประชาธิปไตย

 

 

 

                                       ปธร.

                                       ปญฺญาธโรภิกฺขุ

 

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เวบไซท์นี้ http://www.newworldbelieve.net มีข้อมูลพื้นฐานจากหนังสือพิมพ์ดี:วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก ออกโดยมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร) มี พระพยับ ปญฺญาธโร เป็นบรรณาธิการ และเป็น webmasterสำนักงานตั้งอยู่ที่ วัดมหาพุทธาราม อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000 ขณะนี้หนังสือพิมพ์ดีมีอายุทำการมา 11 ปีแล้ว มีเรื่องสำคัญคือการวิเคราะห์สังคมทั้งระบบด้วยแนวภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์แห่งตาธรรมะในพระพุทธศาสนาเพื่อนำสังคมไปสู่ความดีงามและรอดปลอดภัยจากสถานการณ์เลวร้ายยุคนี้