ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี แฟ้ม 2
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletThe Truth Of Red Thailand 12-14 April 2009
bulletFrom red shirt survivor person
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
โหราศาสตร์ [updateใหม่สุด]
dot
bullet สารบาญโหราศาสตร์โดยชลัมพุช โหรชนบททุกเรื่อง
bulletบันทึกข้อสังเกตประเด็นสำคัญดวงชะตาประเทศไทยช่วงเดือนส.ค.-พ.ย.2552
bulletดวงชะตาประเทศไทย พยากรณ์ว่าประชาชนจะอดอยากยากจนและเผชิญภับพิบัติ 4 ประการ
bulletให้คำพยากรณ์นักธุรกิจชาวอังกฤษ
bulletอยากรู้เรื่องโหราศาสตร์ คลิก!
bulletดวงชะตาผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตไทย
dot
Buddhism How?
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletประวัติการต่อสู้เพื่อการดับทุกข์ ของพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
บันทึกลับเสื้อแดง
dot
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนท )
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
dot
รายการทั่วไป
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดีเล่มที่52
bulletงดเหล้าเข้าพรรษา
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletศรีสะเกษ
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
dot
ช่องบริการประชาชน
dot
bulletบริการแจ้งของหาย คนหาย สื่อข้อความ หมอผี ฯลฯ
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletดี 25
bulletดี 28
bulletดี 29
bulletดี 26
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่1-3


ดี 28

  

หนังสือพิมพ์ดี (อินเทอเนต)

THE GOOD PAPER

 

WWW.newworldbelieve.com

 

 

 

 

หนังสือพิมพ์ดี : วิเคราะห์ข่าว ในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก

วัตถุประสงค์         เพื่อการนำความคิดไปสู่ความดีงามเพื่อความกลมกลืนแห่งสากลศาสนา

เล่มที่ ๒๘ เดือน   ธันวาคม-มกราคม-กุมภาพันธ์-มีนาคม-เมษายน  ปีที่ ๗ พุทธศักราช๒๕๔๖

 

 

 

บทบรรณาธิการ

 

 

 

 

 

 

 

นี่คือ  หนังสือพิมพ์ดีวิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัด  และสหธรรมิก  ฉบับที่  ๒๘  ประจำเดือน  ธันวาคม  ๒๕๔๕  -  มกราคม-กุมภาพันธ์-มีนาคม-เมษายน  ๒๕๔๖  ฉบับนี้เป็นเล่มที่  ๒๘  และ  ขึ้นปีที่  ๗  ของหนังสือพิมพ์ดี

                                  เราจะบินบินบินและบินไป            สู่ขอบฟ้าสดใสในเบื้องหน้า

                ในหนังสือพิมพ์ดีเล่มที่  28  ฉบับส่งท้ายปีเก่า  พุทธศักราช   2545  และเริ่มศักราชใหม่  พุทธศักราช  2546  นี้  มีปัญหามากมายที่ค้างคาและหนังสือพิมพ์ดีจะต้องวิเคราะห์เป็นราย  ๆ  ไปเรื่องแรกเป็นบทวิเคราะห์พิเศษคือรายงานการสำรวจข้อมูลเรื่อง  พรบ.คณะสงฆ์  ที่หนังสือพิมพ์ดีได้ทำการสำรวจจากผู้อ่านหนังสือพิมพ์ดีทั้งสิ้น  293  คน/รูป  ตามข่าวหนังสือพิมพ์ดีฉบับที่แล้ว  เราได้ทำเป็นบทวิเคราะห์พิเศษและลงไว้ที่หน้า  6              

                และในหน้าบรรณาธิการดีฉบับนี้  เรายังมีเรื่องราวพิเศษที่อยู่นอกกรอบคอลัมภ์ประจำ  ที่ต้องวิเคราะห์ลงในบรรณาธิการหลายเรื่องราวปัญหา  เราได้พูดถึงการโฆษณาสินค้า  บทเพลงประวัติบุคคล  รวมทั้งภาพยนต์  เรื่องการเปิดบ่อนพนัน  และเรายังต้องพูดถึงเรื่องราวต่างประเทศและในที่สุด  เนื่องจากหนังสือพิมพ์ดีฉบับสิ้นปีพุทธศักราช  2545  ก็เป็นเวลาที่เราจะประกาศบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดีเป็นรายการสุดท้ายของบรรณาธิการ  โปรดติดตามตอนต่อไป  ตามลำดับดังนี้

1.การโฆษณาสินค้าที่ปรากฎในจอแก้วระยะนี้  ภาพรวมแล้วดูอนาจารขึ้น  และมีลักษณะโฆษณาเกินความจริงจนเป็นการโฆษณาชวนเชื่อเข้าไปทุกที  มีหลายชิ้นที่โฆษณาเกินความจริงอย่างน่ารังเกียจ  แต่มีชิ้นการโฆษณาที่ทำอย่างหยาบสุกเอาเผากิน  โดยที่ไปเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมอันดีงามของสังคม  ชิ้นหนึ่งคือโฆษณาเครื่องดื่มของมึนเมายี่ห้อหนึ่ง  ลืมกันกับ  เห็นภาพสตรีร่วมในการดื่ม  สิ่งที่ไม่น่าจะถูกต้องก็คือเป็นโฆษณาในเชิงชักจูงให้สตรีและเด็กหันมาดื่มเครื่องดองของเมามากขึ้น  ผู้ทำใดขาดสำนึกอันดีงามในทางสร้างสรรค์วัฒนธรรมสังคมที่เราเคยดีอยู่  นับตั้งแต่การละเว้นการดื่มเครื่องของมึนเมาของคนทั่วไป  เดิมเราเห็นความดีงาม  ความสง่าบริสุทธิ์ของสตรีในเรื่องการงดเว้นการดื่ม  ทำให้ภาพสตรีดูดี  บริสุทธิ์  น่ารักน่าบูชา  โฆษณาชิ้นนี้คือ  ลืมกินกับ  แสดงความกล้าหาญทางอจริยธรรม  ออกหน้าเป็นผู้นำด้านจริยธรรมทรามโดยละเมิดจริยาสังคม  เปิดทางสังคมไปสู่ความเลวร้าย  ดังจะเห็นว่าเพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา  ก็มีโฆษณาอีก2ชิ้นตามมาในลักษณะเดียวกัน  คือภาพชักชวนสตรีและเด็กให้ดื่มเครื่องดองของเมามากยิ่งขึ้น  อันหมายถึงแก่งแย่งลูกค้าระดับเด็กเยาวชนกันแล้ว  มิต่างอะไรกับการขยายตลาดของขบวนการยาเสพติดที่ในที่สุดลงมาถึงเด็กเยาวชนนักเรียนปัจจุบันนี้  และนี่เป็นครั้งแรกที่เห็นการโฆษณาโดยเปิดเผยว่าการที่สตรีและเด็กจะดื่มเครื่องดองของเมาเหล้าเบียร์นั้นไม่ใช่เรื่องที่น่ารังเกียจอีกต่อไป  น่าคำนึงถึงผลร้ายจะออกมาเหมือนยาเสพติดที่ต้องปราบปรามด้วยมาตรการหนักภายหลัง  การทำชิ้นงานโฆษณาเช่นนี้ผู้ทำโฆษณาน่าจะมีวิสัยทัศน์  กว้างไกล  มีสำนึกความรับผิดชอบที่สูงส่งและมีความรอบคอบมองรอบด้านไปกว่าชิ้นโฆษณาธรรมดา  ๆ  ทางที่ถูกที่จะได้รับความนิยมชมชื่นก็โดยสร้างภาพโฆษณาแฝง  ซึ่งก็มีหลายชิ้นการโฆษณาทุกวันนี้ที่เขามีความ สามารถทำได้  อย่างน่าชื่นชมในวิสัยทัศน์และสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคมของเขา  เช่นโฆษณา  ทีพีไอ.  ที่เทิดทูนความเป็นชาตินิยม  และยังมีอีกหลายชิ้นงานโฆษณาที่ทำแผงโดยเอาวัฒนธรรมท้องถิ่นกับศาสนาร่วมในความหมายได้อย่างมีศิลปะและภาพที่ออกมาได้เชิดชูวัฒนธรรมบางอย่างเป็นการชดเชยด้วย

โฆษณาครีมบำรุงผิวยี่ห้อหนึ่ง  ที่แสดงความเห็นแก่ตัวจัดและไม่เป็นธรรม  มีการเปรียบเทียบระหว่างผิวขาวกับผิวคล้ำ  สิ่งที่น่าจะไม่ถูกต้องก็คือ  การสะท้อนความคิดเหยียดผิวและดูถูกเชื้อชาติ  เพราะภาพที่ทำออกมาเป็นภาพหญิงแฝดนุ่งกระโปรงบานสั้น  ๆ  ผ้าเบา  ๆ  บาง ๆ  ชะเวิบชะวาบ  สะท้อนผิวขาว  กับภาพนุ่งผ้าถุงยาว  คลุมน่องคล้ายๆส่าหรี  มีแหวนร้อยจมูกที่สะท้อนผิวดำคล้ำ  ทำให้เห็นความไม่เป็นธรรมดังกล่าว  การทำโฆษณาเปรียบเทียบเช่นนี้  ควรรตั้งอยู่ด้วยสำนึกของวิญญูชนที่ว่า  ผิวขาวผิวคล้ำก็มีความเป็นคนเหมือนกัน  ภาพที่มีความหมายใกล้ๆ  เชิงเหยียดหยามดูถูกทางผิวเช่นนี้ ไม่น่ามีขึ้นด้วยประการใดใดในสังคมไทยที่มีอิสรภาพนี้

การโฆษณาสินค้าที่เอากามมาประกอบดึงดูดสันดานใฝ่ต่ำของคน  ก็ปรากฎมากขึ้นในจอแก้ว  ทั้งชิ้นโฆษณาสินค้าโดยตรงและทั้งในรายงานข่าวบันเทิงของโทรทัศน์  ดูเหมือนเจตนาของเจ้าของรายการพยายามเน้นกามมาสู่จอแก้วมากขึ้น  ด้วยเหตุผลในด้านบันเทิง  อย่างไรก็ตามข่าวที่ขึ้นชื่อว่า  ศิลปวัฒนธรรมก็พลอยให้ความหมายทางกามตามไปด้วย  โดยไม่พยายามทำความหมายและเป้าหมายงานของตนคือศิลปวัฒนธรรมอย่างไร  จนแม้กระทั่งรายการทางวิชาการ  หรือรายการของมหาวิทยาลัย  วิทยาลัยที่ครู  อาจารย์  ที่มีตำแหน่งทางการศึกษา  ก็เอากามมาด้วย   จนกระทั่งภาพคนกอดจูบสัมผัสเสียดสีกันในโฆษณาสินค้า  เหมือนจะแข่งแย่งทำภาพชนิดนี้กันถี่ขึ้นเรื่อย  ๆ  จนดูเกลื่อนในจอโทรทัศน์  ภาพการสัมพันธ์เชิงเพศชายหญิงชัดเจนขึ้นทุกวันๆ  ที่ถูกควรคิดว่ากามไม่ควรเป็นค่านิยมของสังคมไทย  เพราะมีตัวอย่างในสังคมอื่นมาแล้ว  จึงไม่ควรลืมสติพิจารณาสิ่งที่ควรและไม่ควร  ไม่ควรพากันเดินไปตามขั้นตอนวิวัฒนาการที่สังคมตะวันตกและอเมริกาผ่านมาก่อน  แต่ควรลัดตัดตอนมาสู่ยุคใหม่ที่คนตะวันตกและอเมริกันเริ่มเห็นความไร้สาระของกามของเซ็กส์มากยิ่งขึ้นแล้ว  ขณะนี้สังคมตะวันตกและอเมริกันกำลังจะขึ้นจากหลุมแห่งความหมกมุ่นฟอนเฟะ  แต่สังคมไทยที่ทำท่าว่าเดินตามรอยเขาไปจนถึงปากหลุม  เมื่อพบหลุมแห่งหมกมุ่นฟอนเฟะ  ก็น่าจะเสี่ยงลัดไปเสีย  ไม่ใช่ไปลงหลุมแทนเขา  เราลัดไปสมทบกับเขาที่ฟากปากหลุมด้านหนึ่งน่าจะดีกว่า  สังคมเราจึงควรฉลาดในการเลือกให้มาขึ้น

นอกจากโฆษณาสินค้า  ก็มีละครไทยทางโทรทัศน์  ซึ่งประเด็นคือภูมิปัญญานักประพันธ์ไทย  ที่ประพันธ์แต่ละเรื่องขึ้นมาค่อนข้างอ่อนในเหตุผลจนแทบกล่าวได้ว่า  ไร้การพัฒนาการทางวิชาการด้านนี้  ละครแทบทุกเรื่องพยายามเอาเรื่องเซกส์มาเดินเรื่องอย่างไร้เหตุผล  สร้างความป่าเถื่อนสะใจขึ้นมาในเรื่องอย่างไร้เหตุผล  ความร่ำรวยมั่งคั่งทางอาชีพอย่างไร้เหตุผล  ความเขลาเบาปัญญาของผู้เป็นพ่อแม่อย่างไร้เหตุผล  ความฉลาดของคนใช้อย่างไร้เหตุผล  ความดื้อดึงเกเรของลูกๆอย่างไร้เหตุผล  ฯลฯ  (เวลานักประพันธ์พูดถึงจำนวนเงิน  นักประพันธพูดถึงเงินเป็นล้าน  ๆ  บาทอย่างไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง  โดยเพียงต้องการสมมติให้ตัวละครเป็นคนมั่งมีเท่านั้น  ไม่คำนึงว่าความเป็นคนมั่งมีจะต้องมีความสัมพันธ์กับบุคคลิกภาพและคุณสมบัติคุณธรรมความสามารถอะไรบ้าง)  เหตุไม่สัมพันธ์กับผลเช่นนี้ทุกเรื่องราวเป็นเพราะความสามารถทางวิชาการของนักประพันธ์ไม่เพียงพอสำหรับยุคใหม่  วันนี้นักประพันธ์ไทยทำแค่สมมติ  แต่เป็นการสมมติอย่างไร้เหตุผลซึ่งเป็นปัญหาเชิงภูมิปัญญาอีกด้านหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งของภูมิปัญญาของชาติของสังคมไทยขณะนั้น  เป็นเรื่องใหญ่  และลึกซึ้งที่ท้าทายการพัฒนาสร้างสรรค์ทางด้านนี้ต่อไป

โฆษณาอีกประการหนึ่งคือโฆษณาตลก  และการแสดงตลก  ที่ทำให้ภาพหน้าจอโทรทัศน์ดูรก  ๆ  ค่อนข้างไร้ระเบียบ  และสกปรก  เพราะตลกแต่ละคณะแต่ละคนดูไม่ค่อยสุภาพ  โดยบทบาทการแสดงที่สับสนไม่ลงตัว  เอาคนที่ไม่ค่อยสุภาพมาออกจอโทรทัศน์  ซึ่งคงเป็นผลของการจัดระเบียบสังคมของมหาดไทย  คนที่เคยแสดงตามบาร์  เทค  ไนท์คลับ  อันเป็นสถานที่ๆคับแคบ  ที่หลบมุนซุกซ่อน  ที่เป็นที่เฉพาะ  ๆ  หลุดมาเข้าจอโทรทัศน์  ซึ่งเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่เปิดกว้าง  จึงต้องคำนึงว่าคนดูโทรทัศน์มีหลายหลากรสนิยมกว่าคนในบาร์  เทก  แคบ  ๆ  ที่ตนคุ้นเคย  เหมือน  ๆ  กับนักร้องลูกทุ่งก็นับวันเตลิดไปในทางทะลึ่งหยาบไม่สุภาพ  และเด็กนักเรียนที่ยกชั้นมาชมรายการใด  และในระยะหลังๆก็เกิดวัฒนธรรมกรีด  แล้วคอยกรีดให้พวกตลกนี้  ทั้ง  ๆ  ที่ไร้เหตุผลที่ควรกรีด  ยิ่งทำให้เกิดเสียงที่ไม่สบายหูผ่านจอออกมา  เป็นผลเสียไปอีกด้านหนึ่งต่อไป

มีเพลงลูกทุ่งอัลบั้มหนึ่งที่ขาดความเป็นสุภาพชนไปโดยสิ้นเชิง  ก็คืออัลบั้มชุด  สงสารน้องเมีย  เพลงที่เอามาโฆษณาก็คือ  หลอยอยู่หลอยกิน  ผู้ขับร้องคือ  เฉลิมพล  มาลาคำ  (รายการลูกทุ่งบันเทิง  ไอทีวี  21  ก.พ.  4614.30  น.)  เนื้อเพลงเป็นมากกว่าคำว่า  ไม่สุภาพ  หรือคำว่า  หยาบคาย  แต่ไร้วัฒนธรรมไปเลยทีเดียว  ชื่อเพลง  หลอยอยู่หลอยกิน  ซึ่งเฉพาะชื่อเพลงเมื่อแปลเป็นไทยกลางว่า  แอบๆไปร่วมรักกับเมียน้อยวัยรุ่นเวลาเมียหลวงเผลอ  ก็เห็นอยู่ว่าไม่สุภาพ  แล้วเนื้อเพลงก็เล่าความโทรม  ความชราภาพของเมียหลวงอย่างหมิ่นแคลนเหยียดหยาม  แล้วมีคำร้องที่ไม่เหมาะสมตั้งแต่เริ่มวรรคแรกของบทเพลงไปจนถึงวรรคสุดท้าย  เอามาด่าว่าเล่นอย่างคะนองปาก  เช่น  อีเฒา  อีแก่  อีเฒ่าโตงเตง  หมากโต่งเหล่งมันยานย่นเหียวเฉา  แก้มบ่หอมเต่งตึงคือของเมียน้อย  หลอยอีแก่ไปนอนกอดเจ้า  สิ่งที่ไม่ถูกต้องคือ  การมองค่าความเป็นคนอยู่ที่ไหน  คำว่าเมียเป็นคำสากล  มีความชอบธรรมยอย่างไรจึงเอาเรื่องเมียคนหนึ่ง  ซึ่งเป็นผู้หญิงคนหนึ่งมาด่าว่าเล่นได้อย่างคะน่องปากต่อสาธารณชนเช่นนี้  จะอ้างได้อย่างไรว่าด่าเมียตนเอง  และเนื้อเพลงอันเป็นภาษาที่ซ่อนแฝงก็ยิ่งกว่าคำว่า  ไม่สุภาพ  แต่หยาบคายไปเลยทีเดียว  ประโยคที่ว่า  จะไปนอนกอดนอนคั้นทั้งวันทั้งคืน  คำว่า  นอนคั้น  ซึ่งแปลว่า  บีบคลำอย่างแรง  ๆ  สะใจ  สะท้อนความหมายเชิงเปรียบเทียบ  ระหว่าเมียน้อยกับเมียหลวง  ว่าของเมียน้อนเต่งตึง  ของเมียหลวงหย่อนยานโตงเตง  อะไรจะสนุกกว่า  จึงสะท้อนความหมายของภาษาที่หยาบคายมาก  เพลงอื่นในอัลบั้มเดียวกัน  ฟังชื่อเพลงก็เห็นแล้วว่าออกมาคล้ายกัน  ๆ  แม้แต่ชื่ออัลบั้มเพลงเองที่ชื่อว่า  สงสารเมียน้อย  ที่บ่นถึงรสนิยม  เฉียด  ๆ  อนารยธรรมของนักร้องผู้นี้  และแท้จริงอัลบั้มเพลงชุดนี้น่าจะเข้าข่ายดูหมิ่นผู้อื่นตามกฎหมายอาญา  ถ้าเป็นคดีก็เป็นเรื่องที่น่าสมเพซ  แต่ก็สาสมอยู่

โฆษณาเบียร์ไทย  ตั้งแต่  คนไทยหรือเปล่า  เสียงดังและนานกว่าจะจบลงที่ประโยคว่า  เบียร์คนไทยทำเอง  ก็  หนวกหูจริง  ๆ  เหมือนโฆษณาแบตเตอรี่ยี่ห้อหนึ่ง  ทางวิทยุสมัยประมาณ  30-40  ปีก่อน  เอาเสียงเข้าว่า  พอมาต้องรีบบิดหนีไปสถานีอื่น  ขณะนี้ก็ต้องรีบกดไปช่องอื่นเสียเพราะหนวกหู  ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเลื่อกเทคนิกการโฆษณาแบบไดเมนชั่นเดียว  ในเมื่อโทรทัศน์ต้องผสมผสานหลายไดเมนชั่น  ผิดยุคไปหน่อย

การโฆษณา  เรื่องของกู  ของหลวงพ่อคูณ  โดยท่านเองเป็นพรีเซ็นเตอร์  เราเห็นว่าเมื่อปรากฏออกมาสู่สาธาณะชนๆอย่างเราก็มีสิทธิ์โดยสมบูรณ์ที่จะกล่าวถึง  ในฐานะการโฆษณาชิ้นหนึ่ง  สิ่งที่น่าสังเกตจากการชมเรื่องจริงในซีดี  2  แผ่นแล้วก็คือการทำประวัติไม่ได้ตอบคำถามว่าทำขึ้นมาทำไม?  เพื่อโฆษณาหรือเผยแพร่อะไรในเมื่อเรื่องราวทั้งหมดล้วนแต่บอกความบกพร่องแห่งชีวิตของเจ้าของประวัติทั้งสิ้น  เห็นโดยชัดเจนตั้งแต่วัยเด็กว่าเจ้าของประวัติเป็นเด็กปัญญาอ่อน  อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้  แม้การประถมศึกษา  ชั้นประถม  ก.กา  ก็เรียนไม่จบเช่นนี้แล้วจะควรแก่การโอ้อวดได้อย่างไรจะเป็นแบบอย่างแก่เด็กและเยาวชนอย่างไร?  ประวัติตอนเป็นหนุ่มวัยรุ่น  ก็ยังบอกว่าปัญญาอ่อนต่อไปอีก  ในเมื่ออยากเป็นหมอลำไปสมัครเรียนกับครูหมอลำที่โคราช  แล้วก็เรียนไม่จบอีก  หัวคิดความจดความจำใช้ไม่ได้  เช่นนี้  จะเอาอวดอย่างไรแล้วก็ยังอุตส่าห์นำเรื่องพิเรน  ๆ  ของตนตอนอุตริแก้ผ้าอาบน้ำอวดเครื่องหมายทางเพศให้ผู้หญิงดูอีก  เช่นนี้ก็อุตส่าห์ทำออกมา  โดยไม่มีคำตอบว่า  ทำออกมาทำไม  เพื่อจะอวดความดีอะไร?  เรื่องฐานะของเจ้าของประวัติครั้งเป็นฆราวาสก็ไม่น่าชื่นชมอะไร  เพราะประสบปัญหาครอบครัวแตกตั้งแต่เด็ก  ๆ  ก็แสดงว่าเกิดมารับกรรมบาปเพราะบุญเก่าไม่มีบุญใหม่ก็ไม่ได้สร้าง พอไปชอบผู้หญิงเข้าก็เป็นปมด้อยของตัวเอง  รักผู้หญิงแต่ก็พูดจาไม่เป็น  ไม่รู้ภาษาสุภาพชน  ไม่รู้คำสรรพนามที่สุภาพ  พูด  ผม  คุณ  ไม่เป็น  มีแต่  กู  กับ  มึง  อย่างนี้ผู้หญิงเขาก็อายไม่กล้าไปพูดด้วย  เขากลัวพาไปในงานสังคมแล้วจะอับอายสังคมเขา  เช่นนี้จะเป็นตัวอย่างทางวัฒนธรรมได้อย่างไรในเรื่องการประกอบอาชีพ  ประวัติก็บอกชัดอีกว่าไปทำมาหากินอะไรก็ไม่เป็น  แม้กระทั่งทำนาอาชีพพื้น  ๆ  ของชาวบ้านก็ยังทำไม่เป็น  แล้วยังเอาเรื่องที่น่าอดสูอับอายมาอวด  คือผู้หญิงเขาลองใจให้ไปวิดน้ำเข้านาแล้วทำมายา  ทำเป็นจมน้ำให้ผู้หญิงเขามาอุ้มขึ้นใช้ลูกไม่ตื้น  ๆ  แค่นี้ผู้หญิงก็ดูออก  เขาก็ดูหมิ่นเอา  ทำไม่ได้ก็ไปบวชเสียไป๊ ก็เลย จำใจจำลาโลกที่ผิดหวังไปบวช  เพราะลูกผู้ชายไม่มีอะไรเสื่อมเสียหายไร้เกียรติยิ่งไปกว่าถ้าถูกอิสตรีหมิ่นแคลน  นี่เป็นคติทางโลกเขา  ฉะนั้นประวัติตอนเป็นฆราวาสก็ดูไม่มีอะไรเป็นแบบอย่างน่าชื่นชมของชีวิต  แล้วทำออกมาอวดอะไรถ้าไม่ใช่อวดความฝิดหวังเศร้าโศกของตนแต่ประวัติส่วนตัวหรือฆราวาสนี้  เป็นส่วนที่คนทั่วไปพอจะเข้าใจสามารถวิเคราะห์อะไรเป็นอะไรได้แต่ส่วนที่คนทั่วไปยากจะเข้าใจ  ก็คือประวัตินับตั้งแต่ออกบวชเป็นต้นไปถึงตอนไปเดินป่า  ประวัติการศึกษาตอนบวช  ก็ไม่บอกเลยว่ามีความดีความเด่นในการศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างไร  ในเมื่อภาพที่ออกมาเป็นภาพของคนอ่อนความคิดสติปัญญาการศึกษาอยู่เหมือนเดิม  ไม่บอกว่าเรียนหลักสูตรนักธรรมหรือเปรียญธรรมอย่างไรหรือแม้ภาพการศึกษาด้วยตนเองหัดเรียนเขียนอ่าน  เป็นนักอ่านอย่างไรไม่ปรากฏ  ภาพการหัดจาร  นะ  โม  พุทธ  ธา  ยะ  อักขระขอมในแผ่นกระดานชะนวนแบบนี้มิใช่การศึกษาในระบบสงฆ์ไทย  แต่เป็นการศึกษาตามแบบครูอาจารย์แต่ละสำนักที่ท่านเรียกมาแต่เดิมว่า  ลัทธิอาจารย์  ที่เห็นนี้เป็นกุมัคคปฏิบัติคือกระเดียด  ๆ  ไปในทางลามกอนาจารไสยศาสตร์  ไม่ตรงตามหลักไตรสิกขาสัมมาปฏิบัติทางมรรคผลที่แท้จริง  หากไม่เข้าใจความหมายในเชิงอักษรศาสตร์  ก็จะกลับเข้าใจในไปในทางไสยศาสตร์หมด  อันเป็นเหตุให้ได้นิสัยผิด  และเข้าใจความหมายของพระสัทธรรมชั้นสูงคือ  ภาวนา  ธุดงค์  หรือ  วิปัสนากรรมฐานผิดมาตั้งแต่ต้น  จากนี้ไปก็เป็นประวัติตอนเดินป่า  ตอนนี้ขาดคำอธิบายหรือขาดการเผยแพร่ที่ชัดเจนไปทุกเรื่อง  ไม่สามารถตอบคำถามได้ว่า  เวลาเดินป่าแล้วท่านไปทำอะไร  กริยาหรือกรรมที่ปฏิบัติมีความอธิบายว่าอย่างไรตามหลักธรรมในพระพุทธศาสตร์ก็ไม่มีคำอธิบายทั้งสิ้น  เริ่มตั้งแต่ตอนไปนั่งในป่าช้าน่ามีคำอธิบายว่าทำอะไรตรงหลักปริยัติศาสนาว่าอะไร?  ต่างจากหมอผีที่ไปปลุกผีในโลงออกมาลนน้ำมันพราย  ไปทำนวดทำเสน่ห์กลทางไสยศาสตร์อย่างไร?  ทางพุทธธรรมหลักแก่นพระสงฆ์มีแนวปฏิบัติในเรื่องอสุภอย่างไรไม่มีการอธิบายทั้งสิ้น  ดูจงใจจะอวดอุตตริมนุสสธรรมกลาย  ๆ  โดยทำเป็นอมภูมิทั้ง  ๆ  ที่ไม่มีภูมิอยู่เลย  ซึ่งเป็นเหตุให้คนทั้งหลายเข้าใจเรื่องการปฏิบัติธรรมกรรมฐานผิดไปหลงเชื่อทางผิดอย่างงมงาย  เป็นการปั้นแต่งเรื่องที่มีประมาณน้อยให้เป็นเรื่องมีประมาณมาก  ทำให้คนเข้าใจไขว้เขวไปในเรื่องไร้สาระไร้แก่นแห่งพุทธรรมแท้  ๆ  ว่าเต็มไปด้วยสาระแก่นสารแห่งพระพุทธรรม  เรื่องที่เล่าแต่ละเรื่องขณะเดินป่า  ก็ล้วนเป็นเรื่องบิดเบือน  ซ่อนเงื่อนโกหกพกลม  แต่งเรื่องที่ไม่เป็นสาระให้เป็นเรื่องมีสาระ  เช่น  เล่าว่าได้กำหราบปราบเสือใหญ่ด้วยเวทย์มนต์จนเสือใหญ่ยอมเดินตามไปเป็นลูกศิษย์  เรื่องเสกใบไม้ใส่ลงไปในบาตรกลายเป็นอาหาร  เรื่องเสกคนตายให้ฟื้นในป่าทุ่งในหิน  สาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว  ไม่มีคำอธิบายในเชิงธรรมะ  ไม่แสดงพยานบุคคล  เอกสาร  สถานที่ทั้งสิ้น  การทำให้ภาพพูดเองในทำนองว่าตนเป็นผู้วิเศษสามารถเสกมนต์ช่วยคนตายให้เป็นขึ้นมาได้เช่นนี้  ก็เคยมีตัวอย่างมามากแล้ว  เช่นกรณีกบฏผีบุญโคราช  ยุคต้นรัตนโกสสินทร์นั่นเอง  จนต้องร้อนถึงกองทัพหลวงยกมาปราบแผ่นดินจึงราบคาบไป  เรื่องโฆษณาพระเครื่อง  การจัดฉากถ่ายทำเหตุการณ์โรงงานทอผ้าถล่มที่นครราชสีมาใน  3-4  ปีก่อน  ซึ่งมีคนตายคนเจ็บนับร้อย  ๆ  คน  เป็นการฉกฉวยโอกาสมาทำการโฆษณาโอ้อวดตัวอย่างน่ารังเกียจ  การสร้างภาพขึ้นว่าหลวงพ่อรูปหนึ่งเข้าโปรดประชาชนถึงบริเวณตึกถล่ม  แล้วคนหลาย  ๆ  คนที่รอดตายต่างเข้ามากราบเท้าหลวงพ่อรูปนั้นและออกคำพูดสรรเสริญยิ่งใหญ่ว่า  เป็นเพราะได้บารมีพระเครื่องของหลวงพ่อรูปนั้นคุ้มครองอยู่จึงรอดชีวิตนั้น  เป็นความไม่ชอบธรรมอย่างยิ่ง  ผู้มีจิตใจสูงส่งจริง  ๆ  จะไม่คิดฉกฉวยโอกาสอย่างนั้นเลย  เพราะนอกจากไม่มีค่าควรแก่การอวดแล้ว  ยังบ่งถึงอาจาระและจริยาที่ไม่เหมาะสมของผู้เป็นพระสังฆาธิการตามกฎหมายคณะสงฆ์  ฉะนั้น  เมื่อจบลง  ก็เห็นว่าเรื่องราวในซีดี  2  แผ่นนี้ไม่ได้บอกสาระสำคัญของชิวิตใดเลย  ไม่มีตอนไหนเลยที่บอกว่าเจ้าของประวัตินี้มีความรู้อะไร  ไม่ว่าทั้งทางโลก  และทางธรรม  แต่กลับบอกสติปัญญาที่อ่อนด้อยของเจ้าของประวัติตั้งแต่ต้นจนจบ  จึง  ไม่สามารถตอบคำถามได้ว่าทำออกมาเพื่ออวดอะไร?  นอกจากยังมลทินความเสื่อมทางจิตมาสู่ตัวเองภายแก่ชราภาพอย่างน่าเสียดาย

โฆษณาภาพยนต์เรื่องอโศกมหาราช  (An  emperor  who  spread  the  message  of  Buddha  across  the  world)  ปรากฏในรายการข่าวบันเทิงโทรทัศน์ทุกช่อง  ปลายปี  2545  นับว่าเป็นโฆษณาแห่งปี  พ.ศ.2545  โดยแท้จริง  เพราะเนื้อหาการโฆษณามิได้เป็นการโอ้อวดเลย  แต่ตรงกับคุณภาพจริงในภาพยนต์ทุกอย่าง  อโศกมหาราช  เป็นภาพยนต์ที่สะท้อนความเป็นพุทธได้ค่อนข้างสมบูรณ์  ศิลปความรู้วิทยาการทางการทำภาพยนต์ของอินเดียเห็นได้ว่าทันสมัยยิ่งใหญ่และระดมมาทั้งหมดทั้งสิ้นเพื่อสร้างอโศกมหาราช  โดยศิลปความรู้วิทยาการนั้นปรากฏออกมาไม่แพ้ฝีมือใด  ๆ  ในโลก  ระบบเสียงในอโศกมหาราชที่สร้างความโศกสะเทือนใจ  ความรักความดีใจ  ความเป็นมิตรสหาย  ความใฝ่ห่วงหาซึ่งกันและกันระหว่างพี่น้อง  รวมทั้งอารมณ์หลากหลายชนิดแม้กระทั่งความโกรธแค้นดั่งพายุ  ทำได้อย่างมีเสน่ห์น่าลุ่มหลง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบำและบทเพลงในอโศกมหาราช  เพียงดังตั้งใจให้เสริมความเด่นความยิ่งใหญ่ของภาพยนต์เรื่องอโศกมหาราชโดยแท้จริง  ภาพสาวน้อยหมุนตัวตบตะโพกไปตามจังหวะการร่ายรำ  เป็นภาพเอกลักษณ์ที่เยี่ยมยอดที่สุดที่ไม่อาจมีใครทำได้เหมือนแห่งยุค  และซ้ำบ่งบอกไปถึงวัฒนธรรมเก่าแก่โบราณและศิลปะการร้องและเต้นรำที่ล้ำเลิศทันสมัยระดับทีนักเต้นอเมริกันต้องเอาเป็นแบบเป็นครูเลยทีเดียว  เสียงอันไพเราะของบทเพลงอินเดียเหมือนเสียงธรรมชาติชนิดหนึ่ง  คล้ายระดับเสียงของธนูว่าวทางภาคอีสาณไทยที่ขึ้นไปสูงสุดแล้วหล่นลงมา  เหมือนใบไม้ร่วง  เย็นสงัดชัดเจนเหมือนเข็มตกลงบนแผ่นโลหะ  แบบนี้แหละที่ไมเคิล  แจ็กสันซุ่มศึกษาและเลียนแบบไม่สำเร็จ  อโศกมหาราชทั้งเรื่องถูกร้องกรองขึ้นมาอย่างเป็นมหากาพย์อันไพเราะเสนาะโสต  ได้เห็นความงามของสตรีชาวพุทธ  ที่งามเยือกเย็น  ชดช้อย  เปี่ยมไปด้วยเมตตาจิต  โดยบทบาทของพระนางเทวี  ผู้ให้กำเนิดฝาแฝด  คือพระราชโอรสมหินทราและพระราชธิดาสังหมิตรา  ทุกภาพความเคลื่อนไหวมีความหมายมีคุณค่า  แม้กระทั่งภาพช้างศึกที่ยืนโดดเดี่ยวอยู่ขอบสนามรบก็พลอยสะท้อนความเศร้าโศกเมื่อกลิงคะเจ้านายของมันพ่ายแพ้สงครามลงอย่างยับเยินให้แก่มคธ  เขาสมารถสร้างภาพสุดซาบซึ้งขึ้นมาในระหว่างสงครามและความรัก  ภาพเจ้าหญิงแสนสวยมือซ้ายกำด้ามกริชและพันไว้ด้วยเชือกอย่างเหนียวแน่นเพื่อป้องกันมิให้อาวุธหลุดจากมือ  ไม่หมายจะจะถอยหลังให้แกศัตรูขนาดใดตราบตายลงกลางสนามรบ  อีกข้างถือดาบยาวโง้งคมกริบฝ่าฟันไปกลางพลทหารข้าศึกเพื่อเผชิญหน้ากับจอมอำมหิตอโศกหมายเผด็จศึกแบบนเรศวรชนช้าง  แต่ไปถึงกลับเป็นปาวันชายคนรักที่ตามหามาชั่วชีวิต  เสียงที่เรียกคนรักให้วางอาวุธก้องกลางสนามรบ  เป็นความซาบซึ้ง  สุดยอดแห่งความสะเทือนใจ  เมื่อปาวันผู้สอนเพลงดาบให้เธอ  ขณะนั้นไม่อาจมีอะไรหยุดได้เสียแล้ว  เหมือนจะบอกวาตัวทฤษฎีเพลงดาบที่ว่า  ถือดาบอย่างนุ่มนวล  รับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกายและจิตวิญญาณ  ไม่กลัว  ไม่ลังเล  ไม่รู้สึกเป็นไม่รู้สึกตาย  ตาอย่ากระพริบให้ข้าศึก  เมื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริงภาพจะออกมาอย่างไร  และนั่นคือภาพของ  ราชัก  ข่าน  ที่สวมบทบาทของอโศกมหาราช  จอมทัพนักรบอย่างน่าชื่นชมสมศักดิ์ศรี  และนี่คือผลงานของนักสร้างภาพยนต์ระดับไหน  เรารู้สึกของคุณที่ผู้สร้าง  ๆ  ภาพยนต์เรื่องอโศกมหาราชได้อย่างยิ่งใหญ่และทุ่มสุดฝีมือจงใจให้เป็นการพิเศษ  หาที่ติมิได้น่าที่อินเดียจะสร้างภาพยนต์ในแนวทางฟื้นฟูพระพุทธศาสนาขึ้นมาให้มากขึ้น  เพื่ออินเดียเองได้ชื่นชมว่าพระพุทธศาสนากับอินเดียเป็นของคู่กัน  และสิ่งที่ชาวโลกจะได้ชื่นชมด้วยก็คือศิลปการร้องการรำของอินเดียที่เราขอยกย่องว่า  ถึงระดับบรมครูของศิลปินทั้งหลายในโลกนี้

2.เรื่องการเปิดบ่อนการพนัน  เราเห็นว่าไม่น่าจะพิจารณาว่าเหมาะว่าควรแต่อย่างใด  เพราะงานวิจัยของคณะอาจารย์มหาวิทยาลัยจุฬาฯ  เป็นเพียงงานวิจัยด้านเดียว  เป็นการวิจัยที่บกพร่องไม่สมบูรณ์พอที่จะใช้ตัดสินใจได้  ควรจะได้ทำการวิจัยเพิ่มเติมในส่วนที่เป็นด้านลบของบ่อนการพนันหรือส่วนที่อาจจะประเมินผลในเชิงการเปรียบเทียบ  มาเปรียบเทียบกันเสียก่อน  การประเมินคุณค่าไม่ควรมองเงินด้านเดียว  ควรประเมินด้านจิตใจด้านคุณธรรมด้วยอย่างขาดเสียมิได้เพราะสิ่งที่รัฐบาลน่าคำนึงที่สุดก็คือ  การกู้ชาติหมายถึงการกู้ธรรมะ  ด้วยจึงจะเป็นบทบาทผู้นำระดับยิ่งใหญ่สมบูรณ์  ที่ควรจารึกประวัติศาสตร์ของประเทศอย่างไร้มลทิน

3. การเมืองภายในประเทศ  ประชาธิปไตยกับการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่  อาทิตย์

อุไรรัตน์  อาจเป็นเครื่องหมายที่น่ามีความหวังระยะยาว  ว่าเป็นแนวทางที่ประชาธิปไตยจะขึ้นจากหล่มจมปลักอยู่  คือปลักแห่งจารีตประเพณีอันยาวนาน  ที่ทรงคุณแก่ประชาธิไตยเองมาระยะหนึ่ง

  แต่บัดนี้จำเป็นต้องขึ้นมาจากหล่มนี้  คือความฝังใจในหลักกฎหมายมากจนกลายเป็นซับบอร์ติเนตแห่งกฎหมายนั้น  บัดนี้ถือว่าเป็นตัวถ่วง  ผลเสียก็คือขาดการสร้างสรรค์อย่างสิ้นเชิง  ประชาธิปไตยยังคงแนบแน่นกับความเป็นนักกฎหมาย  เป็นทนายแก้ต่าง  มากกว่าความเป็นนักการเมือง  เห็นได้จากการเปิดอภิปรายในสภาคราวหลังสุดนี่เอง  (13  มีค.  46)  กรณีการปราบปรามยาบ้า  ประชาธิปัตย์ก็ยังไม่ยอมมองปัญหาอย่างเป็นสากล  ภาษาที่  ส.ส.ประชาธิปัตย์  นายถาวร  เสเนียม  พูดว่า  สร้างภาพ  และ  สั่งฆ่าประชาชน  นั้น  บอกไปถึงคุณภาพดังกล่าว  คือเป็นบทบาทของทนายแก้ต่างแทนขบวนการยาบ้า  มากกว่าเป็นนักการเมือง  นักการเมืองที่ควรกับบทบาทของนักการเมืองควรมีคำว่า  ความคิดสร้างสรรค์  และ  มองการณ์ไกล  กำกับอยู่

                4.  การต่างประเทศ   เหตุการณ์จลาจลของชาวกัมพูชาที่จุดชนวนด้วยดาราภาพยนตร์สาวไทย  สุวนันท์  คงยิ่ง  จากความเข้าใจผิด  แล้วลามไปเป็นกรณีระหว่างประเทศ  มีการก่อการร้ายเผาสถานทูตไทยวอดวายเป็นเถ้าถ่านเมื่อ  29  มกราคม  2546  นั้น  เกิดขึ้นได้อย่างไรเพราะเหตุใดก็ตามแต่  บัดนี้น่าจะมาคำนึงว่าไทยเราทุกสถาบัน  เมื่อพูดถึงกัมพูชา  ลาว  พม่า  เวียดนาม  เรามักมีคำติดปากเสมอว่า  บ้านพี่เมืองน้อง  บัดนี้  ระวัง!  น่าจะเป็นการพิสูจน์คำพูดประโยคนั้นให้ปรากฎว่าเป็นคำพูดจริงอีกสักครั้งนั่นคือ  ความเป็นบ้านพี่เมืองน้อง  ในทางรูปธรรมควรจะออกมาอย่างไร  และในส่วนของสถาบันการศาสนาที่มองด้วยสายตาบ้านพี่เมืองน้องเช่นเดียวกันนี้  น่าจะ  ได้ข้อคิดในการแบ่งส่วนราชการในสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติว่ามีความจำเป็นเพียงไร  ที่ต้องมีการเตรียมการส่วนงานเกี่ยวกับการติดต่อประสานสถานการณ์  และการเผยแพร่ในต่างประเทศ  การสัมพันธ์พระพุทธศาสนากับประเทศบ้านพี่เมืองน้อง  และประเทศอื่น ๆ   ทั่วโลก  และในด้านการสื่อสาร   จำเป็นเพียงใดต้องเตรียมบุคคลากร  ผู้รู้ภาษาต่างปรเทศไว้อย่างครบถ้วนแทบทุกภาษาในโลกไว้  ณ  สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  เพื่องานใหญ่ของการเผยแพร่พุทธศาสนาจะได้เริ่มขยับออกนอกตัวไปไกลเป็นสากล

                สหรัฐอเมริกา-อิรัค  สงครามกำลังมีเค้าเข้าสู่ความแตกหัก  อเมริกาต้องบุกอิรัคอย่างแน่นอน  เมื่อ  57  %  ของชาวอเมริกันหนุนหลังอยู่  และพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลกลับสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างเหนียวแน่น  แต่สิ่งที่เป็นเป้าหมายของสหรัฐอเมริกาจริงๆก็คือ  อุสมา  บิน  ลาเดน  ผู้กบดาลเงียบกริบว่าเขาอยู่ที่ไหน  การที่สหรัฐอเมริกาค่อย  ๆ  ขยับการรุกเข้าไปอย่างช้า  ๆ  ทีละก้าว  ๆ  มีจังหวะสม่ำเสมอรอบคอบนั้น  มิต่างอะไรกับการเดินหมากรุก  พยายามผูกแนวหลังอย่างแน่นหนาที่สุด  พร้อมกับเดินหมากทุกกองกำลังหมายรุกฆาตหักโค่นขุนฝ่ายข้าศึกโดยเร็ว  นั่นคือ  การที่สหรัฐอเมริกาปฏิบัติการอย่างรอบคอบก็เพื่อเปิดโอกาสฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ให้กระดุกกระดิก  การขยับแต่ละก้าวหมายถึงการไล่ต้อนให้ อุสมา  บิน  ลาเดน  ไปสู่มุมอับ  หากร้อนตัวปรากฏตัวออกมาก็เข้าเป้าอีกเช่นเดียวกัน  เพราะสิ่งที่สหรัฐอเมริกาคาดหมายก็คือ  ปฏิบัติการก่อการร้ายควรจะปรากฏออกมาบ้าง  ไม่ว่าจะขนาดเล็กใหญ่เพียงไหน  สิ่งที่หวังก็คือ  อย่างน้อยก็ให้ได้ร่องรอยเพิ่มเติมให้ได้ว่า  นายอุสมา  บิน  ลาเดน  อยู่ที่ไหนและกำลังทำอะไรอยู่  ที่จริง  อุสมา บิน  ลาเดน  น่าจะปรากฏออกมาเต็มตัวในคราวที่ยานโคลัมเบีย  เกิดอุบัติเหตุ  เมื่อ  1  กพ.  46  แต่จนบัดนี้อุสมา  บิน  ลาเดน  ยังคงนิ่ง  แต่การเช่นนี้สหรัฐอเมริกาไม่อาจจะเชื่อได้ว่าเขาเสียชีวิตไปแล้ว  จริงอยู่เขาอาจจะพิการหรือบาดเจ็บ  แต่ขนาดนี้อเมริกายังไม่พอใจต่อเมื่ออุสมา  บิน  ลาเดน  หายไปจากแผ่นดินโลกเท่านั้นจึงจะพอใจ  มองจากจุดนี้  เราคิดว่าจิตใจของท่านประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา  นายจอร์จ  ดับเบิลยู  บุช  และชาวอเมริกันมีความแน่วแน่และยิ่งใหญ่ต่ออุดมการณ์น่าเกรงขาม  ดูเหมือนเขาจะบอกโลกว่าทำงานอย่างอเมริกัน  อเมริกา  ทำอย่างไร  ฉะนั้น  น่าคิดว่าเมื่อยึดอิรัคแล้ว  อเมริกายังจะไม่หยุดจะต้องสาวตามรอย  อุสมา  บิน  ลาเดน  ต่อไปจนกว่าจะได้ตัวเขา  และนั่นหมายถึง  การสงครามจะลามต่อไปจากอิรัคอาจไปถึงอิหร่าน  หรืออาจจะเป็นไปได้ที่  อุสมา  บิน  ลาเดน  ไปอยู่ซ่อนตัวในประเทศที่ไม่มีใครคาดหมายอย่างเกาหลี  นั่นเป็นสิ่งที่เสนาธิการของกองทัพแห่งสหรัฐอเมริกาจะต้องตามวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน  และดูเหมือนเหตุผลที่สหรัฐอเมริกาอธิบายอย่างยากยิ่ง  ต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและประเทศอื่น  ๆ  ทั่วโลกก็คือเรื่องอุสมา  บิน  ลาเดน  นี่เอง  เพราะเป็นเหตุผลส่วนตัวที่ไม่อาจอธิบายได้ในด้านการเมืองการทหารการสังคมและการเศรษฐกิจ  แต่เป็นเรื่องความเชื่อลัทธิพิธีกรรมศาสนาที่โลกยังไม่เข้าใจว่า  อะไรผิด  อะไรถูก  หรืออะไรเป็นอะไร  และแน่นอน  นี่คือสิ่งที่น่าเห็นใจสำหรับประเทศและประชาชนสหรัฐอเมริกาโดยแท้จริง 

                แต่จุดที่น่าสนใจในขณะนี้ก็คือ  อุสมา  บิน  ลาเดน  กำลังคิดอะไรอยู่และเขาอยู่ที่ไหนและเมื่อ  ยานโคลัมเบียระเบิดเมื่อ  1  กพ.  2546  เป็นผลให้ยานถูกเผาไหม้ละลายไปพร้อมนักบินอวกาศชาติต่าง  ๆ  7  คน  ตามโครงการนาซ่า นั้น  ไม่มีความหมายอันใดต่ออุสมา  บิน  ลาเดน  เลย  เห็นจะไม่ใช่  แต่เหตุใดเขาจึงนิ่งอยู่  เขากำลังรออะไร  และจะต้องให้เวลานานเพียงไร  หรือด้วยการเดินหมากอย่างรอบ คอบสุขุมที่สุดของอเมริกา  ทำให้แนวรับแนวรุกของอเมริกาหนาแน่นจนไม่เปิดโอกาสแต่ฝ่ายตรงข้าม  ไม่อาจจะเข้ามาแล้ว  เพราะอเมริการู้แน่ชัดว่าวิถีทางตอบโต้ของพวกก่อการร้ายสากลนั่นคือย้อนมาตลบหลัง  หรือดำใต้ดินมา  เมื่อได้เตรียมรับไว้ทุกวิถีทางอย่างไม่ยอมเปิดโอกาสให้เลยแม้แต่น้อย  อุสมา  บิน  ลาเดน  ย่อมไม่ปรากฏ  และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว  ก็พอจะสรุปได้เลยว่าความหวังอันยิ่งใหญ่ของเขาได้เริ่มเลือนไปแล้ว  กระนั้น  ก่อนนาทีสุดท้ายที่สงครามจะเริ่มขึ้น   บางทีอาจจะเป็นนาทีสำคัญที่เขาจำต้องปรากฏตัวออกมา  แต่เขาจะปรากฏตัวออกมาอย่างใด  จะสามารถประเมินได้เพียงใดว่าประเทศมุสลิมทั้งหลายทั่วโลกมีความนิยมและรอคอยอยู่ในฐานะ  ศาสนทูตของพระเจ้า  ผู้บัญชาการสงครามมุสลิม  และแน่นอนนั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายของเขาและเสี้ยนหนามแห่งสหรัฐอเมริกาก็คงจะสิ้นสุดไปด้วย  อย่างไรก็ตามข้อสรุปของสงคราม  ทั้งคราวก่อนและคราวที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปนี้ก็คือโลกควรจะมาร่วมมือกันอย่างจริงจังในการปราบปรามการก่อการร้ายสากล  คติที่ว่าการก่อการร้ายสากลเป็นสิ่งที่ชอบธรรม  การสงครามเพื่อพระเจ้า-เพื่อศาสนาของพระเจ้าจะได้รับการอภัยบาป  อันเป็นคำสอนจากลัทธิความเชื่อฝังใจมาแต่อดีตที่รุ่งเรืองนั้น  เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง  เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมต่อองค์รวมของสากลโลก  และถึงแม้ว่าอุดมการณ์ส่วนตัวของเขาคือการบรรลุความเป็นนบี  หรือศาสดาคนใหม่แห่งโลกอิสลามจะเกิดขึ้นเมื่อสัญญาณจากพระเจ้าที่เฝ้ารอคอยอยู่มาถึงเขาซึ่ง  ย่อมเป็นสัญญาณเดียวกับที่นบีมุฮัมมัดได้รับมาก่อน  นั่นคือสัญญาณของสงครามศาสนาแห่งอิสลาม  ก็ตาม  ไม่น่าเชื่อว่ากองทัพพระเจ้า  พระเจ้ามาเอง  หรือส่งทัฟฟ้ามลากิกะห์มหาศาลมาช่วยรบแทนก็ตาม  จะสามารถเอาชนะแสนยานุภาพอันเกรียงไกรและประสิทธิภาพที่พัฒนาไปสู่อีกระดับแห่งความร้ายแรง  ของอาวุธวิทยาศาสตร์อ้นเป็นผลิตผลแห่งสติปัญญาของมนุษย์เอง  ของสหรัฐอเมริกาคราวนี้ได้  ฉะนั้น  อุสมา  บิน  ลาเดน  จะได้รับสัญญาณโองการมอบอำนาจจากพระเจ้าให้เป็นนบีดังหวังหรือไม่  ไม่ใช่หนทางที่จะชนะสงคราม  ไม่ใช่สงครามที่อาจขยายอำนาจศาสนาอิสลามออกไปในโลกได้อีก  แต่ต้องเป็นหลักธรรมแห่งสันติภาพและความเป็นมนุษย์  เพราะแท้จริงสัญญาณจากพระเจ้า  มิใช่สัจธรรม

                และการเมืองในเรื่องนี้  น่ามองบทบาทของจีน  ที่มีท่าทางว่าจะแยกตัวเป็นโลกอีกฝ่ายหนึ่งร่วมกับฝรั่งเศส  เยอรมัน  และรัสเซีย  สำหรับฝรั่งเศสและเยอรมันนั้น  เป็นฝ่ายที่มีความรู้สึกร่วมกันอยู่อย่างผู้ที่เคยแพ้สงครามขนาดใหญ่มาทั้งสองครั้ง  ย่อมทนมองดูไม่ได้  เมื่อเห็นอิรัคกำลังจะมาย้ำความรู้สึกอันเดิมของตนที่เคยได้รับจากสองประเทศนี้คือ  อเมริกาและอังกฤษ  แต่ที่น่ามองดูก็คือบทบาทของจีน  ประเด็นที่สำคัญในประวัติศาสตร์ที่จีนมักมีความโผงผาง  โฉ่งฉ่าง  ขาดความรอบคอบ  วิชาการไม่รัดกุม  เพราะมักจะขาดการข่าวและการวิคราะห์ลึกซึ้งรอบด้าน  และมักตัดสินใจพลาดบนฐานการข่าวที่หละหลวมเช่นนี้  ขณะนี้ปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่  นั่นหมายความว่าจีนยังคงตามไม่ทันอเมริกา-อังกฤษ  และญี่ปุ่น  และนั่นคือจุดที่จีนมักพลาดบ่อย  ๆ  ในประวัติศาสตร์  และแม้ขณะนั้นจีนก็ยังคงเดินตามรอยประวัติศาสตร์อันบกพร่องของตนต่อไปหามีการปรับปรุงแก้ไขหรือแก้ตัวไม่

                น่าติดตามว่า  โลกจะแบ่งออกเป็น  2  ซีกอย่างถาวรตามที่เห็นเค้าขึ้นมาขณะนี้หรือไม่  อย่างไร  แต่สิ่งที่จะต้องมาถึง  ก็กำลังมาถึง  นั่นคือ  ความผันผวนปั่นป่วนเหมือนทะเลเริ่มจะก่อพายุร้ายโลกจะบริหารการเศรษฐกิจของโลก  ที่แตกแยกกันเองครั้งใหญ่อย่างไร  ความยากจนกำลังมาสู่โลกครั้งใหญ่อย่างไร  และสงครามโลกจะใกล้เข้ามาอีกหรือไม่  ภายหลังเหตุการณ์สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา  และอิรัค

                และผู้ที่ควรจะอยู่รอดอยู่  จะต้องเตรียมตัวเตรียมการอย่างไร  ใครบ้างที่อาจมีความสุขภายใต้สถานการณ์บ้าคลั่งของโลกยุคอันตรายนี้

 

                5.  และบัดนี้  ก็ถึงเวลาที่เราหนังสือพิมพ์ดี  จะประกาศ  บุคคลแห่งปี  ของหนังสือพิมพ์ดี  ประจำปีพุทธศักราช  2545  การจัดลำดับ  จัดตามลำดับของการค้นพบคุณธรรม  ที่หนังสือพิมพ์ดีค้นพบก่อนหลัง  ไม่ได้หมายถึงอันดับความสามารถหรือคุณธรรมที่เหนือกว่ากันแต่อย่างไร  ดังต่อไปนี้

                แม่ชีศันสนีย์  เสถียรสุต  ทรงธรรม  ปัญญา  สติธัมมวิจัยโพชฌงค์สูง  เอาตัวรอดจากโลกอันลามก  อุทิศตัวเองเพื่อการรับใช้พระพุทธศาสนา  สามารถนำพระพุทธศาสนาไปสู่โลกสากลและเป็นผู้นำโลกสากลได้  ทรงธรรมสัตบุรุษสูง  มองกว้างและไกล  รู้ความสัมพันธ์ทางโลก  ทางธรรมอย่างละเอียดอ่อน  สามารถเชื่อมธรรมเข้ากับโลกใหม่  ภาษาใหม่ของมนุษย์ของมนุษยชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม  มีทัศนวิสัย-วิสัยทัศน์ระดับเป็นหนึ่งในหมู่นักบวชหญิงทั่วโลก

                ทรงชัย  รัตนสุบรรณ  โปรโมเตอร์มวยไทยผู้มีชื่อเสียงทั่วโลก  หลังสุดเป็นโปรโมเตอร์มวยไทยเฉลิมพระเกียรติ  5  ธันวามหาราช  จิตนิ่งมากจนถึงขั้นสงบสงัด  มีความเฉียบคมในการวินิจฉัยชั้นเชิงการต่อสู้เชิงหมัดมวยอย่างแม่นยำ  สมารถอ่านวินิจฉัยแผนการมวยของชนชาติต่าง  ๆ  ได้อย่างไม่พลาด  มีอารมณ์เลือดนักสู้ไหลแรงและลึกซึ้งขึ้นอยู่ภายใน  สุขุมลุ่มลึกเชิงปัญญา  และสมาธิจิตเป็นระดับสมาบัติ

                วีระ  นุตยกุล  นักเผชิญโชคชาวไทย  ท่องไปได้สบาย  ๆ  ทั่วโลก  มีหลักธรรมเป็นเครื่องดำเนินชีวิตมาโดยตลอด  อุเบกขาธรรมมีมากจนเป็นอุปนิสัยเป็นธรรมชาติ  สามารถอ่านรู้วิสัยและสภาพอารมณ์จิตใจมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาและดำรงวิถีอนาคาริกอย่างสม่ำเสมอ  มีความสุขในความทุกข์  มีความสบายในความยากลำบาก  มีเกียรติในความต่ำต้อย  มีความร่ำรวยในความพอเพียง

          พล.อ.สุรยุทธ  จุลานนท์  ความสงบสงัดภายในแห่งจิตที่ลึกซึ้ง  ปรากฏทางอิริยาบถเรียบง่าย  ไร้ยศศักดิ์  ไร้อำนาจ  วางตนตามสบายเสมือนสามัญชน  มีความเฉียบขาดรุนแรง  เป็นภาคส่วนควบคู่กับความละมุนละไมอ่อนโยนอันปรากฏภายนอก  มีสองบุคคลิกภาพที่ประสานสอดคล้องในเป้าหมายแห่งธรรมเดียวกันอย่างน่าสนใจยิ่ง  ภาพการเดินป่า  การปลีกวิเวกในแดนไกลที่สงัสงบ  บอกไปถึงจินตนาการเหนือโลก  และความหมายต่อโลกธรรม  คือนิพพิทาญาณ

                สุดารัตน์  เกยุราพันธ์  ในฐานะ  นักการเมือง  และนักบริหารหลายกรกะทรวง  และล่าสุดในฐานะ  รมว.สาธารณสุข  สามารถนำความหมายทางธรรมะมาสู่การบริหารได้ตรงแทบทุกเรื่องทุกโครงการ  เส้นทางชีวิตและการงานการเมือง  เต็มไปด้วยความขัดแย้งและอุปสรรค  แต่สามารถบริหารได้นุ่มนวล  มีอารมณ์จิตใจเยือกเย็น  วางอารมณ์จิตใจเป็นกลาง  นิ่งสม่ำเสมอ  ทำงานด้วยความสุขมั่นในหลักการทางโลก  เชื่อว่าถูกหลักการทางธรรม  นั่นคือ  อสาธํสาธุนาชิเน ธรรมะ  ย่อมชนะอธรรม  มุ่งหมายต่อความสุขของผู้อื่น  วางใจในธรรมะ  ไม่สับสน  เมื่อทำโครงการ  30  บาททุกโรค รณรงค์หยุดสูบบุหรี่  หยุดยาเสพติด  รับสนองโครงการตามพระราชดำราของทูลกระหม่อมฟ้าหญิงอุบลรัตน์ฯ  To  Be  Number  1  โครงการเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพมวลชนขนาดใหญ่  ที่สะท้อนถึงความเข้าใจอันลึกซึ้งในความสุขและความทุกข์ของประชาชน

                ภรณ์ทิพย์  นาคหิรัญกนก  อดีตนางงามจักรวาล  มีคุฤณค่าแห่งความงามสูงสุด  ทั้งโดยศาสนธรรมและจริยธรรม  รักนวลสงวนตัว  ดำรงคุณค่า  มีชีวิตที่ทรงปัญญาฉลาด  ทันเหตกุการณ์ทันโลก  ปรับตัวได้ดีตามสถานการณ์ทุกชนิด  อยู่ในวงการอาชีพสากลระดับสูง  (เคยจัดทำรายการโทรทัศน์ต่างประเทศ  ปรากฏทางจอแก้วของไทยอยู่ระยะหนึ่ง  คือรายการ  60  MINUTE  IN  THAILAND  ช่อง  9,11  มิย.  254221.00  น.  เจาะข่าวสาธุคุณมูน  แม้แต่คนใน  ครอบครัวก็ไม่เชื่อว่าเป็นตัวแทนพระเจ้า  แท้จริงเป็นนักบวชลวงโลก  เป็นนักต้มตุ๋น  ดูดีเล่มที่  18กย.-ตค.  2542  หน้า  35)  เมื่อวัตถุตีคุณค่าออกมาเป็นเงิน  จึงมีมูลค่ามหาศาลที่สุดเท่าที่มีในโลกนี้  ดำรงตนสง่างามด้วยคุณงามความดีของเบญจกัลยาณีโดยแท้  มีความกล้าหาญและมั่นใจยากจะมีสตรีใดเทียม  สามารถจะเป็นมนุษย์สากลใดในโลก  มีความเป็นไทยและชาวพุทธ  ในระดับที่เอาตัวรอดและดำรงความเป็นไทยได้อย่างสมบูรณ์

                ทักษิณ  ชินวัตร  มีจิตใจกว้างใหญ่ไพศาลมาก  ว่างเปล่า  ภาพพบประชาชนชาวประมงกลางลำนำมูลสะท้อนความหมายนี้ชัดเจนขึ้น  เขจ้าใจความทุกข์ของประชาชนและประเทศชาติอย่างลึกซึ้ง  เห็นได้จากการปลดหนี้ไอเอ็มเอฟ  จำนวนสุดท้าย  14,500  ล้านเหรียญสหรัฐหรือ  208,000  ล้านบาท  ตามคติพุทธธรรมว่า  อิณาทานํ  ทุกขํ  โลเก  (การเป็นหนี้เป็นทุกข์ในโลก)  บ่งถึงเกียรติภูมิ  เอกราชและอิสรภาพทางการเศรษฐกิจของชาติ  อันบอกไปถึงหลักธรรมแห่งการปลดปล่อยตนเองจากความเป็นทาส  จิตใจที่รักเอกราช  อิสรภาพโดยแท้จริง  แนวการมองโลก  2ด้านคือด้านมืดกับด้านสว่าง  มีความชัดเจนและเด็ดขาดด้วยจักษุแห่งธรรมที่แจ่มแจ้ง  นโยบายราบปรามยาเสพติดอย่างรุนแรง  บ่งไปถึงการมองที่ชัดเจนแจ่มแจ้งในด้านมืดแห่งสัจธรรมม  และเลือกการต่อสู้และเครื่องมือที่เหมาะพอกันกับด้านมืดแห่งสัจธรรมนั้น  และอีกส่วนแห่งพฤติกรรมนั้น  บ่งถึงเมตตาจิตและความเห็นอกเห็นใจ  และความยุติธรรมอย่างลึกซึ้ง  ในด้านสว่างแห่งสัจธรรมวาทะแห่งปีที่ฟังสง่างามเลิศหรูอย่างแท้จริง  ที่สอดคล้องสัจธรรมว่าด้วยหลักกรรมในพระพุทธศาสนา  ก็คือ  ผู้ทำความดีย่อมได้รับรางวัล  ผู้ทำความเลวย่อมถูกลงโทษ  และ  มิใช่เพียงวาทะ  แต่ทำกายกรรม  วจีกรรม  มโนกรรม  ให้ตรงเป็นเส้นเดียวกัน  ปรากฏในงานปราบปรามยาบ้าขณะนี้

                ปวีณา  หงสกุล  อุดมการณ์ที่แน่อน  เมตตาที่กว้างใหญ่  ทำงาน  บริสุทธิ์ใจเพื่อ  สตรีและเด็ก  ๆ  ด้วยความเสียสละ  แม้ว่าเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กและสตรีที่เป็นเหยื่อ  และมีไม่น้อยที่เด็กและสตรีเหล่านั้นกลายเป็นเหยื่อด้วยความโง่เขลาของตนเอง  ที่น่าเมินเสียให้รับผลกรรม  อันโง่เขลาของตนเอง  ก็ปฏิบัติไปได้อย่างไม่รังเกียจ  เสมอต้นเสมอปลาย  อันบ่งบอกถึงธรรมปฏิบัติเป็นอัปมัญญา  ไม่เลือกสรรในการกระทำความดีต่อผู้ใด  ไม่รู้ความรู้สิ้นสุดของงานแห่งความดี  ไม่อาจจะประมาณได้ว่างานการแห่งความดีจะมากน้อยเพียงใด  แต่ใจก็อธิษฐานปฏิบัติอย่างเสนอหน้าฝ่าฟันไปไม่มีกำหนด  และมีความสุขความพอใจในความเป็นตัวของตัวเอง  และโดยธรรมะ  แห่งความปล่อยวาง  และ  อุเบกขา

                โจนัส  แอนเดอร์สัน  ชีวิตอนาคาริกผู้มีความไม่ยึดมั่นถือมั่น  ไม่โลภ  พอใจใช้ชีวิตเรียบง่าย  มีความสุขเพราะการไม่ยึดมั่นถือมั่น  มีความอ่อนโยนละมุนละไมในจิตใจมาก  เป็นส่วนหนึ่งแห่งศิลป์ของเขา  การฟ้อนแบบฉบับอีสาณดูซื่อตรง  สุจริต  ดูเก้งก้าง  ร้องเพลงภาษาลิ้นไพเราะทั้งไทยกลางและไทยอีสาณ  แต่ไพเราะด้วยจริงใจในความหมายแห่งท่าทีและถ้อยคำภาษา  ทำให้ภาพออกมาเป็นดีเป็นคุณธรรม  มีความตรงปราศจากเสี้ยนหนามในจิตใจ  ฉลาดในการแสวงหาประโยชน์โดยชอบธรรมให้แก่ตัวเอง  สำเนียงเพลงที่ร้องบ่งบอกถึงความเข้าใจในมนุษย์อย่างลึกซึ้งและพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นตามพระบรมศาสโนวยาทที่ว่า  พหุซนหิตายะ  มีความสุขและพอใจในการรับใช้สิ่งที่ถูกต้องโดยสม่ำเสมอเป็นปกติวัตรส่วนตน

                ดร.เสรี  วงศ์มณฑา  ความรอบรู้กว้างขวางทุกเรื่องราวของมนุษย์  ทุกสาขาวิทยาการยุคใหม่  เป็นทางแห่งความเข้าใจไปถึงความรู้สึกนึกคิด  หรือนามธรรมอันเป็นพื้นฐานทางรูปธรรมของวัฒนธรรมสาขาต่าง  ๆ  อย่างลึกซึ้งถึงธรรมชาติ  ไม่มีอคติในการวิเคราะห์ปัญหาใดใด  ตรงไปตรงมาตามเหตุและผลทางวิชาการ  อันบ้งถึงธัมมวินัยสัมโพชฌงค์อันละเอียดอ่อน  ใจนิ่ง  ไม่หวั่นไหวมีความเข้าใจความเป็นมนุษย์ลึกซึ้ง  เป็นกัลยาณามิตรที่แท้จริงของคนทั้งหลาย

                เด๋อ  ดอกสะเดา  ในขณะที่แวดล้อมชุลมุนวุ่นวายไปหมด  เด๋อ  ดอกสะเดา  กลับนิ่งได้สนิทอยู่ภายในและสติราบเรียบไม่มีขาดกระสนกระสาย  มีความสงบในท่านกลางความวุ่นวายและมีความสุขในท่านกลางความขาดแคลน  มองเขาจากงาน  ที่ปรากฏผ่าน  รายการต่าง  ๆ  ทางจอแก้ว  เด๋อ  ดอกสะเดาและชาวคณะ  ไอทีวี  และ  เวทีไท  ช่อง  9  และท่านกลางหมู่เพื่อ  มิตรหายที่ร่วมการงานร่วมทุกข์ร่วมสุขของเขา  เห็นชีวิตที่ปราศจากวิตกหวาดหวั่น  มีวิสัยทัศน์การมองคนทั้งหลายที่เป็นธรรม  และให้ความยุติธรรม  ปราศจากอคติ  วิถีชีวิตราบคาบ  เดินไปอย่างไร้กังวลและทะเยอทะยานเกินตัว  มองสัจธรรมแห่งชีวิตได้ถึงปลายสุด  เข้าใจอนิจลักษณะแห่งโลกทั้งหลายได้ดีเยี่ยม  ชีวิตมีความพอเพียงและความสุข

                สุนีย์  สินธุเดชะ  สามารถเชื่อมหลายวงการทั่วถึงด้วยใจอันว่างเปล่า  ประสานความคิดประสานอุดมการณ์ส่วนตัวไปได้อย่างสม่ำเสมอ  คงเส้นคงวาในการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างของครูอาจารย์ผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ปรารถนาดีต่อลูกศิษย์ซึ่งสะท้อนถึงเมตตาธรรมโดยแท้จริง  และเส้นทางนั้นกล้าหาญในการนำไปในทางที่ถูกต้องตามธรรมตามจริยาแห่งศาสนา  มีความฉลาด  สติปัญญาและความกล้าหาญ  เอาตัวรอดได้จากกทุกข์จากปัญหา  มีความสุขความพอใจในผลงานเสมอ  เนื่องเพราะเข้าใจธรรมชาติแห่งทุกข์  อนิจจัง  และอนัตตา  ในสรรพชีวิต  สรรพธรรมสรรพสิ่ง  และทั้งวางตนอยู่บลอุเบกขาญาณได้  จึงพ้นทุกข์พ้นปัญหา  มีความร่าเริงและมองใสสว่าง

                ดร.วิพรรธ์  เริงวิทยา  ทุกวันศุกร์  ก่อน  07.00  น.  พบ  ดร.วิป  เสริมปัญญากับดร.วิปดร.วิปไปเมืองจันได้แนะนำชาวจีนว่า  เป็นยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของโลก  จีนเป็นแม่บทวัฒนธรรม  หากเน้นวัฒนธรรมสุรุ่ยสุร่ายแบบอเมริกา ชีวิตจะไม่มีความสุข  แต่ถ้าเน้นวัฒนธรรมเพียงพอ  จะเพิ่มความสุข  ดร.วิปเคยอาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษหลายปี  เล่าว่าเมื่ออยู่อังกฤษคราววัยรุ่น  ๆ  30-40  ปีมาแล้ว  มีความสุข  แต่ทุกวันนี้  มีแคชมาแต่กลับยากจน  แนะว่า  จีดีพี  (GDP)  นำความทุกข์  แต่จีเอนเอช  (GNS)  นำความสุขมาให้  ท่านพูดว่าจิเอนเอชมีอยู่ในเมืองไทยนี้มากที่สุด  ท่านพูดถึงครูว่าครูสมัยนี้เป็นครูขี้เกียจ  ออกข้อสอบมีช้อยส์  แต่ก่อนมีวิชาย่อความเรียงความ  ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ  แต่ครูสมัยนี้ขี้เกียจตรวจ  จะทำก็ทำแต่ขี้เกียจ  เรื่องหุ้น  ท่านเสนอว่า  อย่าซื้อหุ้นเป็นจำนวนมาก

                อำนวย  สุวรรณคีรี  รายการพุทธิธรรมนำทาง  ช่อง9  ทุกวันอาทิตย์  (ประมาณ  06.00  น.)  ปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน  โดยคติและความข้าใจเป็นอย่างดีว่า  การงานคือการปฏิบัติธรรม  และปฏิบัติโดยเทคนิค  รู้เทคนิคชั้นลึกซึ้ง  เห็นได้จากรายการพุทธธรรมนำชีวิตที่เป็นเรื่องสูงคือสมาธิ  สามารถผสมผสานงานปฏิบัติธรรมได้หลายแบบ  มีความตรงและนุ่มนวลในการปฏิบัติและความสม่ำเสมอ  ได้เหตุผลในเชิงปฏิบัติมาก  งานการสอนสมาธิได้รับการมองว่า  เป็นสิ่งที่เหมาะสมแก่คนยุคใหม่อย่างไร  เป็นวิทยาศาสตร์ทางมรรคผลอย่างไร

                สมัคร  สุนทรเวช  มีความตรงมานานโดยสม่ำเสมอ  และสามารถเอาความตรงไปในวิถีทางที่ยากลำบากคือการเมืองทั้งในระดับชาติและระดับมหานครท้องถิ่นคือกรุงเทพมหานคร  เอาตัวรอดมาอย่างสง่างาม  มีความดีที่น่าเลื่อมใส  แม้ระยะหลังที่สุดที่บริหารจัดการในฐานะผู้ว่าการกรุงเทพมหานคร  ก็แสดงออกซึ่งความตรงไปตรงมาตามธรรมคือ  อุชุปฏิปันโน  (มี  4  อย่างคือ  สุปฏิปันโน  ปฏิบัติดี  อุชุปฏิปันโน  ปฏิบัติตรงญายปฏิปันโน  ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเครื่องออกจากทุกข์แล้ว  และ  สามีจิปฏิปันโน  ปฏิบัติสมบูรณ์เพียงพอ  ทำเหตุแห่งความดีให้พร้อมแล้ว)  ตามหลักพระพุทธศาสนา  อันเป็นหลักความประพฤติที่ยากที่คนจะปฏิบัติได้อย่างแท้จริงสม่ำเสมอชีวิตมีวิถีทางเข้ม  ประกอบด้วยสติปัญญาความอดทนอย่างสูง  และมีความสุข รู้ธรรมแห่งการปล่อยวาง  ความไม่ยึดมั่นถือมั่น  วางแผนชีวิตก็เป็นไปตามธรรมเอาเป้าหมายพระธรรมไว้ภายหน้า

                พ.อ.  นพ.พงศักดิ์  ตั้งคณา  พ.อ.  นพ.พงศักดิ์  ตั้งคณา เล่านิทาน  3  เรื่องๆที่  1  เรื่องบริษัทค้าโลงเอาโลงไปส่งในเวลากลางคืน  ขณะรถปิ๊กอัพวิ่งไปเกิดฝนตก  คนขนโลงก็เปิดฝาโลงเข้าไปนอนหลบฝนข้างในโลง  พอปิดฝาโลงไว้แล้วก็หลับไป  ไปได้ระยะหนึ่งก็มีคนโบกรถขอไปด้วย  4  คนพากันนั่งขนาบสองข้างของโลง  ไม่นานคนขนโลงตื่นขึ้นก็จะออกจากโลงข้างนอกกำลังเอื้อมมือดันฝาโลงออกมา  คน  4  คนที่โดยสารมาด้วยก็เห็นพร้อมกัน  เป็นมือโผล่ออกมานึกว่าศพคิดว่าคนตายกำลังจะฟื้นขึ้นมาเป็นผีหลอก  ต่างก็ไม่รอช้าลืมไปว่ารถกำลังวิ่งไปด้วยความเร็วสูงพากันกระโดดรถออกไปตามๆกัน  ไม่ทราบว่าเป็นหรือตายหายไปกับความมืด  รถวกกลับมาอีกทีขายโลงได้อีก  4  โลง  นิทานเรื่องที่  2  มีคนป่วยคนหนึ่งอยู่เตียงข้างๆ  ขอบหน้าต่าง  ทุกเช้าเขาจะล่าเรื่องให้คนป่วยที่อยู่รอบๆตัวฟัง  ว่าเขาเห็นนกสีขาวงดงามบินมา  พวกมันผ่านมาเป็นฝูงๆ  ฝูงแล้วฝูงเล่ามากมายเต็มท้องฟ้า  บางวันเขาก็เล่าว่าเขาเห็นดอกไม้กำลังบานสะพรั่งไปหมดที่ขอบสระไกลๆ  มีสีต่างๆเช่น  สีแดง  ฟ้า  ชมพู  เขียว  ขาว  สีหมอกและอินทนิล เขายังเล่าว่า  เห็นเมฆก้อนใหญ่ๆเลื่อนลอยมาและยิ้มให้เขา  จะมารับเขาไปท่องเที่ยวแดนไกลๆ  แล้วเมื่อเขาตายลง  คนไข้คนหนึ่งมาทีหลัง  ก็อยากเห็นวิวสวยงามที่เขาเล่าให้ฟังจึงขอไปนอนที่ๆเขานอน  แต่เขาก็ไม่เห็นอะไรสวยๆงามๆเหล่านั้นเลย  คุณหมอจึงบอกเขาว่า  คนๆนั้นเป็นคนตาบอด  สิ่งที่เขาเล่านั้น  เขาไม่ได้มองเห็นด้วยตา  แต่เป็นจินตนาการของเขา  ฟังจบคนไข้คนนั้นก็สะอื้นแรงๆ  เขานึกในใจว่า  โอแม้จะตาบอดเขาก็ยังมีน้ำใจที่ยิ่งใหญ่เพราะเขามีความปรารถนาเพียงอย่างเดียวคือให้ผู้อื่นมีความสุขนิทานเรื่องที่  3  มีเด็กชายอายุ  10  ขวบคนหนึ่งไปโรงเรียน  แม่ของเขาป่วยอยู่โรงพยาบาล  หลายวันแล้ว  วันหนึ่งมีคนแก่ใจดีมอบดอกกุหลาบดอกใหญ่สีขาวให้เขาดอกหนึ่ง  เขามีความสุขมาก  คิดว่าดอกไม้แสนสวยน่ารักเหลือเกิน  จะรีบเอาไปให้แม่ๆเห็นก็คงจะชอบเช่นเดียวกันและอาจทำให้แม่หายป่วย  ก็รีบกลับบ้าน  พอเดินมาถึงกลางทาง  มีรถยนต์คันหนึ่งที่ขับโดยคนเมาก็แหกทางเข้ามาชนเด็กชายถึงแก่ชีวิต  เพื่อนเขาคนหนี่งรู้ข่าวทีหลัง  ก็ไปเยี่ยมที่หลุมฝังศพ  พบว่าที่หลุมฝังศพมีดอกกุหลาบสีขาวดอกนั้นวางอยู่  เพื่อนเขาก็ร้องให้  เพื่อนเขาเอ่ยขึ้นว่า  คนเมาอย่าขับรถเลยสงสารคนดีบริสุทธิ์อย่างเพื่อนของเราบ้างเถิด

                หนังสือพิมพ์ดี  จึงมีความนินดีขอบันทึก  แม่ชีศันสนีย์  เสถียนสุตทรงชัย  รัตนสุบรรณวีระ  นุตยกุลพล.อ.สุรยุทธ  จุลานนท์สุดารัตน์  เกยุราพันธ์ภรณ์ทิพย์  นาคหิรัณกนกทักษิณ  ชินวัตรปวีณา  หงสกุลโจนัส  แอนเดอสันเสรี  วงศ์มณฑาเด๋อ  ดอกสะเดาสุนีย์  สินธุเดชะดร.วิพรรธ์  เริงวิทยาอำนวย  สุวรรณคีรี, สมัคร  สุนทรเวช  และ  พ.อ.  นพ.พงศักดิ์  ตั้งคณา  ว่าเป็นบุคคลแห่งปีพุทธศักราช  2545  ของหนังสือพิมพ์ดี  ไว้  ณ  ที่นี้

                เรายังคงเสนอคอลัมน์ต่างๆ  เป็นปกติ  รวมทั้งคอลัมน์สากลจักรวาลสากลศาสนา  ซึ่งเป็นหมายการวิเคราะห์ที่ละเอียดและกว้างขวางลึกซึ้งออกไปตามลำดับ  ๆ  โปรดอย่าพลาด

 

                                                                                                                                                บรรณาธิการ

               15 มีค.  46

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว

 

 

                                    

 

ต่อต้านเอดส์ต่อต้านอนารยธรรม

                                                              โดย  คอมพิวเตอร์แมนและ  บูดามี             

 

 

ปัญจปฏิรูปการศึกษา              ช่อง  11  สด  ศุกร์  6  ธค.  45  21.45-23.45   น.

บ่ายนี้มีคำตอบ            ช่อง  9  สด  พฤหัสบดี  9  มค.  2546  13.00  น.

กรองสถานการณ์         ช่อง  11  สด  อังคาร  21  มค.  2546  21.30  น.

                รายการแรก  ปัญจปฏิรูปการศึกษา  จักรภพ  เพ็ญแข  ยกกระทรวงศึกษาธิการมาทั้งหมดนับแต่เจ้ากระทรวง  รมว.ปองพล  อดิเรกสาร  รมช.  ดร.สิริกร  มณีรินทร์  และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  ดร.กษมา  วรวรรณ  ณ  อยุธยา  มีพระคุณเจ้า  พระมหาบุญถึง  ชุตินทริโย  พับพระสงฆ์มหาจุฬาฯ  ร่วมให้ความเห็นด้วย  พูดเรื่องเจตนารมณ์ใหม่ของการปฏิรูปการศึกษา  นโยบายปัญจปฏิรูป  8  กลุ่มสาระการเรียนรู้  เรื่องสำคัญคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตในสถานศึกษา  ให้เก่งมีสุข  บทพิสูจน์คือทำให้สถานศึกษาเข้มแข็งขึ้นหรือไม่  รายการที่สอง  บ่ายนี้มีคำตอบ  เรื่อง หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานและการพัฒนาคุณภาพการศึกษา  มี  วิศาล  ดิลกวณิช  เป็นพิธีกร  รมช.ศธ.  ดร.สิริกร  มณีรินทร์  กับ  วีระศักดิ์  วงษ์สมบัติ  เลขาธิการคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ  ร่วมรายการ  พูดถึงหลักสูตรพุทธศาสนา  มีผังมโนทัศน์อย่างไร  ภาษาที่ใช้คือ  ผังมโนทัศน์ดูเหมือนจะเป็นภาษใหม่  ไม่ได้วิเคราะห์ความหมายว่าหมายถึงอะไร  ในเชิงกว้างและเชิงลึกรายการที่  3  กรองสถานณการณ์  มี  เนตรปรียา  ไชยมุสิก  เป็นพิธีกร  พร้อมกับ  อ.สำเนา  เรียกมาและ  รมช.ศธ.  ดร.สิริกร  มณีรินทร์  เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นที่แบ่งให้ถึง  30  ส่วนร้อย  สาระวิชาอาจใส่เข้าไปได้  ในเดือน  พฤษภาคม  2546  จะเห็นมิติใหม่ของการศึกษาทั่วประเทศ  70เห็นว่า  การวิเคราะห์นี้  พูดถึงหลักสูตรใหม่ล้วนๆ  ไม่มีการพูดถึงผลการศึกษาความบกพร่องอย่างไรหรือการประเมิณหลักสูตรเดิมบกพร่องอย่างไรบ้าง  พอมาจัดหลักสูตรใหม่ๆ  ก็ดูคล้ายจะปฏิเสธหลักสูตรเก่าไปทั้งหมด  ในขณะที่พูดกันอยู่นี้  ดูเหมือนว่าต่างฝ่ายต่างมองคนละประเด็นแล้วต่างก็คิดออกคิดได้กันคนละประเด็นแล้วรอมชอมกัน  มีกรณีการเปลี่ยนแปลงในวงการศึกษาที่สำคัญมากยู่กรณีหนึ่งคือในสมัยนายสมศักดิ์  ปริศนานันทกุล  เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ได้ออกระเบียบห้ามครูตีเด็กนักเรียนไม่ว่ากรณีใดใด  สืบมาร่วม  2-3  ปีแล้วดูเหมือนว่าไม่ได้มีการติดตามประเมิณผล  ทั้งๆที่มีสมมติฐานที่น่าเป็นไปได้มากว่า  การที่เด็กมีปัญหามากขึ้นดื้อดึง  เกเรขึ้น  เที่ยวกลางคืน  เสพยาบ้ามากขึ้น  มีกามกันแต่เด็กๆ  บ้าง  ฯลฯ  อาจจะมาจากคำสั่งนี้ก็ได้  ซึ่งแสดงถึงการ  หละหลวม  ในเชิงการสร้างสรรค์นโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการไม่พยายามมองดูที่ข้อเท็จจริงแต่ละเรื่อง  ไม่เอาผลมาวิเคราะห์ดูเสียก่อนที่จะสร้างนโยบายใหม่เพราะบางที  เพียงแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดนิดเดียวเท่านั้นเอง  ปัญหาที่ดูยากเย็นก็อาจจะแก้ได้โดยง่ายอย่างไรก็ตาม  มีการวิเคราะห์วิจัยกันมานานแล้วพบว่า  ประชาชนไทยทำการค้าขายไม่เป็น  ไร้วัฒนธรรมในการค้าขาย  เมื่อคนไทยตั้งกิจการค้าแล้วไม่นานหรอกก็เกิดหนี้  ต้นทุนหายกำไรหดหมดตัวไปตามๆ  กัน  และโดยปกตินานมาแล้วที่คำสอนทางศาสนา  พระเทศน์ในงานบุญต่างๆ  มักมีผลให้เกิดความหยิบยอม  สันโดษ  และมักน้อย  มีท่าทีต่อต้านเรื่องการเงิน  เรื่องการสร้างตนเองให้ร่ำรวย  ไม่มีการวิเคราะห์ผลของหลักสูตรพระพุทธศาสนาว่ามีผลอย่างไรต่อแนวคิดวัฒนธรรมทางการเศรษฐกิจ  ธุรกิจของชาติ

                การสอนศาสนาที่ผิดๆ  โดยไม่เข้าใจในธรรมะที่เอามาสอน  เช่นไม่เข้าเรื่องทาน  ไม่เข้าใจเรื่องสันโดษ  ว่ามี  2  ระดับๆโลกๆ  กับระดับปรมัตถ์  การประพฤติธรรมประพฤติทานไม่ถูกต้องสอดคล้องฐานะฆราวาสของตน  ฉะนั้น  เราจึงควรแก้หลักสูตรเสียใหม่  เน้นให้เข้าใจเรื่องศาสนา  2  ระดับโลกกับระดับปรมัตถ์  และในอีกด้านหนึ่งก็คือ  จัดให้มีการสอนเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่ระดับระถมศึกษา  ให้เด็กเข้าใจทฤษฎีหลักๆ  ทางเศรษฐศาสตร์  เช่นทฤษฎีราคา  ทฤษฎีเศรษฐทรัพย์  ทฤษฎีการบริโภค  และทฤษฎี  อุปสงค์  (Demand)  ทฤษฎีอุปทาน  (Supply)  เพื่อเน้นให้คนไทยเข้าใจโดยชัดแจ้งว่า  การหาเงินหาทองเป็นสิ่งที่ชอบธรรมและไม่ผิดต่อหลักศาสนา  การแสวงหาความร่ำรวยเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นยิ่งสำหรับชีวิตมนุษย์คนหนึ่ง  แต่การแสวงหาความร่ำรวยนั้นจำเป็นต้องแสวงหาโดยวิธีการที่ถูกกฎหมาย  ไม่มีผู้ใดร่ำรวยขึ้นมาได้จากการทำงานผิดกฎหมายหรือการหลักเลี่ยงกฎหมาย  แต่การทำงานต้องสอดคล้องวิถีทางเศรษฐกิจ  รู้จังหวะเวลาการขึ้นลงการเจริญการเสื่อมแห่งเศรษฐกิจ  หรือตามทันสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ  คือรู้ธรรมสัตบุรุษ  7  ประการ  ก็จะรวยง่าย  และการสอนศาสนาแก่เด็กและเยาวชนต้องเน้นเข้าไป  ว่าเรามีความชอบธรรมที่จะแสวงหาความร่ำรวย  มั่งคั่งเป็นมหาเศรษฐีได้ด้วยการประกอบกิจการค้าแสวงหาอย่างถูกธรรม  ธรรมะที่สอนจึงควรเป็นธรรมะที่ส่งเสริมหลักการความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น  คติบางอย่างก็เป็นสิ่งที่ทันสมัยเหมาะแก่ยุคและสถาณการณ์  เช่นคติที่ว่า  งานคือเงินเงินคืองานบันดาลสุขเมื่อมองจากหลักการเศรษฐศาสตร์และประพฤติไปตามหลักการเศรษฐศาสตร์  แล้วจะเข้าใจดียิ่งขึ้นว่า  ไม่ผิดหลักธรรมะหรือหลักการทางโลกเลย  คติงานคือเงิน  เงินคืองานบันดาลสุข  เป็นวิถีทางชีวิตที่สอดคล้องธรรมะของชาวพุทธด้วยซ้ำ  ฉะนั้น  จึงควรสอนธรรมะควบคู่ไปกับเศรษฐศาสตร์ให้เข้าใจหลักการค้าขาย  หลักการธุรกิจการค้า  ให้เป็นธรรมชาติ  มีการสร้างวัฒนธรรมทางการค้าการธุรกิจให้เกิดขึ้นในสังคมนักเรียน  และสังคมประเทศชาติ  เพื่อการตามทันโลกวัตถุนิยมอยู่ร่วมดำเนินกิจการวัตถุนิยมได้  โดยสามารถในการเลือกสรร  และไม่เป็นวัตถุนิยม

                การวิเคราะห์ระบบเดิมที่เห็นเด่นชัดอีกประการหนึ่งก็คือ  ผลการศึกษาของเด็กไม่เอื้อให้เด็กมีความสามารถในการคิด  พอจบหลักสูตร เด็กก็คิดก็ทำไรไม่เป็น  คิดเป็นทำเป็นอยู่เสมอ  ๆ  ก็คือแบมือขอเงินพ่อแม่  ทำอาชีพไม่เป็น  แม้แต่ทำงานบ้านปัดกวาดเช็ดถูหุงหายังไม่เป็นเลย  ก็เรียนต่อ  และต่อในหลักสูตรการศึกษาเดิมๆ  ที่มีแต่สอนได้สอนไปอย่างเดียว  คือสอนไปเรื่อยๆ   พอเรียนจบไปแต่ละระดับ  แทบไม่มีผลการศึกษาในความหมายที่ว่าทำอะไรเป็นบ้าง  พอจบมัธยมทำอะไรไม่เป็น  ก็เรียนต่อวิทยาลัย  มหาวิทยาลัย  ปริญญาตรี  จบแล้วก็ทำอะไรไม่เป็นอีก  ก็ต่อปริญญาโท  ต่อปริญญาเอกไปเรื่อยๆ  ทำเป็นอย่างเดียวคือ  เป็นเรื่องเซกซ์  เลยเป็นปัญหาเรื่องการเรียนไม่มีวันหยุดมีแต่เรียนต่อไปเรื่อยๆ  และประเภทที่ทำอะไรไม่เป็นนี่แหละ  ทำราชการเป็นอย่างเดียว  แต่ทำแบบราชการไทย  เช่นเช้าชามเย็นชาม  ถ้าโดนไล่ออกปลดออก  ก็อดตาย  ทั้งนี้ก็เพราะเมื่อจบหลักสูตรหนึ่งๆ  ลงแล้วเด็กก็ไม่รู้ทฤษฎี  ไม่ได้ทราบซึ้งในทฤษฎี  หรือหลักสูตรการสอนก็ไม่ได้คำนึง  ไม่ได้เข้าใจความหมายสำคัญที่ว่าเมื่อจบหลักสูตรแล้ว  เด็กจะต้องรู้สูตรรู้ทฤษฎีอะไรบ้าง  ต้องรู้หลักการของวิชาแต่ละวิชาอย่างไรบ้าง  เพื่อให้ทำงานเป็นทำงานได้ตามสาขาวิชาที่ตนได้เล่าเรียนในระดับนั้นๆ  เมื่อเด็กไม่รู้ทฤษฎี  ไม่เข้าใจในสูตรวิชาการ  ไม่รู้หลักการก็เท่ากับไม่รู้อะไร  ก็เท่ากับเสียเวลาการเรียนไปเปล่า  ๆ  เป็นการเรียนพอดาดๆ  ผิวเผิน  ไม่มีการวิจัยค้นคว้าทดลอง  หรือภาคปฏิบัติบ้าง  เพื่อสรุปลงเป็นหลักการ  เป็นสูตรสำเร็จ  หรือทฤษฎีที่เห็นผลประจักษ์พอให้ความมั่นใจได้ด้วยตนเอง  คือมีความมั่นใจว่าจะเอาหลักการ  สูตรสำเร็จ  หรือทฤษฎีที่ตนได้เรียนได้รู้  ไปปฏิบัติได้จริงนอกห้องเรียน  ภายหลังจบการศึกษาในหลักสูตรนั้นแล้วเมื่อการศึกษาไม่ได้ให้ผลเป็นเช่นนี้ก็ไม่ได้หลักไม่ได้เกณฑ์อะไร  ไม่ได้สูตรไม่ได้ทฤษฎีอะไร  ได้เพียงใบรับรองว่าตนจบชั้นปริญญา  เป็นนั่นเป็นนี่  จากสถาบันนั่นสถาบันนี่  แต่ทำอะไรไม่เป็น ก็ไม่มั่นใจ  ไม่กล้าทำอะไร  ก็รูสึกว่าตนไม่มีความรู้  ไม่มีราชการให้บรรจุ  ทำอะไรไม่ได้ไม่เป็น  ก็เรียนต่อไป  แบบเดิมๆหลักสูตรเดิมๆ  ในถาบันเดิมนั่นต่อไป  ในแบบเดิมที่ไม่มีการวิจัยค้นคว้าทดลองให้ได้สูตร  ตัวทฤษฎีการเรียนรู้ออกมา  โดยไม่คิดที่จะแสวงหาสิ่งที่เป็นสูตร  เป็นทฤษฎี  หรือเป็นหลักการของวิชาที่เรียนทั้งหลาย  ไม่ว่าจะเป็นสังคมศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์  แม้ในเรื่องศาสนาศาสตร์คือการศาสนาก็ตาม  ต่างก็มีทฤษฎี  มีสูตร  มีหลักการและซึ่งสามารถสรุปเป็นแกนแห่งทฤษฎีรวมและทฤษฎีย่อยๆ  ได้ด้วยความมั่นใจ  นั่นหมายความว่า  สามารถรวมลงเป็นทฤษฎีใหญ่  แยกเป็นยุทธศาสตร์  และ  ยุทธวิธี  เข้าใจในการผสมผสานระหว่างทฤษฎีได้หลายหลากต่อไปได้อีก  เช่นนี้จึงเรียกว่า  เรียนแล้วได้ความคิด  ได้การพัฒนาการทางปัญญา

                ในเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น  ที่หลักสูตรแบ่งให้ถึง  30  ส่วนร้อย  โดยให้  30%  เป็นส่วนของภูมิปัญญาท้องถิ่นนั้น  แนวคิดก็ดีอยู่  แต่ดูเหมือนผู้บริหารการศึกษาจะมองไม่ครบถ้วน  การจะวางใจปล่อยให้ผู้เฒ่าผู้แก่  คนหัวโบร่ำโบราณเกินไปมาสอนลูกสอนหลานเราโดยไม่เลือกก็จะเป็นอันตราย  เพราะภูมิปัญญาท้องถิ่นมีมากที่เป็นหลักวิชาหลักการดั้งเดิมที่ล้าหลังเอามากๆ  เช่นหลักว่าด้วย  ฮีตสิบสองคลองสิบสี่ของชาวอิสาณ  เป็นต้น  มีฮีตมีคลองหลายประการ  ที่ไม่สามารถจะนำมาใช้ได้เลยใสมัยนี้  และมีจารีตธรรมเนียมความเชื่ออีกหลายประการที่คล้อย  ๆ  ไปในทางงมงายไร้เหตุผล  ที่มีกระตุ้นให้เกิดความคิดภูมิปัญญาที่เป็นประโยชน์ในการสร้างสรรค์โดยแท้  และทางวงการศึกษาเองก็ไม่เคยเลือกสรรเอาไว้ว่าภูมิปัญญาอย่างไร  แต่มาคลุมเอาทั้งหมด  ก็จะเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงไปอีกอย่างหนึ่ง  ที่เห็นชัดเจนก็คือ  แม้เรื่องของครูเอง  ของกระทรวงศึกษาธิการเองเช่น  ในงานวันครู  คำว่าบูรพาจารย์ของพวกครู  ยังคลุมไปถึงบูรพาจารย์ประเภทที่ไม่มีตัวตนด้วยเพราะเหตุใดการไปยกเอาสิ่งสมมติว่าชื่อนั้นๆ  เช่น  ชื่อวิศณุกรรม  พิฆเณศร  อิศวร  พรหม  นารยณ์  เป็นต้นว่าเป็นครูของตน  (ทั้งๆ  ที่สิ่งเหล่านี้มิได้รู้เรื่องการศึกษาวิชาการแต่อย่างไรเลย)  ยกวิศณุกรรมเป็นครูทางการก่อสร้าง  ยกพระพิฆเณศรเป็นครูอาจารย์ทางการศึกษาทางศิลปกรรมเป็นต้น  แล้วเอารูปปั้นสิ่งเหล่านี้มากราบไหว้ในงานวันครู  ทั้งระดับชาติถึงระดับท้องถิ่น  เช่นนี้เป็นสิ่งที่งมงาย  เป็นภูมิปัญญาที่งมงายอย่างยิ่งซึ่งอยู่ที่ระดับสูงสุดของการศึกษาของชาติด้วยซ้ำไปเป็นต้องปรับและเปลี่ยนเสียใหม่  ตั้งแต่ภูมิปัญญาระดับชาติลงไปถึงท้องถิ่น  โดยปรับให้เป็นความเชื่อแบบวิทยาศาสตร์  มีเหตุมีผล  มองให้ตรงตามความเป็นจริง  และมีความจำเป็นอย่างยิ่งว่าใน  30  เปอร์เซ็นต์ที่ให้ท้องถิ่นนั้น  ยังมีความจำเป็นขนาดใหนที่ต้องเลือกภูมิปัญญาอย่างไรมาสอนเด็กของเรา  ทุกวันนี้สิ่งที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของโรงเรียนมากมายหลายโรงเรียน  ในอิสาณหรือเหนือใต้ออกตกก็ตาม  มักเป็นเรื่องงมงาย  เช่นบางแห่งพานักเรียนไปทำพิธีเรียกขวัญ  สู่ขวัญ  หมอขวัญก็อัญเชิญเทวดา  ผีป่าผีขโมด  ภูติพรายในดินในดอน  ตลอดจนพระภูมิเจ้าที่  ผีสางที่ดูแลรักษาหัวไร่หัวนา  เทวดาที่มีในถ้ำในเขาในโพรงไม้ใหญ่มาทั้งหมด  เช่นนี้  ถือว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่งมงายอย่างยิ่ง  จำเป็นต้องมีการชำระสะสางเสียก่อนจึงค่อยอนุญาตให้เอามาสอน  หรือพาไปสู่ภาคปฏิบัติ  มิฉะนั้นนักเรียนของเรา  คงถอยหลังเข้ารกเข้าพงไปยิ่งกว่าคนโบราณเสียอีก  ซึ่งย่อมหมายถึงการห่างไกลไปจากหลักวิชาการพระพุทธศาสนานั่นเอง

                การสอนศาสนาแต่นักเรียน  มีเสียงเรียกร้องว่า  ให้เป็นแบบบูรณการอยู่ในทุกวิชาการสอนนั้นก็เป็นแนวคิดที่น่ารับฟัง  แต่ครูในวิชาวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์  หรือสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็อาจจะไม่เข้าใจหลักแก่นแห่งศาสนาที่จะเอาไปสอนเด็ก  เช่นสอนเพศศึกษาไปโดยเข้าใจผิดว่าสอดคล้องธรรมะทั้งๆ  ที่ไม่ถูกธรรมะเลย  ทุกวันนี้  เรามักเชื่อเครดิตพวกหมอพวกแพทย์กันมาก  แต่อย่างลืมว่าพวกนี้เป็นวัตถุนิยม  เล่าเรียนเรื่องวัตถุมามากกว่าเรื่องจิตใจและศาสนาตัวอย่างมาตกรรมโหดๆ  เช่นแพทย์  หมอฆ่าชำแหละเมียตัวเอง  เฉือนเนื้อหนังออกไปจนเหลือแต่กระดูก  ไม่ใช้เพิ่งมีขึ้นในวันนี้วานนี้  แต่มีมาก่อนนี้มากมายทั้งในไทยและต่างประเทศ  จนขึ้นชื่อว่าหมอมือชำแหละบ้าง  หมอพิฆาตบ้าง  นั่นคือความคิดวัตถุนิยม  เมื่อพวกนี้มาสอนเพศศึกษาก็จะสอนแบบวัตถุนิยม  ไม่เข้าใจเรื่องวัฒนธรรม  ไม่เข้าใจเหตุผลทางศาสนา  จริยธรรม  หรือสังคมวิทยา  สังคมศาสตร์  เอาความเข้าใจทางวัตถุนิยมด้านเดียวมาสอนเพศศึกษา  ฉะนั้น  ควรอบรมพวกแพทย์นี้เสียก่อนที่จะให้มาสอนเพศศึกษา  ให้เข้าเรื่องบาป  ตามทัศนะของศาสนาพุทธ(บาปคือกามตัณหาที่ฆ่าชีวิตทางจิตใจตนเองให้ตายตกต่ำสำมะเลเทเมา)  ให้เข้าใจเรื่องจริยธรรม(คือเข้าใจการสร้างบุคลิกภาพอันสะอาด  สว่าง  สงบ  ด้วยการสำรวมทางไตรทวาร  มีกายกรรมให้สะอาด  สำรวมวจีกรรมให้ไพเราะไม่หยาบ  ลามก  อนาจาร  ไม่ส่อเสียด  เพ้อเจ้อ  มโนกรรมฝึกจินตนาการในสิ่งสูง  เบื้องสูง  สร้างจิตใจที่สูงส่งอย่าหมกมุ่นในความคิดทางกามารมณ์)    และให้เข้าเรื่องวัฒนธรรม  (คือเข้าใจระบบสังคมไทยที่  เขายอมรับอะไรว่าดีอะไรว่าร้ายนั้น  เขามีเหตุผลมีที่มาที่ไปอย่างไร  สิ่งที่คนยอมรับมานานแล้ว  และทั้งเป็นของดี  เราอย่าพยายามขัดหรือแย้งด้วยหลักความรู้ด้านเดียวของเรา  จักเกิดการแตกแยกขึ้นเป็นฝักเป็นฝ่ายในสังคม  เกิดการบั่นทอนบ่อนทำลายความเป็นปึกแผ่นของสังคม  เช่นขณะนี้มีฝ่ายที่ถือคติใหม่  คือเห็นว่าปล่อยให้เด็กเสพกามไม่เป็นผลเสียหายอย่างไร  นั่นเป็นความคิดฝ่ายวัตถุนิยม  คือพวกหมอพวกแพทย์ที่มองด้านเดียวดังกล่าวมานั่นเอง  พวกนี้จะพยายามเสนอทฤษฎีวัตถุนิยมอย่างไม่รอบคอบ  เพราะคิดว่านี่เป็นทางเดียวที่จะแก้ปัญหาได้  ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง  ถ้าศึกษาโดยรอบด้านแล้วจะพบว่าอะไรที่เป็นปัญหาไปกระทบเรื่องวัฒนธรรมเข้าแล้วจะกลายเป็นปัญหาต่อไปไม่สิ้นสุด  กลับจะไปขยายปัญหาให้ใหญ่โตไปเรื่อยๆ  กลับจะแก้ไขยากยิ่งไปกว่าเดิม  เพราะปัญหาจะบานปลายไปในภายหลัง  ตัวอย่างเรื่องการตอบปัญหาทางเพศในหน้าหนังสือพิมพ์นั่นเอง  ที่พวกหมอ-แพทย์วัตถุนิยมที่มีความรู้แคบเพียงด้านเดียว  อ้างสถาบันอ้างหลักวิชาด้านเดียวของตนมาพูดเรื่องเพศสัมพันธ์ไปอย่างสุด  ๆ  เอาทุกความลับมาพูดไปอย่างอวดดีคะนองปาก  หาได้เคยประเมินผลไม่ว่า  นี่คือต้นเหตุให้การเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเกิดขึ้นอย่างมากมายในบัดนี้  และคนในสังคมเห็นสิ่งที่ควรอับอายเป็นสิ่งที่ไม่ควรอับอายกลายเป็นคนหน้าด้านยิ่งขึ้น  (ท่านจะเห็นสตรีสวย  ๆ  ตั้งใจแต่งตัวมาอวดอะไร  ๆ  ของเธออย่างไม่รู้สึกอับอายอะไรเลย)  อันเนื่องมาจากหมอ-แพทย์ตอบปัญหาทางเพศแบบวัตถุนิยมมานาน  ฉะนั้น  เมื่อนำคนที่รู้ทางเดียวมาบริหารเรื่องที่สัมพันธ์ไปหมดกับวิถีชีวิตทั้งมวล  คือ  เรื่องเพศ  เรื่องกาม  ของมนุษย์เช่นนี้  จึงต้องระวัง  คนที่รอบรู้ปัญหาสังคมทุกด้านเท่านั้นเหมาะที่จะสอนวิชาเพศศึกษา  หรือตอบปัญหาทางเพศสัมพันธ์  โดยสอนให้เข้าใจองค์รวมของการสอนเพศศึกษาและปัญหาทางเพศสัมพันธ์

                ในทางปฏิบัติ  เมื่อวิเคราะห์ทางปฏิบัติในหลักสูตรพุทธศาสนา  เพื่อหาวิธีการออกมาเป็นรูปธรรม  ก็พอจะเห็นได้ชัดเจนว่าหลักปฏิบัติในพระพุทธศาสนธรรมควรไปเชื่อมกับหลักการลูกเสือโลก  สิ่งที่ควรคิดจากการจัดงานลูกเสือโลกในประเทศไทย  ก็คือได้บทสรุปที่ชัดเจนว่ากฎลูกเสือทั้ง  10  ข้อ  นั้นมาจากหลักการพระพุทธศาสนาโดยแท้จริง  โดยหลักก็คือฝึกให้เด็กมีความสันโดษมีความอดทน  อดกลั้น  รู้การประหยัด  ละความฟุ่มเฟือย  ละบาปทางใจ  ไม่มีกามารมณ์  และแสวงหาความสุขจากความประพฤติทางสงบระงับ  ตามที่  เบตตี้  เค  ทายาทท่านหลอดเบาเดลพาวเวล  กล่าวปราศัยและยืนยันว่า  ถ้ารักษากฎของลูกเสือได้ตลอดชีวิตก็จะมีความสุข  และข้อที่ว่า  จงทำให้ผู้อื่นมีความสุข  เราปฏิบัติได้ก็ทำให้เราเองมีความสุข  เบตตี้  เค  ยืนยันว่าท่านเองมีความสุขเพราะได้รักษากฏของลูกเสือทั้ง  10  ข้อไว้ได้โดยเคร่งครัดตลอดมาตราบจนปัจจุบัน  (ซึ่งคำพูดนี้วิเคราะห์ได้ว่า  ท่านยึดหลักของชีวิตเป็นสุขตามหลักการพระพุทธศาสนานั่นเอง  เพราะกฏของลูกเสือทั้ง  10  ข้อทำให้มีความสุข  มิใช่ความสุขเพราะกาม  มิใช่กามทำให้มีความสุขตามที่โลกวัตถุนิยมยกย่อง  ฉะนั้น  เบตตี้  เค  ยืนยันว่าลูกเสือต้องแสวงหาความสุขจากพรหมจรรย์  ชีวิตสันโดษความระงับและสงบจากกาม)  ฉะนั้นในภาคปฏิบัติในวิชาพระพทุธศาสนา  จึงควรส่งเสริมกิจกรรมลูกเสือสากล  นั่นหมายความรวมไปถึงว่าการสอนศาสนาให้เด็กต้องสอนหลักความประพฤติ  ให้วิถีชีวิตประจำวันอยู่ในความถูกต้องทุกอย่างโดยเฉพาะกฎหมายและศีลธรรม  การเรียนรู้ศาสนธรรมในความประพฤติประจำวันของเด็กๆ  นั่นเอง  การที่เด็กๆ  รู้อดรู้ทนตามคำสอนเรื่องขันติและโสรัจะ  ฯลฯ  สามารถเรียนได้จากการไม่ข้องแวะยาบ้า  ไม่เที่ยวกลางคืน  การประหยัดและอดออม  รู้จักหน้าที่  มีจิตใจโอบอ้อมอารี  รู้กิจการ  รู้ช่วยเหลือผู้ปกครอง  ครู  บริการสาธารณะ  มีจิตใจช่วยเหลือผู้อื่น  การให้  การไม่เห็นแก่ตัว  ซึ่งหลักความประพฤติถูกต้องเหล่านี้  จะรวมลงในหลักธรรมว่าด้วย  มงคลชีวิต  38  ประการ  นั่นเองเป็นหลักสูตรทางความประพฤติที่แท้จริง  ที่เกิดผลจริง  ให้  เก่ง  ดี และมีสุข

          กล่าวโดยสรุป  หลักสูตรพระพุทธศาสนาควรบูรณาการวิชาอื่นๆ  ไปทั้งหมด  และตัววิชาพระพทุธศาสนาเองควรเป็นสากลด้วยการส่งเสริมกิจการของลูกเสือสากล  เด็กไทยต้องเตรียมตัวไปชุมนุมลูกเสือโลก  และนำกิจกรรมลูกเสือไปปรากฎในวงการลูกเสือโลกให้เด่น  ให้มีการชุมนุมลูกเสืออย่างหลายหลากหลายระดับ  เช่นมีระดับชาติ  ระดับเขตการศึกษาและระดับตำบล  อบต.  เป็นต้น  เพราะนี่ก็คือการเดินตามรอยทางธุดงค์กรรมฐานของฝ่ายพระสงฆ์นั่นเอง  แต่ต้องยึดหลักของพระสงฆ์  ต้องระวัง  ความคิดวัตถุนิยมจะมาทำลายหลักการลูกเสือโลกที่ดีอยู่ขณะนี้  การจัดการต้องพยายามให้แยกกันระหว่างเพศ  ลูกเสือและเนตรนารีอย่าให้คลุกคลีปะปน  ต้องกำหนดให้สอดคล้องกับสภาวะทางร่างกายจิตใจของนักเรียนนักศึกษา  ถ้ายังเด็กอยู่ก็พอให้ปะปนได้แบบเด็กๆ  แต่ถ้าโตขึ้นไปก็ต้องคอยวินิจฉัยความเหมาะสม  อย่าให้กิจกรรมลูกเสือกลายเป็นกิจกรรมที่กระตุ้น  ความรักผสมกับความใคร่ไปด้วย  ต้องหมั่นอธิบายความลึกซึ้งของกฎ  10  ของลูกเสือให้เป็นที่เข้าใจอย่างหลักธรรมในศาสนา  นั่นคืออธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผลกับความสุขอย่างไร  ตามที่เบตตี้  เค  ทำเป็นตัวอย่างไว้และอ้างตัวเป็นแบบอย่างได้  ทำได้เช่นนี้จะเป็นแนวใหม่ของการสอนวิชาพระพุทธศาสนาอย่างเป็นสากล

                ในเรื่องตัวทฤษฎีศาสนาเอง  เช่น  สถาบันรัตนตรัย  พระสงฆ์คืออะไรชาวพุทธไทยไม่ค่อยเข้าใจ  แม้ในหลักการสำคัญที่สุด และพระสงฆ์เองก็ไม่ค่อยเข้าใจ  ในประเด็นสำคัญยิ่งก็คือคำว่าสงฆ์เป็นสถาบันของศาสนาพุทธเท่านั้น  ศาสนาอื่นๆ  ไม่มีพระสงฆ์  และไม่สามรถจะนำคำพระสงฆ์ไปใช้ได้  นี่เป็นหลักการที่จะต้องเข้าใจให้ได้ก่อน  การที่ในขณะนี้สถาบันคริสต์ในไทยได้นำคำว่า  สงฆ์  ไปใช้  โดยเอาไปตั้งตำแหน่งของศาสนาตนคือคาทอลิกว่า  มีตำแหน่ง  สงฆ์  หมู่สงฆ์  อุปสังฆราช  สังฆราช  และอัครสังฆราช  แบ่งเขตการปกครองออกเป็นสังฆมณฑลต่างๆ  ทั่วประเทศไทยมีถึง  10  สังฆมณฑล  กับอีก  1  อัครสังฆมณฑลกรุงเทพ  อย่างไม่มีสิทธิหรือความชอบธรรมใด  ๆ  เพราะเป็นการละเมิดสาถบันศาสนาพุทธ  แล้วนักบวชในศาสนาคริสต์ก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็น  สงฆ์  ตามความหมายของคำว่า  สงฆ์  โดยหลักภาษาหรือศาสนาเอง  ดังเช่นมีกรณีบาดหลวงคาทอลิกชื่อ  เจมส์  พิมพิสาร  ยกตนว่าเป็น  สังฆราชเจมส์  พิมพิสาร  แล้วต่อมาเสพเมถุนกามจนเกิดบุตรออกมาคือบาทหลวงยอด  พิมพิสารปัจจุบันนี้  ถือว่าเป็นปาราชิกไปแล้วจะเรียกตนว่าสงฆ์ไม่ได้  จะเรียกว่า  สังฆราชไม่ได้  เช่นนี้เรียกว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์  เพราะแท้จริงจะต้องเรียกว่า  สมีเจมส์  พิมพ์พิสาร  หรือถ้าพ่วงตำแหน่งด้วยก็ต้องเรียกว่า  ราชสมีเจมส์ พิมพ์พิสาร  แทนคำว่า  สังฆราชเจมส์ พิมพ์พิสาร  จึงจะถูกต้องตามความหมายของคำว่าสงฆ์ที่แท้จริง  ซึ่งหลักการนี้ชาวพุทธจะต้องมั่นใจ  คำว่าสังฆมณฑลก็คือสมีมณฑล  อัครสังมณฑลกรุงเทพ  ก็เรียกอัครสมีมณฑลกรุงเทพ  เป็นต้น  เหตุที่ศาสนาอื่นไม่อาจเอาคำว่าสงฆ์ไปใช้ได้เพราะทั้งหลักธรรมพุทธและทั้งหลักจารีตประเพณีวัฒนธรรมสงฆ์บังคับกำหนดเงื่อนไขเอาไว้  เช่นสงฆ์ย่อมไม่เสพกาม  ถ้าสงฆ์เสพกาม  ย่อมเกิดพระวินัยถึงขั้นอาบัติสูงสุดคือ  ปาราชิก  และโดยจารีตประเพณีวัฒนธรรมพุทธถือว่าเป็นการประพฤติต่ำช้าลามก  สังคมพุทธยังประณามต่อไปว่าเป็นสมีจะได้รับการหยามเหยียดดูแคลนจากสังคมตลอดไปดังปรากฏในหนังสือโบราณว่า

                สมีต้องปราชิก  บุคคลผู้ต้องปราชิกในขณะดำรงเพศเป็นพระ  (เช่นเสพเมถุนกาม/บก.)  ท่านถือว่าผู้นั้นต้องอากถรรพณ์  มีกรรมอย่างหนัก  ทำอะไรไม่ขึ้น  ปลูกผักก็ไม่งาม  ปลูกข้าวก็ลีบ  ปลูกข้าวโพดก็ฝักเล็ก  ปลูกผลไหม้ก็โดยหนอนแมลงบ่อนทำลายเสียหมด  ท่านถือว่าเป็นบุคคลประเภทตาลยอดด้วน  คือไม่มีโอกาสงอกงามอีกต่อไป  ในสังคมของชาวนาถือกันมาก  ท่านจะไม่ยอมให้บุคคลประเภทนี้ไปทำนาเหนือน้ำที่ไขเข้านาคนอื่นๆ  เพราะถือว่าน้ำไหลผ่านเข้าที่ของบุคคลผู้นั้นเป็นอัปมงคล  จะนำความซวยมาสู่คนอื่น  ไม่ให้เกิดงอกงามได้  เท่าที่ปฏิบัติกันมาท่านจะไล่ให้ไปทำนาอยู่ปลายน้ำเสีย  (พลูหลวงปัจฉิมภาคแห่งโหราศาสตร์  ศิราศรมการพิม์  กทม.  2515  หน้า  226)

                การที่มีศาสนาคาทอลิก  นำคำว่าสงฆ์ไปใช้ในสถาบันคริสต์ต่างๆ  มากมาย แล้วชาวไทยพุทธและพระสงฆ์  แม้ระดับ  เถร-มหาเถร  ผู้ปกครองสงฆ์  หรือนักปราชญ์ราชบัณฑิตไทยยังไม่รู้สึกอะไรเลย  (ไม่นึกรู้ว่านี่คือการรุกเงียบเข้ายึดสถาบันสงฆ์ของพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น)  นั้น  น่าแสดงว่า  แม้แต่พระสงฆ์เองก็ไม่ค่อยเข้าใจพระพุทธศาสนา  แม้คำว่าสงฆ์  หรือคำว่าสังฆราช  ซึ่งเป็นเรื่องเบื้องต้นใกล้ตน  ของตนแท้ๆ  ท่านก็ไม่เข้าใจ  ไม่หวาดวิตกระวังภัยในพระพุทธศาสนา  จึงพึงเห็นว่า  การสอนเรื่องพระพุทธศาสนาอันเป็นแก่นแท้นั้น  ในประเทศไทยปัจจุบันนี้หาครูสอนที่แท้จริงค่อนข้างยากและอย่าคิดว่าถ้าเอาพระสงฆ์เองมาสอนแล้วท่านจะรู้อะไรรู้จริงๆ  จะต้องคอยติดตามประเมินผลเช่นเดียวกันกับครูสอนวิชาอื่นๆ  เพราะสถาบันสงฆ์เองก็ยังต้องปรับปรุงทางวิชาการพระพุทธศาสนาเองอย่างขนานใหญ่เหมือนกัน  และสำหรับการสอนวิชาพระพุทธศาสนา  น่าจะเอาพอใจ  เพียงว่าสอนไม่ให้นักเรียนเข้าใจผิดได้ก็นับว่าเก่งมากแล้ว  พอระดับสูงหรือขั้นมหาวิทยาลัยค่อยแนะให้เลือกหนังสืออ่านให้ถูกต้องกับยุคสมัย  เช่นของท่านพุทธทาสภิกขุ  และของท่านพระธรรมปิฎก  เป็นต้น  ถ้าเกิดปัญหามากไม่มีทางเลือกให้ดีกว่าเดิม  ก็น่าจะยกเอาหลักสูตรเดิม  ยุคที่หนังสือธรรมจริยาใช้สอนระดับมัธยมอยู่มาสอนได้  เพราะสอนแนวกว้างขวางทันสมัยอยู่  และควรบูรณาการไปพร้อมวิชาเศรษฐศาสตร์ดังกล่าว  เพราะหากครูไม่รู้วิชาเศรษฐศาสตร์  ไม่รู้ความสำคัญของเศรษฐศาสตร์  ไม่เคยเรียนเศรษฐศาสตร์มา  กับไม่รู้จักการหาเงินหาทองในเชิงธุรกิจการอาชีพมาก่อน  จึงไม่คำนึงหลักเศรษฐศาสตร์ในเชิงพุทธในหลักสูตรนี้เลย  เมื่อเป็น  เช่นนี้  ก็ไปต่อสู้กับโลกวัตถุนิยมไม่ได้  ไปกับกระแสโลกวัตถุนิยมได้ยาก  ควรแก้ทัศนคติที่ว่า  ศาสนาสอนไม่ให้แสวงหาความร่ำรวยมั่งคั่ง  และไม่สอนให้หาเงินหาทอง  ซ้ำเห็นเรื่องการหาเงินทองว่าเป็นเรื่องความโลภเห็นแก่ตัว  หรือเห็นว่าเป็นเรื่องเลวทรามไปก็ยังมี  จนมักมีคติว่ารวยเพียงใดก็เอาติดตัวไปด้วยไม่ได้เมื่อถึงแก่กรรมลง  อย่างนี้เป็นต้น  ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดไม่ถูกต้อง  แต่ควรนำคติ  งานคือเงินคืองานบันดาลสุข  มาใช้แทน  อย่างไรก็ตาม  ในเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นทุกวันนี้  ยังมีเรื่องเกี่ยวกับการทำบุญต่างๆ  เกี่ยวกับการเกิดแก่เจ็บตายของคน  ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องมีการปฏิวัติในเชิงวัฒนธรรมให้ได้  สิ่งที่น่าสังเกตุขณะนี้ก็คือ  การทำบุญแจกข้าว  ทำบุญอัฏฐิ  ฯลฯ  เกี่ยวกับคนตายยังมีคำว่า  คนตายขายคนเป็น  อยู่มากในสังคมในชนบท  อันเป็นสาเหตุหนึ่งของความลำบากยากจนหรือปัญหาทางเศรษฐกิจ.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คอลัมน์ประชาธิปไตยสงฆ์

 

 

 

 

 

 

จะปฏิรูปการปกครองสงฆ์ไปทำไม  ?

ปัญหากฎหมายกับการปฏิรูปการระบบสงฆ์

 

 

คำถาม  ท่านบรรณาธิการ  นสพ.ดี  คงจะยังไม่เคยพบที่มาที่ไปแห่งหลักการปกครองคณะสงฆ์มาแต่เดิม  ยุคสมเด็จพระมหาสมรณเจ้า  กรมพระยาวชิรญาณวโรรส  องค์ปรมาจารย์แห่งการศึกษาการปกครองของคณะสงฆ์ไทย  ในรัชสมัยที่  5  แห่งราชวงศ์จักรี  โปรดอ่านจากข้อความที่ลอกมาให้ต่อไปนี้แล้วลองพิจาราณาให้ดี  ยังจะมีความเห็นหรือบทวิเคราะห์ว่าประการใด  หากรอบรู้จริง  ก็คงจะค้นพบว่า  มาจากไหน  เป็นคำพูดของใคร

                เราได้เคยปรากภว่าผู้ตั้งใจบวชจริงๆ  ดูไม่น่าจะรับยศศักดิ์  แต่น่าประหลาดใจว่า  พระผู้ไม่ได้อยู่ในยศศักดิ์  หรือยิ่งพูดว่าไม่ใยดีในยศศักดิ์  เรายังไม่แลเห็นเป็นหลักในพระพุทธศาสนาจนรูปเดียว  จะหาเพียงปฏิบัตินำให้เกิดเลื่อมใสเช่นเจ้าคุณอาจารย์ของเราให้ได้ก่อนเถิด  พระผู้ที่เราเลื่อมใสและนับถือว่าเป็นหลักในพระศาสนาเป็นเครื่องอุ่นใจได้  เป็นผู้รับยศศักดิ์ทั้งนั้น  สมเด็จพระวันรัต   วัดโสมนัสวิหาร  ที่แลเห็นว่าไม่มุ่งในทางโลกีย์แล้ว  ยังยอมอยู่ในยศศักดิ์  เหตุให้เป็นอย่างนั้น  น่าจะมี  ภายหลังเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเองแล้วจึงรู้ว่า  พระที่เราเลื่อมใส  และนับถือว่าเป็นหลักในพระศาสนานั้น  ย่อมเอาภาระธุระพระพุทธศาสนา  เว้นจากความเห็นแก่ตัวเกินส่วน  อันจะทำนุบำรุงพระศาสนา  ที่สุดเพียงครองวัดหนึ่ง  ไม่ได้กำลังแผ่นดินอุดหนุน  ทำไปไม่สะดวก  ฝ่ายแผ่นดินเล่าย่อมคอยสอดส่องอยู่เสมอ  มีพระดีเป็นที่เลื่อมใสและนับถือของมหาชนปรากฏขึ้น  ณ  ที่ไหน  ย่อมเอามาตั้งไว้ในยศศักดิ์ ให้กำลังทำการพระศาสนา  ลักษณะพระที่ดีจริง  ย่อมไม่อยากร่านเป็นนั่นเป็นนี่  เมื่อถึงคราวจะต้องเป็นเข้าจริง  ไม่แสดงพยศและเบี่ยงบ่าย  พระผิดจากลักษณะนี้  เราก็ไม่เลื่อมใส และไม่เห็นเป็นหลักในกพระพุทธศาสนา  จึงหาพระประกอบด้วยลักษณะนั้นนอกยศศักดิ์ไม่ได้

 

คำตอบ  มาจาก  พระประวัติตรัสเล่าของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระยาวชิรญาณวโรรส  พระประวัติ  รพ.มหามกุฏราชวิทยาลัย  พิมพ์ครั้งที่  6  พ.ศ.  2514  หน้า  62-63  ทรงเล่าเรื่องความคิดของพระองค์เองต่อยศศักดิ์พระ  แต่ทัศนะของพระองค์ต่อเรื่องยศศักดิ์พระนี้  มีข้อโต้แย้งโดยหลักพระธรรมวินัยได้ทั้งหมด  แม้ในเรื่องข้อเท็จจริงก็แย้งได้  เช่นที่ทรงอ้างว่า  พระผู้ที่เราเลื่อมใสและนับถือว่าเป็นหลักในพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องอุ่นใจได้  เป็นผู้รับยศศักดิ์ทั้งนั้น  และอีกข้อความหนึ่งว่า  พระผู้ไม่ได้อยู่ในยศศักดิ์  หรือยิ่งพูดว่าไม่ใยดีในยศศักดิ์  เรายังไม่แลเห็นเป็นหลักในพระพุทธศาสนาจนรูปเดียว  นั้น  ที่จริงทรงอ้างผิด  ในประวัติของพระองค์นั่นเอง  ก็ทรงเล่าว่ามีเจ้านายในราชวงศ์ออกบวชแล้ว  ไม่ใยดีในยศศักดิ์ที่เป็นหลักในการพระพุทธศาสนาก็มีอยู่รูปหนึ่งทรงเล่าเองด้วยซ้ำคือเล่าว่า  พระองค์เจ้าประถมวงศ์  ในกรมพระราชวังหลังหาได้ทรงสมรณศักดิ์ไม่  (ดูเล่มเดียวกันหน้า  73)  ก็ขัดกับดำรัสท่านเองที่ว่า  พระผู้ไม่ได้อยู่ในยศศักดิ์  หรือยิ่งพูดว่า  ไม่ใยดีในยศศักดิ์  เรายังไม่แลเห็นเป็นหลักในพระพุทธศาสนาจนรูปเดียว  และที่จริงก็มีกมากกว่ารูปเดียว ตามที่ทรงอ้างมาด้วยซ้ำ  แต่ท่านเหล่านั้นอยู่ปฏิบัติศาสนกิจส่วนตนตามป่า  เขา  ลำเนาไพร  ชนบทไม่ได้อยู่ตามหอตามวังอย่างพระที่ได้ยศศักดิ์  ตัวอย่างที่ชัดเจนในสมัยเดียวกับพระองค์นั้นก็คือกรณี  พระครูบาศรีวิชัย  แห่งล้านนา  เป็นตัวอย่างหลักความศรัทธามหาชนที่สืบเนื่องมาตราบทุกวันนี้คนทั่วประเทศก็ยังเลื่อมใสศรัทธาเป็นอันมากอยู่  นี่คือหลักความศรัทธาที่แท้จริง  ท่านผู้อ่านจะต้องทราบข้อมูลเสียก่อนว่าเรื่องราวนี้เกิดขึ้นขณะที่ทรงผนวชได้เพียง  3  พรรษาเท่านั้นเอง  ยังไม่ทรงหนักแน่นในพระธรรมวินัย  ยังไม่พ้นนวกภูมิ(5  ปี)  ตามที่พระองค์เองบัญญัติขึ้นทีหลังด้วยซ้ำและที่ดำริว่า  ภายหลังเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเองแล้วจึงรู้  (ปัญหาว่า  รู้อย่างไร? ถ้ารู้อย่างที่พระองค์พระบวชใหม่รู้ว่าพระมียศศักดิ์เท่านั้นจึงเป็นหลักในพระศาสนา  ก็ไม่ใช่รู้พระผู้รู้  คือ  พระอรหันตขีณาสพทั้งหลาย)  และเมื่อทรงกรม  (เป็นพระองค์เจ้าตัวกรมฝ่ายบรรพชิต  แรกทรงกรมเป็นกรมหมื่นก่อน)  แล้วจะมีศักดินาถึง  15,000  ไร่  เมื่อยังไม่กล้าถวายหัวแด่พระบรมศาสดา  สองจิตสองใจอยู่เช่นนี้ก็ต้องทรงรับเอาไว้ก่อน  จะปฏิเสธก็เสียโอกาส  หากอยู่ในพระธรรมวินัยไม่ได้กลับออกไปภายแก่จะทำอย่างไร  ท่านเองก็เคยปรากภว่า  บวชนานแล้วสึกทีหลังจะเสียเวลาก้าวหน้าฝ่ายฆราวาสไปมาก  และเมื่อรับทรงกรมแล้วก็รับยศศักดิ์พระไปด้วยกันคือ  พระราชาคณะผู้ใหญ่  พร้อมควบตำแหน่งเป็น   เจ้าคณะรองแห่งพระธรรมยุติกนิกาย

ตามไปด้วย  หากไม่ทรงรับยศพระราชาคณะผู้ใหญ่  ไม่รับตำแหน่งเจ้าคณะชั้นผู้ใหญ่  จะอยู่อย่างไรไม่ชิงลาสิกขาไปก่อน  จะเป็นลูกวัดก็คงไม่ได้  เพราะเป็นพระมีระดับเชื่อพระวงศ์ชั้นสูงยังมีขัตติยมานะเต็มเปี่ยมอยู่  หาได้อย่างเจ้านายนันทะพุทธนัดดาไม่  หาได้อย่างองค์อรหันต์ประเสริฐอริยบุคคลผู้เป็นอเสขะที่แท้จริงไม่และในกาลต่อมาก็ทรงเจริญยศศักดิ์และตำแหน่งในราชการสงฆ์ไปเรื่อยๆจนถึงยศศักดิ์และตำแหน่งสูงสุดในระบบสงฆ์เจ้าขุนมูลนายไทยคือ  เป็น  สมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระยาวชิรญาณวโรรส  ในตำแหน่ง  องค์สกลมหาสังฆปรินายก  หรือ  สมเด็จพระสังฆราชเจ้า  เป็นองค์ที่  10  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  อันเป็นสูงสุดฝ่ายโลกและธรรม  ฉะนั้น  นี่คือมูลเหตุและแบบอย่างจารีตสงฆ์ไทยในการสถาปนาระบบยศศักดิ์และตำแหน่งพระขึ้นอย่างค่อนข้างมั่นคงในลำดับกาลต่อมา  ตราบจนปัจจุบันนี้ส่งผลให้วงการสงฆ์สาวกองค์บรมศาสดา  เกิดเป็น  ระบบชนชั้น  ขึ้นมาอย่างมากมายหลายระดับ  มีตำแหน่ง  8  ชั้น  สมณศักดิ์  11  ชั้น  ไม่รวมฐานานุกรม  ฯลฯ  ในขณะนั้นไม่ทรงเล็งเห็นหนทางหรือหลักสูตรการวิปัสนาธุระหรือหลักสูตรมรรคผลเลย  จึงทรงบำรุงเฉพาะฝ่ายคันธุระ  แล้วเป็นการจัดการการศึกษาไปแบบโลกๆ  ลอกเลียนวิธีการมาจากโลกตะวันตกแช่นเดียวกับฝ่ายบ้านเมืองไทยยุคใฝ่ตะวันตกขณะนั้นที่จัดการให้เป็นระบบชั้นเรียน  มีหลักสูตรตารางสอนไปตามวิธีการโลกสมัยใหม่ในยุคนั้น  และที่สำคัญ  การจัดระบบการศึกษาคันธุระใดใดล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่อรับใช้ระบบชนชั้นทั้งสิ้น  นั่นคือการศึกษาเพื่อได้เป็นพระราชการแบบเจ้าขุนมูลนาย  เอาผลการศึกษาไปตีค่าเป็นพระระดับเจ้าขุนมูลนาย  เพื่อปรับระดับตำแหน่ง  หรือยศชั้นต่างๆ  เป็นการศึกษาทางเจือด้วยยศศักดิ์อย่างโลกๆ  นั่นเอง  ไม่ทรงมองวิถีทางพระธรรมวินัยที่เป็นหลักการศึกษาที่แท้จริงทางวิปัสนากรรมฐานคือมรรคผลนิพพาน  จึงไมได้ทรงคิดสร้างหลักสูตรทางการวิปัสนาธุระขึ้นมาด้วยเลย  ดำรัสที่ว่า  พระผู้ไม่ได้อยู่ในยศศักดิ์  หรือยิ่งพูดว่าไม่ใยดีในยศศักดิ์เรายังไม่แลเห็นเป็นหลักในพระพุทธศาสนาจนรูปเดียว  นั้น  เป็นวิสัยทัศน์ที่มองจากความหมายที่ว่าท่านทรงเข้าพระทัยคำว่า  พระ  หรือ  สงฆ์  อย่างไร  ทรงเข้าพระทัยวิถีทางสงฆ์อย่างไร  มรรคผลอย่างไร  ดูจากดำรัสอีกบทท้ายๆ  ที่ว่า  ลักษณะพระที่ดีจริงย่อมไม่อยากร่านเป็นนั่นเป็นนี่  เมื่อถึงคราวยจะต้องเป็นเข้าจริงไม่แสดงพยศและเบี่ยงบ่าย”  ซึ่งในทัศนะของท่านพระดีจะต้องรับยศศักดิ์อย่างไม่แสดงพยศและเบียงบ่ายคือน้อมรับโดยดุษฎี  จะเห็นว่ายังทรงเยาพระพรรษาเกินไป  ดูจะทรงมองใกล้ตัวมองผละประโยชน์ส่วนตัวเกินไป  ถ้ามองย้อนอดีต  พระอรหันต์ทั้งหลายล้วนแต่เป็นผู้ไปเสียจากยศถาบรรดาศักดิ์ทั้งสิ้น  ไปเสียจากลาภ  จากศักดินาทั้งสิ้น  นั่นแหละหลักที่เป็นแก่นแท้คือหลัก  ความศรัทธา  ของมหาชน  ที่ถาวรที่สุด  จะทรงปฏิเสธได้อย่างไรว่าพระไม่มียศศักดิ์เป็นหลักพระศาสนาไม่ได้  ในเมื่อศาสนาพุทธทั้งระบบมีกำเนิดขึ้นมาจากภูมิปัญญาที่มองไปถึงสัจธรรม  แห่งการสละโลกทั้งสิ้น  จึงมีเจ้าชายผู้สละยศถาบรรดาศักดิ์  สละตำแหน่ง  อำนาจจักรพรรดิในแผ่นดินลงไปเป็นคนธรรมดาสามัญ  เทียวภิกขาจารอยู่ถึง  45 ปี  จึงสามารถสถาปนาศาสนาพุทธขึ้นมาในโลกนี้  ตราบเจริญรุ่งเรืองมาถึงปัจจกุบัน  ก็ด้วยระบบอนาคาริกะที่ไร้ยศถาบรรดาศักดิ์  ศักดินาใดใด  พระผู้นำพระพุทธศาสนามาสู่สยามก็มีชื่อสั้นๆ  ว่า  พระโสณเถระ  และพระอุตตรเถระ  ไม่ได้มีชื่อยาวๆ  ที่ผนวกเอายศศักดิ์เข้ากับชื่อด้วยเหมือนพระเจ้าขุนมูลนายสมัยใดเลย  และในสมัยของพระองค์ก็ยังมี  ยังทรงเห็นด้วยพระองค์เอง  กรณีพระ(ครูบา)ศรีวิชัย  ซึ่งเป็นพระธรรมดาสามัญไร้ยศศักดิ์  ที่มีจิตใจนักปฏิรูปปฏิสังขรณ์และนักการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่  โดยความศรัทธาล้วนของประชามหาชน  และไม่มีกำลังแผ่นดิน  กำลังฝ่ายปกครองสงฆ์สนับสนุนให้กำลังทำการใดเลย  (ฝ่ายปกครองสงฆ์ยุคนั้นกลับมีแต่อิจฉาริษยาคอยจับผิดทำลายท่านทุกวิถีทางจนเกิดเป็นคดีใหญ่โตมาถึงกรุงเทพฯ)  เหตุใดเป็นหลักในพระศาสนาได้และเป็นที่นิยมศรัทธาไปทั่วล้านนาทวีปตลอดถึงประชาชนชาวพุทธทั้งมาจนปัจจุบันนี้  ฉะนั้น  ด้วยเหตุที่ทรงมองความหมายของคำว่า  หลัก  ผิดไปอย่างนี้เสียแต่ต้น โดยมองความได้  ความเป็น  ความมีของพระองค์เอง  คือ  ความจำเริญโลกีย์ทางยศศักดิ์  ศักดินา  และตำแหน่งไปเรื่อยๆ  จนถึงระดับสูงแห่งยศศักดิ์  ศักดินา  ทั้งฝ่ายบ้านเมืองและฝ่ายสงฆ์เจ้าขุนมูลนาย  จึงเป็นแบบอย่าง  ทำให้ระบบศักดิ์ และตำแหน่งพระเริ่มมีขึ้นและแพร่หลายต่อมา  ในขณะเดียวกันก็ตัดทางที่น่าจะทรงดำริจัดการฝ่ายการศึกษาด้านวิปัสนาธุระ  และการจัดระบบการปกครองที่เอื้อมและรองรับพระฝ่ายวิปัสนาธุระที่มุ่งหมายเดินตามรอยพระธรรมวินัยไม่ใฝ่ในยศศักดิ์พระเสียตั้งแต่นั้น  กลับทำ  ให้ระบบชนชั้นในหมู่สงฆ์ฟักตัวพอกพูน  จนเข้าครอบงำความคิดและวิถีทางวัฒธรรมของหมู่สงฆ์ไทยทั้งสิ้นเรื่อยมาตราบจนปัจจุบันนี้

                ส่วนมหาสมณวินิจฉัยที่ว่า  ฝ่ายแผ่นดินเล่า  ย่อมคอยสอดส่องอยู่เสมอ  มีพระดีเป็นที่เสื่อมใส  และนับถือของมหาชนปรากฏขึ้น  ณ   ที่ไหน  ย่อมเอามาตั้งไว้ในยศศักดิ์  นี้ย่อมเห็นอยู่ว่า  เอาพระองค์เองเป็นแบบอย่าง  อย่างไม่ชอบธรรม  ไม่ว่าด้วยคติทางโลก  ไม่ว่าด้วยคติธรรมวินัยในศาสนา  คำว่าพระดี  ในที่นี้ย่อมหมายรวมถึงพระอรหันต์ด้วย  พระอริยบุคคลชั้นเสขบุคคลอื่นๆ  ด้วย  ซึ่งหมายความของคำว่า  พระดี  ย่อมถือว่าสูงสุดในพระธรรมวินัยแล้ว  ย่อมอยู่เหนือโลก  เหนือเทพยดา  ฟ้าสวรรค์  ชั้นอินทร์  พรหมโลก  เป็นโลกุตตระแล้ว  หากถือตามมติที่ว่า  ย่อมเอามาตั้งไว้ในยศศักดิ์  เช่นนี้  ย่อมเป็นการนำโลกกุตรธรรมมาลดลง  เป็นการลบหลู่ธงชัยแห่พระอรหันต์  ขัดวิถีทางพุทธจริยา  ย่อมเป็นบาปอย่างยิ่ง  ทางที่ถูกต้องจะต้องบำรุงท่านในด้านกิจการเผยแพร่  ให้พระพุทธ ศาสนาธรรมที่แท้จริงคือมรรคผลนิพพาน  และวิถีธรรมของศาสนาพุทธกว้างขวางออกไปโดยชอบธรรมวินัย  และเราผู้เห็นความดีของท่าน  ว่าท่านเป็นพระดี  ก็จงจำเริญ  รอยตาม  เอาอย่างกษัตริย์สมัยก่อน  เช่นพระเจ้ามิลินทร์  ก็ทรงออกผนวช  แล้วหมั่นประพฤติธรรมตราบสำเร็จการศึกษาวิปัสนาธุระเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง  คำว่า  ให้กำลังทำการพระศาสนา  มีหลายวิธีการที่ชอบด้วยธรรมด้วยวินัย  โดยไม่ต้อง  เอามาตั้งไว้ในยศศักดิ์  อันเป็นการสร้างบาปความมัวหมองแต่พระรัตนตรัย  ดูตัวอย่าง  การสังคายานาพระไตรปิฎก  ฝ่ายกษัตริย์ฆราวาสสนับสนุนอย่างไร  อโศกมหาราชทำอย่างไร  กษัตริย์จีนสนับสนุนพระถังซำจั๋งอย่างไร  ไม่ใช่เอาท่านไปตั้งไว้ในยศศักดิ์  อันเป็นโลกียวิถี  และ  ถึงจะเอาไปตั้ง  พระที่ดีจริงย่อมไม่อาจรับ  เพราะไม่ชอบด้วยธรรมด้วยวินัย  ไม่ชอบด้วยแบบปฏิบัติตามพระโอวาทปาฏิโมกข์  อะไรที่ไม่ถูกต้องย่อมละเสียให้จงได้  เมื่อรู้อยู่ว่าผิด  ยังทำไป  นั่นคือผิดหลักโอวาทปาฏิโมกข์  ข้อที่ว่า  สพฺพปาปสฺสอกรณ์  การไม่ทำปาบทั่งปวง  ใช่หรือไม่   พระที่ดีจริงท่านจะยอมลดความประเสริฐแห่งมรรคผลลงไปเกลือกกลั่วโลกกียวิถี  จะลดธงชัยพระอรหันต์อันส่งางามแห่งโลกุตระ  ไปน้อมแต่โลกียะได้อย่างไร ถ้าเช่นนั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้กตัญญูต่อพระพุทธศาสนาได้อย่างไร?

          ตอบเพียงเท่านี้หวังว่าจะเข้าใจมองไกลไปเองได้  โดยฉพาะประเด็นการก่อเกิดจารีต  คณะสงฆ์แบบยศศักดิ์  เจ้าขุนมูลนาย  และทั้งแนวคิดการออกกฎหมายคณะสงฆ์หลายฉบับต่อมาได้อิงอยู่บนพระมหาสมณวินิจฉัยนี้  ซึ่งวินิจฉัยไว้แต่คราวผนวชได้เพียง 3 พรรษา  ในคณะธรรมยุติยังไม่พ้นนวกภูมิสู่มติภาวะแห่งสงฆ์ด้วยซ้ำ  อันเป็นที่ไปที่มาแห่งระบบชนชั้นในหมู่สงฆ์  และมีการพัฒนาการหลายหลากยิ่งขึ้นมาปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

               

จะปฏิรูปการปกครองสงฆ์ไปทำไม

การปฏิรูประบบไตรสิกขา  (ตอนที่  8)

 

                หลักไตรสิกขา  การอธิบายไตรสิกขาอย่างเป็นหลักโดยตรงของไตรสิกขา  อย่างค่อนข้างละเอียดและเป็นทฤษฎีที่ครอบคลุมหลักการ  เห็นได้จาก  พระคัมภีร์วิสุทธิมัคค์  พระพุทธโฆษะพระอรหันต์จากอินเดีย  มาแต่งถวายพระมหาเถระในประเทศลังกา  ประมาณ  ปี  พ.ศ.  1000  เล่มที่ปรากฏในไทยขณะนี้คือ  พระวิสุทธิมัคค์  พระคัมภีร์ประจำครอบครัวชาวพุทธ  สำนวนที่สมาคมศูนย์ค้นคว้าทางพระพุทธศาสนา  จัดพิมพ์ว่าขึ้นโดยทุนกิติยากรศาสนูปถัมภ์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ  12  สิงหาคม  พ.ศ.2521 บาลี  มีเรียนในชั้นเปรียญธรรม  8  ประโยคตามหลักสูตรคณะสงฆ์ไทย  ตามหนังสือแปลของสมาคมฯ  ดังกล่าว  เห็นได้สำนวนภาษาไทยค่อนข้างอ่านยากและมีเนื้อความละเอียดมากมาย  ท่านพยายามแปลสำนวนให้ราบเรียบสม่ำเสมอ  ไม่ได้เน้นความสำคัญของเรื่องอะไร  และทั้งไม่ได้ให้ข้อที่ควรสังเกตเอาใจใส่เป็นพิเศษอะไรก่อนอะไรหลัง อย่างไรก็ตามจะเห็นว่าที่ได้บรรยายมาในเรื่องไตรสิกขาด้วยภาษาและด้วยวัฒนธรรมทางวิชาการของคนยุคใหม่แล้ว  ไม่มีอะไรที่ขัดกับหลักของท่านพระพุทธโฆษะ  มีความสอดคล้องกันอยู่ทั้งสิ้นส่วนที่แตกต่างคือ  คำบรรยายแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเหตุผลในศีลเอง  ในสมาธิเอง  และในปัญญาเอง  และทั้งความสัมพันธ์ระหว่าง  ศีลสิกขา  กับสมาธิสิกขา  และปัญญาสิกขา  ให้เห็นเด่น  โดยประสงค์ให้คนที่ศึกษาศาสตร์ยุคใหม่สามารถเข้าใจได้ในเชิงทฤษฎีก่อนว่า  เรื่องราวเหล่านี้จะสามารถเป็นไปได้อย่างไร  ซึ่งในวิสทุธิมัคค์  ท่านเน้นอย่างเดียวคือการปฏิบัติอย่างถวายเอาชีวิต  อย่างเอาเป็นเอาตาย  และให้ได้ตามระดับที่ท่านวางเอาไว้  ท่านไม่ได้พูดถึงเหตุผล  ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุผล  อันเป็นทฤษฎีของศาสตร์สมัยใหม่  ท่านพยายามให้ปฏิบัติไปจนกว่าจะสมบูรณ์ทางปฏิบัติในศีล  สมาธิปัญญา  แล้วอะไรต่างๆ  ก็จะมาเชื่อม  มาแสดงเหตุผลขึ้นเอง    ซึ่งเป็นวิธีการที่เห็นได้ในยุคปัจจุบันจากสายปฏิบัติธรรมสายใหม่  ๆ  นับตั้งแต่หลวงปู่มั่น  ภูริทัตฺโต  ถึง  หลวงปู่ชา  สุภฺทโท  และจะเห็นว่า  การปฏิบัติไตรสิกขาตามนี้  จะถือคติว่า  ไม่พูดมาก  ตั้งใจอยู่ในศลีให้ได้  อย่าได้ด่างพร้อยแม้ชีวิตก็สละเพื่อศีลได้  ท่านจะบอกลูกศิษย์ว่า  อย่าถามมาก  สั่งให้ทำอะไรก็ทำไป  ซึ่งเป็นแบบปฏิบัติที่ไม่ได้เอาทฤษฎีขึ้นมาวิเคราะห์กันก่อน  ทำให้ดูเป็นงานยากและหนักเกินไป  แม้กระทั่งหลักการ  สมาธิ  หรือ  กสิณ  ที่ท่านพระพุทธโฆษะกล่าวไว้  ท่านก็ได้ฝึกหัดอย่างไม่ลดละ   โดยเน้นความพยายาม  ความทรหดอดทนความสละอย่างมาก  ในการเพ่งกสิณก็ตัองหัดจนให้วสิถีทางปฏิบัติเป็นวีลีขึ้นมาให้ได้  คำว่า  วสี  (บาลี  แปลว่า  เชี่ยวชาญมีอำนาจผู้มีอินทรีย์สำรวมแล้วผู้บำเพ็ญพรต  =  skilful,  having  the  sense  under  control)  คือเกิดความชำนาญอย่างยิ่งจะเข้าจะออกจากสมาธิหรือฌานสมาบัติเมื่อไรก็ได้นั่นเอง  คำสอนนี้มิหมายความว่าไม่อาจปฏิบัติตามได้  แต่หมายความว่า  ต้องใช้ควาวมพยายามมากอย่างเอกอุ  ซึ่งสอดคล้องหลักของท่านพระนาคเสน  พระอรหันต์  พ.ศ.500  ที่ปรากฏในหนังสือมิลินทปัญหา  พ.ศ.2506  ในเรื่องหลักการปฏบัติเพื่อให้สำรวมมรรผบ  ก็เน้นอยู่  2  หลักคือหลักความเพียรและปัญญา  (ท่านอุปมาเหมือนการเกี่ยวข้าว  ว่าการให้มือขจ้างหนึ่งรวบเอาต้นข้าวาเข้าด้วยกันดึงเข้ามาเป็นกริยาของความเพียร  การใช้เคียวเกี่ยวเอารวงข้าวเป็นกริยาของปัญญา)  จะขาดหลักใดหลักหนึ่งไม่ได้  หากผู้ใดมีความพากเพียร  เลื่อมใสแล้วปฏิบัติไปอย่างถวายชีวิตให้แด่ธรรม  หรือตัดหัวถวายพระพุทธเจ้าได้  ถึงจะไม่รู้ทฤษฎีอะไรไว้ก่อนก็จะสามารถบรรลุธรรมได้  อย่างไรก็ตามการที่ท่านไม่ได้อธิบายโดยละเอียดถึงความสัมพันธ์  หรือการเชื่อมโยงระหว่างหลักการ    ศีล  สมาธิ  ปัญญา  ไว้เลยนั้น  อาจจะทำไว้ให้ดูขาดเหตุผลไปสำหรับคนยุคใหม่  และการที่ท่านพูดไว้โดยเจตนารักษาของเก่าไว้ให้ครบถ้วน  ก็ทำให้เห็นว่ามากมายเกินไป  เช่นท่านพูดถึงกสิณไปทุกๆ  ชนิด  และอธิบายอย่างละเอียดไปทุกชนิดโดยเจตนารักษาหลักของเก่าของเดิมไว้  แต่เมื่อกาลสมัยล่วงมา  คนไม่อาจจะเลือกได้ว่าอย่างไรเป็นอย่างไร  อะไรควรจะมาก่อนมาหลังอย่างไร  ทำให้ดูเป็นเรื่องหนักยิ่งใหญ่เกินไปจนอาจจะทำให้ท้อเสียก่อนได้  ซึ่งความจริงแล้วเราไม่จำเป็นต้องรู้ธรรมทั้ลง  84,000  พระธรรมขันธ์เสียก่อนฉันใด  เราก็ไม่จำเป็นต้องไปทำภาคปฏิบัติทุกเรื่องอย่างที่ท่านพระพุทธโฆษะเขียนเอาไว้  และตามที่ได้เขียนไว้ในหนีงสือพิมพ์ดี  ในเรื่องกสิณ  เราได้เน้นเพียงสามอย่างก็เพราะเห็นว่าเพียงพอ  ก็คือ  อาโปกสิณ  และอสุภกสิณ  เมื่อทำกสิณชนิดใดชนิดหนึ่งขึ้นแล้วก็จะสามารถเข้าใจความหมายหลักของกสิณโดยความหมายรวมได้  ก็จสามารถทำกสิณชนิดอื่นๆ  สารพัดชนิดได้เอง  ต่อไปในภายหลังจะได้นำเอาหลักไตรสิกขาของท่านพุทธโฆษาจารย์มาค่อยอธิบายในเชิงวิเคราะห์ให้เข้าใจต่อไป

                สำหรับการปฏิบัติสมาธิโดยหลักอาณาปานสติภาสวนา  ก็เหมือนกัน  เมื่อมองจากหลักที่ว่าไว้ใน  มหาสติปัฎฐานสูตร  อานาปานบรรพ  ท่านบอกวิธีทำอย่างละเอียด  แต่เราเข้าใจความมุ่งหมายได้  ในขณะที่ปฏบัติไปต้องสามารถเข้าใจว่าพัฒนาการของการทำอาณาปานสติเป็นอย่างไร  เพราะเมื่อเราฝึกด้วยวิธีการที่ถูกต้องแล้ว  จะต้องก้าวหน้า  ไม่ใช่อยู่กับที่  และทำอยู่กับที่ไปทั้งชีวิต  ในที่นี้เป็นคำแนะนำที่ดูจะสั้นๆ  แต่กว่าจะไปถึงได้จะยากมาก  ต้องใช้ความเพียรพยายามนั่นคือ  ความสำคัญของลมหายใจ  เมื่อเอาไปเป็นวิธีการหนึ่งของการฝึกสมาธิ  จะต้องสังเกตให้ได้ว่าลมหายใจมีพลัง

                คำว่า  เอาไปเป็นวิธีการหนึ่งของการฝึกสมาธิ  หมายความว่าเป็นงานระดับสมาธิ  (คนไม่มีพื้นฐานศีลสิกขามาก่อนจะปฏิบัติไม่ได้ผล)  คำว่า  ลมหายใจมีพลัง  หมายถึงตัวเหตุปัจจัยที่จะช่วยให้สมาธิมั่นคงขึ้น  จะมีความนิ่งและนานขึ้นได้จากลมหายใจ  ให้สังเกตว่านี่เป็นเรื่องของสมาธิอย่าเอาไปปนกับเรื่องใดอื่นเพื่อที่จะประเมินผลแต่ละเรื่องๆ  ให้ได้ชัดเจน  เมื่อใดได้รู้สึกว่าลมหายใจมีพลัง  (คงไม่ง่ายเลย  ต้องฝึกมามากจึงจะสามารถสัมผัสพลังนี้ได้)  นั่นจะหมายความถึงระดับการเลื่อนขึ้นไปของคุณภาพของสมาธิ  สามารถที่จะปรับล็อกระดับสมาธิให้อยู่  ณ  ระดับใดที่ต้องการได้  ก็ด้วยพลังลม  อุปมาเหมือนรถยนต์หรือเครื่องกลยกสินค้านั่นเอง  ที่สามารถยกสินค้าน้ำหนักต่างๆ  ขึ้นได้ด้วยพลัง

                ในทางปฏิบัติ  ระดับศลี  เมื่อฝึกหัดทำวัตรสวดมนต์  แปลหรือไม่แปลก็แล้วแต่  ทำนองช้า  หรือ  สรภัญญะ  ได้แล้ว  เป็นวลี  ได้  ให้ลองเร่งทำนองเร็ว  (หัดทำบ่อย  ๆ  สม่ำเสมอต่อเนื่องเป็นการส่วนตัว  เมื่อเข้าหมู่ให้บริกรรมใจใจ)  จนเป็นการบริกรรมคาถา  (การเริ่มต้นบริกรรม  อาจทำให้ร่างการแกว่งๆ  อยู่  จากน้อยไปหามาก  แต่เป็นเรื่องธรรมดาอย่างนี้  อย่าเห็นเป็นการแปลกอะไรเมื่อเข้าหมู่บริกรรมในใจ  พยายามดำรงร่างการให้สงบระงับลง)  จะเป็นเทกนิคเสริมที่จะนำทางไปข้าสูงคือเลื่อนจากระดับศลีไปสู่ระดับสมาธิได้เร็ว  และเมื่อเข้าระดับสมาธิแล้ว  ให้บริหารลมหายใจเป็นวิธีการหนึ่งแต่อย่าลืมสัจธรรมว่า  ตัวพลังอยู่ที่ลมหายใจ  ลมหายใจขจะดำรงสภายวะสมาธิให้ได้นาน  และ  เลื่อนระดับสมาธิขึ้นไปเรื่อง  ๆ  จนเกิดเป็นปราณ  นั่นหมายถึงพลังชั้นสูงที่อาจนำไปใช้งาน  ในขั้นปัญญาสิกขาได้ผลขึ้นในฉับพลัน  คือบรรลุธรรมขึ้นมาโดยฉับพลันได้  (ให้ได้พื้นฐานสมาธิไว้ดังนี้ก่อน  ยังมีเทกนิคเฉพาะปัญญาสิกขาที่ท่านผู้รู้จะบอกชี้ให้ต่อไป)  ประโยชน์ของพลังก็คือ  ความสามารถในการต้านกิเลสตัณหาต่าง  ๆ  ได้มากขึ้น  ไม่ยอมแพ้แก่กิแลสง่าย  ๆ  มีความทรหดอดทนสูงกว่าคนที่ไม่เคยฝึกหัดให้ผลจากสมาธิสิกขาเลย  ในชีวิตประจำวัน  จะไม่เกรงขามคนชั่ว  ไม่ระย่อต่อคนพาล เป็นหลักของผู้ดำรงธรรมทั้งหลาย  เป็นกัลยาณมิตรที่ดีเสมอ

                ข้อสังเกตในเรื่องศีลคือความอ่อนโยนประณีต  ข้อสังเกตในเรื่องสมาธิพลังลมหายใจ  ฉะนั้น  การปฏิบัติธรรมมิใช่การสร้างคนให้อ่อนแอ  เมื่อได้ผลทางสมาธิแล้วคนจะมีความสามารถเป็นนักรบชั้นฉกาจฉกรรจ์ได้  เห็นได้จาก  พระเจ้ากรุงธนบุรีผู้ทรงพระคุณของพระพุทธศาสนา  และ  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่  1  ผู้มีปณิธานอันยิ่งใหญ่ในการเชิดชูพระพุทธศาสนา  ล้วนเป็นนักรบที่สามารถยอดเยี่ยมทั้งนั้น  อันเนื่องมาจากสมาธิเป็นต้น

 

 

 

 

 

สากลจักรวาลสากลศาสนา

ธรรมสามีวินิจฉัย

[ 12 ]

 

           

 

 

 

ศาสนาสากลแต่ละศาสนา   ได้ปรากฏขึ้นมาตามลำดับยุคสมัยว่าล้วนมีจุดอ่อนในยุคสมัยของวิทยาศาสตร์  ซึ่งหมายถึงวิทยาการทั้งหลายอิงอยู่กับการพิสูจน์ทดลอง  เพื่อหาความสอดคล้อง  ลงตัว  ระหว่างปลายส่วนที่เป็นเหตุ  และปลายส่วนที่เป็นผล  กล่าวคือ  การสืบสาวถึงที่มาที่ไปของเหตุการณ์ใดหนึ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติใช้วิธีการพิสูจน์สืบสาวโดยวิธีการวิทยาศาสตร์  และยิ่งมนุษย์มีความมั่นใจในวิทยาศาสตร์  (SCIENCE)  ยิ่งขึ้นเพียงใด  ก็ยิ่งเห็นจุดอ่อนในศาสนาสากลยิ่งขึ้นเพียงนั้น

            และ  ที่เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นไปทุกที  ๆ  ที่สติปัญญาของมนุษย์วิทยาศาสตร์พึงเห็นได้ก็คือ  ศาสนาสากลล้วนเป็นการโฆษณาชวนเชื่อทั้งสิ้น  แต่การโฆษณาชวนเชื่อนั้นกระทำไปด้วยอวิชชา  คือเป็นเพราะความไม่เข้าใจสัจธรรมเกี่ยวกับที่ไปที่มาของเหตุการณ์ทั้งหลายที่ได้เกิดขึ้นในโลก

            ดังเราจะเห็นจากลำดับประวัติศาสตร์ของศาสนาคริสต์  2003  ปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจนที่สุด  เริ่มตั้งแต่  นักประพันธ์ผู้ฉลาด  เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้าขึ้นมาและกำหนดให้ทรงอานุภาพยิ่งใหญ่  เป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จ  ยิ่งกว่าเจ้าชีวิตในระบอบการปกครองที่เลวที่สุดของมนุษย์สมัยโบราณ  เพราะภาพที่วาดขึ้นจากปลายปากกาเป็นภาพที่น่าหวาดกลัว  เนื่องจากทรงเป็นเทพเจ้าและมารอสูรในขณะเดียวกัน  ในส่วนที่เป็นมารอสูรหรือซาตาน  ก็ทรงไร้ความเมตตาปารณี  ทรงโหดเหี้ยมยิ่งกว่ามารอสูร  เพราะแท้จริงพระเจ้าชื่อยะโฮวาห์นั่นเองที่เป็นฆาตกร  และไร้สัจจะอย่างยิ่ง  ตามหลักฐานในพระคัมภีร์เยเนซิส  กรณีพระยะโฮวาห์บันดาลฝนตกติดต่อกันถึง  40  วัน  จนน้ำท่วมโลกท่วมเหนือยอดภูเขาที่สูงที่สุดถึง  20  ฟุต  และท่วมอยู่ถึง  150  วัน  จนกระทั่ง  every  creature  that  moved  on  earth-  bird,  cattle,  swarming  things  and   men,  everything  that  have  breath  and  lived  on  dry  land,  perished.  Genesis  8:21  =บรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน  คือนก  สัตว์ใช้งาน  กับบรรดาฝูงสัตว์เล็ก  ๆ  ที่อยู่บนแผ่นดิน  และมนุษย์ทั้งปวงก็ตายสิ้น)

        แต่คนยุคใหม่ก็จะดูเข้าใจดีว่า  นี่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อในศาสนาคริสต์อันเป็นปรากฏการณ์ธรรมดาของศาสนานี้  จึงไม่ติดใจเอาโทษทัณฑ์ใดใดกับพระยะโฮวาห์ฆาตกร  ผู้ทำน้ำท่วมโลก  ผู้ประพันธ์มีเจตนาเขียนเรื่องราวขึ้นมาข่มขู่ให้มนุษย์สมัยเก่าก่อนที่เขลาขลาด  ระยอบเกรงกลัง  ตกอยู่ใต้อำนาจของผู้ปกครองตัวแทนเทพเจ้า  สร้างภาพอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าขึ้นครอบงำความคิดอ่านจินตนาการของมนุษย์ทั้งปวง  และประวัติศาสตร์ศาสนาสากลในกาลต่อมา  ก็ได้ปรากฏเรื่องยิ่งใหญ่ขึ้น  เนื่องมาจากมนุษย์ผู้หนึ่ง  ที่ถูกครอบงำอย่างยิ่งจากการโฆษณาชวนเชื่อเรื่องพระเจ้านี้  ก็คือ  พระเยซู  เพราะพระเยซูทรงถูกครอบงำมาตั้งแต่ประถมวัยของพระองค์  ทำให้ทรงมีความเชื่อและคิดอ่านผิดประหลาดไปกว่าเด็กธรรมดาทั่วไป  และวัยเด็กก็ไม่ได้เข้าโรงเรียน  ไม่คิดจะทำกิจการอาชีพเป็นหลักแหล่ง  ฝึกการงานช่างไม้บ้าง  เพราะบิดาคือ  โยเซฟ  เป็นช่างไม้  ทรงใช้เวลาในวัยเด็กให้ล่วงไป  ด้วยการเดินทางท่องเที่ยว  ไปในสถานที่รกร้างว่าเปล่าที่มีเทวสถาน  หรือสัญลักษณ์ทางศานาต่างๆ  ชอบไปคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่  นักการศานาในสมัยนั้น  ได้ฟังเรื่องราวจากตำนาน  วรรณคดี  พระคัมภีร์โตราห์  พระคัมภีร์อิสยาห์  และอื่นๆ  จากผู้เฒ่าผู้แก่  ได้เรียนรู้ศาสนาจากผู้เฒ่าผู้แก่เป็นส่วนมาก  ไม่ได้อ่านพระคัมภีร์ด้วยตนเอง  จึงทรงรู้อักษรศาสตร์อย่างผิวเผินมาก  จนนำไปอ้างผิดพลาดบ่อย  ๆ  เป็นเหตุให้เกิดข้อบกพร่องมาถึงปัจจุบันนี้ก็หลายเรื่อง  (เช่นเรื่อง  นิยามของซาตาน  ที่ทรงนิยามว่า  มันเป็นผู้ฆ่าคนและไม่รักษาความซื่อสัตย์  ซึ่งตรงกับคุณสมบัติของพระบิดาของพระองค์  ทำให้พระบิดาของพระองค์กลายเป็นซาตานไป)

            ครั้นเจริญวัยเติบโตจนพระชนมายุได้ประมาณ  28-29  ปี  ก่อนจะประกาศศาสนาคริสต์  ครั้งหนึ่งทรงเดินทางไกลไปทางเหนือของแม่น้ำจอร์แดน  ซึ่งเป็นถิ่นทุรกันดาน  เป็นเขตทะเลทรายเวิ้งว้าง  แล้วทรงหลงทางไป  เป็นเหตุให้ทรงอดพระกระยาหารอย่างสาหัสอยู่ถึง  40  วัน  แต่โดยพระคัมภีร์เขียนไว้ว่าทรงถูกนำไปโดยพระวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์  ปรากฏในไบเบิลว่า  Filled  with  the  Holy  Sprit,  Jesus  returned  form  the  Jordan  River  and  for  40  days  was  guided  in  the  desert  by  the  Sprit  while  their  tested  by  the  devil.  He  did  not  eat  at  all  during  those  days  and  on  their  completion  He  was  hungry.  So  the  devil  said  to  Him,  “If  You  are  the  Son  of  God,  tell  this  stone  to  become   bread.”  (Like  4:1-3  =  พระเยซูทรงประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์  ได้กลับไปจากแม่น้ำจอร์แดน  และพระวิญญาณได้นำพระองค์ไปถึงสี่สิบวันในถิ่นทุรกันดาน  ทรงถูกมารทดลอง  ในวันเหล่านั้นพระองค์มิได้เสวยอะไรเลย  และพอสิ้นสี่สิบวันแล้ว  พระองค์ทรงอยากพระกระยาหาร  มารจึงทูลพระองค์ว่า  ถ้าท่านเป็นบุตรของพระเจ้าจงสั่งก้อนหินนี้ให้กลายเป็นพระกระยาหาร”  การเดินทางคราวนั้นเป็นร่องรอายสำหรับนักปราชญ์ทางศาสนาพุทธที่วิเคราะห์ว่าพระเยซูได้เคยเข้าไปในอินเดียเหนือเพื่อศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนาอยู่ระยะเวลาหนึ่ง  แต่ทรงศึกษาได้เพียงผิวเผิน  พอไปทำทุกกิริยาอดอาหารตามอย่างสิทธัตถะ  จึงหลงทางไปในฝ่ายมารไม่อาจเข้าถึงสัจธรรมแห่งมรรคผลนิพพานได้)

            เหตุการณ์อันลำบากในครั้งนั้น  ได้มีผลต่อระบบประสาทส่วนสำคัญของพระองค์จนทำให้ทรงวิปลาส  (ในความหมายทางการศาสนาศึกษาหมายถึง  อารมณ์แห่งฌานวิปลาส)  และ  เกิดสำคัญพระองค์ผิดไปตั้งแต่คราวนั้นว่า  พระองค์ทรงเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้ายะโฮวาห์

บนสวรรค์  ประโยคที่ว่า “If  You  are  the  son  of  God,  tell  this  stone  to  become  bread.  =  ถ้าท่านเป็นบุตรของพระเจ้าจงสั่งก้อนหินนี้  ให้กลายเป็นขนมปัง"”  บ่งถึงการสำคัญพระองค์ผิดว่าเป็นบุตรของพระเจ้าตั้งแต่คราวนั้นและพระยะโฮวาห์ทรงบัญชาให้พระองค์ลงมาประกาศศาสนาคริสต์ขึ้นบนโลกนี้  ฉะนั้นเมื่อทรงประกาศศาสนา  จึงทรงเริ่มด้วยการประกาศสถานะของพระองค์เสียก่อน  โดยทรงประกาศไปตามความสำคัญผิดนั้นว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรลงมาจากสวรรค์เพื่อช่วยโลกให้รอด  คนทั้งหลายต้องมานับถือเลื่อมใสในพระองค์เท่านั้นจึงจะเข้าสู่อาณาจักรพระเจ้าได้  หากไม่นับถือพระองค์แล้ว  พระบิดาของพระองค์จะทรงพระพิโรธและลงโทษอย่างสาหัสถึงตายทุกคนเพราะพระองค์ทรงเป็นพระบุตรที่พรเจ้าทรงรักมากอย่างหาที่เปรียบปานไม่ได้

            และวาทะอันยิ่งใหญ่ที่บอกความหมายทั้งหมดทั้งสิ้นของศาสนาคริสต์  ก็คือวาทะที่พระเยซูทรงตอบโต้กับขุนนางชาวยิวคนหนึ่งที่ถูกส่งตัวมาสืบความลับของพระองค์  คือ  นิโคเดมัส  นิโคเดมัสเป็นพวกปาริสี  ซึ่งเป็นฝ่ายศัตรูของพระองค์และเกาะติดตามพระองค์ตลอดเวลาที่พระเยซูเผยแพร่ศาสนาคริสต์ตลอดสามปีนั้น  ความสำคัญของวาทะพระเยซูครั้งนี้  มีอยู่ในยอห์นบทที่  3  ได้นำมาลงไว้ทั้งหมดแล้ว  ดังต่อไปนี้

            Among  the  Pharisees  there  was  a man  named  Nicodemus,  a  rule  of  the  Jews,  who  visited  Jesus  by  night  and  said  to  Him,  “Rabbit,  we  know  that  You  are  a  teacher  who  has  come  from  God;  for  no  one  can  work  the signs  You  work  unless  God  is  with  Him.”

        Jesus  answered  him,  “Truly  I  assure  you,  unless a  person  is  born  form  \above  he  can  not  see  the  Kingdom  of  God.”  Nicodemus  said  to  Him,  “How  can  a  man  be  born  when  he  is  old?  Can  he  enter  his  mother’s  womb  a  second  time  and  be  born?”  Jesus  replied,  “Truly  I  assure  you’ unless  one’s  birth  is  through  and  the  Spirit,  he  cannot  enter  Kingdom  of  God.

        “Do  not  surprised  because  I  told  you,  ‘All  of  you  need  to  be  born  form  above.  ‘The  wind  blows  where  it  pleases  and,  though  you  hear  the  sound  of  it,  you  neither  know  whence  it  comes  nor  where  it  goes.  It  is  the same  with  everyone  who  is  born  of  the  Sprit.”  In  response,  Nicodemus  asked  Him,  “How  is  that  Possible?”  Jesus  replied.  You  are  a  teacher  of  Israel  and  ignorant  of  this?  I  truly  assure  you  that  we  speak  of  what  we  know  and  we testify  to  what  we  have  seen;  but  you  do  not  accept  our  evidence.  If  I  told  you  earthly  and  you  do  not  believe,  will you  believe  if  I  tell  you  heavenly  things.  No  one  has  gone  up  to  heaven.  And  just  as  Moses  lifted  up  to  serpent  in  the  wilderness,  so  the  Son  of  Man  must  be  lifted  up,  so  the  whoever  believes  in  Him  may  not  perish  but  have  life  eternal.

        For  God  so  loved   the  world  that  He  gave  His  only-begotten  Son,  so  that  Whoever  believes  in  Him  should  not  perish,  but  have  everlasting  life.  For  God  did  not  sent  His  Son  into  the  world  to  condemn  the  world  but  in  order  that  the  world  might  be  safe  through  Him.

        He  who  believes  in  Him  is  not  condemned;  but  who  dose  not  believe  is  already  condemned,  because  he  has  not  believed  in  the  name  of  the  only-begotten  Son  of  God.  And  this  the  verdict,  that  light  has  come  into  the  world,  and  people  have  loved  darkness  more  than  light  because  their  deeds  were  wicked.  For  everyone  who  practices  evil  hates  the  light  and  keeps  away  form  the  light,  in  order  that  this  his  actives  might  not  be  exposed.  But  one  who  practices  the  truth  wants  light  on  it,  so  that  it  will  be  perfectly  clear  that  he  is  working  in  union  with  God.  [John  3:1-21]

 

        มีชายคนหนึ่งในพวกฟาริสีชื่อนิโคเดมัส  เป็นขุนนางของพวกยิว  ชายผู้นี้ได้มาหาพระเยซูในเวลากลางคืน  ทูลพระองค์ว่า  ท่านอาจารย์เจ้าข้า  พวกข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าท่านเป็นครูที่มาจากพระเจ้า  เพราะไม่มีผู้ใดกระทำหมายสำคัญซึ่งท่านได้กระทำนั้นได้นอกจากว่าพระเจ้าทรงสถิตย์อยู่ด้วย  พระเยซูตรัสตอบว่า  เราบอกความจริวแก่ท่านว่า  ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่  ผู้นั้นจะเห็นแผ่นดินพระเจ้าไม่ได้  นิโคเดมันทูลพระองค์ว่า  คนชราแล้วจะบังเกิดใหม่อย่างไรได้  จะเข้าในครรภ์มารดาครั้งที่สองและบังเกิดใหม่ได้หรือ

            พระเยซูตรัสว่า  เราบอกความจริงแก่ท่านว่า  ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินพระองค์เจ้าไม่ได้  ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง  และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นวิญญาณ  อย่าประหลาดใจที่เราบอกท่านว่า  ท่านทั้งหลายจ้องบังเกิดใหม่  สมใคร่จะพัดไปข้างหน้าก็พัดไปข้างนั้น  และท่านได้ยินเสียงลมนั้น  แต่ท่านไม่รู้ว่าลมมาจากไหนและไปที่ไหน  คนที่บังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นอย่างนั้นทุกคน  นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า  เหตุการณ์อย่างนี้จะเป็นไปอย่างไรได้  พระเยซูทรงตรัสกับเขาว่า  ท่านเป็นอาจารย์ของชนชาติอิสราเอล  และท่านยังไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้หรือ  เราบอกความจริงแก่ท่านว่า  พวกเราพูดสิ่งที่เรารู้  และเป็นพยานถึงสิ่งที่เราได้เห็น  แต่ท่านทั้งหลายหาได้รับคำพยานของเราไม่  ถ้าเราบอกท่านทั้งหลายถึงสิ่งฝ่ายโลกแล้วท่านไม่เชื่อ   ถ้าราบอกท่านถึงสิ่งฝ่ายสวรรค์ท่านจะเชื่อได้อย่างไร  ไม่มีผู้ใดขึ้นไปสู่สวรรค์นอกจากท่านที่ลงมาจากสวรรค์  คือบุตรมนุษย์ผู้ที่มีสวรรค์เป็นบ้านอยู่ โมเสสได้ยกงูขึ้นในถิ่นธุรกันดารฉันใด  บุตรมนุษย์จะต้องถูกยกขึ้นฉันนั้น  เพื่อทุกคนที่วางใจในพระองค์จะไม่พินาศแต่ได้ชีวิตนิรันดร์

            เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียงของพระองค์เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ  แต่มีชีวิตนิรันดร์  เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเจ้ามาในโลก  มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก  แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น

            ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ  ส่วนผู้ที่มิได้วางใจก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว  เพราะเขามิได้วางใจในพระนามของพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า  หลักการพิพากษามีอย่างนี้  คือความสว่างได้เข้ามาในโลกแล้ว  แต่มนุษย์ได้รักความมืดมากกว่ารักความสว่าง  เพราะกิจการของเขาเลวทราม  เพราะทุกคนที่ประพฤติชั่วก็เกลียดความสว่างและไม่มาถึงความสว่าง  ด้วยกลัวว่าการกระทำขจองตนจะปรากฏแต่ผู้ที่ประพฤติชอบก็มาสู่ความสว่าง  เพื่อให้เห็นว่า  การกระทำของเขานั้นได้กระทำโดยพึ่งพระเจ้า 

 

 

            ท่านจะเห็นว่านิโคเดมัส(ฉบับของกีเดียนเขียนว่า  นิโกเดโม  ชาวปาริซาย)  แสร้งสรรเสริญพระเยซูอย่างยิ่งใหญ่ว่าทรงเป็นครูผู้ประเสริฐที่มาจากพระเจ้าโดยตรง  หากไม่มาจากพระเจ้าแล้วคงไม่สามารถแสดงการอัศจรรย์ต่างๆ  ได้  นิโคเดมัสเป็นนักจิตวิทยาทราบว่า  พระเยซูมีพระอุปนิสัยเคลิ้มหลงไหลในความสรรสเริญเป็นอันมาก  หากจะเอาข้อมูลทุกอย่างที่ลึกซึ้งจากพระองค์ก็ต้องยอมอ่อนน้อมพระองค์ไว้ก่อน  จึงออกคำสรรเสริญนำไปก่อนว่า  Rabbit,  we  know  that  You  are  a  teacher  who  has  come  form  God;  for  no  one  can  work  the  signs  You  work  unless  God  is  with  Him.  =  ท่านอาจารย์เจ้าข้า  พวกข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าท่านเป็นครูที่มาจากพระเจ้า  เพราะไม่มีผู้ใดกระทำหมายสำคัญซึ่งท่านได้กระทำนั้นได้นอกจากว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วย  นิโคเดมัสฉลาดพอที่จะเอ่ยเพียงคำว่า  the  signs  ไม่ระบุการอัศจรรย์อย่างใดอย่างหนึ่งออกมาตรงๆ  และปรากฏว่าถูกใจพระเยซู  จึงทรงตรัสตอบทันทีว่า  “Truly  I  assure  you,  unless  a  s  person  is  born  form  above  he  can  not  see  the  Kingdom  of  God.  =  เราบอกความจริงแก่ท่านว่า  ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่  ผู้นั้นจะเห็น   แผ่นดินพระเจ้าไม่ได้    นิโคเดมัสจึงออกคำถามสำคัญหวังให้  พระองค์จนมุมว่า  “How  can  a  man  be  born  when he  is  old?  Can  he  enter  his  mother’s  womb  a  second  time  and  be  born?  =  คนชราแล้วจะบังเกิดใหม่ได้อย่างไรได้  จะเข้าในครรภ์มารดาครั้งที่สอง  และบังเกิดใหม่ได้หรือ  พระองค์ทรงเยือกเย็นและเข้าทางของพระองค์  ตรัสตอบว่า  “Truly  I  assure  you,  unless  one’s  birth  through  water  and  the  sprit,  he  cannot  enter  the  Kingdom  of  God.  =  เราบอกความจริงแก่ท่านว่า  ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณจะเข้าแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้ 

            บทสนทนาตอนนี้พิจารณาคำว่า  one’s  birth  is  through  water  and  the  Sprit,  บอกถึงสถานะของพระเยซูในขณะนั้นว่า  พระองค์เป็นนักบวชใหม่  เพิ่งรับศีลจุ่มและคำพยากรณ์อันสูงสุดมา  และหน้าที่ของพระองค์ก็คือทำการแบบติสต์  คือให้ศีลจุ่มน้ำแด่ประชาชนคนทั่วไปเหมือนท่านยอห์น  (โยฮัน)  ที่ทำอยู่ก่อนแล้วบนฝั่งแม่น้ำจอร์แดนตะวันออก  คำว่า  What  is born  of  the  flesh  is  flesh  and  what  is  born  of  the  Sprit  is  sprit.  =  ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง  และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญารก็เป็นวิญญาณ  หมายถึงการรับศีลจุ่มเพื่อล้างบาป  การเกิดใหม่หมายถึงการเกิดทางวิญญาณ  (การกลับใจ  กลับความเชื่อใหม่  คิดใหม่ทำใหม่)  ไม่ใช่จะต้องเข้าครรภ์มารดาเป็นครั้งที่สองตามที่นิโคเดมัสปั้นคำถามขึ้นหวังให้ไขว้เขว  บทสนทนาระหว่างพระเยซูกับขุนนางยิวนิโคเดมัสตอนนี้  เห็นได้ว่าพระเยซูพยายามเกลี้ยกล่อมให้นิโคเดมัสถวายตัวเป็นลูกศิษย์หรือไม่ก็รับศีลจุ่มจากพระองค์  จึงทรงเน้นเชิงบังคับว่า  All  of  you  need  to  be  born  Form  above  ท่านทั้งหลายจำเป็นต้องบังเกิดใหม่  คำว่า  need  มีความหมายรวมไปถึงมนุษย์ทั้งโลกว่า  มีความจำเป็นต้องหันมาสู่พระเยซูเพื่อรับความรอดจากพระองค์  มีความหมายที่ข่มขู่ในถ้อยคำถัดไปว่า  The  wind  blow  where  it  pleases  and,  though  you  hear  the  sound  of  it,  you  neither  know  whence  it  come  nor  where  it  goes’  It  is  the  same  with  everyone  who  is  bone  of  the  Sprit.  =  ลมใคร่พัดไปข้างไหนก็พัดไปข้างนั้น  และ  ท่านได้ยินเสียงลมนั้น  แต่ท่านไม่รู้ว่าลมมาจากไหน  คนที่บังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นอย่างนั้นทุกคน  นั่นคือความหมายที่ว่าพระเจ้าหรือคนของพระเจ้าจะลงโทษคนทั้งหลายอย่างไรเมื่อไรก็ย่อมได้เป็นธรรมดา

          แต่นิโคเดมัสแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ  ถามว่า  “How  is  that  possible?”  เหตุการณ์ อย่างนี้จะเป็นไปอย่างไรได้  อันบ่งถึงความไม่เชื่อถ้อยคำที่พระเยซูพูดมาทำให้พระเยซูไม่พอพระทัยตรัสว่า  “You  are  a  teacher  of  Israel  and  ignorant  of  this  ?  =  ท่านเป็นอาจารย์ของชนชาติอิสราเอล  และท่านยังไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้หรือ  และจากนี้  พระองค์ก็ไม่เปิดโอกาสให้นิโคเดมัสพูดอะไรอีก  ก็เป็นร่ายยาวของพระเยซูไปจนตลอดเรื่อง  นิโค  เดมัส  ก็ได้แต่ฟังไปจนจบเรื่องลง

          พระเยซู  ตรัสต่อไปจากนั้นว่า

          I  truly  assure  you  that  we  speak  of  what  we  know  and  we  testify  to  what  we  have  seen;  but  you  do  not  accept  our  evidence.  เราบอกความจริงแก่ท่านว่า  พวกเราพูดสิ่งที่เรารู้  และเป็นพยานถึงสิ่งที่เราได้เห็น  แต่ท่านทั้งหลายหาได้รับคำพยานของเราไม่  ในประโยคนี้  พระเยซูใช้คำว่า  we,  our  :  เรา,ของเรา  ซึ่งไม่ปรากฏว่าทรงใช้คำนี้ในที่อื่น  เห็นได้ว่าทรงประสงค์ให้ผู้ฟังได้คิดว่า  พระองค์มิได้  อยู่คนเดียว  แต่ร่วมกับพระบิดาและ  พระวิญญาณบริสุทธิ์ตลอดเวลา  พระบิดาและพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงได้ยินสิ่งที่พระองค์ตรัส  ทรงเห็นเหตุการณ์อย่างที่เกิดขึ้นและเห็นได้ยินนิโคเดมัสพูดและทำทุกอย่าง  ประโยคต่อไปคือ  If  I  told  you  earthly  thing  and  you  do  not  believe,  how  will  you  believe  if  I  tell  you  heavenly  things.  ถ้าเราบอกท่านทั้งหลายถึงสิ่งฝ่ายโลกแล้วท่านไม่เชื่อ  ถ้าเราบอกท่านถีงสิ่งฝ่ายสวรรค์  ท่านจะเชื่อย่างไร  No  one  has  gone  up  to  heaven  expect  He  who  came  down  form  heaven,  the  Son  of  Man  whose  home  is  heaven  ไม่มีผู้ใดขึ้นไปสู้สวรรค์นอกจากท่านที่ลงมาจากสวรรค์  คือบุตรมนุษย์  ผู้ที่สวรรค์เป็นบ้านอยู่  And  just  as  Moses  lifted  up  the  serpent  in  the  wilderness,  so  the  Son  of  Man  must  be  lifted  up,  โมเสสได้  ยกงูขึ้นในถิ่นธุรกันดานฉันใด  บุตรมนุษย์จะต้องถูกยกขั้นนั้น  ประโยคนี้ทรงพูดย้อนไปถึงอดีตท้าวความถึงการบูชางูของคนทั้งหลายที่เชื่อถือโมเสส  ในครั้งนั้นโมเสสได้รับพระบัญชาจากพระเจ้าและรับประทานไม้เท้านศักดิ์สิทธิ์สามารถเสกไม้เท้าให้กลายเป็นงูได้  จนฟาโรห์แห่งอียิปต์ทรงหวาดหวั่นและในที่สุดยอมปลดปล่อยชนชาติเฮบบริว  คือ  ชาวอิสราเอลที่เป็นทาสของแผ่นดินทั้งหมดให้เดินตามโมเสสไป  เพื่อแสวงหาแผ่นดินสัญญาของพระเจ้า  อันเป็นประวัติศาสตร์ชนชาติอิสราเอลที่ยิ่งใหญ่ด้วยลัทธิความเชื่อตราบมาสู่ความเป็นยิวนักรบในปัจจุบัน  คำว่า  the  Son  of  Man  บุตรมนุษย์  เป็นคำที่ทรงเรียกสรรพนามแทนพระองค์  ในความหมายว่าทรงเป็นบุตรของโยเชฟที่เป็นมนุษย์  แต่ทรงสวมพระวิญญาณของพระจ้าหรือ  the  Spirit   จึงทรงเป็นทั้งบุตรมนุษย์และบุตรพระเจ้าในขณะเดียวกัน  ท่านผู้อ่านคงจะยังไม่เห็นว่าประเด็นนี้มีความหมายที่สำคัญมาก  เพราะนี่คือความหมายที่เป็นความลับชั้นลึกที่สุดของพะรเยซู  ที่แม้ชาวคริสต์ระดับสาวกของพระองค์ยังไม่สามารถจะเข้าใจพระองค์ได้  so  that  whoever  believes  in  Him,  may  not  perish  but  have  life  eternal.  เพื่อทุกคนที่วางใจพระองค์จะไม่พินาศแต่ได้ชัวิตนิรันดร์   คำว่า  life  eternal  (eternal  life)  หรือ  everlasting  life  ชีวิตนิรันดร์  คือความหมายเดียวกับคำว่าปรมาตมัน  ในคัมภีรพระเวท  และภควัทคีตาของพราหมณ์-ฮินดู  นั่นเอง  ที่แสดงว่าพระเยซูได้รับเอาความคิดสุดยอดของพราหมณ์-ฮินดู  มาประยุกต์ใหม่  เพียงแต่เรื่องพระเจ้าสมัยของพระเยซูค่อนข้างเห็นชัดเจนว่า  พระเจ้ามีองค์เดียวจริง  ๆ  เพราะพระเยซูผู้เป็นศาสดา  ตรัสถึงพระเจ้าองค์เดียวคือยะโฮวาห์  และไม่ทรงตรัสถึงสวรรค์ว่ามีสถานะอย่างไรบ้าง     แต่พอมาถึงสมัยของท่านนบีมุฮำมัด  ทรงสร้างพระเจ้าองค์เดียวขึ้นมาโดยขจัดพระยะโฮวาห์ไปเสียเอาพระอัลเลาะห์เข้ามาแทนก็จริง  แต่พระเยซูก็ยังอยู่  และยังจะเห็นได้ว่ามีเทพองค์อื่นเกิดขึ้นมากมายจนกลายเป็นกองทัพฟ้ามลาอิกะห์  ยกลงมาช่วยท่านมุฮำมัด  รบแผ้วทางศาสนาอิสลามจนตั้งศาสนาอิสลามขึ้นได้สำเร็จ  (ขณะนี้ชาวอิสลามทั้งโลกก็ยังพากันเชื่อว่าอัลเลาะห์กำลังเตรียมทัพฟ้ามลาอิกะห์เป็นทัพใหญ่  เพื่อยกลงมาช่วยอิรัก+อุสมา  บินลาเดนรบกันสหรัฐอเมริกาอยู่  ฝ่ายสหรัฐอเมริกาก็นึกประหวั่นเกรงกลัวกองทัพพระเจ้านี้ยิ่งกว่า  กองทัพไดในโลกมนุษย์  ฉะนั้น  สหรัฐอเมริกาจึงต้องตระเตรียมการรบอย่างรอบคอบเป็นพิเศษ  ทั้งสุขุมทุกจังหวะย่างก้าวเพื่อความไม่ประมาท  และระดมพลังมากที่สุดเท่าที่เคยมีและทั้งมุ่งหมาย  ใช้อาวุธที่มีประสิทธิภาพที่สุดเพื่อให้สู้รบต้านทานคู่ศัตรู  ซึ่งไม่ใช่เพียงกองทัพมนุษย์อิรัคเท่านั้น  แต่ยังต้องสู้กับกองทัฟฟ้ามลาอิกะห์ของพระเจ้าอัลเลาะห์อีกด้วย)  นั่นหมายความว่า  มีเทพเจ้ามากกว่าพระองค์เดียวและเห็นแนวโน้มการพัฒนาศาสนาที่มีพระเจ้า  ว่าในที่สุดก็จะกลับไปมีพระเจ้ามากมายนับพันนับหมื่นองค์ขึ้นมาเหมือนเดิมอีก  เพราะผู้สร้างเทพเจ้า  ก็คือมนุษย์ผู้เขียนพระคัมภีร์นั่นเอง

 

          และต่อไปนี้  ถือว่าเป็นวาทะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเยซูและของศาสนาคริสต์

          For  God  so  loved  the  world  that  He  gave  His  only-begotten  Son  so  that  Whoever  believes  in  Him  should  not  perish,  but  have  everlasting  life.

          เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ทรงประทานพระบุตรอง๕เดียวของพระเองค์  เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ  แต่มีชีวิตนิรันดร์  For  God  did  not  sent  His  Son  into  the  world  to  condemn   the  world  but  in  order  that  the  world  might  be  safe  through  Him.  เพราะว่าพระจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก  มิใช่  เพื่อพิพากษาลงโทษโลก  แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้อยู่รอดโดยพระบุตรนั้น

          He  who  believes  in  Him  is  not  condemned;  but  he  who  does  not  believe  is  already  condemned,  because  he  not  believed  in  the  name  of  the  only-begotten  Son  of  God  ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษา  ลงโทษส่วนผู้มิได้วางใจก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว  เพราะเขามิได้วางใจในพระนาของพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า   And this  is  the  verdict,  หลักการพิพากษามีอย่างนี้  that  light  has  come  into  the  world, and  people  have  loved  darkness  more  than  light  because  their  deeds  were  wicked.  คือความสว่างได้เข้า  มาในโลกแล้วแต่มนุษย์ได้รักความมืดมากกว่ารักความสว่าง  เพระกิจการของเขาเลวทราม  For  every  one  who  practices  evil  hates  the  light  and  keeps  away  from  the  light,  in  order  that  his  activities  ,might  not  be  exposed.  เพราะทุกคนที่ประพฤติชั่วก็เกลียดควาสว่างและไม่มาถึงความสว่าง ด้วยกล้วว่าการกระทำ ของตนจะปรากฏ  But  one  who  practices  the  truth  wants  light  on  it,  so  that  it  will  be perfectly  clear  that  he   is  working  in  union  with   God.  แต่ผู้ที่ประพฤติชอบก็มาสู่ความสว่าง  เพื่อเห็นว่า  การกระทำของเขานั้นได้กระทำโดยพึ่งพระเจ้า  [John  3:1-2]

          ท่านจะเห็นว่า  พระเยซูทรงสำคัญพระองค์เองอย่างจริง  ๆ  จังๆ  ว่าพระองค์เป็นบุตรพระเจ้ายะโฮวาห์บนสวรรค์ชึ้นฟ้าเบื้องบนจริง  ๆ  วาทะของพระองค์บอกความหมายอย่างชัดเจนว่า  พระองค์ขึ้นไปสู่สวรรค์ได้ด้วยร่างกายเป็น  ๆ  สด ๆ  นี่เอง  พระองค์คิดจะไปสวรรค์เมื่อไรก็ทรงไปได้  คิดจะมาแผ่นดินโลกเมื่อไรก็มาได้ทุกเวลา  ดังเห็นจากความหมายของประโยคที่ว่า  No  one  has  gone  up  to  heaven  except  He  who came  down  form  heaven,  the  Son  of  Man  whose  home  is  heaven.  ไม่มีผู้ใดขึ้นไปสู่สวรรค์  นอกจากท่านที่ลงมาจากสวรรค์  คือบุตรมนุษย์  ผู้ที่มีสวรรค์เป็นบ้านอยู่    คำว่า    whose  home  is  heaven  ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าทรงเพ้อฝันไปไกลขนาดไหน

          และมีประโยควาทะที่มีความสง่างามอลังการ  ไม่ว่าถ้อยคำภาษาหรือความหมายแห่งจินตนาการและความเชื่อ  ก็คือประโยคที่ว่า  For  God  so  loved  the  world  that  He  gave  His  only-begotten  Son,  so  that  whoever  believes  in  Him  should  not  perish,  but  have  everlasting  life.  เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์  เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ  แต่มีชีวิตนิรันดร์ 

          ซึ่งในใบเบิลภาษาอังกฤษ  ฉบับพิมพ์โดย  The  Gidions  ปี  ค.ศ.  1974  (พ.ศ.  2517)  มีคำชื่นชมไว้ว่า  เป็นประโยคที่ได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง  ๆ  กว่า  1,100  ภาษา  It  tells the  One  who  loved  us  with  an  everlasting  love  เป็นถ้อยคำที่บอกมนุษย์ว่า  ยังมีบุคคลผู้หนึ่งที่มีความรักอันมั่นคงชั่วฟ้าดินสลายแต่มวลมนุษย์

          เพียงแต่ในประโยคนี้  มิได้มีสาระแห่งสัจธรรมอยู่เลย  เมื่อไม่สาระสัจธรรมอยู่เลยก็ไม่มีคุณค่าใดใดทางศาสนาสากล  กลับเป็นสิ่งที่เป็นเท็จ  ซึ่งหมายถึงการหลอกลวงชาวโลกทั้งหลาย  นั่นคือเป็นเพียงการโฆษณาชวยเชื่อ  (ความจริงคือ  พระเยซูเป็นบุตรของโยเชฟกับนางมารี  ความเท็จคือ  พระเยซูเป็นบุตรของพระยะโฮวาห์ลักลอบมาสมสู่กับนางมารี  และ  เป็นบุตรพระเจ้ามาจากสวรรค์)  คุณค่าของภาษานี้ก็มีเพียงเป็นบทกวีบทหนึ่งที่เพ้อฝันไปตามจินตนาการอันเลื่อนลอยไร้เหตุผลเท่านั้นเอง  หาคุณค่าแห่งสัจธรรมอันประเสริฐไม่  และเนื่องจากเนื้อหาของถ้อยคำระหว่างนิโคเดมัสขุนนางยิวกับพระเยซูครั้งนี้  เป็นการประกาศตัวอย่างเปิดเผยว่า  พระเยซูทรงสำคัญตนผิดไปอย่างสุดฟาก  จากคนธรรมดาว่าเป็นบุตรพระเจ้าลงมาจาสวรรค์  และทั้งเล่าเรื่องราวประหลาด  ๆ  ทำให้ชาวบ้านนาซาเรธบ้านเกิดของพระองค์และหมู่บ้านอื่น ๆ  ต่างประหลาดใจไปตาม  ๆ  กัน  เป็นเหตุให้คนทั้งหลายเหล่านั้นเริ่มซุบซิบกันด้วยความเป็นห่วงว่า  Is not  this  Jesus,  the  son  of  Joseph,  those  father  and  mother  we  know ?  Now  how  can  He  say,  “I  have  come  down  form heaven?”  [John  6:42]  คนนี้เป็นเยซูลูกของโยเชฟมิใข่หรือ  พ่อแม่ของเขาเราก็รู้จัก  เหตุใดคนนี้จึงพูดว่า  เราได้ลงมาจากสวสรรค์อันเป็นจุดเริ่มต้นที่คนในเยรูซาเล็มเริ่มสงสัยว่าพระองค์มีผีสิงหรือวิกลจริต

          และเป็นต้นเหตุให้มีการท้าทายผู้คนในยูเดียขณะนั้นให้พิสูจน์ความจริง  และพวกเขาได้ทำการพิสูจน์อย่างสาหัสฉกรรจ์ต่อมา

          ฝ่ายพระเยซูก็พยายามกระทำการอัศจรรย์ให้ปรากฏเพื่ออ้างว่าที่กระทำได้นั้นเป็นเพราะฤทธิ์เดชของพระบุตรของพระเจ้า  แต่คนกลับมองไปว่าการที่พระองค์แสดฤทธิ์เดชได้  เพราะทรงเป็นนายผี  และทรงถูกผีสิง  เป็นคนวิกลจริต  จนกระทั่งคนทั้งหมู่บ้านออกมาขอร้องให้พระองค์ไปเสียจากเขตแดนของเขาก็มี  ฝ่ายพระเยซูเห็นว่าคนยังไม่เชื่อว่าพระอค์เป็นพระบุตรของพระจ้าก็ยิ่งแสดงฤทธิ์มากขึ้น  และครั้นพระองค์ไปประกาศต่อคนทั้งหลายในเทศกาลปัสกาในกรุงเยรูซาเล็ม  เวลาต่อมาว่า  พระองค์จะทรงแสดงการอัศจรรย์  ด้วยการทำลายพระมหาวิหารลง  แล้วจะทรงเนรมิตสร้างขึ้นใหม่ภายในสามวัน  แต่แล้วพระองค์ก็ไม่สามารถแสดงการอัศจรรย์ดังกล่าวได้  คนทั้งหลายก็เชื่อสนิทว่าพระองค์วิปริตไปจริง  ๆ  จนในวาระสุดท้ายของวัย  33  พรรษาของพระองค์ก็เกิดการท้าทายกันขึ้นกลางศาลยูเดียเพื่อพิสูจน์ความจริงให้เห็นชัดว่าพระองค์เป็นบุตรพระเจ้าจริงหรือไม่  ฝ่ายศาสนายูดายคือมหาปุโรหิตเป็นฝ่ายท้าทายขึ้นก่อนว่า 

 

I  charge  You  on  oath  by  the  living  God  that  You  tell  us  whether  You  are  the  Christ  the  Son  of  God.  [Mattew  26:63]  ท่านกล้าสาบานต่อหน้าพระเจ้าไหมว่าท่านเป็นพระคริสต์  บุตรพระเจ้า(คำว่า  on  oath  หรือ  under oath  =  having  sworn  to  tell  truth  especially  in  a  court  of  law  คือ  การสาบานต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ซึ่งในกรณีนี้คือพระเจ้าว่าจะกล่าวแต่ความจริง  นิยมกระทำกันในศาล   แม้ในศาลไทยก็นิยมกระทำมาแต่โบราณ  ในกรณีนี้ผ่ายยูดายท้าให้  พระเยซูสาบาน  ว่าพระองค์ทรงเป็นบุตรพระเจ้าจริงในขณะที่พระเยซูเป็นจำเลยในศาล)  และทรงรับคำทำนายนั้นทันที  ตรัสว่า 

 

 

As  you  say,  Besides.  I  tell  you  that  shortly  you  will  see  the  Son  of  Man  seated  at  the  right  hand  of  the  Almighty  and  coming  upon  the  cloud  of  heaven.  [Mattew  26:64]  เราให้สาบานตามที่ท่านว่ามาทุกอย่าง  นอกจากนี้  เราขอยอกเลยว่า  ในไม่ช้าไม่นานนี้  ท่านทั้งหลายจะได้เห็นเรา  ผู้เป็นบุตรมนุษย์นั่งอยู่เคียงข้างด้านขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ  เสด็จมาบนเมฆแห่งฟ้าสวรรค์   (คำว่า  As  you  say.  =  เราให้สาบานตามที่ท่านว่ามาทุกอย่าง  หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือเรารับคำท้าของท่านทุกประการ  ที่แสดงว่าพระเยซู  ยังทรงสูญเสียพระสัญญาสติ   อีกหย่างหนึ่งก็คือเรารับคำท้าของท่านทุกประการ  ที่แสดงว่าพระเยศซู  ยังทรงสูญเสียพระสัญญาวติวิปลาสไปอยู่  จึงทรงรับคำท้าเพื่อยืนยันว่า  “I  am  the  Son  of  God.  =  ฉันเป็นบุตรพะรเจ้า  เป็รพระคริสต์ที่เสด็จมาโปรดชาวอิสราเอลตามตำนานในคัมภีร์ศาสนา:อิสยาห์  ของชาวอิสราเอล  แล้วพระองค์เองยังทรงประกาศถ้อยคำที่ผูกมัดตัวเองตามไปอีกด้วยว่าให้คอยดูพระเจ้าจะเสด็จมาบนก้อนเมฆและรับเอาพระองค์ขึ้นไปนั่งบนอาสน์เดียวกัน  พระองค์นั่งข้างซ้ายของพระเจ้า  เลื่อนลอยไปสู่สวรรค์  จะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นบุตรของพระเจ้าจริง  ๆ)

 

          แต่ทุกสิ่งทุกอย่างจบลงโดยที่พระองค์เป็นผู้แพ้  ความอธิษฐานว่า  “Father,  I  think  You  for  having  heard  Me,  and  I  know  that  You  do  always  hear  Me;  but  on  account  of  the  people  around  here  I  said  this,  so  that  they  may  believe  that  you  have  sent  Me.”  [John  11:41-42]  ข้าแต่พระบิดา  ข้าพระองค์ขอบพระคุณ  ที่พระองค์ทรงโปรดฟังข้าพระองค์  ข้าพระองค์ทราบว่าพระองค์ทรงฟังข้าพระองค์อยู่เสมอ  แต่ที่ข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้ก็เพราะเห็นแก่ประชาชนที่ยืนอยู่ที่นี่  เพื่อเขาจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระเองค์มา  อันเป็นคำอธิษฐานของพระองค์ไม่เป็นผล  การอัศจรรย์ไม่ปรากฏขึ้นอีก  และทรงยอมรับความพ่ายแพ้และจำนนต่อความจริง  ด้วยการกล่าวคำสุดท้ายของชีวิตบนไม้กางเขน  ก่อนสิ้นพระชนม์ว่า  Eli, Eli,  Lama  sabachthani?  [Mathew  27:46-Mark  15:33  =  พระเจ้าของข้าพระองค์พระเจ้าของข้าพระองค์  ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสียล]

 

 

          ทุกวันนี้  องค์กรเผยแพร่ของศาสนาคริสต์  มีแต่โหมการโฆษณาชวนเชื่อโดยเริ่มครั้งใหญ่ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู   คือเรื่อง  Resurection  ว่าพระบุตรของพระเจ้าทรงฟื้นจากความตายแล้วเสด็จคืนสู่สวรรค์ทั้งเลือดเนื้อสด  ๆ  ซึ่งเป็นการหลอกลวงคนทั้งหลายไปทั่วโลก  จนกระทั่ง  กระท่านนบี  มุฮำมัด  ศาสดาของศานาอิสลาม  ก็ยังพลอยเชื่อตามไป  ว่าพระเยซูเสด็จขึ้นท้องฟ้าไปอยู่กับพระเจ้าอัลเลาะห์  ถึงกับรับรองไว้ในพระมหาคัมภีร์อัลกรุอานเมื่อศาสนาอิสลามกำเนิดขึ้นใน  600  ปีต่อมา  และหลังจากนั้นก็มีแต่เรื่องราวการโฆษณาชวนเชื่อ  ซึ่งเกิดจากการทรงของคนทรง  เอาคนทรงมาเป็น หลักฐานของศาสนา  และศาสนาอิสลามก็ยิ่งพิสูจน์ถึงความไร้แก่นของศานาคริสต์ยิ่งขึ้นจนกระทั่ง  มาร์ติน  ลูเธอร์  ปฏิวัติศานาเป็น  โปรเตสแตนท์  อีกนิกายหนึ่งในระหว่างปี  ค.ศ.  1521  (พ.ศ.  2064)  ทำให้คนรู้ความจริงภายในศาสนจักรและเบื้องหลังความเหลวแหลกของสถาบันคริสต์ศาสนามากขึ้น  แต่แล้ว  มาร์ติน  ลูเธอเอง  ก็กลับนำศาสนาคริสต์ไปเสียจากพรหมจรรย์โดยอ้างว่าพระเยซูคริสต์ได้ทรงบัญญัติเรื่องนี้  โดยที่มาร์ติน  ลูเธอร์  ซึ่งเป็นผู้เคร่งครัดในพระคัมภีร์  และซื่อสัตย์ต่อพระจ้า  ก็จับคู่อยู่กินกับนางคนหนึ่งในโบสถ์เดียวกันนั่นเอง  อันเป็นต้นเหตุให้พระศาสนาคริสต์ปฏิบัติตามกันมา  คือมีสตรีมาร่วมชีวิตนักบวชด้วย  มิต่างจากฆราวาสคฤหัสถ์ทั่วไป  แล้วควบคุมไม่อยู่วินัย  ตราบจนถึงปัจจุบันนี้วงการพระในคริสต์ยิ่งเละเทะไปกว่าจะดึงกลับเพราะบาทหลวงติดรสกามในตัณหาราคะ  มีสัมพันธ์ทางเพศหลายหลากไปกับเด็กและสตรีที่มิใช้ภรรยาตนเองปรากฏเป็นข่าวบ่อย  ๆ  ในระยะหลังนี้ในอเมริกา-ยุโรปจนสันตปาปาจอห์น  ปอลที่  2  ประมุขของศาสนาคาทอลิกต้องนำเรื่องมาปรึกษากับฝ่ายอาณาจักร  เพื่อร่วมกันคิดแก้ปัญหานี้ต่อไป  ส่วนพระบาทหลวงฝรั่งที่มาอยู่เมืองไทย  ก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างคนธรรมดาเวลากลางวันก็เป็นพระ  ออกท่าทางให้ดูดีน่าเลื่อมใสเวลากลางคืนก็สามารถแต่งตัวไปเที่ยวตามสถานเริงรมย์ต่าง  ๆ  ได้อย่างไม่นึกเห็นเป็นการแปลกหรือผิดวินัยนักบวชแต่อย่าใด

          ด้วยเหตุการเผยแพร่ศาสนธรรมยากที่จะเป็นไปได้  เพราะคริสเตียนมิได้ยืนบนสัจธรรม  ศาสนาคริสต์จึงปรับกระบวนการแก้ไขด้วยการเพิ่มการโฆษณาชวนเชื่อไปเรื่อย  ๆ  ครั้งหลังสุดได้เกิดมีแต่ผู้แต่งเรื่องราวขึ้นอย่างใหญ่โตมโหฬารว่า  ตั้งแต่ก่อนคริสตศักราช  600  ปี  ได้มีแผ่นจารึกทองคำหล่นลงมาจากสวรรค์  แผ่นท่องคำนั้นจารึกด้วยอักขระโบราณ  แต่ละแผ่นมีขนาดกว้าง 6  นิ้ว  ยาว  8  นิ้ว  และหนาเท่าแผ่นตะกั่วธรรมดา  และถูกทับถมซ่อนเอาไว้ใต้ดินที่เนินเขาคาโมรา  ใกล้หมู่บ้านแมนเชสเตอร์  อำเภอออนแทริโอ  นิวยอร์ค  แห่งสหรัฐอเมริกา  จนถึงปี  ค.ศ.  1827  (พ.ศ.   2370)  โมโรไน  ทูตพระเจ้า  ได้มาปรากฏทางวิญญาณต่อหน้า  โจเชฟ  สมิธ  บุตรชายในครอบครัวชาวไร่ยากจน  ผู้ครอบครองที่ดินไร่นาที่เนินเขาคาโมราดังกล่าวนั้น  และว่าพระเจ้าทรงแต่งตั้งให้โจเชฟ  สมิธเป็นศาสดาพยากรณ์องค์ใหม่ของชาวคริสต์  และต้องทำงานของพระเจ้าเมื่อวันที่  22  กย.  ค.ศ.  1827  (พ.ศ.  2370)  โมโรไนได้พาโจเซฟไปขุดเอาหีบพระคัมภีร์ที่มีอัขระจารึกแผ่นทองคำขึ้นมา  โจเชฟ  สมิธ  ศาสดาพยากรณ์องค์ใหม่ทำการแปลภาษาโบราณในแผ่นจารึกเป็นภาษอังกฤษ และจัดพิมพ์เป็นเล่มขึ้นครั้งแรกในปี  ค.ศ.  1830  (พ.ศ.  2373)  แล้วประมาณ  90  ปี  ต่อมาคริสเตียนสิทธิชนยุคสุดท้ายได้นำพระคัมภีร์ใหม่นี้เข้ามาในประเทศไทย  แดนเสรีภาพแห่งศาสนา  และจัดทำเป็นฉบับภาษาไทยขึ้นครั้งแรกในปี  ค.ศ.  1920  (พ.ศ.  2463)  ชื่อว่า  พระคัมภีร์มอรมอน  พันธสัญญาอีกเล่มหนึ่งของพระเยซูคริสต์  จัดพิมพ์โดย  ศานาจักรของพระเยซูคริสต์แห่งสิทธิชนยุคสุดท้าย  72  ซอยจุลินทร์  สุขุมวิท  21  กรุงเทพฯ

          พระคัมภีร์ใหม่นี้  พูดถึงเรื่องราวความเป็นมาของพระคัมภีร์มอรมอน  อย่างการโฆษณาชวนเชื่อ  เรื่องราวและภาษาที่บรรยายเรื่องราวเอาเป็นหลักฐานได้ยาก  เพราะภาษาดิ้นแกว่งไหวไหลเลื่อนไปตลอด  อันบ่งไปถึงสาระข่าวสาร  (messages)  ที่ออกมาจากวิธีการทรงของคนทรง  เช่นมีการพิมพ์ข้อความสำคัญไว้หน้าต้น  ๆ  ของพระคัมภีร์เชิงการแนะนำให้รู้จักพระคัมภีร์  โมโรโน  ผู้เป็นนักประวัติศาสตร์ชาวนีไฟคนสุดท้ายผนึกบันทึกอันศักดิ์นั้นและซ่อนไว้กับพระจ้า  เพื่อจะได้นำออกมาในยุคสุดท้ายดังที่พยากรณ์ไว้โดยสุรเสียง  ของพระผู้เป็นเจ้าผ่านศาสดาสมัยโบราณของพระองค์  ค.ศ.  1827  โมโนโรผู้เดียวกันนี้เป็นคนที่ฟื้นคืนชีวิตแล้วมอบแผ่นจารึกซึ่งมีอักขระให้  โจเชฟ  สมิธ  (ศาสนาจักของพระเยซูคริสต์แห่งสิทธิชนยุคสุดท้ายพระคัมภีร์มอรมอน  พันธสัญญาอีกเล่มหนึ่งของพระเยซูคริสต์  กรุงเทพฯ  พ.ศ.  2463  หน้าที่  17  บรรทัดสุดท้าย)  คำว่า  โมโรไนผู้เดียวกันนี้เป็นคนที่ฟื้นคืนชีวิตแล้วมอบแผ่นจารึกซึ่งมีอักขระให้  โจเชฟ  สมิธ   บอกไว้ในหน้าต้น  ๆ  ท่านจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสงสัยว่าเขียนขึ้นมาด้วยสติสัมปชัญญะอย่างไร  แต่ข้อความที่ว่านี้เป็นเรื่องราวศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งในเมื่อคนตายไปนับร้อยปี  กลับเป็นขึ้นมาได้ใหม่  ตามคำที่ว่า  เป็นคนที่ฟื้นคืนชีวิต  แล้วกระทำกิจการงานได้อย่างมนุษย์เป็น  ๆ  แต่ภายในเล่มกลับบอกไม่ตรงกันบอกไปอีกอย่างหนึ่ง  คือบอกว่า  โมโนโรตายแล้วได้ไปอยู่กับพระเจ้า  เมื่อถึงปี  ค.ศ.  1827  (พ.ศ.  2370)  จึงเป็นวิญญาณสว่างมาปรากฏแก่โจเชฟ  สมิธ  ชาวไร่ผู้ยากจน  พาโจเชฟไปขุดเอาแผ่นจารึกทองคำขึ้นมา  แล้วเล่าเรื่องโกหกต่อไปว่าโจเชฟ  สมิธ  ได้ครอบครองแผ่นทองจารึกอักขระอยู่ตั้งแต่วันที่  22  กันยายน  ค.ศ.  1827  (พ.ศ.  2370)  และเริ่มแปลออกมาเป็นภาษาอังกฤษจนจัดพิมพ์เป็นหนังสือมอร์มอนเล่มแรกในปี  ค.ศ.  1830  (พ.ศ.  2373)  ต่อมา  ในวันที่  2  พฤษภาคม  ค.ศ.  1838  (พ.ศ.  2381)  เมื่อครบเวลา  10  ปี  8  เดือน  ทูตของพระเจ้าคือโมโนโร  ก็เรียกเอาแผ่นทองคำที่จารึกข้อความเหล่านั้นกลับคืนไปสู่สวรรค์และไม่มีใครได้พบเห็นแผ่นทองคำเหล่านั้นอีก  (ที่มาของพระคัมภีร์มอรมอนเล่มเดียวกัน  หน้าที่  18-21) 

          ท่านจะเห็นว่า  การเล่าเรื่องพิเศษเชิงอภินิหารเช่นนี้  มีในใบเบิลมากมายหลายเรื่อง  เช่นเรื่องพระเยซูฟื้นคืนพระชนม์แล้วเสด็จสู่สวรรค์  กับเรื่องพระเยซูเรียกลาซารัสให้ฟื้นจากความตาย  เป็นต้น 

มอรมอนคงเลียนแบบไบเบิลนั่นเอง  แต่จะเห็นได้ว่าเรื่องอย่างนี้  นักประวัติศาสตร์สากลไม่อาจจะยอมรับได้  ดังได้มีบทสรุปไว้ว่า  ปฐมกาล  ซึ่งเป็นบทแรกในพระคัมภีร์ไบเบิลกล่าวถึงเรื่องการสร้างโลกสองตอนที่ไม่เหมือนกัน  เรื่องน้ำท่วมโลกก็มีสองตอนไม่เหมือนกันเช่นเดียวกัน  ในภาคพันธสัญญาใหม่เรื่องเล่าก็ขัดกันเอง  เช่นการกลับคืนพระชนม์ชีพ  โดยต่างมุ่งแสดงแต่ความศักดิ์สิทธิ์ของเหตุการณ์ที่ตนเล่าเท่านั้น  ความฝังใจที่จะหาความจริงตามตัวอักษรในคัมภีร์เป็นความคิดใหม่อย่างหนึ่งของโลกตะวันตกปัจจุบัน  ในศตวรรษที่  16  เมื่อเกิดปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ในยุโรป  พวกนี้คาดหวังว่าจะพิสูจน์ความจริงจากคัมภีร์ได้แบบเดียวกับข้อพิสูจน์ในห้องทดลอง  นักปรัชญาแห่งยุคสว่างทางปัญญาในศตวรรษที่   17  ตั้งข้อสงสัยในว่าพระเจ้ามีจริงหรือไม่  ในศตวรรษที่  19  ทฤษฎีวิวัฒนาการของนักธรรมชาติวิทยาชาร์ลส  ดาร์วิน  ก่อให้เกิดความที่แตกแยก  เนื่องจากทฤษฎีนี้ขัดกับบทปฐมกาล  ทัศนะที่แย้งกันเหล่านี้ทำให้คัมภีร์ศาสนาเป็นเรื่องที่ยังขบไม่แตกสำหรับชาวยิวและชาวคริสต์จำนวนมากในทุกวันนี้  (รีดเดอร์  ไดเจสท์  สารานุกรมประวัติศาสตร์โลก  กรุงเทพฯ  2544  หน้า  55)  เรื่องพระเยซูเรียกลาซารัสให้ฟื้นจากความตาย  (แล้วท่านนบีมุฮำมัดพลอยเชื่อตามจนเขียนรับรองไว้ในพระคัมภีร์อัลกุรอานนั้ร)  นักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่า  ผู้เขียนคือ  ยอห์น  หรือโยฮัน  น้องชายยาโกโบ  บุตรอาละฟาย  เขียนขึ้นจากแหล่งข้อมูลที่ไม่ปรากฏ  เพราะ  เรื่องเยซู  เรียกลาซารัสฟื้นคืนชีวิตนั้น  ไม่มีในพระคัมภีร์อื่นคือ  มัทธิว  ลูกา  และมาระโก  ซึ่งเป็นพระคัมภีร์หลักข้อมูล  ประวัติของพระเยซูทั้งหมดก็ไม่ได้เขียนเอาไว้  ยอห์นมาเขียนขึ้นภายหลังเวลาล่วง  ไปถึง  10  ปีแล้ว  จึงไม่อาจจะเชื่อได้  เพราะ  เนื้อหาแต่กต่างจากพระวรสารสามฉบับก่อน  (เล่มเดียวกันหน้า  28-29)

          ฉะนั้น  พระคัมภีร์ใหม่ของชาวคริสต์คือ  มอร์มอนนี้  ยิ่งเพิ่มความหมายการโฆษณาชวนเชื่อให้แก่ศาสนาคริสต์ยิ่งขึ้น  เรื่องราวต่าง  ๆ  ในพระคัมภีร์  มีทั้งหลาย  15  หมวด  มากกว่า  15  เรื่องซึ่งตั้งชื่อตามผู้เขียนเช่นเดียวกับใบเบิลคือ  นีไฟ  1-6เจคอบอีนัสออนไนมอรมอนโมไซยาอีเธอร์แอลมาและ  ฮีลามัน  ฯลฯ  ท่านผู้ประพันธ์เหล่านี้ก็คือ  นีไฟ  เจคอบอีนัสมอรมอนโมไซยาโมโนโรอีเธอร์แอลมา  และ  ฮลามัน  ฯลฯ  ล้วนแต่เป็นนักอักษรศาสตร์  และเป็นกวี  ซึ่งต่างก็ทรงคุณสมบัติของความเป็นคนทรงอยู่ด้วยทุกคน  หนังสือมอรมอนเหล่านี้จึงถูกเขียนขึ้นจากคนทรง  เป็นผลงานคนทรงทั้งสิ้น  ฉะนั้นเมื่อนำมาสู่ประเทศไทยจึงเป็นเรื่องราวที่น่าขำอยู่  เพราะคนไทยรู้เรื่องคนทรงดี  การปั้นเต่งเรื่องขึ้นว่าพระคัมภีร์มอร์มอน  มาจากการดลยันดาลของพระจ้า  ๆ  ทรงจารึกบนสวรรค์แล้วโยนลงมาไว้ใต้แผ่นดินโลก  รอ  ๆ  อยู่ถึงพันปีเศษตราบคนมีบุญสาวกพระเจ้า  คือศาสดาองค์ใหม่กำเนิดและไปพบเข้า  จึงนำจารึกเรื่องราวในแผ่นทองคำเหล่านี้ไปเผยแผ่ต่อไป  เป็นสิ่งที่ไม่น่าฉงนว่าคนยุคนี้จะยอมรับได้อย่างไร  นอกจากมองว่า  นี่คือการหลอกลวงโลกมากยิ่งขึ้นไปอีกของนักเผยแผ่ คริสเตียน  เราจะเห็นบทบาทของคริสเตียนมอรมอนทั่วไปในประเทศไทยยุคนี้  ในนามศาสนาจักรของพระเยซูคริสต์แห่งสิทธิชนยุคสุดท้าย  และที่ขึ้นป้ายบนต้นไม่มาตามสายทางเส้นต่าง  ๆ  ทั่วประเทศไทยในปี  พ.ศ.  2542  โดยลงทุนทุ่มไปไม่ต่ำกว่า  2,000  ล้านบาท  (แต่อยู่ได้ไม่ทันข้ามคืนข้ามวันชาวนาก็ปลดลงหมด)  ที่มีข้อความประหลาด  ๆว่า  พระเยซูเสด็จมาตามพันธสัญญา  พระเยซูจะทรงชำระโทษ  พระเยซูคือพระบุตรองค์เดียว  ขอต้อนรับพระผู้ไถ่เสด็จมา  วันพิพากษาใกล้เข้ามาแล้วจงกลับใจมานับถือ  พระเยซูคริสต์  พระเจ้าทรงรักโลก  พระเยซูคือพระเจ้า  จงเปิดใจรับความรอดจากพระเยซู  ผู้ไม่ศรัทธาจะต้องลงนรกเพลิง  คนบาปจะได้รับการพิพากษา  ผู้มีความเชื่อในพระเยซูจะไม่พินาศแต่ได้ชีวิตนิรันดร์  ฯลฯ  จนเหมือนกับพลิกแผ่นดินไทยทั้งชาติให้กลับเป็นดินแดนของพระเจ้านั้น  ก็น่าจะเป็นฝีมือของพวกมอร์มอนนี่เองโดยมีพวกคาทอลิกที่เรียกตัวเองว่าคณะบาทหลวงคาทอลิกแห่งประเทศไทยประสานงานชักใยอยู่เบื้องหลัง   แต่เมื่อกรมการศาสนา  ประเทศไทยสอบถามไป  กลับไม่มีใครกล้าอ้างความรับผิดชอบ  แต่ปรากฏการณ์นี้   คนไทยคงนึกในใจว่าพวกมอรมอนล้าหลังเกินไปแม้องค์พระเยซูเองท่านยังได้สารภาพไปหมดแล้วในวันสิ้นพระชนม์ของพระองค์ว่า พระองค์ไม่ใช่พระบุตรอีกต่อไปแล้วก็ยังไม่ยอมรับ  จึงกลายเป็นการฝืนพยายามโฆษณาชวนเชื่อต่อไปเปล่า  ๆ  ในแผ่นดินสยามและโลกเสรีทั้งปวง  อันเป็นเรื่องที่น่าขัน

          ถ้าถามถึงเหตุผลว่า  ทำไมศาสนาคริสต์  องค์กรศาสนาคริสต์  จึงหนักไปในด้านการใช้ความคิดและแผนการหลายหลากไปในการโฆษณาชวนชื่นและการเมืองอย่างแยบยล  คำตอบคือเป็นศาสนาที่ขาดหลักแก่นแห่งธรรมะ  หลักความเชื่อทั้งหมดของคริสต์เตียนยืนอยู่บนทราย  คือไร้สัจธรรมที่รองรับ  และเหตุที่จักให้ศาสนาคริสต์ดำรงคงอยู่ได้ในยุคสมัยต่อ  ๆ  มา  จึงจำปรับยุทธวิธีการโฆษณาชวนเชื่ออยู่ตลอดเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์การเมืองและความเป็นไปของโลกได้  ดังปรากฏจากการโฆษณาใหม่คือ  มอรมอนนั่นเอง  แต่การโฆษณาชวนเชื่อย่อมเป็นเพียงสิ่งหลอกลวง  หาใช่สัจธรรมไม่เมื่อสัจธรรมมีว่า  สจฺจํ  เว  อมตา  วาจา  วาจา  คำพูดที่จริงเท่านั้นเป็นสิ่งที่ไม่สูญสลายไม่มีวันตาย  เรียกมาพิสูจน์ได้  เมื่อคนรู้ความจริง  รู้สัจธรรมในศาสนาแห่งศาสนาแห่งมนุษย์  สิ่งที่เป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อก็ย่อมพังทลายลงโดยฉับพลันทันใด  สิ่งที่เป็นสัจธรรมย่อมปรากฏขึ้น  เหมือนความมืดย่อมสลายไปจากแสงสว่าง  ฉะนั้น

 

                                                                                                                ธรรมสามี

                                                                                                               2  กย.  2545

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประวัติของผม  พระพยับ  ปญญาธโร

พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ  3

ตอนที่  13

 

 

 

 

         

 

 

 

 

                                                                                                                                                   

                ประวัติของผมตอนนี้เป็นตอนที่  13  ผมไม่ต้องใช้งานตัวเองมากเพราะมีจดหมายหลายฉบับที่ผมสามารถจะเอาลงเป็นส่วนของประวัติของผมได้  จดหมายฉบับแรกเป็นจดหมายผมเอง  เขียนถึงท่าน  ดร.นันทสาร  สีสลับ  ก่อนหน้าที่จะมีการปรับเปลี่ยนหน้าที่สำคัญในองค์กรระดับสูงในวงการพระพุทธศานา  คือ  พสล.  และ  มพล.  เพียงไม่กี่วัน  ฉบับที่  2  ที่ลงในลำดับตอ่ไปเป็นของพระคุณเจ้าผู้มีชื่อเสียงและทรงคุณเมตตาธรรมสูง  เป็นพระผู้ทำประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่แด่การพระพุทธศาสนาและสังคมยุคนี้  ท่านถวายปัจจัยมาช่วยสร้างหนังสือพิมพ์ดีด้วย  1,000  บาท  ผมขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้  ณ  ที่นี้ด้วย  ท่าน  ดร.  พระครูอาทำประชานาถ  วัดพระบาทน้ำพุ  จ.ลพบุรี  จดหมายฉบับต่อไปเป็นจดหมายของโยมนักปฏิบัติธรรมกรรมฐานท่านหนึ่ง  ที่มีภูมิรู้วิชาชีพ  เป็นถึงอาจารย์ในวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ  ผมตัดหัวจดหมายออกเพื่อไม่ให้ชื่อสถาบันเปิดเผยจะแจ้งเกินไป  จดหมายฉบับนี้เขียนถึงเพื่อสนิทที่ปฏิบัติธรรมมาด้วยกัน  แล้วเอาสำเนามาให้ผมดู  ๆ  แล้วบอกว่าจะเอาลงหนังสือพิมพ์ดีทั้งหมดโดยไม่ตัดหรือแต่งข้อความใดเลยนอกจากนี้ก็มีข่าวสารอีกสองสามชิ้น  ที่ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาแบะพอใจนำลงไว้ในประวัติของผมช่วงนี้โปรดติดตาม  ต่อไป

 

จดหมายฉบับที่  1

                                                            วัดมหาพุทธาราม   ถนนขุขันธ์ 

                                                             อ.เมือง    จ.ศรีสะเกษ    33000

 

1  กุมภาพันธ์  2546

 

เจริญพร  ท่าน  ดร.  นันทสาร  ที่รัก  นับถือ

          อาตมาเพิ่งเปิดซองแบบสอบถามที่กลับมาทั้งหมดตั้งแต่เดือนที่แล้วถึงวันนี้  จึงได้พบว่ามีของท่านดร.ด้วย  และทั้งมีใบปลิวเถื่อน  จำนวน  4  แผ่น  แนบมาด้วย  เรื่องที่ท่านขอให้รายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับศาสนาประการใดนั้น  คราวนั้นได้ออกหนังสือพิมพ์ดี  ฉบับที่  26  (ประจำเดือน  เม.ย.-  ก.ย.  2545)  ออกไป  ซึ่งในฉบับนั้นได้มีบทวิเคราะห์ร่าง  พ..บ.คณะสงฆ์  ฉบับมหาเถรสมาคมออกไปด้วยพร้อมข้อเสนอแนะในการจัดตั้งองค์กรในคณะสงฆ์  ปรากฏว่าได้รับความสนใจหลากหลาย  ทางสภาผู้แทนราษฎร  โดยท่านอุทัย  พิมพ์ใจชน  ให้  จนท.  โทรศัพท์มาถามว่า  มูลนิธิฯมีสาขาอยู่ที่กรุงเทพหรือไม่  อาตมาภาพบอกไปว่าไม่มี  หนังสือพิมพ์ดีออกจากศรีสะเกษไปโดยตรง  บอกเขาว่า  ถ้ามีอะไรให้ติดต่อทาง  ดร.นันทสาร  สีสลับ  และ  พ.อ.ศรีสวัสดิ์  แสนพวง  ต่อมามีจนท.จากกระทรวงศึกษาธิการ  โทรศัพท์สอบถามเรื่องหนังสือพิมพ์  และว่าไม่เห็นออกอินเตอร์เน็ต  ถามถึงข้อมูลและบทวิเคราะห์ต่าง  ๆ  โดยเฉพาะบทวิเคราะห์เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้วก็บอกว่าให้ไปถามที่ทานดร.  กับพ.อ.ศรีสวัสดิ์  และกรมการศาสนา  สุทธิพงศ์  ตันตยาพิศาลสุทธิ์  ก็มี  เพราะส่งไปให้ทุกเล่ม  (เคยเป็นเพื่อนเรียนธรรมศาสตร์ด้วยกัน  เขาเป็นนักศึกษาพารทไทม์  เพราะสุทธิพงษ์ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย  ขาดเรียนบ่อย  เรียนไม่ทันเพื่อนได้ช่วยติวให้  ได้มีส่วนอนุเคราะห์เขาในเรื่องการศึกษาในช่วงนั้นจนสำเร็จการศึกษา)  นั่นก็คือเรื่อง  พ..บ.คณะสงฆ์  นั่นเอง  ทางสภาผู้แทนราษฎรโดยเลขาธิการรัฐสภา  ได้มีหนังสือของบคุณมา  ได้เขียนจดหมายมาทางท่านผู้การ  พ.อ.ศรีสวัสดิ์  แจ้งให้ทราบแล้ว  เข้าใจว่าจะบอกต่อท่าน  ดร.แล้วตั้งแต่ช่วงเวลานั้น  นี่แหละเรื่องราวที่มาเกี่ยวข้อง  อื่น  ๆ  นอกจากนี้ก็ทราบเรื่องการจัดแบ่งหน่วยงานในสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  เป็นร่างอยู่  ที่  พ.อ.ศรีสวัสดิ์ส่งไปให้  (ท่าน  ดร.  ก็คงจะมีอยู่ในมือแล้ว?)  ก็พอทราบอยู่เท่านี้  อาตมาภาพมีการข่าวที่ค่อนข้างจำกัด  เพราะอาศัยทีวีและหนังสือพิมพ์เป็นหลัก  กระแสอื่น  ๆ  นอกจากนี้ก็มีบ้าง  แต่ไม่พอที่จะเชื่อได้  ขาดความหลากหลายกระแสพอที่จะกรองข่าว  เช่นคน(รวมทั้งพระ-ภิกษุ)  ที่มาเล่าเรื่องราวต่าง  ๆ  ให้ฟัว  ก็มักไม่สมบูรณ์ขาดความเข้าใจเรื่องการข่าวจับประเด็นข่าวไม่ได้  ได้มีโอกาสไปแสดงธรรมในงานปริวาสกรรม  ศรีสะเกษครั้งหนึ่ง  ท่านเจ้าอาวาสวัดมหาพุทธาราม  (ธีรังกูร  ธีรังฺโก  ป.ธ.9  พระศรีธรรมนาถมุนี  2545  เป็นผู้จัดการให้  เมื่อ  1  ธ.ค.  45  วัดขามทอง  อ.เมือง  จ.ศรีสะเกษ)  พบว่ามีลูกศิษย์พระเดชพระคุณท่านหลวงตามหาบัวจำนวนมาก  (มีพระครูโสภณกิจจาทร  เป็นประธานกิจการงานนั้น)  ได้พูดถึงเรื่องร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์  และให้หนังสือพิมพ์ดีไว้หลายเล่ม  (ตั้งแต่เล่มที่  18  ถึงเล่มปัจจุบัน)  รวมทั้งเล่มที่  26  ที่มีบทวิเคราะห์นั้นด้วย  เป็นที่พอใจ-เห็นชอบด้วย-ดีเห็นงามด้วยกันทั้งสิ้นที่จะให้มีองค์กรสายวิปัสนากรรมฐาน  [ (คือที่เสนอให้มีคณาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสนาธุระ  และ  สำนักวิปัสนากรรมฐาน  3  ระดับ  เพื่อให้ได้ดุลกับมหาคณิสสรฝ่ายบ้าน  ขึ้นมา  นี่ก็เป็นเรื่องที่ยังต้อพยายามอธิบายต่อไป  ในแง่ที่ว่าจะทำอย่างไร (MEAN  หรือ  HOW)ในเรื่อง  พ..บ.คณะสงฆ์นั้นอาตมาภาพเห็นว่า  การสร้างระบบต้องทำก่อน  ส่วนตัวบุคคล  และวิธีการไว้ทีหลังให้เวลา  5  ปี  เพื่อให้เกิดทัศนะการมองที่ค่อยเรียนรู้ถึงความหมายที่สำคุญไปตามลำดับก่อนซึ่งเมื่อยิ่งทราบความหมายในประเด็นสำคัญ  ๆ  เพียงหา ก็ยิ่งจะมีความหวังมากขึ้นเพียงนั้น  และนั่นเป็นกุญแจแห่งความร่วมมืออันเหนียวแน่นและบริสุทธิ์ใจต่อกันและกัน  อีกมุมหนึ่ง  การจะทำสำเร็จหรือไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่สำคัญคือฝ่ายฆราวาส  รัฐบาล  รัฐสภา  ว่าตะมีความเข้าใจ  กล้าหาญ  และจริงใจในการรับใช้พระพุทธศาสนาหรือไม่เท่านั้นเอง  หากเป็นเหมือนจักรพรรดิ์อโศก  คือเป็นพระโสดาบัน  ก็จะพอหวังได้  แต่มองแล้วเห็นว่ารัฐบาลปัจจุบันอาจจะเห็นว่าเป็นการเปิดศึกอีกด้านจะหนักไปหน่อย  กลัวจะไม่สำเร็จประโยชน์  ทำอย่างไร  ฝ่ายพระสงฆ์และฝ่ายพุทธบริษัททั้งปวงจะช่วยรัฐบาลท่านได้บ้าง  ให้ท่านมีกำลังใจมีความกล้าหาญและมั่นใจขึ้น  โดยสติปัญญามองเห็นประโยชน์ส่วนรวมของการพระพุทธศาสนา  และทำอย่างสุขุมจริงใจต่อประโยชน์พระพุทธศาสนาเป็นหลักและทั้งตรงเหนียวพอต้านกระแสรุนแรงที่บางกระแสที่จะตามมาได้  มิฉะนั้นอาจส่งผลเสียต่อฝ่ายอาณาจักรไปเสียเอง  แต่หากในขณะนี้ยังไม่อาจจะจัดการในเรื่องระบบได้  ก็ไม่เป็นไร  แต่ต้องจัดการต่อไปเพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหมู่สงฆ์ไปให้ได้  ไม่มากก็น้อย  หรือแม้แสดงเจตนาให้ชัดว่าจะต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม  คิดใหม่ทำใหม่  ให้ได้  โดยให้สอดคล้องพระธรรมวินัยให้มากยิ่งขึ้น  จนพระธรรมวอินัยเป็นเป้าหมายของสงฆ์  (ขณะนี้หมู่สงฆ์เองยังมองไม่เห็นว่า  สายงานฝ่ายวิปัสนาธุระจะจัดการกันอย่างไร  การเรียนการสอนและวิธีปฏิบัติกรมมฐานทำอย่างไร  อุปัชฌาย์อาจารย์ฝ่ายวิปัสสนา  และทั้งฝ่ายที่มิใช่ฝ่ายวิปัสสนาแต่มีการสอนวิปัสสนาด้วย  ท่านยังคิดอยู่แบบเดิมอยู่  คือคิดเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลอยู่  และในความคิดแม้แนวทางที่นำพาปฏิบัติกันอยู่นั้น  ก็เป็นเพียงการสุ่ม  ๆ  ปฏิบัติไปเท่านั้นเอง  ไม่มีหลักเกณฑ์อย่างวิทยาศาสตร์  ไม่เคยมีการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์และกลยุทธวิธีแห่งมรรคผลออกมา  หน้าที่ของอาตมาก็คือพยายามเสนอว่าเราสามารถจะทำอย่างวิทยาศาสตร์ได้  และได้อย่างไรนั่นคือเรื่องของ  MEAN  หรือ  HOW  หรือ  การอธบายสิ่งที่เรียกว่า  หลักสูตรมรรคผล  ออกมาให้แจ่มแจ้งเป็นเรื่องที่อาจปฏิบัติไปได้อย่างธรรมดา  ๆ  เป็นธรรมชาติการศึกษาชนิดหนึ่งของหลักสูตรหนึ่ง  นั่นเอง  และ  นี่คือความหมายในประเด็นสำคัญยิ่งของยุคสมัย  คือการนำพระพุทธศาสนาไปสู่สากลโลก  ซึ่งนี่จะเป็นวิธีการใหม่  แต่ผลที่ต้องการเป็นสิ่งเก่าดั้งเดิม  (MEAN  หรือ  HOW  เปลี่ยน  ปรับปรุงได้เสมอ  แต่จุดหมายคือ  GOAL  หรือ  OBJECTIVE  นั้นยังคงเป็นของเดิมของพระพุทธเจ้า)  จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคุ้นเคย  ทำให้หนักและยากที่ต้องสิ้นเปลืองเวลามาก  ๆ  เหมือนงมไป  คลำทางไป  แต่เมื่อใดเข้าใจแล้วก็จะเห็นอยู่เองว่าประโยชน์มหาศาลรออยู่  โดยการเดินบนเส้นทางใหม่ของการวิปัสนากรรมฐานอย่างไรโดยฝ่ายบริหารจะต้องเริ่มจากการเข้าใจในเรื่องธรรมดา  ๆ  คือความสำคัญของการจัดการที่ระบบ  ซึ่งอันนี้เป็นภาระหน้าที่โดยตรงของอาตมาภาพที่จะอธิบายต่อไป  เพื่อให้ปรากฏในวันนี้  ชั่วที่มีชีวิตอยู่  หรือเป็นมรดกต่อไปในวันข้างหน้าสำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะได้อ่าน  และเห็นคุณค่าของมัน  ทั้งหมดที่พยายามไป  ใช่ว่าอาตมาภาพจะมีฉันทะเต็มใจพอใจปฏิบัติมาแต่ดั้งเดิมก็หาไม่  เพราะดั้งเดิมแท้จริงอาตมาภาพต้องการปลักสันโดษ  เข้าป่าและแสวงหาความสุข  สนุกสนานส่วนตัวในดินแดนป่าเขาลำเนาไพรอันลึกตามวิถีการของอาตมาสภาพ  ณ  ที่ไกลจากมนุษย์  ขึ้นเชื่อว่ามนุษย์แล้วไม่ต้องการพบนั่นคือเจตนารมย์ในการออกบวชอาตมาภาพ  ตรงกับที่เล่าไว้ในประวัติชีวิตตัวเอง  อะไรที่กำหนดชะตาชีวิตไว้เช่นนั้น  นอกจากวิบากกรรมอันเหมาะสมลงตัว  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามองศานาของพระองค์อย่างไร  ขั้นตอนไหน  แผนการณ์อนย่างไร  พุทธทำนายเดือนสี่ปีกุนจะไร้ความหมายหรือ  ?  แต่ว่าศาสนาพุทธจะต้องสืบต่อไป  ตราบห้าพันพระวัสสา  อาตมาภาพทำอะไร  ๆ  ก็เพื่อให้สมบูรณ์ในความรับผิดชอบ  และผลที่ออกมาย่อมพอใจภูมิเสมอ  เพราะอะไรจะเป็นไปอย่างไร  ย่อมเป็นไปสมแก่เหตุปัจจัยนั้น  ๆ

          ทุกวันนี้อาตมาไม่ค่อยมีเวลาจะทำนั่นทำนี่  เวลาไม่พอ  ส่วนหนึ่งของเวลา  24  ชม./วัน  ใช้ในการเก็บตัวเพื่อให้มีดอกาสให้มันสมองและสายตาได่พีกผ่อย  และเพื่อความเป็นส่วนตัว  ได้จินตนาการเป้นอิสระ  เพราะอาตมาภาพใช้งานสายตามาก  เกือบตลอดวัน  มันสมองใช้งานอย่างสลับซับซ้อนไม่มีเวลาหยุด  หากตื่นอยู่  ส่วนหนึ่งของเวลาใช้ไปกับการต้อนรับคนที่มาหา  ให้บริการต่าง  ๆ  ส่วนหนึ่งในกิจของหมู่สงฆ์  ไม่ได้หลีกไปไหน

          จะขอแถลงต่อสักหน่อย  ในด้านการเคลื่อนไหวใดใด  ที่สงสัยถามมาว่า  หากมีประเด็นความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับศาสนาประการใด  ให้แจ้งให้ทราบด้วยนั้น  ส่วนอาตมาภาพเองไม่มีการเคลื่อนไหวใดใด  ปล่อยให้เป็นไปเองตามเหตุผลของมันที่จะเป็นไปเอง  และ ก็ไม่ได้รู้อะไรในการเคลื่อนไหวใดใดเลย  ไม่มีส่วนในการวางแผนใดใดทั้งสิ้น  ดูเหมือนว่า  แม้กลุ่มที่เคลื่อนไหวเอง  ที่เคลื่อนไหวไปตามกัน  ก็ดูเหมือนจะไม่ทราบต้นสายปลายเหตุด้วยซ้ำไปว่าการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นอย่างไร  แต่อย่างไรก็ตาม  ท่านด.ร.  ก็ย่อจะเห็นอยู่เองแล้วว่า  การเคลื่อนไหว  น่าจะเหมาะสมสำหรับปัญญาชนตามหลักศาสนาพุทธ  (แต่เหตุการณ์หรือ  EVENTS  บางอย่าง  บางกาละเทศะย่อมมีสิทธิ์ทำให้เกิดความชอบธรรม  สำหรับการเคลื่อนไหวอย่างมีเป้าหมายอันชอบธรรมได้  แม้สำหรับหมู่ปัญญาชนชั้นสูงสุดในศาสนาพุทธก็ตาม  เช่นองค์สมเด็จพระบรมศาสดาก็จำเป็นต้องแสดงอิทธิปาฏิหารย์ในบางครั้ง  เป็นต้น)  และอาตมาภาพเองก็ไม่เคยคิดจะต่อสู้ด้วยวิธี  การเคลื่อนไหว  ทั้งนี้เพราะได้ประเมินสถานการณ์ไว้ก่อนแล้วว่า  สังคมเรายังมีนักปราชญ์ทางศาสนาพุทธอยู่มากพอ  โดยเฉพาะพระสาวกระดับเถระมหาเถระ  พระวิปัสนาจารย์ก็มีอยู่มาก  ฆราวาสที่เป็นปราชญ์ราชบัญฑิตก็มีอยู่มาก  องค์กรเอกชนก็เข้มแข็ง  คงพูดกันได้  ยอมรับเหตุผลในเชิงศาสนธรรมกันได้  เพื่อให้สมกับความเป็นศาสนาพุทธ  หากเรายอมรับในเหตุผลไม่ได้  ก็ยากที่จะนำศาสนาพุทธไปสู่สถานการณ์โลกสากลได้  ยากที่จะพัฒนาแม้ตัวของจัวเองไปสู่อริยธรรมอันสูงสุดได้  ตามเป็นหมายขจองพระบรมศาสดา  แต่หากการณ์ปรากฏออกมาว่า  สติปัญญามวลชนไม่ตอบรับเหตุผล  นั่นคือตกต่ำไปกว่าระดับนี้  ก็คงยากในการฟื้นฟูศาสนาใปสู่สากล  ก็คงต้องคิดเตรียมแผนการกันใหม่  คงจะไม่อาจปล่อยให้เป็นเองตามยถากรรม

          แต่สิ่งที่อาตมาภาพอยากจะพูดถึงที่สุดในครั้งนี้ก็คือ  เรื่องใบปลิวเถื่อน  ของผู้ใช้นามว่า  ธรรมสาธกปกป้องธรรม  ที่ท่าน  ดร.  ส่งไปถวาย  และให้ช่วยวิเคราะห์อีกทางนั่นแหละ  อยากจะบอกว่า  สำหรับผู้ที่ทำใบปลิวชุดนี้ออกมา  เป็นบุคคลที่น่าสนใจมากทีเดียว  เราน่าจะปล่อยให้เขามีโอกาสสร้างผลงานใบปลิวเช่นนี้ต่อไปเป็นระยะ  ๆ  ตามโอกาสที่จะมีได้ทำได้  เพราะผู้ฉลาดย่อมเลือกได้  คงไม่เสียหายอะไรต่อการพระพุทธศาสนา  ที่เสนออย่างนี้ก็เพราะว่า  แต่อาตมาภาพเองก็ไม่อาจคาดคะเนได้ว่าคนผู้นี้เป็นใคร  สำนัก  หรือหมู่คณะไหน  นั่นเอง  แต่มองในประเด็นว่าเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์  และอาตมาภาพเห็นว่าเขาน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า  จึงควรปล่อยไปก่อน  เพื่อให้ได้เห็นผลงานชิ้นต่อ  ๆ  ไป  คือใบปลิวเถื่อน  ๆ  เช่นนี้ต่อไปอีกเพราะแม้เราเองก็เห็นอยู่แล้วว่า   เป็นใบปลิวเถื่อนที่มีข้อความแห่งสาระที่พร่อง  ๆ  ไม่ถูกต้องไปทั้งหมด  หรือมีส่วนที่ถูกต้องอยู่บ้างเพียงใด  ก็ตาม  เราย่อมสามารถเลือกได้  ฉะนั้น  ในส่วนอาตมาภาพจึงคิดว่าจะวางเฉย  ไม่สนใจไปก่อน  สำหรับใบปลิวเถื่อน  4  หน้าที่

          อาตมาภาพทราบเรื่องการเดินทางไปประชุมต่างประเทศครั้งล่าสุดของท่าน  ดร.แล้ว  เริ่มจากไปมาเลเชียก่อน  แล้วค่อยไป  บังคลาเทศ  เพื่อปฏิบัติงานขององค์การ  พสล.ที่นั่น  รู้สึกชื่นชมเสมอ  การเดินทางไปต่างประเทศของท่าน  ดร.  อาตมาภาพก็ได้ทราบมาตั้งแต่เป็นอย่างดีอยู่แล้วก็เริ่มตั้งแต่ปี  พ.ศ.2513  เป็นครั้งแรกที่ท่าน  ดร.มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ  วันนั้นเป็นวันเสาร์ที่  2  พฤษภาคม  2513  เวลา  6  โมงเย็น  ท่านดร.  เดินทาง  โดยเครื่องบิน  เอสเอเอ  มีพรรคพวกเพื่อนฝูงโดยเฉพาะชาวกลุ่มอี่หล่ำของเรารวมทั้งผู้บังคับบัญชา  ไปส่งที่สนามบินเป็นจำนวนมาก  (จนกระทั่งบัดนี้  ตลอดลเวลา  33  ปี  ต่อมา  ท่าน  ดร.  ก็ยังคงเดินทางไปต่างประเทศในภาระของการพระพุทธศาสนาไม่เคยหยุดหย่อน  แต่น้อยคนนักที่รู้ในคุณงามความดี  ในความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของท่าน  ดร.  ที่ทำประโยชน์แด่พระพุทธศาสนาในต่างแดน  เว้นแต่อาตมาภาพ)  อาตมายังคงมีสำเนาจดหมายถึงพระอาจารย์ทำมา  เมฆิโย  ที่ชื่อว่า  จดหมายศิษย์จากต่างประเทศ  ที่ท่าน  ดร.  เขียนมาก  นิวเดลฮี  ประเทศอินเดีย  ลงวันที่  2  สิงหาคม  2513  เก็บรักษาไว้อยู่  เล่าเรื่อง  เดินทางไปยุโรป  8  ประเทศ  ได้เหยียบหิมะเป็นครั้งแรกที่กรุงออสโล  ประเทศนอร์เวย์  ได้ร้องเพลงไทยให้คนนอร์เวย์ฟังที่นั่นและพวกเขาร่วมร้องเพลงไปด้วยอย่างสนุกสนาน  ท่าน  ดร.  ไปถึง  แดนสวรรค์แห่งสแกนดิเนเวีย  กรุโคเปเฮเกน  ประเทศเดนมาร์ค  เมื่องฟรีเซกส์  แล้วเหิมฟ้าต่อไปดินแดนไวกิ้ง  กรุงสตอคโฮม  ประเทศสวีเดน  ท่านดร.  เล่าว่า  วันทาโก  ปฏิวันทานัง  ผู้ใหญ่ย่อมได้รับการไหว้ตอบ  คนไว้กิ้งและครอบครัวของเขาที่นั่นจัดเลี้ยงต้อนรับท่าน  ดร.  โดยเฉพาะ  ด้วยเหตุผลพิเศษว่า  เขาเคยไปกรุงเทพฯ  ครั้งหนึ่ง  ปรากฏว่าคนไทยได้ให้การต้อนรับเขาดีเหลือเกินเขาจึงอยากจะต้อนรับคนไทยบ้าง  น่าประทับใจจริงที่ท่าน  ดร. ไปที่ไหนล้วนที่ได้รับการต้อนรับอย่างดีมีความสุขแล้วเหินฟ้าสู่  กรุงเฮนซิงกิ  ประเทศฟินแลนด์  ดินแดนพระอาทิตย์ไม่ตกดิน  มีบันทึกไว้ว่า  แรก  ๆ  นอกไม่หลับเลย  เพราะมองไปไหนก็สว่างไปหมด  แล้วเหินฟ้าไป  กรุงอัมสเตอดัม  เวณิชแห่งที่  2  ในยุโรปเพราะเต็มไปด้วยคลองคล้ายกับกรุงเทพฯ  ของเรานั่นแหละ  จากอัมสเตอร์ดัม  ไป  กรุงเฮก  ประเทศฮอลแลนด์  เล่าไว้ในจดหมายถึงพระอาจารย์ทำมาว่า  เรื่องที่กระผมประทับใจที่นี่ได้แก่  การมีโอกาสไปเยี่ยมศาลโลก  ได้ไปชมห้องพิพากษาคดีเขาพระวิหารระหว่างไทยกับเขมรด้วยตนเอง  ได้ซื้อเทปยี่ห้อฟิลิปส์เครื่องหนึ่งไว้เป็นที่ระลึกตอนกลับถึงบ้านด้วย  แล้วมุ่งสู่  กรุงปารีส  ประเทศฝรั่งเศส  เมืองแฟชั่นล้ำยุคแห่งโลก  วาทะของท่าน  ดร.  ตอนนี้น่าประทับใจลึกซึ้ง  ที่ว่า  การได้เรียนรู้อะไรใหม่  ๆ  เพิ่มขึ้นทุกวัน  ก็เป็นกำไรของชีวิต  เราได้เห็นโลกมากขึ้นเท่าใดก็ได้เรียนธรรมะมากขึ้นเท่านั้น  เพราะพระพุทธองค์ก็เคยตรัสสอนให้คนพิจาราณาของจริงจากโลกด้วยปัญญาเช่นกัน  ดังที่พระองค์ตรัสว่า  สูทั้งหลายจงมาดูโลกนี้ที่พวกคนเขาติดอยู่แต่พวกผู้รู้หาข้องอยู่ไม่  สิ่งที่กระผมประทับใจจริง  ๆ  ได้แก่การที่กระผมได้มีโอกาสขึ้นหอไอเฟล  ซึ่งสูงถึง  985  ฟุต  ชื่นชมความงามของนครปรารีส  ได้ไปชมพระราชวังแวร์ซายส์  ซึ่งเป็นที่เซ็นสัญญาสงบศึกในมหาสงครามโลกครั้งที่  1  ได้ไปชมพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก  สิ่งที่กระผมจะลืมเสียมิได้  ก็คือการได้มีโอกาสไปชมสำนักงานใหญ่ของยูเนสโกด้วยตนเอง  แล้วจากปารีส ท่าน  ดร.เหินไปทางอากาศต่อ  กรุงเจนิวา  สวิตเซอร์แลนด์  แล้วรำพึงถึงมาตุภูมิว่า  ความจริงกระผมนึกถึงแหล่เจ้าน้อยของอาจารย์จันดา  วัดบ้านโนนเปลือย  ที่ว่า  เมืองสวิตเซอร์แลนด์  บ่อนดินแดนสุดขอบฟ้า  ได้เข้าร่วมประชุม  ณ  สำนักงานใหญ่ของตึกสันนิบาตชาติ  ....ขณะนี้ใช้เป็นที่ทำการของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมของสหประชาชาติ....กระผมได้เดินทางไปชมกรุงเบอร์น  เมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์  ...  ได้แวะกรุงโลซานน์  ที่ซึ่ง  พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันของเราเคยประทับอยู่  จากนี้ท่าน  ดร.ได้เดินย้อนสู่ปารีส  ฝรั่งเศสครั้งที่สอง  ก่อนจะเหินสู่  ดินแดนพุทธภูมิโดยสายการบิน  ลุฟท์ฮันซ่า  สายการบิน  บีโอเอซี  ถึง  นิวเดลฮี  ดินแดนพุทธ์องค์ความปรารถนาของท่านดร.  ต่อดินแดนพุทธองค์น่าจับใจ  ว่าดังนี้   “ผู้นำประเทศของเขาได้ทำตัวอย่างที่ดียิ่งไว้แก่ชนรุ่นหลัง  ส่วนมามักจะเป็นนักเสียสละที่ยิ่งใหญ่  ดังนั้นชาวอินเดียหลายคนจึงเป็นทั้งนักปราชญ์  เป็นทั้งนักการเมืองที่มีชื่อเสียง  ดังเป็นที่ปรากฏอยู่แล้ว  นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน  ก็คือ  นางอินทิรา  คานธี  ลูกสาวของเนรูห์  นั่นเอง....สิ่งที่ประทับใจครั้งสุดท้ายก่อนจากนิวเดลฮีสู่กรุงเทพฯ  ในวันที่  2  สิงหาคม  2513  ก็คือ  กระผมได้มีโอกาสไปชมแม่น้ำยมนาด้วยตนเอง  แม่น้ำส่วนนี้มีส่วนสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศาสนาพุทธของเรา.....เรากระผมได้ยืนสงบสติดารมณ์อยู่บนฝั่งยมนา  พลางก็นึกวาดภาพพจน์ถึงเรื่องต่าง  ๆ  ในสมัยที่พระพุทธเจ้าของเรายังมีชีวิตอยู่  จึงทำให้เกิดความประทับใจอย่างยิ่ง  กระผมนึกภูมิใจว่า  สมัยที่บวชเรียนอยู่ได้ศึกษาแต่เรื่องพทุธประวัติจกาตำราเท่านั้น  แต่บัดนี้ได้มาพบสิ่งที่ได้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเองแล้ว  ทำให้เกิดควาปลาบปลื้มใจจนบอกไม่ถูก  นี่คือเรื่องราวการเดินทางไปต่างประเทศในระยะแรก  ๆ  ของท่าน  ดร.  โดยเหินฟ้าไปเยี่ยมเยือนถึง  8  ประเทศในคราวเดียวกัน  ท่าน  ดร.  คงจำได้ว่ามาจาก  หนังสือที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพพระอาจารย์ทำมา  เมฆิโย  วัดบ้านโคกกลาง  วันที่  6-7-8  เมษายน  2516  นั่นเอง  ซึ่งในเล่มนั้นยังมีเรื่อง  นับแห่งรัฐปาลสูตร  ของพระราชจินดามุนี  เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษด้วย  และผู้จัดทำเป็นบรรณาธิการ  ก็คือ  อาตมาภาพ  ตั้งแต่เป็น  พยับ  เติมใจ  อยู่นั่นเอง  ต่อมาท่าน  ดร.  ได้เดินทางไปทั่วโลก  ในภาระหน้าที่ของการพระพุทธศาสนา  ไม่เคยหยุดหย่อน  อาตมามองไปว่า  ภาพที่ท่าน  ดร. ยืนริมฝั่วแม่น้ำยมนานั้น  เหมือนภาพสนามรบ  ผั่งแม่น้ำ  ไดยา  เมืองทศสี  แห่งแคว้นกลิงคะ  ระหว่างแคว้นมคธ  รบกับ  แคว้นกลิงคะ  อันเป็นสงครามครั้งสุดท้าย  ก่อนจะกลับใจเพราะได้พบพระอริยธรรมแห่งพระพุทธศาสนา รู้แจ้งสัจธรรมเป็นโสดาบันกษัตริย์พุทธผู้แผ่พระพุทธศาสนาไปสุดขอบโลกขณะนั้น  คือ  อโศกมหาราช  อาตมาภาพคิดว่า  อโศกมหาราช  มีหลายสิ่งหลายอย่างที่สอดคล้องคล้ายคลึงกับท่านดร.  นันทสาร  มาก  ถ้าอโศกมหาราชมาเกิดในยุคนี้ก็คือมาสืบสานสร้างบารมี  และท่าน  ดร.  นี่แหละน่าจะคล้าย  อโศกมหาราช  กลับชาติมาเกิด  แล้วได้มีโอกาสเดินทางไปตรวจการพระพุทธศาสนาในดินแดนแคว้นต่าว  ๆ  ทั่วโลก  อันเป็นร่องรอยเดิมที่ทรงเผยแผ่ไว้ในยุคสมัยทรงเป็นจักรพรรดิอโศก

          และมีเรื่องหนึ่งที่คิดว่าจะบอกก็คือ  เห็นออกรายการโทรทัศน์แล้ว  ดูดีมาก  ๆ  น่าจะออกบ่อย  ๆ  เพื่ออธิบายเรื่องการพระพุทธศาสนา  จะมีอิทธิพลมากในด้านการสื่อทางโทรทัศน์  ในเรื่อง  NEWLETTER  อาตมาภาพยังไม่ทันมีหัวคิดจะเขียนอะไรไปให้  ตามที่ท่าน  ดร.  ขอให้เขียน  แท้จริงก็เคยบอกตัยวเองไว้ตั้งนานมาแล้วว่า  น่าจะเขียนอะไรลง  NEWLETTER  บ้าง  แต่ก็ดูเหมือนยังไม่ถึงเวลา  ที่สุดนี้ก็ขออำนวยพรให้ท่าน  ดร.  จงมีความสุขยิ่ง  ๆ  ขึ้นไป  ขอให้มีพลานามัยดี  มีอายุยืนนานเพื่อการรับใช้พระพุทธศาสนาต่อไปตลอดกาลนานเทอญ.

 

                                                                                                                                                    ขอเจริญพร

                                                                                                                           ปญญาธโรภิกขุ    

 

หมายเหตุ  บก. เราได้ตัด  ใบปลิวเถื่อน  เรื่อง  ขบวนการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา  ตามที่อ้างในจดหมายถึง  ดร.นันทสาร  สีสลับ  ออกจากคอลัมน์  ประวัติของผมฯ  ภายหลัง  ได้พิจารณาแล้วว่า  ไม่เหมาะสมที่จะนำลงในขณะนี้  บก.

 

 

 

จดหมายฉบับที่  2

 

 

 

วัดพระบาทน้ำพุ  ลพบุรี 

ถึง  กองบรรณาธิการ  หนังสือพิมพ์ดี

          ขออนุโมทนา  ต่อกุศลเจตนาในการจัดทำหนังสือพิมพ์ดี  ไว้  ณ  โอกาสนี้  และ  ขอเป็นกำลังใจให้กองบรรณาธิการด้วย  สาระในหนังสือดีพอสมควร  มีข้อเสนอแนะ  เล็กน้อย

       1.  หากมีการตรวจทานอักษร  และการจัดบรรทัด/เว้นวรรค/จัดคำ  ก่อนจัดพิมพ์จะสมบูรณ์มากขึ้น

          2.  การใช้รูปแบบอักษร  และขนาด  บางแห่งขนาดเล็กไปหน่อย  รูปแบบหลากหลายจนดูเป็นรูปแบบที่ขาด  เอกภาพ  (เหมาะสำหรับผู้อ่านที่รักการอ่านมาก  ๆ)

          3.  หากมีภาพประกอบเพื่อ  พักอารมณ์  ของผู้อ่านบ้างจะเยี่ยมมาก

          ด้วยความปรารถนาดีจริง  ๆ  เพราะได้อ่านตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย  และ  อยากให้หนังสือนี้อยู่ไปนาน  ๆ

ด้วยความปรารถนาดี

(พระครูอาทรประชานาถ)

วัดพระบาทน้ำพุ  ลพบุรี  15000

          หมายเหตุ

                      ขอร่วมผลิตหนังสือพิมพ์ดีโดยสั่งเช็ค  สั่งจ่ายพระพยับ  ปญญาธโร  มา  1  ฉบับ  กองบรรณาธิการกรุณานำเรียน  พระพยับ  ปญญาธโร  ด้วยจักขอบคุณยิ่ง

 

 

จดหมายฉบับที่  3

 

 

 

8  กุมภาพันธ์  2543

ถึง  พี่อรนุชที่เคารพและคิดถึง

          หนูตั้งใจจะพิมพ์จดหมายถึงพี่หลายวันแล้ว  แต่ภารกิจในครอบครัวและการสอนมากจึงช้าไปบ้าง  ตอนนี้หนูและครอบครัวสบายดี  การเรียนการสอนก็สนุกสนานดี  บางคนก็ตั้งใจฟังชอบซักถาม  แต่นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ค่อยขยันเรียน  งานที่ให้ทำก็ไม่ค่อยส่งตรงเวลา  ที่สำคัญจะสนใจเพศตรงข้ามก่อนเรื่องอะไรทั้งหมด  อาจเป็นเพราะพ่อแม่ตามใจบังคับลูกไม่ได้เลยแล้วสื่อประเภทให้มัวเมาในเรื่องเพศก็มีมาก  ดารานักร้องนี่แหละสำคัญ  เด็กชอบเลียนแบบ  แบบที่สังคมชอบยกย่องก็ไม่ค่อยจะเข้าท่า  ดารานักร้องที่ได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่นต่อต้านยาเสพติด  มักแต่งตัวล่อแหลม  โชว์เนื้อหนังมังสาอย่างไม่อายใคร  บางคนได้รับรางวัลสะดือสวย  เธอก็  เลยยิ่งโชว์ใหญ่  หนูก็งง  ว่าแต่ก่อนผู้หลักผู้ใหญ่จะสอนให้รักนวลสงวนตัว  แต่งตัวให้มิดชิดไม่ให้โชว์สิ่งที่หน้าอาย  ใครแต่งตัวประเจิดประเจ้อสังคมจะดูถูกเป็นผู้หญิงชั้นต่ำ  แต่สมัยนี้กลับประกวดประชันกัน  ว่าเป็นคนเชื่อมั่น  กล้าแสดงออก  สิ่งที่เป็นวัฒนธรรมอันดีงามกำลังจะถูกกลืน  กลายเป็นสังคมแบบชาวตะวันตก  ที่คิดว่าชีวิตมีรสชาติคือความเอร็ดอร่อยทางกาม  บางวันหนูกำลังสอนอยู่ได้ยินเสียงนักเรียนหญิงตะโกนแซวนักเรียนชายจากตึกหนึ่ง  ไปอีกตึ้กหนึ่ง  พี่ลองคิดดูแล้วกันว่าภาพจะออกมาอย่างไร  หลายคนจับคู่อยู่ด้วยกันอย่างเปิดเผย  บางคนพ่อแม่ต้องยอมก็มีเพราะปล่อยให้เป็นไม้แก่เสียแล้ว  ตัดไปก็หักเปล่า  ๆ

          ทุกวันนี้หนูพยายามสอน  ผลิตสื่อการสอนที่จะโน้มน้าวชักชวนให้เห็นโทษ  ของการตกเป็นทาสของอบายมุข  โทษของการหมกหมุ่นในเรื่องเพศ  โทษของการเป็นคนเกียจคร้าน  ไม่รู้จักควบคุมอารมณื  เพราะจะทำให่ประเทศชาติในวันข้าหน้าลำบาก  เพราะเด็กที่เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ขาดวุฒิภาวยะ  สังคมจะได้คนที่เป็นพ่อแม่ที่ไม่เอาไหน  ไม่รู้หน้าที่  และสืบเชื้อสายของคนไม่เอาไหนไปอีกไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น  ซึ่งจะเป็นปัญหาของสังคมและประเทศชาติอย่างใหญ่หลวงในวันข้างหน้าต่อไป

          คราวนี้หนูจะเล่าประสบการณ์  ในการต่อสู้ความทุกข์ของหนูอย่างละเอียดให้พี่ฟังนะ  หนูเล่าอย่างละเอียดยิบเฉพาะพี่กับอาจารย์เท่านั้น  มิฉะนั้นคนอื่นที่ไม่มีภูมิธรรมจะไม่เข้าใจ  เขาจะบอกว่า  หนูนี่โง่จังหลงให้เจาหลอกได้เป็นตุเป็นตะ  แต่พระอาจารย์บอกว่ายิ่งดง่เท่านไร  หากมันรู้ว่าโง่จะทำให้ฉลาดขึ้น

                                             ประมาณปี  พ.ศ.  2540-กลางปี  พ.ศ.2543  หนูมีปัญหาทะเลาะกับเพื่อนในแผนกสังคมศึกษาอย่างรุนแรง  ซึ่งสาเหตุใหญ่มาจากผลประโยชน์  แต่สาเหตุที่แท้จริงไม่ใช่มาจากเรื่องเงินค่าสอนพิเศษหรอก  ปัญหาใหญ่ก็คือความโง่ของหนูที่มีเพื่อนคนหนึ่ง  เขาสอนวิชาภาษาไทย  อายุแกกว่าหนูตั้ง  10  ปี  เขามีนิสัยชอบยุแหย่  เผอิญมันมีเหตุการ์มาประจวบเหมาะพอดี  จากเรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่  ครูแผนกสังคม  4  คน  เขาจึงรวมตัวกันไม่จัดตารางสอนให้หนู  และท่าน  ผอ.  ก็เข้าข้างเขา  หนูยอมไม่ได้เพราะมันหมายถึงศักดิ์ศรี  และค่าสอนพิเศษอีกเทอมละเกือบ  20,000  บาท  แต่ไม่มีวิธีไหนจะเอาชนะเขาได้  นอกจากการถือไพ่ที่เหนือกว่า  เพื่อนคนที่สอนภาษาไทยบอกว่าต้องทำหนังสือร้องเรียนขู่ผอ.ให้กลัว  แล้วท่านจะสั่งการตามที่เราต้องการ  โดยเพื่อนคนนี้เป็นคนหาข้อมูลได้เรื่องที่จะร้องเรียนประมาณ  3  หน้ากระดาษ  ซึ่งมีอยู่ข้อหนึ่งซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงมาก  หนูทักท้วงว่าข้อนี้อาจจะไม่เป็นความจริง  แต่เพื่อนคนนี้บอกว่าเขามีพยานบุคคลยืนยันได้  อีกอย่างเราเพียงแค่ต้องการขู่ให้เขาทำตาม  หนังสือนี้ท่านไม่ปล่อยให้ไปถึงอธิบดีหรอก  แล้วก็เป็นอย่างที่คาดเอาไว้คือท่านต้องสั่งให้เขาจัดตารางสอนให้หนู  และได้ผลประโยชน์เท่าเทียมกัน  หนูจึงได้ชัยชนะมาท่ามกลางความเกลียดชังของผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานหลายคน  ต่อมาท่าน  ผอ.  ถูกครูในวิทยาลัย  ฯ  คนหนึ่งร้องเรียน  ทางกรม  ฯ  ได้ตั้งคณะกรรมการสอบ  และเรียกหนูไปสอบปากคำด้วย  หนูจึงได้ทราบว่ามีกระดาษ  3  แผ่นที่หนูเคยพิมพ์เล่นๆ  สอดใส้ไปด้วย  แต่ไม่ได้ลงชื่อหนูเท่านั้น  โดยที่หนูไม่รู้เรื่องเลย  หนูจึงได้รู้ว่าการคบเพื่อนที่ชอบเอาชนะคนอื่นโดยไม่มีเหตุผลเป็นอย่างไร  ผลการสอบสวนปรากฏว่าท่านผอ.  ชนะแต่ก็ใช้เวลานานกว่าจะสรุปออกมา  ท่านผอ.ไม่ได้ฟ้องกลับ  แต่ท่านพูดว่าใครที่ใส่ร้ายคนที่บริสุทธิ์จะต้องได้รับกรรมตามสนอง  หนูไม่กล้าบอกกับท่านว่าหนูไม่ได้หักหลังท่าน  แต่คิดว่าท่านคงไม่เชื่อจึงไม่ได้ปรับความเข้าใจกับท่าน  จนท่านปลดเกษียนและจากจังหวัดศรีสะเกษไปในที่สุด

                                              หลังจากนั้นหนูกับเพื่อนในแผนก  ก็ยังคงต่อสู้เอาชนะกันอีก  จนหนูเกิดความเบื่อหน่าย  คิดว่าหนูจะต้องข่มขู่ผอ.ทุกคนหรือนี่  ชัยชนะที่หนูเคยได้มามันคงเป็นบาปหนัก  จึงมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจไม่จบสิ้น  ทั้งๆที่สามีหนูก็ดีพร้อม  ลูกๆก็น่ารัก  แต่ทำไมหนูไม่มีความสุข  กลางคืนนอนไม่หลับ อารมณ์ก็ไม่มั่นคงโมโหร้าย  สามีเคยบอกให้หนูยอมแพ้  แต่ความดื้อรั้นและกลัวเสียหน้า  ทำให้หนูคิดว่าต้องสู้ต่อไป  ถึงจะใช้วิธีการเดิมๆก็ยอม  แต่ยังไม่ทันทำอะไร  ช่วงนั้นประมาณเดือนกรกฎาคม  2543  บังเอิญมีคำสั่งจากทางกรมฯ  ให้ครูที่สอนวิชาพระพุทธศาสนาไปอบรมสวิปัสสนาที่จังหวัดราชบุรี  1  คน  หนูกำลังไม่สบายใจ  ก็เลยสมัครไปกะจะหนีความวุ่นวายสัก  2  อาทิตย์ก็ยังดี

                                              เมื่อเดินทางไปรายงานตัวที่กรม  คนแรกที่หนูพบ  เป็นผู้หญิงรูปร่างเล็กๆ  ผิวสองสี  แต่สีหน้าอิ่มเอิบบ่งบอกว่าเป็นคนที่มีเมตตามองโลกในแง่ดี  สุขุมมากไม่ค่อยพูด  อายุแกกว่าหนู  4  ปี  หนูได้พักห้องเดียวกันกับพี่เขา  หนูเล่าเรื่องความไม่สบายใจของหนูให้เขาฟัง  แล้วถามว่ากลับไปหนูจะเป็นอย่างไร  พี่เขาไม่ตอบ  บอกว่าอีกไม่กี่วันหนูจะตอบตัวเองได้  พี่เขาเป็นครูสอนอยู่โรงเรียนประถม  อยู่จังหวัดกาญจนบุรี  เขาปฏิบัติโดยบำเพ็ญตบะ  รักษาสัจจะอย่างเคร่งครัดเจริญกสิณแบบเนสัชชิกทุกวันตลอด  8  ปีสู้ทุกข์อย่างแสนสาหัส  และไม่ยอมเสพกามเลย  แม้จะมีทุกข์จากสามี  เขาก็ไม่ใจอ่อน  รักษาสัจจะยิ่งชีวิต  พี่เขาจะชอบพูดว่าบารมีเขามีปัญญาน้อย  จึงต้องมีความเพียรมาก  พระอาจารย์เขาเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น  เขาบอกไม่ให้หนูทานข้าวเย็นนอกจากน้ำปานะ  และบังคับให้หนูเดินจงกรมนั่งสมาธิเกือบทั้งคืน  หนูก็ทำตามอย่างว่าง่ายเพราะพี่เขาบอกว่าถ้าใครปฏิบัติ  จะได้ดวงตาเห็นธรรม  สำเร็จโสดาบัน  หนูก็ถามว่าพระโสดายบันดีอย่างไร  พี่เขาบอกว่าพระโสดาบันท่านเป็นคนดี  มีแต่มิตรไม่มีศัตรู  หนูอยากได้ความเป็นมิตรจากเพื่อน  เพราะรู้ว่าการเป็นศัตรูกัน  ทำให้เกิดทุกข์อย่างมหันต์  จึงทำตามทุกอย่างหนูปฏิบัติไปได้ประมาณ  5  วัน  ก็เกิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี  และขณะนั่งสมาธิอยู่เห็นนิมิตรเป็นพระพุทธรูป  มีรัศมีมีเหลืองอร่ามสวยงามมาก  หนูมีปิติมากน้ำตาไหลพราก  พี่เขาบอกว่านั่นแหละเกิดสภาวธรรมแล้ว  หนูรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครี่งแต่ก็ดีใจมาก  ตั้งใจกลับไปวิทยาลัยฯ  จะไปปรับความเข้าใจกับเพื่อนๆ  จะมีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย  ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกลับใคร  ซึ่งเพื่อนๆ  และผู้ช่วยก็ดีกับหนูมาก  จัดตารางสอนและให้ผลประโยชน์เท่าๆกัน  ตั้งแต่นั้นมาชีวิตมีความสุขมาก  รู้สึกซึ้งน้ำใจของพี่อรนุชและคณะของคุณแม่อำไพ  ที่มาสอนวิปัสสนามาก  อยู่มาคืนหนึ่งขณะนอนหลับเคลิ้มๆ  ได้ยินเสียงผู้ชายมาเรียกให้ปฏิบัติ  จำได้ว่ามีเสียงดุมีอำนาจมาก  แต่ไม่เห็นตัวเขาหนูจึงลุกมาเดินจงกรม  นั่งสมาธิวันละ  1.30  ชั่วโมง  แต่ถ้าวันไหนหนูขึ้เกียจนอนเหลินจะฝันเห็นพี่มาต่อว่าหนูว่าไม่มีความเพียร  กิเลสจะเอาไปรับประทาน  หนูเลยตื่มาปฏิบัติ  เสร็จแล้วแผ่เมตตาทุกวัน

                                                 หนูได้ไปกราบพระอาจารย์พยับ  และเล่าให้ฟังว่าได้ไปฝึกวิปัสสนามารู้สึกว่าอัตตาลดลงและจะตั้งใจฝึกต่อไปให้ได้มรรคผล  ท่านพูดเป็นทำนองว่านิพพานแบบที่หนูไปฝึกมาเป็นของเก๊เอาของทำเล่นๆมาฝึกเป็นจริงเป็นจัง  แล้วยังแนะนำว่าเป็นฆราวาสไม่ต้องปฏิบัติหรอก  ให้ไปทำหน้าที่ในครอบครัวดี  เป็นครูที่ดีตั้งใจสอนก็พอ  ตอนแรกหนูไม่เข้าใจคิดว่าท่านขัดขวางการปฏิบัติธรรมของหนู  จึงรู้สึกไม่พอใจและยิ่งท่านพูดเป็นทำนองว่ารู้ภูมิธรรมของฆราวาสที่ฝึกกรรมฐานให้หนู  ยิ่งไม่พอใจใหญ่คิดว่าท่านดูถูกครูอาจารย์ของเรา  แต่หนูก็อดสงสัยไม่ได้ว่าท่านน่าจะมีภูมิธรรมมากพอดู  เพราะในกุฏิท่านมีหนังสือมากมายมหาศาล  ล้วนแล้วแต่หลักธรรมชั้นสูงทั้งนั้น  และเวลาท่านพูดอะไรบอกได้เลยว่านี่เป็นลักษณะของคนมีปัญญา  ไม่ใช่พระธรรมดาๆ  อีกอย่างหนึ่งหนูรู้จักท่านมา  10  ปี  ท่านไม่มีลักษณะของพระที่ชอบโอ้อวด  ยึดติดในวัตถุ  ไม่ตีสนิทกับญาติโยม  เวลาดุจะไม่สนใจคนฟัง  แต่สังเกตว่ากับคนอื่นท่านไม่เคยดุเลย  แต่กับคนที่บอกว่ากำลังปฏิบัติธรรมอยู่  ท่านจะดุโดยไม่เกรงใจทันที  โดยเฉพาะกับสามีหนู  และหนูเอง  ท่านมักจะพูดอะไรเป็นปริศนาธรรมชวนให้คิด  และท่านก็มีความรู้ทางโลกถึงขั้นจบปริญญาโท  ความรู้ทางภาษาไทยและภาษาต่างประเทศเยี่ยมมาก  รับราชการเป็นนายทหารระดับยศร้อยเอก  ไม่เคยมีครอบครัวและลาออกจากราชการมาบวช  ท่านเห็นว่าหนูมีลักษณะของการเป็นคนตั้งใจจริง  ว่ากล่าวอะไรก็รับฟัง  ท่านจึงอธิบายให้ฟังว่าการปฏิบัติต้องเน้นหลักไตรสิกขาจึงจะถูกต้องไม่ผิดพลาดและให้ผลการปฏิบัติที่แน่นอน  ไม่เช่นนั้นจะไปถึงทางตัน  จะไปเน้นการเจริญสติอย่างเดียวไม่ได้ตอนนั้นหนูยังไม่เข้าใจเรื่องศีล  สมาธิ  ปัญญามากนัก  จึงได้แต่เถียงอยู่ในใจ  เพราะเคยไปฝึกสติปัฏฐาน  4  มาและครูอาจารย์ก็บอกว่าเป็นทางสายเอก  แต่พอได้อ่านหนังสือที่ท่านเขียนลงในหนังสือพิมพ์ดีหลายฉบับ  มีอยู่ฉบับหนึ่งท่านตอบปัญหา  เรื่อง มรรคผลนิพพาน  และท่านได้ยกย่องบุคคลผู้ที่ทำประโยชน์ให้แก่โลกหลายคน  ว่ามีความดีเทียบเท่าพระโสดาบัน  เช่น  แม่ชีเทเรซ่า  ปรากฏสว่ามีฆราวาสท่านหนึ่งเคยไปปฏิบัติธรรมแบบยุบหนอ-พองหนอ  เขียนมาต่อว่าท่านว่าท่านไปยกย่องคนในศาสนาอื่นเป็นพระโสดาบันได้อย่างไร  การเป็นพระอริยบุคคลต้องภาวนาเท่านั้นคนในศาสนาอื่นไม่เคยทำ  จะเป็นพระโสดาบันได้อย่างไร  และยังว่าท่านมีความรู้(ในทางธรรม)แค่  ป.  4  แต่มาตอบปัญหาในชั้นปริญญา  ท่านตอบฆราวาสท่านนั้นไปด้วยเหตถผลทางวิชาการที่น่าฟังมาก และยังบอกว่าภูมิธรรมดับพระโสดาบัน  ไม่สามารถมองเห็นภูมิธรรมของพระสกิทาคามี  พระอนาคามี  และพระอรหันต์ได้  แม้แต่พระสกทรคามี  กรพอนาคาดี  ก็ไม่อาจเห็นภูมิธรรมของพระอรหันต์ได้  เพียงแต่อาจจะรู้ได้ว่าใครเป็นพระโสดาบัน  เพราะท่านต้องผ่านสิ่งเหล่านี้จึงมองเห็นสิ่งที่อยู่ต่ำกว่าได้  และการที่ปุถุชนจำนวนมากยอย่องพระบางองค์ว่าเป็นพระอรหันต์นั้น  ถือเป็นการโอ้อวดอุตริมนุษยธรรมและเป็นอันตรายต่อพระศาสนา  เพราะคนจะเข้าใจผิด  ไม่มีใครหรอกที่จะรู้ว่าใครเป็นพระอรหันต์นอกจากพระอรหันต์ด้วยกัน  หนูจึงไม่แน่ใจนักว่าท่านจะเป็นพระธรรมดาๆที่ไม่รู้อะไร  แต่ที่หนูไม่ค่อยชอบใจนักก็ตรงที่ท่านไม่ค่อยอธิบายอะไรให้ฟังอย่างละเอียด  มักบอกแต่เพียงหัวข้อเท่านั้นเพราะหนูเป็นคนไม่ชอบสงสัยอยากรู้อยากเห็น  แต่มาตอนหลังหนูถึงเข้าใจว่าที่ท่านไม่อธิบายรายละเอียด  เป็นเพราะท่านรู้ว่าหนูจะไม่เชื่อที่ท่านบอกและอยากให้หนูมีปัญญา  สามารถอธิบายเองได้ด้วยความมั่นใจไม่ใช่พูดตามที่ครูอาจารย์บอก  ท่านบอกว่าท่านตั้งใจว่าชีวิตนี้จะไม่รับลูกศิษย์  แต่ถ้าใครจะเป็นลูกศิษย์ต้องเป็นผู้มีปัญญา  ไม่ใช่คนปัญญาอ่อน  ในใจลึกๆของหนูปรารถนาจะมีปัญญาเหมือนพระสาระบุตร  เพราะท่านเป็นครูที่ฉลาดในการสอน  และเป็นนักวิทยาศาสตรํทางจิต  ชอบการทดลองเรียนรู้ด้วยตนเอง

                                                 ต่อมาหนูได้ถูกพี่ณัฐวรรณซึ่งสอนอยู่ที่เดียวกัน  ชักชวนให้ไปกราบพระธุดงค์องค์หนึ่งมาจากอุดรธานี  เขาว่าเป็นอาจารย์ของเขามีเมตตาบารมีมาก  มาจำวัดอยู่วัดบ้านพันทา  อำเภอเมือง  จังหวัดศรีสะเกษ  พระองค์นี้มีเตโตปริยญารสูงอ่านความคิดของใครๆได้  และยังแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง  มีพลังจิตสามารถสะกดจิตให้คนหลงเชื่อได้ง่าย  อันนี้ท่านแสดงได้จริงหนูประสบมาเอง  เขาถามว่าเขาคือใคร  น้ำเสียงของเขามีอำนาจ  ตอนนั้นดึกแล้ว  มีหนู  เพื่อนหนูและเขาเท่านั้น  หนูได้แต่นั่งภาวนาตามแบบที่ฝึกมา  พระองค์นี้แสดงท่าทางหงุดหงิด  เขาบอกว่ามึงภาวนาทำไม  มึงอยากได้มรรคนิพพานไม่ใช่หรือ  หนูก็บอกวส่าจะมีความเพียรปฏบัติไปเรื่อยๆ  เขาบอกว่าใครที่อยากได้มาพบเขาแล้วไม่ยอมรับ  มันจะไม่มีทางได้มรรคผล  ต่อให้สร้างความดีอีกกี่แสนกัลป์ก็ไม่มีทางพบเขา  เพราะ  3  โลกยอมรับเขาคนเดียว  ตอนนั้นหนูกลัวมากเห็นตาเขามีสีแดง  เขาถามว่าไหนมึงลองบอกซิว่าหลวงพ่อเป็นใคร หนูจำได้ว่าเมื่อตอนกลางวันพี่สุนันท์บอกว่าเขาเป็นร่างทรงพระศรีอารย์จึงตอบไป  เขาก็บอกว่าถ้าเอ็งยอมรับพ่อเอ็งคือเนื้ออชิรแท้ๆของพ่อ  พ่อตามหาพวกเอ็งมา  10  ปีแล้ว  แต่ส่วนใหญ่มันไม่ยอมรับพ่อ  จึงโดนกรรมหนักไปตามๆ  กัน  ขณะพูดจบก็มีเสียงฆ้องดังมาจากท้องฟ้า  หนูได้ยินเสียงชัดเจน  หนูจึงหลงเชื่อว่าเขาคือพระศรีอารย์  วันที่หนูนั่งคุยอยู่นั้นมีมดดำตัวใหญ่มาจากไหนไม่รู้เป็นล้านๆ  ตัว  เขาบอกว่าเอ็งเป็นผู้ที่มีบุญมากนะ  พ่อไปโปรดใครไม่เคยมีปรากฏเช่นนี้มาก่อน  หลังจากหนูรู้จักแล้วไม่รู้เป็นอะไร  ต้องไปหาทุกวันที่มีชั่วโมงว่าง  กลางคืนก็ไปสวดมนต์จนไม่สนใจครอบครัว  ตอนนั้นหนูได้รู้จักกับผู้หญิงอีก  2  คน  ชื่อพี่ติ้ง  กับพี่แต๋ว  เป็นข้าราชการสาธารณสุข  เขาถูกพี่ณัฐวรรณแนะนำมา  เขาก็เชื่อมากพอๆกับหนู  ไปสวดมนต์ด้วยกันทุกคืน  แรกๆหนูหลงเชื่อเขาอย่างมากมาย  สามีหนูทนเห็นหนูทิ้งครอบครัวไม่ไหว  จึงไปตามที่วัด  พระเหมือนได้พูดทำนองข่มขู่สามีหนู  และแสดงให้รู้ว่าเขามีพลังจิตรู้ความคิด  สามีหนูก็เลยเชื่อเขาอีกคนต่อมาพระองค์นี้ได้จัดพิธีบวงสรวงเสียใหญ่โตที่วัดบ้านพันทา  มีคนมาวัดหลายคน  ส่วนใหญ่เป็นคนจีน  เขามาตามคำชักชวนของพี่ณัฐวรรณ  หนูก็ซื้อผลไม้หลายชนิดไปร่วมพิธี  เขาบอกว่าพิธีอย่างนี้  5000  ปีจึงจะได้จัดซักที ถ้าใครมาศรัทธาเขาต้องยอมรับเขาเป็นอาจารย์คนเดียวและไม่ต้องกินเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต  เขาบอกว่าถ้าใครยอมรับเขาโดยไม่มีความระแวงสงสัยจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์  พระองค์อื่นๆที่ว่าเป็นพระอรหันต์เป็นของเก๊ทั้งนั้น  เพราะจะเป็นพระอรหันต์ได้ต้องผ่านการทดสอบจากพระศรีอารย์  มิฉะนั้นจะเป็นของเก๊  ที่ณัฐวรรณเขาว่าพระวัดชนะสงครามอยู่ที่ศรีสะเกษมีบารมี  จะสำเร็จเป็นอรหันต์ได้  หลวงพ่อจึงต้องมาทดสอบ  แต่พระวัดดังกล่าวจะแจ้งตำรวจจับ  และไล่หลวงพ่อเหมือนออกจากวัดว่าเป็นพระนักต้มตุ๋น และชอบละเมิดพระวินัยบ่อยๆ  ท่านจึงไม่ผ่านการทดสอบเรื่องมีอัตตา  และโดนกรรมหนักคือไฟไหม้กุฏิท่าน  แถมยังโดนไฟลวกอีก  มีผู้ยืนยันและเห็นเหตุการณ์  หนูก็เลยยิ่งเชื่อและกลัวกรรมหนักเข้าไปอีก  หลวงพ่อบอกไม่ให้หนูกำหนดรู้อิริยาบถต่างๆ  ไม่ให้ภาวนา  เพราะพ่อให้เอ็งถึงขั้นสูงสุดแล้ว เอ็งมาภาวนาอยู่ในระดับอนุบาลทำไม และให้หนูพูดกับตัวเองเหมือนได้สนทนาธรรมกับหลวงพ่อ  หนูก็ทำตามอย่างว่าง่าย  และท่านยังบอกว่าอย่าไปหาพระอาจารย์พยับ  อย่าติดต่อกับพี่อรนุช  พวกนั้นเป็ของเก๊ทั้งนั้น  ตอนนั้นหนูสนิทกับพี่ณัฐวรรณมาก  แม้แต่สามีหนูก็ไม่สนใจเขา  หนูถามพี่เขาตรงๆ  ว่าทำไมจึงต้องทิ้งครอบครัว  พี่เขาบอกว่าเขาได้รับคัดเลือกจาก  3  โลกให้เป็นตัวแทนของเสด็จแม่  16  ชั้นฟ้า  15  ชั้นดิน  เขามีหน้าที่ยิ่งใหญ่มากต้องเสียสละเพื่อพิสูจน์ว่าจะสามารถเป็นแม่ของคนทั้งโลกได้ไหม  และยังมีหน้าที่ส่งวิญญาณพระอรหันต์  ดังนั้นถ้าใครล่วงเกินเขากับหลวงพ่อจะโดนกรรมหนัก  เขาพูดกรอกหูหนูทุกสวัน  เพราะตอนหลังหนูเห็นเขาไม่มีที่อู่  จึงชวนเขามาอยู่ด้วย  ช่วงนั้นสามีหนูก็เหมือนถูกพระองค์นี้สะกดจิตให้เชื่อ  แรกๆเขาเชื่อฟังดีหาดอกไม้และเทียนมาแต่งขันธ์  นิมนต์มาพักที่บ้าน  พี่ติ้งและพี่แต๋วจะมาบ้านหนูเพื่อสนทนากับหลวงพ่อทุกคืนสามีหนูก็ต้อนรับดี  แต่เพื่อนๆที่วิทยาลัยฯ  เขาโกรธหนูมากที่ไปคบกับพี่ณัฐวรรณ  เขากลัวหนูจะทิ้งครอบครัวที่แสนจะอบอุ่น  ตอนแรกสามีหนูก็ดูศรัทธาพระเหมือนดี  แต่ต่อมาหลังรู้สึกเขาเป็นตัวของตัวเอง ช่วงที่แพระองค์นี้และพี่ณัฐวรรณมาพักกับหนู  หนูรู้สึกมีทุกข์มากเพราะเขาชอบพูดข่มขู่ว่า  สามีเอ็งไม่ยอมรับพ่อ  มันจะโดนกรรมหนัก  อีกไม่นานมันจะตายกันหมดโลก  เพราะมันไม่ใช่เนื้อชิรของพ่อ  มับลบหลู่พ่อและแม่  ผู้มีเมตตาต่อมัน  สามารถช่วยให้มันพ้นบาปได้  บางคืนหนูจะฝันเห็นเมื่องศรีสะเกษมีน้ำท่วมพายุฝนกระหน่ำอย่างหนัก    มีคนล้มตายอย่างกับใบไม้ร่วง  มีแต่หนูกับลูกสาวเท่านั้นที่รอดตาย  หนูเลยยิ่งกลัวใหญ่  ครอบครัวหนูเคยไปส่งเขาที่อุดรธานี  ที่อยู่เขาไม่ใช่วัดแต่เป็นตำหนัก  มีรูปฤาษีที่พระองค์นี้และสาวกของเขาบูชากมากมาย  ที่นี่มีผู้หญิงอีก2 คนอยู่ประจำ  ชื่อแม่เล็ก  กับคุณยายสมพงษ์  การปฏิบัติเขาจะเน้นการสวดคาถาต่าง  ๆ  บทสวดมนต์ทำวัตรก็สวดไม่แปล  สวดเอาความเร็วแบบแข่งกันสวด  ต่อมาจิตของหนูมันคิดฟุ้งซ่านปวดศรีษะมาก  แทบสติจะแตกเป็นเสี่ยงๆ  หนูถามหลวงพ่อว่าหนูเป็นอะไรช่วยหนูด้วย  เขากลับด่าว่าหนูไม่รู้จักการลด  ละ  ปล่อยวาง  และชอบเล่าเรื่องพระเป็นบ้า  แม่ชีเดินบ้าแก้ผ้าไปตามถนนหนทางให้หนูฟัง  สาวกเขาก็ว่าหนูคิดในทางอกุศลกับหลวงพ่อจึงโดนกรรมหนักเช่นนี้ตอนนั้นหนูทุกข์แสนสาหัส  พยายามจะหาผู้มาช่วยบอกทางหนู  แต่ยิ่งถามก็ยิ่งทุกข์  ภาพหลอนต่าง  ๆ  ที่น่ากลัวมันประดังกันเข้ามาจนนอนไม่นอนไม่ได้นับเดือน  สติปัญญาที่จะพิจารณาว่าอะไรเป็นอะไรไม่มีเลย  มีแต่ความหวาดกลัวในความคิดฟุ้งซ่านขิงตนเอง  หนูพยายามเดินจงกรม  นั่งสมาธิ  ทั้งวันทั้งคืนเพื่อสู้ทุกข์นั้นให้ได้  แต่ก็ไม่รู้จะสู้อย่างไร  สิ่งที่ฉันกลังมากที่สุดไม่ใช่ภาพหลอน  แต่มันคือความคิดของตนเองซึ่งมันคิดไปแต่ในทางอกุศล  ยิ่งห้ามก็ยิ่งเลวร้าย  จำได้ว่าเมื่อครั้งได้วิปัสสนาวิทยากรท่านหนึ่งอยู่ในคณะของคุณแม่อำไพ  สุจริตกุล  บอกว่าถ้านั่งสมาธิจนสู่กับเวทนาจนผ่านได้มหาสติบรรลุเป็นพระอรหันต์  หนูไม่ได้อยากเป็นอะไรทั้งนั้น  เพียงแต่อยากจะผ่านพ้นความทุกข์หนักในขณะนั้นต่างหาก  แต่ไม่ว่าหนูจะอดทนอย่างไรก็สู้กับความเจ็บปวดมากมายมหาศาลไม่ไหว  ต่อให้นำไปฆ่าหนูทำไม่ได้  ไปถามแม่ชีที่วัดบ้านตาดท่านก็บอกว่าอย่าวส่งจิตออกไปนะไม่เช่นนั้นจิตจะวิปลาส  หนูก็เลยจิตวิปลาส จริงๆ  เพราะกลัวส่งจิตไปคิดอยู่ตลอดเวลาหยิบหนังสือที่พระหลายรูปอธิบายเรื่องการเจริญสติมาอ่านก็เขียนเทคนิควิธีไม่เหมือนกัน  หนูก็ยิ่งทุกข์หนักเพราะความสงสัยลังเลว่าเราจะปฏิบัติแบบไหนกันแน่  ในที่สุดเห็นว่ายิ่งสู้เหมือนหนูยิ่งแพ้  จึงคิดว่าตายซะดีกว่าเป็นบ้าให้คนข้างหลังทุกข์ทรมานไปด้วย  จึงกินยานอนหลับไป  3  ห่อ  เดชะบุญที่หนูเป็นลูกที่กตัญญูต่อบุพการี  เอื้อเฟื้อผู้อื่นมาตลอดจึงเป็นกรรมดีให้รอดตายมาได้  ตอนหลังที่หนูหายป่วยหนูได้โทรไปหาพี่  พี่บอกหนูว่าพี่ก็สู้กับความคิดฟุ้งซ่านเรื่องกามแบบนี้แหละ  บางทีเป็นนิมิตรก็มี  แต่พี่ไม่กลังความคิดของตัวเองเหมือนหนู  เพราะความคิดมันทำอะไรเราไม่ได้  ถ้าเราไม่หวั่นไหวกับมัน  หนูจึงค่อยคลายความสงสัยลง  แปลกตรงที่เวลาหนูมีความทุกข์หนูกลับลืมคิดถึงพระอาจารย์  เมื่อหนูไปหาท่านบอกท่านว่าอาจารย์พัชราโชคดีนะได้เจอเรื่องแบบนี้  ไม่ใช่เจอกันได้ง่าย  ๆ  การสู้ทุกข์นี่แหละเป็นคุณสมบัติของนักรบ  หนูบอกว่าไม่อยากได้มรรคผลนิพพาน  หนูอยากเป็นคนเดิมที่มีความทุกข์แต่พอประมาณดีกว่า  เพื่อนครูคนหนึ่งเคยป่วยแบบหนูหลังจากไปวิปัสสนามา  มาชวนหนูไปแต่งขันธ์  5  กับอาจารย์ของเขา  หนูไปถามพระอาจารย์พยับ  ท่านบอกว่าถ้าจะให้เหตุการณ์นี้จบ  ก็อย่าไปแต่งขันธ์บูชาใคร  ไม่เช่นนั้นมันจะไม่จบ  หนูเชื่อท่านแนะนำ  และบอกว่าเวลาเรารู้ว่าสู้ไม่ไหวให้ถอยทัพเพื่อหยุดพิจารณา  เราจะมีปัญญา  เราแกล้งยอมแพ้ก่อน  หนูลอกทำตามก็รู้สึกว่าเป็นวิธีที่ดีเพราะนักรบไม่รู้กำลังชั้นเชิงของคู่ต่อสู้มีแต่แพ้ลูกเดียวหนูรู้แล้วว่าทำไมเราต้องพักรบ  การหยุดพิจารณาจะทำให้เราเห็นความจริงว่าอะไรคือความทุกข์และอะไรคือสาเหตุให้เกิดทุกข์  เราจะดับมันได้อย่างไร  หลังจากนั้นชีวิตก็ดีขึ้นเรื่อยๆ  ความทุกข์ค่อยๆหายไปกลายเป็นความสุขมาแทนที่  หลังจากเหตุการณ์นี้หนูเข้มแข็งอดทนมากขึ้น  เอาชนะอารมณ์มากระทบได้ดี  และรู้สึกว่าถ้ามีทุกข์อีกจะสามารถสู้กับมันได้โดยไม่ต้องเสียน้ำตาให้กับมัน

          หลังจากนั้นมา  หนูจึงเคารพพระอาจารย์พยับมาก  ท่านอธิบายว่าการเกิดอริยมรรค  อริยผลมี  2  ทางคือ  ทางสมุทัยคือพบกับทุกข์แสนสาหัส  เมื่อไปถึงที่สุดแห่งทุกข์จะเห็นธรรม  อีกทางคือทำความดีไปเรื่อยๆ  โดยไม่มีเงื่อนไข  ทำจิตให้สะอาดไม่มีกากเดน  และทำตัวเหมือนพรหมเช็ดเท้า  หนูก็ทำตามจึงรู้ว่านั่นคือเทคนิคของการลดอัตตาตัวตนนั่นเอง  ซี่งท่านอาจารย์พุทธทาสเคยอธิบายว่าให้ทำหน้าที่ด้วยจิตที่มีปิติปราโมทย์  และให้ผลการปฏิบัติได้ดีเยี่ยมยากจะหาใครบอกเราได้เช่นนี้  ต่อมาหนูได้นำนักเรียนไปปฏิบัติธรรมที่วัดหัวสะพาน  วัดป่าหนองแวงรวม  3  ครั้ง  วาระจิตดีขึ้นเรื่องๆ  เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งปีเต็ม  คราวนี้หนูไม่รู้เป็นอะไรนอนไม่หลับเหมือนมีอะไรมารบกวนต้องเดินจงกรม  นั่งสมาธิเกือบทั้งคืนทั้งวัน  จำได้ว่านอนหลับไม่เกินคืนละ  1-2  ชั่วโมงคราวนี้รู้สึกว่ายิ่งสอนธรรมะไป  ทำไมเหมือนที่พระอาจารนย์เหมือนเคยสอนหลายอย่าง  จึงหลงไปศรัทธาอีกรอบ  คราวนี้โทรศัพท์ไปหาขอขมาเขา  และบอกเขาว่าหนูเอาใจแต่งขันธ์  5  ขันธ์  9  บูชาเขา  (พี่ณัฐวรรณเคยบอกว่าขันธ์  5  เป็นของเรา  ส่วนขันธ์  9  บูชาเสด็จพระศริอารย์)  ตั้งแต่วันนั้นมาหนูเกิดปรากฏการณ์ทางจิตแปลกๆ  คืออยู่ๆก็เหมือนตัวเองระลึกชาติได้  ชาติที่แล้วเป็นนางมาคันทิยา  ชาติที่แล้วโง่มากเพราะหลงความสวย  ฟังธรรมพระพุทธเจ้าไม่รู้เรื่อง  ชาตินี้เลยขอเกิดมาเป็นคนขี้ริ้ว  และมีปัญญารู้ธรรมเพื่อจะได้ไม่หลง  และวาระจิตมันบอกว่าแกสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว  หนูเลยโทรไปอวดกับพี่อรนุชเสียยกใหญ่  แต่แปลกที่ตอนนั้นหนูพยายามนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ  เท่าไรก็จำไม่ได้เลย  หนูเลยหยิบหนังสือมาอ่านมันเหมือนตัวหนังสือนั้นมันไม่อยู่ในหัวหนู  คืออ่านไปแล้วมันจำไม่ได้เลย  หนูถามพี่พี่บอกว่าปรากฏการณ์แบบนี้พี่ก็ไม่เคยเจอ  ให้หนูไปถามพระอาจารย์  พอรุ่งเช้าเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่วิทยาลัย  มาสั่งงานหนู หนูไม่มีสมองรับรู้สั่งการ  แต่รู้ตัวตลอดหนูเลยเข้าใจไปว่าอันนี้แหละเขาเรียกว่าดับภพชาติในจิต  เพราะพระอาจารย์พยับเคยบอกว่าพระอรหันต์ท่านไม่มีอดีต  ปัจจุบัน  อนาคต  หนูเลยเข้าใจว่านี่คือการดับอุปทานขันธ์  5  ยังเข้าใจไปว่าการอ่านหนังสือมากจะทำให้เป็นโรคประสาท  เพราะสมองเก็บข้อมูลไว้เยอะ  จึงคิดว่าวันจันทร์จะไม่ให้ลูกไปโรงเรียน  ไม่ต้องไปทำงาน  จะพาครอบครัวไปอยู่ที่ศีรษะอโศก  พระเหมือนท่านก็ไม่เคยเรียนหนังสือ  ท่านบอกว่าท่านได้ปริญญาใบใหญ่  ชื่อว่าปริญญาว่าง  ช่วงนั้นพระอาจารย์สุบินวัดป่าหนองแวง  ท่านก็โทรมาถามว่าป่วยใช่ไหม  หนูก็บอกว่าสบายดี  และยังคงฟู้งว่าหนูมีปัญญาทะลุแก่น  แต่สักพักจิตมันเกิดความรู้สึกเศร้ามาก  รู้สึกผิดมากว่าเราไปอวดอุตริมนุษยธรรม  เคยได้ยินวส่าใครอวดอตริมนุษยธรรมจัดเป็นกรรมอย่างหนัก  คราวนี้เกิดความกลัวขึ้นมาอย่างจับใจ  คิดว่าเราต้องฆ่าตัวตาย  จึงหยิบสมุดมาเขียนขจ้อความในลักษณะขอลาตาย  เพราะทำผิดอย่างมหันต์  ไปกราบขอขมาสามี  ที่เป็นต้นเหตุให้เขาทุกข์อีกแล้ว  สามีบอกว่าแม่แกทุกข์ทำไม  พระอาจารย์ท่านบอกผมไว้ก่อนแล้วว่าเดี๋ยวแม่แกต้องไปอวด  พอหนูได้ยินเท่านั้นความแช่มชื่นหัวใจเข้ามาแทนที่  จึงถามว่าท่านรู้ได้อย่างไร  สามีหนูบอกว่าเมื่อหลายปีที่แล้วท่านก็เคยเกิดภาวะเช่นนี้  ไม่เป็นไรหรอกอย่าไปสนใจมันหนูจึงสงบใจลงได้  หลังจากนั้นได้ยินเสียงหลวงพ่อเหมือนมาคุยด้วย  หนูก็คุยกับเขาทางจิต  คล้ายๆโทรจิต  รุ่งเช้ามาได้ยินเสียงมาบอกให้ไปจัดการพระอาจารย์พยับ  ให้ไปท่าตอบปัญหานะ  เพราะท่านเป็นพระเทวทัตมาเกิด  เอ็งนั่นแหละเป็นพระศรีอารย์ตัวจริงหนูไม่รู้สติก็ไปนั่งหน้ากุฏิแบบจองหองอวดดี  ไปท้าตอบปัญหากับท่าน  ท่านมองหนูเหมือนสงสารหนู  บอกว่าท่านอย่ามีทิฏฐิกับหนู  รู้ไหมผู้มีทิฏฐิมากคือพระ  มานะกษัตริย์  อัตตาครู  ผู้รู้คือนักเรียน  และบอกท่านทางจิตว่า  ถ้าท่านจะตอบไม่ได้ก็มากราบหนูเสียดีๆ  บางครั้งเสียงนั้นบอกให้เราไปแสดงธรรมโปรดคนที่ผ่านไปมาตามท้องถนน  หนูก็ทำตาม  ขี่รถไปแสดงธรรมสอนเด็กๆ  เสียเป็นส่วนมาก  พระอาจารย์ท่านคงโทรเรียกสามีหนูไปบอก  และคงว่าถ้าหนูมีอาการทางจิตมากเท่าไรก็อย่าตกใจนะ  อาจารย์สมจิตเพียงแต่ดูแลเขามให้ปลอดภัย  และต้องดูอย่างใกล้ชิด  อย่าให้คลาดสายตา  ที่สำคัญอาจารย์สมจิตรต้องมีสติสัมปชัญญะให้ดี  อย่าหวั่นไหวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  เพราะเป็นคนเดียวที่จะช่วยหนูได้  สามีหนูได้พาหนูนั่รถไปอุดรธานี  ระหว่างทางหนูไม่สนใจใครนอกจากเสียงของพระเหมือนที่ตัวเองได้ยิน  มันบอกว่าเอ็งจะได้เป็นครูต้นแบบ  จะได้พระราชทานชุดสสวยๆ  ให้จัดท่านั่งให้ดีให้มีสง่าราศรี  ตอนแรกๆ  ก็ดีน่ะอยากรู้อะไร  มันบอกได้หมด  มันบอกว่าจะพามาดินอดนพระนิพพาน  หลวงพ่อรออยู่  มีเพื่อนที่วิทยาลัยมารอก่อนแล้วมากมาย  เขาจะส่งวิญญาณพระอรหันต์รุ่งเช้าเขาพาหนูไปหาคนทรงเจ้าหนูดิ้นรนไม่ยอมเข้าไป  มีเสียงมาบอกว่าเป็นพระพุทธเจ้ามาโปรดให้ไปแต่วัดหลวงตามมหาบัว  หนูพยายามให้สามีพาไปวัดหลวงตามหาบัว  แต่ไม่พบใครเพราะท่านติดกิจนิมนต์  มีเสียงมาบอกให้หนูท่องพุทธโธๆ ตลอด  หนูก็ทำตามแต่ไม่มีสติหรอก  เวลาผ่านไปนานเข้าอาการหนูเลวลงตามลำดับ  จนไม่มีสติเลย  ตอนหลังมามันมีแต่เสียงมาข่มขู่ให้หนูกลัว  และบอกให้พลีชีพ  เพราะเธอเป็นต้นเหตุให้คนอื่นเป็นทุกข์  มันบอกให้หยิบกรรไกรมาแทงตัวเองหนูก็ทำตามแต่สามีหนูและเพื่อนเขาช่วยไว้ได้ทัน  บางครั้งหนูได้ยินเสียงพี่มาบอกว่าเป็นญาณทิพยมาช่วยหนูให้นั่งสมาธิอยู่อย่างนั้นห้ามพูดกับใครเด็ดขาด  จำได้ว่าแม่โทรมาพูดด้วยและท่านร้องให้  มีเสียงบอกว่าอย่าพูดกับใครทั้งนั้น  หนูเคยดูหนังเรื่องพระพุทธเจ้าโลกไม่ลืม  เห็นพระพุทธเจ้านั่งสมาธิมีมารมารบกวนท่านก็ไม่ยอมลืมตา  จึงเข้าใจว่าถ้าเราลุกิเลสมารจะมาทำลายบารมีของเรา  จึงไม่ยอกลุกจากที่นั่นจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากเสียงที่มาบงการ  หลังจากนั้นมารู้สึกว่าหนูไม่เป็นตัวของตัวเองสามีจึงนำหนูส่งโรงพยาบาลอุดรธานี  เสียงนั้นจะสั่งการให้หนูไปกระโดดตึกเพื่อพลีชีพ  หนูก็ทำตามแต่สามีหนูเขาให้เจ้าหน้าที่นำโซ่มาล็อกไว้ทุกประตู  สามีหนูไม่ยอมให้คลาดสายตา  แม้แต่เวลาจะเข้าห้องน้ำ  เพราะมันจะบอกให้เอาศรีษะโขกกับอ่าง  หนูป่วยเช่นนี้อยู่  3  วัน  อาการก็เป็นปกติ  แปลกตรงที่หนูไม่เหมือนคนป่วยทางจิตคนอื่นที่ป่วยเลย  ต้องวิ่งรดน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์  เพราะเมื่อหนูหายป่วย  หนูจะเกิดการวิเคราะห์พิจารณาดูจึงรู้ว่า  มันเกิดอะไรขึ้นกับเรา  ทำไมอาการเช่นนี้จึงเหมือนพวกคลั่งลัทธิที่ยอมพลีชีพ  ทำไปอยู่ๆ  คนๆ  หนึ่งจึงมาประกาศตนว่าฉันได้รับาความไว้วางใจมอบหมายจากพระเจ้าให้มาช่วยให้บุคคลผู้ศรัทธาฉันอย่างสนิทใจเป็นผู้พ้นจากบาป  เพราะหนูเคยสังสัยว่าทำไมพระอาจารย์เหมือนจึงเที่ยวบอกใครต่อใคร  ที่มาศรัทธาเขาว่าเขาคือพระศรีอารย์ได้รับมอบหมายจาก  3  โลกให้มาโปรดมนุษย์ผู้ไม่สงสัยแคลงใจในตัวท่าน  และมักจะเห็นพระองค์นี้และเพื่อนหนูชอบพูดว่า  มีคำสั่งมาจากถาคภายใข  บางครั้งสั่งให้ทำหนังสือบอกว่าเป็นโองการของ  3  โลกให้ ช่วงที่ยังหลงอยู่  หนูเป็นคนพิมพ์และทำรูปเล่ม  บางครั้งบอกว่าจะเกิดการฆ่าหมู่กันยกใหญ่คนที่จะรอดจะต้องเป็นเนื้อชิณของพระศรีอารย์เท่านั้น  และจะต้องไปอยู่ที่บ้านนาสร้าง  อำเภอหนองหาร  จังหวัดอุดรธานี  เพราะเป็นดินแดนอารามหลวงของพระนิพพาน  บางครั้งนั่งสมาธิบอกสว่าเสด็จพ่อพระศรีอารย์มาประทับ  บางครั้งก็เสด็จพ่อพระอาทิตย์  พระจันทร์  และถ้าหลวงพ่อไปโปรดใคร  คนๆ  นั้นไม่ยอมรับจะโดน  3  โลกลงโทษ  และยังมีพระสงฆ์รูปอื่น  แม่ชี  ฆราวาสอีกที่หนูพยายามบอกว่าเขาสัมผัสกับโลกทิพย์ได้ท่านมาแสดงธรรมโปรดทุกคืน  บางครั้งก็มีญาณทิพย์ของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังที่ล่วงลับไปแล้วมาประทับทรง  นี่แหละคือสิ่งที่หนูเคยสงสัยว่าทำไมเขาเป็นเช่นนั้น  ไม่มีใครบอกเราได้ดีเท่ากับการพบด้วยตนเอง

          ต่อมาประมาณเดือนธันวาคม  2544  หนูได้พานักศึกษาไปเข้าอบรมโครงการพัฒนาจิตรุ่นที่  3  ซึ่งหนูรับผิดชอบ  ซึ่งการไปคราวนี้หนูไม่ค่อยสดชื่นเท่าไรนัก  เนื่องจากอยู่ๆ  พี่สุนยันท์  ก็บอกว่าแกเป็นปู่ฤาษีองค์ใหญ่  หนูกลัวตัวเองจะเป็นอย่างแก  จึงทุกข์หนักมาก  ยิ่งทุกข์ก็ยิ่งฟุ้งซ่านพระอาจารย์ท่านมาเทศน์  ท่านบอกหนูว่าถ้าอาจารย์พัชราขจัดนิวรณ์ออกได้  จึงจะเกิดฌาณ  ตัวฌาณจะตัดกิเลสได้  ตอนนั้นหนูยังไม่เข้าใจคำว่าฌาณ  แต่นิวสรณ์  5  รู้จักดีจึงพยายามหาวิธีที่จะทำลายนิวรณ์  หนูจึงไปยืนดูรูปพระพุทธเจ้าสร้างบารมีต่างๆ  หน้าที่พักชั้นบน  จึงนึกถึงคำของพระอาจารย์ว่าตอนนี้ให้คิดแต่สิ่งที่ดีๆ  ก่อน  หนูจำได้ว่าที่วัดหลวงปู่ฝั่นท่านเขียนว่า  วิธีแก้ความหลงให้ท่องพุทธโธ  ธัมโม  สังโฆ  และหนูทำตาม  สติก็ตามลมหายใจเข้าออก  คืนนั้นหนูเดินจงกรมทั้งคืน  จากจิตเศร้าหมองหวาดกลัวค่อยๆ  มีปิติขึ้นทีละน้อย  หลังจากนั้นได้แผ่เมตตาจึงนอกพัก  รุ่งขึ้นตอนเช้าฝนตนปรอยๆ  จำได้ว่าเป็นวันรัฐธรรมนูญ  เวลาเดินจงกรมมีเสียงมาบอกว่าเป็นญาณทิพย์  คราวนี้เป็นเสียงพระอาจารย์พยับ  หนูก็เถียงในใจว่าญาณทิพยน์อีกแล้ว  เราไม่เชื่อดีกว่า  มันบอกว่าคราวที่แล้วเป็นของเทียมมาทดสอบ  ถ้ามใครผ่านการทดสอบจะได้ญาณทิพย์ของแท้  ในใจหนูคิดว่าเราเกือบตายก็เพราะไอ้เสียงญาณทิพยน์นี่แหละ  จึงไม่สนใจมีสติอยู่กับเท้าที่เดินไป  ตั้งแต่นั้นมาหนูพยายามสังเกตอารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิต  ก็พบว่าเราทุกข์หรือสุขเพราะไปหลงอารมณ์นี่เองเพราะเมื่อวิเคราะห์แล้วจะเห็นว่าอาการของพระองค์นี้  และสาวกของเขาคล้ายคลึงกับอาการป่วยทางจิตของหนู  ต่างกันตรงที่ว่าหนูรู้ว่านั่นคือผลจากภวตัณหานั่นเอวที่ทำให้เราหลงไปชั่วขณะ  ในทางธรรมเรียกว่าทิฏฐิวิปลาส+สัญญาวิปลาส  ทำให้จิตวิปลาส  แต่พระองค์นั้นและสาวดขอวงเขาท่านวิปลาสแบบหลุดโลกไปเลยกู่เท่าไหร่ก็ไม่กลับ  หนูเคยถามพระอาจารย์ว่า  ทำไม่หนูต้องเจอเรื่องพิลึกกึกกือแทบเอาตัวไม่รอด  และเหมือนท่านก็รู้ล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับหนู  ท่านบอกว่าสิ่งที่หนูพบจะทำให้ได้ความรู้ที่ถูกต้อง  ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่า  ความรู้ที่หนูรู้มามันมีค่ามากตชจริงๆ  สมกับความทุกข์ปางตายที่ได้รับ  อีกอย่างหนึ่งมันเป็นนิมิตรที่เกิดจากวิบากกรรมที่หนูชอบข่มขู่คนอื่น  ให้เขาทุกข์เลยต่องชดใช้  นี่ยังดีนะที่ท่านผอ.  ท่านชนะ  หากท่านแพ้และถูกไล่ออกจากราชการหนูอาจจะวิปลาสไปเลยก็ได้

          หลังจากนั้นมาพระอาจารย์จะให้หนังสือหนูอ่านหนังสือ  ท่านมักจะให้อ่านของท่านพุทธทาส  ซึ่งท่านอธิบายได้สมกับเป็นนักปราชญ์  หนูจะค้นคว้าอ่านหนังสืออยู่เสมอ  แต่หนังสือที่หนูชอบอ่านมากคือ  หนังสือพุทธธรรมฉบับขยายความ  ซึ่งท่านพระประยุต  เป็นผู้เรียบเรียง  แต่หนูยังอ่านไม่จบทุกเรื่อง  เพราะเล่มใหญ่มากเลย  หนูไม่แปลกใจเลยว่า  ทำไมอาจารย์มักจะบอกหัวข้อธรรมอยู่เรื่อย  แต่ไม่พูดรายละเอียด  เพราะท่านเคยบอกว่าจะไม่รับลูกศิษย์ปัญญาอ่อนนั่นเอง  ท่านเคยบอกว่าคนจะสอนเรื่องไตรสิกขา  จะพาคนอื่นปฏิบัติต้องมองเห็นขบวนการที่เป็นองค์รวมจองไตรสิกขา  ส่วนใหญ่มองเห็นแค่บางส่วนการปฏิบัติธรรมจึงไม่ได้ผล  บางคนเสียเวลาไปเกือบตลอดชีวิต  จะได้บ้างก็ระดับต้นๆ  เท่านั้น  และก็สอดคล้องกับสิ่งที่ท่านบอกคือพุทธธรรม  พระพุทธเจ้าท่านอธิบายว่า  การที่บุคคลตั้งมั่นในหลักสังคหวัตถุ  4  พรหมวิหาร  4  จนเป็นนิสัยจะเป็นผู้ที่มีจิตใจอ่อนโยน  มีเมตตาเป็นปฏิเวธแห่งศีลสามัญญตา  และเป็นปัจจัยให้เกิดสัมมาสมาธิย่อมเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาเอาชนะทุกข์ได้  ซึ่งเป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องต้องกัน  เพราะช่วงปีใหม่หนูพาลูกไปเยี่ยมคุณแม่  ก่อนเดินทางได้ไปกราบพระอาจารย์  ท่านทักว่าให้ระวังนะท่าทางยังไม่พ้นเคราะห์  เพราะราศีที่หนูเกิดบอกว่าหนึ่งปีจะมีเคราะห์ใหญ่หนึ่งครั้งและเป็นเคราะห์เกี่ยวกับอันตรายทางจิต  โดยเฉพาะช่วงใกล้เดือนมกราคม  ขากลับหนูต้องรับหลานมาเรียนที่ศรีสะเกษด้วย  ตอนนั้นหนูนอนไม่หลับตั้งแต่นั่งรถด่วนไปกรุงเทพฯ  จึงทำอานาปานสติทั้งคืน  พอไปถึงกรุงเทพฯก็นอนไม่หลับจนปวดหัวมาก  ในใจรู้สึกทุรนทุรายมาก  แต่ไม่กลบ้าบอกใครกลัวเขาจะทุกข์กับเราอีก  ความกลัวว่าจะวิปลาสไปอีกครั้บงหนึ่งจู่โจมเข้ามาในใจ  และถ้าเกิดเป็นช่วงที่เราต้องพาลูกกับหลานกลับมาศรีสะเกษ  จะทำอย่างไร  ใครจะช่วยเราได้  จึงได้ไปหายาพารามากิน  น้องสาวเห็นเขาไม่สบายใจ  กลัวหนูจะป่วยแบบเดิมอีก  หนูก็พูดให้เขาสบายใจทั้งที่เราหวาดหวั่น  ช่วงนั้นคุณแม่ปวดกระดูกมาก  หนูพยายามปรนนิบัติคุณแม่ด้วยจิตใจที่มีเมตตา  ไม่ว่าท่านจะให้ปูที่นอนกี่ครั้ง  ลุกมาพลิกตัวให้ท่านกี่หน  ทำความสะอาดเวลาท่านถ่าย  หนูก็ทำด้วยใจที่มีเมตตา  ไม่หงุดหงิดขัดเคือง  ปรากฏว่าวาระจิตหนูสดชื่นขึ้นอย่างประหลาด  แม่ถามว่าแกไม่ปฏิบัติธรรมเหมือนครั้งที่แล้วมาคราวก่อนหรือ  หนูบอกแม่ว่าก็หนูกำลังปฏิบัติธรรมอยู่นี่ไง  การปฏิบัติแบบนี้ทำให้เราเองก็มีปิติ  ผู้ป่วยก็มีความสุขที่เราเอื้ออาธรณ์  หากแม่กำลังทุกข์อยู่ต้องการให้ดูแลแต่เราเอาเวลาไปนั่งสมาธิท่านจะเป็นอย่างไร  หนูบอกแม่ว่าเมื่อก่อนก็เคยเชื่อว่าการปฏิบัติธรรมต้องปฏิบัติอย่างที่เคยไปฝึกมา  แต่พระอาจารย์และท่านพุทธทาสบอกว่าคือการทำหน้าที่  หนูก็เองปฏิบัติโดยการทำหน้าที่ให้ผลได้ดีก่วามาก  ตอนนั้นหนูมีสติปัญญาเห็นอารมณ์ที่เกิดในจิต  ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่สามารถเห็นอารมณ์ได้  เพราะจิตมีนิวรณ์และระดับของญาณยังไม่ละเอียดพอ  ทำให้หนูได้รู้เคล็ดลับของการเอาชนะทุกข์ทางจิต  คือการบำเพ็ญเมตตาบารมีนั่นเอง  หลังจากนั้นหนูนอนหลับสบาย  ไม่ปวดหัว  ยาก็ไม่ต้องกิน  หนูเลยได้ประสบการณ์ว่ายิ่งมีทุกข์เกิดขึ้น  เราจะมีปัญญาเอาชนะทุกข์ได้มากขึ้น

          ตอนหลังหนูมาพิจารณา  และศึกษาจากพระไตรปิฎกจึงได้รู้ว่า  ตอนที่เราไม่มีความจำเกี่ยวกับหนังสือที่อ่าน  สิ่งที่เราพูด  หรือเสียงที่ได้ยิน  มันไม่ใช่ภาวะของการดับภพดับชาติหรอกมันเป็นภาวะของจิตที่วิปลาส  เนื่องจากความรู้ที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน  ในทางธรรมเขาเรียกว่าทิฏฐิวิปลาส  เป็นผลให้เกิดสัญญาวิปลาสและถ้าสวิปลาสมากเท่าไรก็ส่งผลให้จิตวิปลาสมากเท่านั้นภาสวะที่ดับภาพชาติในจิตน่าจะเป็นภาวะที่จิตไม่ยึดมั่นในเวทนาขันธ์ที่เกิดขึ้น  เป็นภาวะที่จิตมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์  เห็นการเกิด-ดับของธรรมมารมณ์  เพราะจิตตั้งมั่นอยู่ในอุเบกขา  ไม่หวั่นไหวกับยธรรมมารมณ์ที่มากระทบ  ที่หนูเล่ารายละเอียดมาเสียยืดยาวเหมือนนวนิยายนี่  ก็มีจุดประสงค์เพื่อจะอธิบายให้พี่ได้เข้าใจการปฏิบัติธรรมไม่ใช่การทำอะไรที่ลำบากอย่างเดียว  เหมือนที่พี่ทำมาแล้วตั้ง  8  ปี  การสร้างคุณความดี  การได้เสียสละความสุขส่วนตัว  เพื่อประโยชน์ของผู้อื่นด้วยจิตที่บริสุทธิ์  มีเมตตาจิต  มองว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมวสัฏฏสงสารจะทำให้เจริญก้าวหน้าในธรรม  และเป็นกาปฏิบัติที่ไม่ทำให้หลงทาง  เนื่องจากเป็นการปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักอริยมรรคมีองค์  8  หนูสำนึกในพระคุณที่พี่มีต่อหนูตลอด  จึงอยากให้ลูกสาวที่พี่รักมีวิธีปฏิบัติที่ค่อยเป็นค่อยไป  ทำประโยชน์ในอาชีพแพทย์ของเขาต่อผู้ป่วยอย่างเต็มที่  ด้วยเมตตาจิต  ไม่หวั่นไหวในโลกธรรมนั่นแหละเป็นทางแห่งอริยมรรคอริยผล  สิ่งที่หนูบอกแก่พี่ถือเป็นการตอบแทนพระคุณต่อมิตรแท้  พี่อย่าเข้าใจผิดว่าการปฏิบัติธรรมคือการเจริญสติด้วยการเดินจงกรม  นั่งสมาธิเท่านั้น  เพราะมิฉะนั้นคนรุ่นใหม่จะไม่สนใจการปฏิบัติเลย  เพราะมันขัดต่อวิถีชีวิตของฆราวาสหากพี่อยากรู้ว่าสิ่งที่หนูอธิบายมาเป็นเหตุเป็นผลจริงหรือไม่  พี่ตรวจสอบดูก็ได้ว่าพระพุทธเจ้าท่านแสดงขั้นตอนของการปฏิบัติอย่างไร  หนังสือพุทธธรรมอธิบายได้ละเอียดมาก  อีกประการหนึ่งการอ่านหนังสือเพื่อค้นคว้าหาความรู้ที่ถูกต้อง  เพื่อจะได้สอนผู้อื่นให้เข้าใจนั้น  ไม่ใช่ทำไปด้วยอำนาจของกิเลส  แสดงว่าพี่แยกไม่ออกว่าตัณหากับฉันทะต่างกันอย่างไร

          สุดท้ายนี้  หนูขอให้พี่และครอบครัวมีความสุข  ต้องกราบขออภัยด้วย  หากใช้คำพูดไม่เหมาะสม  แต่หนูไม่มีเจตนาจะโอ้อวดหรือล่วงเกินมีแต่จิตนอบน้อม  และเห็นว่าสิ่งที่หนูเล่ามาคงจะให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์

 

 

รักและระลึกถึงอยู่เสมอ

น้องผู้เป็นกัลยาณมิตร

 

 

 

 

 

 

ข่าวสารอื่นๆ

 

          ที่สุดนี้ผมขอลง  สคส.  ฉบับหนึ่ง  ที่เขียนมาอำนวยพรให้ผม  พร้อมปฏิทินตั้งโต๊ะ  1  เล่ม  ผมได้รับ  สคส.  อีกหลายฉบับ  รวมทั้งจาก  ดำเกิง  เสพย์ธรรม  เพื่อนรุ่นเดียวกันในธรรมศาสตร์  ยุคมีความหลังขณะทำหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัยและ  ยูงทอง  เขียนมาจากเมือง  ริชมอนด์  วีเอ  สหรัฐอเมริกา  พาครอบครัวไปอยู่ที่นั่น  ว่าได้ข่าวผมออกบวชจากวรรณคดี  สรรพกิจ  มีความคิดถึงอยากคุยด้วย  บอกข่าววรรณคดีด้วยว่าลาออกจาก  ผอ.องค์การฟอกหนัง  กลับไปค้ายางที่บ้านนครศรีธรรมราชสัก  2-3  ปีแล้ว

          และสคส.อีกฉบับเป็นของ  ฯพณฯ  พลโทกอบบุญ  พัาบุตร  อดีตผู้บังคับบัญชาของผมครั้งเป็นทหารอยู่กองบัญชาการทหารสูงสุด  สนามเสือป่า  ท่านกรุณาส่งสคส.มาถวายและถามข่าทุกปีๆ  ไม่เคยขาด  เมื่อแรกจัดตั้งมูลนิธิฯในปี  พ.ศ.  2538  ผมได้แจ้งข่าวไป  ท่านช่วยบยริจาคนึ่งหมื่นบาท  ท่านว่าขณะนั้นดอกเบี้ยยังสูงอยู่  และคราวนี้ท่านช่วยทำหนังสือพิมพ์ดีห้าพันบาท  ท่านว่าดอกเบี้ยขณะนี้ต่ำมาก  และไม่ค่อยได้พบเพื่อนฟูง  ท่านโทรศัพท์มาคุยกับผมเมื่อปลายปีว่าได้รับหนังสือพิมพ์ดีทุกฉบับ  ท่านพูดมาตามสายอย่างสนุกว่า  หนังสือพิมพ์ดีนี้ดีจริงๆ  ท่านว่าท่านอ่านทุกเล่มทุกเรื่อง  ปีนี้ท่านสุ่งรูปถ่ายขณะไปเที่ยวกับท่านอาจารย์บัวทองขณะชมน้ำพุสูงที่สุดในโลก  ณ  กรุงเจนีวา  ประเทศสวิสต์เซอร์แลนด์

          ข่าวสารเหล่านี้ทำให้ผมสัมผัสได้ว่า  ท่านทั้งหลายนี้ต้องการให้กำลังใจผม  และผมเองคิดว่าเป็นรางวัลที่ล้ำค่าจากท่านผู้ย่อมทรงไว้ซึ่งความเมตตาจิต  ความดีงาม  และ  มีความจริงใจกล้าหาญ  กล้าให้  (แม้เพียงคำพูด)  ผมจึงเห็นเป็นเกียรติ์แก่ตัวเองและกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ดี  และสมควรเปิดเผยให้ปรากฏไปในสาธารณชนกว้างใหญ่

          ผมยังมี  สคส.2546  อีก  1  ฉบับ  ที่ผมขอลงเนื้อความทั้งหมดไว้ในที่นี้  ดังนี้

          ในวโรกาศขึ้นปีใหม่พุทธศักราช  2546  กระผมขอขอบคุณอาจารย์พยับ  ปญญาธโร  และคณะกรรมการมูลนิธิพระเทพวรามุนี  (เสน  ปญญาวชิโร)  เป็นที่ยิ่งที่ได้จัดส่งหนังสือพิมพ์ดี  (The  good  paper)  มาถวายเสมอมา

          เนื่องในโอกาสปีใหม่นี้  กระผมขออ้างอิงคุณพระรัตนตรัย  ได้เป็นตบะเดชะ  ให้อาจารย์พยับจงเจริญในธรรมและมีดวงปัญญาที่สว่างไสว  เป็นผู้ดำรงคงไว้ในการรักษาพระพุทธศาสนา  และเป็นที่เคารพนับถือของชนทุกทิศ  ได้สักการะนอบนบและสมหวังในสิ่งที่พึงประสงค์ทุกประการเทอญ

 

ด้วยความนับถือ 

 

พระมหามนัส  กิตติสาโร

(ม.มหามกุฎราชวิทยาลัย  วัดบวรนิเวศฯ  กทม.)

 

 

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เวบไซท์นี้ http://www.newworldbelieve.net มีข้อมูลพื้นฐานจากหนังสือพิมพ์ดี:วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก ออกโดยมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร) มี พระพยับ ปญฺญาธโร เป็นบรรณาธิการ และเป็น webmasterสำนักงานตั้งอยู่ที่ วัดมหาพุทธาราม อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000 ขณะนี้หนังสือพิมพ์ดีมีอายุทำการมา 11 ปีแล้ว มีเรื่องสำคัญคือการวิเคราะห์สังคมทั้งระบบด้วยแนวภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์แห่งตาธรรมะในพระพุทธศาสนาเพื่อนำสังคมไปสู่ความดีงามและรอดปลอดภัยจากสถานการณ์เลวร้ายยุคนี้