ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี แฟ้ม 2
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletThe Truth Of Red Thailand 12-14 April 2009
bulletFrom red shirt survivor person
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
โหราศาสตร์ [updateใหม่สุด]
dot
bullet สารบาญโหราศาสตร์โดยชลัมพุช โหรชนบททุกเรื่อง
bulletบันทึกข้อสังเกตประเด็นสำคัญดวงชะตาประเทศไทยช่วงเดือนส.ค.-พ.ย.2552
bulletดวงชะตาประเทศไทย พยากรณ์ว่าประชาชนจะอดอยากยากจนและเผชิญภับพิบัติ 4 ประการ
bulletให้คำพยากรณ์นักธุรกิจชาวอังกฤษ
bulletอยากรู้เรื่องโหราศาสตร์ คลิก!
bulletดวงชะตาผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตไทย
dot
Buddhism How?
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
บันทึกลับเสื้อแดง
dot
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนท )
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
dot
รายการทั่วไป
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดีเล่มที่52
bulletงดเหล้าเข้าพรรษา
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletศรีสะเกษ
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
dot
ช่องบริการประชาชน
dot
bulletบริการแจ้งของหาย คนหาย สื่อข้อความ หมอผี ฯลฯ
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletดี 25
bulletดี 28
bulletดี 29
bulletดี 26
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่1-3


สากล...ศาสนา 11

 

 

สากลจักรวาลสากลศาสนา

ธรรมสามีวินิจฉัย (๑๑)

 

 

 

การศึกษาศาสนาสากลแบบแยกส่วน คือมองไปทีละศาสนาๆ สำหรับศาสนาคริสต์เราได้พบแล้วว่า สุดยอดคำสอนอยู่ที่วาทะพระเยซู ผู้เป็นศาสดานั่นเองทรงตรัสยืนยันหลักการ หรือปรมัตถธรรม(ความจริงอย่างยิ่ง) ของคริสต์ศาสนาว่า ได้แก่หลักความเชื่อในพระเจ้าเยโฮวาห์ คือพระบิดา และพระเยซูเจ้า พระบุตร ทรงยืนยันว่า เมื่อมีความเชื่อแม้เพียงเมล็ดผักกาด จะสั่งให้ภูเขาใหญ่ทั้งลูกทั้งลูกเขยื้อนลอยเลื่อนไปตกลงในทะเล ก็ได้ ดังได้ตรัสยืนยันถึง 2 ครั้ง ภายหลังแสดง ฤทธิ์ หรือการอัศจรรย์ให้ปรากฏในครั้งที่ 18 และครั้งที่ 20 ดังนี้

“Because of your little faith. For I assure you, if you have faith the size of a mustard seed, you will say to this mountain, Move from hear to there,” And nothing, shall be impossible for you.

เพราะเหตุพวกท่านมีความเชื่อน้อย ด้วยเรา บอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่งท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า จงเลื่อนจากที่นี่ไปที่โน่น มันก็จะเลื่อน สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ท่านทำไม่ได้ จะไม่มีเลย

“I assure you, if you have faith and do not doubt, you will not only do what was done to the fig tree, but if you say to this mountain, Be lifted and thrown into the sea, it will happen. And everything you ask in prayer you will obtain, if you believe.”

ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบว่า เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เพียงท่านจะมีความเชื่อและมิได้สงสัย ท่านจะกระทำได้เช่นที่เราได้กระทำแก่ต้นมะเดื่อนี้ ยิ่งกว่านั้น ถึงแม้ท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า จงลอยไปลงทะเล ก็จะสำเร็จได้ สิ่งสารพัดที่ท่านอธิษฐานขอด้วยความเชื่อเจ้าจะได้

แต่หลักการว่าด้วยความเชื่อนี้กลับถูกลบล้างไปโดยสิ้นเชิงเมื่อพระเยซูไม่สามารถแสดงฤทธิ์เขยื้อนพระวิหารแห่งเยรูซาเล็ม ตามที่ทรงประกาศต่อประชาชนกลางเทศกาลปัสกา ว่า จะทำลายพระวิหารแล้วจะสร้างใหม่ภายใน3 วัน และอีกครั้งหนึ่ง เป็นการแสดงฤทธิ์เพื่อเอาตัวรอดจากการประหารชีวิตบนไม้กางเขนก็ทรงทำไม่สำเร็จ พระเจ้าหรือพระบิดาของพระองค์ไม่เสด็จมาช่วยพระองค์ ตามวาทะที่ทรงประกาศในศาลเยรูซาเล็ม ในที่สุดทรงยอมจำนน ด้วยทรงเปล่งเสียงดังก่อนสิ้นพระชนม์ว่า

Eli, Eli, Lama sbachthani ? ( MATTHEW 27:46 MARK 15:33) = เอโลอี เอโลอี ลามา สะบักธานี : พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย

อันเป็นวาทะเพียงประโยคเดียว และเป็นวาทะประโยคสุดท้ายของพระองค์ ที่กลับหักลบล้างวาทะทุกวาทะของพระองค์เองมาก่อนนี้ทั้งหมดลงอย่างราบคาบ รวมทั้งพระวาทะยิ่งใหญ่ที่เคยจับใจคนไปทั่วโลก For God so loved the world that He gave His only-begotten Son that whoever believes in Him should not perish, but have everlasting life. ( John 3:16 = เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จึงได้ทรงประทานพระบุตรพระองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะ ไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์)

เมื่อเหตุการณ์ล่วงมาประมาณ 600 ปี โลกได้บังเกิดท่าน มุฮัมมัด และได้ประกาศศาสนาอิสลาม ในความหมายว่า ผู้มอบตนต่อพระองค์ หรือความหมายที่รู้จักกันทั่วไปว่า ผู้พลีตนถวายพระเจ้า เมื่อปี พุทธศักราช 1453

ประวัติท่านนบี มุฮัมมัด ที่ปรากฏทั่วไปเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ก็คืออ้างว่า ตลอดชีวิตของท่านนบี มุฮัมมัด ท่านไม่เคยเรียนหนังสือ ท่านอ่านหนังสือไม่ออกและเขียนหนังสือไม่เป็น   การที่โฆษณาออกไปเช่นนั้นก็เพื่อสะท้อนอภินิหารในเชิงศาสนทูต หรือตัวแทนเทพเจ้าของพระองค์ให้เด่นขึ้นนั่นเอง แต่ในความเป็นจริงทรงอ่านและเขียนได้อย่างดีเลิศและทรงเป็นจินตกวีผู้ยิ่งใหญ่ ทรงเขียนหนังสือสำคัญยิ่งในโลก คือพระมหาคัมภีรอัลกูรอานขึ้นมาด้วยตัวของท่านเอง ไม่มีบุคคลใดอื่นที่เขียนพระมหาคัมภีร์นี้ นอกจากพระองค์ และสำนวนในมหาคัมภีร์นั่นเองที่ยืนยันว่า ท่านเป็นนักอ่านที่เชี่ยวชาญมาก จะต้องทรงอ่านคัมภีร์เตารอด (เป็นคัมภีร์เดิมของพวกฮิบบรูเขียนโดยโมเสสหรือนบีมูซา) และไบเบิล อย่างค่อนข้างทะลุปรุโปร่ง เพราะเห็นได้ชัดเจนว่าโครงเรื่องและอุดมการณ์ของอิสลาม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับไบเบิลนับตั้งแต่ความเชื่อเรื่องพระเจ้าองค์เดียว เรื่องตัวแทนเทพเจ้าหรือนบี เรื่องนรก และสวรรค์ เรื่องการสร้างโลก เรื่องวันสิ้นโลก เรื่องการตัดสินความผิดของมนุษย์ในวันสิ้นโลก โดยจะมีเทวทูตมาเป่าแตรบอกวันสิ้นโลกก่อน แล้วคนตายทั้งหมดตั้งแต่มีคนๆแรกในโลกจะขึ้นมาฟังคำพิพากษาของพระเยซู (อิสลามว่านบีอีซา ที่จะพิพากษาไป ตามกฎของมหาคัมภีร์อัลกูรอาน) ท่านนบีได้วิเคราะห์โครงเรื่องของไบเบิลอย่างทะลุปรุโปร่ง รู้จุดอ่อนและจุดแข็งของไบเบิลเป็นอย่างดี แล้วค่อยแก้ไขใหม่ให้เป็นอัลกูรอาน (แล้วเรียบเรียงอัลกูรอานออกมา อย่างแพรวพราวด้วยศิลปะ และปฏิบัติจิตวิทยาอย่างสูง โดยเฉพาะเรื่องสำคัญๆ ที่มีความหมายสูงๆจะขยักเอาไว้เป็นตอนๆไม่กล่าวอย่างตลอดต่อเนื่องไปทีเดียว เพื่อซ่อนเงื่อนผิดกับไบเบิลที่เรียงลำดับเหตุการณ์ไปโดยตลอดและพูดตรงไปตรงมาไม่มียอกย้อนซ้อนเงื่อน) ในเรื่องพระเจ้าองค์เดียว พระเจ้าองค์เดียวก็คือ อัลเลาะห์ (ในแต่ละบทของมหาคัมภีร์จะขึ้นบทสรรเสริญของผู้ประพันธ์ คือท่านนบี มุฮัมมัดก่อนเสมอ ว่า ข้าพเจ้าขอเริ่มสิ่งที่ชอบแห่งศาสดาด้วยพระนามแห่งอัลเลาะ ผู้ทรงเมตตาใน โลกนี้โดยทั่วไปและทรงเมตตาในโลกหน้าเฉพาะผู้มีศรัทธาตามคำสั่งสอนของพระองค์)  อิสลามจึงไม่อนุญาตให้มนุษย์นับถือพระเจ้าองค์อื่นนอกจากพระองค์คืออัลเลาะห์ ผู้นับถือชื่อว่า มุสลิม หรือ มุห์มิน ผู้ไม่นับถือชื่อว่า กาฟิรและนัสรอนีไม่ทรงกล่าวถึงพระเจ้าองค์เดิมคือ เยโฮวาห์ ว่ามีสถานะอะไรในศาสนาของพระองค์และเป็นอยู่อย่างไรบ้าง แต่หายไปเฉยๆทรงรับรองเรื่องราวของพระเยซูตามพระคัมภีร์ไบเบิล แต่ทรงเปลี่ยนฐานะใหม่ให้เยซูมิได้เป็นพระบุตรของพระเจ้าตามที่พระองค์ประกาศ โดยเหตุผลที่ว่า พระเยซูมิได้มี เกียรติยศถึงระดับนั้น และลดพระเยซูลงมาอยู่ระดับเดียวกับ นบี เหล่ามลาอิกะห์บนสวรรค์ ชั้น2 คือระดับทูตของพระเจ้าเหมือนๆนบี มุฮัมมัดกับนบีองค์อื่นๆเช่นมูซา(หรือในศาสนาคริสต์ว่าโมเสส) ในเรื่องนรกและสวรรค์ ออกมาคล้ายๆกันมาก เพียงแต่ว่าไบเบิลไม่ระบุรายละเอียดว่ามีสวรรค์กี่ชั้น สวรรค์ไม่ชัดเจนนัก อัลกูรอานว่าสวรรค์มี 7 ชั้น ส่วนนรก ที่ร้ายแรงเป็นนรกเพลิงเหมือนๆกันทั้งไบเบิลและอัลกูรอาน (เขียนขึ้นมาโดยเอาสัญชาตญาณใกล้เคียงกับสัตว์ป่าอยู่ เมื่อมีคดีที่ร้ายแรงจึงลงโทษด้วยการเผาไฟ เช่น การตื่นกลัวแม่มดในยุโรป ระหว่างศตวรรษที่ 15-18 โดยการโฆษณาชวนเชื่อของพวกพระในคริสต์ศาสนา ที่ว่าบรรดาแม่มด เป็นคนนอกรีตต้องถอนรากถอนโคนให้หมดสิ้นไปจึงมีการลงโทษแม่มดด้วยการเผาทั้งเป็น อันเป็นเหตุให้คนบริสุทธิ์ต้องถูกเผาไปด้วย นับพันคนในระหว่างนั้น) เรื่องการสร้างโลก ต่างก็สร้างโลกแบนด้วยกัน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังหาโลกที่พระเจ้ายะโฮวาห์และอัลเลาะห์สร้างไม่พบอยู่จนกระทั่งบัดนี้ ( เพราะท่านมุฮัมมัดลอกเลียนไปจากไบเบิลนั่นเอง แต่ขยายวิจิตรพิสดารไปกว่าว่ามีสวรรค์7ชั้นมีเทพบุตรชื่อนั้นชื่อนี้ลงมาเป่าสังข์เมื่อวันสิ้นโลกคล้ายๆเทพนิยาย) แล้วมาทึกทักเอาว่า โลกดนยานี้เป็นของพระเจ้าสร้างและอะไรๆก็พระเจ้าสร้างเหมือนกันกับไบเบิลแต่อัลกุรอานพิสดารไปกว่า เช่น พระองค์อัลเลาะห์ทรงให้สิ่งมีชีวิตออกมาจากสิ่งไร้ชีวิต เช่นมนุษย์ออกมาจากหยดอสุจิและนกออกไข่ออกมาจากไก่    พระองค์ทรง หลั่งจากท้องฟ้าซึ่งน้ำฝน    เรื่องวันสิ้นโลก (มีวันอาคิเราะห์บ้างวันปรภพบ้าง วันกิยามะห์บ้าง) จะมีเทวดาชื่อว่าอิสรอฟิล ลงมาเป่าสังข์ปลุกคนตายให้ฟื้นขึ้นมา ฉะนั้นจะเห็นได้ชัดเจนว่า ท่านมุฮัมมัด อ่านมากแต่คงได้อ่านพระคัมภีร์ไตรปิฎกของศาสนาพุทธน้อยมาก จนบางตอนเช่นตอนที่พูดว่า กรรม เห็นได้ว่า ท่านไม่ได้เอาใจใส่ในพระคัมภีร์ของศาสนาพุทธ มิแสดงว่าท่านเข้าใจหลักศาสนาพุทธโดยเฉพาะส่วนที่เป็นปรมัตถธรรมของศาสนาที่แท้จริงซึ่งยากแก่ความเข้าใจโดยทั่วไปเพราะเรื่องราวในพระคัมภีร์ของศาสนาพุทธจะไม่ได้เล่าเหตุการณ์เหมือนพระคัมภีร์เหล่านี้ล้วนแต่เป็นการจัดระเบียบและปริศนาแห่งนามธรรมทั้งสิ้น

 ตัวอย่างที่น่าสังเกต ในเรื่องโครงสร้างที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างไบเบิลและอันกุรอาน ซึ่งท่านนบีมุฮัมมัดได้อ่านวิเคราะห์ไบเบิลแล้วเขียนขึ้นใหม่อย่างรัดกุมกว่าไบเบิลก็คือการสร้างโลก

ของอิสลามมีว่า

ขอยืนยัน แท้จริงเรา(อัลเลาะห์)ได้สร้างชั้นฟ้าทั้งเจ็ดและแผ่นดินรวมทั้งสรรพสิ่งระหว่างทั้งสองในหกวันโดยไม่มีความเหน็ดเหนื่อยใดๆมาสัมผัสเราเลยโดยเริ่มแต่วันอาทิตย์ไปถึงวันศุกร์โองการนี้ประทานมา เกี่ยวกับชนยะฮูดีที่กล่าวหาว่า อัลเลาะห์นั้นสร้างฟ้าและแผ่นดินหกวันคือวันอาทิตย์ถึงวันศุกร์จากนั้นวันเสาร์พระองค์ก็พักผ่อนเพราะเหนื่อยล้าจากการสร้างดังกล่าวโองการนี้จึงถูกประทานลงมาเพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าว เพราะอัลเลาะห์นั้นมิได้เหมือนมนุษย์ จะได้มีการเหน็ดเหนื่อย

เนื่องจากการทำงานไม่

ในเยเนซิส ของยะฮูดี มีว่า

Thus the heaven and the earth and all their host were completed. On the seventh day ended His work which He had been doing; He rested on the works He had accomplished. God also blessed the seventh day and consecrated it; because in it He rested from all His works. Which, in creating, He had formed. [Genesis2,3]

ฟ้าและดินและบริวารทั้งสิ้นที่มีอยู่ในนั้น พระเจ้าทรงสร้างสำเร็จดังนี้แหละ วันที่เจ็ดพระเจ้าก็เสร็จงานของพระองค์ที่ทรงกระทำมานั้น ในวันที่เจ็ดนั้นก็ทรงพักการงานทั้งสิ้นของพระองค์ที่ได้ทรงกระทำพระเจ้าจึงทรงอวยพระพรแก่วันที่เจ็ด ทรงตั้งไว้เป็นวันบริสุทธิ์ศักดิ์เพราะในวันนั้น พระองค์ทรงหยุดพักจากการงานทั้งปวงที่พระองค์ทรงกระทำในการเนรมิตสร้าง

จะเห็นได้ว่าท่านนบี มุฮัมมัด ทรงอ่านไบเบิลอย่างละเอียดทั่วถึงจริงๆจึงได้เขียนอัลกุรอานขึ้นมาด้วยความละเอียดรอบคอบกว่า นี่เป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่ท่านนบี มองว่าไบเบิลมีจุดอ่อน และเปิดโอกาสให้อิสลามได้เปรียบทางการโฆษณาชวนเชื่อต่อฝ่ายคริสต์ขึ้นบ้างเล็กน้อย ในประเด็นที่ว่า ไบเบิลกล่าวเรื่องพระเจ้าคือ ยะโฮวาห์ ขาดคุณสมบัติของพระเจ้าเพราะยะโฮวาห์ สร้างโลก6วันแล้ว วันที่7ทรงพักผ่อนโดยถ้อยคำว่า    He rested on the seventh day from all the works He had accomplished กับ because in it He rested from all His works. คำว่า rested ในทัศนะของท่านนบี มุฮัมมัด บอกอาการของมนุษย์ มิใช่อาการของพระเจ้า [ rest= v. cease work or movement in order to relax or recover strength] และในทัศนะของท่านมุฮัมมัดพระเจ้าย่อมไม่เหน็ดเหนื่อยเลย ไม่ว่าจะทรงงานขนาดไหน ท่านนบีถือโอกาสอธิบายได้เหมาะเจาะเมื่อมีพวกยะฮูดี มาโต้แย้งขึ้นว่า พระเยโฮวาห์ สร้างฟ้าและแผ่นดินหกวันคือวันอาทิตย์ถึงวันศุกร์ จากนั้นวันเสาร์พระองค์ก็พักผ่อนเพราะเหนื่อยล้าจากการสร้างดังกล่าว มุฮัมมัดโต้แย้งว่า พระเจ้าที่เขียนไว้ในไบเบิลไม่ใช่พระเจ้าที่แท้จริง เพราะพระเจ้าที่แท้จริงย่อมไม่เหน็ดเหนื่อย และพระเจ้าผู้สร้างโลกที่แท้จริงคือ อัลเลาะห์  อัลเลาะห์นั้นมิได้เหมือนกับมนุษย์ จะได้มีการเหน็ดเหนื่อยเนื่องจากการทำงานอย่างไรไม่ และสถานการณ์ที่โต้แย้งกันนี้ ดูเหมือนไบเบิลปกดำที่แปลเป็นไทยครั้งหลังสุด ค.ศ.1971 (พ.ศ.2514) คงเห็นการเสียเปรียบของฝ่ายคริสต์ในประเด็นนี้ จึงแปลเลี่ยงๆไป ไม่แปลคำว่า rested ตรงตัว ซึ่งเป็น intransitive verb (อกรรมกริยา) เลี่ยงไปแปล ออกมาเป็น transitive verb (สหกรรมกริยา) ว่า ทรงพักการงานทั้งสิ้นของพระองค์ที่ได้ทรงกระทำ ซึ่งไม่ตรงความหมายของคำในภาษาอังกฤษ

สิ่งที่ท่านนบี มุฮัมมัดมองเห็นเป็นจุดแข็งของพระคัมภีร์ไบเบิลก็คือ การแสดงฤทธิ์ของพระเยซูซึ่งประมวลหลักฐานในไบเบิลแล้วมีทั้งหมด 21 ครั้ง เห็นได้ว่าทรงอ่านเอาความหมายเรื่องนี้อย่างละเอียดรอบคอบ และไม่มีทางเลี่ยงหรือลบล้างความสามารของพระเยซูในเรื่องนี้ได้เลย จึงยอมรับฤทธิ์ของพระเยซูแต่ไม่ยอมรับความเป็นพระบุตรและพระเจ้าของพระเยซู ตามที่พระเยซูทรงประกาศแต่อ้างว่าพระเยซูทำฤทธิ์อภินิหารได้เพราะอัลเลาะห์ประทานอำนาจไว้ ท่านนบีอ้างว่านบีของอัลเลาะห์มาประกาศศาสนทูตก่อนหน้านี้หลายองค์ รวมทั้งพระเยซู โมเสส และอับราฮัม รวมทั้งท่านเองคือนบี มูฮัมมัด  ท่านว่าฤทธิ์เป็นสิ่งที่อัลเลาะห์ประทานให้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์เท่านั้น นบีบางองค์จึงมีฤทธิ์ นบีบางองค์ก็ไม่มีฤทธิ์ เช่นท่านนบี มูฮัมมัดนั่นเอง เป็นนบีที่ไม่ได้รับการประทานฤทธิ์มาแบบเดียวกับพระเยซู คล้ายจะเป็นการป้องกันตัวของมุฮัมมัดนั่นเอง เพราะถึงอย่างไร ท่านมุฮัมมัดก็มีความสนใจศึกษาอย่างละเอียดในฤทธิ์ของพระเยซู ดังจะเห็นว่าท่านนบีให้ความสนใจเป็นพิเศษในฤทธิ์ครั้งที่21 พระเยซูทรงชุบชีวิตลาซาลัส โดยทรง เรียกลาซาลัส ฟื้นจากความตาย

ปรากฏในไบเบิลว่า :

Again deeply moved inwardly, Jesus approached the tomb. It was a cave with a stone laid against it. Jesus said, Remove the stone. Martha, the sister of the deceased, said to Him, Lord, by now there is an odour, for it is four days since his death. Jesus said to her, Did I not tell you that if you will believe you will see the glory of God? So they removed the stone. Then

  Jesus raised His eyes upward and said, “Father, I thank you for having heard Me, and I know that You do always hear Me; but on account of the people around  here  I  said  this,  so  that  may  believe  that  You  have  sent  Me.”  When  He  had  said  this  He  called  out  in  a  loud  voice, “Lazarus,  come  out!”  Out  came  the  one  who  had  died,  feet  and  hand  tied  with  graveclothes  and  hid  face  wrapped  in  a  towel,  Jesus  told  them,  “Unbind  him  and  let  him  go.”  (John1:38-44)

พระเยซูตรัสว่า  จงเอาหินออกเสีย  มาร์ธาพี่สาวของผู้ตายจึงทูลพระองค์ว่า  พระองค์เจ้าจ้า  ป่านนี้ศพมีกลิ่นเหม็นแล้ว  เพราะว่าเขาตายมาสี่วัน  แล้ว  พระเยซูตรัสกับเธอว่า  เราบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่า  ถ้าเจ้าเชื่อเจ้าจะ  ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า  พวกเขาจึงเอาหินออก  พระเยซูทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นตรัสว่า  ข้าแต่พระบิดา  ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์ทรงโปรดฟังข้าพระองค์  ข้าพระองค์ทราบว่าพระองค์ทรงฟังข้าพระองค์เสมอ  แต่ที่ข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้ก็เพราะเห็นแก่ประชาชนที่ยืนอยู่ที่นี่  เพื่อเขาจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา  เมื่อพระองค์ตรัสดังนั้นแล้วจึงเปล่งสุระเสียงอันดังว่า  ลาซารัสเอ๋ย  ออกมาเถิด  ผู้ตายนั้นก็ออก  มา  มีผ้าพันมือและเท้าและที่หน้าที่ก็มีผ้าพันอยู่ด้วย  พระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า  จงแก้ผ้าที่พันออกเสีย  แล้วปล่อยเขาเถิด

ซึ่งดูเหมือนท่านนบี  มุฮำมัด  จะแคลงใจอยู่  ว่าไม่น่าจะเชื่อถือได้  เมื่อเขียนลงในอัลกุรอาน  จึงทำให้สำนวนแปร่งไป  ดังนี้  :

นอกจากนี่อีซา(พระเยซู/บก.) ๆได้ใช้ชายคนหนึ่งชื่อซาม  บุตรของนูห์เป็นขึ้นมาได้ครู่หนึ่งจึงตายกลับไปอีก  โดยฉันใช้คำพรบทหนึ่งที่ว่า  โอ้องค์นิรันดร โอ้องค์ดำรงเอง  โวหารที่ว่า  ด้วยความประสงค์ของอัลเลาะห์  ซ้ำเป็นสองหนนี้เพื่อขจัดความเคลือบแคลงมนุษย์ที่อาจจะเข้าใจว่าอีซาจะเป็นพระเจ้า  เสียเอง”  (วรรคที่49หน้า  230)

กระบวนการของอิซานั้นคือว่า อีซาเป็นข้าของอัลเลาะห์ เป็นศาสนทูตของพระองค์แต่มิใช่บุตรของพระองค์อย่างที่พวกนัซรอนีอ้างเท็จว่าเป็น บุตรของพระองค์ นี่แหละย่อม เป็นความจริงมาจากองค์พระผู้อภิบาลของเจ้า ฉะนั้นเจ้าจงอย่าเป็นผู้หนึ่งจากบรรดาผู้สงสัยเรื่องราวที่ประหลาดของผู้นี้เลย (วรรคที่ 60 หน้า 235)

จะเห็นว่า ท่านนบียอมรับว่า พระเยซูเรียกลาซารัสออกมาจากอุโมงค์ฝังศพได้แต่ท่าน มุฮัมมัดบิดเบือนเรื่องราวไปว่า พระเยซูได้อำนาจ เพราะตรัสตามถ้อยคำของพระเจ้าอัลเลาะห์ คือคำว่า โอ้องค์นิรันดร โอ้องค์ดำรงเอง ด้วย ความประสงค์ของอัลเลาะห์ ขึ้น 2 ครั้งลาซารัสจึงฟื้นชีพออกมาได้

 ทรงปฏิเสธความอธิษฐานของพระเยซูตามทฤษฎีเรื่องความเชื่อ : BLIEVE ที่ว่า “Father, I thank you for having heard Me, and I know that You do always hear Me; but on account of the people around  here  I  said  this,  so  that  may  believe  that  You  have  sent  Me.”  ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์ที่พระองค์ทรงโปรดฟังข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทราบว่าพระองค์ทรงฟังข้าพระองค์อยู่เสมอ แต่ที่ข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้ก็เพราะเห็นแก่ประชาชนที่ยืนอยู่ที่นี้เพื่อเขาจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา

และท่านนบีเขียนเพิ่มเติมต่อจากไบเบิลอย่างเป็นประเด็นสำคัญว่า บุตรของนูห์ เป็นขึ้นมาได้ครู่จึงตายกลับไปอีก เพราะไบเบิลไม่กล่าวถึงว่าเมื่อลาซารัสฟื้นชีพขึ้นเดินออกมาหาพระเยซูแล้วมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นต่อไป จบลงเพียงเท่านั้น ท่านนบีจึงถือโอกาสต่อเติมข้อความดังกล่าวไป เพื่อเสริมมาดของพระองค์ให้ดูภูมิฐานขึ้น และแสดงความใกล้ชิดพระเจ้ากว่าพระเยซู จึงมีคำต่อประโยคสำคัญออกไปว่า ลาซารัสเป็นขึ้นมาได้ชั่วคราวเท่านั้นหรอกแล้วตายกลับไปอีก การที่ท่านนบียอมรับในอภินิหาริย์ของพระเยซูก็เพราะท่านนบีท่านไม่มีอภินิหาริย์ใดใดเลย เมื่อท่านต้องทำบทบาทคู่แข่งกับพระเยซู จึงกลายเป็นจุดอ่อนและปมด้อยของท่านจนแม้กระทั่งเรื่องที่ไม่น่าจะคล้อยตามไป ท่านก็คล้อยตามไปจนได้ นั่นก็คือ กรณีการโฆษณาชวนเชื่อเรื่อง RESURECTION การฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูและเสด็จสู่สวรรค์บนท้องฟ้าทั้งร่างกายเป็นๆ สดๆ ที่ทรงเขียนอย่างละเอียดจริงจังยิ่งกว่าไบเบิลเสียอีก

ปรากฏในอัลกุรอานว่า

อัลเลาะห์ได้ทรงดลพระอำนาจให้เกิดมีเมฆปริมณฑลหนึ่งมาโอบอุ้มร่างอีซาขึ้นสู่ฟ้าชั้นที่สอง ฝ่ายมัรยัมผู้มารดาได้เกาะยึดเมฆไว้พลางโหยไห้รันทด อีซา จึงเอ่ยพูดกับมารดาตนว่า แม่จ๋า ภพหน้าเท่านั้นที่จะให้เราอยู่เป็นแม่ลูกกันมีวาสนาร่วมกันได้อีก จะสังเกตคำว่า ภพหน้า เป็นคติของพุทธศาสนาในนัยเดียวกันกับคำว่า ปรภพ ส่วนไบเบิลมีถึง 2 คัมภีร์ว่าไว้ดังนี้ว่า

พระคัมภีร์ ลูกา : Then He conducted them out as far as Bethany and, raising His hand He blessed them. While He blessed them He was parted from them and taken up into heaven.[Luke 24:50-51 = พระองค์จึงพาเขาออกไปถึงหมู่บ้านเบธานี และทรงยกพระหัตถ์อวยพรเขา เมื่อพระองค์อวยพรอยู่นั้นพระองค์จึงเสด็จจากเขาขึ้นสู่สวรรค์]

พระคัมภีร์ มาระโก : So after the Lord had talked with them, He was received up into heaven and sat at the right hand of God.[Mark 16:19 = ครั้นพระเยซูเจ้าตรัสสั่งเขาแล้ว พระเจ้าก็ทรงรับพระองค์ให้ขึ้นสู่ฟ้า สวรรค์ ประทับเบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า]

แต่เรื่องการเสด็จสู่ท้องฟ้าของพระเยซูไปทั้งร่างเป็นๆสดๆเช่นนี้ หาใช่เรื่องจริงไม่ เป็นแต่เพียงการโฆษณาชวนเชื่อของสาวกในชั้นหลัง เพราะแม้ขณะนี้ พระศพของพระเยซูก็ยังคงฝังอยู่ใต้แผ่นดินโลกเรานี้เอง การที่ ท่านนบี มุฮัมมัด หลงเชื่อตามไบเบิลไป จนกระทั่งเขียนเป็นนิยายเพ้อเจ้อ รับรองไว้ในมหาคัมภีร์อันกุรอานในนามของอัลเลาะห์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าท่านนบีทรงเกรงฤทธิ์เดชบารมีของพระเยซูอยู่ไม่มากก็น้อย จึงพลอยสรรเสริญว่าพระเยซูเสด็จขึ้นสวรรค์ไปจริงๆอย่างกับเป็นพระเจ้า ทำให้พวกคริสต์หรือนัซรอนีบางพวกแอบหัวอยู่ก็ได้ เพราะพวกเขารู้ดีว่าความจริงเป็น อย่างไร (ชาวคริสต์รู้ดีว่าศพพระเยซูฝังไว้ที่ไหนเพียงแต่เขาไม่พูดเท่านั้น)

ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าท่านนบี มุฮัมมัด เป็นนักอ่านที่ยิ่งใหญ่มากทีเดียว จะต้องทรงอ่านเรื่องราวอภินิหาริย์ของพระเยซูอย่างละเอียด และพอจะเห็นได้ว่า ฤทธิ์ที่ท่านนบี มุฮัมมัดให้ความสนใจเป็นอย่างมากที่สุดน่าจะเป็นฤทธิ์ยกภูเขา ที่พระเยซูตรัสยืนยันว่าเมื่อมีความเชื่อแม้เพียงเมล็ดผักกาด ก็อาจบันดาลผลอันยิ่งใหญ่แก่ผู้ที่เชื่อได้ แม้จะสั่งให้ภูเขาใหญ่ทั้งลูกเขยื้อนลอยเลื่อนไปตกลงในทะเล ตกทำลายใคร บ้านเมืองใด หรือตกลงที่ไหนแล้วแต่จะสั่งการไปก็ได้ จึงทรงเขียนเรื่องกองทัพฟ้ามลาอิกะห์ ขึ้นแทนในมหาคัมภีร์อันกุรอานเพื่อปลุกใจนักรบของพระองค์ และที่ไม่ทรงโปรดอีกเรื่องหนึ่งก็คือไม่ทรงโปรดให้คนป่วยไข้ คนใบ้ คนอัมพาต คนถูกผีสิงและคนตาบอดมาหาพระองค์เพราะท่านนบี มุฮัมมัดไม่มีความสามารถในการรักษาโรคด้วยอิทธิฤทธิ์เหมือนพระเยซู ไม่ทรงรักษาตาบอดให้หายได้เหมือนพระเยซู เมื่อพบคนเหล่านี้จะเป็นเหตุแห่งความเสื่อมเสียพระสง่าราศีของพระองค์ ดังปรากฏว่า

   ครั้งหนึ่ง มีเรื่องเกี่ยวกับคนตาบอดคนหนึ่งชื่อ อับดุลเลาะห์ อิบนุอุมมิมักตูม ซึ่งเป็นมุสลิมผู้ยากไร้ ได้เดินทางมาหาท่านนบีที่บ้านพัก พอมาถึงก็ส่งเสียงอันดังว่า ขอให้ท่านได้โปรดสอนฉันในสิ่งที่อัลเลาะห์ได้สอนท่านไว้ ท่านนบี มุฮัมมัดนึกว่าอับดุลเลาะห์จะมาให้ช่วยรักษาตาบอดให้ ท่านก็ทำเป็นโกรธ และหันหลังให้อับดุลเลาะห์ไม่ต้องรับ ไม่ปฏิสันถารแต่อย่างไรเลย (อาจเป็นไปได้ว่า อับดุลเลาะห์ อิบนุอุมมักตูม จะมาท้าทายว่า ถ้ามุฮัมมัดเป็นศาสนทูตพระเจ้าอัลเลาะห์ผู้สร้างแผ่นดินและสวรรค์ทั้ง 7ชั้นจริงก็จงทำตาบอดของเขาให้หายสามารถมองเห็นได้ อย่างที่พระเยซูเคยทำมา) ปรากฏในมหาคัมภีร์ว่า พระศาสดามุฮัมมัดนั้นท่าน ได้บึ้ง ตึงและหันหลังให้ และในที่สุด ไม่หันไปต้อนรับท่านกลับเข้าบ้าน กรณีที่เป็นจุดอ่อนเช่นนี้ทำให้ มุฮัมมัด มุ่งหมายเอาชนะในทางอื่นจึงไปแสดงฤทธิ์ในการทำสงครามแทนความคิดที่หักเหของคนๆหนึ่งนี้เองได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นศาสนาแห่งการรบหรือศาสนาแห่งสงครามขึ้นในโลกมนุษย์นี้ โดยไม่มีมนุษย์ใดเห็นว่านั่นคือ มหันตบาปกรรม เพราะเพียงการที่มีคนๆหนึ่งมาอ้างขึ้นว่า มี พระเจ้าองค์หนึ่งมาสั่งให้ทำสงครามให้เข่นฆ่าฝ่ายตรงข้ามได้อย่างไม่มีความบาปนั้น น่าจะไม่เป็นการชอบธรรมเลย ชาวโลกไม่น่าจะยอมรับได้

แต่การเริ่มต้นแห่งวิถีสงครามมุสลิม มุฮัมมัดอ้างว่ามาจากโองการโดยตรงของอัลเลาะห์ ปรากฏในอัลกุรอาน

แท้จริงเรา(อัลเลาะห์)ได้กำหนดความมีชัยอย่างชัดแจ้งแก่เจ้าไว้แล้วโอ้ มุฮัมมัด เจ้าจะได้รับชัยชนะเหนือเมืองต่างๆเช่นมักกะห์ และอื่นๆ

ครั้นทรงชนะการรบที่เมกกะ หลังจากชนะที่กอยซอร์ และกิซรอ ทำให้ได้รับความโปรดปรานอย่างสูงสุดจากอัลเลาะห์ และด้วยเหตุนี้ อัลเลาะห์ พิจารณาว่าสมควรเป็นศาสดาจึงทรงตั้งมุฮัมมัดให้เป็นศาสนทูตทั้งในหมู่มนุษย์และญิน (ทูตสวรรค์,เทวบุตรสื่อสาร,อยู่ในสวรรค์ชั้น 1 3 ของอิสลาม)

ปรากฏในอัลกุรอานว่า

และเพื่ออัลเทาะห์ทรงช่วยเจ้าอย่างมีเกียรติด้วยการมีชัยชนะ การพิชิตมักกะห์ได้ นับเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ของท่านนบีมุฮัมมัด โดยได้รับการตอบแทนจากอัลเลาะห์ครบถ้วน 4 ประการ คือ 1.เป็นผู้ที่ถูกปกป้องจากบาปทั้งมวล(มะอ์ซูม) 2.ได้รับความโปรดปรานจากอัลเลาะห์ให้เป็นศาสนทูต ทั้งในหมู่มนุษย์และญิน 3.ได้รับการชี้นำทางอันเที่ยงตรง 4.ได้รับการช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์อิสลาม การพิชิตเมืองต่างๆได้หลังจากมักกะห์ แม้จะโดยชนชั้นซอฮาบะห์ที่สามารถพิชิตเมืองกอยซอรและกิซรอได้ก็ยังไม่เทียมทาน

อัลเลาะห์ทรงตั้งมุฮัมมัดเป็นนบี หรือ ศาสนทูต ในปี พ.ศ. 1453 หลังจากทรงตั้งแล้ก็ออกคำสั่งเด็ดขาดลงมาข่มคนมุสลิมให้หงออยู่ใต้อำนาจอย่างไม่มีวันเงย

และผู้ใดไม่ศรัทธาในอัลเลาะห์และศาสนทูตของพระองค์แน่นอนเรา(อันเลาะห์)ได้เตรียมเปลวเพลิงนรกอันร้อนแรงไว้แล้ว สำหรับบรรดากาฟิรผู้เนรคุณทั้งหลาย

และอัลเลาะห์มีกองทัพมลาอิกะห์จากชั้นฟ้าและแผ่นดินเป็น จำนวนมหาศาลที่พร้อมจะสนับสนุนกองทัพของมุสลิมีนยามทำศึกกับฝ่ายอริราชศัตรูแหละว่าอัลเลาะห์ทรงรอบรู้ยิ่งในการสร้างสรรค์ของพระองค์อีกทั้งทรงปรีชาญาณยิ่งในการบริหารพระองค์ 

ท่านจะเห็นว่า พระเจ้าของชาวมุสลิม คือ อัลเลาะห์ ทรงกระทำแบบอย่างขึ้นแต่ต้นแล้วว่าวิถีอิสลาม คือวิถีทางสงครามและความรุนแรงล้วนๆผู้กล้าหาญในการรบเท่านั้นจึงนับเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ สมควรแก่การบำเหน็จรางวัลอันยิ่งใหญ่ ทรงตั้งมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตหรือนบีของพระองค์ ก็โดยเหตุทำความชอบในสงครามคราวชนะสงครามในเมกกะและหลังจากนั้น ก็มีคำสั่งและคำสอนลงมาเป็นระยะๆ ว่าด้วยการสงครามทั้งสิ้น ทรงนำมุสลิมไปในวิถีทางแห่งสงครามทรงปรารถนาชนะโลกด้วยการสงคราม ต้องการเป็นใหญ่ ให้โลกทั้งโลกเป็นอิสลามด้วยการกรีฑาทัพมุสลิมเข้าไปรุกราน เมื่อไปปะทะกับนักรบคริสเตียนก็บัญญัติให้ชาวคริสต์เป็นกาฬิร (คนบาป คนป่าเถื่อน ชาวคริสต์เป็นกลุ่มคนกลุ่มเดียวที่อัลเลาะห์ ไม่ยกเว้นการให้อภัยใดใดทั้งสิ้น จะต้องลงนรกเพลิง อย่างเดียว) และผู้ที่ไม่นับถือศาสนาอิสลามทั้งสิ้นเป็นกาฬิรไปด้วย อันเป็นเป้าหมายของการปราบปรามให้อยู่ใต้ อำนาจให้จงได้ แม้ในปัจจุบันนี้ ก็ยังมีความคิดที่ล้าหลังเช่นนั้นอยู่ คือความคิดอันรุนแรงเห็นว่าการแก้ปัญหาด้วยสงครามและการก่อการร้ายเป็นความชอบธรรมและเป็นบุญบริสุทธิ์ ทหารอัลเลาะห์จะฆ่าใครก็ได้ไม่เป็นบาปคำสอนของอิสลามจึงก่อศัตรูในศาสนาแก่ตนเองเพราะศาสนาทุกศาสนาไม่ พอใจในคำสอนของศาสนาอิสลามๆจึงมีศัตรูอยู่รอบด้าน

ฉะนั้นตั้งแต่ พ.ศ. 1453 เป็นต้นมาตราบจนปัจจุบันนี้ เป็นเวลา 1,092 ปีโลกอิสลามไม่เคยว่างเว้นการรบการสงครามเลย นบีมุฮัมมัดทำหน้าที่เหมือนกษัตริย์ตัวแทนเทพเจ้า อ้างคำสั่งจากพระเจ้ากดประชาชนเป็นทาสผู้รับใช้และเป็นนักรบผู้เหี้ยมหาญรุนแรง ทำสงครามฆ่าฟันอย่างรุนแรงร้ายผิดมนุษย์ ตราบสิ้นอายุลงแล้วรุ่นลูกหลานสาวกก็ทำสงครามเข่นฆ่าต่อมา ขยายอาณาเขตออกไปถึงตะวันออกและตะวันตกจากมหาสมุทรแอตแลนติกทางตะวันตกไปถึงอัฟกานิสถาน ปากีสถาน จรดพรมแดนของอินเดียเหนือ รุกอินเดียเหนือเข้าไปเข่นฆ่าพระสงฆ์ในพุทธศาสนาจำนวนมหาศาลทำลายมหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ของชาวโลกก็คือ นาลันทา จนราบจมแผ่นดินจนพุทธศาสนาหมดสิ้นไปจากอินเดียและเลยไปถึงจีนตะวันออก เลยไปอินโดนีเซียและมาเลเซียซึ่งเป็นดินแดนชาวพุทธที่กว้างใหญ่ไพศาลมาแต่เดิม

แล้วในช่วง 800 ปีต่อมา ก็รุกขยายแดนไปทำสงครามกับศาสนาคริสต์  ทำสงครามศาสนาที่โด่งดังคือ ครูเสด กับคริสต์ศาสนาอยู่ถึง 300 ปี ปล้นชิงเมืองหลวงเก่าของโรมัน คือคอนสแตนติโนเบิลได้ ในปี พ.ศ. 1996 ต่อมาตั้งชื่อเป็นอิสลามว่า อิสตันบูล มีเวลาอยู่ช่วงแคบๆที่อิสลามอยู่นิ่ง สงบ แต่แล้วก็จับอาวุธขึ้นมาใหม่คราวนี้เริ่มรบกันเองระหว่างนิกาย เช่น ซุนนี่ ของซัดดัม รบกับ ชีอะห์ ของโคไมนี่ เป็นสงครามแค้นกันระหว่างอิรักและอิหร่านหลายครั้ง ซึ่งต่างก็ย่อยยับลงไปตามวิสัยมารนอกศาสนา แล้วรบกับฮิบบรู (ต้นตำหรับศาสนาของอาหรับทั้งปวงทั้งคริสต์และอิสลามด้วย) ทำสงครามกับอิสราเอลอย่างยืดเยื้อ ที่มุสลิมอาหรับมีแต่พ่ายแพ้แก่อิสราเอลและนับแต่สงครามอาหรับ 5-6ประเทศรุมอิสราเอลประเทศเดียวเป็นต้นมามุสลิมก็สิ้นศักดิ์ศรีทหารของอัลเลาะห์ลงไปตามลำดับ ตราบสหรัฐอเมริกาแผ่อำนาจวัตถุนิยม เข้ามามุสลิมนักรบไม่เคยขลาด แต่เมื่อเป็นเช่นนั้นก็มีแต่ต้องรับกรรม ดูน่าเวทนาเนื่องจากการต่อสู้ไม่สมกัน เหมือนสิงโตทั้งหมู่เข้าขย้ำฝูงแกะหรือฝูงกระบืออิสลามมีแต่พ่ายแพ้และพกความเคียดแค้นไว้อย่างยิ่งใหญ่ จนกระทั้งหลังสุด เกิดนักรบบ้าเลือดขึ้นที่อัฟกานิสถานคือ อัลกอริอะฮ์ (หมายถึงนักรบมุสลิมที่ รบฆ่าฟันคนอย่างแรงร้ายจนเปรียบประดุจไฟบรรลัยกัลป์ล้างผลาญหมู่แมลงเม่าซึ่งมุฮัมมัดบรรยายเป็นบทกวีในอัลกุรอานไว้ว่า) อัลกอริอะฮ์ นั้น คืออะไร และอะไรทำให้เจ้ารู้ว่า อะไรคือ อัลกอริอะฮ์ เป็นวันซึ่งมวลมนุษย์ถูกทำลายจนหมดสิ้นประหนึ่งแมลงเม่า ที่ถูกกระจัดกระจายถูกต้อง เข้าสู่สถานแห่งการ สอบสวนและบรรดาภูเขาถูกทำลายถอนรากถอนโคนเป็นผุยผง คือนักรบผู้รบด้วยความดุร้ายคั่งแค้นทั้งชายและหญิงจนถึงกับยอมติดระเบิดพลีชีพและกับการสังหารศัตรูของอัลเลาะห์ ภายหลังถล่มพระพุทธรูปขนาดมหึมาสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาที่เคยยิ่งใหญ่ในดินแดนแถบนี้ก็ได้รับผลกรรม ถูกถล่มด้วยระเบิดจน บรรดาภูเขาถูกทำลายถอนรากถอนโคนเป็นผุยผงตั้งแต่นั้นมาจึงมีแต่จะถูกล้างสังหารด้วยเปลวเพลิงระเบิดอันเป็นฝีมือมนุษย์ร่อยหรอลงไปทุกที ฉะนั้นนักรบมุสลิมไม่น่าเชื่อว่าในการสงครามอัลเลาะห์จะส่งทัพฟ้ามลาอิกะห์ลงมาช่วยเหมือนแต่ก่อนที่เคยชนะมาแล้ว นั้นเป็นความเชื่อที่ผิดในการทำสงครามกับมหาอำนาจอเมริกา-อังกฤษ วัตถุนิยมไม่น่ามีทางที่มุสลิมจะเอาชนะได้เลย และการแผ่ศาสนาอิสลามไปด้วยสงครามหรือความรุนแรงบังคับขู่เข็ญ ตามความคิดของศาสดามุฮัมมัด จะไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นความชอบธรรมอีกต่อไปและนักรบที่รบอย่างเหี้ยมหาญรุนแรงดุร้ายอย่างอัลกอริออะฮ์ ของอัลเลาะห์ก็จะมีแต่หมดสิ้นไปและมุสลิมในบุคลิกภาพในอุดมการณ์ของอัลเลาะห์ก็จะมีแต่ร่อยหรอไปหมดโลก

น่าวิตกว่า อิสลามเป็นศาสนาที่เกิดขึ้นเร็ว จักเสื่อมและหมดสิ้นไปเร็วอันเป็นธรรมดาเช่นนี้ เพราะปัญหาอยู่ที่ปริศนาธรรมว่า อัลเลาะห์ทรงข่มขู่มนุษย์เร่งเร้าให้มนุษย์ทำสงครามเพื่อพระองค์ตลอดเวลาจนไม่มีเวลาได้พักผ่อน สิ่งที่มนุษย์จะถามพระองค์ก็คือ อัลเลาะห์ทรงนำมนุษย์ทำสงครามไปทำไม ? ขณะนี้อิสลามมีแต่แพ้สงคราม

นบี มุฮัมมัด ผู้เขียนคัมภีร์พิชัยสงคราม อัลกุรอาน เคยมองถึงเวลาปัจจุบันนี้หรือไม่ว่าอิสลามจะไปทางไหน ?

 

 

                                                                             ธรรมสามี

                                                                                                                                                          19  พ.ย.  2545

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เวบไซท์นี้ http://www.newworldbelieve.net มีข้อมูลพื้นฐานจากหนังสือพิมพ์ดี:วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก ออกโดยมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร) มี พระพยับ ปญฺญาธโร เป็นบรรณาธิการ และเป็น webmasterสำนักงานตั้งอยู่ที่ วัดมหาพุทธาราม อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000 ขณะนี้หนังสือพิมพ์ดีมีอายุทำการมา 11 ปีแล้ว มีเรื่องสำคัญคือการวิเคราะห์สังคมทั้งระบบด้วยแนวภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์แห่งตาธรรมะในพระพุทธศาสนาเพื่อนำสังคมไปสู่ความดีงามและรอดปลอดภัยจากสถานการณ์เลวร้ายยุคนี้