ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletThe Truth Of Red Thailand 12-14 April 2009
bulletFrom red shirt survivor person
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
Buddhism How?
dot
bulletMystery World Report 25
bulletMystery World Report 24
bulletMystery World Report 23
bulletMystery World Report 22
bulletMystery World Report 21
bulletMystery World Report 20
bulletMystery World Report 19
bulletMystery World Report 18
bulletMystery World Report 17
bulletMystery World Report 16
bulletMystery World Report 15
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
dot
โหราศาสตร์ [updateใหม่สุด]
dot
bullet สารบาญโหราศาสตร์โดยชลัมพุช โหรชนบททุกเรื่อง
bulletดวงชะตาที่ควรสังเกตในรอบปี 2552 และบทวิเคราะห์ดวงพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
bulletบันทึกข้อสังเกตประเด็นสำคัญดวงชะตาประเทศไทยช่วงเดือนส.ค.-พ.ย.2552
bulletดวงชะตานักการเมืองแฟ้ม 3 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
bulletดวงชะตาประเทศไทย พยากรณ์ว่าประชาชนจะอดอยากยากจนและเผชิญภับพิบัติ 4 ประการ
bulletให้คำพยากรณ์นักธุรกิจชาวอังกฤษ
dot
โหราศาสตร์ ภาคทฤษฎี
dot
bulletอยากรู้เรื่องโหราศาสตร์ คลิก!
bulletดวงชะตาผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตไทย
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา
dot
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา1
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา2
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา3
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา4
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา5
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา6
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา7
bulletสากลจักรวาล สากลศาสนา8
bulletสากลจักรวาล สากลศาสนา9
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา10
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา13
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา14
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
บันทึกลับเสื้อแดง
dot
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี แฟ้ม 2
dot
หนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนท )
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่24
bulletหนังสือพิมพ์ดีเล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่26
bulletหนังสือพิมพ์ดีเล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา
bulletร่าง... บันทึกชั่วคราว.....ลบทิ้งเมื่อใช้ประโยชน์แล้ว
dot
รายการทั่วไป
dot
bulletงดเหล้าเข้าพรรษา
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletศรีสะเกษ
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
dot
ช่องบริการประชาชน
dot
bulletบริการแจ้งของหาย คนหาย สื่อข้อความ หมอผี ฯลฯ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletอัลบั้มรูป history


บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี แฟ้ม 2
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 
 พุทธศักราช 2552
 
 
และในลำดับต่อไปนี้ ก็เป็นเรื่องการประกาศบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พ.ศ. 2552 เนื่องจากสถานการณ์ภายในประเทศที่ไม่เอื้อแด่การมองในความเป็นกลางอย่างเหมาะสม เราจึงชะลอการประกาศบุคคลแห่งปีมาล่าช้าไปหลายเดือน รวมทั้งเหตุผลของการออกหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45 พลอยล่าช้าไปด้วย บัดนี้ เรามีความยินดีที่จะประกาศเกียรติคุณ บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี ประจำปีพุทธศักราช 2552 ดังนี้
 
 
 
 
 
บุคคลที่ 101  นายบารัก โอบามา (Barack Obama)
 
นายบารัก โอบามา (Barack Obama)  ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนที่ 44 แห่งพรรคเดโมแครต โดยชนะการเลือกตั้ง 4 พ.ย.2008(พ.ศ. 2551) มีอดีตประธานาธิบดี ยอร์ช ดับเบิ้ลยู บุช แห่งพรรครีปับลิก เป็นคู่แข่งสำคัญ ทำให้โอบามา เป็นคนแอฟริกันอเมริกันคนแรก ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา   จากประวัติชีวิตวัยเด็กของเขา ซึ่งวิกิพีเดีย ระบุไว้ว่า โอบามา เกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ. 1961(พ.ศ.2504) ที่เมืองโฮโนลูลู รัฐฮาวาย เป็นบุตรของนายบารัก โอบามา ซีเนียร์ ชาวจังหวัดเซียยา ประเทศเคนยา และนางแอนน์ ดันแฮม ชาวเมืองวิชิทอ รัฐแคนซัส ซึ่งแม่ของเขามีเชื้อสายวงศ์ตระกูลมาจากอังกฤษ ไอร์แลนด์ และเยอรมนี แต่เขาทั้งสองได้แยกกันอยู่เมื่อโอบามาอายุได้เพียง 2 ปีและหลังจากนั้นก็หย่าขาดจากกันในเวลาต่อมา เดิมนับถือศาสนาอิสลาม แล้วเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์  
 
เราเห็นว่า บารัก โอบามา มีเชื้อสายมาจากประเทศเคนยา เป็นอาฟริกันดำ แต่ได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในประเทศที่มีประชาธิปไตยสมบูรณ์    เรามองว่าเป็นบุคคลแห่งระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง เป็นตัวอย่างของตัวแทนบุคคลในระบอบประชาธิปไตยของโลกที่แท้จริงด้วย การที่มีกำเนิดเป็นประชาชนผิวดำ เป็นคนเลือดผสม ระหว่างอาฟริกันบวกอเมริกัน แต่สามารถประสบความสำเร็จอย่างไม่เคยมีมาก่อนในการเมืองอเมริกา นั้นเพราะความเป็นประชาธิปไตยของประชาชนอเมริกัน และประเทศอเมริกา และบารัก โอบามาได้ต่อสู้บนเส้นทางการเมืองอเมริกามาด้วยสำนึกของประชาชนสมบูรณ์แห่งระบอบประชาธิปไตย เราหมายความรวมถึงถึงเหตุผลทางจิตวิทยา ด้านความไร้ปมด้อยทางผิวสี เผ่าพันธุ์ ของความเป็นประชาชนแห่งประเทศประชาธิปไตยตัวอย่างของโลก นั่นคือมีสิทธิ์อย่างมนุษย์สมบูรณ์ที่จะปกครองตนเองและเอื้อมตนไปสู่ความเป็นนักการเมืองในระดับสูงสุดโดยทางประชาชน ทำให้บารัก โอบามา ได้โอกาสในการต่อสู้ทางการเมืองอย่างเท่าเทียมกับประชาชนคนอื่น ๆ และสามารถประสบความสำเร็จอันไม่จำกัด นั่นคือจากการเป็นวุฒิสมาชิกแห่งมลรัฐอิลลินอยส์ ไปถึงสูงสุดของตำแหน่งการปกครอง ในระบอบของประชาชน เพื่อประชาชน และโดยประชาชน ของอเมริกา   ได้เป็นประธานาธิบดีบารัก โอบามา
 
และด้วยเหตุนี้ บารัก โอบามา จึงได้ทำให้ประชาธิปไตยในอเมริกาได้รับการอธิบายถึงการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ชัดเจนยิ่งขึ้น   ล่าสุด เดือน มิ.ย. นี้ บารัก โอบามา ได้ปลด พล.อ. สแตนลีย์ แม๊คคริสตัล (McChristal) ออกจากตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารภาคอาฟกานิสถาน ฐานแสดงความเห็นและวิพากษ์วิจารณ์การทหารที่ขัดแย้งนโยบายการบริหารของพรรคดีโมแครต ที่ได้แถลงต่อประชาชนอเมริกันไว้ก่อนแล้ว เหตุผลก็คือ ประชาชนเขาอนุมัตินโยบายไว้แล้ว ทหารมีหน้าที่ปฏิบัติตาม จะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม   แต่นายพลแมคคริสตัล ก็แสดงสปิริตทหารอเมริกา ยอมรับคำสั่งแต่โดยดี   เป็นตัวอย่างให้แด่ทหารในประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายโดยเฉพาะประเทศไทย ที่มีกรณีทหารขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา ที่สั่งโดยถูกต้องตามกฎหมาย และทั้งปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จนเป็นเหตุให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยล้าหลังตลอดมา จนถึงเกิดเรื่องราวทหารปราบปรามประชาชนมือเปล่า เดือน พ.ค. 2553   บารัก โอบามา จึงสะท้อนว่าอเมริกาจะต้องปกครองโดยตัวแทนของประชาชนโดยสมบูรณ์ มีอำนาจตามที่ประชาชนมอบหมายอย่างสมบูรณ์ และทหารหรือกองกำลังคนที่เข้มแข็งที่สุดของประเทศมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล ที่ได้เสนอต่อประชาชนเอาไว้แล้ว เป็นสถานะที่สืบเนื่องมาในประเทศสหรัฐอเมริกาถึง 234 ปีแล้ว นี่เป็นตัวอย่างอันดีของทหารอเมริกัน และประธานาธิบดีอเมริกันอีกกรณีหนึ่ง
 
มีสิ่งที่เราขอยกขึ้นเป็นกรณีพิเศษก็คือ บารัก โอบามา แสดงถึงความเป็นเสรีชนอย่างสมบูรณ์ เพราะโดยเชื้อชาติบรรพบุรุษของเขานั้นเป็นเชื้อสายอิสลาม ต่อมาจึงได้เปลี่ยนศาสนามาเป็นคริสต์ และคริสต์ที่เขาเลือกเป็น โปรเตสแตนท์ มิใช่คริสต์ดั้งเดิมคือ คาทอลิก โปรเตสแตนท์ เป็นคริสต์นิกายใหม่ที่ต่อต้านคริสต์นิกายดั้งเดิม โดยพฤติกรรมการเปลี่ยนศาสนาของเขา เห็นได้ทั้งสองกรณีว่า เขามั่นใจในความเป็นเสรีชนอย่างยิ่ง และมีความเป็นมนุษย์อย่างเต็มตัว เพราะศาสนาอิสลามนั้นถือว่าการเปลี่ยนศาสนาเป็นการทรยศ เป็นมุนาฟิกส์โดยแท้จริง และการทรยศต่อพระเจ้าเป็นเรื่องความเป็นความตายถึง 2 ระดับ คือโลกนี้และโลกหน้า โลกนี้ก็ต้องโดนสาปแช่ง และโลกหน้าก็ต้องไปรับการพิพากษา พระคัมภีร์ระบุว่าผู้ทรยศย่อมมีโทษสถานเดียวคือ ความตายในนรกเพลิง   แต่บารัก โอบามา ก็มิได้มองถ้อยคำที่ข่มขู่ด้วยเหตุผลส่วนนั้น สะท้อนว่าเขาเป็นมนุษย์ที่มีมันสมองคิดเหตุผลเองได้    และเชื่อตนเองมากกว่าคนอื่น หรือพระเจ้า   ในกรณีที่ 2 เขามานับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแต้นท์ ซึ่งเป็นนิกายที่ต่อต้านนิกายหลักดั้งเดิมคือ คาทอลิก จนกลายเป็นสงครามศาสนาระหว่างนิกายทางฝ่ายคริสต์เนิ่นนานมา และยังคงมีอยู่ในบางพื้นที่ของโลกมาจนถึงทุกวันนี้ ก็ด้วยเหตุผลทำนองเดียวกันนั่นคือ เขาเป็นเสรีชน ที่คิดเอง ใช้มันสมองเองได้ ไม่เชื่อตามพระคัมภีร์เลยทีเดียว และพระคัมภีร์ศาสนานั้นแท้จริงก็คือหนังสือเล่มหนึ่งที่มีคนเขียนขึ้น และคนผู้นั้นก็เขียนขึ้นนั้นเขียนด้วยภูมิปัญญาของคน ๆ หนึ่ง ด้วยจินตนาการของโลกยุคดั้งเดิมเท่านั้นเอง และคนยุคใหม่ เขามีสิทธิ์ที่จะเลือกเชื่อถือในเรื่องที่ควรเชื่อถือ และไม่เชื่อถือในเรื่องที่ไม่ควรเชื่อถือ อันเป็นสิทธิเฉพาะตัวของเสรีชนคนยุคใหม่ นี่คือประธานาธิบดีบารัก โอบามา   เนื่องด้วยความเป็นเสรีชนโดยสมบูรณ์ดั่งนี้   จึงสมควรที่จะยกย่องบารัก โอบามา ไว้ ณ ทำเนียบบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี  
 
 
 
 
 
 
บุคคลที่ 102.   นางกลอเรีย มาคาปากาล อาร์โรโย (Gloria Macapagal-Arroyo)

อดีตประธานาธิบดีอาร์โรโยรับใช้ประชาชนมานาน 9 ปีในช่วงที่เธอพ้นจากตำแหน่ง เธอเชื่อว่าขณะนี้ประเทศฟิลิปปินส์มีความเจริญและแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิมช่วงที่เธอเข้ารับตำแหน่งใหม่ๆ นางอาร์โรโยจะพ้นวาระผู้นำประเทศในวันที่ 30 มิถุนายนนี้และจะทำหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาต่อไป 
 
"กลอเรีย มาคาปากัล อาร์โรโย-Gloria Macapagal-Arroyo" ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์คนที่ 14 เกิด 5 เมษายน พ.ศ.2490 บุตรีของ Diosdado Macapagal ประธานาธิบดีคนที่ 9 (พ.ศ.2504-2508) สมรสกับนาย Jose Miguel Tuason Arroyo ทนายความและนักธุรกิจ มีบุตร 3 คน
 
สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ ได้รับคัดเลือกไปเทกคอร์สที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ สหรัฐอเมริกา 2 ปี กลับมาจบปริญญาตรีคณะพาณิชยศาสตร์ วิทยาลัยอัสสัมชัญ ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Ateneo de Manila ปริญญาเอกมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์
 
เริ่มชีวิตนักการเมือง ปี 2535 เป็นวุฒิสมาชิกสมัยแรก และพ.ศ.2538 สมัยที่ 2 ได้รับคะแนนเสียงสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 16 ล้านเสียง ตามด้วยตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและสวัสดิการ สมัยประธานาธิบดีเอสตราดา (พ.ศ.2541-2544) และเป็นรองประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ทำสถิติอีกครั้งเมื่อได้รับเลือกตั้งเป็นรองประธานาธิบดีด้วยคะแนนเสียงสูงในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี
 
20 มกราคม 2544 สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 14 ของฟิลิปปินส์ ประกาศวาระแห่งชาติ มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ระบบราชการ ลดอาชญากรรม เพิ่มภาษี พัฒนาการเติบโตทางเศรษฐกิจ และต่อต้านการก่อการร้าย ต่อมา 30 มิถุนายน 2547 รับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 หลังชนะการเลือกตั้งท่ามกลางเสียงครหาว่าไม่โปร่งใสจากการใช้เงินรณรงค์หาเสียงและการใช้อิทธิพลในตำแหน่งแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้ง”



สิ่งที่เรายกย่องก็คือ ในสมัยที่เธอดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอยู่ เธอเป็นผู้ที่กล้ากล่าวความจริง ซึ่งเป็นการยกย่องผู้นำของประเทศเพื่อนบ้านเอเชียผู้หนึ่งผู้มีความสามารถเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก คือ อดีตนายกรัฐมนตรีไทย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็นเจ้าลัทธิทางเศรษฐกิจโลกยุคใหม่สุด คือ ทักษิโณมิค (Thaksinomics) นั่นเป็นสมัยที่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีประเทศไทยอยู่ มีหลักฐานว่า “ทักษิโณมิค (อังกฤษ: Thaksinomics) เป็นคำเรียกนโยบายเศรษฐกิจในสมัยที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยผู้ที่ใช้คำนี้ครั้งแรกคือ นางกลอเรีย มาคาปากัล อาร์โรโย ประธานาธิบดีแห่งฟิลิปปินส์ ในสุนทรพจน์งานประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก เมื่อ พ.ศ. 2546 โดยหนึ่งในผู้ที่สนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจดังกล่าวที่โดดเด่นที่สุด คือ แดเนียล เลียน นักเศรษฐศาสตร์ของมอร์แกน สแตนลีย์
 
ดร. สุวินัย ภรณวลัย ได้กล่าวว่า ทักษิโณมิคเป็นประดิษฐกรรมของ พ.ต.ท. ทักษิณ โดยเป็นความคิดของนักกลยุทธ์เชิงสมัยนิยม เพื่อจัดการทางกลยุทธ์ การรวบรวมองค์ความรู้ เพื่อบรรลุเป้าหมายทั้งส่วนตัวและส่วนร่วม ซึ่งดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้ไปสู่เป้าหมาย และอาจมีการใช้ความรุนแรง เพื่อให้เขาเป็นผู้ชนะ
 
 
แต่แม้ภายหลัง ดร.ทักษิณ สิ้นอำนาจไป ด้วยการถูกกลุ่มทหารและพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม ร่วมหัวกับภาคเอกชนผู้สูญเสียผลประโยชน์จากการปกครองยุคทักษิณ ก่อการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549   เธอก็ยังยืนยันสิ่งที่เธอพูด นั่นคือ ในการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศอาเซียน(Asian Summit) ที่พัทยา ประเทศไทย ในเดือน เมษายน 2552 ซึ่งมีผู้นำอาเซียนมาร่วมพิธีเปิดการประชุมเพียง 5 ประเทศรวมทั้งประเทศเจ้าภาพไทยด้วย (ไม่มาประชุมถึง 4 ประเทศ รวมทั้งประเทศเพื่อบ้านใกล้ชิดคือ กัมพูชาด้วย) เธอได้สวมชุดสีแดงเข้าร่วมในการประชุม และในพิธีปิดการประชุม ซึ่งเรามองถึงเจตนารมณ์ของผู้นำฟิลิปปินส์ว่า ยืนยันประเทศไทยควรก้าวไปในการเมืองของระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น และนั่นหมายถึงก้าวไปตามวิถีทางทักษิโณมิค ซึ่งตรงนี้จะแสดงถึงภูมิปัญญาของผู้นำต่างประเทศ แม้ในประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม ที่มีระบอบเผด็จการในศาสนาอย่างเข้มแข็งด้วยเทวสิทธิ์ ก็ยังมองเห็นทางออกของการปกครองนานาชาติว่า ประชาธิปไตยเป็นระบอบที่เป็นธรรม และเป็นสุข เพราะประชาธิปไตยมีหลักการจัดการสังคมอย่างสมานฉันท์ อย่างสันติได้ โดยไร้ความรุนแรง ที่โลกควรร่วมมือกันสร้างขึ้นให้จงได้    การที่เธอได้พ้นไปจากตำแหน่งประธานาธิบดีไปใน 30 มิ.ย. 2553 นั้น เป็นการเป็นไปอย่างถูกต้องตามครรลองประชาธิปไตย เรามองว่า อาร์โรโย เป็นผู้นำชาติฟิลิปปินส์ ผู้มีความสามารถ ดำรงอุดมการณ์ส่วนรวมและส่วนตัวไว้ได้ตลอดยุคสมัยของเธอ สมควร เป็นรัฐบุรุษ โดยแท้จริง เนื่องด้วยความกล้าหาญที่กล่าวความจริง และยืนยันความจริงให้ปรากฎอย่างชัดเจน จึงสมควรยกย่องเป็นบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี ปีพุทธศักราช 2552 
  
 
 
 
 
บุคคลที่ 103.     พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล  
 
ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เกิด 2 มิถุนายน พ.ศ. 2494
ที่เกิด อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี
เสียชีวิต 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 (อายุ 58 ปี)
ที่เสียชีวิต โรงพยาบาลวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพ
งาน-อาชีพ ทหารไทย
ผู้ทรงคุณวุฒิกองท้พบก
 
คู่สมรส นาวาเอก (พิเศษ) หญิง จันทรา สวัสดิผล
บุตร นางสาวกิตติยา สวัสดิผล
นางสาวขัตติยา สวัสดิผล
เด็กชายนักรบ สวัสดิผล
การศึกษา ปริญญาเอก สาขาบริหารรัฐกิจ University of Northern Philippines
เว็บไซต์ http://www.sae-dang.net/
 
 
เขาต่อสู้อย่างเปิดเผยในท่ามกลางศัตรู และท่ามกลางความอันตรายจากความเสี่ยงต่อชีวิตทุกขณะ   และในที่สุดเขาก็โดนเข้าจริง ๆ จากความเปิดเผยและความเสี่ยงนั้น   เราเชื่อว่าเขาเข้าใจสถานการณ์ได้ดีทะลุปรุโปร่งของอันตรายจากความเสี่ยงนั้น แต่การที่เขายังคงออกมาปฏิบัติการเสี่ยงอย่างไม่หวาดหวั่นนั้น คือจิตใจของนักรบผู้มีความเป็นนักสู้ที่รับผิดชอบต่อพันธกิจ และนั่นหมายถึงนักรบผู้ได้บรรลุสติปัญญาแตกฉานในสัจธรรมของชีวิต อย่างแท้จริง เขาต่อสู้อย่างไม่รู้อนาคตตัวเอง แต่เขาก็ต่อสู้ไปอย่างไม่ท้อถอย สม่ำเสมอในกริยาและพฤติกรรมที่เสมอต้นเสมอปลาย   แล้วการตายของเขาก็เกิดขึ้น จากฝ่ายที่เป็นทหารแต่ในคราบ ด้วยการใช้วิธีการไม่เหมาะสม ไม่ละอายกับความเป็นทหาร นั่นคือลอบยิง ให้สไนเปอร์ลอบยิงด้วยอาวุธติดเครื่องเล็งทันสมัยที่สุดของเทกโนโลยีของการลอบฆ่า      คงเป็นปืนที่ทันสมัยกว่าปืนติดเครื่องเล็งแบบเดียวกับที่เห็นในข่าวของโทรทัศอัลจาชีรา วันที่ 19 พฤษภาคม 2553   นั่นคือภาพกองทหารทั้งกองของฝ่ายรัฐบาล(โดย ศอฉ.) ที่ซุ่มอยู่บนตึกสูง ใช้ปืนติดกล้องเล็งเลือกยิงลงไปยังประชาชนมือเปล่าข้างล่าง   และเห็นภาพประชาชนล้มลงกองอยู่กลางถนนหนทางเป็นศพโดยไม่รู้ตัว(คนที่ตายในการสลายการชุมนุมราชประสงค์ครั้งนั้น 90 ศพ ล้วนเป็นประชาชนมือเปล่า ๆ ทั้งสิ้น พอที่จะกล่าวว่านี่คือฝีมือของคนเลวในคราบของทหาร)     เราให้คะแนนพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล เพราะความที่เขาได้แสดงถึงความเป็นทหารที่แท้จริง เพราะการปฏิบัติการที่สะท้อนถึงอีกฝ่ายหนึ่ง เราไม่ได้ให้คะแนนเพราะเขาอยู่ฝ่ายใด หรือด้วยวิธีการปฏิบัติอย่างไร แต่เป็นคะแนนแห่งคุณธรรม ความที่เขาได้สร้างมาตรการที่เปรียบเทียบกัน ที่สะท้อนไปถึงทหารขี้ขลาดที่ลอบยิงประชาชนมือเปล่า และพวกเขาตายไปโดยไม่รู้ตัว โดยฝีมือทหารเลวแห่งกองทัพไทย   ที่ใช้อาวุธลอบฆ่าเพื่อนทหารด้วยกันเอง และทั้งที่เลวไปกว่าคือลอบฆ่าประชาชนมือเปล่า ๆ ตายเป็นใบไม้ร่วง    และทหารที่ลอบยิงลอบฆ่าประชาชนด้วยอาวุธสงคราม อย่างไร้เหตุผลอย่างยิ่ง ในเขตอภัยทาน วัดปทุมวนาราม จำนวน 6 ศพ นั้น ไม่อาจจะบรรยายได้ว่าขนาดไหน    นี่คือความยกย่องของเราหนังสือพิมพ์ดี ที่ให้ไว้แด่บุคคลผู้สมควรเป็นวีระบุรุษของประชาชนอย่างแท้จริง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล
 
 
จึงขอจารึกคุณความดีบุคคลต่อไปนี้    บารัก โอบามา (Barack Obama)  กลอเรีย มาคาปากาล อาร์โรโย (Gloria Macapagal-Arroyo) พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล   ว่าเป็นบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี(อินเทอเนต) ประจำปีพุทธศักราช 2552   ขอแสดงความชื่นชมและยกย่องเกียรติคุณโดยทัศนะของเราไว้ ณ โอกาสนี้
 
ต่อไปนี้ก็ขอได้โปรดติดตามอ่านเรื่องราว ที่เราคัดสรรมาจากบทวิเคราะห์จำนวนมากมายในเวบไซต์ของเรา ขอได้ติดตามอ่านเรื่องราวที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ อีกมากมายใน เวบไซต์ของเราทั้ง 2 เวบไซต์ คือ    http://www.newworldbelieve.net     http://www.newworldbelieve.com  ต่อไป อนึ่ง นี่เป็นดี วารสาร สำหรับดี(อินเทอเนต) ในอินเทอเนตของเรา ได้เพิ่มบทวิเคราะห์สำคัญ ๆ ตรงประเด็นไปอีกหลายเรื่อง หลายบท โปรดติดตามอ่านในดี(อินเทอเนต) ต่อไป
 
ที่สุดขอขอบคุณท่านผู้อ่านและสมาชิก ตลอดทั้งมวลมหาประชาชนผู้ร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างสูงพร้อมความเห็นอกเห็นใจในการสูญเสียอย่างมากมาย ประมาณ ค่ามิได้ ซึ่งเราคงจะเข้าใจดี และหวังว่าการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยวิถีทางอันถูกต้องครรลองประชาธิปไตย คือการต่อสู้ไม่ใช้ความรุนแรง สันติ และ อหิงสา ที่จะต้องเป็นการต่อสู้เพื่อประชาชน โดยประชาชน และ เอาคืนมาซึ่งอำนาจของประชาชน ตามปณิธานของมวลมหาชนผู้เจริญทั่วโลก และตามปณิธานของกษัตริย์ไทย   ยังจะเดินต่อไป จนกว่าบรรลุเป้าหมาย นั่นคือ ประชาธิปไตยกลับมา ทรราชและเผด็จการสลายไป  
 
      
      
บรรณาธิการ
2 ส.ค. 2553
 
 
 
 
 
 
 
 บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี 
 พุทธศักราช 2553
 
 
 
 
 
 
 
 
บุคคลที่ 104  นาง พวงแก้ว สาตรปรุง    ทายาท พล.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา

พวงแก้ว สาตรปรุง เป็นธิดาคนที่ 5 ในจำนวน 6 คน ของ พล.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน)
 
พล.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็นหัวหน้าคณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปก ครองจากระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475
พระยาพหลฯ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 (ต่อจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดา) รวม 5 สมัย ตั้งแต่ 21 มิถุนายน 2476 ถึงกันยายน 2481 รวม 5 ปี 5 เดือน 21 วัน ถึงแก่อนิจกรรมปี 2490 ขณะอายุ 60 ปี
พวงแก้ว สาตรปรุง เป็นธิดาคนที่ 5 ในจำนวน 6 คน เกิดปี 2485 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 10 ปี ปัจจุบันอายุ 68 ปี สุขภาพยังแข็งแรง
 
 
จากข้อมูลของ มติชนออนไลน์ วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2554 เวลา 14:51:23 ทำให้เราได้ทราบว่ายังคงมีทายาทของ พล.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา มีชีวิตอยู่ในวันนี้ ก็คือ พวงแก้ว สาตรปรุง เป็นธิดาคนที่ 5 ในจำนวน 6 คน ของ พล.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) หัวหน้าคณะราษฎร์ ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 
 
มีคำถามสำคัญ ดังนี้
1. คำถาม   ภูมิใจไหมที่พ่อเป็นหัวหน้าคณะราษฎรก่อการเปลี่ยนแปลง 2475 ?
    คำตอบ  ภูมิใจสิคะ คุณพ่อทำเพื่อประชาชน เพื่อประเทศ คุณพ่อเสียสละอย่างสูงเลย เป็นสิ่งที่มีความสุขที่สุดเลย ไม่มีสุขใดจะเหมือนด้วย ที่เกิดมาเป็นลูกของคุณพ่อ   คุณพ่อเป็นผู้ที่เสียสละอย่างสูงสุด มีจิตใจที่บริสุทธิ์ ไม่มีกิเลส ไม่มีความต้องการส่วนตัว มีอย่างเดียวคือ ทำอย่างไรประเทศจะพัฒนาไปได้ นั่นละ จุดมุ่งหมายของคุณพ่อ สูงสุดอยู่ตรงนี้ ไม่ได้ต้องการอะไรเลย ไม่เคยเอาทรัพย์สินของประเทศมาเป็นของตัวเลย สักนิดเดียวก็ไม่มี 
 
2.   คำถาม   คิดอย่างไรกับสภาพบ้านเมืองที่เกิดวิกฤตความขัดแย้ง แตกแยกมา 5 ปี ตั้งแต่ยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549  
     คำตอบ  มันเป็นความเห็นแก่ตัวของพวกชนชั้นขุนนาง เป็นพวกเห็นแก่ตัว จะยึดแต่อำนาจไว้กับตัว ไม่แผ่อำนาจลงมาให้ราษฎร มันเริ่มมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2490 ตั้งแต่โน่นแล้วที่ จอมพลผิน ชุณหะวัณ ปฏิวัติ ไม่ใช่เพิ่งเกิด คนพวกนี้เป็นพวกเห็นแก่ตัว รัฐบาลเขาจะผิด เขาจะถูกอะไร เขามีศาลยุติธรรมอยู่ตั้ง 3 ศาล ก็ฟ้องไป ให้ว่าไปตามระบบของมัน ฟ้องเขาไปสิ เขาผิดอะไร ไม่ใช่มาตัดสินเองด้วยอำนาจของตัว เสร็จแล้วพอตัวมีอำนาจ ตัวโกงกินประเทศชาติ ประเทศชาติมันก็เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดเวลาทุกคนก็คิดว่า แหม พอพวกนี้คนโกงประเทศ อุ๊ย... ต้องยึดอำนาจแล้ว ต้องทำรัฐประหารแล้ว มันเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง ไปใส่ร้ายเขา ไปเอามาตรา 112 (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ความผิดฐานดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ฯลฯ) ไปใส่ร้ายเขา มันไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ถ้าคนขาดศีลธรรม ก็เป็นอย่างนี้แหละ  
 
3.  คำถาม    ลูกสาวผู้ก่อการกับ"เสื้อแดง"
      คำตอบ นางพวงแก้วบอกเมื่อถูกถามว่า ชอบสีไหน "ป้าเหรอ ชอบสีแดง... "(คนเสื้อแดง) เขาเป็นคนชั้นล่างน่ะ แล้วมีมากด้วย แล้วยังไม่ได้พัฒนา ป้าสงสารเขา เขาพัฒนาได้น้อยเพราะพวกมีอำนาจมัวแต่กินโกงประเทศกัน ไม่เอาเงินไปพัฒนาเขาให้มากกว่านี้ เขาถึงได้ต้องตื่นตัวขึ้นมาเมื่อท่านทักษิณเข้ามา เพราะเขารู้ว่า อ๋อ ประชาธิปไตยกินได้อย่างนี้นี่เอง เขาก็ตื่นตัวขึ้นมา เขาก็อยากจะอยู่แบบคนอื่นเหมือนกัน เขาก็เป็นคนเหมือนกับเรา มันของธรรมดา อกเขาอกเรา"

"ป้าก็ไม่เคยไปเข้าร่วมชุมนุมกับเขา แต่จะติดตามดูทางทีวีที่บ้านอยู่ตลอด ดูไปจนถึงตี 4 ตอนเห็นทหารฆ่าประชาชน ก็รู้ สงสัย เอ๊ะ เขาฆ่าได้ยังไง ฆ่าได้แม้กระทั่งพระสงฆ์"
"ตอนที่ทหารยิงประชาชน ป้าส่งจิตระลึกไปถึงคุณพ่อ อยากให้คุณพ่อมาช่วยจัง ทำไมคุณพ่อไม่มาช่วยประชาชน ไม่รู้ดวงวิญญาณท่านไปถึงไหนแล้ว เราก็ไม่รู้ว่าตายแล้ว ดวงวิญญาณไปที่ไหน ดังนั้น ประชาชนต้องช่วยตัวเอง"

ป้าพวงแก้วเสนอให้ไพร่กับอำมาตย์มารวมกัน เพราะต่างก็เป็นคนเหมือนกัน จะมามัวแบ่งแยกทำไม
"ไพร่กับอำมาตย์ไม่ใช่คนเหรอ ก็คนเหมือนกัน เราเลือกที่เกิดได้หรือเปล่า เราเลือกไม่ได้ ถือว่าเขาเป็นชนชั้นเดียวกันสิ เมตตากับเขาสิ อย่าไปให้เขาคิดว่า เขาต่ำต้อยเป็นไพร่ ท่านทำไม่ถูกหรอก ที่ให้เขาคิดอย่างนั้น แสดงว่าตัวท่านน่ะผิด ผิดอะไรต้องดู ต้องสำรวจตัวเองว่าผิดอะไร เขาถึงคิดว่า เขาต่ำต้อยอย่างนั้น คนเรามันเกิดมามันก็เหมือนกันทุกคน น่ะ มาทางเดียวกัน แล้วก็ไปทางเดียวกันด้วย เวลาไปแม้แต่ตัวเองยังเอาไปไม่ได้เลย ซี่โครงยังอยู่ เอาไปไม่ได้ ไปแต่วิญญาณเท่านั้น"

"ทำไมไม่คิดถึงตอนนั้นล่ะ แล้วต้องเป็นอย่างนี้ทุกคน พระพุทธองค์ท่านสั่งสอนมาดีแล้ว ทำไมไม่ทำตามล่ะ..."

 
 
ประเด็นสำคัญที่เรายกย่อง พวงแก้ว สาตรปรุง ก็คือ ในเมื่อเวลานี้เป็นเวลาของ ประชาธิปไตย มาถึงแล้ว เราก็ได้พบว่ามีผู้ที่ต่อสู้มาก่อน ตั้งแต่เริ่มแรกยุคการเปลี่ยนแปลง อย่างโดดเดี่ยวเงียบเชียบ   เพราะ นี่คือทายาทของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่ยิ่งใหญ่กว่าบุคคลใดใดทั้งสิ้นแห่งยุคประชาธิปไตยไทย เพราะ พวงแก้ว สาตรปรุง ได้ต่อสู้มาตั้งแต่คลอดออกจากครรภ์มารดา (กำเนิดปี พ.ศ.2485 ขณะที่บิดา เป็นนายกรัฐมนตรีในระบอบประชาธิปไตยอยู่ ก่อนจะเสียชีวิตในปี พ.ศ.2490) มาจนถึงขณะนี้ เมื่อมีอายุถึง 68 ปีแล้ว และยังคงจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอีกต่อไป ตราบสิ้นชีพ   จึงน่าจะได้เป็นบุคคลแรกที่สุดที่ได้อุทิศชีวิตทั้งชีวิตเพื่อประชาธิปไตยไทยจริง ๆ    เนื่องจากไม่มีใครเลยที่ได้ต่อสู้มาอย่างเนิ่นนานเท่านี้ และต่อสู้อย่างมีชีวิตอยู่ ต่อสู้เพื่อมีชีวิต ไม่ใช่ต่อสู้เพื่อตนตายเสีย   เพราะได้ต่อสู้มาตั้งแต่เกิดมาเป็นธิดาของนักปฏิวัติประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย พล.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา ฉะนั้น เธอจึงเป็นผู้ที่ยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตยมาท่ามกลางฝูงอมาตย์ ที่แข็งแกร่ง ในยุคที่อมาตย์มีความน่าสะพึงกลัวที่สุด แล้วผ่านมา ๆ การต่อสู้ของเธอ พร้อมกับความเอาตัวเองให้มีชีวิตอยู่ ผ่านมา ๆ ก็หาละวางมือในการต่อสู้ไม่ ตราบมาบรรจบพบกระแสอันหลายหลากแห่งเสื้อแดงเข้า และเป็นยุคที่อมาตย์ ทายาทอสูรเริ่มอ่อนแรง   เราจึงได้เห็นความปิติยินดีของเธอ เผยออกมาว่าเธอคือสปิริตของประชาธิปไตยโดยแท้จริง และเธอคือประชาธิปไตยไทยที่แท้จริง   และเธอคือ สติปัญญา     ที่ต่อสู้แบบสู้เพื่อมีชีวิตเสรีชน   มีชีวิตเพื่อต่อสู้ด้วยสติปัญญาเพื่อประชาธิปไตยโดยแท้จริง     เราจึงขอยกย่อง พวงแก้ว สาตรปรุง ว่าเป็นบุคคลแห่งปี พุทธศักราช 2553 ของหนังสือพิมพ์ดี ต่อไป และหวังว่า จักเป็นตัวอย่างของการต่อสู้เพื่อโลก เพื่อประชาธิปไตยอันแท้จริงต่อไป
 
 
 
 
 
บรรณาธิการ
27 เม.ย. 2554
13.00 น
 
 
 
 
 
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี  
 
พุทธศักราช 2554
 
 และในลำดับต่อไปนี้ ก็เป็นเรื่องการประกาศบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พุทธศักราช 2554  บัดนี้ เรามีความยินดีที่จะประกาศเกียรติคุณ บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี ประจำปีพุทธศักราช 2554 ดังนี้
 
 
 
1. บุคคลที่ 105   ธิดา ถาวรเศรษฐ์ 
 
ธิดา ถาวรเศรษฐ์ มีประวัติการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของประชาชนมาก่อน ที่จะมีการเคลื่อนไหวของ นปช. ระยะฟักตัว ไปจนถึงระยะเติบใหญ่เป็นแดงทั้งแผ่นดินเสียอีก แต่ส่วนที่น่าสนใจเริ่มตั้งแต่เกิดขบวนการ นปช.แดงทั้งแผ่นดินระยะนี้ การที่มีส่วนในการต่อสู้ร่วมกับ นปช. ซึ่งบอกความหมายตัวเองตรงตามชื่อที่ว่า แนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ คำว่า ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แม้จะไม่บอกถึงประชาธิปไตยโดยตรง แต่พฤติกรรมนี้ค่อนข้างให้หลักประกันที่น่าอบอุ่นใจพอสมควรในแง่ที่ว่า ย่อมหมายถึงการต่อสู้ของเสรีชนอันเป็นแนวคิดพื้นฐานของประชาธิปไตยอยู่แล้ว ก็ย่อมนำไปสู่ประชาธิปไตยอยู่เอง เพราะย่อมจะนำความคิดประชาชนไปสู่เส้นทางอีกทางหนึ่งที่ตรงข้ามเผด็จการ นั่นคือ ประชาธิปไตย ครั้นเมื่อเกิดแดงทั้งแผ่นดิน จนต่างชาติให้ความสนใจและเรียกขบวนการนี้ว่า The Red Shirt โดยมีความหมายถึงประชาธิปไตยโดยตรง ก็ได้เกิดประเด็นสำคัญที่ต้องมองดู ในแง่ที่ว่า นปช.จะนำประชาชนไปสู่ประชาธิปไตยอย่างถูกต้องตรงไปสู่อุดมการณ์ที่แท้จริงหรือไม่ อย่างไร   เห็นคำตอบทุกอย่างเมื่อ ขบวนการเชิร์ตแดง ได้เริ่มจัดตั้ง ร.ร.นปช. ขึ้นอบรมหลักสูตรประชาธิปไตย เรามองประเด็น ร.ร.นปช.เป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนี่คือการย้ำอุดมการณ์ ที่จะต้องถูกต้องตามหลักการปกครองที่ประชาชนปรารถนา นั่นคือ ประชาธิปไตย หากงานระดับนี้ผิดพลาดไป นั่นหมายถึงการนำประชาชนไปนอกเป้าหมายและอาจหลงทิศหลงทางประชาธิปไตยไปเลย อาจารย์ธิดา ได้แสดงบทบาทมาตั้งแต่คราวนั้น ในฐานะอาจารย์ของโรงเรียน นปช.เพื่อประชาธิปไตย คำถามก็คือ ร.ร.นปช.ได้ประสบผลสำเร็จในการยัดเยียดอุดมการณ์ประชาธิปไตยได้ตรงเป้าหมายหรือไม่ ซึ่งก็เป็นคำถามเดียวกันกับอีกคำถามหนึ่งที่สำคัญก็คือ ธิดา ถาวรเศรษฐ์ มีความตรงต่อหลักการประชาธิปไตยเพียงใด ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสืบมาถึงปัจจุบันนี้ และคำตอบที่ได้ เป็นที่น่าพอใจ
 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อธิดา ถาวรเศรษฐ์ ได้ก้าวขึ้นสู่ฐานะแกนนำ ระดับสูงสุดของ นปช คนเสื้อแดงอย่างเต็มภาคภูมิ(เป็น ประธาน นปช.แดงทั้งแผ่นดินคนที่ 2 ต่อจาก วีระ มุสิกพงษ์)   และคำตอบตั้งแต่ต้น มาจนถึงบัดนี้ ที่ธิดา ถาวรเศรษฐ์ มาเป็นประธาน นปช.เต็มตัว นั้นก็ได้พบว่าคือ มีความตรงสู่เป้าหมายอย่างไม่คลาดเคลื่อนเบี่ยงเบน นั่นคือตรงสู่ประชาธิปไตย ทำให้ความมุ่งมั่นของนปช.ตรงไปสู่ทิศทางที่ต้องทำคนทุกฝ่าย ทุกภาคส่วน ของประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตย อันแสดงความมั่นใจ รอบรู้ในหลักทฤษฎี ทั้งยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีที่จะนำหมู่ มวลชน คนทั้งแผ่นดินตรงไปสู่ประชาธิปไตย นั่นคือแนวคิดสำคัญที่ว่าประชาธิปไตยหมายถึงประชาชนทั้งประเทศ ประเทศไทยทั้งประเทศจะต้องเป้นประชาธิปไตย พี่น้องไทยทั้งประเทศจะต้องเป็นประชาธิปไตย คนไทยต้องตรงไปสู่เป้าหมายนี้ด้วยกันทั้งหมด จะต้องรู้หลักการและวิถีทางประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง สิ่งนี้ปรากฏเป็นรูปธรรม โดยการเปิดหมู่บ้านคนเสื้อแดง ทางอีสาน ทางเหนือ มาตามลำดับ จนล่าสุด ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ได้เปิดหมู่บ้านแดงทั้งแผ่นดิน เพื่อประชาธิปไตย 14 หมู่บ้าน จังหวัดนราธิวาส เป็นที่เรียบร้อย   และเป็นเหตุให้เชื่อว่าประชาชนในส่วนของภาคใต้ ที่ยังไม่เข้าใจประชาธิปไตย ก็จะเริ่มตาสว่าง และแดงใต้นับวันจะขยายออกไป ซึ่งความหมายนี้ ก็คือ ความหมายที่ว่า   ประเทศไทยทั้งประเทศจะต้องเป็นประชาธิปไตย พี่น้องไทยทั้งประเทศจะต้องเป็นประชาธิปไตย คนไทยต้องตรงไปสู่เป้าหมายนี้ด้วยกันทั้งหมด นั่นคือ ประชาธิปไตยที่แท้จริง ตรงสู่เป้าหมายการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร์ เมื่อ 24 มิถุนายน 2475   และนี่คือภาระหน้าที่ที่หนักหน่วงของธิดา ถาวรเศรษฐ์ ที่ยืนยัน ยืนหยัดในอุดมการณ์อย่างมั่นคง เฉลียวฉลาด มีเหตุผล   การต่อสู้มีเหตุผลและยังทำความเข้าใจสถานการณ์การต่อสู้ได้ค่อนข้างรอบคอบ หมายถึง กาลเทศะ เหตุ ผล บุคคล เวลา อย่างไร ทำได้อย่างสุขุมแต่กร้าวแกร่งมั่นคง สมเป็นผู้นำแดงทั้งแผ่นดินเพื่อประชาธิปไตย    สมควรยกย่องธิดา ถาวรเศรษฐ์ เป็นบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พ.ศ.2554 ไว้ณโอกาสนี้ 
 
 
 


2. บุคคลที่ 106   ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล
 
หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล มีชื่อเล่นว่า “ปลื้ม” แต่นิยมเรียกโดยทั่วไปว่า "คุณปลื้ม" หรือ "หม่อมปลื้ม" เกิดวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2519 เป็นบุตรชายของหม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลชั่วคราว หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ชีวิตครอบครัว หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์สมรสกับณัฐรดา อภิธนานนท์ หรือ "แจ็กเกอรีน" หรือ "แจ็กกี้" นักแสดงสาวลูกครึ่งไทย-แคนาดา ในวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ณ ห้องสกุณตลาบอลรูม โรงแรมเพนนินซูล่า (จากวิกิพีเดีย)
 
ความคิดของ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือ หม่อมปลื้มนั้น ค่อนข้างมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางความคิดเดิม ที่คุ้นเคยต่อวัฒนธรรมและอยู่ในภาวะวัฒนธรรมซับบอร์ดิเนทมาแต่ดั้งเดิมในสังคมไทย นั่นคือความคิดเรื่อง การหลุดพ้นไปจากกรอบความคิดเดิม ๆ ในลักษณะเดียวกับความคิดกบนอกกะลานั่นเอง แต่ม.ล.ปลื้มได้นิยามไปไกลมาก อย่างกว้างขวางไม่จำกัดที่ว่า ความคิดอิสระ.... “ว๊อยส์ทีวีในความคิดของผมคืออิสระทางความคิดในแบบที่ไม่มีกรอบ”..... ไร้ข้อจำกัดทุกประการ ตามที่ปรากฏใน วอยส์ทีวี สถานีข่าวปลุกความคิด เขาเป็นประชาชนผู้เป็นแบบอย่างแห่งความคิดประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์เลยทีเดียว ซึ่งตรงนี้เราหมายความถึง ความเป็นคนของเขา ที่เป็นได้อย่างสมบูรณ์ 
 
การเป็นนักประชาธิปไตยและยืนหยัดการต่อสู้ทางความคิด ในแนวทางของประชาธิปไตย เพื่อไปสู่ระบบของประชาธิปไตยให้ได้ การยืนยันหลักการของมนุษย์สังคมที่จะต้องเป็นประชาธิปไตย นั้นเป็นที่ปรากฏชัดเจน และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจริง นอกเหนือไปจากการให้ทัศนะต่อเหตุการณ์บ้านเมืองที่สอดคล้องหลักการประชาธิปไตย เป็นอย่างดีมาก จนเป็นเสาเอกของประชาธิปไตยไทยได้ เราสามารถเรียกได้ว่าเขาเป็นเสาเอกของประชาธิปไตยไทยได้เลยทีเดียว     ซึ่งความคิดเหล่านี้ ทางม.ล.ปลื้ม ได้พูด ถ่ายทอดผ่านรายการ Wakeup Thailand และ Daily Dose ของ Voice TV. เป็นประจำวัน
 
แต่สิ่งที่เรายกย่องและมีความหมายพิเศษนั้นก็คือ มีการตัดสินใจ หรือ decision making ในทุกเรื่องราวที่เขาพูดถึง นั่นคือมีการสรุปที่ชี้แนวทางเดินให้อย่างชัดเจน ว่าจะเดินไปทางใด ทิศใด ด้วยความมั่นใจอย่างมีเหตุผล และเราเห็นว่าเขามีหลักการอยู่บนเหตุผลของความเป็นมนุษย์ เราคิดว่ามีคะแนนพิเศษสำหรับ ม.ล.ณัฐกร นั่นคือ    แท้จริง เขามีเชื้อพระวงศ์ ในระดับ หม่อมหลวง แต่กระนั้นเรากลับไม่ได้พบความหมายนี้ในตัวตนของ ม.ล.ณัฐกร เลย เราได้พบสิ่งที่เราได้พบ คือความเป็นสามัญชนโดยแท้จริง กระนั้นก็ยังแฝงไว้ด้วยความหยิ่งแห่งภูมิปัญญาและความเป็นธรรมในชีวิต แม้กระทั่งชีวิตครอบครัวและความรัก ที่แสดงถึงการมีธรรมะของเขา การแสดงออกว่าเป็นสามัญชนนั้นมีความตรงและจริง  ปราศจากความยึดมั่นถือมั่นในอัตตาตัวตน เขาทำให้เรารู้สึกว่าเขาเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญคนหนึ่งจริง ๆ สมควรยกย่องให้เป็นบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พุทธศักราช 2554 
 
 
 
 
 
 
3. บุคคลที่ 107 จิตรา คชเดช
 
จิตรา คชเดช อีกหนึ่งหญิงนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ที่ร่วมกับเพื่อนกว่าสองพันต่อสู้กับการเลิกจ้างสมาชิกสหภาพแรงงานไทรอัมพ์สองพันคนในปี 2552 จนมารวมตัวกันตั้งชุดชั้นใน Try Arm แข่งกับแบรนด์ Triumph ที่พวกเธอเคยผลิต

เธอเป็นกรรกรหญิงนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และอยู่ท่ามกลางห่ากระสุนและแก๊สน้ำตาที่ระดมยิงใส่คนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2553 ปัจจุบันเธอเป็นที่รู้จักดีในฐานะคนชูป้าย "ดีแต่พูด" ให้กับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันสตรีสากล 8 มีนาคม 2554 ปัจจุบันนี้ป้ายนี้ถูกยกชูไล่อภิสิทธิ์ในทุกที่ที่เขาไปหาเสียง
 
จิตรา คชเดช เธอเป็นนักต่อสู้อย่างไร นั่นเป็นประเด็นของความสนใจของเรา
พบจากรายงานของสื่อไทยเราว่า จิตรา คชเดช เป็นเพียงสาวโรงงานธรรมดา ๆ เหมือนสาวโรงงานทั่ว ๆ ไปเท่านั้นเอง แต่ที่ไม่ธรรมดาก็คือฝีมือและความคิดอันก้าวหน้า คิดเพื่อสังคมทั้งหมด และอุดมการณ์แห่งความเป็นธรรม คิดในเรื่องความเสมอภาค และภราดรภาพของมนุษย์ มนุษย์จะต้องยอมรับในความเสมอกัน สังคมจึงจะเกิดความสุขและเป็นธรรมขึ้นได้ หากไม่เช่นนั้น คนเราจำเป็นต้องสู้   ด้วยความคิดที่ก้าวหน้านี้ เธอจึงได้รับเลือกเป็นประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล แห่งประเทศไทย ในปี พ.ศ.2549
 
จิตราเริ่มงานต่อสู้จากกรณี นายโชติศักดิ์ อ่อนสูง ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากการไม่ยืนตรงแสดงความเคารพในโรงภาพยนตร์ในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อหาเงินมาต่อสู้คดี ผลก็คือถูกบริษัทเลิกจ้าง เธอต่อสู้ว่าการใส่เสื้อเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ขณะที่ใส่เสื้อนั้น เป็นตอนกลางคืนที่ไม่ใช่เวลางาน และไม่ได้บอกชื่อบริษัท บอกเพียงว่า เป็นประธานสหภาพฯ เนื่องจากประธานสหภาพฯ มีสถานะเป็นนิติบุคคลอยู่แล้ว      
      
 
แล้วบริษัทยังเลิกจ้างคนงานอีกร่วม 2000 คนด้วยกัน จึงมีการต่อสู้รวมตัวขึ้น เรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์       เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคนงานที่ถูกเลิกจ้าง โดยได้รวมตัวกันไปร้องเรียนนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีโดยผลของการรัฐประหารขณะนั้น   แต่แล้วแทนที่รัฐบาลจะช่วยเหลือ กลับทำการจับกุมในข้อหามั่วสุม เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2552 ปัจจุบันคดียังอยู่ในชั้นศาล 
 
 
ต่อมาในวันที่ 8 มีนาคม 2554 วันสตรีสากล จิตรา คชเดช ได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรพูดเรื่อง 100 ปี วันสตรีสากล ร่วมกับผู้หญิงจากหลากหลายอาชีพ และทราบว่านายกรัฐมนตรีจะมาร่วมขึ้นเวทีด้วย จึงเตรียมข้อมูลบางอย่างจะไปบอกกับท่านแต่ปรากฏว่านายกฯ มาถึงหลังจากนั้นจึงไม่ได้สื่อสารกัน เมื่อท่านขึ้นพูดบนเวทีจึงใช้วิธีเขียนข้อความลงบนกระดาษแล้วชูให้เห็น ทั้งข้อความ "มือใครเปื้อนเลือด" "เหรอ" และ "ดีแต่พูด" หลังจากนั้นการ์ดของนายกฯ ก็เข้ามาปรามและพยายามแย่งป้ายไป ขณะที่นายกฯ ก็พูดเพียงไม่นานแล้วรีบเดินทางกลับ
 
นสพ.ข่าวสด วันที่ 15 มิ.ย.2554 ได้ไปขอสัมภาษณ์.....ว่าทำไมถึงเป็น "ดีแต่พูด"
 
จิตรา อธิบายว่า ตอนที่เธอและเพื่อนคนงานถูกเลิกจ้าง บริษัทมอบจักรเย็บผ้าให้ 400 ตัว ผ่านกระทรวงแรง งาน ซึ่งขณะนั้นรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ดูแลอยู่ แต่คนงานกลับได้รับจักรเย็บผ้าเพียง 250 ตัวเท่านั้น ส่วนที่เหลือ กลับไปอยู่กับมูลนิธิของรัฐมนตรีผู้นี้ เมื่อทวงถามก็ไม่มีความคืบหน้า ทั้งๆ ที่นายกฯ รู้เรื่องนี้อยู่เต็มอก
 
นอกจากนี้ ก่อนรับตำแหน่งนายกรัฐ มนตรี นายอภิสิทธิ์เคยแถลงนโยบายเร่ง ด่วนว่า จะชะลอการเลิกจ้างที่เกิดจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ หรือถ้าสุดวิสัยจริงๆ ก็จะมีโครงการต้นกล้าอาชีพรองรับคนกลุ่มนี้ จิตราเล่าถึงข้อเท็จจริงว่า
 
"รัฐบาลไม่ได้ชะลอการถูก เลิกจ้างของเราเลย กลับไปส่งเสริมการลงทุนให้บริษัทที่เป็นนายจ้างเราเสียอีก ส่วนโครงการต้นกล้าอาชีพก็ไม่ได้ตอบสนองความต้องการของคนงานเหมือนกัน คนงานเย็บผ้าที่ถูกเลิกจ้างคุณต้องต่อยอดความสามารถเดิมที่เขามี แต่นี่กลับไปแนะนำให้เขาชงกาแฟ ซึ่งคนจะขายกาแฟได้ต้องมีเงินอย่างน้อย 5 หมื่นบาท ส่วนที่แนะนำให้เป็นหมอนวดแผนไทย การนวดแผนไทยถ้าจะมีรายได้ดี ก็ต้องคล้ายๆ กับขายบริการไปด้วย นั่นหมายความว่ารัฐบาลไม่ได้ตอบโจทย์อะไรเลย"
 
นอกจากนี้ ยังมีโครงการเรียนฟรีที่จิตราเห็นว่าไม่ได้ฟรีจริงอย่างที่พูด หรือปัญหาชายแดนภาคใต้ที่บอกว่าจะแก้ไขได้ 99 วัน ผ่านไป 2 ปีก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ซ้ำยังรุนแรงขึ้นอีก ที่ใกล้ตัวที่สุดคือเรื่องค่าแรงขั้นต่ำที่สัญญาไว้ว่าจะเพิ่มให้เป็นวันละ 250 บาท ผู้เกี่ยวข้องก็นิ่งเฉยในช่วงแรก และเพิ่งจะเพิ่มให้ช่วงใกล้ยุบสภา แต่ก็ยังได้รับแค่ 215 บาท ไม่ใช่ 250 บาทตามที่สัญญา
 
"แต่สิ่งที่ เลวร้ายที่สุดทางการเมือง คือกรณีสลายการชุมนุม รัฐบาลไม่แสดงความรับผิดชอบอะไร และไม่สามารถสืบได้ด้วยว่าใครเป็นคนฆ่าประชาชน"
 
"เรา ถือว่าการกระทำของเราเป็นประชา ธิปไตยและสันติ ไม่ได้ละเมิดสิทธิ์ใคร คนที่เป็นบุคคลสาธารณะ คนที่ก้าวเข้ามาเป็นนักการเมือง ใช้ภาษีประชาชน บุคคลเหล่านี้ต้องได้รับการวิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบได้ เมื่อไหร่ที่ตรวจสอบไม่ได้ก็เท่ากับเผด็จการ และคนที่วิพากษ์วิจารณ์ก็ต้องว่ากันด้วยเรื่องระบบโครงสร้างการทำงานมากกว่า วิพากษ์วิจารณ์เรื่องส่วนตัว หรือครอบครัวเขา ขอบเขตของเราอยู่ตรงนี้"
 
ถาม ถึงแรงงานกับการเลือกตั้งที่กำลังจะ มาถึง จิตราสะท้อนว่า ปัญหาขณะนี้คือคนงานไม่สามารถเลือกตั้งส.ส.ในพื้นที่ที่ทำงานอยู่ได้ เพราะส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัด ส.ส.ในพื้นที่เองก็รู้ว่าคนกลุ่มนี้ไม่ใช่ฐานเสียงของเขา เพราะฉะนั้น นโยบายเกี่ยวกับกลุ่มคนงานในพื้นที่จึงไม่มี นั่นยิ่งทำให้อำนาจต่อรองของพวกเขาลดน้อยลงไปอีก
 
"สิ่งที่เราอยาก เห็นคือสวัสดิการของคนที่อยู่ในโรงงาน เราต้องการมีเงินส่งให้พ่อแม่ที่อยู่ต่างจังหวัด ต้องการให้ลูกได้เรียนฟรีจริงๆ ต้องการเรื่องที่อยู่อาศัย เพราะส่วนใหญ่ย้ายถิ่นมาจากชนบท ต้องมาเช่าบ้านอยู่ ส่วนค่าแรงขั้นต่ำไม่ใช่ปัจจัยหลัก เพราะต่อให้ปรับค่าแรงขั้นต่ำ แต่ค่าครองชีพยังสูงทุกวันมันก็อยู่ไม่ได้
 
สิ่งที่รัฐจะต้องควบคุม คือราคาสินค้าอุปโภคบริโภค นอกจากนี้ ยังต้องสนับสนุนการมีสหภาพแรงงาน จะได้เรียกร้องค่าจ้างและสวัสดิการต่างๆ จากนายจ้างได้โดยตรง วิธีนี้จะแก้ปัญหาได้ดีกว่า"
 
 
เราเห็นว่าจิตรา คชเดช เป็นนักสู้โดยสัญชาตญาณของความรักในความเป็นธรรมและรักในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ มีประเด็นสำคัญในบทบาทของสาวโรงงานผู้นี้อยู่ถึง 3 ประการ
 
1.         การรักในความเป็นธรรม รักในสัจจะ และรักคนผู้มีความสัจจะ หมายถึงรักในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อันเป้นพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตย แนวคิดเช่นนี้แหละเป็นที่ต้องการส่งเสริมให้เติบโต ขยายออกไปเพื่อประชาธิปไตย
 
2.    บทบาทการรวมกลุ่มคนงาน การก่อตั้งสหภาพแรงงานที่จิตรากับเพื่อนดำเนินการอยู่ขณะนี้ เป็นแนวทาง ๆ การเมืองประชาธิปไตยอีกแนวหนึ่งที่มีอนาคต คล้าย ๆ กับการก่อตั้งและต่อสู้ของพรรคกรรมกรในประเทศอังกฤษ ที่ต่อสู้กับพรรคการเมืองแนวอนุรักษ์นิยม มานานหลายสิบปี กว่าจะประสบความสำเร็จในสมัยนายโทนี แบล เป้นหัวหน้าพรรคกรรมกร ได้เป้นนายกรัฐมนตรีของประเทศอังกฤษ   การพัฒนาแนวทางพรรคการเมือง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนาไปบนแนวคิดหลักการของประชาธิปไตย เมื่อพรรคการเมืองพัฒนาไปบนหลักการของระบอบประชาธิปไตยแล้ว จึงจะเกิดประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ขึ้น ซึ่งบัดนี้ มีความเป้นไปได้สูงที่จะมีการพัฒนาพรรคการเมืองขึ้นจากพื้นฐานประชาชนชาวรากหญ้า คือคนผู้ใช้แรงงานใน รง.อุตสาหกรรมไทยในขณะนี้ ในแนวทางเดียวกับพรรคกรรมกรของอังกฤษ ซึ่งน่าเชื่อว่าหากมีการพัฒนาไปตั้งแต่บัดนี้ ก็จะมีผลให้เกิดพรรคการเมืองที่ดำเนินไปบนหลักการประชาธิปไตย และต่อสู้ไปตามลำดับ ๆ ขยายแนวคิดและนโยบายของพรรคออกไปตามลำดับ ๆ ในที่สุดก็จะค่อยประสบความสำเร็จ ไปจนถึงระดับสูงสุดได้    แต่สิ่งที่ดีก็คือ มีฝ่ายค้านรัฐบาลไทยปัจจุบัน ที่เป้นประชาธิปไตย หรือดำเนินงานฝ่ายค้านไปโดยหลักการประชาธิปไตย ไม่ใช่ฝ่ายค้านที่ดำเนินไปโดยหลักการเผด็จการระบอบขุนนาง+ทหารแบบเก่าๆตามที่เป้นอยู่ขณะนี้     ก็จะเป็ฯการพัฒนาประชาธิปไตยไทยไปสู่ความสมบูรณ์ของระบอบประชาธิปไตย ได้
 
3.   การต่อสู้ที่ไม่มีวันจบลงง่าย ๆ และเนิ่นนานไปในอนาคตที่ไม่อาจจะคาดการณ์ได้ แต่การต่อสู้ก็ต้องก้าวเดินต่อไป ซึ่งหมายถึงชีวิตที่ดิ้นรนและกร้าวแกร่งมีความหมายพร้อมทุกอย่าง นับแต่การต่อสู้เพื่อปากท้อง ความพอกินพอใช้ ความอยู่ดีกินดี ตลอดทั้งการศึกษา และการเศรษฐกิจที่จะต้องยกระดับขึ้นไปสู่สถานะความเสมอภาคโดยรวม ของชนชั้นกรรมาชีพ และยังหมายถึงนามธรรมคือการต่อสู้เพื่อยกระดับความเป็นมนุษย์ให้สูงขึ้นสู่ระดับที่ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล มีระดับสามัญแห่งชนชั้นของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะต้องเดินต่อไปอย่างยาวนานในอนาคตที่ไม่อาจคาดคะเนได้
เราจึงยกย่องสปิริตอันนี้ ด้วยการยกย่อง จิตรา คชเดช เป็นบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พ.ศ.2554

 

 

 
4.  บุคคลที่ 108 
     
ฮิลลารี รอดแฮม คลินตั้น : Hillary Rodham Clinton 
 
ในระยะที่เธอเดินทางมาในหน้าที่ของ รมว.ต่างประเทศหรือ Secretary of State ไปพม่าและได้โอบกอดให้กำลังใจแด่นางอ่องซาน ซูจี ผู้นำประชาธิปไตย ซึ่งอยู่ในฐานะฝ่ายค้านในระบอบเผด็จการทหารในพม่า ซึ่งบทบาททางการต่างประเทศของเธอได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญขึ้นในพม่า เป็นเหตุให้คณะทหารพม่ายอมรับแนวทางการบริหารจัดการประเทศพม่า ในแนวทางประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง และเปิดโอกาสให้นางอ่องซานซูจี ได้เข้าสภา เป็นผู้นำฝ่ายค้าน ที่ได้รับโอกาสอย่างสำคัญในการบริหารประเทศพม่า   นั่นย่อมเป็นผลงานการเดินทางมาเยือนพม่าในระยะหลังนี้ ของ ฮิลลารี รอดแฮม คลินตั้น นั่นอย่างแน่นอน     มีคำชมเชย ยกย่อง มาดามคลินตั้นในเฟสบุ๊ค FaceBook.com Phayap Panyatharo  ที่ดูจะใกล้ความจริงมาก ดังนี้
Phayap Panyatharo
November 16, 2011 near Bangkok
.
Mrs. Hillary Rodham Clinton, U.S. Secretary of State in Thailand 16 - 17 November 2011, saying USA. promotes freedom, protects haman right and democracy in Thailand.
 
 
Phayap Panyatharo นางฮิลลารี รอดแฮม คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา อยู่ในประเทศไทยระหว่างวันที่ 16-17 พ.ย.2554 ได้รับรองว่า สหรัฐอเมริกาสนับสนุนเสรีภาพ และปกป้องสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย November 16, 2011 at 7:44pm
.
She's in green.
Mrs.Clinton in my eye, she's a wonderful woman of hard work who has been working hard since her husband Mr.Bill Clinton fought for the 42nd president of America in year 1993[2536] and that was a hard work as the first lady of the United States of America and a wife of a president. After Clinton’s period she herself had to fight with Barak Obama, while Obama won both the competitions in 2008, but Obama the new president need her ability to carry on an important affair, that brings her to the US. Secretary of State while the Middle East and all the world have gone into crisises. That is why I say Mrs. Clinton has to carry out a heavy burden without any rest. And in the future, is she going to compete for a new president of America? Ofcourse yes. But there is a work that I see, Mrs. Clinton has been firm to carry on the task of promoting world democracy all her life. So there has been no time for this iron lady to rest. It's wonderful.
 
เธออยู่ในสีเขียว
นางคลินตัน ในสายตาของผม เธอเป็นผู้หญิงมหัศจรรย์คนหนึ่งที่ทำงานหนักมาก่อนตั้งแต่สามีของเธอนายบิล คลินตัน ได้ต่อสู้เพื่อขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 42 ในปี 1993(2536) นั่นคืองานหนักในฐานะสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกา และในฐานะภริยาของประธานาธิบดีคนหนึ่ง ภายหลังช่วงเวลาของคลินตั้น เธอเองก็ได้ต่อสู้กับนายบารัค โอบามา ซึ่งนายบารัค โอบามา ชนะทั้งสองครั้ง ในปี 2008(2551) แต่แล้วโอบามา ประธานาธิบดีคนใหม่ของอเมริกาก็จำเป็นต้องพึ่งพาความสามารถของเธอ เพื่อทำงานระดับสำคัญยิ่ง นั่นคือต้นเหตุที่นำเธอมาสู่ตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของสหรัฐอเมริกา ในขณะที่สถานการณ์ตะวันออกกลางและทั่วโลกเข้าสู่วิกฤตต่าง ๆ มากขึ้น นั่นคือเหตุผลที่ผมพูดว่ามิสคลินตันได้แบกภาระการงานที่หนักมาโดยปราศจากการได้พักผ่อนแม้เล็ก ๆ น้อย ๆ และในอนาคตอันใกล้นี้ เธอจะลงแข่งขันเพื่อตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่แห่งสหรัฐอเมริกาหรือไม่? แน่นอน ใช่ แต่กระนั้นก็ยังมีงานอีกชิ้นหนึ่งที่ผมเห็นว่ามิสคลินตันมีความมั่นคงมาตลอดก็คืองานขับเคลื่อนประชาธิปไตยโลก ที่เธอจะต้องทำไปตลอดชีวิตของเธอ เพราะฉะนั้น จะไม่มีเวลาสำหรับสตรีเหล็กคนนี้ได้พักผ่อนเลย นี่คือความมหัศจรรย์......
 
เราค่อนข้างจะเห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่ว่าเธอทำงานหนักจริง ๆ และไม่เคยว่างเว้นจากงานหนักที่สำคัญ ๆ ทั้งสิ้น โดยไม่มีเวลาได้พักผ่อนเลย   และยังมีข้อเท็จจริงที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่เราเห็นด้วยอย่างยิ่ง นั่นคือบทสุดท้ายที่ว่า Mrs. Clinton has been firm to carry on the task of promoting world democracy all her life. So there has been no time for this iron lady to rest. It's wonderful. นั่นคือ ความมุ่งมั่นในการแบกขนงานเผยแผ่ประชาธิปไตยไปตลอดชีวิต จนแทบว่าทั้งชีวิตจะไม่มีเวลาพักผ่อนเลย และนั่นสมสมญาว่า สตรีเหล็ก น่ามหัศจรรย์โดยแท้จริง
 
แต่นี่ไม่ใช่เนื้อหาอันเป็นสาระหลักที่เรายกย่องเธอให้เป็นบุคคลแห่งปีของเรา แต่เรามองเหตุผลที่ว่า การทำงานเพื่องาน แม้ทำงานหนัก ชนิดหามรุ่งหามค่ำ แทบไม่มีเวลาได้พักผ่อนเลยปานนี้แล้ว   แต่เราก็ได้เห็นบุคลิกภาพที่เยือกเย็น สม่ำเสมอ เสมอต้นเสมอปลายของเธอ   ความอ่อนรา หรือความท้อถอย ไม่เคยปรากฏในดวงตาของสตรีเหล็กผู้นี้   บ่งบอกถึงความรับผิดชอบในภาระหน้าที่การงานอย่างสมบูรณ์ ที่สำคัญ นี่คือการแบกขนภาระหน้าที่การงานอันหนักไปพร้อมกับการเสวยความสุข ความพอใจในภาระนั้นด้วย ซึ่งเรามองว่า นี่คือจิตใจที่เป็นธรรม มีธรรมะ ตามหลักธรรมอนัตตาในพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์ จึงมีความพอใจ มีความสุข และสามารถต่อสู้กับปัญหาและเผชิญได้ทุก ๆ สถานการณ์ เราหมายความว่า เธอทำงานเพื่องานอย่างแท้จริง โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดใด ถึงจะทำงานหนักไปโดยไม่ได้หวังว่าจะได้อะไรตอบแทนมากไปกว่าตำแหน่งที่เธอเป็นเธอได้เธอมีอยู่   เธอจะได้เป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาหรือไม่ นั่นดูเหมือนว่าจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นแรงผลักดันในการทำงานของเธอเท่าไร  เพราะแรงผลักดันของเธอจริง ๆ นั้นคือธรรมะความไม่ยึดมั่นถือมั่น การเคารพตนเอง ความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ต่อนโยบายที่รับปากไว้แด่ประชาชนสหรัฐอเมริกา นี่คือสปิริตซึ่งตรงกับหลักการในพระพุทธศาสนา ที่ว่าด้วยการทำความดีโดยบริสุทธิ์ ซึ่งเราได้เห็นแล้วว่า  Hilary Rodham Clinton ได้ประสบผลสำเร็จอย่างน่าชื่นชมเป็นแบบอย่างแด่คนทั้งหลายในโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกประชาธิปไตย และเราขอยกย่องให้เป็นบุคคลแห่งปีพุทธศักราช 2554 ของหนังสือพิมพ์ดี และประกาศเกียรติคุณลงไว้ ณ ที่นี้ สืบไปชั่วกาลนาน 
 
 หนังสือพิมพ์ดี จึงขอประกาศบุคคลทั้ง 4 ท่านนี้ ได้แก่ ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล จิตรา คชเดช ฮิลลารี รอดแฮม คลินตัน [Hillary Rodham Clinton] ว่าเป็นบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พุทธศักราช 2554 
 
ต่อจากนี้ โปรดติดตามอ่านสาระสำคัญอีก 4 หัวข้อ ของดี(อินเทอเนต) เล่มที่ 47 ต่อไป
 
บรรณาธิการ
13 มิ.ย. 2555
21.59 น.
 
 
 
 
 
 
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี  
พุทธศักราช 2555
 
 
 และในลำดับต่อไปนี้ ก็เป็นเรื่องการประกาศบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พุทธศักราช 2555  บัดนี้ เรามีความยินดีที่จะประกาศเกียรติคุณ บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี ประจำปีพุทธศักราช 2555 ดังนี้ 
 
 
 
1. บุคคลที่ 109   น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร   
 
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีผู้มีอายุน้อยที่สุดของการเมืองโลก เพราะวันที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีอายุเพียง 44 ปี 1 เดือน เท่านั้นเอง   มีบุคลิกภาพที่เด่นดังมาตั้งแต่เริ่มเปิดตัวเป็นนักการเมืองในวันแรกแล้ว โดยทางพรรคเพื่อไทยมอบความไว้วางใจให้เป็นผู้แทนพรรคลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 26 ซึ่งก็ได้ผ่านการเลือกตั้งวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ไปด้วยคะแนนท่วมท้น ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย สิ่งที่เราได้เห็นในวาระต่อไปก็คือต่างประเทศได้ชื่นชมและให้การสนับสนุนด้านกำลังใจแด่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อย่างมาก ดังจะพบว่าได้มีบุคคลสำคัญต่างประเทศเข้าเยี่ยมเยียนโดยตลอดมา และล่าสุดรวมทั้ง อดีตรมว.ต่างประเทศสหรัฐอเมริกา นางฮิลลารี คลินตั้น และทั้งประธานาธิบดีบารัค โอบามา ด้วย   สิ่งที่ได้เห็นในวาระแรกของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็คือ เป็นคนที่ทุ่มเทให้กับงานอย่างไม่ทอดทิ้ง มีวิสัยทัศน์กว้างขวางและเป็นผู้ที่คำนึงอย่างละเอียดรอบคอบในด้านที่เป้ฯโทษและด้านที่จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน  บริหารอย่างรอบคอบ รู้เหตุผลของการบริหารงานชัดเจน โดยเห็นจากการบริหารน้ำท่วมใหญ่ประเทศไทยปี 2554 นั้นเอง ซึ่งเปรียบเสมือนเหตุการณ์ที่มาทดสอบนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย และได้ผ่านการทดสอบไปอย่างสบาย  อย่างไรก็ตามสิ่งที่ได้เห็นจาก น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้นก็ยังไม่ใช่ประเด็นโดยตรงสำหรับความนิยมของ นสพ.ดี แต่ในกรณีวิสัยทัศน์การมองประชาชนเห็นได้จากเมื่อนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เดินทางไปกัมพูชา และดำเนินการแก้ไขให้นางราตรี พัฒนาไพบูลย์ อดีตผู้ร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มพธม.ก่อกวนปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาและถูกจับตัวไปพร้อมนายพณิช วิกฤตเศรษฐ สส.ปชป. และนาย วีระ สมความคิด[ข้อหาบุกรุกดินแดนเขมร] เป็นผลให้นายวีระ และนางราตรี ถูกพิพากษาจากศาลกัมพูชาให้ติดคุก นายกรัฐมนตรีได้มองถึงความจำเป็นที่ต้องช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ จึงดำเนินการทางการทูต จนนางราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ ได้รับการปลดปล่อยจากคุกกัมพูชา และเดินทางสู่แผ่นดินแม่ เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2556 เวลา 21.35 น.ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งเรามองว่า เป็นลักษณะของผู้นำการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่ดำรงอุดมการณ์ของประชาธิปไตยไว้อย่างถูกต้อง ตรงความหมายของการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน  โดยนัยะความหมายของประชาชนนี้ หมายถึงคนไทยทุกคนในประเทศนี้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่ถืออุดมการณ์แตกต่างออกไป หรือเป็นฝ่ายค้าน ที่มีนโยบายการบริหารแตกต่างไปอีกด้านหนึ่งก็ตาม  นี่คือความหมายของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและประชาชนในระบอบประชาธิปไตย  เป็นความหมายของหลักการ  Majority rule Minority right นั่นเอง  อันเป็นความดีของระบอบประชาธิปไตย ที่ประเทศไทยปรารถนาจากคุณค่าที่สูงส่งนี้ และเราได้เป็นแบบอย่างจากนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่านี่คือประชาธิปไตย เราจึงขอยกย่องให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นบุคคลแห่งปีของ น.ส.พ.ดี พุทธศักราช 2555 ณ โอกาสนี้  
 
 
 
2. บุคคลที่ 110   พ.ต.พุทธินารถ พหลพลพยุหเสนา
 
พ.ต.พุทธนารถ พหลพลพยุหเสนา เป็นลูกชายคนที่ 4 ของ พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา กับท่านผู้หญิงบุญหลง มีน้องสาวผู้ยังมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้อีก 1 คน คือคุณพวงแก้ว สารตปรุง ซึ่งนสพ.ดีได้ยกย่องให้เป็นบุคคลแห่งปีพุทธศักราช 2553 ไปแล้ว โดยนัยะความหมายอย่างเดียวกัน และเราชื่นชม พ.ต. พ.ต.พุทธินารถ ผู้มีคติว่าเป็นลูกผู้เสียสละเช่นเดียวกับคุณพ่อ ผู้มีความเสียสละอย่างยิ่งใหญ่ เพราะถ้าทำงานไม่สำเร็จ ก็ต้องตายเจ็ดชั่วโคตร พร้อมทั้งผู้ก่อการก็ต้องตายแบบเดียวกัน ซึ่งถือเป็นความเสียสละอย่างยิ่งอย่างยากที่จะมีผู้เสียสละได้เท่าเทียม ฉะนั้นจะทำอะไรต้องไม่ทำให้พ่อและแม่เสื่อมเสียเกียรติ จะทำอะไรที่ไม่ดีไม่ได้ ตัวเราเป็นอะไรก็ช่าง แต่จะทำให้เสียหายพ่อ แม่ไม่ได้ นับตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้ พ.ต.พุทธนารถ ได้สืบสานมรดกบิดา นั่นคือการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยไทย และได้กลายเป็นนักต่อสู้ผู้สละชีวิตเพื่ออุดมการณ์ มาตลอดชีวิต อันยาวนานตั้งแต่เกิดมาเป็นบุตรชายของนักปฏิวัติระบอบเก่าล้าหลังมาสู่ระบอบทันสมัยก้าวหน้า อันเป็นอารยธรรมใหม่ของมนุษยชาติ  ตราบปัจจุบัน และอาจจะกล่าวได้เลยว่าชีวิตที่เหลืออยู่ของ พ.ต.พุทธนารถ ได้อุทิศให้แด่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจนหมดสิ้นแล้ว 
 
ในเรื่องการต่อสู้ มีกรณีกบฏบวรเดช ซึ่งคือขบวนการหัวเก่าที่พยายามจะนำนาวาประเทศถอยหลังเข้าคลอง ซึ่งเราเห็นว่าน่าเป็นอุทาหรณ์สำหรับคนหัวเก่าอย่างพรรคประชาธิปัตย์ หรือแนวคิดอย่างนักโฆษณาชวนเชื่อเรื่องราชาธิปไตย ซึ่งพ.ต.พุทธนารถได้เล่าเอาไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้ 
 
 “กบฏบวรเดช เรื่องข้อเท็จจริงหรือที่เป็นหลักฐานนั้นทราบจากคำบอกเล่าว่าทางฝ่ายพระองค์เจ้าบวรเดช นำทหารต่างจังหวัดล้อมกทม. ยึดสนามบิน โปรยใบปลิว ให้รัฐบาลยอมแพ้ พ่อก็ปรึกษากับจอมพลป. ให้จอมพลป.ตอบโต้ฝ่ายบวรเดช ซึ่งปืนใหญ่สมัยนั้นมีในกทม.อย่างเดียว จอมพลป.ก็สั่งให้ปืนใหญ่ตั้งที่บางซื่อ ตั้งยันกันที่คลองบางเขน รัฐบาลระดมยิงไปที่คลองบางเขน กระสุนปืนใหญ๋ทำให้ฝ่ายบวรเดชล้มตายมาก เมื่อถอยร่นไป รัฐบาลก็นำกำลังบรรทุกรถไฟตามตี จนถูก "ตอร์ปิโดบก" ฝ่ายบวรเดชใช้หัวรถจักรติดเครื่องเปิดไอน้ำ ให้หัวรถจักรเข้าชนกับรถไฟทหารตกราง ฝ่ายรัฐบาลเมื่อกู้รถไฟได้ก็ตามตีไป ฝ่ายกบฏก็ตั้งรับที่อยุธยา ถอยไปที่สระบุรี แม่ทัพฝ่ายบวรเดชตายในที่รบ ฝ่ายรัฐบาลก็ตายในที่รบเช่นกัน ฝ่ายกบฏแตกถอยไป พระองค์เจ้าบวรเดช ก็ขึ้นเครื่องบินหนีไปลงที่ไซง่อน เหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่ทุกท่านทราบในตอนต่อมา ว่าฝ่ายกบฏแพ้ไป”
 
เราหมายถึง การต่อสู้ของ พ.ต.พุทธนารถ พลพยุหเสนา ได้ผ่านอุปสรรคศัตรูมา ในระดับถ้าพลาดแล้วก็หัวขาดมาตลอด แต่รอดมาได้จนปัจจุบันนี้ การเอาชีวิตรอดได้ และสามารถดำรงอุดมการอันสูงสุดของชีวิตมาได้ ถือเป็นการต่อสู้ที่ประกอบด้วยธรรม ได้ชัยชนะด้วยธรรมะ จึงขอยกย่องพ.ต.พุทธนารถ ว่าเป็นบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี ปีพุทธศักราช 2555
 
 
 
3. บุคคลที่ 111 บัวขาว ป.ประมุข
 
วันนี้ บัวขาว ป.ประมุข ชื่อจริง สมบัติ บัญชาเมฆ เกิดวันที่ 8 พฤษภาคม 2525 เกิดที่จังหวัดสุรินทร์ วันนี้อายุ 30 ปี ยังมีเวลาสำหรับการสร้างคุณค่าบนสังเวียนนักสู้โดยตรงอีกหลาย ๆ ปี ไปข้างหน้า ส่วนสูง 1.74 ม.(5 ฟุต 9 นิ้ว) น้ำหนัก 69.5กก.(153 ปอนด์) รุ่น เฟเธอเวท ในปี 2554  ใน พ.ศ. 2554 บัวขาวได้เข้าร่วมแข่งขันในรายการไทยไฟท์ ที่ประเทศไทย ในรุ่น 70 กิโลกรัม ซึ่งได้เป็นแชมป์ของการแข่งขันครั้งนี้ บัวขาวเข้าแข่งขันไทยไฟต์อีกครั้งในวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ซึ่งจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยครั้งนี้ได้พบกับ เมาโร เซียรา ซึ่งเป็นนักมวยไทยชาวอิตาลี และบัวขาวเป็นฝ่ายชนะน็อค เราให้คะแนนที่เขาเป็นนักมวยไทยคนเดียวคนแรกที่ทำให้โลกกีฬามวยกระเดื่อง  และแสดงฤทธิเดชของมวยไทยได้อย่างจะแจ้ง เริ่มจากการสร้างกีฬามวยไทย K 1 ขึ้นมา เปิดโอกาศให้นักมวยอย่างบัวขาว ผู้พร้อมสรรพด้วยวิทยาการมวยไทยทุกอาวุธครบสมบูรณ์ ได้แผลงฤทธิ์กับนักมวยต่างประเทศ ทุกสาขามวย นับแต่มวยคาราเต้ อย่างฮาราดะของญี่ปุ่น มวยจีนกำลังภายใน ไม่ว่ากังฟู หรือมวยเส้าหลิน  และเขาแสดงให้เห็นว่ามวยไทยเป็นอย่างไร   แต่การชกมวย เค 1 นี้ ได้ตัดอาวุธมวยไทยที่สุดร้ายกาจออกไปถึง 2 อาวุธคือ ศอก และการโน้มคอตีเข่า เขาเห็นว่าเป็นอาวุธที่อันตรายเกินไป เช่นอาวุธศอกนี้ ได้เลือด แน่ ๆ   แต่กระนั้นอาวุธที่เหลือ มีเท้า แทงเข่า หมัด ก็เพียงพอที่จะปราบมวยต่างประเทศ สิ่งที่เราให้คะแนนบัวขาว ป.ประมุขนั้นก็คือ เขาเป็นนักมวยไทยที่มองมวยไทยก้าวหน้าไปกว่าเดิม เขาได้พิศูจน์ว่ามาตรฐานใหม่ของการชกแบบมวยไทยนั้นถูกต้อง เราหมายถึงแผนการชกและเชิงรุกของมวยไทยซึ่งบัวขาว ป.ประมุขได้ทำให้ปรากฏชัดเจนและประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ซึ่งนั่นหมายถึงการฝึกตัวมาอย่างสาหัสฉกรรจ์ ซึ่งเป็นแนวทางการฝึกแบบวิทยาศาสตร์ ทุกวันนี้ในการชกแต่ละไฟต์ของบัวขาว ป.ประมุข มิได้ทำให้แฟนมวยผิดหวังเลยแม้แต่ครั้งเดียว เช่นการชกกับ อับดุลเลาะห์ มาเบล[Abdallah Mabel] ที่บ่งบอกถึงแนวคิดใหม่ของชั้นเชิงรุกของมวยไทย ที่ถูกใจ สะใจแฟนมวยไทยทั้งประเทศ  เขาชกได้อย่างดุเดือดและมีแผนการชก มีแนวการฝึก และการชกแต่ละครั้งได้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทโดยได้ทำการฝึกซ้อม เตรียมแผนการชกมาอย่างดีเสมอ บัวขาวไฟต์ล่าสุดชกที่เวทีสนามหลวง เฉลิมพระเกียรติ์ เมื่อ 16 ธันวาคม 2555 คู่ต่อสู้เป็นนักชกต่างชาติฝีมือร้ายกาจอีกคนหนึ่ง  คือวิตาลี เฮอกู [Buakaw P.Pramuk vs Vitaly Hurkou] รุ่น 70 กก. จุดไคลแมกซ์อยู่ที่วิตาลีเตะ บัวขาวจับขาได้ดันเข้าเชือก แล้วกระโดดเข่าแทงทรวงอกเต็มหน่วง วิตาลีแทบกระอักเลือด ไฟต์นี้บัวขาวชนะคะแนน ได้รางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน  จึงขอยกย่องให้เป็นบุคคลแห่งปีของเรา ณ โอกาสนี้   
 
 
 
 
 
4. บุคคลที่ 112   ก้าวไกล แก่นนรสิงห์ 
 
 
ก้าวไกล แก่นนรสิงห์ ชื่อจริงคือ อาทิตย์ ดำขำ เกิดเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2526 ที่จังหวัดขอนแก่น ส่วนสูง 1.80 ม (5ฟุต 11 นิ้ว) น้ำหนัก 175 ปอนด์(79 กก.) รุ่น เวลเตอเวท (ซูเปอร์เวลเตอเวทมวยไทย) มีคำนิยมสั้น ๆ ดังนี้  นักมวยไทย แชมป์โลก K-1 ซึ่งสิ่งที่สร้างชื่อให้เขาดังไปทั่วโลกก็คือ เขาเป็นนักมวยไทย ที่อายุน้อย เพียง 21 ปี และถือว่าตัวเล็กที่สุดในรุ่น แต่กล้าไปชกในรุ่นไม่จำกัดน้ำหนัก ซึ่งทุกคนล้วนตัวใหญ่กว่า ก้าวไกล หลายเท่า และเขายังสามารถคว้าเข็มขัด แชมป์โลกมวย K-1 มาได้อย่างเต็มภาคภูมิ  ถือว่าเป็นสุดยอดนักมวยไทย แชมป์โลก ที่โด่งดังไปทั่วโลก เขาเป็นนักมวยที่สายตาดีมาก หลบหลีก หมัดและเตะของคู่ต่อสู้เก่ง ที่เห็นเขาหลบการเตะจนเกือบหงายนั้น ไม่ใช่เขาสู้ไม่ได้ แต่เป็นการแสดงทักษะในการหลบหลีกที่ดีเยี่ยม เพราะถ้าไม่หลบ และไปแลกกับตัวใหญ่กว่า ขนาดนั้น ไม่มีเหลือแน่นอน ฝีมือเยี่ยมมากครับ เราเห็นว่า เขาชกกับยักษ์ทั้งนั้นเลย  แต่ด้วยอาวุธมวยไทย เขาได้ทำให้โลกได้รู้จักว่ามวยไทยเป็นอย่างไร และมวยชาวพุทธ ที่เขาขึ้นป้ายไว้นั้น มีป้ายเล็ก ๆขึ้นที่กรอบว่า Buddhist เป็นอย่างไร  เขาปราบมวยยักษ์เป็นว่าเล่น ที่สุดยอดคือไฟต์ระหว่างก้าวไกล แก่นนรสิงห์ น้ำหนัก 79 กก. ชกกับ ไมตี้ โม [Mighty Mo Les.] นักมวยหมัดหนัก น้ำหนัก 132 กก. เพิ่งขึ้นยกแรกเท่านั้นเอง ก้าวไกลแลกด้วยการเตะก้านคอ ทีเดียว เท่านั้น มวยยักษ์อย่าง โม ก็ลงไปดิ้นกลางสนามมวย เรามองเพียงภาพเดียว ไฟต์เดียวนี้ก็ เพียงพอแล้ว ที่จะยกย่องว่า ก้าวไกล แก่นนรสิงห์ ได้สร้างวีรกรรมพอแก่เหรียญกล้าหาญของทหารในสงครามเลยทีเดียว  จึงขอยกย่องก้าวไกล แก่นนรสิงห์ เป็นบุคคลแห่งปี 2555 ของหนังสือพิมพ์ดี      
 
 
 
5. บุคคลที่ 113   พะเยาว์ อัคฮาด
 
พะเยาว์ อัคฮาด แม่ผู้ต่อสู้โดยสัญชาตญาณของความเป็นแม่ ผู้รักลูก และรักความเป็นธรรม โดยต้องการให้มีผู้รับผิดชอบในเรื่องราวต้นเหตุของความตายของลูกสาวของเธอ กมนเกด อัคฮาด ผู้ดำเนินชีวิตมาได้ 25 ปีกับอีก 1 เดือน ก็จบชีวิตลง ในขณะที่ทำหน้าที่พยาบาลอาสา ช่วยเหลือคนเจ็บ ป่วย ในการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง ผู้ตายในขณะปฏิบัติหน้าที่ในชุดคลุมสัญลักษณ์หน่วยแพทย์ และตายในวัดปทุมวนาราม อันเป็นเขตอภัยทาน สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในพระพุทธศาสนา พร้อมกับเพือนร่วมอุดมการณ์อีก5รวมเป็น 6 ศพในวัดปทุมวนาราม แม่คนนี้เห็นว่าใครก็ตามที่ยิงปืนเข้าไปสังหารชีวิต 6 ชีวิตในวัดปทุมวนารามเมื่อเย็นวันที่ 19 พ.ค. 2553 แสดงถึงจิตใจอันเหี้ยมโหดผิดมนุษย์ซึ่งมีเจตนาโดยตรงในการสังหารคร่าชีวิตคนให้ได้ นั่นเป็นสิ่งที่ไร้เหตุผลป่าเถื่อนอย่างยิ่ง ที่สมควรนำตัวมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมให้จงได้  นี่คือจิตใจของแม่ผู้รักความยุติธรรม
 
พะเยาว์ อัคฮาด พูดถึงลูกสาวของเธอ กมนเกด อัคฮาด ว่า เกดเป็นคนโวยวาย โผงผาง อารมณ์ดี ปากร้าย พูดจาตรงๆ แต่ใครๆ ก็รัก เพื่อนเพียบ สมัยช่วยแม่ขายของที่ตลาดใครก็รู้จักเกดกันทั้งบาง วันไหนไม่ไป น้องๆ นุ่งๆ แถวนั้นเป็นอันหมดสนุก น้องชายของเกดบอกว่า เสียงหัวเราะของเธอได้ยินไกลลั่นทุ่ง ไม่ต้องเห็นตัวก็รู้ว่าเกดมาแล้ว  อันที่จริงแม้ใครไม่เคยได้เห็นเกดตอนมีชีวิต ถ้าได้คุยกับแม่ของเกดก็พอเดาได้ว่าอารมณ์ลุยๆ ห้าวๆ นั้นเธอได้มาจากใคร ก็โบราณเขาว่าดูนางให้ดูแม่ นั่นแหละพะเยาว์ อัคฮาด ผู้ถือคติอย่างเหนียวแน่นว่า อสาธุ สาธุนา ชิเน ธรรมะย่อมชนะอธรรมเสมอ
 
เธอกำลังฝันไปกับความใฝ่ฝันของลูกสาวนั่นก็คือกมนเกดต้องการไปสอบเป็นผู้ช่วยพยาบาลในกองทัพบก และประกาศเจตนาแน่วแน่กับแม่ว่า “ถ้าสอบได้ หนูจะลงใต้”  
 
แม่เล่าว่า หลังจากไปร่วมกับอาสาสมัครอื่นๆ คอยปฐมพยาบาลกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างเต็มตัว เกดก็ไม่ค่อยรับโทรศัพท์ที่บ้านเพราะกลัวโดนตามตัวกลับกระทั่งวันที่เธอเสียชีวิต เธอรับโทรศัพท์แม่ก่อนเสียชีวิตไม่กี่ชั่วโมง มันเป็นเสียงสุดท้ายที่ผู้เป็นแม่ได้ยินขณะทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บคนอื่นๆ เธอถูกยิงขณะทำหน้าที่นั้น ในชุดคลุมสัญลักษณ์หน่วยแพทย์ หมอบอกเพียงว่า เธอโดนยิง 2 นัดกระสุนทำลายสมอง ขณะที่เพื่อนๆ ที่ไปรับศพเธอคาดว่ามีมากกว่าสองนัด มันเหี้ยมโหดจริง ๆ  น้องชายคนกลางเล่าว่า หลังรู้ข่าวบ้านทั้งบ้านมีแต่เสียงร้องไห้ระงม ไม่มีใครได้สติ กระทั่งแม่เริ่มยอมรับสภาพได้ และเริ่มต้นจัดแจงทุกสิ่งทุกอย่างเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อลูกสาว ขณะที่พ่อยังคงไม่กินข้าวกินปลา น้องชายคนเล็กดูคลิปครอบครัวเก่าๆ แล้วร้องไห้ทั้งคืน
 
พะเยาว์ อัคฮาด ได้ต่อสู้เพื่อนำความเป็นธรรมมาสู่ลูกสาว ผู้ไม่มีความผิดของเธอ ทุกวิถีทาง อย่างเป็นรูปธรรมอุกอาจในการต่อสู้เพื่อชนะ เธอฉลาด มีความรอบรู้พอที่จะประมวลหลักฐานการฆาตกรรมครั้งนี้ด้วยตนเองและยืนยันกับตนเองว่า ทหารฆ่าลูกสาวของเธอ และจะต้องดำเนินคดีไปจนถึงที่สุด จนแม้กระทั่งต้องแสวงหาความยุติธรรมจากวงการยุติธรรมทั่วโลกด้วย  ดังจะเห็นว่าเธอได้เดินทางไปถึงกรุงเฮก ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อหารือแนวทางการฟ้องร้องผู้เกี่ยวข้อง และผู้สั่งการสลายการชุมนุมในปี 2553  ซึ่งเป็นเหตุให้มีวาทะโต้เถียงกับทหารใหญ่ คือพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ที่ออกมาตำหนิการไปศาลโลกของเธอเป็นเรื่องไม่เหมาะสม และได้เห็นว่า พะเยาว์ อัคฮาด มีจิตใจนักสู้เพื่อความเป็นธรรมขนาดไหน  ดังจะเห็นแม้การต่อสู้ทางไสยศาสตร์ เธอก็เอามาใช้ เพื่อให้ได้ชัยชนะมาสู่ฝ่ายที่รักความเป็นธรรมให้ได้    
 
ผลทางคดีจะเป็นอย่างไรก็ตาม  มาวันนี้ เราได้เห็นแล้วว่า  พะเยาว์ อัคฮาด มีเลือดการต่อสู้อันเข้มข้นสำหรับความยุติธรรม และเป็นการต่อสู้ไปโดยสัญชาติญาณ คือระบบธรรมชาติ 2 อย่าง คือความเป็นแม่ และ ผู้รักความยุติธรรม และซึ่งเป็นแนวทางการต่อสู้ของประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดยอัตโนมัติ  เราไม่เคยได้พบแม่คนใดได้ต่อสู้เพื่อลูกสาว และเพื่อความเป้นธรรมได้เข้มข้นถึงพริกถึงขิง ในแบบยอมตายถวายชีวิตอย่างไม่เสียดาย เหมือนแม่คนนี้ คนที่ชื่อพะเยาว์ อัคฮาด  จึงขอยกย่องให้เป็นบุคคลแห่งปี พุทธศักราช 2555 ของหนังสือพิมพ์ดี
 
 
 
 
6.  บุคคลที่ 114 คณิน บุญสุวรรณ
 
 ในช่วงเวลาหลายปีมาแล้ว หลังการปฏิรูปการเมือง 19 ก.ย.2549 คณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) ได้พูดถึงประชาธิปไตยและแนวทางการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาโดยตลอด อย่างมีเหตุผล ฉะนั้นจึงมีแนวทางที่ต้านทางรัฐประหารและเผด็จการอมาตย์มาโดยตลอด ในระยะหลังทีสุด มีประเด็นต่าง ๆ ที่ล้วนพุ่งตรงสู่เป้าหมายทางการเปลี่ยนแปลงจากระบอบเผด็จการไทยสู่ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ โดยมีช่องเอเชียอัพเดท ถ่ายทอดในรายการ ประชาธิปไตยที่ปลายอุโมงค์ หัวข้อเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ทยอยออกมาติดต่อกันตามลำดับ ที่นับว่าคม ตรงเป้าก็มี เช่น พอใกล้ถึงฝั่งก็หยุดเสียดื้อ ๆ ลายแทงรัฐประหาร ได้เวลาถอดถอนตุลาการรัฐธรรมนูญ เป็นต้น
 
กรณีศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้องให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคแรก พร้อมกับมีคำสั่งให้รัฐสภาชะลอการลงมติในวาระสามของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย ล่าสุด" คณิน บุญสุวรรณ" อดีตส.ส.ร.ปี 40 นำกลุ่มอดีตส.ส.ร.ปี 40 ประมาณ 20 คน ออกจดหมายเปิดผนึกต่อต้านการดำเนินการดังกล่าวของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถือเป็นการล้มล้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเสียเอง ถึงขั้นบัญญัติรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่โดยพลการ ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไรย่อมก่อให้เกิดความเสียหายทั้งขึ้นทั้งล่อง
 
งานนี้ "คณิน" ย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเท่ากับว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว และจากนี้ไปไม่ว่า ครม. ส.ส. ส.ว. หรือแม้แต่ประชาชนที่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คน ก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวแตะต้อง หรือแม้แต่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกต่อไป
 
และเท่ากับว่านอกจากศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจตีความแล้ว ยังมีอำนาจในการควบคุมรัฐสภา ควบคุม ครม.และควบคุมประชาชนอีกด้วย ซึ่งจะเป็นชนวนนำไปสู่ความขัดแย้งและเกิดวิกฤติครั้งร้ายแรงที่สุด จนมิอาจพยากรณ์ได้ว่าสุดท้ายจะเกิดหายนะต่อบ้านเมืองอย่างไร
 
เมื่อสถาบันนโยบายศึกษา โดยการสนับสนุนจากมูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ ได้จัดการสัมมนาเรื่อง “ขอดเกร็ดรัฐธรรมนูญไทย” ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2548 เวลา 13.30-17.00 น. ที่โรงแรมโฟร์ซีซันส์ ถ.ราชดำริ กรุงเทพฯ มีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปรายบนเวที 5 ท่าน คือ ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ประธานสถาบันนโยบายศึกษา คุณชุมพล ศิลปอาชา ส.ว. กรุงเทพฯ คุณคณิน บุญสุวรรณ อดีต สสร. คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ปรึกษา บมจ.แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป และดำเนินการอภิปรายโดย คุณคำนูณ สิทธิสมาน บรรณาธิการอาวุโส หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ในงานนี้มีนักวิชาการ นิสิต-นักศึกษา ประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวน 102 คน
 
(จากซ้าย) คุณสนธิ ลิ้มทองกุล คุณชุมพลศิลปอาชา ศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช คุณคำนูณ สิทธิสมาน และคุณคณิน บุญสุวรรณ
 
“ขอดเกล็ดรัฐธรรมนูญไทย” ครั้งนี้ มีประเด็นจากวิทยากรที่มาร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนประเด็นและสาระไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง คุณคณิน บุญสุวรรณ คุณคณิน บุญสุวรรณ แสดงให้เห็นถึงเจตจำนงของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนให้ความคาดหวังให้มาปฏิรูปทางการเมืองเพื่อออกจากวงจรเดิมๆ แต่ในขณะนี้ความหวังดูจะเลือนรางเต็มทนจนเป็นที่มาของคำพูดอย่าง รัฐธรรมนูญตายแล้ว
 
ในฐานะที่เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ คุณคณิน เลือกใช้รัฐธรรมนูญในการปฏิรูปทางการเมือง โดยวางแนวทางหลักไว้ 3 ประการ คือ
 
การปฏิรูปกระบวนการเข้าสู่อำนาจ
การปฏิรูปกระบวนการทำงานและการใช้อำนาจ
การปฏิรูปกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ 
 
แล้วคุณคณิน ก็สรุปว่า ทั้ง 3 แนวทางล้มเหลวหมดในปัจจุบัน เพราะสาเหตุที่สำคัญอย่าง
 
1.      พฤติกรรมการใช้อำนาจของนักการเมือง
2.     มีการตีความกฎหมายเข้าข้างตัวเองและเอาเปรียบผู้อื่น
3.     กระบวนการสรรหา องค์ประกอบ กระบวนการทำงานขององค์กรอิสระ ยังยึดติดกับทฤษฎีอำนาจนิยมและผลประโยชน์ของพวกพ้อง
4.     รัฐสภากลายเป็นเป็ดง่อย (lameduck) กล่าวคือ รัฐสภาไม่สามารถทำหน้าที่สมกับบทบาทที่เป็นตัวแทนของประชาชนได้
5.     การซื้อเสียงและทุจริตยังมีอยู่ทั่วไป
6.     ฝ่ายบริหารและรัฐสภา จงใจ ไม่ตรากฎหมายขึ้นมารองรับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญให้ครบถ้วน
7.     กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหลายฉบับขัดแย้งและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
8.     ผู้มีอำนาจรัฐฉวยโอกาสดำเนินคดีฟ้องร้องต่อประชาชน สื่อมวลชน และฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ ซึ่งประเด็นนี้ คุณคณิน ชี้ว่า เป็นการใช้สิทธิซ้อนสิทธิอย่างไม่สมควร
9.     องค์กรของรัฐไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ
10. ข้อบกพร่องและช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีมาแต่ต้น 
 
เราเห็นว่าประชาธิปไตยไทยและประเทศไทยตกเป็นหนี้อย่างมากมายต่อบุรุษผู้นี้ เราเชื่อว่าประเทศไทยโชคดีที่มี คุณิน บุลสุวรรณ  ความชัดเจนอย่างปราศจากความสงสัยนั่นก็คือการต่อสู้ของเขาเป็นธรรมชาติและเป็นเสรีชน เราจึงขอยกย่องคณิน บุลสุวรรณว่าเป็นบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี ปีพุทธศักราช 2555
 
 
 
7. บุคคลที่ 115 น.ท.ธรรมนูญ วรรณา ร.น. 
 
ชื่อเสียงของธรรมนูญ วรรณา กับเพื่อนทหารหาญของเขา ได้ปรากฏในสื่อมวลชนสมกับวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาได้สร้างไว้ในคืนวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556   ซึ่งเรามองว่าเป็นจุดเปลี่ยนของสถานการณ์ใต้ เพราะฝ่ายทหารไทยชนะในเชิงยุทธศาสตร์และยุทธวิธีทางทหาร เป็นเหตุให้ศัตรูคู่ต่อสู้ยุบตัวลงไปโดยพลันทันที   ทบทวนเหตุการณ์ในคืนวันที่ 13 ก.พ.2555 นั้นก็คือโจรใต้ได้ระดมพลประมาณ 100 คนบุกค่าย ปล.ฉก.32 ซึ่งมี น.ท.ธรรมนูญ วรรณา ร.น. เป็นผู้บังคับบัญชา โดยพวกก่อการร้ายมุสลิม มุ่งหมายฆ่าทิ้งทหารไทยทั้งค่าย แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตร เพราะทางค่าย ฉก.32 ได้การข่าวกรองทันเวลาและเตรียมรับมืออย่างดี เป็นการรู้เขารู้เรา จึงสามารถต้านการบุกของฝ่ายที่มีพลรบเหนือกว่าได้ และยังสังหารมุสลิมก่อการร้ายไปถึง 19 ศพ   เราได้รายงานไว้ในเฟสบุ๊ค ดังต่อไปนี้
 
 
Phayap Panyatharo There ! a fire battle in Narathivas about 01.30 - 03.00 on Feb. 13 , 2013[2556] before the dawn and 14-19 muslim militants killed, 14 people died around the fences, 5 died in the forest nearby that makes 19 deads, while next time they found 2 injured in a hospital. About 60 Thai marines who fought for their lifes, for their brave heart, for their military tactics within their military base32, Bacho district of Narathiwat. Their commander is Commander Thammanoon Wanna who le...d the fight of the winners. I praise them. The 100 fully armed islamic militants came in the night, you know, they meant to kill them all. The muslim warriors have been thought since its origin to kill them all. Thai soldiers know well the kill'em all of muslim culture. So they changed it, not to be killed all but to kill them all. Eventhough 14-19 out of all of them were killed, not all for there left a number ran away in the dark forest. All Thai soldiers saved. Thai medias have kept on reporting the event since the first firing. While I’m posting, all newspapers in Thailand publish a giant headline. But I waited to get a sharp photo about the meaning of Islam killng and reveanging culture. But I can not find the photo and get this one[from The Daily News newspaper] instead.
 
Phayap Panyatharo   ดูเอาสิเห็นไหม ! เปิดฉากการยิงสู้รบกันแล้ว ที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อเวลาประมาณ 01.30 ถึง 03.00 น.ก่อนรุ่งอรุณ วันพุธที่ 13 ก.พ.2556[2013] และผู้ก่อการร้ายมุสลิม 14-19 คน ถูกนาวิกโยธินไทยฆ่าตายไป 14 คนตายรอบ ๆ รั้ว อีก 5 คนไปตายในป่าใกล้ ๆ นั่นเอง รวมเป็น 19 ในเวลาต่อมาก็ตามพบพวกบาดเจ็บอีก 2 ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง นาวิกโยธินไทย 60 นายได้ร่วมกันต่อสู้ครั้งนี้ เพื่อชีวิตของพวกเขาเอง เพื่อแสดงจิตใจที่กล้าหาญ เพื่อยุทธวิธีจะได้พิศูจน์ ได้ตั้งรับอยู่ภายในฐานทัพของเขาเอง ฐานที่ 32 อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ผู้บัญชาการหน่วยนี้คือ น.ท.ธรรมนูญ วรรณา ผู้นำการต่อสู้ไปสู่ชัยชนะซึ่งข้าพเจ้าขอยกย่อง พวกก่อการร้ายอิสลามมีจำนวนประมาณ 100 คน ติดอาวุธครบมือ มาล้อมรอบฐานทัพเวลากลางคืน คุณก็รู้ดี มาแบบนี้พวกเขามุ่งหมายที่จะฆ่าทิ้งให้หมดทั้งฐานทัพเลย นักรบมุสลิมมีคตินี้มาแต่ดั้งเดิมแล้ว จึงมีวัฒนธรรมการรบในแบบฆ่ามันให้หมดของมุสลิม ดังนั้นทหารไทยจึงเปลี่ยนเสีย โดยเปลี่ยนจากการถูกฆ่า ไปเป็นฆ่ามันทิ้งให้หมดแทน ถึงแม้ว่าจะได้ฆ่าพวกก่อการร้ายนี้ไปเสีย 14-19 คน ไม่ได้ฆ่าเสียทั้งหมดเพราะมีพวกหนึ่งกลัวตาย วิ่งหนีไปในป่าที่มืดตื๋อเอาตัวรอดไป ขณะที่ทหารไทยปลอดภัยทุกชีวิต สื่อในประเทศไทยทุกแห่งได้ติดตามรายงานเหตุการณ์นี้มาตั้งแต่เริ่มยิงกันแล้ว ขณะที่ข้าพเจ้าโพสต์เรื่องนี้อยู่หนังสือพิมพ์ทุกฉบับในประเทศไทยได้ตีพิมพ์และพาดหัวข่าวขนาดยักษ์ไปตาม ๆ กันแล้ว แต่ข้าพเจ้าได้คอยที่จะได้ภาพที่คมชัดเกี่ยวกับวัฒนธรรมการฆ่าและการแก้แค้นของมุสลิม แต่ก็หาไม่ได้ จึงได้ภาพนี้แทน(ภาพข่าวเดลินิวส์ 14 ก.พ.2556)
 
Phayap Panyatharo  ก๊อปปี้มา :ความในใจ นย....."ตอนสามทุ่มยี่สิบ พวกมันคลานศอกเข้ามาข้างหลังฐานมาส่องดูพวกเราก่อน เพื่อตรวจสอบว่า พวกผมรู้ตัวหรือเปล่า แต่พวกผมใจเย็นเพราะส่องกล้องดู มันมาแค่ ๘ คน ก็ปล่อย พวกผมรออย่างใจเย็น แต่ในใจก็คิดว่าเดี๋ยวมันมาแน่ แล้วราวๆตีหนึ่งนิดๆ เสียงรถปิคอัพ มอเตอร์ไซค์ มา มันย่ามใจมาก กะจะปิดประตูตีแมวเลยเข้ามาทั้งด้านหน้าด้านหลัง....ผมยอมรับว่า ผมไม่เคยเจอพวกมันแบบนี้ตอนที่เห็นมันกระโดดลงจากรถ เชื่อมั้ย ในใจผมบอกกับตัวเองว่า เฮ้ย พวกมันมาจริงๆพวกมันมีตัวตนจริงๆ มันเป็นคนไทย แต่มันคิดแค้นแบบนี้ แนวคิดแบบนี้ มันจริงโว้ยขนผมลุกซู่เลย ไม่ใช่กลัว แต่พวกผม พร้อมมานานหลายวัน พร้อมมากขนลุกเพราะเศร้าใจว่า ไอ้เงาดำๆที่มันถือปืนกำลังจะวิ่งเข้ามานั่น มันคนไทยแต่กลายเป็นโจรใต้ไปแล้ว ไม่มีใครอยากทำหรอกครับ แต่มันจำเป็นเมื่อมันเปิดฉากเข้าโจมตี ยิงเข้าใส่ทุกทาง พวกผมทั้ง นย.และนสร.ก็เต็มที่ครับเพราะตอนนั้น ก็ไม่รู้ว่า พวกเราจะต้องเจ็บตาย จะพลาดหรือเปล่า เวลานั้นไม่ว่าฝ่ายมัน หรือฝ่ายเรา มีหนึ่งชีวิต เท่ากันครับ มีสิทธิ์เจ็บตาย เท่ากันมีสิทธิ์ที่จะถูกมันจับ มัดมือมันเท้า แบบที่มันเตรียม เชือก ลวดมาพร้อมที่จะถูกมันยิงซ้ำ เมื่อเจ็บ พร้อมที่จะถูกมันเผาทั้งเป็นคาฐานเพราะมันเตรียมอุปกรณ์วางเพลิงมา ถังแก๊ส กะย่างสดพวกเราทั้งเป็นแต่เพราะพวกผมวางแผน เตรียมตัวรับมาดี มั่นใจว่าเราดูแลฐานและอาวุธปืนได้มั่นใจว่า เราจะทำให้ชาวบ้านมั่นใจในทหารมากขึ้น เพราะในเมื่อเขาอุตส่าห์เสี่ยงตายกระซิบข่าวพวกเราก่อน จนเตรียมตัวได้ เราก็ต้องดูแลพวกเขา แม้ว่าจากนี้ การแก้แค้นจะรออยู่เบื้องหน้าก็ตาม เมื่ออยู่ที่นี่แล้ว พวกผม นย.ก็พร้อมครับ ชีวิตแลกชีวิตหากชีวิตพวกผมจะทำให้ ชายแดนใต้สงบ คนไทยพุทธ มุสลิม ผู้บริสุทธิ์ ปลอดภัยพวกผมพร้อม เพราะพวกผมเป็นนาวิกโยธิน พวกผมเป็นทหารเรือ ที่สำคัญ พวกผมเป็นทหารไทยที่จะไม่ให้ใครมาดูหมื่นเกียรติศักดิ์ศรี และต้องรักษาฐาน รักษาแผ่นดินไทยไม่ใช่ปล่อยให้พวกมันทำอะไรก็ได้ ทำให้ชาวบ้านอยู่ในความกลัว ผมเสียใจที่ต้องทำเสียใจที่พวกนั้นต้องตาย แต่ให้นึกถึงเวลาที่พวกมันทำกับทหารเรา ไม่ว่าจะทบ.หรือนย.ที่ตายไป สิบคนแล้ว เมื่อเร็วๆนี้...นี่มันเข้ามาโจมตีฐานเราเอง ท้งเครื่องแบบทั้งอาวุธครบมือ พวกผมไม่มีทางเลือกอื่นครับ... ขอให้เข้าใจพวกผม เถิดครับขอแค่ความเข้าใจและกำลังใจ เท่านั้นจริงๆ ไม่อย่างนั้นศพที่นอนตายหลังปะทะอาจเป็นพวกผม หรือวันใดวันหนึ่ง ก็อาจเป็นพวกผมอีก"....นาวิกโยธิน ๓๒
 
เรามองว่าพวกเขาเป็นวีรบุรุษ  การที่เรายกย่องให้เป็นบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี ปีพุทธศักราช 2555 นั้น ความหมายของเราก็คือการมอบเหรียญกล้าหาญให้เขาและพวกเขาทั้งหมดพวกเขาคือ วีรบุรุษจากค่าย ปล.ฉก. 32 บ้านยือลอ ม.3 ต.ปะนาเระเหนือ อ.บาเจาะนราธิวาส ผู้ได้ประกอบวีรกรรมสุดยอดในคืนวันที่ 13 ก.พ.2556 นั่นเอง  พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ  เราขอติดเหรียญกล้าหาญให้ น.ท.ธรรมนูญ วรรณา ร.น. ในฐานะบุคคลแห่งปีพุทธศักราช 2555 ของหนังสือพิมพ์ดี
 
 
หนังสือพิมพ์ดี จึงขอประกาศบุคคลทั้ง 5 ท่านนี้ ได้แก่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  พ.ต.พุทธินารถ พหลพลพยุหเสนา   บัวขาว ป.ประมุข   ก้าวไกล แก่นนรสิงห์  พะเยาว์ อัคฮาด  คณิน บุลสุวรรณ  น.ท.ธรรมนูญ วรรณา ร.น.  ว่าเป็นบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี พุทธศักราช 2555 ขอจงประสบความสุขความเจริญในวีรกรรมนี้ตลอดกาลนานเทอญ
 
ต่อจากนี้ โปรดติดตามอ่านสาระสำคัญเรื่องต่าง ๆ ในนสพ.ดี(อินเทอเนต) เล่มที่ 48 ต่อไป
 
บรรณาธิการ
16 มี.ค. 2556
21.59 น.
 
 
 
 
 






Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เวบไซท์นี้ http://www.newworldbelieve.net มีข้อมูลพื้นฐานจากหนังสือพิมพ์ดี:วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก ออกโดยมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร) มี พระพยับ ปญฺญาธโร เป็นบรรณาธิการ และเป็น webmasterสำนักงานตั้งอยู่ที่ วัดมหาพุทธาราม อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000 ขณะนี้หนังสือพิมพ์ดีมีอายุทำการมา 11 ปีแล้ว มีเรื่องสำคัญคือการวิเคราะห์สังคมทั้งระบบด้วยแนวภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์แห่งตาธรรมะในพระพุทธศาสนาเพื่อนำสังคมไปสู่ความดีงามและรอดปลอดภัยจากสถานการณ์เลวร้ายยุคนี้