ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี แฟ้ม 2
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletThe Truth Of Red Thailand 12-14 April 2009
bulletFrom red shirt survivor person
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
โหราศาสตร์ [updateใหม่สุด]
dot
bullet สารบาญโหราศาสตร์โดยชลัมพุช โหรชนบททุกเรื่อง
bulletบันทึกข้อสังเกตประเด็นสำคัญดวงชะตาประเทศไทยช่วงเดือนส.ค.-พ.ย.2552
bulletดวงชะตาประเทศไทย พยากรณ์ว่าประชาชนจะอดอยากยากจนและเผชิญภับพิบัติ 4 ประการ
bulletให้คำพยากรณ์นักธุรกิจชาวอังกฤษ
bulletอยากรู้เรื่องโหราศาสตร์ คลิก!
bulletดวงชะตาผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตไทย
dot
Buddhism How?
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
บันทึกลับเสื้อแดง
dot
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนท )
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
dot
รายการทั่วไป
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา
bulletงดเหล้าเข้าพรรษา
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletศรีสะเกษ
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
dot
ช่องบริการประชาชน
dot
bulletบริการแจ้งของหาย คนหาย สื่อข้อความ หมอผี ฯลฯ
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletดี 25
bulletดี 28
bulletดี 29
bulletดี 26


หนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44

 

 
หนังสือพิมพ์ดี(อินเทอเนต) เล่มที่ 44
สารบาญ
 

1.    ปก                                                                                                                     
2.    พุทธทำนาย เดือน 4 ปีกุน                                                                                       
3.    กวี  แผ่นดินเดือดจงเย็น                                                                                          
                                                                                                                                
4.   บทบรรณาธิการ                                                                                                      
4.1 สิ่งที่ประชาชนได้พิศูจน์                                                                                      
4.2  คำถามว่าเราอยู่ฝ่ายใด?    เราอยู่ฝ่ายแดงทั้งแผ่นดิน                                                

5.      เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว                                                                                   

ส่วนที่ 1 ภาคบทความแสดงความคิดเห็นส่วนบุคคล                                                                

5.1.   การเลือกตั้งตัวอย่างในจังหวัดศรีสะเกษในทัศนะของข้าพเจ้า                                           
5.2.   สุริยคราสในอินเดียเมื่อ 22 ก.ค.2552                                                                     
           22 ก.ค.2552 วันนี้มีสุริยคราสเห็นได้ทั่วประเทศไทยเริ่มจับเวลา 08.03น.
                         
5.3.    เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กำลังยุแยกให้แตกในวงการสงฆ์                                                       
           สืบทอดเจตนารมณ์การโฆษณาชวนเชื่อของสนธิ ลิ้มทองกุล                            
              
5.4.    เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กำลังยุแยกให้แตกในวงการสงฆ์
           สืบทอดเจตนารมณ์การโฆษณาชวนเชื่อของสนธิ ลิ้มทองกุล (2)   
                                   
5.5.    ฎีกาของคนเสื้อแดง รัฐบาลไม่ควรก้าวล่วงพระบรมราชวินิจฉัย           
                             
5.6.    ฎีกาของคนเสื้อแดง รัฐบาลไม่ควรก้าวล่วงพระบรมราชวินิจฉัย (2)                                    
5.7.    ฎีกาของคนเสื้อแดง รัฐบาลไม่ควรก้าวล่วงพระบรมราชวินิจฉัย (3)                                   
5.8.    คาราวานคนจน ยุค 2549 กับ ชมรมแท็กซี่ ยุค2552                                                    
5.9.    โครงการสานใจไทยสู่ไทยใต้ของมูลนิธิพลเอกเปรมยุค 2552 ต้องยุติ                               
5.10. จุดจบของอมาตยาเฒ่าสี่เสากรณีม็อบปิดล้อมรัฐสภา 7 ต.ค.2551          
                         
5.11. ปปช.ประพฤติตนเลวทรามดูแคลนประชาชน
        ถึงเวลาที่ประชาชนจะเขียนกฎหมายเอง กฎหมายเป็นของประชาชน 
                                 
5.12. รัฐประหารไทยผ่านมา 3 ปี
         ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจะทำอย่างไรกับพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ?                            
5.13. ทหารไทยยุค อนุพงษ์ เผ่าจินดา ทำลายศักดิ์ศรีของสถาบันทหารลงราบเรียบ                     
ส่วนที่ 2                                                                                                                    
ส่วนความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปจากกระดานถามตอบจากเวบบอร์ด
(สถานการณ์ด้านอาณาจักร)                                                                                            
 5.14.เวบบอร์ดสะท้อนการประชุมอาเซียนซัมมิต,นายกกัมพูชาปรามาสนายกไทย                      
                                                         
 5.16. อำนาจกับกองทัพ                                                                                               
 5.17  งบประมาณปี 2553                                                                                             
 5.18 ช่อง 11 กลายพันธุ์ (คนอ่านโพสต์เข้ามา)                                                                 
 5.19 โหงเฮ้งอภิสิทธิ์vsสนธิลิ้ม                                                                                     
 5.20 สถานการณ์ด้านเขาพระวิหาร รายงานด่วน !                                                               
 
ส่วนที่ 3 
จาก เวบบอร์ด (หมวดศาสนจักร)
                                                                                     
 
5.21. กระทู้:ถึงเวลาปฏิวัติการศึกษาคณะสงฆ์ได้แล้ว                                                            
5.22   เรื่องราวที่น่าสนใจในเวบไซต์ของเรา                                                                       
5.23   วาทะเปิดประชุมสภาสงฆ์ระดับชาติ                                                                           

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
1.    ปก
ปีที่ 13 เล่มที่ 44
มูลนิธิพระเทพวรมุนี ( เสน ปญฺญาวชิโร )
วัดมหาพุทธาราม ถนนขุขันธ์ ต.เมืองเหนือ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000
 
 
 
หนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต)
http://www.newworldbelieve.net

ปีที่ 13 เล่มที่ 44
  • เพื่อการนำความคิดไปสู่ความดีงาม
    เพื่อความกลมกลืนแห่งสากลศาสนา
    For all good For all thought
 


 

เราจะบินบินบินและบินไป                            สู่ขอบฟ้าสดใสในเบื้องหน้า
แม้วันนี้มีเมฆร้ายมหิมา                               ก็ไม่หวาดไม่ผวาคณาภัย
ถึงเขาใหญ่สูงเงื้อมตระหง่านฟ้า                    ก็จะฝ่าฤาพรั่นนึกหวั่นไหว
มหาสมุทรสุดสายลมไกว                            จะเอื้อมไปให้ถึงซึ่งฝั่งดิน

ถึงแห้งเหือดเลือดหมดหยดสุดท้าย
              แล้วก็หมายชนหลังยังถวิล
สัจธรรมนี้ไว้ในธรณิน                                 กว่าจะสิ้นกัปกัลป์พุทธันดร

เล่มที่ 44
เดือน ต.ค.-พ.ย. 2552


เรื่องเด่น
- รัฐประหารไทยผ่านมา 3 ปี ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจะทำอย่างไรกับพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ?
-
โครงการสานใจไทยสู่ไทยใต้ของมูลนิธิพลเอกเปรมยุค 2552 ต้องยุติ
-
ปปช.ชี้มูลความผิดคดี 7 ต.ค.2551
- เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กำลังยุแยกให้แตกในวงการสงฆ์ กรณีหลวงตาบัว ญาณสัมปันโน
- ฎีกาของคนเสื้อแดง รัฐบาลไม่ควรก้าวล่วงพระบรมราชวินิจฉัย
 
 
 
 
 
2.   พุทธทำนายเดือน๔ปีกุน
 
เรื่องพุทธทำนายนี้มีปรากฏอยู่ในภาษาบาลีพระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ 27 หน้า 24 ขึ้นต้นว่า อุสุภา รุกฺขา คาวิโย ฯลฯ และอธิบายไว้ในอรรถกถาเอกนิบาต ภาค 2 และเคยแปลเป็นภาษาไทยไว้ในชาดก ฉบับหอสมุดวชิรญาณ เล่ม 1 อาจารย์ศิลา วีรวงศ์ ได้แต่งเป็นกลอนลำอีสาน ประมาณ พ.ศ. 2490”
 
มีข้อความตอนสำคัญดังนี้ :-
 
 
“๑๑. ข้อสิบเอ็ด
 
พระฝันเห็นท่อนไม้แก้วแก่นจันทน์แดง ของมันราคาแพงค่าสูงแสนตื้อ เขาเลยเอาไปซื้อขายกินแลกไก่ เอาจันทน์แดงใส่กระชาน้อยแขวนห้อยเที่ยวขาย อันนี้แล้วเพิ่นว่าภายหน้าพู้นเคิ่งศาสนาพุทธ มนุษย์มีโลภามืดมัวเมากุ้ม ชุมหมู่ถือศีลสร้างเป็นจัวเจ้าหัวบ่าว เห็นผู้สาวแล้วเอิ้นเสินเว้าดั่งสหาย นอกจากนั้นกะซิเป็นผู้ฮ้ายขายศาสนาพุทธ เอาพระธรรมลงมุดจายขายกินจ้าง ตั้งเป็นตึกเป็นห้างขายกินปิ้นไป่ ทังพระสูตรพระวินัยเอาลงใส่กระช้าโซนผ้าเที่ยวขาย นี้จั่งแม่นต่อนฮ้ายขายฮูปพุทธองค์ สงฆ์บ่ถือวินัยไพร่เมืองบ่อยำอย้าน มีแต่คนพาลกล้าโกธาเขี้ยวขุ่น ศาสนาเกิดวุ่นสูญเส้ามุ่นทะลาย สงฆ์ซิเป็นผู้ฮ้ายขายศาสนากู สัพพัญญูเล็งเห็นหน่ายสะอางผางฮ้าย คันแม่นกายไปหน้าศาสนาของเฮาจั่งสิฟื้นขึ้นใหม่ ในปีกุนล่วงแล้วซิแววขึ้นลื่นหลัง ครั้งนั้นแหล้วคนสิอยู่เป็นสุข จั่งสิหายความทุกข์หมู่ภัยไกลเนื้อ ใผผู้ยังเหลือค้างซิเห็นทางฟ้าล่วง คนสิพ้นจากห่วงฝูงหมู่มารบาปฮ้ายเมื่อฟ้าอยู่กะเสิม เริ่มแต่ค้าเดือนสี่ปีกุน ใผมีบุญจั่งสิเห็นหน่อพระธรรมเดอป้า พากันถือศีลห้าภาวนาเดอแม่ หยังกะเห็นเที่ยงแท้บ่มีเว้นหว่างใด๋
 
  • จาก กลอนลำเรื่องพุทธทำนาย ชมรมวรรณกรรมอีสาน จัดพิมพ์ โดย ร.พ.ไพศาลศิริ ท่าพระจันทร์ กทม. 2527 หน้า 7 
 
 
 หมายเหตุ บก.        
เรื่องพุทธทำนายนี้ มีการระบุถึงเดือนสีปีกุน แต่ไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าเป็นปีกุนรอบไหน พ.ศ.อะไร ระบุไว้กว้าง ๆ ว่าหลังยุคกึ่งพุทธกาลไปแล้ว คือหลังปีพุทธศักราช 2500 ไปแล้ว   เมื่อมาถึงปีกุน พ.ศ.2502,2514,2526,2538 และ พ.ศ.2550 ตามลำดับมาแล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะมีอะไรเป็นที่น่ายินดีสำหรับพระพุทธศาสนา ก็น่าจะเป็นปีกุนรอบต่อไปในอีก 12 ปีข้างหน้าคือ พ.ศ. 2562 จะเป็นปีที่ตรงกับพุทธทำนาย อีก 12 ปีข้างหน้าก็ไม่นานเกินรอ และน่าจะเหมาะสมดีมากหากเราจะมานับเวลาเริ่มต้นทำงานเพื่อพระพุทธศาสนากันใหม่ และใน 12 ปีข้างหน้า เมื่อพุทธบริษัททั้งหลายตั้งใจก็ย่อมเป็นผลสำเร็จ และเตรียมการรับความเจริญรุ่งเรืองแห่งพระพุทธศาสนากันในปี 2562 นั้น   
 
 
 
 
 
  3.   กวี
       แผ่นดินเดือดจงเย็น
 
มองฟ้าสดใส,ใยหนอ,ใจจึ่งชอกช้ำ
กลืนกล้ำล้ำรุด,สุดหัวอก
แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง,รกรก
สะทกสะท้อนถอนใจ
:-
 
 
ทวยชน,ต่างคนต่างฝืน
หน้าชื่น,อกตรม,หวาดไหว
เสแสร้งแกล้งทนทาน,ใน
หทัย,หากแห้งแล้ง,ร้าวราน
:-
 
 
อันว่าทิฏฐิ, อวิชา
หุ้มห่อ,อย่างหนา,ยากจะประสาน
สอดรับกมลสันดาน,
อันธพาลเน่าหนอง,ครองเมือง
 :-
 
 
โอ้! ยากแก่ใจ,นักรบ
จักสยบ,ทวยทิว,ริ้วเหลือง
พลผองแผ่นดิน,สิ้นเปลือง
ล้าลง,หลงเคือง,แค้นคับ :-
 


จำคิด,เผด็จ,ซึ่งศึก
ด้วยอุบายเล่ห์ลึก,ต้นตำหรับ
ครรลอง,คลองไสย,ภัย,เร้นลับ
สยบสรรพอำนาจอาธรรม
:-
 
 
แผ่นดินเดือด,จงเย็น
แผ่นดินเย็น,จงหยุดระส่ำ
ประชาธิปไตย,ก้าวนำ
ประชาธรรมจำเริญ,นิรันดร์กาล ฯ
 


·   ศีรารุจิรัฐ เติมใจ
30 ต.ค.2552
 


 
 
 
4.    บทบรรณาธิการ
 
หนังสือพิมพ์ดี : วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก
วัตถุประสงค์   เพื่อนำความคิดไปสู่ความดีงาม เพื่อความกลมกลืนแห่งสากลศาสนา
เล่มที่ 44   ประจำเดือน ต.ค.-พ.ย.  2552
 
 
 
 
บทบรรณาธิการ
 
 
 
นี่คือหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนท ) ฉบับที่ 44 ประจำเดือน ต.ค.-พ.ย. 2552 ซึ่งออกตามหลังเวบไซต์ของเราคือ http://www.newworldbelieve.net
 
            เราจะบินบินบินและบินไป                            สู่ขอบฟ้าสดใสในเบื้องหน้า
            แม้วันนี้มีเมฆร้ายมหิมา                               ก็ไม่หวาดไม่ผวาคณาภัย
            ถึงเขาใหญ่สูงเงื้อมตระหง่านฟ้า                    ก็จะฝ่าฤาพรั่นนึกหวั่นไหว
            มหาสมุทรสุดสายลมไกว                            จะเอื้อมไปให้ถึงซึ่งฝั่งดิน
            ถึงแห้งเหือดเลือดหมดหยดสุดท้าย              แล้วก็หมายชนหลังยังถวิล
            สัจธรรมนี้ไว้ในธรณิน                                 กว่าจะสิ้นกัปกัลป์พุทธันดร
 
วันนี้เป็นวันที่หนังสือพิมพ์ดี ได้ต่อสู้มาเพื่อสังคม การศาสนา และการเมืองเป็นอันดับปัจจุบัน   วันนี้เราได้ต่อสู้มาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึงปีที่ 13 แล้ว
 
สิ่งที่เราได้ทำให้ปรากฏเป็นรูปธรรมขึ้นแล้วในวันนี้ ก็คือ เราได้กล่าวความจริงมาเป็นเวลา 12 ปีเต็ม ย่างเข้าปีที่ 13 แล้ว ทุกคำพูดทุกข้อความที่เรากล่าวไว้ เขียนไว้ในหนังสือพิมพ์ดี เป็นความจริง   และย่อมจะดำรง สัจธรรมนี้ไว้ในธรณินต่อไป กว่าจะสิ้นกัปกัลป์พุทธันดร  
 
ฉะนั้น สิ่งที่เราพูดอยู่ทุกวันนี้ ขณะนี้ ก็คือความจริงเช่นเดียวกัน   เพราะเราพูดแต่ความจริง การพูดความจริง เป็นสิ่งที่เป็นความดีและเป็นอาวุธ เพราะเรามุ่งหมายให้สัจธรรมนี้ไว้ในธรณิน กว่าจะสิ้นกัปกัลป์พุทธันดร
 
และในขณะนี้ ประเทศชาติ-สังคมไทย มีปัญหารอบด้าน อันเป็นเหตุมาจาก การเมือง โดยความเป็นจริงก็คือมีการช่วงชิงความเป็นใหญ่โดยไม่คำนึงกฎกติกาแห่งความเป็นธรรม แต่กระทำเยี่ยงโจร ปล้นชิงเอาอำนาจนั้นมาในเวลาที่เจ้าของเผลอ และวันนี้ เจ้าของประชาธิปไตย จึงตื่น และเร่งรีบมารวมตัวเพื่อรบชิงเอาประชาธิปไตยของเราคืนมา เอาอำนาจอธิปไตยของประชาชนคืนมาสู่ประชาชนอีกหนหนึ่ง
 
และเราเห็นว่า นี่แหละเป็นทางออกที่มีเหตุผลสอดคล้องยุคสมัยที่สุดและที่สำคัญที่สุดคือ ประชาธิปไตยเท่านั้นจึงจะสามารถดำรงความเป็นธรรมให้แด่ประชาชนทุกท้องที่ท้องถิ่น ทุกภาคส่วนของประเทศไทย และทั้งทุกความเชื่อของกลุ่มประชาชนของประเทศกลุ่มต่าง ๆ 
 
สำหรับเรื่องราวในหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44 นี้ ก็คงเป็นเรื่องราวที่ได้ออกไปแล้วใน ดี(อินเทอเนท)   ผ่านเวบไซต์ http://www.newworldbelieve.net ของเราไปแล้ว ส่วนที่ได้นำมาลงในดีเอกสารนี้เป็นเพียงบางส่วนเฉพาะเรื่องสำคัญที่ตรงประเด็นเท่านั้น และเราได้นำเสนอในคอลัมน์เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้วแบ่งเป็น 3 ตอนคือ ส่วนความคิดเห็นส่วนนสพ.ดีเอง ส่วนความคิดเห็นของคนอื่นทางกระดานถามตอบของเวบไซต์ของเรา และยังมีส่วนพิเศษคือ ส่วนที่เกี่ยวกับศาสนจักร เพราะเรากำลังจะเริ่มนำแนวคิดประชาธิปไตย ในด้านศาสนาจักร มาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง อันเนื่องมาจากความสนใจในปัญหาทางการปกครองของคณะสงฆ์ไทย
 
ในด้านสถานการณ์ปัจจุบันของชาติและประชาชนวันนี้   รัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็ยังคง บริหารงานไปอย่างผิดพลาด วันนี้เกิดความทุจริตขึ้นอย่างมากมายในการบริหารงบประมาณของประเทศ   ซึ่งเราได้มองไว้แต่ต้นแล้วว่า บริหารงานงบประมาณแบบละหลวม ไร้สำนึกของการประหยัด รอบคอบ ไร้มาตรการระมัดระวัง ตรวจสอบไปโดยสิ้นเชิง   เช่นนี้ พยากรณ์ได้เลยว่า เป็นการเปิดช่องให้โกงกินขนาดใหญ่กันอย่างไม่เคยมีมาก่อนในรัฐบาลประเทศไทย
เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐบาลนี้ก็คงจะอยู่ได้ไม่นาน

 
4.1    สิ่งที่ประชาชนได้พิศูจน์แล้ว
 
สิ่งที่ประชาชนได้เห็นและผ่านการพิศูจน์จนเชื่อแล้วก็คือ

  1. การรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 เป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม เป็นการปล้นชิงอำนาจประชาธิปไตยของประชาชน และครั้นเมื่อประชาชนได้เห็นแล้วว่า เป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม ก็ได้ร่วมมือกันต่อต้านและเรียกร้องให้คืนประชาธิปไตยแด่ประชาชนหนาแน่นขึ้น เดิมก็เป็นพลังประชาชนประชาธิปไตยในนามเสื้อแดง ต่อมาภาคการเมืองและธุรกิจเริ่มเข้ามาหนาแน่นขึ้นอีก และล่าสุดก็คือการเดินทางเข้าสู่พรรคเพื่อไทยของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ประชาธิปไตย อดีต ผบ.ทบ. ผบ.สส. พร้อมนายทหารติดตามจำนวนมาก เพื่อร่วมสร้างสรรค์ประชาธิปไคย

  2. อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เป็นตัวปัจจัยเหตุเป็นกระแสที่ร้อนแรงของประชาชนทุกส่วนที่ทำให้การเรียกร้องประชาธิปไตยแรงขึ้น นั่นก็เพราะประชาชนได้ตระหนักในเชิงเปรียบเทียบทางกาลเวลาสมัยนั้นกับสมัยนี้ว่า มีความแตกต่างกัน ประชาชนได้รู้จักนโยบายทางการเมืองว่ามีผลต่อการอยู่ดีกินดีอย่างไรของประชาชน และประเทศชาติ และครั้นเปรียบเทียบกับสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ แล้วมีความแตกต่าง รัฐบาลอภิสิทธิ์ แสดงให้เป็ฯความไม่ชอบธรรมด้วยประการต่าง ๆ และดูเหมือนวิถีทางการเมืองโดยนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ จะกลายเป็นนโยบายเผด็จการที่แรงไปตามลำดับ ๆ ยิ่งเพิ่มความเกลียดชังแด่ประชาชนยิ่งขึ้น ๆ  

  3. ระบบอมาตยาธิปไตยก็ได้พิศูจน์แล้วว่าเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 และอยู่เบื้องหลังรัฐบาลอภิสิทธิ์ และอยู่เบื้องหลังการสั่งการทหารไทย  และเป็นผู้บงการองค์กรอิสระทุกองค์กรในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และเห็นชัดเจนถึงความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ต้องการขจัดคนเพียงคนเดียวเท่านั้นคือ ทักษิณ ชินวัตร นั่นเป็นความจริงที่ปรากฏชัดขึ้นจนประชาชนทั้งปวงหายสงสัยไปแล้ว และผู้รักความยุติธรรมจึงรวมตัวกันขึ้นอย่างกว้างขวางไปยิ่งขึ้น

  4. ระยะเร็ว ๆ นี้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะประธานองค์มนตรีและรัฐบุรุษ ก็ได้ก่อความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงขึ้นต่อวงการศาสนาสากล และผลบังเกิดขึ้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น  และในการประชุมอาเซียนซัมมิต ซึ่งไทยเป็นประธานปีนี้ และเป็นเจ้าของสถานที่การประชุม ปรากฏว่าได้รับการต่อต้านโดยที่มีประเทศมุสลิมถึง 4 ประเทศ คือ บรูไน ฟิลิปปินส์ อินโดเนเซีย มาเลเซีย และอีกประเทศที่กำลังมีเรื่องพิพาทเขาพระวิหารกันอยู่ คือกัมพูชา รวมเป็น 5 ประเทศ ไม่มาร่วมในพิธีเปิดการประชุม (บรูไน มาแต่ไม่เข้าร่วมในพิธีเปิดการประชุม) ทำให้มีประเทศเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมเพียง 4 ประเทศเท่านั้นคือ พม่า ลาว สิงคโปร์ และเวียดนาม     ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่บ่งบอกไปถึงสถานะของรัฐบาลไทยภายใต้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี ว่าตกต่ำ ไร่ค่าในสายตาของผู้นำประเทศในเอเชียเพียงไหน นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวเปิดประชุมโดยกล่าวาทะเชิงแนะนำสั่งสอนไปยังผู้นำกัมพูชาด้วย ซึ่งถือเป็นความไร้เดียงสาทางการเมืองอย่างยิ่งของนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 29 

 
4.2.   คำถามว่าเราอยู่ฝ่ายใด? เราอยู่ฝ่ายแดงทั้งแผ่นดิน
 
ฉะนั้น เมื่อมีคำถามว่าเราอยู่ฝ่ายใด สิ่งที่เราจะต้องอธิบายไปอีกเพื่อความชัดเจนก็คือหนังสือพิมพ์ดี เป็นฝ่ายดี เป็นฝ่ายที่อยู่ข้างความถูกต้อง อย่างน้อยก็เป็นปณิธานของเราที่จะทำอย่างนี้ อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นอัตโนมัติ ที่เราจะต้องอยู่ฝ่ายนี้ ตามชื่อของเราคือ หนังสือพิมพ์ดี เมื่อจะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจสัจธรรมนี้ ก็อาจจะอ้างหลักธรรมบทมาติกา(ที่พระสวดในงานศพ) ที่เรียกว่าสวดอภิธรรม 7 บท นั่นเอง มีพระสังคิณีว่าดังนี้

พระสังคิณี

กุสะลา ธัมมา,   ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล, ให้ผลเป็นความสุข
อะกุสะลา ธัมมา,   ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศล, ให้ผลเป็นความทุกข์
อัพยากะตา ธัมมา,   ธรรมทั้งหลายที่เป็นอัพยากฤต, เป็นจิตกลาง ๆ อยู่,
กะตะเม ธัมมา กุสะลา,   ธรรมเหล่าไหนเป็นกุศล,
ยัสะมิง สะมะเย     ในสมัยใด.
กามาวะจะรัง กุสะลัง, กามาวจรกุศลจิต,
จิตตัง อุปปันนัง โหติโสมะนัสสะสะหะคะตัง ญาณะสัมปะยุตตัง, 
กามาวจรกุศลจิตที่ร่วมด้วยโสมนัส คือความยินดี, ประกอบด้วยญาณ คือ ปัญญาเกิดขึ้นปรารถนาอารมณ์ใด,
รูปารัมมะนัง วา,    จะเป็นรูปารมณ์, คือยินดีในรูปเป็นอารมณ์ก็ดี,
สัททารัมมะนัง วา,  จะเป็นสัททารมณ์, คือยินดีในเสียงเป็นอารมณ์ก็ดี
คันธารัมมะนัง วา,   จะเป็นคันธารมณ์, คือยินดีในกลิ่นเป็นอารมณ์ก็ดี
ระสารัมมะนัง วา,    จะเป็นรสารมณ์, คือยินดีในรสเป็นอารมณ์ก็ดี,
โผฏฐัพพารัมมะนัง วา,   จะเป็นโผฏฐัพพารมณ์, คือยินดีในสิ่งที่กระทบถูกต้องกายเป็นอารมณ์ก็ดี,
ธัมมารัมมะนัง วา ยัง ยัง วา ปะนารัพภะ     จะเป็นธรรมารมณ์, คือยินดีในธรรมเป็นอารมณ์ก็ดี,
ตัสมิง สะมะเย ผัสโส โหติ, อะวิกเขโป โหติ เย วา ปะนะ    ในสมัยนั้นผัสสะและความไม่ฟุ้งซ่านย่อมมี
ตัสมิง สะมะเย, อัญเญปิ อัติ ปะฏิจจะสะมุปปันนา อะรูปิโน ธัมมา,
อีกอย่างหนึ่ง ในสมัยนั้น ธรรมเหล่าใด,
แม้อื่นมีอยู่เป็นธรรมที่ไม่มีรูป, อาศัยกันและกันเกิดขึ้น
อิเม ธัมมา กุสะลา  ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล, ให้ผลเป็นสุข
(จาก ชมรมส่งเสริมจริยธรรมสาธารณสุขศรีสะเกษ, คู่มือฟังสวดพระอภิธรรมสำหรับพุทธศาสนิกชน, ธรรมสภากรุงเทพ จัดพิมพ์ มิ.ย.2546, หน้า 7)   
 
ธรรม 3 บทต้นที่ว่า กุสะลา ธัมมา,    อะกุสะลา ธัมมา,   อัพยากะตา ธัมมา, กับ บทสุดท้าย อิเม ธัมมา กุสะลา   (ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล, ให้ผลเป็นสุข) นั้น แสดงการจำแนกหมวดหมู่แห่งธรรมทั้งหลายไว้ 3 หมวด คือ หมวดธรรมขาว (กุสลา ธมฺมา) หมวดธรรมดำ (อกุสลา ธมฺมา) กับธรรมระหว่างขาวกับดำ หรืออยู่ระหว่างกลาง (อพฺยากตา ธมฺมา)    ทรงตรัสในโอวาทปาฏิโมกข์ว่า สพฺพปาปสฺส อกรณํ(จงอย่าทำบาปทั้งปวง) กุสลสฺสูปสมฺปทา(จงทำแต่ความดีที่เป็นบุญกุศลพร้อม) สจิตฺตปริโยทปนํ (จงชำระจิตของตนให้ขาวรอบ ให้ขาวบริสุทธิ์ล้วน)   นั้น   หมายถึงทรงให้ปฏิเสธธรรมดำ (อะกุสะลา ธัมมา, ธรรมทั้งหลายที่เป็นอกุศล, ให้ผลเป็นความทุกข์) กับธรรมที่เป็นกลาง ๆ ระหว่างดำกับขาว หรือที่อยู่หว่างกลาง คือ อัพยากะตา ธัมมา (ธรรมทั้งหลายที่เป็นอัพยากฤต, เป็นจิตกลาง ๆ อยู่)   ทรงชักจูงมนุษย์ให้เข้าสู่ธรรมขาว ให้ประพฤติความดี บุญกุศล หรือธรรมฝ่ายขาว (กุสะลา ธัมมา,   ธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล, ให้ผลเป็นความสุข ล้วน ๆ) เท่านั้นจึงจะสำเร็จซึ่งพระนิพพาน    การต่อสู้ก็ตาม เราจะต้องต่อสู้เพื่อเป้าหมายที่เป็นความดีล้วน ๆ หมายถึงเพื่อประโยชน์และความสุขของประชามหาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เมื่อต้องการการปกครอง การเลือกระบบการปกครองที่สุดไป 2 อย่าง คือ ประชาธิปไตย กับ เผด็จการ โดยพิจารณาว่าอะไรเป็นความถูกต้อง อะไรเป็นธรรม(กุสฺลา ธมฺมา) อะไรเป็นอธรรม ไม่ถูกต้อง(อกุสลา ธมฺมา) และอะไรที่เป็นอัพยากฤตคืออยู่หว่างกลาง (อพฺยากตา ธมฺมา) ซึ่งคำว่า อัพยากตา ธัมมา ธรรมที่อยู่ระหว่างกลางในที่นี้จะหมายถึงความโลเล ความที่เป็นอวิชชาอยู่ การที่จิตมีอารมณ์แห่งจิตเป็นอัพยากฤตนี้  ย่อมหมายถึงยังไม่ส่ว่าง ความโลเล ความไม่รู้อะไรดีอะไรชั่ว ไม่รู้บาป ไม่รู้บุญอยู่ นั่นคือยังถูกครอบด้วย อวิชชาอยู่    ต่อเมื่อพ้นจากอวิชชาแล้วจึงเข้าสู่ธรรมขาวล้วน

ฉะนั้น โดยหลักธรรมแห่งพระพุทธศาสนา ประชาชนผู้ปรารถนาความถูกต้องเป็นธรรม ย่อมจะไม่เลือกทางอื่น ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากทางแห่งกุศลธรรมคือธรรมขาว (กุสลา ธมฺมา) เท่านั้น จึงจะถึงซึ่งประโยชน์และความสุขอันไพศาล(หิตาย สุขาย)   ไม่อาจจะเลือกธรรมดำ (อกุสลา ธมฺมา) หรือ ธรรมที่เขลาบอดอยู่ โลเล ปนกัน อยู่ระหว่างกลาง ๆ (อพฺยากตา ธมฺมา) ได้   ต้องมาอยู่ฝ่ายดี ฝ่ายขาวฝ่ายกุศลล้วนเท่านั้น   ในทางการเมือง ที่อยู่ในสถานการณ์เป็นฝักเป็นฝ่ายตามหลักการทางการเมืองที่สำคัญ 2 หลักการคือ เผด็จการและประชาธิปไตย จำเป็นต้องเลือกอยู่ฝ่ายเดียวล้วน ๆ คือ ประชาธิปไตย เท่านั้น จึงจักเป็นสามัคคีธรรม และไม่ควรที่จะเป็นฝ่ายกลาง ๆ หรือ อัพยากฤต เพราะนั่นหมายถึงโลเลและอวิชชา คือไม่รู้เรื่องการเมืองเลย(ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย จะเป็นประชาธิปไตยยาก) แล้วจากนั้นอาศัยธรรมอีก 2 ข้อ คือความพยายาม 1   กับ สติปัญญา 1 ซึ่งธรรม 2 อย่างนี้ประกอบกัน พระอรหันต์(พระนาคเสน ยุคพระยามิลินทน์ แห่งตะวันออกกลางปัจจุบันนี้ ออกบวชสำเร็จพระอรหัตผล 500 ปีหลังพุทธกาล)ท่านชี้แนะเอาไว้ว่า 2 อย่างนี้มีอยู่ที่บุคคลใด คณะบุคคลใด ประเทศชาติใด ย่อมแผ้วทาง ฝ่าอุปสรรคไปสู่ความสำเร็จ แม้สู่พระนิพพานก็ได้ด้วยความพยายามและปัญญา 2 อย่างนี้(ท่านอุปมาเหมือนเกี่ยวข้าว มือที่รวบต้นข้าวมาคือความพยายาม มือที่ถือเคียวเกี่ยวรวงข้าวคือปัญญา) ในทางการเมือง เมื่อประชามหาชนได้เลือกฝ่ายที่ถูกต้องแล้ว นั่นหมายถึงจะสามารถนำพาประชาชน นำพาประเทศไปสู่ความสำเร็จได้ และการรวมตัวอย่างแน่นแฟ้นในความดี(กุสลา ธมฺมา)ส่วนเดียว ย่อมมีพลังสามารถด้วยสามัคคีธรรมของหมู่ แม้เป็นงานใหญ่ขนาดย้ายภูเขา หรือพลิกแผ่นดินก็ย่อมสำเร็จลงได้ด้วยธรรม 2 ประการนี้   นี่เป็นสูตรสำเร็จของพระพุทธองค์ บรมศาสดาแห่งพระพุทธศาสนา
โปรดติดตามอ่านรายละเอียดเรื่องราวและทัศนะของเราในหนังสือพิมพ์ดี และเพื่อทันสถานการณ์รอบด้าน และแนวทัศนะต่อเหตุการณ์ ทุกศาสตร์ ทุกวิชาการ ทุกวันทุกนาที โปรดติดตามเวบไซต์ของเรา คือ http://www.newworldbelieve.net ต่อไป
 
 
                                       บรรณาธิการ
                                                               31 ต.ค. 2552
 
 
 
 
 
 
5.   เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว
ส่วนที่ 1
ภาคบทความแสดงความคิดเห็น ส่วนบุคคล
 
 
5.1.    การเลือกตั้งตัวอย่างในจังหวัดศรีสะเกษในทัศนะของข้าพเจ้า
 
ประชาธิปไตย ยังมีอีกหลายเรื่องที่คนในระบอบจะต้องเข้าใจ จึงจะนำไปปฏิบัติโดยถูกต้อง เป็นผลดีแก่ประชาชนเจ้าของอำนาจ และทำให้ระบอบเดินไปได้ตามวิถีทางของระบอบ   โดยหลักการของระบอบ ประชาธิปไตยของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชน จะต้องประกอบด้วยหน่วยของประชาชนแต่ละหน่วยที่มีความสมบูรณ์ทางสติปัญญาพร้อมที่จะปกครองตนเอง และใช้อำนาจของตนเองตามสิทธิของประชาชนในระบอบนี้   จนพอที่จะใช้ในการวินิจฉัยตัดสินใจต่อปัญหาใดใดด้วยตนเอง ได้โดยชอบธรรมหรือเป็นธรรมตามระบอบ ทั้งนี้รวมทั้งมหาประชาชนเจ้าของอำนาจและผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ด้วย
 
กรณีการเลือกตั้งในจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ 28 มิถุนายน 2552 นั้นหมายถึงประชาชนทั้งปวงต้องการตัวแทนของเขา ซึ่งหมายถึงตัวแทนผลประโยชน์ที่ตนต้องการ เพื่อไปต่อสู้ให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์นั้น อันเป็นสิ่งซึ่งจักนำมาซึ่งความสุขของประชาชนต่อไป
 
ในการเสนอตัวของผู้แทนผู้ที่สมัครเป็นตัวแทนประชาชขน จึงจำเป็นที่ผู้เสนอตัวเป็นตัวแทนนั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีสติปัญญาพอที่จะเข้าใจประชาธิปไตย และในประเด็นนี้ เขาจะต้องมีความสามารถพอที่จะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้โดยถ่องแท้ ในเรื่องผลประโยชน์ที่ตนจะเข้าไปทำแทนประชาชน และประชาชนย่อมพอใจในคำอธิบายของตัวแทนผู้สมัครเป็นตัวแทนนั้น  
 
นี่คือหลักการของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย
 
ฉะนั้น การที่มีเวทีสำหรับให้ผู้สมัครทั้งหลายคนที่มาแข่งขันกัน ได้แสดงวาทะของตน ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบความคิดอ่านของเขาในการที่จะทำประโยชน์ให้ประชาชนอย่างไร ภายหลังได้รับเลือกเป็นตัวแทนไปแล้ว    ซึ่งคนไทยรู้จักเวทีปราศรัยเช่นนี้มาแต่เดิมแล้วว่า ไฮด์ปาร์ค   นั้น นับว่าเป็นอุปกรณ์สำคัญของระบอบประชาธิปไตยอย่างขาดเสียไม่ได้   ยุคปัจจุบันจะเห็นว่ามีความละเอียดประนีตขึ้นไปอีก ในเชิงที่ให้ประชาชนได้อ่านได้ฟังได้ยินเสียงผู้แทนของเขาอย่างชัดแจ้งชัดเจน ในเรื่องที่ว่าเขาจะทำอะไรบ้างและทำอย่างไร อันเป็นผลประโยชน์และความสุขของประชาชน   และยุคปัจจุบันลักษณะเช่นนี้จะเห็นได้ชัดเจนจากประเทศตัวอย่างทางการเมืองระบอบประชาธิปไตย เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส    ซึ่งมีการจัดเวทีไปหลายหลาก แม้กระทั่งระยะหลังที่นิยมว่ามีประโยชน์มากขึ้น ตรงมากขึ้นก็คือการเผชิญหน้าโต้วาทีประเด็นนโยบายการเมือง ของคู่ที่แข่งขันกัน ต่อหน้าประชามหาชนกันเลยทีเดียว    และนี่แหละที่ควรเน้นว่า เป็นสิ่งที่จำเป็นของระบอบประชาธิปไตย และซึ่งนักการเมืองจะต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า นี่เป็นสิ่งที่จำเป็นในการเสนอตัวให้ประชาชนเลือก
 
กรณีการเลือกตั้งซ่อมในจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ 28 มิ.ย.2552 เห็นได้ว่า ฝ่ายที่ได้ชัยชนะในครั้งนี้ คือพรรคเพื่อไทย(นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์) ได้วางแผนงานการหาเสียงไว้สอดคล้องครรลองประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์   นั่นคือมีการลงทุน แต่เป็นการลงทุนเพื่อการเปิดเวทีปราศรัย แถลง เปิดเผยนโยบายให้ประชาชนทราบโดยชัดเจนแจ่มแจ้ง มีการระดมนักการเมืองของพรรคมาช่วยกันอย่างมากมาย ยิ่งใหญ่ เพื่อปราศรับ และดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์อย่างละเอียดเพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจจริง ๆ ถึงงานที่พรรคจะทำ ผลประโยชน์ที่พรรคจะปกป้องให้   โดยไม่มีเสียงครหานินทาว่ามีการใช้จ่ายเงินซื้อเสียงแต่อย่างใด
 
ส่วนพรรคการเมืองที่พ่ายแพ้ไปอย่างทิ้งห่างหลายช่วงตัวพรรคชาติไทยพัฒนา(นางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ์)นั้น ปรากฏว่าไม่มีการเปิดเวทีไฮปาร์ค ที่ไหนเลย การสื่อสารกับประชาชนก็มีเพียงการออกเยี่ยมเยียนถามทุกข์สุขกันมากกว่าจะเป็นการแถลงนโยบายอย่างงานการเมืองที่เอาจริง    ซ้ำเวลามีโอกาสขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวทีที่ภาคเอกชนจัดการให้ ก็มิได้ใช้ศิลปะ เทกนิคในการปราศรัยอย่างตรงไปตรงมาตามแบบแผนของการแถลงนโยบายต่อประชาชน   กลับพยายามแสดงละครเจ้าน้ำตาออดอ้อนขอคะแนนเสียง ด้วยการออกท่าทางและคำพูดให้น่าสงสาร ที่ไม่เกี่ยวกับนโยบายเลย    เช่นนี้ถือว่าไม่ตรงต่อประชาธิปไตย  
 
สิ่งที่น่าพอใจในการเลือกตั้งที่จังหวัดศรีสะเกษครั้งนี้ ไม่ใช่ประเด็นของการซื้อเสียง หรือตั้งหน้าตั้งตาอย่างเดียวในการวางแผนซื้อเสียง วางแผนเกี่ยวกับหัวคะแนนควบคุมการแจกจ่ายเงินซื้อเสียง   มุ่งหมายเอาชนะด้วยเงินเอากับประชาชนผู้ยากไร้    แล้วกลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างหลุดลุ่ย เพราะประชาชนฉลาดรู้ดีเสียแล้ว   หากแต่เป็นประเด็นที่ว่า นักการเมืองเช่นนี้ยังเป็นนักการเมืองที่เป็นภัย ที่ไม่อุปการะต่อระบอบประชาธิปไตย เป็นนักการเมืองที่ไม่มีจิตใจให้ประชาธิปไตย มุ่งหมายตักตวงผลประโยชน์เข้าตนแบบการลงทุนค้าขาย อันเป็นผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวมของประชามหาชน   เป็นลักษณะนักการเมืองเลวชนิดแรก ๆ ที่ควรจะขจัดไปเสียจากวงการเมืองของระบอบประชาธิปไตย โดยพลัน
 
ซึ่งหวังว่าประชาชนชาวศรีสะเกษและประชาชนทั่วประเทศจักได้จดจำเอาอย่างกันต่อไป
 
และฝ่ายที่ชนะครั้งนี้ ถือว่าได้ทำแบบอย่างที่ดีเอาไว้ในเวทีประชาธิปไตยศรีสะเกษ เพราะพวกเขาเอาชนะมาได้ด้วยการแถลงนโยบายอย่างชัดเจน โดยระบบแบบอย่างประเทศประชาธิปไตยที่เจริญแล้ว จึงไม่มีการคิดซื้อเสียง แล้วยังสามารถเอาชนะฝ่ายที่ซื้อเสียงมาได้อย่างเด็ดขาด   
 
นักการเมืองขจัดการคิดซื้อเสียง งดลงทุนซื้อเสียงอย่างเด็ดขาด แต่เพิ่มการลงทุนในการแถลงนโยบาย ขยันในการพูดไฮด์ปาร์ค เพื่อเพิ่มความเข้าใจของประชาชนต่อนโยบายของเรา    ประชาธิปไตย และประชาชนรู้เท่าทันเกมโง่เขลาของนักการเมือง การเมืองไทยจึงจะเจริญไปในวันหน้า  
 
  • ปาลภพ พิบูลย์มโนธรรม 
    30 มิ.ย.2552   
 
 
5.2. สุริยคราสในอินเดียเมื่อ 22 ก.ค.2552
        22 ก.ค.2552 วันนี้มีสุริยคราสเห็นได้ทั่วประเทศไทยเริ่มจับเวลา 08.03น.
 
ชาวอินเดียลงแช่น้ำนับล้านคน
โทรทัศน์อินเดีย[India TV] รายงานสุริยคราสในประเทศอินเดีย เวลา 10.05 น.เวลาไทยเห็นดวงอาทิตย์จวนจะหายไปแล้ว เหลือเพียงขอบแหว่งเหมือนจันทร์แรม 14-15ค่ำ แล้วชั่วอึดใจจากนั้น อาทิตย์ทั้งดวงก็กลายเป็นสีดำสนิทมีประกายแสงล้อมเป็นวงกลมบาง ๆ รอบดวงอาทิตย์สีดำ    ที่น่าสนใจก็คือ โทรทัศน์อินเดียถ่ายทอดเสียงสวดอ้อนวอนของคนอินเดียดังกระหึ่ม ขณะที่ภาพคนอินเดียจำนวนมหาศาลลงไปแช่พนมมืออยู่ในแม่น้ำ(คงเป็นแม่น้ำคงคาที่เมืองพาราณสี) และที่เบียดเสียดกันริมฝั่งก็แน่นขนัด โทรทัศน์อินเดียผ่านภาพริมแม่น้ำไปอย่างค่อนข้างเร็ว คงไม่ต้องการเน้นไปที่ความเชื่อ เพราะคนอินเดียมองเป็นเรื่องเทพเจ้าของพวกเขากำลังจะเป็นอันตราย ในขณะที่ความจริงเป็นเรื่องดาราศาสตร์ไม่เกี่ยวอะไรกับเทพเจ้าเลย ยังไม่มีรายงานว่ามีคนแขกเหยียบกันตายที่แม่น้ำกึคน
เวลา 11.30 น. โทรทัศน์อินเดียยังคงรายงานสุริยคราสต่อ เห็นภาพชุมนุมทำพิธีรอบกองไฟ หรือหลุมไฟ ตีฉาบตีฉิ่ง ร้องอ้อนวอนเทพเจ้ากันใหญ่ ดู ๆ เหมือนคนชนบทไทยเมื่อ 60-70 ปีก่อน ที่พากันเคาะกะลา ตีฆ้อง ตีต้นไม้ไล่ราหูที่มาอมดวงอาทิตย์ กลัวอาทิตย์จะดับไปตลอดกาลอย่างไรอย่างนั้น แสดงว่าจริงอยู่อินเดียมีคนส่วนหนึ่งที่เจริญทางความคิดแบบวิทยาศาสตร์ไปไกลแล้ว แต่คนมากมายมหาศาลยังคงงมงายไร้สติตราบที่ยังคงเห็นการบูชาอ้อนวอนด้วยความเชื่ออยู่เช่นนี้   นี่เป็นปัญหาใหญ่ในประเด็นของการเมือง ด้วยสัจธรรมมีว่าคนที่เชื่องมงายในเทพเจ้าไม่อาจจะเป็นประชาธิปไตยได้ อินเดียกำลังมีปัญหามากมายหากคิดสร้างพัฒนาการเมืองให้ก้าวไปในครรลองประชาธิปไตย จะต้องทำงานด้านการเปลี่ยนแปลง(change) ในด้านความเชื่อที่เป็นเช่นนี้ ให้เป็นความเชื่อแนววิทยาศาสตร์ และก้าวแรกก็คือถอนตัวออกจากความคิดพึ่งพาเทพเจ้าออกมาพึ่งตนเอง ปกครองตนเอง ด้วยสติปัญญาของมนุษย์เอง ไม่ตกอยู่ใต้การสั่งการของเทพเจ้า หรือคณะตัวแทนของเทพเจ้าบนโลกมนุษย์ จึงจะชื่อว่าการปกครองของมนุษย์ โดยมนุษย์ และเพื่อมนุษย์ คือประชาธิปไตย อำนาจเป็นของมนุษย์ อย่างเช่นชาวอินเดียที่เมืองนาคปุระเริ่มกระทำกันเป็นแบบอย่างขึ้นมาแล้ว
  • 001 รายงาน 
 
 
5.3.    เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กำลังยุแยกให้แตกในวงการสงฆ์
          สืบทอดเจตนารมณ์การโฆษณาชวนเชื่อของสนธิ ลิ้มทองกุล
 
นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง จัดรายการใน ASTV และยังมีรายการ FM.92.25 ฟังทีแรกแล่วน่าสนใจในประเด็นที่ว่าเหมือนลีลาของใครคนหนึ่ง ทำนองถ่ายแบบคนนั้นมาเปี๊ยบ มิต่างลูกศิษย์ถ่ายแบบมาจากอาจารย์เลยทีเดียว และอาจารย์คนนั้นของเจิมศักดิ์ ปิ่นทองก็คือสนธิ ลิ้มทองกุล    ในวันที่ 23 ก.ค.2552 เวลาประมาณ 08.00 น. FM.92.25 นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กับ จิตกร บุษบา สนทนาเรื่องราวเกี่ยวกับวงการสงฆ์ ในทำนองแปลกและแปร่ง ที่ผิดไปจากสำนวนลีลาของ นายเจิมศักดิ์ คนเดิม เพราะได้พูดเรื่องที่ไม่ควรเอามาพูด โดยเอาเรื่องละเอียดอ่อนในวงการสงฆ์ธรรมยุติ-มหานิกาย และธรรมะที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้งมาพูดมาวิเคราะห์วิจารณ์คาบเกี่ยวไปถึงคนอื่น ซึ่งน่าที่จะส่งผลร้ายถึงอาจเป็นสาเหตุให้คนฟังสับสน ทำให้สังคมเข้าใจผิดเกิดความแตกแยกร้ายแรงได้
 
การพูดถึงเรื่องธรรมยุติกับมหานิกายอันเป็นเรื่องในวงการสงฆ์ไทยที่สง์ไทยเข้าใจดี แต่คนที่ไม่เข้าใจอย่างนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทองเอามาพูดขึ้น รวมไปถึงเรื่องการคว่ำบาตรของหลวงตามหาบัวของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทองนั้น   คล้าย ๆ กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล เริ่มวางแผนการโฆษณาชวนเชื่อหลักการสำคัญ ด้วยแผนการดึงสถาบันกษัตริย์ลงมาเกี่ยวในเรื่องราวที่โฆษณาด้วย   จึงเริ่มด้วยกรณีรัฐบาลทักษิณทำบุญประเทศ โดยขอพระราชทานอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว)เป็นสถานที่กระทำพิธีกรรมทำบุญประเทศ ในช่วงที่ประเทศไทยพบความวิบัติหลังเกิดสินามิ โดยนำเรื่องที่ไม่เป้นความจริงเลยมากล่าวหาว่า ในการทำบุญประเทศครั้งนั้น ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกระทำตนเสมอกษัตริย์ โดยสวมรองเท้าเข้าไปประกอบพิธีกรรมในอุโบสถวัดพระแก้ว (ก็ไม่ผิดระเบียบของสำนักพระราชวัง) ไม่เคารพโดยสวมเสื้อแขนสั้น(ก็ไม่ผิดระเบียบ) และตีตนเสมอกษัตริย์โดยจัดที่นั่งทับที่กษัตริย์ขณะทำพิธีกรรม(ที่จริงไม่ได้ทับที่นั่งกษัตริย์เลย) เป็นเหตุให้เกิดโกลาหลในหมู่ประชาชนขณะนั้น แล้ว ASTV ก็เริ่มดึงเรื่องราวเบื้องสูงลงมาสู่แผ่นดินต่ำ ในท่าทีเล่ห์กลว่าตนเองเป็นผู้มีความจงรักภักดีต่อสถาบันเป็นอย่างยิ่ง เป็นห่วงสถาบันอย่างยิ่ง จึงต้องถวายชีวิตเป็นพลีป้องกันสถาบัน ต้องสอดตาดูบุคคลผู้เป็นภัยต่อสถาบันกษัตริย์และเอามาเปิดเผยแก่ประชาชน (และคนที่ต้องสอดแนมติดตามอย่างไม่ละก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งบัดนี้
 
วันนี้ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กำลังจะทำแบบเดียวกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล จอมบ่างช่างยุคนนั้น โดยคราวนี้ เปลี่ยนเป็นมาดึงสถาบันสงฆ์ลงมาเกลือกกลั้วตมอีกสถาบันหนึ่ง   ฟังลีลาวาทะข้อกล่าวหาของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง โดยอ้างสถาบันสงฆ์นี้ มิแตกต่างลีลาของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กล่าวถึงเบื้องสูงเลย   จึงน่าฉงนว่า ดร.คนนี้จนปัญญาขนาดมารับเอาคำสอน ลีลาการโฆษณาชวนเชื่อมาจากนายสนธิลิ้มมาเต็มตัวราวกับเป็นศิษย์เอกผู้ซื่อกตัญญูแห่งสำนักเลยทีเดียวหรือ? เคยเป็นเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ผู้เคยมีความเป็นอิสระ นักวิชาการเสรี มีเหตุมีผล และเป็นประชาธิปไตย กลายมาซบหัวยอมตนเป็นสานุศิษย์ผู้ซื่อสัตย์ต่อคนล้มละลายทางการเงิน ผู้ต้องหาก่อการร้าย ยึดสนามบินนานาชาติ ฯลฯ อย่าง นายสนธิ ลิ้มทองกุลได้อย่างไรและภาระของนายเจิมศักดิ์ ที่กำลังเริ่มอยู่วันนี้ ก็บอกไปถึงนัยความหมายของเล่ห์กลและภาระที่จะกระทำต่อเป้าหมายอย่างไร ไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นโดยยากอย่างไร แต่เห็นง่ายว่า โดยการพูดถึงสถาบันสงฆ์นั้น มีจุดมุ่งหมายในการสร้างความแตกแยกให้แก่สถาบันสงฆ์ธรรมยุติ กับ มหานิกาย โดยอยู่ในขั้นแรกที่เริ่มเจาะชอนไชนำทางทดลองหยั่งเชิงไปก่อน มิแตกต่างจากการเริ่มการก่อความปั่นป่วนโดยเอาเรื่องราวสถาบันกษัตริย์นับตั้งแต่เริ่มเอาเรื่องเท็จกรณีทำบุญประเทศในอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว)ของรัฐบาลทักษิณยุคสินามิ มาบิดเบือนโกหกพกลมทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจริงเลย อย่างหน้าด้านไร้ความอายโดยสิ้นเชิง(ซึ่งบ่งถึงขั้นตอนที่เริ่มจะดึงฟ้าต่ำลงมาโฆษณาเพื่อให้ใส่ร้ายผู้อื่นและเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนอย่างไร) แต่ในครั้งนั้น สำนักพระราชวังได้ออกมาแก้ข้อกล่าวหาแทนรัฐบาล ว่าทักษิณ มิได้เป็นผู้จัดการพิธีกรรมนั้น ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบและการจัดการของสำนักพระราชวัง แผนการร้ายทางการโฆษณาชวนเชื่อจึงถูกจับได้และจับตามองมาตั้งแต่นั้น และได้เป็นข้อคิดเตือนใจว่า ลักษณะการโฆษณาเช่นนี้แหละเป็นจุดเริ่มต้นแผนการร้ายโดยอิงอาศัยสถาบันเบื้องสูงลงมาเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่ฝ่ายตน ผู้ทำการโฆษณาชวนเชื่อ คือเอเอสทีวีมาจนกระทั่งบัดนี้
 
เพราะเหตุใด นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง จึงตั้งใจไปขุดคุ้ยเอาเรื่องที่ไม่มีความจริงมาโจมตีคนอื่น ใส่ร้ายคนอื่น โดยไปอ้างหลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ว่าท่านได้ระดมลูกศิษย์สายวัดป่า ซึ่งล้วนเป็นพระวิปัสสนากรรมฐานมาสวดมนต์สาปแช่งและคว่ำบาตร ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น โดยอ้างว่าหลวงตามหาบัวเองท่านมีญาณทัศนะว่า ดร.ทักษิณ มิได้เป็นคนดีตามที่ภาพภายนอกปรากฏ แท้จริงเป็นคนโกงชาติ ขายชาติ ขายแผ่นดิน จึงไม่ควรที่จะอยู่ต่อไป ต้องทำพิธีกรรมคว่ำบาตร (ที่จริงเคยมีกรณีนายทองก้อน ศิษย์หลวงตามหาบัว ระดมประชุมพระสายวิปัสสนา ศิษย์หลวงตามหาบัว มาประชุมกันในวัดสายธรรมยุติแห่งหนึ่งในกรุงเทพในกลางเดือน กุมภาพันธ์ 2547 เพื่อต่อต้าน คัดค้านรัฐบาลทักษิณ กรณีรัฐบาล โดยรองนายกรัฐมนตรี ดร.วิษณุ เครืองาม ลงนามตั้งคณะทำการแทนสมเด็จพระสังฆราช และได้ทำพิธีคว่ำบาตรนายวิษณุ เครืองาม ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลทักษิณ ในขณะนั้น)   ซึ่งประเด็นนี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้เคยพูดใน เอเอสทีวีมาก่อนแล้วบ่อยครั้ง โดยแสดงตนว่าตนเป็นศิษย์เอกหลวงตามหาบัว คราวนั้นนายสนธิ ถึงกับอ้างว่าหลวงตาบัวถึงกับเอ่ยคำสาป ดร.ทักษิณ ชินวัตร เอาไว้ว่า แม้จะอยู่ในตำแหน่งสูงส่งร่ำรวยก็จะต้องพังพินาศน์ ประสบความหายนะตลอดไป แล้ววันนี้ นายเจิมศักดิ์ ก็ดำเนินรอยตามนายสนธิและโฉมหน้าให้เห็นว่าจะทำเรื่องการดึงสถาบันสงฆ์ลงมาเกลือกกลั้วราคีอีกสถาบันหนึ่ง และนั่นหมายถึงเจตนาร้ายต่อประเทศและประชาชน โดยแผนการสร้างความแตกแยกของประชานในชาติไปอีกระดับหนึ่ง

            การไปอ้างพระผู้ใหญ่มาทำการโฆษณาโดยระบุถึงพฤติกรรมของพระผู้ใหญ่รูปนั้นในลักษณะว่าท่านกล่าวคำอาฆาตแค้น และประกอบกรรมร้ายโดยวจีทุจริต นั่นคือสาปแช่ง และทำพิธีกรรมคว่ำบาตร (ซึ่งทางพระย่อมหมายถึงการลงโทษอย่างรุนแรงระดับประหารชีวิต ซึ่งหมายถึงตัดขาดไปจากพระพุทธศาสนา) นั้น น่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง หวังผลทางการโฆษณาชวนเชื่อ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่พึงจะเป็น ตามเหตุผลที่พึงพิจารณา 2 ประการ คือ

            ประการแรก หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านย่อมสมกับฉายา เป็นผู้ที่มี ญาณสัมปันโน(ผู้ถึงพร้อมบริบูรณ์แล้วด้วยความรู้) เป็นพระสายปฏิบัติวัดป่า แม้โดยฐานะพระสงฆ์สาวกคือพระธรรมดา ๆ รูปหนึ่งก็ย่อมจะสังวร ไม่กระทำกายกรรมวจีกรรมทุจริตเช่นนั้น   ในเมื่อพระทุกรูปสวดมนต์เตือนสติตนเองอยู่ทุกเช้าทุกเย็น ที่เรียกว่า ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น    และขึ้นใจในพระโอวาทปาฏิโมกข์ อันเป็นคำสอนข้อสำคัญที่องค์บรมศาสดาทรงสอนเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาเอาไว้   และพระสงฆ์ทั้งปวงย่อมสดับฟังและน้อมนำไปปฏิบัติด้วยดีดังมีข้อความทั้งหมดดังนี้  
 
โอวาทปาติโมกขคาถา

สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง                   การไม่ทำบาปทั้งปวง
กุสะลัสสูปะสัมปะทา                            การทำกุศลให้ถึงพร้อม
สะจิตตะปะริโยทะปะนัง                        การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ(ขาวทั้งหมด)
เอตัง พุทธานะสาสะนัง                        ธรรม ๓ อย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา                ขันติ คือ ความอดกลั้น เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง
นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา          ผู้รู้ทั้งหลาย กล่าวพระนิพพานว่าเป็นธรรมอันยิ่ง
นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี              ผู้กำจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย
สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต         ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย
อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต                    การไม่พูดร้าย การไม่ทำร้าย
ปาติโมกเข จะ สังวะโร                       การสำรวมในปาติโมกข์
มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง                    ความเป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภค
ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง                       การนอน การนั่ง ในที่สงัด
อะธิจิตเต จะ อาโยโค                        ความหมั่นประกอบในการทำจิตให้ยิ่ง
เอตัง พุทธานะสาสะนัง                        ธรรม ๖ อย่างนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
 
ซึ่งในที่นี้ เราต้องการหมายเหตุเป็นพิเศษ 2 วรรค ก็คือ
 
นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี              ผู้กำจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย
สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต         ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย
 
ผู้ที่สละเรือนมาปฏิญญาณตนเป็นอนาคาริยวิสัยแล้ว คือหมู่สงฆ์ทั้งปวงย่อมสดับรับฟังและน้อมนำไปปฏิบัติด้วยความเคารพ และระวังอย่างยิ่งว่า   นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี ผู้กำจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย   สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย   อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต     การไม่พูดร้าย การไม่ทำร้าย
 
นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง รู้หรือเปล่าว่า พระหลวงตามหาบัวนั้น ในทางสมณศักดิ์ ท่านเป็นถึงพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมวิสุทธิมงคล ท่านย่อมต้องสังวรในพระโอวาทปาฏิโมกข์ ดังกล่าว จะไปทำพิธีกรรมสาปแช่ง คว่ำบาตรผู้ใด อันบ่งถึงจิตขาดเมตตา กอปร์ด้วยโมหะ อาฆาตแค้น คิดกำจัด หรือคิดทำให้คนอื่นลำบากอยู่ คนใดใดได้ โดยเฉพาะบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้ ได้อย่างไร? และในทางกฎหมายการทำพิธีคว่ำบาตร เห็นเป็นรูปธรรม สามารถเอามาเป็นหลักฐานทางกฎหมายเอาเรื่องหลวงตามหาบัวได้ อาจจะถอดจากสมณศักดิ์ได้ และทั้งเป็นความผิดฉกรรจ์ อาจถึงขั้น "ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง" ตามกฎมหาเถรสมาคม ถึงถูกให้สละสมณเพศได้ เช่นนี้นายเจิมศักดิ์ไม่คิดดูว่าท่านหลวงตาท่าน แม้สงฆ์รูปใดรูปหนึ่งท่านจะอาจทำพฤติกรรมอย่างที่นายเจิมศักดิ์เอามาโฆษณาได้อย่างไร?
 
อีกอย่างหนึ่งนายเจิมศักดิ์ ไม่รู้หรือว่าหลวงตาบัวท่านเป็นพระป่ามาตลอดชีวิต ท่านได้ธุดงค์ไปทั่วประเทศ มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย และในทางธรรม ท่านมิใช่พระปุถุชนคนธรรมดา ท่านเป็นถึงพระอริยบุคคลระดับพระโสดาบัน ไม่ใช่รู้กันเฉพาะในวงการพระป่าลูกศิษย์ของท่าน แต่รู้ในวงการศาสนิกชนทั่วไป แม้ท่านเองท่านก็ได้กล่าวว่าท่านได้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลโสดาบันแล้ว(ดูจากประวัติที่ทำแผ่นแจกจ่ายไป) การที่นายเจิมศักดิ์ เอาเรื่องราวของหลวงตามหาบัว ที่พระธรรมวิสุทธิมงคล มาบิดเบือนว่าท่านได้กล่าวคำให้ร้าย สาปแช่ง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ว่าขายชาติ จนต้องคว่ำบาตร หรือสาปแช่งให้ล่มจม บรรลัยไป นั้น ไม่เป็นสิ่งที่จะเป็นไปได้    ฉะนั้น จึงน่าเชื่อว่า นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กำลังคิดวางแผนทำความแตกแยกในสถาบันสงฆ์อยู่   เช่นเดียวกับที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้เริ่มคิดสร้างความปั่นป่วนแตกแยกในประชาชนโดยการดึงเอาเรื่องการทำบุญประเทศในรัฐบาลทักษิณ ที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์มาทำการโฆษณาชวนเชื่อโดยหวังว่าเป็นปฏิบัติการระยะแรกเริ่มก่อน หากสังคมตามไม่ทัน ต่อไปจะได้ใช้ประโยชน์จากเรื่องสถาบันนี้มาเป็นเรื่องที่ให้คุณและโทษแก่คนใดคนหนึ่งได้อย่างร้ายแรงต่อไป นั่นเอง   
 
ในวันนี้ วันที่ 31 ก.ค.2552 ; ASTV ทีวีเพื่อการรับใช้งานการโฆษณาชวนเชื่อของสนธิ ลิ้มทองกุล ได้พบ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ในรายการ รู้ทันทักษิณ หรือ รู้ทันประเทศไทย นายเจิมศักดิ์ ได้ตั้งประเด็นที่สามารถทำร้ายคนอื่นทางจิตใจได้มากและมีเจตนาทำร้ายจิตใจคนอื่นอย่างแท้จริง โดยตั้งประเด็นว่า ดร.ทักษิณ ชินวัตร มีบุคลิกภาพเป็นวิกลจริตหรือไม่ ถ้าเช่นนั้นจะเป็นคนอันตรายเพียงไหน ต่อประเทศไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสถาบันอันสูงสุด?    พูดไปพูดมาก็ให้ง่ายเข้าว่า ทักษิณเป็นคนบ้าหรือเปล่า แล้ว คนที่รับรองก็คือ นายประสงค์ สุ่นศิริ กับ วสิษฐ์ เดชกุญชร ทั้งสองคนนี้เป็นคนแก่ (จะเข้าโลงอยู่แล้ว) อายุปูนคุณปู่คุณตา เข้าไปแล้ว(วสิษฐ์ เดชกุญชรว่าตนจะ 80 ในพ.ย.52นี้) ได้วิเคราะห์กันอย่างอคติโดยสิ้นเชิง   โดยไร้จิตใจของความเป็นผู้ใหญ่ เพราะเดิมมาในสังคมไทย การไประบุกล่าวหาคนดี ๆ ว่าเป็นบ้านี้ ย่อมเป็นอันตราย อาจจะทำให้คนดี ๆ ที่ถูกกล่าวหาหรือพูดเน้นย้ำบ่อย ๆ ว่าเป็นบ้านั้น เป็นบ้าไปจริง ๆ ก็ได้ คนชนบทบ้านนอกเขารู้ดี โดยเฉพาะในวงการสงฆ์ มีตัวอย่างมามาก จึงไม่ให้ด่ากันเช่นนี้ (อย่าไปด่าเขาว่าเป็นบ้า เราเองแหละจะบ้า สอนกันมาอย่างนี้) ซึ่งคตินี้ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ประสงค์ สุ่นศิริ และ วสิษฐ์ เดชกุญชร ปูนนี้แล้วก็คงจะเข้าใจดี แต่ไม่ถือจริยามารยาทอันดีของสังคมไทย เช่นนี้ บ่งถึงความมุ่งหมายอย่างมีเจตนาที่จะทำร้ายทางจิตใจคนอื่นจริง ๆ ซึ่งไม่เป็นธรรมและเลวทรามอย่างยิ่ง และทั้งยังบอกไปถึงความมีโมหะ อวิชชาครอบงำทำให้ไร้สติปัญญาแม้จะคิดไตร่ตรองดูในประเด็นความเป็นธรรม หรือความถูกต้อง ครรลองที่สร้างสรรค์แก่ชีวิตหนึ่งที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ นั่นคือ การมองเขามองเรา ไม่ลองมองกลับไปดูตนเองบ้าง    หากว่าเขาคนนั้น คือ ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นคนบ้า เขาก็ยังได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจากประชาชนไทย ให้เป็นผู้แทนของประชาชนและให้เป็นนายกรัฐมนตรีผู้โด่งดังของประเทศนี้ และซึ่งได้สร้างคุณความดีไว้แด่ประเทศชาติ ประชาชนไทย ขนาดนี้(ขนาดที่มีคนทั้งประเทศลุกขึ้นมาแดงทั้งแผ่นดินให้การรับรองคุณภาพของเขา และเพื่อนำเขากลับมาทำงานสร้างสรรค์ประโยชน์คุณงามความดีแด่บ้านเกิดเมืองนอนอีกครั้งหนึ่ง)   แล้วคนดี ๆ(ไม่บ้าหรือวิกลจริตคราวปู่อย่างประสงค์ สุ่นศิริ วสิษฐ์ เดชกุญชร หรือรุ่นเด็กอ่อนปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมขึ้นมา อย่างนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง) ได้สร้างคุณงามความดีไว้อย่างไรบ้าง ประสงค์ สุ่นศิริ วสิษฐ์ เดชกุญชร ปูนนี้แล้วได้สร้างอะไรให้ปรากฏแด่ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยไว้แม้เล็กน้อยบ้างหรือ? แม้คำถามว่ารู้จักประชาธิปไตยของคนยุคใหม่แล้วหรือยัง? ก็ยังไกล กว่าจะเรียนรู้ พบคำตอบ!!! ไม่เช่นนั้นคงไม่เป็นตัวการทำลายระบอบประชาธิปไตยของประชาชนเมื่อ 19 ก.ย.2549 ร่วมกับสนธิบังทหารเลวคนนั้น     นายเจิมศักดิ์เอง แม้จะทำมาหากินยังเอาตัวเองไม่รอด ต้องมาอาศัยกินน้ำใต้ศอกสนธิ ลิ้มทองกุล เช่นนี้ แล้ว การเป็นคนดีของตนมีประโยชน์สู้คนบ้าได้อย่างไร นี่เป็นประเด็นที่คนชั้นดร.อย่างนายเจิมศักดิ์ไม่ยอมมองดู จึงได้สร้างเรื่องราวที่น่ารังเกียจมาก ทั้งสองเรื่องราวที่ได้วิเคราะห์มาในวันนี้ก็เพื่อความเป็นธรรม เราจึงอยากให้นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ได้มีความสังวร ในการพูดถึงสถาบันสงฆ์ และสำนึกในความเป็นธรรมในสังคม โดยมีวิจารณญาณสุขุมลุ่มลึก คำนึงข้อเท็จจริงโดยรอบคอบกว่านี้ หรือแม้หากว่ามีอะไรอยู่บ้างที่เป็นข้อที่ผิดพลาดประการใด หากเราเป็นคนดี ไม่บ้าวิกลจริตแล้ว มีความปรารถนาดีต่อสถาบันในองค์รวมแล้ว ก็ควรจะอดออมระงับใจอย่าพึงนำมากล่าวจะเป็นผลดีกว่า และอย่าลืมว่า มีสัจธรรม ทำบุญได้บุญ ทำบาปได้บาป เราก่อกรรมอันใดไว้ ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ผลกรรมยังไม่มีสิ้นสุดแม้ละไปจากโลกนี้ไปสู่โลกไหน ๆ ดัง วลีพระว่า ปุญญานิ ปะระโลกัสมิง ปติฏฐา โหนติ ปานินันติ บุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในปรภพ จึงหวังว่านายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง จะได้สังวรต่อไป.
 
  • บุญแพง อภิรตี บุญเสฏฐ์   
    31 ก.ค.2552 
 
 
5.4.    เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กำลังยุแยกให้แตกในวงการสงฆ์
        สืบทอดเจตนารมณ์การโฆษณาชวนเชื่อของสนธิ ลิ้มทองกุล (2)
 
หมายเหตุกรณีหลวงตามหาบัว
 
กรณีการโฆษณาของนายสนธิ ลิ้มทองกุล สืบต่อมาถึงนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อ้างว่าหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ที่พระธรรมวิสุทธิมงคล ได้กระทำพิธีกรรมคว่ำบาตร และการสาปแช่ง ให้ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ถึงความพินาศ ต้องจากแผ่นดินกำเนิด ซมซานไปอย่างไร้แผ่นดินที่จะซุกหัวนอน ครั้นมีการปฏิวัติยึดอำนาจรัฐบาลทักษิณ เยี่ยงโจรปล้นประชาธิปไตยไปของทหารเลวบังสนธิ บุณยรัตนกลิน เกิดขึ้นแล้ว ก็จริงสมอ้าง ดูเหมือน หลวงตามหาบัว จะพอใจในคำสาปของตนอย่างยิ่ง จึงไม่รู้สึกร้อนหรือหนาวอย่างไรกับการที่ท่านถูกอ้างว่ากระทำกรรมเลวทรามอันนั้น แต่เราได้พิจารณาแล้วว่า หลวงตา ท่านจะอาจกระทำการเช่นนั้นได้อย่างไร ในเมื่อท่านเป็นพระสงฆ์ ดำรงตนในพระธรรมวินัย ทบทวนตนเองเสมอในพระปาฏิโมกข์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง2บทที่ว่า    
 
นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี            ผู้กำจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย
สะมะโณ โหติ  ปะรัง วิเหฐะยันโต       ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย
 
การณ์น่าจะเป็นว่านายสนธิ และนายเจิมศักดิ์ บิดเบือนเรื่องราวมาโฆษณาชวนเชื่อเพื่อฝ่ายตนได้ประโยชน์มากกว่า ตามเหตุผลที่เราได้วิจารณ์วิเคราะห์มาแล้วข้างต้น ซึ่งเป็นเหตุผลตามพระธรรมวินัย   แต่เราได้อ้างถึงกฎมหาเถรสมาคมเอาไว้ จึงจะขอขยายความออกไปอีกสักหน่อย
 
ได้มีกฎมหาเถรสมาคมใหม่ออกมาเมื่อ พ.ศ.2541 โดยสมเด็จพระญาณสังวร(สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม) ให้ตราไว้ ณ วันที่ 1 เดือน ตุลาคม พ.ศ.2541 เป็น กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ
 
ในกฎมหาเถรฯใหม่นี้ มีหมวดที่เพิ่มเติมมาเป็นพิเศษ ที่เตือนพระสังฆาธิการโดยตรง พระสังฆาธิการควรจะต้องรู้ ก็คือ   หมวด 4 จริยาพระสังฆาธิการ โดยเจตนาเพื่อให้พระสังฆาธิการทั้งหลาย นับตั้งแต่ เจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค ลงมาถึง เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาสและผู้ช่วยเจ้าอาวาส ได้ระมัดระวังสำรวม ให้สมกับเป็นสงฆ์สาวก และรักษาสามัคคีธรรมในหมู่สงฆ์ มีจริยาข้อที่เกี่ยวข้องกับกรณีหลวงตามหาบัว นี้ ดังนี้
 
ข้อ 47 พระสังฆาธิการต้องปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ และห้ามมิให้ใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ไม่สมควร (ผู้เขียน : การใช้อำนาจหน้าที่สั่งการให้สงฆ์มาร่วมชุมนุมทำพิธีกรรมคว่ำบาตรและสาปแช่งโยมผู้มีอุปการคุณนั้น ถือว่าใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ไม่สมควร เข้าข่ายการละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ อาจถือได้ว่า ทุจริตต่อหน้าที่และ ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงอาจจะถูกพิจารณาถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่ได้)
 
ข้อ 49   พระสังฆาธิการต้องรักษาส่งเสริมสามัคคีในหมู่คณะ และช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางที่ชอบ (ผู้เขียน : ถ้าช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางที่ไม่ชอบ เช่นระดมสานุศิษย์มาช่วยกันทำพิธีคว่ำบาตร สาปแช่งโยมผู้มีอุปการคุณ ก็ถือว่าช่วยเหลือกันและกันในทางที่ไม่ชอบ และเข้าข่ายการละเมิดจริยาพระสังฆาธิการอาจถือได้ว่า ทุจริตต่อหน้าที่และ ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” อาจจะถูกพิจารณาถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่ได้)
 
มีบทลงโทษว่าด้วยการละเมิดจริยา ไว้ในข้อ 54 คือ
 
ข้อ 54 พระสังฆาธิการรูปใดประพฤติละเมิดจริยา ต้องได้รับโทษฐานละเมิดจริยา อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(1) ถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่
(2) ปลดจากตำแหน่งหน้าที่
(3) ตำหนิโทษ และ
(4) ภาคทัณฑ์   
 
ผู้เขียน : เฉพาะกรณีถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่ตาม(1)นั้น สามารถกระทำได้เมื่อเข้าลักษณะความละเมิด 5 ประการตามข้อ 55 ดังนี้
 
ข้อ 55 การถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่นั้น จะทำได้ต่อเมื่อพระสังฆาธิการละเมิดจริยาอย่างร้ายแรง แม้ข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(1) ทุจริตต่อหน้าที่
(2) ละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเกินกว่า 30 วัน
(3) ขัดคำสั่งอันชอบด้วยการคณะสงฆ์ และการขัดคำสั่งนั้นเป้นเหตุให้เกิดความ     เสียหายอย่างร้ายแรงแก่การคณะสงฆ์
(4) ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่การคณะสงฆ์
(5) ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
 
กรณี การสาปแช่งบุคคลคืออุบาสกอุบาสิกา ผู้มีพระคุณในพระพุทธศาสนา อย่างแรงโดยสาปแช่งให้บุคคลนั้นประสบความหายนะไปตลอดชีวิต และทั้งยังได้กระทำพิธีกรรมคว่ำบาตร และการสาปแช่ง ให้โยมผู้มีอุปการคุณ ซึ่งในที่นี้หมายถึง ดร.ทักษิณ ชินวัตร ถึงความพินาศ ต้องจากแผ่นดินกำเนิด ซมซานไปอย่างไร้แผ่นดินที่จะซุกหัวนอน อันเป็นพิธีกรรมของหมู่สงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อบุคคลผู้เป็นอุบาสกอุบาสิกาผู้มีพระคุณต่อพระพุทธศาสนา ซึ่งเท่ากับประหารชีวิตให้ตายไปจากพระพุทธศาสนาตลอดชาติ ตามที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล กับนายเจิมศักดิ์ อ้างมาโฆษณาติดต่อกันมาแรมปีนั้น น่าที่ไม่อาจจะเป็นจริงได้เลย นอกจากเป็นการบิดเบือนเรื่องราวมาทำการโฆษณาชวนเชื่อ บ่อนทำลายสถาบันสงฆ์ไทยและพระพุทธศาสนา โดยทำให้สังคมแตกแยก ซึ่งบัดนี้เราได้เห็นภาพราง ๆ เกิดขึ้นแล้วในสังคมชาวพุทธคือมีคนฝ่ายหนึ่งที่ทำการคว่ำบาตร และ มีคนอีกฝ่ายหนึ่งที่ทำการหงายบาตร   จึงเห็นได้ว่าแผนการยุแยกให้แตกสามัคคีธรรมขึ้นของคนในชาติ ชาวพุทธด้วยกันเองเป็นแผนการที่เลวร้ายที่ไม่น่าจะให้อภัยได้ สมควรที่จะได้รับการนำตัวมาพิจารณาลงโทษ และทั้งต้องอยู่ในดุลยพินิจการติดตามให้รู้เท่าทันแผนการร้ายทางการโฆษณาชวนเชื่อของนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กับนายสนธิ ลิ้มทองกุลต่อไปไปอย่างใกล้ชิด และหาช่องทางแก้ไขสถานการณ์ให้ทันกันรวมทั้งการหาทางอบรมบ่มนิสัยผู้ร้ายให้กลับใจ หรือหากโปรดไม่ไหวจริง ๆ ก็ให้เขาออกไปอยู่ส่วนที่เขาควรอยู่ อุปมาดั่งกำจัดสุนัขบ้าไปเสียจากสังคม ๆ ก็พ้นอันตราย   ฉะนั้น   
 
  • บุญแพง อภิรตี บุญเสฏฐ์
    3 ส.ค. 2552  
 
 
5.5.   ฎีกาของคนเสื้อแดง รัฐบาลไม่ควรก้าวล่วงพระบรมราชวินิจฉัย
 
ทำไมรัฐบาลจึงออกโรงคัดค้านการถวายฎีกาของคนเสื้อแดง ทั้ง 5 ล้านคนเศษ ? ด้วยการให้กระทรวงมหาดไทยสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดแจ้งให้ประชาชนมาถอนรายชื่อและยังมีกลุ่มพันธมิตรปักต์ใต้มาทำพิธีเผาใบถวายฎีกาโชว์ทางสื่อ ASTV นายอภิสิทธิ์ยังให้สัมภาษณ์สื่อทีวีทุกช่องว่าการเข้าชื่อถวายฎีกาผิดกฎหมาย ประชาชนถูกหลอกลวงให้หลงผิด?
 
นั่นก็เป็นเพราะรัฐบาลเด็กนั่นเอง มีภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์คับแคบอย่างยิ่ง   โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ไปคาดคะเนอะไรคล้าย ๆ ตัดสินใจแทนพระองค์ท่านเอง ซึ่งเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง ทำนองเอาปัญญาควายไปคาดคะเนปัญญาพระยาราชสีห์   เอาปัญญานกกระจอกไปคาดคะเนปัญญาพระยานกอินทรีย์
 
น่าจะทบทวนดูว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราท่านเป็นบุคคลที่ประเสริฐ ยิ่งใหญ่ ขนาดไหน ทรงผลงานที่ประเสริฐยิ่งใหญ่ จนกระทั่งได้รับการเทิดทูนจากโลก โดยสหประชาชาติก็ดี ประเทศต่าง ๆ และรางวัลจากต่างประเทศมากมาย ก็ดี นั้นย่อมเป็นประกันถึงพระบารมีสติปัญญาของพระองค์ที่จะทรงวินิจฉัยปัญหาของประชาชนได้ด้วยพระองค์เอง การที่พรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ได้ดำเนินการต่อต้านการถวายฎีกาของประชาชนเช่นนี้ แสดงถึงการก้าวล่วงพระบรมราชานุภาพโดยตรง
 
เพราะในหลวงของเรา นอกจากทรงเป็นบุคคลผู้ประเสริฐแล้วยังทรงเป็นกษัตริย์ผู้ประเสริฐ เป็นผู้ตรัสถ้อยคำที่ยิ่งใหญ่ซึ่งมีความหมายอันยิ่งใหญ่ของถ้อยคำว่า เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยามในวันที่ทรงครองราชย์ อันแสดงถึงความทรงธรรมอันยิ่งใหญ่และจักบริหารแผ่นดินโดยธรรม และทรงตรัสถ้อยคำยิ่งใหญ่อีก ต่อหน้า พระสันตะปาปาจอห์น พอล ที่ 2 เข้าเฝ้า ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท 10 พ.ค.2527 ว่า คนไทยเป็นศาสนิกชนที่ดีทั่วกัน ส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาประจำชาติอันแสดงถึงความแนบแน่นในพระพุทธศาสนาจนทรงตรัสยกย่องว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย แสดงถึงพระปรีชาญาณ และพระบารมีธรรมอันสูงสุดที่ได้จากทรงสนิทธรรมในพระพุทธศาสนา แล้วรัฐบาลหรือคนใดคนหนึ่งจักต้องไปพะวงทำไม หาเหตุผลมิได้ หากไปคิดเป็นกังวลว่าพระองค์จักไม่ทรงสามารถวินิจฉัยปัญหาใดใดด้วยพระองค์เอง โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชามหาชนอันไพศาล ที่กษัตริย์จักทรงวินิจฉัยด้วยพระองค์เองเป็นธรรมเนียมแห่งกษัตริย์มาแต่โบราณกาล แห่งสากลระบอบกษัตริย์ทั่วโลก
 
รัฐบาลอภิสิทธิ์ จักไม่ทราบหรือว่าทรงเป็นกษัตริย์ผู้ทรงอยู่ในธรรมอย่างสนิท และทรงประพฤติทศพิธราชธรรม 10 ประการอย่างเคร่งครัด จึงทรงประทานพระบรมราโชบายทางการปกครองของพระมหากษัตริย์ไว้ว่า   จักทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม ตามที่ประจักษ์ชัดว่าทรงประพฤติอย่างประเสริฐมาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ใน ทศพิธราชธรรม 10 โดยไม่บกพร่อง สมบูรณ์ไปทุกประการ รัฐบาลโปรดอ่าน ดังนี้

            ทศพิธราชธรรม 10 ประการ 
  
1.   ทาน (ทานํ)การให้ หมายถึงการให้ การเสียสละ นอกจากเสียสละทรัพย์สิ่งของแล้ว ยังหมายถึง        การให้น้ำใจแก่ผู้อื่นด้วย
2.   ศีล (ศีลํ)คือความประพฤติที่ดีงาม ทั้ง กาย วาจา และใจ ให้ปราศจากโทษ ทั้งในการปกครอง อันได้แก่ กฎหมายและนิติราชประเพณี และในทางศาสนา
3.   บริจาค (ปริจาคํ)คือ การเสียสละความสุขส่วนตน เพื่อความสุขส่วนรวม
4.   ความซื่อตรง (อาชชวํ)คือ ความซื่อตรงในฐานะที่เป็นผู้ปกครอง ดำรงอยู่ในสัตย์สุจริต
5.   ความอ่อนโยน (มัททวํ)คือ การมีอัธยาศัยอ่อนโยน เคารพในเหตุผลที่ควร มีสัมมาคารวะต่อผู้อาวุโสและอ่อนโยนต่อบุคคลที่ เสมอกันและต่ำกว่า
6.   ความเพียร (ตปํ)หรือความเพียร มีความอุตสาหะในการปฏิบัติงาน โดยปราศจากความเกียจคร้าน
7.   ความไม่โกรธ (อกฺโกธ)หรือความไม่แสดงความโกรธให้ปรากฏ ไม่มุ่งร้ายผู้อื่นแม้จะลงโทษผู้ทำผิดก็ทำตามเหตุผล
8.    ความไม่เบียดเบียน (อวีหึสา)การไม่เบียดเบียน หรือบีบคั้น ไม่ก่อทุกข์หรือเบียดเบียนผู้อื่น
9.    ความอดทน (ขันติ)การมีความอดทนต่อสิ่งทั้งปวง รักษาอาการ กาย วาจา ใจให้เรียบร้อย
10. ความยุติธรรม (อวิโรธนํ)ความหนักแน่น ถือความถูกต้อง เที่ยงธรรมเป็นหลัก ไม่เอนเอียง     หวั่นไหวด้วยคำพูด อารมณ์ หรือลาภสักการะใดๆ
      (ขุ.ชา.28/240/86)
 
แล้วรัฐบาลอภิสิทธิ์ มาสกัดกั้นการถวายฎีกาของประชาชน ด้วยเหตุผลอะไร เพราะดูบทบาทท่าทีที่กระทำการแล้วเหมือนก้าวล่วงพระราชอำนาจของพระองค์ ก้าวล่วงหมิ่นพระมหากรุณาพระปัญญาพระปรีชาของพระองค์ ที่จะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยโดยทศพิธราชธรรมนั้น
 
  • ธรรมาชีพ ธรรมาชน ปธร.
    7 ส.ค.2552  
 
 
5.6.    ฎีกาของคนเสื้อแดง รัฐบาลไม่ควรก้าวล่วงพระบรมราชวินิจฉัย (2)
 
และแล้ว พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีต นายกรัฐมนตรีคนที่ 19 ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งเพียง 1 เดือน (7 เม.ย.-24 พ.ค.2535)   ก็ปรากฏตัวออกมาทางจอแก้วเมื่อวานนี้ (6 ส.ค.2552) และกล่าวว่า คนเสื้อแดงไม่พึงทำฎีกา ให้หยุดงานถวายฎีกาเสีย   เพราะเหตุ จะให้ในหลวงไม่สบายพระทัย 
 
ในทัศนะของเรา ได้เห็นข้อเท็จจริง อันเป็นวัฒนธรรมของกษัตริย์กับประชาชนมีมาเป็นระยะเวลายาวนานมาตราบที่เริ่มมีการปกครองของมนุษย์ มาตราบตั้งแต่มนุษย์ถ้ำมาจนถึงปัจจุบันนี้   การร้องทุกข์ของผู้ใต้ปกครองเป็นธรรมเนียมปกติของสังคมมนุษยชาติ โดยเฉพาะ ระบอบกษัตริย์ ที่ทรงมีคุณธรรมใต้หลักการศาสนาทั้งหลาย ซึ่งโดยทั่วไปยุคกษัตริย์จะอยู่ใต้คำสั่งของพระเจ้า ๆ จักตรัสแก่กษัตริย์ว่า จงเอาใจใส่ในเลือดเนื้อของเรา ทุกข์สุขของเขาคือทุกข์สุขของเรา กษัตริย์จึงต้องเอาใจใส่ในความทุกข์สุขของประชาชน คนในประเทศไทยเรา ก็น่าจะได้คิดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 นั้นได้ทรงเป็นตัวอย่างที่ล้ำเลิศ การที่ทรงได้รับพระสมัญญาว่า พระปิยะมหาราช ทรงเป็นที่รักของประชาชน ก็เพราะเหตุที่พระองค์เอาพระทัยใส่ต่อความทุกข์สุขดิบของประชาชน โดยไม่ทรงรอให้ราษฎรมาถวายฎีกาด้วยซ้ำ แต่ทรงลอบปลอมพระองค์ออกไปสืบดูทุกข์สุขของประชาชน ที่เรียกว่าเสด็จประพาสต้น นั่นเอง นี่ยิ่งกว่าการถวายฎีกาอีก   แล้วพระองค์ก็ทรงเลิกทาส   ไม่เห็นหรืออย่างไร ว่าเป็นเรื่องเดียวกันกับเรื่องการถวายฎีกา แต่ยิ่งกว่าการถวายฎีกา เพราะกษัตริย์ทรงเสด็จลงไปคลุกดินเพื่อดูแลความทุกข์สุขของประชาชนให้ประจักษ์ต่อพระเนตรของพระองค์เอง นี่เป็นวัฒนธรรมอันเป็นสากลยาวนานมาแล้วของระบอบกษัตริย์ทั่วโลก
 
ในวรรณคดีไทยเรื่องราวกษัตริย์ฝ่ายคติอิสลาม เราพบเรื่องราวของพระเจ้ากาหลิบ ชอบปลอมพระองค์ออกไป สืบดูความทุกข์สุขของประชาชน แล้วไปพบกับคนยากคนจนผู้ได้รับความเดือดร้อนไม่เป็นธรรม แล้วพระองค์ถามว่าจะให้เราทำอะไรให้ดีล่ะ ชายผู้ยากคนนั้น(ชื่ออาบูหะซัน) ตอบว่า ถ้าได้เป็นกษัตริย์ สัก 2-3 วันก็พอเพียงที่จะจัดการกับคนโกง คนทุจริตเอารัดเอาเปรียบประชาชนได้   กาหลิบก็เอาเหล้ามอมชายคนนั้นแล้ว ให้แต่งตัวเป็นกษัตริย์แทนพระองค์   ครั้นอาบูหะซันได้เป็นกษัตริย์ ก็ได้จัดการเรื่องราวที่ไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้กลับมาเป็นราษฎรผู้มีความสุขตลอดไป   นี่จะเห็นว่าเป็นผลเพราะกษัตริย์ทรงกระทำยิ่งไปกว่าทรงรอรับฎีกาของประชาราษฎรผู้เดือดร้อนเสียอีก
 
เช่นเดียวกับธรรมเนียมกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรจีน ดังปรากฏในภาพยนตร์เรื่อง จอมใจจักรพรรดิ ที่กษัตริย์ปลอมพระองค์ไปดูแลความเดือดร้อน ความเป็นธรรมในแผ่นดินด้วยพระองค์เอง (จนกระทั่งไปพบสาวชาวบ้าน ก็ทรงรัก ต่อมาได้เป็นพระราชินี) ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันเป็นอย่างดีว่า   เรื่องการถวายฎีกา นั้น เป็นสิ่งที่เป็นธรรมดาสำหรับระบอบกษัตริย์มาแต่โบร่ำโบราณแล้ว   ไม่น่าที่รัฐบาลอภิสิทธิ์จะเขลาทำนโยบายผิดพลาดไปเลยเช่นนี้
 
ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้า บรมศาสดา ก็ทรงรับเรื่องราวร้องทุกข์เป็นประจำ อย่างทรงกระทำเป็นหน้าที่ จนกระทั่งวาระจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา (รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย) ก็มีนักบวชนิกายปริพาชกรูปหนึ่ง มาขอเฝ้าพระพุทธองค์ แต่พระอานนท์ พุทธอุปปัฏฐาก ซึ่งขณะนั้นยังเป็นภิกษุธรรมดา ยังไม่บรรลุพระอรหัตผล ไม่ยอมให้เข้าเฝ้า อ้างว่าจักรบกวนพระพุทธองค์เพราะทรงพระอาพาธอยู่ ฝ่ายนักบวชปริพาชกไม่ยอม จะขอเข้าเฝ้าให้ได้ ถกเถียงกันอยู่ จนพระพุทธองค์ทรงสดับก็ทรงโปรดให้พระอานนท์นำนักบวชคนนั้นเข้ามาเฝ้า (ตรงนี้ก็น่าจะคิดดู จะเห็นว่าความคิดสติปัญญาของพระอานนท์นั้นต่างจากพระพุทธเจ้าอย่างไร เหมือนที่เปรียบเทียบไว้ข้างต้นหรือไม่?) นักบวชรูปนั้นมีความทุกข์เพราะความไม่รู้ คือไม่รู้อะไรเป็นอะไรเกี่ยวกับชีวิต ได้ถามปัญหาธรรมต่อพุทธองค์ว่า สมณะผู้ได้มรรคผลในศาสนาอื่นนอกจากพระพุทธศาสนามีหรือไม่ ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสตอบว่า ไม่มี ทรงโปรดให้รู้แจ้งธรรม จนเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทรงให้บรรพชาในขณะนั้น แล้วได้รับฟังปัจฉิมโอวาท ร่วมกับภิกษุทั้งหลาย ปัจฉิมโอวาทมีใน ปัจฉิมพุทโธวาทะปาฐะ ว่าดังนี้
 
      ปัจฉิมพุทโธวาทะปาฐะ

หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว
      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า
วะยะธัมมา สังขารา
      สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ
      ท่านทั้งหลาย จงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด
อะยัง ตะถาคะตัสสะ ปัจฉิมา วาจา
      นี้เป็นพระวาจามีในครั้งสุดท้าย ของพระตถาคต
 
แล้วต่อมาได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุพระอรหันต์ พ้นทุกข์ นี่คือเรื่องราวจากมหาปรินิพพานสูตร และอรหันต์องค์สุดท้ายองค์นั้นก็คือ พระ สุภัททะ นี่คือผลของการถวายฎีกาที่ยิ่งกว่าฎีกา
 
องค์พระมหากษัตริย์ของไทย ล้วนทรงมีความสนิท สัมพันธ์ใกล้ชิดกับประชาชนมาทุก ๆ พระองค์ (เว้นองค์หนึ่งในยุคเสียกรุงครั้งที่ 2 คือพระเจ้าเอกทัศน์ ที่ห้ามพระเจ้าตากสินขณะเป็นเจ้าพระยาวชิรปราการยิงปืนใหญ่ใส่พม่าข้าศึก โดยเหตุที่เสียงปืนใหญ่ทำให้นางสนมกำนัลตกอกตกใจร้องกรีดกราดเข้าไปหาพระองค์และให้พระองค์ห้ามยิงปืนใหญ่) ไม่เฉพาะรัชกาลที่ 5 ดังอ้างมาเท่านั้น ในที่นี้จะขอยก รัชกาลที่ 7 ทรงเป็นกษัตริย์ประชาธิปไตยที่แท้จริง อันเนื่องมาจากทรงเข้าพระทัยเรื่องราวของประชาชนอย่างลึกซึ้ง จึงทรงยอมสละพระราชอำนาจ   ยกอธิปัตย์ ให้ประชามหาชนไทย   โดยทรงเน้นย้ำว่า มิได้ทรงยกให้ผู้ใดผู้หนึ่ง หรือคณะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นการพระราชทานให้แด่ปวงชนชาวไทย เราจึงได้สิทธิในอำนาจประชาธิปไตยมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ โดยเป็นสิทธิอันชอบธรรม เพราะประชาธิปไตยเป้นของพระราชทานของกษัตริย์ ใครปล้นประชาธิปไตยไปเสมือนโจรผู้ล่วงละเมิดคำสั่งกษัตริย์ จักต้องมีโทษและรับโทษอย่างหนัก การที่ประชาธิปไตยไทยยังมีปัญหาก็เพราะมีคนขัดพระบรมราชโองการ เป็นผู้เขลาที่ไม่เข้าใจประชาชน ไม่เข้าใจประชาธิปไตย และละเมิดพระบรมราชโองการกษัตริย์ ที่ทรงพระราชทานประชาธิปไตยลงมาแด่ปวงประชามหาชนชาวไทย
 
ในหลวงของเรารัชกาลที่ 9   นั้นต้องทรงยกไว้ว่าเป็นกษัตริย์ที่เหนือกว่ากษัตริย์ทั้งโลก เพราะได้ทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม โดยทศพิธราชธรรม 10    แม้เพียงข้อที่ 1 ข้อแรกใน 10 ข้อ ก็ทรงประพฤติพร้อมสมบูรณ์ เป็นรูปธรรมเป็นผลงานอย่างมหาศาลไม่อาจบรรยายได้ครบถ้วน   ข้อแรกที่สุด คือ ทาน (ทานํ) การให้ หมายถึงการให้ การเสียสละ นอกจากเสียสละทรัพย์สิ่งของแล้ว ยังหมายถึงการให้น้ำใจแก่ผู้อื่นด้วย ในทางพระพุทธศาสนา องค์บรมศาสดาสอนว่า ทานมี 3 อย่าง มี อามิสทาน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาราษฎรมาอย่างมากมาย จนทุกวันนี้จะเห็นได้แม้กระทั่งทานที่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สุด ก็ทรงกระทำเป็นแบบอย่างไว้ เช่นเรื่อง ถุงยังชีพ   ซึ่งเป็นระบบทานที่ลงไปสู่ประชาชนระดับพื้นดินรากหญ้าได้อย่างทั่วถึง เป็นต้น   ในด้านอภัยทาน แสดงโดยพระมหากรุณาด้านต่าง ๆ ไปจนถึง การอภัยโทษ ซึ่งในที่สุดในระบบราชทัณฑ์ไทยจึงจัดให้มีการอภัยโทษอยู่ทุกปี ๆ ไป   ในด้าน ธรรมทาน นี้เป็นวิชาความรู้ ในหลวงทรงมีวิชาความรู้ที่เป็นหิตานุหิตประโยชน์อย่างสูงแก่ปวงชนอย่างไร เห็นได้จากเกียรติยศ และรางวัลจากสถาบันด้านต่าง ๆ ทั่วโลก ตลอดไปจนถึงวิชาการทันสมัยเช่นทรงพระราชทานวิชาทำฝนเทียม (วิชาทำฝนตก) เศรษฐกิจพอเพียง วิชาดนตรี วิชากีฬา เป็นอาทิ   จะเห็นว่าทรงเป็นกษัตริย์ประเสริฐผู้ประพฤติธรรม โดยแม้เพียงข้อทานข้อแรกก็ทรงกระทำครบถ้วนทุกประการทั้ง อามิสทาน อภัยทาน และธรรมทาน พร้อมบริบูรณ์ที่ผู้หนึ่งผู้ใดจักอาจละเมิดมิได้
 
ฉะนั้นการที่มีผู้ต่อต้านการถวายฎีกาของประชาชน ต่อกษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม   ผู้ทรงดำรงปณิธานอันสูงสุดว่า เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม จึงเป็นการต่อต้านครรลองธรรมชาติ และเป็นการไม่สมควร เนื่องเพราะล่วงละเมิดพระบรมราชวินิจฉัย อุปมาเหมือน เอาปัญญาควายไปคาดคะเนปัญญาของพญาราชสีห์ เอาปัญญานกกระจอกไปคาดคะเนปัญญาพญานกอินทรีย์ฉะนั้น และการฝ่าฝืนครรลองธรรมชาติเช่นนี้แล้วจักชนะประชาชนได้อย่างไร นอกจากก่อความปั่นป่วนขึ้นโดยเปล่าประโยชน์ ทำให้ประเทศชาติทรุดโทรมลงไปโดยใช่เหตุ จึงควรกลับคืนมาสู่ความเป็นธรรม เอาความเป็นธรรมเป็นทางออก หากมีความรักในความเป็นธรรมจริงก็ควรปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างเดินไปในครรลองของมันอันเป็นครรลองของธรรมชาติ
 
  • ธรรมาชีพ ธรรมาชน ปธร.
    8 ส.ค.2552
 
 
5.7.    ฎีกาของคนเสื้อแดง รัฐบาลไม่ควรก้าวล่วงพระบรมราชวินิจฉัย(3)
 
เสื้อแดงออกเดินถวายฎีกา ภาพวันที่ 17 ส.ค.2552
ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ รายงานว่า มีสิ่งมหัศจรรย์ ภายหลังถวายฎีกาแล้ว ฟ้าร้องครืน ๆ เลื่อนลั่น และแสงแดดสาดลงมาต้องหลังคาพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สว่างเจิดจ้า ปรากฎแก่ตาของมหาชนทั้งปวง อธิบายว่าฟ้ารับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชนแล้ว
เรื่องมหัศจรรย์นี้ ปรากฎว่าประชาชนทั่วไปต่างก็พบว่าจริง เล่ากันผ่านรายการต่าง ๆ ของพีเพิลสเตชั่น มีเนื้อความตรงกันว่า เช้า ๆ มีฝนลงนิดหน่อย แต่ไม่ถึงกับเปียกชื้น แล้วมีหมอกสลัวมัว ๆ แล้วพอถวายฎีกาแล้วฟ้าก็ร้องครืน ๆ 2 ครั้ง ดังเหมือนฟ้าผ่า ทั้ง ๆ ที่แดดเจิดจ้าอยู่เหนือพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม(วัดพระแก้ว) แล้ว ต่อมาวันที่ 19 ส.ค.2552 13.30 น.เกิดมหัสจรรย์อีกครั้งโดยฟ้าได้ผ่าลงมาสนั่นหวั่นไหวเหนือทำเนียบรัฐบาล วิพากษ์วิจารณ์กันว่าเป็นลางร้ายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ 
 
แนววิเคราะห์เรื่องนี้ มองแนวไหนก็ไม่อาจจะอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ เห็นจะต้องอ้างพระพุทธองค์   ทรงตรัสไว้ว่า เจตนาหํ ภิกฺขเว...”   เจตนา เป็นตัวหลัก นะภิกษุทั้งหลาย   ทรงหมายถึงหลักพระวินัย การพิจารณาโทษตามพระวินัยนั้น ต้องมอง ที่เจตนา เป็นหลัก   ตัวอย่างเช่น ภิกษุต้องหาว่า ตติยปาราชิก เพราะ ทำให้คนตาย (ข้อที่ 3 ตามพระปาฏิโมกข์)    พระภิกษุเป็นหมอยา ให้ยาคนป่วยแล้ว คนป่วยไม่หาย ก็ให้ยาขนานใหม่ลงไป ปรากฏว่าคนป่วยแพ้ยา ถึงแก่ชีวิต เช่นนี้ ถึงผลของการกระทำเป็นเหตุให้คนตาย และเข้ากรณีตติยปาราชิกก็ตาม แต่การพิจารณาจะต้องมองที่เจตนาเสียก่อน กรณีนี้พบว่าภิกษุมิได้มีเจตนาฆ่าให้ตาย แต่มีเจตนารักษาให้หาย ภิกษุนี้จึงไม่ต้อง ตติยปาราชิก เจตนาจึงเป็นเรื่องใหญ่   และเรื่องจิต จึงเป็นเรื่องใหญ่ ตามหลักการพระพุทธศาสนา และชาวพุทธรู้ดีว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว   ดังพุทธภาษิตว่า มโนปุพพํคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา    ใจมีปกติถึงก่อน มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ
 
เมื่อจิตของมวลชนรวมกัน ด้วยพลังมวลชนมหาศาล พุ่งไปสู่ทิศทางเดียวกัน   เป้าหมายเดียวกัน โดยเจตนาดี บริสุทธิ์แท้ มหัศจรรย์ก็บังเกิด นี่เป็นวิทยาศาสตร์ หากชาวเสื้อแดงรวมจิตรวมใจกันเพื่อทำอะไร โดยขนาดใหญ่มหาศาลเช่นวันถวายฎีกาแล้ว สามัคคีธรรมนั่นเองเกิดขึ้นแล้ว ความสำเร็จย่อมไม่ไปไหนเสีย เพราะย่อมสำเร็จด้วยใจ แม้กระทั่งมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติ ก็ย่อมสำเร็จได้ เฉกเช่น มหัศจรรย์วันถวายฎีกา นึ่เอง (ผู้นำหมู่กล่าวคำนัดเสียก่อน ทำจิตให้สงบนิ่งเป็นสมาธิพร้อมกันแล้วใส่เจตนาเข้าไป อย่างไร ๆ มหัศจรรย์ย่อมบังเกิด นี่เป็นวิถีพุทธ วิถีวิทยาศาสตร์ ที่มีผลจริง เกิดขึ้นได้จริงด้วยทฤษฎีจิต-เจตนามหาศาล ลองทำดู)
 
  • อรบุศป์ ละอองธรรม วิเคราะห์
    21 ส.ค.2552 
 
 
 
 
5.8.    คาราวานคนจน ยุค 2549 กับ ชมรมแท็กซี่ ยุค2552
 
ชินวัตร หาบุญพาด นายกสมาคมแท๊กซี่แห่งประเทศไทย พูดเรื่องเหตุการณ์ที่พัทยาของคนเสื้อแดงผู้สุจริตที่รักในประชาธิปไตย โดนคนเสื้อสีน้ำเงิน บัญชาการโดยเนวิน ชิดชอบ ลอบทำร้าย ได้อย่างชัดเจนมาก น่าเชื่อถือ บทบาทของเขา ทำให้ระลึกถึง คาราวานคนจน ที่ยกขบวนรถอีแต๋นมาจากอีสาน มาช่วย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขณะที่โดนยำใหญ่จากขบวนการโฆษณาชวนเชื่อ นำโดยจอมบ่างช่างยุ สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อการร้ายสนามบินนานาชาติ จนงุนงงไปหมด ตอนต้นปีสมัยรัฐบาลทักษิณ ปี 2549 นั้น โดยได้มายึดสวนจตุจักรอยู่แรมเดือน   พวกเขาได้ยกขบวนคนจนชนบทบ้านนอกบุกไปถึง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประณามคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ขณะนั้น ที่นินทาลับหลังว่าขบวนคาราวานคนจนรับสินบนเป็นเงินค่าจ้างมาเดินขบวน ทำการสั่งสอนวิชาประชาธิปไตยให้ศาสตราจารย์นางนั้น ที่เป็นถึงคณะบดีคณะรัฐศาสตร์ คาราวานคนจนไปเสียทีพวกม็อบชาวกรุงที่มันใช้ชั้นเชิงเล่ห์กะเท่ห์เสี้ยมเขาได้แหลมคมกว่า ในการโจมตีที่โรงแรมสยามพารากอน ขณะที่ชินวัตร หาบุญพาด มีขบวนรถแท็กซี่ ที่พร้อมทำงานเพื่อนำทักษิณ ชินวัตร กลับคืนมาสู่ประเทศไทย ด้วยรักซาบซึ้งในนโยบายของทักษิณ เช่นเดียวกัน ชินวัตร หาบุญพาด คงจะได้เรียนรู้จากคาราวานคนจนหนนั้นมามากแล้ว   แน่นอนบทบาทใหม่ของชมรมแท็กซี่ ของชินวัตร หาบุญพาดกับพวก   นี่จักอาจเป็นการแก้แค้นแทนคาราวานคนจน หากเป็นไปได้
 
แต่นี่เราจะตัดเอาข้อความเกี่ยวกับคาราวานคนจนมาเป้นที่ระลึกบางตอน จาก การศึกษาเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อยุคทักษิณ   ดังต่อไปนี้
 
ข้อสังเกตที่ 2   โปรดมองบทบาทของคนกลุ่มอื่นบ้าง โดยเฉพาะคนที่เลือกตั้ง อนุมัติให้ทักษิณเข้ามาบริหารประเทศซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่   และขณะนี้ลองมองไปที่บทบาทของม็อบอีกกลุ่มหนึ่ง ที่มาชุมนุมสนับสนุนรัฐบาลทักษิณ ที่สวนจตุจักร อย่างไร
 
เราเห็นว่านักวิชาการคงจะมองระบอบประชาธิปไตยไม่ถูกต้องจากการมองกลุ่มคาราวานคนจนไม่ถูกต้องนี่เอง
 
และจากกรณีที่มีคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ได้วิพากษ์กลุ่มคาราวานคนจนอย่างลับหลังและเป็นข่าวออกมาว่า เป็นกลุ่มคนจนที่ไม่มีความรู้ในทางการเมืองอะไร ที่ออกมาชุมนุมเพราะมีการรับอามิสสินจ้างจากผู้ว่าจ้าง ทำให้กลุ่มรักทักษิณ และคาราวานคนจนไม่พอใจ ยกกองคาราวานไปยื่นหนังสือประท้วงที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งนั้น
 
ซึ่งการมองด้วยสายตาเช่นนี้ ไม่น่าจะมีขึ้นในหมู่ชนปัญญาชนในมหาวิทยาลัย เพราะโดยหลักรัฐศาสตร์พวกเขาเป็นกลุ่มผลประโยชน์(interest group)กลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งที่แสดงบทบาทโดยชอบธรรมอย่างถูกต้องตามธรรมชาติและวัฒนธรรมการเมืองในระบยอบประชาธิปไตยโดยแท้จริง   จากเหตุผลหลายประการ ดังนี้
 
 
ประการที่ 1   คาราวานคนจน อ้างความชอบธรรมในการชุมนุมว่ามาต่อสู้เพื่อนโยบาย ของรัฐบาลทักษิณที่ให้คุณกระทบโดยตรงแก่พวกเขา ได้แก่ นโยบาย 30 บาททุกโรค,   หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์, ทุนการศึกษาคนจน- ผู้อยากเรียนได้เรียน, เรียนก่อนจ่ายทีหลัง, ทุนแพทย์ 1 อำเภอ, นโยบายบ้านเอื้ออาทร, นโยบายเศรษฐกิจพอเพียง, สหกรณ์การเกษตร, ระดับราคาที่มีเสถียรภาพ, ราคาข้าว การประกันราคาข้าว เสถียรภาพของราคาข้าว, ราคายางและพืชผลทางเกษตรกรรมที่มีเสถียรภาพ, การไฟฟ้าสาธารณูปโภค, การคมนาคมของท้องถิ่น, ระบบน้ำดื่มน้ำใช้, ระบบน้ำเพื่อการเกษตรกรรม, ขจัดความยากจนทั่วประเทศ, เมกกะโปรเจกต์เพื่อการมีงานทำ, กองทุนหมุนเวียน, แปลงสินทรัพย์เป็นทุน, เบี้ยเลี้ยงชีพสำหรับคนชราภาพ และคนว่างงาน,   SML,   ฯลฯ
 
ซึ่งจะเห็นโดยปราศจากข้อสงสัยว่า ในยุคทักษิโนมิกส์ รัฐบาลทักษิณได้คิดนโยบายการบริหารขึ้นมาอย่างมากมายเป็นประวัติการณ์ ที่ไม่เคยมีมาก่อน (ในขณะที่ฝ่ายค้านยุคนี้ไม่เคยเสนอนโยบายอะไรเลยแม้แต่ข้อเดียว) ซึ่งนโยบายเหล่านี้ ได้กระทบให้คุณประโยชน์ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชนบทอย่างแรงจนรู้สึกเองเป็นธรรมชาติ เมื่อพวกเขาเห็นว่า มีคนที่ไม่เข้าใจคนจน ไม่เข้าใจในเรื่องนโยบาย จะไล่รัฐบาลหรือคนทำนโยบายเหล่านี้ไปเสีย ซึ่งจะเป็นผลให้พวกเขาเดือดร้อน เพราะไม่มีพรรคการเมืองใดเสนอนโยบายเช่นนี้อีก   พวกเขาจึงออกมาให้กำลังใจแก่รัฐบาล และทั้งแสดงพลังมวลชนกลุ่มผลประโยชน์เพื่อต่อต้านผู้จะทำลายนโยบายเหล่านี้    เพื่อให้คงนโยบายเหล่านี้ไว้ต่อไป
 
ซึ่งสำหรับผู้ใดก็ตามที่รักประชาธิปไตยแล้ว น่าจะพิจารณากันว่า นี่เป็นการต่อสู้โดยความชอบธรรมอย่างสมบูรณ์ตามกฎกติกาของระบอบประชาธิปไตยสากล
 
ประการที่ 2    การเรียนรู้ระบอบประชาธิปไตย หมายถึงการเรียนรู้หลักการของความเป็นมนุษย์ เราจึงให้สิทธิในการออกเสียงเท่ากัน คงไม่มีนักวิชาการคนใดเรียกร้องว่าตนจะต้องมีเสียงมากกว่าคนอื่น เพราะเหตุที่ตนเป็นนักวิชาการมีความรู้มากกว่า ฉะนั้นจึงไม่น่าจะมองว่า ต้องเรียนรู้จากมหาวิทยาลัยมีปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยมาอ้างเท่านั้น และไม่เพียงการเรียนรู้จากทฤษฎีของตะวันตกอย่างเดียว แต่ควรเรียนจากหลักการพระพุทธศาสนาด้วย เพื่อที่จะได้เข้าใจความเป็นมนุษย์      หรือหลักปรัชญาว่าด้วย เสรีภาพ ภราดรภาพ และ เสมอภาค อย่างลึกซึ้ง
 
การขัดแย้งของคนสองกลุ่ม ด้วยเหตุผลทั้งสองฝ่ายต่างยกมาอ้าง บัดนี้จึงน่าที่ทุกฝ่ายจะได้หวลไปพิจารณาอย่างจริงจังอีกทีหนึ่งว่า มีเหตุผลตามที่ตนนึกคิด และหวาดระแวงอยู่หรือไม่ มีอะไรเป็นข้อพิศูจน์ โดยเราจะต้องหาวิธีการพิศูจน์ที่สมกับความเป็นมนุษย์ และหากเป็นฝ่ายวิชาการก็ควรจะตระหนักอย่างยิ่งว่า ต้องทำตนเป็นตัวอย่าง ทำการต่อสู้อย่างถูกต้อง ให้สมกับความเป็นนักวิชาการ
 
ขณะนี้เราได้พิศูจน์แล้วหรือยังว่า ข้อกล่าวหาของเราเรื่องทักษิโนมิกส์ มีความเลวทรามต่ำช้าเช่นนั้นจริง ๆ โดยทดสอบว่า เราได้เคยเข้าใจคนจน หรือประชาชนระดับรากหญ้าที่แท้จริง ว่าพวกเขาได้ประโยชน์จากนโยบายทักษิโนมิกส์ ต่อสู้เพื่อนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขา และจรรโลงระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงอย่างไร?   หรือไม่?
 
ถ้ารัฐบาลไทยรักไทยนี้ออกไป รัฐบาลอื่นโดยพรรคการเมืองอื่นเข้ามา รัฐบาลนั้นโดยพรรคการเมืองนั้น จักมีนโยบายใดที่ชดเชย ที่ให้ประโยชน์แด่คนระดับรากหญ้าเหล่านี้?
 
จะสามารถสร้างนโยบายให้หลายหลากอย่างยุคทักษิโนมิกส์ได้หรือไม่
 
บานไม่รู้โรย                                                       
www.newworldbelieve.com
3 เม.ย. 2549”
 
  • รำลึกโดย บานไม่รู้โรย
              www.newworldbelieve.net
              9 ส.ค.2552
 
 
 
 
 
5.9.   โครงการสานใจไทยสู่ไทยใต้
          ของมูลนิธิพลเอกเปรมยุค 2552 ต้องยุติ
 
พล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ ในฐานะประธานมูลนิธิประธานองค์มนตรีและรัฐบุรุษ ได้ดำเนินโครงการอบรมเยาวชน 5 จังหวัดภาคใต้ในนามโครงการ สานใจไทยสู่ใจใต้ ปีนี้เป็นปีที่ 12 แล้ว แต่ในปีที่ 12 นี้ ซึ่งทางมูลนิธิฯได้นำเยาวชน 5 จังหวัดชายแดนใต้มาเข้าโครงการจำนวน 240 คน ได้มีอะไรที่แปลกและแปร่ง ไปกว่าเดิม โดยที่เห็นไปถึงนโยบายของมูลนิธิฯ ที่ไม่น่าจะถูกต้องและชอบธรรมต่อประชาชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเราเห็นว่า นโยบายของพล.อ.เปรมนี่เองที่เป็นเหตุให้ ในระยะปัจจุบันของรัฐบาลอภิสิทธิ์ สถานการณ์ใต้รุนแรงยิ่งขึ้น  
 
ทำไมสถานการณ์ใต้จึงไม่ดีขึ้นเลย ทั้งที่น่าจะดีขึ้นตั้งแต่ พล.อ.สนธิ บุณยรัตนกลิน ขึ้นเถลิงอำนาจสูงสุดในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 โดยเหตุผลที่ว่าพล.อ.สนธิ เป็นมุสลิม เป็นผู้ที่เข้าใจปัญหาชาวไทยใต้มุสลิมดี เหตุผลในเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ในส่วนของมูลนิธิประธานองค์มนตรีและรัฐบุรุษ ในโครงการ สานใจไทยสู่ใจใต้ ปีนี้นั้น เห็นได้ว่าผิดพลาดอย่างร้ายแรง น่าเป็นเหตุให้สถานการณ์ใต้คุโชนแรงขึ้นมาอีก ทั้งนี้เห็นได้จากการแถลงถึงนโยบายของโครงการ สานใจไทยสู่ใจใต้ ปีที่ 12 ของพล.อ.เปรม ณ สโมสรทหารบก ในวันที่ 23 เมษายน 2552 ณ เวลา 10.00 น. ซึ่งเป็นวันที่ทางมูลนิธิฯได้ทำพิธีเปิดโครงการฯ ปี 2552   พล.อ.เปรม ตินสูลานนท์ เป็นประธาน มีพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ตามไปร่วมในพิธีด้วย พล.อ.เปรม กล่าวข้อความสำคัญ ตามที่หนังสือพิมพ์ได้นำมาลงข่าว ดังนี้
 
พระสยามเทวาธิราชคุ้มครองประเทศ
ขอให้ภูมิใจว่าทุกคนเป็นสิ่งที่เราตั้งใจว่า จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มุ่งมั่น ปรารถนาดูแลชาติบ้านเมืองให้มีความรักสามัคคีสมานฉันท์ นำพาประเทศเจริญก้าวหน้า ทุกคนรู้จักพระสยามเทวาธิราชหรือไม่ ท่านไม่ใช่พระแต่แต่คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของประเทศ ท่านประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง คนไทยทุกคนถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะคุ้มครองประเทศชาติให้สงบร่มเย็น   พระสยามเทวาธิราชแสดงให้เห็นตลอดว่า ท่านดูแลชาติบ้านเมืองเราจริง อยากให้เราระลึกถึงพระสยามเทวาธิราช และขอให้ท่านคุ้มครองเยาวชนและชาติบ้านเมืองของเราให้สงบร่มเย็น   ส่วนคนที่ไม่หวังดีต่อประเทศให้มีอันเป็นไปพลเอกเปรมกล่าว
 
พล.อ.เปรมให้สัมภาษณ์ด้วยว่า พระสยามเทวาธิราชไม่ได้เป็นของศาสนาพุทธหรือศาสนาใด แต่เป็นของคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด แต่เป็นของคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็คุ้มครองทั้งนั้น พระสยามเทวาธิราชเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเรา คนพูดว่าชาติบ้านเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะเมื่อเรามองไปในอดีตเหตุการณ์อะไรที่ทำให้บ้านเมืองเสียหาย ก็จะมีเรื่องเสียหายน้อยหรือสงบโดยเร็ว และคนไทยก็จะกลับมารักชอบพอกันเหมือนเดิม พระสยามเทวาธิราชเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่ามีจริง   ถ้าใครศัทธาเลื่อมใสจะรู้ว่าพระสยามเทวาธิราชจะคุ้มครองคนดีของประเทศเรา แล้วจะไม่คุ้มครองคนไม่ดี    (ไทยรัฐ 24 เม.ย.2552)
 
คนทั้งหลายย่อมทราบดีว่า คำกล่าวนี้ไม่เพียงเป็นการพูดเปิดประชุมโครงการฯเท่านั้น แต่เป็นการพูดเชิงนโยบายที่ประชาชนทั้งชาติและทั้งโลกได้รับฟัง อย่างเปิดเผย แต่สำหรับเยาวชนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เข้ามารับการอบรมครั้งนี้ พวกเขาล้วนเป็นไทยมุสลิม และชาวไทยมุสลิมและมุสลิมทั้งโลกได้รับฟังแล้ว   ก็ย่อมกลายเป็นเรื่องที่อ่อนไหวจัดอย่างยิ่ง เพราะในคติมุสลิม และทั้งรวมความไปถึงความเป็นมุอ์มิน(บางแห่งเขียน มุมิน) หรือมุสลิมที่แท้จริงนั้น เขาจะต้องเคารพและนับถือพระเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น มีคำพูดเป็นสากลสำหรับชาวมุสลิมว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์อัลเลาะห์”   ดังพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานบัญญัติไว้ว่า อัลเลาะห์นั้น ไม่มีพระเจ้าอื่นใดอันควรได้รับการสักการะโดยแท้จริง เว้นไว้แต่พระองค์ผู้เป็นองค์นิรันดร เป็นองค์ดำรงเองในการบริหารโลกอย่างเข้มแข็ง ซึ่งทั้งความง่วงเหงาและความหลับย่อมไม่ครอบงำพระองค์ สิทธิของพระองค์นั้นได้แก่ทุกสิ่งอันอยู่ในบรรดาชั้นฟ้าทั้งเจ็ดและทุกสิ่งในผืนแผ่นดิน”   และมุอ์มินย่อมเอ่ยพระนามพระองค์เต็ม ๆ ว่า อัลเลาะห์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา (บางแห่งเขียนพระนามว่า อัลลอฮ์) เมื่อมุอ์มินจะเริ่มทำการหรือพิธีกรรมใดก็จะอ้างว่าทำในพระนามพระองค์อัลเลาะห์ ดังปรากฏในหน้าแรกแห่งอัลกุรอานว่า ข้าพเจ้าขอเริ่มสิ่งที่ชอบแห่งศาสนา ด้วยพระนามแห่งอัลเลาะห์ผู้ทรงเมตตาในโลกนี้ทั่วไป และทรงเมตตาในโลกหน้าเฉพาะผู้ที่ศรัทธาตามคำสั่งสอนของพระองค์” การที่มีคนไม่เข้าใจว่าเรื่องการนับถือพระเจ้านั้น สำหรับผู้ที่นับถือศาสนาสากลที่มีพระเจ้า รวมทั้งศาสนาอิสลามแล้ว เป็นเรื่องใหญ่ยิ่ง สำคัญถึงความเป็นความตายเลยทีเดียว
การพูดของพล.อ.เปรมเช่นนี้ แน่นอน คำพูดนี้ย่อมเป็นอันตราย ย่อมเป็นเหตุแห่งความแตกแยก ไม่สมานสามัคคี   และเชื่อได้เลยว่า นี่เป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนี้   เพราะจะมีมุสลิมฮาร์ดคอร์หรือมุสลิมบริสุทธิ์ อย่างในต้นกำเนิดคืออิรัค อิหร่าน อาฟกานิสถาน หรือแม้ในสามจังหวัดไทยภาคใต้ไม่ยอม และสามารถจะพลีชีพให้การต่อสู้ได้อย่างไม่นึกสะพรึงกลัวสิ่งใดเลย เนื่องเพราะความเชื่ออย่างแน่นแฟ้นของพวกเขาว่า อัลเลาะห์ทรงเป็นองค์บริบูรณ์ยิ่ง   ดังพระมหาคัมภีร์ระบุว่า   ด้วยว่าอัลเลาะห์นั้น คือองค์ทรงความไพบูลย์ในทางอำนวยให้แก่ผู้เป็นข้าแห่งพระองค์อย่างพิเศษสุด ทรงประณีตยิ่งในทางบริหารธุรกิจของพระองค์ให้แก่ผู้เป็นข้าเหล่านั้น” (ทรงหมายถึงรางวัลบนแผ่นดินนี้และรวมทั้งรางวัลในสวรรค์เจ็ดชั้นสำหรับข้าพระองค์ผู้จงรักภักดี)  
 
พล.อ.เปรม ทราบหรือไม่ว่าท่านพูดอะไรออกไป ? จริงอยู่พระสยามเทวาธิราช มีความศักดิ์สิทธิ์ แต่ความศักดิ์สิทธินั้นปรากฏอย่างไร และแท้จริงก็ยังมีเทพองค์อื่นที่ปกป้องประเทศไทยมาแต่โบราณ ตามบันทึกชาวจีนนักประวัติศาสตร์ชื่อ Jen Fang ว่าด้วยศาสนาดั้งเดิมของชาวไทย เทพเจ้าผู้สร้างประเทศไทยชื่อว่า เทพเจ้าปานกู(Panku) ทรงมีพาหนะคือนกวายุภักษ์ (ภายหลังกำเนิดในไทยแล้ว แพร่เข้าสู่ประเทศจีน ในศตวรรษที่6 มีคำบรรยายว่า
 
เทพเจ้าปานกูมีรูปร่างเล็กเหมือนคนแคระ ใช้หนังหมีหรือใบไม้หุ้มห่อกาย มือข้างหนึ่งถือดวงอาทิตย์ มืออีกข้างหนึ่งถือดวงจันทร์ ดังนั้นดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ คือผลงานชิ้นแรกในการสร้างจักรวาลของเทพเจ้าปานกู ซึ่งพระองค์ทรงใช้เวลาสร้างถึง 18,000 ปี หลังจากนั้นร่างกายของพระองค์จึงสลายกลายเป็นส่วนประกอบของโลกเรา กล่าวคือกระดูกของเทพเจ้าปานกูกลายเป็นภูเขา เนื้อกลายเป็นพื้นดิน ฟันและเล็บกลายเป็นสายลม เลือดในพระวรกายกลายเป็นสายน้ำ เส้นผมกลายเป็นต้นไม้และต้นหญ้า โลกที่เราอยู่จึงเป็นโลกที่เกิดจากการสลายจากร่างของเทพเจ้าปานกู”    
 
แต่แม้พระสยามเทวาธิราชและเทพเจ้าปานกูก็มิได้เป็นที่รู้จักเคารพอย่างแพร่หลายในประเทศไทย   โดยเหตุผลดังกล่าวมานี้การที่พล.อ.เปรมไปอ้างพระสยามเทวาธิราชนั้นนอกจากไม่เป็นผลดีแล้ว ยังเป็นผลร้ายที่ปรากฏชัดเจน เพราะทำให้สถานการณ์ใต้รุนแรงขึ้นในขณะนี้ อันเป็นยุคของนายกเด็กอภิสิทธิ์ ผู้ที่ท่านประธานองค์มนตรีสนับสนุนและยกย่องว่า นายกอภิสิทธิ์นี่แหละดี”  
 
และแน่นอนพล.อ.เปรม เป็นต้นเหตุสำคัญทำความเจ็บแค้นแด่ชาวไทยมุสลิมใต้ และรวมทั้งมุสลิมอันเป็นสากล เนื่องเพราะท่าทีเช่นพล.อ.เปรม เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ประสงค์เปลี่ยนแปลงศาสนาเดิมของพวกเขา และเราได้บอกสัจธรรมแล้วว่า คนเขาสู้อย่างเสียสละแม้ชีวิตเพื่อศาสนาของพวกเขา(และของพวกเรา)
 
เราอยากให้พล.อ.เปรม หยุดความคิดนี้ลงโดยพลันทันที และเปลี่ยนท่าทีเสียใหม่โดยเร็ว
 
โดยเปลี่ยนมาสนับสนุนประชาธิปไตย เป็นทางเดียวและทางที่ดีเหมาะสมทุกประการเท่านั้นที่จะสามารถสมานสามัคคีระหว่างชนต่างศาสนาในรัฐประเทศหนึ่งได้   โดยหลักการและเหตุผลก็คือ   ประชาธิปไตยไม่มีศาสนา (ไม่คำนึงเรื่องศาสนา)   ดังนี้
 
1.   ด้านนโยบายของการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย   ไม่เกี่ยว ไม่ถูกจำกัดด้วยการนับถือศาสนา   นโยบายจะต้องเสมอภาคไปหมดในประชาชนทั่วประเทศ ไม่จำกัดเฉพาะภาคหนึ่งภาคใด ท้องถิ่นหนึ่งท้องถิ่นใด และไม่จำกัดศาสนาใด ไม่ว่าพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู ซิกส์ โซโรอัสเตอร์ ฯลฯ   สุดแต่ขอบเขตนโยบายของพรรคการเมืองที่สร้างขึ้นโดยนักการเมืองของพรรคการเมืองนั้นได้ให้คำจำกัดความไปถึงไหน
 
2.    นโยบายในระบอบประชาธิปไตย ถูกสร้างขึ้นจากคนทุกเชื้อชาติศาสนา ไม่จำกัดความเชื่อและสิทธิในพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งประเด็นนี้ แม้ในรัฐธรรมนูญไทยทุกฉบับก็ได้รับรองไว้แล้ว(จึงเป็นประชาธิปไตย) ดังรธน.2540 ม. 38 ว่า             มาตรา 38 บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา นิกายของศาสนา    หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่เป็นการขัดต่อความ สงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
             ในการใช้เสรีภาพดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองมิให้รัฐกระทำการใดใดอันเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้เพราะเหตุที่ถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธินิยมในทางศาสนา หรือปฏิบัติตามศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือแตกต่างจากบุคคลอื่น”   
3.          ชนส่วนน้อยมีสิทธิ์สร้างหรือเสนอนโยบายได้อย่างเต็มที่ อันเป็นสิทธิของประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกศาสนา ในขณะเดียวกันพรรคการเมืองทั้งหลายย่อมคำนึงชนส่วนน้อยและนโยบายของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยย่อมจะต้องมีนโยบายที่ครอบคลุมไปถึงชนส่วนน้อยเสมอ(มิฉะนั้นท่านก็จะเสียคะแนนนิยมในชนส่วนน้อยลงไป ดูอเมริกาซิครับ เขาไปหาเสียงกับชาวเอเชีย และกลุ่มเชื้อชาติส่วนน้อย ฯลฯ ทำไม?)
4.           ชนส่วนน้อยมีสิทธิอย่างเต็มที่ที่จะสร้างนโยบาย หรือสร้างความฝันขึ้นมาอย่างไรก็ได้ และรอโอกาสที่จะเสนอเข้าไปสู่ส่วนการบริหารให้ครอบคลุมไปอย่างเป็นสากลได้ตลอดเวลาอย่างมีสิทธิเต็มที่       นั่นเท่ากับมีสิทธิที่จะสร้างจะทำประโยชน์หรือคุณความดีแด่สังคมและประเทศชาติ ไม่จำกัดศาสนาได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีผู้ใดจะขัดขวางได้(ตามนัย ม.38 ข้างต้น)
5.          ชนส่วนน้อยในระบอบประชาธิปไตย มีสิทธิอย่างเต็มที่ที่จะดำเนินการรณรงค์ต่อสู้เพื่อนโยบายของตนได้เข้าไปมีส่วนในการบริหารประเทศ ในองค์รวม โดยผ่านพรรคการเมืองของตนเอง หรืออาจผ่านพรรคการเมืองอื่นใดใดก็ได้ สุดแต่ว่าพรรคการเมืองนั้น ๆ ยอมรับหรือเข้าใจเพียงใดในนโยบายของชนส่วนน้อยนั้น นี่เป็นความเป็นธรรมที่เราจะได้จากระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
6.          ชนส่วนน้อยกลุ่มศาสนา หรือกลุ่มเชื้อชาติฯลฯ สามารถมีสิทธิเต็มที่ที่จะคิดนำนโยบายของตนไปบริหารประเทศเอง โดยสิทธิในการสร้างพรรคการเมืองของตน และขยายกิจการพรรคการเมืองของตนเองออกไปให้ยิ่งใหญ่เพียงใดก็ได้ โดยวิถีทางการต่อสู้ทางนโยบายลงสู่ประชามหาชน จนพอเพียงจะสามารถนำนโยบายตนเองไปบริหารประเทศทั้งประเทศก็ได้ นี่เป็นการเปิดโอกาสให้อย่างเต็มที่อยู่แล้วตามหลักการครรลองของระบอบประชาธิปไตย   (กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ท่านมีสิทธิที่จะเป็นรัฐบาลเอง โดยผ่านการต่อสู้ตามสิทธิที่จะสร้างพรรคการเมือง นโยบายการเมือง ขยายความยิ่งใหญ่ของพรรคการเมืองของท่านได้อย่างเต็มที่ตราบจนบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ คือได้เป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ อันเป็นหลักการและกติกาของระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ และสามารถเข้าร่วมเป็นรัฐบาลได้ เป็นต้น )
 
จึงหวังว่าโครงการฯของประธานองค์มนตรีและรัฐบุรุษจะได้หยุดนโยบายเดิมเสียและเร่งรีบมาเสริมสร้างใหม่โดยเปลี่ยนมาเป็นการอบรมเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย    หากยังไม่เข้าใจเรื่องประชาธิปไตยก็ควรเริ่มเรียนรู้เสียทันทีตั้งแต่บัดนี้ หรือหยุดบทบาทลงเสียโดยพลันเพื่อหยุดอันตรายจากความแตกแยกทางศาสนา หยุดปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และการมาสู่ประชาธิปไตยเท่านั้นจะเป็นทางแก้ปัญหาได้อย่างสมบูรณ์ และคนทั้งหลายทุกศาสนาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขและมีศักดิ์ศรีจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนั่นคือศักดิ์ศรีของอำนาจพื้นฐานที่เป็นธรรม ที่ว่า one man one vote (สิทธิที่เท่าเทียมกันคนละ 1 เสียง) นั่นเอง  
 
  • อรบุศป์ ละอองธรรม 
    11 ก.ย.2552  

 

 
5.10.   จุดจบของอมาตยาเฒ่าสี่เสา
        กรณีม็อบปิดล้อมรัฐสภา 7 ต.ค.2551
 
ในที่สุด ภาพก็ชัดเจนขึ้นจนแจ่มแจ้ง เมื่อนายกล้าณรงค์ จันทิก เลขาธิการ ปปช.ทายาท คมช.ที่ปราศจากพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ออกมาแถลงแก่สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 7 ก.ย.2552 อย่างรีบร้อน ว่า ปปช.ได้ชี้มูลความผิด กรณีรัฐบาลสมชาย วงษ์สวัสดิ์ ทำการสลายม็อบชั่วร้ายที่แอบอ้างสถาบันโดยตั้งชื่อกลุ่มตนเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้ง ๆ ที่มิได้มีสาระแห่งประชาธิปไตยอยู่เลย มีแต่เผด็จการหลอกลวงหลอกต้มประชาชนทั้งสิ้น ดังปรากฏว่าได้หลอกลวงมวลชนไปยึดทำเนียบรัฐบาลยุคนายกรัฐมนตรีสมัคร ตลอดมาถึงรัฐบาลสมชาย แล้วต่อมาได้ก่อการปิดล้อมรัฐสภา เพื่อมิยอมให้คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลนายสมชายเข้าแถลงนโยบายได้   ในวันที่ 7 กันยายน 2552 นายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พล.ต.อ.ภัชรวาช วงษ์สุวรรณ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ถูกกล่าวหาโดยรัฐบาลทายาทของเผด็จการ คมช. ว่าต่างมีความผิดทางอาญาฐานเข่นฆ่าปราบปรามประชาชน โดยนายกล้าณรงค์ จันทิกได้ประกาศอย่างกร้าวแกร่งเหิมเกริมและอยุติธรรมอย่างยิ่ง จึงเป็นสิ่งบอกเหตุที่ชัดเจนแจ่มแจ้งขึ้นวันนี้ว่าบ้านเมืองในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไร้ขื่อแปแห่งความยุติธรรมบนแผ่นดินไทยไปอย่างสิ้นเชิง และยังบอกความหมายที่ชัดเจนว่ามีอำนาจยิ่งใหญ่ที่บงการอยู่เบื้องหลังรัฐบาลนี้ นั่นคือมีคณะอมาตยาธิปไตยเผด็จการขุนนางและทหารแอบแฝงสั่งการอยู่เบื้องหลัง โดยมุ่งหมายสร้างระบอบเผด็จการอมาตยาธิปไตยขึ้นครอบงำประชาชนและปกครองแผ่นดินนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนตนให้สืบต่อไปอย่างยั่งยืน
 
ในเมื่อรัฐบาลใหม่จะต้องแถลงนโยบายการบริหารงานแผ่นดินก่อนการเข้ารับหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินเพื่อประชาชนทั้งชาตินั้น เป็นสิ่งจำเป็น ของรัฐประเทศไหน ๆ ในโลกนี้ที่เป็นประชาธิปไตยที่รับผิดชอบต่อประชาชนโดยเปิดเผยจะต้องทำให้ปรากฏต่อสาธารณชนทั้งหลาย     แต่การที่ม็อบพันธมิตรที่แอบอ้างประชาธิปไตย คือสนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์ ซึ่งในขณะนั้นก็ได้กระทำความผิดร้ายแรงถึงขั้นกบฏในราชอาณาจักรอยู่แล้ว โดยการเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล อันเป็นสถาบันอธิปไตยของชาติของประชาชน 1 ใน 3 ของอำนาจสูงสุดในระบอบประชาธิปไตย ทำการปลุกระดมมวลชนโดยการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อล้มล้างรัฐบาลที่มาโดยการเลือกตั้งของประชาชนฝ่ายที่ได้เสียงส่วนใหญ่ลงให้ได้ทุกวิถีทาง จนกระทั่งคณะรัฐบาล 2 รัฐบาลไม่สามารถเข้าไปใช้ทำเนียบรัฐบาลซึ่งเป็นที่ทำการของรัฐบาลของประชาชนได้ ซึ่งเป็นความผิดฉกรรจ์ระดับกบฏภายในราชอาณาจักรอยู่แล้ว    ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551นั้นได้ยกพวกเข้าปิดล้อมรัฐสภา อันเป็นสถาบันแห่งอำนาจสูงสุดของประชาชนอีกสถาบันหนึ่ง     ซึ่งทั้งหมดนี้ ม็อบสนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์ สมควรได้รับการพิพากษาในข้อหาร้ายแรงคือขั้นกบฏอีกกะทงหนึ่งเพิ่มเติมไปอีก

แต่วันที่ 7 ก.ย.2552   คณะ ปปช.ชุดของเผด็จการ คมช. แต่งตั้งโดยปราศจากการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ออกมาชี้มูลความผิดของฝ่ายรัฐบาลสมชายขณะนั้นว่า ได้กระทำผิดอาญาโดยดำเนินการปราบปรามประชาชน จนประชาชนถึงแก่ความบาดเจ็บและล้มตายไปหลายคน ซึ่งเป็นการตัดสินบนฐานของความอยุติธรรมโดยสิ้นเชิง   ในเมื่อมีข้อเท็จจริงว่า การชุมนุมปิดล้อมรัฐสภาในวันนั้น เป็นการกระทำโดยกลุ่มผู้ต้องหาว่ามีความผิดฐานเป็นกบฏในราชอาณาจักรอยู่แล้ว เพราะในขณะนั้นม็อบได้เข้ายึดทำเนียบรัฐบาล อันเป็นสถาบันอำนาจสูงสุดของประชาชน และใช้ทำเนียบรัฐบาลเป็นสถานีบริหารงานชั่วร้ายต่าง ๆ ก่อนดำริคิดการร้ายในการเข้าปิดล้อมรัฐสภา อันเป็นสถาบันอำนาจสูงสุดของประชาชนในด้านนิติบัญญัติ (ต่อมาได้กระทำการก่อการร้ายระดับนานาชาติ คือยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ก่อความเสียหายแต่เศรษฐกิจของชาติไทยและชาติอื่นอย่างประมาณค่าไม่ได้ อันเป็นกระทำที่ฮึกเหิมและสื่อมวลชนรายงานข่าวไปทั่วโลก ซึ่งกลายเป็นหลักฐานผูกมัดอย่างยากจะดิ้นหลุดได้ในฐานะผู้กระทำความผิดอย่างผู้ก่อการร้ายนานาชาติ)   และการปิดล้อมรัฐสภาคราวนั้น มิอาจมองได้ว่ามีความชอบธรรม เพราะมิได้มีลักษณะการชุมนุมอย่างสงบตามสิทธิในระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใดเลย เป็นการชุมนุมเพื่อก่อการร้ายที่มุ่งหมายอย่างชัดเจนถึงการล้มล้างรัฐบาลสมชาย ตามที่ปรากฎว่ามีหลักฐานภาพถ่าย วีดิโอ มากมายที่ยืนยันว่ามิได้เป็นการชุมนุมอย่างสงบ ไร้อาวุธ   แต่เป็นการตรงกันข้าม   เพราะม็อบได้ตระเตรียมวางแผนการใช้กำลัง พร้อมอาวุธ ได้แก่ระเบิดปิงปอง ปืน มีดผาหน้าไม้ ปลายธง และตะบอง เครื่องมือต่าง ๆ ที่พร้อมที่จะผันแปรไปใช้อย่างอาวุธ เช่นไม้เบสบอล แม้กระทั่งไม้คมแฝกก็มีการพกพามาเป็นต้น   ดังปรากฏหลักฐานอย่างชัดเจนจากภาพถ่ายวีดีทัศน์ ถึงอาวุธและแผนการร้ายของฝ่ายม็อบฯอย่างชัดเจนปราศจากข้อสงสัย   และยังมีแกนนำม็อบสนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์ คนหนึ่งได้ทำให้เกิดระเบิดร้ายแรงขึ้นเองในรถยนต์เชอโรกี ที่นำมา ร่วมในแผนการก่อการร้าย จนกระทั่งเจ้าของพาหนะถึงแก่ความตายคาที่ และรถยนต์พังเสียหายยับเยิน ซึ่งตำรวจได้พิศูจน์แล้วว่า เป็นผลจากระเบิดที่มีการทำให้เกิดระเบิดขึ้นด้วยตนเอง ทำให้ตนเองถึงแก่ความตายเป็นต้น นอกจากนั้น การที่ม็อบสนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์กลุ่มนี้ดำเนินการอะไรอย่างไร ที่ไหน เมื่อไร ก็มีหน่วยบัญชาการอย่างเปิดเผย คือเอเอสทีวี ที่ทำหน้าที่ปลุกระดมมวลชน ทำการรายงานแผนการต่าง ๆ รวมทั้งรายงานเจตนาชั่วร้ายของตนเองอย่างเปิดเผย แผนการติดอาวุธไปปิดล้อมรัฐสภา ก็มีการออกข่าว-ภาพโดยเปิดเผยของเอเอสทีวี ถึงแผนการร้ายครั้งนี้อยู่แล้ว และการฝึกซ้อมอาวุธและการติดอาวุธของม็อบกลุ่มนี้โดยโทรทัศน์ต่างประเทศ เช่น อัลจาชีรา (Aljazeera) ของต่างประเทศ ก็ได้ทำการถ่ายทอดออกไปทั่วโลก ปรากฎภาพขณะนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำคนสำคัญ อำนวยการฝึกอาวุธอยู่ บริเวณถนนราชดำเนินนอก ก็เป็นหลักฐานที่ชัดเจน และเนื่องจาก การชุมนุมในเช้าวันที่ 7 ตุลาคม 2551นั้น มีการระดมคนเข้ามาปิดล้อมบริเวณหน้ารัฐสภาและจุกประตูรัฐสภาอย่างเหนียวแน่น ทำให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าสภาไม่ได้ เว้นแต่ สส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่ยอมเข้าสภา จึงจำเป็นที่ฝ่ายดูแลรักษาความปลอดภัยจะต้องทำการสลายม็อบเพื่อเปิดทางเข้าสู่รัฐสภาเพื่อการแถลงนโยบายของรัฐบาล อันเป็นสิ่งจำเป็นของระบอบการปกครองประเทศ และการสลายม็อบคราวนั้นรัฐบาลก็ได้กระทำไปโดยลำดับขั้นตอนการดำเนินแบบสากลประเทศ และมีสิทธิ์ใช้ระเบิดแก๊สน้ำตาซึ่งเป็นระบบการสลายม็อบที่ไร้ความรุนแรงพอให้ถึงแก่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต เช่นเดียวกับสากลประเทศที่เจริญทั่วไปทุกแห่งหน และที่มีข้อสังเกตในภายหลังก็คือ ต่อมาศาลปกครองก็ได้มีการตัดสินแล้วว่า ทางรัฐบาลทำการสลายม็อบไปนั้น เป็นการชอบธรรม

การที่ ปปช.มอบให้นายกล้าณรงค์ จันทิก ออกมาชี้มูลความผิดครั้งนี้ โดยกล่าวหาว่าฝ่ายรัฐบาลกระทำการปราบปรามประชาชนโดยไม่ชอบธรรมจึงเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนว่า ปปช.ไม่ได้ทำหน้าที่พิจารณาไปบนหลักการและเหตุผลแห่งความเป็นธรรมและความยุติธรรมของแผ่นดิน โดยนัยยะของความเป็นธรรมดาของสังคมมนุษย์ เนื่องเพราะการพิจารณามีความลำเอียงโดยเจตนาเมินเฉยไม่ได้นำหลักฐานในองค์รวมรอบด้านมาร่วมพิจารณาด้วยอย่างรอบคอบสมบูรณ์ หากแต่เลือกเอาเฉพาะหลักฐานข้อมูลเพียงบางส่วน ที่อาจใช้ทิ่มแทงเอาผิดเอาโทษแก่รัฐบาลสมชายให้จงได้เท่านั้น แม้ว่าแท้ที่จริงหลักฐานเช่นว่านั้นก็ล้วนมีข้อโต้แย้งได้ทั้งสิ้น เป็นการตัดสินความอย่างบกพร่องทางภูมิปัญญา ที่ไม่เป็นธรรมแก่แผ่นดิน อุปมาเหมือนวณิพกโง่เขลาในคตินิทานโบราณในวงการพระพุทธศาสนาเรื่อง ตาบอดคลำช้าง นั่นเอง และนั่นคือการตัดสินใจบนความโง่เขลารู้แคบรู้น้อยย่อมไม่อาจจะรู้ความจริง และย่อมเป็นผลร้ายแด่สามัคคีธรรมของคนในชาติ   และนั่นเป็นต้นเหตุของการสร้างปัญหาใหม่ให้เพิ่มพูนลงไปในแผ่นดินและประชาชน โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เพราะความรู้ที่บกพร่องทำนองตาบอดคลำช้างนี่เอง   ในส่วนความบกพร่องนี้ ยังมีประเด็น สำคัญที่ ปปช.ละเลยหลักฐานการบุกเข้ายึดกองบัญชาการตำรวจนครบาล ในเวลากลางคืนของวันที่ 7 ตุลาคม 2551 อันเป็นการกระทำในลักษณะของพาลชนที่ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง และมีความกร้าวแกร่งเหิมเกริมของม็อบสนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์ เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นความผิดระดับร้ายแรงเข้าขั้นกบฏอีกเหตุผลหนึ่ง   ตลอดไปถึงหลักฐานจากประชาชนที่ถูกทำร้าย และหลักฐานที่ฝ่ายม็อบกรูเกรียวเข้าทำร้ายตำรวจ และใช้รถยนต์ปิคอัพสีน้ำเงินเข้าทับตำรวจอย่างโหดร้าย โดยถอยเข้ามาทับหวังให้ตายหลายครั้ง แต่ด้วยความฉลาดเท่าทันการณ์ ตำรวจใจเพชรนายนั้นจึงเอาตัวรอดได้ (ประชาชนคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ไม่รู้กฎหมายเลย เขาก็อาจตัดสินได้ความเป็นธรรมกว่าท่าน ปปช.อีก เพราะเขามองเหตุการณ์รอบคอบกว้างขวางครอบคลุมกว่า มององค์รวมได้ทั่วถึงกว่า ปปช.นั่นเอง)   จึงทำให้เห็นข้อเท็จจริงที่ชัดเจนสิ้นข้อสงสัยว่า ปปช.นอกจากลำเอียงแล้ว ยังตกอยู่ใต้อำนาจสั่งการของพลังผลักดันเบื้องหลังม็อบกลุ่มบ้าคลั่งนี้ และพลังนั้นคือ คณะอมาตยาธิปไตยเผด็จการขุนนางทหารต่อต้านประชาธิปไตยที่นำโดยอำมาตย์เฒ่าบ้านสี่เสา อย่างไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัย อีกแล้ว
การกล่าวหารัฐบาลสมชาย กรณี 7 ตุลาคม 2551 จึงได้ข้อยุติมีข้อเท็จจริงที่เปิดเผยว่าคณะอมาตยาธิปไตยนั้นได้วางแผนการโดยประสานกำลัง-หน้าที่กันกับคณะบุคคลหลายคณะคือ

(1.)  เอเอสทีวี ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ได้รับการสนับสนุนจากประธานกรรมการที่ปรึกษาของพรรคประชาธิปัตย์(นายชวน หลีกภัย โดยนายชวน ได้ขึ้นเวที ประกาศปกป้องเอเอสทีวีร่วมกับแกนนำอื่นๆ โดยร่วมกันประกาศปฏิญญาณว่า ถึงแม้แกนนำทุกคนจะตายไปแล้ว แต่เอเอสทีวีจะต้องอยู่ต่อสู้ต่อไป) ทำหน้าที่อำนวยการโฆษณาชวนเชื่อ โดยทำการโฆษณาใส่ร้ายรัฐบาลทุกรัฐบาลขณะนั้น โดยเริ่มตั้งแต่รัฐบาลทักษิณจัดทำบุญประเทศในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยพระบรมราชานุญาต นายสนธิ ลิ้มทองกุลกล่าวหาว่านายกทักษิณ ชินวัตร กระทำการจ้วงจาบละเมิดสถาบันเบื้องสูง ด้วยการทำตนเสมอกษัตริย์ และนั่งทับพระที่นั่งกษัตริย์ ซึ่งเป็นความเท็จโดยสิ้นเชิงแต่นายสนธิเอามาโกหกอย่างหน้าด้าน ๆ ทำให้เกิดอลเวงในหมู่คนขึ้นสมตามเจตนาของนายสนธิ จนต่อมาสำนักพระราชวังได้ออกมาแก้ตัวให้ว่ารัฐบาลทักษิณกระทำไปอย่างถูกต้องตามระเบียบแบบแผนของสำนักพระราชวังทุกประการ จึงสงบลง กระนั้นเอเอสทีวีก็ยังสามารถระดม การโฆษณาชวนเชื่อให้ร้าย ดร.ทักษิณ กับพรรคการเมืองทักษิณในประเด็นเกี่ยวกับเบื้องสูงมาได้จนถึงบัดนี้ และ   

 (2.)มีพรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมรับใช้อมาตยาธิปไตย โดยเหตุที่มีหัวหน้าพรรคมักใหญ่ใฝ่สูงเกินตัวและกระหายกระเหี้ยนกระหือรือเหมือนกระสือที่อย่างเป็นใหญ่ อย่างเด็กอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ   และ

(3.)   สำนักสันติอโศก อันเป็นสำนักนักบวชเถื่อนนอกมหาเถรสมาคม คณะสงฆ์ไทย ที่หลอกลวงประชาชนมานาน อ้างว่าเพื่อการบรรลุธรรมสูงสุดในพระพุทธศาสนา แต่เจ้าลัทธิกลับใฝ่สูงโดยไม่ชอบธรรมคือโพธิรักษ์ ผู้ปรารถนาความเป็นศาสดาอย่างโง่เขลาเบาปัญญาอย่างยิ่ง โดยมีศิษย์คนสำคัญที่โง่เขลาพอ ๆ คือ นาย จำลอง ศรีเมือง เข้าร่วมมือกัน เพื่อทำลายล้างรัฐบาลประชาธิปไตย ทำลายล้างทักษิณ ชินวัตร ด้วยวิธีการอยุติธรรมอย่างที่สุด   จนล่าสุดบัดนี้ กำลังจะขจัดสมชาย วงษ์สวัสดิ์ ญาติทักษิณ ไปอีกคนหนึ่ง

(4.)     ปปช.และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่ คมช.แต่งตั้ง บริหารไปโดยปราศจากพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง

(5.)      รัฐบาลประชาธิปัตย์
และบัดนี้เราจึงได้ข้อยุติว่า ทั้งหมดอยู่ใต้บงการของอมาตยาธิปไตยขุนนางทหารร่วมมือกันเพื่อทำประเทศไทยให้ถอยหลังลงคลองไปสู่เผด็จการในอดีต โดยเอาแบบอย่างประเทศเพื่อนบ้าน ผู้กำลังหลงผิดไปสุด ๆ ในการมุ่งสร้างตนเป็นมหาอำนาจด้วยอาวุธนิวเคลียร์ เช่นเดียวกับเกาหลีเหนือ    อันเป็นวิถีทางที่มืดบอดเพราะไม่ยอมมองเสรีภาพของประชาชนตามหลักการโลกยุคใหม่ แต่กดประชาชนลงไปรับใช้อำนาจของคณะบุคคลแทนระบอบกษัตริย์ และปิดกั้นประชาชนไปสู่ความอยู่ดีกินดีและความร่ำรวย

การปรากฏโฉมหน้าใหม่ของฝ่ายอมาตยาธิปไตย นำโดยอัศวินเฒ่าขันฑีแห่งบ้านสี่เสา จึงสามารถเห็นได้ชัดเจนในเวลานี้ว่าจะนำชาติประชาชนถอยหลังไปสู่ยุคมืดมนอนธกาลโดยก้าว ตามรอยเผด็จการผู้ไร้อนาคตไปอีก   เช่นนี้ย่อมเป็นการกระทำตนไร้ความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ผู้ทรงพระเมตตาหาที่สุดมิได้แด่ปวงชนชาวไทย โดยทรงยินยอมสละพระราชอำนาจอันสูงสุด ของขัตติยระบอบอันทรงอำนาจมายาวนานเสีย ยกมาพระราชทานให้แด่ปวงชนชาวไทย โดยทรงเน้นย้ำว่า มิได้ทรงพระราชทานอธิปไตยนี้แด่บุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือคณะบุคคลหนึ่งคณะบุคคลใด แต่ทรงพระราชทานให้แด่ปวงชนชาวไทยทั้งชาติ   นี่คือประชาธิปไตยในจิตใจของบรมกษัตริย์ ซึ่งประชาชนผู้รักประชาธิปไตยย่อมซาบซึ้งตรึงในจิตใจที่เทิดทูนอย่างสูงยิ่งอยู่แล้ว

ฉะนั้นการที่อมาตยาเฒ่าบ้านสี่เสา ผู้นำระบอบอมาตยาธิปไตยคิดการใหญ่ใฝ่สูงเกินอาจเอื้อมได้ด้วยขัดพระบรมราชโองการแห่งขัตติยหวลกลับมาอีกเช่นนี้ เหตุการณ์นี้กลับเป็นการชี้ชัดว่าบัดนื้ อมาตย์เฒ่ากำลังจนหนทาง หลงทำในสิ่งที่จะไม่เกิดประโยชน์อันใดแก่อมาตยาธิปไตยเลย มีแต่จะเปิดเผยให้ประชาชนรู้ชัดเจนไปยิ่งขึ้นว่า ศัตรูของประชาชนตัวร้ายนั้น รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน โฉมหน้าที่แท้จริงเป็นอย่างไร และบัดนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า แท้จริง เป็นอมาตย์เฒ่า ผู้ไม่เจียมสังขาร ไร้สติปัญญา มืดบอดไปโดยสิ้นเชิงแล้ว   เพราะสัจจธรรมแห่งสงครามประชาชน นั่นเอง   ไม่มีพลังใดใดในโลกหล้าที่จะอาจเอาชนะพลังประชาชนทั้งแผ่นดินได้   เพราะพวกเขาคือ   ประชาธิปไตยก้าวหน้า และใครก็ตามที่ไม่ฟังสัจธรรมแห่งประชาธิปไตยที่ว่า   เสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์ แล้ว   นั่นหมายถึงความปราชัยสถานเดียว ไม่ช้าก็เร็วอย่างแน่นอน และนั่นหมายถึงอนาคตที่มืดมนอนธกาลเสียแล้ว   พวกมันอมาตยาเฒ่าแม้ลำพังอยู่ไปเฉย ๆ ก็ต้องตายเองอยู่แล้ว เหตุใดจึงมาเร่งความตายให้แก่ตนเอง   นี่คือคติแห่งความโง่เง่าเต่าตุ่นผู้ไร้สติปัญญาธรรมโดยแท้จริง และนั่นคือนรกอเวจีย่อมรออยู่ข้างปัจจุบันกาลหรือปรภพแล้ว

และข้อสรุปบัดนี้ก็คือสัญญลักษณ์อมาตยาธิปไตยผู้ทรยศ กำลังเดินไปสู่จุดจบ ในไม่ช้าไม่นานนี้   เพราะเป้าหมายชัดเจนแล้ว เสียงประชาชนก็กำลังจะกระหึ่มกึกก้องขึ้นมาทั้งแผ่นดิน    เพียงเสียงที่กระหึ่มของปวงชนผู้รักประชาธิปไตย และพร้อมถวายชีพเพื่อความเป็นธรรม เท่านั้นแล้ว อมาตยาเฒ่าก็คงจะถึงซึ่งความวางวายแห่งหฤทัยตายไปเป็นแน่นอน     แล้วพวกสมุน ๆ อมาตยาธิปไตยเฒ่าจักมีความหวังแห่งชัยชนะเหนือประชาชนได้อย่างไร ?

จงกลับใจเสียเถิด สำหรับผู้คิดจะทรยศต่อประชาธิปไตย จะไปซบจงรักภักดีต่ออมาตยาเฒ่านั้นเพื่อนาคตอย่างไร มองไม่เห็นแสงสว่าง แม้ที่ปลายอุโมงค์ก็ยังคงมืดมน มีแต่ความมืดมนอนธกาล อยู่ข้างหน้า แต่ฝ่ายประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งแผ่นดิน กลับเพิ่มพูนกำลังใจฮึกเหิมขึ้นเป็นทวีคูณ มองเห็นความสว่างเจิดจ้า   ไม่นานเดินรอแล้ว

พวกเขาต้องการสู้เพื่อเอาประชาธิปไตยกลับคืนมา เอาคนดีของประชาธิปไตยกลับคืนมา ขับไล่ทรราช อมาตย์เฒ่าทารกให้พ้นไปจากแผ่นดินไทย

เพราะพวกเขาพร้อมจะลุกขึ้นสู้ด้วยกันทั้งแผ่นดิน สู้ด้วยหลักอหิงสาและภูมิปัญญาที่รอบคอบสุขุม เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งโดยสัจธรรมวันนี้ สถานการณ์ทุกด้าน ไม่ว่าการเมือง เศรษฐกิจและสังคม กำลังหนุนเนื่องเข้าข้างประชาชนผู้รักประชาธิปไตยอย่างเต็มที่แล้ว   ทำให้ฝ่ายประชาชนผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อันเป็นมวลชนมหาศาล เป็นฝ่ายที่ได้เปรียบอย่างยิ่ง เนื่องเพราะพวกอมาตยาธิปไตยนับวันจักอ่อนด้อย เพราะไร้ทั้งสามัคคีธรรมและไร้ภูมิปัญญา ในหมู่พวกตนเอง อุปมาเหมือนสนิมเหล็กที่เกิดจากเนื้อในเหล็กนั่นเอง ที่ย่อมกัดกร่อนตนเองสลายลงไปตามลำดับ ๆ ประชาชนจงมุ่งมั่นในเจตนาอันกร้าวแกร่งแต่จงรอบคอบและยึดมั่นในวินัยอันดีแห่งอหิงสกธรรมและภูมิปัญญา โดยไม่ประมาท ดั่งนี้แม้ เพียงรอ ๆ ๆ ๆ ไม่ออกแรงอะไรนักเลยก็ชนะแล้ว .
 
  • สุดสบาย บานไม่รู้โรย
    8 ก.ย.2552 

 

 
5.11.   ปปช.ประพฤติตนเลวทรามดูแคลนประชาชน
         ถึงเวลาที่ประชาชนจะเขียนกฎหมายเอง กฎหมายเป็นของประชาชน
 
ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนจะต้องเขียนกฎหมายเอง  
ก็ไม่แปลกอะไร สำหรับสังคมระบอบประชาธิปไตย ที่กฎหมายจะต้องเขียนโดยประชาชน และกฎหมายเป็นของประชาชน โดยประชาชน และ เพื่อประชาชน
 
เดี๋ยวนี้คนที่ไม่เข้าใจประชาธิปไตย ไม่เข้าใจสาระสำคัญของกฎหมายเช่นนี้   คือไม่เข้าใจว่า กฎหมายเป็นของประชาชน เขียนโดยประชาชน และเพื่อประโยชน์ของประชาชน
 
เข้าใจอย่างผิดพลาดและฮึกเหิมมาตลอดว่ากฎหมายเป็นของตน   ตนเป็นผู้ใช้กฎหมายอย่างสิทธิขาด ตามอำเภอใจของตน
 
คนเหล่านั้นเข้าใจผิดในสาระสำคัญที่ว่า ตนเป็นผู้รู้กฎหมาย ๆ จึงเป็นของตน ๆ จะใช้กฎหมายอย่างใดก็ได้ ไม่เกี่ยวกับประชาชน กลุ่มคนดังกล่าวที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ในขณะนี้ก็คือ ปปช.   คตส. เป็นต้น
 
นั่นคือ พฤติกรรมของ ปปช. ทุกวันนี้ฮึกเหิมดูแคลนประชาชนเป็นอย่างยิ่ง   คือมองข้ามประชาชนโดยเขลาไม่เข้าใจหลักการของประชาธิปไตยในประเด็นที่ว่า ประชาชนเป็นเจ้าของกฎหมาย กฎหมายเป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน  
 
ปปช.ตีความกฎหมายเอาตามอำเภอใจตนเองอย่างไม่เกรงใจประชาชน ไม่เข้าใจว่าใครเป็นเจ้าของกฎหมาย    เช่นนี้
 
และยังตีความกฎหมายไปอย่างไม่คำนึงหลักการความยุติธรรม ดูแคลนประชาชนว่าไม่รู้กฎหมายเช่นนี้ เป็นการเลวทรามที่ละเมิดประชาชนในระบอบประชาธิปไตย
 
ดังปรากฎมาคดีแล้วคดีเล่าที่ ปปช.ตัดสินคดีตามอำเภอใจอย่างไร้ความยุติธรรม ไม่สอดคล้องทัศนะของประชาชนอย่างแรง   ล่าสุดคือ การชี้มูลความผิด 2 คดี คือ คดี 7 ต.ค.2551 ที่ม็อบสนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์ บุกปิดล้อมรัฐสภา จุกประตู ล่ามโซ่ประตู ทั้งข่มขู่จะฆ่าคณะรัฐมนตรีและ สส. แล้ว ปปช. ที่ชี้ให้ สมชาย วงษ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กับตำรวจอีก 2 นาย ว่ามีความผิด และ วันนี้ 29 ก.ย.2552 ชี้ว่า สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่ง กับนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ   มีความผิด คดีเขาพระวิหาร ฐานกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศไทยและคนไทยทุกคน ซึ่งค้านสำนึกในความยุติธรรมของประชาชน เพราะในความจริง นายกรัฐมนตรีสมัครและ รมว.ต่างประเทศนภดล ทำให้ไทยไม่เสียดินแดน ต่างหาก
 
จึงถึงเวลาแล้วที่ประชาชนภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ผู้รักประชาธิปไตย ประชาชนคนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตย จะได้ตระหนักในหน้าที่ของตน ตามระบอบประชาธิปไตย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกประการหนึ่ง   นั่นคือหน้าที่ของการนิติธรรม กฎหมายเป็นของประชาชน ประชาชนจะต้องมองไปที่หน้าที่ของการเขียนกฎหมายของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ต่อไปในที่สุด      
 
ในชั้นนี้จึงต้องทบทวนหลักการสำคัญ 2 ประการก่อนคือ     1.   อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน   2.    กฎหมายเป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน     การตีความกฎหมายใดใด จะต้องสอดคล้องกับความเข้าใจ ไว้วางใจของประชาชน การตัดสินคดีความใด ๆ ผลลัพธ์จะต้องตรงกับความคาดหมายของประชาชน      นี่คือความหมายที่ว่า กฎหมายเป็นของประชาชน    
 
  • นิติชน ประชาชัย
    29 ส.ค. 2552
     
 
 
 
5.12.   รัฐประหารไทยผ่านมา 3 ปี
        ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจะทำอย่างไรกับพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ?
 
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในระยะ 5 เดือนเศษ ๆ ที่ผ่านมา ได้มีอันเป็นไปไม่ปกติโดยไม่ปรากฎแด่สังคมหายเงียบไป มีแต่ข่าวการหลบหนีไปจากบ้านสี่เสา หลบไปพักอาศัยในค่ายทหารโคราชบ้าง แม้กระทั่งมีข่าวลือว่าหลบไปถึงปัตตานีบ้าง แล้ววันนี้ ที่ 15 ต.ค. 2552 ก็ปรากฏตัวออกมา และเป็นข่าวอย่างดัง กรณี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย พล.อ.เปรมปรากฏทางหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ โดยพล.อ.เปรมได้ออกวาทะสั้นเรียบว่า พล.อ.ชวลิต “อย่าทรยศต่อประเทศชาติ” ตามที่หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ วันที่ 16 ต.ค.2552 พาดหัวข่าวไปแล้ว ซึ่งก็ยังยืนยันว่า ทัศนะเช่นนี้แสดงถึงการปฏิเสธไม่ยินดีในระบอบประชาธิปไตย อันเป้นของประทานจากกษัตริย์ (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยินยอมสละพระราชอำนาจ และคืนอธิปไตยสู่ประชาชน โดยทรงเน้นย้ำว่า ทรงมอบให้ประชาชนในส่วนรวม ไม่ทรงยินยอมมอบให้คณะบุคคลใดหนึ่งเป็นอันขาด) และที่สำคัญพล.อ.เปรมออกวาทะที่แสดงถึงความที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรเกี่ยวกับระบอบการปกครองทางประชาธิปไตยเลย   เพราะการเลือกพรรคการเมือง นั้นเป็นสิทธิ์ของประชาชน ผู้มีเสียงและสิทธิเท่ากันในระบอบนี้ ที่จะเลือกนโยบาย นั่นหมายถึงการเลือก พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งได้เป็นสิทธิโดยปกติอยู่แล้ว   คนที่ไม่ยอมรับประชาธิปไตยเท่านั้นจึงจักเห็นว่าการเลือกพรรคการเมืองเป็นเรื่องประหลาด และยิ่งไปมอง ขนาดว่า การไปสังกัดพรรคการเมือง ซึ่งตามข้อเท็จจริงที่ว่าพล.อ.ชวลิตไปขอสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรสำหรับนายทหารอย่างพล.อ.ชวลิต หรือไกลไปจนกระทั่งเ เป็นการทรยศต่อชาติ นั้น สะท้อนไปถึงว่า เป็นทัศนะอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย เป็นตัวปัญหาของประชาธิปไตยเลยทีเดียว และบัดนี้จึงได้ยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า นี่คือศัตรูผู้ทำลายประชาธิปไตย โดยการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นั้น เป็นสิ่งที่น่าเป็นไปได้สำหรับบุคคลผู้มีทัศนะเช่นนี้ นั่นก็เน้นย้ำไปอีกว่า พล.อ.เปรม เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 อย่างแน่นอน และเมื่อคนขนาดนี้ยังไม่ยอมรับประชาธิปไตย ในยุคที่โลกหมุนไปสู่วิถีทางของประชาธิปไตยทั้งโลกแล้ว จะเป็นผู้อยู่ในฐานะการนำของชาติ ประชาชน แม้กระทั่งการชี้นำทางกองทัพได้อย่างไร ประเทศชาติจะต้องเสี่ยงขนาดไหนต่อบทบาทของบุคคลผู้มืดบอดทางภูมิปัญญาประชาธิปไตยเช่นนี้ ก็เห็นจากพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ วันนี้เอง
 
พล.อ.เปรม ยังมืดบอดอย่างยิ่ง ในความเข้าใจปัญหาศาสนาสากล จนกลายเป็นตัวผู้สร้างปัญหาขึ้นเองให้แก่ประเทศชาติและประชาชนในดินแดนสามจังหวัดภาคใต้   ภายหลังเอ่ยวาทะที่ร้ายแรง ออกไปในการเปิดโครงการสานใจไทยสู่ไทยใต้ รุ่นที่ 12 ในวันที่ 23เมษายน 2552
 
แล้ววันที่ 15 ตุลาคม 2552   ก็ได้เดินทางไปทำพิธีเปิดการอบรมโครงการสานใจไทยสู่ไทยใต้ รุ่นที่ 13 อีกรุ่นหนึ่ง  ประกอบด้วย เยาวชนจากภาคใต้มาร่วมโครงการจำนวน 239 คน ได้กล่าวเปิดงานว่า “มี 2 สิ่งที่ต้องพูดทุกครั้ง คือเรื่องความเป็นไทย และความเป็นธรรม โดยความเป็นไทยอยากให้เด็กทุกคนที่นับถือศาสนาอิสลามมีความภาคภูมิใจ และหยิ่งทะนงว่าเราเป็นคนไทย เป็นเจ้าของประเทศ ส่วนความเป็นธรรม เป็นหน้าที่ของรัฐ ที่จะให้ความเป็นธรรมต่อคนในชาติ ดังนั้น เด็กจะได้รับความเป็นธรรม และเท่าเทียมกัน จะเรียกร้องความเป็นธรรมเหนือกว่ากฎหมายไม่ได้ และรัฐจะให้ความเป็นธรรมน้อยกว่า เพราะนับถือศาสนาอิสลามก็ไม่ได้ เรามีหน้าที่ดูแลชาติบ้านเมืองเหมือนกัน”(ไทยรัฐ ออนไลน์ 16 ต.ค.2552)
 
ซึ่งการเปิดอบรมโครงการสานใจไทยสู่ไทยใต้นี้ มีลักษณะเนื้อหาเป็นระดับนโยบายของรัฐ ซึ่งต้องอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลโดยตรง แต่ก็ดูประหนึ่งว่า พล.อ.เปรม กระทำไปเองอย่างมีอำนาจอิสระเฉพาะพิเศษ โดยไม่คำนึงรัฐบาล ไม่คำนึงความชอบธรรมที่ในที่สุดรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบในผลของโครงการทุกอย่าง โดยการที่แสดงถึงการกระทำไปอย่างอิสระ ประหนึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดทางการเมืองไปเสียเอง ที่สามารถสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมารับใช้นโยบายของตนได้อย่างไร เช่นในวันนี้ การที่สร้างภาพให้ปรากฏออกไปถึงความเข้มแข็งทางทหาร โดยมีเหล่าขุนทัพทหาร คือผู้บัญชาการเหล่าทัพ เช่น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นต้นมาครบทุกเหล่า รวมทั้ง พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ องคมนตรีร่วมด้วยนั้น แสดงถึงความไม่ชอบธรรมในการดำเนินการบริหารของชาติ เพราะแสดงถึงอำนาจอันสูงสุดเหนือรัฐบาลไปอีก และผลที่ออกมาอย่างสากล น่าจะเป็นผลทางลบ มากกว่า และที่สำคัญคือการที่ไม่สอดคล้องสถานการณ์ใต้ ที่รัฐบาล ทหารควรจะต้องลดความกด ควบคุมประชาชน ท่าทีที่ไม่ไว้วางใจประชาชน ไม่เป็นมิตรประชาชน และลักษณะการใช้อำนาจเผด็จการลงไป    นั่นก็เพราะสัจธรรมมีว่าที่ใดมีความกด ที่นั่นย่อมมีการต่อสู้ แรงตกเท่ากับแรงกระท้อน ฉะนั้นรัฐบาลที่แล้ว ๆ มาจึงมีแต่พยายามสร้างสถานการณ์ที่เป็นมิตรอย่างจริงใจต่อประชาชนมุสลิมชาวใต้
 
พล.อ.เปรม ยังได้กระทำความผิดต่อประชาชนมุสลิมใต้เอาไว้อย่างยิ่งใหญ่ มากไปกว่านี้อีก นั่นก็คือได้เปิดเผยแผนลับของโครงการ สานใจไทยสู่ใจใต้   ในคราวเปิดประชุมโครงการฯรุ่นที่ 12 เมื่อ เดือนเมษายน 2552   โดยการกล่าววาทะว่า.“พระสยามเทวาธิราชคุ้มครองประเทศ
ขอให้ภูมิใจว่าทุกคนเป็นสิ่งที่เราตั้งใจว่า จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มุ่งมั่นปรารถนาดูแลชาติบ้านเมืองให้มีความรักสามัคคีสมานฉันท์นำพาประเทศเจริญก้าวหน้า ทุกคนรู้จักพระสยามเทวาธิราชหรือไม่ ท่านไม่ใช่พระแต่แต่คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของประเทศ ท่านประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง คนไทยทุกคนถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะคุ้มครองประเทศชาติให้สงบร่มเย็น   พระสยามเทวาธิราชแสดงให้เห็นตลอดว่า ท่านดูแลชาติบ้านเมืองเราจริงอยากให้เราระลึกถึงพระสยามเทวาธิราชและขอให้ท่านคุ้มครองเยาวชนและชาติบ้านเมืองของเราให้สงบร่มเย็น   ส่วนคนที่ไม่หวังดีต่อประเทศให้มีอันเป็นไป” (ไทยรัฐ 24 เม.ย.2552)

การที่ไปแสดงท่าทีเกลี้ยกล่อมให้ไทยมุสลิมเสื่อมความศรัทธาลงไปจากพระเจ้าองค์เดียวของพวกเขานั้น เป็นความผิด ซึ่งในกรณีศาสนาสากล จะมีความผิดอยู่ 3 ระดับ พล.อ.เปรม ได้กระทำความผิดครบถ้วนทั้ง 3 ระดับ โดยระดับที่หนึ่งคือแผนการร้ายที่คิดคดทรยศต่อพระเจ้า   ระดับที่ 2 กล่าววาทะที่ทรยศนั้น และ ระดับที่ 3 การเริ่มปฏิบัติการตามแผนอันชั่วร้ายนั้น
 
การเปิดอบรมโครงการ สานใจไทยสู่ใจไต้ เป็นโครงการที่ได้ซ่อนแผนการร้ายต่อชาวมุสลิมไทยมานานถึง 12 รุ่นแล้ว เพิ่งมาเปิดเผยขึ้นในการอบรมรุ่นที่ 12 ในวันที่ 23 เมษายน 2552 ดังกล่าว จึงได้ทราบความลับของแผนการอบรมนี้ว่าร้ายต่อศาสนาอิสลามเลยทีเดียว และวันนี้ หมายถึง ท่าทีของกองทัพไทยทั้งกองทัพ ที่ให้การสนับสนุนแผนการชั่วร้ายนี้
 
ท่านทราบหรือไม่ว่าโดยกฎหมายสูงสุดของอิสลาม(คือพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน)ความผิดชั้นต้นหรือระดับที่ 1 คืออะไร?   คือ   แม้เพียงคนทั้งหลายเมินเฉย หรือไม่นับถือองค์อัลเลาะห์ หรือเพียงไม่นับถือศาสนาอิสลามเท่านั้นเอง ก็มีความผิดแล้ว คนทั้งหลายทั่วโลกใดที่ที่นับถือศาสนาอื่น โดยโองการของอัลเลาะห์สั่งว่านั่นเป็นพวกทรยศ(กาฟีร์) ทั้งสิ้น และโทษมีสถานเดียวคือ ต้องคำพิพากษาให้รับโทษทุก ๆ คนในวันสิ้นโลก ความผิดระดับที่ 2 คือ การพบภัยพิบัติ เคราะห์กรรม ความยากจนตลอดชีวิต ในขณะที่มีตัวตนบนโลกดลยามนุษย์นี้   และความผิดระดับที่ 3 คือ การลงนรกเพลิง การที่อัลเลาะห์ไม่อาจจะอภัยให้ได้เลย จะต้องทนทุกข์ทรมานไปชั่วนิรันดร พล.อ.เปรม กระทำความผิดครบทั้ง 3 ระดับต่อศาสนาอิสลาม ในรูปธรรมที่จะพึงเห็นก็คือ การเอ่ยคำชักจูงให้มุสลิมเปลี่ยนศาสนา หรือ เสื่อมความศัทธามานับถือพระเจ้าองค์อื่น ซึ่งไม่ใช่พระเจ้าองค์เดียวคืออัลเลาะห์ แล้ว ควรจะต้องจำไว้ว่า มุสลิมโลกเขาจะต้องจดจำอย่างไม่รู้ลืม จนกว่าจะได้ชำระโทษ แม้สิ้นไปจากชีพแล้ว อัลเลาะห์ก็จะให้กองทัพสวรรค์ มลาอิกะ มาจับตัวไปชำระโทษต่อหน้าอัลเลาะห์
 
สิ่งที่พล.อ.เปรม ทำผิดไว้อย่างยิ่งใหญ่ในประเด็นต่อไปอีกก็คือ ได้กระทำไปในนาม ประธานองค์มนตรีและรัฐบุรุษ   ในฐานะที่เป็นประธานมูลนิธิองค์มนตรีและรัฐบุรุษ (ซึ่งหมายถึงทั้งสถาบันกษัตริย์และชาติไทยไปพร้อมกัน) โดยได้กล่าววาทะไว้ว่า ”พระสยามเทวาธิราช...ท่านประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง”   การกล่าวถ้อยคำนี้ ทำให้เสียหายไปถึงสถาบันเบื้องสูงอย่างร้ายแรง และโดยข้อเท็จจริงอันเป็นสัจธรรม   องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกรัชกาลที่ปฏิบัติต่อประชาชนชาวไทยผู้เป็นศาสนิกต่าง ๆ หลากหลายความเชื่อนั้น   สถาบันกษัตริย์ไทย ไม่เคยมีดำริในการให้กระทบกระเทือนต่อความเชื่อของศาสนิกเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย มีแต่ทรงเพิ่มพูนศรัทธาในความเชื่อของพวกเขาไปยิ่ง ๆ ขึ้น ซึ่งเป็นความนึกคิดวิสัยทัศน์อันสูงส่ง (และนั่นหมายถึงวิสัยชาวพุทธอันประเสริฐสูงส่งโดยปกติอยู่แล้ว) ที่ตรงข้ามกันไปเลยกับความนึกคิดและวิสัยทัศน์ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งหมายถึงความนึกคิดและภูมิปัญญาอยู่ในระดับที่ต่ำต้อย เขลาเบาปัญญาอย่างยิ่ง      แต่วันนี้ พล.อ.เปรม ได้ทำให้คนทั้งหลายเข้าใจผิดไปถึงสถาบันด้วย   จึงเป็นความผิดที่กระทำไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของพล.อ.เปรม โดยแท้จริง     เราจึงได้มีข้อเสนอไว้แล้วแต่ครั้งก่อนว่า   พล.อ.เปรม ควรดำเนินการ 2 ประการ (1) หยุดบทบาทลงและทำตัวให้สูญหายไปจากโลกโดยสิ้นเชิง   และ (2) ให้เปลี่ยนเป้าหมายของการอบรมเสียใหม่ โดยดำเนินการอบรมเรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตยแทน    เพราะไม่ใช่ปัญหาความแตกต่างทางศาสนา หรือลัทธิ นิกายของศาสนา แต่เป็นปัญหาความเข้าใจการปกครองระบอบใหม่คือ การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน และประชาธิปไตยนั่นเองเป็นทางออกที่มีเหตุผลที่สุดของการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในยุคประชาธิปไตยนี้   ซึ่งมาวันนี้แสดงถึงปัญหาที่เกิดจากคนระดับ”รัฐบุรุษ” พล.อ.เปรม ก็หาเข้าใจไม่ คนโบราณคนนี้หูไม่กระดิก เมื่อพูดถึงประชาธิปไตยเห็นได้จากวันนี้ที่ออกมาแสดงทัศนะ โดยการเตือน พล.อ.ชวลิต ว่าระวังจะเป็นการทรยศต่อชาติ นั่นเอง (แสดงถึงการไม่ยอมรับประชาธิปไตย และหรือไม่เข้าใจหลักการแม้เบื้องต้นของประชาธิปไตย ที่ว่า สิทธิในการเลือกนโยบายหรือการเลือกพรรคการเมือง เป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่เป็นปกติธรรมดาอย่างยิ่ง)   นั่นเป็นวาทะแห่งประวัติศาสตร์ และความโง่เขลาของผู้นำระบอบอมาตยาธิปไตยไทย ยุค(ที่น่าอย่างยิ่งว่าจะเป็น)ยุคสุดท้ายที่จะต้องสิ้นชาติพันธ์ถอนรากถอนโคนไปเพราะพลังประชาชนคนเสื้อแดงที่เป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตยไทยและรักประชาธิปไตยสากล
 
วันนี้ เราจึงยังยืนยันว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้กระทำความผิดหลายประการ ดังนี้
 
1.     เป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 และผลของการกระทำผิดพลาดครั้งนั้นก็ได้ปรากฏเป็นหลักฐานชัดเจน ภายหลังอยู่ในเวลา 3 ปีไปแล้ว คณะบริหารประเทศภายใต้บงการ พล.อ.เปรม ได้ทำลายชาติไทยลงอย่างย่อยยับ ปรากฏขึ้นในขณะนี้แล้ว รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เป็นรัฐธรรมนูญโจร ที่เขียนกฎ กติกาของโจรขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของหมู่โจร เพราะเขียนขึ้นโดยคณะผู้ปล้นประชาธิปไตยไทยไป เป็นรัฐธรรมนูญฉบับพล.อ.เปรม โดยเฉพาะ และเป็นความผิดอย่างร้ายแรงต่อระบอบประชาธิปไตย
 
2.     กรณีม็อบสนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์ทำการปิดกั้นถนนราชดำเนิน อันเป็นเส้นทางพระราชดำเนินไปประกอบพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ตลอดเวลา 6 วัน ระหว่างวันที่ 14-19 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2551 โดยจักทรงเสด็จแบบขบวนพยุหยาตราทางสถลมาร์ค อันทรงพระเกียรติยศยิ่ง แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมขบวนรถพระบรมราชวงศ์ทั้งสิ้น ไม่อาจเสด็จทางถนนราชดำเนินเพราะคนกลุ่มนี้ปิดเส้นทางพระราชดำเนินอันเป็นวิถีทางแห่งกษัตริย์อยู่ ไม่ยอมเปิดเส้นทางให้ จนต้องทรงเสด็จเลี่ยงไปทางถนนลูกหลวงแทน ถนนราชดำเนิน........... พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะประธานองค์มนตรี ได้มีการประชุมองค์มนตรี หรือมีความคิดเห็นในทางที่จะปกป้องกู้เกียรติยศอันสูงส่งของสถาบันอย่างไร   เหตุใดจึงไม่ปรากฏความจงรักภักดีของบุคคลหรือคณะบุคคลผู้มีหน้าที่คล้ายพันท้ายนรสิงห์ในยุคอยุธยา เลยแม้แต่น้อย .....?
 
3.     ได้กระทำความเสียหายแด่สถาบันอย่างยิ่งใหญ่ในกรณีดำเนินโครงการสานใจไทยสู่ไทยใต้ เพราะได้ซ่อนแฝงเจตนาที่แท้จริงที่มุ่งหมายทำการเกลี้ยกล่อมเยาวชนมุสลิมให้เสื่อมศรัทธาในศาสนาเดิมของเขาโดยให้หันมานับถือพระเจ้าองค์อื่น โดยวาทะว่า...พระสยามเทวาธิราชแสดงให้เห็นตลอดว่า ท่านดูแลชาติบ้านเมืองเราจริงอยากให้เราระลึกถึงพระสยามเทวาธิราชและขอให้ท่านคุ้มครองเยาวชนและชาติบ้านเมืองของเราให้สงบร่มเย็น… ซึ่งการกระทำนี้พล.อ.เปรม ได้กระทำไปในนามของสถาบันกษัตริย์ และชาติไทยคือประธานองค์มนตรีและรัฐบุรุษ
 
4.     ได้กระทำความเสียหายแด่ศาสนาสากลอย่างยิ่งใหญ่ เพราะการดำเนินโครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ ได้ซ่อนแฝงความมุ่งหมายเร้นลึกเอาไว้ โดยมุ่งหมายเกลี้ยกล่อมให้ชนมุสลิมไทยหันไปนับถือศาสนาและพระเจ้าองค์อื่น ซึ่งเป็นการทรยศอย่างยิ่งใหญ่ มีความผิดอย่างร้ายแรงต่อศาสนาอิสลาม (สำหรับพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีความผิดถึงระดับฉกรรจ์ 3 ระดับคือต้องรับโทษทั้งโลกนี้และโลกหน้า) และโดยนัยเดียวกันย่อมสร้างความระแวงแด่ศาสนิกผู้นับถือศาสนาอื่น มีคริสต์ ซิกส์ เป็นต้น การไปบังคับคนทั้งหลายที่มีความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่าง ให้มาเชื่อแบบเดียวกับเรา อย่างที่พล.อ.เปรม มุ่งหมายกระทำ นั้น เป็นสิ่งที่เป็นภัย และไร้เหตุผลอย่างยิ่ง   เป็นสิ่งที่น่าละอายใจจริง     และนี่เป็นการทำลายความสามัคคีครั้งยิ่งใหญ่ของคนในชาติ
 
5.     ได้กระทำความผิดอย่างอื่น อีกหลายประการจนยากจะบันทึกได้หมดสิ้น เช่น   การแทรกแซง ก้าวก่ายหน้าที่ ของสถาบัน   นับแต่ก้าวก่ายแทรกแซงสถาบันรัฐบาล นิติบัญญัติ ไปถึงศาล ส่งผลให้เกิดความไม่เป้นธรรมที่ทำลายมาตรฐานการบริหาร มาตรฐานการนิติบัญญัติ และมาตรฐานความยุติธรรม ของประเทศนี้   อันเป็นต้นเหตุสำคัญของการแตกสามัคคีธรรมของคนในชาติครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งที่ล่อแหลมต่อความทำลายชาติ เท่าที่เคยมีมา
 
จึงน่าถามว่าประชาชนไทยจะลงโทษอย่างไรกับพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้อยู่ในตำแหน่ง ประธานองค์มนตรี และรัฐบุรุษ? และตำแหน่งประชาชนไทยควรสำหรับบุคคลนี้หรือไม่? และโทษานุโทษควรฉกรรจ์ขนาดใด?
 
  • อรบุศป์ ละอองธรรม
            สุไหงปาดี ชินะกุล
            17 ต.ค.2552
 
 
 
 
 
 
5.13.    ทหารไทยยุค อนุพงษ์ เผ่าจินดา ทำลายศักดิ์ศรีของสถาบันทหารลงราบเรียบ
 
ทหารไทยยุคพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ไม่เคยทำสิ่งไร ที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีแต่กระทำความผิดล้วน ๆ คือ           
(1)  ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา  คือนายกรัฐมนตรีสมัคร ที่สั่งการตาม พรก.ฉุกเฉิน ในคราวที่ม็อบฯดังกล่าวเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ไว้ถึง 193 วัน ในรัฐบาลสมัคร  และ 

(2) ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา คือนายกรัฐมนตรีสมชายที่สั่งการตามกฎหมายฉบับเดียวกันกับรัฐบาลก่อน  ในคราวที่ม็อบจำลอง-สนธิ-ประชาธิปัตย์เข้ายึดสนามบินนานาชาติ สุวรรณภูมิ  การไม่ฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ถือว่าไร้วินัย ไม่สมควรแก่ความเป็นทหารอยู่แล้ว   นี่เป็นความผิดอันร้ายแรงทางวินัยทหารโดยปกติอยู่แล้ว   ครั้นเมื่อผลการละเมิด ไม่ฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงขึ้นต่อประเทศชาติ ดังนี้แล้ว  โทษย่อมฉกรรจ์ตามไปอีกหลายเท่า จนอาจจะเป็นได้ทั้งความผิดทางอาญาและทางแพ่งพร้อมกันไป    ยังมีความผิดข้อที่

(3)  ฟังคำสั่งและปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของรัฐบาลอภิสิทธิ์  โดยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกคำสั่งโดยอำนาจตามกฎหมายฉบับเดียวกัน แต่ร้ายแรงกว่า โดยให้เข่นฆ่า ใช้อาวุธสงครามยิงเข้าใส่ประชาชนผู้ชุมนุมตามสิทธิประชาธิปไตย ในเหตุการณ์ 13 เม.ย.2552  เป็นเหตุให้ประชาชนผู้สุจริตล้มตายและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก 
นี่เป็นความผิดล้วน ๆ ของทหารยุคหลังรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 โดยไม่มีอะไรที่บ่งบอกถึงความดีงาม และศักดิ์ศรีของสถาบันทหารไทยเหลือไว้อยู่เลย  (ลดฐานะของทหารไทยที่มีศักดิ์ศรีลงไปเป็นกองโจรผู้ปล้นชาติขึ้นมาแทน) มาตราบปัจจุบันนี้ ยังมีความผิดต่อกรณีศาสนาสากลอีก  โดยรับใช้พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองค์มนตรีและรัฐบุรุษ ในฐานะประธานมูลนิธิประธานองค์มนตรีและรัฐบุรุษ ดำเนินโครงการที่ซ่อนแฝงนัยยะทางศาสนาสากล   นี่เป็นการกระทำที่เป็นความผิดชนิดที่ชั่วร้ายของกองทัพไทยยุคอนุพงษ์ เผ่าจินดาทั้งสิ้น   และประชาชนจะต้องจดจำไปจนกว่าโทษนี้จักได้รับการชำระ   อย่างกับโทษของกองโจรผู้ปล้นชาติและประชาธิปไตย นั้นจักสาสมแก่ความผิด

  • สุไหงปาดี ชินะกุล
    20 ต.ค.2552
 
 
 
ส่วนที่ 2
ส่วนความคิดเห็นของประชาชนทั่วไป
จากกระดานถามตอบจากเวบบอร์ด
(สถานการณ์ด้านอาณาจักร)
 
 
 
 
5.14.   เวบบอร์ดสะท้อนการประชุมเอเซียนซัมมิต 15
         ไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่าง 23-25 ต.ค. 2552
          ณ โรงแรมดุสิตธานี อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
 
กระทู้: นายกกัมพูชาปรามาสนายกไทย
 
ได้เห็นข่าวอดีตนายกรมต.พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ จับมือแสดงความเป็นมิตรกับนายกฮุนเซ็นของกัมพูชาที่ยืนยันถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น และล่าสุดนายกกัมพูชายังให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวทั้งไทยและเทศ ถึงความรู้สึกที่มีต่อชะตากรรมของพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร และยินดีช่วยเหลือให้ที่พักพิงในประเทศแล้ว ต้องอดชื่นชมท่านไม่ได้ที่แสดงความกล้าหาญที่ต้องการประกาศต่อชาวโลกว่าท่านเป็นผู้รักประชาธิปไตย และไม่พอใจอย่างยิ่งต่อระบอบเผด็จการและความอยุติธรรมที่เพื่อนร่วมโลกของท่านได้รับ ท่าทีเช่นนี้นายกอภิสิทธิ์รู้หรือไม่ว่า ได้สะท้อนความจริงอย่างหนึ่งว่าผู้นำกัมพูชาต้องการบอกชาวโลกว่าท่านศรัทธาต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และยืนอยู่ข้างความเป็นธรรมเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชาวกัมพูชาได้รู้ว่าผู้นำของเขาจะบริหารประเทศชาติด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยยึดความสุขของคนส่วนรวมเป็นหลัก และหากประชาชนคนใดไม่ได้รับความเป็นธรรมท่านยินดีปกป้องเรียกหาความเป็นธรรมให้ แต่รู้สึกว่าท่านอภิสิทธิ์จะอ่อนด้อยต่อความรู้สึกเช่นนี้ กลับไปตอบโต้ว่าท่านฮุนเซ็นคงแยกออกได้ระหว่างความเป็นเพื่อนกับสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศท่านอภิสิทธิ์ท่านไม่รู้เลยหรืออย่างไรว่าท่านกำลังถูกปรามาสว่าเป็นผู้นำที่ขาดความเป็นธรรม ไม่รักประชาชน ผลักไสประชาชนให้ไปอยู่ใต้อำนาจของเผด็จการ ท่านไม่มีวันอยู่ในหัวใจประชาชนได้ เพราะตลอดเวลา9เดือนที่คณะของท่านเข้ามาบริหารประเทศได้สร้างความกดดัน ความเอารัดเอาเปรียบต่อประชาชนทุกรูปแบบ ไม่เว้นแม้กระทั่งการละเมิดทางความคิด คนไทยทั้งประเทศและทั่วโลกกำลังรอดูอยู่ว่าอนาคตทางการเมืองของท่านจะมีจุดจบเช่นไร และคงอีกไม่นาน
 
  • ผู้ตั้งกระทู้ กระจกเงา :: วันที่ลงประกาศ 2009-10-24 16:50:43
 
ความเห็นที่ 1 (1989989) 
รายการ จุติพงษ์ พุ่มมูล รู้ทันอภิสิทธิ์     ไปถ่ายเอาสุทธิชัย หยุ่น ไปถามที่ชายหาด   ถามว่าทำไมใช้กำลัง รปภ.อาเซียนซัมมิตมากถึง 18,000 คน อภิสิทธิ์ว่าเพิ่งไปต่างประเทศมา ที่นั่นใช้พอ ๆ กัน และมีแนวโน้มสูงขึ้นไป ถาม 100 ฝันเสร็จไปกี่ฝัน ตอบว่า สิ้นปีจะประเมิน ถามว่าพร้อมเลือกตั้งหรือไม่   ตอบว่าพร้อม    ถามว่าจะชนะเลือกตั้งไหม บอกว่า มั่นใจชนะ
 
อย่างนี้คือเอาตัวรอดด้วย นโยบายปาก   คือไม่ดูความจริง เอาปากพูดกลบความเลวไปวัน ๆ งานไม่เคยทำ    ก็เหมือนนายชวน หลีกภัย ดิกเลย   นี่คือลูกศิษย์นายชวน หลีกภัย   ได้แต่พูด ทำงานไม่เป็นเหมือนกันเลย
 
สิ่งที่คนทั้งหลายจะต้องมองอย่างเป็นประเด็นสำคัญ เพื่อพิจารณาว่าใครทำงานเป็นหรือไม่ก็คือ  ตอนเกิดสินามิ ในภาคใต้เอง พรรคประชาธิปัตย์ทั้ง ๆ ที่มีสส.ทั้งหมดอยู่ในภาคใต้ ไม่เคยออกมาร่วมมือกับรัฐบาลทักษิณ ในการกอบกู้สถานการณ์อันร้ายแรงของชาติและประชาชนครั้งนั้นเลย
 
ที่สำคัญ ไม่เคยมีข่าวนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ออกมาแสดงท่าทีที่จะช่วยเหลือรัฐบาลเลย   แต่มีข่าวว่า นายชวน มองเหตุการณ์ว่า เป็นเรื่องของรัฐบาล   ฝ่ายค้านไม่ใช่ผู้บริหาร เช่นเคยเช่นที่เคยอ้างมาตลอด     แต่ประชาชนจะเห็นว่าประธานาธิบดียอร์ช บุช ขณะนั้น ได้ส่งทูตมาทั้งฝ่ายรัฐบาล โดยส่งบุชผู้พ่อมา พร้อมกับฝ่ายค้านดีโมแครตขณะนั้น คือ บิล คลิ้นตั้น มาดูแลประเทศไทยร่วมกับรัฐบาลไทย คือทักษิณ   ขณะนั้น (สินามิเดือน 26 ก.ย.2547)   นั่นเป็ฯแบบอย่างของความมีมนุษยธรรม ซึ่งเป็นหลักการทางพระพุทธศาสนาอย่างสูงส่ง แต่นายชวนที่เป้นชาวพุทธ พร้อมพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ออกมาดูแลเลย ทั้ง ๆ ที่เป็นแผ่นดินของตน นายชวนเคยทำความดีมา แต่นี่ได้ลบล้างความดีเขาทั้งหมด ลบล้างความนับถือที่มีต่อเขา ไปหมดสิ้น   เพราะเขาเป็นคนไร้น้ำใจ ที่ซ่อนความอิจฉาริษยาไว้ในจิตที่ลึกซึ้ง       เคยมีมาก่อนแล้ว กรณีปราบปรามยาเสพติด   นายชวนนี่แหละที่เถียงคอเป็นเอ็น ว่านายกทักษิณ กระทำผิดสิทธิมนุษยชน   ..... จนดูประหนึ่งว่าเห็นโจรร้ายค้ายาเสพติดดีกว่าตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐบาลไปอีก แต่นี่คือผลจากวาทะของนายชวน   เหมือนอภิสิทธิ์
 
ครั้นมาถึงการประชุมอาเซียนซัมมิตปีนี้ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ทำความเสื่อมเสียในวงการอาเซียนอย่างมหาศาล เห็นจากสมาชิกขาดความเลื่อมใสศัทธา ไม่มาให้เกียรติ์ในการเปิดการประชุม วันที่ 23 ต.ค.2552 โดยเห็นได้ว่าเป็นเจตนา โดยเห็นได้ว่าเป็นประเทศมุสลิมถึง 4 ประเทศ คือมาเลเซีย อินโดเนเซีย ฟิลิปปินส์ ดูไบ และยังมีกัมพูชา ก็ไม่มา มีผู้เข้าร่วมเปิดประชุม 5 ประเทศนับทั้งไทยเจ้าภาพด้วย
 
แต่อภิสิทธิ์ แสดงภาพของความไม่หยี่ระ โดยไม่คิดเห็นว่านี่เป็นเรื่องที่รัฐบาลทำอะไรผิดอย่างไรหรือไม่
 
และยิ่งไปแสดงความเป็นเด็กของตน โดยการไปวิจารณ์แขกที่มาประชุมคือสมเด็จฮุนเซน อย่างแรง โดยพูดเป็นภาษาอังกฤษเสียด้วย   เชิงสั่งสอนว่า ระวังจะเป็นการไปช่วยคนผิด โดยอ้างว่าท่านฮุนเซนได้รับข้อมูลเกี่ยวกับทักษิณที่ไม่ถูกต้อง   นี่คือความเป็นเด็กไร้วุฒิภาวะโดยแท้จริง โดยที่ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าตนทำผิดไปอย่างไร ไม่สมควรแก่ตำแหน่งอย่างไร (เราเป็นเจ้าบ้าน จะมีอะไร ๆ ก็ต้องอดคำพูดเอาไว้ก่อน อย่าพูด นี่เป็นมารยาท เป็นการถนอมน้ำใจกัน ที่สำคัญกัมพูชากับไทยก็เป็นเพื่อนบ้านกัน คุณตำหนิแขกที่มางานเลี้ยงในบ้านคุณได้อย่างไร คราวหน้าคุณไปประชุมเวียดนาม เขาด่าคุณในบ้านเขาอย่างนี้ คุณจะคิดอย่างไร ในยุคก่อนนั้น ต้องเกิดสงครามกันเลยทีเดียว      ไม่รู้เรื่องรู้ราวเลยหรืออย่างไร นี่เป็นการประชุมหัวหน้าประชาชนในประเทศของเขา เขามาในนามของประชาชนทั้งประเทศ ไปดูถูกเขาได้อย่างไร เสียมารยาทอย่างแรงเลยนี่ แล้วยังไม่รู้สึกอีก นี่แหละมีปากสักแต่ว่าพูด คือเด็ก)   และ นี่คือส่วนที่คล้ายคลึงกันอย่างกับถอดแบบออกมาจากเบ้าเดียวกันของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ ชวน หลีกภัย
 
ประเด็นคือ   คนอย่างนี้ทำงานไม่เป็น
 
เหมือนนายชวน หลีกภัย คราวเป็นนายกรัฐมนตรีเคยไปประชุมที่ฟิลิปปินส์ ประชุมผู้นำอย่างนี้แหละ(มีบันทึกไว้ที่นี่ หนังสือพิมพ์ดีนี่) นั่งติดกับนายโจเซฟ เอสตราดา นายกรัฐมนตรีอินโดเนเซีย    นายเอสตราดาสกิดเข่าถามว่า คุณขายข้าวไทยตันละเท่าไร ข้าวชั้นดีน่ะ ผมอยากจะขอซื้อ   นายชวนตอบว่า เอ.. ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน ว่าเขาขายกันอย่างไร เอาละกลับประเทศไทยผมจะเอาไปถามให้   เขาเลยไปซื้อข้าวเวียดนามแทน จำนวนมหาศาลเลย น่าเสียดายมาก ๆ     นี่คือพูดเป็น แต่ทำไม่เป็น เรื่องนี้น่าเจ็บ น่าจำนายชวนอย่างไม่รู้ลืม
 
มายุคอภิสิทธิ์นี้ก็เหมือนกันเลยทีเดียว    เรื่องราคายางก็ตกต่ำลงไปทุกที ขณะนี้ราคายางอยู่ที่เท่าไร   นายอภิสิทธิ์ และ สส.ใต้ ไม่ยอมพูดถึงเลย   ในยุคนายชวน ราคายางอยู่ที่ 20-30 บาท พูดกันทั้งปีว่าจะทำนั่นทำนี่ แต่ไม่เคยทำ     ยุคทักษิณ ๆ ต่อสู้เพื่อให้ยางราคาดี โดยมุ่งหมายว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลตัวอย่างแบบประชาธิปไตย และขึ้นไปได้จุดสูงสุดถึง 130 บาท ห่างกันขนาดไหนกับนายชวน นอกจากนั้นทักษิณยังขยายกิจการเกษตรยางออกไปถึงภาคอีสานใต้ รวยเพราะยางไปหลายจังหวัด เช่นศรีสะเกษขณะนี้มีไร่ยางขนาดใหญ่ เขาว่าที่สุดของประเทศไทย อยู่ใกล้ ๆ เขาพระวิหาร
 
วันนี้อภิสิทธิ เวชชาชีวะ กำลังใช้น้ำลายโดยคิดว่าน้ำลายจะลบกลบความทุจริตทั่วหัวระแหงของโครงการรัฐบาลตนเองได้ อย่างง่าย ๆ เพียงชิวหาสามนิ้วของตน (เอาความคิดขงเบ้งมาใช้เสียด้วย)
 
ช่างคิดโง่ๆ ไปได้   ดูถูกประชาชนหรืออย่างไร ?
น่าจะคิดถึงตนเอง จะย้ายที่อยู่หรือเปล่า? แคล้วคุกเพราะทุจริตหรือเปล่า? มิฉะนั้นจะหนีไปไหน ไม่เก่งอย่างทักษิณจะไปอยู่ต่างประเทศได้หรือ?
 
  • ผู้แสดงความคิดเห็น สุไหงปาดี ชินะกุล วันที่ตอบ 2009-10-26 10:11:36 
 
ความเห็นที่ 2
ชาวไทยเห็นหรือไม่   การประชุม Asian Summit ครั้งที่ 15 ณ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน จ.ซประจวบคีรีขันธ์ ไทยเป็นเจ้าภาพ มีประเทศมุสลิมทั้งหมด นับแต่เพื่อนบ้าน มาเลเซีย อินโดเนเซีย ฟิลิปปินส์ และ ดูไบ เขาไม่ให้เกียรติรัฐบาลอภิสิทธิ์ โดยไม่เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม วันที่ 23 ต.ค. 2552    รวมเป็นประเทศมุสลิม 4 ประเทศ และยังมีกัมพูชาอีกประเทศหนึ่ง ที่ไม่เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม    จึงมีประเทศที่เปิดประชุมเพียง 5 ประเทศรวมทั้งประเทศไทย เจ้าภาพด้วย เห็นคุณอภิสิทธิ์ พูดท่าทีกร่างน่าดู   ก็เด็ก  
 
ที่ให้สังเกตก็คือ ทำไมประเทศมุสลิมทั้งสิ้นจึงทำอย่างนี้     ก็เพราะพล.อ.เปรม นั่นเอง เขาไม่พูดหรอก แต่เขาเข้าใจกันในหมู่พวกเขา   และท่านชาวไทยจะต้องเชื่อเลยว่า   บัดนี้รัฐบาลไทยใต้การบงการของเปรม ติณสูลานนท์   ได้กระทำความผิดระหว่างประเทศ ระหว่างศาสนาไว้อย่างยิ่งใหญ่มาก   และทั้งจะเจรจากันได้โดยยากอย่างยิ่ง นับแต่บัดนี้เป้นต้นไป
 
แต่ไม่ทราบว่ารัฐบาลเด็กอภิสิทธิ์จะพอเข้าใจหรือไม่ 
 
  • บก. (newworldbelieve-at-hotmail-dot-com)
    26 ต.ค.2552
 
 
ความเห็นที่ 3
เสื้อแดงในโทรทัศน์ต่างประเทศ : อัลจาชีร่า
 
อัลจาชีร่า Aljazeera เครือบีบีซี รายงานเมืองไทย ซ้ำหลายครั้งวันนี้ 25 ต.ค.2552 แต่ไม่ใช่การประชุม Asian Summit ที่ประเทศไทย รัฐบาลเด็กอภิสิทธิ์ เป็นเจ้าภาพ แต่รายงานสถานะประเทศไทยโดยรวม เน้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ว่าแทบไม่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนไทย ปล่อยให้โรงแรมว่างเปล่า ผู้สื่อข่าวสาว AELA ไปสัมภาษณ์นักธุรกิจหลายด้าน พบแต่ความเสื่อมโทรมลงไปของประเทศไทยยุคอภิสิทะ เขาเอาภาพคนเสื้อแดงมาชุมนุมวันที่ 17 ต.ค.2552   ว่าพวกประชาธิปไตยกลุ่มนี้กำลังต่อสู้เพื่อเอาประชาธิปไตยคืนมา หวังว่าความอยู่ดีกินดีจะคืนมาพร้อมการกลับมาของประชาธิปไตยไทยยุคใหม่ มีทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้นำ    เขาเอาข่าวนี้ออกตลอดวันในอัลจาชีร่า  
 
  • ผู้ตั้งกระทู้ บก. (newworldbelieve-at-hotmail-dot-com) :: วันที่ลงประกาศ 2009-10-25 21:08:09
 
 
ความเห็นที่ 4 (1990160) 
ฟังแล้วก็ได้ความคิดครับ   ให้อาจารย์ ดร.จารุพรรณ กุลดิลกทำงานนี้น่าจะเหมาะสมดีนะครับ   คือเราขาดครูบาอาจารย์ที่จะอบรมเด็กดื้อบางประเภท
 
ฟังรายการนี้แล้ว(นารีรัตน์ นันเนิ้ง ...)   ได้คำตอบ ใช่เลยครับ ให้อาจารย์ ดร.จารุพรรณ กุลดิลก นี่แหละเป็นผู้อบรมเด็กดื้อ 2 คนให้หน่อย คนหนึ่งอยู่ทำเนียบรัฐบาล ชื่ออภิสิทธิ์ อีกคนชื่อ สาธิต วงศ์หนองใน อยู่หอยม่วง
 
  • ผู้แสดงความคิดเห็น สุไหงปาดี ชินะกุล วันที่ตอบ 2009-10-26 14:19:05
 
 
 
 5.15.   แก้ตัวแทนม็อบปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ
 
กระทู้
 
ด้วยจิตบริสุทธิ์ ขอเรียนว่า ข้อข้างต้นนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
 
ข้าพเจ้าได้ติดตามข่าวคืนว้นที่ 25 ธันวาคม 2551 เห็นม็อบพันธมิตรปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ การ์ดพันธมิตรไล่ยิงกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย ด้วยอาวุธปืนร้ายแรง บาดเจ็บ 11 คน ในจำนวนนี้มีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และคนขับแท็กซี่
 
ข้อความนี้ไร้ข้อมูลจริง และเป็นข้อมูลที่ใส่ร้ายผู้อื่น ไร้ความเป็นธรรมยิ่ง ขอทุกท่านที่มีใจเป็นธรรมะโปรดรับทราบด้วย เพราะพันธมิตรไม่ได้ไล่ยิงกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยใดๆ ไม่มีคนได้รับบาดเจ็บจากอาวุธปืนร้ายแรงใดๆ จากกลุ่มพันธมิตร ไม่มีแม้แต่คนเดียว และไม่มีทั้งตำรวจและคนขับแท็กซี่ที่ได้รับบาดเจ็บ แต่ความจริงคือกลุ่มพันธมิตรที่มีเพียงมือตบ และไปชุมนุมที่สนาบบินสุวรรณภูมิ โดยมิได้ปิดล้อม เครื่องบินยังขึ้นลงได้ตามปกติ เพราะพันธมิตรชุมนุมบริเวณลานจอดรถที่กลุ่มแท๊กซี่สุวรรณภูมิเคยชุมนุมประท้วงเมื่อหลายปีก่อนแล้ว ผู้สั่งปิดสนามบินมิให้เครื่องบินขึ้นลงได้คือนายเสรีรัตน์ ปสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสนามบินสุวรรณภูมิ ญาติของนายวีระ มุสิกพงษ์ เพื่อจะโยนความผิดให้พันธมิตร และนายเสรีรัตน์ก็มิได้ทำตามขั้นตอนและมิได้มีการเตรียมสนาบนินรอบรับอื่นๆ และที่ประชุมการท่าฯ ก็ได้มีการสั่งลงโทษนานเสรีรัตน์ไปแล้วด้วย ข้อมูลเพิ่มเติมขอให้ท่านไปค้นดูได้ ผู้โดยสารก็ไม่ดูแลปล่อยให้อดข้าวอดน้ำ มีเพียงพันธมิตรที่ช่วยเอาข้าวเอาน้ำไปเลี้ยงชาวต่างชาติที่ติดอยู่สนามบิน มีภาพยืนยัน ชาวต่างชาติยังมาร่วมถ่ายรูปกับพันธมิตรเป็นที่ระลึกด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส และชื่นชมในความมีน้ำใจของชาวพันธมิตรด้วย และชาวมุสลิมที่จะเดินทางไปแสวงบุญก็ไม่มีเที่ยวบินออก นายเสรีรัตน์ไม่สั่งการช่วยใดๆ มีเพียงพันธมิตรติดต่อประสานงานให้สายการบินต่างชาติมารับไปเดินทางต่อไปแสวงบุญได้ ชาวมุสลิมยังขอบคุณในน้ำใจพันธมิตรเลย นี่คือความจริง
 
หลายๆ ท่านจริงๆ เราก็คือพวกเดียวกันรักชาติ รักสถาบันเหมือนกัน แต่อาจจะได้รับข้อมูลผิดๆ ใส่ร้ายจากผู้ไม่หวังดีกับชาติบ้านเมือง ขอเพียงท่านลองเปิดใจรับฟังข้อมูลทุกๆ ด้านไม่ว่าสีไหนๆ แล้วสุดท้ายท่านจะรู้ดีว่าท่านควรจะยืนอยู่บนความถูกต้องกับสีใด แต่ที่สุดแล้วคนที่รักชาติบ้านเมืองจริงๆ รักสถาบันสูงสุดรักในหลวงจริงๆ ไม่ว่าสีไหนๆ ก็ขอให้หลอมรวมเป็นคนไทยสีธงไตรรงค์เหมือนกัน อย่าหลงเชื่อใครที่ลึกๆ แล้วเค้าทำเพื่อคนเพียงคนเดียวเลย องค์คุลีมาลยังกลับใจได้ ไฉนเลยคนธรรมดาอย่างเราๆ หากรักชาติรักสถาบันจริงๆ ด้วยใจบริสุทธิ์ สุดท้ายจะรู้ดีกว่าจะยืนอยู่บนความถูกต้องและศีลธรรมที่ดีงามอย่างไร
 
 
  • ผู้แสดงความคิดเห็น ทำไมต้องแตกแยกกัน รักชาติรักในหลวงเหมือนกันคือไทย วันที่ตอบ 2009-05-19 01:40:59 
 
 ความเห็นที่ 1
 
ตอบคุณ ทำไมต้องแตกแยกกัน รักชาติรักในหลวงเหมือนกันคือไทย   เห็นด้วยครับ   แต่สถานการณ์บ้านเมืองเราขณะนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น    ประชาชนทั้งชาติไทยต้องการประชาธิปไตย และเราต้องมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อันนี้ไม่พึงมีข้อเคลือบแคลงใจเพราะรัฐธรรมนูญไทย ไม่ว่าเขียนโดยรัฐสภาผู้แทนราษฎรหรือเขียนโดยกบฏผู้ยึดอำนาจก็รับรองกันไว้ทุกฉบับ     คนไทย ขึ้นชื่อว่าคนไทยไม่ทิ้งในหลวงอย่างแน่นอน   แต่ขณะนี้มีกบฏทำการยึดอำนาจรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยไปตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549   มีคนสองคนชื่อสนธิ เหมือนกันที่คนไทยต้องจดจำเอาไว้ชั่วฟ้าดินสลาย คือหนึ่ง สนธิ บัง จอมอกตัญญู   สองสนธิเจ๊กจอมบ่างช่างยุ มาร่วมมือกัน ยึดอำนาจไป แล้วอภิสิทธิ์รับช่วงผลผลิตอันเลวทรามต่อมาถึงบัดนี้อย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์   เพราะแท้จริงแล้วถึงสนธิบัง มันคือ หัวหน้าโจรที่ช่วงชิงประชาธิปไตยไป พอเสวยสมบัติแล้วมันก็โละให้สนธิลิ้ม กับอภิสิทธิ์รับทรากต่อมา เห็นไหมครับ มันลับลวงพรางขนาดไหน    เราจึงต้องทวงประชาธิปไตยของเราคืนมาอย่างไรครับ   และสัญลักษณ์ของเราคือสีแดง   แดงหมายถึงประชาธิปไตยครับ และไม่ได้เรียกร้องด้วยกำลังแต่อย่างใด    
 
คุณไม่ต้องการประชาธิปไตยหรือครับ   ประชาธิปไตยในมือโจร โจรไม่คืนให้ดอกครับ ต้องต่อสู้จึงจะได้มา    ต้องต่อสู้จึงจะได้มา    โจรหรือจะยื่นประชาธิปไตยให้เราง่าย ๆ
 
มาร่วมมือกันสิครับ    สีไหนก็ตาม จะไม่มีปัญหา หากมุ่งหมายถึงการ ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยของเราคืนมา
 
เมื่อพูดถึงการต่อสู้ ก็ต้องหมายถึงแลกเอาด้วยชีวิตนะครับเป็นอย่างสูงสุด แต่แม้ขนาดนั้น เราก็ต้องแลกเอา อย่างที่ยอดมนุษย์แทกซี่ประชาธิปไตยเคยทำเป็นตัวอย่งมาแล้วครับ   ขอบคุณครับ
 
  • ผู้แสดงความคิดเห็น ธนสิทธิ์ พิมพ์พิจักร วันที่ตอบ 2009-07-17 16:25:42   
 
 
 
5.16.    อำนาจกับกองทัพ  
กระทู้
เรียน บก.
 
      ในฐานะที่ บก.เคยเป็นนายทหารมาก่อน อยากให้ท่านช่วยวิเคราะห์เรียนถามว่า
 
1. โรงเรียนทหารเขามีหลักสูตรพระพุทธศาสนาเรียนกันหรือไม่ เพราะเท่าที่มองเห็นรู้สึกว่าเขาไม่ค่อยเข้าใจสัจธรรมของชีวิต มุ่งมั่นแต่เรื่องอำนาจนิยม อยากปกครองประเทศ อยากปกครองประชาชน แต่ไม่เข้าใจวิธีการปกครองคน ไปเอาระบบทหารมาปกครองพลเรือนเขาไม่ชินกับระบบนี้ เขารับไม่ได้
 
2. ทำอย่างไร ? นายทหารจึงจะเข้าใจประชาธิปไตยและหน้าที่ของตนเอง
 
3. จากความรู้สึกของประชาชน ทหารไม่มีวันที่จะนำพาประชาชนให้พ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ เพราะไม่มีทั้งความรู้และประสบการณ์ การก้าวเข้ามายึดอำนาจแล้วบริหารประเทศ มีแต่จะทำให้ประชาชนต่อต้าน เพราะนำพาเขาไปสู่ความลำบาก ยากแค้น
 
 
  • Post : พลเรือน Date : 2009-08-15 21:39:35 IP : 125.26.71.168 
 
ความคิดเห็นที่ 1 (1971782)
 
ประเด็นที่เราเห็นด้วยกับ พลเรือน ผู้ตั้งกระทู้นี้ก็คือ ข้อ 3 ตัวแปรคือยุคสมัย   ถ้าเป็นสมัยก่อนนี้ไปสักหน่อย เอาระหว่างยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็พอจะใช้วิธีการหรือระบบทหารจัดการเศรษฐกิจไปได้ดีอยู่    แต่ยุคนี้ เริ่มตั้งแต่ยุคโทรศัพท์มือถือเป็นต้นมา เป็นปัญหาสำหรับทหารอย่างยิ่ง ที่เราคิดเลยว่าทหารไทยควรจะถอยไปเสียโดยดีจะดีกว่า แล้วไปปรับหลักสูตรทหารเสียใหม่ สำหรับทหารยุคใหม่ให้เรียบร้อยเสียก่อน   นั่นคือสถานะการบริหารประเทศเป็นสากลประเทศ ที่ไร้พรมแดน เน้น ไร้พรมแดน   สมัยนี้เราจะต้องบริหารประเทศอย่างมีมันสมองที่ทันสถานการณ์ยุคใหม่ที่ไร้พรมแดน ที่หมายถึง การเศรษฐกิจยุคใหม่ การเงินการคลังยุคใหม่ การค้าขาย การตลาดยุคใหม่ การทูตยุคใหม่(ที่จะต้องค้าขายและเปิดตลาดใหม่เป็น) เครื่องมือสือ่สารเพื่อการบริหารประเทศยุคใหม่   รวมทั้งเรื่องทั่วไปอย่างยิ่งก็คือ ภาษายุคใหม่ การพูดการจากับคนยุคใหม่ และวัฒนธรรมใหม่ รวมทั้ง แนวคิดศาสนาแนวใหม่ ในประเทศเราเองและต่างประเทศ   ทหารต้องคิดว่ายุคนี้เราไม่สามารถจะปิดประตูประเทศ อยู่อย่างโดดเดี่ยวทำการบริหารไปตามคติของเราฝ่ายเดียวได้ เหมือนกับทีพม่ากำลังพยายามทำอยู่ นั่นคือความเข้าใจเรื่องพรมแดนยุคใหม่ จะต้องให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง อย่างที่มีท่าทีอยู่ด้านชายแดนเขาพระวิหารนั้น นั่นแหละ อย่านำความคิดเรื่องพรมแดนมาตัดสินสำหรับยุคใหม่นี้ แต่ต้องนำทฤษฎีหรือแนวคิดใหม่เรื่องไร้พรมแดนมาตัดสิน   แต่ นี่คือข้อจำกัดสำหรับทหารไทยอย่างยิ่ง   และเราหมายถึงทหารพม่าด้วย   เพราะทหารไทยมีลีลาและระบบเหมือนทหารพม่าค่อนข้างใกล้เคียงมากจนกระทั่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นแบบเดียวกัน เพียงแต่พม่าเขาเข้มจัดกว่ามาก      เราเคยมองไว้ตั้งแต่ สนธิ บัง จอมเนรคุณ (ผสมกับสนธิ เจ๊ก จอมบ่างช่างยุ) บังอาจก่อการปล้นประชาธิปไตยประชาชนไป ว่าเอาอย่างพม่าหรือเปล่า แต่ก็ดีที่ต่อมาทหารอย่างสุรยุทธ จุลานนท์ ยังมีความระวังระแวง สงสัยในระบอบทหารแบบพม่าอยู่ จึงไม่ไปไกลเกินไป   อาจจะกล่าวว่า กลับตัวทัน    แต่กระนั้น การปฏิวัติ 19 ก.ย.2549 นั้น เป็นเรื่องเลว สำหรับประชาธิปไตย และเป็นไปได้ยากที่ทหารจะพาประเทศเดินไปได้ด้วยความคิดอ่านทหาร    สติสตังที่ทหารจะต้องนำมาพิจารณาในขณะนี้ก็คือ สติในเรื่อง การใช้อำนาจโดยกระบอกปืนหรือรถถัง     ท่านจะทำให้ประเทศล่มจมลงไปกว่าพม่าขณะนี้ได้อย่างฉับพลันเลยทีเดียว     น่าจะเป็นเหตุผลที่มองได้ง่าย ถ้าเช่นนั้นจะทำอย่างไร   ทหารจะต้องมีสติว่า โดยสากลประเทศประชาธิปไตย เสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์ เราจะต้องเข้าใจและเชื่อในทฤษฎีนี้ ลองศึกษาดูเองจะเห็นสัจธรรม เสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์ อย่างไร    ท่านเพียงมองดูว่าขณะนี้ประชาชนโดยเฉพาะที่เห็นได้ว่าเสียงส่วนใหญ่และที่มีเหตุผลอันสอดคล้องหลักการของประชาธิปไตย เขาต้องการอะไร ก็จัดให้เขาอย่างนั้น   เท่านั้นเอง ทุกอย่างก็สงบสุข ขอย้ำประชาชนส่วนใหญ่เขาต้องการอะไรก็จัดให้เขาอย่างนั้น จบปัญหาลงทันที แต่ความยากก็คือ ยากที่จะให้ทหาเข้าใจคำว่า   เสียง ประชาชนคือเสียงสวรรค์ ไม่ใช่เพียงคำพูดที่ไพเราะห์เท่านั้น แต่เป็นสัจธรรม ในคราวต่อไปเราจะพยายามวิเคราะห์ทหารในประเด็นอื่น ตามที่ พลเรือน ตั้งกระทู้มา  
 
·               Post : บก.นสพ.ดี(อินเทอเนต) (newworld_believe@hotmail.com) Date : 2009-08-16 19:15:44 IP : 125.24.145.141
 
ความเห็นที่ 2
อำนาจกับกองทัพ 2
 
ในข้อที่ 1 กระทู้ว่า โรงเรียนทหารเขามีหลักสูตรพระพุทธศาสนาเรียนกันหรือไม่ เพราะเท่าที่มองเห็นรู้สึกว่าเขาไม่ค่อยเข้าใจสัจธรรมของชีวิต มุ่งมั่นแต่เรื่องอำนาจนิยม อยากปกครองประเทศ อยากปกครองประชาชน แต่ไม่เข้าใจวิธีการปกครองคน ไปเอาระบบทหารมาปกครองพลเรือนเขาไม่ชินกับระบบนี้ เขารับไม่ได้
 
ตรงประเด็นนี้แหละ ที่จะต้องมองอย่างกว้างไกล ใช้วิสัยทัศน์รอบด้านและ เป็นธรรม เราคิดว่า ปัญหาอยู่ที่พลเรือน เมื่อมองในองค์รวม พลเรือนค่อนข้างไร้ระเบียบวินัย ค่อนข้างไร้ระบบและสับสนในเป้าหมายของพลเรือน วิถีพลเรือนไทย ไม่ได้เน้นความสำคัญของวินัยเลย ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งที่จำเป็น โดยเฉพาะในระบอบประชาธิปไตย วินัยย่อมหมายถึงความเป็นความตายของประชาธิปไตยเลยทีเดียว และพลเรือนก็ได้มืดมัวเขลามาตลอดกาลนานในเรื่องวินัยนี้   นับตั้งแต่พลเรือนได้มามักคุ้นไปจนถึงเห่อกับคำว่า เสรีภาพ อย่างผิด ๆ โดยเป็นการคุ้นแบบไม่เข้าใจความหมาย กล่าวคือ รู้แบบจดจำตำรามาจากตะวันตก อเมริกาที่ไปเล่าเรียนท่องจำมา เวลาคิดแก้ปัญหาก็เปิดตำราออกมาโดยไม่มีความเข้าใจ ไม่มีการแยกแยะวิเคราะห์ให้ชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร หลักการ ทฤษฎี ภาคปฏิบัติ สูตร และวิธีทำที่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่เข้าใจ และพลอยไปดูแคลนทหารที่มีวินัยว่า โง่เง่าเต่าตุ่น (อย่างนางอัญชลี ไพรีรัก ศิษย์เอกสนธิ ลิ้มทองกุล ด่าทหารใหญ่อย่าง อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในเอเอสทีวี ช่วงม็อบสนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์ยึดทำเนียบไปจนถึง บุก NBT บุกสนามบินสุวรรณภูมิ) พลเรือนไม่เข้าใจว่าวินัยเป็นสิ่งจำเป็นและมีค่าสูงยิ่งของระบอบประชาธิปไตย
 
ในทัศนะของเราเห็นว่า เมื่อมองจากความหมายในองค์รวม เอาความเข้าใจเป็นหลัก วินัย นั้น ไม่จำเป็นต้องดูที่คำว่า วินัย คำเดียว ได้พบว่ามีความหมายสอดคล้องกับคำว่า Discipline ของฝรั่งเขาที่ค่อนข้างให้ความหมายที่สมบูรณ์ และเมื่อเอาคำว่า Discipline เป็นเกณฑ์วัดแล้วพบว่าพลเรือนไทยค่อนข้างได้ละเลยในวินัยหรือสิ่งที่ฝรั่งเรียกว่า Discipline นี้ไปแทบโดยสิ้นเชิง   ทั้ง ๆ ที่สิ่งนี้จะต้องมาก่อน และเป็นสิ่งที่เป็นเครื่องมือกลาง สำหรับทุก ๆ ระบอบการปกครอง    ในระบอบประชาธิปไตย   ถ้ามองแบบพลเรือน จะต้องมองว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นควบคู่ไปกับ เสรีภาพ และต้องหมายถึงความจำเป็นของมวลมหาประชาชน ที่จะต้องยึดมั่นในสิ่งที่เรียกว่า Discipline นี้ด้วยโดยถ้วนทุกตัวตนคนผู้ปรารถนาได้มาซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
 
หลักการนี้เมื่อมองเปรียบเทียบ เพื่อหาเหตุผล หาหลักการและทฤษฎี อันร่วมกัน จากฝ่ายพระพุทธศาสนาแล้วก็จะเห็นง่ายขึ้น นั่นคือพระพุทธศาสนาพยายามเน้นวินัยปวงชนในนามของ ศีล สมาธิ และ ปัญญา ลงไปสู่สังคมมาตลอด   โดยพระสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรไทยและฝ่ายหินยานทั่วโลก พร่ำสอนลงไปสู่ประชาชนชาวพุทธทั่วโลก โดยขาดไม่ได้ในทุกพิธีกรรมและศาสนพิธีพุทธ เป็นเหตุให้มวลชนชาวพุทธไทย คุ้นกับวินัยทางธรรมะ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเป็น Discipline พื้นฐานที่หนักแน่นชนิดที่สะท้อนไปถึงคุณธรรมคือ เมตตา กรุณา เอื้ออาทร ร่วมทุกข์และสุข กันอย่างพี่น้อง มีภราดรภาพ สูงส่ง จึงทำให้ประเทศไทยผ่าน วิกฤติการจะเกิดเรื่องรุนแรงเสียเลือดเนื้อร้ายแรงหลายครั้งไปได้ แต่วินัยหมวดนี้ กลับจางไปในหมู่พลเรือนชั้นสูง โดยเฉพาะหมู่นักวิชาการ รวมถึงคณะบดีทั้ง 26 สถาบัน และนักการเมือง พรรคการเมืองนั้นด้วย เพราะเหตุที่เหินห่างจากศาสนธรรมดังกล่าว แต่กระนั้นพลเรือนชั้นนักวิชาการและนักปกครอง กลับไม่เข้าใจเรื่อง Discipline ที่ตนได้เล่าเรียนมาจากประเทศที่เจริญตะวันตก อเมริกา   กลายเป็นว่าในเรื่องวินัย หรือ Discipline นักวิชาการไทยด้อยต้อยต่ำกว่าเขาในยุโรปอเมริกา และยังด้อยวินัยไปกว่าคนในระดับพื้นฐานรากหญ้าไทยไปเสียอีก

สิ่งที่แสดงความหมายว่าพลเรือนย่อหย่อน ไม่รู้หน้าที่ และไร้วินัย   ไร้ Discipline เห็นได้จากการออกมาต่อต้าน ฎีกาของคนเสื้อแดง ในขณะนี้นี่เอง ซึ่งยังสะท้อนไปถึงความอ่อนด้อยของมันสมองฝ่ายการเมืองไทย สถาบันการเมืองไทยด้วยว่าเป็นอย่างไร   ด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับทหารแล้ว อย่างไรก็ไม่เห็นว่าพลเรือนจะมาสู่ฐานะของ Leadership ได้อย่างไร ก็ทำให้ทางทหาร ซึ่งมีระเบียบวินัยดีกว่า ได้บุคลิกภาพผู้นำสูงกว่าพลเรือน จำเป็นต้องรับภาระ Leadership มาทุกยุคทุกสมัยไทยประชาธิปไตยที่รวนเรนี้ ด้วยเหตุนี้ ผลเสียหายจึงไม่ได้มาจากทหารโดยตรง แต่อยู่ที่พลเรือน    ที่ไม่สามารถจะปกครองได้ เนื่องเพราะ ไร้วินัย ไร้ความคุ้นเคยในวินัยของบุคคล องค์กร และสถาบันพลเรือนเองโดยแท้จริง อีกประการหนึ่งก็เป็นเหตุให้ขาดความมั่นใจตนเอง ที่จะขึ้นไปยืนในตำแหน่งผู้นำด้วยตนเอง ได้แต่เลียบๆเคียง ๆ ประจบประแจง อาสาช่วยงาน เขียนหนังสือบ้าง ร่างกฎหมายบ้าง ตามที่เป็นมาตลอดในประเทศไทยเรา จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังเห็นชัดเจนอยู่   เช่น เห็นนาย สุรพล นิติไกรพจน์ ซึ่งมีสถานะเป็นครูบาอาจารย์ผู้สอนประชาธิปไตยมีศิษย์มากมาย ไปนั่งข้าง ๆ พล.อ. อนุพงศ์ เผ่าจินดา   ผบ.ทบ.ตอนเสนอให้นายกสมัคร สุนทรเวช ลาออกจากตำแหน่ง นรม.แทนการประกาศพรก.สถานการณ์ฉุกเฉินเห็นพวกนักวิชาการ แล่นไปซบ สนธิ ลิ้มทองกุล กันเป็นแถว ตอนที่เขาหลอกว่า จะใช้อัตราส่วน 70:30 จัดการประเทศไทย (ซึ่งขนาดเป็นนักวิชาการผู้สอนวิชาประชาธิปไตยยังไม่เข้าใจประชาธิปไตย ให้เขาหลอกต้มได้ว่า การเมืองประชาธิปไตยใหม่แบบ 70:30 เป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร?)  เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีตัวอย่างพลเรือนที่มีโลภะ พอเข้ามาสู่วงการเมืองก็หวังเป็นใหญ่เป็นนายกรัฐมนตรีทันที อย่างนายอเนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มธ. เป็นต้น แล้วพอแพ้ก็ถอยหนี ละความพยายามไปอย่างง่าย ๆ   ซึ่งแสดงถึงการขาดความอดทน ไร้อุดมการณ์ประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง
 
มีตัวอย่างพลเรือนนักวิชาการในด้านความไม่สมประกอบในสติปัญญา เช่นในเร็ว ๆ นี้ มีนักวิชาการทำรายการ รู้ทันประเทศไทย หรือ แสดงออกว่าตนรู้ทันนั่นรู้ทันนี่ทุกอย่าง อยู่เอเอสทีวี ซึ่งเป็นทีวีโฆษณาชวนเชื่อคนหนึ่ง จนปัญญาไม่รู้จะตั้งหัวข้ออะไรก็ตั้งขึ้นว่า อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เป็นคนบ้าหรือเปล่า กระนั้นจักไม่เป็นอันตรายอย่างยิ่งใหญ่ต่อประเทศไทย และต่อสถาบันหรือ?(อ้างว่าตนมีความรักบูชาสถาบันยิ่งกว่าใคร ๆ ในแผ่นดิน เกรงคนบ้าอย่างดร.ทักษิณ จะเป็นอันตรายต่อสถาบัน) ซึ่งนักวิชาการนายนี้ก็คือ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง(มีดีกรีเป็น ดร. เคยสอนในมหาวิทยาลัยมีชื่อ) กับ ประสงค์ สุ่นสิริ(น.ต.) ร่วมกันกล่าวหาอดีตนายกรัฐมนตรีไทย ทักษิณ ชินวัตร โดยไม่คำนึงความจริงว่าคนอย่าง ดร.ทักษิณ ชินวัตรเป็นถึงมหาเศรษฐีระดับโลก มีประชาชนให้ความเชื่อถือขนาด 13-19 ล้านคนให้มาปกครองประเทศ และคนแดงทั้งแผ่นดินสนับสนุนเขาอยู่ขณะนี้ จะบ้าอย่างไร คนบ้าต่างหากที่มองประเด็นนี้ไม่ออกไม่เข้าใจ แล้วคนดีอย่างนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็น ดร.เหมือนกันทำไมไร้ปัญญาทำมาหากิน ต้องมากินน้ำใต้ศอกนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อการร้ายสนามบินสุวรรณภูมิ อยู่ในขณะนี้ นี่คือตัวอย่างความไม่สมประกอบทางสติปัญญาของนักวิชาการไทย ผู้มีบทบาทอยู่ในระดับสังคมผู้นำขณะนี้
 
ซึ่งมันเป็นภาพของพลเรือน นักวิชาการที่น่าทุเรศน่าสงสารมาก ๆ ตลอดเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงจากระบอบกษัตริย์มาสู่ประชาธิปไตยจนถึงบัดนี้ ฉะนั้น เมื่อเปรียบเทียบแล้ว เราไม่คิดว่าจะกล่าวโทษทหารได้เต็มที่   นอกจากสาเหตุมาจากพลเรือนที่อ่อนแอ ไร้ระเบียบวินัยอย่างยิ่ง แล้ว พลเรือนยังไร้มันสมองคิดสติปัญญาทางเหตุผล และไร้การคิดแก้ไขปรับปรุงตนเอง ให้ก้าวหน้าไปตามสายงานของตน คือ ความเป็นนักวิชาการ และสถาบันนักวิชาการ   จนดูประหนึ่งว่าพลเรือนไร้สถาบัน   ไม่มีความสำนึกเชิงสถาบันอยู่ในหัวอกหัวใจ   ไม่เคยอ่านความหมายจากหนังคาวบอยอเมริกัน   เรื่องนายอำเภอผู้รักษากฎหมาย กับมือปืนระดับ The Professional ว่านั่นคือความหมายของประชาธิปไตยและวิถีทางสร้างสรรค์อเมริกันไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างไร   จึงไม่ได้เห็นพลเรือนมีความภูมิใจในสถาบันวิชาการของตน คอยแต่จะหาโอกาสไปประจบประแจงฝ่ายการเมืองเขาผู้มีอำนาจเพื่อตนได้เข้าไปสู่วิถีทางการเมืองบ้าง(ปัจจุบันก็มีตัวอย่างเล็ก ๆ อยู่ตัวอย่างหนึ่งคือนักวิชาการนายหนึ่งในมหาวิทยาลัยมีชื่อคนหนึ่ง(ดร.ปณิธาน วัฒนายายน อาจารย์สอนวิชาการเมือง ในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ไปอาสาเป็นโฆษกรัฐบาลอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ทำหน้าที่ร่วมกับโฆษกอีกคนหนึ่งคือนายเทพไท เสนพงษ์ ด้วย   แล้วไม่เห็นบทบาทที่สร้างสรรค์อะไร แม้หน้าที่โฆษกก็ทำเงอะ ๆ งะ ๆ เลียนแบบอเมริกาเขาโดยคอยไปยืนเป็นเพียงฉากหลังให้เท่านั้นเอง ไม่โดดเด่นอะไรสมกับความเป็นนักวิชาการ มีแต่ทำความเสื่อมแด่สถาบันนักวิชาการตนเองลงไป ๆ )
 
มีตัวอย่างที่นักวิชาการระดับมันสมองของนักวิชาการไทยทั้งปวง ทำพลาดอย่างไม่น่าอภัยในยุคทักษิณ นรม.ทักษิณ ให้เชิญคณบดีทุกมหาวิทยาลัย(รวมทั้ง 26 คณบดีที่ต่อต้านการถวายฎีกาของคนเสื้อแดงวันนี้) และนักวิชาการในสถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ มาประชุมระดมมันสมองคิด ศึกษา วิจัย   เรื่องทำอย่างไรการเมืองไทยจึงจะเจริญก้าวหน้า   ในทำเนียบรัฐบาล มีการถ่ายทอดสดทางทีวี   มี ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี ธรรมศาสตร์เข้าร่วมประชุมด้วยด้วยท่าทีเป็น Leadership ของหมู่เสียด้วย แต่ภาพที่ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพของการประชุมที่เบื้อใบ้ ไร้แววความหมายของความเป็นนักวิชาการโดยสิ้นเชิง เพราะ ปรากฏว่าคณบดีเหล่านี้ไม่กล้าพูดอะไร พากันอมยิ้มไปหมด ไม่ว่าจะตั้งประเด็นอะไรขึ้นมาก็เอาแต่อมยิ้ม (กลัวคมปัญญาทักษิณ ชินวัตร จนพูดไม่ออก) จนนรม.ต้องขอร้องเป็นรายคนให้แสดงความเห็น จึงค่อย ๆ แย้มเหนียมอายออกมาบ้าง (เวลาเขาให้พูดกลับไม่ยอมพูด เวลาเขาไม่อยากให้พูดกลับพูดมาก นี่คือคนไม่รู้กาลเทศะ คนเช่นนี้เป็นใหญ่ยาก) แล้ว สุรพล นิติไกรพจน์ นี่เอง ที่เบี้ยว ไม่ยอมส่งรายงานการประชุมกลุ่ม มีข้ออ้าง ข้อตำหนิมากมายภายหลัง โดยไปพูดนอกที่ประชุมลับหลัง ไม่กล้าพูดในขณะมีการประชุม ที่สำคัญ โอกาสการประชุมคณะบดีครั้งนั้น มีความหมายสำคัญกว่านั้นหลายเท่า ซึ่งวงการนี้น่าจะฉวยเอาโอกาสการประชุมครั้งนั้นรวมหัวกันสร้างสรรค์ทางวิชาการการเมืองการปกครองประชาธิปไตย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นโอกาสที่จะมีการสร้างสรรค์เชิงวิชาการและสถาบันวิชาการครั้งใหญ่ มีความหมายถึงการเริ่มกันเสียที ซึ่งหน้าที่ของนักวิชาการที่แท้จริง แต่นักวิชาการก็ไม่เข้าใจที่จะฉกฉวยประโยชน์เข้าสถาบันตนเอง กลับไปทำสิ่งที่เหลวไหลด้วยทิฏฐิ   จึงทำให้นักวิชาการและสถาบันวิชาการ ยังไม่ออกเดิน ยังคงอยู่กับที่และยังคงไม่รู้หน้าที่ของตนและสถาบันของตนอยู่ต่อไป ทั้ง ๆ ที่ประเทศชาติและประชาชนกำลังต้องการความรู้ความสามารถและงานของนักวิชาการเพื่อแก้ไขความบกพร่องของระบบประชาธิปไตยไทยทุกระดับอยู่
 
แม้ทุกวันนี้ พลเรือนอย่างนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นอย่างไร มีการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสถาบันนักวิชาการพลเรือนของตนเอง อย่างไร บอกถึงศักดิ์ศรีของพลเรือน หรือสถาบันใด ที่ตนสังกัด อย่างไร นอกจากความบอดมืดหลงทางมาตั้งแต่เริ่มต้นโดยความโลภและใช้วิธีการสกปรกไม่สง่างามในการแย่งชิงตำแหน่งผู้นำในรัฐบาลมาจนถึงทุกวันนี้ ที่ว่าทหาร มุ่งมั่นแต่เรื่องอำนาจนิยม อยากปกครองประเทศ อยากปกครองประชาชน แต่ไม่เข้าใจวิธีการปกครองคน ไปเอาระบบทหารมาปกครองพลเรือนเขาไม่ชินกับระบบนี้ เขารับไม่ได้นั้น ในทัศนะของเรา ยังไม่อาจจะลงโทษทหารได้   ตามเหตุผลเบื้องต้นมานี้ แต่จะยังมีเหตุผลอื่นที่จะขอกล่าวต่อไปคราวหน้า ซึ่งจะเป็นเรื่องของความเหลวไหลของทหารเองโดยเฉพาะ และที่ทหารจะต้องมาเข้าใจหน้าที่ของทหารตามระบอบประชาธิปไตยอย่างไร
 
  • ธรรมาชีพ ธรรมาชน ป.ธ.ร.
    24 ส.ค.2552   

 

 
5.17. งบประมาณปี 2553 
 
กระทู้
 
รัฐบาลเด็ก และเด็ก ๆ ทั้งหลายพูดดีในสภา   น่าฟัง แต่ไปล่มตอนจบ   คือพูดรายงานมาว่าเศรษฐกิจดีขึ้นแล้ว และรัฐบาลต้องกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป โดยกู้มาอีก แปดแสนล้านบาท เป็นตอนจบ
 
ตั้งแต่เป็นรัฐบาลมา คอยฟังว่าจะหาเงินมาอย่างไร เอาอะไรไปขาย ตลาดอยู่ไหน   จะบริหารระดับราคาอย่างไร ระดับไหน ไม่เคยพูดถึงเลย   (ก็รู้อยู่ว่าเพราะทำไม่เป็น)
 
แล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้นได้อย่างไร ?
 
บริหารงานงบประมาณแบบละหลวม ไร้สำนึกของการประหยัด รอบคอบ ไร้มาตรการระมัดระวัง ตรวจสอบไปโดยสิ้นเชิง   เช่นนี้ พยากรณ์ได้เลยว่า เป็นการเปิดช่องให้โกงกินขนาดใหญ่กันอย่างไม่เคยมีมาก่อนในรัฐบาลประเทศไทยเลยล่ะหรือ ?
 
ประเทศไทยยุคเด็กอภิสิทธิ์จึงเป็นประเทศไทยที่น่าสงสารจริง ๆ  
แล้วทางพีเพิ่นแชแนล ถ่ายทอดสดให้ประชาชนฟังทั้งแผ่นดิน ทำไมช่อง 11 ของรัฐบาลไม่ถ่ายทอด   แล้วทำไมจึงไปคอยดูดเสียงฝ่ายค้านอยู่เหมือนการประชุมครั้งก่อน   ที่ไปดูดเสียง ภาพ ขณะ สส.หนองคาย สมคิด บานไธสงค์ พูด จนหมดเวลา    นี่เป็นผลจากรัฐบาลอยู่อีกหรือ อย่าลืม เรื่องดูดเสียงนี้จะต้องเป็นประวัติศาสตร์รัฐสภาไทยยุครัฐบาลเด็กเลยทีเดียว ไม่จบกันง่าย ๆ แน่
 
ช่างห่วย จริง ๆ รัฐบาลเด็ก    รัฐมนตรีเด็กคนนั้น
 
แล้วหวัด 2009 ว่าอย่างไร ?
 
  • แดงดำรงธรรม โพสต์ในเวบบอร์ด
แถมอีกหน่อยน่า เรื่องคลิปสั่งการฆ่าของนรม.ใครจะตัดต่อได้เนียบขนาดนั้น รับเสียเถิดว่าเป็นเรื่องจริง แล้วรีบ ๆ ไปเสียเถิดเห็นแก่ประเทศไทย    
 
 
 
 
 
5.18.        ช่อง 11 กลายพันธุ์ (คนอ่านโพสต์เข้ามา)
 
กระทู้
 
ช่อง 11 กลายเป็นทีวีโฆษณาชวนเชื่อไปเสียแล้วหรือนี่   ?    ไม่ได้แวะไปดูนานเลย   เห็นทีวีเสื้อแดงเอามาให้ดูจึงรู้ว่ากลายไปเป็นลูกน้องของอาแป๊ะลิ้มไปเรียบร้อยแล้ว    ลำพังนายลูกกรอกสาธิต วงศ์หนองเตย คงไม่เก่งทำโฆษณาชวนเชื่อได้เนียบขนาดนี้ ต้องมีครูบาอาจารย์ และนี่อีกรายหนึ่ง ศิษย์เอกสนธิ ลิ้มมันละ
 
ไม่ต้องสงสัยหรอกครับ เรื่องการหาเรื่องยุยงส่งเสริมให้คนแตกสามัคคีนี่ สนธิลิ้มมันเก่ง   ขนาดไปยุพระโสดาบันวัดบ้านตาด อุดรธานียังได้เลย   จนคนทั้งหลายครหาว่าเป็นพระได้อย่างไร โง่ขนาดนั้น ?
 
  • ผู้แสดงความคิดเห็น แดงศรีสะเกษ วันที่ตอบ 2009-08-2  

 

 
 
 
5.19.    โหงเฮ้งอภิสิทธิ์vsสนธิลิ้ม

กระทู้

ASTV รายงานข่าว นายชัย ชิดชอบ บิดานายเนวิน ชิดชอบ(พวกเสื้อแดงเรียกว่า นายเนรวิน) บอกนักข่าวว่า พรรคภูมิใจไทย ไม่ขัดแย้งพรรคประชาธิปัตย์ สามัคคีกันดี   นี่เป็นการพูดแบบไม่ดูข้อเท็จจริง ไม่สมกับเป็นผู้ใหญ่เสียแล้ว   ก็ข้อเท็จจริงก็คือ นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล หน.พรรคภูมิใจไทย เพิ่งหักหน้านายอภิสิทธิ์ กรณีเสนอตั้ง ผบ.ตร. จนเป็นเรื่องเมาท์สนั่นไปทั้งเมือง นั่นคือข้อเท็จจริง ทำไมล่ะ ?
 
 แล้วนายวีระ สมใจคิด ทนายความ ศิษย์วิชาโฆษณาชวนเชื่อของสนธิ ลิ้มทองกุลอีกคนหนึ่ง พาพวกถือธงชาติไทยไปเขาพระวิหารอีกครั้งแล้ว (ครั้งก่อนโดนชาวบ้านไล่ตี ไล่หนีรีบกลับบ้านเก่าแต่ยังไม่มืด ยังไม่เข็ดอีกหรือไง)
 
นี่ก็ยี่ห้อ ตราสินค้าสนธิลิ้ม   ไปก็เพื่อโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้นเอง
 
 ก็อ้างว่าตนเป็นพวกที่รักชาติไทยนี้ยิ่งกว่าใคร ๆ ในแผ่นดินไทยทั้งสิ้น(ทั้ง ๆ ที่บรรพบุรุษสนธิลิ้ม เป็นเจ๊กโพ้นทะเลมาอาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้ไม่กี่วัน)
 
เหมือนกับที่อ้างว่าพวกตนมีความจงรักภักดีต่อสถาบันยิ่งกว่าประชาชนชาวไทยในแผ่นดินไทยอันเก่าแก่นี้ทั้งสิ้น ((ทั้ง ๆ ที่บรรพบุรุษสนธิลิ้ม เป็นเจ๊กโพ้นทะเลมาอาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้ไม่กี่วัน)
 
และขณะนี้ก็กำลังเริ่มยุแยกให้คนแตกกันในสถาบันสงฆ์ไทย โดยไปทำการยุให้แตกระหว่างนิกายต่าง ๆ ขณะนี้แยกเอาโพธิรักษ์ออกไปแล้วก็ไม่เป็นประเด็นเพราะนั่นหลอกลวงประชาชนมานานแล้ว ไปเป็นลูกศิษย์สนธิลิ้มเสียก็ดีแล้ว เหตุผลก็มีในทำนองเดียวกันคือ อ้างว่าตนเป็นผู้ที่รักบูชาในพระพุทธศาสนายิ่งกว่าใคร ๆ ทั้งสิ้น   จะต้องมองหาศัตรูของพระพุทธศาสนาแล้วขจัดภัยนั้นเสียโดยเร็ว
 
 อ้าว   ขณะนี้ เวลาเที่ยงวัน มีการเลือกตั้งซ่อมที่สุราษฎร์ธานี พิธีกรรายงานโฆษณาได้อย่างไรว่าพรรครัฐบาลมีคะแนนนำไปแล้ว ประชาชนยังไว้ใจพรรคประชาธิปัตย์อยู่     กกต.ว่าไง? ไม่รู้หรือ นี่แหละสันดาน เอเอสทีวี
 
โหงเฮ้งอภิสิทธิ์
         
แล้วมีข่าว - ภาพ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วางมาดขณะปราศรัยดี เดินโยกหน้าโยกหลังดี ผินซ้ายผินขวา ดูสง่างาม ทีวีโฆษณาชวนเชื่อเลือกมาดมั่น ๆ มาออก   ว่า การท่องเที่ยวกำลังจะบูมแล้ว อย่างมหาศาล มาดนี้คงได้รับคำแนะนำพร่ำสอนจากสนธิลิ้มมัน
 
วันนี้ ดูแล้ว อภิสิทธิ เวชชาชีวะ ใบหน้ามัน ผมดำขลับ ตาวาว    แสดงถึงประกายความหวังอันเจิดจ้า คนไทยนิยมว่ารูปหล่อ   แต่ความจริง โดยตำรานรลักษณ์ศาสตร์ไทย และโหงเฮ้งจีน วิเคราะห์ว่า จุดอ่อนของบุคคลิกภาพนี้อยู่ที่ขมับทั้งสองข้างของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เขามีบุคคลิกภาพแบบเดียวกับ วีระ สมความคิด ที่เห็นณเขาพระวิหารวันนี้ และคล้ายมากกับนักวิชาการชื่อ แก้วสรร อติโพธิ คนนั้น และเหมือน คู่แข่ง ปธน.บุช นาย จอห์น แครี   รูปใบหน้าเป็นรูปไข่ยาวเรียวแบบนี้ ขมับแคบแบบนี้ ถือว่าโหงเฮ้งเสียหายอย่างแรง   หมายถึงความคิดคับแคบ วิสัยทัศน์คับแคบ และดื้อรั้นไปอย่างสุด ๆ ปกติจะต้องทดแทนด้วย ลักษณะท้ายทอยที่จะต้องโหน่งออกไปหน่อย และหน้าผากจะต้องกลมนูน   แต่อภิสิทธิ์ ไม่มีตัวนรลักษณ์นี้มาทดแทน เลย   แถมเวลาทำทรงผมให้โป่ง ยิ่งทำให้ขมับแบนแคบลงไปอีก จะต้องแก้ด้วยทำผมเกรียน ๆ หรือทรงผมสูง  ไถตรงข้าง ๆ หูออกไปให้เรียบติดหนังศีรษะ ก็จะพอแก้ไขได้บ้าง(ไปบวชจะดี คือเอาผมออกให้หมดขมับจะดีขึ้น)
 
อภิสิทธิ์ เดิมดูแก้มตึงได้รูป แต่ระยะหลังแก้มสองข้างค่อนข้างตอบ ทั้ง ๆ ที่โหนกแก้มสูง ได้รูปเขาทั้ง 5 พอสมควรอยู่    กระนั้นแก้มที่ตอบลงไป จนเห็นเค้าโครงของรูปกระดูกคาง   ทำให้รูปคางแหลมเกินไป (หมายถึงความยากจน หากินไม่พอปากพอท้อง แต่ตรงนี้แก้ได้ด้วยรูปจมูก ๆ จะต้องได้ลักษณะที่มาทดแทนรูปคางได้จึงจะพ้นความหมายนี้ แต่จมูกอภิสิทธิ์ ก็ไม่ค่อยดี ทดแทนไม่ได้อีก คงจะยากจนในตอนหลัง แล้วเนื้อที่ปลายคาง แม้จะงอนขึ้นมาดี แต่ก็บางเกินไป และตรงนี้ย่อมเปลี่ยนแปลงได้ ระวังจะเปลี่ยนไปในทางที่ทรุดโทรมลงไปอีก)   ยิ่งส่งความหมายทางสติปัญญาคับแคบไปอีก
 
ในระยะปัจจุบันนี้ รูปขมับ และแก้ม และคาง มีลักษณะทรุดเสื่อมลงไปตามลำดับ    คือขมับแคบไปกว่าเดิม เห็นชัด แก้มตอบผอมลงไปอีก และกระดูกคางแหลมเกินไปจนเห็นรูป  
 
แสดงถึงระยะอันตราย   ต่อไปต้องระวังหน้าผาก อย่าให้ย่นและไรผมจะต้อง อย่าให้แห้ง เป็นอันขาด    และสำคัญดวงตาต้องสดใส อย่าให้เลื่อนลอย เผลอเหม่อ หรือหมองหม่น เป็นอันขาด ซึ่งลักษณะหลังนี้ เคยเกิดขึ้นกับ ปธน.ยอร์ช บุช มา และเราเคยให้ข้อสังเกตเอาไว้แล้ว
 
บอกด้วยความหวังดี
 
(ลาออกไปเถิดน่า ก่อนที่รูปจะไร้ความหล่อ โหงเฮ้งจะทำลายตนเอง) 
 
โหงเฮ้งสนธิ
 
สนธิลิ้มหรือ?
 
ก็เหมือนอาชญากรตัวร้าย ไม่เห็นในหนังฝรั่งหรือ สวมชุดขาวทั้งชุด ร่างกำยำสูงใหญ่ หน้าผากโหนกนูนกลม หน้ารูปไข่ ขมับเต็มอิ่ม คางกลมอ้วน เหมือนสนธิลิ้มนี่เอง ฝรั่งเขาเลือกบุคคลิกที่ตรงกับหลักกายวิภาควิทยา คือนรลักษณ์โดยทฤษฎีวิทยาศาสตร์ พวกทัณฑวิทยาเอามาศึกษา ซึ่งค่อนข้างจะตรงกับมติของวิชาโบราณไทยคือนรลักษณ์ศาสตร์ หรือจีน โหงเฮ้ง   หนังเรื่องนั้น สร้างอาชญากรตัวร้ายฉกรรจ์ขึ้นด้วยหลักนรลักษณ์ศาสตร์ ผู้ร้ายฉกรรจ์   จับตัวมาได้เอาโซ่ล่ามขาสองข้างให้ฉีกออกจากกันตลอด 24 ชั่วโมง เอาโซ่มัดมือทั้งสองโยงไว้กับขื่อเหนือหัว มันทนทานทรหดและไม่หวาดหวั่นเกรงกลัวใคร อะไรทั้งสิ้น แล้วนักวิจัยทางทัณฑวิทยาและจิตวิทยา มาขอศึกษา   ตำรวจห้ามแล้วห้ามอีกก็ไม่ยอม   เมื่อยอมก็บอกว่าให้สัมภาษณ์อยู่ห่าง ๆ ถึง 3 เมตร ห้ามเข้าใกล้ตัวเป็นอันขาด    เพราะมันเก่งมากขนาดประตูคุกเปิดเมื่อไรก็อาจเป็นอันตรายได้เมื่อนั้น แล้วในที่สุดมันก็หลบหนีไปได้   และก่อกรรมทำเข็ญครั้งใหญ่   ภายหลังตายอย่างทรมาน กว่าจะตายได้ก็เหมือนหนังจีน   คือถึงขนาดขอร้องศัตรูให้รีบทำให้ตัวตายเสียที พ้นทุกข์พ้นร้อนไปที
 
(ความจริงคราวนั้น สนธิลิ้มเองคิดว่า กูตายไปเสียยิ่งดี ไม่น่าทำให้กูฟื้นขึ้นมาเลย ไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานอยู่กลางพวกเสือสิงกะทิงแรดอย่างทุกวันนี้)
 
นี่ว่าตามหลักวิชานรลักษณ์ศาสตร์ ผสมกับโหงเฮ้งของฝ่ายจีน เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ไม่ได้มีอคติแต่อย่างใด
 
 โหน ต่องแต่ง
 
  • ผู้แสดงความคิดเห็น นายโหน ต่องแต่ง วันที่ตอบ 2009-08-31 13:37:47
 
 
ความเห็นที่ 1 (1975427)
 
เรื่องโหงฯอภิสิทธิ์ ขอต่ออีกนิดหนึ่งครับ ตามแผนที่ของ อุดมพร แพงอ่อน (โหงเฮ้งดีดูตรงไหน พิมพ์พ.ศ.2531 สำนักพิมพ์ดอกหญ้า ถนนลำพู พระนคร กทม.) ปี 2552 นี้นับแต่วันเกิด 3 ส.ค.2552 มา คุณอภิสิทธิ์มีอายุครบ 45 ปี ย่าง 46 ปี เป็นปีที่โหงเฮ้งจรตกที่ขมับข้างขวาพอดี หมายความว่าพอเข้า 3 ส.ค.2552 เป็นต้นมา เป็นปีที่ตกต่ำที่สุด เนื่องเพราะจุดอ่อนทางโหงเฮ้งอภิสิทธิ์อยู่ที่ขมับ แก้ม คาง ตามที่ได้วิเคราะห์มาแล้วคราวก่อน ข้างต้น   ก็ลองคิดดูเองว่าปีนี้หมายถึงอะไร นอกจากนี้ ปีหน้า ปีอายุย่าง 47 โหงเฮ้งจรตกขมับซ้าย ยังไม่พ้นเคราะห์ 48-49-50 ตกจมูก ยังยากลำบากยากจน ฯลฯ คิดดูเอาเอง (อาจจะหมายถึงความเจ็บไข้ได้ป่วยหรือถึงชีวิตในระหว่างนี้ก็ได้)
 
ส่วนของคุณเทพไท เสนพงษ์ กับ คุณสาทิตย์ วงษ์หนองเตย ขอติดไว้ก่อน
 
ความจริงเราเองมองไปที่ทหารใหญ่บางคนมากกว่า   ได้ความอย่างไรจะเอามาขยายให้ฟัง
 
  • ผู้แสดงความคิดเห็น นายโหน ต่องแต่ง วันที่ตอบ 2009-09-03 09:39:43   
 
 
 
 
5.20. สถานการณ์ด้านเขาพระวิหาร รายงานด่วน !
        (จากกระดานถาม-ตอบ)
 
กระทู้

นายวีระ สมความคิด พูดที่เอเอสทีวี ก่อนเดินทางไป ทำนองเทศนาบรรยายธรรมด้วยซ้ำว่า สันติธรรมเป็นอย่างไร เน้นนักเน้นหนาว่า ห้ามนำอาวุธไปอย่างเด็ดขาด หากหลงเอาติดตัวไปบ้างก็ให้มอบแด่ทหารที่ด่านตรวจชั่วคราว ขากลับค่อยเอาคืนไป   ไร้ความรุนแรงทุกอย่าง เพราะเราถือหลักสันติ-อหิงสา    
 
เขามีวิธีพูดโกหกน่าเชื่อถือดีมาก
ไม่ใช่เฉพาะนายวีระ สมความคิดนะ   ตัวการคือสนธิลิ้ม เป็นตัวแบบอย่าง   อย่างที่โฆษณากล่าวหาว่าการทำบุญประเทศในวัดพระศรีรัตนศาสดารามของรัฐบาลทักษิณ เป็นการยกตนเสมอกษัตริย์ โดยนั่งทับที่ประทับของกษัตริย์ (ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เป็ฯความจริงเลยแม้แต่นิดเดียวจนสำนักพระราชวังออกมาแก้ตัวให้แทนรัฐบาลทักษิณ) แล้วตั้งแต่นั้นมาก็หาเรื่องใส่ร้ายดร.ทักษิณ ในประเด็นทรยศต่อสถาบันตลอดมาจนถึงทุกวันนี้
 
กรณีใหม่สุดก็คือ ไปโกหกอย่างหน้าด้าน ๆ ทางเอเอสทีวี ว่าทางพลเสื้อแดง ที่ชุมนุมอยู่ รัชมังคลาสถานกีฬาแห่งชาติ เล่นละครให้ร้ายป้ายสี ลำเลิกสถาบันกันอย่างสนุกสนาน โดยไม่มีความจริงเลยแม้เพียงเล็กน้อย (ขณะนี้โดนฟ้องร้อง จากคุณวีระ มุสิกพงษ์ และพวก ไม่รอดคุกอีกคดีหนึ่ง)  
 
หลักการโฆษณาชวนเชื่อก็คือ   พูดลวงให้คนเข้าใจผิดไปทางอื่น    เวลาปฏิบัติจริง ๆ ปฏิบัติไปอีกทางหนึ่งเสมอ    
 
เช่นประกาศความจงรักภักดีต่อสถาบันนี่ ล้ำเลิศ ลวงคนให้เข้าใจไปทางอื่น ชื่นชมยินดีว่าดีล้ำเลิศประเสริฐ      แต่ชนกลุ่มใดเล่าที่ทำการปิดกั้นถนนราชดำเนิน อันเป็นเส้นทางพระราชดำเนินไปประกอบพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ตลอดเวลา 6 วัน ระหว่างวันที่ 14-19 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2551 โดยจักทรงเสด็จแบบขบวนพยุหยาตราทางสถลมาร์ค อันทรงพระเกียรติยศยิ่ง แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมขบวนรถพระบรมราชวงศ์ทั้งสิ้น ไม่อาจเสด็จทางถนนราชดำเนินเพราะคนกลุ่มนี้ปิดเส้นทางพระราชดำเนินอันเป้นวิถีทางแห่งกษัตริย์อยู่ ไม่ยอมเปิดเส้นทางให้ จนต้องทรงเสด็จเลี่ยงไปทางถนนลูกหลวงแทน (โทษต้องถึงตัดหัว 7 ชั่วโคตร เทียว)
 
ชาวไทยจะลืมไปเสียง่าย ๆ หรืออย่างไร ?
 
เป็นเช่นนี้เสมอไป   สำหรับแผนการโฆษณาชวนเชื่อของทีวีโฆษณาชวนเชื่อ เอเอสทีวี   และบรรดาคนที่ทำเอเอสทีวีทั้งหลาย จนบัดนี้เอเอสทีวีมีความชำนาญงานในด้าน การโกหกอย่างไรให้คนเชื่อได้ นี่ ไปไกลยากที่คนทั่วไปจะติดตามเข้าใจได้จริง  
 
แต่เรา(หนังสือพิมพ์ดี) ได้ติดตามมาตลอดจึงรู้ทัน   และนี่คือ โทรทัศน์ที่เป็นเครื่องมือก่อการร้าย ไม่ผิดแตกต่างจากวิทยุคอมมิวนิสต์ยุคมีคอมมิวนิสต์ไทย ที่ชื่อว่า วิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย ยุคนั้น
 
ซึ่งทำการงานอย่างเดียวกันคือ สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในระหว่างประชาชนคนทั้งปวง โดยวิธีการโกหกอย่างไรให้คนเชื่อได้สนิท นั่นเอง
 
กรณีการทำร้ายชาวบ้านภูมิชรอล ต.บึงมะลู ที่อยู่ทางขึ้นเขาพระวิหาร ด้วยอาวุธทุกอย่าง กระทั่งปืน เป็นผลให้ชาวบ้านบาดเจ็บไปร่วม 20 คน นั้น เป็นสิ่งที่พิศูจน์ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง
 
ว่า    นี่คือขบวนการโฆษณาชวนเชื่ออย่างแท้จริง  
 
แล้วพอหลังเหตุการณ์   นายจำลอง ศรีเมือง ก็ออกมาปฏิเสธว่า นายวีระกระทำไปอย่างที่ไม่มีแกนนำของตนเห็นด้วย......
 
นี่ก็เป็นการโกหก    ซึ่งคนทั่วไปอาจจะเชื่อก็ได้ (เพราะมองว่าจำลองเป็นนักมังสวิรัติแห่งสันติอโศก)   แต่วันนี้ เราขอให้ท่านยั้งคิดเสียก่อน เมื่อได้ฟังอะไรจากเอเอสทีวี หรือคนจากเอเอสทีวี หรือจำลอง ศรีเมือง คนนี้
 
เพราะ จำลอง ศรีเมือง(เราได้ประกาศปลดยศ พลตรี ของ จำลองศรีเมืองไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่โดนข้อหากบฎ ยึดทำเนียบรัฐบาล จึงเรียก จำลอง แทน) ได้อนุญาติให้ญาติธรรมของตนที่สันติอโศก บ้านกะแชงใหญ่ ศรีสะเกษ   เป็นฐานทัพที่รวมพลของพลนักปลุกระดมพวกนี้มาโดยตลอด    จนร้อนถึงทหารต้องเอารถมารับหนีไปตอนกลางคืน   เหมือนกับคราวเกิดเหตุครั้งก่อน  
 
ข้อสังเกตก็คือ การเกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งขึ้นนี้ ตรงกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาทั้งสองครั้ง วันที่ 19 ก.ย.2552 ตรงกับวันแรม 15 ค่ำเดือน 10 เป็นวันพระ สงฆ์ลงฟังปาฏิโมกข์ ใกล้ออกพรรษาเข้ามาแล้ว คราวก่อนเกิดเหตุวันที่ 17 ก.ค.2551 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาคือวันอาสาฬหบูชา ก่อนเข้าพรรษา 1 วัน )   คือในวันที่เกิดเรื่องนี้ ประชาชนชาวไทยพุทธทั้งหลาย จะพากันเข้าวัดฟังธรรมกัน จำศีลสงบกัน     เขาสมาทานศีล ห้า บ้าง แปดบ้าง    จึงมีน้อยคนที่จะละเมิดศีล        ตรงนี้ทางสันติอโศกก็รู้ดี   จึงวางแผนร้ายรุกรบได้โดยง่าย    นี่เป็นแผนชั่วร้ายจริง ๆ ชนิดที่คิดเอาวันสำคัญทางพระพุทธศาสนามาใส่ในแผนการร้ายด้วย
 
และมองไปลึก ๆ นี่คือแผนการสืบสานยุแยกให้แตกไปถึงสถาบันพระพุทธศาสนา
และผู้วางแผนเลวทรามเหล่านี้คือนายสนธิ ลิ้มทองกุล นั่นเอง เป็นคนอื่นไปไม่ได้  
 
ไม่ดูตัวอย่างที่เกิดขึ้นวันเดียวกัน คือ แดงทั้งแผ่นดิน นปช. รำลึก 19 ก.ย.2549   คือรำลึก 3 ปีแห่งการรัฐประหารแล้วประเทศไทยได้อะไร คนมานับแสน ยืนท่ามกลางสายฝนลงมาจนท่วมลานพระบรมรูปทรงม้า พวกเขาก็สู้อย่างสงบ     นี่คือ อุดมการณ์สันติ-อหิงสา ที่แท้จริง ซึ่งได้พิศูจน์มาทุกครั้งทุกคราว รวมทั้งคราว เมษายน 2552 
 
และเราใคร่ขอให้รำลึกว่า มีคน ๆ หนึ่งคนเดียวเท่านั้นจริง ๆ ที่เป็นต้นเหตุของปัญหาของประเทศไทยวันนี้ คนเดียว
 
คือ สนธิ ลิ้มทองกุล (เดิมชื่อ ตั๊บ แซ่ลิ้ม เป็นจีนอพยพ มาจากตอนใต้ของจีน)
 
ในด้านความคิดอ่าน ที่ใช้ในการตัดสินใจ ของวีระ สมความคิด    ก็คับแคบเหลือเกิน   เพราะเขาไม่เข้าใจกฎหมายนั่นเอง (เป็นทนายความอย่างไรไม่เข้าใจกฎหมาย เป็นนักกฎหมายอย่างไรไม่เข้าใจกฎหมาย?)    มองกฎหมายลายลักษณ์อักษรอย่างเดียวแล้วเอามาตัดสินได้อย่างไร   มันเหมือนเด็กเกินไป คุณไม่รู้หรือ มีกฎหมายวัฒนธรรม ประเพณี คติ ความเชื่อ และศาสนา สากล-ไทย มาเกี่ยวข้องที่ชายแดนนี้ทั้งหมด   ที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรก็มี เป็นลายลักษณ์อักษรก็มี   ไทยก็มี เทศก็มี    ตัวอย่างเช่น
 
1.     ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน ก็จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย
You have heard that it was said, “An eye for an eye and a tooth for a tooth”
But I tell you not to resist an evil person. But whoever slaps you on your right cheek, turn the other to him also.
ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า ตาต่อตาและฟันต่อฟัน
ฝ่ายเราบอกท่านว่า อย่าต่อสู้คนชั่ว ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน ก็จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย
[Holy Bible; Matthew 5:38-39]
 
2.     บุคคลที่เหยียดเพื่อนบ้านของตน ย่อมขาดสามัญสำนึก
He who despises his neighbour lacks good sense and a man of understanding will hold his peace.
บุคคลที่เหยียดเพื่อนบ้านของตน ย่อมขาดสามัญสำนึก แต่คนที่มีความเข้าใจจะอยู่อย่างสงบ
[Holy Bible; Proverbs 11:12]
 
3.    อย่าพูดคำว่าจะให้พรุ่งนี้กับเพื่อนบ้าน ในเมื่อเจ้ามีให้อยู่แล้ว
Say not to your neighbour, “Go and come back and tomorrow I will give;” when you already have it.
อย่าพูดกับเพื่อนบ้านของเจ้าว่าไปเถอะแล้วกลับมาอีก พรุ่งนี้ฉันจะให้ ในเมื่อเจ้ามีให้อยู่แล้ว
[Holy Bible; Proverbs 3:28]
 
4.   อย่ากะแผนงานชั่วร้ายต่อเพื่อนบ้านของเจ้า
Do not devise harm against your neighbour, for trustingly he lives beside you.
อย่ากะแผนงานชั่วร้ายต่อเพื่อนบ้านของเจ้า ผู้อาศัยอย่างไว้วางใจอยู่ข้าง ๆ เจ้า
[Holy Bible; Proverbs 3:29]
 
5.   อย่าโต้แย้งกับผู้ใดอย่างไร้เหตุผล
Strive not with a man without cause,when he has done you no wrong.
อย่าโต้แย้งกับผู้ใดอย่างไร้เหตุผล ในเมื่อเขามิได้ทำอันตรายอย่างใดแก่เจ้า
[Holy Bible; Proverbs 3:30]
 
6.   คนที่ล่อลวงเพื่อนบ้าน คือคนบ้า
Like a madman who hurls firebrand, arrow and death,   so is the man who deceives his neighbour and says,”Was I not joking?”
คนที่ล่อลวงเพื่อนบ้านของเขาและกล่าวว่า ข้าล้อเล่นเท่านั้นเองก็เหมือนกับคนบ้าที่โยนดุ้นไฟ ลูกธนู และความตายออกไป เพราะขาดฟืนไฟก็ดับ
[Holy Bible; Proverbs 26:18-19] 
 
นี่ ก็เป็นกฎหมาย    ไม่รู้หรือยังไง !!!!  
 
  • ผู้แสดงความคิดเห็น บุษบา บุญเสฏฐ์ (newworldbelieve-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-09-22 09:11:12
 
 
 
 
 
ส่วนที่ 3
ส่วนความคิดเห็นจาก เวบบอร์ด (กระดานถาม-ตอบ)
(หมวดศาสนจักร)
 
 
5.21.      กระทู้:ถึงเวลาปฏิวัติการศึกษาคณะสงฆ์ได้แล้ว
 
กระทู้
 
สงสัยเหลือเกินว่า ทำไมพระวิปัสสนากลุ่มใหญ่นำโดยนายทองก้อน ใจสมุทร ศิษย์โปรดของหลวงตามหาบัวจึงนำพระวิปัสสนาจำนวนมากไปชุมนุมที่วัดอโศการาม กทม. กล่าวโทษนายวิษณุ เครืองาม และรัฐบาลในขณะนั้นว่าใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบด้วยการแต่งตั้งสมเด็จเกี่ยวทำหน้าที่แทนเป็นพระสังฆราชซ้อน เป็นปัจจัยหนึ่งในหลายปัจจัยที่แกนนำพันธมิตรนำไปยุแหย่ประชาชนให้เห็นว่ารัฐบาลพตท.ดร.ทักษิณหมิ่นพระเกียรติของสมเด็จพระสังฆราช และนำมาโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนเกลียดชังรัฐบาล ส่งผลให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถูกยึดอำนาจ และตั้งรัฐบาลเผด็จการมาบริหารแทน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนมาจนถึงขณะนี้ ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นข้าราชการคนหนึ่ง มีความเข้าใจดีว่างานราชการจำเป็นต้องมีผู้บริหารสูงสุดเพื่อบริหารงานราชการ หากท่านปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ก็ต้องแต่งตั้งให้ผู้บริหารระดับรองลงมาทำหน้าที่แทน งานราชการสงฆ์ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งได้บัญญัติไว้ในพรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ปรับปรุง 2535 ดังนี้
 
มาตรา ๑๐ ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ถ้าสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการมหาเถรสมาคมที่เหลืออยู่เลือกสมเด็จพระราชาคณะรูปหนึ่งผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ในเมื่อสมเด็จพระสังฆราชไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือไม่อาจทรงปฏิบัติหน้าที่ได้ สมเด็จพระสังฆราชจะได้ทรงแต่งตั้งให้สมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทน
ในกรณีที่สมเด็จพระสังฆราชมิได้ทรงแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนตามวรรคสามหรือสมเด็จพระราชาคณะซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชไม่อาจปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชได้ให้นำความในวรรคหนึ่ง และวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศนามสมเด็จพระราชาคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จ
พระสังฆราชตามมาตรานี้ในราชกิจจานุเบกษา
 
ในฐานะที่ท่านเหล่านั้นเป็นสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า มีหน้าที่โดยตรงในการนำประโยชน์สุขไปสู่มหาชน และเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณสอนให้ฆราวาสตั้งมั่นในธรรม มีความเฉลียวฉลาดทั้งทางโลกและทางธรรม แต่กลับไม่ทราบระเบียบปฏิบัติของคณะสงฆ์ จึงทำอะไรไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เช่นนี้ แต่ผลที่เกิดขึ้นมหาศาลเหลือเกิน ถึงเวลาหรือยังที่คณะสงฆ์จะได้เกิดการปฏิวัติทางภูมิปัญญาให้เข้าใจโลกและธรรมอย่างถ่องแท้ เข้าใจสิ่งที่เป็นของสมมุติและความจริงในไตรลักษณ์   สมดังพระประสงค์ขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาที่มอบมรดกธรรมให้ท่านเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ ดังพระพุทธพจน์ว่า " เธอจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน "
 
กราบนมัสการมาด้วยความเคารพ
           คนพุทธ
 
  • ผู้ตั้งกระทู้ คนพุทธ :: วันที่ลงประกาศ 2009-08-03 18:41:00
 
ความเห็นที่ 1 (1969513) 
เห็นด้วยกับคนพุทธ เพราะตอนนี้แกนนำพันธมิตรเริ่มแผนใหม่อีกแล้วหลังจากโค่นสถาบันการเมืองให้ง่อนแง่นคลอนแคลน และดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาเกี่ยวข้องกับการเมือง เหลือสถาบันศาสนาอีกสถาบันเดียว อย่าให้น้ำลายของพวกบ่างช่างยุมาทำลายได้ เพราะเป็นที่พึ่งของคนไทยและชาวพุทธทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ ข้อสำคัญไม่ว่าสงฆในนิกายใดหากมีระเบียบวินัยเป็นเครื่องร้อยรัด ย่อมถือว่าประพฤติพรหมจรรย์
 
  • ผู้แสดงความคิดเห็น อุบาสิกา วันที่ตอบ 2009-08-03 18:49:29
 
 
ความเห็นที่ 2 (1969724) 
ข้าพเจ้าเคยพูดคุยกับพระวัดป่าหลายรูป มีส่วนน้อยเท่านั้นที่สนใจใฝ่รู้ความเป็นไปเกี่ยวกับโลกและธรรมควบคู่กันไป
 
ส่วนใหญ่อ้างว่าไม่เกี่ยวกับสงฆ์และการปฏิบัติธรรม แล้วยังเผลอไผไปคิดว่าคนที่ไม่ดำเนินวิถีชีวิตอย่างตนเป็นผู้ห่างไกลธรรม
 
บางสำนักเมื่อมีญาติโยมมาศรัทธามากๆก็มีข่าวเล่าลือจากลูกศิษย์ลูกหาว่าเป็นยพระอริยบุคคล
 
  • ผู้แสดงความคิดเห็น คนนอกคอก วันที่ตอบ 2009-08-04 18:12:32
 
ความเห็นที่ 3 (1969726) 
อยากถามบก.ว่า การที่พระสงฆ์กล่าวโทษฆราวาสให้ได้รับความเสียหายอับอายและเป็นที่เกลียดชังของสังคม โดยที่ฆราวาสผู้นั้นไม่ได้ทำผิดตามที่กล่าวหา ในทางพระธรรมวินัยกำหนดให้สงฆ์ที่กระทำการดังกล่าวต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นหรือไม่ และอย่างไร
 
  • ผู้แสดงความคิดเห็น ภราดร วันที่ตอบ 2009-08-04 18:21:03
 
ความเห็นที่ 4 (1969954)  
 
ต้องรับผิดชอบเสมอครับ   สงฆ์ทำอะไรต้องรับผิดชอบทั้งหมด ไม่มีอะไรที่สงฆ์ทำไปแล้วจะปลอด หรือทำไปเปล่า แม้กระทั่งเรื่องที่ละเอียดอ่อนที่สุด ก็ต้องรับผิดชอบ เช่นสงฆ์จะเอ่ยวาจา จะยิ้ม จะเดิน จะนั่ง ก็ต้องรับผิดชอบ แม้สงฆ์จะชำเลือง ส่งสายตาก็ต้องสำรวม รับผิดชอบ   ในกรณีนี้ จะต้องถึงขอโทษเขา   ถ้าทำเขาเสียหายร้ายแรง ต้องปฏิญญาณออกจากสมณะไป เพื่อชดใช้กรรมนั้น   แล้วเพื่อให้ได้มีโอกาสมาเริ่มต้นทางมรรคผลใหม่     อย่างนี้คือเรื่องของกรรมน่ะครับ    หากสงฆ์มุ่งหมายมรรคผลแล้ว เรื่องกรรมนี้จะต้องให้ขาวรอบ ขาวปลอดเลยทีเดียว   หมายความว่า แท้จริง สำนึกใความรับผิดชอบในการกระทำของตนเอง โดยหิริโอตตัปปะ ต้องสูงส่ง ต้องรับผิดชอบไปทุกเรื่องราวที่กระทำไปนั่นเอง   
 
กรณีพระไปทำการคว่ำบาตรโยมเขา นั่นแหละ จะต้องรับผิดชอบอย่างขาดไม่ได้   เพราะจะรอดไปจากบาปหาได้ไม่ และหากไม่ชำระตัวเองเสีย อย่าหวังว่าจะถึงมรรคถึงผล เพราะทางมรรคผลนั้นจะเป้นทางสะอาดร้อยเปอร์เซนต์    กรณีที่คนพุทธเล่ามานั้น น่าคิดมากว่า พระเช่นนั้นทำการเช่นนั้นได้อย่างไร   ทั้ง ๆ ที่เป็นพระป่าที่ปฏิญญาณตนมุ่งหมายมรรคมุ่งหมายผล    โดยเฉพาะ พระผู้ใหญ่ที่ท่านเคยอวดคนทั้งหลายว่าสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลแล้ว นั้น   มาทำการเช่นนี้ได้อย่างไร ?     เหตุผลก็คือ ท่านรองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม ท่านก็ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ไปโดยสุจริต   และมีเหตุผลอาจจะกระทำได้ ตามกฎหมาย และตามเหตุผลแห่งพระธรรมวินัย    ตามที่คนพุทธรายงานมานั่นแหละ
 
ส่วนคำถามว่ารับผิดชอบอย่างไร นั่นแหละ น่าจะต้องคิดกันมากหน่อย    ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า พระสงฆ์เดี๋ยวนี้ มีฐานะหลายอย่าง ไม่ใช่เพียงสงฆ์ธรรมดาอย่างเดียว แต่ในสงฆ์รูปเดี๋ยวนอกจากมีความเป็นสงฆ์แล้ว ยังมีตำแหน่ง มียศ   กำกับไปด้วยเป็นหลายยศหลายชั้นตำแหน่งไปอีกด้วย ความรับผิดชอบก็ต้องรับผิดชอบไปตามฐานะ แล้วแต่ไปเกี่ยวข้องถึงอะไร เช่นไปเกี่ยวข้องถึงตำแหน่ง โทษที่ได้รับก็มีถึงปลดออกจากตำแหน่ง เช่นเป็นเจ้าคณะ ก็ปลดจากตำแหน่งเจ้าคณะ รองเจ้าอาวาสก็ปละจากตำแหน่งรองเจ้าอวาส    หรือ มียศ เช่นชั้นพระราชาคณะชั้นธรรม ทำความชั่วอย่างร้ายแรง ก็ถอดจากยศได้ ไม่ใช่ว่าตั้งแล้วถอดไม่ได้เมื่อไร       นั่นคือ    โทษที่จะลงไปก็มีตั้งแต่ ให้พ้นจากหน้าที่ตำแหน่ง   ถอดยศ   และ พ้นจากความเป็นสงฆ์ไปเลยก็ย่อมได้ ตามแต่เจตนาของการกระทำ    อธิบายเพื่อให้เข้าใจโดยกว้าง ๆ ก่อน   ค่อยทำความเข้าใจในรายละเอียดต่อไปอีก   ขอขอบคุณที่ตั้งคำถามเข้ามา   เรื่องที่เกี่ยวกับวงการสงฆ์ไทยยุคปัจจุบันมีปัญหามาก ขอให้ติดตามอ่านจากหนังสือพิมพ์ดีมาตั้งแต่เล่มที่ 1 มาจนถึงเล่มปัจจุบันไปเลยนะครับ
 
  • ผู้แสดงความคิดเห็น สุไหงปาดี แทน บก. (newworld_believe-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-08-05 19:31:18
 
 
ความเห็นที่ 5 (1970491) 
ขอบคุณที่ตอบได้ชัดเจนมาก และเห็นว่ามีประโยชน์ต่อสาธารณชน
 
อยากให้นำข้อคิดที่แสดงมาทั้งหมดนี้สู่สังคมและพระสังฆาธิการทุกรูป เพราะปัจจุบันสังคมต้องการผู้นำที่มีสติปัญญารอบรู้ รอบคอบ เข้าใจหลักกาลามสูตรอย่างแท้จริง มองเห็นช้างทั้งตัว การโฆษณาชวนเชื่อ การมอมเมาทางสติปัญญาจะไม่ขยายวงกว้างทำลายความมั่นคงของสถาบันต่างๆ หากสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าเป็นผู้ประกอบด้วยศีล สมาธิ ปัญญา เข้าใจว่าอะไรเป็นบาป อะไรเป็นบุญ จะไม่นำพาหมู่สงฆ์ไปสู่การทำอะไรเหลวใหลที่เสียหายต่อการพระพุทธศาสนา เพียงเพราะไม่รู้เท่าทันคนที่เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น
 
  • ผู้แสดงความคิดเห็น คนพุทธ วันที่ตอบ 2009-08-08 10:47:19

 

 
 
5.22.    เรื่องราวที่น่าสนใจในเวบไซต์ของเรา
               http://www.newworldbelieve.net
 
สถิติคลิกสำคัญเวบของเรา รายการยอดนิยมสำรวจล่าสุด
เมื่อ 29 ต.ค.2552
 
1.   โหราศาสตร์ (มาทีหลัง)                                      คราวก่อน 4,834       คราวนี้     7,223 
2. เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2543-2545                      3,640          “        4,035
3. เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2545-2549                      3,569                  3,868
4. ศึกษาโลกลี้ลับภาค 1 -20(รวมภาษาอังกฤษ)                             -                      3,363
5. ประวัติของผม พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ3                    
        3,043                   3,301
6.  สากลจักรวาลสากลศาสนา                                                     -                      2,768     
7. คาถาอาคม                                                             
        1,829           “        2,175
8. รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์                                              1,743           “        1,983
9. เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2549-2550                      1,314           “        1,454      
10. หนังสือพิมพ์ดี เล่มที่38                                                     1,125                   1,263 
11. บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี                                           1,034                   1,224                                 
12. หนังสือพิมพ์ดี เล่มที่31                                                     1,094                   1,191
13. หนังสือพิมพ์ดี เล่มที่32                                                     1,078                   1,172
14. สำนวนพัชราตอนที่ 16-27-29                                               985           “        1,114
15. ประวัติพัชรา กอปรทศธรรม                                                  784            “          850
 
          • ยอดรวม visitors เมื่อ 29 ต.ค.2552 = 18,073.-
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
5.23        วาทะเปิดประชุมสภาสงฆ์ระดับชาติ
 
ฉะนั้น ในวันนี้ พวกเราได้มีโอกาสวันนี้ขึ้นมา จึงนับเป็นการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงระบบชีวิตคณะสงฆ์เราใหม่ ให้ชีวิตและหมู่ของเราหวลกลับคืนสู่บ้านเกิดเมืองนอนเสียที ผมหมายถึงการกลับคืนสู่ธรรมชาติและเดินไปโดยวิถีทางแห่งธรรมชาติ อย่างที่พวกเราได้เริ่มสัมผัสในชั่วเวลาผ่านมาระยะหลังที่เราได้มี พระราชบัญญัติการพระพุทธศาสนาขึ้นมากำหนดระบบที่เป็นไปนำพวกเรากลับคืนสู่ธรรมชาตินี้ 
          ผมเกริ่นมาเนิ่นนาน ก็เพื่อให้พวกเราได้รับทราบว่า แท้ที่จริงระบบสภาสงฆ์ โดยเฉพาะระบบระดับ ชาตินี้ ได้เปิดโอกาสให้เราได้มีอิสระมากขึ้นกว่าเดิม งานของพวกเรา ในส่วนที่ไร้สาระ จะลดน้อยลงไป หรือลดไปแทบทั้งหมด และเราจะได้รู้สึกเอา ณ บัดนี้เองว่า พวกเราได้ไปวุ่นวายอยู่กับภาระการงานอัน ไร้สาระมาเป็นเวลาเนิ่นนานเป็นศตวรรษเลยทีเดียว โดยที่เราไม่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไร้สาระ และเราไม่รู้ว่าเราถูก ครอบงำเพียงดังตาข่าย จึงไม่มีอิสรภาพ เราเหมือนปลาที่อยู่ในร่างแหหรือคอกเลี้ยงของชาวประมง ทำให้ชีวิตอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ไร้กำลังวังชา ไร้สุขภาพแข็งแรง เรามุดไปมุดมาอยู่แต่ในตาข่าย ไร้ความหวังไร้พลังที่จะฝ่าจะฟัน และจำยอมเป็นทาสความอ่อนแอของเราเอง จึงไม่อาจหาญพอที่จะกล้าคิดถึงสิ่งที่ประเสริฐเช่นมรรคผลนิพพาน เลย แม้ว่าโดยแท้จริงแล้ว เรามีภาระหน้าที่ทั้งทางกายกรรมวจีกรรมและมโนกรรมที่จะคิดจะทำจะใฝ่ไปทางมรรคผลนิพพานที่ประเสริฐนั้น บัดนี้เราได้สะสางตาข่ายทั้งสิ้นแล้ว และพวกเราก็พลันได้สัมผัส ด้วยตัวเอง ณ บัดนี้ ณ ที่นี่เดี๋ยวนี้เองว่า เรามีความหวังเกิดขึ้นแล้ว คือความหวังที่เกิดขึ้นพร้อมสุขภาพกายและสุขภาพใจอันสมบูรณ์ เมื่อเราได้กลับคืนมาสู่ธรรมชาติอันเป็นบ้านเกิดบ้านใหม่ของเราอีกครั้งหนึ่งอยาก สรุปดั่งนี้ เมื่อเราพูดถึงระบบการคณะสงฆ์ใหม่ของเรา เป็นระบบที่กลับคืนสู่บ้านเกิดเมืองนอนเดิมของเรา คือระบบธรรมชาตินั่นเอง
          ฉะนั้น เมื่อมาอยู่ด้วยกันที่นี่ เราเป็นไปตามธรรมชาติ เช้าก็ออกหากิน ด้วยบิณฑบาต เหมือนนก เหมือนปลา เอาพอเพียงแก่การที่จะมีกำลังแรงเดินตามรอยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็พอแล้ว พอได้กลิ่นแห่งมรรคผลนิพพานไปตาม ๆ กันอยู่แล้ว เพราะระบบธรรมชาติที่เหมาะเจาะ ที่ได้ออกแบบไว้อย่างพร้อมสมบูรณ์ ณ ที่นี้ ได้ทำให้ได้ลิ้มกลิ่นของมรรคผลนิพพานอยู่บ้างแล้ว อาศัยความคงแก่เรียน ความ มีวิสัยปราชญ์อยู่ในหัวจิตหัวใจของทุก ๆ ท่าน อาศัยความทรหดอดทนพากเพียรอุทิศชีวิตแด่พระพุทธศาสนามาตราบชั่วชีวิต ตั้งแต่เด็ก ๆ เท้าถึงแก่ชรา เมื่อธรรมชาติเปิดออกให้แล้วเช่นนี้ ก็น่าจะได้สัมผัส ได้เห็นได้ลิ้มรสพระนิพพานที่แท้จริงได้โดยไม่ยากเย็นอะไร อุปมาเหมือนหมู่ปลาที่พ้นจากตาข่ายชาวประมงไปได้แล้ว ทะเลเบื้องหน้าอันกว้างใหญ่ไพศาลย่อมเป็นที่หวังได้ เมื่อถึงมรรคถึงผลถึงนิพพาน นั่นก็หมายถึงชีวิตได้จบลงอย่างมีคุณค่า อย่างมีความอิ่มความปราโมทย์อย่างมีความเย็นสบาย ไร้ศัตรูไร้กิเลสของชีวิตอีกต่อไปแล้ว ไม่พึงหวังพึงพูดถึงสิ่งอื่นใดในโลกอีก
          ผมพูดมาดั่งนี้ ก็เพื่อสรุปให้ทราบว่าระบบสงฆ์ใหม่ของเรามีทางเดินไปอย่างนี้ ซึ่งพวกเราจักได้รู้สึก เองว่า เราเปรียบเสมือนได้ชีวิตใหม่ บ้านใหม่ 
          ชีวิตที่ปลอดโปร่งสบาย และระบบสงฆ์ทั้งสิ้นจะเป็นวิถีทางแห่งความสุข การงานที่ทำไปจักเป็นการงานแห่งความสุข ความพยายามที่ลงไปจักเป็นความพยายามที่เป็นสุข การแบกการขนภาระใดใด จักเป็น การแบกการขนที่เป็นสุข การอุทิศ การเสียสละใดใดจักเป็นการอุทิศการเสียสละที่เป็นสุข การงานทุกอย่างเป็นสิ่งที่มีความสุขอยู่ในตัวเองเสมอ แม้กระทั่งการต่อสู้กับศัตรูคือกิเลสไม่ว่ากิเลสภายนอกกิเลสภายในก็จัก เป็นการต่อสู้ที่เป็นสุข และในที่สุดความกล้าหาญในการต่อสู้กับอธรรม และกิเลสใดใดก็จักเป็นความ กล้าหาญที่เป็นสุข และแม้ความตายก็เป็นความตายที่เป็นสุข
 
·         สมเด็จพระพุทธปรานีอริยวงศ์ ประธานสภาสงฆ์ระดับชาติ,
ดี เล่มที่ 24 พ.ศ. 2544 
สมเด็จพระพุทธปรานีอริยวงศ์ = ชื่อสมมติ ในเค้าโครงนิทานประกอบการบรรยาย
เรื่อง สภาสงฆ์แห่งชาติ
 
 

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เวบไซท์นี้ http://www.newworldbelieve.net มีข้อมูลพื้นฐานจากหนังสือพิมพ์ดี:วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก ออกโดยมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร) มี พระพยับ ปญฺญาธโร เป็นบรรณาธิการ และเป็น webmasterสำนักงานตั้งอยู่ที่ วัดมหาพุทธาราม อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000 ขณะนี้หนังสือพิมพ์ดีมีอายุทำการมา 11 ปีแล้ว มีเรื่องสำคัญคือการวิเคราะห์สังคมทั้งระบบด้วยแนวภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์แห่งตาธรรมะในพระพุทธศาสนาเพื่อนำสังคมไปสู่ความดีงามและรอดปลอดภัยจากสถานการณ์เลวร้ายยุคนี้