ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี แฟ้ม 2
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletThe Truth Of Red Thailand 12-14 April 2009
bulletFrom red shirt survivor person
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
โหราศาสตร์ [updateใหม่สุด]
dot
bullet สารบาญโหราศาสตร์โดยชลัมพุช โหรชนบททุกเรื่อง
bulletบันทึกข้อสังเกตประเด็นสำคัญดวงชะตาประเทศไทยช่วงเดือนส.ค.-พ.ย.2552
bulletดวงชะตาประเทศไทย พยากรณ์ว่าประชาชนจะอดอยากยากจนและเผชิญภับพิบัติ 4 ประการ
bulletให้คำพยากรณ์นักธุรกิจชาวอังกฤษ
bulletอยากรู้เรื่องโหราศาสตร์ คลิก!
bulletดวงชะตาผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตไทย
dot
Buddhism How?
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
บันทึกลับเสื้อแดง
dot
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนท )
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
dot
รายการทั่วไป
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดีเล่มที่52
bulletงดเหล้าเข้าพรรษา
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletศรีสะเกษ
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
dot
ช่องบริการประชาชน
dot
bulletบริการแจ้งของหาย คนหาย สื่อข้อความ หมอผี ฯลฯ
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletดี 25
bulletดี 28
bulletดี 29
bulletดี 26
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่1-3


หนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43

 

 

สารบาญ

 

 

 

1.    หน้าปกหนังสือพิมพ์ดีเล่มที่ 43          


                                                                                                        

        2.     กวี         

2.1   วันเหงา                                                                                                             
2.2     บันทึกกวีศรีสะเกษ          

                                                                                                                                
3.     บทบรรณาธิการ : การประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 6 เรื่องที่น่าเป็นห่วง    
                    

4.     รายงานการศึกษาโลกลี้ลับ อันดับที่ 19 Mystery World Report 19         


                    

        5.      บทความพิเศษ     
                                                                                            
                                           

5.1    5.1     บทความพิเศษ  1                                                                                                 

         สังคมไทยกับธัมมวิจัย ของ อาจารย์พัชรา กอปรทศธรรม   

 

 

                                                               

 

                   

 

 

6.      เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว                     
                                                                    

6.1.   ข้อสังเกตการประชุม10สุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 14 ใน 28 ก.พ.-1 มี.ค.2552                  
                             
6.3.   รัฐบาลอภิสิทธิ์ดำเนินการเรื่องปฏิรูปการเมืองให้สถาบันพระปกเกล้าดำเนินการ          

6.2.   ประเทศไทย อะไรเป็นอะไร? ASTV ปะทะ DStation                             

         รัฐบาลประชาธิปัตย์กับสถาบันสูงสุดของชาติในระบอบประชาธิปไตย   

 

 

                                               

6.5.   เรียน บก.นสพ.ดี ที่นับถือยิ่ง  ไม่ไว้วางใจนายกร จาติกวณิช รมว.คลัง      

        

 

                                                                    
6.7.   ปัญหาประชาธิปไตย ที่ไปที่มา หลักการและเหตุผล      
                                

 

                                       
                   

6.9.   การแก้ปัญหาของรัฐบาลผิดพลาด

         และไม่อาจจะเอาชนะประชาชนในระบอบประชาธิปไตยได้เลย ( 2 )

 

 

                   

 

 

                   

6.12.  To The World [ about  Red Situation in Thailand ]

 

 

7.      เรื่องราวสำคัญ ๆ ในเวบไซต์ของเรา             

                                                        

8.      ปกหลัง : บันทึกกวีศรีสะเกษ                                                                                

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 1.      หน้าปกหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43

 

 

 

 

 

 

ปีที่ 13 เล่มที่ 43
มูลนิธิพระเทพวรมุนี ( เสน ปญฺญาวชิโร )
วัดมหาพุทธาราม ถนนขุขันธ์ ต.เมืองเหนือ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000

 

 

หนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต)
http://www.newworldbelieve.net

ปีที่ 13 เล่มที่ 43

เพื่อการนำความคิดไปสู่ความดีงาม
เพื่อความกลมกลืนแห่งสากลศาสนา
For all good  For all thought

 


 

เราจะบินบินบินและบินไป                            สู่ขอบฟ้าสดใสในเบื้องหน้า
แม้วันนี้มีเมฆร้ายมหิมา                               ก็ไม่หวาดไม่ผวาคณาภัย

ถึงเขาใหญ่สูงเงื้อมตระหง่านฟ้า                    ก็จะฝ่าฤาพรั่นนึกหวั่นไหว
มหาสมุทรสุดสายลมไกว                            จะเอื้อมไปให้ถึงซึ่งฝั่งดิน

ถึงแห้งเหือดเลือดหมดหยดสุดท้าย
              แล้วก็หมายชนหลังยังถวิล
สัจธรรมนี้ไว้ในธรณิน                                 กว่าจะสิ้นกัปกัลป์พุทธันดร

 


เล่มที่ 43
เดือน  เม.ย.-พ.ค.-มิ.ย.-ก.ค.-ส.ค.-ก.ย. 2552

เรื่องเด่น

-ปัญหาประชาธิปไตย ที่ไปที่มา หลักการและเหตุผล
-ประเทศไทย
อะไรเป็นอะไร? ASTV ปะทะ DStation    
-
สังคมไทยกับธัมมวิจัย

-Mystery World Report 19
 (รายงานการศึกษาโลกลี้ลับ อันดับที่ 19 ภาคภาษาไทย)

 

เล่มพิเศษเล่มที่ 42 ควบ เล่มที่ 43

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 2.   คอลัมน์กวี



 2.1   กวี วันเหงา

ปลอบใจตัวเองในวันเหงา                       วันที่เศร้าวังเวงแสนสับสน

วันที่ต้องการคนดูแลเพียงสักคน                เพื่อผ่านพ้นวันนี้ที่เดียวดาย

จะมีไหมคนนั้นที่ใฝ่หา                            มาช่วยซับน้ำตาคนอ่อนไหว

ให้คนนี้มีสุขลืมทุกข์ใจ                            จะมีไหมคนที่ใช่เพียงสักคน

·         ส่งมาให้จากใครคนหนึ่ง
      19 เม.ย.2552

 

 

 

 

 



 2.2   บันทึกกวีศรีสะเกษ

วันนี้มีประชาหน้าเครียด                เบียดเสียดในโรงพยาบาล

ต่างคนต่างมีอาการ                     เบื้อใบ้บ่บานหฤทัย

มากันแต่ก่อนแปดโมง                 โรงพยาบาลล้วนคนป่วยไข้

เห็นแล้วก็โอ้อนาถใจ                   เหมือนเมืองไทยทั้งเมืองป่วยเจ็บ

หมอก็ยังไม่มา                           คอยถ้าจนหนาวเหน็บ

ต่างคนต่างเก็บ                          ความร้อนระอุภายใน

วันนี้ยังมีสีเสื้อแดง                      แทรกแซงไปทั่วเมืองใหญ่

อะไรจะเป็นได้อะไร                     เมื่อคนไข้แน่นโรงพยาบาล

 

  • ศีรารุจิรัฐ เติมใจ
    19 เม.ย.2552



 

 

 

 

 

 

 

 3.     บทบรรณาธิการ
       
การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 6 (สมัยสามัญทั่วไป) เรื่องที่น่าเป็นห่วง

 

 

 

 

หนังสือพิมพ์ดี : วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก

วัตถุประสงค์   เพื่อนำความคิดไปสู่ความดีงาม เพื่อความกลมกลืนแห่งสากลศาสนา

เล่มที่ 43   ประจำเดือน เม.ย.-พ.ค.-มิ.ย.-ก.ค.-ส.ค.-ก.ย. 2552

 

 

บทบรรณาธิการ

 

 

นี่คือหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนท ) ฉบับที่ 43  ประจำเดือน  เม.ย.-พ.ค.-มิ.ย.-ก.ค.-ส.ค.-ก.ย. 2552 ซึ่งออกตามหลังเวบไซต์ของเราคือ  http://www.newworldbelieve.net

 

 

 

 

            เราจะบินบินบินและบินไป                            สู่ขอบฟ้าสดใสในเบื้องหน้า
            แม้วันนี้มีเมฆร้ายมหิมา                               ก็ไม่หวาดไม่ผวาคณาภัย

            ถึงเขาใหญ่สูงเงื้อมตระหง่านฟ้า                    ก็จะฝ่าฤาพรั่นนึกหวั่นไหว
            มหาสมุทรสุดสายลมไกว                            จะเอื้อมไปให้ถึงซึ่งฝั่งดิน

            ถึงแห้งเหือดเลือดหมดหยดสุดท้าย              แล้วก็หมายชนหลังยังถวิล
            สัจธรรมนี้ไว้ในธรณิน                                 กว่าจะสิ้นกัปกัลป์พุทธันดร

 

 

 

ในการที่เราออกหนังสือพิมพ์ดี นี้  เรามุ่งหมายให้เป็นสื่อความคิดที่ดี  การกระทำที่ดี  ตามสุภาษิตของเราที่ว่า   เพื่อนำความคิดไปสู่ความดีงาม   เพื่อความกลมกลืนแห่งสากลศาสนา   For All Good  For All Thought : ทุกความดีงาม  ทุกความคิดของมวลมนุษย์โลกนี้    เราได้กล่าวไว้ในดีเล่มก่อน ดีเล่มที่ 41 ว่าอย่างไรเราก็ยืนยันอย่างนั้น   นั่นคือ  สถานการณ์บ้านเมืองในวันนี้ ยังคงเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง และมองไปดูมืด ไม่มีทางออก   แต่เราต้องสู้ และตั้งใจว่าทางออกคือความเป็นธรรม  แม้จะมืดก็ต้องฝ่าฟันออกไปทางความเป็นธรรมนั้น  เพื่อให้แผ่นดินนี้เป็นแผ่นดินสำหรับความเป็นธรรม  และประชาชนข้างหน้า ในอนาคตที่เป็นคนไทยรุ่นใหม่ต่อไปในแผ่นดินนี้ เป็นเครือสกุลเลือดเนื้อของคนเป็นธรรม   ฉะนั้น  เราจึงยังมีความหวังว่าประชาชนไทยทั้งปวง ที่เป็นชนผู้เป็นมนุษย์ ที่ย่อมรักความเป็นธรรมอยู่โดยธรรมชาติอยู่แล้ว จะมารวมกันให้เหนียวแน่น เพื่อต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในแผ่นดินอย่างถึงที่สุด  จนกว่าจะพบความสำเร็จ และประชาชนทั้งแผ่นดินได้พบความสุขสงบ บรรลุประโยชน์อันดีที่เที่ยงแท้

 

 

หนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43 ที่ออกมาในช่วงนี้ เป็นช่วงที่มีเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญ ซึ่งได้จารึกไว้เฉพาะเรื่องที่พอเหมาะแก่หน้ากระดาษ ในคอลัมน์  เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว แล้ว โปรดติดตาม

 

เรามีเรื่องพิเศษมาก คือ รายงานการศึกษาวิจัยธรรมปฏิบัติ สมาธิ กสิณ ญาณ ปราณ ฌาน ที่เราระบุว่า นี่คือ วิชา 5 ประการ [ The 5 Educations ] อันเป็นสุดยอดในพระพุทธศาสนา และท่านปัญญาธโรภิกขุ ได้บันทึกไว้งานวิจัยของท่านเอาไว้ ( โปรดดู ศึกษาโลกลี้ลับ ภาคภาษาไทย-อังกฤษ ตอน 1-19) ณ โอกาสนี้เราได้นำตอนใหม่ที่สุด ต้นปี 2552 นี้เอง มาเสนอ  เป็นตอนที่นักปฏิบัติธรรมไม่ควรพลาด  จะเป็นการเปิดเผย เรื่อง อสุภกสิณ ที่ท่านปัญญาธโรภิกขุ ได้พูดถึงหลายครั้งแต่ไม่เคยเปิดเผย บัดนี้ได้นำลักษณะ อสุภกสิณที่สมบูรณ์ มาเปิดเผยเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่นักปฏิบัติธรรม หรือนักปฏิบัติธรรมอาจจะพิศูจน์ได้ด้วยตนเองถึงคุณประโยชน์ของอสุภกสิณ  แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องเกี่ยวกับโลกวิญญาณ (เช่นที่กล่าวถึง  การพบยมราชเจ้าแห่งความตาย) ที่ปรากฏในรายงานนี้ ก็ดูจะเป็นเรื่องที่พิศูจน์ได้ยากอยู่ สำหรับนักปฏิบัติธรรมระดับเมืองไทยสมัยนี้  จึงให้เป็นข้อสังเกตไว้เท่านั้น และเป็นเพียงสมมติฐานต่อไป 

 

นอกจากนี้เรายังมีบทความพิเศษ อันเนื่องมาจากสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง สุภัทโท (ดร.นันทสาร สีสลับ เป็นนายกสมาคม) วัดสระกำแพงใหญ่ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ  ได้จัดให้มีการประกวดวิสัยทัศน์ และเรียงความออนไลน์ ระดับมัธยมศึกษา เนื่องในวันวิสาขโลก  8 พ.ค. 2552 ในหัวข้อ  พุทโธโลยีหลวงปู่เครื่องมีส่วนส่งเสริมอุมการณ์วันวิสาขโลกได้อย่างไร?  เราได้นำสำนวนที่ได้รับยกย่องและให้ประกาศกิตติมศักดิ์เกียรติคุณ เป็นกรณีพิเศษ  และ สำนวนที่ชนะการประกวด ได้รางวัลจากสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง  มาลงไว้ ณ ที่นี้  นอกจากนั้นยังมีบทความเรื่อง  สังคมไทยกับธรรมวิจัย  ของอาจารย์พัชรา กอปรทศธรรม อีกเป็นเรื่องพิเศษ

 

 

สำหรับเรี่องที่บรรณาธิการมีความสนใจเป็นพิเศษ ก็คือเรื่อง การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 6 (สมัยสามัญทั่วไป) วันที่ 22-23 เมษายน 2552 เรื่องที่น่าเป็นห่วง  โดย ธรรมาชีพธรรมาชน  เป็นผู้วิเคราะห์ไว้ ในวันที่  23 เม.ย. 2552  ตามที่ปรากฏในอินเทอเนตของเราไปแล้ว  ดังจะขอนำมาลงเป็นประเด็นสำคัญในบทบรรณาธิการ ดี เล่มที่ 43  เสมือนเป็นบทบรรณาธิการดีเล่มที่ 43  ดังต่อไปนี้

 

 

 

การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 6 (สมัยสามัญทั่วไป)

วันที่ 22-23 เมษายน 2552

 

 

 

เรื่องที่น่าเป็นห่วง

 

1.    เรื่องประชาธิปไตยไทย

2.    เรื่องความเป็นธรรมในแผ่นดิน

 

 

 

2 เรื่องนี้เราจะกลบเกลื่อนให้คนไทยลืมไปเลยได้หรือไม่ ?

 

นับตั้งแต่จะกลบเกลื่อนเรื่องการปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองโดยคณะทหารวันที่ 19 ก.ย.2549  ซึ่งเหตุผลในการปฏิวัตินั้นอย่างน้อยก็มีข้อหนึ่งซึ่งได้พิศูจน์แล้วว่าเหตุผลนั้นเป็นเพียงข้ออ้าง ไม่เป็นความจริงแต่รัฐบาลนี้ก็พยายามยืนยันอยู่ในขณะนี้โดยนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มท. ที่ได้สร้างขบวนการเสื้อสีน้ำเงินขึ้นทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยเหตุผลที่แถลงในรัฐสภาวันที่ 22 เม.ย.2552 ว่า เพื่อดูแลสถาบันเบื้องสูง (ซึ่งยังคงใช้เหตุผลเดียวกับเหตุผลการปฏิวัติ 19 ก.ย.2549  และวันนี้ก็ยังมีสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ์ใช้เป็นข้อกล่าวหาอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรอยู่ อย่างไม่เป็นธรรม)  

 

เรื่องนี้จะให้คนลืมไปได้อย่างไร ในเมื่อความจริงการยึดอำนาจของทหาร 19 ก.ย.2549 นั้นก็คือเป็นการปล้นประชาธิปไตยของประชาชน  ถ้ารัฐบาลนี้พยายามกลบเกลื่อนหรือต่อต้านประชาชน ที่ต้องการทวงประชาธิปไตยกลับมา  ซึ่งพวกเขาแสดงความต้องการอันแน่วแน่ในระบอบประชาธิปไตย โดยความหมายของประชาธิปไตยที่แท้จริง (ประชาธิปไตยที่ไม่อยู่ในตำราและคำสอนของนักวิชาการ  แต่เป็นประชาธิปไตยที่อยู่ในความเข้าใจและสายเลือดที่รักเสรีของมวลชนทั่วประเทศ ในฐานะมนุษย์ผู้ย่อมมีความเป็นมนุษย์ผู้รักหวงแหนในเสรีภาพ)  ก็ยิ่งเหมือนยุ และหากคิดเอาวิธีการหรืออำนาจทหารเผด็จการมาจัดการแล้ว  นั่นหมายถึงการค่อย ๆ ทำลายสังคมไทยไปทีละน้อย ๆ ทีละขั้นตอน  จริงอยู่รัฐบาลและทหารอาจจะควบคุมประชาชนได้เป็นชั่วระยะเวลาหนึ่ง  เช่นการพยายามจะกลบเกลื่อนให้ลืมเสีย ดังขณะนี้เป็นต้น  ก็จะไม่สามารถทำได้ การแก้ปัญหาของรัฐบาลหากผิดพลาดไปแล้วไม่อาจจะเอาชนะประชาชนในระบอบประชาธิปไตยได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเอาวิถีทางเผด็จการมาแก้ไขปัญหาของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยนั้น กลับจะสร้างความแตกแยก ไปกว่าเดิมอีกโดยรัฐบาลนั้นเองเป็นตัวต้นเหตุของความแตกแยก   

 

ประการที่ 2 เรื่องความยุติธรรมตามหลักกฎหมาย  และความเป็นธรรมในแผ่นดิน  การใช้มาตรฐาน 2 มาตรฐานในเรื่องเดียวกันเป็นความอยุติธรรมและไม่เป็นธรรมในแผ่นดิน  เช่นความผิดของทหาร ที่ไม่ฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา (ซึ่งในวินัยทหารเองย่อมร้ายแรงมาก) ในคราวประกาศ พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ตามกฎหมายฉบับเดียวกัน  ทำไมทหารจึงไม่ฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา ที่สั่งการตามกฎหมายในยุครัฐบาลสมัคร และในยุครัฐบาลสมชาย  แต่มาฟังคำสั่งของรัฐบาลนี้(ซึ่งบัดนี้ สิ่งที่เป็นความลับก็ได้ถูกเปิดเผยไปจนกระจ่างแจ้งแล้ว)  และบัดนี้รัฐบาลนี้จะกลบเกลื่อนให้คนลืมไปเสีย  นั่นแหละความไม่เป็นธรรมในแผ่นดิน  ซึ่งในฐานะของประชาชน คนในระบอบประชาธิปไตย จะต้องเข้าใจตรงกันว่า ความเป็นธรรมในแผ่นดินมีความหมายขนาดไหน  

 

มันมีความหมายสำคัญมาก ทีเดียว  ที่กิจกรรมสังคมทุกชนิดจะต้องถูกบัญญัติไว้ว่าอะไร ๆ ก็ต้องให้เป็นธรรมไปทั้งหมด   ตัวอย่างเช่น ทำไมคนขโมยมะม่วงที่กิ่งมันยื่นข้ามรั้วบ้านออกมาสู่ถนนใหญ่ สอยเอาไปเพียงลูกเดียวศาลตัดสินให้จำคุก 1 ปี  เป็นต้น(ท่านเข้าใจในประเด็นความเป็นธรรมหรือไม่?)

 

แล้วประเทศไทยยุคหลัง 19 ก.ย.2549 มีเรื่องราวของความเป็นธรรม(ที่หมายถึงความยุติธรรมตามกฎหมายและความเป็นธรรมตามหลักศาสนธรรมด้วย) มากมายเหลือเกินที่ยังไม่มีการชำระสะสาง  การที่ยังไม่มีการชำระสะสางนี่แหละเป็นต้นเหตุของความบาดหมางน้ำใจกัน (ตัวอย่างเช่น ท่านปลูกมะม่วง  แล้วท่านโดนคนขโมยมะม่วงไปลูกหนึ่ง ในใจท่าน แม้เพียงมะม่วงลูกหนึ่งราคาเพียง 10 บาท ก็เริ่มเรียกหาความยุติธรรมแล้ว  ใจท่านจะเรียกหาอยู่เช่นนั้น จนกว่าผู้มีหน้าที่รักษาความยุติธรรมของสังคมชำระให้เสร็จสิ้นไปโดยกติกดาที่เป็นธรรมของสังคม)

 

สรุปแล้ว  มีประเด็นสำคัญ ๆ 2 ประเด็นใหญ่ ๆ คือประเด็น.    เรื่องประชาธิปไตยไทย

กับเรื่องความเป็นธรรมในแผ่นดิน ที่ใครผู้ใดจะดำเนินการกลบเกลื่อนเสียนั้น  ย่อมไม่สำเร็จ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจะกลบเกลื่อนให้ประชาชนลืมเหตุการณ์ 12-14 เม.ย.ที่ทหารยกกองทัพออกมาปราบปรามประชาชน (ทำให้เกิดความรู้สึกถึงความละเมิด ดูหมิ่นแคลน ประชาชนผู้ออกมาทวงประชาธิปไตยของเขาอย่างไร้อาวุธ  ทหารทำต่อประชาชนเจ้าของแผ่นดินเจ้าของอำนาจ อย่างกับไล่ต้อนหมู หมา กา ไก่ แมวและหนู ที่วิ่งหลบความตาย พวกทหารโห่ไล่ ตีกระทุ้ง คำรามเสียงใส่อย่างกับไม่ใช่คน  นี่เป็นการดูหมิ่นแคลนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ผิดหลักการปฏิบัติจิตวิทยาการรบด้วยซ้ำ)

 

และในที่นี้ เราขอร้องว่า  อย่าคิดนำวิธีการอย่างพม่ามาใช้เลย  นั่นจะเป็นเรื่องที่ทำร้ายประเทศไทยไปอย่างยาวนาน  ประเทศไทยจะค่อย ๆ จมดิ่งลงไปช้า ๆ  นั่นคือ จะค่อยยากจนลงไปทั้งประเทศ  และจะมีชาวไทยที่หลบหนีออกนอกประเทศ ไปขึ้นรถขนส่งสัตว์ หรือรถตู้เย็น ขาดอากาศหายใจตายหมู่แบบชาวพม่านับร้อยศพในไทยเร็ว ๆ นี้ (ยุคหลังปฏิวัติ 19 ก.ย.2549) หรือเป็นชาวโรฮินยาที่อพยพหนีความอดอยากจากแผ่นดินกำเนิดไปเคว้งคว้างกลางทะเลเพราะไม่มีแผ่นดินใดต้อนรับจนอดอาหารตายถึงห้าร้อยศพ(ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ)

 

ซึ่งจะเป็นไปตามลำดับแบบเดียวกับพม่า  จนกระทั่งในระยะหลังที่สุดของพม่า แม้หมูสงฆ์พม่าก็ทนดูความอยุติธรรมในแผ่นดินไม่ได้ ก็ได้เข้าร่วมขบวนการประชาชนอย่างเปิดเผย ในการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า และทหารพม่าได้ปราบปรามอย่างรุนแรง ตามเหตุการณ์ 10 ต.ค. 2550 ที่เป็นข่าวไปทั่วโลกว่าพระสงฆ์มรณภาพไปนับร้อยรูป (ภายหลังรัฐบาลพม่าแถลงว่าพระมรณะไป 6 รูป)  โดยที่ทางเราเอง(หนังบสือพิมพ์ดี/เวบไซต์นี้)ก็ได้เคยออกแถลงการณ์ไปถึง 3 ครั้ง เตือนรัฐบาลพม่าว่าอย่าได้ทำอันตรายต่อประชาชนและพระภิกษุสงฆ์เพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นมหันตบาป(heavy sin) แต่ให้ใช้วิธีการประชาธิปไตย(เราหมายความว่าให้ฟังเสียงประชาชน ฟังว่าประชาชนเขาต้องการอะไร ก็จัดการให้เขาอย่างนั้น อย่าลืมหลักประชาธิปไตยที่ว่า เสียงของประชาชนคือเสียงสวรรค์) แต่รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าหาฟังเสียงใดใดไม่  พม่าก็ค่อยจมลงสู่ความหายนะ  ในเวลาต่อมายังมีภัยธรรมชาติ คือ พายุไซโคลนนากิสถล่มพม่าในปลายเดือนเมษายน  2551(ก่อนปักกิ่งโอลิมปิก 2008 หน่อย) คนตายถึง 138,000 คน  (โปรดเปรียบเทียบกับสินามิ ภัยพิบัติของกลุ่มประเทศแถบทะเลอันดามัน รวมทั้งไทยเราด้วย เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2547 ซึ่งรวมแล้วมีประชาชนเสียชีวิตทั้งสิ้นประมาณ 156,063 คน  พอ ๆ กับไซโคลนนากิสในพม่าประเทศเดียว แต่เราจะเห็นว่าท่าทีของรัฐบาลทหารพม่าเหมือนชีวิตคนไม่มีความหมายโดยพยายามปฏิเสธไม่ยอมให้อเมริกาและยุโรปเข้าไปช่วยเหลือประชาชน เกรงความลับรั่วไหล นั่นคือเผด็จการทหารที่ชั่วร้ายจริง ๆ) แล้วรัฐบาลทหารพม่าก็ยังคงดำเนินการควบคุมประชาชน ผู้รักประชาธิปไตย(เพราะมีความคิดเสรี)ด้วยวิธีการเผด็จการทหารต่อมา (พม่าได้กำลังใจจากจีน ที่ทำเป็นมิตรคอยป้องกันพม่าจากการโจมตีของอเมริกาและประเทศตะวันตก  แต่ที่จริงจีนนั่นแหละที่ยังคงล้าหลังไปสุด ๆ อีกประเทศหนึ่งทางระบอบประชาธิปไตย และในวันข้างหน้าประชาชนจีน ก็จะลุกขึ้นเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งมโหฬารเช่นเดียวกับชาวพม่า ขณะนี้จีนก็ยังพยายามปิดปากปิดหูปิดตาชาวธิเบตโดยการนำขององค์ดาไลลามะนอกประเทศ)   

 

เราไม่อยากให้รัฐบาลทหารไทยคิดอย่างเดียวกับรัฐบาลทหารพม่า  ที่พยายามปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ด้วยวิธีการของเผด็จการ  เพราะวิธีนั้นจะส่งผลคือ(1) รัฐบาลจะไม่มีทางชนะเลย และตราบใดที่เป็นอยู่เช่นนี้รัฐบาลก็จะบริหารงานไปอย่างได้รับการดูแคลนจากประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก และมีทางเดียวก็คือการไปคบกับประเทศจีน ซึ่งยังไม่มีสัญลักษณ์ของประชาธิปไตยที่แท้จริงอยู่เลย  นั่นก็จะยิ่งขาดอนาคตไปอีก เพราะโลกเดินไปข้างหน้า สู่ประชาธิปไตย (และแท้จริงประชาธิปไตยนั้นคือสัจธรรมในพระพุทธศาสนาในองค์รวมทั้งสิ้นที่สามารถวิเคราะห์ได้อย่างเป็นสากล)  และ(2) ประเทศและประชาชนจะค่อย ๆ ยากจนลงไปตามลำดับ การเรียกร้องให้อดออมตามหลักคำสอนโบราณของศาสนาจะเป็นวิธีการที่ล้าหลังในยุคใหม่ เพราะการเศรษฐกิจแบบนี้ไม่สามารถจะต่อสู้กับวิธีการเศรษฐกิจแบบนายทุนเสรียุคใหม่ได้ (หมายความว่าถ้าเราดำเนินเศรษฐกิจแบบอดออม เราจะทำได้อย่างเดียวคือปิดประเทศ อยู่เพียงเราคนเดียวเท่านั้น  เหมือน ๆ กับภูฏาน นั่นเอง  แต่การปิดประเทศนั้นทำได้หรือ? เราได้เรียนมาแต่สมัยญี่ปุ่นแล้ว  และญี่ปุ่นเจริญได้อย่างไร เราต้องมองดู)   

 

เรื่องที่ควรมองในพม่าขณะนี้ก็คือ  การปราบปรามโดยวิธีเผด็จการ ไม่สนองตอบความต้องการของประชาชน ที่ออกมาแสดงมติของเขานั้น ไม่สามารถควบคุมประชาชนได้ด้วยอำนาจปืน  ท่านทราบหรือไม่ว่าในปี 2550 เดือน กันยายน ก่อนการปราบปรามอย่างรุนแรงในเดือนตุลาคมนั้น มีประชาชนและพระสงฆ์พม่าออกมาที่เจดีย์ชะเวดากอง จำนวนร่วมถึง 100,000 คน  ในครั้งนั้นหมู่สงฆ์ทำหน้าที่ผู้นำการชุมนุมโดยเปิดเผย มีจำนวนถึง 30,000 รูป แล้วมีประชาชน 70,000 คน แวดล้อมเป็นโซ่มนุษย์  (สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ วัน อังคาร ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2550, 19:32 น.)

 

ซึ่งเราวิเคราะห์ว่า ทหารพม่ากำลังคิดอย่างจีน โดยการปราบปรามอย่างรุนแรงเพื่อให้เข็ดหลาบ และลืมเสีย  ดังเช่นกรณีเทียนอันเหมิน ในยุคที่คลินตันเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อประมาณ15 ปีก่อน  และเหมือนกรณีธิเบต ปัจจุบัน นั่นเอง  

 

เราขอบอกว่าทำเช่นนั้นประเทศพม่ายิ่งจะทรุดลงไปอีก และไม่มีวันที่จะเอาชนะประชาชนพม่าที่ใฝ่ประชาธิปไตย ที่แท้จริง (ประชาธิปไตยที่ไม่อยู่ในตำราและคำสอนของนักวิชาการ  แต่เป็นประชาธิปไตยที่อยู่ในมวลชนทั่วประเทศ ในฐานะมนุษย์ผู้ย่อมมีเสรีภาพ)  ได้เลย เพราะประชาธิปไตยเหมือนทะเลใหญ่ ประชาชนเหมือนเม็ดฝนและสายน้ำ ย่อมเป็นปกติที่จะบ่ายหน้าไหลลงสู่ทะเล  ไม่มีอำนาจใดจะปิดกั้นได้  สำหรับวิธีแก้ไขก็คือใช้วิธีทางของประชาธิปไตยที่แท้จริง  นั่นคือเสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์  ฟังว่าประชาชนเขาต้องการอะไร ก็จัดการให้เขาอย่างนั้น

 

สำหรับประเทศไทย การที่รัฐบาลปัจจุบันจะนำความคิดอย่างพม่ามาใช้นั้น ย่อมเป็นอันตราย และย่อมเป็นไปอย่างพม่า  เพราะท่านไม่สามารถจะเอาปากกระบอกปืนปิดหูปิดตาประชาชน  บังคับประชาชนยุคเสรีได้  

 

การชุมนุมของประชาชนเสื้อแดง  มีการพัฒนาการ มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ  แต่ก่อนการชุมนุมครั้งสุดท้ายนี้  พลเสื้อแดงก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า พวกเขามีความสุจริตจริงใจต่อประชาธิปไตย โดยการเรียกร้องอย่างสงบปราศจากอาวุธ มาหลายครั้งที่พิศูจน์ความจริงใจ    ครั้งหลังสุด คือคราวที่มีการปราบปรามโดยกองทหารเต็มอัตราศึกครั้งนี้ มีประมาณถึง 6 แสนคนที่มาชุมนุมในกรุงเทพ และถ้านับพวกที่ชุมนุมทั่วทั้งประเทศในทุกจังหวัด 76 จังหวัดของประเทศไทย จำนวนเป็นหลายล้านคน  

 

ถ้าเราเข้าใจตรงกัน ทั้งทางนักวิชาการที่ถือตำรา (นักวิชาการไทยสายสังคมศาสตร์ไม่เคยมีการตัดสินใจบนข้อมูลที่เป็นผลมาจากการศึกษาเชิงวิจัยประชาชนอย่างลึกซึ้งเลย การตัดสินปัญหาแต่ละครั้ง จึงเพียงเปิดตำรารัฐศาสตร์ออกมา และว่าไปตามตำรานั้น นี่คือแทบไม่รู้เลยว่าประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ที่แท้จริงเป็นอย่างไร) ทางพรรคการเมืองฝ่ายค้านและรัฐบาล  และทั้งทางทหาร  เราก็จะตัดสินใจได้ว่าทางออกก็คือ วิถีทางประชาธิปไตย

 

ประชาชนเขาต้องการอะไร ก็จัดการให้เขาอย่างนั้น

 

ธรรมาชีพธรรมาชน

23 เม.ย.2552

 

โปรดติดตามหนังสือพิมพ์ดี ต่อไป

 

·         บรรณาธิการ
19 พ.ค. 2552



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


   4.    Mystery World Report 19

         รายงานการศึกษาโลกลี้ลับ  อันดับที่ 19

 

  •  จากบันทึกการปฏิบัติธรรม (ศึกษาโลกลี้ลับ 19) ของท่านปัญญาธโรภิกขุ : [ Mystery World Report 19 ] ใน http://www.newworldbelieve.net

 

 

 

 

 

 

 

My New Attempt

ความพยายามครั้งใหม่ของผม

 

13 มกราคม 2552

16.30 น.    

ผมเริ่มต้นทำการนั่งสมาธิอีกครั้งหนึ่ง โดยทำก่อนและหลังเวลาทำวัตรสวดมนต์เย็น ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ในพระมหาวิหารใหญ่

ความประสงค์ของผมก็คือ เพื่อที่จะนำเสียงทิพย์อันประเสริฐสูงส่งกลับมาและเพื่อทำภาระหน้าที่ที่ค้างอยู่ให้แล้วเสร็จ ซึ่งหนึ่งในภาระหน้าที่นั้นก็คือ ไปเยี่ยมเยียนเทพเจ้าแห่งความตาย (พระยายมราช) ในดินแดนแห่งวิญญาณ (โลกนรก)

 

สิ่งที่ได้ยินภายในหูสองข้าของผมวันนี้คือเสียงเบา ๆ ดังอยู่ในหูสองข้าง  มันยังไม่อาจจะคำนวณได้  แต่ก็มีความหมายอย่างมากสำหรับผม ในแง่ที่ให้ความมั่นใจว่าผมจะกระทำให้ดีก้าวหน้าไปได้อย่างแน่นอน

 

 

14 มกราคม 2552

16.30 น.

ในขณะที่นั่งสมาธิอยู่ เสียงได้เริ่มกลับมาสู่ผม แต่ไม่สามารถนับคำนวณได้

 

 

 

 

 

 

 

A Return of The Divine Concert

การกลับมาของเสียงดนตรีแห่งสวรรค์

 

15 มกราคม 2552

05.00 น.

ในที่นอน เวลาเช้าตรู่  ผมได้ยินเสียงสวรรค์อย่างชัดเจน  มันดังในหูสองข้าง  ถูกละ  นี่คือการกลับคืนมาของเสียงดนตรีแห่งสวรรค์  เสียงทิพย์นี้ได้จากผมไปเป็นเวลานานกว่าครึ่งปีแล้ว และ ผมก็ได้หยุดทำการฝึกฝนหลักวิชาทั้ง 5 ไปพร้อมกันด้วย  และในขณะนั้น มันได้สร้างความสิ้นหวังให้ผมต่อการศึกษาอันสูงส่งนี้ไปด้วย

 

18.30 น.

ผมได้ยินเสียงอันสูงส่งนี้ในเวลาที่ทำวัตรเย็น เสียงดังเหมือนมันกำลังต่อสู้กับเสียงสวดมนต์ของพระสงฆ์ขณะนั้น เมื่อเสียงสวดมนต์ดังขึ้นไปกว่าเดิมเสียงทิพย์ก็กลับดังยิ่งกว่าเสียงสวดไปอีก  อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเสียงทิพย์จะดังอยู่ตลอดเวลาแต่ก็ค่อยจนไม่สามารถให้ค่าได้

 

16  มกราคม  2552 [2009]

05.30

เสียงทิพย์นั้นกำลังดังอยู่  มันชัดเจนแจ่มใสมาก แต่ยังค่อย ไม่สามารถวัดให้ค่าเสียงได้ว่าเป็นเสียงจากสวรรค์

 

 

17 มกราคม 2552

05.30 น.

เสียงทิพย์นั้นกำลังดังอยู่  มันชัดเจนแจ่มใสมาก แต่ยังค่อย ไม่สามารถวัดให้ค่าเสียงได้ว่าเป็นเสียงจากสวรรค์   และก็ยังไม่สามารถให้ค่าของเสียงตามมาตรฐานได้เพราะเสียงไม่ดังพอจะให้ค่าได้ว่าเป้นเสียงสวรรค์ที่แท้จริง

 

18.00 น.

เสียงทิพย์นั้นอยู่กับผมตลอดวันไม่หายไปเลย เพียงแต่ยังไม่แรงพอเท่านั้น  แต่กระนั้นก็เป็นเสียงที่ทำให้ผมมีความสุข เพราะมันดังไปอย่างต่อเนื่อง ผมหมายถึงว่ามันไม่หายไปจากผม  มันอยู่กับผม  ผมมั่นใจว่าสามารถให้ระดับเสียงขณะนี้ได้ว่าอยู่ระดับ เริ่มต้น

 

 

18 มกราคม 2552

05.30 น.

ยังอยู่ ณ ระดับ เริ่มต้น  แต่ชัดเจนสดใสมากทีเดียว

 

19 มกราคม 2552

05.30 น.

ยังคงอยู่ ณ ระดับ เริ่มต้น

 

 

 

 

 

 

 

 

To Remind The 5 Educations

ทบทวนหลักวิชา 5 ประการ

 

20 มกราคม 2552

09.35 น.

ต่อไปนี้ เป็นบันทึกสำคัญครั้งล่าสุดของผมเกี่ยวกับความมุ่งหมายอันสูงสุดส่วนตัวของผมและเกี่ยวกับ หลักการศึกษาวิชาทั้ง 5 ประการ ซึ่งเป็นตัวเครื่องมือสำคัญเพื่อบรรลุความมุ่งหมายอันนั้น และผมได้ให้ค่ามาตรฐานการวัดด้วยค่า D และ U  ขอให้ท่านสังเกตค่าของ D และ U และ หลักการศึกษาวิชาทั้ง 5 ประการ   ค่า D;10,000:L;10U.  เป็นค่าระดับที่เริ่มต้นของเสียงสวรรค์ที่มีความหมายว่า นี่คือดนตรีทิพย์หรือดนตรีของเทพเจ้า  เมื่อผมได้ยินเสียงในระดับ D;10,000:L;10U.นี้ จะหมายถึงการที่ผมกำลังฟังดนตรีของเทพเจ้าอยู่ มีเทพเจ้ามาเล่นดนตรีสวรรค์ให้ผมฟัง   แต่ในขณะนี้ ผมได้ยินเสียงในระดับที่ต่ำกว่าค่าของดนตรีของเทพเจ้า  ยังเป็นระดับที่ เริ่มต้นอยู่

 

เมื่อค่านี้ขึ้นไปถึงระดับเสียงสวรรค์  แน่นอน มันจะหมายถึงเทพทั้งหลายมาเล่นดนตรีสวรรค์ให้ผมฟังอีก  และมันเป็นสัญญาณว่าผมพร้อมที่จะเดินทางไปเยี่ยม เทพเจ้าแห่งความตาย (ยมราชเจ้านรก) ในดินแดนแห่งวิญญาณ

 

ขอให้ท่านติดตามเรื่องราวของผมต่อไป

ที่แนบมานี้ก็คือการบันทึกเรื่องสำคัญครั้งล่าสุดของผม  

 

10 มิถุนายน 2551

13. หลักการศึกษา 5 ประการ

16.20 น.

D;10,000:10U.

เสียงทิพย์แห่งเทพเจ้าดังอยู่ตลอดเวลาในกุฎีที่พำนักของผม แต่ระดับเสียงอยู่ค่อนข้างต่ำ  ผมจึงตั้งใจว่าจะต้องเริ่มต้นปฏิบัติกรรมฐานแบบก้าวหน้า  ด้วยการสวดมนต์เช้าและเย็นอย่างสม่ำเสมอ แล้วจะไปอยู่ป่าบ้างและป่าช้าบ้างสักหนึ่งสัปดาห์หรือหลายวันกว่านั้นตามความจำเป็น

         เพราะเหตุว่าหลักวิชาทั้ง 5 ประการนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดสำหรับผม ผมเองโดยเฉพาะ     และแน่นอน เป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อมนุษยชาติ ด้วย

       ต่อไปนี้ก็คือหลักวิชาทั้ง 5 ประการ และจากการตรวจสอบครั้งล่าสุดของผมเองปรากฏผล      ดังนี้

1.    สมาธิ  สมาธิของผมอยู่ในสภาวะที่สมบูรณ์แล้ว

2.    กสิณ  สมบูรณ์

3.    วิปัสสนาญาณ   สมบูรณ์

4.    ปราณ   ถอยลงไป  ผมจะต้องนำปราณกลับมาสู่สภาพพร้อมมีประสิทธิภาพเต็มที่อีกครั้งหนึ่ง

5.    ฌาน   ผมเพียงแต่เพิ่มระดับของฌานขึ้นไปอยู่ระหว่าง D;15,000-20,000:10-50U.  

·         From Mystery World Report 18 ; July 10, 2551[2008]

 

 

 

13.20 น.

ผมนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เครื่องที่ผมใช้ประจำเพื่อทำการรายงานเรื่องราวที่ผมกำลังทำอยู่ออกไปสู่โลกกว้าง  ผมไม่ได้อยู่ในสมาธิ ไม่ได้ทำสมาธิ แต่เพียงการนั่งสบาย ๆ และใช้ความคิดส่วนตัวผมไปแบบสบาย ๆ  ผมอยู่ในสภาพชีวิตสามัญชนปกติ  แต่ในขณะนี้แหละที่มีเสียงทิพย์มาให้ผมฟังและผมกำลังฟังเสียงทิพย์ดังอย่างน่าปรีดา มีความสุข ซึ่งดูเหมือนว่ามันบรรเลงไปอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ได้ยินในหูสองข้างของผมลงไปถึงจิตใจอันสงบลึกซึ้งของผม   แน่นอน  ผมได้ยินเสียงนี้เป็นลำดับต่อเนื่องมาตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว ข้างนอกกุฎีของผมขณะนี้มีแสงแดดส่องค่อนข้างจ้าลงมาสู่พื้นดินท่ามกลางสายลมนิ่งสงัด และหมู่ต้นไม้ที่ยืนเรียงรายอยู่อย่างสงบ  เสียงที่มาสู่ผมนี้ เสมือนเดินทางมาจากแผ่นดินที่ไกลแสนไกล และมาดังสนั่นขึ้นเหนือกุฎีที่พำนักของผม  เสียงนี้ทำให้ผมพอใจยินดีมากและให้ความรู้สึกที่สูงส่งประเสริฐ   ผมคิดว่าคงไม่มีใครอื่นในโลกนี้ที่ได้มีโอกาสฟังเสียงที่มีความสุขที่สุดอย่างที่ผมกำลังฟังอยู่ขณะนี้

บัดนี้ ผมกำลังคิดเรื่องที่จะเพิ่มพลังเสียงทิพย์นี้ให้ดังยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก และให้ไปบรรจบระดับที่ผมระบุไว้ ; คือระดับที่เป็น เสียงดนตรีของเทพเจ้า โดยแท้จริง ซึ่งระดับนั้นอยู่ที่  D;10,000 : 10U ขึ้นไป  

 

 

 

 

 

 

 

To See The King of Death

พบยมราชเจ้าแห่งความตาย

 

15.50 น.

จากเวลานี้เป็นต้นไป ผมจะลงไปนำสวดมนต์เย็นในพระมหาวิหารหลวงพ่อโต  ผมมักจะใช้โอกาสนี้ฝึกฝนกรรมฐานพิเศษเฉพาะตัวของผม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมาธิ  และ เดินจงกรม ( การเดินอย่างมีสติ )  วันนี้ผมตั้งใจว่าจะใช้เวลา 1 ชั่วโมงก่อนเวลาทำวัตรเย็น ทำการตรวจสอบสภาวะสมาธิของผม และตรวจสอบระดับเสียงทิพย์ เพราะเป้าหมายอันแรกของผมจะต้องบรรลุ ระดับ D;10,000 : 10-20U.

 

 

18.20 น.

ผมประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

สมาธิของผมเดินไปอย่างดี  เป็นไปตามลำดับขั้นตอนของสมาธิ  ในแบบเดียวกับที่ผมเคยทำมาในอดีตครั้งหลัง ๆ  ๆ มานี้   ผลที่ได้รับเป็นที่น่าพอใจยินดีมาก

 

ในช่วงสุดท้าย หลังการสวดมนต์แล้วผมยังนั่งสมาธิต่อ  ได้ปรากฏกสิณน้ำสีเทาแกมดำขึ้นต่อหน้า( กสิณน้ำสีเทา-ดำปรากฏขึ้น)  ผมมีความคุ้นเคยกับกสิณเขียวมาก่อน กสิณเขียวมักเกิดขึ้นเป็นประจำขณะทำสมาธิชั้นลึก  แต่บัดนั้นได้ปรากฏกสิณชนิดอื่นขึ้นมา ที่ดูแปลกและลึกลับ เพราะนอกจากเป็นน้ำสีเทาดำที่ดูแจ่มใสแต่มัวสลัวแกมกันแล้วยังมีเงาของท้องฟ้าและเมฆในท้องฟ้าที่ดูทั้งขาวใสและดำ คล้ำแกมกัน ฉาบพื้นหน้ากสิณอีกด้วย ( แต่นี่ก็คือกสิณอีกชนิดหนึ่ง )

 

ในอีกไม่กี่นาทีต่อมา ก็ปรากฏเงา ๆ หนึ่ง เป็นเงารูปร่างคนคล้ายเทพเจ้าสวมมงกุฎทรงสูงบนศรีษะ.(เงาภาพที่ดูเหมือนรูปเทวดามีมงกุฎสูงสวมศรีษะ)  เงาร่างนั้นดูดำแกมน้ำตาล สูงใหญ่และแข็งแรง  กำลังคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ แต่อยู่ระดับพื้นต่ำกว่าโต๊ะที่นั่งของพระสงฆ์ มือทั้งสองถือสิ่งของสิ่งหนึ่งอยู่เหมือนหนึ่งจะถวายของให้ผม  แต่ผมยังไม่ทันรับเอาเพราะกำลังอยู่ในสมาธิที่ลึกซึ้งอยู่ ทำให้เทพองค์นั้นถือของไว้เช่นนั้นอยู่นานเพื่อรอผมรับเอา

 

นี่ก็คือปรากฎการณ์ที่ผมมักจะพบบ่อยในเวลาที่เข้าสมาธิชั้นลึกซึ้ง (ตามที่ผมได้บันทึกและรายงานไว้ใน Mystery World Report 1-18 : ศึกษาโลกลี้ลับ 1-18 ภาคภาษาไทยและอังกฤษ).  ในเวลาที่ปรากฏเงาภาพเทพเจ้าองค์นี้ขึ้นนั้น ผมแทบอุทานในใจว่า นี่อาจจะเป็นเทพเจ้าองค์นั้นหรือไม่หนอ คือเทพเจ้าแห่งความตาย เจ้านรกองค์นั้น ( ผมหมายถึงยมราชเจ้า แห่งแดนนรกโลกันต์ ที่ผมวางแผนไว้ว่าจะต้องไปเยี่ยมเยืยนให้ได้ )

 

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายสุดยอดที่ผมต้องการก็ยังไม่บรรลุ นั่นคือ เพิ่มระดับเสียงทิพย์ขึ้นไปสู่ระดับ ที่ 1 คือ D;10,000:10-20U, ซึ่งหมายถึงระดับฌานของผมเพิ่มขึ้จนถึงระดับมาตรฐานคอนเสิตสวรรค์ หรือดนตรีแห่งเทพเจ้า (อุปมาเหมือนมีเทพเจ้าทั้งหลายมาเล่นดนตรีสวรรค์ให้ผมฟัง)

 

 แต่แล้ว ผมก็ได้ความคิดใหม่ ที่จะใช้ปฏิบัติเพื่อเพิ่มพูนความสามารถของผมโดยเฉพาะ  จะเริ่มเลยในวันพรุ่งนี้   ถูกละ !!!   จากเวลานี้เป็นต้นไป เพื่อการบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ประเสริฐ  ผมจะต้องดำรงตนเป็นคนจริง เป็นพระจริง.

 

 

 

 

 

 

 

 

A Complete Asubhakasinam

อสุภกสิณที่สมบูรณ์  

 

21 มกราคม 2552

ในเวลาประมาณเที่ยงคืน ดึกสงัดคืนที่แล้ว (วันที่ผมเข้าสมาธิพบเทพเจ้าแห่งความตาย) ผมตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วสดับเสียงทิพย์อยู่รอบข้าง พลันอสุภกสิณอันหนึ่งได้ปรากฏขึ้นในสายตาต่อหน้าอย่างชัดเจน เป็นซากศพสด ๆ ของหญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งทิ้งบนพื้นดินเปียกชื้นที่ชายป่าแห่งหนึ่ง เป็นภาพที่ต่อเนื่องเริ่มแต่ซากศพที่สด ๆ แล้วค่อย ๆ เน่าเปื่อย ไป แล้ว เนื้อที่เน่าก็ค่อย ๆ หลุดออกไปทีละเล็กละน้อย เห็นเนื้อแก้มตึงเปื่อยหลุดออกไปก่อน แล้วค่อย ๆ หลุดไปทั้งร่าง   ผมอุทานในใจว่า นี่เป็นอสุภกสิณที่สมบูรณ์แบบมากทีเดียว

 

แล้วผมก็กรอภาพกลับมาดูซ้ำอีกหลาย ๆ ครั้ง ( หมุนภาพกลับมาดูซ้ำอีกหลายครั้ง ) เสมือนเป็นการทำความสะอาดชำระความสกปรกในหัวใจออกไป   อสุภกสิณนี้มีประสิทธิภาพสูงในการชำระล้างกามโดยตรง

 

 

22 มกราคม 2552

 

เสียงเทพเจ้ายังคงดังสนั่นในหูของผมตลอดทั้งวัน  ในขณะเดียวกันนี้  ก็มีประชาชนมาหาผมเป็นจำนวนมากตลอดทั้งวันก็ว่าได้  พวกเขามาพร้อมกับคำถามมากมายในหัวใจพวกเขา และผมมีหน้าที่ตอบคำถามของพวกเขาให้กระจ่าง  พวกเขาได้ความหวังและกำลังใจกลับไป

 

10.10 น.

ผมบรรลุเป้าหมายแล้ว นั่นคือเสียงทิพย์มาสู่ระดับ   D;10,000:L;10 U.

 

 

23 มกราคม 2552

02.30 น.

ผมตื่นขึ้นกลางดึกแล้วได้ยินเสียงทิพย์ดังสนั่นอยู่รอบ ๆ กุฎีที่พักของผม  ค่ามาตรฐาน D ค่อนข้างต่ำ  อยู่ที่ ประมาณ D;5,000  แต่ค่ามาตรฐาน L ค่อนข้างสูง โดยอยู่ที่ประมาณ L;40U.  ยังมีเสียงชนิดอื่นดังซ้อนเสียงทิพย์ รอบล้อมเสียงทิพย์อีกทีหนึ่ง เหมือนเสียงของแมลงจำนวนมากร้องขึ้นพร้อม ๆ กัน  

 

 

26  มกราคม 2552

13.40 น.

D;10,000L;10U

21.30 น.

D;10,000 L;10U

ผมกำลังฟังเสียงทิพย์มาตลอดวัน  มันได้ชื่อว่าดนตรีของเทพเจ้าโดยสมบูรณ์ก็เพราะเสียงนี้มีความอ่อนโยน เอาอกเอาใจ  มีความสุข  เป็นเสียงที่ร่ำร้องไปอย่างไม่มีการหน่าย และไม่มีการสิ้นสุด  เป็นเสียงที่ฉลาดและมาดกล้าหาญ

 

แต่เสียงไม่เคยเลยแม้แต่ครั้งเดียวที่จะเกินเลยไปจาก D;10,000 L;10U.

เพราะเหตุใด ?

 

 

6  กุมภาพันธ์ 2552 ศุกร.

 

ถูกแล้ว,  ดนตรีแห่งเทพเจ้ายังคงอยู่กับผม ไม่ละหายไป  มันติดตามผมไปทุกหนทุกแห่ง, แม้กระทั่งในที่โล่งกว้างขวาง  หรือระหว่างพื้นดินไปสู่ท้องฟ้า  เสียงเทพเจ้ายังคงดังในหูสองข้างของผมไปจนถึงดวงจิตที่ลึกซึ้ง 

แต่เสียงไม่เคยเกินเลยไปจาก D;10,000 L;10U.

ทำไม ?

ถูกแล้ว,  อาจจะเป็นสัญลักษณ์ที่ดีก็ได้นะ ?

เสียงกำลังรวมพลังของมันเองอยู่โดยอัตโนมัติ ?

 

07.50 น.

D;10,000:L;15U.

ผมกำลังคิด ๆ ไปตามข้อมูลการปฏิบัติธรรมของผมเอง ในประเด็นที่ว่า  ทำไม ?  แล้วผมก็อุทานคำหนึ่งออกมาว่า :

ทฤษฎีการชดเชย !!!

ถูกแล้ว, การทดแทนจุดอ่อนของฝ่ายกาย โดยเพิ่มคุณภาพฝ่ายจิตใจ

 

 

 

 

 

 

My Good Plan

แผนการสำคัญของผม


10  กุมภาพันธ์ 2552 อังคาร

      D;11,000:L;15U.

 

16  กุมภาพันธ์ 2552  จันทร์

17.40  น.

D;10,000:L;15U.

แผนการของผมก็คือ  เมื่อผมเข้าถึงระดับ D;15,000 – 20,000 : L;10-50U. ซึ่งเป็นระดับที่จะให้ความมั่นใจแก่ผมได้ว่า ฌานของผมจะแรงพอ ไม่ถอยกลับ ซึ่งโดยความสามารถระดับนั้น จะช่วยให้ผมสามารถติดต่อ มนุษย์ตาแดง2ตนนั้น ( ที่จริงน่าจะไม่ใช่มนุษย์ แต่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ น่าเป็นยมบาลพวกหนึ่งที่มีตาแดงเหมือนเพลิงลุกโชนอยู่ เป็นบริวารของยมราชเจ้านรก)  ผู้ซึ่งเคยนำเอาคนตายคนหนึ่งมาเยี่ยมเยียนผม (นายจี้ฮง จิระชุตินันท์)ที่หน้าประตูกุฏีที่พักของผม (แต่ก็ยังไม่ทันได้พูดจากันอย่างไร ยมบาลตาแดงคู่นั้นก็หิ้วปีกนายจี้ฮงไปเสียก่อน โปรดดู mystery World Report 15)  ทำให้ผมเกิดความคิดอันแยบคายชนิดหนึ่งขึ้นมาได้ ว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถค้นพบทางเข้าไปสู่ดินแดนยมโลกได้   ผมมีความคิดขึ้นมาในขณะนั้นว่าจะต้องเรียก มนุษย์ตาแดง มาให้เป็นผู้นำพาเข้าสู่ดินแดนนรกนั้น   ทั้งนี้ก็เพราะผมคิดเห็นโดยแยบคายว่าจะเรียกมนุษย์ตาแดงสองตนมาได้ด้วยกสิณแดง  เพราะกสิณแดงก็เป็นสีแดงเหมือนดวงตาของพวกเขา และยังน่าจะติดต่อด้วยจิตตานุภาพหรือกระแสจิตก็ได้ง่าย

 

แต่ว่าตั้งแต่วันแรกที่ผมเริ่มต้นความพยายามครั้งใหม่  ฌานของผมไม่ได้เคยเกินไปจากระดับ D;10,000:L;15U. เลย แม้ว่ามีครั้งหนึ่งที่ระดับฌานไปถึง D;11,000:L;15U. ( วันที่ 10 ก.พ. 2552 )  แต่ก็ได้เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แล้วถอยกลับไปสู่ระดับเดิม คือระดับ D;10,000:L;15U.

 

แต่กระนั้นผมก็ไม่เคยยอมแพ้ เพราะว่าผมได้ตั้งใจอย่างแน่นอนแล้วที่จะอุทิศเวลา 12 ปีในช่วงสุดท้ายของชีวิตผมเพื่อการศึกษาเรื่องนี้  ผมหมายถึงเรื่อง การศึกษาทั้ง 5 นั่นเอง

 

และเป้าหมายสำคัญที่ผมต้องการไปถึงคือ ให้บรรลุฌานระดับ D;15,000-20,000:L;10-50U.  นั้นก็ไม่น่าจะยากลำบากอะไรนักสำหรับผม เพราะครั้งหนึ่งผมเคยไปถึงระดับ D;30,000:L;75U. แล้ว ( โปรดดู mystery World Report 18)

 

ขณะนี้  เสียงทิพย์ก็กำลังบรรเลงผมได้ยินอยู่  เสียงนั้นเนื่องกันไปไม่มีสิ้นสุด  ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  ต่อเนื่องเจื้อยแจ้ว  เป็นเสียงแห่งชัยชนะ  หวาน  สุภาพ อ่อนโยน  ล้ำลึก ( ซึ่งเป้นเสียงที่สะท้อนถึงสัญญาณของ คอนเสิตสวรรค์ หรือ ดนตรีของเทพเจ้า ) เสียงบรรเลงนี้ดังมาตั้งแต่เช้าตรู่ตราบจนถึงเวลานี้   มันทำให้ผมรู้สึกว่าความสำเร็จของผมกำลังจะมาถึงในเร็ว ๆ นี้นี่เอง  ในขณะที่ผมฝึกฝนทฤษฎีการชดเชยอยู่

 

 

·         จาก  Mystery World Report 19
ยังจะมีการรายงานต่อเนื่องไปอีกใน  Mystery World Report 20 [ English-Thai Version] โปรดติดตามใน http://www.newworldbelieve.net

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

  5.     บทความพิเศษ

 

 

 

 5.1   บทความพิเศษ 1

       เรื่อง  สังคมไทยกับธัมมวิจัย

 

 

คำว่า ธัมมวิจัย   เป็นคำศัพท์ทางพระพุทธศาสนา  มาจากคำภาษาบาลี  ว่า  ธัมมวิจยะ  แปลว่า  การสอดส่องเลือกเฟ้นธรรม  การวิจัยธรรม  เป็นตัวปัญญาที่ทำให้เกิดความรอบรู้ตามที่เป็นจริง 

 

ธัมมวิจัยจึงเป็นหลักความเชื่อที่เป็นสัจธรรม  เพราะเป็นกระบวนการแสวงหาความรู้ที่เข้าถึงความจริง เกี่ยวกับเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่างๆ  การศึกษาเปรียบเทียบเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต  ผลของเหตุการณ์นั้นๆอย่างรอบคอบทุกแง่ทุกมุม  แล้วนำมาสร้างเป็นทฤษฎีหรือองค์ความรู้เพื่อใช้พิจารณาตัดสินใจ  ว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ  ความเชื่อใดๆ  หรือการการกระทำใดๆที่ใช้หลักธัมมวิจัยเป็นพื้นฐานจึงเป็นวิชชา  ที่ขจัดเสียซึ่งความมืดจากอวิชชาให้หมดสิ้นไป  ย่อมก่อให้เกิดคุณทั้งต่อตนเอง  สังคมและประเทศชาติและโลกได้   

 

            สังคมไทยมีสื่อส่วนใหญ่ที่ขาดธัมมวิจัยแต่เป็นธัมมวิจารณ์

 

            คำว่า ธัมมวิจารณ์ ไม่มีบัญญัติในพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน  แต่เป็นการสร้างคำใหม่โดยนำคำ 2 คำ คือ  ธรรม+วิจารณ์

 

            คำว่า ธรรม     เป็นคำบาลี  แปลว่า  คุณความดี ความจริง

 

คำว่า วิจารณ์   มาจากคำบาลีว่า วิจาน, วิจาระนะ, วิจาน หมายถึง ให้คําตัดสินสิ่งที่เป็นศิลปกรรมหรือวรรณกรรม โดยผู้มีความรู้ควรเชื่อถือได้ ว่ามีค่าความงาม ดีอย่างไร หรือมีข้อขาดตกบกพร่องอย่างไรบ้าง

 

คำว่า  ธัมมวิจารณ์  หมายถึงการนำเสนอข้อมูลที่เป็นความจริง  ความรู้สึกนึกคิด  ความเชื่อหรือการตัดสินใจ  มีลักษณะที่มองความจริงอย่างผิวเผินไม่มองอย่างรอบคอบทุกแง่ทุกมุม  หรืออาจเป็นข่าวเล่าลือต่อกันมาจากคนหมู่มาก  หรือความรู้  หรือทัศนคติที่ตนมีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาเป็นเครื่องตัดสินว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก    เมื่อผู้บริโภคข่าวสารได้ยิน  ได้ฟังการนำเสนอเช่นนี้ซ้ำๆบ่อยๆ  แล้วก็ปักใจเชื่อ

 

สังคมไทยมักได้รับข่าวสารจากสื่อต่างๆมากมาย  ไม่ว่าจะเป็น  จากผู้ประกาศข่าว  ภาพข่าวนักวิชาการ  ละครโทรทัศน์  อินเตอร์เนต  วิทยุชุมชน  หรือข้อความ sms จากผู้ชมทางบ้าน  ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นมีอิทธิพลต่อผู้รับรู้ข่าวสารเป็นอย่างมากโดยเฉพาะต่อค่านิยมของคนไทย  เพราะระบบการศึกษาไทยในอดีตได้ปลูกฝังให้นักเรียนเชื่อฟังครูหรือนักวิชาการเป็นหลัก  วางใจในความรู้และสติปัญญาของครู  มากกว่าการที่จะไปแสวงหาความรู้ความจริงจากประสบการณ์ของตนเอง  ดังนั้นจึงไม่ส่งเสริมให้คนไทยมีแนวความคิดแบบนักวิทยาศาสตร์  ซึ่งจะไม่เชื่อใคร  หรือทฤษฎีใดง่ายๆจนกว่าจะได้พิสูจน์ให้เห็นจริงซ้ำๆหลายๆครั้ง  จนแน่ใจว่าความรู้หรือความเชื่อนั้นไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน

 

เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจแจ่มชัด  ว่าการนำเสนอข้อมูลแบบซ้ำๆซากๆเพียงด้านเดียว  มีอิทธิพลต่อค่านิยมและปฏิกริยาตอบสนองของคนบางกลุ่มในสังคม  ดังตัวอย่าง  การนำเสนอของสื่อจากรายการทางทีวี  ที่มีข้อมูลเป็นลักษณะเป็นธัมมวิจารณ์  2  ประเด็น  คือ

 

1.  นักข่าวหลายคนมีการตั้งประเด็นสนทนาหรือคำพูดยั่วยุในเชิงแบ่งแยก  แบ่งฝักแบ่งฝ่าย  หรือแสดงอาการสะใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นฝ่ายตรงข้ามกับตนเพลี่ยงพล้ำ   เช่น  การตั้งประเด็นว่าคนชนบทเลือกรัฐบาล  คนกรุงเทพล้มรัฐบาล  คำถามเช่นนี้ไม่สร้างสรรค์  ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภค  และยังก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่ชน  ยั่วยุให้หมู่ชนเมืองให้ไม่เคารพการตัดสินใจของคนชนบท  และเมื่อบริโภคข้อมูลเช่นนี้บ่อยๆซ้ำๆซากๆ  จะเป็นการทำให้คนบางกลุ่มคล้อยตามค่านิยมเช่นนี้ได้  ดังวิกฤตที่เห็นความแตกแยกเป็นกลุ่มสีต่างๆในปัจจุบัน

 

2.  วันที่ 30 เมษายน  2552 เวลา 21.00 น. รายการทีวีรายการหนึ่ง จากสถานีโทรทัศน์ช่องไทยพีบีเอส  หรือทีวีสาธารณะ  พูดเรื่องเพศศึกษากับการก้าวย่างอย่างเข้าใจวัยรุ่น  มีการนำเสนอในลักษณะว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่เป็นคนหัวโบราณ  ไม่เข้าใจวัยรุ่น  วัยรุ่นอยากรู้เรื่องเพศ  อยากรู้จักศัพท์แปลกๆ  อยากมีเพศตรงข้ามมาสนใจ  อยากมีเพศสัมพันธ์  และไม่รู้วิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  พ่อแม่หัวโบราณจิตใจคับแคบไปเห็นลูกชายสนใจเรื่องเพศแล้วทำโทษ  หลักสูตรเพศศึกษาจึงต้องสนองตอบความต้องการของเด็ก  และยังมีคำตอบว่า  ดีนะที่มีหลักสูตรเพศศึกษา  เด็กจะได้รู้เท่าทันเรื่องเพศ 

 

รายการนี้นำเสนอข้อมูลในเชิงธัมมวิจารณ์  คือนำความรู้สึกนึกคิดขององค์กรใดองค์กรหนึ่งมานำเสนอ  เป็นการวิจัยที่มองปัญหาด้านเดียว  มิได้มองให้รอบคอบทุกด้าน  คือมองแต่ปัญหาทางโลก  จึงได้ชี้ให้เห็นคุณของเรื่องเพศ  และพยายามพูดซ้ำๆซากๆว่า  เด็กตั้งครรภ์ก่อนวัยอันสมควร  เด็กติดเชื้อเอชไอวี  เพราะไม่รู้เท่าทันเรื่องเพศ  แต่ไม่ได้มองปัญหาทางธรรม  คือเมื่อเด็กมีเพศสัมพันธ์แล้วมีผลอะไรตามมาบ้าง  ทั้งทางด้านร่างกาย  อารมณ์  สังคม 

 

ดังนั้นการมองปัญหาเพียงด้านจนเดียว  จึงเป็นเหตุให้องค์กรเหล่านี้พยายามเข้ามามีบทบาทในการจัดการศึกษา  และโน้มน้าวให้กระทรวงศึกษาธิการเห็นความจำเป็นที่ต้องบรรจุวิชาเพศศึกษาแบบฝรั่ง ให้แก่นักเรียน  นักศึกษาทุกระดับชั้น         

 

สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะนำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่งก็คือ  ในฐานะที่เป็นครู  ได้สัมผัสกับปัญหาโดยตรง  ได้มองเห็นอันตรายอันล้ำลึกที่ซ่อนอยู่จากการที่เด็กเยาวชนมีค่านิยมการมีเพศสัมพันธ์  ก็คือเด็กจะหมกมุ่นครุ่นคิดแต่เรื่องรักๆใคร่ๆ  จนไม่มีสมาธิที่จะเรียนรู้วิชาการใดๆ  ไม่รับผิดชอบกิจกรรมที่ครูมอบหมาย  มีความวิตกกังวล  ซึมเศร้า  เคร่งเครียด  บางคนถึงกับคิดสั้นฆ่าตัวตายเมื่อผิดหวัง  ไม่มีวินัยในการทำงาน  เรียนไม่จบ   โดยเฉพาะนักศึกษาอาชีวะที่เป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ มักอยู่ตามหอพัก  ห่างไกลจากผู้ปกครองจะมีพฤติกรรมในทางชู้สาวมากกว่าระดับพื้นฐาน  แต่ละปีจะมีนักศึกษาลาออกกลางคันปีละ  35-40 %  เนื่องจากไม่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน  เป็นการสูญเปล่าทางการศึกษา  และเป็นภาระของพ่อแม่และสังคม  และเมื่อเป็นผู้ใหญ่จะมีแนวโน้มที่จะสับสนจนแยกไม่ออก  ระหว่างความสัมพันธ์ทางเพศและความสัมพันธ์กับคนครอบครัว  จนยากที่จะดำเนินชีวิตครอบครัวได้อย่างเป็นปกติสุข

 

            สังคมไทยมีค่านิยมที่ถูกต้องในการสอนเรื่องเพศมาช้านาน  เพราะได้นำหลักธัมมวิจัยซึ่งเป็นหลักคำสอนสำคัญในพระพุทธศาสนามาเป็นบรรทัดฐานในการอบรมเยาวชน  มิให้ชิงสุกก่อนห้ามเพราะจะเกิดทุกข์เกิดโทษในภายหลัง  ดังนั้นถ้าสื่อจะนำเสนออะไร  ก็ควรมองปัญหาให้รอบคอบรอบด้าน  มิฉะนั้นอาจได้ไม่คุ้มเสีย

 

            บทความเรื่องนี้  ผู้เขียนในฐานะผู้บริโภคสื่อ  และมีฐานะเป็นผู้ปกครอง  เป็นครู  อยากจะสะท้อนให้สื่อและผู้ที่เกี่ยวข้องกับวงการศึกษาได้รู้เท่าทัน  และสร้างสรรค์รายการที่ให้ความรู้  ความจริงที่มีประโยชน์  แก่ผู้บริโภค  และที่สำคัญข้อมูลนั้นควรเป็นธัมมวิจัย  ซึ่งจะสร้างสรรค์สังคมไทยให้เป็นสังคมอุดมปัญญา  มีใจเป็นกลางสามารถยอมรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มคน  ที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างได้  โดยไม่รู้สึกแตกแยก  ซึ่งจะเป็นคุณโดยฝ่ายเดียว  ไม่มีโทษ  สมดังเป็นเมืองพุทธ  เมืองแห่งผู้รู้  ผู้ตื่น  ผู้เบิกบาน

 

·         กระจกเงา (พัชรา กอปรทศธรรม)

1         พฤษภาคม  2552

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 5.2   บทความพิเศษ 2

       เรียงความออนไลน์กิตติมศักดิ์ เรื่อง
       พุทโธโลยี กับ การพัฒนาจิตใจในยุคโลกาภิวัต

 

 

พุทโธโลยี  มาจากคำภาษาบาลี  ว่า  พุทธะ + เทคโนโลยี

 

พุทธะ  แปลว่า  ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน  ผู้รู้  หมายถึงผู้ที่ฝึกฝนอบรมตนให้เป็นผู้รู้จักโลกตามที่เป็นจริง 

 

ผู้ตื่น  หมายถึง  ผู้ตื่นจากความลุ่มหลงในกิเลส  ผู้เบิกบาน  หมายถึง  ผู้ที่มีจิตผ่องใสไม่เศร้าหมองเพราะกิเลส

 

เทคโนโลยี  หมายถึง วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะในการนำเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรม  (พจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน (2539 : 406)

 

พุทโธโลยี  คือการใช้เทคโนโลยีและวิธีการทางวิทยาศาสตร์  มาเป็นเครื่องมือในการเผยแผ่องค์ความรู้  ความคิดที่สอนให้มนุษยชาติได้รู้จักโลกตามที่เป็นจริง  เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดจากความไม่เข้าใจโลก  เป้าหมายสูงสุดคือนำสันติสุขมาสู่มวลมนุษยชาติ 

 

โลกยุคโลกาภิวัต  เป็นยุคที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด  ในขณะเดียวกันชาวโลกก็ต้องวิ่งตามกระแสลัทธิบริโภคนิยมอย่างไม่มีที่สิ้นสุด  แต่ทรัพยากรต่างๆที่จะบริโภคนั้นมีอยู่อย่างจำกัด  ดังนั้นเมื่อความต้องการบริโภคกับสิ่งที่จะใช้บริโภคนั้นไม่สมดุลกัน  การแก่งแย่ง  เบียดเบียนจึงปะทุขึ้นและได้กลายเป็นความขัดแย้งที่ลุกลามไปทั่วทุกมุมโลก

 

โลกยิ่งเจริญด้วยวัตถุมากเพียงไร  ความต้องการมีอำนาจครอบงำผู้อื่นก็ยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น  ยุทธวิธีในการต่อสู้ชิงไหวชิงพริบ  เพื่อทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามก็ยิ่งสลับซับซ้อนมากขึ้น  เพราะมิใช่เพียงการจับอาวุธมาต่อสู้กันซึ่งๆหน้า  การแย่งชิงดินแดน  แย่งชิงมวลชน  หรือแย่งชิงทรัพยากรเหมือนสมัยก่อน  แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการสื่อสารมวลชนได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ  ในการให้ความรู้  ความคิด  และชี้นำให้คล้อยตามได้อย่างทรงประสิทธิภาพ  และแผ่ขยายไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว  ซึ่งหากความรู้  ความคิด  หรือการชี้นำนั้นเป็นไปอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม  ย่อมสร้างความเฉลียวฉลาดทางภูมิปัญญา  นำความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุขให้แก่มนุษยชาติอย่างมหาศาล  แต่ถ้าเมื่อใดการสื่อสารนั้นได้เผยแพร่ความรู้ไปในทางที่ผิด  มีค่านิยมไปในทางรุนแรง  แตกแยก  ชิงดีชิงเด่น  ย่อมจะนำความโง่เขลา  ความพินาศย่อยยับมาสู่มนุษยชาติอย่างร้ายแรงเช่นกัน

 

อดีตกาลพระเจ้าอโศกมหาราช  กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในชมพูทวีป ได้แผ่ขยายพระราชอำนาจของพระองค์ด้วยแสนยานุภาพของกองทัพอันเกรียงไกร  พระองค์ประสบชัยชนะทุกครั้ง  แต่เมื่อพระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นสมรภูมิที่เต็มไปด้วยเลือด  ความเจ็บปวด  และคราบน้ำตาของผู้คน  พระองค์ได้ทรงตระหนักในพระทัยว่า    ชัยชนะในครั้งนี้  ไม่ได้นำความยินดีปรีดามาให้มีแต่ความเศร้าหมอง  สลดหดหู่พระทัยยิ่งนัก  พระองค์ทรงฉุกคิดขึ้นมาว่า ความอยากเป็นใหญ่  มีความโลภ  ความโกรธ  ความหลง เป็นเหตุปัจจัยที่นำไปสู่การทำลายล้างชีวิตผู้อื่น  นั่นแหละคือ  ชัยชนะบนความพ่ายแพ้

 

นับแต่นั้นมา  พระองค์ก็ทรงหันหลังให้กับสงคราม  และเริ่มค้นหาสัจธรรม พระองค์ทรงค้นพบว่า     พุทธธรรมที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงประทานแก่ชาวโลก มีหลักคำสอนให้มนุษยชาติเอาชนะจิตใจตนเองด้วยการลดละกิเลส  และเมื่อความเห็นแก่ตัวลดลง  ก็จะไปเพิ่มพูนเมตตาธรรมที่มีต่อเพื่อนมนุษย์  เมื่อประจักษ์แจ้งในความจริงดังกล่าวแล้ว  พระองค์ทรงมีปิติยินดียิ่งนัก ได้ส่งสมณทูตนำกองทัพธรรมไปเผยแผ่ถึง 9 สาย ในประเทศต่างๆ อาทิ ประเทศไทย  ศรีลังกา  กรีก  และดินแดนในตะวันออกกลาง

 

แม้รัฐบาลอังกฤษเองก็ต้องยอมรับสัจธรรมที่ว่า  ไม่อาจแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศอิรักได้ด้วยการใช้กองกำลังทางทหารเข้าควบคุม  ความสูญเสียที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้รับ  ทำให้อังกฤษต้องประกาศถอนกำลังกองทัพออกจากประเทศอิรักโดยสิ้นเชิง (ข่าวโลกยามเช้า ช่อง 3 วันที่ 9 พฤษภาคม  2552  รายงานจากสำนักข่าว cnn)  น่าที่รัฐบาลของประเทศต่างๆ  พึงจะตระหนักว่า  ไม่อาจเอาชนะประชาชนได้ด้วยการใช้กำลังบังคับขู่เข็ญ  แต่ต้องรู้ว่า  ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเขาต้องการอะไร  แล้วสนองตอบตามความต้องการนั้น  นั่นคือชัยชนะของผู้ปกครองอย่างมั่นคงถาวร

 

ดังนั้น  ในเมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสารนำความรู้  ความคิดไปสู่ชาวโลกได้อย่างกว้างขวาง  เราน่าจะได้นำพุทโธโลยีไปใช้ในการเผยแผ่พุทธธรรมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของโลกในยุคปัจจุบัน  ว่าหลักพุทธธรรมช่วยโลกให้เกิดสันติภาพได้อย่างไร  และต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง  จริงจัง  แผ่ขยายไปให้แพร่หลายและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น  อย่าทำแบบไฟไหม้ฟาง  คือ  พอถึงวันวิสาขบูชาก็ตื่นตัวกันทีนึง  แล้วก็เงียบหายไป  มิฉะนั้นจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย  หน้าที่หลักของสถาบันทางพระพุทธศาสนา  และองค์การสหประชาชาติ  คือใช้สื่อสารมวลชนทุกแขนง  เป็นเครื่องมือในการเผยแผ่กองทัพธรรม  สร้างกระแสให้ชาวโลกได้ตื่นตัว  ที่จะศึกษาโลกและชีวิตตามที่เป็นจริง  จึงจะได้ชื่อว่า  เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่แก้ไขปัญหาความขัดแย้งของโลกอย่างแท้จริง  เพราะเมื่อใดมนุษย์เข้าใจโลกตามที่เป็นจริงแล้ว  โลกย่อมมีธรรมคุ้มครองให้รอดปลอดภัย  เมื่อนั้นสันติสุขย่อมเกิดแก่มวลมนุษยชาติ

 

 

·         พัชรา  กอปรทศธรรม
  เม.ย. 2552

 

 

 

หมายเหตุ  บทความเรื่องนี้ ได้รับการยกย่องจาก สมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง ว่าเป็นบทความยอดเยี่ยมและได้รับการยกย่องด้วยการมอบเกียรติบัตรกิตติมศักดิ์ของสมาคมฯให้ผู้เขียนเนื่องในวัน วิสาขบูชาโลก 8 พ.ค.2552 ณ วัดสระกำแพงใหญ่ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 5.3  บทความพิเศษ 3 

     พุทโธโลยีหลวงปู่เครื่องมีส่วนส่งเสริมอุมการณ์วันวิสาขโลกได้อย่างไร?

 

              เมื่อกล่าวถึงหลวงปู่เครื่องวัยรุ่นอย่างเราคงตั้งคำถามกันต่างๆว่าพระท่านคือใคร อยู่วัดไหน ทำอะไรให้กับพระพุทธศาสนาบ้าง แต่เมื่อผมได้อ่านประวัติของท่านแล้ว ผมก็ได้รู้ว่า ท่านได้ทำสิ่งหลายอย่างให้กับพุทธศาสนาเป็นอย่างมากทั้ง สืบสานและจรรโลงพระพุทธศาสนา  ก่อตั้งโรงเรียนให้นักเรียนได้มีความรู้ มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่ยากไร้ และที่สำคัญ ยังเป็นผู้เผยแผ่วันวิสาขบูชาให้โลกรู้ว่าวันนี้เป็นวันอะไร มีความเป็นมาอย่างไร และ มีเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องไรบ้าง

 

      หลวงปู่เครื่องเป็นที่รู้จักกันดีของคนศรีษะเกษ  ท่านได้สร้างสิ่งหลายอย่างให้กับชาวพุทธทั้งสร้างโรงเรียน สร้างนักเรียน และ รวมไปถึงเผยแผ่ศาสนา วันสำคัญต่างๆนั้นก็คือวันวิสาขบูชา คนหลายคนรู้ว่าวันนี้คือวันอะไร แต่บางคนก็ยังไม่รู้ว่าวันนี้คือวันอะไร วันนี้นับเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ และ ปรินิพพาน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ที่เหตุการณ์ทั้ง ๓ เกี่ยวกับวิถีชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งมีช่วงระยะเวลาห่างกันนับเวลาหลายสิบปี บังเอิญเกิดขึ้นในวันเพ็ญเดือน ๖  ดังนั้นเมื่อถึงวันสำคัญเช่นนี้ ชาวพุทธทั้งคฤหัสถ์ และบรรพชิตได้พร้อมใจกันประกอบพิธีบูชาพระพุทธองค์เป็นการพิเศษเพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ พระปัญญาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณ ของพระองค์ท่าน ผู้เป็นดวงประทีปของโลก  ซึ่งสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง สุภัทโท ก็ได้นำวันสำคัญนี้มาต่อยอดความรู้ทางพระพุทธศาสนา โดยการนำความหมายของศาสนาพุทธคือศาสนาแห่งสันติมาประกอบเข้ากับความสำคัญของวันวิสาขบูชา หลวงปู่ได้ค้นพบทฤษฏีพุทโธโลยีทางพระพุทธศาสนาซึ่งสอดคล้องมากในสถานการณ์โลกในเวลานี้ ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย การแย่งชิงอำนาจ และปัญหาอาชญากรรมต่างๆ ปัญหาดังกล่าวจะต้องแก้ด้วยการพัฒนาจิตใจหรือ พุทโธโลยี คือจิตที่ฝึกอบรมด้วยปัญญา เมื่อทุกคนมีจิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมสามารถเอาชนะความชั่วทั้งปวงได้ เพระพระพุทธองค์สอนว่า ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นหัวหน้า ใจเป็นประธาน ทุกอย่างจะสำเร็จได้ด้วยใจ หรือจิตแห่งพุทโธโลยี   นักวิชาการหลายคนก็เห็นตรงกันว่าทฤษฏีนี้มีความหมายและความสำคัญแก่คนยุคนี้ คือสอนให้คนรักสันติด้วยจิตแห่งพุทโธโลยี  จนทำให้สหประชาชาติเห็นความสำคัญของวันวิสาขบูชาว่าตอนนี้เราทุกคนควรเร่งสร้างสันติภาพให้แก่โลก และยกย่องวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลก โดยนำหลัก พุทโธโลยีของหลวงปู่เครื่องมาประยุกต์ใช้ในวิถีชีวิต วิถึคิดและวิถีแห่งการเรียนรู้  สันติภาพและสันติสุขก็จะเกิดขึ้นแก่มวลมนุษย์ตามอุดมการณ์วันวิสาขโลกของสหประชาชาติอย่างแน่นแน่

 

          จากข้อความข้างต้นก็ทำให้เห็นว่าปัจจุบันนี้ศาสนามีผลต่อจิตใจ และ การดำรงชีพของมนุษย์มากเพียงใด ไม่ใช่แค่จดจำหลักคำสอนไว้เพียงอย่างเดียว แต่ควรนำหลักคำสอนรวมทั้ง พุทโธโลยีของหลวงปู่ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ นำไปใช้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น และ ไม่ทำให้ศาสนาเสื่อมเสีย เพียงปฏิบัติได้แค่นี้  โลกนี้ก็จะเต็มไปด้วยความสันติสุข

 

 

 

·         ผู้เขียนเรียงความ-  นายกวี เดชสมฤทธิ์ฤทัย ม.๖ โรงเรียนกรุงเทพสริสเตียนวิทยาลัย    กรุงเทพมหานคร

                                             บ้านเลขที่ ๑๔/๒๓๔ ถนนพระราม ๒ แขวงบางมด เขตจอมทอง กทม.-๑๐๑๕๐                                
                        Email:prince_bcc156@hotmail.com

 

 

หมายเหตุ  บทความเรื่องนี้ ได้รับการตัดสินจาก คณะกรรมการตัดสินการประกวดเรียงความออนไลน์ มัธยมศึกษา สมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง ว่าเป็นบทความยอดเยี่ยมและได้รับรางวัลโล่และ             เกียรติบัตรของสมาคมฯให้ผู้เขียนเนื่องในวันวิสาขบูชาโลก 8 พ.ค.2552 ณ วัดสระกำแพงใหญ่ อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

     
  
6.    เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว

 

 

 

 

 

 

 6.1.     ข้อสังเกตการประชุม10สุดยอดผู้นำอาเซียน

        ครั้งที่ 14 ใน 28 ก.พ. 1 มี.ค. 2552

 

โทรทัศน์ TRT International ตุรกี  ถ่ายทอดผ่านดาวเทียม Thaicom 2/5  วันที่ 1 มีนาคม 2552 วันที่ในประเทศไทยมีการปิดการประชุมสุดยอด 10 ผู้นำอาเซียน แทนที่จะรายงานข่าวอาเซียนซัมมิต กลับนำเรื่องราวความรักข้ามชาติระหว่างหนุ่มตุรกี กับสาวไทยคนหนึ่ง ที่ทั้งคู่พบรักกันในประเทศไทย และเกิดความรักเสน่หากันขึ้นจนได้ร่วมชีวิตรักกัน และหญิงไทยเป้นฝ่ายที่เสียสละ ละมาตุภูมิมาอยู่กับสามีที่ต่างประเทศ มาตราบปัจจุบัน บังเกิดบุตรสาวน่ารัก ๆ 1 คน ได้รับเชิญมาออกรายการด้วย รายการนี้ได้แสดงความชื่นชมสตรีไทยในแง่ความสุภาพ อ่อนหวาน จริงใจ อดทน และความรักซื่อสัตย์   เขามองว่าไทยมีเอกลักษณ์ที่เต็มไปด้วยความเป็นมิตร  จริงใจ น่าหลงใหล ในวัฒนธรรมเพลงธรรมชาติ ๆ  ที่เขาเอามาปล่อยออกอากาศประกอบการเล่าความที่ไปที่มาของความรักที่น่าอิจฉาของคนคู่นี้  งามแสงเดือน มาเยือนส่องหล่า  งามใบหน้ามาสู่วงรำ   ซึ่งเป็นบทเพลงที่ฝ่ายชายได้ฟังด้วยความซาบซึ้งประทับใจในการไปเยือนเมืองไทยคราวแรก และได้พบรัก  และเมื่อเพลงนี้ดังขึ้นในโทรทัศน์ต่างประเทศเช่นวันนี้ เราคนไทยเองก็พลอยรู้สึกว่ามีความซาบซึ้งตรึงใจและมีเสน่ห์น่านิยมจริง ๆ   

 

ในขณะเดียวกันที่โทรทัศน์ไทย TPBS ช่อง 6  ข่าวเด่นเย็นนี้  ได้รายงานการปิดประชุม อาเซียนซัมมิต การประชุมสุดยอด 10 ผู้นำอาเซ๊ยน ที่มีนายกรัฐมนตรีไทยเป็นประธานอาเซียน  แล้ว   มีการถ่ายทอดภาคเอกชนฝรั่งในที่ประชุมออกมาให้ความเห็นกันต่าง ๆ หลายคน  ที่น่าสังเกตก็คือมีฝรั่งคนหนึ่งว่านายกรัฐมนตรีไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้นำที่มีประสบการณ์น้อย เหมือน  “ a young school boy “  คำว่า  young  ตาม  Oxford Basic English Dictionary  ให้ความหมายว่า  young   adj.   not old; in the early part of Life : A child of one year old is too young to go to school. “เยาว์  อ่อน   เล็ก  เด็ก  ลูกอ่อน   school boy  ก็หมายถึงเด็กนักเรียนระดับมัธยมศึกษา หรือวัยรุ่นที่ยังไม่มีความรับผิดชอบอะไรเท่าไรนี่เอง

 

เมื่อเปรียบเทียบกับผู้นำคนอื่น ก็ดูได้เห็นความเด็กนักเรียนของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเด่นไปอีก เพราะผู้นำจากประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน ล้วนมีบุคลิกภาพที่คงแก่เรียนและมีมากหลากประสบการณ์ ระดับเขี้ยวลากดิน กันทั้งนั้น  แม้กระทั่งผู้นำพม่าและกัมพูชาก็เขี้ยวลากดินเหมือนกัน เมื่อมายืนใกล้ ๆ ก็ดูอภิสิทธิ์ เป็นเด็กคนหนึ่ง สมกับคำฝรั่งว่า a young school boy  เลยทีเดียว

 

เราไม่ทราบว่าคนไทยจะคิดอย่างไร กับคำพูดเชิงดูแคลนผู้นำไทยยุคประชาธิปไตยสับสนและหัวหน้ารัฐบาลที่ขึ้นสู่อำนาจอย่างไม่สง่างามตามวิถีประชาธิปไตยที่แท้จริง บัดนี้ได้รับการชี้ว่าเป็น  เพียง  a young school boy  ซึ่งไม่น่าจะอยู่ในความหมายเดียวกับ  a young  Thai lady ที่ โทรทัศน์ตุรกีชื่นชมคนนั้น.

 

 

·         จักรกฤษณ์

2         มี.ค. 2552

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  6.2.   ประเทศไทย อะไรเป็นอะไร?

      ASTV ปะทะ DStation

      รัฐบาลประชาธิปัตย์กับสถาบันสูงสุดของชาติในระบอบประชาธิปไตย

 

 

ดีสเตชั่น ( D station ) โทรทัศน์ที่อ้างว่าเพื่อความจริงของประเทศไทย ถ่ายทอดผ่านดาวเทียม Thaicom2/5 (ไทยคม 2/5 ) ไปทั่วโลก แล้วเคเบิลท้องถิ่นถ่ายทอดไปสู่ประชาชนในวงกว้างขวางทั่วราชอาณาจักร  ที่เพิ่งเปิดดำเนินการมาไม่ถึงเดือน นับว่าเป็นโทรทัศน์ที่กล่าวความจริงจริง น่าเป็นประโยชน์มากต่อประชาธิปไตย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น่าเป็นยุทธศาสตร์ชัยชนะของประเทศไทย ประชาชนไทย ที่ชนะด้วยความจริง ที่ตามหักล้างเหล่าพาลชนผู้ต่อสู้การเมืองด้วยการโกหกหลอกลวง ประชาชน ด้วยกลยุทธทุกรูปแบบของการโฆษณาชวนเชื่อ   

 

วันที่ 4 มีนาคม 2552 ดีสเตชั่น ได้เชิญนักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2 คนคือ ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก กับ อ.ดร.สุดา รังกุพันธุ์   ดีสเตชั่นมีความสนใจในเรื่องที่สองสาวนี้ ได้ไปปรากฏตัวร่วมในงานปิดประชุมเอเซียนซัมมิต ในวันที่ 1 มีนาคม 2552 โดยได้สวมเสื้อสีแดงซึ่งเป็นสัญลักษ์ของประชาชน นปช.ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ขึ้นเวทีถ่ายรูปร่วมกับผู้นำอาเซียน และบังเอิญมีผู้หญิงสวมชุดแดงอยู่อีก1คนบนเวทีด้วยกัน คือเป็นถึงประธานาธิบดี กลอเรีย อาโรโยแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ผู้เคยบัญญัติศัพท์แนวการพัฒนาไทยยุคทักษิณว่าเป็นระดับลัทธิธรรมคือ ทักษิโณมิคส์ รวมเป็นสามสาวเสื้อแดงบนเวทีอาเซียนซัมมิตวันนั้น  บ่งไปถึงศักดิ์ศรีของคนเสื้อแดงอย่างสูงสุด  ท่านทั้ง 2 นี้ได้ให้สัมภาษณ์ก่อแก้ว พิกุลทองกับ สาวยอดพิธีกรดีสเตชั่นวันนั้นว่า เคยร่วมขบวนการสนธิลิ้มมาก่อน แล้วถอนตัวออกมา เพราะเหตุที่ทนฟังความหยาบคาย อหังการอย่างไร้เหตุผลของขบวนการนั้นไม่ได้ และทั้งไม่เห็นว่าเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแต่อย่างไร   เช่นเดียวกับคนจำนวนมากที่ถอนตัวด้วยเหตุผลทำนองเดียวกัน กล่าวคือ เพราะได้รู้ความจริง อะไรเป็นอะไรเกี่ยวกับขบวนการม็อบสนธิลิ้ม-จำลอง-ประชาธิปัตย์ นั่นเอง 

 

ในวันที่ 4 มีนาคม วันเดียวกันนี้ได้พบว่า ASTV ซึ่งเป็นทีวีโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มสนธิลิ้ม จำลอง ประชาธิปัตย์ ที่มีบทบาทอย่างมากมายในการโฆษณาสร้างสถานการณ์หลอกลวงประชาชนว่าชาติอยู่ระหว่างอันตรายอันยิ่งใหญ่ ประชาชนไทยผู้รักชาติจะต้องลุกขึ้นรีบไปกู้ชาติ เอาประเทศไทยของเราคืนมา ในยุคทักษิณ  ตลอดมาถึงยุคอหังการยึดทำเนียบรัฐบาลครอบครองไว้เป็นเวลาถึง 193 วัน ยึดสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ยุคยึดรัฐสภา และยึดสนามบินสุวรรณภูมิ (ไม่นับยึดสนามบินอีก 3 แห่งในภาคใต้) รวมทั้งอหังการ(อย่างไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง) ปิดเส้นทางพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการเสด็จไปประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ 

 

วันนี้ ASTV ทีวีโฆษณาชวนเชื่อแห่งนั้น ได้ถ่ายทอดสดสิ่งที่เขาเรียกว่า คอนเสิตการเมือง จากเกาะสมุย อ. เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ระหว่างเวลา ประมาณ 19.00 น. ถึงเวลา 21.30 น. มีนายสนธิ ลิ้มทองกุล, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นายจำลอง ศรีเมือง  และนายพิภพ ธงชัย  มีนายเติมศักดิ์ จารุปราณ ทำหน้าที่เหมือนผู้ดำเนินการอภิปราย ( ไม่เห็นนายสมเกียรติ์ พงษ์ไพบูลย์ สส.พรรคประชาธิปัตย์ แกนนำอีกคนหนึ่ง)  รายการวันนี้ มีผลมาจากทางตำรวจได้ออกหมายเรียกคนกลุ่มนี้จำนวน 21 คน ให้ไปรายงานตัวต่อตำรวจ ข้อหาบุกยึดรัฐสภา ทำให้รัฐมนตรีและสส.  สว. ออกไม่ได้ เป็นการหน่วงเหนี่ยวเสรีภาพผู้อื่น คนกลุ่มนี้จึงออกมาทวงบุญคุณจากรัฐบาลประชาธิปัตย์  ลำเลิกว่าเพราะผลงานขับไล่รัฐบาลของพวกเขาพรรคประชาธิปัตย์จึงได้เป็นรัฐบาลในวันนี้ การออกหมายเรียกแสดงถึงการทรยศ บัดนี้สงสัยว่าพรรคประชาธิปัตย์จะทรยศ ไม่ให้ความช่วยเหลือฝ่ายตนให้พ้นความผิด  ระแวงว่าจะไปเข้าข้างประชาชนเสื้อแดง คือประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  และก่อนหน้านี้ไม่กี่วันนายสนธิก็ได้พูดผ่านเอเอสทีวีไปอย่างเกรี้ยวกราดว่า  นายสุเทพได้ขึ้นวอก็เพราะพวกเขา พันธมิตรสนธิ-จำลอง ฯ   

 

วันนี้นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้เรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์-สุเทพ รีบ ๆ สร้างผลงาน เพราะโดนโจมตีและปรากฏทุจริตขึ้นมากมายในรัฐบาลนี้แม้เมื่อบริหารงานมาไม่ถึง 2 เดือน ตัวอย่างเช่น กรณีปลากระป๋องเน่า  นมบูด  จนเป็นเหตุให้รัฐมนตรีคนหนึ่งถึงกับต้องลาออกไป  นายสนธิเกรงว่าหากรัฐบาลประชาธิปัตย์พังไปแล้วพวกเขาก็จะอยู่ลำบาก นายสนธิ์ ลิ้มทองกุล มีความระแวงสงสัยจะถูกหักหลัง  ได้ตะโกนก้องออกชื่อ นายชวน หลีกภัย นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน  และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ  ว่าให้พูดให้ชัดเจนว่าจะเข้าข้างใด  การพูดว่า เหลืองก็ไม่เอา  แดงก็ไม่เอานั่นใช้ไม่ได้  จะต้องเลือกเอาข้างใดข้างหนึ่งข้างเดียว ถึงเวลาที่คุณต้องเลือกข้าง คุณอย่าพูดว่าไม่มีเหลืองไม่มีแดง  เหลืองก็ไม่เอา แดงก็ไม่เอา แล้วมึงจะเอาอะไร?”   ถ้านายสุเทพไม่จัดการภัทรวาท วงศ์สุวรรณ  อำนวย นิ่มมโน  แสดงว่า นายสุเทพไม่จริงใจต่อพันธมิตร์ม็อบสนธิ  เมื่อนั้นแหละพรรคของพันธมิตรจะเกิดขึ้นทันที (เขาหมายถึงการตั้งพรรคการเมืองของพวกเขา)   แล้วก็เปิดเผยแผนการลับ  กี่สิบปีแล้วที่ชาวใต้เราได้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ แล้วพรรคประชาธิปัตย์สร้างผลงานอะไรบ้าง ขอโอกาสเราสักครั้ง ถ้ากำจัดทักษิณไม่ได้ก็ไม่ต้องเอาเรา  พี่ชวนช่วยบอกคุณสุเทพทำงานหน่อย  ( ป่านนี้นายสนธิ ลิ้มทองกุล ยังคงเคียดแค้นพยาบาทต่ออดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร อยู่ ทั้ง ๆ ที่ท่านอดีตนายก ไม่ได้คิดรังเกียจนายสนธินี้เลย  บางทีคำว่า กุ๊ยข้างถนน จะเป็นคำพูดที่แสลงหูของเขาก็เป็นได้ จึงแค้นมีอุปมาเหมือนงูที่ถูกตีจนหลังหักตามโคลงโลกนิตินั่นเทียว )

 

ทางดีสเตชั่นวันนี้  ดูเหมือนจะเรียนรู้ ตามทันทุกเล่ห์เหลี่ยมชั้นเชิงของ สนธิ ลิ้มทองกุล และขบวนการม็อบพันธมิตรสนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์แล้ว และกำลังย่ำตามรอยไปอย่างมิให้คลาดคลา เพื่อหวังดับเพลิงปลิดชีพเสีย ด้วยความจริง  จึงได้เปิดเผยความจริงของคนเหล่านี้ออกไปเรื่อย ๆ และประชาชนก็เรียนรู้ได้เร็ว แท้จริงประชาชนทั่วประเทศก็ได้เห็นและรายงานทางสื่อที่ยืนยันว่า  ม็อบพันธมิตรสนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์ที่ทำความผิดต่อแผ่นดิน อย่างไร  ไม่มีใครที่จะไม่รู้ว่าม็อบสนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์ทำผิดอย่างไร  อย่างน้อยในระยะหลัง ๆที่สุดนับแต่รัฐบาลท่านสมัคร สุนทรเวชมา ก็ 6 รายการใหญ่ ๆ คือ

 

1.    พาพวกปิดกั้นถนนหนทาง  แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จไปประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพ ก็ต้องเสด็จเลี่ยงไปทั้ง 6 วันแห่งพระราชพิธีสำคัญนั้น

 

2.     ยกพวกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ไล่คณะรัฐมนตรีออกไปจากทำเนียบและยึดทำเนียบไว้เป็นเวลา 193 วัน 

3.     ยกพวกไปปิดล้อมรัฐสภา 2 ครั้ง ครั้งสุดท้ายทำให้คณะรัฐมนตรี และสมาชิกรัฐสภาออกไม่ได้ ต้องปีนบันไดฉุกเฉินออกทางหลังรัฐสภา

4.     ยกพวกปิดล้อมและยึดสถานีโทรทัศน์ NBT  ไล่เจ้าหน้าที่ออกไปเพื่อทำการใช้งานเอง

5.     ยกพวกเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง อันเป็นสนามบินนานาชาติ  อันเป็นเหตุให้คนต่างชาติหลายหมื่นคนเดือดร้อน และประเทศไทยเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

6.     กล่าวหาคนอื่น ด้วยวาจาหยาบคาย ใช้แต่คำดุด่า บริภาษคนทั้งหลายอย่างเต็มที่

            ( จากบันทึกของหนังสือพิมพ์ดีอินเทอเนท http://www.newworldbelieve.net โปรดคลิกเพื่อติดตามไปดู  )

 

ยังมีความผิดของ ASTV และม็อบสนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์ ที่ร้ายแรงในฐานะตัวการหลอกลวงประชาชนก็คือ ในระยะก่อนสนธิ บุณยรัตกลิน ทำการปฏิรูปการเมือง 19 ก.ย.2549  ASTV ได้ทำการโฆษณาปลุกเร้าเพื่อระดมมวลชนอยู่อย่างเต็มที่ด้วยกลยุทธการโฆษณาชวนเชื่อทุกรูปแบบ ( คือเอาเรื่องไม่จริงมาพูดขึ้นเพื่อเร้าอารมณ์ให้คนทั้งหลายเกลียดชังคนอื่นที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับตน เป้าหมายคือรัฐบาลทักษิณ รวมทั้งตัวทักษิณเอง รัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชาย และตัวบุคคลต่อ ๆ มา จนกระทั่งนายสนธิโดนฟ้องร้องไปกว่า 60 คดีในระยะนั้น ซึ่งหมายความว่านายสนธิ ลิ้มทองกุลคงตายในคุกอย่างแน่นอน การต่อสู้โฆษณาของเขาจึงรุนแรง เป็นแบบตายเป็นตายเจ๊งเป็นเจ๊ง ซึ่งเป็นการต่อสู้แบบหมาจนตรอกมาจนถึงบัดนี้ ) ที่เห็นชัดเจนว่าเป็นความผิดในการหลอกลวงประชาชนไทยทั้งชาติก็คือ  ปลุกระดมมวลชนว่า ประเทศไทยตกอยู่ระหว่างอันตรายอย่างยิ่งใหญ่ ประชาชนทั้งชาติต้องออกมาช่วยกันกู้ชาติ เอาประเทศไทยของเราคืนมา  เอาแผ่นดินของเราคืนมา  เอาเขาพระวิหารคืนมา  ซึ่งอิงอยู่กับการให้ร้ายอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็นผู้สร้างระบอบที่จะสร้างความล่มจมให้แด่ประเทศชาติ ถ้าไม่กู้ชาติจากทักษิณแล้ว  ชาติจะต้องวอดวายบรรลัยลงไปอย่างแน่นอน   แล้วจึงร่วมมือกับทหารทำรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 และสร้างรัฐธรรมนูญ 2550 ขึ้นมาปกป้องหมู่กลุ่มของตน แต่พรรคประชาธิปัตย์กลับแพ้เลือกตั้งเมื่อ 26 ธันวาคม 2550  ก็เลยเดินเรื่องกู้ชาติ เอาประเทศไทยของเราคืนมาต่อไป  จนท้ายที่สุด หลังทำลายรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชาย จนในที่สุด ได้ครองอำนาจสมใจ โดยพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นแนวร่วมกู้ชาติ เอาประเทศไทยกลับคืนมาสู่อำนาจตนได้อย่างสมบูรณ์ โดยได้เป็นรัฐบาล   

 

และครั้นเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้เป็นนายกรัฐมนตรี คนทั้งหลายก็สิ้นสงสัยว่าพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งขนาดใดกับม็อบพันธมิตรจำลอง-สนธิ-ประชาธิปัตย์ และทหาร นั่นหมายถึงมีส่วนในการกระทำความผิดต่อแผ่นดิน 6 รายการใหญ่ ๆ ข้างต้น และแล้วภายในเวลาไม่ถึงสามเดือนเท่านั้นเอง  รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และแนวร่วมกู้ชาติสนธิ-จำลองคราวนั้น  ก็กำลังบริหารอำนาจในมืออย่างโง่เขลา เพราะกำลังจะทำให้ประเทศไทยล่มจมลงไป ดิ่งลงสู่ความหายนะไปตามลำดับ ๆ นี่หรือคือการกู้ชาติของพวกท่าน? 

 

วันนี้จึงได้พิศูจน์อย่างชัดเจนว่าระบอบที่ทำลายชาติให้ล่มจม ควรที่ประชาชนทั่วประเทศ ผู้เป็นเจ้าของประเทศตามหลักการของประชาธิปไตย อำนาจเป็นของประชาชน ที่จะต้องร่วมมือกันกู้ชาตินั้นแท้จริงคือระบอบประชาธิปัตย์นี่เอง  ในขณะเดียวกัน อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรมิได้ทำลายชาติ แต่สร้างชาติ   เพราะมีสิ่งพิศูจน์แก่ตามหาประชาชน  อย่างชัดเจนว่า  ม็อบทำลายชาติ หลอกลวงประชาชนให้มาร่วมกันกู้ชาติ เอาประเทศไทยของเราคืนมา  นี่คือม็อบพันธมิตร สนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์ ทิ่กำลังทำประเทศไทยล่มจมอยู่ในขณะนี้นั่นเอง

 

ยังมีประเด็นที่สำคัญไปอีกนั่นคือ วันนี้ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์โดยการนำของนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ โดยเป็นนายกรัฐมนตรี  ย่อมต้องทำหน้าที่ผู้รักษาความเป็นธรรมในแผ่นดิน  และในฐานะรัฐบาลผู้ต้องมีหน้าที่รักษาความยุติธรรมตามกฎหมาย นั่นคือการพิทักษ์ความเป็นนิติรัฐ พิทักษ์นิติธรรม และพิทักษ์หลักนิติศาสตร์

 

และนอกจากนี้แล้วรัฐบาลอภิสิทธิ์ยังต้องมองสูงไปอีกคือมองที่สถาบัน  ท่านต้องมองว่ารัฐบาลเป็นสถาบัน  และเป็นสถาบันสูงสุดในระบอบประชาธิปไตย  จึงต้องระวัง อย่าทำลายสถาบันรัฐบาล  เพราะรัฐบาลคือสถาบัน ท่านเข้าใจหรือไม่? (อย่าทำให้เสียชื่อรัฐบาลไทยในรูปรวม จะทำให้ต่างชาติดูถูกดูหมิ่นรัฐบาลไทย)  ท่านทำลายตัวเองได้ แต่สถาบันต้องตั้งอยู่และให้มีความมั่นคง ทรงธรรมต่อไป  เพื่อประชาธิปไตย  มิฉะนั้น เท่ากับทำลายประชาธิปไตย  นั่นเป็นความผิดอันยิ่งใหญ่  เพราะเจ้าของประเทศคือประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจการปกครองแผ่นดินที่แท้จริง พวกเขาจะไม่ยอมแก่โจรร้ายผู้ทำลายประชาธิปไตย       

 

 

·          หนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนท )

                         5 มี.ค. 2552

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 6.3.  รัฐบาลอภิสิทธิ์ ดำเนินการเรื่องปฏิรูปการเมือง

       ให้สถาบันพระปกเกล้าดำเนินการ 

       นายบวรศักดิ์ อุวรรโณ ออกมารับว่าจะดำเนินงานให้ตามที่รัฐบาลขอร้องไป

 

ข่าวรัฐบาลได้มอบหมายให้สถาบันพระปกเกล้าดำเนินงานการปฏิรูปการเมือง  เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่รัฐบาลก็ยังดื้อด้านทำไป  ผลก็คือ เป็นการสิ้นเปลือง เวลา และงบประมาณ และจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยทางการปกครองประเทศไทยทั้งประเทศ

 

เพราะประเทศไทยไม่ต้องการปฏิรูปการเมืองตามความคิดของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์นั้น  แต่ต้องการประชาธิปไตยคืนมา โดยดำเนินการให้อำนาจการปกครองประเทศเป็นของประชาชน  ให้ความเสมอภาคแด่ประชาชนในการใช้สิทธิเลือกตัวแทนเข้าไปปกครองประเทศ  ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ส่วนหลักการสำคัญส่วนหนึ่งแล้ว

 

เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าจนกระทั่งบัดนี้ พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่เข้าใจประชาธิปไตยดีพอ สังเกตได้ตั้งแต่ท่าทีการดูแคลนประชาชน ว่าประชาชนอีสานตั้งรัฐบาล ประชาชนกรุงเทพล้มรัฐบาล  เพราะชาวอีสานถูกซื้อ ได้ด้วยเงิน  เป็นต้น

 

แท้จริงก็ยังมีคนหลายสถาบันที่มีความเข้าใจผิดพลาดอยู่เช่นนี้  ในเรื่องความเสมอภาค( Equality ) ของระบอบประชาธิปไตย  นั่นคือ สิทธิของประชาชน 1 เสียงเท่ากันทุกคน ๆ  เขาคิดว่าประชาชนระดับเกษตรกรควรมีหนึ่งเสียง  พวกชนชั้นกลางควรมี 5 เสียง  พวกอมาตย์ มี10 เสียง  พวกศาสตราจารย์อย่างศาสตราจารย์ดร.บวรศักดิ์ อุวรรโณ อย่างนี้ ควรมี 50 เสียง เป็นต้น

 

เพราะหากเขาเข้าใจในเรื่องความเสมอภาคว่าเป็นความเป็นธรรมของระบอบประชาธิปไตยแล้ว ก็คงจะไม่ต้องคิดกันอย่างอื่นเลยในเวลานี้  นอกจากคิดอย่างเดียวคือ เอาประชาธิปไตยของเราคืนมา

 

แท้จริงประชาธิปไตยนั้น มาจากหลักการในพระพุทธศาสนาทั้งหมดก็ว่าได้   ในขณะที่ชาวไทย แม้จะได้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธ แต่ก็ล้วนเป้นชาวพุทธ ที่ไม่ค่อยจะรู้ค่าของพุทธ ตามที่ควรจะเป็น ตามนัยยะที่ท่านพุทธทาสภิกขุและท่านปัญญานันทภิกขุมักตำหนิอยู่เป็นประจำตลอดชีวิตของท่านว่าเป็นชาวพุทธเพียงสำมะโนครัว  จึงไม่ได้ประโยชน์อะไร ไม่รู้เลยว่าศาสนาพุทธได้สอนการเมืองระบอบประชาธิปไตยไว้อย่างไร  แต่ฝรั่งเขารู้จักวิเคราะห์ เขาไม่ได้เชื่อก่อน แต่เขาเอาไปวิเคราะห์วิจัยจึงพบว่านี่แหละเอาไปปกครองประเทศจึงจักเกิดความเป็นธรรมขึ้นในหมู่มนุษย์ เพราะศาสนาพุทธสอนเรื่องความเป็นมนุษย์ไว้ทั้งหมด เป็นศาสนาแห่งมนุษย์  และเขาก็ได้บัญญัติหลักการว่าด้วยเสรีภาพ( Freedom ) เสมอภาค ( Equality ) และภราดรภาพ ( Fraternity ) ของมนุษย์ขึ้นมาเป็นหลักการข้อสำคัญของประชาธิปไตย

 

ในส่วนของความเสมอภาคนั้น ก็คือ ทุกคนจะต้องมีคนละ 1 เสียง จะไปลดหลั่นให้เป็นชนชั้น เช่นอีสานและชาวเหนือให้คนละ 1 เสียง ชาวใต้ ตะวันออกให้คนละ 2 เสียง ชาวกรุงเทพให้คนละ 3 เสียง  หรือตามที่ศาสตราจารย์ในคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งคิดว่าตนเป็นศาสตราจารย์ต้องได้เสียงมากกว่าพวกคาราวานคนจนอีสาน ถ้าคาราวานคนจนอีสานได้คนละ 1 เสียงตนต้องได้ 10 เสียง เช่นนี้เท่ากับบอกว่า ศาสตราจารย์นางนั้น ทั้ง ๆ ที่เป็นคนสอนเรื่องการเมืองระดับปริญญาเอก กลับเขลา ไม่รู้เลยว่าประชาธิปไตยคืออะไร ประชาธิปไตยสร้างความเป็นธรรมในสังคมอย่างไร ทำไมโลกจึงต้องการประชาธิปไตย(เท่านั้น)

 

และที่ไปที่มาก็คือความจริงที่ว่าคนเรามีชีวิตชะตากรรมที่ไม่แน่นอน จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป วันนี้เป็นคนรวยล้นฟ้า  แต่วันหน้าอาจจะตกต่ำลงมาเป็นกระยาจกได้ ก็มีตัวอย่างมาแล้วในยุคไอเอ็มเอฟอย่างไร  เรามีชื่อบุคคลกลุ่มหนึ่งขึ้นมาในสังคมไทยคือ  คนเคยรวย  ในยุคไอเอ็มเอฟของประชาธิปัตย์รัฐบาลนายชวน หลีกภัย   และในยุค2552ของพรรคประชาธิปัตย์ รัฐบาลอภิสิทธิ เวชชาชีวะ อีกทีนี้ ก็อาจจะมีกลุ่ม คนเคยรวยเพิ่มมาอีก  ก็ได้  ในขณะเดียวกันคนเคยยากจน ไม่มีอะไรเลยก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้  ตัวอย่างก็คือเศรษฐี มหาเศรษฐีโลกหลายคนที่เคยเป็นคนจนมาก่อน(เช่นชาลี แชปปลิน เป็นต้น เมื่อเขาจนเขาก็มี 1 เสียง  เมื่อเขารวยล้นฟ้าเขาก็คงมี 1 เสียงเท่าเดิม นั้นเป็นระบอบประชาธิปไตยจริงในประเทศที่เจริญแล้ว)

 

นี่คือหลัก อนิจจัง  ที่ฝรั่งเอามาเป็นแนวคิดพื้นฐานเรื่องความเสมอภาคของระบอบประชาธิปไตยยุคใหม่

 

คำว่า  อนิจจัง แปลว่า  ไม่เที่ยง,ไม่แน่นอน,เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ (โปรดดูพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หน้า 1326)  บาลี อนิจฺโจ  ไม่เที่ยง (ค.ธ.ป. 204/101). สํ. อ + นิตฺย. Anicco [adj.]  unstable, not lasting, transitory, perishable.  Skt. A + nitya. (โปรดดูปทานุกรม บาลี ไทย อังกฤษ สันสกฤต ฉบับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาท 2512 หน้า 43)

 

เพราะฉะนั้น  หลักการความเสมอภาค ตามที่บัญญัติให้ประชาชนเจ้าของอำนาจมีสิทธิมีเสียงกันคนละ 1 เสียงนั้น ย่อมเป็นธรรมที่สุดอยู่แล้ว

 

เราจึงหยากให้หยุดความคิดเหลวไหล ปฏิรูปการเมืองไทยเสีย เอาประชาธิปไตยของเราคืนมาเสียเถอะ เผด็จการจงออกไป หรือไม่ก็รอวันที่จะโดนขับไล่ออกไป อย่างไร้เกียรติ์ และหนีอย่างหัวซุกหัวซุน

 

ในกรณีนั้น หากไม่เก่งอย่างทักษิณ แล้วจะมีแผ่นดินอยู่หรือ?  

 

 

·         บัวระย้า ชะบาบุญเสฏฐ์

                   11 มี.ค. 2552

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  6.4.   การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลวันแรก 19 มี.ค. 2551

       ภาพที่เห็น  เสียงที่ได้ยิน

 

ร.ต.อ. ดร.เฉลิม อยู่บำรุง พูดเรื่องบริษัท เมสไสยอะ ค่อนข้างอันตราย ต่อสถานะของรัฐบาล แต่เรื่องราวความเป็นมาค่อนข้างยาวและสลับซับซ้อน  ประชาชนอาจจะตามไม่ทัน  ควรจะได้ติดตามไปฟังคำอธิบาย หรือฟังซ้ำอีกหลาย ๆ ครั้ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง NBT น่าจะนำออกซ้ำทั้งหมด   เราหมายถึงทางฝ่ายรัฐบาลด้วย ควรจะได้ฟังซ้ำหลาย ๆ ครั้ง  แต่แน่ละ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  ไม่มีทางตอบโต้อย่างอื่นนอกจากทำเป็นว่าเรื่องที่ถูกกล่าวหาเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ  ทำเป็นว่าพรรคฝ่ายค้านเอาเรื่องที่น่าขบขันมากล่าวหาอะไรทำนองนั้น  ซึ่งแท้จริงรัฐบาลไม่น่าจะมองเช่นนั้น  หรือจริง ๆ นายอภิสิทธิ  อาจจะนึกเสียวสยองใจอยู่ก็เป็นได้ 

 

ครั้นถึงคราวนายจตุพร พรหมพันธ์ กล่าวหาเรื่องนายกรัฐมนตรีหนีทหาร และซึ่งมีประเด็นย่อย ๆ อยู่อีกหลายประเด็น ที่น่าเป็นอันตรายทั้งนั้น โดยเฉพาะประเด็นที่ซ่อนในประเด็นอีกทีเหนึ่ง ที่แฝงนัยยะสำคัญคือทำเอกสารเท็จ นายอภิสิทธิ์ ก็ตอบโต้โดยวิธีเดียวกันคือทำเป็นว่าเรื่องที่นำมากล่าวหาเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ  ทำเป็นว่าพรรคฝ่ายค้านเอาเรื่องที่น่าขบขันมากล่าวหาอะไรทำนองนั้น 

 

ครั้นถึงท่านสส. ดร.สุนัย จุลพงศ์ธร อภิปรายแบบรวบตั้งแต่นายกรัฐมนตรี ถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ว่าโกงงบประมาณสำนักงานการอาชีวะศึกษา อย่างไร อย่างละเอียด มีหลักฐาน ที่น่ารับฟังอย่างยิ่งนั้น  ซึ่งนายกรัฐมนตรีให้ รมช.ศธ. ซึ่งเป็นสตรี (นางนริศรา ชวาลตันพิพัฒน์) แก้แทน ก็ดูเหมือนจะไม่ยอมรับฟัง ทำเป็นว่าที่เขาเอามาเสนอเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ซ้ำ รมช.หญิงท่านนี้ยังย้อนเอาว่า  นั่นเป็นผลงานของรัฐบาลเก่า รัฐบาลของท่านผู้อภิปรายทำมาก่อน ( นี่คืออุปนิสัย เอาดีเข้าตัวเอาชั่วเข้าคนอื่น  ที่น่ารังเกียจมากสำหรับระบอบประชาธิปไตย  เหตุที่ไม่มีความเคารพในความเป็นมนุษย์ของคนอื่น ขนาด รมช.ผู้หญิงยังขนาดนี้...)

 

แต่การณ์เฉพาะหน้าในสภาอย่างนี้    พลพรรครัฐบาล ประชาธิปัตย์ เหมือนรวมกันคอยทีอยู่อย่างสงบ แต่เตรียมพร้อม ดูเหมือนที่สื่อมวลชน และนักวิจารณ์สภาไทย เคยระบุไว้ว่า เป็นกริยาของหมู่ (ขอโทษ เขาเปรียบเทียบว่าเหมือน  หมาหมู่  เตรียมจะเข้ากัด  พอตัวหนึ่งขยับ อีกตัวก็ขยับพร้อม ๆ กัน ยุบยับ ๆ ไปหมด )  และก็จริงอย่างนั้น  พอซุ่มอยู่ประเดี๋ยวหนึ่ง จนคิดว่าเหยื่อตายใจแล้ว ก็เริ่มเห่าและรุมเข้ากัด ( นี่เป็นภาพที่เห็นมานานในรัฐสภาไทย ที่น่าแก้ไขเสียที  แต่ก็ยังคงเห็นอยุ๋ ) จนกระทั่ง นาย เจ๊ะ อามิง โต๊ะตาหยง  สส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ต้องถูกลงโทษ โดยอัปเปหิตนเองออกนอกห้องประชุมไป

 

ส่วน สส.พรรคประชาธิปัตย์ อีกคนหนึ่ง(สส.อภิชาติ สุภาแพ่ง)ลุกขึ้นพูดว่า  นายกรัฐมนตรีของผมกำลังสงสัยที่ สส.สุนัย และ สส. ร.ต.ท.เชาวรินทร์ ลัทธศักดิ์ศิริ รุมโจมตี และประเด็นที่ว่าท่านอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีตัวจริง  นายกรัฐมนตรีตัวจริงเป็นใคร ท่านกลัวว่าท่านจะไม่ใช่นายกรัฐมนตรีตัวจริง มองดูตัวเองอยู่จนหน้าซีดขาวตัวสั่นไปหมด  ให้คุณสุนัยระบุออกมาว่า ใครคือนายกรัฐมนตรีตัวจริง  จนกระทั่งท่านประธานสภา ชัย ชิดชอบ ต้องบอกเอง ว่าใครคือนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย บอกให้แล้ว สส.ท่านนี้ก็ยังงงอยู่ เมื่อท่านชัย บอกว่า  ใคร ๆ ก็รู้ว่านายกรัฐมนตรีตัวจริงคือ นายประสิทธิ์ เวชชาชีวะ   แต่ สส.ท่านนั้นก็ยอมจำนน โดยเข้าใจว่าได้คำตอบแล้ว (ความจริงท่านประธานสภาฯบอกชื่อผิด ชื่อที่ผิดคือ ประสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชื่อที่ถูกคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  ท่านเคยบอกชื่อผิดมาแล้วครั้งหนึ่งคือ บอกให้คุณรสนา โตสิตระกูล นั่งลง  ท่านบอกว่า คุณรจจะนา โตสิตระกูล นั่งลงเถอะ ๆ)

 

ต่อมา อาจารย์มหาวิทยาลัยขอนแก่นท่านหนึ่งบอกว่า  น่าเสียดายที่การอภิปรายมุ่งประเด็นการเมืองเกินไป จนละเลยประเด็นทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่สุดในขณะนี้  เราเห็นด้วย น่าจะได้เห็นการอภิปรายปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างเผ็ดร้อน พร้อมหลักวิชาการอย่างเต็มที่ในวันที่เหลือ 1 วันนี้

 

และคนทั้งหลายก็คงคาดหวังได้ว่า การต่อสู้ภาคภายในรัฐสภาจะจบลงอย่างไร  แต่แน่ ๆ ไม่พ้นคนเสื้อแดง จะต้องจัดการประเทศ ตามระบอบประชาธิปไตยทางตรงต่อไป 

 

 

·         นสพ.ดี (อินเทอเนต)

                       20 มี.ค. 2552

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  6.5.   เรียน บก.นสพ.ดี ที่นับถือยิ่ง

      ไม่ไว้วางใจนายกร จาติกวณิช รมว.คลัง

 

ผมมีเรื่องเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือครับ ผมใช้โทรศัพท์มาก วันหนึ่ง 200 บาทเป็นอย่างน้อย  มาในระยะหลังมานี้ ผมรู้สึกว่าถูกโกง แล้วผมไม่รู้จะทำอย่างไร จึงแค้นมาก เพราะสังเกตว่า ยอดเงินในโทรศัพท์หายไปอย่างค่อนข้างรวดเร็วมาก  วันนี้เอง ทั้ง ๆ ที่ผมไม่ได้พูดกับใครเลยสักครั้งเดียว พบว่าเงินหายไปร่วม 50 บาทแล้ว ห่วยจริง ๆ   แต่เดิมจริง ๆ ผมจะไม่ค่อยตรวจดูว่าเขาหักอะไรบ้าง มารู้สึกภายหลังว่าบริการต่าง ๆ ทางโทรศัพท์มือถือนั้น เขาหักเงินเราเอาตามอัตโนมัตของเขาทั้งนั้น   ซึ่งบางรายการ เราไม่ได้ต้องการแต่เข้ามาในโทรศัพท์เราเมื่อไรเราก็ไม่รู้  เช่นมีรายการของ Dr.Fit ที่ส่ง SMS เข้ามา วันละหลายรายการ  นี่เขาก็หักเรา โดยที่เราไม่ได้ขอ  และครั้นเราจะบอกเลิก เราก็ไม่รู้กลไกของระบบ จึงจำต้องรับข่าวสารเขาและจ่ายเงินให้เขาโดยจำยอม ซึ่งผมว่านี่คือการโกงกันชัด ๆ  โดยบริษัทโทรศัพท์มีเจตนาจับจ้องเอาคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวกับกลไกของระบบเป็นเหยื่ออย่างหน้าด้าน ๆ 

 

ต่อมาเมื่อค่อยเรียนรู้ จึงค่อยลบรายการ SMS ต่าง ๆ ออกไป รวมทั้งเพลงรอสาย ด้วย  แต่ขณะนี้ ผมจนอยู่สิ่งหนึ่ง คือเวลาเราโทร.ไปไม่มีใครรับสาย จะมีเสียงผู้หญิงบอกว่า  บริการฝากหมายเลขโทรกลับ  Call back Service  ภาษาไทยกด 1 ภาษาอังกฤษกด 2ผมก็นึกว่าดี ก็กด 1 ที่ผมไม่พอใจก็คือผมไม่เคยคิดว่าผมจะต้องจ่ายจึงกด 1 กด 1 ทันทีทุกครั้ง โดยที่ผมไม่คิดว่าผมต้องจ่ายเงิน แต่ในเร็ว ๆ นี้ ผมได้พบว่า  เขาโกงผมไปอีก  หมายถึงโกงผู้ใช้โทรศัพท์ทั้งแผ่นดินด้วย  คือเขาขึ้นราคาไปอีกครับ จาก 3 บาท เป็น 6 บาท ผมใช้ความคิดมานานว่าผมจะทำอย่างไรกับบริษัทโทรศัพท์เหล่านี้ ก็พอดีได้ฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล  ได้ยินนายกร จาติกวณิช  รมต.คลังพูดถึงเรื่องขอความร่วมมือกับโทรศัพท์ วันทูคอล ดีแทก และทรูมูฟ เพื่อให้ร่วมโครงการสมานสามัคคีในชาติ ผมได้ยินว่า รัฐบาลมีส่วนในค่าโทรศัพท์รายการนั้น โดยนายกรบอกว่า บริการฝากหมายเลขโทรศัพท์ตอบกลับ ครั้งละ 3 บาท  ตรงนี้แหละทำให้ผมทราบว่ารัฐบาลมีส่วนในรายได้ครั้งละ 3 บาทนั้นด้วย    แต่แล้ว  รัฐบาลคงจะโกง เพราะบัดนี้ไม่ใช่ 3 บาทแล้ว  แต่เป็น 6 บาท  ไม่ใช่ 3 บาทตามที่นายกรบอกกลางสภา(เขาแอบขึ้นเป็นครั้ง ๆ คราว ๆ ด้วย น่าอดสูใจจังเลย)  มิน่าผมจึงต้องตกใจเมื่อพบเงินโทรศัพท์ผมลดไปฮวบ ๆ ไม่เชื่อประชาชนตรวจสอบดูได้เองครับ ( ก่อนโทร.ให้ดูก่อนว่ามีเงินอยู่เท่าไร  หลังโทร์ให้ดูอีกครั้ง)

 

ผมจึงอยากตะโกนดัง ๆ ว่า บริษัทโทรศัพท์ อย่างน้อยก็ 3 บริษัทคือ วันทูคอล ดีแทก ทรูมูฟ โกง เอาเปรียบประชาชนทั้งแผ่นดิน ทั้งโลก เอาเปรียบคนทั่วไปผู้ไม่รู้เรื่องกลไกระบบ ตั้งใจหากินกับคนโง่  และนายกร จาติกวณิช จะต้องรับผิดชอบ   และผมขอไม่ไว้วางใจนายกร จาติกวณิช นอกรัฐสภา  ผมไม่ให้ความไว้วางใจในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไป และใครก็ได้ในรัฐบาลห่วย ๆ นี้ช่วยทำให้เป็นธรรมทีเถิด ฮ่วย !!!!

 

 

·         จากผม 

                   จาน  ประครองจิต

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 6.6.    การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลวันที่ 2 : 20 มี.ค. 2551

        ภาพที่เห็น  เสียงที่ได้ยิน ( 2 )

 

ในภาพรวม ไม่มีอะไร นอกจากเห็นหน้า สส.คนหนึ่ง ของพรรคประชาธิปัตย์ กทม. คอยแต่ประท้วง ประท้วงตลอดเวลา ตั้งแต่เริ่มประชุม นับตั้งแต่ประท้วงผู้อภิปราย ฝ่ายค้าน, ประท้วงพรรคฝ่ายค้านที่ประท้วง และที่ประท้วงบ่อยคือประท้วงประธานสภาและออกคำสั่งแก่ประธานสภา ว่าประธานสภาต้องสั่งการอย่างนั้นสั่งการอย่างนี้จึงจะถูกต้อง ประธานสภาทำผิดข้อบังคับข้อนั้นข้อนี้ ( ตามสำนวนเดิมว่า ทำการควบคุม อบรมสั่งสอนประธานสภา เพื่อให้อยู่ในโอวาท ) สส.ท่านนี้คือ สส.ธนา จีรวณิช สส.ประชาธิปัตย์ กทม.  เราคิดว่า สส.ท่านนี้ไม่เข้าใจระบอบประชาธิปไตย ในแง่ที่ว่า จริยธรรม  ประชาธิปไตยต้องรู้จักเผื่อแผ่  ท่านเอาเวลาการประท้วงไปเป็นของท่านเสียทั้งหมด ไม่คิดถึงการแบ่งปันคนอื่นเลยเช่นนี้ เป็นความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง    นักประชาธิปไตยในสภา จะต้องเข้าใจว่า คนอื่นเขาก็มีสิทธิ์เท่าเทียมกับท่าน ๆ จะต้องเผื่อแผ่เสมอ  จะเห็นแก่ตัว รวบเอาเวลาการประท้วงไปเป็นของตัวเองคนเดียวได้อย่างไร 

 

เวลาประมาณ 12.40 น. นายสมคิด บานไธสงค์  สส.หนองคาย หนึ่งในผู้อภิปรายผู้กล้าแกร่งของฝ่ายค้านบัญญัติว่า รัฐบาลนี้นำทฤษฎีของลัทธิ มาร์ค-เนวิน มาบริหารประเทศ ทำลายรัฐบาลประชาธิปไตย ไปถึง 3 รัฐบาล อภิปรายไปไม่นาน ก็เกิดการประท้วงเป็นระนาว เมื่อเขาอภิปรายถึงการเป็นรัฐบาลที่ไม่สง่างามของนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ  และครั้นเวลาต่อมาตอนสุดท้ายของการอภิปราย( เวลา 13.00 น. ถึง 13.10 น.) คลื่นรบกวนการถ่ายทอดสด ก็ถี่ขึ้น จนในที่สุดภาพและเสียงของนายสมคิด หายไปจากจอแก้ว  ทั้งจอที่ถ่ายทอดผ่านดาวเทียมและจอที่ผ่านเคเบิลท้องถิ่น  ไม่มีประชาชนคนไหนได้รับทราบเสียงการอภิปรายของสมคิด บานไธสงค์ ในช่วงนี้ จึงไม่ทราบว่าเขาจบลงอย่างไร  (กระทั่งภาพนายจตุพร พรหมพันธ์ ผู้อภิปรายคนต่อไปปรากฏขึ้น ท้วงว่านายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ ยังไม่ได้ส่งเอกสารหลักฐานการเกณฑ์ทหารให้ประธานสภา)  แปลว่ามีช่วงหนึ่งของการอภิปรายโดย สส.สมคิด บานไธสงค์ ขาดหายไปทั้งหมดด้วยการสร้างคลื่นรบกวนจากภายนอกรัฐสภา ทำการตัดคลื่นวิทยุที่ถ่ายทอดไปเสีย  การใช้คลื่นรบกวนการถ่ายทอดการอภิปรายของรัฐสภา นี่คือการดูหมิ่นสถาบันประชาชน

 

ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นได้ ? นี่คือคำถาม  ที่ซึ่งแสดงหลักฐานที่ยืนยันว่า อำนาจของรัฐสภา และอำนาจของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มิใช่อำนาจสูงสุด ตามระบอบประชาธิปไตยของประชาชนไทย แต่เป็นสิ่งชี้หลักฐานว่ามีอำนาจเหนือรัฐสภา และอำนาจเหนือรัฐบาลที่สามารถดลบันดาลให้เป็นไป  ที่จะบ่งไปถึงอำนาจ นายกรัฐมนตรีที่แท้จริง อยู่นอกรัฐสภา จริงหรือไม่ ?  นั่นหมายความว่า อมาตยาธิปไตยอยู่เหนือรัฐบาลอภิสิทธิ์  เรื่องการรบกวนคลื่นถ่ายทอดวันนี้ ต้องเป็นประวัติศาสตร์ และเป็นเรื่องยาวแน่ ๆ  โดยเหตุที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ จะต้องตอบมาให้ทราบว่า อำนาจที่กระทำการนี้มาจากหน่วยงานใด

 

นายกษิต ภิรมย์ ลุกขึ้นแก้ข้อกล่าวหา  เราคิดว่าเราฟังเขาไม่ค่อยรู้เรื่อง  แต่มีคำหนึ่งเขาว่า  พวกที่อยู่ในวอร์รูม เป็นพวกมือไม่ถึง   ไม่ทราบว่าหมายถึงพวกไหน  เดิมก็มีคน ๆ หนึ่งคนเดียวที่ชอบพูดเรื่องวอร์รูม( War Room)นี้ คือ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์  กษิต คงหมายถึงคนนี้กระมัง  มือไม่ถึง  กษิตนี้ขนาดอาจารย์มานิต จิตจันทร์กลับ ท่านยังนั่งไม่ติดเลย ต้องลุกขึ้นมาเสียบกับเขาบ้าง  กษิตวันนี้ได้แผลทั้งตัว ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต

 

เรื่องเขาพระวิหารศรีสะเกษ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พูดไปยาวอย่างดำน้ำ อย่างไม่รู้หลักฐาน  จน ธเนศร์ เครือรัตน์ สส.ศรีสะเกษ เพื่อไทย ผู้อภิปราย ต้องสะกิดว่า  ขอให้ท่านดูหลักฐาน อยู่ที่มือผมนี่   อภิสิทธิ์ ก็ซีด รีบพลิ้วตีกรรเชียงหนีไปตามลม   พอ ๆ กับ กร จาติกวณิช  ว่าการกู้หนีไม่เสียหายอย่างไร ถ้าทักษิณมาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ วันนี้ ก็ต้องกู้เหมือนกัน อ้างทักษิณ ว่าทักษิณ ยังส่งเสริมให้ประชาชนเป็นหนี้ อ่านจากเอกสารทักษิณว่า ต้องใจถึง กล้าสู้ถ้าประหยัดและอดออมไม่ทันกิน  ...  การกู้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ต้องรู้ว่ากู้มาทำอะไร? ”   งง !!!!!!!! นายกรไม่ฟังประโยคท้ายที่ว่า แต่ต้องรู้ว่ากู้มาทำอะไร.....

 

ตอนสรุป โดย ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง  ไม่ทราบว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ มาเมื่อไหร่  คงกลัวว่าพรรคประชาธิปัตย์จะถูกยุบ  ลุกขึ้นพูดอะไรบางคำ คล้ายว่า ถ้าประชาธิปัตย์ไม่ถูกยุบ เพื่อไทยก็ต้องถูกยุบ  ทำให้ฝ่ายค้านงง และฝ่ายค้านโดย ดร.เฉลิม ขอบอกความจริงว่าทำไมจึงไม่อภิปรายนายสุเทพ ก็เพราะฝ่ายค้านรังเกียจนายสุเทพ ไม่อยากพูดกับนายสุเทพ  ชื่อนายสุเทพเป็นเสนียดแก่ปากก็เลยไม่อยากพูดถึง มาพูดด้วยเราทำไมไปเสียไกล ๆ เลย   ทำนองนี้

 

สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็เลยต้องนั่งนิ่ง ไปจนปิดประชุม หกทุ่มพอดี 

 

 

·         นสพ.ดี (อินเทอเนต)

                       21 มี.ค. 2552

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  6.7.    ปัญหาประชาธิปไตย

        ศึกษาที่ไปที่มาของประชาธิปไตย

         แท้จริงถอดมาจากหลักธรรมของพระพุทธศาสนา

 

 

จาก            กระดานถาม-ตอบ ของ http://www.newworldbelieve.net

ผู้ตั้งกระทู้    ผู้ใช้นามแฝงว่า  10236   ตั้งกระทู้เมื่อ  6 กันยายน 2551 

 

กระทู้

ช่วยตอบหน่อย ด่วน

 

ประชาธิปไตยทางโลกและทางธรรมแตกต่างกันและเหมือนกันอย่างไร ยกตัวอย่างหลายๆข้อ

ขอขอบคุณล่วงหน้าไว้นะที่นี้ด้วย

 

ผู้ตั้งกระทู้ 10236 :: วันที่ลงประกาศ 2008-06-06 11:09:40

 

 

 

 

ความเห็นที่ 1 (1280346)

ประเด็นที่1 ประชาธิปไตยทางโลกและทางธรรมแตกต่างกันอย่างไร   แตกต่างกันที่เป้าหมาย ทางโลกมุ่งหมายให้ประชาชนมีความสุขสงบด้วยวิถีอย่างโลก ๆ นั่นคือ ความสงบสุข มีเศรษฐกิจดีอุดมสมบูรณ์ มีเงินทอง ร่ำรวยโดยความขยันที่ถูกกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ระเบียบของสังคม พูดสั้น ๆ ก็คือประชาธิปไตยเชื่อว่าคนจำนวนมากคือประชาชนทั่วแผ่นดิน มีหัวคิดกันทุกคน  ไม่ควรกดความคิดของประชาชน  เปิดโอกาสให้เขาทำมาหากินอย่างอิสระ มีเป้าหมายที่ความอิ่ม  อิ่มอาหาร อิ่มยศฐาบรรดาศักดิ์ อิ่มลาภ อิ่มสรรเสริญ นี้เป็นเป้าหมาย  ประชาธิปไตยทางโลก    ส่วนประชาธิปไตยทางธรรม หมายถึงเป้าหมายแห่งธรรม คือการแสวงหาอย่างอิสระ ปราศจากการกดขี่ทางความคิด มีวิจารณญารเป็นของตนเองโดยเด็ดขาดในการวิเคราะห์ปัญหาเชิงภูมิปัญญา  โดยหลักทางศาสนาพุทธ คนต้องตรัสรู้ด้วยตนเอง   คนจึงต้องมีอิสระของพื้นฐานภูมิปัญญา หมายถึงมีอิสระที่จะคิด ที่จะใช้วิจารณญาณอย่างอิสระ เพื่อไปสู่การตรัสรู้   เป้าหมายประชาธิปไตยทางธรรมคือสังคมสงบสุขด้วยธรรม  ประชาชนมีธรรมเสมอกัน  ไม่ใช่เรื่องอามิส

 

ประเด็นที่ 2  ความเหมือนกัน   เหมือนกันตั้งแต่หลักการ  โดยตรงกันที่หลักการว่าด้วยความเป็นมนุษย์   ซึ่งหลักการนี้ได้มีการพัฒนาขึ้นในตะวันตกมีอังกฤษฝรั่งเศสเยอรมัน  ซึ่งในขณะนั้นถูกปกครองโดยศาสนจักร์ที่กรุงโรม  และเอาระบอบเทวสิทธิ์มาปกครองยุโรป  หมายถึงการปกครองโดยคณะผู้แทนของ ทพเจ้าเบื้องบน   มีคัมภีร์ทางศาสนาเป็นรัฐธรรมนูญ  ซึ่งคัมภีร์นี้ได้บัญญัติฐานะของมนุษย์ทั้งปวงไว้ว่าเป็นคนบาป  มีหน้าที่ต้องชำระบาปและรับใช้พระเจ้าทุกประการ นับแต่รับใช้เล็ก ๆ น้อย ๆ ไปถึงการรับใช้ด้วยชีวิต  โดยไม่มีสิทธิ์คัดค้านเลย  มีหน้าที่ก้มหน้าก้มตาฟังคำสั่งของคณะผู้แทนพระเจ้าคือโป๊ปและคณะบาดหลวงที่กรุงโรมอย่างซื่อสัตย์  ซึ่งนี่คือการปกครองที่กดขี่ผู้ใต้ปกครอง และผู้ใต้ปกครองไม่มีความเป็นมนุษย์  ต่อเมื่อมีการขูดรีดของคณะผู้ปกครองจนร่ำรวยอย่างมหาศาล โปที่กรุงโรมมีฐานะกินดีอยู่ดียิ่งกว่ากษัตริย์เสียอีก  คนจึงเริ่มมองไปถึง ความเป็นมนุษย์  และได้พัฒนาต่อมาเป็นระบอบประชาธิปไตย  มีการปลดแอกจากอำนาจของพระเจ้า มาปกครองตนเอง  จัดระบอบการปกครองของมนุษย์ โดยมนุษย์ และเพื่อมนุษย์ขึ้น ตามที่เรารู้ดีว่า  การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนนั่นเอง   แต่นั่นเป้นการวิวัฒนาการมาของการปกครองตะวันตก   ในส่วนของพระพุทธศาสนา   ประชาธิปไตยคือคำสอนส่วนหลักของพระพุทธศาสนาโดยแท้จริง  เพราะว่าด้วยความเป้นมนุษย์  นั่นคือ  มนุษย์จะต้องช่วยตนเอง  (หลัก อัตตาหิ อัตตะโนนาโถ  ตนแลเป็นที่พึ่งของตน)  ประชาชนต้องปกครองตนเอง   นี่เป้นส่วนที่เหมือนกันทั้งประชาธิปไตยฝ่ายโลกและฝ่ายธรรม

 

3.   ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม หมายถึงจริยธรรมอันสูงสุด  คนในระบอบประชาธิปไตยต้องเคารพตนเอง  เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์   ในทางโลกต้องมีศักดิ์ศรีในฐานะที่ตนเองเป็นผู้มีอำนาจการปกครองประเทศคนหนึ่งทีเดียว ในการเลือกตั้งจะต้องดำรงตนมั่นคงในหน้าที่ของประชาชนผู้ปกครองตนเอง มีความรับผิดชอบอย่างสูงในการเลือกตั้ง   ในทางธรรมการประพฤติดีประพฤติชอบไม่ว่าทางกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม จะต้องทำด้วยสำนึกอิสระ เห็นเหตุเห็นผลด้วยภูมิปัญญาตนเอง   สังคมทางธรรมะ จึงเป้นสังคมที่มีความเห็นพ้องต้องกันในธรรมะ  ถ้าเป้นสังคมพระอรหันต์ท่านจะมีสิ่งที่เรียกว่าตรงกันด้วยจิตใจที่สะอาดปราศจากกิเลสเหมือนกัน  เมื่อหมู่พระอรหันต์มารวมกันเป้นหมื่นองค์ล้อมพระพุทธเจ้า  จึงเป้นสังคมอันสงบและปราศจากการเคลื่อนไหว  ที่สะท้อนความอิ่มเป้นนิจนิรันดร    ในทางโลก เมื่อสังคมมนุษย์ มีคนแต่ละคน มีความเคารพตนเอง  เคารพในความเป็นมนุษย์ รู้ธรรมมีหิริโอตตัปปะ คือ มีความละกลัวและละอายใจในการทำอะไรผิด ๆ หรือที่เห็นแก่ตัว  ควบคุมตัวเองได้ด้วยตนเอง  รู้ดีรู้ชั่วด้วยตนเอง  มีการศึกษาในจริยธรรมอย่างสูง  สังคมก็สงบ  เรียกว่าประชาธิปไตยอันสมบูรณ์

 

·         ผู้แสดงความคิดเห็น บุษบา บุญเสฏฐ์ วันที่ลงประกาศ 2008-06-08 21:41:45

 

 

ความเห็นที่ 2 (1282422)

คำว่า ประชาธิปไตย ภาษาไทยแปลมาจาก Democracy อันเป็นบัญญัติเดิมของนักรัฐศาสตร์ยุคเริ่มแรกแห่งตะวันตก  เรามาทำความเข้าใจทางภาษาก่อนก็พอจะให้เข้าใจหลักการของประชาธิปไตยไปได้ในระดับหนึ่ง 

 

Democracy 

1. A form of government in which the people have a voice in the exercise of power,typically through elected representatives.

2. a state governed in such a way

3.  control of a group by the mojority of its members [Reader's Digest GREAT Dictionary of The English Language p.251]

ในภาษาไทยมีสั้น ๆ เป็นคำประกอบของคำว่า ประชา เป็นประชาธิปไตย

ประชาธิปไตย ระบอบการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่, การถือเสียงข้างมากเป็นใหญ่  (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ.2542  หน้า656)

 

ต่อไปเป็นความเข้าใจโดยหลักการ

โดยหลักการแล้ว มีหลักการเบื้องต้นที่เราต้องเข้าใจก่อนก็คือ  การเมืองและการปกครองนั้น หมายถึงอำนาจ   ผู้ปกครองหมายถึงผู้ที่มีอำนาจเหนือคนทั้งหลายในแผ่นดิน     อย่างเช่นในยุโรป มีโป๊บและคณะบาดหลวงที่กรุงโรม มีอำนาจปกครองคนทั้งยุโรป ปกครองแม้กษัตริย์ในยุโรปมาเป็นเวลานานกว่า 1,000 ปี   ต่อเมื่อใช้อำนาจไปในทางที่กดขี่ประชาชน และเห็นแก่ตัว  เพราะคณะโป๊ปนี้เหยียดหยามประชาชนว่าเป็นคนบาป เป็นมวลชนที่รังเกียจของพระเจ้าเพราะความบาปของพวกเขา ( เนื่องจากมนุษย์คู่แรกของต้นตระกูลมนุษย์ร่วมกันทำบาป คืออีวาและอีฟ ก่อกรรมบัดสีด้วยกันในสวนเอเดน ฉะนั้นทายาทมนุษย์ทั้งหลายจึงเป็นคนบาป เป็นที่รังเกียจของพระเจ้า  จะต้องล้างบาปทั่วทุกตัวตน ตั้งแต่กระยาจกขอทานขึ้นไปถึงแม้กระทั่งกษัตริย์ ) 

 

 

 

ซึ่งต่อมาเมื่อ 1000 ปีหลังของศาสนาคริสต์ มนุษย์ยุโรป จึงเริ่มมองว่า การใช้อำนาจเช่นนี้ ไม่มีความเป็นธรรมแด่มนุษย์  และเริ่มต้นศึกษาทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เข้าใจเชิงเหตุและผลทางการปกครอง และชีวิตมนุษย์มากขึ้น   จนในที่สุดจึงมาพบความหมายของ ความเป็นมนุษย์  และความหมายที่ค้นพบคือ  มนุษย์นั้นคือเสรีชน  ไม่มีการดลบันดาลใดที่อาจช่วยมนุษย์ได้ นอกจากมือทั้งสองของมนุษย์เอง 

 

ซึ่งจะเห็นว่า  นี่คือการที่นักการศึกษายุคเริ่มแรกประชาธิปไตยในยุโรปได้มารู้จักพระพุทธศาสนาและพบความหมายของคำว่ามนุษย์  ในฐานะมนุษย์ผู้ไม่มีการนับถือพระเจ้าเป็นสรณะ  แต่นับถือสติปัญญาของมนุษย์เองเป็นสรณะ   และการที่มนุษย์ทำดีได้ดีเพราะการกระทำของมนุษย์เองจากพระพุทธศาสนา

และนักรัฐศาสตร์รุ่นนั้น  นับแต่ จอห์น ล็อค และ โธมาส ฮอบบส์ ที่นักรัฐศาสตร์ไทยรู้จักเป็นบุคคลต้น ๆ  นำมาเขียนเป็นทฤษฎีรัฐศาสตร์  ประชาธิปไตยขึ้น   

 

นั่นคือ  การปกครองของมนุษย์ โดยมนุษย์ และเพื่อมนุษย์   พวกเขาขจัดพระเจ้าออกไปเสียจากการเมืองที่กดขี่ และอยุติธรรม

 

·         ผู้แสดงความคิดเห็น บุษบา บุญเสฏฐ์ วันที่ลงประกาศ 2008-06-11 09:03:47

 

 

ความเห็นที่ 3 (1283591)

ในประเทศไทย ประชาธิปไตยเกิดขึ้น มิใช่ด้วยการวิวัฒนาการ  แต่มีการเกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วน ด้วยการปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475  โดยคณะนายทหารทำการยึดอำนาจกษัตริย์  และแท้ที่จริงคณะทหารเหล่านั้น และแม้นักวิชาการรัฐศาสตร์ในยุคนั้น(หรือแม้ยุคนี้ก็ตาม) มิได้ทราบความหมายที่แท้จริงของประชาธิปไตยเลยว่าแท้จริงมาจากหลักการของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติไทย และเป็นศาสนาที่บูชาของพวกเขานี่เอง  เพียงแต่หลักพระพุทธศาสนานั้นมีความหมายที่เอื้ออาทรมนุษย์ทั้งหลาย ครอบคลุมให้ประโยชน์แด่มนุษย์ทั้งหลาย ในทุกระบอบการปกครอง 

 

หมายความว่า  ฐานะของความเป็นมนุษย์ มีได้ในทุกระบอบการปกครอง  ไม่ว่าระบอบการปกครองระบอบใดหากมนุษย์ในระบอบนั้นอยู่ในธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา   แต่ในหลักการของพระพุทธศาสนา มนุษย์จะต้องปกครองตนเอง  มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่ตะวันตกพึงพอใจให้นิยามว่า เป็นศาสนาเดียวที่ไม่มีพระเจ้า  ฉะนั้นในการปกครองทุกระบอบของชาวพุทธ จึงเป็นการปกครองของมนุษย์เอง  เดิมเรามีการปกครองในระบอบเผด็จการราชาธิปไตย (ระบอบที่ไม่มีฝ่ายค้าน กำจัดฝ่ายค้านด้วยการลงโทษอย่างรุนแรง เช่น การตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร เป็นต้น) 

แต่กษัตริย์ไทยก็พาประชาชนไทยเคารพในพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นมนุษย์   กษัตริย์พม่า ลาว กัมพูชาก็เช่นเดียวกัน   เพียงแต่ยุโรปเมื่อได้รู้นิยามของความเป็นมนุษย์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้ว  ได้มีการศึกษาในรายละเอียดของการที่จะปกครองโดยมนุษย์ เพิ่มเติมไปอีกจนสามารถนำไปปฏิบัติเป็นรูปธรรม และมีการวิวัฒนาการมาซึ่งการปกครองโดยมนุษย์ ของมนุษย์และเพื่อมนุษย์ ขึ้นในโลก และซึ่งโดยระบอบนี้พวกเขาได้ปลดแอกของพระเจ้าทิ้งไปเสียโดยสิ้นเชิง   และโลกเชื่อว่าเป็นการปกครองที่เหมาะสมที่สุดในหมู่มนุษย์  การปกครองระบอบประชาธิปไตยจึงแพร่หลายออกไป จนเกิดค่านิยมของระบอบประชาธิปไตยขึ้นอย่างสูงสุด 

 

ประเทศใดที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตยจะได้รับการรังเกียจว่า เป็นประเทศที่ไม่มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และจะต้องถูกกดดันให้เปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยต่อไป  (หมายความว่าหลักการของศาสนาพุทธได้รับการบังคับให้นำไปปฏิบัติทางการปกครองอย่างเป็นสากลแล้วในนามของ ประชาธิปไตย)  ดังจะปรากฏว่ากำลังมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยไปตามลำดับ ภายใต้การนำของอเมริกา และยุโรป เช่นรัสเซีย  จีน  อิรัค  อิหร่าน และประเทศมุสลิมในตะวันออกกลางทั้งหลาย  

 

ในความหมายทั้งหมดของระบอบประชาธิปไตย หรือการมองในองค์รวมทั้งสิ้น  การเลือกตั้งเป็นสิ่งจำเป็น เป็นเครื่องมือที่จักเคลื่อนระบอบประชาธิปไตยให้เป็นรูปธรรม   ดังนิยามว่า   A form of government in which the people have a voice in the exercise of power, typically through elected representatives.  แปลว่า  รูปแบบหนึ่งของการปกครอง ซึ่งพลเมืองแต่ละคนต่างก็มีเสียงของตนสียงหนึ่งเข้าไปใช้อำนาจทางการปกครอง  โดยมีรูปแบบที่สำคัญผ่านการเลือกตัวแทนของประชาชนไปใช้อำนาจนั้น 

 

นั่นคือ ประชาธิปไตยต้องมีการเลือกตั้ง   การเลือกตั้งตัวแทนของประชาชนเป็นสิ่งจำเป็น   และมีกติกาที่สำคัญที่สุดก็คือ   control of a group by the mojority of its members  แปลว่า  มีการปกครองดูแลโดยถือเอาเสียงส่วนมากของพลเมืองของประเทศ   หรือหลักรัฐศาสตร์ที่ว่า   Majority Rule Minority Right  การปกครองโดยคนส่วนมาก  แต่มีการรักษาสิทธิของคนส่วนน้อย   นั่นเอง 

 

นี่คือความหมายที่สำคัญที่สุด  กติกา  นี่เองคือสิ่งที่คนในระบอบประชาธิปไตยต้องยอมรับ  เนื่องเพราะประชาธิปไตยก็มีข้อจำกัด เราไม่สามารถจะทำอะไรให้ได้มากไปกว่านี้   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราจะนัดคนทั้ง 60 ล้านคนมายกมือออกความเห็นพร้อม ๆ กันไม่ได้  จึงต้องมีการเลือกตั้ง  ซึ่งหมายถึง  การปกครองโดยการมีตัวแทนของประชาชน (Representatives)  โดยเลือกฝ่ายที่มีเสียงส่วนมาก (Majority) ของประชาชนเป็นผู้ปกครอง โดยเป็นฝ่ายรัฐบาล  และเสียงส่วนน้อยเป็นฝ่ายค้าน

 

ซึ่งกติกาข้อสำคัญ ๆ เช่นนี้ จะได้รับการบัญญัติไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศเสมอไป กฎหมายสูงสุดเราหมายถึงรัฐธรรมนูญ แท้ที่จริงนั้นรัฐธรรมนูญจึงหมายถึงกติกาข้อสำคัญ ๆ ของการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน  นั่นเอง   การเขียนรัฐธรรมนูญจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้กติกาเป็นสิ่งที่ชัดเจน และเป็นที่ยอมรับของปวงประชามหาชนของประเทศนั้น ๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศใหม่ ๆ ที่มีความมุ่งหมายทางการปกครองประชาธิปไตย เช่นประเทศไทย  ซึ่งสถาบันและพลเมืองทั้งสิ้นต้องเคารพในกติกาที่เขียนไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศ   เพราะการเคารพในกติกา  หมายถึง ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์  ที่ทำให้สังคมมนุษย์ในระบอบประชาธิปไตยมีความเป็นมนุษย์ที่อุดมสมบูรณ์ มีความสุขและสงบ  เพราะกติกา คือการยอมรับ การจำนน การนิ่งสงัด  และการไม่โต้แย้ง

 

·         ผู้แสดงความคิดเห็น บุษบา บุญเสฏฐ์ วันที่ลงประกาศ 2008-06-12 18:45:00

 

 

ความเห็นที่ 4 (1286139)

ประเด็นสำคัญของการปกครองระบอบประชาธิปไตยจึงเป็นเรื่องคุณภาพของประชาชนแต่ละคน ผู้ที่มีหน้าที่ในการปกครองตนเอง  ความเป็นมนุษย์ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ในระบอบประชาธิปไตยจึงหมายถึงระดับการศึกษาของประชาชน  มีความสามารถสูง จนพอที่จะพึ่งพาตนเองได้อย่างอิสระ  ปราศจากความคิดอย่างทาสโดยสิ้นเชิง   ซึ่งจะพบว่านี่เป็นความหมายที่แฝงไว้ในหลักการของพระพุทธศาสนานั่นเอง  หมายความว่าชาวพุทธ ที่มีสติปัญญา คือผู้ตื่น ผู้รู้ ผู้เบิกบาน รู้ดีรู้ชั่วด้วยตนเอง  และมีการตรัสรู้ด้วยตนเอง  ชาวพุทธที่สมบูรณ์จะมีสติปัญญาในเชิงการวินิจฉัยและใช้ดุลยพินิจได้ด้วยตนเอง มีการสั่งการใดใดได้ด้วยตนเอง  ดังจะเห็นจากคำสอนในกาลามสูตร  ที่พระพุทธองค์ทรงสอนชาวกาลามว่าอย่าเพิ่งเชื่ออะไรง่าย ๆ  ไม่ว่าข่าวสารเหตุการณ์ใดใด นั้น อย่าเพิ่งเชื่อเสียก่อน  10 อย่างคือ 

 

                (1)   อย่าเชื่อ โดยการฟังตามกันมา

                (2)   อย่าเชื่อ โดยการถือสืบ ๆ กันมา

                (3)   อย่าเชื่อ โดยการเล่าลือ

                (4)   อย่าเชื่อโดยการอ้างตำรา

                (5)   อย่าเชื่อ โดยตรรก

                (6)   อย่าเชื่อ โดยการอนุมาน

                (7)   อย่าเชื่อ โดยการคิดตรองตามแนวเหตุผล

                (8)   อย่าเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน

                (9)   อย่าเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ

                (10) อย่าเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา 

 

นี่คือหลักการของประชาธิปไตยข้อสำคัญที่เกี่ยวกับประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย นั่นหมายถึงอิสรภาพของปัจเจกบุคคล ที่จะต้องรู้ด้วยตนเอง  และที่ไม่สนับสนุนให้เกิดการครอบงำทางความคิด นั่นคือแนวทางการพัฒนาทางวัฒนธรรมการเมือง   และประชาชนในระบอบประชาธิปไตยจะต้องมีพื้นฐานความเป็นมนุษย์  และความคิดของมนุษย์ประชาธิปไตย ต้องได้รับการเคารพเสมอ   คือ  เคารพในความคิดเห็นของคนอื่น แม้ฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์กับเราด้วย   

 

·         ผู้แสดงความคิดเห็น บุษบา บุญเสฏฐ์ (newworld_believe-at-hotmail-dot-com) วันที่ลงประกาศ 2008-06-15 22:29:18

 

 

ความเห็นที่ 5 (1287175)

เราขอเสนอให้ลองอ่านบทวิเคราะห์เรื่อง ประชาธิปไตยไทยยังคงหลงทางอยู่  โปรดคลิกเพื่ออ่าน

 

·         ผู้แสดงความคิดเห็น บุษบา บุญเสฏฐ์ (newworld_believe-at-hotmail-dot-com) วันที่ลงประกาศ 2008-06-17 09:35:35

 

ความเห็นที่ 6 (1287195)

โปรดดู ประชาธิปไตยไทยต้องมียุทธศาสตร์  ยุทธศาสตร์ประชาธิปไตยไทยต้องไม่ก้าวถอย แต่ต้องก้าวไปข้างหน้า 

 

·         ผู้แสดงความคิดเห็น บุษบา บุญเสฏฐ์ (newworld_believe-at-hotmail-dot-com) วันที่ลงประกาศ 2008-06-17 10:15:55  

 

ความเห็นที่ 7 (1321190)

test readyplanet 

 

·         ผู้แสดงความคิดเห็น readyplanet (jeeraporn-at-grandplanet-dot-com) วันที่ลงประกาศ 2008-07-27 20:39:32

 

 

ความเห็นที่ 8 (1321192)

ประชาธิปไตยสงฆ์

ภายใต้หลักการของพระพุทธศาสนา

ภราดรภาพเป็นเรื่องสำคัญในหลักการปกครองคณะสงฆ์

เสรีภาพเป็นหลักการสำคัญของการแสวงหาความหลุดพ้น และ

เสมอภาค  คือ ความเท่าเทียมโดยธรรม  โดยเอามาตรฐานแห่งคุณธรรม สูงสุดคือมรรคผลเป็นความหมายของความเสมอภาค 

 

·         ผู้แสดงความคิดเห็น บุษบา บุญเสฏฐ์ (newworld_believe-at-hotmail-dot-com) วันที่ลงประกาศ 2008-07-27 20:42:16

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 6.8.     การแก้ปัญหาของรัฐบาลผิดพลาด

           และไม่อาจจะเอาชนะประชาชนในระบอบประชาธิปไตยได้เลย

 

 

รัฐบาลอ้างกฎหมายว่าชอบธรรมและเป็นธรรม แต่ผลของการปฏิบัติตามกฎหมายนั้น ก็คือภาพที่ปรากฏออกมาสู่สายตาโลก เห็นกองกำลังฝ่ายรัฐบาลปราบปรามประชาชนที่มามือเปล่า ๆด้วยอาวุธสงคราม ประชาชนล้มตายลงเหมือนใบไม้ร่วงบ่งบอกถึงความป่าเถื่อน  อนารยธรรม และซึ่งโลกประชาธิปไตยทั้งโลกไม่อาจจะยอมรับได้

 

เมื่อเรายอมรับระบอบประชาธิปไตย  เมื่อเป็นที่ปรากฏแล้วว่าพลเสื้อแดงจำนวนมหาศาล ขณะนี้แดงทั่วทุกจังหวัด 76 จังหวัดของประเทศไทย  ซึ่งหมายความว่า โดยระบอบประชาธิปไตย  เห็นได้แล้วว่าเป็นกระแสแนวโน้มของประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ ตามหลัก  Majority rule  Minority right ประชาธิปไตยเราถือหลักการของคนส่วนใหญ่ในสังคมนั้นเป็นสากล  รัฐบาลอภิสิทธิ จึ่งควรที่จะใช้วิธีการตัดสินใจโดยระบอบประเพณีของประชาธิปไตย  นั่นคือนำความจริงนี้มาเป็นเหตุผลหลักในการพิจารณาตัดสินใจ ยอมแก่ประชาชนส่วนใหญ่ 

 

3.   หากใช้วิธีการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงต่อไปก็จะเป็นการฝืนหลักการของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการฝืนมติของประชาชนยุคใหม่ ยุคประชาธิปไตยที่มีเสรีภาพ  และประชาชนยุคใหม่นี้มีความก้าวหน้าไปไกลเกินกว่าทางรัฐบาลจะควบคุมได้ด้วยระบบการบริหารด้วยความคิดอย่างเก่า ๆ คือทาสในระบอบเผด็จการ   นั่นหมายความา การใช้วิธีการของระบอบเผด็จการเพื่อเอาชนะประชาชนในระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้  วิญญูชนย่อมทราบได้เอง  

 

ฉะนั้นชัยชนะของรัฐบาลจึงไม่อาจจะได้มาโดยวิธีของระบอบเผด็จการ ซึ่งบัดนี้ได้เริ่มใช้มาตรการปราบปรามอย่างรุนแรงด้วยอาวุธสงครามเป็นผลให้ประชาชนไทยเสียชีวิตเลือดเนื้อ และบาดเจ็บไปร่วมร้อยชีวิตแล้ว   แต่รัฐบาลและสื่อมวลชนไทยใต้อำนาจเผด็จการปกปิดข่าว

 

เราจึงขอให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้ใช้สติปัญญาตริตรองดูตามเหตุและผลดังกล่าวมานี้  แล้วจะเห็นจริงที่ว่า  วิธีการใช้ความรุนแรงเช่นนี้ ไม่อาจจะเอาชนะประชาชนในระบอบประชาธิปไตยได้เลย

 

รัฐบาลจะต้องพ่ายแพ้  ไม่ช้าก็เร็วเสมอไป  จนกว่าประเทศหรือสังคมนั้นกลายเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงขึ้นมาได้ เพื่อประโยชน์ของมนุษยชน ตามหลักพระพุทธศาสนาที่ว่า  กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ : การเกิดมาเป็นมนุษย์เป็นของยาก   อันเป็นสากล เราจึงขอให้รัฐบาลทบทวนวิธีการของรัฐบาลเสียใหม่โดยเร็ว

 

 

·          นสพ.ดี(อินเทอเนท)

                        13 เม.ย.2552

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  6.9.    การแก้ปัญหาของรัฐบาลผิดพลาด

        และไม่อาจจะเอาชนะประชาชนในระบอบประชาธิปไตยได้เลย ( 2 )

 

ทางรัฐบาล โดยนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผู้ประกาศ พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล   เพื่อต่อสู้กับประชาชขนเสื้อแดงผุ้มาชุมนุมตามสิทธิของตน ด้วยประเพณีแห่งระบอบประชาธิปไตย เป็นประชาชนผู้ล้วนมีเพียงมือเปล่า  พวกเขามาเพื่อแสดงถึงสัจธรรมตามระบอบประชาธิปไตยที่ว่า  พวกเขาเป็นชนส่วนใหญ่  เป็นพลังชนส่วนใหญ่ที่รัฐบาลควรจะได้นำความจริงนี้ไปวินิจฉัยตัดสินใจไปในระบอบประเพณีของประชาธิปไตย ที่หมายถึงการเคารพในความคิดเห็นของมนุษย์ ในทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นมนุษย์  รวมตลอดถึงความเคารพในความมีชีวิตของคนอื่นที่ได้ชื่อว่ามนุษย์ด้วย  

 

และครั้นประชาชนเสื้อแดงยืนยันเจตนารมณ์ของเขา ตามหลักการประชาธิปไตย  และทวีจำนวนประชาชนผู้มาสมทบ ยืนยันอุดมการณ์ที่ตรงกันของพวกเขาทั้งหลาย ทำให้มีจำนวนเพิ่มมาเรื่อย ๆ  จนครบถ้วนทุกจังหวัด 76 จังหวัดของประเทศไทย  แต่รัฐบาลกลับไม่มองในประเด็นการปกครองของระบอบประชาธิปไตยทั้ง ๆ ที่อ้างว่าตนเองเป็นประชาธิปไตย  แต่มองด้วยสายตาของคนลุอำนาจในระบอบเก่าคือเผด็จการ  จึงไม่มีอาการว่าจะยินยอมรับฟังหรือเคารพในความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่  อันเป็นการฝืนหลักการการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน 

 

บัดนี้ รัฐบาลได้ตัดสินใจที่ผิดพลาดไปไกลกว่านั้น   โดยได้ประกาศสถานการ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง  โดยอ้างว่า เพื่อเปิดโอกาสให้มีความชอบธรรมในการกระทำการรุนแรงต่อประชาชน ถึงขั้นให้ใช้อาวุธได้   และทหารได้ยกกองกำลังเข้ามาทำการสลายประชาชนเหล่านั้น ด้วยอาวุธ

 

สิ่งที่เกิดขึ้นบัดนี้ ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล  แต่เกี่ยวกับกองทัพไทยทั้งกองทัพ  นั่นคือในฐานะที่กองทัพไทยเป็นสถาบันทหารไทย 

 

เราอยากให้ทหารได้มองดูภาพที่เกิดขึ้นที่สามเหลี่ยมดินแดง ในช่วงเช้าตรู่มานี้  ซึ่งทหารบางคน เช่นพวกที่อยู่ในวอร์รูมขณะนี้ อาจจะเรียกด้วยความภาคภูมิใจก็ได้ว่ายุทธการหลั่งเลือดที่ดินแดง ( ซึ่งแท้จริงคือปฏิบัติการอันน่าละอายใจอย่างยิ่ง  จนไม่คิดว่าจะเอาหน้าไปไว้ไหนในแผ่นดินทหารสากลโลกนี้ )  

 

เพราะพวกทหาร ร่างกายกำยำล่ำสัน  แน่นปึกด้วยความเป็นหมวดเป็นหมู่ ติดอาวุธปืนกลและอุปกรณ์สงครามร้ายแรงทุกคนบุกเข้าไปกระหน่ำยิงกราดประชาชนมือเปล่า ๆ ( จริงอยู่มีลำกล้องปืนหลายกระบอกเบี่ยงขึ้นในมุม 30-50 องศา  แต่หลายกระบอกก็ขนานพื้น  นั่นหมายความว่าวิถีกระสุนมุ่งเป้าหมายคือประชาชนอย่างแน่นอน  และนักรบ กระสุนนัดเดียวย่อมหมายถึงชีวิต  ใช่ไหม ) ในขณะที่มีการยกกำลังเข้าเผชิญหน้าปราบปรามประชาชน ผู้ที่แท้จริงมามือเปล่ากันทั้งสิ้น ตามที่แกนนำได้ประกาศอุดมการณ์ของเขาโดยตลอดมา     แต่แล้วสถานการณ์ที่รุนแรงของฝ่ายทหาร ได้กระทำให้มีการเปลี่ยนแปลงไป พวกเขาจึงกระทำไปตามสัญชาตญาณการต่อสู้เอาตัวรอด และสัญชาตญาณปกติของสัตว์มนุษย์ทั้งหลาย คือการป้องกันตัวเอง ( ท่านเข้าใจหรือไม่  ลองทดสอบโดยเข้าไปชกหน้าใครเข้าสักคนสิ  ดูว่าเขาจะเก็บกำปั้นเขาเอาไว้หรือเปล่า )  จึงได้มีการฉวยเอาอาวุธเท่าที่พอจะหาได้  อันเป็นไปตามสัญชาตญาณ (คือความเป็นเช่นนั้นเอง) ความจำเป็นตามธรรมชาติของการต่อสู้  โดยไม่มีเจตนาทำร้ายผู้ใด  ซึ่งหากเราเป็นทหารจริง จักเห็นว่า ยถากรรม น่าสรรเสริญและรักแม้ว่าเขาเป็นฝ่ายตรงข้ามก็ตาม  

 

จึงมีคำถามถึงทหารไทยทุกคนว่า ภาพที่เห็นทางจอแก้วเช่นนี้ (รายงานของช่อง 6) เป็นสิ่งที่ทหารควรคำนึงเพียงใด  ในแง่ความเป็นสถาบัน หรือศักดิ์ศรีของทหารไทย ?   ทหารได้คิดหรือไม่ว่าเป็นภาพที่ทำลายศักดิ์ศรีของสถาบันทหารเพียงไหน ?  น่าสมเพชเพียงไหน ?

ทหารได้เข้าใจคำว่าทหาร หรือนักรบ เพียงใด ?

ถ้าทหารไทยไม่เข้าใจคำว่า ศักดิ์ศรี หรือ ความเป้นนักรบเสียเลย ในเวลานี้ เราก็มีแต่ความเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง   ที่บัดนี้ได้เห็นแล้วว่า  ทหารไทยได้สูญเสียความเป็นนักรบอันเป็นจิตใจสากลไปแล้วโดยสิ้นเชิง  เราหมายความว่าได้สูญเสียมาตรฐานแห่งนักรบสากลไปแล้ว ทหารไทยจะดีไปกว่านักเลงอันธพาล แมงดา ที่ติดอาวุธพร้อมทุกอย่างเข้าข่มเหงรังแกอิสสตรีผู้ไร้กำลังและอาวุธได้อย่างไร 

 

จึงขอให้ทหารได้หยุด  หยุดเสียเถิด  เพื่อศักดิ์ศรีของทหารไทย จักได้ดำรงอยู่  ไม่ถูกทำลายไป เพียงเพราะซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อคนกลุ่มหนึ่ง ผู้มักใหญ่ใฝ่สูงทางการเมือง  ที่ประชาชนกำลังจะขับไล่ไปพ้นแผ่นดินไทยแล้ว

 

 

·         หนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต)

                       13 เม.ย.2552/15.10 น.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  6.10.    การแก้ปัญหาของรัฐบาลผิดพลาด

          และไม่อาจจะเอาชนะประชาชนในระบอบประชาธิปไตยได้เลย ( 3 )

 

ภาพที่เห็น

เวลาเย็นของวันนี้ 13 เม.ย.2552  ประชาชนเสื้อแดงจำนวนหลายร้อยคนเดินทางมาจากบริเวณทำเนียบรัฐบาล  มามอบดอกไม้ให้กองทหารที่กำลังเตรียมการสลายม็อบเสื้อแดงที่ทำเนียบรัฐบาล ด้วยวิธีการอันรุนแรงเหมือนเช้าตรู่ที่สามเหลี่ยมดินแดงเมื่อเช้าตรู่นี้   โดยตั้งกองทัพที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เห็นสตรีเสื้อแดงเป็นจำนวนมาก เข้าไปอ้อนวอน บางคนถึงกับคุกเข่าลงอ้อนวอนขออย่าให้ทหารยิง หรือใช้ความรุนแรงต่อประชาชน  ขอให้พอแล้ว หยุดได้แล้ว

 

ทหารทราบหรือไม่ว่า  ประชาชนเหล่านี้ได้ทราบมาจากดีสเตชั่น และสายข่าวของพวกเขาว่าทหารได้ฆ่าชาวเสื้อแดงแล้วเก็บศพขึ้นรถทหารหายไปหลายศพ เพื่อกลบเกลื่อนความผิด  ในขณะเดียวกันทีวีช่องต่าง ๆ ล้วนเสนอข่าวข้างเดียว  ไม่ต่างจาก เอเอสทีวี  ที่รณรงค์โฆษณาชวนเชื่อทุกรูปแบบเพื่อประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลเลย  พวกเขาเกรงกลัวว่าทหารจะใช้ความรุนแรงเข้าปราบปราม จึงได้เดินทางมาเผชิญหน้าทหารและบอกว่าพวกเขากลัวจริง ๆ ว่าทหารจะฆ่าพวกเขา  จึงได้อ้อนวอนทหารว่าอย่าทำ พร้อมกับมอบดอกไม้ให้ทหาร

 

ภาพที่เห็นก็คือ  กองทหาร เหมือนเตรียมออกศึกสงครามจริง ๆ  กับศัตรูกองกำลังต่างชาติที่บุกรุกประเทศไทย  อะไรปานนั้น   แต่ที่จริง ข้าศึกของพวกเขาเป็นเพียงหมู่สตรีที่อ่อนแอ มือถือดอกกุหลาบ และดวงตาตื่นตระหนก มีน้ำตาไหล  พวกที่ถือดอกไม้ไปอ้อนวอนขอชีวิตที่ลานพระบรมรูปทรงม้านั่นเอง 

 

แท้จริง  ทหารไม่ต้องติดอาวุธขนาดเต็มพิกัดเหมือนไปศึกอิรัคอย่างนี้หรอก  เพียงมือเปล่าทหารก็ชนะถมเถไปแล้ว  เพราะชนที่มาชุมนุมนี้ ล่วนมากเป็นสตรี  และผู้สูงอายุ   ยิ่งเห็นชัดเจนเมื่อพวกเขามาเผชิญหน้าทหารที่ลานพระบรมรูปทรงม้า  ว่าจะสู้กันได้อย่างไร เพราะเพียงได้เห็นกองทหาร เห็นปืนเอ็ม 16 พวกเขาก็ตัวสั่นเทิ้มแล้ว  ดูแต่คราวที่ไปอิรัค ยุคทักษิณ อย่างไร  แค่โดนระเบิดตายไป 2 คน ทหารไทยก็ถอดใจเดินทางกลับไทยเสียแล้ว ( ผิดหวังจริง ๆ ) ทหารอย่างนี้ก็กลัวตาย แล้วทำไมประชาชนสตรี ๆ เช่นนี้จะไม่กลัวตายเล่า

 

และเมื่อภาพที่เห็นเช่นนี้ วันนี้ ภาพทหารไทยติดอาวุธครบอย่างจะไปทำศึกสงครามเช่นนี้ ได้เผยแผ่ออกไปในสากลโลก 

คิดดูแล้วก็น่าละอายใจ

และน่าคิดว่าสถาบันทหารไทยจริง ๆ วันนี้มีความเข้มแข็งขนาดไหน  น่าทดสอบ แต่ไม่ใช่มาทดสอบกับประชาชนมือเปล่าเช่นนี้ 

 

ไปทดสอบกับกัมพูชาชายแดนศรีสะเกษ

หรือ  สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นู้น 

 

 

·         หนังสือพิมพ์ดี(อินเทอเนต)

                   13 เม.ย.2552/18.30 น.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  6.11.      การแก้ปัญหาของรัฐบาลผิดพลาด

              และไม่อาจจะเอาชนะประชาชนในระบอบประชาธิปไตยได้เลย ( 4 )

 

แน่นอนกลุ่มประชาชนผู้ชุมนุมเรียกร้องต่อผู้ปกครองให้มีการแก้ปัญหา โดยพื้นฐานทั่ว ๆ ไป ย่อมเป็นกลุ่มที่ขาดการจัดตั้ง  และระเบียบวินัยในกลุ่มอย่างเพียงพอ  ฉะนั้น เมื่อมีการขยายตัวออกไปเป็นกลุ่มชนขนาดใหญ่ จึงกลายเป็นจุดที่ไหวง่ายต่อความรู้สึกและการตัดสินใจอย่างฉับพลันโดยไร้เหตุผลอันสมควร หรือโดยความมักง่ายคิดโลภ หวังว่าจะเกิดความสำเร็จโดยพลัน   เห็นได้จากคราวมีการชุมนุมขับไล่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช โดยกลุ่มม็อบการเมือง สนธิ-จำลอง-ประชาธิปัตย์  ที่เมื่อบังเกิดผลสำเร็จขึ้นมาระดับหนึ่งแล้วก็เหลิงตัวเอง ไปประกอบความผิดอย่างร้ายแรงตามมา ที่ผิดกฎหมายร้ายแรงถึง 6 ประการนับตั้งแต่ (1)พาพวกปิดกั้นถนนหนทาง  แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จไปประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพ ก็ต้องเสด็จเลี่ยงไปทั้ง6วันแห่งพระราชพิธีสำคัญนั้น,(2.)  ยกพวกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ไล่คณะรัฐมนตรีนายสมัครออกไปจากทำเนียบและยึดทำเนียบไว้เป็นเวลา193วัน       (3.)     ยกพวกไปปิดล้อมรัฐสภา 2 ครั้ง ครั้งสุดท้ายทำให้คณะรัฐมนตรี และสมาชิกรัฐสภาออกไม่ได้ ต้องปีนบันไดฉุกเฉินออกทางหลังรัฐสภา (4.)  ยกพวกปิดล้อมและยึดสถานีโทรทัศน์ NBT  ไล่เจ้าหน้าที่ออกไปเพื่อทำการใช้งานเอง  (5.)     ยกพวกเข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง อันเป็นสนามบินนานาชาติ  อันเป้นเหตุให้คนต่างชาติหลายหมื่นคนเดือดร้อน และประเทศไทยเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล (6.)     กล่าวหาคนอื่น ด้วยวาจาหยาบคาย ใช้แต่คำดุด่า บริภาษคนทั้งหลายอย่างเต็มที่ ซึ่งแม้บัดนี้คนที่ทำความผิดก็ยังไม่ได้รับการจัดการจากรัฐบาลปัจจุบัน(รัฐบาลอภิสิทธิ์)อย่างไร   และบัดนี้ ก็มีกลุ่มการเมืองเสื้อแดง  ที่เมื่อแดงได้ทั้งแผ่นดินแล้ว ก็หลงลืมตัวไปเช่นเดียวกันกับกลุ่มแรก นั่นคือ อย่างน้อยก็มีบางความคิดที่แตกออกไปจากความคิดหลักคิดการกำเริบเสิบสานออกไปโดยลืมหลักการประชาธิปไตยไปเสีย จนกระทั่งอเมริกาที่เฝ้ามองอย่างเอาใจช่วยพลเสื้อแดงอยู่ ก็พลอยผิดหวังไปด้วย ให้โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ของนางฮิลลารี คลินตัน เตือนมาว่า การชุมนุมในระบอบประชาธิปไตย จะต้องปราศจากความรุนแรง ซึ่งน่าที่คนเสื้อแดงทุกคนจะต้องยอมรับ

 

อย่างไรก็ตาม วิญญูชนคนหนึ่งบนแผ่นดินไทยนี้  แม้จะไม่รู้เรื่องการเมือง เรื่องกฎหมาย หรือเรื่องสังคมเท่าไรเลยก็ตาม ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า  มีความแตกต่างในการประกาศ พรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ในรัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชาย กับในรัฐบาลอภิสิทธิ์อย่างมาก  ก็คือ เมื่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในรัฐบาลสมัคร และสมชาย  เราไม่ได้เห็นทหารออกมา  ไม่ได้เห็นว่าทหารปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ผู้มีอำนาจสั่งการตามกฎหมายเลย  ในการประกาศ พรก.ฉุกเฉินคราวแรก กรณียึดทำเนียบของม็อบจำลอง สนธิ-ประชาธิปัตย์  นอกจากทหารจะไม่ออกมาแล้ว  ยังกดดันให้รัฐบาลยกเลิก การประกาศ พรก.ฉุกเฉิน จนต้องยกเลิกในเวลาเพียง 6 วันต่อมาเท่านั้นเอง  และปัญหาก็เรื้อรังต่อไป ม็อบก็เหลิงไปใหญ่จนถึงคราวยึดสนามบินสุวรรณภูมิ  ในรัฐบาลสมชาย ได้ประกาศพรก.ฉุกเฉินอีกครั้งหนึ่ง  แต่เราก็ไม่เห็นทหารออกมา  ซึ่งแปลว่าทหารไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ผู้มีอำนาจในการสั่งการทหารอีกครั้งหนึ่ง และซ้ำทหาร โดย ผบ.ทบ.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจำเริญ ยังเสนอให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งเสียอีก  ครั้นมาถึงรัฐบาลอภิสิทธิ  มีการสั่งการอย่างเข้มงวดไปกว่า 2 รัฐบาล  โดยเป็นการประกาศ พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง (ทั้ง ๆ ที่ไม่น่าจะร้ายแรงอะไร เพราะพลเสื้อแดงไม่ได้มาชุมนุมด้วยอาวุธ มีเพียงมือเปล่า ๆ  ผิดกับการชุมนุมในรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชาย)    และเราก็ได้เห็นทหารออกมา  และภาพที่สร้างคำถามว่า  ทหารไทยเก่งแค่ไหน ในการติดอาวุธร้ายแรง เพียงดังยกเข้าต่อสู้กับทหารต่างชาติในสมรภูมินักรบ   เป็นที่ชื่นชมปรีดาของประชาชนบางคน (คนไม่รู้เรื่องทหาร คงนึกว่าทหารไทยแน่มาก  แต่ความจริงนี่คือแย่มาก ๆ ) 

 

และนี่แหละที่ติดใจค้างคาใจประชาชน มาจนบัดนี้ ยิ่งเพิ่มความสงสัยไปอีกว่า  ทำไมทหารจึงเลือกฟังเฉพาะคำสั่งของรัฐบาลอภิสิทธิ์

 

นี่เป็นคำถามธรรมดาของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย  เราอยากขอให้รัฐบาลและทหารผู้เลือกรับใช้เฉพาะรัฐบาลอภิสิทธิ์ ลองสอบตัวเองว่ามีคำถามทำนองนี้อยู่อีกมากมายในแผ่นดินไทยยุคนี้  ที่ถ้าท่านฟังแล้วก็ขึ้งโกรธ หรือไกลไปกว่านั้นทำการระงับยับยั้งด้วยอำนาจรัฐ ปิดปาก ปิดหู ปิดตาประชาชน หรือห้ามการแสดงออกทางการเมืองไปเลย

 

นั่นแปลว่าท่านไม่รู้เรื่องรู้ราวของประชาธิปไตยที่ต้องการเลย  ทำให้น่าเป้นห่วงว่า  แล้วประชาธิปไตยไทยจะก้าวหน้าไปได้อย่างไร  ประชาชนเจ้าของประเทศจะต้องต่อสู้ไปอย่างเข้มข้นอีกนานเท่าไร ?

 

 

·         สุไหงปาดี ชินะกุล

                   14 เม.ย.2552/21.00 น.



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 6.12.     To the World

 

The Truth of Thailand 12-14 April 2009 is the people came out from all regions to tell the government about their desires  and shew  the majority  of all the people with the red sign. So through Thailand was covered with all red. They all came with sincerity in their hearth  with no hand of weapons. But the other side in blue shirt began violence  at Pattaya where the Asian Summit +3+6  took place that which the people of the world saw the blue shirt came out bothering striking the red shirt along their way back home  after finishing their assignment with the leader of the Asian country. So the situation went  wild  and some of them with anger try to do harm the Prime Minister Abhisit Vejjajeeva so there came a declaration of situation of war (ประกาศพรก.สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง) and the troop came out with  some old tanks.  But the soldier never kill Thai people and Thai people never kill the soldier.  So (according to the government) there was no one died in the red situation. However there were two people died by accident.  At present  the red shirt  still insist to fight for democracy but with a more keen clear hearth to fight without violence  and look for supporting from all the world democracy to take part  with them. The accusation is the government has been back by a tyrant group that oppose democracy.  They insist to fight in a way of true democracy that is  with head and  indeed  nonviolence and never yield until true democracy come to Thailand. 

 

·         The Good Paper

                   15 April, 2009

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 7.    เรื่องราวที่น่าสนใจในเวบไซต์ของเรา
         http://www.newworldbelieve.net

 

 

 

สถิติคลิกสำคัญเวบของเรา รายการยอดนิยมสำรวจล่าสุด

เมื่อ 29 เม.ย.2552

 

1.   โหราศาสตร์  (มาทีหลัง)                                                     4834  

2.  เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2543-2545                   3640 

3.  เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2545-2549                   3569 

4.  ประวัติของผม พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ3                          3043
5.  เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้วตลอดปี 2551                       2775  

6.  คาถาอาคม                                                                         1829

7.   กระดานถาม-ตอบ (เวบบอร์ด)                                            1772

8.  รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์                                               1743

9.  เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2549-2550                  1314      

10. หนังสือพิมพ์ดี เล่มที่38                                                     1125                               

11. หนังสือพิมพ์ดี เล่มที่31                                                     1094    

12. หนังสือพิมพ์ดี เล่มที่32                                                     1078    

13. บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี                                          1034                            

14. สำนวนพัชราตอนที่ 16-27                                                  985    

15. สากลจักรวาลสากลศาสนา14                                             899       

16. ประวัติพัชรา กอปรทศธรรม                                                784

17. ศึกษาโลกลี้ลับภาค 10                                                      618

18. ศึกษาโลกลี้ลับภาค 8                                                        605    

19. ศึกษาโลกลี้ลับภาค 9                                                        309      

 

 

ภาคภาษาอังกฤษ มีสถิติ ดังนี้

 

-Mystery World Report 15                                               347          

-Mystery World Report 18                                               243    

-Mystery World Report 16                                               237                                 

-Mystery World Report 17                                               208          

 

-Iresearch Iwrite Iread                                                     117  

 

-Mystery World Report 19 (มีควบแปลเป็นไทย)               94

 

                

 

 เรื่องอื่น ๆ

 -เสียงธรรม(มีเรื่องเดียว)                                                    298     

 -บทกวี                                                                             238                                 

 -ปลอบใจ                                                                         126    

 -เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว พ.ศ.2552                        124  

 -นิทานธรรมะ 8 เรื่อง                                                        104

 

  ยอดรวม visitors วันนี้ (29 เม.ย.2552) = 14,833 .-

 

หมายเหตุ 
1.     คอลัมน์เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว หมายถึงการมองหรือวิเคราะห์เหตุการณ์ทุกชนิดในความหมายของวัฒนธรรมคือบทบาท วิถีชีวิตทั้งหมดของมนุษย์ รวมความไปถึงการเมืองการปกครองทุกระบอบด้วย  ท่านจะได้พบบทวิเคราะห์ทุกสถานการณ์-เหตุการณ์ในสังคมมนุษย์จากคอลัมน์นี้

2.     ข้อมูลล่าสุดเมื่อ 29 เม.ย.2552

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 8.   บันทึกกวีศรีสะเกษ

วันนี้มีประชาหน้าเครียด                เบียดเสียดในโรงพยาบาล

ต่างคนต่างมีอาการ                     เบื้อใบ้บ่บานหฤทัย

มากันแต่ก่อนแปดโมง                 โรงพยาบาลล้วนคนป่วยไข้

เห็นแล้วก็โอ้อนาถใจ                   เหมือนเมืองไทยทั้งเมืองป่วยเจ็บ

หมอก็ยังไม่มา                           คอยถ้าจนหนาวเหน็บ

ต่างคนต่างเก็บ                          ความร้อนระอุภายใน

วันนี้ยังมีสีเสื้อแดง                      แทรกแซงไปทั่วเมืองใหญ่

อะไรจะเป็นได้อะไร                     เมื่อคนไข้แน่นโรงพยาบาล

 

  • ศีรารุจิรัฐ เติมใจ
    19 เม.ย.2552


 

6.11.  การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลผิดพลาด

          และไม่อาจจะเอาชนะประชาชนในระบอบประชาธิปไตยได้เลย (4 ) 

 

6.10. การแก้ปัญหาของรัฐบาลผิดพลาด

         และไม่อาจจะเอาชนะประชาชนในระบอบประชาธิปไตยได้เลย ( 3 ) 

 

6.8.   การแก้ปัญหาของรัฐบาลผิดพลาด

         และไม่อาจจะเอาชนะประชาชนในระบอบประชาธิปไตยได้เลย 

 

6.6.   การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลวันที่ 2 : 20 มี.ค. 2551

         ภาพที่เห็น  เสียงที่ได้ยิน ( 2 )

 

6.4.   การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลวันแรก 19 มี.ค. 2551

         ภาพที่เห็น  เสียงที่ได้ยิน

 

5.3    บทความพิเศษ 3 ของนายกวี เดชสมฤทธิ์ฤทัย  ร.ร. กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

         พุทโธโลยีหลวงปู่เครื่องมีส่วนส่งเสริมอุดมการณ์วันวิสาขโลกได้อย่างไร?       

 

5.2    บทความพิเศษ 2 

         เรียงความออนไลน์กิติมศักดิ์ ของ อาจารย์พัชรา กอปรทศธรรม

         พุทโธโลยี กับ การพัฒนาจิตใจในยุคโลกาภิวัต 

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เวบไซท์นี้ http://www.newworldbelieve.net มีข้อมูลพื้นฐานจากหนังสือพิมพ์ดี:วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก ออกโดยมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร) มี พระพยับ ปญฺญาธโร เป็นบรรณาธิการ และเป็น webmasterสำนักงานตั้งอยู่ที่ วัดมหาพุทธาราม อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000 ขณะนี้หนังสือพิมพ์ดีมีอายุทำการมา 11 ปีแล้ว มีเรื่องสำคัญคือการวิเคราะห์สังคมทั้งระบบด้วยแนวภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์แห่งตาธรรมะในพระพุทธศาสนาเพื่อนำสังคมไปสู่ความดีงามและรอดปลอดภัยจากสถานการณ์เลวร้ายยุคนี้