ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี แฟ้ม 2
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletThe Truth Of Red Thailand 12-14 April 2009
bulletFrom red shirt survivor person
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
โหราศาสตร์ [updateใหม่สุด]
dot
bullet สารบาญโหราศาสตร์โดยชลัมพุช โหรชนบททุกเรื่อง
bulletบันทึกข้อสังเกตประเด็นสำคัญดวงชะตาประเทศไทยช่วงเดือนส.ค.-พ.ย.2552
bulletดวงชะตาประเทศไทย พยากรณ์ว่าประชาชนจะอดอยากยากจนและเผชิญภับพิบัติ 4 ประการ
bulletให้คำพยากรณ์นักธุรกิจชาวอังกฤษ
bulletอยากรู้เรื่องโหราศาสตร์ คลิก!
bulletดวงชะตาผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตไทย
dot
Buddhism How?
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
บันทึกลับเสื้อแดง
dot
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนท )
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
dot
รายการทั่วไป
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดีเล่มที่52
bulletงดเหล้าเข้าพรรษา
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletศรีสะเกษ
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
dot
ช่องบริการประชาชน
dot
bulletบริการแจ้งของหาย คนหาย สื่อข้อความ หมอผี ฯลฯ
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletดี 25
bulletดี 28
bulletดี 29
bulletดี 26
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่1-3


สากลจักรวาล สากลศาสนา 10

 

 

 

สากลจักรวาล สากลศาสนา

ธรรมสามีวินิจฉัย(10)

 

 

 

 

 

 

ศาสนาสากล บัดนี้ ก็พอจะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันเป็น 2 พวก คือพวกหนึ่ง มีศาสนาพุทธที่เป็นศาสนาสัจธรรมเกี่ยวกับมนุษย์ล้วน ๆ และเสนอทฤษฎีการพัฒนามนุษย์ไปสู่จุดสูงสุดของมนุษย์คือความรู้แจ้ง ในเรื่องราวของมนุษย์เองจนสิ้นสุดความสงสัยทั้งมวล กับอีกพวกหนึ่งเป็นศาสนาที่อาศัยพระเจ้า คิดว่าพระเจ้ามีตัวมีตนอยู่ และเป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เท่าที่พระคัมภีร์ในศาสนา บรรยายไว้ เรื่องยิ่งใหญ่ที่สุดที่พระเจ้าสร้าง ก็คือการสร้างโลกและโลกที่พระเจ้าๆสร้างก็คล้ายๆกัน

 

เช่นโลกของพวกพราหมณ์ในอินเดียเดิมก็มีลักษณะพิลึกกึกกือเป็นอย่างยิ่งตามที่ฝรั่งบรรยายไว้ว่า



In the past the earth was a mystery. Many people thought it was full of gods, spirits and monsters. Most people thought it was flat, like a plate, with water all around it. In

India they use to believe the land was carried on the back of an elephant. It was difficult to take a long trip, and people were afraid of travelling very far. They thought they could fall off the edge of the earth. :

 ในอดีตกาล โลกเป็นสิ่งประหลาดชนิดหนึ่ง คนจำนวนมากเชื่อว่าโลกมีพระเจ้ามากมาย พระวิญญาณ และสัตว์ประหลาดต่าง ๆเต็มไปหมด คนแทบทั้งสิ้นเชื่อว่าโลกแบน เหมือนจานใบหนึ่ง มีห้วงน้ำขนาดมหึมาล้อมอยู่รอบ ๆ โลก พวกพรามณ์ในอินเดียเคยเชื่อว่า แผ่นดินตั้งอยู่บนหลังช้างใหญ่มาก ๆ ตัวหนึ่ง และมันแบกแผ่นดินท่องไป ความเชื่อเช่นนี้เป็นเหตุให้คนกลัวการเดินทางไปไกล ๆ เพราะพวกเขาเชื่อว่าคนเดินทางอาจจะตกออกไปจากขอบโลกได้ (พวกพราหมณ์บางพวก เชื่อไปอย่างพิลึกกึกกือไปกว่านั้นอีกคือเชื่อว่า นอกจากมีช้างใหญ่2เชือกแบกโลกไว้แล้ว ยังมีเต่ามหึมาอีกตัวหนึ่งรองรับทั้งช้างแผ่นดินและสรรพสิ่งบนแผ่นดิน และเต่าตัวนั้นพาโลกว่ายไปในห้วงน้ำที่ไม่มีขอบเขต ด้านบนแผ่นดินก็มีภูเขาใหญ่เป็นที่อยู่ของเทพเจ้าจำนวนมากมาย เป็นที่ครั่นคร้ามสยองของมวลมนุษย์ยุคนั้น)
(โปรดดู Odyssey Book 6 อ. 615-อ.616 ไทยวัฒนาพานิช จำกัด พิมพ์ครั้งที่ 5 พ.ศ.2532 หน้า2,แปลโดยผู้เขียน)

 

ส่วนโลกของชาวยิวหรือ อิสราเอล รวมทั้งโลกของชาวคริสต์ ที่ปรากฎในพระคัมภีร์ไบเบิล ผู้เขียนพระคัมภีร์บรรยายไว้อย่างละเอียด ว่า เดิมมีแต่ความมืดและน้ำ มีความว่างเปล่าอยู่ในความมืด เหนือน้ำนั้น แล้วพระเจ้าก็ว่ายมาในที่ว่างเปล่านั้น ทรงตรัสว่า จงมีแผ่นดิน แผ่นดินก็มีขึ้น ทรงตรัสว่าจงมีน้ำ น้ำก็มีขึ้น ทรงตรัสว่าจงมีอากาศ มีเมฆ อากาศและเมฆก็มีขึ้น ทรงตรัสว่าสิ่งใดใดให้มีขึ้น สิ่งนั้น ๆ ก็มีขึ้น จนเป็นโลกทุกวันนี้ ในขณะที่เขียนพระคัมภีร์เยเนซิส ที่เป็นต้นตำรับนิยายการสร้างโลกของพระเจ้าชาวคริสต์นั้น ประมาณว่าก่อนพุทธศาสนา คนเขียนพระคัมภีร์ จึงเขียนให้พระเจ้าสร้างโลกแบน และสัณฐานของโลกก็ไม่ต่างจากโลกของพวกพราหมณ์ในอินเดียยุคดึกดำบรรพ์ดังกล่าว เพราะยุคนั้นยังเป็นยุคมืดทางวิทยาศาสตร์อยู่ ไม่รู้อะไรมากไปกว่าตาเห็น สิ่งที่อยู่นอกโลกออกไปคนเขียนนึกไม่ออกว่าเป็นอะไรอย่างไรแน่ ก็สรุปลงว่า พระเจ้าสร้างโลกและสรรพสิ่ง ใช้คำว่า สรรพสิ่ง เป็นคำรวมของ สากลจักรวาล และชีวิตทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์ก็ไม่ได้ระบุว่า ซาตาน ผีบริวาร และสัตว์เลื้อยคลานบางประเภทเช่นงู ผู้ใดเป็นคนสร้าง

 

ปรากฎใน เยเนซิส (ของคริสเตียน) คราวพระเจ้าเริ่มต้นสร้างโลก ดังนี้

การสร้างโลก :

In the beginning God created the heavens and the earth. The earth was formless and empty, and darkness lay upon the face of the deep, and the Spirit of God was moving over the surface of the waters. (Genesis 1:1-2)

"
ในปฐมกาล พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน แผ่นดินก็ว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือน้ำนั้น "


 

จากนั้นพระเจ้าก็ตรัส ให้อะไรมี อะไรเป็นขึ้นมา สิ่งนั้นก็มีก็เป็นขึ้นมาตามคำตรัสของพระเจ้า สุดแต่ผู้ประพันธ์เห็นว่าจะแยบคายอย่างไรก็เขียนลงไปให้พระเจ้าตรัสอย่างนั้น ๆ ในพระคัมภีร์ก็เขียนไปว่า "พระเจ้าตรัสว่าจงเกิดความสว่าง ความสว่างก็เกิดขึ้น" "พระเจ้าตรัสว่า จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน" ก็มีพื้นฟ้าเกิดขึ้นโดยแยกตัวออกไปจากน้ำ อยู่เบื้องบน กลายเป็นท้องฟ้าขึ้นมา "พระเจ้าเห็นดังนั้นก็ตรัสต่อไปอีกว่า "น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่แห่งเดียวกัน ที่แห้งจงปรากฎขึ้น" ก็เป็นดังนั้น เกิดเป็นแผ่นดินและทะเลขึ้น ก็ตรัสต่อไปอีกว่า "แผ่นดินจงเกิดพืช คือผักหญ้าที่มีเมล็ด และต้นไม้ที่ออกผล มีเมล็ดในผลตามชนิดของมันบนแผ่นดิน" ก็เป็นดังนั้น จากนั้นพระเจ้าก็ตรัสไปเรื่อย ๆ จนครบ 6 วัน การสร้างโลกก็เสร็จลง แต่เมื่อสร้างโลกเสร็จ ก็กลายเป็นโลกแบน มีผืนดิน ทะเล อยู่เป็นชั้นที่หนึ่ง แล้วมี ท้องฟ้าเป็นอีกชั้นหนึ่ง เหนือแผ่นดินโลก คนเขียนพระคัมภีร์กำหนดให้ท้องฟ้าอยู่เหนือแผ่นดิน เป็นที่อยู่ของพระเจ้า และเทพธิดาเทพบุตรทั้งหลาย ส่วนบนแผ่นดินให้เป็นที่อยู่ของมนุษย์สัตว์พืชทั้งปวง การสร้างมนุษย์ พระเจ้าสร้างขึ้นในวันที่หก ทรงดำริก่อนว่าจะสร้างมนุษย์ออกมาอย่างไร ก็ทรงมองดูพระองค์เอง ทรงคิดว่า "ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา" แล้ว พระเจ้าจึงทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระวรกายของพระองค์ ตามขนาดของพระองค์นั้น พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้น และได้ทรงสร้างให้เป็นชายและเป็นหญิง

เดิมพระเจ้าประสงค์ให้มีมนุษย์เกิดขึ้นมาก ๆ ในโลกเพื่อครอบครองฝูงสัตว์ ฝูงนกในอากาศและฝูงปลาในทะเลจึงทรงอวยพระพรว่า


"Be fruitful; multiply; fill the earth and subdue it; bear rule over the fish of the sea; over the birds of the air and over every living, moving creature on earth. [Genesis 1:28; จงมีลูกดกทวีมากขึ้นจนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดิน จงครอบครองฝูงปลาในทะเล และฝูงนกในอากาศ กับบรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน]

โดยที่พระองค์ อาจจะทรงมองกาลไกลไม่ถึงปัจจุบันนี้ ที่ว่ามนุษย์กำลังจะล้นโลกและสัตว์พืชที่เป็นอาหารเริ่มร่อยหรอไป ในวันที่หกนั่นเองพระเจ้าก็ทรงสำรวจโลกที่ทรงสร้าง พระคัมภีร์ว่า "พระเจ้าทอดพระเนตรสิ่งทั้งปวงที่พระองค์ทรงสร้างไว้ ทรงเห็นว่าดีนัก มีเวลาเย็นและเวลาเช้าเป็นวันที่หก"

 

นี่เป็นเรื่องพระเจ้าสร้างโลกตามพระคัมภีร์ของชนชาติฮิบรูหรืออิสราเอล ซึ่งต่อมาศาสนาคริสต์ทึกทักเอาว่าเป็นของตน เป็นไบเบิล ซึ่งจะเห็นได้ว่า ลอกเลียนความคิดของพวกพราห์มณ์ในอินเดียมานั่นเอง และต่อมาพวกที่นับถือคริสต์ก็ทึกทักเอาว่าตนควรเป็นเจ้าโลก เพราะพวกตนล้วนเป็นบุตรพระเจ้า เพราะพระเจ้าสร้างตนขึ้นมาตามรูปร่างของพระองค์ แล้วถูกนักวิทยาศาสตร์ในยุคปฏิวัติประท้วงอย่างแรง นัยว่า โลกที่ชาวคริสต์ทึกทักเอาว่าเป็นโลกของพระเจ้า ทรงสร้างมากับมือเป็นเวลาหกวันนั้น เป็นโลกคนละใบกันกับโลกที่มนุษย์เราอยู่ เพราะโลกที่พระเจ้าสร้างมีสัณฐานแบน ๆ เป็นชั้น ๆ เหมือนขนมชั้นไทย และเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ดวงอาทิตย์ จันทร์ อังคาร ศุกร เสาร์ ฯลฯ หมุนวนเป็นบริวารของโลก แต่โลกที่มนุษย์อยู่ทุกวันนี้ มีสัณฐานกลม เหมือนผลส้ม และเกิดขึ้นมาด้วยการวิวัฒนาการมาร่วม10พันล้านปีแล้ว และเป็นดาวบริวาร ของสุริยจักรวาล โลกใบนี้หมุนไปรอบ ๆ ดวงอาทิตย์ จึงเป็นโลกคนละใบกับโลกที่พระเจ้าชาวคริสต์สร้าง และทั้งนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันก็ยังไม่ทราบว่าโลกตามลักษณะที่พระเจ้าสร้างอยู่ตรงไหนของสากลจักรวาล และชาวคริสต์จึงไม่ควรมาทึกทักเอาว่า โลกใบนี้เป็นของพระเจ้า

 

ศาสนาที่มีพระเจ้า ในยุคปัจจุบันนี้ หลายเรื่องที่เขียนเกี่ยวกับพระเจ้าไว้ เป็นเรื่องเพ้อเจ้อ เหลวไหลไร้สาระ กระนั้นทุกวันนี้ ก็ยังมีนักเผยแผ่ศาสนาคริสต์ ที่เทียวไปในชนบทไทยอุตส่าห์อ้างตำนานพระเจ้าสร้างโลกไปหลอกประชาชน คนที่ไร้การศึกษา (เช่นในหมู่บ้านชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ ฯลฯ) ว่า ดินก็ของพระเจ้า ฟ้าก็ของพระเจ้า สัตว์น้ำสัตว์บก เต่า ปู ปลา หรือสัตว์บกที่เป็นอาหารก็ล้วนเป็นของพระเจ้า ชีวิตของเราก็เป็นของพระเจ้า ๆ ดูแลชีวิตคนเราอยู่ทุกคน ๆ คนจึงไม่พึงปฏิเสธพระเยซู กับพระเจ้า อันเป็นการทึกทักเอาอย่างไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง

 

อย่างไรก็ตาม ศาสนาคริสต์ ที่สั่งสอนให้เชื่อในพระเจ้า ได้พยายามยืนยันว่า เมื่อมีความเชื่อในพระเจ้าอย่างแน่นแฟ้นปราศจากข้อสงสัยใดใด ตามที่นักเผยแผ่ศาสนาคริสต์มักพูดว่า จงวางพระทัยในพระเยซูเจ้า จงวางชีวิตไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า นั้นแล้ว ชีวิตมนุษย์ก็จะประสบความสำเร็จทุกอย่าง จนกระทั่งการแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ก็จะสามารถทำได้โดยง่าย ๆ สามารถที่จะตรัส สั่งการอะไรให้เกิดขึ้น ก็ทำได้ อย่างกับคำตรัสของพระเจ้า ที่ตรัสให้อะไรมีขึ้น สิ่งนั้นก็มีขึ้น จนเป็นโลกทั้งโลก ก็ทำได้ และผู้ที่ยืนยันทฤษฎีความเชื่อหรือ BELIEVE นี้ ก็คือศาสดาของศาสนานี้เอง คือ พระเยซู โดยมีประวัติของพระองค์เองเป็นตัวแบบอย่าง นับตั้งแต่ทรงมีความเชื่ออย่างแน่นแฟ้นว่าพระองค์เป็นพระบุตรสุดที่รักองค์เดียวของพระบิดา จนได้ทรงเปล่งวาจาที่ยิ่งใหญ่ อลังการ ให้ปรากฎไปทั่วแผ่นดินอิสราเอล ขณะเมื่ออายุ30ปีที่ทรงเริ่มประกาศศาสนาว่า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้าลงมาจากสวรรค์เพื่อช่วยโลกให้รอดจากยุคพินาศ

วาทะที่ยิ่งใหญ่ ที่องค์กรคริสต์กล่าวด้วยความภูมิใจว่า มีความไพเราะลึกซึ้งจนประทับใจคนสามในสี่ส่วนของโลก และได้แปลเป็นภาษาต่าง ๆ กว่า 1,100 ภาษาของโลก ก็คือ
ยอห์น 3:16 : ซึ่งเป็นคำตรัส ของพระเยซูเองต่อขุนนางชาวยิวชื่อนิโคเดมัสว่าดังต่อไปนี้ :

For God so love the world that He gave His only - begotten Son, so that whoever believes in Him should not perish, but have everlasting life. [John 3:16; เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์] ซึ่งมีความหมายถึงความเชื่อ และโดยนัยนี้ พระเยซูจึงทรงสอนว่า ขอคนทั้งหลายมีความเชื่อไว้วางใจว่ามีพระเจ้าผู้ทรงพระเมตตามากถึงขนาด ที่มีพระบุตรองค์เดียวแล้วทรงยอมสละพระบุตรองค์เดียวลงมาเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ ให้มนุษย์ได้รอดจากความพินาศ โดยเพียงมีความเชื่อในพระองค์ (so that whoever believes in Him should not perish)

 

ทรงเป็นแบบอย่างของความเชื่อ แม้ว่าจะทรงเชื่อไปโดยการเข้าพระทัยผิด (ว่ามีพระเจ้าเป็นพระบิดาของพระองค์และพระองค์ทรงเป็นพระบุตรองค์เดียวที่พระบิดาทรงใช้ให้ลงมาช่วยวิกฤตการณ์ของชาวโลก) และที่เป็นประเด็นสำคัญยิ่งก็คือ ทรงยืนยันว่า ความเชื่อเป็นทางรอดของมนุษย์ โดยทรงกระทำตนเป็นตัวอย่าง ด้วยการแสดงฤทธิ์ได้เป็นการอัศจรรย์หลายครั้ง ตามประวัติของพระองค์ เมื่อทรงแสดงการอัศจรรย์ หรือ แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ทรงยืนยันไว้ทุกครั้งว่าสำเร็จฤทธิ์นั้น ๆ เพียงด้วยความเชื่อ ต่อไปนี้จะลำดับเรื่องการแสดงฤทธิ์หรือการอัศจรรย์ของพระเยซู ตามบันทึกของพระสาวก ที่ยืนยันว่าพระเยซู ทรงทำฤทธิ์เดชได้สารพัด ด้วยความเชื่อ ดังต่อไปนี้

 

 

 

ครั้งที่ 1 ทรงรักษาคนโรคเรื้อนให้หาย:

 

And a leper came up and knelt before Him saying: "Lord, if You are willing, You are able to cleanse me."Reaching out His hand He touched him saying,"I am willing.Be cleanced." [Mathew 8:2-3: ขณะนั้นมีคนโรคเรื้อนมากราบไหว้พระองค์ แล้วทูลว่า "พระองค์เจ้าข้า เพียงแต่พระองค์จะโปรด ก็จะทรงบันดาลให้ข้าพระองค์หายโรคได้" พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ถูกต้องเขาแล้วตรัสว่า "เราพอใจแล้ว จงหายเถิด" ในทันใดนั้นโรคเรื้อนของเขาก็หาย]

 

 

 

 

 

ครั้งที่ 2 ทรงรักษาคนเป็นง่อยให้หาย :

 

Then Jesus said to the centurion ."Go home. As you have believed, so let it be for you."And at that exact moment the serving boy was cured. [Mathew 8:13 แล้วพระเยซูจึงตรัสกับนายร้อยว่า "จงกลับบ้านเถิด ท่านมีศรัทธาแล้ว จงได้ผลตามศรัทธานั้น" ในทันใดนั้นเอง บ่าวของเขาก็หายเป็นปกติ]

 

 

 

 

 

ครั้งที่ 3 ทรงรักษาไข้ของแม่ยายของเปโตร:


So He touched her hand and the fever left her. She got up and waited on Him. [Mathew 8:14-15 พอพระองค์ทรงจับมือนาง ความไข้ก็หาย นางจึงลุกขึ้นมาปรนนิบัติพระองค์ได้]

 

 

 

 

 

ครั้งที่ 4 ทรงห้ามพายุ: ขณะเสด็จทางเรือไปในทะเลสาปพร้อมสานุศิษย์เกิดพายุใหญ่พัดมา สาวกของพระองค์ต่างตื่นตกใจอลวล

 

HE said to them, "You of little faith! Why are you afraid?" Then standing up He rebuked the winds and the sea, and there was a great calm. Amazed, the men exclaimed, "What kind of man is this that even the winds and the sea obey Him?" [Mathew 8:26-27 พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า "เหตุไฉนจึงขลาดนัก ช่างมีศรัทธาน้อยเสียจริง ๆ" แล้วพระองค์ทรงลุกขึ้นห้ามลมและทะเล คลื่นลมก็สงบเงียบทั่วไป คนเหล่านั้นก็อัศจรรย์ใจพูดกันว่า "ท่านผู้นี้เป็นคนอย่างไรหนอ จนชั้นลมและทะเลก็เชื่อฟังท่าน"]

 

 

 

 

 

ครั้งที่ 5 ทรงขับผีออกจากคนสองคนไปเข้าฝูงสุกร:

 

When He reached the other side, in the Gadarene country, two demoniacs coming out of the tombs met Him. So ferocious were they that no one could travel on that road. They shouted; "Son of God, what business is it of Yours to bother us? Have you come here to torture us ahead of time?" Now at some distance from them a large herd of swine was feeding; so the demons begged of Him, "If you expell us, send us into the herd of swine." He said to them, "Go!" And they, coming out, entered into the swine and the whole herd rushed down the precipice into the sea and perished in the waters. The herdsmen fled, went off to town, and reported every thing, including the affairs of the demoniacs. Then the whole town came out to meet Jesus and when they saw Him they begged of Him to move out of their district. [Mathew 8:28-34

 

ครั้นพระองค์ทรงข้ามฟากไปถึงแดนกาดารา แล้ว มีคนสองคนออกมาจากอุโมงค์ฝังศพ มาพบพระองค์ เขาผีเข้าสิงดุร้ายนัก จนไม่มีผู้ใดอาจเดินทางนั้นได้ ดูเถิดเขาร้องตะโกนว่า "ท่านผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้า ท่านจะมายุ่งกับพวกเราทำไม จะมาทรมานพวกเราก่อนเวลาหรือ" ไกลจากที่นั่นมีฝูงสุกรใหญ่กำลังหากินอยู่ ผีเหล่านั้นได้อ้อนวอนพระองค์ว่า "ถ้าท่านขับพวกเราออกก็ขอให้เข้าไปอยู่ในฝูงสุกรนั้นเถิด" พระองค์จึงตรัสแก่ผีเหล่านั้นว่า "ไปให้พ้น" ผีเหล่านั้นก็ออกไปเข้าสิงอยู่ในฝูงสุกร ดูเถิด สุกรทั้งฝูงก็วิ่งกระโดดจากหน้าผาชันลงไปในทะเล และจมน้ำตายจนสิ้น ฝ่ายคนเลี้ยงสุกรก็หนีเข้าไปในนคร เล่าบรรดาเหตุการณ์ซึ่งเป็นไปนั้น กับเหตุที่เกิดขึ้นแก่คนที่มีผีเข้าสิงอยู่นั้น ดูเถิด คนทั้งนครพากันออกมาหาพระเยซู เมื่อพบพระองค์แล้ว เขาจึงอ้อนวอนขอให้พระองค์ไปเสียจากเขตแดนของเขา]

 

 

 

 

 

 

 

ครั้งที่ 6 ทรงรักษาคนง่อย :

 

But to let you know that the Son of Man has arthority to forgive sins on the earth. He then said to the paralytic, "Rise, pick up your couch and go home!" Arising, he went home. And when the crowds saw it they were awed and they praised God who had granted such power to men. [Mathew 9:6-8] แต่เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้ว่า บุตรมนุษย์มีสิทธิ์อำนาจในโลก ที่จะโปรดยกความผิดบาปได้" พระองค์จึงตรัสสั่งคนง่อยว่า "จงลุกขึ้นยกที่นอนกลับไปบ้านเถิด" เขาจึงลุกขึ้นไปบ้าน เมื่อประชาชนเห็นดังนั้นเขาก็ตระหนกตกใจ แล้วพากันสรรเสริญพระเจ้า ผู้ได้ทรงประทานสิทธิอำนาจเช่นนั้นแก่มนุษย์

 

 

 

 

 

 

 

ครั้งที่ 7 ทรงรักษาหญิงเป็นโรคตกโลหิต:

 

a woman, who for 12 years suffered from hemorrhages, came up behind Him and touched the fringe of His robe; for she said to herself, "if I can only touch His robe I will recover." Jesus, turning and seeing her, said, "Cheer up ,daughter, your faith has healed you." And the woman was well from that hour. [Mathew 9:20-22]

 

ดูเถิด มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นโรคตกโลหิตได้สิบสองปีมาแล้ว แอบมาข้างหลัง ถูกต้องชายฉลองพระองค์ เพราะนางคิดในใจนว่า "ถ้าเราได้แตะต้องฉลองพระองค์เท่านั้น เราก็จะหายโรค" ฝ่ายพระเยซูทรงเหลียวหลังทอดพระเนตร เห็นเข้าจึงตรัสว่า "ลูกหญิงเอ๋ย จงชื่นใจเถิด ที่เจ้าหายโรคนั้นก็เพราะเจ้าเชื่อ"

 

 

 

 

 

 

 

ครั้งที่ 8 และทรงรักษาหญิงตายให้ฟื้น:

 

a ruler came and knelt before Him, saying, "My daughter has just died ; but come, place your hand on her and she will live." Jesus rose and with His disciples followed Him.... On reaching the ruler's house and seeing the flute players and the noisy crowd, Jesus said, "Go out; for the girl is not dead but asleep." They laughed derisively at Him. But after the crowd had been expelled He went in and took her hand , and the girl rose up. The fame of it spread over all that country. [Mathew 9:18-19,23-26]

 

เมื่อพระองค์กำลังตรัสคำเหล่านี้แก่เขานั้น ก็มีนายธรรมศาลาคนหนึ่งมาถวายอภิวาทแด่พระองค์แล้วทูลว่า "ลูกสาวข้าพระองค์พึ่งตายลง ขอพระองค์เสด็จไปวางพระหัตถ์บนตัวเขา แล้วเขาจะฟื้นขึ้น" ฝ่ายพระเยซูจึงทรงลุกขึ้นเสด็จตามเขาไป และพวกสาวกของพระองค์ตามไปด้วย......ครั้นพระเยซู เสด็จเข้าไปในเรือนของนายธรรมศาลานั้น ทอดพระเนตรเห็นพวกเป่าปี่และคนเป็นอันมากชุลมุนกันอยู่ พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า "จงถอยออกไปเถิด ด้วยว่าเด็กหญิงคนนี้ไม่ตาย เป็นแต่นอนหลับอยู่" เขาก็พากันหัวเราะเยาะพระองค์ แต่เมื่อขับฝูงคนออกไปแล้ว พระองค์ได้เสด็จเข้าไปจับมือเด็กหญิงและเด็กหญิงนั้นก็ลุกขึ้น แล้วกิตติศัพท์ก็ลือไปทั่วแคว้นนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ครั้งที่ 9 ทรงรักษาคนตาบอดสองคนหายบอด :

 

the blind men came up to Him and Jesus said to them, "Do you believe I can do this?" They answered Him, "Yes, Lord." He then touched their eyes and said,"According to the measure of your faith it shall be to you."And their eyes were opened. [Mathew 9:28-30]

 

คนตาบอดทั้งสองก็เข้ามาหาพระองค์ พระเยซูตรัสถามเขาว่า "เจ้าเชื่อหรือว่า เรามีอิทธิฤทธิ์จะกระทำการนี้ได้" เขาทูลพระองค์ว่า "ข้าพระองค์เชื่อ พระเจ้าข้า" พระองค์ทรงถูกต้องนัยตาเขา ตรัสว่า "ให้เป็นไปตามความเชื่อของเจ้าเถิด" แล้วนัยน์ตาของเขาก็กลับเห็นดี

 

 

 

 

 

 

 

ครั้งที่ 10 ทรงรักษาคนใบ้ให้พูดได้:

 

As they were leaving, a dumb man who was demon-possessed was brought to Him. And when the demon had been expelled, the dumb man spoke. Then the crowds marvelled, saying, "The like was never seen in

Israel." But the pharisees said, "Through the ruler of the demons He casted out the demons." [Mathew 9:32-34

 

ขณะเมื่อพระเยซูและสานุศิษย์กำลังเสด็จออกไปจากที่นั้น ก็มีผู้พาคนใบ้คนหนึ่งที่มีผีเข้าสิงอยู่มาหาพระองค์ เมื่อทรงขับผีออกแล้วคนใบ้นั้นก็พูดได้ หมู่คนก็อัศจรรย์ใจพูดกันว่า "ไม่เคยเห็นคนเช่นนี้ในอิสราเอลเลย 34 แต่พวกฟาริสีกล่าวว่า "คนนี้ขับผีออกด้วยฤทธิ์นายผี"]

 

 

 

 

 

 

 

ครั้งที่ 11 ทรงรักษาชายมือลีบในวันสบาโต :

 

And a man with a paralysed hand was there;.... Then He said to the man, "Hold out your hand!" He held it out and it was restored as healthy as the other. [Mathew 9:10,12-13; มีคนหนึ่งมือข้างหนึ่งลีบ ... แล้วพระองค์ทรงตรัสกับคนมือลีบนั้นว่า "จงเหยียดมือออกเถิด"เขาก็เหยียดออก และมือนั้นก็หายเป็นปกติเหมือนมืออีกข้างหนึ่ง]

 

 

 

 

 

 

 

ครั้งที่ 12 ทรงเลี้ยงคนห้าพันคน:

 

They answered,"We have nothing here except five loaves and two fish." He, however said, "Bring those here to Me," and ordered the people to sit down on the grass. Taking the five loaves and two fish, and looking up toward heaven, He gave thanks and broke the loaves and hand them to His disciples, and the disciples to the people. They all ate and were satisfied, and they picked up the fragments which were left over-12 full baskets. Not including the women and children there were 5,000 men who ate. [Mathew 14-:17-21]

 

พวกสาวกจึงทูลพระองค์ว่า "ที่นี่พวกข้าพระองค์มีแต่ขนมปังเพียงห้าก้อนกับปลาสองตัวเท่านั้น" พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า "เอาอาหารนั้นมาให้เราเถิด"แล้วพระองค์ทรงสั่งให้คนเหล่านั้นนั่งลงที่หญ้า เมื่อทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวนั้นแล้ว ก็แหงนพระพักตรขึ้นดูฟ้าสวรรค์ ถวายคำสาธุการ และหักส่งเหล่าสาวก เหล่าสาวกก็แจกให้คนทั้งปวง เขาได้กินอิ่มทุกคน ส่วนเศษอาหารที่ยังเหลือนั้น เขาเก็บไว้ได้ถึงสิบสองกระบุงเต็ม ฝ่ายคนที่ได้รับประทานอาหารนั้นมีผู้ชายประมาณห้าพันคน มิได้นับผู้หญิงและเด็ก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ครั้งที่ 13 ทรงดำเนินบนทะเล:

 

But the boat was by that time a good distance from shore and was tossed by the waves, for the wind was contrary. In the fourth watch of the night He approached them, walking on the sea. And when the disciples saw Him walking on the sea, they exclaimed in terror, "It is a ghost!" and cried out from fear. But He atonce addressed them, "Cheer up! It is I; have no fear." Peter answered Him, "Lord, if it is You, order me to come to You on the water!" He said, "Come." Peter got out of the boat, and he walk on the water and came toward Jesus; but looking at the wind he was afraid and, beginning to sink, he cried, "Lord, save me!" Instantly Jesus reached out His hand and took hold of him, saying, "You of little faith! Why did you doubt?" After they had gotten into the boat, the wind quieted. Then those in the boat knelt before Him, saying, "Truly, You are the Son of God!" (Mathew 14:24-33)

 

ในขณะนั้นเรืออยู่กลางทะเลแล้ว และถูกคลื่นโคลงเพราะทวนลมอยู่ ครั้นเวลาสามยามเศษ พระองค์จึงทรงเดินบนน้ำทะเลไปยังเหล่าสาวก เมื่อเหล่าสาวกเห็นพระองค์ดำเนินมาบนทะเล เขาก็ตกใจนัก ร้องอึงไปเพราะกลัว คิดว่าเป็นผี ในทันใดนั้นพระเยซูตรัสกับเขาว่า "ทำใจให้ดีไว้เถิด เราเองอย่ากลัวเลย" ฝ่ายเปโตรจึงทูลตอบพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า ถ้าเป็นพระองค์แน่แล้ว ขอทรงโปรดบอกให้ข้าพระองค์เดินบนน้ำไปหาพระองค์" พระองค์ตรัสว่า "มาเถิด" เปโตรจึงลงจากเรือเดินไปบนน้ำไปหาพระเยซู แต่เมื่อเขาเห็นลมพัดแรงก็กลัว และเมื่อกำลังจะจมก็ร้องว่า "พระองค์เจ้าข้า ช่วยข้าพระองค์ด้วย" ในทันใดนั้น พระเยซูทรงเอื้อมพระหัตถ์จับเขาไว้ แล้วตรัสว่า "ท่านสงสัยทำไม ท่านช่างมีความเชื่อน้อยเสียจริง" เมื่อพระองค์กับเปโตรขึ้นเรือแล้วลมก็เงียบลง เขาทั้งหลายที่อยู่ในเรือ จึงมาหมอบกราบพระองค์ ทูลว่า "พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าจริงแล้ว"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ครั้งที่ 14 ทรงรักษาคนป่วยที่เยนเนซาเรท:

 

Having sailed across, they landed at Gennesaret, and when the men of that place recognized Him they sent into that surrounding country and brought to Him all who suffered ailments. They begged of Him that they might simply touch the fringe of His Robe, and all who touched Him were completely healed. [Mathew 14:24-36 คนในตำบลนั้นจำพระองค์ได้ก็ใช้คนไปบอกกล่าวทั่วแคว้นนั้น ต่างก็พาบรรดาคนเจ็บป่วยมาเฝ้าพระองค์ เขาทูลขอพระองค์โปรดให้เขาแตะต้องแต่ชายฉลองพระองค์เท่านั้น และผู้ใดได้แตะต้องแล้วก็หายป่วยบริบูรณ์ดีทุกคน]

 

 

 

 

 

 

 

ครั้งที่ 15 ทรงรักษคนป่วยโรคต่าง ๆ หายหมด :

 

Moving away from there, Jesus went along the sea of Galilee, climbed the hill and sat there. Great throngs came to Him. They brought along lame, blind, dumb maimed and many others whom they laid at His feet, and He healed them; so that the crowd wondered when they saw the dumb speaking, the maimed sound in body, the lame walking, and the blind seeing. And they glorified the God of Israel. [Mathew 15:29-31]

 

พระเยซูจึงเสด็จจากที่นั่นมายังทะเลสาปกาลิลี แล้วเสด็จขึ้นไปบนภูเขาทรงประทับที่นั่น และประชาชนเป็นอันมากมาเฝ้าพระองค์ พาคนง่อย คนแขนขาพิการ คนตาบอด คนใบ้ และคนเจ็บอื่น ๆ หลายคนมาวางแทบพระบาทของพระเยซู แล้วพระองค์ทรงรักษาเขาให้หาย คนเหล่านั้นจึงอัศจรรย์ใจนัก เมื่อเห็นคนใบ้พูดได้ คนแขนขาพิการหายเป็นปกติ คนง่อยเดินได้ คนตาบอดกลับเห็น แล้วเขาก็สรรเสริญพระเจ้าของชนชาติอิสราเอล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ครั้งที่ 16  แล้วทรงเลี้ยงคนเหล่านั้น ด้วยขนมปัง7ก้อน ปลาเล็ก ๆ สองสามตัว

 

He ordered the masses to sit on the ground, took the seven loaves and the fish, gave thanks, broke them and handed them to the disciples to the crowds. They all ate and were satisfied; and the leftover filled seven hampers. Four thousand men share the eating, aside from women and children. [Mathew 15:35-38 พระองค์จึงสั่งประชาชนให้นั่งลงที่พื้นดิน แล้วทรงรับขนมปังเจ็ดก้อน และปลาเหล่านั้นมาโมทนาพระคุณแล้ว จึงทรงหักส่งให้เหล่าสาวกของพระองค์ เหล่าสาวกก็แจกให้ประชาชน และคนทั้งปวงได้รับประทานอิ่มทุกคน อาหารที่เหลือนั้น เขาเก็บได้เจ็ดตะกร้า ผู้ที่ได้รับประทานอาหารนั้นมีผู้ชายสี่พันคน มิได้นับผู้หญิงและเด็ก]

 

 

 

 

 

 

 

ครั้งที่ 17 ทรงจำแลงกายต่อหน้าสาวก:

 

In view of them He was transfigured: His face shown like the sun and His clothes became white as the light. Moses and Elija also appeared to them as they conversed with Him....and the voice from the cloud said, "This is My beloved Son, in whom I am delighted; listen to Him" [Mathew 17:1-5]

 

แล้วพระกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าเขา พระพักตรของพระองค์ก็ทอแสงเหมือนแสงอาทิตย์ ฉลองพระองค์ก็ขาวผ่องดุจแสงสว่าง โมเสส และอาลียาห์ก็มาปรากฎแด่พวกสาวกเหล่านั้น .... แล้วมีพระสุรเสียงออกมาจากเมฆนั้นว่า "ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านผู้นี้มาก จงเชื่อฟังท่านเถิด" มีสาวก3คนได้แก่ เปโตร, ยากอบ และ จอห์น น้องชายยากอบ ติดตามพระองค์ขึ้นไปบนภูเขาสูงและพบการแปลงร่างของพระองค์ ภายหลังทรงห้ามมิให้เล่าเหตุการณ์นี้ให้ผู้อื่นฟัง

 

 

 

 

 

 

 

ครั้งที่ 18 ทรงรักษาเด็กผีสิง:***

 

When they approached the crowd, a man came forward and knelt to Him, saying, "Lord, take pity on my son, for he is an epileptic and suffers badly ; he often falls into the fire and often into the water. I brought him into Your disciples, but they had no power to cure him." Jesus replied, "O unbelieving and rebellious generation, how long shall I remain with you? Bring him here to Me." So Jesus rebuked the demon and it came out of him, and from that moment the boy was cured. Then the disciples came to Jesus privately and said, "Why did not we have power to expel it?" He said to them, "Because of your little faith. For I assure you, if you have faith the size of a mustard seed, you will say to this mountain, "Move from here to there," and it will move. And nothing, shall be imposible for you. But this kind does not go out except through prayer and fasting." (Mathew17:14-18)

 

ครั้นพระเยซูกับเหล่าสาวกมาถึงฝูงชนแล้ว มีชายคนหนึ่งมาหาพระองค์ คุกเข่าลงทูลว่า "พระองค์เจ้าข้า ขอทรงพระเมตตาแก่บุตรของข้าพระองค์ ด้วยเขาเป็นโรคลมบ้าหมู มีความทุกข์เวทนามาก เคยตกไฟตกน้ำบ่อย ๆ ข้าพระองค์ได้พาเขามาหาพวกสาวกของพระองค์ แต่พวกสาวกนั้นรักษาเขาให้หายไม่ได้" พระเยซูตรัสตอบว่า "โอ คนในยุคที่ขาดความเชื่อและมีทิฐิชั่ว เราจะต้องอยู่กับท่านทั้งหลายนานเท่าใด เราจะต้องอดทนเพราะท่านไปถึงไหน จงพาเด็กนั้นมาหาเราที่นี่เถิด" พระเยซูจึงตรัสสำทับผีนั้น มันก็ออกจากเขา ตั้งแต่นั้นไปเด็กก็หายเป็นปกติ ภายหลังเหล่าสาวกของพระเยซูมาหาพระองค์เป็นส่วนตัว ทูลถามว่า "เหตุไฉนพวกข้าพระองค์ขับผีนั้นออกไม่ได้" พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เพราะเหตุพวกท่านมีความเชื่อน้อย ด้วยเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่งท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า "จงเลื่อนจากที่นี่ไปที่โน่น" มันก็จะเลื่อน สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ท่านทำไม่ได้ จะไม่มีเลย" แต่ผีชนิดนี้ไม่เคยถูกขับออก เว้นไว้โดยการอธิษฐานและการอดอาหาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ครั้งที่ 19 ทรงรักษาคนตาบอดสองคน:

 

They said, "Lord, we would have our eyes opened." So Jesus took pity on them and touched their eyes and at once they recieved their sight and followed Him. [Mathew 20:33-34; เขาทูลว่า "พระองค์เจ้าข้า ขอให้นัยน์ตาของข้าพระองค์หายบอด" พระเยซูมีพระทัยสงสาร ก็ทรงถูกต้องนัยน์ตาเขา ในทันใดนั้นตาของเขาก็เห็นได้ และเขาทั้งสองได้ติดตามพระองค์ไป]

 

 

 

 

 

 

 

ครั้งที่ 20 ทรงสาปต้นมะเดื่อ:***

 

He felt hungry and, noticing a single fig tree by the road side, He walked to it and found on it nothing but leaves. He said to it, "Let there be no fruit from you any more forever." And instantly the fig tree withered. As the disciples observed it, they marvelled and said, "How did the fig tree wither so quickly?" Jesus answered them, "I assure you, if you have faith and do not doubt, you will not only do what was done to the fig tree, but if you say to this mountain, "Be lifted and thrown into the sea," it will happen. And everything you ask in prayer you will obtain, if you believe." (Mathew 21:18-22)

 

ครั้นเวลาเช้า ขณะเสด็จกลับไปยังกรุงอีก ก็ทรงหิวพระกระยาหาร และเมื่อทอดพระเนตรไป ทรงเห็นต้นมะเดื่อต้นหนึ่งอยู่ริมทาง ก็ทรงดำเนินเข้าไปใกล้ เห็นต้นมะเดื่อนั้นไม่มีผลมีแต่ใบเท่านั้น จึงตรัสกับต้นมะเดื่อนั้นว่า "เจ้าจงอย่าผลิตผลอีกต่อไป" ทันใดต้นมะเดื่อก็เหี่ยวแห้งไป ครั้นเหล่าสาวกได้เห็นก็ประหลาดใจ แล้วว่า "เป็นอย่างไรหนอต้นมะเดื่อจึงเหี่ยวแห้งไปในทันใด" ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เพียงท่านจะมีความเชื่อและมิได้สงสัย ท่านจะกระทำได้เช่นที่เราได้กระทำแก่ต้นมะเดื่อนี้ ยิ่งกว่านั้น ถึงแม้ท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า "จงลอยไปลงทะเล" ก็จะสำเร็จได้ สิ่งสารพัดที่ท่านอธิษฐานขอด้วยความเชื่อ ท่านจะได้

 

 

 

 

 

 

 

ครั้งที่ 21 ทรงเรียกลาซารัสฟื้นจากความตาย:

 

อภินิหารที่ยิ่งใหญ่ของพระเยซูก็คือ ให้ลาซารัสฟื้นจากความตาย มีเล่าไว้แห่งเดียวใน ยอห์น 11:38-44 คัมภีร์อื่นไม่มีแม้กระทั่งท่าน แมทธิวที่เก็บเรื่องราวอภินิหารของพระเยซูมาอย่างละเอียดถี่ยิบยิ่งกว่าสาวกคนอื่น ก็ตกข่าวเรื่องลาซารัสฟื้นคืนชีวิต แต่ยอห์นผู้เล่าเรื่องนี้ กลับเล่าได้อย่างละเอียดพิสดารยิ่งกว่าเรื่องอื่น ๆ ทั้งหมด ดังนี้

 

Again deeply moved inwardly, Jesus approached the tomb. It was a cave with a stone laid against it. Jesus said, "Remove the stone." Martha, the sister of the deceased, said to Him, "Lord, by now there is an odour, for it is four days since his death." Jesus said to her,"Did I not tell you that if you will believe you will see the glory of God?" So they removed the stone. Then Jesus raised His eyes upward and said , "Father, I thank You for having heard Me, and I know that You do always hear Me; but on account of the people around here I said this, so that they may believe that You have sent Me." When He had said this He called out in a loud voice, "Lazarus, come out!" Out came the one who had died, feet and hands tied with graveclothes and his face wrapped in a towel. Jesus told them, "Unbind him and let him go." (John11:38-44]

 

พระเยซูตรัสว่า "จงเอาหินออกเสีย" มาร์ธาพี่สาวของผู้ตายจึงทูลพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า ป่านนี้ศพมีกลิ่นเหม็นแล้ว เพราะว่าเขาตายมาสี่วันแล้ว" พระเยซูตรัสกับเธอว่า "เราบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่า ถ้าเจ้าเชื่อเจ้าจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า" พวกเขาจึงเอาหินออก พระเยซูทรงแหงนพระพักตร์ขึ้นตรัสว่า "ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์ ที่พระองค์ทรงโปรดฟังข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทราบว่าพระองค์ทรงฟังข้าพระองค์อยู่เสมอ แต่ที่ข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้ก็เพราะเห็นแก่ประชาชนที่ยืนอยู่ที่นี่ เพื่อเขาจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา" เมื่อพระองค์ตรัสดังนั้นแล้วจึงเปล่งพระสุรเสียง ตรัสว่า "ลาซารัสเอ๋ย ออกมาเถิด" ผู้ตายนั้นก็ออกมา มีผ้าพันมือและเท้า และที่หน้าก็มีผ้าพันอยู่ด้วย พระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า"จงแก้ผ้าที่พันออกเสียแล้วปล่อยเขาเถิด"


 

รวมการแสดงฤทธิ์21ครั้ง

ซึ่งจะเห็นว่าพระเยซูทรงตรัสอย่างแจ่มแจ้งว่า ฤทธิ์และการใดใดจะสำเร็จได้เพราะ มีความเชื่ออย่างจริงจังต่อพระเจ้า และ พระบุตร การที่พระองค์ได้แสดงการอัศจรรย์หรือฤทธิ์ต่าง ๆ มาทั้งหมดนี้ ทรงยืนยันว่าเกิดจากความเชื่อในพระเจ้า ที่เป็นเรื่องสำคัญในที่นี้ก็คือ พระเยซูได้ตรัสถึงฤทธิ์ที่ยิ่งไปกว่าฤทธิ์ทั้งหลายอย่างหนึ่งก็คือ ฤทธิ์ให้ภูเขาขยับเขยื้อนไปที่ไหนก็ได้ ทรงตรัสไว้ในการแสดงฤทธิ์ครั้งที่ 18 และ ครั้งที่ 20 ลองพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ดังนี้

 

***ครั้งที่ 18 ทรงรักษาเด็กผีสิง :

 

When they approached the crowd, a man came forward and knelt to Him, saying, "Lord, take pity on my son, for he is an epileptic and suffers badly ; he often falls into the fire and often into the water. I brought him into Your disciples, but they had no power to cure him." Jesus replied, "O unbelieving and rebellious generation, how long shall I remain with you? Bring him here to Me." So Jesus rebuked the demon and it came out of him, and from that moment the boy was cured. Then the disciples came to Jesus privately and said, "Why did not we have power to expel it?" He said to them, "Because of your little faith. For I assure you, if you have faith the size of a mustard seed, you will say to this mountain, "Move from here to there," and it will move. And nothing, shall be imposible for you. But this kind does not go out except through prayer and fasting." [Mathew17:14-18]

 

ครั้นพระเยซูกับเหล่าสาวกมาถึงฝูงชนแล้ว มีชายคนหนึ่งมาหาพระองค์ คุกเข่าลงทูลว่า "พระองค์เจ้าข้า ขอทรงพระเมตตาแก่บุตรของข้าพระองค์ ด้วยเขาเป็นโรคลมบ้าหมู มีความทุกข์เวทนามาก เคยตกไฟตกน้ำบ่อย ๆ ข้าพระองค์ได้พาเขามาหาพวกสาวกของพระองค์ แต่พวกสาวกนั้นรักษาเขาให้หายไม่ได้" พระเยซูตรัสตอบว่า "โอ คนในยุคที่ขาดความเชื่อและมีทิฐิชั่ว เราจะต้องอยู่กับท่านทั้งหลายนานเท่าใด เราจะต้องอดทนเพราะท่านไปถึงไหน จงพาเด็กนั้นมาหาเราที่นี่เถิด" พระเยซูจึงตรัสสำทับผีนั้น มันก็ออกจากเขา ตั้งแต่นั้นไปเด็กก็หายเป็นปกติ ภายหลังเหล่าสาวกของพระเยซูมาหาพระองค์เป็นส่วนตัว ทูลถามว่า "เหตุไฉนพวกข้าพระองค์ขับผีนั้นออกไม่ได้" พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เพราะเหตุพวกท่านมีความเชื่อน้อย ด้วยเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่งท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า "จงเลื่อนจากที่นี่ไปที่โน่น" มันก็จะเลื่อน สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ท่านทำไม่ได้ จะไม่มีเลย" แต่ผีชนิดนี้ไม่เคยถูกขับออก เว้นไว้โดยการอธิษฐานและการอดอาหาร

 

 

 

***ครั้งที่ 20 ครั้งหนึ่งพระเยซูทรงสาปต้นมะเดื่อ:

 

He felt hungry and, noticing a single fig tree by the road side, He walked to it and found on it nothing but leaves. He said to it, "Let there be no fruit from you any more forever." And instantly the fig tree withered. As the disciples observed it, they marvelled and said, "How did the fig tree wither so quickly?" Jesus answered them, "I assure you, if you have faith and do not doubt, you will not only do what was done to the fig tree, but if you say to this mountain, "Be lifted and thrown into the sea," it will happen. And everything you ask in prayer you will obtain, if you believe. (Mathew 21:18-22)

 

ครั้นเวลาเช้า ขณะเสด็จกลับไปยังกรุงอีก ก็ทรงหิวพระกระยาหาร และเมื่อทอดพระเนตรไป ทรงเห็นต้นมะเดื่อต้นหนึ่งอยู่ริมทาง ก็ทรงดำเนินเข้าไปใกล้ เห็นต้นมะเดื่อนั้นไม่มีผลมีแต่ใบเท่านั้น จึงตรัสกับต้นมะเดื่อนั้นว่า "เจ้าจงอย่าผลิตผลอีกต่อไป" ทันใดต้นมะเดื่อก็เหี่ยวแห้งไป ครั้นเหล่าสาวกได้เห็นก็ประหลาดใจ แล้วว่า "เป็นอย่างไรหนอต้นมะเดื่อจึงเหี่ยวแห้งไปในทันใด" ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เพียงท่านจะมีความเชื่อและมิได้สงสัย ท่านจะกระทำได้เช่นที่เราได้กระทำแก่ต้นมะเดื่อนี้ ยิ่งกว่านั้น ถึงแม้ท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า "จงลอยไปลงทะเล" ก็จะสำเร็จได้ สิ่งสารพัดที่ท่านอธิษฐานขอด้วยความเชื่อ ท่านจะได้)

 

 

 

จะเห็นว่า นี่คือวาทะของพระศาสดา ที่ในความหมายแห่งศาสนา วาทะนี้จะต้องเป็นสัจจะและพิศูจน์ได้ว่าเป็นสัจจะ พระเยซูทรงยืนยันอย่างหนักแน่น ว่า ความเชื่อ ต่อพระเจ้า แม้มีอยู่เพียงนิดน้อย ในความหมายของคำว่า the size of a mustard seed : ขนาดเท่าเมล็ดผักกาดเท่านั้น ก็สามารถสั่งให้ภูเขาเคลื่อนไปได้ ดังคำของพระองค์จากการแสดงฤทธิ์ครั้งที่ 18 ว่า

 

"Because of your little faith. For I assure you, if you have faith the size of a mustard seed, you will say to this mountain, "Move from here to there," and it will move. And nothing, shall be imposible for you. (Mathew17:14-18; เพราะเหตุพวกท่านมีความเชื่อน้อย ด้วยเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่งท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า "จงเลื่อนจากที่นี่ไปที่โน่น" มันก็จะเลื่อน สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ท่านทำไม่ได้ จะไม่มีเลย

 

 

 

 

 

และอีกข้อความจากการแสดงฤทธิ์ครั้งที่ 20 ว่า

 

"I assure you, if you have faith and do not doubt, you will not only do what was done to the fig tree, but if you say to this mountain, "Be lifted and thrown into the sea," it will happen. And everything you ask in prayer you will obtain, if you believe." [Mathew 21:21-22; ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เพียงท่านจะมีความเชื่อและมิได้สงสัย ท่านจะกระทำได้เช่นที่เราได้กระทำแก่ต้นมะเดื่อนี้ ยิ่งกว่านั้น ถึงแม้ท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า "จงลอยไปลงทะเล" ก็จะสำเร็จได้ สิ่งสารพัดที่ท่านอธิษฐานขอด้วยความเชื่อท่านจะได้"]

 

 

 

 

 

 

 

นี่คือประเด็นสำคัญอย่างยิ่งยวดทางศาสนาคริสต์ เพราะเป็นวาทะของพระศาสดาแห่งศาสนานี้ และเมื่อตรัสวาทะออกไปแล้ว ก็ย่อมหมายถึงการท้าทายคนทั้งหลายให้พิศูจน์ และ นี่คือคำสอนที่เป็นอุดมการณ์สูงสุดของศาสนาคริสต์ เป็นปรมัตถสัจจะของศาสนาคริสต์ คำสอนและวัฒนธรรมทางศาสนานี้ จึงกำหนด แม้บังคับให้ชาวคริสต์เคร่ง โดยจำเป็นต้องเริ่มชีวิตคริสเตียน ด้วยความเชื่อขึ้นเสียก่อน ว่า พระเยซูเป็นพระเจ้า ต้องเชื่อเรื่องพระบิดา-พระบุตร เชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยใดใด รวมไปถึงต้องเชื่อทุกข้อความที่พระคัมภีรไบเบิลเขียนไว้ นั่นเป็นสิ่งที่ผู้สมัครตนเป็นชาวคริสต์ จะต้องประพฤติ โดยหวังว่าจะได้ประสบความสำเร็จในชีวิต ตามคำของพระองค์ที่ว่า สิ่งสารพัดที่ท่านอธิษฐานขอด้วยความเชื่อท่านจะได้ แม้จะสั่งให้ภูเขาทั้งลูกขยับไปตั้งตรงไหน ก็ย่อมทำได้ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ท่านทำไม่ได้ จะไม่มีเลย

 

 

 

 

 

 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาแล้ว จะเห็นว่า วาทะของพระศาสดาแห่งศาสนาคริสต์บทนี้ มิได้เป็นสัจจะ ความเชื่อสามารถย้ายภูเขาได้จริงหรือไม่ ? ก็จะได้พบว่า เป็นแต่เพียงวาทะ ไม่มีสัจจะอยู่ในวาทะนั้น ไม่ปรากฎว่า ได้ทรงแสดงฤทธิ์เขยื้อนภูเขาให้เห็น

 

 

 

การเขยื้อนภูเขา มีทฤษฎีอยู่ทฤษฎีหนึ่ง คือทฤษฎีปฏิวัติจีนในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ของท่านประธานเหมาเจ๋อตุง ว่าไว้ว่า ลุงคนหนึ่งเห็นภูเขาลูกหนึ่งขวางทางกองทัพคณะปฏิวัติ ทำให้เดินทางไม่สะดวก ลุงมีจิตใจนักปฏิวัติ จึงจับจอบเดินขึ้นไปที่ภูเขาและเริ่มต้นขุดภูเขา เพื่อเขยื้อนภูเขาออกไปให้พ้นทางคณะปฏิวัติ หนังสือจึงมีชื่อว่า ลุงโง่ย้ายภูเขา ซึ่งดูเหมือนท่านประธานเหมาเจ๋อตุงแห่งจีน มิได้มองความสำเร็จโดยวิธีอื่นนอกจากการลงมือขุดดินไป การปฏิวัติของประชาชนต้องลงมือทำไม่ใช่อ้อนวอนสวรรค์ ส่วนวิธีที่พระศาสดาแห่งศาสนาคริสต์ทรงประกาศไว้ ไม่มีใครพิศูจน์ได้ ไม่ปรากฎแม้ว่า องค์พระเยซูเองได้แสดงฤทธิ์เขยื้อนภูเขาที่ไหนไว้ในพระคัมภีร์ใด

 

อย่างไรก็ตาม จะสังเกตได้ค่อนข้างชัดเจนว่า แท้ที่จริง พระเยซู ก็มีความตั้งใจแสดงฤทธิ์ ชนิดที่ว่า ความเชื่อย้ายภูเขาได้ ตามทฤษฎีของพระองค์อยู่ ถึง 2 ครั้งสำคัญ แต่ทรงทำไม่สำเร็จ มีข้อสังเกตว่า ฤทธิ์ที่ทรงทำมาสำเร็จดังกล่าวมาทั้งหมด เป็นฤทธิ์ที่กระทำนอกกรุงเยรูซาเล็มทั้งสิ้น แต่ครั้นเสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็ม เมืองนครใหญ่ขณะต่อมา ในเทศกาลปัสกา ปีแรกที่พระองค์เหยียบย่างพระบาทเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็ม กลับทรงแสดงฤทธิ์ไม่ออกถึง 2 ครั้งใหญ่ ๆ อันเป็นฤทธิ์ครั้งสำคัญยิ่งกว่าสิ่งที่ทรงแสดงมาทั้งหมดเสียด้วย ทั้ง ๆ ที่มีพระประสงค์อันแรงกล้าที่จะแสดงฤทธิ์ ชนิดที่อาจเขยื้อนภูเขานี้ได้ นั่นก็คือ ทรงคิดจะสั่งให้พระวิหารใหญ่ของชาวยิวถล่มลง แล้วจะทรงสั่งให้ตั้งขึ้นใหม่ในสามวัน เห็นได้จากการที่ทรงท้าทายชาวเมืองว่า Destroy this temple and in three days I will rebuild it. [John 2: 19 = จงทำลายวิหารนี้เสีย เราจะยกขึ้นใหม่ในสามวัน]

 

 

 

ถ้าพิจารณาจากเหตุการณ์คราวพระเยซูพาสาวกเข้ากรุงเยรูซาเล็มคราวนั้น พระคัมภีร์ยอห์น เล่าว่าพอเสด็จเข้าไปสู่กรุงเยรูซาเล็ม ก็ตรงไปที่พระวิหารใหญ่ที่ชาวเมืองเพิ่งสร้างเสร็จลงและมีการสมโภชในคราวเดียวกันนั้น

 

There He found seated in the temple dealers in cattle, sheep, and the pigions; also moneychangers; so, making a whip out of cords, He drove them all out of the temple, as well as the sheep and cattle, poured out the money-changers' coins and overturned the tables. And to the pigion dealers He said, "Take these outside; do not make My Father's house a house of business." [John 2:14-16;

 

ในบริเวณพระวิหาร พระองค์ทรงเห็นคนขายวัว ขายแกะ ขายนกพิราบ และคนรับแลกเงินที่กำลังแลกเงินอยู่ พระองค์ทรงเอาเชือกทำเป็นแส้ ไล่คนเหล่านั้น พร้อมกับแกะและวัวออกไปจากบริเวณพระวิหาร และพระองค์ทรงเทเงินและคว่ำโต๊ะของคนรับแลกเงิน และพระองค์ตรัสแก่บรรดาคนขายนกพิราบว่า "จงเอาของเหล่านี้ไปเสีย อย่าทำพระนิเวศของพระบิดาเราให้เป็นแหล่งค้าขาย]

 

 

 

 

 

จะสังเกตว่า สำนวนพระคัมภีร์ ฟังแล้วไม่รู้สึกว่าร้ายแรงอะไร เพราะภาษาที่ใช้ ยกความสง่างามให้ฝ่ายตนทั้งสิ้น แต่ถ้าออกอาการแสดงกริยาไปตามภาษาในพระคัมภีร์ที่ดูฟังละมุนละไมแล้ว จะเห็นว่าเป็นกริยาที่หยาบ เป็นพฤติการที่สมัยนี้เรียกว่า อันธพาล นั่นเอง เพราะ พระเยซูไม่ได้อธิบายหรือออกปากว่าอย่างไร ก็คว้าเชือกแส้ไล่ตีคน ไล่ตีสัตว์ แตกกระเจิงไป สัตว์วัวและแกะก็ตื่นเตลิดออกไปนอกเมือง คนก็วิ่งหนีและเจ็บตัวไปตาม ๆ กัน นอกจากนั้นแล้ว ยังทรง เทกระจาดเงินทองเข้าของ ๆ พ่อค้าเหล่านั้น และ คว่ำโต๊ะแลกเปลี่ยนเงินตราของเจ้าพนักงานลงโดยพลการ และภายในมหาวิหารเอง มีคนท่องเที่ยวเต็มไปหมด ด้วยเป็นเทศกาลปัสกา

จริงอยู่พระคัมภีร์บอกเหตุผลว่า พระเยซูทรงเห็นพวกพ่อค้าเหล่านั้นทำพระวิหารสกปรก ก็ไม่ทรงพอพระทัย เพราะทรงเข้าพระทัยผิดว่ามหาวิหารนั้นเป็นของพระเจ้าผู้เป็นพระบิดาของพระองค์ การที่ทรงไปทึกทักเอาเช่นนั้นก็ยิ่งไม่ถูกต้องเพราะไม่มีความชอบธรรมใดใดที่พระองค์จะไปทึกทักเอาว่าพระวิหารนั้นเป็นของพระบิดาของพระองค์ และคนทั้งหลายก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่า มีพระเจ้า พระบิดาของพระเยซูมาร่วมสร้างพระวิหารนั้น แต่ชาวเมืองเขาร่วมใจกันสร้างติดต่อกันมานานถึง 46 ปีจึงแล้วเสร็จ การแสดงอำนาจของพระเยซูอย่างไร้เหตุผลที่ทรงออกคำสั่งเฉียบขาดว่า Take these outside ; do not make My Father's House a house of business [John 2:16= จงเอาของเหล่านี้ไปเสีย อย่าทำ พระนิเวศของพระบิดาเรา ให้เป็นแหล่งค้าขาย]

 

กริยาเช่นนี้แหละที่บอกถึงแผนการณ์ของพระเยซู ว่าจะทรงแสดงฤทธิ์อำนาจของพระองค์ให้ปรากฎ ทรงตั้งพระทัยว่าจะสั่งให้พระวิหารถล่มลงก่อน แล้วจะสั่งให้ตั้งขึ้นมาใหม่ ลองสังเกตการตอบโต้กับชาวเมือง ดังนี้

 

ชาวเมือง : What sign will You show us for Your doing these things. [John 2:18] ท่านจะแสดงนิมิตอะไรให้เราเห็นว่า ท่านมีอำนาจกระทำการเช่นนี้ได้ (คือเอาแซ่ม้าไล่ตีพวกพ่อค้าเหล่านั้น ไล่ตีสัตว์ วัว แกะและนกพิราบ เทกระจาดใส่เงินทองของพวกเขา และทั้งคว่ำโต๊ะเงินทองของพนักงานรับแลกเปลี่ยนเงิน)

 

พระเยซู : Destroy this temple and in three days I will rebuild it. [John 2: 19] จงทำลายวิหารนี้เสีย เราจะยกขึ้นในสามวัน (โปรดสังเกตว่า ประโยคนี้เป็นประโยคคำสั่ง)

 

 

 

นั่นคือ ความหมายที่ว่า พระเยซูตั้งใจว่าจะแสดงฤทธิ์ โดยหลักทฤษฎีของพระองค์เอง คือ

 

"Because of your little faith. For I assure you, if you have faith the size of a mustard seed, you will say to this mountain, "Move from here to there," and it will move. And nothing, shall be imposible for you. (Mathew17:14-18) "เพราะเหตุพวกท่านมีความเชื่อน้อย ด้วยเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่งท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า "จงเลื่อนจากที่นี่ไปที่โน่น" มันก็จะเลื่อน สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ท่านทำไม่ได้ จะไม่มีเลย"

 

และอีกข้อความว่า

 

"I assure you, if you have faith and do not doubt, you will not only do what was done to the fig tree, but if you say to this mountain, "Be lifted and thrown into the sea," it will happen. And everything you ask in prayer you will obtain, if you believe." (Mathew 21:21-22) ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เพียงท่านจะมีความเชื่อและมิได้สงสัย ท่านจะกระทำได้เช่นที่เราได้กระทำแก่ต้นมะเดื่อนี้ ยิ่งกว่านั้น ถึงแม้ท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า "จงลอยไปลงทะเล" ก็จะสำเร็จได้ สิ่งสารพัดที่ท่านอธิษฐานขอด้วยความเชื่อท่านจะได้"

 

 

 

แต่แล้ว พระองค์ก็ไม่สามารถใช้ทฤษฎีความเชื่อเขยื้อนภูเขา แสดงฤทธิ์เขยื้อนพระวิหารแห่งเยรูซาเล็มได้ดังประสงค์ ชาวเมืองก็กล่าวตอบว่า

 

ชาวเมือง : This temple has been in process of building for 46 years, and will You rebuild it in three days. [John2:19] พระวิหารนี้เขาสร้างถึงสี่สิบหกปีจึงสำเร็จและท่านจะยกขึ้นใหม่ในสามวันหรือ ?

 

พระเยซู : ไม่ตรัสตอบ เสด็จหนีไป

 

 

 

จะเห็นว่า วาทะของพระองค์ครั้งนี้ เป็นเรื่องที่เสื่อมพระสง่าราศีของพระองค์อย่างหนัก ด้วยคำพูดของพระองค์เองที่อวดว่าจะทำลายพระวิหารแล้วยกขึ้นใหม่ในสามวัน (คิดจะทรงทำอย่างพระเจ้า คือเพียงตรัสให้อะไรเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็จะเกิดขึ้น ดังเช่น "พระเจ้าตรัสว่าจงเกิดความสว่าง ความสว่างก็เกิดขึ้น" "พระเจ้าตรัสว่า จงมีภาคพื้นในระหว่างน้ำ แยกน้ำออกจากกัน" ก็มีพื้นฟ้าเกิดขึ้นโดยแยกตัวออกไปจากน้ำ อยู่เบื้องบน กลายเป็นท้องฟ้าขึ้นมา "พระเจ้าเห็นดังนั้นก็ตรัสต่อไปอีกว่า "น้ำที่อยู่ใต้ฟ้าจงรวมอยู่แห่งเดียวกัน ที่แห้งจงปรากฎขึ้น" ก็เป็นดังนั้น ฉะนั้น จึงทรงคิด ทรงเตรียมคำสั่งไว้ 2 คำสั่ง เพื่อจะตรัสต่อพระวิหาร ว่า "พระวิหารใหญ่ของชาวอิสราเอลเอ๋ย จงยุบสลายลงไปพลันทันใด" แล้วพอพระวิหารเป็นไปก็จะสั่งต่อว่า "พระวิหารใหญ่ของชาวอิสราเอลเอ๋ยจงตั้งขึ้นมาใหม่เหมือนเดิม" แต่ทรงกระทำไม่สำเร็จ เสด็จเลี่ยงหนีไป (พระเยซูไม่ทรงเข้าพระทัยว่า คำพูดของพระเจ้าในพระคัมภีร์เยเนซิส เป็นเพียงคำของนักประพันธ์ที่คิดเขียนขึ้นมาเองเท่านั้น ไม่ใช่คำพูดของพระเจ้าจริง ๆ)

 

 

 

 

 

อีกครั้งหนึ่งที่ทรงตั้งพระทัยจะกระทำฤทธิ์ อันเป็นครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของพระองค์ เพื่อความอยู่รอดของพระองค์เอง และ การกำเนิดขึ้นอย่างรุ่งเรืองของอาณาจักรพระเจ้าบนโลกมนุษย์ นั่นก็คือ อธิษฐานให้พระเจ้าพระบิดาของพระองค์ เสด็จมาบนเมฆเลื่อนลอยมากลางอากาศ มาสู่กรุงเยรูซาเล็ม และช่วยพระองค์ที่ทรงถูกตรึงกางเขน ให้รอดพ้นจากการตรึงกางเขน และรับเอาพระองค์ขึ้นไปนั่งร่วมพระอาสน์เบื้องขวาของพระบิดา แสดงพระสง่าราศีอันรุ่งโรจน์ ให้ประชาชนทั้งปวงเห็นประจักษ์ในฤทธิ์ของพระเจ้า

 

ดังจะเห็นเจตนาอันนี้ ของพระองค์ ที่ทรงหวลกลับมายูเดียอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังหลบไปซ่อนตัวที่บ้านเกิด แคว้นกาลิลี แม้ว่าสานุศิษย์จะทัดทานว่าภัยจะบังเกิดขึ้นแด่พระองค์อย่างแน่นอน พระสาวกโธมัส (Thomas) เตือนว่า Rabbi, the Jews were just now seeking to stone You, and You are going back there? [John 11: 8 = พระอาจารย์เจ้าข้า เมื่อเร็ว ๆ นี้พวกยิวหาโอกาสเอาหินขว้างพระองค์ให้ตายแล้วพระองค์ยังจะเสด็จไปที่นั่นอีกหรือ ? เหตุที่ไม่ทรงฟัง ก็เพราะทรงหวังจะแสดงฤทธิ์ในท่ามกลางศัตรูของพระองค์เพื่อกู้เกียรติยศของพระองค์ให้คืนมาให้จงได้ นอกจากนี้ยังเห็นได้จากเหตุการณ์ภายหลังทรงถูกทางการจับตัวได้ และนำพระองค์ไปสอบสวนเป็นคดีในศาลกรุงเยรูซาเล็ม ด้วยข้อกล่าวหาพระองค์หลายกระทง ดังจะเห็นจากการให้การของฝ่ายโจทก์และจำเลยในศาล คราวนั้น

 

พะยาน : This fellow said, I have power to destroy God's temple and build it again in three days. [Mattew 26:61 : คนนี้ได้กล่าวว่าเขาสามารถจะทำลายพระวิหารของพระเจ้าและจะสร้างขึ้นใหม่ในสามวัน"]

 

พระเยซู : ทรงนิ่งอยู่

 

มหาปุโรหิต : Have you nothing to say ? What about their evidence against you? [Mattew 26:63 : ท่านจะไม่แก้ตัวในข้อหาที่พะยานเขาตั้งมานี้หรีอ? ]

 

พระเยซู : ทรงนิ่งอยู่

 

มหาปุโรหิต : I charge You on oath by the living God that You tell us whether You are the Christ, the Son of God. [Mattew26:63 : เราให้ท่านสาบาญโดยอ้างพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ให้บอกเราว่า ท่านเป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้าหรือไม่? ] ( ท่านกล้าสาบาญต่อหน้าพระเจ้าไหมว่า ท่านเป็นพระคริสต์ บุตรของพระเจ้า?/บก.)

 

พระเยซู : As you say. Besides. I tell you that shortly you will see the Son of Man seated at the right hand of the Almighty and coming upon the cloud of heaven. [Mattew 26:64]

 

: ท่านว่าถูกแล้ว และยิ่งกว่านั้นอีก เราบอกท่านทั้งหลายว่า ในเวลาเบื้องหน้านั้น ท่านทั้งหลายจะได้เห็นพระบุตรมนุษย์นั่งข้างขวาของผู้ทรงฤทธานุภาพและเสด็จมาบนเมฆแห่งฟ้าสวรรค์ (เราให้สาบาญตามที่ท่านว่ามาทุกอย่าง นอกจากนี้ เราขอบอกเลยว่า ในไม่ช้าไม่นานนี้ ท่านทั้งหลายจะได้เห็นเรา ผู้เป็นบุตรมนุษย์ นั่งอยู่เคียงข้าง ด้านขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ เสด็จมาบนเมฆแห่งฟ้าสวรรค์)

 

มหาปุโรหิต : (ลุกขึ้นฉีกเสื้อของตน) He has blasphemed! What further need do we have to witnesses? You have now heard His blasphemy. What do you think? [Matthew 26:65]

: เขาพูดหมิ่นประมาทพระเจ้าแล้ว มีหลักฐานอะไรที่เราจะต้องการไปกว่า นี้อีกเล่า ท่านทั้งหลายก็ได้ยินเขาพูดหมิ่นประมาทพระเจ้าแล้ว ท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไร?

 

ชาวเมือง : He deserves death! [Mattew 26: 66] : ควรปรับโทษถึงตาย

 

 

 

 

 

 

 

จากนั้น ศัตรูของพระองค์ก็นำพระองค์ไปหาปีลาต (Pontius Pilate) ข้าหลวงใหญ่ จักรพรรดิ์โรมัน เจ้าเมืองเยรูซาเล็ม

 

 

 

 

 

ปีลาต : Do you not hear how much they testify against You ? [Mattew 27:13]

: ท่านดูหมิ่นพระเจ้าตามที่เขาปรักปรำกล่าวหาจริงหรือไม่ ?

 

พระเยซู : นิ่งไม่ตอบโต้

 

ปีลาต : Then what shall I do with Jesus ? [Mattew 27:22]

: ถ้าอย่างนั้น เราจะทำอย่างไรกับพระเยซูดี ?

 

ชาวเมือง : Let Him be crucified! [Mattew 27:23]  : ให้ตรึงเสียที่กางเขนเถิด

 

 

 

 

 

จะเห็นว่าพอปีลาตตัดสินให้ตรึงกางเขน คนก็เยาะเย้ยต่อหน้าพระองค์ต่าง ๆ เป็นต้นว่า You destroyer and reconstructer of the temple in three days, save Yourself if You are the Son of God, and come down from the cross! [Matthew 27:40] "เจ้าผู้จะทำลายพระวิหาร และสร้างขึ้นในสามวันน่ะ จงช่วยตัวเองให้รอดถ้าเจ้าเป็นบุตรของพระเจ้าจงลงมาจากกางเขนเถิด"

พวกมหาปุโรหิตกับพวกธรรมาจารย์และพวกผู้ใหญ่ก็เยาะเย้ยพระองค์ว่า
He saved others but He can not save Himself. Is He King of

Israel? Let Him now come down from the cross and we will believe in Him. He trusts in God? Let Him rescue Him now, if He wants Him; for He said , "I am the Son of God."[ Mattew 27: 42-43] "เขาช่วยคนอื่นให้รอดได้แต่ช่วยตัวเองไม่ได้ เขาเป็นกษัตริย์ของชาติอิสราเอลรี? ให้เขาลงมาจากกางเขนเดี๋ยวนี้เถิด เราจะได้เชื่อถือบ้าง เขาไว้ใจในพระเจ้า ถ้าพระองค์พอพระทัยในเขาก็ให้ทรงช่วยเขาเดี๋ยวนี้เถิด ด้วยเขาได้กล่าวว่า เขาเป็นพระบุตรของพระเจ้า"

 

เมื่อมีเหตุการณ์ที่เป็นที่เสื่อมพระสิริแด่พระองค์ในฐานะพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า เหล่านี้ ย่อมหวังได้ว่าจะทรงแก้ไขให้ดีขึ้นด้วยการแสดงฤทธิ์อันยิ่งกว่าฤทธิ์ทั้งหลายให้ประจักษ์อย่างแน่นอน ฉะนั้นพระองค์จึงไม่ทรงเอ่ยวาจาใดกับใครเลยนับตั้งแต่กล่าวว่า

As you say. Besides. I tell you that shortly you will see the Son of Man seated at the right hand of the Almighty and coming upon the cloud of heaven. [Mattew 26:64]

: "เราให้สาบาญตามที่ท่านว่ามาทุกอย่าง นอกจากนี้ เราขอบอกเลยว่า ในไม่ช้าไม่นานนี้ ท่านทั้งหลายจะได้เห็นเรา ผู้เป็นบุตรมนุษย์ นั่งอยู่เคียงข้าง ด้านขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ เสด็จมาบนเมฆแห่งฟ้าสวรรค์"

 


เพราะทรงอธิษฐานจิตอยู่ตลอดเวลา ขอให้พระเจ้ามาแสดงฤทธิ์ให้ประจักษ์แก่คนทั้งหลาย และน่าเชื่อได้ว่า ทรงใช้คำอธิษฐานบทเดียวกับที่อธิษฐานช่วยลาซารัสให้ฟื้นขึ้นมานั่นเอง คือ

 

"Father, I thank You for having heard Me, and I know that You do always hear Me; but on account of the people around here I said this, so that they may believe that You have sent Me." [John 11: 41-42] "ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์ ที่พระองค์ทรงโปรดฟังข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทราบว่าพระองค์ทรงฟังข้าพระองค์อยู่เสมอ แต่ที่ข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้ก็เพราะเห็นแก่ประชาชนที่ยืนอยู่ที่นี่ เพื่อเขาจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา"

 

 

 

แต่ก็ทรงทำไม่สำเร็จ พระเจ้า หรือพระบิดาของพระองค์ไม่เสด็จมา และทั้ง ไม่มีฤทธิ์ใดใดบังเกิดขึ้นตามความเชื่อของพระองค์ที่ว่า "ท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า 'จงเลื่อนจากที่นี่ไปที่โน่น' มันก็จะเลื่อน สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ท่านทำไม่ได้จะไม่มีเลย" "สิ่งสารพัดที่ท่านขอด้วยความเชื่อท่านจะได้" แต่แม้พระองค์เองก็ยังทำไม่สำเร็จเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าจะทรงทนทรมานอธิษฐานจิตอยู่ถึง 7 ชั่วโมง ตั้งแต่สามโมงเช้า ถึงสามโมงเย็น ในที่สุดจึงทรงยอมจำนน โดยเห็นได้จากทรงเปล่งเสียงดังก่อนสิ้นพระชนม์ว่า Eli, Eli, Lama sbachthani ? [MATTHEW 27:46-MARK 15:33 = เอโลอี เอโลอี ลามาสะบักธานี : พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย ซึ่งแสดงให้เห็นโดยชัดเจนว่า พระเยซู ทรงผิดหวังในพระบิดา หรือ สิ่งที่ทรงเชื่อว่าเป็น พระบิดาของพระองค์อย่างยิ่ง ดังจะเห็นความหมายของคำว่า FORSAKE ซึ่งหมายความถึง ABANDON หรือ DESERT ตรงกับไทยว่า ละทิ้ง, ละทิ้งหน้าที่, ปล่อย และ หนีทัพ ไบเบิล ปกดำ ภาษาไทยแปลประโยคนี้ว่า "พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย" ซึ่งบอกให้รู้ว่า การสิ้นพระชนม์ของพระเยซู สิ้นไปอย่างผิดหวังต่อพระเจ้า ทั้ง ๆ ที่ทรงเชื่ออย่างแน่นแฟ้นว่าเป็นพระบิดาของพระองค์จนกล่าววาทะยิ่งใหญ่ไปทั่วโลกว่า For God so loved the world that He gave His only-begotten Son, so that whoever believes in Him should not perish, but have everlasting life. [John 3:16 = เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์]

 

 

 

 

 

 

 

และ วาทะแห่งทฤษฎีว่าด้วยฤทธิ์หรือการอัศจรรย์สำหรับยกเขยื้อนภูเขาที่ทรงโอ้อวดต่อศิษยานุศิษย์ ที่ว่า

 

"Because of your little faith. For I assure you, if you have faith the size of a mustard seed, you will say to this mountain, "Move from here to there," and it will move. And nothing, shall be imposible for you. (Mathew17:14-18) "เพราะเหตุพวกท่านมีความเชื่อน้อย ด้วยเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่งท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า "จงเลื่อนจากที่นี่ไปที่โน่น" มันก็จะเลื่อน สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ท่านทำไม่ได้ จะไม่มีเลย"

 

 

 

และอีกข้อความว่า

 

"I assure you, if you have faith and do not doubt, you will not only do what was done to the fig tree, but if you say to this mountain, "Be lifted and thrown into the sea," it will happen. And everything you ask in prayer you will obtain, if you believe." (Mathew 21:21-22) ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เพียงท่านจะมีความเชื่อและมิได้สงสัย ท่านจะกระทำได้เช่นที่เราได้กระทำแก่ต้นมะเดื่อนี้ ยิ่งกว่านั้น ถึงแม้ท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า "จงลอยไปลงทะเล" ก็จะสำเร็จได้ สิ่งสารพัดที่ท่านอธิษฐานขอด้วยความเชื่อท่านจะได้"

 

จึงไม่เป็นความจริง

 

จึงเป็นการพิศูจน์แล้วว่า พระเยซูแสดงฤทธิ์ระดับเขยื้อนภูเขาไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคราวที่คับขันที่จำเป็นที่สุดในชีวิตของพระองค์ พระองค์ก็ไม่อาจแสดงฤทธิ์ช่วยเหลือตนเองได้แต่อย่างใด จนต้องเอ่ยวาจาตัดพ้อต่อพระเจ้าด้วยความผิดหวังและอย่างเจ็บปวดก่อนจะสิ้นพระชนม์ไปบนไม้กางเขนอย่างน่าอนาถยิ่งนัก อันแสดงว่าทฤษฎี การแสดงฤทธิ์ของพระองค์ เป็นสิ่งที่ผิดพลาด ไม่ถูกต้อง พระวาทะของพระองค์ ในฐานะพระศาสดาแห่งคริสต์ศาสนา ไม่เป็นสัจจะ แต่มีสัจธรรมในศาสนาพุทธ ที่บอกความจริงเกี่ยวกับฤทธิ์หรือการอัศจรรย์2ประการคือ

1.         ฤทธิ์ เป็นสิ่งที่มนุษย์ผู้สามารถกระทำด้วยความสามารถของตนได้ และมนุษย์ทำฤทธิ์ได้แตกต่าง         ชนิด      กันไป คนนี้ทำฤทธิ์ชนิดนี้ คนนั้นทำฤทธิ์ชนิดนั้น ถ้าศึกษาจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์      ศาสนาพุทธนั่นเอง พระอรหันต์แสดงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ ด้วยการฝึกฝนตนเองมาจนพอเหมาะแก่เหตุ (พระเยซูก็ทำฤทธิ์ได้เพราะความสามารถของพระเยซูเอง ด้วยอานุภาพภายในของพระองค์เอง            ความเชื่อมีส่วนเป็นปัจจัยเหตุอย่างหนึ่งเท่านั้นและไม่เกี่ยวกับการดลบันดาลของพระเยโฮวาห์ เลย)

2.        
ฤทธิ์ย่อมเสื่อมได้ ไม่ถาวร วันหนึ่งมีฤทธิ์ วันหนึ่งอาจเสื่อมลง หากปัจจัยเหตุแห่งฤทธิ์เสื่อมไป             ศาสนาพุทธรู้เช่นนี้จึงแสวงหาสิ่งที่ไม่เสื่อม ซึ่งเป็นของประเสริฐกว่าฤทธิ์ ก็คือ มรรคผลนิพพาน     ทางพระพุทธศาสนาจึงไม่สรรเสริญฤทธิ์ พระบรมศาสดาทรงรู้แจ้งสัจธรรมว่าด้วยฤทธิ์เช่นนี้ จึง       ทรงห้ามพระสาวกอรหันต์ทั้งหลาย มิให้แสดงฤทธิ์ แต่สรรเสริญมรรค ผล นิพพาน เป็นความสุข          ที่ไม่เสื่อมคลาย เป็นความรู้สติปัญญาที่ไม่เสื่อมคลายลงอีก เป็น อกุปปธัมมา (ธรรมที่ไม่เสื่อม)             เป็น ความเป็นมนุษย์ผู้บรรลุอิสรภาพอย่างสมบูรณ์ (ไม่มีเทวดาหรือพระเจ้าหรือใครสิ่งใดอยู่   เหนือ ) การที่พระเยซูไม่สามารถออกฤทธิ์ครั้งสำคัญ2ครั้งได้นั้น จะเห็นชัดเจนว่ามิใช่เพราะทรง          ขาดความเชื่อตามทฤษฎีของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเปี่ยมด้วยความเชื่อเหลือขนาดอยู่แล้ว    แต่เป็นเพราะ ปัจจัยเหตุแห่งฤทธิ์ของพระองค์ไม่พร้อม และทั้ง ฤทธิ์ของพระองค์เสื่อมลงไป     เพราะปัจจัยเหตุที่เสื่อมลง ฉะนั้นการที่พระเยซูสรรเสริญความเชื่อไว้อย่างสูงสุด จึงไม่เป็นความ            จริง ไม่เป็นสัจธรรม วาทะของพระเยซูไม่เป็นสัจธรรม

 

 

 

เพราะวาทะทั้งหมดทั้งสิ้นของพระองค์ ที่โอ้อวดแด่สาวกและคนทั้งหลายไว้ ยังได้ถูกหักล้างด้วยวาทะประโยคเดียวก่อนสิ้นพระชนม์ของพระองค์เอง ที่ว่า

Eli, Eli, Lama sbachthani ? [MATTHEW 27:46-MARK 15:33] = เอโลอี เอโลอี ลามาสะบักธานี : พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย.

 

 

 

  • ธรรมสามี

            2 ก.ย.2545

 

 

 




หนังสือพิมพ์ดีเล่มที่ 26




Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เวบไซท์นี้ http://www.newworldbelieve.net มีข้อมูลพื้นฐานจากหนังสือพิมพ์ดี:วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก ออกโดยมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร) มี พระพยับ ปญฺญาธโร เป็นบรรณาธิการ และเป็น webmasterสำนักงานตั้งอยู่ที่ วัดมหาพุทธาราม อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000 ขณะนี้หนังสือพิมพ์ดีมีอายุทำการมา 11 ปีแล้ว มีเรื่องสำคัญคือการวิเคราะห์สังคมทั้งระบบด้วยแนวภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์แห่งตาธรรมะในพระพุทธศาสนาเพื่อนำสังคมไปสู่ความดีงามและรอดปลอดภัยจากสถานการณ์เลวร้ายยุคนี้