ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี แฟ้ม 2
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletThe Truth Of Red Thailand 12-14 April 2009
bulletFrom red shirt survivor person
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
โหราศาสตร์ [updateใหม่สุด]
dot
bullet สารบาญโหราศาสตร์โดยชลัมพุช โหรชนบททุกเรื่อง
bulletบันทึกข้อสังเกตประเด็นสำคัญดวงชะตาประเทศไทยช่วงเดือนส.ค.-พ.ย.2552
bulletดวงชะตาประเทศไทย พยากรณ์ว่าประชาชนจะอดอยากยากจนและเผชิญภับพิบัติ 4 ประการ
bulletให้คำพยากรณ์นักธุรกิจชาวอังกฤษ
bulletอยากรู้เรื่องโหราศาสตร์ คลิก!
bulletดวงชะตาผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตไทย
dot
Buddhism How?
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
บันทึกลับเสื้อแดง
dot
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนท )
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
dot
รายการทั่วไป
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดีเล่มที่52
bulletงดเหล้าเข้าพรรษา
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletศรีสะเกษ
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
dot
ช่องบริการประชาชน
dot
bulletบริการแจ้งของหาย คนหาย สื่อข้อความ หมอผี ฯลฯ
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletดี 25
bulletดี 28
bulletดี 29
bulletดี 26
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่1-3


สากลจักรวาล สากลศาสนา 6

 

 

 

สากลจักรวาลสากลศาสนา
ธรรมสามีวินิจฉัย (6)

 

 

 

 

คนผู้ห่างไกลศาสนา อาจจะไม่เข้าใจความหมายของพระคัมภีร์ของศาสนาก็ได้



ไม่เข้าใจอย่างนี้ คือ ถ้อยคำทุกถ้อยคำในพระคัมภีร์สูงสุดของศาสนานั้น จักต้องเป็นคำสัจจริงทั้งสิ้น เพราะแม้แต่บรรดานักปราชญ์ผู้เขียนพระคัมภีรศาสนาสากลเองก็ยืนอยู่บนคำกล่าวที่ว่า พระเจ้าเป็นคำสัจจริง จะไม่มีแม้แต่คำหนึ่งคำใดที่ไม่เป็นคำสัจจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำที่บรรยายหลักปรมัตถธรรมสูงสุดของศาสนาสากลนั้น ๆ ถ้าพระคัมภีร์ของศาสนา ไม่ทรงไว้ซึ่งคำสัจจริง หรือกล่าวความเท็จแม้แต่เพียงคำหนึ่งคำเดียว นั่นหมายความว่าสิ้นสภาพที่น่าเชื่อถือไปแล้วโดยสิ้นเชิง ไม่มีศักดิ์ที่จักเป็นศาสนาสากลได้

 

 

เราได้เห็นแล้วว่าพระคัมภีร์ของศาสนาสากลที่มีพระเจ้า ได้กล่าวความเท็จหลายเรื่องหลายราว ปรากฎชัดเจนยิ่งขึ้นในสายตาของคนยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระคัมภ์ไบเบิล { HOLY BIBLE } ของศาสนาคาทอลิก

นับแต่เรื่องสร้างโลก ที่จริงพระเจ้าสร้างโลกแบน ๆ เป็นชั้น ๆ เหมือนขนมชั้นของไทยและทรงกำหนดให้โลกนั้นเป็นศูนย์กลางสุริยจักรวาล ซึ่งดวงอาทิตย์และดาวพระเคราะห์ทั้งหลายหมุนไปรอบ ๆ โลก หากแต่โลกที่มีลักษณะเช่นนั้นอยู่ที่ไหน อยู่ซีกส่วนไหนของสากลจักรวาลก็ไม่ปรากฎในรายงานการสำรวจของนักดาราศาสตร์หรือนักอวกาศเลยแม้แต่น้อย หากแต่บรรดาสาวกของพระเจ้าคาทอลิก ต่างพากันมาทึกทักเอาว่าโลกกลม ๆ เหมือนผลส้มใบที่ชาวโลกเราอยู่ ที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางนี้เป็นโลกของพระองค์ที่ทรงสร้างมากับมือ ก็กลายเป็นเรื่องตลก พระเจ้ากลับกลายเป็นนักตู่คนสำคัญขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ  ซึ่ง นี่คือการสะท้อนความสับปลับ มีวาจาคำพูดที่ไม่อยู่ในร่องในรอย คือหาความสัตย์ไม่ได้ ฉะนั้น พระเจ้าอะไร มีคำพูดที่สับปลับเช่นนี้ ?

 

ในการอ่านประเด็นสำคัญที่บ่งบอกคุณสมบัติของพระเจ้า ในพระคัมภีร์ใดใด

เมื่อเราอ่านสากลศาสนาจากพระคัมภีร์ของศาสนาใดแล้ว เอามาวิเคราะห์ เปรียบเทียบกับความเป็นไปหรือเหตุการณ์ที่อ้างถึงหรือเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันต่าง ๆ จะพบว่า บางกรณีก็เป็นสิ่งที่น่าฉงนอย่างล้ำลึก เพราะแสดงออกถึงคุณสมบัติที่มีความขัดแย้งกันอยู่ในตัวเองของพระเจ้า แล้วไม่เป็นความจริง ซ้ำยังไม่เป็นความดีงาม หรือเป็นความเป็นธรรมอีกด้วย

อย่างเช่นถ้อยคำไพเราะ ๆ ในพระคัมภีร์เล่มหนึ่ง ของไบเบิลว่า

"For God so love the world .........." John 3:16 (เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกมากเหลือเกิน จนกระทั่ง.....) ซึ่งเป็นถ้อยคำที่คนในโลกมนุษย์ฟังแล้วเคลิบเคลิ้มไปเป็นอันมาก จนกล่าวกันว่าบท John 3:16 ใน ไบเบิล นี้ ได้รับการถ่ายทอดออกไปถึงกว่า 1,100 ภาษาโลกมนุษย์

แต่ถ้าหากเอาไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในพระคัมภีร์เล่มอื่นของไบเบิลเองก็ตาม จะได้พบว่าความจริงพระเจ้ามิได้ทรงรักโลกขนาดนั้น แม้เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ในประเทศไทยเกิดกรณี God"s Army เรื่องคนคาทอลิกของพระเจ้าบุกเข้ายึดโรงพยาบาล ทำทารุณกรรมแด่คนเจ็บป่วยทั้งหลาย แล้วก็ฟังขัดกัน เพราะการที่ทรงรักโลกมากเหลือเกินเช่นนั้น ๆ จนกระทั่งทรงสั่งให้พวกกระเหรี่ยงติดอาวุธปฏิบัติการซุ่มซ่อนคิดกบฏต่อประเทศไทยและพม่า ตลอดทั้งประเทศที่มิได้เป็นคริสต์คาทอลิกทั้งหลาย จนเกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้นมา นั้น ไม่น่าจะสมกับคำของพระเจ้าที่ว่า For God so love the world ...... : พระเจ้าทรงรักโลกมากเหลือเกินจนกระทั่ง ......

หรือความรักใด รักมากล้น จนกระทั่งทรงบันดาลให้ฝนตกติดต่อกันถึง 40 วันบนผืนโลก โดยเจตนาประหารกวาดล้างมนุษย์โลกสิ้นทั้งโลกจนน้ำท่วมโลก จนคนและสัตว์ทั้งบนผืนดินและอากาศยุคนั้นตายไปหมดสิ้น ดังความละเอียดในคัมภีร์ ไบเบิลนั้นเอง ก็ยิ่งไม่น่าจะบ่งคุณสมบัติชนิดนี้ของพระเจ้า หากแต่แท้จริงบอกความอำมะหิตโหดร้าย บอกความเป็นมาร มากกว่าบอกความเป็นพระ ลองศึกษาจากข้อความในพระคัมภีรไบเบิลตอนพระเจ้าบันดาลให้น้ำท่วมโลกดังกล่าว ว่าดังนี้


 

"Then the Lord close the entrance behind him. For 40 days the flooding continued on the earth.....Higher and higher the waters rose over the earth.....until all the high mountains under heaven were covered. More than 20 feet above them the waters rose so that the mountains were covered, and every living creathure that moved on earth ...perished. He destroyed from the face of the earth every existing things and birds of the air. Only Noah and those with him in the ark remained alive. For 150 days the water covered the earth." (Genesis 7: 16-24)

แล้วพระเจ้าทรงปิดประตูนาวาเสีย น้ำท่วมแผ่นดินตลอดสี่สิบวัน น้ำทวีขึ้นหนุนนาวาให้สูงเหนือแผ่นดิน ...ท่วมภูเขาสูงสุดที่อยู่ใต้แผ่นฟ้าสวรรค์ทุกแห่งหมด น้ำท่วมทวีขึ้นไปเหนือยอดเขาทั้งปวงกว่า 20 ฟุต จนกระทั่งภูเขาทั้งปวงจมอยู่ใต้น้ำ บรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดินและมนุษย์ทั้งปวงก็ตายสิ้น พระองค์ทรงทำลายล้างสัตว์ทั้งปวงที่มีชีวิตอยู่บนแผ่นดิน ตั้งแต่มนุษย์ สัตว์ และสัตว์เลื้อยคลาน ตลอดจนถึงนกในอากาศ พวกเหล่านี้ถูกทำลายล้างเสียจากโลก เหลืออยู่แต่โนอาห์ และบรรดาผู้ที่อยู่กับเขาในนาวา น้ำท่วมแผ่นดินอยู่ถึง 150 วัน


 

และนี่คือหลักฐานลายลักษณ์อักษร การกระทำบาปกรรมของพระเจ้าต่อมนุษย์สัตว์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในโลกยุคนั้น อย่างหนักฉกรรจ์ยิ่งนัก ซึ่งโดยสามัญสำนึกของคนทั้งหลายยุคนี้ นั่นก็คืออาชญากรรมของอาชญากรผู้อำมะหิตแท้ ๆ นั่นเอง เพราะได้บันดาลความวิบัติขนาดใหญ่ยิ่ง ยิ่งกว่าระเบิดปรมาณูถล่มฮิโรชิมา และนางาซากิหลายร้อยหลายพันเท่า เพราะผลของการทำลายล้างครั้งนั้นก็คือ คนตายไปทั้งหมดในโลก สัตว์ พืชทุกชนิดเปื่อยเป็นตมไปหมดเกลี้ยง จนนกเขาบินออกไปจากเรือใหญ่ของโนอาห์ 7 วันแล้วหาที่จับที่เกาะไม่ได้ ต้องบินกลับมาที่เดิม

เมื่อพระคัมภีร์กล่าวความเมตตาของพระเจ้าว่า For God so love the world ... : ทรงรักโลกมากเหลือเกินจนกระทั่ง .....จึงเป็นที่น่าฉงนฉงายโดยแท้ เพราะความรักแบบนี้ ไม่น่าที่ชาวมนุษย์จะรับได้ เพราะดูเป็นความรักที่คลุ้มคลั่ง คุ้มดีคุ้มร้าย แสดงอารมณ์วิปริตผิดธรรมดา และน่ากลัวจะเป็นภัยต่อโลกเองซ้ำสอง ไม่น่าจะเป็นคุณสมบัติของพระเจ้าได้อย่างไร

เป็นกรรมหรือการกระทำที่บ่งบอกเจตนาร้ายอันเหี้ยมโหดยิ่งกว่าพญามาร หรืออสูรของศาสนาสากลอื่น ๆ ยิ่งกว่าซาตานในศาสนาคริสต์เอง ยิ่งกว่าจอมเผด็จการ นโปเลียน-มุสโสลินี-ฮิตเลอร์ และแน่นอน ยิ่งกว่า ซัดดัม ฮุสเซน ที่ นอสตราดามุส คริสตสาวกระบุว่าคือ มาบัส (MAbbaS: เมื่อเอาไปส่องกับกระจกคำ ซัดดัม : SaddAM นี้จะอ่านว่า MAbbaS ตรงกับคำทำนาย) แอนตี้ไครส์คนที่ 3 ของยุคผ่านสู่ศตวรรษ 2000 และหากพิจารณาโดยลึกซึ้งแล้ว คุณสมบัติเช่นนี้แหละ ที่ตรงกันสนิทกับคุณสมบัติของพญามาร และอสูร ในศาสนาสากลอื่น หรือซาตานตัวร้ายของศาสนาคริสต์เอง ไม่น่าจะเป็นพระเจ้าเลยแม้แต่น้อย

ลองเปรียบเทียบกับเรื่องราวของฮินดู ในพระคัมภีร์ รามายณะ

ภาพพระเจ้าที่เหี้ยมโหดเช่นนี้ ไม่เคยปรากฎในเรื่องราวของฮินดูมาก่อนเลย แม้ระยะเวลาจะมาก่อนคริสตศาสนาหลายหมื่นปีก็ตาม แต่จะปรากฎเฉพาะภาพอันเหี้ยมโหดของอสูร หรือซาตานเท่านั้น เช่น อสูรนามว่าหิรัญยักษ์ อยู่บาดาล วันหนึ่งก็ลุแก่อำนาจอัตตาความปรารถนาใหญ่ จึงขึ้นมาแผลงฤทธิ์ม้วนแผ่นดินชมพูทวีปมาหนีบรักแร้ไว้ โดยไม่สะดุ้งเลยว่าจะเกิดภัยพิบัติประการใดแด่มนุษย์สัตว์พืชทั้งหลาย ครั้งนั้นคนทั้งปวงในชมพูทวีปก็สิ้นไปทั้งทวีป เป็นเหตุให้ปริวิตกถึงองค์มหาเทพผู้ทรงมหากรุณาคือ พระนารายณ์ เจ้า เกษียณสมุทร จึงทรงอวตารเป็นหมูเขี้ยวแก้วตัวโตเท่าภูเขาไปสู้กับหิรัญยักษ์ ปราบหิรัญยักษ์เสร็จแล้วเกลี่ยแผ่นดินเข้าไว้ที่เดิม ทรงทำนุบำรุงเลี้ยงเผ่าพันธุ์มนุษย์ขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง จึงสืบสายพันธุ์มนุษย์มาถึงชาวโลกทุกวันนี้ เรื่องราวละเอียดกล่าวไว้ในวราหาวตาร นารายณ์สิบปางของฮินดู คัมภีร์รามยณะแล้ว

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับพระยะโฮวาห์ (เยเรมีย์เขียนว่า พระเยโฮวาห์)ตามพระคัมภีร์ไบเบิลแล้ว จะเห็นชัดเจนว่าพฤติกรรมล้างโลกโดยฤทธิ์อำนาจของพระยะโฮวาห์ดังกล่าวมาใน Genesis นั้น จะเห็นชัดเจนว่า ตรงกับพฤติกรรมของฝ่ายอสูรในศาสนาฮินดูเช่นหิรัญยักษ์ดังกล่าวนี้ ไม่มีผิด และนั่นก็หมายความว่าเป็นพฤติกรรมตรงกันข้ามกับพฤติกรรมของฝ่ายพระ เช่นพระนารายณ์มหาเทพของฮินดู อย่างเห็นได้ชัดเจนยิ่งนัก จนน่าจะสรุปบทการศึกษาตอนนี้ออกมาได้เลยว่า แท้จริงพระเจ้าของคาทอลิกคือพระยะโฮวาห์นี้ก็คือมารหรืออสูร หรือซาตานตัวจริงนั่นเอง หากแต่จำแลงแปลงกายมาหลอกลวงชาวคาทอลิกทั้งโลกโดยแอบแฝงหวังประโยชน์ต่าง ๆ เช่นการเซ่นสรวงบูชายัญจ์ เป็นต้น หรือหากพอจะยกให้เป็นเทพ เทวดา พระยะโฮวาห์ก็น่าจะเป็นเทวดาชั้นบริวารของเทวดาทั้งหลาย และน่าจะเป็นเทวดาที่ไม่สมประกอบ มีความพิการด้านจิตใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้มีพฤติกรรมคลุ้มคลั่ง คุ้มดีคุ้มร้าย จึงได้ก่อภัยอันร้ายแรงต่อโลกได้เพียงนั้น


เรื่องราวของพระเจ้านามพระยะโฮวาห์คุ้มดีคุ้มร้าย ที่น่าฉงนฉงายก็ยังมีเรื่องราวในพระคัมภีร์ตอนจะกล่าวต่อไปจากนี้อีกคือ

พอน้ำลด โนอาห์ก็สำนึกในฤทธิเดชของพระยะโฮวาห์และตื่นกลัวพระอำนาจยิ่งนักจึงคิดหาวิธีประจบประแจงเอาใจพระเจ้า จึงสร้างแท่นบูชาพระเจ้าขึ้น แล้วเอาแพะเอาแกะและทั้งนกปลาจำนวนหนึ่งที่รอดตายมาด้วยกัน มาทำการเผาบูชายัญจ์แด่พระเจ้า ดังข้อความในพระคัมภีร์ระบุว่า


 

"Then Noah built an altar to the Lord. He took from all clean animals and from all clean birds and offered burnt offerings on the alter, and as the Lord discerned the pleasing fragrance, He said within Himself, I will never again curse the ground on man"s account, because he is evil minded from his youth, neither will I again destroy every living things as I have done. (Genesis 8:21)

โนอาห์สร้างแท่นบูชาพระเจ้า และเลือกเอาสัตว์ทุกชนิดและนกทุกชนิดประเภทที่ไม่มีมลทินมาเผาบูชาถวายที่แท่นนั้น พระเจ้าทรงได้กลิ่นที่พอพระทัยแล้ว ทรงดำริในพระทัยว่าเราจะไม่สาปแผ่นดินอีกต่อไปแม้ว่ามนุษย์ไม่ดี ถึงเค้าความคิดในใจของมนุษย์ล้วนแต่ชั่วตั้งแต่เด็กมา เราจะไม่ประหารสิ่งทั้งหลายที่มีชีวิตเหมือนอย่างที่เราได้กระทำแล้วนั่นอีก


ต่อแต่นั้นพระเจ้าก็ทรงกระทำพันธสัญญากับโนอาห์ ว่า

"I covenant with you that neither shall all flesh again be eliminated by water of a flood, nor shall there be another deluge to destroy the earth." (Genesis 9:11)

เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าว่า จะไม่ทำลายบรรดามนุษย์และสัตว์โดยให้น้ำท่วมอีก และจะไม่ให้มีน้ำมาท่วมทำลายโลกอีกต่อไป

"God further said, "This is the sign of the covenant I am making between Me and you through all successive generations" (Genesis 9:12)

พระเจ้าตรัสว่า นี่แหละเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาซึ่งเราได้ตั้งไว้ระหว่างเรากับพวกเจ้า ทั้งบรรดาสัตว์มีชีวิตที่อยู่กับเจ้าสืบไปทุกชั่วอายุ


 

พระคัมภีร์ Genesis ยังเล่าเรื่องราวต่อไปอย่างน่าชื่นชมน่าเลื่อมใสอย่างยิ่ง เช่นทรงให้ดูสายรุ้ง ในเมฆและฝน สายรุ้งมีอยู่ตราบใดในเมฆและฝนก็ดี จะทรงรักษาสัญญานี้ไว้ตราบนั้น

ซึ่งเรื่องราวหวาน ๆ ตอนนี้ก็ล้วนเป็นเรื่องที่น่าฉงนสนเท่ห์ ไม่น่าจะบ่งบอกสภาวะอันสูงส่งของพระเจ้า เริ่มด้วยในประการแรก พระเจ้าก็ทรงรับสินบนของมนุษย์ โดยโนอาห์ได้จัดพิธีบัดพลีด้วยเลือดและเนื้อของสิ่งที่มีชีวิต ด้วยการจับเอาสัตว์เป็น ๆ เพื่อนที่รอดตายจากน้ำท่วมของพระเจ้ามาด้วยกัน มาทุกชนิดแล้วทรมานด้วยการเผาเซ่นบูชาพระเจ้าขนานใหญ่ และน่าจะเป็นการฆ่าบูชายัญจ์ครั้งใหญ่โตมโหฬารมาก จึงสามารถรวมกลิ่นเผาไหม้ขนาดใหญ่สามารถลอยขึ้นสู่สวรรค์ชั้นฟ้าได้ ในพระคัมภีร์ระบุว่า จนกระทั่งกลิ่นเนื้อที่ถูกเผาย่างนั้นพวยพุ่งไปถึงสวรรค์ที่อยู่ของพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงยินดีต่อกลิ่นเลือดเนื้อที่ถูกเผาบูชายัญจ์จำนวนมหาศาลเหล่านั้น (แทนที่จะทรงห้ามปรามเสีย เพราะการสังเวยด้วยเลือดเนื้อและชีวิตเป็นวิถีทางแห่งมารอสูรมิใช่วิถีทางแห่งเมตตาธรรมของเหล่าทวยเทพทั้งหลาย)

และตามเนื้อเรื่องในพระคัมภีร์ เห็นได้ว่าพระเจ้าก็ทรงโปรดปรานรสของบูชายัญจ์ด้วยเลือดเนื้อและชีวิตเป็นอย่างยิ่ง และคงจะหวังให้มนุษย์บูชายัญจ์ด้วยเลือดเนื้อและชีวิตนี้บ่อย ๆ จึงทรงแย้มให้สัญญาเอาไว้ ดังกล่าว คือคำสัญญาที่ว่า "I covenant with you that neither shall all flesh again be eliminated by water of a flood, nor shall there be another deluge to destroy the earth." (Genesis 9:11) : เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้าว่า จะไม่ทำลายบรรดามนุษย์และสัตว์โดยให้น้ำท่วมอีก และจะไม่ให้มีน้ำมาท่วมทำลายโลกอีกต่อไป

ซึ่งตรงกันข้ามกับเหตุการณ์น้ำท่วมโลกหลายแห่งในปลายสหัสวรรษเก่า และต้นสหัสวรรษใหม่ ปี 2000 นี้ อันบ่งความหมายว่าพระยะโอวาห์นั้นกล่าวความอันเป็นเท็จและหลอกลวงชาวโลก


ก็มาถึงปัญหาว่า ชาวคาทอลิกไม่รู้หรือว่า พระยะโฮวาห์ เป็นพระเจ้าปลอม และพระคัมภีร์ไบเบิลกล่าวความอันเป็นเท็จ

คำตอบคือ นักบวชคริสต์ส่วนที่อยู่ระดับยอด ๆ ของคาทอลิกต่างรู้ดี ว่าแท้จริงพระยะโฮวาห์ ก็คือซาตาน หาใช่พระเจ้าที่แท้จริงไม่ และพระคัมภีร์ไบเบิล ก็มิได้มีลักษณะเป็นคำสอนระดับที่จะเรียกว่าเป็นศาสนาได้เลย เพราะกล่าวข้อความอันสำคัญยิ่งที่เกี่ยวกับสัจธรรมสูงสุดของศาสนา(คือเรื่องพระเจ้า)ใดล้วนเป็นเท็จทั้งสิ้น ฉะนั้นจึงได้เปลี่ยนจุดยืนใหม่ หันไปยืนชูธงการเมืองขึ้นแทนธงศาสนา เที่ยวไปชูธงประชาธิปไตยอันเป็นข้ออ้างในการแทรกแซงการเมืองประเทศต่างๆ ทั่วโลก ตามที่วิเคราะห์มาแล้วแต่ต้น ๆ ส่วนนักบวชคริสต์ทั่วไป โดยเฉพาะนักบวชคริสต์ไทย-เอเซีย หารู้ไม่ เพราะพวกเหล่านี้ล้วนมีความรู้เรื่องคัมภีร์ไบเบิลน้อยมาก ส่วนมากที่สุดหรือแทบทั้งหมด ล้วนรับฟังแต่คำหวาน ๆ ของพระเจ้าในคราบจำแลงของซาตาน ในพระคัมภีร์บางเล่มที่ถูกจัดเลือกให้อ่านจดจำ หามีอิสระของตนเองไม่


เมื่อพระคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งเป็นสิ่งสูงสุดของศาสนา ที่นับถือว่าศักดิ์สิทธิ์ ปรากฎออกมาว่าเชื่อถือไม่ได้ เพราะกล่าวถึงสัจธรรมสูงสุดของศาสนา อันเป็นปรมัตถศาสนาของตน (เรื่องพระเจ้า) ไม่ถูกต้อง เป็นเท็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล่าวข้อความขัดแย้งกันเอง โดยกลับเอาซาตานจำแลงมาเป็นพระเจ้าไปอันเป็นความเหลวไหลเช่นนี้ ก็หมายความว่า ศาสนธรรมของศาสนานี้เป็นเรื่องเพ้อเจ้อไปด้วยนั่นเอง และขาดศักดิ์แห่งความเป็นศาสนาไปเสียแล้ว

แม้ในพระคัมภีร์ใหม่ คือคัมภีร์ที่เขียนในชั้นหลัง ภายหลังพระเยซูล่วงไปแล้ว ในช่วง 2000 ปีที่ผ่านมา ก็มีแต่เรื่องราวล้วนน่าเคลือบแคลงน่าฉงนฉงายและไม่น่าเชื่อถือ

โดยเฉพาะเรื่องราวของพระเยซูเอง ที่คนเขียนพระคัมภีร์พยายามเขียนให้รับได้กับเรื่องราวในพระคัมภีร์เดิม นั่นคือเรื่องพระเจ้า โดยพยายามให้คนทั้งหลายเชื่อว่า พระเยซูเป็นพระบุตรของพระยะโฮวาห์ และเสด็จลงมาจากสวรรค์

เริ่มตั้งแต่ กำเนิดของพระเยซู ที่คนเขียนคัมภีร์พยายามหนักหนาจะให้เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ โดยเขียนว่า โจเซฟ กับ นางมารีย์ ที่เพิ่งหมั้นกันไว้ แต่ก่อนที่จะได้อยู่กินด้วยกันก็ปรากฎว่านางมารีย์ตั้งครรภ์แล้ว โดยอ้างว่าตั้งครรภ์ขึ้นมาเอง ด้วยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดังถ้อยคำในพระคัมภีร์ว่า She was found to be with child from the Holy Spirit. (Matthew 1:18 = คนทั้งหลายได้เห็นกันว่านางมารีย์ตั้งครรภ์ขึ้นมาเองโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์ :บก.) นั่นก็คือโจเซฟ ไม่ได้อยู่กินกับนางมารีย์เลย หากแต่นางมารีย์ตั้งครรภ์ขึ้นมาเองโดยเดชของพระเจ้า ปรากฎหลักฐานในพระคัมภีร์ว่า He took to him his wife but had no marital relation with her until she had given birth to her first-born son, whom he called Jesus. (Matthew 1:24-25)

ซึ่งจะเห็นได้ว่า ข้ออ้างสำหรับเดินเรื่องนิทานตอนนี้ ไม่สอดคล้องหลักวิชาชีววิทยา เพราะโดยหลักวิชาชีววิทยา ชีวิตคนกำเหนิดจากการร่วมของอสุจิเพศ ฉะนั้น ผู้เขียนพระคัมภีร์จึงไม่น่าปฏิเสธความจริงที่ว่า โจเซฟนายช่างไม้จะต้องได้ร่วมอยู่กินกับนางมารีย์ซึ่งเป็นภริยาของเขาโดยชอบธรรมจึงเกิดบุตรคือพระเยซูขึ้นมาได้ เพราะการอ้างว่าพระยะโฮวาห์ใช้อำนาจเวทมนต์มาลักลอบร่วมกับนางมารียซึ่งเป็นภริยาของโจเซฟ ก็ไม่ใช่ความดีที่ควรสรรเสริญอย่างไร เพราะถ้าเช่นนั้นก็หมายถึงการผิดศีลธรรม พระเจ้าประพฤติลามกโดยล่วงประเวณีกับภริยาคนอื่น ซึ่งแม้มนุษย์ปุถุชนทั้งหลายก็ไม่สรรเสริญไม่ประพฤติอยู่แล้ว พิจารณาจากหลักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เช่นนี้ ก็เห็นได้ว่าเรื่องกำเนิดของพระเยซูตามที่พระคัมภีร์บรรยายไว้ กลายเป็นเรื่องที่ค้านหลักวิทยาศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง เหมือนครั้งก่อนที่เล่าถึงเรื่องพระเจ้าสร้างโลกก็ผิดหลักวิทยาศาสตร์มาก่อนและถูกคัดค้านจนรู้ถูกรู้ผิดไปแล้ว ทำให้เรื่องราวในพระคัมภีร์ใหม่เริ่มด้วยเรื่องราวที่ไม่น่าเชื่อถือ เหมือน ๆ พระคัมภีร์เดิม ทำให้ลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของคริสต์ธรรมใหม่ลงไปทั้งหมดเช่นเดียวกัน

และเรื่องราวที่ดำเนินสืบต่อไปจากนี้ ตามลายลักษณ์อักษรในพระคัมภีร์ไบเบิลเอง เกี่ยวกับการประกาศตัวของพระเยซู ก็เห็นได้ว่าเป็นความเท็จไม่น่าเชื่อถือ เช่นเดียวกับเรื่องราวของพระเจ้าบนสวรรค์คือ พระยะโฮวาห์ เมื่อประกาศว่าตนเป็นผู้สร้างโลก

เริ่มตั้งแต่พระเยซูทรงประกาศศาสนาของพระเจ้า โดยแสดงนัยความหมายของพระองค์เองว่า พระองค์มิใช่มนุษย์เดินดินธรรมดา ๆ แต่เป็นบุตรพระเจ้ามาจากสวรรค์เบื้องบน ดังข้อความที่พระเยซูตรัสต่อขุนนางของชาวยิวชื่อ นิโคเดมัส (Nicodemus)เป็นการประกาศตัวของพระองค์เป็นนัย ๆ ว่าพระองค์คือพระเจ้า

ข้อความที่ 1 ว่า ดังนี้


 

"No one has gone up to heaven except He who came down from heaven, the Son of Man whose home is heaven" (John 3:13): ไม่มีผู้ใดเคยขึ้นไปบนสวรรค์ นอกจากบุตรมนุษย์ ผู้ลงมาจากสวรรค์ ผู้ที่มีสวรรค์เป็นบ้านอยู่ (อันเป็นการแย้มเป็นนัย ๆ ว่าพระองค์นั่นแหละเป็นผู้ที่มีบ้านอยู่บนสวรรค์และพระองค์นี่แหละลงมาจากสวรรค์ละ)

แล้วทรงตรัสต่อนิโคเดมัสขุนนางของชาวยิวต่อไป



ข้อความที่ 2 ว่า ดังนี้


 

"For God so loved the world that He gave His only-begotten Son, so that whoever believes in Him should not perish, but have everlasting life. For God d id not send His Son into the world to condemn the world but in order that the world might be saved through Him." (John 3 :16-17)

เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์ เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น (พระเยซูบอกว่าพระองค์เป็นพระบุตรเพียงองค์เดียว-ลูกโทน ที่พระเจ้าทรงรักหวงแหนมาก กระนั้นก็ทรงประทานพระบุตรที่ทรงรักหวงแหนมากนี้มาสู่โลก เพราะทรงรักโลกถึงขนาด ซึ่งบอกนัยยะว่า พระองค์นี่แหละเป็นถึงพระเจ้า ผู้ลงมาจากสวรรค์เบื้องบน ในฐานะบุตรของพระยะโฮวาห์ที่ทรงอาศัยอยู่บ้านในสวรรค์)

"He who believes in Him is not condemned; but he who does not believe is already condemned , because he has not believed in the name of the only-begotten Son of God " (John 3:18) : ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ ส่วนผู้ที่มิได้วางใจก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว เพราะเขามิได้วางใจในพระนามพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า (เน้นความหมายของคำ the only-begotten Son of God อันหมายความถึงพระองค์เอง คือ พระบุตรที่รักองค์เดียวของพระเจ้า)

"He who believes in the Son has eternal life, but he who disobeys the Son will not see life but God"s wrath remain upon him " (John 3:36) : ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์ ผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระบุตรก็ไม่ได้เห็นชีวิต แต่พระพิโรธของพระเจ้าตกอยู่กับเขา (โทษของผู้ไม่ยอมรับว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า ก็คือการประหารชีวิต เพราะพระเจ้าจะทรงพิโรธมากหากใครไม่เชื่อฟังพระบุตรสุดที่รักของพระองค์)

 

หลังจากตรัสเป็นนัย ๆ ก็ถึงเวลาบอกกันตรง ๆ ว่าพระองค์คือพระเจ้า

บอกกับสาวกหรือ the follower รุ่นแรก มีเปโตร และ ซีโมน เป็นต้นว่า

"For I came down from heaven , not to do my Will but the Will of Him who sent Me." (John 6 :38) : เพราะว่าเราได้ลงมาจากสวรรค์ มิใช่เพื่อกระทำตามความประสงค์ของเราเอง แต่เพื่อกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา (บอกตรง ๆ ว่าลงมาจากสวรรค์ทั้งเลือดเนื้อและชีวิต คำว่า พระองค์ผู้ทรงใช้เรามา ก็หมายถึงพระยะโฮวาห์ พระเจ้านั่นเอง)

"I and the Father are one." (John 10:30): รากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (พระองค์ก็คือพระเจ้า และพระเจ้าก็คือพระองค์)

"I am the Way and the Truth and the Life; no one comes to the Father except through Me " (John 14:6) : เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้ นอกจากจะมาทางเรา (เป็นที่มาแห่งคำว่า พระเจ้าคือความสัจจริง ดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว)

 

แต่แล้ว เมื่อวาระสุดท้ายมาถึง สาวกทั้งหลายก็แตกกระจายกันไปคนละทิศละทาง แม้แต่สาวกคนที่ 13 คือ ยูดาสอิสคาริโอท ผู้ทรยศ โดยไปแจ้งทหารให้ไปจับพระเยซู ปีลาต เจ้าเมืองเยรูซาเล็ม สั่งตรึงกางเขนพระองค์ โดยให้โบยตีพระองค์อย่างสาหัสเสียก่อนแล้วสวมมงกุฎหนามให้เป็นทีเยาะเย้ยพระองค์ แล้วให้ทรงแบกกางเขนหนักแสนหนัก ไปจากท้องพระโรงเจ้าเมืองไปสู่เชิงภูเขา ตำบลกะโหลกศีรษะ ทหารก็กลั่นแกล้งพระองค์ไปตลอดทาง เอาหอกแทงสีข้างบ้าง ด้ามหอกกระตุ้นตามเนื้อตามตัวบ้าง กล่าววาจาหยาบคายหยามเหยียดพระองค์ไปต่าง ๆ ว่านี่คือกษัตริย์ชาวยิว บ้าง ครั้นไปถึงตำบลกระโหลกศีรษะแล้วก็ตอกตะปูใหญ่ตรึงพระองค์ไว้แต่สามโมงเช้า จนถึงบ่ายสามโมงแล้ว พระเยซูทรงร้องเสียงดังว่า Eli, Eli, Lama sbachthani ( MATTHEW 27:46-MARK 15:33) เอโลอี เอโลอี ลามาสะบักธานี : พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย แล้วก็สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระศออ่อนพระเศียรพับลงมา เหมือนรูปพระคริสต์บนไม้กางเขน ที่เห็นกันในปัจจุบัน

จะเห็นว่า แม้เหตุการณ์สุดท้าย ก็มิได้พิศูจน์ความจริงว่า พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า และเสียงที่ทรงตะโกนออกมาหาพระเจ้าก่อนตาย ก็มิสมกับคำที่ทรงโอ้อวดว่าทรงเป็น the only-begotten Son of God : พระบุตรที่รักแต่เพียงองค์เดียวของพระเจ้า มิสมกับคำประกาศแสดงตนของพระองค์ดังกล่าวมาข้างต้น โดยเฉพาะคำว่า "For I came down from heaven, not to do my Will but the Will of Him who sent Me." (John 6 :38) : เพราะว่าเราได้ลงมาจากสวรรค์ มิใช่เพื่อกระทำตามความประสงค์ของเราเอง แต่เพื่อกระทำตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา "I and the Father are one." (John 10:30): เรากับพระบิดาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และไม่สมกับประโยคที่มีความหมายยิ่งใหญ่เช่นนี้ คือ " I am the Way and the Truth and the Life; no one comes to the Father except through Me " (John 14:6) : เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้ นอกจากจะมาทางเรา

และทั้งมิได้พิศูจน์ว่า มีพระเจ้า ชื่อ ยะโฮวาห์ เลย

และเพราะเหตุนี้

พระยะโฮวาห์ จึงน่าจะมิใช่พระเจ้าผู้สูงสุดที่แท้จริง ชาวโลกน่าจะมองหาพระเจ้าผู้สูงสุดที่แท้จริงองค์ใหม่ ซึ่งมิใช่ พระยะโฮวาห์

ข้อความในพระคัมภีร์ไบเบิล จึงน่าจะยังเชื่อถือไม่ได้

แม้ว่าในตอนหลังจากนี้ ยิ่งจะมีคำสรรเสริญพระเจ้ามากมาย จนกลายเป็นสุภาษิตที่ระรื่นหู น่าเลื่อมใส คำกล่าวถึงพระเจ้าก็ล้วนแต่หวานและดีงาม เช่น สดุดี (Psalm) ซึ่งกล่าวความดีงามของพระเจ้าไว้ด้วยถ้อยคำล้วนไพเราะ จนลืมนึกไปว่าแท้จริงพระเจ้าเป็นฆาตกรผู้ยิ่งใหญ่ ผู้หลอกลวงสับปลับ กระนั้นก็เห็นได้ว่าคัมภีรที่สรรเสริญพระเจ้าเช่นนี้แท้จริงก็เป็นเพียงนิทานเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียน ๆ ไปตามจินตนาการ นอกจากนี้ เยเรมีย์ ผู้บันทึกไบเบิลตอนต่อไปนี้ ที่อ้างว่าได้ยินเสียงล่องลอยมาในอากาศจนบันทึกไว้ได้มากมาย โดยไม่นึกเฉลียวใจว่า อาจเป็นเสียงแห่งซาตานผู้หลอกลวงได้พอ ๆกับเสียงของพระเจ้า ตอนหนึ่งว่า

"Thus says the Lord : "Let not the wise man boast in his wisdom, let not the mighty man boast in his strength, let not the rich man boast in his riches; but let the one who glories boast in this, that I am the Lord who practices lovingkindness, justice, and righteousness in the earth; for in this I delight, says the Lord " (Jeremiah 9:23-24)

พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า อย่าให้ผู้มีปัญญาอวดในสติปัญญาของตน อย่าให้ชายฉกรรจ์อวดความเข้มแข็งของตน อย่าให้คนมั่งมีอวดในความมั่งคั่งของตน แต่ให้ผู้อวดอวดในสิ่งนี้ คือในการที่เขาเข้าใจและรู้จักเรา ว่าเราคือพระเจ้า ทรงสำแดงความรักมั่นคง ความยุติธรรม และความชอบธรรมในโลก เพราะว่าเราพอใจในสิ่งเหล่านี้ พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ

ซึ่งก็ยังบ่งบอกคำพูดของพระเจ้าที่ขัดแย้งกับความประพฤติของพระองค์อยู่ เพราะคำว่า ความรักมั่นคง ความยุติธรรม และความชอบธรรม อันเป็นคุณธรรมของพระเจ้า ยังไม่เคยมีการพิศูจน์ให้เห็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลอดชีวิตของโมเสส และตลอดชีวิตของพระเยซูเอง หากแต่มีหลักฐานข้อพิศูจน์อยู่พร้อม ที่ยืนยันพฤติกรรมว่า แท้จริงพระเจ้านั้นคือซาตาน ผู้โหดร้าย (ทำน้ำท่วมโลกฆ่าคนสัตว์สิ่งทั้งหลายบนพื้นดินทั้งโลก ติดสินบนมนุษย์ และสับปลับไร้สัจจะ (ที่ว่าจะไม่ให้มีภัยอันตรายใดใดและจะไม่ให้น้ำท่วมโลกอีก) ฯลฯ

และเมื่ออาณาจักรคาทอลิก โดยประเทศรัฐสันตะปาปา ในอิตาลี เปลี่ยนจุดยืนจากศาสนามาเป็นการเมือง โดยเหตุที่มีความบกพร่องในคัมภีร์ศาสนาเองเช่นนี้ ก็เกิดความไม่ชอบธรรม ไม่เป็นธรรมขึ้น เพราะรัฐสันตะปาปา ไม่น่าจะสามารถอ้างสิทธิ์ความเป็นคาทอลิก เป็นคนของพระยะโฮวาห์เจ้า ว่าเป็นมนุษย์ชนชั้นพิเศษเหนือมนุษย์เผ่าพันธุ์อื่น ๆ ในโลก ไปอ้างในการเข้าแทรกแซงการเมืองและการทหารของประเทศต่าง ๆทั่วโลก ได้ หากโลกได้เข้าใจถูกต้องเรื่องพระเจ้าในพระคัมภีร์ไบเบิลเป็นเท็จเช่นนี้ เมื่อใด เมื่อนั้น การเมืองก็ย่อมจะย้อนกลับไปสู่ประเทศรัฐคาทอลิกได้ กล่าวคือ ประเทศหนึ่งคือ รัฐสันตะปาปา โดยมีสันตะปาปา จอน ปอล ที่ 2 เป็นประมุข ที่มีบทบาทแทรกแซงทางการเมืองของประเทศต่าง ๆ ไปทั่วโลกขณะนี้ ก็ย่อมได้ผลการเมือง-การทหารตอบแทนในวันหนึ่งข้างหน้า โดยเฉพาะองค์พระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 เอง ผู้อยู่ในฐานะประมุขของประเทศ ก็ได้เคยถูกลอบทำร้ายด้วยปืนมาแล้วหลายครั้ง นั่นเป็นเพราะผลของพระคริสต์ธรรมคัมภีร์เป็นของเท็จ และสาวกได้เปลี่ยนจุดยืนจากการศาสนาไปเป็นการเมือง ด้วยอุบายแยบคายอย่างยิ่ง การนำศาสนาไปสู่การเมืองแม้จะโดยวิธีการที่แยบคายอาจหลอกลวงคนผู้เขลาได้ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม หากไม่มีสิทธิ์ ไม่ชอบธรรมแล้ว ผลร้ายจึงย่อมกลับคืนสนองในวันหนึ่ง และประเทศรัฐวาติกันย่อมได้รับผลตอบแทนนั้น.

 

 



ธรรมสามี
ก.ย.-ธ.ค.๔๓
หนังสือพิมพ์ดี :
วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก

ประจำเดือน กันยายน-สิงหาคม-ตุลาคม-พฤศจิกายน-ธันวาคม ๒๕๔๓




หนังสือพิมพ์ดีเล่มที่ 22

หนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เวบไซท์นี้ http://www.newworldbelieve.net มีข้อมูลพื้นฐานจากหนังสือพิมพ์ดี:วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก ออกโดยมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร) มี พระพยับ ปญฺญาธโร เป็นบรรณาธิการ และเป็น webmasterสำนักงานตั้งอยู่ที่ วัดมหาพุทธาราม อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000 ขณะนี้หนังสือพิมพ์ดีมีอายุทำการมา 11 ปีแล้ว มีเรื่องสำคัญคือการวิเคราะห์สังคมทั้งระบบด้วยแนวภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์แห่งตาธรรมะในพระพุทธศาสนาเพื่อนำสังคมไปสู่ความดีงามและรอดปลอดภัยจากสถานการณ์เลวร้ายยุคนี้