ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletThe Truth Of Red Thailand 12-14 April 2009
bulletFrom red shirt survivor person
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
Buddhism How?
dot
bulletMystery World Report 25
bulletMystery World Report 24
bulletMystery World Report 23
bulletMystery World Report 22
bulletMystery World Report 21
bulletMystery World Report 20
bulletMystery World Report 19
bulletMystery World Report 18
bulletMystery World Report 17
bulletMystery World Report 16
bulletMystery World Report 15
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
dot
โหราศาสตร์ [updateใหม่สุด]
dot
bullet สารบาญโหราศาสตร์โดยชลัมพุช โหรชนบททุกเรื่อง
bulletดวงชะตาที่ควรสังเกตในรอบปี 2552 และบทวิเคราะห์ดวงพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
bulletบันทึกข้อสังเกตประเด็นสำคัญดวงชะตาประเทศไทยช่วงเดือนส.ค.-พ.ย.2552
bulletดวงชะตานักการเมืองแฟ้ม 3 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
bulletดวงชะตาประเทศไทย พยากรณ์ว่าประชาชนจะอดอยากยากจนและเผชิญภับพิบัติ 4 ประการ
bulletให้คำพยากรณ์นักธุรกิจชาวอังกฤษ
dot
โหราศาสตร์ ภาคทฤษฎี
dot
bulletอยากรู้เรื่องโหราศาสตร์ คลิก!
bulletดวงชะตาผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตไทย
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา
dot
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา1
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา2
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา3
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา4
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา5
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา6
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา7
bulletสากลจักรวาล สากลศาสนา8
bulletสากลจักรวาล สากลศาสนา9
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา10
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา13
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา14
bulletสากลจักรวาลสากลศาสนา16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
บันทึกลับเสื้อแดง
dot
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี แฟ้ม 2
dot
หนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนท )
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่24
bulletหนังสือพิมพ์ดีเล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่26
bulletหนังสือพิมพ์ดีเล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา
bulletร่าง... บันทึกชั่วคราว.....ลบทิ้งเมื่อใช้ประโยชน์แล้ว
dot
รายการทั่วไป
dot
bulletงดเหล้าเข้าพรรษา
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletศรีสะเกษ
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
dot
ช่องบริการประชาชน
dot
bulletบริการแจ้งของหาย คนหาย สื่อข้อความ หมอผี ฯลฯ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletอัลบั้มรูป history


ประวัติ

 

12

ประวัติของผมพระพยับ ปญฺญาธโร

พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ ๓

ตอน 12

 

 ผมคิดว่า ผมคงจะเขียนประวัติของผมต่อไปอีกสัก 2-3 ตอนก็คงจะพอเพียง คำว่าพอเพียงก็คือ เอาพอจำเป็นเพื่อประกอบการศึกษา ก็คิดว่าพอเพียงที่จะรับฟังด้วยดีในตอนนี้ ผมจะเล่าเรื่องราวโดยสรุปของชีวิตทั้งหมดของผมในเชิงวิเคราะห์ เพื่อให้เห็นแนวทางแห่งชีวิต ในส่วนของบุคคลิกภาพที่ซ่อนเร้น อันเป็นนามธรรม ที่ผมจำได้ดีมาตราบจนกระทั่งบัดนี้

 

 

เตโชกสิณ

 

เริ่มตั้งแต่เมื่อยังเป็นเด็กอ่อน ๆ อยู่ ยังไม่ทันสวมใส่เสื้อผ้า ยังพูดไม่เป็น เดินก็ยังไม่เป็น พอนั่งเป็นเท่านั้นเอง หากแต่ผมรู้สึกว่าผมคิดเป็นแล้ว และเต็มไปด้วยความสงสัยในปรากฎการณ์ของสิ่งที่อยู่รอบตัวเอง ผมก็ได้รู้จักการปฏิบัติธรรมชั้นสูงในพระพุทธศาสนาเสียแล้ว

 

ดังที่ผมได้เล่าไว้สั้น ๆ แล้วว่า

 

เย็นวันหนึ่ง สาวพี่เลี้ยงของผม เอาผมไปวางไว้ที่แป้นนั่งทอหูก(หูกทอผ้า)หันหน้าผมไปทางทิศตะวันตก ขณะนั้นเพื่อนเด็ก ๆ สี่ห้าคนบ้างนั่งบ้างเดินไปมา เล่นดินปนทรายกันอยู่บริเวณโดยรอบนั้น ผมเห็นลูกไฟสีแดงกลมโตที่ขอบฟ้าด้านตะวันตกเหนือระดับยอดไม้ในขณะนั้น ซึ่งขณะนั้นผมไม่รู้หรอกว่าคนเรียกมันว่าดวงตะวัน หรือดวงอาทิตย์ ผมก็มองดูด้วยความสงสัย โดยไม่ละสายตาไปจากดวงไฟนั้นเลย จนกระทั่งดวงอาทิตย์ตก ค่ำมืดลง เป็นเวลานับชั่วโมง และผมก็ยังไม่ทราบหรอกว่าผมทำอะไร

 

ตราบโตมา จนบัดนี้ผมจึงทราบว่า ที่ผมทำนั้นคือการเข้าภวังคจิตทำ เตโชกสิณ โดยอัตโนมัติ ที่ให้ความทรงจำล้ำลึกมาตราบเท่าทุกวันนี้

 

ต่อมาอีกหน่อยผมก็ได้มีประสบการณ์ของสมาธิชั้นสูงเพื่อการรำลึกชาติ ตามที่ผมเล่าเรื่องผีออกมาจากเสาเรือนเดินเต้นระบำกันออกมาบนเส้นด้าย แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะเดินสมาธิต่อไปไม่ได้เพราะความตกใจกลัวนิมิตที่ปรากฎ

 

ในวัยเด็กเหมือนกัน ผมก็ได้รู้จัก อาโปกสิณ คราวนั้นผมเดินเป็นแล้วแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน ในฤดูหนาวปีนั้น พ่อพาผมไปใส่ลอบกุ้งที่ลำห้วยกุง ที่ไหลผ่านทุ่งนาด้านตะวันออกของหมู่บ้านบ่อย ๆ ใช้รำข้าวอ่อนเป็นเหยื่อ รำข้าวอ่อน ๆ ห่อด้วยใบตองกล้วยสด ๆ แล้วหมกขี้เถ้าร้อนข้าง ๆเตาไฟ พอสุกจะมีกลิ่นหอมมาก ใส่ไว้ข้างในลอบหรือไซ แล้วเอาไซลงไปมัดไว้กับหลักในวังน้ำนิ่ง ๆ กุ้งจะชอบมาก ใส่ลอบไว้ตลอดคืน พอถึงวันรุ่งขึ้น ท่านจะปลุกผมตื่นแต่ตรู่ ประมาณไก่ขัน และพาออกไปกู้ลอบ พอยกลอบขึ้นฟังเสียงกุ้งข้างในซ่าไปหมด เพราะกุ้งเข้าเยอะ พ่อผมชอบปรุงกุ้งสด ๆ กินเป็นอาหาร ทำง่ายมาก เพียงแต่โขลกพริกสวนตากแห้ง ที่ต้องเแก่และเผ็ดมาก ๆ และออกสีแดง ๆ เอาไว้ มีมะนาว สักซีกหนึ่งเท่านั้นเอง พอยกลอบขึ้นมา กุ้งกำลังเต้นอยู่สด ๆ ก็ซาวเอาใส่ถ้วยลึก ๆ หน่อยพอมันกระโดดไม่พ้น เอาพริกป่นใส่ลงไป บีบน้ำมะนาวใส่ลงไป เหยาะน้ำปลาลงไป ในเวลาบ่าย ๆ แดดเปรี้ยง ๆ หน้าเกี่ยวข้าว กินอร่อยล้ำเลิศเลยทีเดียว

 

ผมมานึก ๆดู แม้ในภัตตาคารห้อยเทียนเหลา เยาวราช ที่โด่งดังที่ผมเคยเข้าไม่กี่ครั้งสมัยเป็นหนุ่มน้อย ๆ ก็คงไม่มีอาหารอร่อยขนาดนี้ บางทีไม่มีกุ้ง พ่อผมก็หากะปูตัวเล็ก ๆ สัก 10-20 ตัวได้ 1 สำหรับ ล้างอย่างดี ดึงเอากระดองออก มันจะดิ้น ๆ อยู่ เวลาเอาเครื่องปรุง พริกป่นใส่ลงไป บีบน้ำมะนาวตาม เหยาะน้ำปลาลงไป แบบเดียวกับใช้ปรุงกุ้งสด รสชาดก็ดูไม่แพ้กันนัก คือ แซบ อร่อยเลิศรสจริง ๆ ทั้งได้ความรู้สึกสะอาดปราศจากพิษภัยอีกด้วย

 

บางที รสนิยมเช่นนี้เองที่อาจเป็นเหตุให้พ่อผมอายุสั้นไปหน่อยก็ได้ ท่านเสียเมื่ออายุเพียง 54 ปีเท่านั้นเอง  

 

อาโปกสิณ 

หวลมาเล่าต่อ เช้าตรู่วันนั้น เป็นวันที่หมอกตกมาก ผมจำได้ดี อากาศก็หนาวเย็นยะเยือก เมื่อออกจากบ้าน สู่ทุ่งนากว้างใหญ่ เห็นหมอกจับตามยอดหญ้าเป็นหยดน้ำบ้างเป็นเกล็ด ๆ บ้าง เต็มไปหมด มองไปเห็นยอดหญ้าเรียวบางแหลม ๆ ชูชันแข็งแรงเพราะความตื่นตัวรับความเย็นจากหมอก ทำให้คาย ๆ คัน ๆและแขยงเท้า(สมัยนั้นยังไม่นิยมสวมรองเท้า) พ่อผมมักพาเดินอย่างเร็ว เพื่อให้เท้าไปเร็วจนลืมการสัมผัสกับยอดหญ้าและสิ่งปฏิกูลต่างๆ บนผืนดิน ท้องนาซึ่งเต็มไปด้วยตอฟางขณะนั้น  

วันนั้นเมื่อเอาลอบขึ้น ยังตรู่อยู่ พ่อได้พาผมข้ามห้วยกุงต่อไปอีกฟากหนึ่งซึ่งเป็นเขตท้องนาของชาวบ้านโนนดู่ ชาวบ้านโนนเปือย เขตแดนหมู่บ้านของท่าน ดร.นันทสาร สีสลับ นั่นเอง ท่านพาผมไปดูการเลี้ยงปลาในสระน้ำแห่งหนึ่ง ไปถึงก็ได้พบสหายที่คุ้นเคยของท่าน ท่านก็พากันเดินดูรอบ ๆ สระ ซึ่งเป็นสระบัว กว้างใหญ่และลึกมาก มีน้ำอยู่ปริ่มขอบสระใสสะอาด ท่าน ๆก็พูดคุยกันเรื่องปลาดุกปลาช่อน ปลาเข็ง ปลาตะเพียน เต่า ตะพาบน้ำ ที่เลี้ยงในสระ และเรื่องอื่น ๆ ไป ปล่อยผมไว้ตามลำพัง

ในช่วงนั้นเองที่ผมเป็นอิสระ และได้มีโอกาสทำสิ่งที่ผมมารู้ทีหลังว่าผมทำอะไร นั่นคือการเพ่ง อาโปกสิณ ที่สระน้ำ ในท้องนาแห่งนั้น แต่ผมทำไปโดยธรรมชาติ เพียงยืนนิ่งมองดูย่านน้ำในสระกว้างใหญ่ ซึ่งขณะนั้น มีอายระเหยของหมอกกรุ่น ๆ เหมือนควันบาง ๆ อยู่เหนือสระน้ำ แล้วสายตามาจับจ้องที่บัวแดงดอกหนึ่ง เป็นดอกบัวบานแดงไสว ที่แยกออกมาจากหมู่อยู่เดี่ยวโดด ผมก็มองดู และค่อยเห็นชัดเจนขึ้นจนรู้สึกว่าบัวช่างงามเหลือเกิน เห็นดุจมีรอยแย้มยิ้มเบิกบานไสวขึ้นจนเปล่งปลั่ง ก็ซึ้งไปในการเห็นนั้น ปัญญาและอารมณ์ก็เกิดขึ้น เป็นการไปสัมผัสสิ่งที่เรียกว่า อาโปกสิณ ที่นำอารมณ์ไปสู่ความเย็นอันลุ่มลึก เย็นจัดเย็นสนิท จนดับคลายความร้อนลงเป็นความเย็นหนาวยะเยือกในจิตใจ และฝังจิตฝังใจผมมาตั้งแต่คราวนั้น เนิ่นนานทีเดียว จนเมื่อรำลึกถึงครั้งใด ก็ดูดั่งว่าความเย็นอันเก่าอันเดิมที่ได้เคยสัมผัสก็กลับคืนมาสู่ห้วงแห่งภวังคจิตได้อีกครั้งเสมอไป

ฉะนั้น นี่จึงเป็นการประสบที่ยิ่งใหญ่มีผลมากในทางธรรมปฏิบัติที่เป็นไปเองโดยธรรมชาติ ผมยังมีโชคดีไปกว่านั้นอีก ในเมื่อวิถีทางชีวิตวัยเด็กช่วงต่อมา ผมได้มีการประสบที่ฉกรรจ์ยิ่งขึ้นไปอีก คือครั้งที่ผมได้ติดตามพ่อและคณะไปตกเบ็ดในห้วยที่ปลายนา แล้วเผชิญลมพายุพัดกล้า ฝนตกกระหน่ำลงมาไม่หยุดหย่อน ตลอดเวลาครึ่งคืน ก่อไฟไม่ติด ที่กำบังคือเถียงนาก็รั่วเปียกชื้นไปตาม ๆ กัน ดูประหนึ่งว่ายิ่งนานฝนและลมก็ยิ่งกลั่นความหนาวไปในบรรยากาศ แน่นหนา ผมต้องทนต่อความหนาวอย่างสุด ๆ ที่เสี่ยงต่อชีวิต เพราะหนาวจนกระทั่งเกือบสิ้นใจตายกลางท้องนา แต่อุปนิสัยของผมตั้งแต่เกิดมาเป็นมนุษย์ก็คือ ไม่มีคำว่า บ่น ใดใดเลย แม้ขนาดว่าหนาวเจียนสิ้นชีวิตขณะนั้นก็ตาม ก็มิได้พร่ำบ่นแม้แต่คำเดียว สภาวะเช่นนั้นก็ไปส่งเสริมให้กับอาโปกสิณ ให้เข้าใจและสามารถปฏิบัติไปให้ลุ่มลึกลงไปอีกได้

 

ต้นมะตูมสอนธรรม 

แล้วดูเหมือนว่าธรรมชาติต้องการสร้างผมต่อไปอีก จึงพาไปทดสอบความอดทนและสติปัญญา ถึงขนาดเอาชีวิตเป็นเดิมพันอีกครั้งหนึ่ง และก็ยังอยู่ในวัยเด็กไม่ทันเข้าโรงเรียนเช่นเดียวกัน  

คราวนั้นผมเที่ยวไปในท้องนาคนเดียว เป็นหน้าฝนเริ่มลงเม็ดเตรียมการไถหว่าน ทำให้ดินท้องนาชุ่ม ผมไปพบต้นมะตูมต้นสูงใหญ่ต้นหนึ่ง ก็ยืนมองดู เห็นลูกกลม ๆ เหลือง ๆ อยู่ที่ปลายยอดของมัน ผมเพ่งมอง จนแน่ใจว่ามะตูมต้นนั้นมีลูกมะตูมอยู่ลูกหนึ่งจริง ๆ ก็ดีใจมาก และเมื่อมองสำรวจดูก็รู้สึกคล้ายต้นมะตูมกำลังท้าทายผม จึงสนองตอบด้วยการปีนขึ้นไป คิดว่าจะต้องปลิดมะตูมลูกนั้นให้ได้ ผมก็ปีน ค่อยแหวกฝ่าดงหนามมะตูมขึ้นไปทีละน้อย ๆ จนไปถึงลูกมะตูมเหลือง ๆ ที่ปลายยอดมะตูม

 

ผมได้มะตูม มันเป็นมะตูมขนาดเขื่องสมบูรณ์ ที่แก่จัด เหลืองอร่ามไปทั้งลูก ซึ่งนับว่ามีคุณค่าสูงสุดของลูกมะตูมและมีอยู่เพียงลูกเดียวเท่านั้น ผมโยนมะตูมลงไปที่พื้นดินก่อน โดยแน่ใจว่าดินที่ชุ่มฝนจะไม่ทำให้มะตูมลูกงามแตกหรือร้าว แต่แล้วผมก็ลงมาไม่ได้

 

การที่ผมชอบปีนต้นไม้นั้น แท้จริงเป็นเพราะผมชอบมองดูวิวจากที่สูง ๆ เท่านั้นเอง และแถวบ้านผมอยู่ห่างไกลภูเขา ผมก็เอาต้นไม้แทน ปีนขึ้นไปแล้วชอบพักอยู่บนค่าคบไม้นาน ๆ มองสำรวจไปในทิศต่าง ๆ พร้อมทั้งเกิดวิจิกิจฉาขึ้นมาตลอด ๆ ในวัยเด็กผมจึงชอบปีนต้นไม้ทุกชนิด รวมทั้งต้นมะพร้าวกลมและลื่น ที่เวลาโอบแล้วมือทั้งสองของผมเพียงถึงกันนิดหน่อย ผมก็สามารถขึ้นไปเก็บมะพร้าวได้ ซึ่งทำให้หน้าอกถลอกอยู่บ่อย ๆ ปีนต้นมะขามสนุกที่สุด เพราะเวลาลง ใช้เหนี่ยวปลายกิ่งยาว ๆ ของมะขาม หรือไต่เล่นไปตามกิ่ง จากกิ่งหนึ่งไปอีกกิ่งหนึ่งก็ได้ เพราะกิ่งก้านมะขามเหนียวมาก

 

ส่วนการปีนต้นมะตูมไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน เพราะแถวบ้านผมมีน้อย วันนั้นผมปีนขึ้นไปเอาลูกมะตูมได้ แต่แล้วเวลาจะลงก็เกิดปัญหาขึ้น เพราะพบว่าตนอยู่กลางพงหนามขนัดไปหมดจนแทบขยับเขยื้อนไม่ได้

 

ท่านคงนึกภาพต้นมะตูมได้โดยเฉพาะมะตูมหน้าต้นฤดูฝน ที่แขนงมักแตกยาวเฟื้อยออกไปผิดธรรมดา เพราะเริ่มฤดูฝนมีฝนตกดินชุ่ม มะตูมก็ได้น้ำพอเพียงและเริ่มแตกกิ่งใบอ่อน ๆ

 

คราวนั้น ไม่นานผมก็ถูกโจมตีด้วยกองทัพมดแดงจนแทบลืมหูลืมตาไม่ขึ้น แต่ก็มีสติดี ไม่ยอมเผลอวางมือจากการยึดเหนี่ยวต้นไม้

 

คราวนี้ สิ่งที่ผมได้คือการเพิ่มพูนขันติวิทยา คือความอดทนและสติปัญญาอย่างสูง โดยสามารถมองเหตุและผลของการเอาตัวรอดได้ชัดเจน ว่ามีทางเดียวคือต้องยอมทนเจ็บปวดจากมดแดงกัดเพราะรู้ดีว่าถึงมดกัดอย่างไรก็ไม่ถึงตายแน่นอน ถ้าอดทนได้ให้ถึงที่สุดเท่านั้นชีวิตก็รอดได้ ไม่มีทางอื่นนอกจากทางนี้ทางเดียว เห็นสัจธรรมแล้วใจก็นิ่งไม่รน แล้วค่อย ๆ แหวกช่องทางลงมาทีละน้อย ๆไม่ผลีผลามจนลงสู่พื้นได้รอดชีวิต

 

คราวนั้นผมติดอยู่ที่ต้นมะตูมตั้งแต่ได้ยินเสียงกลองเพล ไปจนถึงบ่ายแดดค่อยอ่อนลงแล้ว และไม่มีผู้ใหญ่หรือใครคนใดมาพบเห็นวิกฤตการณ์ในชีวิตผมครั้งนั้นเลย แต่ประสบการณ์นี้เป็นสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งนัก ไม่ต่างจากทหารผ่านสนามรบเลยทีเดียว ผมยังมีการประสบที่สนุกสนานที่สร้างอุปนิสัยอันดีล้ำเลิศอีกหลายอย่าง ตามที่ผมเล่าไว้ย่อ ๆ ในประวัติชีวิตตอนที่ 1 ของผม

 

 

สนใจวรรณกรรมระดับคลาสสิก

 

ในขณะเดียวกัน คือขณะที่ผมยังเป็นเด็กไม่ทันเข้าโรงเรียนนั่นเอง ผมก็เริ่มรับเอาสิ่งที่สร้างสรรค์สติปัญญาอันละเอียดอ่อนสุขุมลุ่มลึก จากการฟังนิทานก่อนนอนซึ่งคุณแม่ผมเป็นคนเล่าให้ฟังทุกคืน ๆ และสำหรับผม การได้ฟังนิทานเป็นเสมือนค่าตอบแทนแห่งชีวิตที่มีความสุขเหลือล้ำ เป็นสิ่งที่ผมรอคอยด้วยใจจดใจจ่อ คอยเวลาเข้านอนที่จะได้ฟังนิทาน การฟังนิทานจึงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และมีความหมายอย่างจริงจังสำหรับวิถีชีวิตผมทั้งชีวิต

 

และนี่เองเป็นเหตุให้ไม่อยากจะง้อพ่อแม่อีก เมื่อผมสามารถอ่านหนังสือออก ก็หาหนังสือมาอ่านเอาเอง กลายเป็นนักอ่านหนังสือผู้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาในขณะนั้น แต่ในช่วงที่ผมต้องเฝ้าง้อแม่ผมให้เล่านิทานให้ฟัง ในตอนนั้นผมก็เพียงฟังเอาสนุก ๆ เท่านั้นเอง แต่สิ่งที่สนุกดูดดื่มกลับมาจากรสนิยมที่ใฝ่สูง คือสนุกกับความกล้าหาญของวีรบุรุษ สนุกกับความมีคุณธรรมของวีรบุรุษและชัยชนะของพวกเขา

 

เมื่อวีรบุรุษได้ประสบชัยชนะจากมาร อสูร ผู้ชั่วร้าย ด้วยวีรกรรมและสติปัญญาอันล้ำเลิศ นั่นเป็นเสน่ห์ที่ซาบซึ้งฝังใจผมและอยากเป็นอย่างวีรบุรุษเหล่านั้น นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไม เมื่อผมได้อ่านได้ศึกษาวรรณกรรมขุนช้างขุนแผน ผมก็อยากเป็นเหมือนขุนแผน อ่านลิลิตพระลอแล้วอยากเป็นปู่เจ้าสมิงพราย อยากเป็นเนลสัน แม่ทัพเรืออังกฤษ พอ ๆ กับ อยากเป็น นโปเลียน โบนาพาร์ต และอยากเป็นเชอร์ล็อกโฮลมยอดนักสืบ

 

และที่สุดเมื่อผมได้เรียนรู้เรื่องราวของพระอรหันต์ทั้งหลายจากวิชาวรรณคดีไทย เป็นต้น ผมก็คิดจะเอาอย่างท่านเหล่านั้นและอยากเป็นเหมือนท่านเหล่านั้น เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดและสูงสุด ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า

การอ่านหนังสือจึงส่งผลยิ่งใหญ่ต่ออุปนิสัยของผม เมื่อลองมองย้อนกลับไปอีกครั้งหนึ่ง ผมจะเห็นภาพเด่น ๆอยู่สองภาพ  

ภาพที่ 1 คือเห็นภาพผมเองหลบซ่อนอยู่คนเดียวบนชั้นสองของบ้าน วันนั้น ผมกำลังพยายามผสมตัวอักษรในหนังสือเล่มหนึ่งเพื่ออ่านเอาเนื้อความออกมา ผมอยู่คนเดียวบนนั้นนับชั่วโมงแล้วในเวลาบ่าย ผมกำลังสงสัยว่าผสมคำไม่ถูกหรืออย่างไร เพราะผสมตัวอ่านก็อ่านได้แล้ว แต่ทำไมจึงอ่านไม่ได้ความหมายอะไรเลย ในขณะนั้นผมไม่เข้าใจว่าหนังสือเรื่อง ท้าวการะเกด ที่ผมพยายามอ่านนั้น เขาเขียนเป็นบทกวี และเป็นกาพย์ภาษาลาวอิสาณ เมื่อผมผสมอักษรออกมาอ่านแบบไทยกลาง ก็ไม่รู้เรื่อง ก็เลยสับสนมาก ขณะนั้นผมเพิ่งเข้าโรงเรียนชั้นประถมปีต้น ๆ ที่ครูเริ่มพาอ่าน ก-ะ-กะ ก-า-กา แล้ว

 

ต่อมา ผมก็สร้างประวัติให้ตัวเอง เมื่อก่อนจบประถมปีที่ 4 ผมก็อ่าน พระราชนิพนธ์อิเหนา จบทั้งเล่ม และตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ผมก็ไม่เคยมีโอกาสอ่าน อิเหนา ซ้ำอีกเลย  

บางทีท่านอาจจะไม่เคยเห็นหนังสือพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 เรื่องอิเหนา ฉบับรวมเล่ม เล่มโตมากทีเดียว มีน้ำหนักราวหนึ่งกิโลกรัมเห็นจะได้ โปรดลองไปหาอ่านดูจึงจะทราบความหมายที่ผมเล่ามานี้ ภาพตอนนี้ก็คือภาพของนักปราชญ์น้อย ผู้นั่งขัดสมาธิเรียบร้อย มีหนังสือเล่มโตวางอยู่ข้างหน้า  

ในขณะนั้น ผมคงไม่ได้คิดไปถึงพ่อแม่ของผมว่าท่านมองผมอย่างไร รู้แต่ว่าเวลาผมอ่านหนังสือแล้ว จะไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดมารบกวนผมเลย ผมมานึกรู้ทีหลังว่านั่นเป็นแผนการบริหารสติปัญญาของผมจากพ่อและแม่ของผม ซึ่งท่านทำได้อย่างแนบเนียนเป็นธรรมชาติมาก จนอาจกล่าวว่าท่านทั้งสองเป็นครูผู้ฉลาดล้ำเลิศมากของผม โดยที่การสอนการนำของท่าน ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกว่าท่านสอน ท่านนำผมเลย เป็นไปอย่างธรรมชาติล้วน ๆ เหมือนคติสมัยใหม่ ๆ ที่ผมได้ยินในวงการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยที่ว่า

-                         ปกครองโดยการไม่ปกครอง คือการปกครองที่ล้ำเลิศประเสริฐที่สุด

-                         การสอนโดยที่ไม่รู้สึกว่าถูกสอนเป็นการสอนที่ล้ำเลิศประเสริฐที่สุดเช่นเดียวกัน

และนั่นแหละทำให้ชีวิตของผมเป็นชีวิตที่มีความสุขมาตั้งแต่เด็ก ๆ การที่ผมอ่านพระราชนิพนธ์อิเหนานั้น นับว่าเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก เพราะเป็นกวีนิพนธ์ ถ้อยคำในกวีนิพนธ์มักลึกซึ้งในความหมาย มีความสละสลวยในถ้อยคำ เป็นวรรคเป็นตอนขึ้นลงสม่ำเสมอ แต่สิ่งที่ผมคิดไปไม่ถึงขณะนั้น แท้ที่จริงนั้นก็คือเป็นการฝึกสร้างกระแสหลักแห่งสมาธิขึ้น อย่างละเอียดอ่อนในตัวบุคคลโดยแท้จริง เพราะบทกวีนิพนธ์ไทย ก็มิต่างอะไรกับบทสวดมนต์เช้าเย็นซึ่งแท้จริงท่านเขียนออกมาเป็นบทกวีนิพนธ์บาลีนั่นเอง ที่พระภิกษุสามเณรนักบวชสวดกันทุกเช้าเย็นในโบสถ์ อันเป็นวิถีทางแห่งการเสริมสร้างสมาธิ แห่งไตรสิกขาแท้ ๆ ระดับหนึ่งนั่นเอง

 

หากแต่ในขณะนั้น ก็ใช่ว่าผมอ่านรู้เรื่องไปทั้งหมด มีหลายคำในหนังสือที่ผมอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง พยายามคิดเอา อ่านซ้ำไปซ้ำมาก็พอเข้าใจเอาเอง เช่นคำว่า ปันหยี ซึ่งเป็นชื่ออิเหนาตอนปลอมเป็นนายโจร คำว่า แอหนัง ตอนนางบุษบาหนีไปบวชเป็นแอหนัง คำนี้อ่านอย่างไร ๆ ก็ไม่เข้าใจ คำภาษาอินโดเนเซียมีมากในอิเหนา นับตั้งแต่ ชื่อมเหสีของพระเจ้าแผ่นดิน คือท้าวกุเรปัน พ่อของอิเหนา ท้าวดาหา พ่อของบุษบา เป็นต้น ที่แต่ละองค์จะมีมเหสีถึง 5 องค์ ๆ ที่ 1 เรียกว่า ประไหมสุหรี องค์ที่ 2 เรียกว่ามะเดหวี เป็นต้น  คำที่เรียกพ่อเมืองต่างเมืองเช่น ระตู ตอนศึก   กะหมังกุหนิง   สังคามาระตา รบกับวิหยาสะกำ  อิเหนารบกับท้าวกะหมังกุหนิง

 

ทีแรกผมคิดว่าท้าวกะหมังกุหนิงจะชนะ เพราะเก่งเพลงอาวุธแทบทุกอย่าง อ่านตอนรบกันประโยคที่ว่า "แทงต้องระตูแล้วฟันซ้ำ ไม่ชอกช้ำผิวหนังแต่สักนิด" ผมอ่านแปลได้ว่าอิเหนาทั้งฟันทั้งแทงท้าวกะหมังกุหนิง แต่ท้าวกะหมังกุหนิง มีมนต์ขลังทำให้คงกระพันชาตรี ทำให้นึกไปถึงขุนแผน ที่ผมอ่านบางตอนมาก่อนแล้วจากวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ผมคิดไม่ออกว่าอิเหนาจะแก้อย่างไร แต่อิเหนาไม่หวั่น ปรารภว่า "จำกูจะสังหารด้วยกฤช ซึ่งเทเวศรประสิทธิ์ประสาทให้" ตามเรื่องว่า องค์อสัญแดหวาประทานกฤชนี้ให้อิเหนาตั้งแต่มีปฐมสมโพธิออกมา สำหรับเป็นอาวุธปราบมารโดยเฉพาะ คล้าย ๆ ศรสามเล่มของพระรามในพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์นั่นแหละ แล้วอิเหนาก็เอาชนะด้วยกฤชวิเศษ ขององค์อสัญแดหวา คือ พระเจ้า เหมือนพระยะโฮวาห์ของพวกคริสเตียนนั่นเอง อิเหนายังเดินไปดูศพวิหยาสะกำพร้อมกับนึกชมเชยอยู่ในใจด้วยว่า เป็นชายรูปงามมาก

 

ในบทกลอนอิเหนาชมไปถึงฟันว่าฟันก็งาม "ทนต์แดงดั่งแสงทับทิม" เพราะเหตุฉะนี้พ่อถึงรักตามใจไปทุก อย่างจนกระทั่งพ่อลูกเอาชีวิตมาทิ้งเสียกลางสนามรบเช่นนี้น่าอนาถ

 

อิเหนาตอนศึกกะหมังกุหนิงนี้เป็นตอนที่มีบทกวีไพเราะมากบทหนึ่งที่ผมจำได้มาตั้งแต่คราวนั้นคือบท

 

โอ้ว่าอนิจจาความรัก                                พึ่งประจักษ์ดั่งสายน้ำไหล

มีแต่จะเชี่ยวเป็นเกลียวไป                         ไหนเลยจะไหลคืนมา

 

ผมเห็นว่าเพราะมาก แต่ไม่มั่นใจนักว่าเป็นคำพ้อต่อว่าของนางจินตหราตอนอิเหนาจำใจไปช่วยงานศึก ไม่งั้น ก็จะถูกตัดญาติจากพระราชบิดาถึงขนาดไม่ให้เผาผีกันเลย

 

 

มโนธารแห่งมโนธรรม

จะเห็นว่าผมอ่านหนังสืออย่างมีความสุข และอ่านหนังสือที่ล้วนเป็นวรรณกรรมชั้นคลาสสิก เป็นบทกวีนิพนธ์ร้อยกรองเล่มสำคัญ ๆ ของชาติไทยทั้งสิ้น  

ผมยังได้อ่านเรื่องน้ำท่วมโลกด้วย แต่อ่านจากเศษหนังสือ ที่เหลืออยู่ 2-3 ใบที่ผมพบเขาเอาไปทิ้งไว้ในตะกร้าแล้วหยิบมาอ่านดู เล่าตอนโนอาห์ต้อนสัตว์ขึ้นเรือใหญ่เป็นคู่ ๆ แล้วน้ำก็ท่วมโลก

ในตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าทำไมน้ำจึงท่วมโลก มารู้ทีหลังว่า แท้ที่จริงเพราะพระยะโฮวาห์นี่เอง มีเจตนาโดยตรงที่ทำให้น้ำท่วมโลกจนคนตายหมดโลก แล้วชาวคริสเตียนยังยกย่องว่าเป็นพระเจ้า แทนที่จะประณามว่าเป็น ซาตานตัวร้ายกาจ และเป็นฆาตกรระดับสากลจักรวาล ควรที่ชาวโลกเอามาพิพากษา และโทษควรถึงขั้นประหารเจ็ดชั่วโคตรจนถึงประหารล้างโคตรทั้งหมดเลยจึงจะพอกับความอำมะหิต

 

ถ้าหนังสือวรรณคดีขุนช้างขุนแผน และรามเกียรติ มีครบเหมือนอิเหนา ผมก็คงอ่านจบตั้งแต่วัยนั้นแล้ว ผมจึงได้อ่านเพียงบางตอนเท่าที่มีในหิ้งหนังสือของพ่อ-แม่ผม

สำหรับพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 เรื่องรามเกียรตินี้ ผมเคยรู้เรื่องราวคร่าว ๆมาก่อนแล้วจาก หนังตะลุง ที่เล่นเรื่องรามเกียรติเป็นพื้น เล่นตั้งแต่ตอนพระรามเดินป่า แล้วหนุมานไปเผากรุงลงกา รามเกียรติพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 เป็นวรรณคดีร้อยกรองขนาดยาวมาก ประมาณ 3-4 เท่าของอิเหนาเห็นจะได้ มีทั้งหมด 8-11 เล่มในห้องสมุดโรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัยขณะนั้น อ่านจบตั้งแต่เรียนมัธยมปีที่ 4 อ่าน ขุนช้างขุนแผน จบครบสมบูรณ์ อ่าน พระอภัยมณี เล่มใหญ่เล่มโต จบ  

การอ่าน ๆ อย่างนักวิเคราะห์ มีปัญญาคือมโนธรรมกำกับ มโนธรรมจะบอกว่าอะไรดี ๆ อย่างไร แล้วกลายเป็นความซาบซึ้งฝังลึก และมโนธรรมก็จะบอกว่านั่นชั่ว ๆอย่างไร ก็กลายเป็นความเกลียดชังความชั่วนั้นอย่างลึกเช่นกัน เวลาฝ่ายธรรมะหรือวีรบุรุษชนะ ผมก็มีความสุขมาก มีความพอใจมาก ทำชีวิตให้เป็นสุข มโนธรรมจึงเป็นสิ่งที่เสริมความสุขให้ตั้งแต่เด็ก ๆ มาแล้ว

กระนั้น ก็ยังมีหนังสือคลาสสิกบางเรื่องที่ผมอ่านไม่จบในขณะนั้นเช่น สามก๊ก อ่านไม่จบก็เพราะ มโนธรรมชี้ว่า ไม่เป็นธรรม ก็รังเกียจ เพราะผิดหวังในตัวขงเบ้ง เดิมผมคิดว่าขงเบ้งเก่งเป็นวีรบุรุษ แต่แท้ที่จริงผู้ที่ชนะสงคราม เป็นวีรบุรุษแห่งสงครามตัวจริงคือ สุมาอี้ ผมจึงวิเคราะห์ออกมาได้ว่า ผู้เขียนสามก๊กไม่ทรงความยุติธรรม ไม่เป็นธรรม เห็นได้ว่าเขียนบิดเบือนข้อเท็จจริงมาตั้งแต่ต้น เพราะข้อเท็จจริงสำคัญในประวัติศาสตร์คือการที่โจโฉและสุมาอี้เป็นฝ่ายชนะ จนกระทั่งโจโฉได้เป็นกษัตริย์ นั้น ไม่อาจลบล้างได้ ผู้เขียนสามก๊กต้องจำยอมเขียนลงไปในท้ายเล่มถึงความปราชัยพ่ายแพ้ของฝ่ายเล่าปี่และขงเบ้ง โดยพยายามเล่าเรื่องให้เห็นลีลางาม ๆ ของฝ่ายตน แต่แท้ที่จริงแพ้ก็คือแพ้ กระนั้นผมก็ยังมาอ่านสามก๊กจบทีหลัง เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว

ยังมีวรรณกรรมชั้นคลาสสิกอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอ่านไม่จบ ก็คือเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ ของยาขอบ อ่านไปไม่กี่ตอนเท่านั้นก็วาง เพราะอ่านแล้วมองไม่เห็นภาพว่ารบกันอย่างไร เช่น ประดาบกันเพลงเดียวตกม้าตาย เมื่อผมอยากรู้จริง ๆ ว่ารบกันอย่างไร เอาดาบฟันกันแบบไหน นับกันอย่างไรว่าเพลงที่ 1 ที่ 2 ที่ 3  หรือกระทั่ง  ร้อยยี่สิบเพลงก็เอาแพ้ชนะกันไม่ได้ ไทย กับ พม่า ฟันดาบเป็นเพลงเดียวกันได้อย่างไร เมื่ออ่านไม่เห็นภาพ ผมก็สรุปว่าเรื่องผู้ชนะสิบทิศของยาขอบเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ เป็นเพียงแต่เล่นลิ้นลมไปเท่านั้น และความสนุกความพอใจของผมมิได้อยู่เพียงลิ้นลม ในประวัติศาสตร์จริง ๆ ของพม่า อาจจะไม่ตรงกับเรื่องผู้ชนะสิบทิศของยาขอบเลยก็ได้ ที่สำคัญคือผมไม่ค่อยชอบวีรบุรุษที่เชี่ยวชาญเชิงกามารมณ์

มีนวนิยายต่างประเทศ เช่น เชอร์ล็อกโฮมยอดนักสืบ ของท่าน เซอร์ อาร์เธอร์ โดแนล คอย ยอดนักสืบผู้นี้สามารถอ่านพฤติกรรม อุปนิสัยใจคอของผู้ร้ายได้ อย่างแม่นยำ จนสามารถใช้อุบายเล่ห์กลทางจิตวิทยา บีบบังคับให้ผู้ร้ายมาติดกับเขาได้ โดยไม่ต้องออกแรงตามจับแล้วยังได้คำสารภาพผิดทุกอย่างของผู้ร้ายครบสมบูรณ์สำหรับนำส่งฟ้องศาลทันทีอีกด้วย ซึ่งเขาเฉลยว่า ธรรมดาผู้ร้ายมักหวลกลับมาดูผลงานของตนเสมอ นี่เป็นจุดอ่อนของผู้ร้ายทุกราย ซึ่งเป็นสัจธรรมที่นักประพันธ์ชั้นมาตรฐานจะต้องเอามาใช้เป็นหลักการในนิทานของเขาเสมอ

 

เรื่องที่ผมชอบมากก็คือคดีปีศาจสุนัข คนร่ำลือกันว่ามีปีศาจสุนัขมาจากปราสาทร้าง แต่เชอร์ล็อกโฮล์มว่าผีไม่มี แล้วคืนหนึ่งหมาปีศาจที่มีดวงตาเหมือนดวงไฟลุกโพลงก็ปรากฎออกมาในท่าจู่โจมอย่างรวดเร็ว บรรดานักสืบทั้งหลายก็เผ่นไปคนละทิศละทาง แต่เชอร์ล็อกโฮลมร้องด้วยเสียงอันดังว่า ยิง แล้วเขาก็ออกวิ่งอย่างรวดเร็วตามหมาปีศาจไปติด ๆ พร้อมกับปล่อยกระสุนตามหลังออกไปอีก สองสามนัด คดีลึกลับก็กระจ่างออกมา

แล้วผมก็ไปหลงไหลนางพญาแห่งทะเลทราย โซไรด้า ภาพในนวนิยายสะท้อนอะไรหลายอย่างที่ตรงใจของผมมาก โอเอซิสที่เขียวชะอุ่ม หมู่คนในทะเลทรายที่ดำรงชีพแบบอนาคาริกะ และสตรีในเรื่อง คือสตรีที่กล้าหาญในหมู่นักรบ ภาพของโซไรด้า บนหลังม้า ผ้าคลุมหน้านำหมู่ทหาร ร้องสำทับทหารม้าทั้งกองทัพเข้าโจมตีเมือง เธอเชื่อว่าองค์อ้าหล่าย่อมพิทักษ์เธอเสมอ จึงมิเคยหวาดหวั่นแม้อาวุธของข้าศึกที่พุ่งซัดมารอบด้านก็ไม่เคยถูกต้องระคายตัวเสมอไป และแล้วความรักก็ก่อตัวขึ้น กับชายต่างชาติต่างศาสนา ซิซิล กอลโฮล์ม ชาวอังกฤษ กลางทะเลทรายกว้างใหญ่ ในคืนเดือนแรมคืนนั้น โซไรด้า เอามีดตัดเถาวัลย์ที่มัดมือและเท้าของซิซิล เถาวัลย์ชนิดนั้นเวลาเอาน้ำมารดมันจะยืดออกไป แต่ถ้าเขายืดตัวตามไปก็จะใกล้งูเห่าที่เขาผูกเอาไว้ด้านศีรษะเข้าไปทุกที จนกระทั่งในที่สุด นักโทษก็จะถูกงูเห่ากัดตาย การลงโทษแบบนี้เป็นการทรมานจิตใจอย่างสาหัสฉกรรจ์ทีเดียว

เธอช่วยเขาให้พ้นการประหารไปในคืนนั้น อ้างว่าเขาเป็นบุคคลที่องค์อ้าหล่าประทานมาร่วมงานปลดปล่อยครั้งนี้ 

โซไรด้าเป็นนวนิยายรักอีกแบบหนึ่งที่ยิ่งใหญ่มาก และเรื่องราวเดินไปอย่างเป็นธรรมเมื่อในที่สุดเขาได้มีโอกาสช่วยชีวิตนางพญาแห่งทะเลทราย เป็นการตอบแทน ความดีอันยิ่งใหญ่ของเธอ จนที่สุด ทั้งสองได้ไปอยู่ด้วยกันที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ แต่ในเรื่องไม่บอกว่าเธอมานับถือพระเจ้าองค์ใหม่หรือไม่ 

ผมอ่านพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 เรื่อง มัทธนพาธา หรือตำนานดอกกุหลาบ ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์เป็นคำฉันท์ทั้งเล่มทั้งเรื่องจบลง ก็ช่วงที่เรียนมัธยมปีที่ 6

บางที การที่ได้สะสมภูมิปัญญา และ อารมณ์ แห่งวรรณกรรมคลาสสิกต่าง ๆ ไว้มากเป็นพิเศษ นั้นเอง จึงสะท้อนผลออกมาอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างประหลาดเกินวิสัยคนธรรมดา เช่น ออกมากับผลการสอบไล่ปลายปี เพราะในปีสุดท้ายนั้น ผมสอบไล่ วิชาวรรณคดีอังกฤษษ [English literature] ได้เกินคะแนนเต็ม คือได้ 21 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ซึ่งต้องนับว่ายอดเยี่ยมเหนือกว่ายอดคนเก่งใดใด เพราะ การสอบไล่ได้เกินคะแนนเต็มย่อมเป็นปรากฎการณ์ที่ประหลาดหาได้ยากยิ่งในโลก

 

 

บันทึกชีวิตที่มีรสเข้ม

 

ผลของการอ่าน คงจะดีต่อการเขียน และทั้งการพูดด้วย แต่ผมเริ่มด้วยงานเขียนก่อน โดยเขียนเรื่องราวตนเอง คือการบันทึกประจำวัน และผมเริ่มบันทึกประจำวัน ตั้งแต่เรียนจบมัธยมศึกษานี่เอง จนกระทั่งติดเป็นนิสสัย ต้องบันทึกทุกวัน ๆ ต่อมา โดยได้เก็บเรื่องราวของความเป็นไปของผมเอง ทุกอย่างลงไว้วันแล้ววันเล่า เล่มแล้วเล่มเล่า เริ่มตั้งแต่การบันทึกการใช้จ่ายเงิน บันทึกอย่างละเอียดทุกบาททุกสตังค์ พ่อส่งเงินมาให้เท่าไร ใช้จ่ายอะไรไปบ้าง บันทึกไว้หมด เพราะอุปนิสสัยนี้พ่อได้ฝึกผมมาตั้งแต่เข้าโรงเรียน การขอเงินแต่ละครั้งต้องบอกเหตุผล และมีบัญชีการใช้จ่ายเสนอมา และท่านจะให้ตามบัญชีที่ขอทุกครั้ง

 

ฉะนั้นพอถึง วันที่ 31 ธันวาคม วันสิ้นปีของแต่ละปี ผมก็สามารถรวมยอดรายรับรายจ่ายทั้งปีได้ ซึ่งในขณะเรียนมหาวิทยาลัย ผมใช้จ่ายเงินทั้งสิ้นปีละประมาณ 7,000.-บาท (ปีแรก ๆที่อยู่กรุงเทพ) ถึง 12,000.-บาท (ปีที่เรียนจบมหาวิทยาลัย) เท่านั้นเองรวมทั้งค่าอาหารกินอยู่ค่าเทอม ทุก ๆ อย่างอยู่ในวงเงินนี้ทั้งสิ้น ผมจำได้ว่า ค่าใช้จ่ายที่แพงที่สุดของผมมีเพียงครั้งเดียวคือค่าซื้อเครื่องบันทึกเสียง ซึ่งผมให้เหตุผลพ่อไปว่า อยากเป็นนักพูด จะเอามาฝึกพูด บอกราคาไป ท่านส่งเงินมาให้ตามที่ขอไม่ขาดเลยคือ 1,000.-บาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากในขณะนั้น

 

ในบันทึกประจำวันของผมเรื่องอื่น ๆ ก็มีเรื่องที่ผมได้ประสบมาในแต่ละวันแต่ละชั่วโมงเรื่องราวของความนึกคิดของผม ความหวังและจินตนาการ ชีวิตในมหาวิทยาลัย และกิจกรรมสังคม เพื่อนและการท่องเที่ยวในที่ลับและที่แจ้ง การเดินทาง ความใฝ่ฝัน การฝึกจิต ตารางหรือแผนการฝึกจิต แล้วบันทึกผลการปฏิบัติ พร้อมข้อเสนอแนะแก้ไขตัวเอง การปฏิบัติธรรม ความซื่อสัตย์ต่อตนเอง

 

บางเรื่องก็มีรายละเอียดลงไปถึงความนึกคิด ความเพ้อคลั่งต่างๆของผมเอง อันเป็นเรื่องของความคิด อารมณ์ที่เพ้อฝันไปนอกเรื่องนอกราว โดยเฉพาะเรื่องของความรักในมหาวิทยาลัย

 

 

ความเพ้อคลั่งจินตนาการและความรักในวัยเรียน

 

ผมติดต่อ รักชอบพอใคร ผมก็บันทึกไว้ทั้งสิ้นและกลายเป็นเนื้อหาส่วนใหญ่ในสมุดบันทึกของผม 

นับตั้งแต่เข้าไปอยู่กรุงเทพปีแรก อยู่กับญาติตำรวจ ณ ที่พักตำรวจยานนาวา ถนนสาธรใต้ (เดี๋ยวนี้ท่านผู้ว่า กทม.คนใหม่ เปลี่ยนเป็น ถนนสาทรใต้ แล้ว) ก็ได้รู้จักมักคุ้นกับครอบครัวของหญิงสาว เธอเป็นลูกสาวตำรวจ แม่เธอตั้งร้านขายอาหารที่สถานีตำรวจยานนาวานั่นเอง ผมรับอาหารเช้าเย็นที่นั่นทุกเช้าทุกเย็น เธอเป็นคนดูแลผมเอาอาหารมาเสิฟให้เป็นประจำ เธอเป็นนักเรียนมัธยมปีที่ 5 พ่อแม่เธอก็ไม่รังเกียจผม แม่ของเธอมักชมว่าผมเขียม ประหยัด และมักบอกใคร ๆ ว่าผมเป็นหลานคุณเคลือบ พลบุญ (ขณะนั้นเป็นพลตำรวจ) เรียนเก่งเสียด้วย เพราะอยู่ห้องคิงโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มีตราพระเกี้ยวที่หน้าอก ดูเก๋มาก  

พอถึงวันปีใหม่แม่เธอก็เชิญผมมาที่บ้านเลี้ยงขนมจีนผมและอาหารคาวหวานเสียอิ่มแปร้ และมีเธอนั่นเองคอยดูแลผม คอยเอาอาหารมาเติมให้ เอาน้ำเย็นมาเสิร์ฟ พอปิดเทอมร้อนผมก็ไปบอกเธอและแม่เธอว่าจะกลับศรีสะเกษและขอรูปถ่ายของเธอ 1รูป เธอเอารูปที่แสดงละคร กำลังร่ายรำอยู่มาให้ผม     ผมกลับมาเปิดเทอมใหม่ เธอทักผมว่า ผอมไปเยอะนะ

แต่ในปีต่อมานั่นเอง ผมก็รู้สึกไม่สบายใจ จนทนไม่ค่อยได้ เมื่อเห็น ร.ต.ท.หนุ่มคนหนึ่ง มาตีสนิทกับครอบครัวของเธอ (ต่อมาได้แต่งงานกัน) และคอยขับรถไปส่งเข้าโรงเรียนบ่อย ๆ แม้ว่าผมก็มองว่าเขาเป็นคนดี เป็นตำรวจที่ดี น่ารัก และเป็นหลักฐานดีพร้อมมีครอบครัว ฉะนั้นผมจึงพยายามปลีกตัวไปห่าง ๆ เพื่อความสบายใจของผม

ตราบเข้ามหาวิทยาลัยปี 1 ผมมี เพื่อนนักศึกษาห้องเดียวกัน ผมก็บันทึกเอาไว้ ว่าเธอสวย ดี มีคำพูดไพเราะ เป็นเบญจกัลยานี บันทึกเรื่องผมไปบ้านของเธอ ตามคำชวนของเธอ เธอถามว่า เคยกินขาไก่ไหม แล้วชวนไปกินขาไก่ที่บ้านเธอ แล้วโดนแม่เธอซักถามเสียถี่ยิบแทบตั้งตัวไม่ติด แต่แล้วแม่เธอกลับชอบผมมาก เวลาเช้าผมจะแวะบ้านเธอก่อนแล้วไปมหาวิทยาลัยด้วยกัน  

แต่แล้วก็มีเหตุหลายอย่างทำให้ห่างกันไป และประการหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะ ขณะนั้นผมกำลังบ้าลัทธิ ตามที่หลวงวิจิตรวาทการสอน ทำให้ทำตัวลึกลับ และเก็บความลับส่วนตัวไว้เยอะ จนคนไม่เข้าใจ ก็ห่าง ๆ ไป

(เรามาพบกันอีกครั้งหนึ่ง ณ กองบัญชาการทหารสูงสุด ในกระทรวงกลาโหม ต้นสังกัดส่งผมไปสอบโทเฟล เพื่อเดินทางไปฝึกสงครามกองโจร ณ ค่ายทหารพราน ฟอร์ทแบรทช์ สหรัฐอเมริกา ผมเป็นร้อยโท เธอเป็น พันตรี เป็นหัวหน้าหน่วยภาษาต่างประเทศ ผมไม่ทันอ่านป้ายชื่อที่หน้าอกเธอว่าเปลี่ยนนามสกุลเดิม ณ นคร เป็นอย่างไร ทั้ง ๆ ที่เราได้พูดคุยกันเป็นการส่วนตัวอยู่ตั้งนาน ทบทวนเรื่องเก่า ๆ และเรื่องความดีของคุณแม่ของเธอสมัยนั้น ซึ่งเธอเล่าว่าคุณแม่ได้จากไปแต่หลายปีแล้วและผมไม่เคยรู้เรื่องราวเหล่านี้เลย)

 

จนกระทั่งผมมาจับกิจกรรม หนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัย และ ยูงทอง ทำให้ไม่อยู่นิ่ง เที่ยวไปที่นั่นที่นี่ จนกระทั่งผมไปคบรุ่นพี่ ดรัมเมเยอร์ไม้หนึ่งของ มธ. ขณะนั้น จ๊องหน่อง แห่งคอลัมน์รั้วมหาวิทยาลัย นสพ. มหาวิทยาลัย เคยชมแบบลุ่น ๆ เลยว่า  "สวยไม่สร่าง งามไม่จาง คือ ม.ล.วันทนีย์ ทองแถม แห่งเศรษฐศาสตร์"

 

เราสวนทางกันที่เชิงบันไดตึกพาณิชยศาสตร์และการบัญชี พบสายตาเธอบอกว่า ตามฉันมาซิ ผมก็ตามไป (เรื่องราวตอนนี้ผมเล่าให้เพื่อน ๆ ใกล้ชิดฟังเป็นที่ครื้นเครงมาก) เริ่มด้วยคำถามว่า จ๊องหน่องเป็นใครบอกได้ไหมคะ แล้วเธอขอให้ผมช่วยเชียร์และทั้งช่วยเหลือทุกประการให้ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการชมรมลอนเทนนิส ก็เลยได้ใกล้ชิดเธอสักหน่อย เคยไปดูลครธรรมศาสตร์ด้วยกัน ในหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครั้งหนึ่ง เดินไปด้วยกันเพื่อน ๆ ต่างอิจฉาริษยา ได้ถ่ายรูปเธอไว้มาก มีคราวหนึ่งผมแอบเอาของขวัญไปใส่ไว้ในรถเก๋งของเธอ (เฟียต 500 กระป๋อง) แล้วคอยดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ผมเห็นเธอสะดุ้งนิด ๆ แล้วคล้ายจะนึกรู้ว่าเป็นผลงานของใคร ผมไปช่วยหาเสียงเลือกตั้งกรรมการชมรมเทนนิส จนได้ชัยชนะ ได้เป็นกรรมการ แล้วเธอจบมหาวิทยาลัยไปก่อนเพราะเป็นรุ่นพี่ (ผมได้ทราบภายหลังว่าเธอแต่งงานกับนายทหารยศร้อยเอกคนหนึ่ง)

 

ต่อมาผมก็พบสาวที่สวยและสูง เพื่อนคู่หูคุณปรางค์ทิพย์ ทองเจือ สาวธรรมศาสตร์คู่นี้ ไม่มีใครในวงการมหาวิทยาลัยที่ไม่รู้จัก ผมไม่รู้จะทำอย่างไรก็เขียนจดหมาย 3 ฉบับที่ลือลั่นมาก เพราะเพื่อน ๆ ที่สนิท ได้อ่านกันทุกคนแล้วเฮฮากันไปสุด ๆ ผมเลือกกระดาษอย่างดีมาก เที่ยวเข้าร้านค้าหลายร้านกว่าจะได้กระดาษที่ชอบใจ

 

เป็นกระดาษสีขาวบริสุทธิ์ และ บางเฉียบที่สุด เมื่อเขียนลงและส่องกับอากาศ จะไม่เห็นแผ่นกระดาษ จะเห็นแต่ตัวหนังสือเท่านั้นเรียงรายตามกันไปเป็นแถวเหมือนมีชีวิต ไม่มีเส้นบรรทัด เขียนด้วยปากกาหมึกซึม เวลาเขียนตั้งใจใส่พลังจิต คือเจตนาลงไปในเส้นหมึก ที่หลั่งออกมาจากปลายปากกานั้นอย่างเต็มที่ เพื่อให้เส้นหมึกที่ออกจากปลายปากกามีขนาดเท่ากันหมด ไม่มีเว้าแหว่งเลย และไม่ใช้ไม้บันทัด หรือเครื่องมือตีเส้น กะเส้น แต่ต้องเขียนให้เส้นตรงแน่ว ด้วยสายตาที่วัดอย่างละเอียดอ่อน และผมทำได้อย่างนั้น ด้วยจิตตานุภาพที่ควบุคุมบริหารฝ่ายกายอย่างแท้จริง อันเป็นแนวทางที่ผมประยุกต์ให้เข้ากับทฤษฎีจิตตานุภาพของหลวงวิจิตรวาทการ และด้วยอานุภาพแห่งความรัก

 

จดหมายมีเนื้อความสละสลวยและมีความยาวหลายหน้ากระดาษ ผมชมความดีความงามของเธอด้วยใจจริง ๆ ว่า เธอเหมือนดอกไม้ป่าชนิดหนึ่ง ขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำมูล ที่ผมเคยพบเห็นในฤดูปิดเทอมร้อน เป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมเย็นในเวลาค่ำคืน ยิ่งดึกยิ่งหอมมาก ขึ้นเป็นเครือ ดอกเป็นแฉก ๆ 6 แฉก สีเขียวอ่อนบ้าง เหลืองอ่อนบ้าง  เธอมีเสน่ห์ ความดี และความสง่างาม เหมือนพระนางคลีโอพัตราแห่งไอยคุปต์ ผมเหมือนคนเดินทางกลางทะเลทรายที่แห้งแล้งทุรกันดารแล้วมาพบเข้ากับโอเอซิสที่เขียวชะอุ่ม ก็ได้ชีวิต และผมอยากเป็น มารค แอนโธนี่ แห่งโรมที่ยิ่งใหญ่ อะไร ๆ ประมาณนั้นแหละครับ ผมรู้สึกขอบใจเธอมากทีเดียว (รู้สึกขึ้นในภายหลังหลาย ๆ ปีล่วงมาแล้ว) ที่เธอเอาจดหมายของผมมาส่งผมคืนเมื่อผมเขียนไปถึงฉบับที่ 3 เธอฝากไว้กับเพื่อนนักหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัย พฤติกรรมของเธออันนี้ได้บอกน้ำใจที่ประเสริฐของเธอมากทีเดียว

 

จากนั้น ผมได้รู้จักได้พบคุณอาภัสรา หงสกุลเด็กสาวอายุ 17 เพิ่งจบมาจาก ปีนังคอนแวนต์ สิงคโปร์ ในฐานะที่ผมเป็น บรรณาธิการ นิตยสารยูงทอง และได้เธอมาเป็นแบบปก ฉบับวันฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ แต่ผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอ แม้ว่าภายหลัง ผมได้มีโอกาสใกล้ชิดบิดาของเธอ น.อ.เพิ่ม หงสกุล ในฐานะเป็นมือปืน หรือที่ท่านเองชอบแนะนำพวกฝรั่งว่า This is my gunman. : เขาเป็นมือปืนของผม และร่วมตลุยโลกราตรีกันอยู่ประมาณปีเศษ ๆ และมีประสบการณ์ที่วิเศษมาก ก็เพราะว่าเธอสูงเกินไปนั่นเอง และผมก็ได้บันทึกถึงเธอไว้ แม้ไม่มาก ผมได้เล่าไว้แล้วแต่ตอนต้น ๆ

 

การที่ผมเล่าเรื่องราวความรักในชีวิตนักศึกษาไว้นี้ ก็เพื่อบอกอุปนิสัยของผมอย่างหนึ่ง คือชอบไปสุด ๆ ในทุก ๆ เรื่อง ถ้าไปไม่สุดแล้ว อยู่ไม่ได้ ทุรนทุราย และเป็นผลให้ได้ศึกษาชีวิตที่เป็นจริงและลึกซึ้งด้วยตนเอง

 

ในเรื่องความรัก เป็นเหตุให้ได้พบเผชิญธรรมารมณ์หลายอย่างที่ชัดเจน รุนแรง พบความผันผวนแห่งอารมณ์ของจิต ความที่อารมณ์ไปถึงจุดที่ สูงสุดแห่งความรัก และสูงสุดของความฝัน แล้วลงมาสู่จุดเสื่อมสลาย สิ้นหวัง ความหน่ายและชิงชัง    ตราบจนเห็นสัจธรรมในสิ่งนั้น

 

 

เทพธิดาประจำใจ

 

ในบันทึกของผม ผมบันทึกการท่องเที่ยวไปอ่านหนังสือต่างๆ เช่นนิยายกำลังภายใน บริเวณโรงภาพยนต์เทกซัส บันทึกสุภาษิตดี ๆ ที่สอนใจจากนวนิยายเหล่านั้น เช่น "การณ์ใดใดย่อมเป็นไปตามลิขิตของฟ้าดิน เซี่ยวฮื้อยี้ ขอแต่มีความพยายามในหัวใจไม่เหือดแห้งก็พอแล้ว" (จาก กระบี่เหนือธรณี ของ ว.ณ เมืองลุง)

 

แล้วเมื่อผมจบปริญญาตรี ผมก็จบวิชาการอย่างอื่น ที่ผมเรียนนอกหลักสูตรด้วยตนเองไปด้วย

 

เมื่อไปเป็นนักหนังสือพิมพ์อยู่ระยะหนึ่ง ผมก็มีโอกาสได้ทดลองใช้วิชาที่ ผมเล่าเรียนเพียรฝึกหัดจากทฤษฎีของหลวงวิจิตรวาทการชนิดหนึ่ง คือเรื่อง จิตตานุภาพ แต่ผมปรับประยุกต์ไปให้เหมาะกับเรื่องความใฝ่ส่วนตัวขณะนั้น แล้วบังเกิดผลสำเร็จอย่างน่าตื่นตกใจ แล้วลุ่มหลงอยู่กับความสำเร็จนั้นอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง จนกระทั่ง เสียงแห่งมโนธรรมตัวเอง ร้องขึ้นมาว่า จะเลือกทางไหน ทางพระหรือทางมาร หากจะเดินทางพระ จะต้องทิ้งวิชามารนี้เสีย ผมตัดสินใจเลิก

 

เป็นธรรมสามี

แล้วไม่นานจึงได้บรรลุความประเสริฐ มาสู่ความเป็น ธรรมสามี

และในเวลาต่อจากนี้ไปไม่นานนัก ผมก็ได้เทพธิดาองค์หนึ่งมาอยู่ในห้องหัวใจ เป็นนามธรรม ที่เมื่อมองด้วยจินตนาการแล้วเป็นรูปธรรมขึ้นมา เป็น เทพธิดาประจำใจ ของผม ทำให้ชีวิตช่วงนี้มีรสชาดพิเศษ ประหลาด ล้ำลึก เทพธิดาประจำใจ เธอเป็นเงาภาพเทพธิดาองค์เล็ก ๆ นั่งอยู่ในห้องหัวใจ ระหว่างอก เธอพูดได้ ออกมาก็ได้ ปรากฎได้ หายไปก็ได้ ออกมายืนบนฝ่ามือและพูดคุยกับผมก็ได้ แต่ไม่พูดเรื่องอื่น นอกจากธรรมะ เรื่องราวที่บันทึกเป็นเวลาที่ผมยังหนุ่มอยู่มาก จะขอยกตัวอย่างพอให้เข้าใจว่า เทพธิดาประจำใจ เป็นอย่างไร

 

เช่น บทสนทนาเมื่อ 26 ต.ค. 2515

 

เทพธิดา :     ดิฉันรู้ความนึกคิดของคุณทุกอย่างขณะที่นั่งอยู่ในหัวใจของคุณนี่

ฉัน :             ถูกแล้ว เพราะเธอเป็นเทพธิดาแห่งหัวใจ หรือเทพธิดาประจำใจ เป็นสิ่งที่สมเด็จพระ พุทธเจ้าประทานมาเพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้น

เทพธิดา :     ถ้าคุณไม่ฟังฉันคุณก็เท่ากับปฏิเสธต่อองค์พระพุทธะทีเดียวนะ

ฉัน :             ถูกแล้ว

 

 

และสิ่งที่เทพธิดาประจำใจพูดล้วนแต่ชักจูงเข้าสู่ทางเบื้องสูง

เช่น บทสนทนาวันที่ 28 ต.ค. 2515

 

ฉัน :        โอ้เทพธิดาประจำใจ เราสองคนนี้อย่างไรก็เป็นคู่ทุกข์คู่สุข เมื่อยามเย็นเช่นนี้ดูใจฉันสงบเยือกเย็นลง และมีความรำลึกไปในเรื่องที่ล่วงแล้ว เมื่อเป็นเด็กอยู่ที่บ้านนอก ซึ่งอยู่กับธรรมชาติเช่นนี้ ญาณอันใดหนอที่ช่วยให้รำลึกชาติได้

เทพธิดา :   ความสงบระงับเป็นพื้นฐาน ศีลเป็นเครื่องขัดเกลา สติสัมปชัญญะเป็นเครื่องตรวจสอบ เข้าไปให้ถึงหัวใจแห่งธรรมชาติ และไปกับธรรมชาติ แล้วจักรำลึกชาติได้

 

และเรื่องที่น่าสนใจอีกมากมายหลายเรื่อง เช่น

 

ฉัน :             ฉันขอให้คำมั่นสัญญาว่า

เทพธิดา :     ประเดี๋ยวก่อน เธอยังไม่อาจจะให้คำมั่นสัญญา

ฉัน :             เพราะเหตุใดเล่า

เทพธิดา :     เพราะเธอยังไม่พร้อม และตาเธอยังไม่สว่างพอ และดวงใจเธอยังไม่แจ่มใส เพราะความรักอย่างโลกยังเกาะกุมหัวใจเธออยู่ หากเธอให้คำมั่นสัญญาขณะนี้ เธอก็อาจจักเสียสัตย์ทีหลัง เพราะความหลงลืมตน เนื่องจากไฟรัก ความรักของเธอไม่บริสุทธิ์แท้ เพราะยังเจือความใคร่ และความปรารถนาอย่างโลกมนุษย์ ถ้าเธอกระทำเพราะเหตุเช่นนี้ เทพธิดาในดวงใจของเธอก็จักไม่ปรากฎแด่เธอ หรือเป็นภาพที่มัวหมอง ฉันต้องการให้เธอมีหัวใจบริสุทธิ์ผุดผ่องดุจดั่งน้ำนิ่งในท้องนา ที่เธอรำพึงถึงบ่อย ๆ และความนิ่งแจ่มใสของหัวใจเธอนั่นเอง เป็นที่ที่เธอจักรำลึกไปในชาติที่ล่วงมาแล้ว และเธอจักได้รู้ว่า เทพธิดาดอกบัวทองของเธอมาจากเคหาสน์สีทองหรืออย่างไร เธอจักมาพร้อมกัน เธอจักเคยรู้จักกัน เธอเกิดมาเพื่อใคร เป็นสิ่งที่เธอใคร่ ปรารถนารู้ในขณะนี้ มิใช่หรือ ฉันขอให้เธอรอประเดี๋ยวก่อน ขอให้จงพิจารณา ที่ฉันพูดมาแล้ว

ฉัน :             โอ้ แม่เทพธิดาของฉั น เธอเป็นผู้บริสุทธิ์เที่ยงแท้จริง โอ้ เทพธิดาประจำใจของฉัน สมกับที่เธอเป็นสิ่งประทานจากองค์สมเด็จพระพุทธะ ฉั นได้พิจารณาถ้อยคำของเธอเป็นอริยสัจจ โอ้ โสภิดาเอ๋ย ความรักควรจะบริสุทธิ์แท้จริง จึ่งจะสมกับชื่อ ท.ธ.ส.ม. และ ภริยาแห่งธรรมะ

เทพธิดา :     ฉันได้ยินแล้วภาคภูมิใจเหลือเกิน โอ้ จักรพรรดิ์ผู้ยิ่งยง แม้จักไร้ซึ่งราชบัลลังก์ ไร้ซึ่งสมบัติพัศถานใด ๆ ความเป็นจักรพรรดิ์ของเธอ ก็หาได้ลบหายไปไม่ เสมือนดั่งสิงห์ แม้นจักผอมโซ หัวใจของมันก็ยังคงเป็นหัวใจสิงห์ โอ้ เจ้าชีวิตของฉัน ขอให้มั่นใจเถิด

ฉัน :             เจ้าชีวิต ฉันเป็นถึงเจ้าชีวิต นี่เ.ธอยกย่องฉันมากเกินไปกระมัง ฉันมีค่าอะไรมาก เทพธิดาเอ๋ย ฉันเป็นจอมจักรพรรดิ์ก็แต่เพียงหัวใจ นอกนั้นจักหามีอะไรวิเศษ สมควรเธอจักเรียกเจ้าชีวิตไม่ โอ้ ฉันละอายใจ

เทพธิดา :     เธอคือเจ้าชีวิตฉั น เพราะห้องหัวใจของเธอเป็นที่กำเนิด เป็นที่เจริญ เป็นที่อยู่กิน โอ้จอมใจ เธอเคยกล่าวมิใช่หรือว่า ท้องฟ้าเอ๋ยช่างกว้างขวางมหิมา แต่ก็ยังคับแคบกว่าห้องหัวใจของจอมจักรพรรดิ์ ผู้เต็มไปด้วยความกรุณาปรานี ฉะนั้นแล้วเหตุใด เทพธิดาของคุณ จักรู้สึกว่าอยู่ในห้องขังเล่า ขอแต่เพียงเธอรักษาไว้ ซึ่งความไม่สิ้นสุด แห่งความกรุณาปรานี ห้องหัวใจของเธอก็จักกว้างขวาง ยิ่งไปกว่าท้องฟ้ามหิมา ก็เธอเคยกล่าว ดุจดั่งขอทานผู้ถือขลุ่ยได้กล่าวว่า โอ้ฟากฟ้าพาหิรากาศเอย เจ้าแม้หากจะกว้างใหญ่ไพศาลสุดสายตาประเมินประมาณ ข้าก็ยังเชื่อว่าเจ้ายังเป็นรอง ห้องหัวใจของท่านผุ้นั้น เมื่อห้องหัวใจเธอกว้างเช่นนี้ เทพธิดาของคุณก็เป็นสุขหนอ

ฉัน :             ทว่าความคับแคบที่สุดก็คือห้องหัวใจ โอ้ เทพธิดาเอ๋ย เพื่อความรัก ฉั นจักสร้างห้องหัวใจของฉัน ให้กว้างขวางดุจดั่งท้องฟ้า จักมิให้คับแคบเนื่องจากความไร้ความกรุณาปรานี คือความตระหนี่เห็นแก่ตัว โอ้ เทพธิดาแห่งหัวใจ ขอให้เธอท่องเที่ยวไปเถิด ในความไพศาลดุจดั่งท้องฟ้า ของห้องหัวใจจักรพรรดิ์ ผู้สละราชบัลลังก์ และสมบัติพัสถานทั้งสิ้น เพื่อตัดเสียซึ่งความคับแคบตระหนี่เห้นแก่ตัว โอ้ แม้ว่าจักไร้ราชบัลลังก์ และสมบัติพัสถานใด ๆ หัวใจของข้าก็กว้างขวางดุจดั่งท้องฟ้า เช่นนั้นหรือเทพธิดา

เทพธิดา :     สมบัติที่เพียงพอ อาหารที่เพียงพอ สำหรับเลี้ยงบำรุงสังขารที่อาศัยในโลก เพื่อกระทำภาระหน้าที่ อันสวรรค์บัญชาการ

 

เธอบอกผมว่าในปางก่อน  เธอคือเทพธิดาปุละ อูชานะ และ ผมเทพบุตรบั๊ค ซีโมน บนสวรรค์ ผมได้บันทึกเรื่องเทพธิดาประจำใจไว้ค่อนข้างมาก จนกลายเป็นหนังสือพิมพ์ดีดเย็บเล่มหนากว่า 500 หน้าเลยทีเดียว เพราะในขณะนั้นผมมองว่าเป็นปรากฎการณ์ที่มหัศจรรย์ที่ไม่เคยพบมาก่อน

 

 

สัจวาจาคือชีวิตอันยิ่งยวด

 

ช่วงที่มีเทพธิดาประจำใจนี้ เป็นช่วงชีวิตผมที่ได้ผูกไว้กับความซื่อสัตย์ต่อตัวเองอย่างเยี่ยมยอด

 

ประการแรกก็คือเรื่องที่ผมสัญญาไว้กับตัวเองว่า จะไม่ไปสอบแข่งขันเป็นข้าราชการที่ไหนอีกต่อไปตราบชั่วชีวิต ภายหลังที่ผมได้สอบที่ กพ. และ กปส. แล้วได้สละตำแหน่งให้คนอื่นไป ด้วยเหตุผลส่วนตัว เพื่อการบุญการกุศล เป็นเหตุให้ผมต้องดำรงสถานะเดิมอยู่ตลอด 7 ปี ใน กอ.รมน.คือเป็นลูกจ้างชั่วคราว ที่เขาคอยต่อสัญญาจ้างให้ทุกปี ๆ

 

 

เรียนรู้เรื่องเบื้องต้นแห่งศาสนาสากล

แม้ว่าในระหว่างนั้น ท่านอาจารย์เดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์ ช่วยราชการ กอ.รมน. ท่านคาดคั้นให้ผมไปเอาใบสมัครสอบเป็นข้าราชการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ ที่ท่านเองเป็นเจ้าของเรื่อง ผมก็ไม่ไป จนท่านฉุนหนักกล่าวว่า "อยู่ที่นี่คุณได้อะไร คุณจะได้เป็นข้าราชการไง" ท่านว่าอย่างนั้น

 

แต่ในขณะนั้น ผมถือว่าสัจจวาจาต้องรักษาด้วยชีวิต  จึงไม่ได้สนใจกับตำแหน่งข้าราชการหรือลาภยศสรรเสริญใดใดเลย ถึงแม้ว่าผมจะต่ำต้อย เพราะความเป็นลูกจ้างชั่วคราว ที่ไม่เสมอใครใน กอ.รมน. แต่ดูเหมือนไม่ใช่ปัญหาสำหรับผม และผมยอมเพื่อจะเอาให้ได้ ในสิ่งที่ผมปรารถนาอยู่เร้นลึก เมื่อผมมองว่า นี่คือการบำเพ็ญตะปะยุคใหม่ ผมต้องการเพิ่มพูนความทรหดอดทนไปอย่างสุด ๆ ต้องการเพิ่มพูนภาคภายในให้เฉียบคม พิศูจน์จิตใจตนเองให้ได้มาตรฐานให้ได้

 

และอีกประการหนึ่งผมต้องการศึกษาสิ่งที่ผมเห็นว่ามีอยู่กอ.รมน.ในขณะนั้น เช่นลัทธิคอมมิวนิสต์ ศาสนาต่าง ๆ การโฆษณาชวนเชื่อ การสงครามจิตวิทยา และการศึกษาบุคคลิกภาพของคนหลายหลากสถาบันที่นั่น รวมทั้งการศึกษาประเมินจิตใจตัวเอง ให้ก้าวหน้าไปในทางอริยธรรม พยายามแก้ไขตัวเอง และทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้สำเร็จเป้าหมายที่มองอยู่เท่านั้น

 

กล่าวอย่างสรุปก็คือการอุทิศแล้วเพื่อการศึกษาพระพุทธศาสนาที่แท้จริงเพื่อ         การพิศูจน์ทดลองโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน คือยอมอยู่ในสถานะที่ต่ำต้อยอย่างไรก็ได้ไปตลอดชีวิตหรือจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายสูงสุดแห่งอริยสัจธรรม ซึ่งในขณะนั้นผมเชื่อว่าผมอยู่ในระดับที่เหยียบโลกใต้ฝ่าเท้าแล้ว และกำลังตรวจสอบพิศูจน์ความจริงของตนเองอยู่

 

ไปสมัครสส.ศรีสะเกษ

ผมจะขอแทรกประวัติช่วงตอนนี้สักหน่อยว่า ในขณะที่ผมเป็นลูกจ้างชั่วคราวอยู่นี่เอง ที่ผมได้ออกไปสมัครเป็นผู้แทนราษฎร จังหวัดศรีสะเกษ บ้านเกิดเมืองนอนของผม ซึ่งเป็นเหตุการณ์ปีพ.ศ.๒๕๑๗ หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับจอมพลสฤษดิ์ดองเอาไว้หลายสิบปี และก็พลาดไป การเรียนรู้ทางการเมืองทำให้ผมตัดสินใจหยุดการเมืองอย่างเด็ดขาด และได้กลับมาสู่ที่เดิมและได้เป็นทหาร แต่การที่ผมได้เป็นทหารนั้น ผมก็ไม่ได้เสียสัจจะแต่อย่างใด เพราะเขายกขึ้นเป็นส่วนราชการ แล้วก็ยกคณะลูกจ้างทั้งหลายขึ้นเป็นข้าราชการด้วย เท่านั้นเอง

 

และความสัตย์อีกประการหนึ่งที่ผมรักษา ก็คือ ความเป็นธรรมสามี ผมจะต้องเป็นโสดตลอดชีวิต คือ มีธรรมะเป็นภริยาแล้ว ไม่มีสิทธิจะมีหญิงอื่น

 

และผมได้รักษาสัตย์นี้มาอย่างเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า จนกระทั่งคราวหนึ่งที่ผมเจียนจะพ่าย ในเมื่อคิดจะยอมแพ้แก่ความปราถนาแห่งใจโลกีย์       แต่งงาน

 

 

สงครามความพ่ายและชัยชนะ

 

ลองฟังความนึกคิดของผมจากสิ่งที่ผมบันทึกไว้เพื่อประกอบการศึกษา สภาวะของการสงครามที่ยืดเยื้อถึงเกือบแพ้สงคราม

ปรากฎในสมุดบันทึก วันที่ ๒๙ ม.ค. ๒๕๒๐ ต่อไปนี้

 

โอ บุตร สุดที่รัก เธอจะเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง

เมื่อเธอมา พ่อจงเป็นที่รัก

แม่จงเป็นที่บูชา   แต่พ่อ ย่อมเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง

เธอเป็นทั้งบุตรที่รัก และศิษย์ที่แสนห่วง

พ่อ เป็น ครู และ เป็นทาสของเธอ

 

ลูกเอ๋ย           พ่อนี้มีโทษทัณฑ์ ด้วยละเมิดพระผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่

พ่อจึ่งจำต้องปั้นเจ้า ปั้นเจ้าขึ้นจากดิน

และให้เจ้าเป็นชาวดิน เป็นสามัญชน

ชั่วชีวิต

โอ ลูกเอ๋ย

เจ้าจักเป็นลูกชายแห่งธรรมชาติ แสนที่น่ารัก

เจ้าจะเป็นผู้กล้าหาญ และผ่องแผ้วเป็นนิรันดร

 

พ่อจักสร้างปราสาททองให้แก่เจ้า แต่เป็นปราสาททองเนรมิตร

อันเป็นของวิเศษ ไม่อาจหาได้ในโลกเลยลูกเอ๋ย

และปราสาททองคืออำนาจอันสูงส่ง ลูกเอ๋ย เป็นสัญญลักษณ์ของราชาผู้ยิ่งใหญ่

คือ จักรพรรดิราช

 

แต่ลูกเอ๋ย

ชั่วชีวิตของเจ้าจักเป็นชาวดิน   ชาวดิน   ชาวดิน   ชาวดิน

 

เหตุใดเล่าเจ้าจึ่งต้องเป็นชาวดิน

 

เพราะดินนั้นคือพื้นที่อันกว้างใหญ่   ลูกเอ๋ย

และส่ำสัตว์ต่างได้อาศัยดิน

 

เจ้าจงมาในระหว่างส่ำสัตว์เถิด

เจ้าจงมาเพื่อเหล่าสัตว์ทั้งหลาย ในระหว่างความลำเค็ญทั้งปวง

มิเพราะเจ้ามาระหว่างนี้หรือ เจ้าพึงดับความร้อนรุ่มทั้งหลาย

และได้ความเย็นอันยิ่งใหญ่

 

ลูกเอ๋ย

เจ้าพึงมา เจ้าพึงอยู่

เพื่อภาระหน้าที่ ในระหว่างชาวดินทั้งหลาย

และเจ้า เป็นชาวดิน ก็เพื่อเหตุนี้

 

เพื่อความเย็น เพื่อความสงบระงับอันยิ่งใหญ่

ประกอบเป็นความเมตตาอันไพศาล ภายในห้องหัวใจเจ้า

 

แล้วจากนั้น ลูกเอ๋ย พ่อจักพาเจ้าไป

และพบลำสำเภาใหญ่    และสำเภาใหญ่นั้น

จักเป็นพาหนะแห่งเจ้า   อาจพาเจ้าเที่ยวไปได้

ณ ที่ใด ๆ ในจักรวาล

 

ลูกเอ๋ย หลังจากนี้แล้ว

พ่อก็ไม่อาจจักสั่งสอนลูกได้ต่อไปอีก

ลูกจงขึ้นนั่งในสำเภาแก้ว

งามดุจดั่งแดนทวยเทพ แล้วเจ้าจงรำลึกถึงดิน

แลระหว่างชาวดินทั้งหลาย อันเป็นที่กำเหนิดของเจ้า

แล จงอธิษฐานเถิด

 

สำเภาแก้วจักพาเจ้าไป        ลูกเอ๋ย

ในสำเภาแก้วบริสุทธิ์ ลูกจักได้รู้เหตุแห่งโทษทัณฑ์

อันพ่อได้รับกรรมอยู่    แล้วลูกเอ๋ย

ลูกพึงสลดใจ

 

ก็เพราะเหตุใดเล่าลูกเอ๋ย

สำเภาแก้วอันงามวิจิตร จึ่งได้รอเจ้าอยู่

เจ้าจักไปด้วยสำเภาแก้ว ลูกเอ๋ย ไปได้ตามใจคิดใจนึก

วิเศษกว่ายานพาหนะใด ๆ ในโลก

 

และเจ้าจงไถ่ถอนโทษของพ่อ     ลูกเอ๋ย

โอ บุตรผู้จะมา

โอ บุตรสุดที่รัก

 

บัดนี้ เจ้าเห็นแล้วหรือยังเล่า ว่าพ่อรักเจ้าสักเพียงใด

ด้วยเจ้ามาในระหว่างส่ำสัตว์

ลูกเอ๋ย เจ้าจักได้เห็นความทุกข์ยากลำบากลำเค็ญ

แลจิตใจเจ้า เวทนา แล ความเสียสละจักพึงมีแก่เจ้า

 

ลูกเอ๋ย

เพราะดินเป็นผู้สร้าง   ดินเป็นแม่ของสรรพสิ่งทั้งปวง   เป็นผู้โอบอุ้ม เลี้ยงดู

แต่ ลูกเอ๋ย

ดินผู้เป็นแม่มีให้แต่สิ่งเดียว แก่ทายาทของเธอทั้งหลาย

คือ ความยากลำเค็ญทั้งปวง

เหล่าลูกดินทั้งหลาย มีแต่ความบกพร่องหิวโหย

อยู่เป็นนิจ

ด้วยความอิ่ม และความอุดมสมบูรณ์ มิได้มีในบรรดาลูกดินทั้งหลาย

 

ลูกเอ๋ย สัจธรรมข้อนี้ เป็นเรื่องเบื้องต้น

ที่เจ้าจักเรียนรู้จากชาวดิน และพ่อ จักเป็นครูของเจ้า

เพื่อเรียนรู้เรื่องของชาวดิน

 

ลูกเอ๋ย จงตามพ่อมาเถิด

พ่อจักพาเจ้าไปยังทางสายหนึ่ง        สำหรับเจ้า

จักเป็นเส้นทางอันแสนทุรกันดาร ขุกเข็ญ ลูกเอ๋ย

พ่อจะสอนให้เจ้าเอาชนะ รู้จักฝ่าฟัน

 

เจ้าจงทำลายเสีย

ซึ่งเครื่องกั้น ในระหว่างทางทั้งหลาย

ลูกเอ๋ย เจ้าต้องเดินบนทางขุกเข็ญเช่นนี้

เป็นเวลานานสักกี่ปีเล่า แต่แม้ว่าชั่วชีวิต

เจ้าก็คงจะต้องเดิน

 

อย่าลืมเสียลูกเอ๋ย

ว่า เพราะเจ้าเป็นชาวดิน

 

เจ้าต้องทำลายเครื่องกั้นกำบัง

อันขวางหน้าทั้งหลาย แล้วเจ้าพึงเดิน

ลูกเอ๋ย พ่อจักพาเจ้าเดิน และเจ้าจงเดิน ลูกเอ๋ย

จงตั้งความเพียรผ่ายหน้า กำลังใจจงอย่าลดน้อยถอยลงเลย

ลูกเอ๋ย สิ่งเหล่านี้ทั้งหลาย พ่อจักเป็นครูสอนเจ้า

จนกว่าเจ้าจักไปถึงปลายทาง

ที่ตั้งสำเภาแก้วเนรมิต

 

โอ ลูกเอ๋ย จากนั้น พ่อจักเป็นทาสของเจ้า

เพื่อไถ่ถอนโทษ โอ พระผู้มีพระคุณ

 

ลูกเอ๋ย

สำเภาแก้วจักพาเจ้าไป ในดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาล

ซึ่งไม่มีดาว เดือน ตะวัน เจ้าเข้าไปแล้ว

ไม่ต้องกิน ไม่ต้องหลับ เพราะเจ้าได้ความอิ่ม

เป็นนิจนิรันดร

ลูกเอ๋ย มีความวิเศษต่าง ๆในมหาอาณาจักรนั้น

แต่เจ้าก็ต้องกลับมา กลับมาเพื่อไถ่โทษของพ่อ

เจ้าต้องกลับมาลูกเอ๋ย เจ้าต้องกลับมา

ลูกเอ๋ย เจ้าต้องกลับมา

เพราะกำเหนิดของเจ้า คือ ชาวดิน

ลูกเอ๋ย

กลับมาช่วยพ่อและมารดาของเจ้า

เพื่อที่เรา พ่อ แม่ ลูก จักได้นั่งสำเภาแก้ว ไปพร้อมกัน

และอยู่ด้วยกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียว เป็นอมตะ

ยิ่งฟ้า ดิน สลาย.

 

-                          [จาก...สมุดบันทึกปกเขียวแก่ ปธร. ๒๕๑๓]

 

ในที่นี้ ลองสังเกตุคำว่า "ปราสาททองเนรมิตร"

กับประโยคที่ว่า "สำเภาแก้วอันงามวิจิตร จักพาเจ้าไป ลูกเอ๋ย ไปตามใจปรารถนาของเจ้า"

 

ผมเอาชนะได้เพราะสัมมาทิฏฐิ ที่ว่า แม้ไม่สามารถก้าวหน้าไปได้ไกล ก็ขอให้ไปได้ทีละเม็ดทรายก็พอ ก็พยายามขับเคลื่อนไปโดยหวังว่าให้ได้เท่าเม็ดทรายเท่านั้น ไม่ขอปรารถนามากไปกว่าเม็ดทราย แต่นั่นคือเคล็ดความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เพราะเม็ดทรายเม็ดเดียวที่ขาดอยู่ ทำให้ส่วนที่ขาดอยู่เต็มสมบูรณ์ และเกิดปาฏิหาริย์ขึ้น

 

นี่ก็คือความหมายที่ท่านกล่าวไว้ว่า อย่าประมาทในบุญและบาปแม้เพียงเล็กน้อย นั่นเอง หมั่นทำความดีไปเถิดแม้จะเป็นความดีเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในสายตาคนอื่นหรือแม้เราเองก็คิดว่าเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ความดีก็คือความดี ความชั่วก็คือความชั่ว ความบาปมนทิลแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจไปเติมให้เต็มพอที่จะส่งเราไปนรกโลกันต์ได้ พอ ๆ กับความดีแม้เพียงเล็กน้อยอาจไปมีส่วนเติมเต็มให้แด่ความดีที่เพียงพอให้ได้ขึ้นสวรรค์ หรือบรรลุพระอรหัตผล ได้

 

 

ชนะสงครามอันยืดเยื้อ

 

-หลังจากนี้ผมก็เอาชนะสงครามที่ยืดเยื้อกับกามเทพด้วยการเพียงแค่มองเห็นตัวกามเทพก็ชนะ(แต่เดิมไม่สามารถมองเห็นตัวกามเทพได้)

-แล้วไม่นานก็ไปทำสงครามสวรรค์ ในเทวโลกแห่งนามธรรม เป็นสงครามแห่งเกียรติยศอันสูงส่งของนักรบสวรรค์โดยแท้จริง

-แล้วท่านก็นำไปทำศึกสงครามครั้งสุดท้ายกับเทพเจ้าแห่งความตาย คือพระยามัจจุราช

-แล้วมาสู่ ความเป็น ฆราวาสผู้มีปกติอยู่ด้วยอริยาบถ 3 ในปี พ.ศ. 2523

-พร้อมกันนั้น ก็มาสู่ความเป็น สวามิภูติ นามสมญา ที่มาจากการระลึกอดีตกาลยุคโพ้น

-ต่อมาผมก็สละโลก จากความเป็นฆราวาส มาสู่ความเป็น พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ 3 เป็น พระพยับ ปญฺญาธโร พระภิกษุธรรมดาสามัญรูปหนึ่ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2526 มาถึงปัจจุบันนี้

 

 

สัพเพธัมมาอนิจจา

 

เมื่อผมเกิดมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ในปีพ.ศ.2540 โดยเป็นริดสีดวงทวาร ทำให้คุณภาพแห่งปราณ ที่ควบคุมภายในผมอยู่อ่อนลง ผมได้ละจากอิริยาบถ 3 มาเป็น อิริยาบถ 4 เหมือนคนทั้งหลาย รอเพื่อให้โรคหาย และปราณเดินสงบเหมือนเดิม อันตรายทางสุขภาพของผมก็คือ อันตรายจากความเจ็บปวดร้าวอย่างรุนแรงที่บริเวณสะเอวและตะโพก จนไม่สามารถฝืนนั่งไปได้ (อาการเหมือนคนขาดน้ำมันเลี้ยงกระดูกไขสันหลัง) ซึ่งมาจากการนั่งนาน นับตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2523 ตั้งแต่เป็นฆราวาส ก่อนบวช ถึง พ.ศ.2540 เป็นเวลา 17 ปี ไม่มีการเอนกายลงนอนยาวกับพื้นตลอดวันตลอดคืน (เว้นแต่เวลาไปกับผู้ใหญ่ หรือเข้าหมู่เข้าพวก ผมก็จะลงนอนตามปกติ ชั่วคราว เพราะไม่อยากทำตัวให้แตกต่างหรือพิเศษกว่าหมู่)

 

เมื่อปราณอ่อนลง จึงมีอาการขึ้น แต่ก็เจ็บปวดอยู่เพียง 3-4 วัน ผมก็แก้ไขได้ โดยพยายามเลี้ยงปราณขึ้นมาใหม่ ให้อยู่ในระดับที่แรงพอ พอเพียงที่สามารถหล่อเลี้ยง พะยุงส่วนนั้นไว้มิให้เจ็บปวดและเป็นปกติ แต่ถ้าปราณลดหย่อนอ่อนลงเมื่อใด ก็จะกลับมาเป็นอันตรายอย่างนั้นเมื่อนั้น แต่สภาพของโรคประจำตัวผมคือริดสีดวงขณะนี้ก็เริ่มหายสนิท ด้วยการเพียงปรับวิธีการบริโภคอาหาร เว้นของเผ็ด ของย่อยยาก ให้ได้ รับอาหารอ่อน ของหวาน กล้วย น้ำและผลไม้ให้มาก เท่านั้นเอง ไม่ต้องหายาขนานใดก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อหายสนิท ผมก็คงจะสามารถปรับปราณวิถีขึ้นมาสู่ระดับเดิมเป็น พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถสามเหมือนเดิมได้ นี่เป็นความลับสุดยอดทางสุขภาพของผม

 

โศลกธรรมที่บันทึกจากป่าช้า

วันนี้ขอจบลงด้วยโศลกบทหนึ่ง(จาก ดี เดือน ก.พ. 2541) ที่ผมบันทึกจากป่าช้า ในระหว่างนั้น

 

สุสานสุขาวดี

ต.โพธิ์ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ เนื้อที่กว่า 500 ไร่

คืนวันมาฆบูชา 1700 น.

สุสานกว้างใหญ่เงียบสงัด หมู่นกปีศาจยังไม่กู่ขาน

เวลา 1900 น. เมฆเต็มท้องฟ้า จันทร์ยังบังเมฆ

เรานั่งอยู่ผู้เดียวในป่าช้าผีดิบ หันหน้าสู่หลุมฝังศพ นับร้อย ๆ

ที่เรียงขนัดเป็นแถวเป็นแนวดั่งกองทัพ

เมื่อไรจักเห็นความงาม ของจันทร์เพ็ญ ในคืนนี้

ที่เราเฝ้าถวายดวงจิตแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

19.45 น. แสงจันทร์สาดกระจายเป็นทิวเป็นแถวฝ่าเมฆน้อยใหญ่

แหงนมองเบื้องบน เห็นดาวเพียงสองสามดวงสว่างระยิบระยับ

หลับตาลงชั่วอึด กลั้นหายใจ แล้วแหงนดู

เห็นดาวกระจายเต็มท้องฟ้านับหมื่นล้านดวง

จันทร์เพ็ญ แล่นเลาะฝ่ามาในหมู่เมฆ

ลอยเด่นอยู่กลางฟ้าสีคราม งามปานรังษีพุทธองค์

นกกลางคืนพลันกู่ร้องก้องรับแสงเดือน นี่สิเสน่ห์แห่งสุสานสุขาวดี

และเราแต่เพียงผู้เดียว ที่ได้เสพความสุขอันอมตะ

เวลา 2100 น. ลงไปในลำห้วยสำราญ

ทอดตาตามลำยาวลึก ลดเลี้ยวเหมือนงูใหญ่

น้ำใสเป็นเงาเหมือนดั่งหนังงูเหลือม เลื่อม มันระยับ

นั่งลงที่ฝั่งเต็มไปด้วยทราย ลืมตาดูอยู่ 1 ชั่วโมง

ลำห้วยสว่างโพลงขึ้นมาดุจดั่งกลางวัน เพียงจักโลดแล่นไปได้ทั่ว

โอ ! ความปิติยินดีเอ๋ย !

แต่ มองเข้าไปภายในกาย

ปราณ ยังนิ่งสงบไม่ไหวติง ดุจแท่งเหล็กใหญ่จมอยู่ใต้น้ำ

โอ ! คงจะต้องออกแรงมากไปกว่านี้

 

  • บานไม่รู้โรย
  • สุสานสุขาวดี / 11 ก.พ. 2541  

·       ดีเล่ม 23

 

 

13

ประวัติของผม พระพยับ ปญฺญาธโร

พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ 3

ตอน 13

 

 

เบื้องหลังเผาคัมภีร์หนังสือและตำราทิ้งหมดสิ้น

 

ประวัติของผมมาถึงจุดที่จะคลายปมปัญหาสำคัญ ๆ ให้กระจ่างออกมาหลายอย่าง เริ่มด้วยทำไมผมจึงเผาหนังสือทิ้งหมดในปลายปี พ.ศ.2512

โดยเผาสิ่งที่เรียกว่ากระดาษ หรือหนังสือ สิ่งพิมพ์ เป็นแผ่น เป็นเล่ม หมดเกลี้ยง ไม่เหลือเลยสักเล่มหรือกระดาษสักแผ่นเดียวในบ้านที่อาศัย ระหว่างปี พ.ศ. 2512-2523 เป็นเวลา 11 ปี

 

ผมก็มีเหตุผลที่อธิบายได้โดยง่าย ๆ สั้น ๆ ก็คือ

เพราะผมยังไม่ต้องการรับรู้ธรรมะจากการอ่านพระคัมภีร์พระไตรปิฎก ผมต้องการสงวนพระไตรปิฏกเอาไว้เพื่อการสอบทานในภายหลัง ว่าจะตรงกับสิ่งที่ผมจะได้รู้ขึ้นมาเอง ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอ่านเอาจากหนังสือธรรมะหรือไม่

 

ในขณะนั้นผมมองว่าการฟังหรือการอ่านหนังสือธรรมะของผม อ่านแล้วมีความเข้าใจเร็วสามารถบรรลุเหตุผลในภาษาธรรมะได้ง่ายดายมาก ผมรู้ตัวเองเช่นนี้แล้วก็เกิดกลัวไปว่าผมจะรู้เสียก่อน แล้วจะเป็นเพียงความรู้ที่จดจำได้ อวดคนอื่น ๆ ได้ว่าฉันเป็นผู้รู้ เป็นพระไตรปิฎกเคลื่อนที่ แล้วได้รับคำยกย่องต่าง ๆ เท่านั้นเอง แต่จริง ๆ หาบรรลุธรรมไม่

เพราะการรู้ไปหมดแต่หาความลึกซึ้งคือหาความบรรลุจริงไม่ได้ นั้นจะปิดกั้นตัวเองเสีย เพราะความหลงผิด ผมรู้ความจริงเช่นนั้น ผมจึงตัดสินใจเผาหนังสือทิ้งทั้งหมด ทุกชนิดไม่ว่าหนังสือธรรมะหรือไม่ และให้สัจจะกับตัวเองว่าจะไม่อ่านพระไตรปิฏกอย่างเด็ดขาด ซึ่งผมก็รักษาสัจจะข้อนี้ไว้ได้ตลอดมา

นั่นคือพฤติกรรมที่บอกความหมายว่าผมต้องการสิ่งที่เป็นแก่นธรรมแห่งคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริง ๆ ด้วยการสละอุทิศชีวิต(จาคธรรม)เพื่อพิสูจน์ธรรมจริง ๆ

 

 

เบื้องหลังการลาออกจากราชการ

แล้วมาถึงปัญหาว่าเหตุใดผมจึงต้องลาออกจากราชการทหารและออกบวช ผมมีความประสงค์อย่างไรโดยแท้จริง?

ปัญหานี้ จะต้องอ่านจากใจของผม ใจที่แท้จริง ซึ่งผมก็ได้เล่าไว้บ้างแล้วว่า ความจริงผมมิได้ประสงค์จะมาอยู่ในวัดวาอาราม คลุกคลีกับหมู่ในบ้านในเมืองอย่างที่ผมอยู่ในบัดนี้เลย แผนการของผมคือแผนการไปสู่ป่า ขณะนั้นผมยังหนุ่มอยู่ คือถอยหลังไป 20 กว่าปีเศษ ๆ

ผมมีแผนการที่จะศึกษาวิชาลึกลับ ทางปราณ กสิณและฌาน ให้ใช้การได้อย่างวิเศษเสียก่อน ส่วนการจะหวลกลับออกมาอีกครั้งหรือไม่นั้น ยังไม่ทันคิด คิดแต่ว่าชีวิตเมื่ออยู่กลางป่าคนเดียวแล้วจะมีความสุขสนุกบันเทิงมาก คิดว่าวิสัยคนอย่างผมเหมาะแก่การอยู่คนเดียวในที่อันไม่มีคนมาปะปน ซึ่งในขณะนั้นผมรู้วิธีการศึกษาเอง มองเห็นวิธีการอยู่เองแล้ว โดยสถานะของผมเองที่ล้ำเลิศอยู่แล้ว คือ สถานะของพระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ3 นั่นเอง ที่ผมเชื่อว่าไม่มีคนที่สองที่ทำได้ในโลกปัจจุบันนี้ และโดยพื้นฐานนี้ผมเชื่อว่าจะไปได้อย่างไกลมาก

 

 

ทดลองวิชาเปิดถ้ำทันที

ฉะนั้นผมจึงได้เลือกสถานีต้นทางคือ วัดบ้านถ้ำ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ครั้นบวชแล้ว ผมก็เริ่มทดลองสิ่งที่ตั้งใจว่าจะทดลองที่ถ้ำของวัดนี้ทันที ที่เรียกว่า วิชาเปิดถ้ำ คือทำถ้ำที่มืดสนิท ให้สว่างโพลงขึ้นมา จนสามารถมองเห็นทั่วทั้งถ้ำได้ แล้วปิดถ้ำลง ให้มืดเหมือนเดิม ทำได้ด้วยสมาธิชั้นต้น ๆ เท่านั้นเองใช่ยากเย็นอะไร

เมื่อผมบวชสามเณรฤดูร้อนที่ศรีสะเกษพรรษาแรกของผมนั้น ผมเคยพาสามเณรรูปหนึ่งที่ผมฝีกสมาธิให้มาลองวิชาเปิดถ้ำ คิดว่าง่าย แต่สามเณรก็ทำไม่สำเร็จ ดูเหมือนว่าบางทีสิ่งที่ผมว่าง่ายอาจจะยากสำหรับคนอื่นก็ได้

 

ฉะนั้นการที่จะท่องป่าไปอย่างสะดวกสะบายในเวลากลางคืน จึงเป็นสิ่งที่ผมพอจะทำได้ง่ายอยู่แล้วในสถานะของผมขณะนั้น

 

 

เผชิญนางยักษีในถ้ำใต้ภูเขา

 

จากนั้นผมก็ได้ศึกษาถ้ำ เข้าไปในถ้ำขุนแผน ถ้ำหมื่นหาญ และถ้ำนางยักษี แล้วผมก็ได้เผชิญนางยักษีในถ้ำนั้น แต่นางยักษ์กลัวผมหายตัวไปก่อน เวลามาเป็นมือใหญ่มหึมาจะผลักผมลงก้นเหวข้างล่าง ผมเหลือบเห็นก่อน มันกลัวสายตาผม มือยักษ์จึงสลายไปปรากฎที่หัวเสาหินปูนขนาดใหญ่ในถ้ำฝั่งตรงกันข้าม แลบลิ้นแดงฉานอยู่ชั่วครู่ก็หายไป

ต่อมา ผมก็ขึ้นไปบนภูเขา นั่งให้ยุงกัดตามเนื้อตามตัวแขนขา อยู่สามวันเพื่อเอาเชื้อมาลาเรียเข้าตัว เป็นภูมิคุ้มกันไข้มาลาเรียเตรียมเดินทางเข้าป่าใหญ่ ที่หมายคือแนวชายแดนไทย-พม่า และเริ่มศึกษาทางฌาน โดยเที่ยวไปตามหลุมฝังศพแถว ๆ แม่น้ำ บ้าง ในวัดบ้าง ในเวลากลางคืน

 

ผมคงไปไกลกว่านี้หากไม่ได้รับโทรเลขจากมารดาของผมเสียก่อน เมื่อผมบวชมาได้ 22 วัน โทรเลขบอกว่า แม่ป่วยหนักให้เดินทางกลับด่วน เป็นเหตุให้ผมต้องเดินทางกลับศรีสะเกษ ตามที่ผมเล่าไปแล้ว

 

จำต้องเดินทางกลับมาตุภูมิ

ผมอยู่วัดโคกกลางใหญ่ ต.อี่หล่ำ บ้านเกิดเมืองนอนผมเอง ในพรรษาแรก ผมปลูกต้นไม้ในวัดที่มีเนื้อที่เพียง4ไร่เศษ เต็มไปหมด สร้างสวนดอกไม้ ตั้งชื่อว่า สวนพิสุทธิสรญาณ เพราะอยากให้สภาพวัดเป็นวัดป่า ผมจำวัตรบนศาลาการเปรียญ ที่ชาวบ้านเพิ่งสร้างเสร็จลง ราวกับจะรอไว้ต้อนรับผม ผมให้เขาทำเก้าอี้นั่งให้ สำหรับนั่งหลับในเวลากลางคืน แทนเก้าอี้หวายที่ผมใช้มาแต่เดิมตั้งแต่นั่งหลับแทนการนอนหลับ แล้วผมก็เริ่มทดลองวิชาจำศีล คือวิชาอดอาหารและน้ำ ในขณะเดียวกันก็หยุดการถ่ายอุจจาระปัสสาวะเสียสิ้น ซึ่งผมเคยเข้าใจมาก่อนแต่เป็นฆราวาสว่าจะต้องทำได้ตามทฤษฎีที่ผมค้นพบได้อย่างแน่นอน ซึ่งเครื่องมือสำคัญที่ผมต้องการอย่างยิ่งก็คือ สถานที่อันสงัดและลับมิดชิดปราศจากการรบกวนอย่างยิ่ง จึงได้เลือกเข้าไปอยู่ในโบสถ์ คือสิมเก่าแบบอีสาน ไม่กินอาหารและน้ำ ไม่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ เข้าไปแล้วไม่ออกมาจนกว่าจะครบกำหนด

 

ผมอยู่ไปได้เพียง 3 วัน 3 คืนก็จำต้องออกมา เพราะสถานที่ไม่เงียบสงัดพอ

แต่ผมก็ได้พบเคล็ดลับวิชา สมาธิพิเศษเพื่อการระลึกชาติ    ซึ่งต่อมาผมก็ได้ทดลองเป็นผลสำเร็จ

 

 

เผชิญวิญญาณภูตผีมหาศาลล้อมขอส่วนบุญ

ที่บ้านโคกกลางนี้ผมได้พบปรากฎการณ์ชนิดหนึ่งที่ประหลาดมากคือกลางดึกคืนหนึ่ง ผมหลับอยู่บนเก้าอี้ ได้ยินเสียงแซ่สนั่นอยู่รอบ ๆ ศาลาที่พัก ตื่นขึ้นมาก็เห็นเป็นเงารูปร่างคน ดวงตาแดงเป็นดวง ๆ กระโดดโลดเต้นบ้าง ขี่คอซ้อนร่างกันบ้าง ส่งเสียงเล็กแหลมไม่หยุด อยู่รอบ ๆ ศาลาทุกด้านเต็มไปหมด

ทีแรกผมตกใจ นึกว่าภูติผีปีศาจมาจะทำร้ายผม คิดว่ารบกันแล้วซี เตรียมรบ  แต่แล้วก็ชะงัก นึกได้ว่าเขามาขอส่วนบุญจึงว่าคาถาอุทิศบุญให้ หายไปหมดทันที

พรรษา2 ผมไปอยู่วัดบ้านแสง เป็นป่าสงบ มีเนื้อที่กว่า 7 ไร่ แต่เป็นวัดร้าง ไม่มีเสนาสนะใดนอกจากศาลาเรือนไม้หลังหนึ่งกับกุฏิเก่าเล็ก ๆ อีกหลังหนึ่ง มีวิญญาณมาร่วมทำวัตรกับผม มีงูเห่ามาก อยู่ในดิน งูเขียวมากอยู่บนต้นไม้ มีกบ เขียดให้งูไล่กิน เห็นเป็นประจำ

ที่นี่ผมได้ทดสอบวิชาเปิดป่า ทำป่าให้นิ่งสงบ แล้วผมทำการทดลองจำศีลต่อ ผมขึงผ้าล้อมเป็นปริมณฑล บอกโยมผู้ใหญ่บ้าน อย่าให้ใครมารบกวน แล้วเข้าไปจำศีล ไปได้เพียง 3 วันเท่าเดิม ก็เลิก เพราะไปไม่ไหว สถานที่เปิดเกินไป ไม่สงัดและปลอดภัยพอ

 

จำมหาศีล7วัน7คืน

พรรษาที่ 3-4-5-6 ผมไปอยู่วัดโนนน้อย เป็นสมภาร สร้างอุโบสถเสร็จผมก็ให้ช่างทำกะไดเหล็กพาดยึดผนังโบสถ์ขึ้นไปบนเพดาล เพื่อขึ้นลงสะดวก แล้วผมก็วางแผนจำศีลต่อ เพราะโดยทฤษฎีที่ผมรู้อยู่ในใจนั้นก็คือสามารถที่จะอยู่โดยไม่มีอาหารและน้ำไปได้ตลอดเวลายาวนาน ไม่มีกำหนด แต่ระดับมาตรฐานที่ผมต้องการพิศูจน์คือ 7 วัน 7 คืน หากทำได้ก็จะเพียงพอสามารถสรุปทฤษฎีได้

คราวแรก ปีแรกผมอยู่ได้เพียง 3 วัน 3 คืน ทนเสียงวิทยุ เสียงคน ที่ดังขึ้นไปถึงเพดาลโบสถ์ไม่ได้ ต้องลงมา วิเคราะห์สถานการณ์ใหม่ เพื่อหาวิธีแก้ไข นั่นคือจะต้องปิดเสียงรบกวนนี้ให้ได้

 

บังเอิญผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านโนนน้อยตายลง เอาศพมาเผาในวัด ผมไปปักกลดข้างกองฟอน เพ่งกองฟอนอยู่ 8 คืนตั้งแต่3 ทุ่มถึง 6 ทุ่มโดยประมาณ ทุกคืน ๆ จนครบ 8 คืน รู้สึกว่าได้ผลที่ต้องการแล้ว ก็ขึ้นเพดาลอุโบสถ วางแผนว่าจะอยู่ 7 วัน 7 คืน

พอผ่านวันที่ 3 คืนที่3 ไป ก็สบาย สภาพในเนื้อในตัวอยู่นิ่งไม่ทุรนทุรายเลย อิ่ม เหมือนได้เสพอาหารทิพย์ อย่างที่เคยได้ยินว่า อิ่มทิพย์ นั่นเอง และด้วยประการนี้ ผมก็อยู่ไปถึง 7 คืน เช้าวันที่ 8 ก็ลงมาจากเพดาลอุโบสถ บอกตัวเองว่าได้ทดสอบสมบูรณ์และสามารถสรุปว่า อย่าว่าแต่ 7 วัน 7 คืนเลย จะอยู่ต่อไปอีก 15 วัน 30 วัน หรือตลอดพรรษาโดยไม่กินข้าวกินน้ำไม่ถ่ายอุจจาระและทั้งปัสสาวะก็ได้ (พบว่า 7 วันอุจจาระจับกันเป็นก้อนแข็ง ก็คาดว่านานไปเท่าไรยิ่งแข็งจนอาจจะกลายเป็นหินก็ได้) บัดนี้ผมได้พิศูจน์ทฤษฎีที่สำคัญยิ่งใหญ่ของผมเสร็จลง ทำให้รู้สึกตื่นเต้นยินดีมาก พร้อมที่จะท่องเที่ยวป่าใหญ่คนเดียวได้โดยอิสรภาพแล้ว แต่ก็ไม่เคยคิดจะโอ้อวดผู้ใด และไม่พูดบอกใคร

 

 

อ่านกาพย์ขอฝนจากพระอินทร์

ปีต่อมา ปีแล้งจัด ที่มีโครงการน้ำพระทัยของในหลวง ปีนั้นผมต้องการจำศีลด้วยความมุ่งหมายพิเศษเพื่อขอฝนด้วย ขณะนั้นท้องถิ่นอีสานแล้งจัด ศรีสะเกษ ก็แล้งจนกระทั่งบ้านชนบทรอบ ๆตัวผม กรอบเหมือนถูกย่าง ดินในท้องห้วย เป็นทรายคุกรุ่น ทุ่งนากว้างใหญ่มีลมแล้งพัดหวิว ๆ ตลอดวัน เปลวแดดเต้นระยิบระยับ ปรากฎการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ผมจำต้องร่วมในความรู้สึกหดหู่ของประชาชนชาวบ้านอยู่ทุกปี ๆ และต้องคอยเอาใจใส่ร่วมในทุกข์และสุขของพวกเขาอย่างเมินเฉยทอดทิ้งไม่ได้

ฉะนั้นผมจึงขึ้นไปจำศีลครั้งพิเศษบนเพดาลอุโบสถ ตั้งใจว่าจะปฏิบัติงานระดับสุดยอดอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อผมขึ้นไปจำศีลถึงวันที่3 ขณะที่ผมมองสำรวจเมฆทางตะวันตกขอบฟ้า ที่เพิ่งตั้งเค้าเป็นโง่นเมฆดำใหญ่ขึ้นมา ผมเห็นภาพพระอินทร์อยู่ที่ก้อนเมฆ เสมือนขี่เมฆลอยมาจากขอบฟ้าด้านตะวันตก

ผมเอื้อมมือออกไปจะกำเอาพระอินทร์มาถามเรื่องราวที่ฝนแล้ง (ผมทำสิ่งวิเศษเช่นนี้ได้ตั้งแต่คราวทำ "สงครามสวรรค์" ในปี พ.ศ.2523 ก่อนบวช โปรดอ่านจากประวัติของผมตอนที่แล้ว ๆมา)

แต่พอเอื้อมไปถึงพระอินทร์ก็หายตัว มาปรากฎอยู่ที่เพดาลอุโบสถ ใกล้ ๆ ผม ผมถามว่าทำไมฝนจึงไม่ตก พระอินทร์ไม่ตอบ ดวงตามีน้ำตาไหล ชั่วครู่ก็หายตัวไป ผมผ่านคืนที่3ไปแล้ว พอถึงคืนที่4 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ลมพัดมาอื้ออึง เมฆก็ตั้งเค้ามา ฟ้าแลบแปลบปลาบ ไม่นานฝนก็ลงประปราย แล้วลงหนักขึ้น ผมก็เริ่มต้นอ่านกาพย์ขอฝนจากพระอินทร์ หรือ กาพย์กล่อมพญาแถน ตามคติของชาวอีสาน แต่กาพย์บทนี้ผมขับออกมาจากดวงใจโดยตรง เป็นการอัตโนมัติ (ตามที่ลงพิมพ์ใน ส.ค.ส.2536 ถวายเพื่อนเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดภาคอีสานไปทุกรูปแล้ว) เสียงลมพัดอื้ออึง ฟ้าแลบแปลบปลาบตลอดเวลา ตามด้วยฟ้าร้องสนั่นครืน ๆ อยู่เหนือหลังคาอุโบสถ เหนือศีรษะของผมนี่เอง

ผมเห็นมีนางเมฆขลา วายุบุตร เทพ กุมภัณฑ์ ยักษา ยักษี กินนร กินรี ขนเมฆลอยมาเป็นทิวเป็นแถว ผมจุดเทียนไว้ ขับกาพย์ว่า

อันว่าเทียนประทีปจ้า บารมีใสส่อง แถนเอย,

เฮาหากจุดไว้นี้ ให้มีน้ำหลั่งลง เดอแถนเดอ,

หากว่าเทียนแสงจ้า พญาเอยอย่าหยุดหลั่ง ฝนเดอ,

เทียนบ่ดับอย่าได้ นำน้ำให้ห่างไกล แด่ถ้อน

(ส.ค.ส.2536 หน้า 368 อ้างแล้ว)

 

ฝนลงหนักตลอดคืนไม่หยุด พอรุ่งเช้าฝนหยุด ท้องทุ่งนาเปลี่ยนไปหมด ลำห้วยบัดนี้ไม่มีสภาพให้เห็นได้ว่าเป็นลำห้วย มีแต่ผืนน้ำขาวโพลนไปทั้งท้องทุ่งกว้างใหญ่ ดูเป็นดินแดนประหลาดที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน แต่ผมก็ยังไม่ลงจากอุโบสถ จำศีลต่อไป จนครบกำหนด 7 วัน 7 คืน ถึงวันที่8 จึงลงมาจากเพดาลอุโบสถ

 

ในตอนนี้ผมไม่แปลกประหลาดใจว่า ทำอย่างไรจึงจะอยู่ไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องกินข้าวกินน้ำ อย่างไม่มีกำหนดเวลา เพราะคุณภาพส่วนตัวพิเศษของผมเป็นฐานความสำเร็จ คือ พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ3 นั่นเอง ถ้าไม่มีคุณภาพเช่นนี้แล้ว ยากที่จะจำศีลชนิดนี้ได้

 

ลองของจนตายล้างวัด

ในช่วงที่ผมอยู่บ้านโนนน้อยนี่เอง ก็เกิดมีเรื่องราวประหลาดขึ้นกับผม

เดิมผมอยู่กับหลวงพ่อเอ๋ ต่อมามีหลวงตามาจากชัยนาทมาอยู่กับผมรูปหนึ่ง แล้วมีหลวงพ่อจากบ้านค้อมาอีกรูปหนึ่ง รวมเป็น4รูปอยู่ด้วยกัน

ผมเป็นสมภารเจ้าวัดที่พรรษาค่อนข้างอ่อน แล้วพอหลวงปู่พันธุ์ เตชวโร(คนเรียกเอาว่าเป็นหลวงปู่) มาจากลำนารายณ์ ลพบุรีกับพระอีก 4-5 รูป มาอยู่ที่วัดของผม ก็เกิดเรื่องขึ้น

 

สั่งเจ้าพ่อลำนารายณ์

หลวงปู่พันธ์มาช่วยผมสร้างโบสถ์ เอาผ้าป่าเอาญาติเอาโยมมาช่วยอยู่2ปีหลัง ครั้งหลังสุดเอาพระประธานอุโบสถมา องค์ใหญ่หน้าตักถึง 76 นิ้ว แล้วมีการทรงเจ้าพ่อ แสดงให้ประชาชนดู เดี๋ยวเจ้าองค์นี้เข้าทรง บัดเดี๋ยวเจ้าองค์นั้นเข้าทรงบ้าง ล้ม ๆ ลุก ๆ กันพึบพับ ๆ บ้างก็ร้องกรีดกลิ้งลงกลางดินกลางทราย แล้วลุกขึ้นร่ายรำเหยง ๆ ออกสำเนียงต่าง ๆ กันไป จนกระทั่งโยมภริยาของหลวงปู่พันธ์เองก็เข้าทรงเจ้าพ่อผู้ยิ่งใหญ่ คือ เจ้าพ่อลำนารายณ์ แห่งลพบุรี เป็นวาระสุดยอดการแสดงในลานวัดวันนั้น คนดูก็ล้นหลาม ทั้งกลัวทั้งเลื่อมใสศัทธาหลวงปู่กันใหญ่

การแสดงทรงเจ้ากินเวลานาน ผมเห็นว่านานเกินไปแล้วก็ออกคำสั่งในฐานะสมภารเจ้าวัดให้พวกเจ้าเลิกแสดงได้ ให้เคลื่อนพระประธานเข้าภายในอุโบสถ

ผมสั่งว่า เอาละ ๆ เลิกได้แล้วพวกเจ้าพ่อทั้งหลาย น้ำเสียงผมอาจจะแข็งไปจนฟังเป็นว่าผมออกคำสั่งแก่บรรดาเจ้าพ่อผู้กำลังแสดงฤทธิ์อยู่นั้น ทำให้หลวงปู่พันธ์ไม่พอใจ เธอคิดว่าผมอวดดี ไม่รู้จักเจ้าพ่อลำนารายณ์ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งลพบุรีเสียแล้ว อะไรทำนองนั้น ! ภายหลังจึงผิดใจกับผม ไปยุยงลูกวัดให้กระด้างกระเดื่องต่อผม พยายามไล่ผมหนีไปจากวัดโนนน้อย ท้าวความคำพูดของผมเองเมื่อวันที่ผมมาถึงวัดโนนน้อยผมบอกประชาชนว่าผมจะไม่อยู่ที่วัดโนน้อยตลอดไป พอสร้างโบสถ์เสร็จก็จะไป โดยความจริงผมหมายจะเข้าป่ากาญจนบุรีอีก

คราวนั้น มีประชาชนกลุ่มหนึ่งลูกศิษ ๆ หลวงปู่พันธ์นั่นเอง ออกท่ารังเกียจเชิงขับไล่ผมให้หนีไป ครั้งหนึ่งคนพวกนี้ได้แอบปลดรูปถ่ายขณะเป็นนายทหารของผมขนาด24นิ้ว ไปทิ้งในกอไผ่ชายทุ่ง จนชาวบ้านไปพบเข้าก็ตื่นตกใจกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับผม ขณะนั้น เหลือเวลาไม่ถึงสัปดาห์ก็จะเข้าพรรษาแล้ว ผมจึงให้ผู้ใหญ่บ้านโคกกลางน้อย(นายเสือ สิงห์นาค เพื่อนรุ่นเดียวกับผม) มาขนของผมไปวัดโคกกลางน้อย (วัดร้างเพิ่งรื้อฟื้นขึ้นมาไม่ทันถึง5ปี) ผมกะว่าจะอยู่จำพรรษาให้วัดโคกกลางน้อยสัก1พรรษาก่อนแล้วจะเข้าป่าไปตามแผนการเดิม พวกบ้านโนนน้อยรู้เข้า ก็ไม่ยอม กล่าวหาว่าพวกบ้านโคกกลางแอบมาโขมยพระของบ้านโนนน้อย เป็นปากเป็นเสียงกันสองหมู่บ้าน แต่ในที่สุดชาวบ้านโคกกลางน้อยก็จำยอม พวกเขา ก็ตามไปขนของผมกลับคืนมาวัดโนนน้อย

แล้วก็ได้เวลาเข้าพรรษาพอดีผมเลยจำต้องอยู่ที่วัดโนนน้อย ระหว่างนั้นก็เกิดเรื่องมีคนมาก่อกวน ดูถูกดูหมิ่นผมต่าง ๆ อย่างไร้เหตุผล ซึ่งผมไม่เข้าใจเลยว่า ผมหรือ มีความเลวขนาดใดมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาแท้ ๆ จึงกล้าดูหมิ่นผมได้ แต่ก็มีชาวบ้านเจ็บร้อนแทนผม ดำเนินการให้มีการขอขมาผมขึ้น ตราบกระทั่งออกพรรษา หลวงพ่อพระเทพวรมุนี เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษเรียกผมไปพบท่าน และว่าจะให้ผมเป็นเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ แทนพระครูศรีวรปรีชา(ถวิล ธมฺมาสโย ป.ธ.6,น.ธ.เอก ซึ่งเพิ่งมรณภาพลงในระหว่างนั้นเอง)

 

ผมก็อำลาชาวบ้านไปเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน 2531 ออกเดินทางเวลา 19.29 น. ให้หลวงปู่พันธ์ครองอำนาจตามที่ท่านต้องการ

แต่แล้วไม่นานทางกรมที่ดินได้ส่งหน่วยออกโฉนดเคลื่อนที่มาถึง ทางบ้านโนนน้อยเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะต้องดำเนินการออกโฉนดที่ดินวัดให้ทันท่วงที ชาวบ้านจึงไปปรึกษาผมและลงความเห็นกันว่า ให้ผมเป็นเจ้าอาวาสวัดโดยถูกต้องตามกฎหมายเพื่อดำเนินการเรื่องโฉนดที่ดินให้เสร็จ ผมก็รับปากเพราะเกรงว่าถ้าคนอื่นทำจะช้ามาก ๆ ส่วนผมทำ จะเร็วและประหยัดมาก ๆ ผมมองเห็นประโยชน์นี้ผมจึงรับปากเป็นเจ้าอาวาสให้ และพิมพ์ตราตั้ง หลวงพ่อเทพวรมุนีเซ็นต์ตราตั้งเจ้าอาวาสให้ผม ในใจผมผมคิดจะสละให้หลวงปู่พันธ์ทีหลัง แล้วการออกโฉนดก็เรียบร้อย ทำให้วัดโนนน้อยเป็นวัดอย่างสมบูรณ์ตาม พรบ.คณะสงฆ์และตามพระธรรมวินัย

 

จากนั้นมาไม่นานก็ถึงคราวยกช่อฟ้าอุโบสถ ชาวบ้านนิมนต์ผมมาวางแผน ๆ แล้วก็ออกข่าว ออกหนังสือนิมนต์ ในฐานะเจ้าอาวาสวัดโนนน้อยและเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ผมเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ไปเป็นประธานฝ่ายฆราวาส นิมนต์หลวงพ่อเทพวรมุนี เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ กำหนดยกช่อฟ้าเวลา 1530 น. ปรากฎว่าในวันนั้นหลวงปู่พันธ์แอบพาชาวบ้านและหมู่สงฆ์ที่ถือหางท่านยกช่อฟ้าเสร็จตั้งแต่เวลาเช้า ผมมาเตรียมการพบว่าช่อฟ้าขึ้นหลังคาอุโบสถไปแล้ว

หลวงปู่พันธ์กลบเกลื่อน แก้ตัวด้วยการกล่าวหาผมว่าไม่มีธรรมเนียมยกช่อฟ้าเวลาบ่าย ฟ้าจะผ่าเอา พร้อมกับทำกิริยาดูถูกดูแคลนผมต่าง ๆ เช่นเตะแผ่นไม้อัดโครมครามใส่ต่อหน้าผม ผมก็ไม่ว่าอะไร รีบโทรศัพท์ลัดผู้ว่าราชการจังหวัดว่าไม่ต้องมา ขณะนั้นท่านมาถึงที่ว่าการอำเภออุทุมพรพิสัยแล้ว กำลังจะออกมากับนายอำเภอ แล้วไม่นานหลวงพ่อเทพวรมุนีก็มาถึง ท่านก็นั่งเงยหน้าดูเฉย ๆ ไม่ว่าอะไร ตรงข้ามท่านจะชอบใจด้วยซ้ำหัวเราะหึ ๆ ท่านคงหยากดูว่าผมจะทำอะไรอย่างไรต่อไป ผมไม่ทำอะไร แล้วก็แล้วกันไป กลับไปวัดมหาพุทธาราม ทำหน้าที่เลขาฯต่อไปตามปกติ

 

ตายล้างวัด

แต่ครั้นเวลาล่วงไปไม่นาน ก็เกิดเรื่องราวขึ้นกับหมู่สงฆ์วัดโนนน้อย เริ่มจากหลวงตาที่มาจากไชยนาทก่อน ไปประพฤติตนไม่สมสมณสารูปในพิธีพุทธาภิเษกวัดโนนยาง กินเหล้าเมาแล้วครองสติไม่อยู่ ก่อกวนงาน จนชาวบ้านจับสิก แล้วไปนอนมรณภาพที่หน้าโต๊ะหมู่บูชาวัดโนนยาง

ไม่นานหลวงพ่อเอ๋ก็ตามไปด้วยการนอนหลับแล้วไหลไม่หยุดจนถึงมรณภาพบนกุฏิวัดโนนน้อย

แล้วถึงคราวหลวงปู่กับพระจากลำนารายณ์อีก 3 รูป รวมเป็น 4 รูป ก็เกิดอุบัติเหตุที่ อ. พุทไธสงค์ จ.บุรีรัมย์ระหว่างเดินทางไป จ.เพชรบูรณ์ เพื่อไปหาว่านยาของอาถรรพ์ และเยี่ยมเยียนเกจิอาจารย์ที่เคารพของท่าน รถคว่ำถึงมรณะทั้ง4รูป พร้อมกับโยมอีก3คน

การมรณภาพของหลวงปู่พันธ์เป็นเรื่องวุ่นวายของญาติโยมบ้านโนนน้อยเป็นอย่างมาก เพราะได้ข่าวเวลาดึก หลังเที่ยงคืน จึงโกลาหลกันทั้งหมู่บ้าน เล่ากันว่าหลวงปู่พันธ์คงกระพันชาตรี ไม่มีบาดแผลตามเนื้อตามตัวเลยแม้แต่น้อย ตายเพราะคอหัก

 

จากนั้นพระวัดโนนน้อยก็เหลืออีก 1 รูปที่มาจากบ้านค้อ แต่รูปนี้ไม่ยอมอยู่วัดโนนน้อยอีกต่อไป พอหลวงปู่กับพวกมรณภาพก็หนีกลับไปอยู่วัดบ้านค้อ แต่อยู่ไปได้ 12 วันเท่านั้นก็ป่วยไข้ถึงมรณภาพลง

เป็นการตายติดต่อกันของพระ7รูปในวัดบ้านโนนน้อยขณะนั้นไปตามลำดับจนเกลี้ยงวัด เป็นการตายล้างวัด  ล้างความชั่วทรามเสนียดทุกอย่างเกลี้ยงไป

 

ช่วงที่หลวงปู่พันธ์มรณภาพและเก็บศพไว้ในวัดนั้น บรรยากาศบ้านและวัดโนนน้อยเวลากลางคืนวังเวงน่ากลัวมาก มีข่าวเล่าลือว่าคนหลายคนเห็นภูติผีปีศาจที่นั่นที่นี่ เป็นรูปร่างอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วยังมีนกแสกมาจับต้นโพธิ์ร้อง พอดึกก็ลงมาเดินเล่นใต้ต้นโพธิ์บริเวณลานวัด ขึ้นมาบนกุฏิสงฆ์ จับระเบียงร้องแกรก ๆ ไม่กลัวคน ชาวบ้านไปนิมนต์ผมให้ออกไปจำวัตรค้างคืนอยู่คืนหนึ่ง ให้ผมได้เหยียบดินวัด ผมไปก็พบวัดว่างเปล่าเหมือนป่าช้า มีนกแสกมาร้องเวลาดึก ๆ วังเวงน่ากลัว แต่ไม่นานนกก็หายไป

นั่นคือตำนานวัดโนนน้อยยุคที่ผมไปอยู่ ซึ่งในขณะนั้นก็ยังมีคนเฒ่าคนแก่ที่มองลึกลงไปว่าเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างหลวงปู่พันธ์กับพระอาจารย์พยับแท้ ๆ ว่าพระสององค์นี้ลองของกัน โดยเริ่มมาตั้งแต่วันที่ผมไปท้าทายเจ้าพ่อลำนารายณ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่ง ลพบุรีเข้าในคราวนั้น ว่าไปนั่น !

 

 

ปฏิบัติธรรมฟื้นฟูภาคภายในในป่าช้า

เมื่อผมมาอยู่วัดมหาพุทธาราม เป็นพรรษาที่7 ของผม การคลุกคลีกับชาวบ้านและเหตุการณ์แบบโลก ๆ มาตลอด6ปีเศษ ๆ ซึ่งเป็นการคลุกคลียิ่งกว่าตอนที่เป็นฆราวาสเป็นข้าราชการพลเรือน-ทหารเสียอีก เพราะการเป็นพระสงฆ์ในชนบท จำต้องไปร่วมรับผิดชอบเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งฝ่ายศาสนจักรและอาณาจักรด้วยทุกเรื่องทุกราว ทำให้สภาพภายในค่อยเสื่อมลง และผมมีความวิตก จึงลงความเห็นว่าจะต้องรีบบูรณาการ

แต่เมื่อพิจารณาแล้ว การที่ผมจะกลับคืนกาญจนบุรีและเข้าป่าไปตามเจตนาเดิม ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยากเสียแล้ว เพราะบัดนื้มีตำแหน่งงานที่รับผิดชอบค่อนข้างมากมาย ในระดับจังหวัดคณะสงฆ์ และขณะนั้นเจ้าคณะจังหวัด ก็ชราภาพและสุขภาพรวนเรอยู่ตลอด

ประกอบกับ ผมเริ่มมองเห็นว่า ผมมีสิ่งที่ต้องดู ต้องศึกษาเรื่องราวในวงการสงฆ์อย่างค่อนข้างละเอียดอ่อน และดูเหมือนหลวงพ่อของผมเองคือพระเทพวรมุนีเองท่านก็ประสงค์เช่นนั้น ผมคิดว่าทางเดียวก็คือ หาโอกาสเป็นครั้ง ๆ คราว ๆ ไปปลีกสันโดษ คราวนั้น เดือนมกราคม ปี พ.ศ. 2533 ผมก็ได้โอกาส จึงเขียนพินัยกรรม(เพื่อวางความกังวลทั้งหมด) ถวายไว้กับหลวงพ่อของผม แล้วไปอยู่ป่าช้าโพนเขวา ซึ่งเป็นป่าช้าที่เก่าแก่และมีพระมาบอกผมว่าเป็นที่มีผีดุมากจนไม่มีใครกล้าเข้าไปในเวลากลางคืน ผมเองไม่เคยอยู่ป่าช้ามาก่อน ก็นึกขึ้นได้ว่า ป่าช้าน่าจะเป็นที่สงบสงัดกว่าที่อื่น และสามารถกำหนดเวลาได้ตามใจ ผมจึงไปอยู่ 15 วัน 15 คืน พบปรากฎการณ์ที่เรียกว่าผี ปีศาจ มากมาย แต่ผมไม่สะดุ้งสะเทือน (ถึงสงครามสวรรค์ก็ผ่านมาแล้ว จะสะดุ้งอะไรกับเรื่องราวบนดิน)

 

ดนตรีแห่งป่าช้า

และในคืนที่10 ก็มีพวกนกและแมลงต่างๆ ในป่าช้ามาชุมนุมกันบนยอดไม้ หนาแน่นไปหมด แล้วมีการบรรเลงดนตรีป่าช้า เป็นเพลงแห่ศพ ที่ใช้บรรเลงเวลาเอาศพออกจากบ้านไปป่าช้าในชนบทภาคอีสานดั้งเดิม ให้ผมฟังสนั่นหวั่นไหวไปเกือบตลอดคืน

ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน ผมไปอยู่ป่าช้าจีน คือสุสานสุขาวดี ศรีสะเกษต่ออีก 21 วัน 20 คืน สองคืนสุดท้าย พวกในป่าช้าก็มาเล่นดนตรีให้ผมฟังอีกเช่นเดียวกับป่าช้าโพนเขวา เหตุที่เล่นสองวันเพราะวันแรกผมบอกว่าเล่นสู้พวกป่าช้าโพนเขวาไม่ได้ พวกเขาจึงแห่กันมาเล่นดนตรีให้ผมฟังต่ออีกคืนหนึ่งเป็นคืนที่สอง ที่เล่นได้ดี ดังสนั่นกว่าวันแรก ดนตรีป่าช้านี้ เป็นดนตรีประสานเสียง ประกอบด้วยเสียงปี่ชนิดต่าง ๆ ขนาดต่างๆประสานกับเสียงแตร และเสียงกลองใหญ่ ซึ่งระเบิดเป็นเสียงกึกก้องสนั่นหวั่นไหวจนอื้ออึงในหูสองข้างไปหมด และเล่นนานตั้งแต่ประมาณ 2 ทุ่มเศษ ๆ ไปจนถึงตีสองจึงลาเลิกไป อันชวนให้คิดว่าพวกภูติผีปีศาจก็ยอมรับในความดีของผม และพากันมาต้อนรับผมเป็นอย่างดี นั่นเอง.

 

รื้อฟื้นประเพณีขับลำสรภัญญะ

ขณะที่ผมอยู่ชนบท 6 ปีเศษ ๆ นั้น ผมได้พาประชาชนรื้อฟื้นประเพณีสำคัญ ๆ หลายอย่าง เช่นประเพณีขับลำสรภัญญะ และจัดการแข่งขันขึ้นทุก ๆ ปีระหว่างนั้น (จนภายหลังคณะลูกศิษย์ของผม คือคณะบ้านแสง ชนะเลิศระดับจังหวัดศรีสะเกษ ทั้งสนามวัดเจียงอีศรีมงคลวราราม; มหานิกาย และ สนามวัดหลวงสุมังคลาราม; ธรรมยุติ), พาประชาชนทำประเพณีบุญบ้องไฟ และ แข่งว่าว

 

ทำมหาธนูว่าว

ที่ผมพอใจพูดถึงก็คือเรื่องว่าว ขณะนั้นผมได้ทำว่าวขนาดใหญ่มาก ทำเอง เพื่อที่จะให้มันแบกธนูขนาดใหญ่ ซึ่งธนูที่ว่านี้ เฉพาะใบหวายยาวถึง 63 นิ้ว ซึ่งเท่ากับ1วาของผมพอดี คันธนูยาวเกือบ 2 เมตร คืนฤดูหนาวที่ลมพัดแรงจัด ผมจะส่งว่าวพร้อมธนูใหญ่ขึ้นสู่ท้องฟ้า เมื่อธนูว่าวต้องลม ใบหวายจะหมุนพลิ้ว โยนตัวไปตามคันธนูที่อ่อนโอนตามแรงลมบนท้องฟ้า กลายเป็นเสียงดนตรีธรรมชาติที่ไพเราะเพราะพริ้งเหมือนดนตรีสวรรค์ เมื่อเป็นสิ่งประดิษฐ์ด้วยศิลปพิเศษสุดยอด ด้วยมือผมเอง จึงฟังไพเราะเสนาะลึกล้ำ ครบเสียงมาตรฐานของธนูว่าวทุกประการ เสียงธนูก็จะกล่อมประชาชนไปตลอดคืนที่ลมแรง สายธนูไม่ขาดเพราะเทคนิกพิเศษของผม ทำให้ทนทานตลอดคืน เมื่อว่าวขึ้นที่ทุ่งนาบ้านโนนน้อย เชือกที่ยาวจะส่งว่าวให้คล้อยไปใกล้ๆ บ้านโคกกลาง ที่โยมมารดาผมอยู่ เสียงธนูใหญ่จะดังไปถึงบ้านโคกกลาง โนนยาง จิก อี่หล่ำ ที่อยู่ใต้ลม โดยเจตนาที่ผมต้องการให้เสียงธนูดังไปถึงโยมมารดาที่อยู่บ้านโคกกลาง เพื่อกล่อมท่านในเวลาเข้านอน ท่านก็หลับลงอย่างมีความสุขสงบ นั่นส่วนหนึ่ง

คนก็ถามถึง ว่าเสียงธนูว่าวของใคร ฟังไพเราะล้ำเลิศจริง ๆ

ปรากฎในบทกวี ศรีสะเกษกำศรวล 2527 ตอนหนึ่งว่า

 

ดึกลมลิ่วหวิวหวิ่งหวีดกรีดลำไผ่              เพียงกรุ๋งกริ่งหริ่งเรไรโลมไล้ขวัญ

หม่าวแมวครางแต่แฝกข้างสระฝั่งชัน      ลมยิ่งผันยามดึกเดือนเลื่อนโพยม

แว่วพิณฟ้าพญาว่าวขึ้นสาวเมฆ             ฟังวิเวกลอดผ้าห่มคราวลมโหม

ธนูลมสมสั่งฟ้ามาประโคม            ปลอบประโลมความขื่นแค้นให้แคลนคลาย

 

(จาก ส.ค.ส.ฯ 2536 หน้า 172 อ้างข้างต้นแล้ว)

 

ขณะที่อยู่บ้านโคกกลางใหญ่ ผมยังได้เขียนบทกวีบทหนึ่งไว้ที่กระดานดำบนศาลาการเปรียญ มีเจตนาให้โยมมารดาอ่าน ดังนี้

 

โอ้โยมเอ๋ยอาตมาสละโลก            สิ้นความโศรกสงสัยในสงสาร

นับแต่นี้สืบสันต์นิรันดร์กาล                    บัวจะบานเบิกช้อยรอยบรรจง

โอ้เอี้ยงเอ๋ยเคยบินแต่ดินต่ำ                   ไม่เหมือนส่ำสกุณาพญาหงส์

โอ้เอี้ยงเอ๋ยเคยร่อนก็แรมลง                   เพียงป่าดงยอดหญ้าชลาลัย

มิเคยเหยียบเยียนฟ้ามหาศาล                แดนพิมานเมฆาเวหาใหญ่

เป็นทางเที่ยวพญานกผกโผนไป            เหลือวิสัยดั่งเอี้ยงจะเมียงมอง

พู้นคือเผ่าภูติฟ้าปักษาสวรรค์                 อันไพเราะเสนาะสนั่นนภาผอง

อาตมภาพมาพลันตามครรลอง               อริยสัจประเสริฐต้องคะนองธรรม

 

 

แล้วท่านได้จากไปในปี พ.ศ. 2528 เมื่อผมบวชได้เพียง3พรรษา.

 

·        ปัญญาธโรภืกขุ เรียบเรียง

·        ดีเล่ม25

 

 

 

 

14

ประวัติของผม พระพยับ ปญฺญาธโร

พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ 3

ตอน 14

 

 

 

 

สมาธิเพื่อการระลึกชาติ

 

การเล่าประวัติของผม ที่สุดแล้วผมต้องการนำไปสู่ข้อสรุป ที่ผมเห็นว่ามีสัจจะธรรมอย่างยิ่ง ข้อหนึ่งเท่านั้นเอง คือการฝึกฝนจิต

 

คำว่าจิตไม่มีคำนิยามตรงตัวอักษร ที่ชวนให้เข้าใจว่าเป็นดวง ๆ อยู่ภายในร่างกายของคน หรือเป็นอาตมันที่คงสภาวะไม่เกิดไม่ตายเที่ยวไป พบร่างเกิดใหม่ก็เข้าไปสิงสู่ พอร่างตายก็ออกไปหาร่างใหม่เรื่อยไปแบบพวกพรามณ์คิด แต่หมายถึงสภาวะหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการประกอบ จิตเกิดขึ้นหรือเป็นสภาวะแห่งการประกอบด้วยปัจจัยเหตุมากมายหลายอย่างเข้าด้วยกัน ด้วยคุณภาพแห่งปัจจัยเหตุมากมายหลายอย่างเหล่านั้น นั่นเอง

 

ในศาสนาพุทธมีคติว่า จิตตสฺส ทมโถ สาธุ การฝึกจิตเป็นความดี เมื่อเราฝึกจิตไปมาก ๆ ด้วยการประพฤติการละเว้น (ศีล) ตะปะ(สมาธิ) หรือ ภาวนา(ปัญญา) อันเป็นการบีบบังคับจิตให้เดินไปทางหนึ่งทางใด นาน ๆ เข้า จิตก็ได้คุณภาพ ๆ แห่งจิตนั่นเอง เป็นเหตุ แล้วมีผลเกิดขึ้นได้ไปต่าง ๆ ตามสาเหตุแต่ละสาเหตุ แล้วแต่ใครจะตั้งใจประกอบเหตุใด หรือแม้ด้วยความบังเอิญประกอบเหตุอะไรขึ้น ถ้าคนทั้งหลายประกอบเหตุเดียวกัน พวกเดียวกันก็ได้ผลอย่างเดียวกัน ถ้าประกอบเหตุแตกต่างกันก็ได้ผลแตกต่างกัน แต่ถ้าเราฝึกฝนจิตไปตามแนวทางพระพุทธศาสนา มีหลักการพระพุทธศาสนาเป็นตัวนำร่องไปตลอด ไม่ให้พลาดไปสู่ร่องอื่นแล้ว ก็จะนำไปสู่สิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุด ที่เหนือความมหัศจรรย์ทั้งสิ้นทั้งปวง คือสภาวะที่จิต สะอาด สว่าง สงบ บริสุทธิ์ ทำให้ได้สัมผัสความหลุดพ้นออกไปจากโลกเก่า ไปสู่โลกใหม่ที่ประเสริฐ อันเป็นที่พอใจสูงสุดของเราเองอันนี้มากที่สุด จนไม่มีสิ่งอื่นใดเป็นสิ่งที่ปรารถนายิ่งไปกว่า คือแม้กระทั่งฤทธิ์ต่าง ๆ ที่เกิดจากการฝึกจิต ที่เป็นอำนาจก็ดี การอัศจรรย์ต่าง ๆ ก็ดี ก็ไม่มีค่าความพอใจเท่า คุณภาพที่จิตสะอาด สว่าง สงบ นี้ได้

 

พร้อมกันนั้น ก็จะเกิดความรู้แจ้งเห็นจริง(คือการได้สัมผัสด้วยอายตนะ หรือ การเห็นด้วยอายตนะได้สัมผัสสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่เป็นประสบการณ์ ทำให้มีการรับรู้ทั้งอารมณ์ความรู้สึก ในปรากฎการณ์ที่ประสบทุกชนิดทุกแบบ และตัดสินได้ว่าแบบใดมีคุณค่าแบบใดไม่มีคุณค่าได้ด้วยตนเอง

 

บัดนี้ ผมขอบันทึกต่อไปสักหน่อยว่า ผมได้ประสบความสำเร็จในชีวิตของผมคือพอใจในชีวิตของผมเองเช่นว่านี้ ตั้งแต่ผมเป็นฆราวาส เพราะได้ฝึกจิตอย่างหนัก จึงประสบความพอใจในผลของการฝึกอย่างสูงสุด

 

 

 

ประวัติของผมคราวที่แล้ว มีความลึกลับ ผมจะขอโอกาสอธิบายคำพูดของผมเองบางคำเพื่อยืนยันหลักการ หรือหลักวิชา ให้เป็นประโยชน์แด่คนทั้งหลาย กุลบุตรกุลธิดาที่มีความพยายามมาภายหลัง นับแต่คำว่า "สมาธิเพื่อการระลึกชาติ" ตามคำของผมเองที่ว่า ผมได้รู้เคล็ดลับของสมาธิเพื่อการระลึกชาติ และได้ทำการทดลองเป็นผลสำเร็จ ผมต้องการบอกความหมายว่า การระลึกชาตินั้นไม่ใช่งานที่ยากมากนัก ไม่จำเป็นต้องระลึกชาติได้ด้วยอุตตริมนุสธรรม (ในความหมายของศาสนาพุทธ หมายความว่าไม่จำเป็นต้องเป็นพระอริยบุคคลขึ้นมาเสียก่อน ไม่จำเป็นต้องมีญาณประเภทบุพเพนุวาสานุสสติญาณ เป็นต้น) แต่สามารถระลึกได้ด้วยสมาธิ(ที่คนทั่วไปคนต่างศาสนาหรือนักวิทยาศาสตร์ก็สามารถทำได้เองอยู่แล้ว ขอแต่ให้ทำสมาธิได้ดีเยี่ยมจริง ๆ คือ ทำสมาธิได้นานและนิ่งสงัดได้จริง ๆ)

 

 

ฉะนั้น คน(ปุถุชนธรรมดา)ที่ทำสมาธิเก่ง ๆ ก็สามารถระลึกชาติได้ ซึ่งจะสังเกตได้ว่า แม้กระทั่งเด็ก ๆ ที่มีสมาธิโดยธรรมชาติมาตั้งแต่เกิด ก็สามารถที่จะระลึกชาติได้

 

ผมเองก็เคยมีประสบการณ์สมาธิเด็กเพื่อการระลึกชาติได้ ตามที่ผมเล่ามาแล้วใน ประวัติของผมวัยเด็กอ่อน ๆ แต่คราวนั้นสมาธิของผมถูกทำลายด้วยความกลัวเสียก่อนจึงไม่สำเร็จ โปรดดู วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดภาคอีสาน (หนังสือพิมพ์ดี) เดือน ส.ค. 2540 หน้า 23-24

 

 

การทำสมาธิ เพื่อให้ถึงระดับที่จะรำลึกชาติได้นั้น เป็นเรื่องที่อธิบายง่าย แต่ทำยากอย่างยิ่ง เพราะต้องไปถึงจุดที่หยุดทุกอย่างให้เกิดสภาพความนิ่งสงัดให้ได้เป็นระยะเวลานาน ๆ ได้เสียก่อน จากนั้นหยุดอยู่ ณ ความนิ่งนั้น จนกว่าทางจะแตกเปิดออกให้เอง เหมือนกับการเข้าไปในมิติของกาลเวลา ของภาพยนต์ตะวันตกยุคนี้ ไม่มีผิด

 

(ภาพยนต์เช่นนั้น สร้างขึ้นโดยอิงข้อเท็จจริงที่ว่า นักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ ก็ได้ทำการศึกษาเรื่องการระลึกชาติมาเป็นเวลานาน จนดูเหมือนพวกเขาจะได้ข้อสรุปที่ค่อนข้างตรงกันกับของฝ่ายศาสนา ดังจะเห็นในภาพยนต์เรื่องย้อนมิติของกาลเวลา ที่ทำออกมาตามลำดับ ๆ ในระยะหลังนี้ ซึ่งยืนยันว่ามนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาสามัญก็สามารถระลึกชาติได้)

 

 

ที่ผมว่า สมาธิเปิดถ้ำนั้น ก็มีความหมายไปตามตัวอักษร คือไม่ใช่เรื่องที่สูงส่ง ถึงอุตตริมนุสสธรรมแต่อย่างใด เป็นเรื่องความสามารถระดับสมาธิเท่านั้นเอง

 

 

 

ความลับวิชาจำมหาศีล

 

ต่อมาก็คือเรื่องที่ผมขึ้นไปจำศีล งดข้าวและน้ำอยู่ 7 วัน ซึ่งดูสวนทางกับทฤษฎีทางแพทย์ที่ว่า คนอดน้ำไม่ได้เกินสามวัน จะต้องตายเพราะร่างกายขาดน้ำ แต่ที่ผมทำได้ เพราะทฤษฎีใหม่ที่ทางแพทย์ยังค้นคว้าไปไม่ถึง และทั้งยังไม่มีการตั้งสมมติฐานและทำการพิศูจน์ทดลองไปอีกด้วย

 

และผมมีความยินดีที่จะเปิดเผยวิทยาการสูงสุดที่หวงแหนไว้ ณ ที่นี้ เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาต่อไป นั่นก็คือ วิธีการที่น้ำเข้าไปเลี้ยงร่างกาย อาศัยหลักของปราณ (ปราณคือจุดกำเนิดดั้งเดิมของลมหายใจที่หมุนเวียนอยู่ในร่างกายมนุษย์ที่ถูกปลุกกระตุ้นอย่างแรง จนตื่นและสร้างพลังเคลื่อนไหวได้) ทำให้ลมผ่านเข้าออกทางผิวหนังและขุมขนได้ น้ำหรือความชื้นในอากาศก็ผ่านเข้าร่างกายได้ทางผิวหนัง แทนการดื่มเข้าทางปากอย่างปกติ แต่การที่จะทำได้อย่างนี้ อยู่ที่วิชาปราณนี้แหละ และคนทั้งหลายคนใดคนหนี่งคงทำได้หากมีความพยายาม (อย่างผม หรือมากกว่าผมขึ้นไป) นั่นคือ ต้องผ่านความเป็นพระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ 3 (อย่างเป็นธรรมชาติคือ ไม่ฝืนไม่ทนทำเอา) ให้ได้ก่อน เพราะสภาวะนี้จะเป็นพื้นฐานของงานระดับนี้

 

ส่วนการงดอาหารได้นั้น เป็นผลจากการหยุด ให้ระบบทุกระบบของร่างกาย มีอวัยวะน้อยใหญ่ ทั้งอวัยวะภายนอกและอวัยวะภายในเป็นต้น หยุดการทำงานลงอย่างสิ้นเชิง เข้าสู่สภาวะการพักผ่อนอย่างสนิท เว้นแต่ปราณยังเดินอยู่อย่างแผ่วเบาอย่างยิ่ง (สถานที่เข้าปฏิบัติการจำศีลชนิดนี้จะต้องเป็นที่ปลอดภัยไม่มีอันตรายใดใดเข้าไปรบกวนทำร้ายร่างกายขณะหยุดนิ่งนี้ได้ นี่น่าจะตรงกับทฤษฎี พระอรหันต์เข้านิโรธสมาบัติ ตามหลักการพระพุทธศาสนา และเมื่อเข้าใจเช่นนี้ก็จะทราบว่าทำไมพุทธองค์จึงทรงยืนยันว่าคนอาจมีอายุยืนได้ด้วยอิทธิบาท4)

 

ที่ผมเล่าไว้นี้ ก็เพื่อแนะทางไว้เพื่อว่ามีผู้ที่ฝึกจิตมาถึงระดับที่จะทำได้ ให้ได้รู้หลักวิชาไว้ก่อน โดยเฉพาะเรื่องนี้ ไม่เคยมีท่านผู้ใดอธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ไว้ก่อนเลย

 

 

และอีกประการหนึ่ง เมื่อผมอ้างว่าการบวชของผมไม่ได้ตั้งใจจะอยู่ในบ้านเมืองแต่มีความปรารถนาดั้งเดิมจริง ๆ ที่จะไปอยู่ป่า จะตอบปัญหาว่า ผมจะสามารถดำรงชีพในป่าอย่างมีความสุขอันล้ำเลิศประเสริฐได้อย่างไร (ทั้งผมก็จะมีโอกาสทำงานวิจัยพิศูจน์ทดลองในสาขาวิชาที่เร้นลับเหล่านี้โดยวิธีวิทยาศาสตร์อย่างเต็มที่ต่อไปได้ด้วยนั่นเอง)

 

เพราะโดยพื้นฐานความสามารถระดับนี้เมื่อไปสู่ป่าแล้ว ผมก็ไม่มีปัญหาเรื่องอาหารและน้ำ ไม่มีปัญหาเรื่องที่หลับที่นอน การพักผ่อน ไม่มีปัญหาเรื่องการเดินทาง ไม่มีความกลัว มนุษย์หรืออมนุษย์ ผมจะเทียวแสวงหาไปในป่าใหญ่จนกว่าจะพบสถานที่เช่นถ้ำ หุบเหว อันเป็นที่สะบาย อากาศดี มีช่องปล่อง ผนังที่ถ่ายเทอากาศ ให้เย็นสะบาย มีน้ำตก หรือที่ชุ่มชื้นตลอดปี(แบบที่เห็นเป็นที่ฝึกวิทยายุทธของพวกเซียนในหนังจีนกำลังภายในนั้นแหละ)

 

ผมจะเข้าไปอยู่ในนั้นแล้วทดลองวิชาการต่าง ๆไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่อยู่ในใจผมขณะนั้นก็คือ การกบดาลอยู่ในถ้ำเป็นเดือนเป็นปี จนกระทั่งปลวกมาทำรังท่วมตัวตน คิดว่าเมื่อเข้าป่าแล้วจะต้องลองทำให้ได้สักครั้งหนึ่ง (ก็ย่อมเป็นไปได้ด้วยหลักทฤษฎีที่ผมอธิบายมา ซึ่งได้ผ่าน การพิศูจน์ทดลองมาแล้ว ตามที่ผมเล่าไว้ในคราวที่แล้ว)

 

และโดยวิธีการนี้ ๆ ก็จะทำให้มีการพัฒนาการไป ย่อมจะได้พื้นฐานที่สูงขึ้นไปอีก สำหรับการจะทำการอัศจรรย์หรืออานุภาพทางจิตต่าง ๆ ตามที่มีเล่าไว้ในพระคัมภีร์แห่งศาสนาต่าง ๆ (ซึ่งที่จริงเป็นวิทยาศาสตร์ เมื่อเรารู้เหตุปัจจัย ที่ไปที่มาของเหตุการณ์แล้วก็ไม่ประหลาดอย่างใด) และหากเมื่อมีมรรคผลระดับสูงสุดในพระพุทธศาสนาคือ อรหัตผลแล้วก็นับว่าได้พื้นฐานใหญ่ยอดเยี่ยม ไร้เทียมทานนั่นเลยทีเดียว

 

 

ส่วนเรื่อง อิริยาบถสาม นั้น ผมก็ยินดีอธิบายไว้ ณ บัดนี้ว่า ก็สำเร็จด้วยปราณเหมือนกัน ถ้าไม่มีปราณ ฝืนไปก็จะเป็นอันตราย ซึ่งมีตัวอย่างมาแต่สมัยพระพุทธองค์แล้ว คือ จักขุปาลเถระ ท่านเป็นพระบวชภายแก่อายุมากแล้ว ได้ฟังพระบรมศาสดาอธิบายเรื่องการศึกษา2 คือคันถธุระ กับวิปัสนาธุระ แล้วเลือกเรียนวิปัสนาธุระโดยอธิษฐานธุดงค์ถือการนั่งแทนการนอนหลับไปตลอดพรรษา ครั้นนั่งไปถึงกลางพรรษาก็เกิดโรคตา แพทย์รักษาไม่หาย จนออกพรรษาตาก็บอดสนิท

 

เรื่องอันตรายนี้ใช่ว่าพระพุทธองค์ไม่ทรงทราบ แต่ทรงเห็นว่าจักขุปาลเถระจักได้สำเร็จพระอรหัตผลด้วยวิธีนั้น จึงทรงอนุโลม เพราะมรรคผลย่อมเป็นเป้าหมายอันอุดมสูงสุดแม้ชีวิตย่อมสละได้หากแลกกับมรรคผลได้

 

 

เหตุผลที่จักขุปาลเถร ประพฤติเนสัชชิกังคธุดงค์แล้วตาบอดนี้ อรรถกถาจารย์ยุคนั้นท่านไม่อธิบายหลักวิทยาศาสตร์อย่างไร ทั้งนี้คงเป็นเพราะพวกพรามณ์บางพวกสามารถอธิบายได้อยู่แล้ว ทางศาสนาพุทธจึงไปเน้นเรื่องกรรมแทน (ดู ธรรมบท จกฺขุปาลเถรวตฺถุ) สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ว่าเป็นเรื่องผิดวิสัยมนุษย์ธรรมดา ๆ ทำไม่ได้ (ทรงอธิบายไว้ในเรื่องกรรมฐาน40และธุดงค์13หลักสูตรนักธรรมเอก)

 

การทำธุดงค์ข้อที่13 คือเนสัชชิกังคธุดงค์ หรือ มีอิริยาบถอยู่ด้วยอิริยาบถสาม อย่างผมนี้ (ผมอยู่มา 17 ปี อย่างเป็นวิสัยปกติ เป็นธรรมชาติ เหมือนนก เหมือนค้างคาวที่ห้อยหัวนอน ไม่ได้เอนกายลงนอนเลย ก่อนจะเป็นริดสีดวงทวารในปี พ.ศ.2540) จึงเป็นเรื่องยากเกินวิสัยคนทั่วไป เพราะวิถีปราณนี่เอง จักขุปาลเถรเป็นพระบวชใหม่ที่ยังไม่รู้วิชาปราณเลย ลมจึงแทงออกมาทางตาทั้งคู่และถึงตาบอด ส่วนคนทั่วไป ก็ถึงตาบอดและตายได้ ภายในไม่เกินเจ็ดวัน

 

เช่นกรณีพระสงฆ์สำนักสุสานเหนือโลกันต์ จ.สระแก้ว ปีพ.ศ.2543 ให้ลูกศิษย์มัดตัวเองไว้กับเก้าอี้ในท่านั่ง หวังทำเนสัชชิกังคธุดงค์ไปจนถึงที่สุด โดยคิดว่าอาจทำให้สำเร็จพระอรหันต์ได้ แต่อยู่ไปถึงวันที่6ก็มรณภาพไปหนึ่งรูป อีกหนึ่งรูปร่อแร่ (ข่าวไอทีวี 25 ก.ค.2543 เวลา 08.00 น. โปรดดูบทวิเคราะห์ใน นสพ.ดี เดือน มิ.ย.-ส.ค. 2543 หน้า 17-18) เพราะบังคับตัวเองโดยเขลา ไม่รู้เหตุผลแห่งอันตรายใหญ่ นี่คือคำอธิบายต่าง ๆ โดยสรุป ในเชิงวิทยาศาสตร์ ที่ผมเป็นคนอธิบายโดยหวังว่าคงพอเพียงให้เป็นแนวทางปฏิบัติตามได้ สำหรับผู้มีอุปนิสัยและมีพื้นฐานระดับสูงแล้ว

 

 

 

ทั่วประเทศต้านย้ายโรงเรียนวัดพระโต

 

เมื่อหลวงพ่อเทพวรมุนี สั่งการให้ผมเข้ามารับตำแหน่งเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ นั้น ท่านมีเงื่อนไขว่า ต้องออกจากวัดโนนน้อยมาอยู่วัดมหาพุทธารามด้วย วันที่ผมออกเดินทางเป็น วัน ๕ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ตรงกับวันที่ ๒๔ พ.ย.๒๕๓๑ เวลา ๑๙.๒๙ น. มาถึงเวลา 20.10 น. ในเดือน ธ.ค.2531 ก็เกิดเรื่องใหญ่พอดี เรื่องการย้ายโรงเรียนวัดพระโตออกไปจากที่ดินวัดมหาพุทธาราม เพื่อให้นักธุรกิจลงทุนทางการธุรกิจแทนกิจการโรงเรียน จนกระทั่งเป็นข่าวไปทั่วประเทศ

 

มีพาดหัวหนังสือพิมพ์ทุกฉบับอยู่หลายวัน เช่น:

 

 

-          วัดหลงเสน่ห์พ่อค้า ฟ้องไล่ที่ร.ร. ชาวบ้านร้องรมต.เบรกเจ้าคุณไล่ร.ร.

(มติชน 14 ธ.ค.2531)

-          วางหรีดดำประท้วงพระ ไล่ที่โรงเรียนทำห้าง

(มติชน 23 ธ.ค.2531)

-          นร.ร่ำไห้ขอที่วัดตั้งรร.ต่อไป หลวงตาเมิน!

(ไทยรัฐ 24 ธ.ค.2531)

-          เจ้าอาวาสเสียงแข็ง ขับไล่ร.ร.

(เดลินิวส์ 24ธ.ค.2531)

-          ชุมนุมค้านทั่วเมือง พระไล่ที่ "โรงเรียน" หวั่นมือที่3ก่อเหตุ

(มติชน 25 ธ.ค.2531)

-      คุณย่าบริจาคที่ดินให้วัด ถึงกับช็อค รู้ข่าวไล่ร.ร. ครวญน่าให้ฉันตายก่อน        เสียใจป่วยเข้ารพ.2เดือน การขัดแย้งลุกลามมากยิ่งขึ้น

(เดลินิวส์ 26 ธ.ค.2531)

-          น.ร.ศรีสะเกษขอเมตตา หลวงตาขา"อย่าไล่หนู"

(ไทยรัฐ 26 ธ.ค.2531)

-          อดีตรมต.ออกโรงโต้วัดไล่ที่รร. แฉทำสัญญากับเอกชนมีเงื่อนงำ

(สยามรัฐ 27 ธ.ค.2531)

-          ให้สะสางแก๊งเซ็งลี้วัดพระโต

(ไทยรัฐ 27 ธ.ค.2531)

     -          สยช.ดีใจพร้อมเพิ่มค่าเช่าพระศรีสะเกษ พระถอนฟ้องไล่ที่รร.โอดการเมือง  ทำยุ่ง

                 (มติชน 27 ธ.ค.2531)

-          เบรกพระศรีสะเกษ ให้เช่าที่ต้องประมูล

           (สยามรัฐ 27 ธ.ค.2531)

-                         ระบุเหตุร.ร.ถูกวัดฟ้อง สปจ.วุ่นขอเลิกสัญญาเอง

           (เดลินิวส์ 27 ธ.ค.2531)                          

 

 

และยังมีบทวิจารณ์หน้าในของ หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ (และยังมีจดหมายหนังสือสนเท่ห์ส่งมาถึงพระคุณพระเทพวรมุนีโดยตรงเพื่อ ด่าแหลก!หลายฉบับ) จนผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ รมช.ศธ. และทางอธิบดีกรมการศาสนา ร.อ.อดุลย์ รัตตานนท์ ต้องเดินทางมาศึกษาเรื่องราวหลวงพ่อขับไล่โรงเรียน ที่ศรีสะเกษ   ทางมหาเถรสมาคมก็เรียกหลวงพ่อเทพวรมุนีเข้าไปชี้แจง เรื่องจึงยุติลง

 

 

 

การมรณภาพของหลวงพ่อ

 

ผมอยู่กับหลวงพ่อเทพวรมุนีมาจนถึงวันที่ 20 มี.ค. 2535 วันที่พระเดชพระคุณล่วงลับไป เป็นเวลาที่ผมอยู่กับท่าน3ปี4เดือนเท่านั้นเอง

 

ก่อนมรณภาพ ได้ไปรักษาที่ รพ.ศรีนครินทร์ ขอนแก่น เป็นเวลา 1 เดือนครึ่ง

 

ครั้นวาระสุดท้าย มีอาการหมดสติที่วัดมหาพุทธาราม ผมและคณะศิษย์ ๆพาเข้า รพ.ศรีสะเกษ และมรณภาพที่รพ.ศรีสะเกษ (พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่-ผู้น้อยศรีสะเกษมักมรณภาพที่รพ.ศรีสะเกษ จนจับสถิติได้ชัดเจนและเป็นภาพที่น่าหวาดระแวงมาจนกระทั่งทุกวันนี้)

 

 

ในระยะที่ผมอยู่กับท่านนั้น มีพระผู้ใหญ่ที่แวะมาคบหาสมาคมและปรึกษาราชการสงฆ์เป็นประจำก็คือพระคุณพระราชเมธี รองเจ้าคณะภาค 10 แห่งวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์(สมณศักดิ์และตำแหน่งขณะนั้น ขณะนี้เป็นพระเทพปริยัติสุธี เป็นเจ้าคณะภาค10 เจ้าอาวาสวัดโมลีโลกยาราม กทม.) ท่านมักมาจากอุบลราชธานี เวลาค่ำ ๆ แล้วจำวัตรที่วัดมหาพุทธารามบ้าง กลับไปอุบลฯบ้าง เป็นประจำ ขณะนั้นท่านมีความคิดที่จะตั้งศูนย์ภาค10 ที่อุบลราชธานี ท่านมีความเคารพนับถือกับหลวงพ่อพระเทพวรมุนี และมักคุยกันสารพัดเรื่อง ตั้งแต่เรื่องใบชา ไปจนถึงโหราศาสตร์ เรื่องเศษพระจอมเกล้า ท่านว่าท่านเศษ 1 ไม่ค่อยดี เสาเรือนไฟไหม้ ส่วนหลวงพ่อพระเทพวรมุนีว่าท่านเศษ 4 และจำขึ้นใจว่า "เศษสี่มีข้าครอก อเนกนอกคณานาง" (และมักมีเสียงแย้งตามมาว่า คำว่า คณานาง ไม่ค่อยดีนัก)

 

 

พระคุณท่าน จภ.10 เป็นนักวิชาการ ท่านเขียนหนังสือคู่มือราชการสงฆ์ที่เป็นหลักการบริหารงานปกครองสงฆ์มาถึงทุกวันนี้ ที่ฝ่ายปกครองโดยเฉพาะเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดจะต้องมี และรู้จักกันว่าหนังสือปกเหลือง (เป็นที่มาแห่งราชทินนามว่า ราชเมธี) นอกจากนั้นท่านยังเป็นกวี ที่เขียนบทกวีที่มีความหมายและสำนวนไพเราะมากรูปหนึ่งเท่าที่ผมเคยเห็นในวงการพระสงฆ์ เพราะแม้แต่หลวงพ่อของผมก็จำบทกวีของท่านได้ ท่านเคยออกปากให้ผมได้ยินบทหนึ่งว่า

 

"ถึงเป็นญาติเป็นเชื้อ ถ้าไม่เอื้อเฟื้อก็เหมือนเนื้อในป่า แต่ถึงไม่ใช่ญาติไม่ใช่เชื้อ แต่เมื่อเอื้อเฟื้อก็เหมือนเนื้ออาตมา"

 

ซึ่งเป็นสำนวนกวีที่ผมไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ต่อมาจึงได้พบว่าเลียนมาจากบทกวีของพระคุณ จภ.10 นี้เอง และบทนั้น ที่ถูกต้องมีว่า

 

มิใช่พี่มีธรรมงามน้ำจิต                         ผูกสนิทเหมือนพี่ศรีเชษฐา

มิใช่น้องครองธรรม์กัลยาณ์            เหมือนนุชาร่วมท้องครองไมตรี;

ถึงอยู่ห่างต่างที่มีธรรมผูก                      ก็เหมือนลูกพ่อครูชูศิษย์ศรี

มิใช่ญาติยึดธรรมงามรุจี                       ก็เหมือนที่ญาติมิตรสนิทใน;

มิใช่เนื้อเอื้อกันก็ฉันเนื้อ                         แต่ขาดเอื้อเนื้อห่างต่างวิสัย

เดิมเป็นเนื้อเอื้อถึงซึ้งสุดใจ                     ผูกเนื้อไว้ได้ดีทวีบุญ;

 

(จาก พระราชเมธี (วรวิทย์ คงฺคปญฺโญ ป.ธ.8) พระองค์ใดกษัตราราชาธิราช มุทิตาสักการะ พระเทพปริยัติสุธี (วรวิทย์) ๕ ธันวาคม ๒๕๓๙, รพ.มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กทม. 2539 หน้า 27)

 

 

และงานของผมก็ได้เกี่ยวข้องกับท่านทุกปี ๆ คืองานการสอบนักธรรม และเปรียญธรรม นักธรรมก็คือต้องเดินทางไปจัดเตรียมการตรวจข้อสอบที่ท่านเองเป็นประธานกรรมการตรวจข้อสอบนักธรรม ปีแรกที่วัดมหาวนาราม จังหวัดอุบลราชธานี ปีต่อมาที่วัดศรีบุญเรือง จังหวัดมุกดาหาร ปีต่อมาอีกจัดที่วัดศรีบุญเรือง มุกดาหารที่เดิม และปีสุดท้ายที่ผมอยู่ในตำแหน่งเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดจัดที่จังหวัดยะโสธร เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดในภาค 10 ต้องไปก่อน2วันและกลับหลัง2วัน เสมอไป หรืออย่างน้อยที่สุดก็ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ต้องไปก่อนและกลับหลังเขาเสมอไป รวมแล้วไม่น้อยกว่า 7 วันที่ผมไปตรวจข้อสอบแต่ละปี นั่นบ่งบอกถึงความคุ้นเคยกับพระชั้นผู้ใหญ่ของผม

 

 

ส่วนเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออกขณะนั้นเป็นพระคุณท่านพระวิสุทธาธิบดี วัดไตรมิตรวิทยาราม กทม. ท่านถึงแก่มรณภาพเมื่อผมเข้าไปอยู่วัดมหาพุทธารามได้ไม่กี่สัปดาห์เท่านั้นเอง หลวงพ่อเทพวรมุนีทราบข่าวนี้ก่อน จากโทรทัศน์ แล้วบอกผมว่า ลองโทรศัพท์ไปวัดมหาธาตุ กทม. ดูว่าเจ้าคุณวัดมหาธาตุรู้เรื่องนี้แล้วหรือยัง ขณะนั้นเป็นเวลาเช้าตรู่ ผมโทร.เข้าไปหาเจ้าคุณรองเจ้าคณะภาค คือพระคุณราชเมธีขณะนั้น ท่านบอกว่าเพิ่งตื่น ยังไม่รู้อะไรเป็นอะไรเลย นั่นดูเหมือนเป็นครั้งแรกที่ผมเริ่มมีการสื่อสารกับพระระดับผู้ใหญ่ ๆ และต่อมา สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกียว อุปเสโณ) ขณะนั้นเป็นพระพรหมคุณาภรณ์ วัดสระเกส จึงเข้ามาแทนเป็นเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออกสืบมาจนถึงปัจจุบันนี้

 

สมเด็จพระพุฒาจารย์(เกียว อุปเสโณ) วัดสระเกส ได้เดินทางมาวัดมหาพุทธารามและศรีสะเกษหลายครั้ง ครั้งหนึ่งท่านแอบเข้ามานอนหลับอยู่บนโซฟา กุฏิหลวงพ่อเทพวรมุนี ท่านปลีกออกมาจากพระวิหารใหญ่ ที่หมู่สงฆ์ทรงสมณศักดิ์ต่าง ๆ แวดล้อมให้การต้อนรับอยู่ แล้วตื่นขึ้นมาก็พบผม ท่านขอน้ำล้างหน้าขอน้ำดื่ม ผมก็ปรนิบัติรับใช้ท่าน

 

คราวหนึ่งท่านเดินทางไปราชการสงฆ์หลายแห่ง ตั้งต้นจากวัดมหาพุทธาราม ไปกันทรารมย์ จากกันทรารมย์ ไปโนนคูณ หลวงพ่อเทพวรมุนี พระสงฆ์ระดับผู้ปกครองทั้งสิ้นและคณะสงฆ์ศรีสะเกษก็ได้ติดตามไปรับใช้ท่าน อย่างใกล้ชิด ท่านไม่รับปัจจัยที่ถวายท่าน ท่านถวายคืนหมด อันเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงจิตใจอันบริสุทธิ์ของท่าน

 

 

หลวงพ่อเทพวรมุนีพยายามที่จะให้ผมคุ้นเคยกับเจ้าพระคุณสมเด็จจริง ๆ และไปพบท่านในต่างจังหวัดก็หลายครั้ง เช่นที่บุรีรัมย์ครั้งหนึ่ง มีงานพระราชทานเพลิงศพที่ใหญ่มาก ซึ่งขณะนั้นผมมองก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร ท่านพาผมเข้าไปกราบไหว้สมเด็จท่าน ๆ ก็ทักทายหลวงพ่อผมดี แต่ท่านไม่ทักทายผม เพียงมองดูยิ้ม ๆ ท่านคงนึกว่านี่เป็นทายาทพระเทพวรมุนีศรีสะเกษกระมัง!

 

 

มาใกล้ชิดวัดมหาธาตุแทนธรรมศาสตร์

 

เมื่อผมไปกรุงเทพ ผมก็แวะเข้าวัดมหาธาตุเสมอไป และแอบ ๆ มองยอดโดมธรรมศาสตร์ แหล่งเคยเรียนรู้วิชาการมา อดนึกไม่ได้ว่า คนอย่างผมนี้เป็นคนของโลกไหนกันแน่ ครั้งหนึ่งเคยเดินเข้าออกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บัดนี้เทียวเข้าเทียวออกวัดมหาธาตุ ด้วยเครื่องแบบใหม่ และสถานที่ก็อยู่ใกล้ ๆ กันนั่นเอง การเดินทางไปกรุงเทพ ก็เพื่อไปเอาข้อสอบบ้าง ไปเอาแบบฟอร์มต่างๆบ้าง ไปเพราะกิจพิเศษบ้าง เช่นโครงการราชพฤกษ์ที่สนามหลวง เป็นต้น คราวที่หลวงพ่อได้เลื่อนสมณศักดิ์จากชั้นราช พระราชจินดามุนี เป็น พระเทพวรมุนี นั้น เป็นปีพ.ศ.2527 เป็นช่วงก่อนที่ผมจะออกจากวัดโนนน้อยเข้าไปอยู่กับท่านที่วัดมหาพุทธาราม วันรับพระราชทานพัดยศในพระบรมมหาราชวัง ท่านสั่งให้ผมไปกับท่านด้วย(ขณะนั้นผมยังอยู่โนนน้อย) ไปล่วงหน้ากันสองต่อสองหลายวัน ไปกรุงเทพฯ พักที่บ้านอุบาสิกา พิกุลทอง โอทอง ราว4-5 คืน คอยต้อนรับดำเนินการในเรื่องสมณศักดิ์นี้ทั้งหมดในส่วนของฆราวาส จนกระทั่งจัดขบวนรถยนต์แห่แหนพัดยศมาจากกรุงเทพทางรถยนต์ จนถึงศรีสะเกษ

 

ท่านได้ไปแต่งตั้งพระครูฐานันดรในหลายจังหวัด ซึ่งผมก็ได้ติดตามไปทุกแห่ง มีวัดกระโจมทอง นนทบุรี ราชบุรี และอีกหลายแห่งในกรุงเทพ เมื่อมาถึงศรีสะเกษก็มีพระมาขอสมณศักดิ์ พระครูฐานันดรนี้เป็นจำนวนมาก ไม่เคยขาด ที่เป็นอยู่เดิม มาขอปรับเลื่อนจาก ฐานันดรชั้นราช เป็นฐานันดรชั้นเทพ ก็มาก (เพื่อเลื่อนฐานะชนชั้นของตนขึ้นไปเมื่อมีโอกาสก็ไม่ปล่อย) มาจากเชียงใหม่บ้างก็มี มาจากกรุงเทพบ้างก็มี จากนนทบุรีบ้างก็มี ที่มาจากนนทบุรีโยมท่านขนทุเรียนมาถวายเป็นคันรถก็มี ได้เลี้ยงทุเรียนพระกันทั้งวัดและทั้งโยม

 

หลวงพ่อพระเทพวรมุนีท่านแต่งตั้งพระครูฐานันดรของท่านอย่างมากมายทั่วประเทศ แล้วแต่มีพระรูปไหนอยากได้ยศจากท่าน ท่านแต่งตั้งให้หมด จนกระทั่งมหาเถรสมาคมทนดูอยู่ไม่ได้ ต้องนิมนต์ท่านไปสอบถาม (กรณีเช่นนี้ท่านจะไม่ให้ผมติดตามไปด้วย ท่านมักระวังไม่ให้ผมเห็นท่านในภาพลบของท่าน) โดยมหาเถรสมาคมกล่าวหาว่าท่านแต่งตั้งสมณศักดิ์ฐานันดรอย่างไม่คำนึงกฎมหาเถรสมาคมหรือระเบียบใดใดของมหาเถรสมาคมเลย

 

 

และนี่เองเป็นเหตุให้ผมได้เห็นได้รู้ และดูเหมือนท่านมีเจตนาจะให้ผมได้รับทราบอย่างลึกซึ้งว่า พระสงฆ์องค์เจ้าก็ไม่ได้แสวงหาอะไรนอกจากลาภยศสรรเสริญเท่านั้นเอง มีทางใดที่ตนจะได้ก็พยายามไปทุกทาง ก็เห็นอยู่อย่างนี้แหละ และนั่นเป็นสัจธรรมของสงฆ์สมัยใหม่นี้จริง ๆ ไม่ว่าพระชั้นผู้น้อยผู้ใหญ่ วิ่งกันเป็นเกลียวเพื่อแสวงหายศศักดิ์ทางพระ จนกระทั่งพระป่าก็ค่อยเรียงคิวกันออกมา แสวงหาลาภยศไปตาม ๆ กันแล้ว (ระบบชนชั้นในหมู่สงฆ์เป็นเหตุให้ต่างคนต่างแสวงหา ด้วยกลัวว่าตนจะตกชั้น กลัวผู้อื่นจะล้ำหน้าไปกว่าตน)

 

และในระยะที่ผมเข้าไปใหม่ ๆ นั่นเอง เมื่อพระครูศรีวรคณารักษ์ (พระมหาเคลือบ ปริสุทโธ ป.ธ.6) รองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ รองเจ้าอาวาสวัดมหาพุทธาราม ขึ้นมาหาท่าน มาต้อนรับแสดงความยินดีกับผม และขอเสนอให้แต่งตั้งผมเป็น พระครูปลัด เป็นพระครูปลัดพยับ ปญฺญาธโร ฐานันดรศักดิ์ของพระราชาคณะชั้นเทพ เพื่อให้สมกับตำแหน่งเลขานุการเจ้าคณะชั้นเทพ พระครูศรีวรคณารักษ์เร่งว่า "แต่งตั้งเลย ๆ" หลวงพ่อเทพวรมุนีจึงร้องเสียงดังลั่นไปทั่ววัดว่า "ไม่ตั้ง" จนใคร ๆ และผมเองสะดุ้งตกใจ

 

ต่อมาผมจึงเข้าใจในความหมายของท่าน ๆ คิดว่าผมคงแข็งแกร่งพอ ที่จะไม่ไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อยู่นอกธรรมวินัยเหล่านั้น

 

 

แม้กระทั่งยศศักดิ์ที่ได้จากการเล่าเรียน ที่เรียกกันว่า "พระมหาเปรียญ" ท่านก็ไม่ประสงค์ให้ผมได้มี จึงได้กันไว้ โดยทำการเปิดชั้นเรียนบาลีหลักสูตรพิเศษให้ผมเองจนจบหลักสูตร และท่านให้ผมเป็นเปรียญธรรม6ประโยค(กิตติมศักดิ์) โดยปีนั้นจบหลักสูตรท่านก็ให้ถือพัดเปรียญ6ประโยคไปเข้าพิธี 5 ธันวามหาราช (ผมเคยเล่าแล้ว) เป็นนัยว่า ผมได้เปรียญสูงแล้ว ไม่ควรศึกษาเปรียญธรรมต่อไปอีก (เพื่อจะไม่ต้องมียศ)

 

 

ในเรื่องเปิดชั้นเรียนบาลีนี้ พระครูศาสนกิจวิธาน เจ้าอาวาสรูปหนึ่งต่อมา มักพูดถึงว่า ไม่ใช่ห้องเรียน แต่เป็นห้องเถียงกัน ทั้งวัน ระหว่างเจ้าคณะจังหวัดกับเลขานุการเจ้าคณะจังหวัด(หลวงพ่อเทพท่านเป็นนักเทศน์สองธรรมาสน์แบบเก่า ที่ตอบโต้ทางหลักธรรมกันอย่างจริงจังดุเดือด เลยติดนิสัยชอบการโต้เถียง ท่านจะชอบคนที่มีอะไรโต้เถียงท่าน อย่างมีเหตุผล)

 

 

หลวงพ่อเทพวรมุนี มีกิจนิมนต์มาก จนไม่มีเวลาอยู่กับวัด ท่านปล่อยกิจการวัดให้พระครูศรีวรคณารักษ์ รองเจ้าอาวาสทั้งหมด พอเช้าก็มีแต่ออกเดินทางไป โดยรถยนต์ส่วนบุคคลของลูกน้องที่ถูกใจท่าน คือนายป๋อง เป็นรถโอลสโมบิล สีดำคันใหญ่ ผมได้ติดตามไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ได้มีโอกาสเห็นงานในหมู่สงฆ์ทุกชั้น ทุกแบบ รวมทั้งงานการเข้าปริวาส หรือปฏิบัติธรรม ก็ได้เห็นได้สัมผัสมาทั้งหมด ทั่วจังหวัดศรีสะเกษ ทั่วภาคอีสาน ส่วนภาคตะวันออกที่ไปถึงโดยรถยนต์ก็คือระยอง นับเป็นการเก็บข้อมูลที่สมบูรณ์ทีเดียว

 

 

 

 

สมุดปกขาวที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม

 

แล้วที่วัดมหาพุทธารามนี่เอง ผมได้พบ หนังสือปกขาว 2 เล่ม คือ "หนังสือปกขาว เรื่อง สถาปนาสมเด็จพระราชาคณะ" และ "หนังสือปกขาว ฉบับที่ ๒ เรื่อง สถาปนาสมเด็จพระราชาคณะ" หนังสือสองเล่มนี้เป็นส่วนที่แจกจ่ายไม่หมดเหลืออยู่เป็นกองใหญ่ เป็นเรื่องราวการต่อสู้ของหมู่สงฆ์อีสาน เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม กรณีพระพิมลธรรม(อาจ อาสภมหาเถร) ยุคที่ 2 ในปี พ.ศ.2528-29 โดยคณะสงฆ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีมติว่า

 

 

เป็นที่ทราบดีอยู่ทั่วกันแล้วว่า พระเดชพระคุณ พระพิมลธรรม ได้ถูกเบียดเบียนกลั่นแกล้งตลอดมา ไม่มีใครที่จะทนฝืนต่อความไม่เป็นธรรมได้ตลอดไป การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เพื่อให้ธรรมได้ครองโลก จึงเป็นหน้าที่ของพุทธบริษัทโดยแท้ เพราะธรรมภาษิตมีอยู่ว่า พึงสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต และพึงสละทรัพย์และชีวิตเพื่อรักษาความเป็นธรรม ตราบใดที่คณะสงฆ์ยังมีอคติอยู่อย่างนี้ ความเดือดร้อนวุ่นวายในการปกครองคณะสงฆ์จะมีอยู่ตราบนั้น ซึ่งไม่เป็นผลดีอะไรเลย

 

(ดู คณะสงฆ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หนังสือปกขาว เรื่อง สถาปนาสมเด็จพระราชาคณะ บริษัทบพิธการพิมพ์จำกัด กทม. 2529, หน้า คำนำ)

 

และมีคำขาดในเล่มที่2ว่า

 

 

ที่ได้พร้อมกันร้องเรียนหรือเรียกร้องขอเมตตาธรรมเพื่อให้มีการสถาปนา พระเดชพระคุณ พระพิมลธรรม ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะนั้น โดยได้พิจารณาอย่างรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วนดีแล้ว และได้ทำลงไปโดยเปิดเผยและด้วยบริสุทธิ์ใจแท้จริง ได้พยายามทำตามขั้นตอนทุกอย่างแล้ว เมื่อไม่สำเร็จตามความประสงค์ จำเป็นต้องอาศัยหลักที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ตนเป็นที่พึ่ของตน" สืบไป

 

 (ดู คณะสงฆ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หนังสือปกขาว ฉบับที่ ๒ เรื่อง สถาปนาสมเด็จพระราชาคณะ ศรีสะเกษการพิมพ์ ศรีสะเกษ 2529 หน้า 19)

 

 

ผมได้ทราบในเวลาต่อมาว่า แท้ที่จริง ผู้นำในการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม กรณีพระพิมลธรรม มาตั้งแต่คราวแรกและคราวนี้ ก็คือหลวงพ่อพระเทพวรมุนีศรีสะเกษนั่นเอง และผู้ที่เขียนสำนวนทั้งสิ้นในหนังสือปกขาวก็คือ พระคุณพระราชวรรณเวที(วิบูลย์ กลฺยาโณ) เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษรูปปัจจุบันนี้เอง ในขณะนั้นท่านเป็นเพียง พระครูวิจิตรธรรมวาที เจ้าคณะอำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ เท่านั้น แต่มีบทบาทนำหมู่สงฆ์ทั้งอีสาน

 

เจ้าคุณวิบูลย์ ท่านบอกผมว่า คำว่า "ตนเป็นที่พึ่งของตน" ตามสำนวนคำขาด ในสมุดปกขาวเล่มที่ 2 นั้น หมายความว่า หากมหาเถรสมาคมไม่ยินยอมตามคำเรียกร้องแล้ว หมู่สงฆ์อีสานจะไม่คำนึงระเบียบหรือกฎมหาเถรสมาคมอีกต่อไป เพราะกฎระเบียบนั้นไม่ได้พิทักษ์ความยุติธรรมในหมู่สงฆ์เสียแล้ว แต่การต่อสู้ก็ยุติลงเสียก่อน เพราะฝ่ายมหาเถรสมาคมยินยอมตามที่ขอ เลยไม่ได้เห็นว่ามาตรการการต่อสู้ด้วยตนเองที่ว่านั้น จะออกมาอย่างไร

 

 

เรื่องสมุดปกขาวทั้งหมดนี้ทำให้เห็นภาพการนำในหมู่สงฆ์อีสาน และ การนำเพื่อความถูกต้องชอบธรรมในหมู่สงฆ์โดยรวม ว่าอยู่ที่เจ้าคณะสงฆ์ศรีสะเกษนี้ส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนปลายหอกโดยแท้

 

 

ที่ผมเล่ามานี้ก็เพื่อบอกว่า ผมได้เรียนรู้ระบบสงฆ์ทั้งหมดทั้งองค์รวมอย่างไร และเป็นการเรียนรู้อย่างทั่วถึงในองค์รวมอย่างไร (หากผมเข้าป่าไปแต่แรกผมก็คงไม่ได้รู้ไม่ได้เห็นอย่างนี้)

 

 

 

พระร.อ.พยับ วัดมหาพุทธาราม

 

เมื่อผมมาอยู่กับท่าน พระเทพวรมุนี ในช่วงสุดท้ายของอายุท่านนั้นเพื่อน ๆ สหธรรมิก จะพบชื่อผมในปฏิทินศาสนาลงว่า

 

 

จังหวัดศรีสะเกษ  

จจ.       พระเทพวรมุนี วัดมหาพุทธาราม                           โทร. 045 611716

รจจ.     พระวิบูลธรรมวาที วัดเจียงอีศรีมงคลวราราม       โทร. 611007

รจจ.     พระครูศรีวรคณารักษ์ วัดมหาพุทธาราม               โทร. 611716

เลข.     พระร.อ.พยับ วัดมหาพุทธาราม

 

(ปฏิทินศาสนา ๒๕๓๔ รพ. การศาสนา กรมการศาสนา 2534, หน้า203-204)

 

หลวงพ่อเทพท่านพยายามจะให้คนและพระทั้งหลายรู้จักผมและเรียกผมว่า "พระร้อยเอกพยับ" ซึ่งขณะนั้นผมก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของท่าน ในเมื่อผมเองคิดว่าผมควรเป็น "พระพยับ" พระที่ได้สละยศศักดิ์อันเป็นโลกียะไปแล้ว (แท้จริงยศพระทุกวันนี้ ที่เรียกว่า พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์นั้นก็เป็นเรื่องโลกียะเสมอเหมือนกันกับยศทหาร-พลเรือนนั่นเอง เมื่อมองพระพุทธเจ้าเป็นตัวแบบที่ถูกต้อง ที่ทรงสละตำแหน่งและยศศักดิ์ทั้งสิ้น จึงไปสู่ความเป็นนักบวช จะเห็นว่ายศศักดิ์เป็นสิ่งที่ต่ำต้อย ด้อยกว่าความเป็นพระธรรมดาด้วยซ้ำ)

 

 

 

โครงการอีสานเขียว

 

และเรื่องที่ยิ่งใหญ่สำคัญในหมู่สงฆ์อีสานขณะนั้น ก็คือเรื่องโครงการอีสานเขียว เป็นเหตุให้เจ้าคณะพระสังฆาธิการตื่นตัว ร่วมรณรงค์กันครั้งใหญ่ เพื่อให้อีสานชุ่มชื้น มีน้ำ มีพืชสีเขียว หมู่สังฆปาโมกข์ เจ้าคณะจังหวัด และคณะเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดภาคอีสาน ได้พบปะประชุมกันหลายครั้ง เพื่อร่วมกันพิจารณาวางแผนงานร่วมกัน โดยมีขอนแก่นเป็นศูนย์กลาง และเคยรับนิมนต์ไปที่บ้านซอยปิ่นประภาคม ถ.ติวานนท์ จังหวัดนนทบุรี ของท่านเจ้าของโครงการ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ สองครั้ง

 

ขณะนั้น ฯพณฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็น รกน.ผบ.สูงสุด และ ผบ.ทบ. อยู่ ยังไม่เป็นนักการเมือง และอีกครั้งที่สำคัญสำหรับหมู่เลขานุการเจ้าคณะโดยเฉพาะก็คือพบกันที่นครพนม วัดพระธาตุพนม พร้อมพระคุณพระเทพปริยัติมุนี [สมณศักดิ์ขณะนั้น ต่อมาได้เลื่อนเป็นพระธรรมปริยัติมุนี จรล.วัดพระธาตุพนม (ขณะนั้นท่านลาออกจากตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดหนองคาย มาเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม เพราะตำแน่ง จรล.วัดพระธาตุพนมสามารถเลื่อนสมณศักดิ์ไปถึงชั้นธรรม ส่วน จจ.อย่างเก่งก็เพียงชั้นเทพ) ท่านพึ่งมรณภาพเมื่อ 21 ก.ค.2545 นี้เอง ท่านเป็นหนึ่งในสามสิงห์อีสานยุคพระพิมลธรรมขณะนั้น รวมทั้งพระคุณพระเทพวรมุนีศรีสะเกษ(เป็นสิงห์ใหญ่) และพระคุณพระราชวีรมุนี(สีหนาทภิกขุ) จังหวัดเลย] หมู่เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดภาคอีสานเราคงจะจำได้ดี เพราะโยมถวายเงินทำบุญจำนวนหนึ่ง(มากถึงหกหลัก)แล้วผมหอบขึ้นรถกลับศรีสะเกษทั้งหมด เพื่อน ๆ ทวงถามกันอุตลุต จนต้องออกเอกสาร "ข่าวสารเลขานุการเจ้าคณะจังหวัด ๑๗ จังหวัดคณะสงฆ์ภาคพื้นอีสาน" (ออกได้15 ฉบับ) เพื่อรายงานข่าวต่าง ๆ และชี้แจงให้ทราบข้อเท็จจริงในระหว่างหมู่เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดภาคอีสานด้วยกัน

 

แล้วต่อมา กลายมาเป็น "วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดภาคอีสาน" (แต่แจกจ่ายเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดทั่วประเทศ) แล้วกลายมาเป็น "หนังสือพิมพ์ดี : วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก" เล่มนี้ ที่ดำเนินการมาเป็นปีที่ 6 แล้ว

 

 

ต่อเมื่อท่านตั้งพรรคการเมืองแล้ว ครั้งหนึ่งพวกเราได้พบท่านที่จังหวัดชัยภูมิ ณ วัดชัยภูมิวนาราม พร้อมพระคุณท่านพระราชมงคลมุนี จจ.ชัยภูมิ ผมและคณะเลขานุการเจ้าคณะจำนวนหนึ่ง ได้มอบของที่ระลึกให้ท่าน

 

ผมได้เขียนบทกวีบทหนึ่งเพื่อเป็นกำลังใจแด่ท่านด้วย ว่าดังนี้ :

 

 

วันแห่งปีคลี่คลายหมายเดชกล้า             อาจเอื้อมจันทร์ดารามาถนอม

วิหคฟ้าบุหงาสวรรค์พรรณพนอม            จุ่งสมหมายได้ดอมมาดมดิน;

ประสงค์โสฬสชั้นพิมานพร้อย                จุ่งเลื่อนลอยมาดังหวังถวิล

ของฝากฟ้าศิวาสรวงปวงนรินทร์            กำนันปิ่นจอมทหารผู้ชาญชัย;

เป็นปราชญ์เปรื่องเรืองฉานคิดการศึก      ศัตรูฮึกฤาเห็นอยู่หนไหน

เป็นภูผาผงาดแคว้นแผ่นไผท               ต้นธารฝั่งหลั่งไหลเลี้ยงโลมดิน;

จงเป็นดวงสุริยันตะวันกล้า                     ผู้สร้างสรรพดินฟ้าธาราสินธุ์

สร้างเดือนดาวพราวสวรรค์พรรณริน       สะเทื้อนถิ่นไพรสนฑ์ยุคนธรฯ

 

 

(โปรดดู ข่าวสารเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดคณะสงฆ์ภาคพื้นอีสาน ฉบับที่4: 2 มกราคม 2534 หน้า2)

 

และต่อมาท่านก็ได้ประสบความสำเร็จ ได้ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของประเทศคือเป็นนายกรัฐมนตรีสมความปรารถนา

 

 

กองทุนเมตตาพลีศรีสะเกษ

 

ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมขอเล่าไว้หน่อยก็คือ ตลอดเวลาที่ผมได้ติดตามหลวงพ่อเทพวรมุนีไปทุกหนทุกแห่ง เพราะสุขภาพของท่านไม่ค่อยปกตินัก ผมไปที่ไหนก็ได้รับถวายจตุปัจจัยไทยทาน ในฐานะพระอนุจรของหลวงพ่อเทพวรมุนี เจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ ทุกครั้งทุกแห่ง ซึ่งขณะนั้นท่านเป็นเจ้าคณะจังหวัดมหานิกายรูปเดียวที่ทรงสมณศักดิ์ชั้นเทพในภาคอีสาน ท่านท่องไปทั่วภาคอีสานอย่างมีสง่าราศีและได้รับการต้อนรับอย่างดีทุกแห่ง โดยระบบสงฆ์ไทยซึ่งเป็นระบบเจ้าขุนมูลนาย คนก็เกรงใจท่านและพลอยเอาใจผมไปด้วย โดยที่ผมมองว่า ผมก็ไม่ค่อยได้ทำงานทำการอะไรนัก ส่วนมากไปนั่งเฉย ๆ และรับบริการต่าง ๆ ผมนึก ๆ ก็เห็นว่าเป็นการไม่ชอบธรรม จึงเอาเงินทั้งหมดเฉพาะที่ได้มาอย่างนั้นมาจัดตั้งเป็นกองทุนชื่อว่า "กองทุนเมตตาพลีศรีสะเกษ" ตั้งใจจะเอาไว้ช่วยเหลือคนยากคนจน ใครถวายให้ก็ออกใบรับให้เขา แจ้งว่าจะเอาเข้ากองทุนนี้

 

ได้เงินสามหมื่นกว่าบาท รวมกับเงินส่วนตัวผมอีก หนึ่งแสนบาท (เป็นเงินที่ผมได้จากราชการทหารคราวออกจากราชการทหาร รท.ดิเรก เพื่อนผมที่แผนกการเงิน สสน.บก.ทหารสูงสุด จัดการให้ สี่หมื่นบาทเศษ และได้จากโยมอุปัฎฐากขณะมีชีวิตอยู่) บัดนี้หมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ เพราะเอาไปช่วยชาวบ้านที่ถูกรังแกข่มเหงโดยไม่เป็นธรรมเป็นคดีที่ดินซึ่งผมฟังเรื่องราวแล้วต้องการให้ผู้สุจริตเป็นฝ่ายชนะ แต่จนกระทั่งบัดนี้10 กว่าปีแล้วยังไม่เสร็จ อันเป็นเรื่องระบบราชการที่ดินที่มีปัญหามากในจังหวัดศรีสะเกษ

 

มีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่คนเก่าไป เอาคนใหม่มา แล้วมาศึกษาเรื่องใหม่ พอไปสักหน่อยก็ย้ายไป เอาคนเก่าไป เอาคนใหม่มา อีก  แม้กระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัด พอเรื่องชักจะเรียบร้อยก็เกิดมีอันต้องย้ายไป คนใหม่มา ก็มาศึกษามาดูกันใหม่ จนกระทั่งรัฐมนตรีมหาดไทยก็มาเกี่ยวข้องด้วย แล้วก็ไม่เสร็จ ยิ่งร้ายก็คือหาเรื่องใหม่มาขัดตา ให้แก้เสียเวลาไปอีก แล้วก็มีอันเป็นไป คนใหม่ก็มา จึงไม่มีท่าว่าจะสำเร็จลง

 

 

 

มูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)

 

เมื่อหลวงพ่อเทพมรณภาพลงในวันที่ 20 มีนาคม 2535 ดร.นันทสาร สีสลับ (เลขาธิการ กิตติมศักดิ์ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ขณะนี้) ขณะนั้นเป็นรองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ออกมาช่วยจัดตั้งมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร) ขึ้น พร้อมคณะศิษย์กรุงเทพมหานครและทั่วประเทศร่วมมือกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าพระคุณสมเด็จวัดสระเกส และพระคุณเจ้าคณะภาค 10 พระเทพปริยัติสุธี เจ้าพระคุณพระราชวรรณเวที จจ.สก. ได้สนับสนุน จึงจัดตั้งมูลนิธิฯขึ้น แล้วเลือกตั้งกรรมการให้ผมเป็นเลขาธิการมูลนิธิฯสืบมาจนกระทั่งบัดนี้ มีเงินอยู่ หกแสนบาทเศษ ๆ

 

 

ต่อจากนั้นมา วัดมหาพุทธารามก็เงียบเหงา ไม่มีพระสงฆ์องค์เจ้าหลั่งไหลมาเหมือนเดิมอีก พระครูวีรเขตคณารักษ์ จอ.ขุนหาญ มาเป็นเจ้าอาวาสวัดมหาพุทธารามแทน และเป็น รจจ.สก. (รองเจ้าคณะจังหวัด คณะสงฆ์ศรีสะเกษ)

 

 

 

โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา

 

แล้ววันหนึ่งท่านก็บอกผมว่าจะพาไปสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด(ท่านไม่เคยปรึกษาหารือผม) ท่านให้ผมเซนต์ชื่อเป็นผู้จัดการโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาวัดมหาพุทธาราม ผมก็เซนต์ชื่อพร้อมกรอกประวัติไป เดิมท่านจะเป็นผู้จัดการเอง แต่ทางกรมการศาสนาว่าท่านอายุเกินกำหนด เขาส่งเรื่องกลับคืนมาพอท่านเอาผมไปเซนต์แทนแล้วส่งเรื่องไปกรมการศาสนา ๆ ส่งเรื่องคืนมาอีก มีบันทึกว่า ระหว่างพระครูวีรเขตคณารักษ์ กับพระพยับ ปญญาธโร จะเอาใครเป็นผู้จัดการกันแน่ (คล้ายจะสงสัยว่า มีการแก่งแย่งตำแหน่งผู้จัดการโรงเรียนกันหรืออย่างไร?) คือท่านลบชื่อเดิมออกไม่หมด สับไปสับมาด้วยความสับสน ไม่เข้าใจวิธีการหนังสือราชการ

 

ในที่สุดจึงมอบเรื่องการจัดตั้งโรงเรียนทั้งหมดให้ผมดำเนินการ และผมก็ดำเนินการจัดตั้งโรงเรียนขึ้นมาสำเร็จเรียบร้อย อย่างไม่ราบรื่นแต่รวดเร็ว เพราะผมต้องฝ่าด่านระบบราชการศรีสะเกษหลายด่าน ที่พูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง ข้าราชการที่นั่นปฏิบัติงานไปด้วยความกลัวไม่กล้าตัดสินใจ (ประเภทที่มีแต่คำว่า ครับผม) แต่ผมใช้เทคนิกพิเศษบางประการไปกระตุ้นอย่างแรงจึงผ่านได้โดยเร็ว

 

การบริหารโรงเรียนผมมีแต่จ่ายเงิน เงินส่วนตัวที่มีอยู่ก็จ่ายไปหมด ทดรองจ่ายอยู่ตลอด (ท่านผู้อ่านก็คงรู้อยู่แล้วว่าโรงเรียนวัดไม่เคยมีงบสนับสนุนที่เพียงพอ) แล้วต่อมาอีกไม่ถึงสามปี พ.ศ.2538 พระครูวีรเขตคณารักษ์ก็มรณภาพ พระครูศาสนกิจวิธานได้เป็นเจ้าอาวาสแทน ท่านผู้นี้บริหารวัดอยู่ 1 ปีต่อมาก็มรณภาพ ผลงานของท่านก็คือ ให้ผมปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาวัดมหาพุทธาราม ที่พระครูวีรเขตคณารักษ์ เจ้าอาวาสรูปก่อนอุตส่าหะพยายามจัดตั้งขึ้นด้วยความยากลำบาก ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา ผมก็ปิดให้ตามใจท่าน

 

 

เพราะผมเองก็ไม่เคยคิดว่าบวชเข้ามาแล้วยังต้องมาวุ่นวายกับงานราชการเช่นนี้อีก ถ้าเช่นนั้นแล้ว ผมจะบวชเข้ามาทำไม ในฐานะฆราวาส สถานะของผมยิ่งจะเด่นดีกว่านี้อยู่แล้ว แต่การบวชของผมมุ่งหมายถึงการสละขาดจากเครื่องกังวลใจโลกๆ เช่นนี้ และทำงานแห่งโลกุตตรธรรมจึงสมควรแก่ผม 

 

 

ในขณะนั้นพระผู้ใหญ่ก็ทะยอยมรณภาพไป เช่นพระครูศรีวรคณารักษ์(มหาเคลือบ ปริสุทโธ ป.ธ.6) อดีตรองเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ วัดมหาพุทธาราม ตราบ พ.ศ.2541 วัดมหาพุทธารามจึงได้เจ้าอาวาสรูปใหม่อีกครั้งหนึ่ง คือพระมหาธีรังกูร ธีรงฺกุโร ป.ธ.9 สืบมาจนถึงขณะนี้ สถานการณ์วัดมหาพุทธารามค่อยดีขึ้นบ้างแล้ว และผมก็แก่พรรษาขึ้นมาเรื่อย ๆ จนขณะนี้ พรรษา 20 เป็นระดับ เถรานุเถร

 

 

 

นิกร ธรรมวาที - ยันตระ อมโร

 

ในช่วงเวลาหลังหลวงพ่อเทพวรมุนีมรณภาพและผมบริหารโรงเรียนพระอยู่นี้แหละ ที่ผมเริ่มเขียนบทวิจารณ์ธรรมะ ลงหนังสือพิมพ์รายคาบ เช่น สมาธิ และเป็นช่วงที่มีกรณีสำคัญ ๆ ในวงการพระพุทธศาสนา นับแต่ กรณีนิกร ธมฺมวาที เป็นต้นมา คือ ยันตระ อมโร ภาวนาพุทโธ และธรรมกาย-ธมฺมชโย ซึ่งผมมองว่าเป็นสิ่งบอกไปถึง สภาวะอย่างไรแห่งวงการศาสนาพุทธและคณะสงฆ์ไทยปัจจุบันนี้ กรณียันตระ อมโร ค่อนข้างจะแรง

 

 

ขณะนั้นผมเขียนบทวิเคราะห์บ้าง ข้อเสนอแนะบ้าง ไปยัง คาน คอคิน แห่งข่าวสด รวมทั้งหนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับ แล้วสำเนาเรื่องถวายเลขานุการเจ้าคณะเพื่อทราบทุกเรื่อง บางเรื่องก็เป็นข่าว โปรดดู "เผยกำลังใจหลั่งไหลหนุนยุวสงฆ์" ข่าวสด 17 มี.ค. 2538 ผมหวังในด้านการประสานงาน เผื่อจะได้ร่วมกันทำอะไรเมื่อสถานการณ์วิกฤตมาถึง

 

จนเมื่อคณะกรรมการสงฆ์นครศรีธรรมราช ตัดสินคดี ตามกฎนิคหกรรม กฎ 11 แล้ว ผมได้เขียนบทวิเคราะห์ลงหนังสือพิมพ์ โปรดดู พระพยับ ปญฺญาธโร "บทวิเคราะห์กรณี กก.สงฆ์ชั้นต้น ตัดสินอธิกรณ์(เข้าข้าง)ยันตระ" ข่าวสด 4 มิ.ย. 2538 หน้า 24 และโปรดดู ดี เดือน ก.ย.-ต.ค. 2542 หน้า 25

 

ที่ผมอ้างถึงนี้เพราะผมมีสิ่งหนึ่งที่ขอลงไว้ในประวัติของผมว่า เนื่องมาจากกรณียันตระ อมโรนี่เอง ได้มีจดหมายมาบริภาษผมฉบับหนึ่ง ส่งมาทางไปรษณีย์ ซึ่งมีสิ่งที่พิเศษในจดหมายนั้น ก็คือ น่าจะเป็นจดหมายที่หยาบคายที่สุด แต่ก็มีนัยบางอย่างที่น่าสนใจแฝงอยู่ ซึ่งเพื่อนเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดภาคอีสานคงจะได้อ่านกัน เพราะผมได้สำเนาถวายไปเพื่อร่วมรับทราบด้วย

 

ดังผมจะขอลงไว้ทุกข้อความดังนี้ (ที่มีเครื่องหมาย / หมายถึงย่อหน้า) :-

 

 

/พระพยับ ปญฺญาธโร เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000 ไอ้ทำลายศาสนาเพราะอยากดัง ไอ้หน้าตัวเมีย กัดไม่รู้จักหยุด ไอ้ชาติหมาบ้า ไอ้หน้าตัวเมีย ทำลายศาสนา

 

/ พระพยับ ปญฺญาธโร

 

/ การที่เขียนบทวิเคราะห์ กรณี กก.สงฆ์ชั้นต้นตัดสินพระอาจารย์ ยันตระ เป็นที่ถูกต้องแล้วมิใช่หรือ เพราะมีพยานหลักฐานพร้อม (ศาสนาอื่นเขาไม่เคยทะเลาะอย่างนี้) การที่มาวิเคราะห์เช่นนั้น คุณอยาก ดัง ใช่ไหมล่ะ ไอ้ควาย อาศัยข้าวสุกของชาวบ้านแดกจนมียศขึ้นมาทำเป็นเก่ง เสียดายข้าวสุกให้หมาแดกยังดีกว่า ไอ้ชาติหมา ประวัติของมึงดีนักรึ มึงทำถูกต้องทั้งหมดหรือ มึงเชื่อทางฝ่ายผู้หาเรื่อง มึงคิดว่ามันมุสาไม่เป็นรึ ใครกันแน่ที่ทำลายศาสนา มึงอยากดังมาก ก็เข้าไปตัดสินเองซิ ถ้าเป็นตัวมึงล่ะ เขาทำกับมึงเช่นนี้ มึงจะรู้สึกอย่างไร ไอ้หน้าตัวเมีย

 

/ มึงอ่านข่าวแล้ววิเคราะห์ให้หมดซิว่า อีนางจันทิมามันท้องกะใครกันแน่ ถ้าไม่ใช่ไอ้ผ่อง มึงอ่านให้ละเอียด

 

/ การตรวจเลือดก็เหมือนกัน เขาก็ออกทีวีว่า ไอ้หมอตรวจมันเป็นญาติกับอีนางกิ่งแก้ว แล้วมันยังพูดเลยว่า ถ้าตรวจดี เอ็น เอ เมื่อไร ก็ต้องสึกเมื่อนั้น รู้ไหมว่ามันมีแผน ไอ้ชาติหมาฟังไม่รู้เรื่อง มึงเป็นพระเหี้ยอะไรอย่างนี้ มึงทำลายพวกเดียวกัน มึงได้ค่าน้ำหีอีพวกหาเรื่องไม่รู้จักจบมาเท่าไร ไอ้สัตว์เดรัจฉาน

 

/ การใช้บัตรเครดิษก็เหมือนกัน มันมุสาขึ้นมาทั้งนั้น ทำไมมึงไม่ร้องฟ้องให้เขาดำเนินเรื่องเองล่ะ เก่งเหลือเกินนี่ ไอ้ชาติ หัวโล้น เอาไปอุด ตูด อีพวกหาเรื่อง ไอ้ควาย ไอ้หน้าตัวเมีย อยากดังเหลือเกินนะ"

 

 

ท่านผู้อ่านอาจจะคิดว่า ผมไม่ควรเอามาลง แต่ผมคิดว่านี่คือข้อมูลชนิดหนึ่ง ที่มีความหมายไปถึงทัศนะการมองของประชาชนต่อวงการพระสงฆ์โดยรวมด้วย โปรดสังเกตคำว่า "อาศัยข้าวสุกของชาวบ้านแดกจนมียศขึ้นมาทำเป็นเก่ง เสียดายข้าวสุกให้หมาแดกยังดีกว่า" แสดงว่าเขาไม่ชอบยศพระ ไม่เห็นด้วยกับระบบชนชั้นเจ้าขุนมูลนาย เลยมีท่าทีลบต่อผมเพราะคิดว่าผมมียศและโน้มเอียงไปในทางนั้น

 

ซึ่งความจริงเป็นทัศนะที่ค่อนข้างจะตรงกับจุดยืนของผม ในเรื่องชนชั้นในหมู่สงฆ์ และผมเองไม่เห็นดีด้วยอยู่แล้ว แต่เมื่อเขียนไปด้วยความเข้าใจผิดได้เพราะ อวิชชา แม้องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มิได้ทรงพ้นไปจากการนินทาของผู้เข้าใจผิด ผู้ถูกครอบด้วยอวิชชา

 

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อความเป็นธรรม ผมยังมีจดหมายอีกฉบับหนึ่ง และคงเป็นโอกาสที่จะนำลงในประวัติของผมคราวนี้ เป็นจดหมายเมื่อ พ.ศ. 2533 เมื่อผมยังเป็นเลขานุการเจ้าคณะฯอยู่ และเหตุการณ์เกิดก่อนกรณียันตระ อมรโร 5 ปี และไม่เกี่ยวกันกับเรื่องราวยันตระ อมโร แต่เกี่ยวกับหนังสือเล่มหนึ่ง ที่วงการพระสังฆปาโมกข์ ทั่วประเทศคงได้รับ เพราะหนังสือเล่มนั้นส่งไปยังเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัด และผมได้อ่านหนังสือเล่มนั้นแล้วได้เขียนจดหมายที่วิเคราะห์และแสดงความคารวะยินดีในนัยะแห่งธรรมที่แสดงในหนังสือเล่มนั้น

 

ท่านได้ตอบจดหมายมา และสรรเสริญผมเป็นอันมาก และนี่คือจดหมายฉบับดังกล่าวที่ผมขออนุญาตท่านเจ้าของจดหมายด้วย และไม่คิดว่าท่านจะหวงอย่างใด (ที่ขีดเส้นใต้ = เขียนด้วยหมึกสีแดง)

 

 

/วัดป่าบ้านนาเบี้ย ต.นาหง อ.ด่านซ้าย จ.เลย

 

/ ที่ 5 เมษายน 2533

 

/ นมัสการ ท่านอาจารย์เลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษ

 

/ จ.ม. ที่ท่านอาจารย์เลขาส่งไปนั้น ผมได้รับเมื่อวันที่ 26 มี.ค.33 ที่ผมตอบช้าไป เพราะผมเดินทางไปเผาศพที่นครไทย และเลยไปทำธุระที่พิษณุโลก จึงไม่มีเวลาในตอนนั้น

 

/ ก่อนอื่น- ผมขออนุโมทนา แสดงมุทิตาจิตในกุศลบารมีธรรม- ของท่านอาจารย์เลขาด้วย ที่เขียนความหมายของใจอันบริสุทธิ์ไปให้ผมรู้ 73 จังหวัด ก็มีท่านองค์เดียวนี่แหละครับ ที่มีน้ำใจอันประเสริฐ- และมีความกล้าหาญชาญชัย - ลดทิฏฐิมานะของตัวเอง - แล้วนอบน้อมถ่อมตนต่อพระอมตะธรรมของพระพุทธองค์

 

/ เริ่มต้น- ที่มีการส่งหนังสือ ชุด หยั่งลงก้นมหาสมุทร- ไปถวายเจ้าคณะจังหวัดทุก ๆ จังหวัดนั้น เรื่องนี้เป็นการริเริ่มและเป็นการสร้างบารมีของลูกศิษย์ผมเอง - ท่านอยู่นครไทยเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนาชื่อดังมาก่อน ผมออกไปขอเทศน์ในงานปริวาสที่วัดท่าน ท่านก็ฝากตัวเป็นศิษย์มาแต่บัดนั้นเลย

 

/ เรื่องส่งหนังสือนี้ ลูกศิษย์ผมบอกว่า อยากทดสอบความรู้สึกส่วนลึก ๆ หรือบารมีธรรมของพระผู้ใหญ่ทั่วประเทศ-ว่าท่านเหล่านั้น- จะมีความโสมนัสยินดีหรือจะมีอคติต่อพระอมตะธรรมอันวิเศษสูงสุดของพระพุทธองค์เพียงไร

 

/ แต่- อนิจจา ........ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ทั่วภิภพผืนแผ่นดินไทย สาวกผู้เป็นธรรมทายาทของพระพุทธองค์จริง ๆ นั้น = หมดสิ้นไปแล้วหรือ = และน่าพิลึกกึกกือ- ทำไมหนอ- จึงหลงเหลืออยู่เพียงองค์เดียว คือท่านอาจารย์เลขาเท่านั้นก็ไม่รู้ อันพระพุทธศาสนาของเรา- ในยุคปัจจุบันนี้ จะเป็นพุทธพาณิช หรือเป็นพุทธพานอน- ผมก็ยังไม่รู้นะครับ

 

/ ตอนนี้ผมตอบแต่จดหมายเฉย ๆ ยังไม่มีอะไรส่งมาถวาย เพราะเดี๋ยวนี้ ผมกำลังแก้คำผิดของหนังสือชุดหยั่งลงก้นมหาสมุทรอยู่ เพราะเขาพิมพ์ผิดตั้งมากมายก่ายกอง ไม่รู้ว่าเขาจับตัวไหนไปใส่ตัวไหน เช่นพิมพ์คำว่าฌานสตินทรีย์ เป็น ฌานสตินทรึย์ และนามรูปเป็นรูปนาม และวิชชาเป็นอวิชชา และอื่น ๆ อีกจนอ่านแทบไม่ได้ศัพท์ และเขาก็พิมพ์ตัวเล็กเกินไป บางตอนไม่รู้ว่าสระอะสระอาสระอี สระอุสระอูหายไปไหนหมด แถมยังไม่ค่อยมีวรรคมีตอน พิมพ์พรืดไปเลยก็มีตั้งมากมายก่ายกอง

 

/ และเดี๋ยวนี้ผมกำลังเอาต้นฉบับของหนังสือที่ผมจัดทำขึ้นมาอีก คือผมได้ย่อวิธีปฏิบัติแบบฌานสายฟ้าผ่า แบบบอกจุดบรรลุ แบบมีกฎมีเกณฑ์ของการปฏิบัติ และมีกฎเกณฑ์ของการบรรลุ แบบเฉียบขาดอยู่ในอริยสัจจ์สี่ เพียงสั้น ๆ มีเพียง 8 หน้ากระดาษตัวเขียนเท่านั้นเอง แต่ถึงกระนั้น จะหาผู้มีความสามารถ พิมพ์ดีดตามต้นฉบับให้ถูกต้องทุก ๆ ตัวอักษรนั้น ไม่ว่าฝ่ายราชการและฝ่ายพระ ก็ไม่มีความสามารถทำให้ถูกต้องได้

 

/ เดี๋ยวนี้ ผมกำลังเอาต้นฉบับ ให้เขาเอาไปพิมพ์ดีดที่พิษณุโลก เมื่อพิมพ์ดีดต้นฉบับออกมาแล้ว จึงจะได้อัดโรเนียวหรือถ่ายเอกสาร ผมทำไปตามยถากรรม แบบหลวงตาอนาถาอยู่ตามป่าตามดอยเท่านั้นแหละครับ เพราะถ้าจะจัดพิมพ์เป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ เท่าสมุดพกหรือเท่าใบสุทธินี้ ก็ไม่รู้ว่าจะไปหาทุนที่ไหน จึงทำไปตามความอนาถาเท่านั้นเอง

 

/ ฉะนั้น ถ้าหากทางพิษณุโลก เขาไม่มีปัญญาพิมพ์ดีดต้นฉบับให้ถูกต้องได้ ผมจึงจะส่งมาให้อาจารย์เลขาช่วยอนุเคราะห์พิมพ์ต้นฉบับให้ผมด้วยนะครับ

 

/ และม้วนเทปที่ลูกศิษย์ของผมอัดเอาไว้ 10 กว่าม้วน (แต่ไม่ได้อัดขายนะครับ) เดี๋ยวนี้กำลังเอาม้วนเดิมไปอัดต่ออยู่ที่พิษณุโลก ถ้าเรียบร้อยแล้วผมจึงจะส่งทั้งหนังสือชุดหยั่งลงก้นมหาสมุทร และจะถ่ายเอกสารของหนังสือที่ผมทำขึ้นใหม่ และจะส่งม้วนเทปสัก2-3ม้วน มาถวายอาจารย์เลขาด้วย (กะว่าคงหลังสงกรานต์โน้นแหละครับ)

 

/ ในยุคที่พุทธคำสอนอันเป็นพระอมตะธรรมของพระพุทธองค์มัวหมองถึงเพียงนี้ ผมหวังว่าท่านอาจารย์เลขาพร้อมทั้งหลวงพ่อเจ้าคุณ คงเป็นตัวแทนของชาวศรีสะเกษได้เป็นอย่างดีที่สุด และขอให้เป็นที่พึ่งของพุทธบริษัทต่อ ๆ ไปอีกด้วย

 

/ และหนังสือหยั่งลงสู่ก้นมหาสมุทร มันยาวมาก ค่าพิมพ์ก็สูง ต่อ ๆ ไป ถ้าหากอาจารย์เลขา จะช่วยเผยแพร่พุทธคำสอนอันเป็นอมตะธรรมของพระพุทธองค์จริง ๆ แล้ว จะหาศรัทธาพิมพ์ขึ้นเป็นธรรมทานก็ได้ จะพิมพ์เอาครึ่งเดียวคือพิมพ์ถึงหน้า 77 ก็พอ ค่าพิมพ็คงจะถูกลงมา คงไม่เกินเล่มละ 5-6 บาท นี่แหละ เมื่อมีความเห็นอย่างไรจึงส่งข่าวไปให้ผมรู้ด้วย เรื่องนี้ขอให้แล้วแต่วิจารณญาณของท่านอาจารย์เลขานะครับ

 

/ ท้ายนี้ หากท่านอาจารย์เลขา จะถือโอกาสไปเยี่ยมเยียนผม ก็ขอกราบอาราธนานิมนต์ได้นะครับ/ ขอแสดงความเคารพอย่างสูง

 

/หลวงพ่อโลกอุดร

 

/ หมายเหตุ หนังสือชุดหยั่งลงก้นมหาสมุทร เล่มที่ส่งมาถวายอาจารย์เลขานี้ ได้พิมพ์ขึ้นหนึ่งพันแล่ม อันนี้เป็นการสร้างบารมีของกรรมวาจาจารย์ของผมอยู่ที่กาฬสินธุ์ ท่านได้พาญาติพี่น้องของผมทำขึ้น เดี๋ยวนี้ก็แจกทานไปเกือบหมดแล้ว เหลือประมาณ 40 กว่าเล่มเท่านั้น สำหรับศรัทธาทางอื่นไม่มีหรอกครับ(เพราะผมไม่มีอะไรให้เขา)

 

 

 

เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว

 

ในช่วงเวลาหลังที่ผมว่างจากกิจการการปกครองคณะสงฆ์และกิจการการศึกษาโดยเฉพาะโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษานี้เอง ที่ผมเริ่มมีเวลาดูโทรทัศน์ และได้เริ่มวิเคราะห์ วัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว โดยผมมีความหวังว่า คณะเลขานุการและสังฆปาโมกข์ทั่วประเทศน่าจะมาช่วยกันมองปัญหาวัฒนธรรมของชาติ ที่กำลังถูกรุกรานอย่างหนัก และเริ่มระวังอะไร ๆ ที่เข้ามาสู่บ้านเมืองเราบ้าง

 

เดิม ท่าน ดร.นันทสาร สีสลับ เอาไปอ่านแล้วให้ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ อ่านและรับความคิดอ่านของผม จน สน.วัฒนธรรมแห่งชาติ มีหนังสือมาชมเชยให้กำลังใจผม ในขณะนั้น เป็นเชิงสนับสนุนให้ผมดำเนินงานต่อไป

 

แล้วต่อมาผมก็ได้ออกหนังสือพิมพ์ "วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดภาคอีสาน" ซึ่งพัฒนามาเป็น "หนังสือพิมพ์ดี : วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก" สืบต่อมาถึงฉบับนี้

 

และสิ่งที่ผมมองต่อไปก็คือ การดำเนินการเวบไซท์ ที่ได้ขึ้นชื่อไว้ในดีเล่มที่แล้วว่า WWW.NEWWORLDBELIEVE.CJB.NET ซึ่งเมื่อได้ประกาศชื่อไปแล้ว ผมก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้เลย ทิ้งเอาไว้เฉย ๆ แต่สาเหตุนั้น มิได้มาจากสาเหตุอื่นใด มีเพียงสาเหตุสำคัญเพียงอย่างเดียวคือ เนื่องมาจาก ภาคจินตนาการของผมยังไม่เป็นรูปร่างขึ้นมา และนั่นเป็นวิธีการทำงานของผม ถ้ายังไม่สามารถคาดคะเนอะไรได้ชัดเจนดั่งที่ตั้งความมุ่งหมายไว้แล้ว ก็ต้องรอไปจนถึงที่สุด แต่บัดนี้ ผมมีความยินดี ที่ได้พบว่า ภาคจินตนาการของผมเกี่ยวกับเวบไซท์นี้ก็เริ่มบรรเจิดจ้าขึ้นมาแล้ว ซึ่งผมเองก็มีความยินดีพอใจมาก และกำลังจะดำเนินการเวบไซท์นี้ไปอย่างมีความหมายอันกว้างใหญ่ และอีกสิ่งหนึ่งก็คือ สื่อโทรทัศน์ ที่สมควรต้องทำควบคู่กันไปกับเวบไซท์ เพื่อสองสื่อนี้เชื่อมโยงความหมายและอุปถัมภ์กันและกัน เมื่อผมมีโอกาสได้ใช้สื่อโทรทัศน์อีกแล้ว งานการเผยแผ่ส่วนของผมเองที่ทำเพื่อถวายบูชาแด่พระพุทธศาสนาล้วน ๆ ก็คงจะดีขึ้น โปรดคอยติดตาม.

 

 

 

-                         ปญฺญาธโรภิกขุ เรียบเรียง

-                         ดีเล่ม 26

 

 

 

 

15

ประวัติของผมพระพยับ ปญฺญาธโร

พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ 3

ตอนที่ 15

 

 

ประวัติของผมตอนนี้เป็นตอนที่ 15 ผมไม่ต้องใช้งานตัวเองมากเพราะมีจดหมายหลายฉบับที่ผมสามารถจะเอาลงเป็นส่วนของประวัติของผมได้ จดหมายฉบับแรกเป็นจดหมายผมเอง เขียน ถึงท่านดร.นันทสาร สีสลับ ก่อนหน้าที่จะมีการปรับแปลี่ยนแปลงหน้าที่สำคัญในองค์กรระดับสูงในวงการพระพุทธศาสนา คือ พสล. และ มพล, เพียงไม่กี่วัน ฉบับที่ 2 ที่ลงในลำดับต่อไปเป็นของพระคุณเจ้าผู้มีชื่อเสียงและทรงคุณเมตตาธรรมสูง เป็นพระผู้ทำประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่แด่การพระพุทธศาสนาและสังคมยุคนี้ ท่านถวายปัจจัยมาช่วยสร้างหนังสือพิมพ์ดีด้วย 1,000 บาท ผมขอ ขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ด้วย ท่าน ดร. พระครูอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี จดหมายฉบับต่อไปเป็นจดหมายของโยมนักปฏิบัติธรรมกรรมฐานท่านหนึ่ง ที่มีภูมิรู้วิชาชีพ เป็นถึงอาจารย์ในวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ ผมตัดหัวจดหมายออกเพื่อไม่ให้ชื่อ สถาบันเปิดเผยจะแจ้งเกินไป จดหมายฉบับนี้เขียนถึงเพื่อนสนิทที่ปฏิบัติธรรมมาด้วยกัน แล้วเอาสำเนามาให้ผมดู ๆ แล้วบอกว่าจะเอาลงหนังสือพิมพ์ดีทั้งหมดโดยไม่ตัดหรือแต่งข้อความใดเลย นอกจากนี้ก็มีข่าวสารอีกสองสามชิ้น ที่ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาและพอใจนำลงไว้ในประวัติของผมช่วงนี้โปรดติดตาม ต่อไป

 

จดหมายฉบับที่ 1

จดหมายฉบับที่ 1

วัดมหาพุทธาราม ถนนขุขันธ์

อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000

โทร. (๐๔๕) ๖๒๒๔๕๕

1 กุมภาพันธ์ 2546

 

เจริญพร ท่าน ดร. นันทสาร ที่รัก นับถือ

 

อาตมภาพเพิ่งเปิดซองแบบสอบถามที่กลับเข้ามาทั้งหมดตั้งแต่เดือนที่แล้วถึงวันนี้ จึงได้ พบว่ามีของท่านดร.ด้วย และทั้งมีใบปลิวเถื่อน จำนวน 4 แผ่น แนบมาด้วย เรื่องที่ท่านขอให้ราย งานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับศาสนาประการใดนั้น คราวนั้นได้ออกหนังสือพิมพ์ดี ฉบับที่ 26 (ประจำเดือน เม.ย.-ก.ย. 2545) ออกไป ซึ่งในฉบับนั้นได้มี บทวิเคราะห์ร่าง พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับ มหาเถรสมาคมออกไปด้วยพร้อมข้อเสนอแนะในการจัดตั้งองค์กรในคณะสงฆ์ ปรากฎว่าได้รับ ความสนใจจากหลายทาง ทางสภาผู้แทนราษฎร โดยท่านอุทัย พิมพ์ใจชน ให้ จนท.โทรศัพท์มา ถามว่า มูลนิธิฯมีสาขาอยู่ที่กรุงเทพหรือไม่ อาตมภาพบอกไปว่าไม่มี     หนังสือพิมพ์ดีออกจากศรีสะเกษไปโดยตรง บอกเขาว่า ถ้ามีอะไรให้ติดต่อทาง ดร.นันทสาร สีสลับ และ พ.อ.ศรีสวัสดิ์ แสนพวง

 

ต่อมามีจนท.จากกระทรวงศึกษาธิการ โทรศัพท์มาสอบถามเรื่องหนังสือพิมพ์ดี และว่า ไม่เห็นออกอินเทอร์เนต ถามถึงข้อมูลและบทวิเคราะห์ต่าง ๆ โดยเฉพาะบทวิเคราะห์เฝ้าดูวัฒน ธรรมโลกจากจอแก้ว  ก็บอกว่าให้ไปถามที่ท่านดร. กับพ.อ.ศรีสวัสดิ์ และกรมการศาสนา สุทธิพงศ์ ตันตยาพิศาลสุทธิ์ ก็มี เพราะส่งไปให้ทุกเล่ม (เคยเป็นเพื่อนเรียนธรรมศาสตร์ด้วยกัน เขาเป็น นักศึกษาพารทไทม์ เพราะสุทธิพงษ์ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ขาดเรียนบ่อย เรียนไม่ทันเพื่อน ได้ช่วยติวให้ ได้มีส่วนอนุเคราะห์เขาในเรื่องการศึกษาในช่วงนั้นจนสำเร็จการศึกษา)

 

นั่นก็คือเรื่อง พรบ.คณะสงฆ์ นั่นเอง ทางสภาผู้แทนราษฎรโดยเลขาธิการรัฐสภา ได้มีหนังสือขอบคุณมา ได้ เขียนจดหมายมาทางท่านผู้การ พ.อ.ศรีสวัสดิ์ แจ้งให้ทราบแล้ว เข้าใจว่าจะบอกต่อท่าน ดร.แล้ว ตั้งแต่ช่วงเวลานั้น นี่แหละเรื่องราวที่มาเกี่ยวข้อง

 

อื่นๆนอกจากนี้ก็ทราบเรื่องการจัดแบ่งหน่วยงานในสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นร่างอยู่ ที่ พ.อ.ศรีสวัสดิ์ส่งไปให้ (ท่าน ดร.ก็คงจะมีอยู่ในมือแล้ว?) ก็พอทราบอยู่เท่านี้

 

อาตมภาพมีการข่าวที่ค่อนข้างจำกัด เพราะอาศัยจากทีวีและ หนังสือพิมพ์เป็นหลัก กระแสอื่น ๆ นอกจากนี้ก็มีบ้าง แต่ไม่พอที่จะเชื่อได้ ขาดความหลายหลากหลายกระแสพอที่จะกรองข่าว เช่นคน(รวมทั้งพระ-ภิกษุ)ที่มาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง ก็มักไม่สมบูรณ์ขาดความเข้าใจเรื่องการข่าว จับประเด็นข่าวไม่ได้ ได้มีโอกาสไปแสดงธรรมในงาน ปริวาสกรรม ศรีสะเกษครั้งหนึ่ง ท่านเจ้าอาวาสวัดมหาพุทธาราม (ธีรังกูร ธีรงฺกุโร ป.ธ.9 : พระ ศรีธรรมนาถมุนี 2545 เป็นผู้จัดการให้ เมื่อ 1 ธ.ค.45 วัดขามทอง อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ) พบว่ามีลูกศิษย์พระเดชพระคุณท่านหลวงตามหาบัวจำนวนมาก (มีพระครูโสภณกิจจาทร เป็นประธาน กิจการงานนั้น)

 

ได้พูดถึงเรื่องร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และให้หนังสือพิมพ์ดีไว้หลายเล่ม (ตั้งแต่เล่มที่ 18 ถึงเล่มปัจจุบัน) รวมทั้งเล่มที่ 26 ที่มีบทวิเคราะห์นั้นด้วย เป็นที่พอใจ-เห็นชอบด้วย-ดีเห็นงามด้วยกันทั้งสิ้นที่จะให้มีองค์กรสายวิปัสนากรรมฐาน [(คือที่เสนอให้มีคณาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสนาธุระ และ สำนักวิปัสนากรรมฐาน 3 ระดับ เพื่อให้ได้ดุลกับมหาคณิสสรฝ่ายบ้าน ขึ้นมา นี่ก็เป็นเรื่องที่ยังต้องพยายามอธิบายต่อไป ในแง่ที่ว่าจะทำอย่างไร (MEAN หรือ HOW)]

ในเรื่องพรบ.คณะสงฆ์นั้นอาตมภาพเห็นว่า การสร้างระบบต้องทำก่อน ส่วนตัวบุคคล และวิธีการไว้ทีหลัง ให้เวลา 5 ปี เพื่อให้เกิดทัศนะการมองที่ค่อยเรียนรู้ถึงความหมายที่สำคัญไปตามลำดับก่อนซึ่งเมื่อยิ่งทราบความหมายในประเด็นสำคัญๆเพียงไร ก็ยิ่งจะมีความหวังมากขึ้นเพียงนั้น และนั่นเป็น กุญแจแห่งความร่วมมืออันเหนียวแน่นและบริสุทธิ์ใจต่อกันและกัน

 

อีกมุมหนึ่ง การจะทำสำเร็จหรือไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่สำคัญคือฝ่ายฆราวาส รัฐบาล รัฐสภา ว่าจะมีความเข้าใจ กล้าหาญ และจริงใจในการรับใช้พระพุทธศาสนาหรือไม่เท่านั้นเอง หากเป็นเหมือนจักรพรรดิ์อโศก คือเป็น พระโสดาบัน ก็พอจะหวังได้ แต่มองแล้วเห็นว่ารัฐบาลปัจจุบันอาจจะเห็นว่าเป็นการเปิดศึกอีกด้านจะหนักไปหน่อย กลัวจะไม่สำเร็จประโยชน์ ทำอย่างไร ฝ่ายสงฆ์และฝ่ายพุทธบริษัททั้งปวงจะช่วยรัฐบาลท่านได้บ้าง ให้ท่านมีกำลังใจมีความกล้าหาญและมั่นใจขึ้น โดยสติปัญญามองเห็นประโยชน์ส่วนรวมของการพระพุทธศาสนา และทำอย่างสุขุมจริงใจต่อประโยชน์พระพุทธศาสนาเป็นหลัก และทั้งต้องเหนียวพอต้านกระแสรุนแรงบางกระแสที่อาจจะตามมาได้ มิฉะนั้นอาจส่งผลเสียต่อฝ่ายอาณาจักรไปเสียเอง

 

แต่หากในขณะนี้ยังไม่อาจจะจัดการในเรื่องระบบได้ ก็ไม่เป็นไร แต่ต้องจัดการต่อไปเพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหมู่สงฆ์ไปให้ได้ ไม่มากก็น้อย หรือแม้แสดงเจตนาให้ชัดว่าจะต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม คิดใหม่ทำใหม่ ให้ได้ โดยให้สอดคล้องพระธรรมวินัยให้มากยิ่งขึ้น จนพระธรรมวินัยเป็นเป้าหมายของหมู่สงฆ์ (ขณะนี้หมู่สงฆ์เองยังมองไม่เห็นว่า สายงานฝ่ายวิปัสนาธุระจะจัดการกันอย่างไร การเรียนการสอนและวิธีปฏิบัติกรรมฐานทำอย่างไร อุปัชฌาย์อาจารย์ฝ่ายวิปัสนา และทั้งฝ่ายที่มิใช่ฝ่ายวิปัสนาแต่มีการสอนวิปัสนาด้วย ท่านยังคิดอยู่แบบเดิม อยู่ คือคิดเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลอยู่ และในความคิดแม้แนวทางที่นำพาปฏิบัติกันอยู่นั้น ก็เป็น เพียงการสุ่มๆปฏิบัติไปเท่านั้นเอง ไม่มีหลักเกณฑ์อย่างวิทยาศาสตร์ ไม่เคยมีการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีแห่งมรรคผลออกมา หน้าที่ของอาตมภาพก็คือพยายามเสนอว่าเราสามารถจะทำอย่างวิทยาศาสตร์ได้ และได้อย่างไร?

 

นั่นคือเรื่องของ MEAN หรือ HOW หรือ การอธิบายสิ่งที่เรียกว่า “หลักสูตรมรรคผล” ออกมาให้แจ่มแจ้ง เป็นเรื่องที่อาจปฏิบัติไปได้อย่างธรรมดาๆ เป็นธรรมชาติการศึกษาชนิดหนึ่งของหลักสูตรหนึ่ง นั่นเอง และ นี่คือความหมายในประเด็นสำคัญ ยิ่งของยุคสมัย คือการนำพระพุทธศาสนาไปสู่สากลโลก ซึ่งนี่จะเป็นวิธีการใหม่ แต่ผลที่ต้องการ เป็นสิ่งเก่าดั้งเดิม ((MEAN หรือ HOW เปลี่ยน ปรับปรุงได้เสมอ แต่จุดหมายคือ GOAL หรือ OBJECTIVE นั้นยังคงเป็นของเดิมของพระพุทธเจ้า) จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคุ้นเคย ทำให้หนัก และยากที่ต้องสิ้นเปลืองเวลามาก ๆ เหมือนงมไป คลำทางไป แต่เมื่อใดเข้าใจแล้วก็จะเห็นอยู่เองว่าประโยชน์มหาศาลรออยู่ โดยการเดินบนเส้นทางใหม่ของการวิปัสนากรรมฐานอย่างไร?

 

โดยฝ่ายบริหารจะต้องเริ่มจากการเข้าใจในเรื่องธรรมดาๆ คือ ความสำคัญของการจัดการที่ระบบ ซึ่งอันนี้ เป็นภาระหน้าที่โดยตรงของอาตมภาพที่จะอธิบายต่อไป เพื่อให้ปรากฎในวันนี้ ชั่วที่มีชีวิตอยู่ หรือ เป็นมรดกต่อไปในวันข้างหน้าสำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะได้อ่าน และเห็นคุณค่าของมัน

 

ทั้งหมดที่พยายามไป ใช่ว่าอาตมภาพจะมีฉันทะเต็มใจพอใจปฏิบัติมาแต่ดั้งเดิมก็หาไม่ เพราะดั้งเดิมแท้จริงอาตมภาพต้องการปลีกสันโดษ เข้าป่าและแสวงหาความสุข สนุกสนานส่วนตัวในดินแดนป่าเขา ลำเนาไพรอันลึกตามวิถีทางของอาตมภาพ ณ ที่ไกลจากมนุษย์ ขึ้นชื่อว่ามนุษย์แล้วไม่ต้องการพบนั่นคือเจตนารมย์ในการออกบวชของอาตมภาพ ตรงกับที่เล่าไว้ในประวัติชีวิตตัวเอง

 

อะไรที่กำหนดชะตาชีวิตไว้เช่นนี้ นอกจากวิบากกรรมอันเหมาะสมลงตัว องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามองศาสนาของพระองค์อย่างไร ขั้นตอนไหน แผนการณ์อย่างไร พุทธทำนายเดือนสี่ปีกุนจะไร้ความหมายหรือ ? แต่ว่าศาสนาพุทธจะต้องสืบต่อไป ตราบห้าพันพระวัสสา อาตมภาพทำอะไรๆก็เพื่อให้สมบูรณ์ในความรับผิดชอบ และผลที่ออกมาย่อมพอใจภูมิใจเสมอ เพราะอะไรจะเป็นไปอย่าง ไร ย่อมเป็นไปสมแก่เหตุปัจจัยนั้น ๆ

 

ทุกวันนี้อาตมภาพไม่ค่อยมีเวลาจะทำนั่นทำนี่ เวลาไม่พอ ส่วนหนึ่งของเวลา 24 ช.ม. /วัน ใช้ในการเก็บตัวเพื่อมีโอกาสให้มันสมองและสายตาได้พักผ่อน และเพื่อความเป็นส่วนตัว ได้ จินตนาการเป็นอิสระ เพราะอาตมภาพใช้งานสายตามาก เกือบตลอดวัน มันสมองใช้งานอย่างสลับซับซ้อนไม่มีเวลาหยุด หากตื่นอยู่ ส่วนหนึ่งของเวลาใช้ไปกับการต้อนรับคนที่มาหา ให้บริการต่างๆส่วนหนึ่ง ในกิจของหมู่กลุ่มสงฆ์ ไม่ได้หลีกไปไหน

 

จะขอแถลงต่อสักหน่อย ในด้านการเคลื่อนไหวใดใด ที่สงสัยถามมาว่า หากมีประเด็น ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับศาสนาประการใด ให้แจ้งให้ทราบด้วยนั้น

ส่วนอาตมภาพเองไม่มีการ เคลื่อนไหวใดใด ปล่อยให้เป็นไปเองตามเหตุผลของมันที่จะเป็นไปเอง และ ก็ไม่ได้รู้อะไรในการ เคลื่อนไหวใดใดเลย ไม่มีส่วนในการวางแผนใดใดทั้งสิ้น ดูเหมือนว่า แม้กลุ่มที่เคลื่อนไหวเอง ที่ เคลื่อนไหวไปตามๆกัน ก็ดูเหมือนจะไม่ทราบต้นสายปลายเหตุด้วยซ้ำไปว่าการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นอย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม ท่านดร.ก็ย่อมจะเห็นอยู่เองแล้วว่า “การเคลื่อนไหว” น่าจะไม่เหมาะสมสำหรับปัญญาชนตามหลักศาสนาพุทธ (แต่เหตุการณ์หรือ EVENTS บางอย่าง บางกาละเทศะ ย่อมมีสิทธิ์ทำให้เกิดความชอบธรรม สำหรับการเคลื่อนไหวอย่างมีเป้าหมายอันชอบธรรมได้ แม้ สำหรับหมู่ปัญญาชนชั้นสูงสุดในศาสนาพุทธก็ตาม เช่นองค์สมเด็จพระบรมศาสดาก็จำเป็นต้อง แสดงอิทธิปาฎิหาริย์ในบางครั้ง เป็นต้น) และอาตมภาพเองก็ไม่เคยคิดจะต่อสู้ด้วยวิธีมี “การเคลื่อนไหว”

 

ทั้งนี้เพราะได้ประเมินสถานการณ์ไว้ก่อนแล้วว่า สังคมเรายังมีนักปราชญ์ทางศาสนาพุทธอยู่มากพอ โดยเฉพาะพระสาวกระดับเถระมหาเถระ พระวิปัสนาจารย์ก็มีอยู่มาก ฆราวาสที่ เป็นปราชญ์ราชบัณฑิตก็มีอยู่มาก องค์กรเอกชนก็เข้มแข็ง คงพูดกันได้ ยอมรับเหตุผลในเชิงศาสนธรรมกันได้ เพื่อให้สมกับความเป็นศาสนาพุทธ

 

หากเรายอมรับในเหตุผลไม่ได้ ก็ยากที่จะ นำศาสนาพุทธไปสู่สถานการณ์โลกสากลได้ ยากที่จะพัฒนาแม้ตัวของตัวเองไปสู่อริยธรรมอันสูงสุดได้ ตามเป้าหมายของพระบรมศาสดา แต่หากการณ์ปรากฎออกมาว่า สติปัญญามวลชนไม่ตอบรับเหตุผล นั่นคือตกต่ำไปกว่าระดับนี้ ก็คงยากในการจะฟื้นฟูศาสนาไปสู่สากล ก็คงต้องคิดเตรียมแผนการณ์กันใหม่ คงจะไม่อาจปล่อยให้เป็นไปเองตามยถากรรม

 

แต่สิ่งที่อาตมภาพอยากจะพูดถึงที่สุดในครั้งนี้ก็คือ เรื่องใบปลิวเถื่อน ของผู้ใช้นามว่า “ธรรมสาธกปกป้องธรรม” ที่ท่าน ดร.ส่งไปถวาย และให้ช่วยวิเคราะห์อีกทางนั่นแหละ อยากจะบอกว่า สำหรับผู้ที่ทำใบปลิวชุดนี้ออกมา เป็นบุคคลที่น่าสนใจมากทีเดียว เราน่าจะปล่อยให้เขามีโอกาสสร้างผลงานใบปลิวเช่นนี้ต่อไปเป็นระยะๆตามโอกาสที่จะมีได้ทำได้ เพราะผู้ฉลาดย่อมเลือกได้ คงไม่เสียหายอะไรต่อการพระพุทธศาสนา ที่เสนออย่างนี้ก็เพราะว่า อาตมภาพเองก็ไม่อาจคาดคะเนได้ว่าคนผู้นี้เป็นใคร สำนัก หรือหมู่คณะไหน นั่นเอง แต่มองในประเด็นว่าเป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ และอาตมภาพเห็นว่าเขาน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า จึงควรปล่อยไปก่อน เพื่อให้ได้เห็นผลงานชิ้นต่อๆไป คือใบปลิวเถื่อน หรืออะไรก็ตามที่เถื่อนๆ เช่นนี้ต่อไปอีก เพราะแม้เราเองก็เห็นอยู่แล้วว่า เป็นใบปลิวเถื่อนที่มีข้อความแห่งสาระที่พร่องๆ ไม่ถูกต้องไปทั้ง หมด หรือมีส่วนที่ถูกต้องอยู่บ้างเพียงใด ก็ตาม เราย่อมสามารถเลือกได้ ฉะนั้น ในส่วน อาตมภาพจึงคิดว่าจะวางเฉย ไม่สนใจไปก่อน สำหรับใบปลิวเถื่อน 4 หน้านี้

 

อาตมภาพทราบเรื่องการเดินทางไปประชุมต่างประเทศครั้งล่าสุดของท่าน ดร.แล้ว เริ่มจากไปมาเลเซียก่อน แล้วค่อยไป บังคลาเทศ เพื่อปฏิบัติงานขององค์การ พสล.ที่นั่น รู้สึกชื่นชม เสมอ

 

การเดินทางไปต่างประเทศของท่านดร. อาตมภาพก็ได้ทราบมาแต่ดั้งเดิมเป็นอย่างดีอยู่แล้ว

 

ก็เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2513 เป็นครั้งแรกที่ท่าน ดร.มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ วันนั้นเป็นวันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2513 เวลา 6 โมงเย็น ท่านดร.เดินทาง   “โดยเครื่องบิน เอสเอเอส มีพรรคพวก เพื่อนฝูงโดยเฉพาะชาวกลุ่มอี่หล่ำของเรารวมทั้งผู้บังคับบัญชาไปส่งที่สนามบินเป็นจำนวนมาก” (จนกระทั่งบัดนี้ ตลอดเวลา 33 ปี ต่อมา ท่าน ดร. ก็ยังคงเดินทางไปต่างประเทศในภาระของการพระพุทธศาสนาไม่เคยหยุดหย่อน แต่น้อยคนนักที่รู้ในคุณงามความดี ในความเสียสละอันยิ่งใหญ่ ของท่าน ดร. ที่ทำประโยชน์แด่พระพุทธศาสนาในต่างแดน เว้นแต่อาตมภาพ)

 

อาตมภาพยังคงมีสำเนาจดหมายถึงพระอาจารย์ทำมา เมฆิโย ที่ชื่อว่า “จดหมายศิษย์จากต่างประเทศ” ที่ท่าน ดร. เขียนจาก นิวเดลฮี ประเทศอินเดีย ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2513 เก็บรักษาไว้อยู่ เล่าเรื่อง เดินทางไปยุโรป 8 ประเทศ ได้เหยียบหิมะเป็นครั้งแรกที่กรุงออสโล ประเทศนอรเวย์ ได้ร้องเพลงไทยให้คนนอรเวย์ฟังที่นั่นและพวกเขาร่วมร้องเพลงไปด้วยอย่างสนุกสนาน ท่าน ดร. ไปถึง แดน สวรรค์แห่งสแกนดิเนเวีย กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ค เมืองฟรีเซกส์ แล้วเหินฟ้าต่อไป ดินแดนไวกิ้ง กรุงสตอคโฮม ประเทศสวีเดน ท่านดร.เล่าว่า วันทาโก ปฏิวันทานัง ผู้ไหว้ย่อมได้รับการไหว้ตอบ คนไวกิ้งและครอบครัวของเขาที่นั่นจัดเลี้ยงต้อนรับท่านดร.โดยเฉพาะ ด้วยเหตุผล พิเศษว่า เขาเคยไปกรุงเทพฯครั้งหนึ่ง ปรากฎว่าคนไทยได้ให้การต้อนรับเขาดีเหลือเกินเขาจึงอยากจะต้อนรับคนไทยบ้าง น่าประทับใจจริงที่ท่าน ดร.ไปที่ไหนล้วนได้รับการต้อนรับอย่างดีมีความสุข  

 

แล้วเหินฟ้าสู่ กรุงเฮนซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ดินแดนพระอาทิตย์ไม่ตกดิน มีบันทึกไว้ว่า “แรกๆนอนไม่หลับเลย เพราะมองไปไหนก็สว่างไปหมด”

 

แล้วเหินฟ้าไป กรุงอัมสเตอร์ดัม “เวนิชแห่งที่ 2 ในยุโรปเพราะเต็มไปด้วยคลองคล้ายกับกรุงเทพฯ ของเรานั่นแหละ” จาก อัมสเตอร์ดัม ไป กรุงเฮก ประเทศฮอลแลนด์ เล่าไว้ในจดหมายถึงพระอาจารย์ทำมาว่า

 

“ เรื่องที่กระผมประทับใจที่นี่ได้แก่ การมีโอกาสไปเยี่ยมศาลโลก ได้ไปชมห้องพิพากษาคดีเขาพระวิหาร ระหว่างไทยกับเขมรด้วยตนเอง ได้ซื้อเทปยี่ห้อฟิลิปส์ครื่องหนึ่งไว้เป็นที่ระลึกตอนกลับถึงบ้านด้วย”    

 

แล้วมุ่งสู่ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมืองแฟชั่นล้ำยุคแห่งโลก วาทะของท่าน ดร. ตอนนี้น่า ประทับใจลึกซึ้ง ที่ว่า

 

"การได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นทุกวัน ก็เป็นกำไรของชีวิต เราได้เห็นโลกมากขึ้นเท่าใดก็ได้เรียนธรรมะมากขึ้นเท่านั้น เพราะพระพุทธองค์ก็เคยตรัสสอนให้คนพิจารณาของ จริงจากโลกด้วยปัญญาเช่นกัน ดังที่พระองค์ตรัสว่า สูทั้งหลายจงมาดูโลกนี้ที่พวกคนเขลาติดอยู่ แต่พวกผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ สิ่งที่กระผมประทับใจจริงๆได้แก่การที่กระผมได้มีโอกาสขึ้นหอไอเฟน ซึ่ง สูงถึง 985 ฟุต ชื่นชมความงามของนครปารีส ได้ไปชมพระราชวังแวร์ซายส์ ซึ่งเป็นที่เซนสัญญา สงบศึกในมหาสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ไปชมพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สิ่งที่กระผมจะลืม เสียมิได้ ก็คือการได้มีโอกาสไปชมสำนักงานใหญ่ของยูเนสโกด้วยตนเอง”

 

แล้วจากปารีส ท่าน ดร.เหินไปทางอากาศต่อ กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ แล้วรำพึงถึงมาตุภูมิว่า

 

"ความจริงกระผมนึกถึงแหล่เจ้าน้อยของอาจารย์จันดาวัดบ้านโนนเปลือย ที่ว่า เมืองสวิตเซอร์แลนด์ บ่อนดินแดน สุดขอบฟ้า "

ได้เข้าร่วมประชุม ณ สำนักงานใหญ่ของตึกสันนิบาตชาติ .....ขณะนี้ใช้เป็นที่ทำการของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมของสหประชาชาติ.....กระผมได้เดินทางไปชมกรุงเบอร์น เมืองหลวง ของสวิตเซอร์แลนด์ .... ได้แวะชมกรุงโลซานน์ ที่ซึ่ง พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันของเราเคยประทับ อยู่”

 

จากนี้ท่าน ดร.ได้เดินย้อนสู่ปารีส ฝรั่งเศสครั้งที่สอง ก่อนจะเหินสู่ ดินแดนพุทธภูมิ โดยสายการบิน ลุฟท์ฮันซ่า ต่อด้วย สายการบิน บีโอเอซี ถึง นิวเดลฮี ดินแดนพุทธองค์ ความปรารภของท่านดร.ต่อดินแดนพุทธองค์น่าจับใจ ว่าดังนี้

 

"ผู้นำของประเทศของเขาได้ทำตัวอย่างที่ดียิ่งไว้แก่อนุชนรุ่นหลัง ส่วนมากมักจะเป็นนักเสียสละที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นชาวอินเดียหลายคนจึงเป็นทั้งนักปราชญ์ เป็นทั้งนักการเมืองที่มีชื่อเสียง ดังเป็นที่ปรากฎอยู่แล้ว นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ก็คือ นางอินทิรา คานธี ลูกสาวของเนรูห์ นั่นเอง...........สิ่งที่ประทับใจครั้งสุดท้ายก่อน จากนิวเดลฮีสู่กรุงเทพฯ ในวันที่ 2 สิงหาคม 2513 ก็คือ กระผมได้มีโอกาสไปชมแม่น้ำยมนาด้วยตนเอง แม่น้ำนี้มีส่วนสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศาสนาพุทธของเรา.........กระผมได้ยืนสงบสติอารมณ์อยู่ บนฝั่งยมนา พลางก็นึกวาดภาพพจน์ถึงเรื่องต่าง ๆ ในสมัยที่พระพุทธเจ้าของเรายังมีชีวิตอยู่ จึง ทำให้เกิดความประทับใจอย่างยิ่ง กระผมนึกภูมิใจว่า สมัยที่บวชเรียนอยู่ได้ศึกษาแต่เรื่องพุทธประวัติจากตำราเท่านั้น แต่บัดนี้ได้มาพบสิ่งที่ได้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเองแล้ว ทำให้เกิดความปลื้มใจจนบอกไม่ถูก”

 

นี่คือเรื่องราวการเดินทางไปต่างประเทศในระยะแรกๆ ของท่าน ดร. โดยเหินฟ้าไปเยี่ยมเยียนถึง 8 ประเทศในคราวเดียวกัน

 

ท่าน ดร.คงจำได้ว่ามาจาก หนังสือที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพพระอาจารย์ทำมา เมฆิโย วัดบ้านโคกกลาง วันที่ 6-7-8 เมษายน 2516 นั่นเอง ซึ่งในเล่มนั้นยังมีเรื่อง นัยแห่งรัฐปาลสูตร ของพระราชจินดามุนี เจ้าคณะจังหวัศรีสะเกษด้วย และผู้จัดทำเป็นบรรณาธิการ ก็คือ อาตมภาพ ตั้งแต่เป็น พยับ เติมใจ อยู่นั่นเอง

 

ต่อมาท่าน ดร.ได้ เดินทางไปทั่วโลก ในภาระหน้าที่ของการพระพุทธศาสนา ไม่เคยหยุดหย่อน อาตมภาพมองไป ว่า ภาพที่ท่าน ดร.ยืนริมฝั่งแม่น้ำยมนานั้น เหมือนภาพสนามรบ ฝั่งแม่น้ำ ไดยา เมืองทศลี แห่งแคว้นกลิงคะ ระหว่างแคว้นมคธ รบกับ แคว้นกลิงคะ อันเป็นสงครามครั้งสุดท้าย ก่อนจะกลับใจเพราะได้พบพระอริยธรรมแห่งพระพุทธศาสนา รู้แจ้งสัจธรรมเป็นโสดาบันกษัตริย์พุทธผู้แผ่พระพุทธศาสนาไปสุดขอบโลกขณะนั้น คือ อโศกมหาราช

อาตมภาพคิดว่า อโศกมหาราช มี หลายสิ่งหลายอย่างที่สอดคล้องคล้ายคลึงกับท่านดร. นันทสาร มาก ถ้าอโศกมหาราชมาเกิดในยุคนี้ก็คือมาสืบสานสร้างบารมี และท่านดร.นี่แหละ น่าจะคล้าย อโศกมหาราช กลับชาติมาเกิด แล้ว ได้มีโอกาสเดินทางไปตรวจการพระพุทธศาสนาในดินแดนแคว้นต่าง ๆ ทั่วโลก อันเป็นร่องรอย เดิมที่ทรงเผยแผ่ไว้ในยุคสมัยทรงเป็นจักรพรรดิอโศก

 

และมีเรื่องหนึ่งที่คิดว่าจะบอกก็คือ เห็นออกรายการโทรทัศน์แล้ว ดูดีมาก ๆ น่าจะออกบ่อยๆ เพื่ออธิบายเรื่องการพระพุทธศาสนา จะมีอิทธิพลมากในด้านการสื่อทางโทรทัศน์ ในเรื่องNEWSLETTER อาตมภาพยังไม่ทันมีหัวคิดจะเขียนอะไรไปให้ ตามที่ท่าน ดร.ขอให้เขียน แท้จริงก็เคยบอกตัวเองไว้ตั้งนานมาแล้วว่า น่าจะเขียนอะไรลง NEWSLETTER บ้าง แต่ก็ดูเหมือนยังไม่ถึงเวลา ที่สุดนี้ก็ขออำนวยพรให้ท่าน ดร. จงมีความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป ขอให้มีพลานามัยดี มีอายุยืนนานเพื่อการรับใช้พระพุทธศาสนาต่อไปตลอดกาลนานเทอญ.

 

ขอเจริญพร

ปญฺญาธโรภิกขุ

 

 

หมายเหตุ บก.     เราได้ตัด ใบปลิวเถื่อน รื่อง ขบวนการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา ตามที่อ้างในจดหมายถึงดร.นันทสาร สีสลับ ออกจากคอลัมน์ ประวัติของผมฯ ภายหลัง ได้พิจารณา แล้วว่า ไม่เหมาะสมที่จะนำลงในขณะนี้ บก.

 

 

 จดหมายฉบับที่ 2

 

จดหมายฉบับที่ 2

วัดพระบาทน้ำพุ ลพบุรี 15000

 

ถึง กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ดี

 

ขออนุโมทนา ต่อกุศลเจตนาในการจัดทำหนังสือพิมพ์ดี ไว้ ณ โอกาสนี้ และ ขอเป็นกำลังใจให้กองบรรณาธิการด้วย สาระในหนังสือดีพอสมควร มีข้อเสนอแนะ เล็กน้อย

 

1. หากมีการตรวจทานอักษร และการจัดบรรทัด/เว้นวรรค/จัดคำ ก่อนจัดพิมพ์จะ สมบูรณ์มากขึ้น

 

2. การใช้รูปแบบอักษร และขนาด บางแห่งขนาดเล็กไปหน่อย รูปแบบหลากหลายจนดูเป็นรูปแบบที่ขาด"เอกภาพ"(เหมาะสำหรับผู้อ่านที่รักการอ่านมาก ๆ)

 

3. หากมีภาพประกอบเพื่อ "พักอารมณ์" ของผู้อ่านบ้างจะเยี่ยมมาก

ด้วยความปรารถนาดีจริง ๆ เพราะได้อ่านตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย และ อยากให้ หนังสือนี้อยู่ไปนาน ๆ

 

ด้วยความปรารถนาดี

(พระครูอาทรประชานาถ)

วัดพระบาทน้ำพุ ลพบุรี 15000

 

หมายเหตุ

ขอร่วมผลิตหนังสือพิมพ์ดีโดยส่งเช็ค สั่งจ่ายพระพยับ ปญฺญาธโร มา 1 ฉบับ กองบรรณาธิการกรุณานำเรียน พระพยับ ปญฺญาธโร ด้วยจักขอบคุณยิ่ง.

 

 

 จดหมายฉบับที่ 3

 

จดหมายฉบับที่ 3

 

8 กุมภาพันธ์ 2546

 

ถึง พี่อรนุชที่เคารพและคิดถึง

 

หนูตั้งใจจะพิมพ์จดหมายถึงพี่หลายวันแล้ว แต่มีภารกิจในครอบครัวและการ สอนมาก จึงช้าไปบ้าง ตอนนี้หนูและครอบครัวสบายดี การเรียนการสอนก็สนุกสนานดี บางคนก็ตั้งใจฟังชอบซักถาม แต่นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ค่อยขยันเรียน งานที่ให้ทำก็ไม่ค่อยส่งตรงเวลา ที่สำคัญจะสนใจเพศตรงข้ามก่อนเรื่องอะไรทั้งหมด อาจเป็นเพราะพ่อแม่ตามใจบังคับลูกไม่ได้เลยแล้วสื่อประเภทให้มัวเมาในเรื่องเพศก็มีมาก ดารานักร้องนี่แหละสำคัญ เด็กชอบเลียนแบบและ แบบที่ สังคมชอบยกย่องก็ไม่ค่อยจะเข้าท่า

 

ดารานักร้องที่ได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่นต่อต้านสิ่งเสพติด มักแต่งตัวล่อแหลม โชว์เนื้อหนังมังสาอย่างไม่อายใคร บางคนได้รับรางวัลสะดือสวย เธอก็ เลยยิ่ง โชว์ใหญ่ หนูก็งงนะ ว่าแต่ก่อนผู้หลักผู้ใหญ่จะสอนให้รักนวลสงวนตัว แต่งตัวให้มิดชิดไม่ให้โชว์สิ่งที่หน้าอาย ใครแต่งตัวประเจิดประเจ้อสังคมจะดูถูกว่าเป็นผู้หญิงชั้นต่ำ แต่สมัยนี้กลับประกวดประขันกัน ว่าเป็นคนเชื่อมั่น กล้าแสดงออก

 

สิ่งที่เป็นวัฒนธรรมอันดีงามกำลังจะถูกกลืน กลาย เป็นสังคมแบบชาวตะวันตก ที่คิดว่าชีวิตที่มีรสชาติคือความเอร็ดอร่อยทางกาม

บางวันหนูกำลังสอนอยู่ได้ยินเสียงนักเรียนหญิงตะโกนแซวนักเรียนชายจากตึกหนึ่ง ไปอีกตึกหนึ่ง พี่ลองคิดดูแล้วกันว่าภาพจะออกมาอย่างไร หลายคนจับคู่อยู่ด้วยกันอย่างเปิดเผย บางคนพ่อแม่ต้องยอมก็มี เพราะปล่อยให้เป็นไม้แก่เสียแล้ว ดัดไปก็หักเปล่าๆ

 

ทุกวันนี้หนูพยายามสอน ผลิตสื่อการสอนที่จะโน้มน้าวชักชวนให้เห็นโทษ ของการตก เป็นทาสของอบายมุข โทษของการหมกมุ่นในเรื่องเพศ โทษของการเป็นคนเกียจคร้าน ไม่รู้จัก ควบคุมอารมณ์ เพราะจะทำให้ประเทศชาติในวันข้างหน้าลำบาก เพราะเด็กที่เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ขาดวุฒิภาวะ สังคมจะได้คนที่เป็นพ่อแม่ที่ไม่เอาไหน ไม่รู้หน้าที่ และสืบเชื้อสายของคนไม่เอา ไหนไปอีกไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น ซึ่งจะเป็นปัญหาของสังคมและประเทศชาติอย่างใหญ่หลวงในวันหน้าต่อไป

 

คราวนี้หนูจะเล่าประสบการณ์ ในการต่อสู้ความทุกข์ของหนูอย่างละเอียดให้พี่ฟังนะ หนูเล่าอย่างละเอียดยิบเฉพาะพี่กับพระอาจารย์เท่านั้น มิฉะนั้นคนอื่นที่ไม่มีภูมิธรรมจะไม่เข้าใจ เขาจะบอกว่า หนูนี่โง่จังหลงให้เขาหรอกได้เป็นตุเป็นตะ แต่พระอาจารย์บอกว่ายิ่งโง่เท่าไร หากมันรู้ว่าโง่จะทำให้ฉลาดเท่านั้น

 

ประมาณปี พ.ศ. 2540-กลางปี พ.ศ.2543 หนูมีปัญหาทะเลาะกับเพื่อนในแผนกสังคมศึกษาอย่างรุนแรง ซึ่งสาเหตุใหญ่มาจากผลประโยชน์ แต่สาเหตุที่แท้จริงไม่ใช่มาจากเรื่องเงินค่า สอนพิเศษหรอก ปัญหาใหญ่ก็คือความโง่ของหนูที่มีเพื่อนคนหนึ่ง เขาสอนวิชาภาษาไทย อายุ แก่กว่าหนูตั้ง10 ปี เขามีนิสัยชอบยุแหย่ เผอิญมันมีเหตุการณ์มาประจวบเหมาะพอดี จากเรื่อง เล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ ครูแผนกสังคม 4 คน เขาจึงรวมตัวกันไม่จัดตารางสอนให้หนู และท่านผอ.ก็เข้าข้างเขา หนูยอมไม่ได้เพราะมันหมายถึงศักดิ์ศรี และค่าสอนพิเศษอีกเทอมละเกือบ 20,000 บาท แต่ไม่มีวิธีไหนจะเอาชนะเขาได้ นอกจากการถือไพ่ที่เหนือกว่า เพื่อนคนที่สอนภาษาไทยบอกว่าต้องทำหนังสือร้องเรียนขู่ผอ.ให้กลัว แล้วท่านจะสั่งการตามที่เราต้องการ โดย เพื่อนคนนี้เป็นคนหาข้อมูลได้เรื่องที่จะร้องเรียนประมาณ 3 หน้ากระดาษ ซึ่งมีอยู่ข้อหนึ่งซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงมาก หนูทักท้วงว่าข้อนี้อาจจะไม่เป็นความจริง แต่เพื่อนคนนี้บอกว่าเขามี พยานบุคคลยืนยันได้ อีกอย่างหนึ่งเราเพียงต้องการขู่ให้เขาทำตาม หนังสือนี้ท่านไม่ปล่อยให้ไปถึงอธิบดีหรอก

 

แล้วก็เป็นอย่างที่คาดเอาไว้คือท่านต้องสั่งให้เขาจัดตารางสอนให้หนู และได้ผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน หนูจึงได้ชัยชนะมาท่ามกลางความเกลียดชังของผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานหลายคน

 

 ต่อมาท่าน ผอ. ถูกครูในวิทยาลัย ฯ คนหนึ่งร้องเรียน ทางกรม ฯ ได้ตั้งคณะกรรมการมาสอบ และเรียกหนูไปสอบปากคำด้วย หนูจึงได้ทราบว่ามีกระดาษ 3 แผ่นที่หนูเคยพิมพ์เล่นๆสอดไส้ไปด้วย แต่ไม่ได้ลงชื่อหนูเท่านั้น โดยที่หนูไม่รู้เรื่องเลย หนูจึงได้รู้ว่าการคบเพื่อนที่ชอบเอาชนะคนอื่นโดยไม่มีเหตุผลเป็นอย่างไร ผลการสอบสวนปรากฏว่าท่านผอ.ชนะ แต่ก็ใช้เวลานานกว่าจะสรุปออกมา ท่านผอ.ไม่ได้ฟ้องกลับ แต่ท่านพูดว่าใครที่ใส่ร้ายคนที่บริสุทธิ์จะต้องได้รับกรรมตามสนอง หนูไม่กล้าบอกกับท่านว่าหนูไม่ได้หักหลังท่าน แต่คิดว่าท่านคงไม่เชื่อจึงไม่ได้ปรับความเข้าใจกับท่าน จนท่านปลดเกษียนและจากจังหวัดศรีสะเกษไปในที่สุด

 

หลังจากนั้นหนูกับเพื่อนในแผนก ก็ยังคงต่อสู้เอาชนะกันอีก จนหนูเกิดความเบื่อหน่าย คิดว่าหนูจะต้องข่มขู่ผอ.ทุกคนหรือนี่ ชัยชนะที่หนูเคยได้มามันคงเป็นบาปหนัก จึงมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจไม่จบสิ้น ทั้งๆที่สามีหนูก็ดีพร้อม ลูกๆก็น่ารัก แต่ทำไมหนูไม่มีความสุข กลางคืนนอนไม่หลับ อารมณ์ก็ไม่มั่นคงโมโหง่าย สามีเคยบอกให้หนูยอมแพ้ แต่ความดื้อรั้นและกลัวเสียหน้า ทำให้หนูคิดว่าต้องสู้ต่อไป ถึงจะใช้วิธีการเดิมๆก็ยอม แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร

 

ช่วงนั้นประมาณเดือนกรกฎาคม2543บังเอิญมีคำสั่งจากทางกรมฯ ให้ครูที่สอนวิชาพระพุทธศาสนา ไปอบรมวิปัสสนาที่จังหวัดราชบุรี 1 คน หนูกำลังไม่สบายใจ ก็เลยสมัครไปกะจะหนีความวุ่นวายสัก 2 อาทิตย์ก็ยังดี

 

เมื่อเดินทางไปรายงานตัวที่กรม คนแรกที่หนูพบ เป็นผู้หญิงรูปร่างเล็กๆ ผิวสองสี แต่สีหน้าอิ่มเอิบบ่งบอกว่าเป็นคนที่มีเมตตามองโลกในแง่ดี สุขุมมากไม่ค่อยพูด อายุแก่กว่าหนู 4 ปี หนูได้พักห้องเดียวกับพี่เขา หนูเล่าเรื่องความไม่สบายใจของหนูให้เขาฟัง แล้วถามว่ากลับไปหนูจะเป็นอย่างไร พี่เขาไม่ตอบ บอกว่าอีกไม่กี่วันหนูจะตอบตัวเองได้

 

พี่เขาเป็นครูสอนอยู่โรงเรียนประถม อยู่จังหวัดกาญจนบุรี เขาปฏิบัติโดยบำเพ็ญตบะ รักษาสัจจะอย่างเคร่งครัด เจริญสติแบบเนสัชชิกทุกวันตลอด 8 ปีสู้ทุกข์อย่างแสนสาหัส และไม่ยอมเสพกามเลย แม้จะมีทุกข์จากสามี เขาก็ไม่ใจอ่อน รักษาสัจจะยิ่งชีวิต พี่เขาชอบพูดว่าบารมีเขามีปัญญาน้อย จึง ต้องมีความเพียรมาก พระอาจารย์เขาเป็นลูกศิษย์สายหลวงปู่มั่น เขาบอกไม่ให้หนูทานข้าวเย็น นอกจากน้ำปานะ และบังคับให้หนูเดินจงกรมนั่งสมาธิเกือบทั้งคืน หนูก็ทำตามอย่างว่าง่าย

 

เพราะพี่เขาบอกว่าถ้าใครตั้งใจปฏิบัติ จะได้ดวงตาเห็นธรรม สำเร็จโสดาบัน หนูก็ถามว่าพระโสดาบันดีอย่างไร พี่เขาบอกว่าพระโสดาบันท่านเป็นคนดี มีแต่มิตรไม่มีศัตรู หนูอยากได้ความเป็นมิตรจากเพื่อน เพราะรู้ว่าการเป็นศัตรูกัน ทำให้เกิดทุกข์อย่างมหันต์ จึงทำตามทุกอย่าง

 

หนูปฏิบัติไปได้ประมาณ 5 วันก็เกิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และขณะนั่งสมาธิอยู่เห็นนิมิตรเป็น พระพุทธรูป มีรัศมีสีเหลืองอร่ามสวยงามมาก หนูมีปิติมากน้ำตาไหลพราก พี่เขาบอกว่านั่นแหละเกิดสภาวธรรมแล้ว หนูรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่ก็ดีใจมาก ตั้งใจกลับไปวิทยาลัยฯ จะไปปรับความเข้าใจกับเพื่อนๆ จะมีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกับใคร ซึ่งเพื่อนๆและผช.ก็ดีกับหนูมาก จัดตารางสอนและให้ผลประโยชน์เท่าๆกัน ตั้งแต่นั้นมาชีวิตมีความสุขมาก รู้สึกซึ้งในน้ำใจของพี่อรนุชและคณะของคุณแม่อำไพ ที่มาสอนวิปัสสนามาก

 

อยู่มาคืนหนึ่งขณะนอนหลับเคลิ้มๆ ได้ยินเสียงผู้ชายมาเรียกให้ปฏิบัติ จำได้ว่ามีเสียงดุมีอำนาจมาก แต่ไม่เห็นตัวเขา หนูจึงลุกมาเดินจงกรม นั่งสมาธิวันละ 1.30 ชั่วโมง แต่ถ้าวันไหนหนูขี้เกียจนอนเพลินจะฝัน เห็นพี่มาต่อว่าหนูว่าไม่มีความเพียร กิเลสจะเอาไปรับประทาน หนูเลยตื่นมาปฏิบัติ เสร็จแล้ว แผ่เมตตาทุกวัน

 

หนูได้ไปกราบพระอาจารย์พยับ และเล่าให้ฟังว่าได้ไปฝึกวิปัสสนามารู้สึกว่าอัตตาลดลง และจะตั้งใจฝึกต่อไปให้ได้มรรคผล ท่านพูดเป็นทำนองว่านิพพานแบบที่หนูไปฝึกมาเป็นของเก๊ เอาของทำเล่นๆมาฝึกเป็นจริงเป็นจัง แล้วยังแนะนำว่าเป็นฆราวาสไม่ต้องปฏิบัติหรอก ให้ไปทำ หน้าที่ในครอบครัวให้ดี เป็นครูที่ดีตั้งใจสอนก็พอ ตอนแรกหนูไม่เข้าใจคิดว่าท่านขัดขวางการปฏิบัติธรรมของหนู จึงรู้สึกไม่พอใจและยิ่งท่านพูดเป็นทำนองว่ารู้ภูมิธรรมของฆราวาสที่ฝึกกรรมฐานให้หนู ยิ่งไม่พอใจใหญ่คิดว่าท่านดูถูกครูอาจารย์ของเรา แต่หนูก็อดสงสัยไม่ได้ว่าท่านน่าจะมีภูมิธรรมมากพอดู เพราะในกุฏิท่านมีหนังสือมากมายมหาศาล ล้วนแล้วแต่หลักธรรมชั้นสูงทั้งนั้น และเวลาท่านพูดอะไรบอกได้เลยว่านี่เป็นลักษณะของคนมีปัญญา ไม่ใช่พระธรรมดาๆ อีกอย่างหนึ่งหนูรู้จักท่านมา 10 ปี ท่านไม่มีลักษณะของพระที่ชอบโอ้อวด ยึดติดในวัตถุ ไม่ตีสนิทกับญาติโยม เวลาดุจะไม่สนใจคนฟัง แต่สังเกตว่ากับคนอื่นท่านไม่เคยดุเลย แต่กับคนที่บอกว่ากำลังปฏิบัติธรรมอยู่ ท่านจะดุโดยไม่เกรงใจทันที โดยเฉพาะกับสามีหนู และหนูเอง ท่านมักจะพูดอะไรเป็นปริศนาธรรมชวนให้คิด และท่านก็มีความรู้ทางโลกถึงขั้นจบปริญญาโท ความรู้ทางภาษาไทยและภาษาต่างประเทศเยี่ยมมาก รับราชการเป็นนายทหารระดับยศร้อยเอก ไม่เคยมีครอบครัวและลาออกจากราชการมาบวช ท่านเห็นว่าหนูมีลักษณะของการเป็นคนตั้งใจจริง ว่ากล่าวอะไรก็รับฟัง ท่านจึงอธิบายให้ฟังว่าการปฏิบัติต้องเน้นหลักไตรสิกขาจึงจะถูกต้องไม่ผิดพลาดและให้ผลการปฏิบัติที่แน่นอน ไม่เช่นนั้นจะไปถึงทางตัน จะไปเน้นการเจริญสติอย่างเดียวไม่ได้

 

ตอนนั้นหนูยังไม่เข้าใจเรื่องศีล สมาธิ ปัญญามากนัก จึงได้แต่เถียงอยู่ในใจ เพราะเคยไปฝึก สติปัฏฐาน 4 มาและครูอาจารย์ก็บอกว่าเป็นทางสายเอก แต่พอได้อ่านหนังสือที่ท่านเขียนลงในหนังสือพิมพ์ดีหลายฉบับ มีอยู่ฉบับหนึ่งท่านตอบปัญหา เรื่องมรรคผลนิพพาน และท่านได้ยกย่องบุคคลผู้ที่ทำประโยชน์ให้แก่โลกหลายคน ว่ามีความดีเทียบเท่าพระโสดาบัน เช่น แม่ชีเทเรซ่า ปรากฏว่ามีฆราวาสท่านหนึ่งเคยไปปฏิบัติธรรมแบบยุบหนอ-พองหนอ เขียนมาต่อว่าท่านว่าท่านไปยกย่องคนในศาสนาอื่นเป็นพระโสดาบันได้อย่างไร การเป็นพระอริยบุคคลต้องภาวนาเท่านั้น คนในศาสนาอื่นไม่เคยทำ จะเป็นพระโสดาบันได้อย่างไร และยังว่าท่านมีความรู้(ในทางธรรม) แค่ ป. 4 แต่มาตอบปัญหาในขั้นปริญญา ท่านตอบฆราวาสท่านนั้นไปด้วยเหตุผลทางวิชาการที่ น่าฟังมาก และยังบอกว่าภูมิธรรมระดับพระโสดาบัน ไม่สามารถมองเห็นภูมิธรรมของพระสกิทา-คามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ได้ แม้แต่พระสกิทาคามี พระอนาคามี ก็ไม่อาจเห็นภูมิ ธรรมของพระอรหันต์ได้ เพียงแต่อาจจะรู้ได้ว่าใครเป็นพระโสดาบัน เพราะท่านต้องผ่านสิ่งเหล่านี้มาก่อน แต่พระอรหันต์ท่านมองออกว่า ใครมีภูมิธรรมระดับไหนเพราะท่านยืนอยู่บนยอดเขาแล้วจึงมองเห็นสิ่งที่อยู่ต่ำกว่าได้ และการที่ปุถุชนจำนวนมากชอบยกย่องพระบางองค์ว่าเป็นพระอรหันต์นั้น ถือเป็นการโอ้อวดอุตริมนุษยธรรมและเป็นอันตรายต่อพระศาสนา เพราะคนจะเข้าใจผิด ไม่มีใครหรอกที่จะรู้ว่าใครเป็นพระอรหันต์นอกจากพระอรหันต์ด้วยกัน หนูจึงไม่แน่ใจนักว่าท่านจะ เป็นพระธรรมดาๆที่ไม่รู้อะไร

 

แต่ที่หนูไม่ค่อยชอบใจนักก็ตรงที่ท่านไม่ค่อยอธิบายอะไรให้ฟังอย่างละเอียด มักบอกแต่เพียงหัวข้อเท่านั้นเพราะหนูเป็นคนชอบสงสัยอยากรู้อยากเห็น แต่มาตอนหลังหนูถึงเข้าใจว่าที่ท่านไม่อธิบายรายละเอียด เป็นเพราะท่านรู้ว่าหนูจะไม่เชื่อที่ท่านบอก และอยากให้หนูมีปัญญา สามารถอธิบายเองได้ด้วยความมั่นใจไม่ใช่พูดตามที่ครูอาจารย์บอก ท่านบอกว่าท่านตั้งใจว่าชีวิตนี้จะไม่รับลูกศิษย์ แต่ถ้าใครจะเป็นลูกศิษย์ต้องเป็นผู้มีปัญญา ไม่ใช่คนปัญญาอ่อน ในใจลึกๆของหนูปรารถนาจะมีปัญญาเหมือนพระสารีบุตร เพราะท่านเป็นครูที่ฉลาดในการสอน และเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิต ชอบการทดลองเรียนรู้ด้วยตนเอง

 

ต่อมาหนูได้ถูกพี่ณัฐวรรณซึ่งสอนอยู่ที่เดียวกัน ชักชวนให้ไปกราบพระธุดงองค์หนึ่งมาจากอุดรธานี เขาว่าเป็นอาจารย์ของเขามีเมตตาบารมีมาก มาจำวัดอยู่วัดบ้านพันทา อำเภอเมืองจังหวัดศรีสะเกษ พระองค์นี้มีเจโตปริยญาณสูงอ่านความคิดของใครๆได้ และยังแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง มีพลังจิตสามารถสะกดจิตให้คนหลงเชื่อได้ง่าย อันนี้ท่านแสดงได้จริงหนูประสบมาเอง เขาถามว่าเขาคือใคร น้ำเสียงของเขามีอำนาจ ตอนนั้นดึกแล้ว มีหนู เพื่อนหนูและเขาเท่านั้น หนูได้แต่นั่งภาวนาตามแบบที่ฝึกมา พระองค์นี้แสดงท่าทางหงุดหงิด เขาบอกว่ามึงภาวนาทำไม มึงอยากได้มรรคผลนิพพานไม่ใช่หรือ หนูก็บอกว่าจะมีความเพียรปฏิบัติไปเรื่อยๆ

 

เขาบอกว่าใครที่ ได้มาพบเขาแล้วไม่ยอมรับ มันจะไม่มีทางได้มรรคผล ต่อให้สร้างความดีอีกกี่แสนกัลป์ก็ไม่มีทางพบเขา เพราะ 3 โลกยอมรับเขาคนเดียว

ตอนนั้นหนูกลัวมากเห็นตาเขามีสีแดง เขาถามว่า ไหนมึงลองบอกซิว่าหลวงพ่อเป็นใคร หนูจำได้ว่าเมื่อตอนกลางวันพี่สุนันท์บอกว่าเขาเป็นร่างของพระศรีอารย์จึงตอบไป เขาก็บอกว่าถ้าเอ็งยอมรับพ่อเอ็งคือเนื้อชิรแท้ๆของพ่อ พ่อตามหาพวกเอ็งมานับ 10 ปีแล้ว แต่ส่วนใหญ่มันไม่ยอมรับพ่อ จึงโดนกรรมหนักไปตามๆกัน ขณะพูดจบก็มีเสียงฆ้องดังมาจากท้องฟ้า หนูได้ยินเสียงชัดเจน หนูจึงหลงเชื่อว่าเขาคือพระศรีอารย์

 

วันที่หนูนั่งคุยอยู่นั้นมีมดดำตัวใหญ่มาจากไหนไม่รู้เป็นล้านๆตัว เขาบอกว่าเอ็งเป็นผู้ที่มีบุญมากนะ พ่อไปโปรดใครไม่เคยมีปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อน

หลังจากหนูรู้จักแล้วไม่รู้เป็นอะไร ต้องไปหาทุกวันที่มีชั่วโมงว่าง กลางคืนก็ไปสวดมนต์จนไม่สนใจครอบครัว ตอนนั้นหนูได้รู้จักกับพี่ผู้หญิงอีก 2 คน ชื่อ พี่ติ้ง กับ พี่แต๋ว เป็นข้าราชการสาธารณสุข เขาถูกพี่ณัฐวรรณแนะนำมา เขาก็เชื่อมากพอๆ กับหนู ไปสวดมนต์ด้วยกันทุกคืน แรกๆหนูหลงเชื่อเขาอย่างมากมาย สามีหนูทนเห็นหนูทิ้งครอบครัวไม่ไหว จึงไปตามที่วัด พระเหมือนได้พูดทำนองข่มขู่สามีหนู และแสดงให้รู้ว่าเขามีพลังจิตรู้ความคิด สามีหนูก็เลยเชื่อเขาอีกคน

 

ต่อมาพระองค์นี้ได้จัดพิธีบวงสรวงเสียใหญ่โตที่วัดบ้านพันทา มีคนมาวัดหลายคน ส่วน ใหญ่เป็นคนจีน เขามาตามคำชักชวนของพี่ณัฐวรรณ หนูก็ซื้อผลไม้หลายชนิดไปร่วมพิธี เขาบอกว่าพิธีอย่างนี้ 5000 ปีจึงจะได้จัดซักที ถ้าใครมาศรัทธาเขาต้องยอมรับเขาเป็นอาจารย์คนเดียว และต้องไม่กินเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต

 

เขาบอกว่าถ้าใครยอมรับเขาโดยไม่มีความระแวงสงสัยจะสำเร็จ เป็นพระอรหันต์ พระองค์อื่นๆที่ว่าเป็นพระอรหันต์เป็นของเก๊ทั้งนั้น เพราะจะเป็นพระอรหันต์ได้ ต้องผ่านการทดสอบจากพระศรีอารย์ มิฉะนั้นจะเป็นของเก๊ พี่ณัฐวรรณเขาว่าพระวัดชนะสงคราม อยู่ที่ศรีสะเกษมีบารมี จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ หลวงพ่อจึงต้องมาทดสอบ แต่พระวัดดังกล่าวจะแจ้งตำรวจจับ และไล่หลวงพ่อเหมือนออกจากวัดว่าเป็นพระต้มตุ๋น และชอบละเมิดพระวินัยบ่อยๆ ท่านจึงไม่ผ่านการทดสอบเรื่องมีอัตตา และโดนกรรมหนักคือไฟไหม้กุฏิท่าน แถมยังโดนไฟลวกอีก มีผู้ยืนยันและเห็นเหตุการณ์ หนูก็เลยยิ่งเชื่อและกลัวกรรมหนักเข้าไปอีก หลวงพ่อบอกไม่ให้หนูกำหนดรู้อริยาบถต่างๆ ไม่ให้ภาวนา เพราะพ่อให้เอ็งถึงขั้นสูงสุดแล้ว เอ็งมาภาวนาอยู่ ในระดับอนุบาลทำไม และให้หนูพูดกับตัวเองเหมือนได้สนทนาธรรมกับหลวงพ่อ หนูก็ทำตามอย่างว่าง่าย และท่านยังบอกว่าอย่าไปหาพระอาจารย์พยับ อย่าติดต่อกับพี่อรนุช พวกนั้นเป็นของเก๊ทั้งนั้น ตอนนั้นหนูสนิทกับพี่ณัฐวรรณมาก แม้แต่สามีหนูก็ไม่สนใจเขา หนูถามพี่เขาตรงๆว่าทำไมจึงต้องทิ้งครอบครัว พี่เขาบอกว่าเขาได้รับคัดเลือกจาก 3 โลกให้เป็นตัวแทนของเสด็จ แม่ 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน เขามีหน้าที่ยิ่งใหญ่มากต้องเสียสละเพื่อพิสูจน์ว่าจะสามารถเป็นแม่ ของคนทั้งโลกได้ไหม และยังมีหน้าที่ส่งวิญญาณพระอรหันต์ ดังนั้นถ้าใครล่วงเกินเขากับหลวงพ่อจะโดนกรรมหนัก เขาพูดกรอกหูหนูทุกวัน เพราะตอนหลังหนูเห็นเขาไม่มีที่อยู่ จึงชวนเขามาอยู่ ด้วย ช่วงนั้นสามีหนูก็เหมือนถูกพระองค์นี้สะกดจิตให้เชื่อ แรกๆเขาเชื่อฟังดีหาดอกไม้และเทียน มาแต่งขันธ์ นิมนต์เขามาพักที่บ้าน พี่ติ้งกับพี่แต๋วจะมาบ้านหนูเพื่อสนทนากับหลวงพ่อทุกคืน สามีหนูก็ต้อนรับดี

 

แต่เพื่อนๆที่วิทยาลัยฯ เขาโกรธหนูมากที่ไปคบพี่ณัฐวรรณ เขากลัวหนูจะทิ้งครอบครัวที่แสนจะอบอุ่น ตอนแรกสามีหนูก็ดูศรัทธาพระเหมือนดี แต่มาตอนหลังรู้สึกเขาเป็นตัวของตัวเอง ช่วงที่พระองค์นี้และพี่ณัฐวรรณมาพักกับหนู หนูรู้สึกมีทุกข์มากเพราะเขาชอบพูดข่มขู่ว่า สามีเอ็งไม่ยอมรับพ่อ มันจะโดนกรรมหนัก อีกไม่นานมันจะตายกันหมดโลก เพราะมันไม่ใช่เนื้อชิรของพ่อ มันลบหลู่พ่อและแม่ ผู้มีเมตตาต่อมัน สามารถช่วยให้มันพ้นบาปได้

 

บางคืนหนูจะฝันเห็นเมืองศรีสะเกษมีน้ำท่วมพายุฝนกระหน่ำอย่างหนัก มีคนล้มตายอย่างกับใบไม้ร่วง มีแต่หนูกับลูกสาวเท่านั้นที่รอดตาย หนูเลยยิ่งกลัวใหญ่ ครอบครัวหนูเคยไปส่งเขาที่อุดรธานี ที่อยู่ เขาไม่ใช่วัด แต่เป็นตำหนัก มีรูปฤาษีที่พระองค์นี้และสาวกของเขาบูชามากมาย ที่นี่มีผู้หญิงอีก 2 คนอยู่ประจำ ชื่อแม่เล็ก กับคุณยายสมพงษ์ การปฏิบัติเขาจะเน้นการสวดคาถาต่างๆ บท สวดมนต์ทำวัตรก็สวดไม่แปล สวดเอาความเร็วแบบแข่งกันสวด

 

ต่อมาจิตของหนูมันคิดฟุ้งซ่าน ปวดศีรษะมาก แทบสติจะแตกเป็นเสี่ยงๆ หนูถามหลวงพ่อว่าหนูเป็นอะไรช่วยหนูด้วย เขากลับด่าว่าหนูว่าหนูไม่รู้จักการลด ละ ปล่อยวาง และชอบเล่าเรื่องพระเป็นบ้า แม่ชีเป็นบ้าเดินแก้ผ้า ไปตามถนนหนทางให้หนูฟัง สาวกเขาก็ว่าหนูคิดในทางอกุศลกับหลวงพ่อจึงโดนกรรมหนักเช่นนี้ ตอนนั้นหนูทุกข์แสนสาหัส พยายามจะหาผู้มาช่วยบอกทางหนู

 

แต่ยิ่งถามก็ยิ่งทุกข์ ภาพหลอนต่างๆที่น่ากลัวมันประดังกันเข้ามาจนนอนไม่ได้นับเดือน สติปัญญาที่จะพิจารณาว่าอะไรเป็นอะไร ไม่มีเลย มีแต่ความหวาดกลัวในความคิดฟุ้งซ่านของตนเอง หนูพยายามเดินจงกรม นั่งสมาธิ ทั้งวันทั้งคืนเพื่อสู้ทุกข์นั้นให้ได้ แต่ก็ไม่รู้จะสู้อย่างไร สิ่งที่ฉันกลัวมากที่สุดไม่ใช่ภาพหลอน แต่มัน คือความคิดของตนเองซึ่งมันคิดไปแต่ในทางอกุศล ยิ่งห้ามก็ยิ่งเลวร้าย

 

 

จำได้ว่าเมื่อครั้งไปวิปัสสนาวิทยากรท่านหนึ่งอยู่ในคณะของ คุณแม่อำไพ สุจริตกุล บอกว่า ถ้านั่งสมาธิจนสู้กับเวทนาจนผ่านได้จะได้มหาสติบรรลุเป็นพระอรหันต์ หนูไม่ได้อยากเป็นอะไรทั้งนั้น เพียงแต่อยากจะผ่านพ้นความทุกข์หนักในขณะนั้นต่างหาก แต่ไม่ว่าหนูจะอดทนอย่างไรก็สู้กับความเจ็บปวดมากมายมหาศาลไม่ไหว ต่อให้นำไปฆ่าหนูทำไม่ได้ ไปถามแม่ชีที่วัดป่าบ้านตาดท่านก็บอกว่าอย่าส่งจิตออกไปนะไม่เช่นนั้นจิตจะวิปลาส หนูก็เลยจะวิปลาสจริงๆเพราะกลัวส่งจิตไปคิดอยู่ตลอดเวลา หยิบหนังสือที่พระหลายรูปอธิบายเรื่องการเจริญสติมาอ่านก็เขียนเทคนิควิธีไม่เหมือนกัน หนูก็ยิ่งทุกข์หนักเพราะความสงสัยลังเลว่าเราจะปฏิบัติแบบไหนกันแน่

 

ในที่สุดเห็นว่ายิ่งสู้เหมือนหนูยิ่งแพ้จึงคิดว่าตายซะดีกว่าเป็นบ้าให้คนข้างหลังทุกข์ทรมานไปด้วย จึงกินยานอนหลับไป3ห่อ เดชะบุญที่หนูเป็นลูกที่กตัญญูต่อบุพการี เอื้อเฟื้อผู้อื่นมาตลอดจึงเป็นกรรมดีให้รอดตายมาได้ ตอนหลังที่หนูหายป่วยหนูได้โทรไปหาพี่ พี่บอกหนูว่าพี่ก็สู้กับความคิดฟุ้งซ่านเรื่องกามแบบนี้แหละ บางทีเป็นนิมิตรก็มี แต่พี่ไม่กลัวความคิดของตัวเองเหมือนหนู เพราะความคิดมันทำอะไรเราไม่ได้ ถ้าเรา ไม่หวั่นไหวกับมัน หนูจึงค่อยคลายความสงสัยลง แปลกตรงที่เวลาหนูมีความทุกข์หนูกลับลืมคิดถึงพระอาจารย์ เมื่อหนูไปหาท่านท่านบอกว่าอาจารย์พัชราโชคดีนะได้เจอเรื่องแบบนี้ ไม่ใช่เจอกันได้ง่ายๆ การสู้ทุกข์นี่แหละเป็นคุณสมบัติของนักรบ หนูบอกว่าไม่อยากได้แล้วมรรคผลนิพพาน หนูอยากเป็นคนเดิมที่มีความทุกข์แต่พอประมาณดีกว่า เพื่อนครูคนหนึ่งเคยป่วยแบบหนูหลังจาก ไปวิปัสสนามา มาชวนหนูไปแต่งขันธ์ 5 กับอาจารย์ของเขา

 

หนูไปถามพระอาจารย์พยับ ท่านบอกว่าถ้าจะให้เหตุการณ์นี้จบ ก็อย่าไปแต่งขันธ์บูชาใคร ไม่เช่นนั้นมันจะไม่จบ หนูเชื่อที่ท่านแนะนำ และบอกว่าเวลาเรารู้ว่าสู้ไม่ไหวให้ถอยทัพเพื่อหยุดพิจารณา เราจะมีปัญญา เราแกล้งยอมแพ้ก่อน หนูลองทำตามก็รู้สึกว่าเป็นวิธีที่ดีเพราะนักรบที่ไม่รู้กำลังชั้นเชิงของคู่ต่อสู้มีแต่แพ้ลูกเดียวหนูรู้แล้วว่าทำไมเราต้องพักรบ การหยุดพิจารณาจะทำให้เราเห็นความจริงว่าอะไรคือความทุกข์ และอะไรคือสาเหตุให้เกิดทุกข์ เราจะดับมันได้อย่างไร หลังจากนั้นชีวิตก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ความทุกข์ ค่อยๆหายไปกลายเป็นความสุขมาแทนที่ หลังจากเหตุการณ์นี้หนูเข้มแข็งอดทนขึ้นมาก เอาชนะ อารมณ์ที่มากระทบได้ดี และรู้สึกว่าถ้ามีทุกข์อีกจะสามารถสู้กับมันได้โดยไม่ต้องเสียน้ำตาให้กับมัน

 

 

หลังจากนั้นมา หนูจึงเคารพพระอาจารย์พยับมาก ท่านอธิบายว่าการเกิดอริยมรรค อริยผลมี 2 ทางคือ ทางสมุทัยคือพบกับทุกข์แสนสาหัส เมื่อไปถึงที่สุดแห่งทุกข์จะเห็นธรรม อีก ทางคือทำความดีไปเรื่อยๆโดยไม่มีเงื่อนไข ทำจิตให้สะอาดไม่มีกากเดน และทำตัวเหมือนพรมเช็ด เท้า หนูก็ทำตามจึงรู้ว่านั่นคือเทคนิคของการลดอัตตาตัวตนนั่นเอง ซึ่งท่านอาจารย์พุทธทาสเคยอธิบายว่าให้ทำหน้าที่ด้วยจิตที่มีปิติปราโมทย์ และให้ผลการปฏิบัติได้ดีเยี่ยมยากจะหาใครบอกเรา ได้เช่นนี้

 

ต่อมาหนูได้นำนักเรียนไปปฏิบัติธรรมที่วัดหัวสะพาน วัดป่าหนองแวงรวม 3 ครั้ง วาระจิตดีขึ้นเรื่อยๆ เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งปีเต็ม คราวนี้หนูไม่รู้เป็นอะไรนอนไม่หลับเหมือนมีอะไรมา รบกวนให้ต้องเดินจงกรม นั่งสมาธิเกือบทั้งวันทั้งคืน จำได้ว่านอนหลับไม่เกินคืนละ 1-2 ชั่วโมง

 

คราวนี้รู้สึกว่ายิ่งสอนธรรมะไป ทำไมเหมือนที่พระอาจารย์เหมือนเคยสอนหลายอย่าง จึงหลงไปศรัทธาอีกรอบ คราวนี้โทรศัพท์ไปหาขอขมาเขา และบอกเขาว่าหนูเอาใจแต่งขันธ์ 5 ขันธ์ 9 บูชา เขา (พี่ณัฐวรรณเคยบอกว่าขันธ์ 5 เป็นของเรา ส่วนขันธ์ 9 บูชาเสด็จพ่อพระศรีอารย์)

 

ตั้งแต่วันนั้นมาหนูเกิดปรากฏการณ์ทางจิตแปลกๆ คืออยู่ๆก็เหมือนตัวเองระลึกชาติได้ ชาติที่แล้วเป็นนาง มาคันทิยา ชาติที่แล้วโง่มากเพราะหลงความสวย ฟังธรรมพระพุทธเจ้าไม่รู้เรื่อง ชาตินี้เลยขอเกิดมาเป็นคนขี่ริ้ว และมีปัญญารู้ธรรมเพื่อจะได้ไม่หลง

 

และวาระจิตมันบอกว่าแกสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว หนูเลยโทรไปอวดกับพี่อรนุชเสียยกใหญ่ แต่แปลกที่ตอนนั้นหนูพยายามนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆเท่าไรก็จำไม่ได้เลย หนูเลยหยิบหนังสือมาอ่านมันเหมือนตัวหนังสือนั้นมันไม่อยู่ในหัวหนู คืออ่าน ไปแล้วมันจำไม่ได้เลย หนูถามพี่พี่บอกว่าปรากฏการณ์แบบนี้พี่ก็ไม่เคยเจอ ให้หนูไปถามพระอาจารย์

 

พอรุ่งเช้าเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่วิทยาลัย มาสั่งงานหนูหนูไม่มีสมองรับรู้สั่งการ แต่รู้ตัวตลอดหนูเลยเข้าใจไปว่าอันนี้แหละที่เขาเรียกว่าดับภพดับชาติในจิต เพราะพระอาจารย์พยับเคยบอกว่า พระอรหันต์ท่านไม่มีอดีต ปัจจุบัน อนาคต หนูเลยเข้าใจว่านี่คือการดับอุปทานขันธ์ 5 ยังเข้าใจไปว่าการอ่านหนังสือมากจะทำให้เป็นโรคประสาท เพราะสมองเก็บข้อมูลไว้เยอะ จึงคิดว่าวันจันทร์จะไม่ให้ลูกไปโรงเรียน ไม่ต้องไปทำงาน จะพาครอบครัวไปอยู่ที่ศีรษะอโศก พระเหมือนท่านก็ไม่ เคยเรียนหนังสือ ท่านบอกว่าท่านได้ปริญญาใบใหญ่ ชื่อว่าปริญญาว่าง

 

ช่วงนั้นพระอาจารย์สุบิน วัดป่าหนองแวง ท่านก็โทรมาถามว่าป่วยใช่ไหม หนูก็บอกว่าสบายดี และยังคุยฟุ้งว่าหนูมีปัญญา ทะลุแก่น แต่สักพักจิตมันเกิดความรู้สึกเศร้ามาก รู้สึกผิดมากว่าเราไปอวดอุตริมนุษยธรรม

 

เคยได้ยินว่าใครอวดอุตริมนุษยธรรมจัดเป็นกรรมอย่างหนัก

 

คราวนี้เกิดความกลัวขึ้นมาอย่างจับใจ คิดว่า เราต้องฆ่าตัวตาย จึงหยิบสมุดมาเขียนข้อความในลักษณะขอลาตาย เพราะทำผิดอย่างมหันต์ ไปกราบขอขมาสามี ที่เป็นต้นเหตุให้เขาทุกข์อีกแล้ว สามีบอกว่าแม่แกทุกข์ทำไม พระอาจารย์ท่านบอกผมไว้ก่อนแล้วว่าเดี๋ยวแม่แกต้องไปอวด พอหนูได้ยินเท่านั้นความแช่มชื่นหัวใจเข้ามาแทนที่ จึงถามว่าท่านรู้ได้อย่างไร สามีหนูบอกว่าเมื่อหลายปีที่แล้วท่านก็เคยเกิดภาวะเช่นนี้ ไม่เป็นไรหรอก อย่าไปสนใจมันหนูจึงสงบใจลงได้

 

หลังจากนั้นได้ยินเสียงหลวงพ่อเหมือนมาคุยด้วย หนูก็คุยกับเขาทางจิต คล้ายๆโทรจิต รุ่งเช้ามาได้ยินเสียงมาบอกให้ไปจัดการพระอาจารย์พยับ ให้ไปท้าตอบ ปัญหานะ เพราะท่านเป็นพระเทวฑัตมาเกิด เอ็งนั่นแหละเป็นพระศรีอารย์ตัวจริงหนูไม่รู้สติก็ไปนั่ง หน้ากุฏิแบบจองหองอวดดี ไปท้าตอบปัญหากับท่าน ท่านมองหนูเหมือนสงสารหนู บอกว่าท่าน อย่ามีทิฏฐิกับหนู รู้ไหมผู้มีทิฏฐิมากคือพระ มานะกษัตริย์ อัตตาครู ผู้รู้คือนักเรียน และบอกท่านทางจิตว่า ถ้าท่านตอบไม่ได้ก็มากราบหนูเสียดีๆ

 

บางครั้งเสียงนั้นบอกให้เราไปแสดงธรรมโปรดคนที่ผ่านไปมาตามท้องถนน หนูก็ทำตาม ขี่รถไปแสดงธรรมสอนเด็กๆเสียเป็นส่วนมาก

 

พระอาจารย์ท่านคงโทรเรียกสามีหนูไปบอก และคงบอกว่าถ้าหนูมีอาการทางจิตมากเท่าไรก็อย่าตกใจนะ อาจารย์สมจิตรเพียงแต่ดูแลเขาให้ปลอดภัย และต้องดูอย่างใกล้ชิด อย่าให้คลาดสายตา ที่สำคัญอาจารย์สมจิตรต้องมีสติสัมปชัญญะให้ดี อย่าหวั่นไหวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเป็นคนเดียวที่ จะช่วยหนูได้

 

สามีหนูได้พาหนูนั่งรถไปอุดรธานี ระหว่างทางหนูไม่สนใจใครนอกจากเสียงของพระเหมือนที่ตัวเองได้ยิน มันบอกว่าเอ็งจะได้เป็นครูต้นแบบ จะได้รับพระราชทานชุดสวยๆ ให้จัดท่านั่งให้ดีให้มีสง่าราศรี ตอนแรกๆก็ดีนะอยากรู้อะไร มันบอกได้หมด มันบอกว่าจะพามาดินแดน พระนิพพาน หลวงพ่อรออยู่ มีเพื่อนที่วิทยาลัยมารอก่อนแล้วมากมาย เขาจะส่งวิญญาณพระอรหันต์

 

รุ่งเช้าเขาพาหนูไปหาคนทรงเจ้าหนูดิ้นรนไม่ยอมเข้าไป มีเสียงมาบอกว่าเป็นพระพุทธเจ้ามาโปรดให้ไปแต่วัดหลวงตามหาบัว หนูพยายามให้สามีพาไปวัดหลวงตามหาบัว แต่ไม่พบใครเพราะท่านติดกิจนิมนต์ มีเสียงมาบอกให้หนูท่องพุทโธๆ ตลอด หนูก็ทำตามแต่ไม่มีสติหรอก

 

เวลาผ่านไปนาน เข้าอาการหนูเลวลงตามลำดับ จนไม่มีสติเลย ตอนหลังมามันมีแต่เสียงมาข่มขู่ให้หนูกลัว และบอกให้พลีชีพ เพราะเธอเป็นต้นเหตุให้คนอื่นเป็นทุกข์ มันบอกให้หยิบกรรไกรมาแทงตัวเองหนูก็ทำตามแต่สามีหนูและเพื่อนเขาช่วยไว้ได้ทัน

 

บางครั้งหนูได้ยินเสียงพี่มาบอกว่าเป็นญาณทิพย์มาช่วยหนู ให้นั่งสมาธิอยู่อย่างนั้นห้ามพูดกับใครเด็ดขาด จำได้ว่าแม่โทรมาพูดด้วยและท่านร้องไห้ มีเสียงบอก ว่าอย่าพูดกับใครทั้งนั้น หนูเคยดูหนังเรื่องพระพุทธเจ้าโลกไม่ลืม เห็นพระพุทธเจ้านั่งสมาธิมีมารมารบกวนท่านก็ไม่ยอมลืมตา จึงเข้าใจไปว่าถ้าเราลุกกิเลสมารจะมาทำลายบารมีของเรา จึงไม่ยอมลุกจากที่นั้นจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากเสียงที่มาบงการ

 

หลังจากนั้นมารู้สึกว่าหนูไม่เป็นตัวของตัวเอง สามีจึงนำหนูส่งโรงพยาบาลอุดรธานี เสียงนั้นจะสั่งการให้หนูไปกระโดดตึกเพื่อพลีชีพ หนูก็ทำตามแต่สามีหนูเขาให้เจ้าหน้าที่นำโซ่มาล็อกไว้ทุกประตู สามีหนูไม่ยอมให้คลาดสายตา แม้แต่เวลาจะเข้าห้องน้ำ เพราะมันจะบอกให้เอาศีรษะโขกกับอ่าง

 

หนูป่วยเช่นนี้อยู่ 3 วัน อาการก็เป็นปกติ แปลกตรงที่หนูไม่เหมือนคนป่วยทางจิตคนอื่นที่ป่วยแล้วป่วยเลย ต้องวิ่งรดน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์

 

เพราะเมื่อหนูหายป่วย หนูจะเกิดการวิเคราะห์พิจารณาดูจึงรู้ว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับเรา

 

ทำไมอาการเช่นนี้จึงเหมือนพวกคลั่งลัทธิที่ยอมพลีชีพ

 

ทำไมอยู่ๆคนๆหนึ่งจึงมาประกาศตนว่าฉันได้รับความไว้วางใจ มอบหมายจากพระเจ้าให้มาช่วยให้บุคคลผู้ศรัทธาฉันอย่างสนิทใจเป็นผู้พ้นจากบาป

เพราะหนูเคย สงสัยว่าทำไมพระอาจารย์เหมือนจึงเที่ยวบอกใครต่อใคร ที่มาศรัทธาเขาว่าเขาคือพระศรีอารย์ได้รับมอบหมายจาก 3 โลกให้มาโปรดมนุษย์ผู้ไม่สงสัยแคลงใจในตัวเขา และมักจะเห็นพระองค์นี้และ เพื่อนหนูชอบพูดว่า มีคำสั่งมาจากภาคภายใน

 

บางครั้งสั่งให้ทำหนังสือบอกว่าเป็นโองการของ 3 โลกให้ทำ

 

ช่วงที่ยังหลงอยู่ หนูเป็นคนพิมพ์และทำรูปเล่ม บางครั้งบอกว่าจะเกิดการฆ่าหมู่กันยกใหญ่คนที่จะรอดจะต้องเป็นเนื้อชิณของพระศรีอารย์เท่านั้น และจะต้องไปอยู่ที่บ้านนาสร้าง อำเภอหนองหาร จังหวัดอุดรธานี เพราะเป็นดินแดนอารามหลวงของพระนิพพาน บางครั้งนั่งสมาธิบอกว่าเสด็จพ่อพระศรีอารย์มาประทับ บางครั้งก็เสด็จพ่อพระอาทิตย์ พระจันทร์ และถ้าหลวงพ่อไป โปรดใคร คนๆนั้นไม่ยอมรับจะโดน 3 โลกลงโทษ

 

และยังมีพระสงฆ์รูปอื่น แม่ชี ฆราวาสอีกที่หนูพบว่าเขาบอกว่าเขาสัมผัสกับโลกทิพย์ได้ท่านมาแสดงธรรมโปรดทุกคืน บางครั้งก็มีญาณทิพย์ ของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังที่ล่วงลับไปแล้วมาประทับทรง

 

นี่แหละคือสิ่งที่หนูเคยสงสัยว่าทำไมพวก เขาเป็นเช่นนั้น ไม่มีใครบอกเราได้ดีเท่ากับการพบด้วยตนเอง

 

ต่อมาประมาณเดือนธันวาคม 2544 หนูได้พานักศึกษาไปเข้าอบรมโครงการพัฒนาจิตรุ่นที่ 3 ซึ่งหนูรับผิดชอบ ซึ่งการไปคราวนี้หนูไม่ค่อยสดชื่นเท่าไรนัก เนื่องจากอยู่ๆพี่สุนันท์ ก็ บอกว่าแกเป็นปู่ฤาษีองค์ใหญ่ หนูกลัวตัวเองจะเป็นอย่างแก จึงทุกข์มาก ยิ่งทุกข์ก็ยิ่งฟุ้งซ่าน

 

พระอาจารย์ท่านมาเทศน์ ท่านบอกหนูว่าถ้าอาจารย์พัชราขจัดนิวรณ์ออกได้ จึงจะเกิดฌาน ตัวฌานจะตัดกิเลสได้ ตอนนั้นหนูยังไม่เข้าใจคำว่าฌาน แต่นิวรณ์ 5 รู้จักดีจึงพยายามหาวิธีที่จะ ทำลายนิวรณ์ หนูจึงไปยืนดูรูปพระพุทธเจ้าสร้างบารมีต่างๆหน้าที่พักชั้นบน จึงนึกถึงคำของพระอาจารย์ว่าตอนนี้ให้คิดแต่สิ่งที่ดีๆก่อน หนูจำได้ว่าที่วัดหลวงปู่ฝั้นท่านเขียนว่า วิธีแก้ความหลงให้ท่องพุทโธ ธัมโม สังโฆ และหนูทำตาม สติก็ตามลมหายใจเข้าออก

 

คืนนั้นหนูเดินจงกรมทั้ง คืน จากจิตเศร้าหมองหวาดกลัวค่อยๆมีปิติขึ้นทีละน้อย หลังจากนั้นได้แผ่เมตตาจึงนอนพัก รุ่งขึ้นตอนเช้าฝนตกปรอยๆ จำได้ว่าเป็นวันรัฐธรรมนูญ เวลาเดินจงกรมมีเสียงมาบอกว่าเป็นญาณทิพย์ คราวนี้เป็นเสียงพระอาจารย์พยับ หนูก็เถียงในใจว่าญาณทิพย์อีกแล้ว เราไม่เชื่อดีกว่า มันบอกว่าคราวที่แล้วเป็นของเทียมมาทดสอบ ถ้าใครผ่านการทดสอบจะได้ญาณทิพย์ของแท้ ในใจหนูคิดว่าเราเกือบตายก็เพราะไอ้เสียงญาณทิพย์นี่แหละ จึงไม่สนใจมีสติอยู่กับเท้าที่เดินไป

 

ตั้งแต่นั้นมาหนูพยายามสังเกตอารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิต ก็พบว่าเราทุกข์หรือสุขเพราะไปหลงอารมณ์นี่เอง เพราะเมื่อวิเคราะห์แล้วจะเห็นว่าอาการของพระองค์นี้ และสาวกของเขาคล้ายคลึงกับอาการป่วยทางจิตของหนู ต่างกันตรงที่ว่าหนูรู้ว่านั่นคือผลจากภวตัณหานั่นเองที่ทำให้เราหลงไปชั่วขณะ ในทางธรรมเรียกว่าทิฏฐิวิปลาส+สัญญาวิปลาส ทำให้จิตวิปลาส แต่พระองค์นั้นและสาวกของเขา ท่านวิปลาสแบบหลุดโลกไปเลยกู่เท่าไรก็ไม่กลับ หนูเคยถามพระอาจารย์ว่า ทำไมหนูต้องเจอเรื่องพิลึกกึกกือแทบเอาตัวไม่รอด และเหมือนท่านก็รู้ล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดกับหนู ท่านบอกว่าสิ่งที่หนูพบจะทำให้ได้ความรู้ที่ถูกต้อง ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่า ความรู้ที่หนูรู้มามันมีค่ามากจริงๆสมกับความทุกข์ปางตายที่ได้รับ อีกอย่างหนึ่งมันเป็นนิมิตรที่เกิดจากวิบากกรรมที่หนูชอบข่มขู่คนอื่น ให้เขาทุกข์เลยต้องชดใช้ นี่ยังดีนะที่ท่านผอ. ท่านชนะ หากท่านแพ้และถูกไล่ออกจาก ราชการหนูอาจจะวิปลาสไปเลยก็ได้

 

หลังจากนั้นมาพระอาจารย์จะให้หนูอ่านหนังสือ ท่านมักจะให้อ่านของท่านพุทธทาส ซึ่งท่านอธิบายได้สมกับเป็นนักปราชญ์ หนูจะค้นคว้าอ่านหนังสืออยู่เสมอ แต่หนังสือที่หนูชอบอ่านมากคือ หนังสือพุทธธรรมฉบับขยายความ ซึ่งท่านพระประยุต เป็นผู้เรียบเรียง แต่หนูยังอ่าน ไม่จบทุกเรื่อง เพราะเล่มใหญ่มากเลย หนูไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมพระอาจารย์มักจะบอกหัวข้อธรรมอยู่เรื่อย แต่ไม่พูดรายละเอียด เพราะท่านเคยบอกว่าจะไม่รับลูกศิษย์ปัญญาอ่อนนั่นเอง ท่านเคยบอกว่าคนจะสอนเรื่องไตรสิกขา จะพาคนอื่นปฏิบัติต้องมองเห็นขบวนการที่เป็นองค์รวมของไตรสิกขา ส่วนใหญ่มองเห็นแค่บางส่วนการปฏิบัติธรรมจึงไม่ได้ผล บางคนเสียเวลาไปเกือบตลอดชีวิต จะได้บ้างก็ระดับต้นๆเท่านั้น

 

และก็สอดคล้องกับสิ่งที่ท่านบอกคือในพุทธธรรม พระพุทธเจ้าท่านอธิบายว่า การที่บุคคลตั้งมั่นในหลักสังคหวัตถุ 4 พรหมวิหาร 4 จนเป็นนิสัยจะเป็นผู้ที่มีจิตใจอ่อนโยน มีเมตตาเป็นปฏิเวธแห่งศีลสามัญญตา และเป็นปัจจัยให้เกิดสัมมาสมาธิ ย่อมเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญาเอาชนะทุกข์ได้ ซึ่งเป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องต้องกัน เพราะช่วงปี ใหม่หนูพาลูกไปเยี่ยมคุณแม่ ก่อนเดินทางได้ไปกราบพระอาจารย์ ท่านทักว่าให้ระวังนะท่าทาง ยังไม่พ้นเคราะห์ เพราะราศรีที่หนูเกิดบอกว่าหนึ่งปีจะมีเคราะห์ใหญ่หนึ่งครั้งและเป็นเคราะห์เกี่ยวกับอันตรายทางจิต โดยเฉพาะช่วงใกล้เดือนมกราคม ขากลับหนูต้องรับหลานมาเรียนที่ศรีสะเกษ ด้วย

 

ตอนนั้นหนูนอนไม่หลับตั้งแต่นั่งรถด่วนไปกรุงเทพ จึงทำอานาปานสติทั้งคืน พอไปถึง กรุงเทพก็นอนไม่หลับจนปวดหัวมาก ในใจรู้สึกทุรนทุรายมาก แต่ไม่กล้าบอกใครกลัวเขาจะทุกข์กับเราอีก ความกลัวว่าจะวิปลาสไปอีกครั้งหนึ่งจู่โจมเข้ามาในใจ และถ้าเกิดเป็นช่วงที่เราต้องพา ลูกกับหลานกลับมาศรีสะเกษ จะทำอย่างไร ใครจะช่วยเรา จึงได้ไปหายาพารามากิน น้องสาว เห็นเขาไม่สบายใจ กลัวหนูจะป่วยแบบเดิมอีก หนูก็พูดให้เขาสบายใจทั้งที่เราหวาดหวั่น ช่วงนั้นคุณแม่ปวดกระดูกมาก หนูพยายามปรนนิบัติคุณแม่ด้วยจิตใจที่มีเมตตา ไม่ว่าท่านจะให้ปูที่นอนกี่ครั้ง ลุกมาพลิกตัวให้ท่านกี่หน ทำความสะอาดเวลาท่านขับถ่าย หนูก็ทำด้วยใจที่มีเมตตา ไม่หงุดหงิดขัดเคือง

 

ปรากฏว่าวาระจิตหนูสดชื่นขึ้นอย่างประหลาด

 

แม่ถามว่าแกไม่ปฏิบัติธรรมเหมือนครั้งที่มาคราวก่อนหรือ

 

หนูบอกแม่ว่าก็หนูกำลังปฏิบัติธรรมอยู่นี่ไง การปฏิบัติแบบนี้ทำ ให้เราเองก็มีปิติ ผู้ป่วยก็มีความสุขที่เราเอื้ออาธรณ์ หากแม่กำลังทุกข์อยู่ต้องการให้เราดูแล แต่เราเอาเวลาไปนั่งสมาธิท่านจะเป็นอย่างไร หนูบอกแม่ว่าเมื่อก่อนก็เคยเชื่อว่าการปฏิบัติธรรม ต้องปฏิบัติอย่างที่เคยไปฝึกมา แต่พระอาจารย์และท่านพุทธทาสบอกว่าคือการทำหน้าที่ หนูก็เลยปฏิบัติโดยการทำหน้าที่ให้ผลได้ดีกว่ามาก ตอนนั้นหนูมีสติปัญญาเห็นอารมณ์ที่เกิดในจิต ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่สามารถเห็นอารมณ์ได้ เพราะจิตมีนิวรณ์และระดับของฌานยังไม่ละเอียดพอ ทำให้หนูได้รู้เคล็ดลับของการเอาชนะทุกข์ทางจิต คือการบำเพ็ญเมตตาบารมีนั่นเอง หลังจากนั้นหนูนอนหลับสบาย ไม่ปวดหัว ยาก็ไม่ต้องกิน หนูเลยได้ประสบการณ์ว่ายิ่งมีทุกข์เกิดขึ้น เราจะมีปัญญา เอาชนะทุกข์ได้มากขึ้น

 

ตอนหลังหนูมาพิจารณา และศึกษาจากพระไตรปิฎกจึงได้รู้ว่า ตอนที่เราไม่มีความจำ เกี่ยวกับหนังสือที่อ่าน สิ่งที่เราพูด หรือเสียงที่ได้ยิน มันไม่ใช่ภาวะของการดับภพดับชาติหรอกมันเป็นภาวะของจิตที่วิปลาส เนื่องจากความรู้ที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน ในทางธรรมเขาเรียกว่า ทิฏฐิวิปลาส เป็นผลให้เกิดสัญญาวิปลาสและถ้าวิปลาสมากเท่าไรก็ส่งผลให้จิตวิปลาสมากเท่านั้น

 

ภาวะที่ดับภพชาติในจิตน่าจะเป็นภาวะที่จิตไม่ยึดมั่นในเวทนาขันธ์ที่เกิดขึ้น เป็นภาวะที่จิตมีสติ สัมปชัญญะบริบูรณ์ เห็นการเกิด-ดับของธรรมมารมณ์ เพราะจิตตั้งมั่นอยู่ในอุเบกขา ไม่หวั่นไหวกับธรรมารมณ์ที่มากระทบ

 

ที่หนูเล่ารายละเอียดมาเสียยืดยาวเหมือนนวนิยายนี้ ก็มีจุดประสงค์ เพื่อจะอธิบายให้พี่ได้เข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมไม่ใช่การทำอะไรที่ลำบากอย่างเดียว เหมือนที่พี่ทำ มาแล้วตั้ง 8 ปีการสร้างสมคุณงามความดี การได้เสียสละความสุขส่วนตัว เพื่อประโยชน์ของผู้อื่นด้วยจิตที่บริสุทธิ์ มีเมตตาจิต มองว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมวัฏฏสงสารจะทำให้เจริญก้าวหน้าในธรรม และเป็นการปฏิบัติที่ไม่ทำให้หลงทาง เนื่องจากเป็นการปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักอริยมรรคมีองค์ 8 หนูสำนึกในพระคุณที่พี่มีต่อหนูตลอด จึงอยากให้ลูกสาวที่พี่รักมีวิธีการปฏิบัติที่ค่อยเป็นค่อยไป ทำประโยชน์ในอาชีพแพทย์ของเขาต่อผู้ป่วยอย่างเต็มที่ ด้วยเมตตาจิต ไม่หวั่นไหวในโลกธรรมนั่นแหละเป็นทางแห่งอริยมรรคอริยผล สิ่งที่หนูบอกแก่พี่ถือเป็นการตอบแทนพระคุณต่อมิตรแท้ พี่อย่าเข้าใจผิดว่าการปฏิบัติธรรมคือการเจริญสติด้วยการเดินจงกรม นั่งสมาธิเท่านั้น เพราะมิฉะนั้นคนรุ่นใหม่จะไม่สนใจการปฏิบัติเลย เพราะมันขัดต่อวิถีชีวิตของฆราวาส  หากพี่อยากรู้ว่าสิ่งที่หนูอธิบายมาเป็นเหตุเป็นผลจริงหรือไม่ พี่ตรวจสอบดูก็ได้ว่าพระพุทธเจ้าท่านแสดงขั้นตอนของการปฏิบัติอย่างไร หนังสือพุทธธรรมอธิบายได้ละเอียดมาก อีกประการหนึ่ง การอ่านหนังสือเพื่อค้นคว้าหาความรู้ที่ถูกต้อง เพื่อจะได้สอนผู้อื่นให้เข้าใจนั้น ไม่ใช่ทำไปด้วย อำนาจของกิเลส แสดงว่าพี่แยกไม่ออกว่าตัณหากับฉันทะต่างกันอย่างไร

สุดท้ายนี้ หนูขอให้พี่และครอบครัวมีความสุข ต้องกราบขออภัยด้วย หากใช้คำพูดไม่ เหมาะสม แต่หนูไม่มีเจตนาจะโอ้อวดหรือล่วงเกินมีแต่จิตนอบน้อม และเห็นว่าสิ่งที่หนูเล่ามาคง จะให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์

 

รักและระลึกถึงอยู่เสมอ

น้องผู้เป็นกัลยาณมิตร

 

 

 จดหมายฉบับที่ 4

 

ข่าวสารอื่น ๆ

ที่สุดนี้ผมขอลง สคส. ฉบับหนึ่ง ที่เขียนมาอำนวยพรให้ผม พร้อมปฏิทินตั้งโต๊ะ 1 เล่ม ผมได้รับ สคส.อีกหลายฉบับ รวมทั้งจาก ดำเกิง เสพย์ธรรม เพื่อนรุ่นเดียวกันในธรรมศาสตร์ ยุคมีความหลังขณะทำหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัยและ ยูงทอง เขียนมาจากมือง ริชมอนด์ วีเอ สหรัฐอเมริกา พาครอบครัวไปอยู่ที่นั่น ว่าได้ข่าวผมออกบวชจากวรรณดี สรรพกิจ มีความคิดถึงอยากคุยด้วย บอกข่าววรรณดีด้วยว่าออกจาก ผอ.องค์การฟอกหนัง กลับไปค้ายางที่บ้านนครศรีธรรมราชสัก 2-3 ปีแล้ว

 

และสคส.อีกฉบับเป็นของ ฯพณฯ พลโทกอบบุญ พัฒนถาบุตร อดีตผู้บังคับบัญชา ของผมครั้งเป็นทหารอยู่กองบัญชาการทหารสูงสุด สนามเสือป่า ท่านกรุณาส่งสคส.มาถวายและ ถามข่าวทุกปีๆ ไม่เคยขาด เมื่อแรกจัดตั้งมูลนิธิฯในปี พ.ศ. 2538 ผมได้แจ้งข่าวไป ท่านช่วยบริจาคถึงหนึ่งหมื่นบาท ท่านว่าขณะนั้นดอกเบี้ยยังสูงอยู่ และคราวนี้ท่านช่วยทำหนังสือพิมพ์ดี ห้าพันบาท ท่านว่าดอกเบี้ยขณะนี้ต่ำมาก และไม่ค่อยได้พบเพื่อนฝูง ท่านโทรศัพท์มาคุยกับผม เมื่อปลายปีว่าได้รับหนังสือพิมพ์ดีทุกฉบับ ท่านพูดมาตามสายอย่างสนุกว่า "หนังสือพิมพ์ดีนี้ดี จริงๆ" ท่านว่าท่านอ่านทุกเล่มทุกเรื่อง ปีนี้ท่านส่งรูปถ่ายขณะไปเที่ยวกับท่านอาจารย์บัวทอง ขณะชมน้ำพุสูงที่สุดในโลก ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

 

ข่าวสารเหล่านี้ทำให้ผมสัมผัสได้ว่า ท่านทั้งหลายนี้ต้องการให้กำลังใจผม และผมเองคิดว่าเป็นรางวัลที่ล้ำค่าจากท่านผู้ย่อมทรงไว้ซึ่งความเมตตาจิต ความดีงาม และ มีความจริงใจ กล้าหาญ กล้าให้ (แม้เพียงคำพูด) ผมจึงเห็นเป็นเกียรติแก่ตัวเองและคณะกองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ดี และสมควรเปิดเผยให้ปรากฏไปในสาธารณชนกว้างใหญ่

 

ผมยังมี สคส.2546 อีก 1 ฉบับ ที่ผมขอลงเนื้อความทั้งหมดไว้ในที่นี้ ดังนี้

"ในวโรกาศขึ้นปีใหม่พุทธศักราช 2546 กระผมขอขอบคุณอาจารย์พยับ ปญฺญาธโรและคณะกรรมการมูลนิธิพระเทพวรมุนี (เสน ปญฺญาวชิโร) เป็นที่ยิ่งที่ได้จัดส่งหนังสือพิมพ์ดี (The good paper) มาถวายเสมอมา

เนื่องในโอกาสปีใหม่นี้ กระผมขออ้างอิงคุณพระรัตนตรัย ได้เป็นตบะเดชะ ให้อาจารย์ พยับจงเจริญในธรรมและมีดวงปัญญาที่สว่างไสว เป็นผู้ดำรงคงไว้ในการรักษาพระศาสนา และเป็นที่เคารพนับถือของชนทุกทิศ ได้สักการะนอบนบและสมหวังในสิ่งพึงประสงค์จงทุกประการเทอญ

 

ด้วยความนับถือ

พระมหามนัส กิตติสาโร

(ม.มหามกุฎราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศฯ กทม.)"

 

-                         ดีเล่ม 28

 

 

 

 

 

16

ประวัติของผม พระพยับ ปญฺญาธโร

พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ 3
ตอน 16

 

 

พระผู้เขียนหลักสูตรมรรคผล

เมื่อผมได้เขียน "หลักสูตรมรรคผล" ขึ้นอย่างสมบูรณ์ (ตามคำอาราธนานิมนต์ของมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก)แล้ว ก็เป็นที่พอใจของผมเอง พอใจว่า ภาระหน้าที่เฉพาะของผมได้เสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์แล้ว การตอบแทนบุญคุณแห่งพระพุทธศาสนาก็ถึงระดับที่สมบูรณ์ เป็นที่พอใจของผมเองแล้ว อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับหลักสูตรมรรคผล นี้ ยังมีรายละเอียดหลายอย่างที่ต้องการ กล่าวถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความพิเศษ ของคำแนะนำที่ใส่ไว้ในหลักสูตรมรรคผลนี้ ที่คนทั่วไป ยังคงมองแล้ว ไม่เห็นว่ามีความหมายอะไรอยู่ ก็มีมาก จึงยังจะมีการอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ ที่อธิบายขยายความอธิบายเป็นส่วนประกอบ ขยายให้เกิดความเข้าใจดีขึ้น ยังมีอีกมาก และเป็น เรื่องราวที่จะเล่าได้ไม่มีการสิ้นสุดเลย

 

 

เป็นคนไม่พูดมาแต่เด็ก ๆ

 

ในวันนี้ ผมจะหวลมารำลึกชีวิตวัยเด็กอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เห็นว่าคนที่เขียนหลักสูตรมรรคผล ขึ้นมานี้ ได้สร้างชีวิตมาอย่างแปลก พิเศษ ไปกว่าชีวิตคนอื่น ๆ ทั้งหลาย อย่างไร

 

ประการที่ 1  ผมเป็นคนไม่พูดมาแต่เด็ก ๆ

ผมเป็นคนไม่พูดมาแต่เด็กๆ แม้เมื่อมาเรียนกรุงเทพแล้วก็ยังไม่พูด จำได้ว่าเมื่อพี่ ๆ น้อง ๆ มาชุมนุม กัน พวกเขาจะพูดกันจนผมไม่ต้องพูด พอผมทำท่าบ้าง พี่สาว(อาจารย์ประทิ่น แก้วจันทรา) ก็จะชิงพูดแทนและขึ้นต้นว่า "อาตมาภาพ...." เขาคงนึกว่าผมเหมือนพระสงฆ์องค์เจ้ามาตั้งแต่เด็ก ๆ จึงเป็นชีวิตที่มีแต่การคิดและ ดิ่งลงไปลึก ๆ จนเป็น โลกของการคิดและตรึกตรองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งต่อมาผมจึงเข้าใจว่า นี่คือลักษณะของฌาน ระดับหนึ่ง ซึ่งมันได้เกิดเป็นมาพร้อมกับการเกิดของผม

 

ผมเป็นเด็กที่ไม่พูดไปเนิ่นนานตลอดวัยเด็ก แม้เข้าเรียนชั้นประถมแล้วในห้องเรียน ผมก็ยังไม่พูดกับใคร และการเรียนสมัยนั้นครู พาอ่านพาออกเสียงและก็ไม่ได้สอนให้พูด มีแต่สั่งให้ทำ และคอยตอบคำถาม เท่านั้น ผมมีเวลาที่ออกเสียงมาก ๆ ก็เฉพาะ ตอนเย็นก่อนเข้าห้องนอนที่ต้องอ่านและท่องหนังสือแต่นาน ๆ ไปผมก็อ่านในใจได้ ก็เลยอ่านไม่ออกเสียง ไม่ได้ฝึกการพูดไปอีก จนพ่อผมชมผมให้เพื่อนครูฟังว่าผมอ่านหนังสือในใจได้ ผมก็เลยไม่ออกเสียงอีก

 

มาเรียนกรุงเทพก็ยังไม่พูด

จำได้ดีว่าเมื่อผมไปเข้าโรงเรียนในกรุง ที่ ร.ร.เตรียมอุดมศึกษา วันเปิดเทอมแรก มีพวกรุ่นพี่ ๆ 4-5 คนมาล้อมรอบผม ผมสังเกตว่าคนกลุ่มนี้พูดกันไม่รู้หยุด พูดไปหัวเราะกันไปอย่างร่าเริง ประหนึ่งว่าไม่รู้จัก ความทุกข์ยากลำบาก ผมยังจำได้ คนหนึ่งตาโตน่ารักชื่อทิพวัลย์ ถามว่าน้อง อยู่ห้องไหน ผมตอบว่าอยู่ห้อง 224 (อาคารที่2ห้อง24) เขาก็เรียกเพื่อน ๆ เขามา ได้ยินเขาเรียกเพื่อนเขา ผู้ซึ่งทำท่าเป็นหัวหน้ากลุ่มว่า ม.ร.ว. จิรประภา มานี่สิ น้องคนนี้อยู่ห้องคิงเสียด้วย (เสียงเน้นว่า มอรอวอ. จิรประภา ต่อมาผมจึงรู้ว่าเป็น หม่อมราชวงศ์หญิง จิรประภา เกษมสันต์ ญาติ ๆ ของ ม.ร.ว.สุประภาดา เกษมสันต์ อาจารย์สอนวิชาภาษาและวรรณคดีขณะนั้น ซึ่งต่อมาท่านไปเป็นราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง ซึ่ง ชื่อคนในโรงเรียนใหม่ของผมดูฟังไพเราะ ๆกันทั้งนั้น แม้กระทั่งเพื่อนชื่อ นลินี อัศวนนท์ สกุลเดียวกับดาราดังสมัยนั้นคือ อมรา อัศวนนท์ ก็มี

 

แล้วรุ่นพี่พวกนั้นก็มาห้อมล้อมผม คล้ายว่ารับน้องใหม่ เป็นผู้หญิงทั้งนั้น แต่ละคนก็ถามจนผมไม่รู้จะตอบใคร พวกเธอ รุมกันถามด้วยภาษาที่ผมรู้สึกว่าไพเราะ แจ่มใส เป็นผู้ดี แต่ดูจะไม่ต้องการคำตอบจริง ๆ จัง ๆ อย่างไร ถามว่าน้องมาจากจังหวัดอะไรคะ? อ๋อ ศรีสะเกษ ที่มี เขาพระวิหาร ใช่ไหมจ๊ะ? สวยไหม? น้องเคยไปไหมล่ะ? อ้าว! (เพราะผมตอบว่าไม่เคยไป) อาหารล่ะ เป็นอย่างไรบ้างจ๊ะ? ลาบ รู้จักใช่ไหม? อร่อยนะ พูดถึงลาบแล้ว อยากทาน น้ำลายไหลเชียว พวกพี่ ๆ พูดไปสิบประโยคแล้ว ผมยังไม่มีคำพูด ท่าทีกริยา คิดไม่ออกว่า ผมจะพูดอะไร (ในขณะนั้นชาวกรุงเทพเพิ่งจะรู้จักอาหารอีสานคือลาบนี่แหละ เป็นรายการแรก ๆ และ ถูกใจ ชาวกรุงมาก จนเพื่อนคนหนึ่งเอาไปเขียนเรียงความ เขียน ลาภ ก็มี ผมก็บอกให้ว่าไม่ใช่เขียนอย่างนั้น เขียน ลาบ แปลว่าฟัก ย้ำ ๆ ลงไป แล้วไม่กี่ปีต่อมา คนกรุงก็ติดอาหารพื้น ๆ ของชาวอีสาน คือส้มตำอย่างสนิท)

 

นั่นเป็นช่วงเวลาที่ผมเข้าวัยรุ่นแล้ว ผมก็ยังคงไม่พูดอยู่เหมือนเดิม (ผมหมายถึงพูดสนทนา สนุก สนานร่าเริงกันด้วยการเย้าแหย่ หรือหยอกล้อด้วยคำพูดตามวิสัยเด็ก ๆ ทั้งหลาย)

 

แต่ถึงแม้ว่าผมจะพูดน้อย ก็ดูเหมือนเพื่อนผู้หญิงจะชอบมาพูดกับผม ผมยังจำได้ดี เพื่อนหญิงชื่อพัชนี ชอบมาชวนคุย เธอมาจากจังหวัดระยอง เธอถามผมว่า ที่ภาคอีสาน ฉันรู้ว่ามีแมลงชนิดหนึ่งอยู่ในขี้ควาย เขาเรียกว่าแมลงอะไรฉันก็จำไม่ได้ ตัวดำ ๆ ชื่อแปลก ๆ แล้วชาวบ้านก็เอาไปคั่วกินเป็นอาหาร เป็น ความจริงไหม? ที่ศรีสะเกษบ้านเธอมีแมลงชนิดนี้ไหม? ผมก็นึกรู้ ผมก็บอกเธอว่า มันไม่ได้อยู่ในขี้ควายแต่อยู่ ในดินใต้ขี้ควายไปอีกที มันจะมากินขี้ควายที่ขี้ออกมาใหม่ ๆ เท่านั้น ถ้าขี้ควายที่หมักดองในคอกควายจะไม่มี คนเรียกมันว่า แมงจุ๊ดจี่ คั่วสุกแล้วกินอร่อยจริง ๆ เธอ เล่าเรื่องเมืองระยองให้ผมฟัง เล่าเรื่องเกาะแก้วพิสดาร เธอยืนยันว่ามีเกาะชื่อนี้จริงที่ทะเลระยอง เล่า เรื่อง พระอภัยมณีและเกาะนางผีเสื้อสมุทรให้ผมฟัง ซึ่งในขณะนั้นเรื่องราว เหล่านี้ผมได้รู้มาอย่างดีจาก หนังสือกวีนิพนธ์ของท่านมหากวีสุนทรภู่แล้วจึงฟังด้วยความสนใจ แล้วเธอก็ชวนผมไปเที่ยวบ้านเธอที่จังหวัดระยอง เธอว่าระยองมีเงาะโรงเรียนกรอบอร่อยมากเธอไปแล้วจะชอบ (ขณะนั้นผมไม่รู้จักเงาะโรงเรียน ผมนึกว่าเงาะที่โรงเรียนปลูก คงจะมีเยอะในโรงเรียนต่าง ๆ) ผมฟังเธอแล้วนึกไม่ออกว่าจะพูดตอบโต้เธออย่างไร ผมคิด ๆ ดูแล้วนึกว่า ผมจะไปเที่ยวบ้านเธออย่างไร ไปกับเธอสองต่อสองนั้นหรือ เขาจะไม่เรียกว่าเป็นแฟนกันหรือ ก็นึกไม่ออกก็เลยไม่ตอบไม่พูดอะไร และดูเหมือนเธอมิได้พูดเล่น ๆ เพราะวันต่อมาเธอก็ถามว่า ว่าอย่างไร จะไปหรือไม่ไป แม้หลายวันหลายเดือนจน จวนถึงปิดเทอมก็ถามอีก แต่ผมดูเหมือนจะไม่ได้ตอบว่าอะไร ได้แต่ยิ้ม

 

ผมยังมีเพื่อนผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ที่ชอบมาพูดคุยกับผมสองต่อสอง คนนี้อยู่นครศรีธรรมราชเธอชื่อสวัสนี(ชื่อเธอฟังเก๋ และดูเป็นผู้ดีมีสกุลในทัศนะของผม)  เพื่อนชายบางคนเขาบอกว่าเธอเป็นแฟนผม เพราะชอบพูดกันสองคน และเธอก็ชวนไปเที่ยว บ้านของเธอที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเหมือนกัน แต่ผมก็ไม่พูดว่าอะไร

 

นั่นคือความใบ้เบื้อของผมสมัยเป็นเด็ก ๆ และใช่ว่าเมื่ออยู่ในบ้านผมเองผมจะพูด ก็เปล่า อยู่บ้านยิ่งไม่พูดและนี่เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมชอบพูดกับหนังสือคนเดียวเงียบ ๆ มากกว่าและความตรึกตรองจึงกินลึก เจ้าความ "ตรอง"กับ "ตรึก" นี้เองคอยทำหน้าที่ถามแต่ว่า ทำไม? และ ทำไม? อยู่เสมอ

 

ผมมารู้จักพูด ก็เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว และสิ่งที่บันดาลให้รู้จักพูดขึ้นมาก็ไม่ใช่สิ่งไรเลย คือ ความรัก นั่นเอง เพราะดูเหมือนผมจะดูขี้อายเป็นใบ้เท่าไร ก็ดูเหมือนผู้หญิงจะชอบมาพูดด้วย และ เรื่องราววัยหนุ่มของผมก็ได้เล่าไปแล้วว่าเป็นอย่างไร ผมได้ต่อสู้กับตนเองในเรื่องอารมณ์รัก ความรักอย่างไรบ้าง ชีวิตวัยรุ่นที่ผมประสบ มีค่าอย่างยิ่งที่ผมไม่เคยลืมความขอบคุณต่อชีวิตช่วงนั้น และจริง ๆ แล้วผมแอบขอบคุณสตรี ๆ ที่ผมได้พบในวัยแรกรุ่นผู้ล้วนแต่งามงดหมดจด หาที่ติไม่ได้ในแต่ละคน ที่ได้เข้ามาก่อเกิด การเรียนรู้อย่างยิ่งใหญ่ในเชิงธรรมะในชีวิตช่วงนั้นของผม และทำให้ชีวิตผมได้พบศึกใหญ่ ในสงครามนามธรรมคือ ธรรมา-ธรรมะ สงคราม มาอย่างเหน็ดเหนื่อยทรหดอดทน ซึ่งเป็นสงครามที่ผมจะแพ้ไม่ได้ และกลายเป็นศึกที่ยืดเยื้อยาวนาน จนอ่อนใจว่าสงครามคงจบลง ในแบบที่ผมเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้ มิใช่ความปรารถนาที่แท้จริง

 

ไม่เคยมีของเล่นเหมือนเด็ก ๆ ทั้งหลาย 

ประการที่ 2  ที่ผมขาดไปในวัยเด็กก็คือ ตลอดวัยเด็กของผมไม่เคยมีของเล่นเหมือนเด็ก ๆ ทั้งหลาย และทั้งพ่อ แม่ผมก็ไม่เคยถามว่าอยากได้อะไรบ้างไหม และไม่เคยทำของเล่นอะไรให้ผมด้วยซ้ำ เมื่อผมบวชมา แล้ว บังเอิญวันหนึ่งโยมที่นับถือร้านถ่ายเอกสาร เอารูปปั้นขนาดจิ๋ว รูปแมวกับ หมา 2 ตัว ถวายให้ ขณะเดียวกันก็มีโยมถวายบ้านเล็ก ๆ ให้ 1 หลัง ในขณะนั้นผมมอง ๆ แล้วนึกว่า จะเอาไปทำอะไรได้ ก็เอาไปวางไว้ที่โต๊ะเขียนหนังสือ มาวันหนึ่งบังเอิญมอง ๆ ดู ก็รู้สึกว่าหมากับแมวมีชีวิตและบ้านเล็ก นั้นดูน่าอยู่ น่ารัก มีชีวิตชีวา ผมจึงค่อยเข้าใจความหมายของของเล่น และเมื่อระลึกย้อนหลังไป จึงพบว่า ผมได้ขาดชีวิตวัยเด็กไปแทบทั้งหมด

ในสมัยนั้นลูกคนมีฐานะ บ้านใกล้เรือนเคียงผม เช่นบ้านของตระกูล หาญบาง อำนวย กับ นงลักษณ์ สองพี่น้องรุ่นเดียวกับผม ดูจะมีของเล่นมากมายเอามาอวดเพื่อน ๆ อยู่บ่อย ๆ ที่ทันสมัยก็คือรถยนต์ เล็ก ๆ สีฉูดฉาดผมเห็นเพื่อนของผมเอาเชือกผูกลากไปลากมา แต่ผมเองดูแล้วก็ไม่เห็นว่าสนุกอย่างไร และดูเหมือนว่าผมจะมีความหยิ่งจนไม่อยากไปแตะต้องหรือขอเล่นของคนอื่น จึงไม่ ได้ขอเอา กับพ่อ แม่ผม และพ่อแม่ผมก็ไม่เคยพูดถึงเลย

 

 

ผมเคยชอบฮบไก่ 

ผมพอมีเรื่องที่อยากเล่นกับเขาบ้างก็ครั้งหนึ่ง ในฤดูหนาว เช้า ๆ แถวบ้านชนบทของผม จะนิยม การตีไก่ จะมีเด็กหนุ่ม ๆ อุ้มไก่ชนเดินเลาะไปตามบ้านหลังนั้นหลังนี้ พอพบไก่ผู้ก็ปล่อยไก่ลงไปตีกัน ภาษา อีสานว่า ไปฮบไก่ พอโยนไก่ลงไป ไก่ก็แสดงความห้าวของมัน ก็สยาย ปรบปีกขันแจ้ว ๆ ท้าทายกันแล้วเผ่นเข้าตีกัน คนก็มาล้อมดู โห่ฮากันอย่างสนุกสนาน เจ้าของไก่ก็ไม่ว่าอะไร และไก่ก็ไม่ได้ตีกันจนเลือดตกยางออกอย่างไก่ชนในสังเวียนชนไก่ ผมก็อยากได้ไก่  

ในขณะนั้นพ่อผมมีไก่ตัวโต ๆ ตัวโต้ง ๆ คือพวก ไก่โรด ไก่เล็กฮอน(ในขณะนั้นผมดูไม่ออกหรอกว่า พ่อผมเป็นคนทันสมัยมาก ๆ เป็นผู้นำทางด้านการเศรษฐกิจและการเกษตรรอบด้าน) วันหนึ่งพ่อผมก็คงรู้สึกขึ้นมาว่าน่าจะตามใจผมบ้างก็ บอกว่าจะจับไก่ให้ผม ทำให้ผมดีใจมาก เวลาที่ผม อยากได้ไก่นั้น ผมนึกไม่ออกว่าผมทำกริยาอย่างไร เพราะผมไม่ได้พูดและดูเหมือนจะไม่ได้แสดงกริยาอะไรแรง ๆ ออกมาเลย แต่แม่คงดูออกว่าผมอยากได้ไก่ และให้พ่อจับให้ พ่อก็ทำบ่วงที่รูดได้ (แบบของพวกคาวบอย ตะวันตกนั่นเอง)ก่อน แล้ววางบ่วงลงกับพื้นดิน แล้วเอาข้าวเปลือกหว่านลงไปที่บ่วงนั้น ไก่ก็มากิน แล้วก็ก้าวขา เหยียบ ลงที่บ่วง พ่อผมก็ กระตุกเชือก บ่วงก็รัดเท้าไก่ ไก่มันร้องฮก ๆ ๆ ๆ แล้วพ่อก็เอามาให้ผมอุ้ม มันตัวโตพอ ๆ กับผมนั่นแหละ ท่านบอกว่าถือเชือกไว้ให้ดีก็แล้วกัน พอพวกเด็กตีไก่เลาะมาถึง ผมก็ทำท่าว่า ให้มาตีไก่ผม ไก่ ผมก็ร้องฮก ๆ ๆ ๆ ในเชิงท้าทายไก่พวกนั้น พวกนั้นมอง ๆ ดู แล้วไม่สนใจ พากันเดินหนี ไปที่อื่น เพราะไก่ของเขาเป็นไก่พื้นเมือง ตัวเล็กกว่าไก่โรดของพ่อผมทั้งน้ำหนักก็เบากว่าเหมือนมวย คน ละรุ่น ของเขาไลท์เวท ส่วนของผมเฮฟวีเวท เขาก็ไม่กล้ามาตีด้วย และผมก็ไม่เคยเห็นคนพวกนี้ปล่อยไก่ พวก เขาลงตีกับไก่พ่อผมเลย นั่นดูเหมือนจะเป็นเหตุการณ์เดียว ที่พ่อและแม่ผมเอาใจผมบ้าง แต่ที่จริงผมก็ไม่เคยเรียกร้องอะไรจากพ่อแม่ผม นาน ๆ ครั้งจึงมีบ้างเท่านั้น

 

 

ชีวิตที่ไม่มีวัยเด็ก 

แต่สิ่งที่บอกว่าผมมีแต่ความเป็นผู้ใหญ่มาตั้งแต่เด็ก ๆ ก็คือ ผมกับพ่อผมปฏิบัติต่อกันเหมือนไม่ใช่ พ่อกับลูก เวลาไปด้วยกัน พ่อจะเป็นคนออกคำสั่ง และผมก็ปฏิบัติตามทุกคำสั่ง เท่านั้นเอง นั่นแปลว่าผมไม่เคยขัดขืนคำสั่งพ่อผมเลย แม้ว่าผมจะรู้สึกว่าการปฏิบัติตาม เป็นเรื่องน่าเหน็ดเหนื่อย ยากลำบากและไม่สนุกเสียเลย นั่นเป็นเพราะผม เข้าใจเจตนาของท่าน ว่าท่านมิได้มีเจตนาร้ายเลย และผมก็ดูจะมีความเป็นตัว ของตัวเอง ที่ไม่ต้องการให้ ใครมาบังคับให้ทำอะไร ผมมีความรับผิดชอบด้วยตนเอง

เมื่อผมนึกย้อนหลังไปดูก็ พบเหตุการณ์ที่บ่งถึง ความเป็นผู้เคารพตัวเอง มีความรับผิดชอบดีของผม แต่สิ่งที่ท่านสั่งผมให้ผมทำมากที่สุดและผมไม่อยากทำที่สุดก็คือสั่งให้มานั่งใกล้ ๆ ขณะที่มีการ ล้อมวงคุยกัน ระหว่างท่านกับเพื่อนครู ข้าราชการ ที่บ้านผมเป็นประจำแทบทุกเย็น โดยที่ขณะนั้นผมเองก็ยังไม่เข้าใจว่าพ่อผมต้องการอะไร  

ภายหลังมาย้อนระลึกดูจึงทราบว่า ท่านต้องการให้ผมได้รับฟังเรื่องราวต่าง ๆ จากการสนทนาของคนหลาย ๆ ประเภท นั่นเอง แต่ใน ขณะนั้นผมไม่ได้เข้าใจอย่างนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายอยู่เหมือนกัน เพราะผมต้องคอยฟัง ว่าท่านกับเพื่อนครูของท่านพูดคุยอะไรกัน และอยู่จนดึกบ่อย ๆ ผมก็ทนนั่งฟัง อย่างไม่บ่นว่าอะไร จนกว่าจะได้รับอนุญาตให้ไปได้  

มีครั้งหนึ่ง เมื่อผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษา ท่านให้ผมมา นั่งฟังการพูดคุยกัน เช่นนี้ มีตอนหนึ่งของการสนทนา ครูไพบูลย์ งามล้วน ได้เล่าเรื่องท่านไปดูหนัง อินเดียเรื่องรามายณะให้ฟัง(เวลานั้น ไม่ค่อยมีใครได้พบได้ดู ภาพยนต์ นอกจากนาน ๆ จะมีฉายในเมือง) แล้วท่านเล่าเรื่องตอนทศกัณฑ์มาลักนางสีดา ท่านว่า พระลักษมณ์ ขีดเส้นลักษมันไว้แล้วไปตามพระราม พอทศกัณฑ์เดินมาจะข้ามเส้นลักษมัน ไฟก็ฟู่ขึ้น ทศกัณฑ์ก็ไม่สามารถ จะข้ามไปได้ จึงออกอุบายหลอกนางสีดาให้ออกมาจากเส้นลักษมัน นางสีดาไม่เชื่อพระลักษมณ์ จึงถูกทศกัณฐ์ เอาตัวไป

 

พ่อผมบอกว่า ผมอ่านเรื่องรามเกียรติ์มาทะลุปรุโปร่งแล้ว จะว่าอย่างไร ผมก็บอกว่าตอนนั้นไม่มีใน หนังสือพระราชนิพนธ์ พวกสร้างหนังอินเดียคงเติมเข้าไปเอง (ภาพยนต์เรื่องนั้นผมก็ได้ดูในภายหลัง ที่โรงภาพยนต์เทกซัส) ทำให้ทุกคนทึ่งมากที่ผมกล้าโต้แย้งขึ้นกลางวงครู และพ่อผมพอใจผมมาก ท่านให้ผมเล่าว่า แล้วทศกัณฑ์ได้นางสีดาไปอย่างไร ผมก็เล่าไปจนจบ ผมเล่าว่านางสีดาตั้งสัจจะว่าตนซื่อสัตย์ต่อสวามีและอธิษฐานให้ตัวร้อน ทำให้ทศกัณฑ์ละเมิดนางไม่ได้ ทำให้ผมได้รับการยอมรับ และพ่อผมพอใจมาก(ท่านพอใจที่ผมมี ความคิดเห็นเป็นอิสระ และอ้างหลักฐานมาโต้แย้ง)  

การที่พ่อผมมักเรียกหาผมให้มานั่งร่วม วงเช่นนี้ ที่ผม ลำบากที่สุดก็คือเมื่อ คณะสรรพสามิตจังหวัด มีอาผมเป็นหัวหน้าคณะ ที่ออกมาจับเหล้า แล้วตั้งวงสนทนากัน ไปกินเหล้ากันไปนั่นเอง แต่ผมก็อดทน จึงเป็นการฝึกจิตอย่างดีที่สุด ในด้านการฝึก ให้เป็นนักต่อสู้ทั้งทางรูป ธรรมและทางนามธรรมตั้งแต่เด็ก ๆ และทั้งเป็นการพหูสุตโดยตรง

เรื่องการให้ ผมมาร่วมฟังเช่นนี้ตอนหลัง เมื่อผมไปเรียนต่อในกรุงเทพแล้ว เมื่อปิดเทอมกลับมามักพบท่านพูดคุยกับคนจีน ท่านก็ให้ผมไปใกล้ ๆ และ นั่งอยู่ด้วยเหมือนเดิม ท่านบอกคนจีนคนนั้นว่าผมเป็นลูกชายคนโตไปเรียนต่อที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพ สมัยนั้นชาวบ้านผมเรียกคนจีนว่า เจ๊ก และเรียกคนจีนคนนั้นว่า เจ๊กกุ๊ยกี่ ซึ่งเขาก็ไม่มีท่าทีขัดใจ ไม่พอใจแต่อย่างไร เจ๊กกุ๊ยกี่ เป็นพ่อค้าสุกร อยู่ตลาดอำเภออุทุมพร พิสัย ใกล้ ๆ สถานีรถไฟ ต่อมาเป็น นายหน้าค้าขายโรงสีจนร่ำรวย เรื่องที่ท่านพูดคุยกันมักเกี่ยวข้องกับครูอีกผู้หนึ่งที่บ้านสวนฝ้ายคือครูใหญ่ไพฑูรย์ พรหมภา ที่เป็นเศรษฐี และเคยโดนโจรปล้นบ้านจนตัวเองบาดเจ็บเกือบเสียชีวิตมาแล้วจนคนร่ำลือไปทั่วอำเภออุทุมพรพิสัย แม้ผมอยู่กรุงเทพก็ได้ข่าว 

ผมไม่เคยทราบเบื้องหลังการลงทุนสร้างอาคารร้านค้าที่บริเวณตลาด อำเภออุทุมพรพิสัยเลย ก่อนที่จะมาทราบเมื่อหลายปี ๆ ผ่านมาว่า ครูใหญ่ไพฑูรย์ได้หมุนเงินพ่อผม ให้ดอกเบี้ยเพียง 5 % แล้วไปปล่อยกู้ให้คนจีนอุทุมพรพิสัยสร้างร้านรวงหลายคูหาที่ปรากฏเป็นตลาดอุทุมพรพิสัยยุคแรก ๆ ที่ดูหรูหรา หลังสถานีรถไฟนั่นเอง และครูใหญ่ไพฑูรย์หมุนเงินแบบนี้จนร่ำรวย

 

เรื่องของผู้ใหญ่ที่ผมพอจะรู้ อยู่บ้างก็คือ ท่านทั้งสอง ฝ่ายหนึ่งมีลูกชาย (คือพ่อผม กับผม) อีกฝ่ายหนึ่งมีลูกสาว(คือครูใหญ่ไพฑูรย์ กับลูกสาว) ท่านก็อยากเกี่ยวข้องเป็นดองกัน แต่ความพยายามของท่านทั้งสองไม่เป็นผลหรือมีอุปสรรคทำให้เป็นไปไม่ได้ ทำให้ความรู้สึกดี ๆ ของ กัลยาณมิตรหมางเมินไปอย่างน่าเสียดาย และภายหลังต่างก็ถึงที่สุดไปตาม ๆ กัน เหลือไว้แต่เรื่องเล่าสำหรับคนรุ่นหลัง

ในด้านพ่อผม พ่อผมก็มีปกติไม่พูดคุยกับผม ไม่เคยมีการหยอกเย้า หัวเราะด้วย ผมก็ไม่เคยเรียกร้อง ความสนใจ พ่อผมก็เห็นว่าผมเป็นผู้ใหญ่ ท่านก็ให้เกียรติผมแบบผู้ใหญ่คนหนึ่ง เราจึงไม่มีการพูดคุย ไม่มีการ เอาอก เอาใจ ไม่มีการสนุกสนาน ไม่มีของให้เล่น และที่ผมรำลึกไปก็คือ ดูเหมือนผมไม่เคยเอ่ยคำว่า พ่อ ให้พ่อผมได้ยินเลย ในขณะที่ผมเห็นเด็ก ๆ คนอื่นเรียกกันว่า พ่อบ้าง ลูกบ้าง ผมกลับฟังด้วยความรู้สึกไปอีกอย่างหนึ่ง คือคิดว่าเป็นลักษณะของความอ่อนแอ

ผมมักคิดว่าเงินก็เงินของพ่อผม ไม่ใช่เงินของผม ถ้าขอก็เท่ากับเป็นหนี้ ผมคิดอย่างนี้มาแต่เด็ก ๆ จึงเป็นสิ่งที่ผิดจากเด็ก ๆ คนอื่น ๆ ไปอย่างมากมาย และนั่นคือ สิ่งที่ผมกล่าวว่า ผมได้ผ่านชีวิตวัยเด็กมา อย่างไม่รู้สึกถึงความเป็นเด็กเลย ในขณะนั้นผมไม่ทราบด้วย ซ้ำว่าเด็กคนอื่น ๆ ไม่ได้ เหมือนผมเลย 

 

เป็นเจ้าฉบับบ้องไฟใหญ่ 

ครั้นผมเติบโตขึ้นมา สิ่งที่พ่อไม่ห้ามผมเลยก็คือเรื่องกระสุนดินดำ เรื่องปืนแก๊ป ประทัด และดอกไม้เพลิงจน ผมได้มีโอกาสเอาปืนแก๊ปไปฝึกยิง และต่อมาก็ติดดินปืน จึงได้เป็นเจ้าฉบับบ้องไฟใหญ่ กลายเป็น โอกาส ของการบำเพ็ญตะปะในวัยรุ่น เป็นสิ่งที่ปูพื้นฐานความเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมของสังคมและชีวิตทั้งหลาย ให้ลึกซึ้งมาตั้งแต่เด็ก ๆ ความพิศมัยไหลหลงกับประเพณีงานบุญต่าง ๆ ทุกชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเพณีบุญ บ้องไฟ มาแต่เป็นเด็กได้กลายเป็นวิถีทางบำเพ็ญตะปะ ที่ประพฤติธรรมไปอย่างอุกฤตไม่รู้ตัว

 

นั่นคือ ประเพณีบุญบ้องไฟ ซึ่งเป็นประเพณีของท้องถิ่นของอีสานในช่วงฤดูกาลปักดำ ซึ่งผมมองดูอย่างซาบซึ้งตรึงใจ ว่าเป็นประเพณีที่แสดงการบูชาของหมู่มนุษย์ผู้ต่ำต้อยในโลกนี้ แด่องค์พระผู้สูงส่ง ทางธรรมะคือองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

ผมทำบั้งไฟใหญ่ ต้องเที่ยวตะรอนไปตามกอไผ่ กอแล้วกอเล่า เพื่อเอาอุปกรณ์ทำบ้องไฟ ปีนั้นคนเขาเล่าว่าเห็นผมอยู่บนกอไผ่ทั้งวัน ไม่กินข้าวกินน้ำ

 

ตำบ้องไฟอยู่ 15 วัน 15 คืน 

 แล้วผมก็บรรจุดินดำลงในกระบอกไม้ไผ่ ต้องใช้สากตำดินดำให้แน่นจนแก่นเป็นดุจท่อนเหล็กซึ่งนั่นเป็นสูตรการตำบ้องไฟ จึงต้องตำบั้งไฟอยู่ ถึง 15 วัน 15 คืน เป็นดินดำบรรจุลงไปหนักถึง 8 กิโลกรัม

ในสมัยนั้น บุญบ้องไฟเป็นบุญประเพณีพิเศษที่ไม่เหมือนประเพณีใดใดของที่ไหน ๆ เลยทั่วโลกก็ว่าได้ เพราะเป็นเอกลักษณะของประเพณีโดยแท้จริง ที่ไม่มีใครเหมือนก็คือการแสดงออกทางอารมณ์เพศ ซึ่งเมื่อ ถึงฤดูกาลบุญบ้องไฟ ก็เริ่มแสดงออกด้วยภาพต่าง ๆ มักเป็นศิลปเกษตรคือใช้จอบขุดแต่งเป็นภาพ เครื่องหมายทางเพศ ชาย หญิง ที่ใหญ่โตสะดุดตาไว้ตามถนนหนทาง ทางเข้าหมู่บ้าน เป็นต้น คนไปมาก็จะรู้ว่าสัญลักษณ์งาน บุญบ้องไฟมาถึงแล้ว ใช้มีดฟัน เฉาะเครื่องหมายทางเพศไว้ตามต้นไม้ต่าง ๆ บ้าง ระดับที่ละเอียดประนีตขึ้นมาก็ใช้ฝีมือแกะสลักท่อนไม้ เป็นรูปเพศชายขนาดใหญ่ หรือเพศหญิงขนาดใหญ่ และระบายสีด้วยสีแดง หรือสีอื่น ๆ ให้เห็นเด่น สำหรับ ผูกด้วยเชือกควายลากไปมาระหว่างมีงานบุญ ที่นิยมกันมากและใช้เทคนิคชั้นสูงขึ้นมาอีกก็คือทำเป็นตุ๊กตาคู่ ที่แสดงการร่วมเพศ มีคันไผ่เป็นสปริงสำหรับดึง ทำให้ตุ๊กตาคู่เคลื่อนไหวขยับร่วมเพศกัน ไว ๆ ช้า ๆ แล้วแต่ผู้ดึงดึงไวก็ไว ช้าก็ช้า ซึ่งดูอุจาด แต่ในงานบุญบ้องไฟจะไม่มีใครว่าใครได้ เพราะทุกคนต้องละอัตตาตัวตนลงชั่วคราว นอกจากภาพวาดหรือตุ๊กตาดังกล่าวแล้ว ประเพณีนี้ยังอนุญาติให้กล่าววาจาในเชิง บทกลอน หรือกาพย์เซิ้งที่เกี่ยวกับเพศอย่างหยาบคาย หยาบโลนอย่างไรก็ได้ แม้กระทั่งชายหนุ่มทำท่าทะลึ่งตึงตังเข้าไปขับกาพย์ขอร่วมเพศกับสาว ๆ ที่ยืนรวมกลุ่มกันมองดูอยู่ ก็ไม่มีใครว่า แม้แต่สาว ๆ เหล่านั้นก็ไม่ว่าอะไร เพราะทุกคนจะไม่ถือเนื้อถือตัวเลย ซึ่งนับว่าเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของสังคมเดิมอีสาน ที่น่าสนใจมาก และน่ามองว่าเป็นการสนองตอบต่อสถานการณ์ทางสังคมอีกแบบหนึ่งที่มีคุณค่าต่อสังคมเหมือนกัน แต่ยุคสมัยต่อมามี คนมองว่าหยาบคายเกินไป ก็ค่อยเลิกไป อย่างน่าเสียดาย ที่ไม่มีใครมองคุณค่าทางวัฒนธรรมและจิตวิทยาสังคมบ้าง ทำให้สังคมไม่มีทางออก เป็นเหตุให้เกิดความกดดันและคดีทางเพศเพิ่มขึ้น บุญบ้องไฟยุคนี้จึงได้กลับกลาย ไปอย่างใหญ่หลวง เพราะเป็นเพียงงานพนันขันต่อชนิดหนึ่งเท่านั้นเอง หาคุณค่าทางวัฒนธรรมใดใดไม่มีเลย

บุญบ้องไฟคราวนั้น คณะกรรมการวัดบ้านเจ้าภาพคือบ้านยางเอือด ต.สำโรง ได้ประกาศตัดสินให้ บั้งไฟของผมได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภทความสวยงาม รางวัล 50 บาท ผมขึ้นขี่บั้งไฟใหญ่ และออกท่าฟ้อนไปด้วย โดยมีประชาชนของผมหามแห่ไปรอบ ๆ บริเวณวัด และออกสู่ทุ่งนากว้างใหญ่ ที่เป็นเวทีบุญจุดบ้องไฟ

เป็นภาพที่สวยงาม สง่าผ่าเผย เพราะเป็นภาพเด็กหนุ่มสวมกางเกงขายาว สวมรองเท้าหนังหุ้มส้น และเสื้อเชิตสีสวยสดแขนยาว เวลาชูขึ้นโบกไปมา ดูดี และคนเขาพูดว่าเจ้าฉบับบั้งไฟที่ชนะเลิศความสวยงามนี้ เป็นนักเรียนกรุงเทพ (แทนที่จะเป็นผู้เฒ่า เจ้าฉบับผู้เชี่ยวชาญงานบ้องไฟ) รูปร่างงดงาม สาว ๆ ก็แหงนขึ้นดู (ถ้าเป็นสมัยนี้คงกรีดลั่น) และการ ขับกาพย์เห่กล่อมของขบวนฟ้อนก็อ่อนโยน ขบวนฟ้อนก็อ่อนช้อยสลวยงามด้วยความพากพูมใจ ก็ยิ่งโดดเด่น เที่ยววนไปรอบ ๆ ทุ่ง อวดโฉมไม่รู้เหน็ดเหนื่อย 

นี่คือการปักใจดื่มด่ำในความงามแห่งวัฒนธรรมการบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็น เบื้องต้นแห่งการเรียนรู้วัฒนธรรมสากลอย่างแตกฉานต่อมา 

 

พ่อพาไปเล่นว่าวกลางทุ่งมืดมิด 

 

และสิ่งที่ผมจดจำมาตั้งแต่วัยเด็กอีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องว่าว ซึ่งเป็นวัฒนธรรมอีสานที่น่าหลงไหลอีกอย่างหนึ่ง

 

ความประทับใจไม่รู้ลืมเนื่องมาจากเหตุการณ์ในคืนวันหนึ่ง เป็นคืนข้างแรมที่มืดสนิท ตามความรู้สึก ของผม พ่อผมชวนเพื่อน ๆ ไปเล่นว่าว ที่ท้องทุ่งฟากตะวันออก ที่กว้างใหญ่ไพศาล ขณะนั้นเป็นวัยเด็กมาก ผมเป็นเพียงเด็ก เล็ก ๆ ที่เพิ่งหัดเดิน เหมือนว่าผมเพิ่งจะเดินเป็นเท่านั้นเอง ท่านพาผมไปด้วยทำไมผมก็ไม่เข้าใจ น่าจะให้ผมเข้านอนเสียกับแม่ผม แต่เมื่อท่านบอกให้ผมไปด้วย ผมก็ไปด้วยโดยดี ทั้ง ๆ ที่ความจริงไม่อยากไปเลย เพราะผมกลัวความมืด แล้วก็วางผมไว้ ให้ยืนอยู่คนเดียวที่คันนา แล้วพ่อผมกับเพื่อน ๆ ก็ผละไป ผมได้ยินเสียงพ่อผมห่างออกไป ๆ จนไม่ได้ยินเสียงอีก ท่านเป็นคนวิ่งว่าว อีกคนหนึ่ง เป็นคนส่งว่าวอยู่ใกล้ๆ ผมได้ยินแต่เสียง ไม่เห็นตัว เพราะมืดมาก จนกระทั่งผมคิดว่า ท่านจะเล่นว่าวกันได้อย่างไร เพราะ ขณะนั้นลมก็ไม่พัด แต่ผมได้ยินท่านพูด ๆ กันว่าลมกำลังลงมากระแสลมว่าวอยู่ไม่สูงนัก ฉะนั้นเวลาปล่อยว่าว จึงต้องมีคน 2 คน ๆ หนึ่งทำหน้าที่ปล่อยว่าว อีกคน ทำหน้าที่วิ่ง พร้อมกับดึงเชือกว่าวไปด้วย เพื่อให้ว่าว ปะทะกับลมแล้วซัดขึ้นไปจนถึงกระแสลมข้างบน ว่าวก็จะอยู่นิ่ง และธนูว่าวที่ต้องลมก็จะบรรเลงเสียงดนตรีธรรมชาติออกมา

ในคืนวันนั้น ผมมองไม่เห็นอะไรที่อยู่ข้างหน้าเลย ได้ยินแต่เสียงกู่ตะโกนกันของคนปล่อยว่าว กับคนวิ่งว่าว เขาจะเริ่มให้สัญญาณดึงเชือกให้ตึงเสียก่อน จะร้องดัง ๆ มาแต่ไกลว่า ดึง จากปลายเชือก ด้านผู้วิ่ง ซึ่งแสดงว่าคลี่ม้วนเชือกที่ฟั่นด้วยป่านไปสุดม้วนแล้วและเตรียมพร้อมที่จะวิ่ง พอได้ยินสัญญาณว่าดึง คน ปล่อยว่าวก็จะยกว่าวขึ้นตั้งมือหนึ่งจับสายรั้งข้างหลังว่าว อีกมือหนึ่งเอื้อมไปจับเชือกที่ผูกติดกับเคาว่าว และ ดึง กระตุก ๆ ให้รู้ว่าดึงอยู่ และดึง ๆ ตอบโต้กันด้วยเส้นเชือก จนกระทั่งเชือกตึง เป็นเส้นตรง แล้วต่อไปคนปล่อยว่าวจะปล่อยมือข้างที่ดึงเชือก มาหันใบธนู เพื่อให้ใบธนูพลิ้วลมเวลาปล่อยว่าวขึ้น และชั่วอึดใจจากนั้น คนปล่อยว่าวก็จะให้สัญญาณวิ่ง โดยร้องยาวสุดเสียงว่า เอิ้ว! ซึ่งเป็นภาษาอิสาณ คล้ายจะแปลว่า เอาเลย อะไรอย่างนั้น แต่เป็นภาษานักเล่นว่าวโดยเฉพาะ

โดยปกติ พอคนปล่อยว่าวบอก เอิ้ว ก้องกังวาลออกไปในทุ่งกว้าง คนวิ่งจะวิ่งไปทันที เชือกก็ดึงว่าวไปปะทะลม พุ่งขึ้นข้างบน ธนูจะพลิ้วลมและดังขึ้น บ่งบอกได้ว่าว่าวขึ้นไปแล้ว และเมื่อถึงลมบนว่าวติดลมแล้วเสียงธนูว่าวก็บรรเลงจึงจะหยุดวิ่งและเป็นการแล่นว่าที่สมบูรณ์ และจบลงด้วยเสียงบรรเลงอันเสนาะสนั่นของธนูว่าวในท่ามกลางความสงบสงัด

 

แต่สำหรับคืนนั้นไม่ได้สมบูรณ์อย่างนั้น ไม่ได้ยินเสียงธนูว่าว ผมได้ยินแต่เสียงตะโกนโหวกเหวกตอบโต้กันไปมา แล้วคนทั้งหมดก็วิ่งตามว่าวไป และ สาละวนอยู่กับการส่งว่าวขึ้นใหม่ ได้ยินแต่เสียงค่อย ๆ หายไปและผมก็อยู่คนเดียวในความมืด เป็นเวลานาน แสนนาน ในความเงียบสงัดน่ากลัวตามความรู้สึกของผมขณะนั้น (และแน่นอน ผมก็ไม่เปล่งเสียงอะไรออกมาเลย แม้จะรู้สึกโดดเดี่ยวและหวาดหวั่นพรั่นพรึงสักเพียงใดก็ตาม) และผมก็จำความได้เพียงเท่านี้ ผมจำไม่ได้ว่า เหตุการณ์ต่อจากนี้ไปเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมได้พบกับพ่ออีกเมื่อไรและกลับเข้าบ้านไปเวลาใด อย่างไร รู้แต่ว่า ไม่มีเหตุอะไรร้ายแรง ดูเหมือนผมจะป่วยเพราะตากน้ำค้างและลมนานเกินไปและแม่ผมบ่นว่าพ่อผมนิดหน่อย

เมื่อผมมานึกดูในตอนหลัง จึงพบว่า แท้จริงพ่อผมมักจะเอาผมไปทดลอง หรือทดสอบอะไรอยู่ เสมอมา ในเชิงทดสอบการเรียนรู้และวิธีการสอนของท่าน แต่วิธีการของท่านนั้นดูจะใช้ได้สำหรับผมคนเดียว ถ้าเป็นเด็กอื่นรวมถึงน้อง ๆ ของผมอีกหลายคนต่อมาแล้วก็ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้ เพราะบังเอิญเด็กอย่างผมก็เข้าใจ และทนทานต่อการทดสอบ ก็เลยไปด้วยกันได้ เกิดประโยชน์ขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่ในภายหลังแก่ตัวผมเอง

บางทีพ่อผม อาจจะมีความคิดอยู่เหมือนกันว่า การสอนอบรมคนให้บรรลุธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า น่าจะทำ ได้ และท่านก็พยายามทดลองทำกับผม และผมมองเห็นเจตนาเช่นนั้น จากเรื่องพาไปเล่นว่าวกลางคืนที่มืดมิดนี่เอง ผมจึงได้ความคิดว่า ปุถุชนคนธรรมดายังสามารถสอนคนให้บรรลุธรรมได้ ทำไมคนผู้บรรลุธรรมชั้นสูงแล้ว จะสอนคนให้บรรลุตามไม่ได้ (คนมีความรู้ ถึงไม่บรรลุธรรมก็สามารถสอนให้คนอื่นบรรลุธรรมได้)

 

พบชาวต่างประเทศและนักสอนศาสนาคริสต์ 

 

ในวัยเด็ก ที่เริ่มวิ่งเล่นได้แล้วนั้น ผมยังได้พบชาวต่างประเทศ ได้เห็น ก็คือ ชาวเยอรมันร่างใหญ่เนื้อตัว ใบหน้าแดงเถือกไปหมด เดินทางผ่านหมู่บ้านผมไป ผมเห็นหลายครั้งบ่อย ๆ คนเล่าลือกันว่า อีเก้าบ้านโนนน้อย เป็นเมียของฝรั่งคนนั้น และฝรั่งมาตามเมียเขา อีเก้าเป็นผู้หญิงชาวบ้าน รูปร่างสูงใหญ่พอ ๆ กับฝรั่งก็เลยได้ผัวเป็นฝรั่งเยอรมัน เดิมผมได้ยินข่าวนี้ก็อยากเห็น แล้ววันหนึ่งก็มีคนร้องบอกว่า ฝรั่งเข้ามาแล้ว มองไปก็เห็นม้าตัวหนึ่งวิ่งมา บนหลังม้ามีฝรั่งเยอรมันคนนั้น มีผู้หญิงนั่งคู่มาด้วย ผมเห็นว่า อีเก้า ช่างเป็นผู้หญิงที่รูปร่างสูงใหญ่จริง ๆ ผิดกับผู้หญิงบ้านเราทั่ว ๆ ไปขณะนั้น และสมัยนั้นผู้หญิงสูงใหญ่ หรือผู้ชายก็ตาม มักถูกมองว่าเป็นคนผิดปกติ คนจึงเรียกว่า อีเก้าผีบ้าไปได้ผัวเยอรมันมา แต่ผมก็เพียงแต่ได้เห็น ไม่ทราบว่าผัว เมียคู่นี้อยู่กันอย่างไรต่อไป เพราะไม่นานพวกเขาก็หายไป ผมไม่เห็นผ่านมาอีกเลย

 อีกเรื่องหนึ่งที่ชาวบ้านตำบลผมพูดคุยเล่าลือกันอยู่นานก็คือ มีฝรั่งอีกคนหนึ่ง นุ่งห่มขาวทั้งตัว แม่ผมว่าเป็นฝรั่งเศส เดินลัดทุ่งไป ไม่เดินตามถนนหลวง ผ่านด้านหลังหมู่บ้านไปทางแม่น้ำมูล ไม่มีใครรู้ว่า ฝรั่งคนนั้นเดินทางไปไหน และทำไมจึงไม่เดินไปตามถนนหนทาง แต่แม่ผมอธิบายให้ชาวบ้านฟังว่า ฝรั่งคนนั้นเป็นพวกคริสตัง(คริสตังใช้เรียกคาทอลิก คริสเตียนใช้เรียกโปรเตสแตนท์) เป็นมิสชันนารี มาสอนศาสนาเยซู จะเดินทางไปประเทศเวียดนาม พวกนี้เชื่อในพระเจ้ายะโฮวาห์ หรือยะห์เหว่ ก็เรียก จึงทำอะไรแปลก ๆ ผมมานึกดูทีหลังจึงคิดว่าแม่ผมคงมีความรู้เรื่องศาสนาสากลพอสมควรทีเดียว และเป็นภาพที่ค่อนข้างติดตาติดใจผม คือนึกเห็นคนชุดขาวเดินข้ามทุ่งนาที่รกด้วยฟางข้าวไปคนเดียว ในมือถือคัมภีร์ไบเบิล และผมคิดตรองตรึกไปว่า เขาทำเช่นนั้นทำไม ๆ เขาไม่กลัว เขาจะกินข้าวกินน้ำและหลับนอนที่ไหน

 

ตื่นข่าวลือคอมมิวนิสต์จีน 

อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับชาวต่างประเทศ ก็คือเรื่องคนจีน ที่คนบ้านผมเรียกว่า เจ๊ก ใคร ๆ ก็เรียกว่า เจ๊ก แต่พ่อผมว่า จีน(จีนเป็นคำที่สุภาพและให้เกียรติ์กว่าคำว่าเจ๊ก) คนบ้านผมเล่าว่า ที่บ้านส้มป่อยน้อย มี คนจีนมาอยู่หลายครอบครัว ผมเคยเห็นคนจีนแก่แล้วคนหนึ่ง ดูหน้าตาเขาไม่เคยเสบยเลย หาบเข่งมาขายลูก เป็ด พอโผล่เข้าเขตหมู่บ้านมาเด็ก ๆ จะเดินตาม และทำท่าตามคือเดินโซเซ พอคนจีนหาบเข่งร้องว่า ขึ้นบนฟ้าเห็นเป็ดอั้วบ่ (ขึ้นไปบนฟ้าเห็น เป็ดของฉันบ้างไหม) ซึ่งเขาหมายถึงว่า มาซื้อลูกเป็ดสวย ๆ เน้อ อะไรทำนองนั้น แต่คงมีคนสอนภาษาแกล้งบอกเขาผิด ๆ จึงกลายเป็นเรื่องตลกไปเสีย และ เด็ก ๆ ก็จะร้องตามเห็นเป็น เรื่องล้อเลียนที่สนุกสนาน ผมเองคิดติดใจมาตั้งแต่คำว่า คนเจ๊ก คนจีน จีนคืออะไร สงสัยว่าคนพวกนี้มาจาก ไหน มาอยู่ อย่างไร แล้ววันหนึ่งผมก็ได้ไปเที่ยวบ้านส้มป่อยน้อย จึงเห็นว่าเป็นตลาดที่ชาวบ้านไปซื้อของเป็น ประจำ มีครอบครัวคนจีนอยู่หลายครอบครัว เอาข้าวของจิปาถะมาขาย และแม่ผมชอบปลาแห้ง ที่เรียกว่า ปลาไม้ มาจากทะเลสาบเขมร เอาไปทำแกงปลีกล้วยอร่อยกรอบมาก คนจีนขายของหลายอย่าง ขายเสื้อโหล แม้กระทั่ง เก๊าะเอี๊ย ที่ใช้ปิดฝี

ผมเห็นคนจีนแต่งตัวไม่เหมือนพวกเราเลย ที่มาเวลานั้นเป็นคนจีนรุ่นเก่า ผู้หญิงแก่ ๆ จะทำผมม้วน มีโรลม้วนผมกันทุกคน ดูแปลกและดุน่าเกรงกลัว เดินก็ดูกะเผลก ๆ ชอบถ่มน้ำลายปรี๊ด ๆ เดินไปถ่มน้ำลายไป บางคนก็ชอบขาก ถุย ถ่ม ครบเครื่อง(คือก่อนจะถ่มน้ำลายจะขากเสียก่อน เสียงจะดังจนคนตกใจ) ชอบนุ่งกางเกงแพร สีดำ ๆ กันทั้งนั้น และสวมรองเท้าไม้ ที่ เรียกว่า เกี๊ยะ กันทุกคน ๆ

ผมจำได้ว่า มีคนเฒ่าหรือปราชญ์ของหมู่บ้าน คือลุงทุม พ่อของผู้ใหญ่เสือ ในหมู่บ้านผมได้เล่าเรื่องคนจีนนี้ให้ประชาชนฟัง และผมก็เข้าไปฟังด้วย เล่าว่า ระวังเขาจะมายึดเอาบ้านเมืองเรา ผมก็กลัว และคิดว่า ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่ไล่เขาหนีไปเสียจากบ้านส้มป่อยน้อย ในขณะนั้นผมไม่รู้ เรื่องการปกครอง ไม่รู้เรื่องการบริหารการจัดการสังคม อย่างไร ผมนึกว่าหมู่บ้านผมอยู่อย่างโดดเดี่ยว ต่อมาก็ลือกันว่าพวกเขาหนีคอมมิวนิสต์มา

แล้วต่อมาสักสอง สามปีจากเวลานั้น ผมก็ได้ยินคนเล่าลือว่า คอมมิวนิสต์เดินทางมาใกล้จะถึงประเทศไทยแล้ว แล้วประจวบกับ ขณะนั้นรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม ได้พิมพ์หนังสือต่อต้านคอมมิวนิสต์ออกมา 3 เล่ม และว่าคอมมิวนิสต์ เป็นภัยต่อประเทศชาติอย่างมหันต์ผมก็ได้อ่าน หนังสือนั้นเขียนการ์ตูนสร้างภาพคอมมิวนิสต์ เป็นรูปนกปากเหล็กปากกา เหมือนนกมาจากนรกที่คอยลงโทษคนในขุมนรก ทำให้คนแตกตื่นหวาดกลัวกันมาก (ชาวบ้านไม่คิดว่า คอมมิวนิสต์เป็นคน คิดว่าเป็นนกมาจากนรก) ผมเฝ้าแต่คิดว่า ถ้าอย่างนั้นทำไมเราจึงไม่เตรียมการฝึกคนในหมู่บ้านให้เตรียมสู้กับคอมมิวนิสต์ มัวแต่หวาดกลัวกันอยู่ทำไม 

นี่เป็นเรื่องราวที่ฝังใจอีกอย่างหนึ่งที่กระตุ้นให้ผมเกิดความสนใจในวัฒนธรรมต่างชาติต่างศาสนา และมีความคิดในเชิงสงสัยใคร่ศึกษาการศาสนาสากล มาแต่เด็ก ๆ

 

ชีวิตเหมือนเจ้าชาย 

ชีวิตวัยเด็กของผม เหมือนเจ้าชาย เพราะผมไม่ต้องทำงานหนัก ผมไม่ต้องหาบน้ำ ไม่ต้องตำข้าวไม่เคยเอาวัวเอาควายออกจากคอกไปเลี้ยงในทุ่ง เพราะแม่ผมจัดหาคนมาทำงานพวกนี้ไว้พอเพียง เวลาหน้าทำนาผมไม่ต้องตื่นแต่เช้าเอาควายออกคอก ไปเลี้ยง หรือไปไถนา และพ่อ แม่ผม ก็ไม่เคยสอนให้ผมทำงานเหล่านั้นปล่อยให้เป็นความสมัครใจของผม ผมจึงทำนาไม่เป็นมาจนกระทั่งทุกวันนี้  

ฉะนั้น เมื่อผมโตขึ้น หน้าปิดเทอม ดำนา กลับมาจากเมือง ออกไปนา จึงเหมือนผมไปตรวจงานการไร่การนา คนในท้องนาจะพากันมองมาที่ผมด้วยสายตาชื่นชมยินดี เมื่อผมไปขอลองถอนกล้า หรือปักดำ ก็จะมีคนคอยบอกและหัวเราะเอาใจผม แล้วพอสมควรแก่เวลาผมก็เตร่ไปเที่ยวดูดอกขี้เหล็ก ริมฝั่งสระบ้าง เที่ยวดูกระแสน้ำในห้วยบ้าง เลยไปถึงป่าดอนแม่แก้วและปูผ้าขาวม้าลงนอนมองดูท้องฟ้าอยู่เฉย ๆ จนค่ำ ๆ มืด ๆ ก็ยังไม่กลับ ในใจผมมีแต่ครุ่นคิดถึงการบำเพ็ญ ตะปะ การศาสนา และความสงบ ที่ผมได้สัมผัสและมีความสงสัยใคร่เรียนรู้ต่อไปอย่างลึกซึ้ง 

 

เมื่ออยู่กองอำนวยการป้องกัน

และปราบปรามคอมมิวนิสต์

 

เรื่องราวของผมอีกตอนหนึ่งที่ผมยังไม่ได้เล่าเลยก็คือ ตอนที่ผมทำงานอยู่สวนรื่นฤดี หรือกองอำนวยการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ แล้วต่อมาได้เป็นทหาร สังกัดกองบัญชาการทหารสูงสุด ณ สนามเสือป่านั้น ผมทำอะไรบ้าง?

 

ความจริง นั่นเป็นระยะที่ผมเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย ผมเป็นนักหนังสือพิมพ์ อยู่ก่อน แล้วเพื่อนชักชวนมาอยู่วังสวนกุหลาบ (ขณะนี้เป็นที่ประทับของพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรชายา) ซึ่ง เป็นงานของ คณะกรรมการปฏิบัติการจิตวิทยาแห่งชาติ ในขณะที่สอบเข้าทำราชการไปพร้อม ๆ กัน ผมสละ ตำแหน่งงานราชการไปเสียทั้ง 2 แห่ง แล้วไปอยู่สวนรื่นฤดี ดังกล่าว ต่อมาจึงได้เป็นทหาร ณ กองบัญชาการ ทหารสูงสุด สนามเสือป่า

 

ในขณะนั้นผมเป็นเพียงลูกจ้าง ชั่วคราว เท่านั้นเอง แต่ผมก็ไม่รู้สึกอะไร ที่ผมรู้สึกคือ ความรับผิดชอบในงานที่ผู้บังคับบัญชามอบให้ แรก ๆ ก็ให้ผมสรุปและวิเคราะห์ข่าวต่าง ๆ เสนอผู้บังคับบัญชา และป้อนการประชุมของคณะกรรมการฯ และคณะบุคคลต่าง ๆ เป็นงานประจำวันในขณะแรก ๆ ต่อมาก็มอบ งานสำคัญให้ คือ งานสร้างห้องปฏิบัติการจิตวิทยา หรือ Psychological Operation Room ซึ่งไม่เคยมีการสร้างมาก่อน ผมดำเนินการตั้งแต่ ไปดูงานห้องปฏิบัติการของฝ่ายยุทธการทหาร

 

หัวหน้าผมบอกว่าให้ไปดูตัวอย่างที่ห้องยุทธการชั้นสาม ผมไม่ทันนึกรู้อะไรก็ไปดู เห็นห้องไม่ได้ล็อคประตูก็เปิดเข้าไป ไม่มีคนอยู่ ผมก็ชักผ้า ม่านออกก็เห็นแผนที่สถานการณ์ทางทหารอย่างละเอียดยิบ กำลังดูอยู่นายทหารเสนาธิการ ยศพันตรีนายหนึ่งก็ เข้ามา เขาคงเห็นว่าผมเป็นคนแปลกหน้า ก็ทำท่าขุ่นเคือง ถามผมว่ามาแต่ไหนนี่ ไม่รู้หรือว่านี่เป็นเขตหวงห้ามจะต้องควบคุมตัวไว้ก่อน แต่เมื่อผมอธิบายเหตุผล เขาเชื่อและปล่อยตัวกลับไป และภายหลังได้มาขอความ ร่วมมือในการจัดทำห้องปฏิบัติการจิตวิทยา และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

 

การสร้าง Psyopt Room นี้เริ่มตั้งแต่วางโครงสร้างของห้อง ให้เพียงพอเหมาะแก่สถานการณ์ที่จะจัดแสดงลงไว้ แล้ว ต่อมาก็ลงแผนที่ขนาดใหญ่ ที่ เรียกว่าแผนที่สถานการณ์ มีขนาดมาตราส่วน 1: 60,000 ที่กรมแผนที่ทหารทำไว้ เมื่อติดตั้งแผนที่แล้ว บุ ด้วยแผ่นใสอาคิเตก แล้วถึงขั้นลงสถานการณ์ต่าง ๆ

 

ในระยะนี้แหละที่ผมมีผู้ช่วยสาวสวย เพิ่งจบเพาะช่างมา ยัง จำเธอได้เสมอ เธอชื่อ จันทร์เพชร ฝ่ายช่างศิลป มาช่วยงานการสร้างสถานการณ์พื้นฐานและสถานการณ์ปัจจุบันทำงานกัน 2 คนในห้องประมาณ 2 เดือนจึงแล้วเสร็จ และเธอก็จากไป

 

ได้ห้องทำงานเสมือนห้องปฏิบัติธรรมเฉพาะตัว

การที่ผมได้รับความไว้ วางใจให้บริหาร งานของห้องนี้ นับว่าเอื้อประโยชน์แก่ผมเป็นอย่างยิ่ง เพราะเท่ากับว่าผมได้ห้องทำงานพิเศษ ขนาดใหญ่มี ความสบาย ปรับอากาศ และแวดล้อมด้วยการข่าวที่ทันสมัย ทั้งยังเป็นห้องลับ ที่แสดงสถานการณ์การข่าวปฏิบัติการจิตวิทยา สำหรับผู้บังคับบัญชา ใช้ประกอบการวางแผน ยุทธศาสตร์ด้านนี้โดยเฉพาะ   ที่เฉพาะผมผู้ถือกุญแจห้องเท่านั้น จะสามารถเข้าไปใช้ได้ ผมได้ใช้ห้องนี้เองปฏิบัติธรรม มาตลอดเวลาที่อยู่สวนรื่นฤดี 7 ปี

 

แต่ในขณะนั้น ผมได้ใช้เป็น ห้องทำสมาธิ และฝึกสร้างภวังคจิต ในขณะนั้น ผมได้มีสิ่งวิเศษอยู่ในห้องหัวใจสิ่งหนึ่งคือ เทพธิดาประจำใจ ที่ผมได้เล่าให้ฟังแล้ว และเมื่ออยู่คนเดียวสงบ ๆ ก็จะมองเข้าไปดูเทพธิดา ผู้สถิตอยู่ในห้องหัวใจของผม และพูดคุยกับเทพธิดาประจำใจสองต่อสอง ผมจะเรียกเธออกมาจากห้องหัวใจ และเธอก็ออกมายืนที่ฝ่ามือของผม แล้วกระโดดโลดเต้นไปรอบ ๆ ห้อง แล้วผมก็ถามเธอ ถึงเรื่อง ราวต่าง ๆ เกี่ยวกับสวรรค์ และเกี่ยวกับองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมร้อนใจในเรื่อง การเดินทางในวิถี มรรคผล ที่ผมล่าช้าอยู่เหลือเกิน และผมรู้ว่าเป็นความจำเป็นที่ต้องเดินทางไปให้ถึงมรรคผลนิพพานภายในชาตินี้และเร็ว ๆ นี้ อย่างเป็นหน้าที่ที่ขาดไม่ได้ จึงได้เทพธิดาประจำใจ ผู้มีนามกรว่า เทพธิดาดอกบัว ปุละ อูชานะ แห่งสรวงสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นที่ปรึกษามาโดยตลอด

 

 

 

เทพธิดาประจำใจ

 

เรื่องราวของเทพธิดาประจำใจ เป็นปรากฏการณ์วิเศษ ที่เกิดกับผมในช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ 2514 เป็นต้นมาถึง พ.ศ. 2518 ถ้าผมไม่อธิบาย ท่านจะไม่เข้าใจว่าเป็นของวิเศษอย่างไร และหมายถึงธรรมปฏิบัติอะไร อย่างไร

 

ที่ว่าเป็นของวิเศษ ก็เพราะการที่ผมมี ผู้หญิงสวยงามคนหนึ่ง งามถึงขั้นที่ควรชื่อว่า เทพธิดา อยู่ภายในห้องหัวใจนั่นเอง ที่วิเศษเพราะสามารถมองเห็นได้ เห็นความสง่างาม เห็นความงาม รอยยิ้ม และความปรีชาญาณของเธอ อย่างคนเป็น ๆ คนหนึ่ง และพูดคุยกับเธอได้ ได้ยินเสียง และเธอสามารถออกมาข้างนอกมาพูดคุยกัน อย่างคน ๆ หนึ่ง และภาพที่เห็นก็ชัดเจน โดยเฉพาะเวลากลางคืน นี่เป็นผลของธรรมปฏิบัติฝ่ายสมาธิ กสิณและฌาน ระดับที่คมชัดมาก และระดับปัญญา ยังคงเป็นโมหะอยู่ ไม่กระจ่าง และเมื่อระดับปัญญาแจ่มแจ้ง ขึ้นแล้ว เทพธิดาประจำใจก็อันตรธานหายไปโดยอัตโนมัติ หรือโดยภาษาของเธอก็คือ เธอหมดหน้าที่ลงเมื่อ ช่วยเหลือผม ช่วยชี้ทาง ปลอบใจ และให้ความหวังอยู่ตลอด จนไปถึงระดับปัญญาญาณชั้นสูงสุดแล้ว

 

ความหมายของเทพธิดาประจำใจนั้น แม้เป็นของวิเศษ แต่ก็เป็นเพียงขั้นต้นของการพัฒนาของผมใน ด้านกสิณและฌานระดับหนึ่ง ที่อยู่บนพื้นฐานของสมาธิระดับอุปจารสมาธิแล้ว ในรูปธรรมจะตรงกับพระนักธุดงค์หรือพระนักปฏิบัติสายอีสาน ที่มักเข้าใจผิดว่าตนมีพรายหรือภูติคอยกระซิบบอกเรื่องราวต่าง ๆ แม้กระทั่งการ ใบ้หวยเบอร์ นั่นเอง และครั้นพูดไปมาก ๆ เข้า คนโง่ ๆ ก็ตกเป็นเหยื่อ ก็เชื่อ หลงยกว่าเป็นพระผู้สำเร็จญาณ ชั้นสูงขึ้นมา เป็นผู้วิเศษต่าง ๆ เป็นหลวงปู่หลวงตามีตาทิพย์ หูทิพย์บ้าง ฯลฯ โดยไม่เข้าใจว่า นี่เป็นเพียง ธรรมปฏิบัติชั้นต้น ๆ เท่านั้นเอง คือแค่ระดับสมาธิและทำกสิณได้ระดับหนึ่งเท่านั้นเอง และพระส่วนมากก็มักจะได้สัมผัสอย่างคลุมเครือ ไม่ชัดเจนอะไร เพียงได้มีผัสสะด้วยใจ ไม่เป็นรูปธรรมชัดเจนเช่นนี้ ก็เอาไปคุยโอ้อวด ต่าง ๆ เพื่อหวังลาภ หวังสรรเสริญ หวังบริวาร และเมื่อไม่เข้าใจเชิง วิปัสนาเสียแล้วก็จะติดอยู่ ยึดมั่นอยู่กับ ของวิเศษเหล่านี้ และหลงทางไป แต่สำหรับผม ๆ เป็นนักวิจัย อยู่แล้วก็ไม่หลงไป สามารถวิเคราะห์อย่างเป็น เหตุเป็นผล ที่ไปที่มาของปรากฎการณ์แปลก ๆ เหล่านี้ได้ ก็สามารถกำหนดแนวทางการฝึกชั้นสูงได้โดยถูกต้อง ด้วยตนเองต่อไป

 

และกลายมาเป็นของวิเศษอย่างอื่นที่มีระดับที่สูงส่งขึ้นและนั่นคืออำนาจทางจิต และการทำมายาทางจิต ไปประการต่าง ๆ การเนรมิต ด้วยอำนาจมโนมยิทธิ คืออำนาจจิต เช่นเนรมิตเครื่องไม้เครื่องมือและอาวุธวิเศษ สำหรับทำสงครามสวรรค์ ซึ่งผมได้เล่าไว้แล้วว่าเป็นปรากฏการณ์การปฏิบัติธรรมขั้นสำคัญยิ่งอีกครั้งหนึ่ง และผลของสงครามสวรรค์ก็คือ ชัยชนะของมนุษย์เหนือเทพเจ้า เหนือโลกสวรรค์ทั้งสิ้น คือชนะสามโลกนั่นเอง แต่สิ่งที่ปรากฏในขั้นตอนนี้ค่อนข้างจะยิ่งใหญ่ และผมยังไม่ได้อธิบายไว้ เพียงแต่เล่าให้ฟังพอทราบว่า ผมทำอะไร ในระหว่างนั้น ขณะที่ผมทำงานอยู่กองอำนวยการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ ขณะเป็นฆราวาสอยู่

 

และเรื่องราวของสงครามสวรรค์นี้ เป็นขั้นตอนของการพัฒนาไปอย่างสูงสุดฝ่ายธรรมปฏิบัติของไตรสิกขาแนวที่สมบูรณ์ด้วยอัปปนาสมาธิแล้ว มีอัปนาสมาธิเป็นพื้นฐานของงานระดับนี้ ที่ผมยังไม่ได้เล่า ด้วยเหตุผล หลายประการ และประการหนึ่งก็คือ ต้องการอุบเอาไว้ เพื่อดู ๆ ว่ามีผู้ใดอื่นอีกหรือไม่ที่มีประสบการณ์มาอย่าง เดียวกับผม และมีหรือไม่ที่พูดโอ้อวดไปโดยทุจริต โดยเจตนาหลอกลวงประชาชน และการที่ผมไม่พูด มีนิสสัยไม่พูดมาแต่เด็ก ก็เกิดผลดีขึ้น เมื่อในที่สุดนำผมไปพบสิ่งที่ยิ่งใหญ่ วิเศษกว่านั้นไปอีก นั่นคือ การพัฒนาไปสู่กระแสปราณ โดยไปถึงโคตรแห่งปราณ ทำให้ถึงสภาวะของ คนผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ 3 ขึ้นมา (ขณะนั้นผมยัง เป็นนายทหารอยู่)

 

เรื่องปราณนี้เป็นสิ่งที่ผมเองมองว่าเป็นสุดยอด และยุคนี้ น่าจะไม่มีอีกแล้ว แต่วิถีทางฝึกฝนนั้นทำได้ โดยต้องฝึกมาแต่เด็ก ๆ อย่างผม และ การพูดน้อยหรือไม่พูดเลย เป็นวิถีทางการสะสมปราณที่มีประสิทธิภาพสูงและจำเป็น ปราณเป็นพื้นฐานของฤทธิ์ และฌานระดับละเอียดลุ่มลึก และด้วยเหตุผลนี้ ผมจึงได้วางเป้าหมาย ของการบวชไว้แต่แรกแล้วว่า จะออกสู่ป่า เพื่อการฝึกฝนไปตามวิถีที่ปราณชี้บอกไว้แล้ว แต่ชะตากรรมได้วาง ให้ผมมาสู่เมือง ซึ่งย้อนวิถีทางความปรารถนาของผมเองไปทั้งสิ้น เพื่อสร้างรังสรรค์งานในอีกแบบหนึ่ง จากความคิดดั้งเดิมของผม ตราบกระทั่งผมได้มีโอกาสอันงาม ที่ได้เขียน หลักสูตรแห่งมรรคผล ขึ้นมาสำเร็จ และผมมีความหวังว่าจะได้เห็นการฝึกเริ่มขึ้นแต่วัยเด็ก ๆ ลำดับไปอย่างผม จึงจะมาถึงจุดเดียวกับผม และเพื่อการ ฝึกสิ่งที่เหนือไปกว่าผม สิ่งที่ผมทำค้างเอาไว้ เพราะไม่ได้ไปสู่ป่าในขณะที่วัยยังฉกรรจ์อยู่ตามเจตนารมณ์เดิม

 

เป็นนักวิเคราะห์ทุกอย่างที่ขวางหน้า 

 ขณะนั้นผมยังได้รับมอบหมายงานชนิดหนึ่ง คือสรุปและวิเคราะห์ข่าว โดยทำออกมาเป็นเอกสาร การประชุมชื่อว่า วิเคราะห์ข่าวปฏิบัติการจิตวิทยา ออกเป็นเล่มทุก ๆ เดือน ที่ต้องออกทุก ๆ เดือนก็เพราะมีการประชุม กอ.ปค. กันทุก ๆ เดือน ผมก็ออกหนังสือวิเคราะห์ข่าวนี้ทุกเดือนเพื่อแจกจ่ายกรรมการท่าน เหล่านั้น นับตั้งแต่ จอมพลประภาส จารุเสถียร ลงมา (ขณะนั้นท่านเป็น ผอ.ปค.) และแจกจ่ายไปในสายงานข่าวทุก สาย ฉะนั้น ในเรื่องงานการข่าวและวิเคราะห์แล้ว ผมจัดเป็นสายงานที่ชำนาญพิเศษเฉพาะตัวมาเลยทีเดียว ได้ ฝึกมาและวิเคราะห์แหลกมาตั้งแต่นั้นแล้ว เพราะวิเคราะห์ทุกเรื่องที่ขวางหน้า ผมวิเคราะห์มาตั้งแต่เรื่องสนามบินหนองงูเห่า ซึ่งขณะนี้สร้างจวนจะเสร็จแล้ว เป็นท่าอากศยานแห่งเอเซีย และกระทั่งคอคอดกระ ก็วิเคราะห์ไว้ แต่ที่ถูกใจคณะกรรมการ กอ.ปค.มากที่สุด คงจะเป็นเรื่องที่ผมวิจัยสรุปการโฆษณาชวนเชื่อของพวกคอมมิวนิสต์ผ่านวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย ผมสรุปว่าได้พบ หลักการโฆษณาของพวกเขาอย่างไร เช่น การย้ำ ตะปูหัวเห็ดบ่อย ๆ การให้สมญานามอย่างเสีย ๆ หาย ๆ เช่นให้สมญาแด่อเมริกาว่า จักรพรรดินิยมอเมริกานายทุนอเมริกา เป็นต้น ล้วนเป็นเทคนิคหลักของ การโฆษณาชวนเชื่อของพวกคอมมิวนิสต์ขณะนั้น ปรากฏว่า มีนายทหารเสนาธิการมาถามหางานวิเคราะห์นี้ภายหลังจากการประชุมหลายคน จนกระทั่งหัวหน้าผมมีความ ภูมิใจในผลงานวิเคราะห์ของผมเป็นอย่างมาก

 

ในขณะนั้น ที่โต๊ะผมเป็นที่ ๆ ข่าวเข้ามาหา มากองอยู่ต่อหน้า เพื่อให้ผมวิเคราะห์ มาจาก ศขร. สี่เหล่าทัพ มาจากกรมประมวลข่าวกลาง(กรมประมวลข่าวกลางติดตามวิทยุ เสียงประชาชนแห่งประเทศไทยโดยตลอด และส่งสำเนามาให้ผม) แม้กระทั่งใบปลิวต่าง ๆ ของเหตุการณ์ทุก ชนิด และผมมีหน้าที่บันทึกสถานการณ์ข่าวเหล่านี้ลงในแผนที่ปฏิบัติการจิตวิทยา ในห้องปฏิบัติการ Psyopt Room และสรุปวิเคราะห์ลงในหนังสือวิเคราะห์ข่าวปฏิบัติการจิตวิทยารายเดือน ดังกล่าว

 

นอกจากนั้น ก็มีทั้ง พระคัมภีรศาสนา ที่ส่งมาให้ผมอ่าน ที่ผมจำได้ก็คือ พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ชุดปกสีเขียวมีภาษาอารบิกกำกับ เล่มละบท ๆ แต่ไม่ครบชุด ผมมาอ่านเพิ่มเติมในภายหลัง ส่วนพระคัมภีร์ไบเบิลนั้น ผมได้ศึกษามาก่อนบ้าง แล้ว โดยเฉพาะ แมททิว มาร์ค(มาระโก) ยาโกโบ และ โยฮัน ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่สำคัญที่สุดที่เป็นอุดมการณ์ของคริสต์ศาสนา จากพวกสอนศาสนาทางไปรษณีย์ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเป็นการเฉพาะตัว รวมทั้งพระคัมภีร์มอร์มอน คือคริสต์ใหม่ ที่อ้างว่า พระเจ้าให้โยเซฟ(ชื่อโยเซฟนี้ เป็นชื่อบิดาของพระเยซู คล้ายว่าให้พ่อกลับมาทำหน้าที่ศาสดาองค์ใหม่แทนลูก)มาสืบศาสนาคริสต์ยุคใหม่ เป็นศาสดาองค์ใหม่ ให้ชาวคริสต์ทั้งหลายนับถือศาสดาองค์ใหม่นี้แทนพระเยซู สำหรับไบเบิลแล้ว มีบทการศึกษาที่พวกคริสต์โฆษณาได้อย่างเปิดเผย และอึกทึก ครึกโครมมากในยุค ค.ศ.2000 อันเป็นเป้าหมายของวาติกันที่จะพลิกประเทศไทยให้เป็นคริสต์ (ซึ่งผมมารู้ทีหลัง) เสนอสอนทางไปรษณีย์กันอย่างมากมายขณะนั้น ก็คือ The Gospel according to John พระคริสตธธรรม คัมภีร์ที่บันทึกโดยท่านโยฮัน และเป็นชื่อบทหนึ่งในไบเบิลว่า โยฮัน (สมัยนั้นอ่านคำว่า จอห์น เป็น โยฮัน อ่านตามภาษาเดิมเขา) ผมศึกษาทางไปรษณีย์ทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จนได้ประกาศนียบัตรทั้งไทยและ อังกฤษ แล้วผมยังเรียนซ้ำเรื่องเดิมนี้ไปอีกถึง 3 ครั้ง จนได้ประกาศนียบัตรซ้ำมาอีก เป็น 3 ใบ ในเรื่องเดียวกันอันแสดงว่าผมมีความกินใจพอใจในสำนวนพระคัมภีร์ The Gospel according to John เป็นอย่างมาก จน หลงไหล เพราะยิ่งอ่านยิ่งลึกซึ้ง ซึ่งในขณะนั้น ผมอ่านศึกษาไป ก็ไม่เห็นว่าศาสนาคริสต์ หรือ องค์พระเยซู จะ เป็นบุคคลที่น่าตำหนิแต่อย่างใด กลับน่าเทอดทูนบูชาในอุดมการณ์ของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง

 

จนต่อมาเมื่อผม ศึกษาศาสนาพุทธไปแจ่มแจ้งแล้ว จึงกลับมามองใหม่ และได้เห็นความเป็นไปของคริสต์และพระ เยซูไปอีกแบบ หนึ่ง ต่างจากที่เคยมองมา โดยมองเห็นความวิกลทางจริตของศาสดาแห่งศาสนานี้ชัดเจนขึ้น นี่เองที่สร้างความ ชำนาญ ก่อนที่ต่อมาผมก็ออกหนังสือ วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัด และกลายเป็น หนังสือพิมพ์ดี(อินเทอเนต)ออกมาในปัจจุบันนี้ และผมทำออกมาด้วยความเข้าใจในเชิงการข่าว บนพื้นฐานอริยสัจธรรมอันเป็นภูมิปัญญาแห่งพระพุทธศาสนา และให้เอื้อแด่บุคคล และหน่วยงานในระดับสูงที่จะจุดชะนวนการตัดสินใจ ได้อย่างมั่นใจ ต่อมา ด้วยการวิเคราะห์ในวงกว้างขวางรอบด้านและลึกซึ้งถึงรากเหง้าของสถานการณ์นั่นเอง ซึ่ง เสมือนว่าผมได้ช่วยงานราชการ งานสังคมวัฒนธรรมของชาติบ้านเมืองโดยตรงโดยการกุศลส่วนตัวผมฟรี ๆ โดย ไม่มีคำว่า ขอบใจ ตอบแทน โดยผลงานยิ่งกว่าเดิมเมื่อผมทำราชการอยู่เสียอีก

 

 

เป็นนักวิจัยปัญหาคอมมิวนิสต์

 

ต่อมาผมก็เพิ่มงาน โดยไปจับงานวิจัยสถานการณ์เฉพาะบางสถานการณ์ ร่วมกับอาจารย์ วีรพันธ์บัวทอง ซึ่งท่านเป็นผู้มีความชำนาญงานวิจัยมากของกอ.ปค.ขณะนั้น เริ่มแต่งานชิ้นแรกที่สุดที่ ท่านพาผมไปวิจัยปัญหาคอมมิวนิสต์ที่จังหวัดพัทลุง ในปี พ.ศ. 2514-15 ติดตามศึกษากรณีตัวอย่างของ สุพร อ่อนเรือง นักพัฒนาชุมชนที่เป็นคอมมิวนิสต์ซึ่งขณะนั้นคอมมิวนิสต์ที่นั่นกำลังแรง

 

มีคราวหนึ่งอาจารย์วีรพันธ์ กับผม นั่งไปในรถสองแถวปนไปกับผู้โดยสารทั่วไป จากนครศรีธรรมราชไปพัทลุง ถึงช่วงทางหนึ่งทั้ง ๆ ที่อยู่นอกเมืองปรากฏว่าเกิดรถติดขนาดหนักจนรถหยุดนิ่งกันเป็นขบวนยาวตลอดทั้งสายทาง ได้ยินแว่ว ๆ จากตำรวจที่ผ่านไปว่า ผู้ก่อการร้ายปิดถนนค้นคน แว่ว ๆ อย่างนั้น ด้วยความระแวงระวังอยู่ก่อนแล้ว พวกเราก็ตกใจ ครั้นนาน ไปไม่มีการเคลื่อนไหวก็ยิ่งระแวง กลัวว่าพวกนั้นจะค้นหาคนที่มาจากกองอำนวยการป้องกันและปราบปราม คอมมิวนิสต์ ผมเห็นอาจารย์วีรพันธ์ ตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัว พยายามสงบใจหลับตาว่าคาถาอยู่ตลอดเวลา หน้าตาตื่นตระหนก (ท่านบอกภายหลังว่าท่านพร่ำภาวนาพระคาถาชินบัญชรอยู่ตลอดเวลา) จนที่สุดถนนคล่องไป ถึงพัทลุงที่พัก ต่อมาจะเข้าไปในพื้นที่ โดยเฉพาะตำบลป่าพะยอม จึงต้องมีรถยีเอ็มซีทหารนำและตามตลอดจนเสร็จสิ้นงาน

เราได้ไปดูสถานการณ์การสู้รบที่นั่น รบกันอย่างดุเดือดมาก จนกระทั่งตำรวจต้องใช้วิธีเกลือจิ้มเกลือ ร้ายมาร้ายไป แม้กระทั่งตัดเอาหัวกระโหลกโจรไปเสียบไว้ให้โจรเห็นเห็นตำรวจก็ทำ บอก เป็นยุทธวิธีหนึ่ง คือต้องตัดไม้ข่มนามบ้าง เพื่อผลทางด้านจิตวิทยาและกำลังใจ แต่ที่เห็นปัญหาขณะนั้นน่าจะเป็นปัญหาทาง สังคมวัฒนธรรมมากกว่าปัญหาอย่างอื่น โดยเฉพาะตำรวจเองนั้นเป็นตัวปัญหา นับแต่การข่มเหงประการต่าง ๆ ตลอดไปถึงการย่ำยีจิตใจ โดยชอบมีภริยาหลายคน มีอย่างสูงสุดถึง 9 คนก็มีจนกระทั่งมีคำสั่งให้ตำรวจไปรายงานตัวและแจ้งจำนวนภริยาของแต่ละคน ๆ พร้อมรายละเอียดอาชีพ และที่อยู่อาศัย นั้นเป็นงานวิจัยระดับต้น ๆ ของผม แล้วต่อ ๆ มาผมก็ทำงานวิจัยเป็นงานหลัก โดยไปร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการทหารส่วนหนึ่ง ส่วนที่เป็นโครงการที่ผมทำเองก็มี การสำรวจขวัญและกำลังใจของทหารไทย มีแผนการต่อเนื่องจะทำทุก ๆ ปี ๆ หนึ่งก็ออกสำรวจครั้งหนึ่ง แล้วเป็นเอกสารลับ ขึ้นไปถึงผู้บังคับบัญชาสูงสุด ถ้าผมไม่ออกบวช ก็คงได้ทำงานวิจัยในวงกว้างขวางออกไปอีก

 

การบวชเพื่อพิสูจน์ธรรมะ

ในขณะที่ผมออกบวชนั้น เป็นขณะที่ภาคภายในและภายนอกสมบูรณ์ ผมวางแผนไว้ในใจว่า จะเดินป่าทันที ภายหลังการพิสูจน์ปราณระดับสมบูรณ์ที่สุด และฌานที่นิ่งสงัดสงบ ที่แสดงการประสานระหว่างปราณกับฌานอย่างแนบแน่นเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว กล่าวคือ ไปทางฌานถึงปราณ หรือจะไปทางปราณก็ถึงฌานได้ด้วย กันทั้งสองวิธี บนพื้นฐานนี้ ผมประสงค์จะฝึกปรือทางฤทธิ์ต่าง ๆ และหวังว่าเมื่อสำเร็จทางฤทธิ์แล้ว จะช่วยงานการเผยแผ่ได้เร็วขึ้นและเป็นทางลัด แต่โชคชะตา ไม่อนุญาตให้ผมได้เดินไปทางนั้นเสียแล้ว แต่เมื่อมาอยู่เมืองอยู่ในท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่โง่เขลา ไร้สาระ และที่ครึกโครม หาความสงบสันโดษไม่ได้แล้ว อะไร ๆ ก็ค่อย ๆ เสื่อมทรามลงไปตามลำดับ แต่สิ่งที่ไม่มีการเสื่อมลงไปคือความรู้ที่ได้มาแล้ว เป็นภาคปฏิเวธธรรมแห่ง ปัญญาสิกขา ที่ยังคงกระจ่างแจ้งเหมือนเดิม ไม่มีการเสื่อมลงไป มีแต่ทวีขึ้นไปเรื่อย ๆ ฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ

 

อยู่เพื่อคนอื่นล้วน ๆ 

 และเมื่อผมออกบวชแล้ว แม้ว่าตั้งใจจะตัดโลกเสียอย่างเด็ดขาด แต่ก็กลับต้องมาดูโลกอยู่ต่อไปอีก และเมื่อผมมาอยู่ในระบบสงฆ์ ความที่เป็นนักวิจัยที่ติดตัวตามมาด้วย จึงทำงานของมันโดยอัตโนมัติ  

จึงเท่ากับเป็น การฟักตัวดู รู้สัมผัสอย่างลึกซึ้ง เท่ากับเป็นการฝังตัววิจัยระบบสงฆ์อย่างลึกซึ้งต่อมาโดยอัตโนมัติ ในฐานะผู้มีจิต วิญญาณการข่าวและงานวิจัยต่อมา แล้วผลงานก็ปรากฏออกมา ๆ ตามลำดับ นั่นคือ  

-เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว

-วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก

–หนังสือพิมพ์ดี และเวบไซต์ www. newworldbelieve.com

 

นี่คือ ผลงานที่ออกต่อเนื่องกันมาตามลำดับ ในเชิงการวิเคราะห์และการวิจัยล้วน ๆ และแม้ขณะนี้ผมก็ยังคงทำงานวิจัยต่อไป ดังปรากฏในสื่อหนังสือพิมพ์ดี เพราะแท้จริง สิ่งที่ลงในหนังสือพิมพ์ดีก็คือผลงานวิจัยทั้งสิ้น ซึ่งเป็นงานวิจัยระบบสงฆ์ กฎหมายคณะสงฆ์ การศาสนา และศาสนาสากลล้วน ๆ และ แล้วก็มาถึงจุดสุดยอดของงานวิจัย ในชีวิตนักวิจัยของผม ที่เป็นผลงานชิ้นสำคัญก็คืองานวิจัยมรรคผล โดยออกมาเป็น หลักสูตรมรรคผล ตามที่ได้เสนอออกไปแล้วในหนังสือพิมพ์ดี(อินเทอเนต) เล่มที่ 32 เล่มล่าสุด นั่นเอง

 

ซึ่งผมเชื่อว่า นี่เป็นปรากฏการณ์สำคัญของงานวิจัย เพราะเป็นการวิจัยภาคภายในล้วน ๆ และไม่มี เทคนิคงานวิจัยใดจะทำได้นอก จากเทคนิคของมรรคผล ที่จะใช้วิจัยเรื่องของมรรคผลเองโดยเฉพาะ  

(อย่างเช่น ท่านจะวิจัยเรื่องสมาธิได้อย่างไร หากท่านไม่สามารถนั่งสมาธิได้ไปถึงอัปนาสมาธิ ฯลฯ ส่วนผมมีความเป็น พระผู้มีปกติอยู่ด้วยอิริยาบถ 3 เป็นหลักประกันอยู่แล้ว จึงสามารถวิจัยทุกเรื่องราวของศาสนาสากลได้)  

การเขียนหลักสูตรมรรคผล เชิงงานการวิจัยโดย Research Methodology ของโลกยุคใหม่ จึงมีผมคนเดียวเท่านั้นที่จะสามารถทำได้ นี่คือความสำคัญของ งานครั้งล่าสุด (หลักสูตรมรรคผล) ที่ผมได้บอกว่า มาถึงจุดอันสูงสุด ของภาระหน้าที่ของผมแล้ว (เพราะหากผมไม่ทำ ก็ไม่มีผู้ใดจะทำแทนได้) 

 

งานส่วนตัวที่ค้างอยู่มีเพียงสิ่งเดียว

งานส่วนตัวของผม ที่ค้างอยู่ก็คือ ผมยังต้องวิจัยชีวิตตนเองหลังการตายลงไปแล้ว ซึ่งผมพอจะรู้ สมมติฐานและเทคนิคการวิจัยอยู่แล้ว  

สิ่งที่น่าสนใจในเรื่องนี้ก็คือ พระพุทธองค์ทรงยืนยันว่า การเสด็จมาจุติ ในครรภ์ของพระนางมายา พระราชชนนีนั้น ทรงมีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา แม้ขณะที่เสด็จลงสู่ครรภ์มารดา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่สนับสนุนสมมติฐานของผมเองที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

 

รองานวิจัยชิ้นสุดท้ายคือความตายของตนเอง

ฉะนั้นสำหรับผมเอง ความตายเป็นสิ่งที่ผมรอคอยอยู่ เพื่อที่จะใช้ เป็นสนามงานวิจัยชิ้นสุดท้ายของตน เอง แต่ก่อนที่จะถึงวันนั้น ก็เป็นงานที่ยาก เพราะไม่ใช่งานเพื่อตนเอง ผมเองสามารถบังคับบัญชาผมเองได้ แต่เพื่อคนอื่น เราไม่อาจบังคับบัญชาเขาได้ หรือถึงบังคับได้ก็บังคับให้บรรลุมรรคผลไม่ได้

 

และทางแห่งประโยชน์ที่แท้จริงของพระพุทธศาสนา ก็เป็นได้ก็ด้วยเขาสามารถบังคับบัญชาตัวเขาเองได้ด้วยตนเอง เขาต้องบรรลุด้วยตน เอง ผมเป็นเพียงตัวอย่าง  

ฉะนั้นประวัติของผม ก็เป็นสิ่งที่ตั้งใจให้เป็นตัวอย่าง ยืนยันว่า การบังคับบัญชาตน เอง ให้ได้ด้วยตนเอง อิสรภาพตนเองเท่านั้น จึงจักสามารถนำไปสู่อุดมการณ์สูงสุดแห่งพระพุทธศาสนาอันหมายถึงชีวิตอันสมบูรณ์ได้ ครูผู้สอนเป็นแต่เพียงผู้ชี้ทางให้เดิน จงพิสูจน์ด้วยการเดินไปตามทางที่ชี้ให้นั้น 

 

บทบาทที่เหลือของผมจะเป็นเช่นไร

 ผมคงจะไม่มีเวลาพอที่จะปรากฏตัวออกมาทำงานชนิดที่เปิดเผยต่อหน้าสาธารณะ เพราะงานที่ผม จำเป็นต้องทำล้วนเป็นงานสร้างวินัย ที่ต้องทำในความโดดเดี่ยว ที่มีสมาธิตั้งมั่นสม่ำเสมอ แต่สำหรับงานเผยแผ่และสื่อสารยุคนี้เอื้อให้ผมทำบทบาทการเผยแผ่ที่อาจทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องปรากฏตัว การปรากฏตัวทำให้เสียเวลามาก

และงานที่ผมมองไปข้างหน้าเป็นงานใหญ่ เพราะต้องไปเชื่อมกับโลกสากลโดยตรง ด้วย ภาษาสากล นั่นคืองานในภาคภาษาอังกฤษ และการติดต่อระดับสากลโลก เป็นสิ่งที่ผมต้องใช้สมองอย่างหนัก ต่อไปในระยะ 2-3 ปี ต่อไปนี้

ทั้งนี้เพื่อนำเอา หลักสูตรมรรคผล ออกไปสู่สากลโลกให้ได้ทั่วถึง.

 

-                         ปญฺญาธโรภิกขุ ผู้บันทึก  

-                         ดีเล่ม 33           

 

 

 

 

 

 

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เวบไซท์นี้ http://www.newworldbelieve.net มีข้อมูลพื้นฐานจากหนังสือพิมพ์ดี:วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก ออกโดยมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร) มี พระพยับ ปญฺญาธโร เป็นบรรณาธิการ และเป็น webmasterสำนักงานตั้งอยู่ที่ วัดมหาพุทธาราม อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000 ขณะนี้หนังสือพิมพ์ดีมีอายุทำการมา 11 ปีแล้ว มีเรื่องสำคัญคือการวิเคราะห์สังคมทั้งระบบด้วยแนวภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์แห่งตาธรรมะในพระพุทธศาสนาเพื่อนำสังคมไปสู่ความดีงามและรอดปลอดภัยจากสถานการณ์เลวร้ายยุคนี้