ReadyPlanet.com
dot
dot dot
dot
พระพุทธเจ้า
dot
bulletบทศึกษาพิเศษ:พระพุทธเจ้า ศึกษาจากวันวิสาขบูชา วันสำคัญของโลก
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรนแปล เช้า- เย็น
bulletคำบูชาพระรัตนตรัย ทำวัตรแปล เช้า-เย็น อัพเดต
dot
พุทโธโลยี
dot
bulletสมาคมศิษย์หลวงปู่เครื่อง จัดประกวดเรียงความออนไลน์มัธยมศึกษาในวันวิสาขบูชา คลิกดูรายละเอียดและรางวัลที่นี่
dot
ชมรมยุวพุทโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
dot
bulletThe Beginning ความเป็นมาของโครงการชมรมยุวพุโธโลยีเพื่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
bulletChart Showing the Process
dot
บุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
dot
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี
bulletบุคคลแห่งปีของหนังสือพิมพ์ดี แฟ้ม 2
dot
To The World
dot
bulletENGLISH
bulletUSA
bulletChina
bulletIndia
bullet Mynmar
bullet Cambodia
bullet Loas
bulletSri Lanka
bulletMalaysia
bulletKorea
bulletThe Truth Of Red Thailand 12-14 April 2009
bulletFrom red shirt survivor person
bulletA Sharp Turn of Believes : Iresearch Iwrite Iread
dot
โหราศาสตร์ [updateใหม่สุด]
dot
bullet สารบาญโหราศาสตร์โดยชลัมพุช โหรชนบททุกเรื่อง
bulletบันทึกข้อสังเกตประเด็นสำคัญดวงชะตาประเทศไทยช่วงเดือนส.ค.-พ.ย.2552
bulletดวงชะตาประเทศไทย พยากรณ์ว่าประชาชนจะอดอยากยากจนและเผชิญภับพิบัติ 4 ประการ
bulletให้คำพยากรณ์นักธุรกิจชาวอังกฤษ
bulletอยากรู้เรื่องโหราศาสตร์ คลิก!
bulletดวงชะตาผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตไทย
dot
Buddhism How?
dot
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 1
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 2
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 3
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 4
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 5
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 6
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 7
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 8
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 9
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 10
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 11
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 12
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 13
bulletศึกษาโลกลี้ลับภาค 14
bulletMystery Report 15
bulletMystery Report 16
bulletMystery Report 17
bulletMystery Report 18
bulletMystery Report 19
bulletMystery Report 20
bulletMystery Report 21
bulletMystery Report 22
bulletMystery Report 23
bulletMystery Report 24
bulletMystery World Report 25
dot
เฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้ว
dot
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2536
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2537
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2538
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2539
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2540
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2541
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2542
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2543-2545
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2545-2549
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2549-2550
bulletเฝ้าดูฯ พ.ศ.2550-ส.ค.2551
bulletเฝ้าดูฯ ส.ค.-ก.ย.2551
bulletเฝ้าดูฯ ก.ย.2551- ธ.ค. 2551
dot
เฝ้าดูฯสำนวนพัชรา กอปรทศธรรม
dot
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 16-27
bulletสำนวนพัชราตอนที่ 29
bulletบทความใหม่ เม.ย.-พ.ค.2552
bulletพุทธธรรมเพื่อทางดับทุกข์
bulletทฤษฎีการดับทุกข์ทางจิต วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน(สำนวนปรับปรุงใหม่)
bulletประวัติพัชรา กอปรทศธรรม
bulletอัลบั้มรูป history
bulletนิทานธรรมะประยุกต์ มานุสสาสุระสงคราม 4 ภาค และอื่น ๆ
bulletอัลบั้มรูป ภาพในอดีตและชีวประวัติศาสตร์ที่สวยงาม
bulletจากเวบบอร์ด พูดกันไม่รู้เรื่อง ประชาธิปไตยล้าหลัง
bulletศาสนาสากล การวิเคราะห์ความหมาย
bulletปลอบใจ
dot
รวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
bulletรวมบทวิเคราะห์กม.คณะสงฆ์
dot
สากลจักรวาล สากลศาสนา
dot
bulletสากล...ศาสนา 1
bulletสากล...ศาสนา 2
bulletสากล...ศาสนา 3
bulletสากล...ศาสนา 4
bulletสากล...ศาสนา 5
bulletสากล...ศาสนา 6
bulletสากล...ศาสนา 7
bulletสากล...ศาสนา 9
bulletสากล...ศาสนา 8
bulletสากล...ศาสนา 10
bulletสากล...ศาสนา 11
bulletสากล...ศาสนา 12
bulletสากล...ศาสนา 13
bulletสากล...ศาสนา 14
bulletสากล...ศาสนา 16
dot
ส่วนข้อมูลสำคัญเพื่อการวิจัยการเมืองไทยยุค คมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
dot
bulletข้อมูลสำคัญยุคคมช.-รัฐบาลอภิสิทธิ์
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่1/26ส.ค.2551
bulletรายงานสดม็อบสนธิ-จำลอง-ปชป.เป่านกหวีดวันที่2/27ส.ค.2551
bulletใบปลิว อีเมล์ ในหลวงทรงร้องไห้
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 1
bulletในหลวงเพิ่งทราบข่าวฆ่าประชาชน10เมย.53ทรงร้องไห้
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
บันทึกลับเสื้อแดง
dot
bulletบันทึกลับเสื้อแดงผู้รอดชีวิตจากทำเนียบรัฐบาล
dot
รวมข่าวม็อบการเมืองสนธิ-จำลอง-ปชป.มิ.ย.51-เม.ย.52 นสพ.
dot
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 2
bulletข่าวการเมืองแฟ้ม 3
bulletรวมข่าวม็อบ30มิ.ย.51-23มี.ค.52
bulletเลือดศรีสะเกษบันทึกเรื่องราวรอบด้านเกี่ยวกับเขาพระวิหาร
dot
การโฆษณาชวนเชื่อล้มรัฐบาลทักษิณ
dot
bulletรายงานการโฆษณาชวนเชื่อในประเทศไทยที่ล้มล้างรัฐบาลทักษิณ
dot
หนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนท )
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี ( อินเทอเนต ) เล่ม 1 - 44 - ล่าสุด
bulletหน้าที่เก็บไว้
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 1
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 2
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 3
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 4
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 5
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 6
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 7
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 8
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 9
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 13
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 10
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 11
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 19
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 12
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 14
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 15
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 16
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 17
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 18
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 20
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 21
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 22
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 23
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 24
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 25
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 26
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 31
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 32
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 27
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 28
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 29
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 30
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 33
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 34
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 35
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 36
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 37
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 38
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 39
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 40
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 41
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 42
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 43
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 44
dot
รายการทั่วไป
dot
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 45
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 46
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 47
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 48
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 49
bulletหนังสือพิมพ์ดี เล่มที่ 50
bulletหนังสือพิมพ์ดีเล่มที่52
bulletงดเหล้าเข้าพรรษา
bulletเกี่ยวกับเวบไซต์ของเรา
bulletมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร)
bulletศรีสะเกษ
bulletวัดมหาพุทธาราม ศรีสะเกษ บันทึกเหตุการณ์
dot
ช่องบริการประชาชน
dot
bulletบริการแจ้งของหาย คนหาย สื่อข้อความ หมอผี ฯลฯ
bulletสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษแห่งที่ 1
bulletรวมกระทู้เด็ดจากกระดานถามตอบ
bulletคาถาอาคมไสยศาสตร์
bulletกวีนิพนธ์ใหม่
bulletดี 25
bulletดี 28
bulletดี 29
bulletดี 26
bulletศูนย์ปฏิญญาณละเลิกอบายมุข บัญชีที่1-3


ประวัติพัชรา กอปรทศธรรม

 

 

 1 ชีวประวัติอาจารย์พัชรา กอปรทศธรรม

สตรีผู้มีประสบการณ์หลายหลากล้ำค่า

ในการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาศาสนา

 

 

1    ชีวประวัติอาจารย์พัชรา กอปรทศธรรม

2    คำนำ

3    คำปรารภ

4    ชาติกำเนิดของข้าพเจ้า

5    ชีวิตในวัยเด็ก

6     เริ่มต้นการศึกษา

7    ช่องว่างระหว่างพ่อกับลูก

8    เริ่มต้นในการบำเพ็ญตบะด้วยขันติธรรม

9    แม่คือครูคนแรกที่สอนให้พึ่งตนเอง

10  ถูกครูเฆี่ยนทุกเช้า

11  เริ่มเห็นความจริงในชีวิตครอบครัว

12  แม่สอนให้เป็นนักสู้

13  พบกับความเจ็บป่วยทางใจอย่างรุนแรงครั้งแรก

14  เลี้ยงน้องกำพร้า

15  ไปเรียนฝึกหัดครู

16  เริ่มต้นงานช่วยเหลือสังคม

17  เริ่มหาความหมายของชีวิต

18  สอบบรรจุครูได้

19  ศรีสะเกษเมืองน่าอยู่

20  ผู้บริหารในดวงใจ

21  สอนพระพุทธศาสนาแต่ไม่เข้าใจศาสนา

22  เพื่อนร่วมชีวิตผู้แสนดี

23  ไม่เชื่อความงมงาย

24  ดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

25  เริ่มเห็นความไม่เที่ยงของสังขาร

26  ก่อเวรเพราะความโง่เขลา

27  จุดเริ่มต้นที่สนใจฝึกวิปัสสนากรรมฐาน

28  เกิดนิมิตประหลาด

29  พบครูที่รู้จริง

30  วิปัสสนากลายเป็นวิสสนูกิเลส เพราะมองไม่เห็นองค์รวมของไตรสิกขา

31  พบกับมนต์ดำไสยศาสตร์

32  จิตวิปลาสเพราะความโง่เขลา

33  พบกับกัลยาณมิตร

34  ทางสายกลางคืออะไร

35  ไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

36  ถูกอวิชชาหลอกให้จิตวิปลาส

37  เดินตามอริยมรรคมีองค์ 8  จึงสามารถดับทุกข์ได้

38  แก้นิวรณ์จิตด้วยเมตตาธรรม

39  วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน

40  เมื่อภาคจินตนาการบรรเจิดขึ้นจึงเป็นที่มาของการเผยแพร่ความคิดที่ดีงามสู่สังคม

41  สรุปสาระสำคัญของการปฏิบัติธรรม

42  มงคลชีวิต 38 ประการ

 

 

 

 

 2  คำนำ

 

หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนมีวัตถุประสงค์  เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา  และเป็นการแสดงออกซึ่งกตัญญูกตเวทิตาต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นบรมครู  โดยการชักจูงชักชวนแนะนำทางให้เพื่อนร่วมวัฏฏสงสารได้เดินตามรอยบาทพระศาสดา  ซึ่งได้อธิบายเทคนิควิธีในการปฏิบัติธรรม  ด้วยการปฏิบัติตามมงคลชีวิต  38  ประการ  เพื่อให้เพื่อนผู้ใฝ่หาสันติสุข  ปรารถนาความพ้นทุกข์ได้เข้าใจวิธีการปฏิบัติ  และได้รับผลสูงสุดคือการดับทุกข์ทางจิตได้จริง  

 

วิธีการเขียนผู้เขียนมิได้บรรยายเป็นหลักวิชาการ  เหมือนหนังสือวิชาการพระพุทธศาสนาทั่วไป  เนื่องจากจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจวิธีการปฏิบัติธรรมได้ยาก  และเพื่อให้เห็นการต่อสู้เพื่อความดับทุกข์ทางจิตได้อย่างเด่นชัด  ผู้เขียนจึงขออนุญาตอธิบายหลักธรรมด้วยอัตชีวประวัติ  ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น ผู้เขียนมิได้มีวัตถุประสงค์จะโอ้อวดภูมิธรรม หรือต้องการคำสรรเสริญเยินยอหรือสิ่งใด  เพียงแต่เห็นประโยชน์ว่า  หากใครก็ตามดำเนินชีวิตดังนี้ ก็ย่อมพบกับทางดับทุกข์และประสบกับความสุขที่จีรังยั่งยืนได้จริง  โดยไม่ต้องไปวิ่งหาครูบาอาจารย์  ไม่ต้องเสียเวลาอันมีค่าต่อหน้าที่ไปปฏิบัติที่ไหน  เพียงแต่ให้ปฏิบัติกับคนรอบข้างได้แก่  บิดา มารดา  บุตร  ภรรยา  สามี  เพื่อนร่วมงาน  ผู้บังคับบัญชา  และผู้ใต้บังคับบัญชา  และเพื่อนร่วมวัฏฏสงสารด้วยคุณธรรมทั้ง  38  ประการ  ท่านก็จะได้ชื่อว่ากำลังเดินตามรอยบาทพระศาสดาเพื่อแสวงหาทางดับทุกข์  ซึ่งเป็นทรัพย์ประเสริฐที่ทุกชีวิตควรแสวงหา 

 

การสอนวิชาพระพุทธศาสนาจะต้องมีเป้าหมายสูงสุด   คือการดับทุกข์ทางจิตได้จริง  เพราะทุกข์เป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจกระวนกระวายเศร้าหมอง วิตกกังวล เกิดความหวาดกลัว ท้อถอย  สิ่งเหล่านี้ล้วนบั่นทอนจิตใจให้อ่อนแอ  บันทอนความสดใสของชีวิต  ดังนั้นหากจะดับทุกข์ก็ต้องไปดับที่ต้นเหตุ  จึงจะดับทุกข์ได้จริง  หากไม่ดับที่ต้นเหตุ  ก็จะสร่างทุกข์เพียงชั่วคราวแล้วกลับไปทุกข์ทรมานต่อไปอีกไม่รู้จักจบสิ้น  เราจึงควรมาแสวงหาความจริงของชีวิต  หากพบความจริงแล้วก็จะรู้ว่าอะไรคือสาเหตุแท้จริงที่ทำให้เกิดทุกข์  เมื่อพบความจริงแล้วก็จะเกิดปัญญาที่จะดับทุกข์ตามมาเป็นอัตโนมัติของอริยสัจธรรม

 

·         พัชรา  กอปรทศธรรม

                    25  พฤศจิกายน  2547

 

 

 

 

 

 3  คำปรารภ

 

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528  ตลอดเวลาที่สอนวิชาพระพุทธศาสนามากว่า  10  ปี  ทุกครั้งที่ได้อ่านประวัติพุทธสาวก  พุทธสาวิกา  ข้าพเจ้ามักจะถามตัวเองว่ามรรคผลที่ท่านเหล่านั้นได้รับ  เมื่อได้สดับตรับฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า  ท่านเหล่านั้นบรรลุธรรมด้วยมีสิ่งใดเป็นเหตุปัจจัย  ท่านปฏิบัติอย่างไรจึงบังเกิดผล  มนุษย์ในยุคนี้ก็น่าจะได้ลิ้มรสแห่งมรรคผลบ้าง  เพราะมันหมายถึงความสุขที่ไม่ถูกเผาลนด้วยทุกข์  จนกระทั่งปลายปี  พ.ศ.  2544   ข้าพเจ้าจึงรู้ว่ากว่าจะมองเห็นโลกตามที่เป็นจริง  ชีวิตจะต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ทางจิตที่สร้างความทุกข์ทรมานใจแสนสาหัส  ยากที่จะประมาณได้  แต่ถึงจะยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด  ข้าพเจ้าก็ยิ่งมั่นใจ  แน่ใจว่าจะต้องมีทางสว่างที่พระพุทธองค์ทรงดำเนินมาก่อน  และประกาศเปิดเผยไว้ให้ผู้มีสติปัญญาได้ศึกษาทดลองปฏิบัติจนค้นพบทางประเสริฐนี้

 

ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นผู้สามารถฟันฝ่าความทุกข์ทรมานแสนสาหัสไปได้  จึงเห็นประโยชน์ที่จะเชิญชวนให้ผู้ใฝ่หามรรคผล  ได้เข้ามาพิสูจน์ทดลองอริยสัจธรรมของพระบรมศาสดา  ความโดดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ  นอกจากบอกวิธีปฏิบัติด้วยภาษาที่เข้าใจได้ง่ายแล้ว  ยังได้อธิบายหลักปริยัติธรรม  และปฏิเวธธรรม  ควบคู่ไปด้วยเสมอ  เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจชัดเจน เห็นความสำคัญและความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันระหว่าง การปฏิบัติตามหลักอธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา  จึงจะสามารถเกิดอริยมรรคอริยผลได้จริง

 

ที่สำคัญข้าพเจ้าพบว่า  มีเพื่อนมนุษย์จำนวนไม่น้อย  ที่ประสบกับความทุกข์และปรารถนาจะหาทางพ้นทุกข์    เที่ยวแสวงหาครูอาจารย์และวิธีการต่างๆเพื่อให้ตนเองพ้นทุกข์         แต่กลับถูกหลอกลวงให้เดินหลงทาง  และพบกับความทุกข์ทรมานที่ไม่รู้จบ  บางคนถึงขั้นมีจิตวิปลาสหลงตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่หนักขึ้นไปอีก  บางคนละทิ้งครอบครัว  ละทิ้งหน้าที่การงานก็มี  เนื่องจากขาดความรู้ในเรื่องวิธีการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง  ขาดสติปัญญาที่จะพิจารณาว่าครูอาจารย์ที่เรายอมรับนับถือให้ท่านเป็นผู้นำทางนั้น  ท่านรู้จริงหรือไม่  ในฐานะที่ข้าพเจ้าเคยวนเวียนอยู่ในความหลงผิดเพราะความหลงเชื่อสติปัญญาของผู้อื่นมากเกินไป  จนเกือบเป็นหนูทดลอง  แต่โชคดีที่ได้สร้างสมความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ  จึงอยากจะที่นำเกร็ดชีวิตที่น่าจะทำให้ผู้อ่านสะดุดใจ  ว่าจะปฏิบัติธรรมอย่างไรจึงจะปฏิบัติได้ถูกทาง  ไม่เกิดโทษและไม่เสียหายต่อชีวิตครอบครัวและหน้าที่การงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการปฏิบัติที่เหมาะกับความเป็นฆราวาสและได้ผลคือการดับทุกข์ได้เช่นกัน 

 

 

 

 

 

 4  ชาติกำเนิดของข้าพเจ้า

 

ข้าพเจ้านางพัชรา   กอปรทศธรรม      ถือกำเนิดมาในครอบครัวที่มีฐานะยากจน        บิดาชื่อนายเกษม  ศรีโกตะเพ็ชร  ท่านเป็นชาวอำเภอสำโรงทาบ  จังหวัดสุรินทร์   มารดาชื่อนางน้อย  ศรีโกตะเพ็ชรเป็นคนแขวงบางปะกอก  เขตราษฎร์บูรณะ  กรุงเทพฯ  มีพี่น้องร่วมบิดามารดา  3  คนคือ  ข้าพเจ้า  นางสาวรัชดา  ศรีโกตะเพ็ชร  และนายพิทยา  ศรีโกตะเพ็ชร  น้องทั้งสองอายุอ่อนกว่าข้าพเจ้าคนละ  1  ปี  บิดามีอาชีพเป็นกรรมกรรับจ้าง  ส่วนมารดามีอาชีพทำขนมขาย  ท่านทั้งสองได้รับการศึกษาเพียงจบชั้นประถมปีที่ 4  แต่ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าท่านทั้งสองเป็นผู้ใฝ่รู้  บิดาของข้าพเจ้าเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือและมีความจำดีเลิศ  แต่ท่านก็มีข้อเสียตรงที่ติดเหล้ามาก  และเป็นสาเหตุให้ข้าพเจ้ากับพ่อห่างเหินกัน  ส่วนมารดาของข้าพเจ้าท่านเป็นนักต่อสู้ผู้ทรหดอดทนและด้วยคุณสมบัติเช่นนี้  ท่านได้มอบให้เป็นมรดกแก่ข้าพเจ้าในการดำเนินชีวิต   มา ณ วันนี้ข้าพเจ้าได้  ดำรงตำแหน่งอาจารย์ 2  ระดับ 7  ที่วิทยาลัยการอาชีพศรีสะเกษ  สังกัดแผนกวิชาสามัญ  สอนวิชาพระพุทธศาสนาในระดับ  ปวช. ทุกชั้นปี

 

 

 

 5  ชีวิตในวัยเด็ก

 

ข้าพเจ้ายังจดจำวัย 4-5 ขวบได้ดี  (ประมาณปี พ.. 2508)  ตอนนั้นแม่ทำขนมขาย  ข้าพเจ้าหิ้วถังน้ำใบเล็กๆตามแม่ไปทุกหนทุกแห่ง  ตอนเย็นแม่ไปตั้งหาบขายขนมที่โรงงิ้วในซอยสมบูรณ์  แขวงบางปะกอก  ข้าพเจ้าไม่ค่อยสนใจจะดูงิ้วเท่าไรนัก  เพราะใจห่วงกังวลว่าจะมีคนมาซื้อขนมที่แม่ขายหรือไม่  อยากให้ขนมขายหมดเร็วๆ  แม่และข้าพเจ้าจะได้มีกำลังใจในวันต่อๆไป  กว่าจะกลับบ้านก็ดึกโข  ตอนนั้นแถวบ้านยังไม่มีไฟฟ้าใช้  ต้องเดินผ่านสวนทั้งมืดๆ  แต่ใจของข้าพเจ้าก็ไม่กลัวความมืด  เพราะมีแม่อยู่ใกล้ๆ  แต่สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าตกใจจนอกสั่นขวัญแขวนก็คือ  เย็นวันหนึ่ง  ตอนนั้นอากาศโพล้เพล้  ขณะที่แม่หาบขนมเดินข้ามถนนสุขสวัสดิ์  แม่ไม่ได้จูงมือ  ข้าพเจ้าจึงวิ่งตามแม่ไปโดยไม่ทันสนใจรถแท็กซี่ที่วิ่งมาด้วยความเร็ว  ข้าพเจ้าได้ยินเสียงเบรกดังสนั่นหวั่นไหว  ดีที่รถไม่เสียหลักพร้อมกับได้ยินคนขับรถตะโกนด่าข้าพเจ้า  ที่เป็นต้นเหตุให้แกต้องเบรกรถกระทันหัน  เพราะคนข้ามที่วิ่งโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ   แม่ทั้งปลอบทั้งดุ  ในความรู้สึกของข้าพเจ้า  แม่เป็นคนดุมาก  แต่ก็รักแม่เป็นชีวิตจิตใจ

 

ประมาณปี พ.. 2510  ข้าพเจ้าต้องย้ายบ้าน  เนื่องจากบ้านหลังเก่าปลูกอยู่บนที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของคุณยายฟอง  ท่านเป็นน้าสาวแท้ๆของคุณยายเล็ก  ยายแท้ๆของข้าพเจ้า  ท่านยกที่แปลงนั้นให้หลานๆท่าน  หลานท่านจึงไม่ยอมให้คุณยายข้าพเจ้าอยู่  แต่เดิมบรรพบุรุษเคยสั่งเสียว่าให้อยู่กันอย่างรักใคร่ปรองดอง  ห้ามขายห้ามโกงกัน ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าคุณยายท่านเป็นผู้มีความสงบสุขทางใจ  ท่านไม่แสดงอาการร้อนรนหรือโกรธเกลียดญาติของท่าน  ท่านบอกว่าของสิ่งนั้นบัดนี้มันไม่ใช่ของเรา  เจ้าของเขามาเอาก็ให้เขาไป  เราไม่ตายไปหาเอาใหม่ข้างหน้า  ดังนั้นยายจึงไปเช่าที่ของตาอยู่ปลูกบ้าน  พ่อแม่และน้าๆของข้าพเจ้าได้ช่วยกันสร้างบ้านจนสำเร็จ  ครอบครัวของข้าพเจ้าจึงเป็นครอบครัวใหญ่  บ้านแห่งใหม่ข้าพเจ้าชอบมากเพราะมีเพื่อนบ้านมากกว่า  แต่ละครอบครัวมีน้ำจิตน้ำใจช่วยเหลือกันดี  ช่วยกันลอกคลองจนมีบ่อน้ำใช้ร่วมกัน  แต่ละบ้านทำกับข้าวก็จะเผื่อแผ่ไปให้เพื่อนบ้านได้กินด้วย  แม่จะให้ข้าพเจ้าถือแกงร้อนๆที่ทำเสร็จใหม่ๆไปให้เพื่อนบ้านเสมอ  เทศกาลสารทไทยหรือสงกรานต์  ชาวบ้านที่เป็นคนไทยจะทำบุญและนำอาหารการกินไปแจกเพื่อนบ้าน  พอถึงเทศกาลตรุษจีนชาวจีนก็จะพากันไหว้เจ้า  และนำเป็ดพะโล้  ไก่ หมู  ขนมเข่ง  ขนมเทียนไปแจกจ่ายเพื่อนบ้าน  ข้าพเจ้าจึงเติบโตมาท่ามกลางวัฒนธรรมของการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน  และเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีค่าเหนือกว่าการมีทรัพย์สินเงินทองเสียอีก 

แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าไม่ชอบเลยคือเวลาเห็นเขาเชือดคอเป็ดคอไก่  ข้าพเจ้าจะสงสารมันจับใจ  และคิดว่าทำไมเขาต้องฆ่าสัตว์เพื่อไหว้เจ้าด้วย  ข้าพเจ้าจึงแอบไม่ชอบใจในความเชื่อเรื่องเทพเจ้าอยู่ลึกๆ  เพราะเห็นคนเขาชอบฆ่าสัตว์เอาเหล้ามาเซ่นสังเวยเจ้า  แสดงว่าเจ้าเห็นแก่ปากท้องของตัวเอง  มากกว่าการมีเมตตาจิตที่สูงส่งต่อสัตว์โลก

 

 

 

 6  เริ่มต้นการศึกษา

 

ปี พ.ศ. 2511 วันหนึ่งแม่ใส่ชุดนักเรียนให้ข้าพเจ้า  และพาไปเข้าโรงเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนวัดบางปะกอกซึ่งอยู่ใกล้บ้าน  ข้าพเจ้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเด็กๆเขาต้องไปโรงเรียนกัน  ทั้งนี้เพราะแถวบ้านที่ข้าพเจ้าอยู่ไม่ค่อยเห็นมีนักเรียน  วันแรกข้าพเจ้ากลัวมากพบแต่คนแปลกหน้า  และคุณครูในความรู้สึกของข้าพเจ้าช่างดุเหลือเกิน  โดยเฉพาะครูผู้หญิงที่อายุมากจะดุและหยิกเก่ง  เมื่ออยู่ชั้นป.1  ข้าพเจ้ายังเรียนเลขไม่เก่ง  เวลาทำการบ้านเมื่อบวกลบเลขไม่ถูก  แม่จะทุบเอาแรงๆ  แต่วิชาภาษาไทยข้าพเจ้าสามารถอ่านหรือประสมคำได้อย่างดี  แม้แต่คำศัพท์ยากๆในวิชาศีลธรรมก็อ่านได้คล่อง  และชอบวิชาวรรณคดีไทยมาก  โดยเฉพาะมีวรรณกรรมบางเรื่องที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า  หรือมีคำสอนของท่านแทรกอยู่  เช่น  เรื่องพระปฐมเจดีย์ที่สอนเรื่องบาปของลูกอกตัญญู  เรื่องฑีฆาวุกุมารที่สอนให้ระงับเวรด้วยการไม่จองเวร  และที่ปลูกฝังคุณธรรมเรื่องความซื่อสัตย์ที่ประทับใจข้าพเจ้าไม่รู้ลืมคือเรื่องหญิงหม้ายกับบุตร ฯลฯ  ข้าพเจ้าจึงเริ่มศรัทธาท่านมาก  และเห็นว่าท่านมีลักษณะของวีรบุรุษ  ที่เพรียบพร้อมด้วยความรอบรู้และมีจิตใจที่ประกอบด้วยเมตตาธรรมโดยไม่มีเงื่อนไข  สมควรอย่างยิ่งที่จะถือเป็นแบบอย่างยิ่งกว่าพระเจ้าองค์ไหนๆทั้งสิ้น

 

ปี พ.ศ. 2512  ข้าพเจ้าขึ้นชั้นป.2  การเรียนดีมากและสอบได้ที่หนึ่งมาตลอด  แม่ไม่ต้องสอนการบ้านอีกเลย  และเมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  ข้าพเจ้าสอบได้ที่ 2 ของโรงเรียนและเปอร์เซ็นต์เป็นที่ 2 ของโรงเรียนทั้งหมดในเขตราษฎร์บูรณะ(สมัยนั้นโรงเรียนของกทม.  เขาใช้ข้อสอบชุดเดียวกันทั้งเขต)  และได้รับเกียรติบัตรเรียนดีจากท่านนายอำเภอแม่และข้าพเจ้าดีใจมาก    ที่จริงหากไม่มีปิยะ  แซ่ซี  ซึ่งสอบได้ที่หนึ่ง  ข้าพเจ้าก็ต้องอยู่ในตำแหน่งนี้  เพราะปิยะเขาเข้าโรงเรียนเอกชนมาก่อนตั้ง 4 ปี  และออกมาเริ่มเรียนชั้น ป.1 ใหม่ที่โรงเรียนรัฐบาล  ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงเรียนสู้ปิยะไม่ได้  แต่เมื่อเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปิยะก็ต้องออกจากโรงเรียน  เพราะย่างเข้าสู่วัยรุ่นจึงเสเพลเรื่องผู้หญิง  ขาดเรียนบ่อยๆ  ในขณะที่เพื่อนในชั้นที่มีผลการเรียนรองประสบความสำเร็จในการศึกษาระดับปริญญาเกือบทุกคน

 

 

 

 7  ช่องว่างระหว่างพ่อกับลูก

 

ข้าพเจ้าอาจจะไม่ค่อยได้เล่าถึงพ่อมากนัก  เพราะช่องว่างที่ดูเหมือนทำให้ข้าพเจ้ากับพ่อห่างเหินกันเหมือนอยู่กันคนละโลกก็คือ  พ่อมักชอบดื่มสุรา  และมักมีปากเสียงกับแม่และญาติของแม่เป็นประจำ  พ่อไม่เคยชื่นชมการเรียนของข้าพเจ้าเลย  แม้กระทั่งความเป็นอยู่ในบ้าน  แม่ก็เป็นผู้รับผิดชอบเกือบทั้งหมด  แม่จึงเป็นยอดหญิงที่อดทน  ไม่เคยได้ยินแม่ตีโพยตีพายให้ใครมาช่วย  แม่จะพึ่งตัวเอง  และไม่เคยเชื่อเรื่องโชคลางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาล  ข้าพเจ้าจึงซึมซับอุปนิสัยความอดทนเข้มแข็งจากแม่

 

 

 

 8  เริ่มต้นในการบำเพ็ญตบะด้วยขันติธรรม

 

ปี พ.. 2515  ข้าพเจ้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  แม่ไปสมัครทำงานที่โรงผลิตผลไม้กระป๋อง  ซึ่งโรงงานนี้เขาจ้างแบบเหมาคือทำมากได้มากทำน้อยได้น้อย  จึงอนุญาตให้นำลูกหลานมาช่วยได้ไม่จำกัด  ทุกวันข้าพเจ้าจะตั้งเป้าหมายไว้ว่าต้องคว้านลำไยให้ได้ 4 เข่ง  จึงจะได้เงิน  60  บาท  สมัยนั้นมากพอดู  ส่วนเงาะเข่งใหญ่ประมาณ 100 กก.  17  บาท  หั่นผักกาดดองไหละ 2.50  บาท  ข้าพเจ้าชอบทำงานนี้มาก  ทุกเย็นเมื่อกลับจากโรงเรียนข้าพเจ้าจะเปลี่ยนชุดนักเรียน  แล้วไปหาแม่ที่โรงงานทันที  แม่เคยพาน้องหน่อย  และเจ้าบัง  น้องอีก 2 คนของข้าพเจ้าไปช่วย  แต่หน่อยบ่นว่าโรงงานเหม็นทำไม่ได้  แม่จึงให้อยู่บ้านทำกับข้าว  ส่วนเจ้าบังทำไปกินไป  เจ้าของเขามาเห็นเลยต่อว่าเอา  แม่เลยไม่ค่อยพามา  ข้าพเจ้าทำงานนี้อย่างเอาเป็นเอาตายเพราะอยากได้เงินมากๆ  แม้ก๋วยเตี๋ยวที่แม่ซื้อมาให้จะเย็นชืดจนอืดข้าพเจ้าก็ไม่สนใจ  คงตั้งหน้าตั้งตาปลอกเงาะปลอกลำไยต่อไป  บางครั้งก็ถูกผึ้งต่อย  เพราะมันชอบมาดูดน้ำหวาน  แม่ต้องดึงเหล็กในให้บ่อยๆ  สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้อย่างมากคือ  มนุษย์ที่จะต่อสู้ชีวิตได้ต้องอดทน  แสวงหาทรัพย์ในทางสุจริตและรู้จักใช้จ่ายทรัพย์นั้น  ข้าพเจ้ามีโรคประจำตัวคือโรคผิวหนังที่ข้อเท้า  เมื่อมาถูกน้ำและความเค็มของผักกาดดอง  จึงได้รับความทุกข์ทรมานมาก  ทั้งแสบทั้งคัน  แต่ก็อดทนไม่บ่น  เวลาแสบหรือคันมากๆก็ไปล้างน้ำ  แล้วกลับมาทำใหม่  การที่ผิวหนังได้รับความระคายเคืองบ่อยๆ  ทำให้แผลอักเสบเป็นหนอง  ดังนั้นเมื่อถอดถุงเท้านักเรียนออก  ก็ต้องทนเจ็บจากน้ำหนองที่แห้งกัง  กว่าจะถอดถุงเท้าออกได้แทบร้องไห้  แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ร้องโอดครวญเหมือนเด็กๆทั่วไป 

 

 

      

 9  แม่คือครูคนแรกที่สอนให้พึ่งตนเอง

 

การทำงานที่โรงงานผลไม้กระป๋อง  ทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้อีกอย่างหนึ่งคือ  คนที่พ่อแม่มีฐานะดีอยู่แล้วก็ต้องรู้จักแสวงหาและใช้จ่ายทรัพย์  จึงจะสามารถรักษาทรัพย์นั้นไว้ได้  แม่มักสอนให้ข้าพเจ้าดูลูกเจ้าของโรงงานเป็นตัวอย่าง  คนจีนเขาเลี้ยงลูกแบบลูกจ้าง  คือต้องทำงานจึงจะได้เงินเดือน  ลูกสาวคนโตของเฒ่าแก่มีหน้าที่ควบคุมดูแลการทำงานของคนงานทั้งหมด  คนที่ 2 เรียนอยู่มหาวิทยาลัยมีหน้าที่จัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายของโรงงาน  ส่วนลูกชายคนเล็กขับรถไปส่งสินค้าตามเอเยนต์ที่เขาสั่งสินค้ามา  ต่อมาได้ขยายกิจการซื้อที่ดินและโรงงานเพิ่มโดยมีลูกทั้งสามคนเป็นเจ้าของกิจการ  แม่สอนว่าการพึ่งตนเองได้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ชีวิตประสบกับความสำเร็จ  ข้าพเจ้าจึงได้ซึมซับความรู้เหล่านี้ไว้  และเห็นว่าเป็นเหตุเป็นผลที่ชอบธรรม

 

 

 

 10  ถูกครูเฆี่ยนทุกเช้า

 

ต่อมาประมาณปี พ.. 2516  แม่เห็นว่างานที่โรงงานมีให้ทำไม่สม่ำเสมอ  เพราะผลไม้ออกตามฤดูกาล  แม่จึงมาทำขนมขายเป็นขนมตาลบ้าง  ขนมสอดไส้บ้าง  ห่อหมกบ้าง  ตอนหลังขายข้าวเหนียวหน้าสังขยา  หน้าปลา  หน้ากุ้ง ฯลฯ  ตอนนี้ข้าพเจ้าและน้องๆเริ่มเรียนมัธยมแล้ว  แม่จึงไม่ต้องหาบไปขายเอง  พอทำขนมเสร็จข้าพเจ้าจะช่วยห่อ  มีข้าพเจ้าและน้องหน่อยน้องคนกลางของข้าพเจ้าเป็นคนกระเดียดขนมใส่กระจาดไปขายก่อนไปโรงเรียนทุกเช้า  และมักจะนำขนมไปขายที่โรงเรียนด้วย  ดังนั้นทุกโรงเรียนที่ข้าพเจ้าไปเรียน  ไม่มีเพื่อนร่วมชั้นคนไหนที่ไม่เคยซื้อขนมของข้าพเจ้า  บางครั้งก็โดนอาจารย์ฝ่ายปกครองตำหนิ  ที่เศษใบตองถูกคนกินทิ้งเกลื่อนกลาด   ข้าพเจ้ามาตามเก็บไปทิ้ง  เพราะกลัวอาจารย์จะไม่ให้ขายอีก  และเกือบทุกเช้าข้าพเจ้าจะโดนอาจารย์ที่อยู่เวรหน้าประตูเฆี่ยนเนื่องจากมาเข้าแถวไม่ทันเคารพธงชาติ  ท่านถามว่าทำไมมาสาย  ข้าพเจ้าก็ตอบไปตามตรงว่าต้องเดินขายขนมให้หมดเสียก่อนจึงจะมาโรงเรียนได้  ท่านบอกให้ลาออกจากโรงเรียนไปขายขนม  แต่ข้าพเจ้าก็ไม่ท้อแท้หรือน้อยใจ  ด้วยคิดว่าแม่เป็นแม่ค้า  แล้วจะให้ลูกเป็นเทวดา  โดยเรียนหนังสืออย่างเดียวได้อย่างไร  คงทำกิจวัตรไปตามปกติ 

 

 

 

 11  เริ่มเห็นความจริงในชีวิตครอบครัว

 

ส่วนวันเสาร์อาทิตย์หลังจากขายขนมเสร็จแล้ว  แม่จะให้ไปช่วยน้าสะใภ้ชื่อน้าเบียบ แกเป็นคนจังหวัดอยุธยาขายข้าวแกง  เขาให้วันละ 10 บาท  แต่ถ้าเป็นช่วงปิดเทอมจะได้เดือนละ  300  บาท  การไปอยู่กับน้าเบียบต้องอดทนสูงมากเพราะงานหนัก  และแกเป็นคนเจ้าอารมณ์  ไม่มีการต่อรองใดๆทั้งสิ้น  แต่ที่ข้าพเจ้าไม่ชอบใจอย่างมากก็คือ  แกไม่ค่อยมีจิตเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์เท่าไร  อาจเป็นเพราะน้าหรั่งน้าชายคนหนึ่งของข้าพเจ้าทอดทิ้งแกกับลูกอีก 4  คนไปมีภรรยาใหม่  ชีวิตแกจึงลำบากมากจนไม่มีเวลาดูแลลูกชายคนเล็กชื่อเจ้าเจี๊ยบอายุอ่อนกว่าข้าพเจ้าประมาณ  6-7  ปี  ข้าพเจ้ายังจำได้ดี  ตอนนั้นข้าพเจ้ากำลังเรียนอยู่ชั้นประถม  เจ้าเจี๊ยบถูกทิ้งให้อยู่แต่ในเปล  จนเป็นเด็กเดินช้าไม่แข็งแรง  เก็บดินกินจนเป็นโรคพยาธิ  ถ้าเจ้าอี๊ดพี่ชายคนโตของเจ้าเจี๊ยบไม่ได้ไปช่วยแม่ขายของเจ้าเจี๊ยบมันจะอยู่บนเอวพี่ชายตลอดเวลา  จนเอวของเจ้าอี๊ดมันเป็นหนาม  อยู่ต่อมาเมื่อเจ้าเจี๊ยบอายุได้  2  ขวบครึ่งก็ตกน้ำตายเพราะไม่มีใครดูแลใกล้ชิด  เพราะแม่ต้องออกไปขายของ  กว่าจะมีคนมาเห็นก็ลอยขึ้นมาจากน้ำแล้ว  ข้าพเจ้าเห็นน้าเบียบแกร้องไห้นอนกลิ้งนอนเกลือกไปกับโคลนตม  แกคงสงสารลูกใจจะขาดที่เกิดมาอาภัพถูกเลี้ยงทิ้งๆขว้างๆ  และยังต้องมาตายลงอย่างน่าอนาถ 

ข้าพเจ้าทำหน้าที่ไปหาน้าชายที่บ้านภรรยาใหม่  แจ้งให้แกทราบว่าลูกชายตกน้ำตาย  และเดาว่าน้าชายของข้าพเจ้าคงเสียใจบ้างไม่มากก็น้อย  แต่ผิดคาดแกบ่นแบบคนขี้รำคาญ  เหมือนข่าวที่ได้รับเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญอะไร  ข้าพเจ้าเริ่มนึกรังเกียจผู้ชายเจ้าชู้และไม่รับผิดชอบ  ไม่นึกถึงหัวอกคนเป็นลูกเป็นเมีย  งานศพเจ้าเจี๊ยบผ่านไปด้วยความเศร้าโศรก  ข้าพเจ้าสงสารในความอาภัพของน้องคนนี้มาก  อีกหลายปีต่อมาน้าชายเลิกกลับภรรยาใหม่มีลูกด้วยกันอีก  3  คน  คนโตเป็นผู้ชายตกน้ำตายตั้งแต่อายุได้  2  ขวบครึ่งเหมือนเจ้าเจี๊ยบเลย  ส่วนลูกชายคนเล็กแกจากมาตั้งแต่ยังแบเบาะเลยจำหน้าพ่อไม่ได้  และในที่สุดแกก็กลับมาอยู่กับน้าเบียบอีก  และมีลูกสาวเพิ่มอีก  2  คน  แปลกตรงที่ลูกสาวคนเล็กมันเหมือนเจ้าเจี๊ยบมาก  แม้แต่ปานดำจนใครๆพากันพูดว่าเจ้าเจี๊ยบมันคงมาเกิดใหม่  น้าเบียบกับน้าหรั่งแกอยู่ด้วยกันแบบคนไม่ค่อยถูกกันเท่าไร  ไม่เคยได้ยินแกพูดคุยกันดีๆสักครั้ง  น้าหรั่งแกมีฝีมือในการทำกับข้าว  แกจึงช่วยน้าเบียบขายข้าวแกง  และคนซื้อจะชอบน้าหรั่งเพราะแกพูดจาเพราะเอาใจลูกค้า  แต่น้าเบียบแกเป็นคนพูดจาแบบขวานผ่าซาก  ลูกค้าเลยไม่ชอบ  ตอนนี้ฐานะแกเริ่มดีขึ้นมีเงินปลูกบ้านเป็นของตนเองด้วยน้ำพักน้ำแรงของน้าเบียบทั้งหมด  ข้าพเจ้าบูชาน้ำใจของน้าเบียบคือ  แกเป็นคนอดทนชนิดหาใครเหมือนแกได้ยาก  ขนาดคลอดลูกได้  3  วัน  แกยังลุกมาทำข้าวแกงขาย  และไม่เคยเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากใคร  แม้จะไม่มีข้าวกินแกก็ไม่ยอมปริปาก  ดังนั้นสิ่งที่ข้าพเจ้าได้รับขณะไปเป็นลูกจ้างแกก็คือ  ความอดทน  ชอบพึ่งตัวเอง  ทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำโดยห้ามบ่น  มีครั้งหนึ่งแกใช้ให้บีบมะนาวจำนวนมาก  ตอนนั้นที่มือข้าพเจ้าถูกมีดบาดหลายแผล  จึงขอแกทำงานอื่นแทนเพราะแสบมือมาก  แกไม่ยอมและบอกว่าหากทำไม่ได้ไม่ต้องมาอยู่กับแก  ข้าพเจ้าจึงต้องหาวิธีทำงานนั้นจนสำเร็จ  ข้าพเจ้าเคยบอกแม่ว่าจะไม่ไปอยู่กับน้าเบียบเพราะแกใจร้าย  แต่แม่ไม่ยอม  บอกให้ข้าพเจ้าอดทนจะได้มีค่าเทอม  ข้าพเจ้าจึงเป็นลูกจ้างแกอยู่หลายปี 

 

 

 

 12  แม่สอนให้เป็นนักสู้

 

ที่โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม  ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมที่ข้าพเจ้าเรียน  มักจะมีทุนการศึกษาให้แก่เด็กที่เรียนดี  แต่มีฐานะยากจนเสมอๆ  แต่แม่ไม่ยอมให้ข้าพเจ้าและน้องๆขอทุน  แม่บอกว่าเราไม่ควรปิดโอกาสของคนอื่นที่ลำบากกว่าเรา  ข้าพเจ้าและน้องจึงไม่เคยขอทุนการศึกษาจากใคร  นอกจากขอจากความขยันขันแข็งของตนเอง  อีกหลายสิบปีต่อมา  เมื่อข้าพเจ้าต้องพบกับความทุกข์แสนสาหัส  จึงได้รู้ว่าสิ่งที่แม่และน้าเบียบบังคับฝึกฝนให้นั่นแหละ  เป็นการฝึกบำเพ็ญตบะด้วยการสร้างขันติบารมี  อันจะเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญอย่างยิ่งในการต่อสู้กับความทุกข์  เพราะหากขาดความอดทนเสียแล้ว  จะสู้กับกิเลสไม่ได้เลย  ดังนั้นในมงคลสูตรจึงยกย่องความอดทนเป็นมหาอุดมมงคล  จึงนับว่าผู้มีพระคุณทั้งสองได้สอนให้ข้าพเจ้ารู้จักคำว่า “ ยอมแพ้ไม่ได้  ไม่มีอะไรที่เธอจะทำไม่ได้ ”

 

 

 

 13  พบกับความเจ็บป่วยทางใจอย่างรุนแรงครั้งแรก

 

ประมาณปี พ.. 2518  เมื่อเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ข้าพเจ้าเริ่มป่วยด้วยโรคปวดศีรษะอย่างรุนแรง  ปวดหัวเหมือนมันจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ  แต่ก็ฝืนทนไปโรงเรียนจนครูที่สอนเห็นผิดสังเกต  จึงเรียกข้าพเจ้าไปพบทั้งครูประจำชั้นและครูแนะแนว  ต่างก็สอบถามว่าข้าพเจ้าป่วยเป็นอะไร  จึงเรียกแม่มาพบ  และส่งข้าพเจ้าไปตรวจสายตา  แต่ปรากฏว่าไม่มีความผิดปกติใดๆ  คุณครูได้สอบถามความเป็นอยู่ของข้าพเจ้า  ข้าพเเจ้าเป็นคนเปิดเผยไม่ชอบเก็บความทุกข์ไว้คนเดียว เพราะคิดว่าไม่ใช่สิ่งน่าอาย  จึงบอกไปตามความจริงว่าข้าพเจ้าไม่มีความสุขจากการที่คนในบ้านชอบทะเลาะเบาะแว้งกัน  โดยเฉพาะเมื่อพ่อเมามาพ่อจะส่งเสียงดังบอกก็ไม่ฟัง  ข้าพเจ้าเห็นแม่แอบร้องไห้  แม่คงสงสารลูกจับใจแต่ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร  จึงได้แต่ปลอบโยนให้ข้าพเจ้าคลายทุกข์  ข้าพเจ้าเป็นคนสนุกสนาน  ชอบมีสัมพันธภาพกับเพื่อนๆจึงทำให้อาการป่วยของข้าพเจ้าหายไปอย่างรวดเร็ว  และเป็นปกติตามเดิมโดยไม่ต้องกินยาอะไร  ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงเป็นคนโกรธง่ายหายเร็วและคิดว่าเวลาอยู่ในบ้านอาจไม่มีความสุข  แต่เมื่อออกจากบ้านข้าพเจ้าต้องแสวงหาความสุขสบายใจให้ได้  การเรียนของข้าพเจ้าจึงไม่ตกต่ำลง  อาจเป็นเพราะข้าพเจ้าเป็นคนอ่อนนอกแข็งใน  จึงไม่แยแสว่าใครจะรักหรือไม่รัก  ข้าพเจ้ารู้ว่าต้องรักตัวเองให้มาก  ด้วยความรู้สึกนี้จึงทำให้ข้าพเจ้ามีลักษณะของคนแข็งกระด้างและจองหองไม่ชอบรับความช่วยเหลือจากใคร  และอีกหลายปีต่อมาแม้เมื่อมารับราชการและมีครอบครัว  ข้าพเจ้าก็ไม่ยอมนิยมชมชอบต่อผู้บังคับบัญชาที่ขาดคุณธรรม  และมีความรู้สึกว่าในชีวิตนี้จะไม่ยอมหลงใหลมนุษย์ผู้ชายคนไหน  ข้าพเจ้าจะต้องเป็นตัวของตัวเอง  เพราะความรักของคนอื่นไม่แน่นอน  แต่สิ่งหนึ่งที่ช่วยสร้างความสมดุลแห่งจิตใจให้อ่อนโยนมีเมตตามิให้หยาบกระด้างก็คือความรักแท้ของแม่

 

 

 

  14  เลี้ยงน้องกำพร้า

 

ต่อมาไม่นานข้าพเจ้าต้องมีภาระเพิ่มมากขึ้นอีกคือ  ครอบครัวที่ข้าพเจ้าอยู่เป็นครอบครัวใหญ่  มีทั้งคุณยาย  น้าสาว  น้าเขย  น้าชาย  น้าสะไภ้ และลูกๆของเขาอีกรวมทั้งครอบครัวข้าพเจ้าจึงมีสมาชิกรวม  15  คน  จึงเป็นครอบครัวที่ไม่ค่อยสงบสุขราบรื่นเท่าไร  ต่อมาน้าสะใภ้อีกคนหนึ่งซึ่งเป็นคนเชียงใหม่ได้ทิ้งน้าชายแขนพิการข้างหนึ่งและลูกของเขาอีก 3 คนไว้ให้  แกต่างจากน้าเบียบราวฟ้ากับดิน  ไม่อดทนชอบใช้จ่ายฟุ่มเฟือย  สูบบุหรี่  ลูกสาวคนเล็กของแกชื่อกระต่ายอายุได้  7  เดือน  หน้าตาน่ารัก  ข้าพเจ้าและแม่รักกระต่ายมาก  สงสารที่แกถูกแม่ทอดทิ้ง  และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ข้าพเจ้าเริ่มมองเห็นว่า  การมีครอบครัวเป็นเรื่องใหญ่  หากเป็นคนขาดเมตตาธรรมและความเสียสละเสียแล้ว  ก็ยากจะเป็นพ่อแม่ที่ดีได้  ข้าพเจ้าต้องทำหน้าที่แทนแม่ของแกทุกอย่าง  ตั้งแต่เลี้ยงดูป้อนข้าวป้อนน้ำ  ซักผ้าอ้อม  เปลี่ยนผ้าอ้อม  หลายครั้งต้องอุ้มไปโรงพยาบาลตอนดึก  เพราะแกปอดบวมบ่อยๆ  แต่ข้าพเจ้าก็คงทำให้แกอบอุ่นเหมือนมีแม่ไม่ได้  เพราะข้าพเจ้าเองก็เป็นเด็กที่มาจากสถานภาพของครอบครัวที่ขาดความสงบสุขทางใจ  บางครั้งข้าพเจ้าก็อดใจไม่ได้  หลายครั้งก็ตีแกแรงๆเวลาแกดื้อหรืองอแง  เมื่อกระต่ายโตขึ้นข้าพเจ้าจึงได้รู้ว่า  เด็กที่ถูกแม่ทอดทิ้งมักมีความอยากได้  เพื่อชดเชยสิ่งที่ขาดโดยไม่มีเหตุผล  มากกว่าเด็กมีแม่คอยดูแล  นี่คือปัญหาที่ข้าพเจ้าจะต้องประสบในอีกหลายปีต่อมา

 

 

 

 15  ไปเรียนฝึกหัดครู

 

ปี พ..2521  ข้าพเจ้าไปสอบที่วิทยาลัยครูธนบุรี  และได้เรียนที่นี่ในระดับ ปกศ.ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้าย  ในช่วงนี้การเรียนของข้าพเจ้าไม่ค่อยดีเท่าที่ควร  เพราะสนใจกิจกรรมมาก  แต่ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมนันทนาการ  เช่น  เชียร์กีฬา  ที่ไหนมีกีฬาต้องมีข้าพเจ้าไปเป็นกองเชียร์ ปี พ..2523  ข้าพเจ้าจบระดับ ปกศ.  จึงไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  วิทยาเขตประสานมิตร  ในคณะศึกษาศาสตร์    สถาบันการศึกษาแห่งนี้เองที่ข้าพเจ้ารู้สึกรักและภูมิใจมาก  ทุกคณะมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  ดังนั้นชมรมต่างๆที่จัดตั้งขึ้น  จึงมีสมาชิกมาจากทุกคณะ  ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะเหมือนมหาวิทยาลัยดังๆหลายแห่ง  ที่ข้าพเจ้าได้ประสบมาได้ยินกับหูเมื่อคราวไปแสดงความยินดีกับรุ่นน้อง  ที่สอบเอ็นทรานได้  ซึ่งจัดที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เดินผ่านนักศึกษาหญิงกลุ่มหนึ่ง  ได้ยินพวกเธอพูดว่าใครเรียนคณะครุศาสตร์ต้องเดินตัวลีบ  จึงนึกภูมิใจว่าในรั้วเทาแดง  ไม่มีการถือศักดิ์ศรีแบ่งชั้นวรรณะเหมือนที่อื่น  และยิ่งภูมิใจมากขึ้นไปอีก  เมื่อได้ไปจัดคอนเสิร์ทตามต่างจังหวัด  เมื่อไปติดต่อขอความอนุเคราะห์จากสถานที่ราชการ  โดยเฉพาะตามสถานศึกษา  สำนักงานสามัญศึกษา  และสำนักงานการประถมศึกษา  จะพบแต่รุ่นพี่ที่มาจากรั้วเทาแดงซึ่งให้ความช่วยเหลือดีมาก  จึงได้รู้ว่าในยุทธจักรครูแล้ว  มศว.ทั้ง 8 วิทยาเขตยึดพื้นที่ไว้ได้มากที่สุดในประเทศไทย

 

 

 

 16  เริ่มต้นงานช่วยเหลือสังคม

 

เมื่อเรียนอยู่ปีที่หนึ่ง  กิจกรรมที่ยังอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้าจนบัดนี้ก็คือ  การไปร่วมงานวันเด็กแห่งชาติที่ชมรมอาสาพัฒนาของมหาวิทยาลัยจัดขึ้น  ที่โรงเรียนบ้านน้ำหมีน้อย  อำเภอศิลาอาสน์  จังหวัดอุตรดิตถ์  ทำให้ได้เห็นความยากไร้ของคนชนบท  การด้อยโอกาสทางการศึกษาของน้องๆ  ในสมัยนั้นรัฐบาลไม่มีงบสนับสนุน  ไม่มีอาคารเรียนที่ถาวร  ชมรมต่างๆในมหาวิทยาลัย  จึงมักมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือ  เช่น  การจัดสร้างอาคารเรียนแบบชั้นเดียว 4  ห้องเรียน  สร้างสนามเด็กเล่น  ถังเก็บน้ำฝน  แจกอุปกรณ์การเรียน  ผ้าห่มกันหนาว ฯลฯ  ดังนั้นเมื่อได้ไปสัมผัสกับกิจกรรมนี้เป็นครั้งแรก  จึงทำให้ข้าพเจ้าตัดสินใจสมัครเป็นคณะกรรมการฝ่ายจัดหาทุน  และนับแต่นั้นมาข้าพเจ้าจึงได้แสดงบทบาท ในการหารายได้  เพื่อนำไปสบทบทุนกับงบประมาณที่ทบวงมหาวิทยาลัยจัดสรรค์ให้  สำหรับสร้างอาคารเรียนออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท  และประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง  เพราะความที่เป็นคนทำอะไรจริงจัง  จากที่ชมรมเคยไปสร้างอาคารเรียนในชนบท  ต้องดำเนินการหลายครั้งโครงการจึงจะเสร็จสมบูรณ์  เพราะงบประมาณไม่เพียงพอ  ก็ร่นระยะเวลาให้เสร็จเร็วขึ้น  ทำให้ข้าพเจ้ามองว่าเราน่าจะพึ่งตัวเองให้มาก  เพื่อน้องๆที่รอโอกาสจากพี่ๆจะไม่ต้องรออาคารเรียนนานเกินไป

 

ดังนั้น  ข้าพเจ้าจึงริเริ่มการไปขอรับบริจาคปัจจัยตามที่ต่างๆ    เช่น     ท่าเรือสมุทรปราการทำสติ๊กเกอร์จำหน่ายตามโรงเรียน  จัดแสดงคอนเสิร์ทในมหาวิทยาลัยและตามโรงหนังในต่างจังหวัด  ขายอาหารและสินค้าในเทศกาลต่างๆ  ในวันลอยกระทงขายดีมาก  มีอะไรขายได้หมดเพราะคนมาเที่ยวใน มศว.ประสานมิตรจำนวนมาก  แต่ไม่มีใครนำสินค้ามาขายเนื่องจากมีงานแค่วันเดียว  ข้าพเจ้าลงทุนไปเช่าตู้  หม้อก๋วยเตี๋ยว  ถ้วยชาม  ทำก๋วยเตี๋ยวขาย  ปรากฏว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ปีหนึ่งๆจึงหาเงินได้เพิ่มกว่าเดิมอีกร่วมสองแสนบาท  มากกว่าที่ทบวงมหาวิทยาลัยให้เสียอีก  ไม่นับรวมข้าวของเครื่องใช้ที่ได้รับบริจาค  บางครั้งเลขาชมรมพิมพ์หนังสือขอความอนุเคราะห์ให้ข้าพเจ้าไปเดินเรื่องเพียง 2-3 แห่ง  ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไป  จึงนำสำเนาโครงการหนังสือขอความอนุเคราะห์  ซองที่ยังไม่ได้เขียน  เห็นบริษัทไหนร่ำรวยก็เขียนขอเดี๋ยวนั้นเลย  บางครั้งได้มากจนต้องเช่ารถ 6 ล้อไปขนมาก็มี

 

สมัยนั้นผู้คนในสังคมจะเอื้อเฟื้อ  ยิ่งเห็นนักศึกษาบำเพ็ญประโยชน์  จะรีบให้การสนับสนุนทันที  โดยเฉพาะแถวเยาวราชซึ่งเป็นย่านธุรกิจ  ข้าพเจ้าไปเดินขายบัตรดูคอนเสิร์ทจนลืมเวลา  และสนุกกับงานมากเพราะส่วนใหญ่ร้านค้าที่ไปขอความอนุเคราะห์  ผู้คนจะเต็มอกเต็มใจให้  บางครั้งซื้อตั้งหลายบัตร  แต่เขาไม่สนใจไปดูหรอก  เพียงแต่อยากมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมและผู้ยากไร้  ข้าพเจ้าจึงซึมซับคุณค่าของความรู้สึกถึงการเป็นผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน  และสัมผัสถึงความเป็นมิตรต่อเพื่อนมนุษย์มากยิ่งขึ้น  

 

 

 

 

 

 17  เริ่มหาความหมายของชีวิต

 

ต่อมาประมาณปี พ..2525   เมื่อข้าพเจ้าเริ่มเรียนย่างเข้าปีที่ 3   แม่เริ่มป่วยมีอาการปวดบวมที่หัวเข่า  และต่อมาก็ทำงานหนักไม่ค่อยได้  ดังนั้นข้าพเจ้าและน้องหน่อยจึงได้สัมผัสชีวิตที่ทรหดอดทนอีกรสชาดหนึ่งคือ  ต้องตื่นตีสองเพื่อมาขูดมะพร้าว  คั้นกะทิทำขนม ห่อขนมไปส่งคนที่เขามารับไปขายอีกต่อหนึ่ง  ถ้าเป็นวันหยุดก็จะทำมากหน่อย  เพราะมีเวลาไปเดินขายเองด้วย  ชีวิตในช่วงนี้จึงทำให้ข้าพเจ้าได้ซาบซึ้งถึงความรักความเสียสละอย่างใหญ่หลวงของแม่  เพราะปกติข้าพเจ้าและน้องจะตื่นตีห้ามาช่วยห่อขนม  แต่พอมาตื่นตีสองจึงได้รู้ว่าแม่ต้องทำงานหนักขนาดไหน  ข้าพเจ้าจึงรักแม่เป็นชีวิตจิตใจ 

 

เดือนมีนาคม  ..2527   ข้าพเจ้าสำเร็จการศึกษาในเอกวัดผลและประเมินผล   ด้วย   คะแนนเฉลี่ยสะสมเพียง  2.37 เท่านั้น  ในขณะที่เพื่อนร่วมห้องเขาได้เกียรตินิยมกันเกือบครึ่งห้อง  หลายครั้งที่เพื่อนในชั้นแม้แต่อาจารย์บางท่าน  เคยพูดจาดูถูกข้าพเจ้าว่าพวกบ้ากิจกรรมเรียนไม่เอาไหน  แต่ข้าพเจ้าเชื่อมั่นในตัวเองอยู่อย่างหนึ่งว่ากิจกรรมนอกห้องเรียนนี่แหละ  ที่จะช่วยเสริมสร้างให้การเรียนรู้ชีวิตสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  ข้าพเจ้ายังจำกลอนบทหนึ่งที่ให้ความหมายได้ดีมาก  ถ้าจำไม่ผิดของคุณวิทยากร  เชียงกูล เขียนไว้ว่า

 

  “ ฉันเยาว์  ฉันเขลา  ฉันทึ่ง        ฉันจึงมาหาความหมาย

       ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย     สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว ”

 

ข้าพเจ้าไม่ต้องการตีค่าการศึกษาเพียงกระดาษแผ่นเดียว  เพราะถึงอย่างไรเสียก็ต้องได้กระดาษแผ่นนั้นอยู่แล้ว และคิดว่าหากชีวิตเราพบกับความรุ่งเรือง  แต่ปล่อยให้ชีวิตอื่นแร้นแค้นขาดโอกาส  สังคมคงไม่น่าอยู่  อีกหลายสิบปีต่อมา(พ.ศ. 2547)  ข้าพเจ้าจึงรู้ว่าสิ่งที่ได้ทำไปแล้ว  ได้ช่วยส่งเสริมให้งานเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน  สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี  มีเพื่อนร่วมงานหลายคนที่ให้การสนับสนุนทั้งกำลังทรัพย์บ้างในเวลานำนักศึกษาไปปฏิบัติธรรม  อาจเป็นเพราะข้าพเจ้าเป็นคนที่จริงใจ  รักเพื่อนพ้อง  และไม่เคยฉวยโอกาส  หากเราได้อะไร  เพื่อนร่วมงานต้องได้ประโยชน์นั้นด้วย  ที่สำคัญคำสอนของพระพุทธเจ้า  ทำให้ข้าพเจ้ายอมรับฟังความคิดเห็นหรือคำทักท้วงจากเพื่อนร่วมงานด้วยอารมณ์ที่มั่นคง  ไม่เคยมีการโต้เถียงด้วยอารมณ์  งานจึงราบรื่นนี่จึงเป็นผลให้เพื่อนๆครู  ยกให้ข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าทีมงาน  เพราะเพื่อนๆเขาไม่ชอบทำงานแบบมีอุปสรรค  แต่ข้าพเจ้าถือว่าอุปสรรคคือบทพิสูจน์ที่ท้าทายความแข็งแกร่งของจิตใจ

 

 

 

 

 18  สอบบรรจุครูได้

 

หลังจากจบการศึกษาแล้ว  ข้าพเจ้ามุ่งขะมักเขม้นอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบบรรจุครู  โดยเลือกกรมอาชีวศึกษา  เพราะไม่ต้องเดินทางไปสอบที่ต่างจังหวัด  โชคดีจังเพื่อนที่เขาได้เกียรตินิยมเขาไปสอบโรงเรียนสังกัดกรมสามัญเป็นส่วนใหญ่  เพราะในเชิงวิชาการแล้ว  ข้าพเจ้าสู้เพื่อนๆไม่ได้  เพราะมุ่งมั่นในด้านการเรียนน้อยกว่า  วันแรกที่ทำข้อสอบวิชาทั่วๆไปไม่ยาก  แต่ยากมากคือวิชาเอก  มีข้อที่ให้แสดงวิธีทำ 2 ข้อ  มีข้อหนึ่งทำไม่ได้เลยต้องส่งกะดาษเปล่า  จึงนึกว่าเราคงอยู่อันดับรั้งท้ายแน่ๆ  แต่ผลการสอบออกมาสอบได้ที่ 15  จากผู้เข้าสอบทั้งหมดร้อยกว่าคน  เพราะเอกวัดผลพึ่งเปิดสอนได้ 3 ปี  และมีสถานศึกษาเพียง 2 แห่งเท่านั้นที่เปิดสอน  คือ มศว.ประสานมิตรกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง  จึงมีคนมาสอบไม่มากนัก  บัญชีแรกถูกเรียกบรรจุในเดือนพฤษภาคม 2527  ถึง 8 คน  ข้าพเจ้าจึงเริ่มมีความหวังว่าจะถูกเรียกไปบรรจุ  และกลางเดือนมิถุนาน  2527  ข้าพเจ้าได้รับจดหมายเรียกตัวจากกรมฯ  ให้ไปเลือกสถานศึกษา  แม่และข้าพเจ้าดีใจมาก  รีบไปซื้อผ้ามาตัดชุดทำงานทันที  ในวันนั้นมีการเรียกบรรจุเพิ่มขึ้นอีก 8  อัตราข้าพเจ้าได้เลือกคนที่  6  มีสถานศึกษา  3  แห่งให้เลือก  คือวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ  วิทยาลัยการอาชีพตรัง  และวิทยาลัยเทคนิคนราธิวาส  ข้าพเจ้าตัดสินใจเลือกวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษทันที  มีคนที่คะแนนถัดจากข้าพเจ้าเขาอยากได้จังหวัดศรีสะเกษ  แต่ข้าพเจ้าได้รับสิทธิให้เลือกก่อน  หากได้ไปอยู่นราธิวาสหรือตรัง  งานที่เผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้าคงไม่เกิดขึ้น  โดยเฉพาะจังหวัดนราธิวาสเขาไม่มีเรียนวิชาพระพุทธศาสนา  แต่เรียนศาสนาอิสลามแทน

 

 

 19  ศรีสะเกษเมืองน่าอยู่

 

วันที่  28  มิถุนายน  2527  ข้าพเจ้าได้เดินทางด้วยรถไฟ  เพื่อมารายงานตัวที่วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษในวันรุ่งขึ้น  เมื่อเห็นสถานที่ครั้งแรก  ข้าพเจ้ารู้สึกชื่นชอบสนามหน้าวิทยาลัยที่กว้างใหญ่   ต้นไม้ใหญ่น้อย  อาคารเรียนตั้งห่างกันอย่างมีระเบียบ   ทำให้ลมพัดผ่านได้สะดวก  ไม่เหมือนสถานศึกษาในกรุงเทพที่แออัด  บุคคลแรกที่ประทับใจมากจนถึงวันนี้  คือท่านผช.ผอ.สมพันธ์  ประดับสุข  ที่ได้ให้ที่พักพิงแกข้าพเจ้า  ท่านเป็นคนกันเองไม่ถือยศถือศักดิ์  บ้านพักครูที่ท่านอาศัยเป็นเรือนไม้ 2 ชั้น  มีเพียง 2 ห้องนอน  และต่อเพิงชั้นล่างอีกห้องหนึ่ง  ให้ลูกชายและหลานชายท่านนอน  ภรรยาท่านอาจารย์ทองสุก  ประดับสุข  เป็นสตรีที่ข้าพเจ้าเคารพรักมาก  ท่านเป็นผู้มีจิตใจอ่อนโยนมีเมตตา  ลูกของท่าน 3 คน  และหลานอีก 2 คน  รวมทั้งข้าพเจ้าเป็น 8 คนอยู่ในบ้านหลังเล็กด้วยกัน  ตลอดเวลา  7  เดือน  ที่ข้าพเจ้ามาพักพิงอาศัย  ไม่เคยมีวันไหนที่รู้สึกอึดอัดน้อยใจเลย  เพราะลูกของท่านไม่เคยแสดงอาการรังเกียจ  แม้ห้องที่พักจะต้องนอนด้วยกันถึง 4 คน  น้องๆก็ยินดีแบ่งให้ข้าพเจ้า  เพราะผช.ท่านพูดกับข้าพเจ้าว่า  บ้านนี้เป็นบ้านของหลวง  อาจารย์ก็เป็นคนของหลวงย่อมมีสิทธิ์เท่ากัน  ลูกๆของท่านประสบความสำเร็จในด้านการศึกษาทั้ง  3  คน  ต่างจากลูกผู้บริหารทั่วๆไป  ที่มักเกเรเรียนไม่จบ  ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นท่านอาจารย์ทั้งสองทะเลาะโต้เถียงกันเลย  ในบ้านมีแต่บรรยากาศของการพูดคุยหยอกล้อระหว่างพ่อแม่ลูก  ท่านไม่ทะยานอยากในตำแหน่งที่สูงขึ้นเมื่อปลดเกษียณ  ท่านทั้งสองจึงมีความสุขหน้าตาอิ่มเอิบ  ข้าพเจ้ายังได้พบท่านหลายครั้ง  เพราะท่านชอบช่วยเหลืองานสังคม  ปัจจุบันข้าพเจ้าจึงได้เริ่มเข้าใจว่า  ผู้ที่เรียกตนเองว่าผู้ปฏิบัติธรรม  คือผู้ที่ดำเนินชีวิตด้วยสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น  มิใช่การไปบวชที่วัด  แล้วยังมีอัตตายึดมั่นว่านี่ตัวกูของกู  เพราะข้าพเจ้าได้พบคนเช่นนี้หลายคนในวิทยาลัยฯ  มาชักชวนให้ไปบวชชีพราหมณ์ที่วัดหนองป่าพง  จังหวัดอุบลราชธานี  แต่เห็นของหลวงเหมือนของตนเอง  กีดกันไม่ให้คนอื่นใช้  แม้แต่พระสงฆ์องคเจ้าที่ได้ชื่อว่าเป็นพุทธทายาท  ก็หลงสมณศักดิ์ใหญ่โต  หลงลาภสักการะชื่อเสียง  จนขาดอุดมคติของการเป็นนักบวช

 

 

 

 20  ผู้บริหารในดวงใจ

 

      ผู้บริหารอีกคนหนึ่งที่ข้าพเจ้าศรัทธาท่านมาก  คือท่านผอ.สมเกียรติ  พึ่งอาตม์  ผอ.คนที่ 13 

ของวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ  ท่านเป็นคนใจกว้างอารมณ์ดียิ้มง่าย  อุทิศเวลาให้กับหน้าที่  ไม่มีคนมาคอยตามประจบสอพลอ  เพราะท่านชอบคนทำงาน  เมื่อข้าพเจ้ามาบรรจุใหม่ๆ  ได้ทำหน้าที่เจ้าหน้าที่งานทะเบียน  วันหนึ่งท่านผอ.ตำหนิข้าพเจ้าในที่ประชุม  เรื่องการทำงานทะเบียนที่ขาดความเด็ดขาด  ปล่อยให้ครูอาจารย์ให้เกรด มส.(ไม่สมบูรณ์เนื่องจากขาดส่งงาน)แก่นักเรียนเป็นจำนวนมาก  บางรายวิชาติด มส.เป็นร้อยก็มีเพราะไม่จ่ายค่าหนังสือค่าชีทครู  ข้าพเจ้าก็ลุกขึ้นมาโต้เถียงทันทีอย่างไม่ยอมลดลาวาศอก  เพราะคิดว่าเราตั้งใจทำงานดีแล้ว  เพราะเห็นว่าการไปเข้มงวดกับครูอาจารย์ที่มีทิฏฐิมากโดยเฉพาะคนที่มีซีสูงๆ  เราจะถูกเขาตำหนิว่าไม่ให้เกียรติการวัดและประเมินผลการเรียนของเขา  แต่ผอ.ท่านมีอารมณ์มั่นคง  แม้เมื่อข้าพเจ้าทำงานนอกเวลาท่านก็ซื้อขนมสอดไส้มาฝาก     ข้าพเจ้าจำคำพูดท่านได้ดี  ท่านบอกว่านายสมเกียรติ  พึ่งอาตม์ไม่มีตัวตนที่แท้จริง  ดังนั้นใครด่าว่านายสมเกียรติจึงไม่ต้องเดือดร้อน  ตอนนั้นข้าพเจ้าไม่นึกเฉลียวใจเลยว่า  ท่านผอ.ท่านเข้าใจธรรมลึกซึ้งและท่านกำลังสอนให้ข้าพเจ้าลดอัตตาตัวตน  เพราะจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าถึงธรรมของพระพุทธเจ้า  แต่ก็อดชื่นชมในความเป็นผู้ใหญ่ของท่านไม่ได้  ต่อมาท่านจึงวางระบบให้ครูอาจารย์ต้องบันทึกชี้แจงเหตุผลให้ผู้บริหารอนุมัติก่อน  จึงจะให้เกรด มส.ได้และเป็นมาตรการที่แก้ปัญหาได้ชะงัด  เพราะในภาคเรียนต่อๆมา  ครูให้นักเรียนติด มส.น้อยมาก  และเป็นข้อตกลงที่ปฏิบัติสืบต่อมาอีกนับ 20 ปี  ทำให้งานทะเบียนทำงานได้สะดวกรวดเร็ว  สามารถออก รบ. ให้นักเรียนได้โดยไม่มีปัญหาคาราคาซัง  ท่านจึงเป็นผู้บริหารที่มีการบริหารจัดการระบบการทำงาน  และการบริหารบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ  และเมื่อท่านจากไปเป็นผอ.ที่อื่น  ครูนักเรียนอาลัยท่านมาก  และนับแต่นั้นมาข้าพเจ้าไม่เคยพบผู้บริหารท่านไหนเหมือนท่านอีกเลย  ท่านปลดเกษียณในเดือนกันยายน  2543  ที่วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี  และจัดงานปลดเกษียณที่วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษด้วย  เพราะบ้านเกิดท่านอยู่ศรีสะเกษ  อำเภอกันทรลักษ์  มีครูอาจารย์จากหลายจังหวัดมาร่วมงานมากมาย  ท่านดูมีความสุขกระชุ่มกระชวย  และเมื่อเทียบกับคนวัยเดียวกันจะต่างกันมาก 

 

ความมั่นคงในวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ  ตามอัตตาของผอ.และ ผช.ผอ.แต่ละคนที่เวียนกันมา แต่มาถึงจุดวิกฤตเมื่อปี พ..2540  และ  2547  ซึ่งเป็นผอ.คนที่ 17  และผอ.คนที่ 19  ซึ่งท่านทั้งสองเป็นคนที่ขาดเมตตาจิตอย่างมาก  หูเบาชอบยกย่องคนประจบสอพลอ  และอคติกับคนที่มีความคิดเป็นของตนเอง  รักความยุติธรรม  ซึ่งข้าพเจ้าไม่อยากพูดถึงรายละเอียด

 

 

 

 21  สอนพระพุทธศาสนาแต่ไม่เข้าใจศาสนา

 

เดือนพฤษภาคม ปี พ..2528  หัวหน้าแผนกสังคมให้ข้าพเจ้าช่วยสอนวิชาพระพุทธศาสนาแก่นักศึกษาชั้น ปวช.ปีที่ 1  ข้าพเจ้าดีใจมาก  เพราะใฝ่ฝันจะเป็นครูจึงไปขออนุญาต  ท่านผอ.สมเกียรติถามข้าพเจ้าว่า  อาจารย์พัชราเข้าใจวิชาพระพุทธศาสนาดีหรือยัง  วิชานี้ไม่ใช่ใครๆก็สอนได้นะ  เพราะเป็นความรู้ที่ละเอียดอ่อนต้องมีสติปัญญาที่ลึกซึ้ง  จึงจะเข้าใจคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  ตอนนั้นข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจคำพูดของท่าน  จึงได้บอกท่านว่าจะพยายามศึกษาค้นคว้าหาความรู้ให้มากที่สุดคงไม่เหลือบากกว่าแรง  ในขณะนั้นสิ่งที่ได้เรียนรู้ก็คือ  ข้าพเจ้ารู้แต่ทฤษฎี  หารู้ด้วยวิธีปฏิบัติไม่  เพราะเมื่อมีอารมณ์ภายนอกมากระทบ  ในลักษณะที่จะทำให้ข้าพเจ้าเสื่อมลาภ  เสื่อมยศ  ถูกตำหนิติเตียนจากผู้บังคับบัญชาหรือเพื่อนร่วมงาน  ข้าพเจ้ามักจะโต้เถียงอย่างไม่ยอมลดลาวาศอก  ด้วยรู้สึกว่าเสียหน้าหรือถ้าทำอะไรไม่ได้ก็จะหงุดหงิดรำคาญใจ  หรือเมื่อได้ลาภ ได้ยศ ได้รับการสรรเสริญ ได้ความสุข(จากปัจจัยภายนอก)  ข้าพเจ้าจะรู้สึกดีใจอิ่มอกอิ่มใจ  ซึ่งในขณะนั้นจ้ายังไม่เข้าใจว่าคือความยึดมั่นถือมั่น   ซึ่งเป็นปัจจัยให้หลงผิดเห็นความทุกข์เป็นความสุข

 

เมื่อข้าพเจ้ามาทำหน้าที่สอน  สิ่งที่ได้รับเพิ่มขึ้นจากเงินเดือนก็คือ  เงินค่าสอนพิเศษ  ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของครูอาชีวศึกษา  แต่ละแผนกจึงมุ่งผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก  ดังนั้นสังคมของชาวอาชีวะจึงหาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้ยาก  ยกเว้นคนที่มาจากพื้นฐานของครอบครัวที่มีคุณธรรม  คนเหล่านี้จึงดูจริงใจ  รู้จักการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  รับผิดชอบหน้าที่  และเป็นตัวของตัวเองแต่ก็มีไม่มากนัก  และการก้าวมาสู่ตำแหน่งผู้บริหารที่มิได้มาโดยการสอบคัดเลือกเหมือนผู้บริหารของโรงเรียนประถมหรือมัธยม  จึงมักมาจากเส้นสายของนักการเมือง  จึงยิ่งได้คนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม  มีโลกทัศน์แคบชอบการประจบสอพลอ  เพราะตนเองก็ขึ้นมาเป็นใหญ่ได้โดยการวิ่งตามนาย  แต่ไม่เก่งในการทำงาน  ดังนั้นผู้บริหารส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยเอาใจใส่ด้านวิชาการ  ยกย่องให้รางวัลคนที่คนชอบประจบสอพลอ  ไม่สามารถครองใจคนได้  และค่านิยมเช่นนี้จึงเป็นรากลึกที่กัดกร่อนคุณธรรมของครู  เราจึงมักเห็นนักศึกษาอาชีวะมีข่าวตีรันฟันแทงบ่อยๆ  ก็เพราะผู้ที่ให้สติปัญญาแก่นักศึกษาก็ขาดหลักสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน  แล้วจะมองเห็นคุณค่าของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้อย่างไร

 

ข้าพเจ้าทำงานได้ประมาณ  3  ปี  ประมาณปี พ..2530  บิดาของข้าพเจ้าก็ถึงแก่กรรมลงด้วยโรครูคีเมีย  หลังจากนั้นแม่ต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดมดลูก  เพราะเป็นเนื้องอก  ซึ่งตอนนั้นแม่ยังมีสุขภาพแข็งแรงพอที่จะผ่าตัดได้  แต่แม่ไม่ได้รับฮอร์โมนเพศหญิง  เพราะหมอไม่ได้แนะนำ  และข้าพเจ้าก็ขาดความรู้ในเรื่องนี้  ดังนั้นอาการโรคกระดูกผุกระดูกพรุนจึงกำเริบหนักขึ้น

 

ในปี พ.. 2531  ข้าพเจ้าได้รับแม่  และน้องกระต่ายมาอยู่ที่ศรีสะเกษด้วย  บ้านที่พักเป็นบ้านพักครู  กระต่ายแกเริ่มโตเป็นสาวไม่ค่อยตั้งใจเรียน  ไม่อยู่ในระเบียบวินัย  ชอบความฟุ้งเฟ้อ  หยิบยืมเข้าของเครื่องใช้เพื่อนที่โรงเรียนประจำ  ทั้งๆที่ข้าพเจ้าก็หาให้แกตามอัตภาพ  แต่แกก็ไม่พอใจ  จนข้าพเจ้าเอือมระอา  ช่วงนี้แม่มีอาการป่วยมากขึ้น  แต่ยังพอเดินด้วยไม้เท้า 4 ขาได้  ตอนเช้าข้าพเจ้าจะตื่นแต่เช้ามาทำอาหารให้แม่  กลางวันก็วิ่งมาหาอาหารให้ท่าน  ช่วงเย็นจะกลับมาต้มน้ำอุ่นอาบให้แล้วกลับไปทำงานต่อจนถึง 2 ทุ่ม  งานเช่นนี้กระต่ายแกแทบไม่เคยทำ  เพราะแกเป็นโรคต้องการความรัก  แต่รักใครไม่เป็น เวลาวันหยุดหรือเมื่ออากาศเย็นก็จะต้มน้ำอุ่นประคบขาบรรเทาอาการปวดกระดูกให้แม่  บางครั้งก็เข็นรถเข็นพาท่านไปเที่ยวที่วิทยาลัยเทคนิคบ้าง  วิทยาลัยเกษตรบ้าง  จนเพื่อนๆเรียกข้าพเจ้าว่าวัลลี 2  แม่เคยบ่นให้ฟังว่าความเหงามันทำให้ทุกข์ใจยิ่งกว่าสิ่งใด  ข้าพเจ้าอาจจะทำให้แม่มีความสุขบ้างที่ดูแลเอาใจใส่ท่านเป็นอย่างดี  แต่ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถทำให้ท่านเกิดสติปัญญาในการสู้ทุกข์จากความยึดมั่นถือมั่นในสักกายทิฏฐิได้  เพราะสติปัญญาของตนเองก็ยังไม่มี  แม้อยากให้แม่ผ่อนคลายโดยการอ่านหนังสือธรรมะ  แต่มือท่านหยิบของหนักไม่ได้เลย  ชีวิตของแม่จึงเหมือนมีทุกข์หนักที่หาทางผ่อนคลายไม่ได้ 

 

 

 

  22  เพื่อนร่วมชีวิตผู้แสนดี

 

ต่อมาประมาณช่วงเดือนมีนาคม  ปี  ..2534  ข้าพเจ้าไปสมัครเรียนคอมพิวเตอร์ที่บริษัทศรีสะเกษคอมพิวเตอร์  จึงมีโอกาสได้รู้จักกับอาจารย์สมจิตร  กอปรทศธรรม  ปัจจุบันคือสามีของข้าพเจ้า  ได้มาสอนคอมพิวเตอร์ให้ข้าพเจ้า  เธอดูเป็นคนจริงใจสุภาพ  ต่อมาเมื่อเรียนจบคอร์สแล้ว  ข้าพเจ้าจึงได้ชวนเธอมารับประทานอาหารที่บ้าน  เพราะรู้สึกเหมือนได้พบคนที่ดูจริงใจ  เมื่อคุณสมจิตรมาที่บ้านครั้งแรก  เธอพูดคุยสนิทสนมกับแม่มาก  ดูเธอจะรักและเข้าใจคนแก่  หลังจากวันนั้นเธอจะมาเป็นแขกทุกวัน  จนเพื่อนๆที่วิทยาลัยอยากเห็นเธอ  เพราะข้าพเจ้าเป็นครูมาสิบปี  ไม่เคยมีเพื่อนชายที่สนิทสนมเลย  อาจเป็นเพราะข้าพเจ้าขยาดกับครอบครัวของพ่อกับแม่และน้าๆที่ล้มเหลว  วันหยุดเธอจะมาทำอาหารให้แม่และข้าพเจ้าทานด้วย  แต่กระต่ายแกไม่ชอบใจ  แกคงกลัวว่าข้าพเจ้าจะไปสนใจคนอื่นแทน  แกจึงยิ่งดื้อหนักขึ้นไปอีก  ต่อมาไม่นานวิทยาลัยฯ  จะให้ข้าพเจ้าคุมนักศึกษาไปร่วมงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติที่จังหวัดสงขลา  11  วัน  ข้าพเจ้าไม่อยากไปเพราะเป็นห่วงแม่  ที่ช่วยตัวเองไม่ได้มาก  แต่คุณสมจิตร  รับปากว่าจะดูแลให้  ข้าพเจ้าไม่กล้าขัดใจผู้บังคับบัญชา  ประกอบกับอยากจะดูน้ำใจของชายที่ข้าพเจ้าพึ่งรู้จักไม่นาน  จึงตกลงใจไปสงขลา  11  วัน  ความรู้สึกว่าอยู่สงขลาช่างนานเหลือเกิน   แต่ก็สนุกดีมีเพื่อนใหม่ๆที่รู้ใจกัน  เฮฮากันตลอดเวลา  คุณสมจิตรเธอโทรทางไกลไปหา  ข้าพเจ้าดีใจมาก  ทะเลที่หาดสมิหราดูสวยงามสงบยิ่งนัก  ทำให้อดคิดถึงคนที่จากมาแสนไกลไม่ได้ 

 

เมื่อเดินทางกลับมาที่ศรีสะเกษ  ได้ยินแม่ชมคุณสมจิตรให้ฟังว่าเธอมาจัดการอาหารให้แม่ครบ 3 มื้อและอยู่ทานข้าวเป็นเพื่อนแม่ด้วย  และยังเทกระโถนอุจจาระปัสสวะให้อีก  เพราะแม่นั่งห้องน้ำไม่ได้ต้องถ่ายใส่กระโถน  ส่วนมือก็ยกของหนักขนาดนั้นไกลๆไม่ได้  แม่บอกว่าตอนเย็นกระต่ายจะกลับมาเทเธอก็ไม่ยอม  บอกว่าแม่จะต้องทนกลิ่นเหม็นไปนานเธอทำได้  เพราะเมื่อแม่ของเธอมาผ่าตัดที่กรุงเทพเธอก็ดูแลแม่ทุกอย่าง  แม้ในใจของข้าพเจ้าจะรู้สึกว่าเธอรูปไม่งามเหมือนชายในฝัน  แต่ข้าพเจ้าก็คิดว่าเธอเป็นคนดีที่ข้าพเจ้าน่าจะฝากชีวิตไว้ได้  ต่อมาเธอได้มาสู่ขอข้าพเจ้ากับแม่  แม่เป็นคนตรงๆจึงถามว่าคิดดีแล้วหรือที่จะเลือกลูกสาวท่าน  เพราะข้าพเจ้าเป็นคนใจร้อนวู่วามโมโหง่ายเอาแต่ใจตัวเอง  คุณจะทนได้หรือ  แต่คุณสมจิตรเธอบอกว่ารักและต้องการแต่งงานกับข้าพเจ้า  เรื่องนิสัยใจคอเธอไม่ถือสา  ในที่สุดเราก็ได้แต่งงานกันในวันที่  8  ธันวาคม  2534  ด้วยพิธีการอันเรียบง่าย  มีพิธีกรรมทางศาสนาและร่วมรับประทานอาหารกลางวันเท่านั้น  เชิญแต่ผู้บริหารและเพื่อนที่สนิทสนมมาร่วมงาน  ด้วยข้าพเจ้าคิดว่าถ้าจัดงานใหญ่โตก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขา  ข้าพเจ้าไม่ชอบการเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการติดลบ  แต่เริ่มจากศูนย์ดีกว่า  เพราะถ้าเป็นหนี้เป็นสินแล้วจะบั่นทอนฐานะทางเศรษฐกิจและความสุขของครอบครัว  ชีวิตการแต่งงานของข้าพเจ้าราบรื่นดี  แม้คุณสมจิตรจะไม่ได้เป็นข้าราชการ  แต่เธอก็ขยันขันแข็ง  ต่อมาเมื่อคลอดลูกชายคนแรก  ชื่อเด็กชายศิลา  กอปรทศธรรมได้หกเดือน  เธอก็ได้บรรจุเข้ารับราชการครูที่โรงเรียนเขื่อนช้างวิทยาคาร  อำเภอน้ำเกลี้ยง  จังหวัดศรีสะเกษ

 

 

 

 23  ไม่เชื่อความงมงาย

 

ข้าพเจ้าสังเกตเห็นธรรมเนียมประเพณีทางภาคอีสาน  เขาชอบจัดงานใหญ่โตเกินกว่าฐานะ  ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงานหรืองานศพจะต้องมีการล้มหมูล้มวัว  เลี้ยงเหล้ากันอย่างกับเทน้ำเทท่า  มีมหรสพสมโภชน์บางทีจัดตั้งหลายวัน  หมดเงินหมดทองไปก็มาก  นี่จึงเป็นเหตุให้ฐานะทางเศรษฐกิจของคนอีสานย่ำแย่  เคยถามนักเรียนว่าทำไมต้องจัดงานเสียใหญ่โตเกินกว่าฐานะ  นักเรียนก็บอกว่าประเพณีเขาเป็นอย่างนี้  ถ้าใครไม่ทำตามประเพณีเพื่อนบ้านจะติฉินนินทาเอา  และมีประเพณีความเชื่ออีกหลายอย่างที่ทำตามๆกัน  โดยขาดหลักการพิจารณาด้วยเหตุและผล  ไม่เคยมีการวิเคราะห์ถึงผลที่จะตามมาจากการทำอะไรตามประเพณี  รู้แต่ว่าบรรพบุรุษเชื่ออย่างนี้  ก็ต้องทำตามไม่เว้นแม้แต่คนที่มีการศึกษาดี  ก็ปล่อยให้ความเชื่อที่ไม่มีเหตุผลมาครอบงำด้วย  เช่นพิธีไหว้ผี  พิธีตั้งศาลต่างๆ  พิธีบุญบั้งไฟเพื่อขอฝนและอีกหลายๆพิธี  เราจึงมักเห็นศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่เต็มไปหมด  ตามถนนหนทางใครตายโหงก็ต้องตั้งศาล  และชักชวนกันไปกราบไหว้ขอหวยกันแน่นขนัด  ด้วยชีวิตมักหมดไปกับอบายมุข  ขาดความขยันขันแข็งในการต่อสู้ดิ้นรน  แม้แต่การเพาะปลูกก็ไม่เคยมีการวิเคราะห์ความต้องการของตลาด  เราจึงเห็นเขาปลูกหอมบ้าง  กระเทียมบ้าง  พริกบ้างตามๆกันทุกบ้าน  สุดท้ายไม่ได้ราคาเท่ากับลงทุนทำการค้าทุกปี  แต่ไม่มีกำไรเพราะค้าขายไม่เป็น  นี่จึงเป็นที่มาของการเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว  ให้รัฐบาลต้องคอยแก้ปัญหา  เกษตรกรรุ่นใหม่ของจังหวัดศรีสะเกษที่มีฐานะค่อนข้างดี  มักเป็นข้าราชการที่ใจรักการทำเกษตรกรรม  และรู้หลักการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด  หลายอำเภอจึงปลูกสวนยางพารา  ผลไม้หลายหลากชนิด  ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน  เงาะ  ลองกอง  มังคุด  องุ่น  สะตอ ฯลฯ  และทำรายได้ให้เป็นอย่างดีจนหลายคนลาออกจากราชการมาทำการเกษตรก็มี 

 

ส่วนกระต่ายแกเริ่มดื้อรั้นขึ้นทุกวัน  บางครั้งหนีออกจากบ้าน  เช่ามอเตอร์ไซค์ไปเที่ยวคาราโอเกะที่จังหวัดอุบลราชธานี แกกับเพื่อนร่วมกันขโมยวิทยุของเพื่อนในกลุ่มไปจำนำ  ฝ่ายปกครองจึงเชิญข้าพเจ้าไปรับรู้พฤติกรรมของแกและชดใช้ค่าเสียหาย  การเรียนก็ไม่ตั้งใจ  ในที่สุดเมื่อจบม.3  ข้าพเจ้าทนไม่ไหวจึงส่งตัวแกกลับไปหาพ่อของแก  แกใช้ชีวิตอย่างคนประมาท  ไม่นานก็ได้สามีซึ่งไม่เอาถ่าน  ต่อมามีลูกชายแกก็ทิ้งลูกให้แม่สามีเลี้ยง  เหมือนที่แม่แกทิ้งแกไป  ข้าพเจ้าจึงรังเกียจคนที่รักความสนุก  แต่ขาดความรับผิดชอบ  เพราะสังคมไทยยุคใหม่ปลูกฝังเยาวชนแบบนี้มากเหลือเกิน  จนต่อมากลายเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงหนักหน่วงในสังคม 

 

 

 

 

 24  ดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

 

ต่อมาประมาณปี พ.. 2536  มารดาของคุณสมจิตร  ได้มีอาการป่วยกำเริบด้วยโรคมะเร็งเต้านมที่เคยตัดทิ้งไว้ได้กระจายและลุกลามไปถึงสมองและอวัยวะอื่นๆ  ข้าพเจ้าเคยไปเยี่ยมและซื้อยาที่เขาโฆษณาว่ากินแล้หาย  แต่ในที่สุดแม่คุณสมจิตรป่วยอยู่ไม่กี่เดือนก็จากไป  ส่วนแม่ของข้าพเจ้าบ่นตลอดว่าเมื่อไหร่แม่จะไปสบายเหมือนคนอื่นเขา  เพราะแม่ทรมานมากโดยเฉพาะในหน้าหนาว  ข้าพเจ้าเคยรับหมอมาฉีดยาแก้ปวดให้  หมอทุกคนเมื่อเห็นอาการของแม่จะบอกว่าโรคเวรกรรมรักษาไม่หาย  เพราะเป็นอาการของโรครูมาตอยด์ชนิดรุนแรงที่สุด  และแม่มีอาการปวดหลังมากหนักขึ้นจนทำท่าว่าจะเดินไม่ได้  จึงขอร้องให้น้องหน่อยรับตัวไปรักษาที่กรุงเทพ  ข้าพเจ้าได้เหมารถตู้มีน้องหน่อยและเจ้าบังมารับ  เวลาที่หน่อยไปทำงานต้องจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลแม่เดือนละ 5000  บาท  โดยข้าพเจ้าส่งเงินไปให้ทุกเดือนๆละ 3000 บาท  ตลอด  20  ปีที่แม่ป่วยอยู่ข้าพเจ้าไม่เคยละเลยหน้าที่  คงส่งเงินไปช่วยแม่หน่อยตลอด  ด้วยจิตสำนึกว่ามันคือหน้าที่ที่ลูกจะต้องให้แก่บุพการี  เพราะแม่ให้ข้าพเจ้ามาตลอดชีวิต  ข้าพเจ้าจึงไม่เคยใช้จ่ายฟุ่มเฟือย   ไม่เคยอยากได้วัตถุตามคนอื่น  เพราะแม่สอนว่าเห็นช้างขี้อย่าขี้ตามช้าง  แม้แต่รถยนต์และบ้านที่ซื้อ  ก็ซื้อเมื่อข้าพเจ้าทำงานได้  17  ปีซึ่งมีเงินเดือนมากพอที่จะผ่อนธนาคารได้  ชีวิตของแม่จึงอยู่ได้ด้วยลูกสาวทั้งสองที่รักและเอาใจใส่  ส่วนเจ้าบังไม่ต้องพูดถึง  เพราะภรรยาเป็นคนเกียจคร้านชอบเล่นการพนัน  ได้เงินจากการขับรถก็จะพาลูกเมียไปหาอาหารอร่อยนอกบ้านทาน  ไม่เคยมีการวางแผนชีวิตแม้กระทั่งเรื่องอาหารการกิน 

 

 

 

 

 25  เริ่มเห็นความไม่เที่ยงของสังขาร

 

ช่วงปิดเทอมข้าพเจ้าจะลงไปกรุงเทพฯ เพื่อดูแลแม่  แม่อยากอยู่ใกล้ข้าพเจ้าเพราะใจเย็นกว่าแม่หน่อยมาก  และข้าพเจ้าไม่ชอบลูกที่ด่าว่าหรือเกี้ยวกราดกับบุพการี  เพราะรู้ว่าเป็นบาปชีวิตจะไม่เจริญรุ่งเรือง  หลายครั้งที่แม่ต้องเข้าโรงพยาบาล  ข้าพเจ้าจึงลางานและหอบหิ้วลูกชายคนโต  ซึ่งอายุได้ 3 ขวบของข้าพเจ้าไปเฝ้าคุณแม่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ด้วย  เพราะเกรงว่าอยู่กับพ่อจะเกิดอุบัติเหตุ  เพราะลูกชายคนโตเคยถูกน้ำร้อนลวก  เพราะความเผลอเรอของพ่อ  เมื่อข้าพเจ้าไปถึงโรงพยาบาลจึงได้รู้ว่าแม่กินยานอนหลับเกินขนาด  เพราะทนต่อความเจ็บป่วยทุกข์ทรมานกับโรคภัยไม่ไหว  ข้าพเจ้าได้ยินแม่ต่อว่าแม่หน่อยว่ามาช่วยแม่ไว้ทำไม  หน่อยบอกแม่ว่าถ้าปล่อยให้แม่ตายไปต่อหน้าต่อตา  ลูกคงเป็นคนบาปหนา  ข้าพเจ้าปลอบใจแม่ว่าเราต้องสู้ความทุกข์ให้ได้  ไม่ได้มีแต่แม่คนเดียวที่ทุกข์เพราะความเจ็บป่วย  ยังมีคนในโลกอีกมากมายที่ต้องสู้เพราะมันเป็นความจริงของชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้  หากฆ่าตัวตายอาจไปตกนรกเหมือนที่พระท่านบอก  ชีวิตนี้มีทุกข์มากแล้ว  ตายไปก็อย่าไปเจอทุกข์อีกเลย  ข้าพเจ้าเห็นแม่กับแม่หน่อยกอดกันร้องไห้  และอีกหลายครั้งที่แม่คิดสั้นเช่นนี้ แม่บอกว่าอย่าว่าแม่เลยนะ  เพราะแม่เจ็บปวดทรมานจนไม่สามารถบรรยายได้  บางครั้งข้าพเจ้าได้ยินเสียงกระดูกแม่ดังกรอบๆ  นับเป็นภาพที่สะกดความรู้สึกของข้าพเจ้าอย่างรุนแรง  พร้อมกับตั้งคำถามขึ้นในใจว่าเราทุกคนเกิดมา  มิใช่เพื่อพบกับความสนุกสนานเพลิดเพลินเท่านั้น  แต่เพื่อมาพบกับความทุกข์ทรมานที่ไม่รู้จบเช่นนี้หรือ  นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มเข้าใจว่าทำไมเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะท่านเห็นเทวฑูตทั้ง 4  ท่านจึงเกิดธรรมสังเวสและทรงปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะหาทางพ้นทุกข์  เพราะทุกข์จากการเกิด  แก่  เจ็บป่วยทุพลภาพ และความตายที่ทุกชีวิตต้องประสบมันช่างทุกข์ทรมานน่าเวทนาอย่างหาที่เปรียบมิได้  แม้อยากจะตายเพื่อหนีความทุกข์ก็เป็นไปไม่ได้  เพราะตราบใดที่จิตยังไม่สิ้นกิเลสก็ต้องวนเวียนอยู่กับความทุกข์ทรมานเช่นนี้ไม่รู้จบ  อยากพบอริยสัจธรรม

 

ข้าพเจ้าเคยอ่านประวัติของหลวงปู่ชา  สุภัทโท  เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง  อำเภอวารินชำราบ  จังหวัดอุบลราชธานี  ท่านก็อาพาธและป่วยเป็นอัมพาตเหมือนกัน  แต่ใจของท่านไม่มีความทุกข์ครอบงำ  ท่านมีวาระจิตที่แจ่มใสไม่พะวงต่อความเสื่อมความทุพลภาพของสังขาร  ข้าพเจ้ารู้ว่าวันหนึ่งตนเองก็จะต้องเจ็บป่วยอย่างแม่  จึงได้ตั้งปณิธานว่าข้าพเจ้าจะต้องมีวาระจิตเหมือนหลวงปู่ชาให้ได้  เพื่อการอยู่จะได้ไม่ทุกข์ทรมาน  และละโลกนี้ไปด้วยความสงบเหมือนท่านให้ได้  แต่ขณะนั้นข้าพเจ้าก็ยังไม่รู้จักวิธีปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์ 8  เพื่อให้เข้าถึงความรู้นั้น  ทั้งๆที่สอนวิชาพระพุทธศาสนามาตั้ง 13 ปี  ในภายหลังอีก 3  ปีต่อมา  ข้าพเจ้ามาทบทวนดูจึงได้รู้ว่า  ข้าพเจ้าขาดความสนใจใฝ่รู้ในพุทธธรรมอย่างจริงจังนั่นเอง แม้เมื่ออ่านหนังสือก็ไม่เคยพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดไปถึงความลึกซึ้งของนามธรรมที่อ่าน  ภายหลังข้าพเจ้ารู้ได้ด้วยข้อสงสัยว่าพระพุทธเจ้าและพระอริยสาวกท่านสู้ทุกข์อย่างไร  ท่านสร้างเหตุปัจจัยอย่างไร  จึงเกิดผลคือการดับทุกข์  และเมื่อได้มาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานด้วยหลักสติปัฏฐาน 4  ประกอบกับได้พบกับวิทยากรหลายท่าน  และบุคคลที่มีอิทธิพลต่อข้าพเจ้าอย่างมากคืออาจารย์อรนุช  ลิ้มเทียมเจริญหรือพี่อิ๋ว  เธอบอกว่าถ้าเธอเดินตามพระพุทธเจ้าด้วยศรัทธาที่มั่นคงไม่หวั่นไหว  สุดท้ายเธอจะเอาชนะความทุกข์ทางจิตได้  จิตเธอจะไม่เศร้าหมองฟุ้งซ่านรำคาญใจต่ออารมณ์ภายนอกที่มากระทบ  ดังนั้นนับตั้งแต่ ปี พ.. 2543 เป็นต้นมาข้าพเจ้าจึงสนใจเรื่องวิปัสสนากรรมฐานอย่างเอาเป็นเอาตาย  และตั้งปณิธานว่าชีวิตนี้ข้าพเจ้าต้องได้สัมผัสกับความสุขที่พระบรมศาสดาท่านทรงค้นพบและประกาศเปิดเผยไว้       

 

 

 

 

 26  ก่อเวรเพราะความโง่เขลา

 

ข้าพเจ้าสอนวิชาพระพุทธศาสนาในระดับ ปวช.  และวิชามนุษยสัมพันธ์ในระดับ ปวส.  เหตุการณ์ก็ปกติสุขดี  มีการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน  เพราะครูในแผนกส่วนใหญ่ท่านเป็นคนสันโดษเรียบง่าย  จนกระทั่งถึงปี พ.. 2540  ซึ่งเป็นปีที่  13  ที่ข้าพเจ้าได้สอนวิชาพระพุทธศาสนา  ครูอาจารย์ที่เคยสอนด้วยกันปลดเกษียณไปบ้าง  ถึงแก่กรรมบ้าง  ย้ายไปสถานศึกษาอื่นบ้าง  จึงมีคนมาใหม่เกือบทั้งหมด  ซึ่งแต่ละคนล้วนเป็นผู้ขาดสัมพันธภาพกับผู้อื่น  มองเห็นรายได้สำคัญกว่าสิ่งอื่น  เผอิญเขาทำงานใกล้ชิดผู้บริหารในยุคนั้น ซึ่งข้าพเจ้าไม่ขอเอ่ยนาม  และท่านก็ชื่นชอบเขาเป็นพิเศษให้ 2 ขั้นทุกปี  บังเอิญข้าพเจ้ามีเรื่องขัดใจกัน  เขาจึงรวมตัวกันไม่จัดตารางสอนให้ข้าพเจ้า  แต่บันทึกขอจ้างครูพิเศษแทนด้วยข้ออ้างว่าข้าพเจ้าไม่ได้จบเอกสังคมศึกษา  ข้าพเจ้าไปขอความเป็นธรรมจากท่านผู้อำนวยการ (ผอ.คนที่ 17)  แต่ท่านกลับไม่ฟังเหตุผล  และจะไม่ให้ข้าพเจ้าสอน  ให้ทำงานเหมือนเสมียนในสำนักงาน  ซึ่งข้าพเจ้ายอมรับไม่ได้เพราะรักการสอนเป็นชีวิตจิตใจ  ที่เรียนครูก็ใฝ่ฝันจะมาสอนนักเรียน  แม้ผช.จะช่วยประนีประนอม  แต่ผอ.ท่านก็ไม่ฟังใคร  เมื่อพูดด้วยเหตุผลผอ.ไม่ฟัง  เพื่อนๆหลายคนของข้าพเจ้าเป็นเดือดเป็นแค้นกับความอยุติธรรม  และเพื่อนสนิทคนหนึ่งได้ยุให้เอาวิชามารมาเล่นงานผอ.  โดยเขียนบันทึกข้อความร้องเรียนถึงท่านอธิบดีจำนวน  3  หน้ากระดาษ  โดยเพื่อนของข้าพเจ้าเป็นคนหาข้อมูลและพิมพ์ให้  มีอยู่ข้อหนึ่งที่เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง  ข้าพเจ้าทักท้วงว่าข้อนี้น่าจะตัดออกเพราะอาจจะไม่เป็นความจริง  แต่เพื่อนข้าพเจ้าบอกว่าเขามีหลักฐานมีพยานบุคคลยืนยันได้  อีกอย่างหนึ่งท่านไม่ปล่อยให้หนังสือนี้ไปถึงกรมหรอก  เราเพียงขู่ให้เขาให้ความเป็นธรรมกับเราเท่านั้น  และก็เป็นดังที่คาดไว้  ท่านผอ.ยอมปฏิบัติตามข้อเสนอของข้าพเจ้า   และให้ผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน      ข้าพเจ้าจึงได้ชัยชนะมาท่ามกลางความเกลียดชังของผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมแผนก 

 

ต่อมาท่านผอ.โดนครูคนหนึ่งในวิทยาลัยฯร้องเรียน  ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริหารงานที่ขาดหลักสัมพันธภาพ  แต่ท่านมีข้อดีตรงท่านไม่คอรัปชั่น  ในยุคท่านครูแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่ามากกว่าเดิม  เพราะมีหลายคนได้รับสิทธิพิเศษด้านความดีความชอบ  ทั้งๆที่ไม่ได้ทำงานมากว่าคนอื่น  บางคนละทิ้งการสอนแต่ไปมุ่งงานกิจกรรมหรือธุรกิจส่วนตัวท่านก็ชื่นชอบให้ความดีความชอบขั้นพิเศษ  ตอนหลังคณะกรรมการจากกรมที่มาสอบเขาเรียกข้าพเจ้าไปให้ปากคำด้วย  ข้าพเจ้าจึงได้รู้ว่ามีกระดาษที่พิมพ์เล่นๆ 3 หน้ากระดาษสอดไส้ไปด้วยเพียงแต่ไม่ได้ลงชื่อข้าพเจ้าเท่านั้น  ผลการสอบปรากฏว่าท่านผอ.ท่านชนะ  แต่ขณะที่ท่านรอผลการสอบนานเกือบ 3 เดือนท่านคงทุกข์ใจมาก  ประกอบกับรถเก๋งซีฟิโร่ที่ท่านนั่งไปประสบอุบัติเหตุ  รถพังเสียหายเสียค่าซ่อมนับแสนบาท  ต่อมาท่านเริ่มมีอาการป่วยเริ่มแรกของโรคอัมพฤกษ์  ท่านเคยพูดให้ได้ยินว่าใครใส่ร้ายท่านคนนั้นจะได้รับกรรมตามสนอง ข้าพเจ้าไม่กล้าบอกท่านว่าข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องการร้องเรียน  แต่คิดว่าท่านคงไม่เชื่อจึงไม่ได้ปรับความเข้าใจและขอโทษท่าน  ในใจลึกๆของข้าพเจ้ารู้สึกเห็นใจท่านอยู่ลึกๆ  เพราะโดยเนื้อแท้แล้วข้าพเจ้าเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยนมีเมตตา  รักความเป็นธรรม  แต่ที่เหตุการณ์พลิกผันให้หลงผิดเช่นนี้  เพราะข้าพเจ้าได้รับความอยุติธรรมเป็นอย่างมาก  และขณะนั้นยังไม่เข้าใจวิชาที่ตนเองสอน  จึงไม่สามารถใช้ธรรมมะเอาชนะอธรรมได้  จนท่านปลดเกษียณและจากจังหวัดศรีสะเกษไปในที่สุด

 

หลังจากนั้นวิทยาลัยฯก็ได้ผอ.คนที่ 18  ท่านเป็นคนพูดเพราะมนุษยสัมพันธ์ดี  แต่ท่านมีจุดด้อยตรงกลัวการร้องเรียน  จนท่านทำงานไม่เป็นเอกภาพ  นักศึกษาต้องการอะไรก็ให้ทุกอย่าง  แม้กระทั่งขอเข้าแถวเคารพธงชาติซึ่งเป็นวิธีที่แสดงถึงความจงรักภักดีและเห็นความสำคัญของสถาบันชาติ  ศาสนา  พระมหากษัตริย์  เพียงสัปดาห์ละ 1 วันผู้บริหารทุกฝ่ายก็ทำตามแต่โดยดี  ครูในแผนกสังคม 3 คนก็ยังไม่ยอมเลิกลา  ที่จะขจัดข้าพเจ้าออกไปจากการสอน  ผู้บริหารก็ไม่เคยไกล่เกลี่ยให้ความเป็นธรรมกับข้าพเจ้า  จนข้าพเจ้าเบื่อหน่ายและคิดว่าชีวิตนี้จะต้องข่มขู่ผอ.ทุกคนหรือนี่  แต่ก็คิดว่ายอมแพ้ไม่ได้อย่างไรก็ต้องสู้  แม้จะต้องใช้วิธีการตาต่อตาฟันต่อฟันก็ยอม  ขณะนั้นเป็นช่วงเดือนกรกฎาคม  2543  ได้มีหนังสือมาจากกรมอาชีวศึกษา  แจ้งให้ครูผู้สอนวิชาพระพุทธศาสนาไปอบรมวิปัสสนากรรมฐาน  ที่สถาบันพัฒนาจิต  อำเภอปากท่อ  จังหวัดราชบุรี  11  วัน  ซึ่งกรมการศาสนาเป็นผู้จัด  ข้าพเจ้ากำลังไม่สบายใจอย่างหนักเพราะมุ่งแต่จะเอาชนะ  ทำให้นอนไม่หลับมาหลายวัน  อารมณ์ฉุนเฉียว  แม้ครอบครัวของข้าพเจ้าจะอบอุ่นดี  แต่กลับไม่มีความสุขสามีของข้าพเจ้าบอกให้ยอมแพ้  แต่ทิฎฐิมานะและกลัวการเสียหน้า  กลัวไม่ได้เงินค่าสอนพิเศษ  ทำให้ข้าพเจ้าไม่สนใจคำแนะนำของเขา  ข้าพเจ้าอยากจะหนีความวุ่นวายสักพักจึงสมัครไป 

 

 

 

 27  จุดเริ่มต้นที่สนใจฝึกวิปัสสนากรรมฐาน

 

เมื่อเดินทางไปถึงกรุงเทพฯ  ไปอยู่ดูแลแม่ได้ไม่ถึงวันและไม่รู้อะไรดลใจให้กราบขอพรท่าน  บอกว่าลูกจะไปปฏิบัติธรรม  ท่านก็อวยพรให้ข้าพเจ้าประสบความสำเร็จ   ข้าพเจ้าเดินทางไปรายงานตัวที่คุรุสภา  ขณะจะเดินขึ้นตึกคุรุสภาสายตาเหลือบไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง  รูปร่างเล็กแต่งตัวเรียบง่าย  ก้าวลงมาจากรถเก๋งส่วนตัว  เธอส่งยิ้มมาให้  ข้าพเจ้ารู้สึกถึงกระแสแห่งความเป็นมิตร  และเมื่อได้พูดคุยกันจึงได้รู้ว่าเธอก็มาเข้ารับการอบรมเหมือนกัน  อายุแก่กว่าข้าพเจ้า 4 ปี  เธอชื่ออาจารย์อรนุช  ลิ้มเทียมเจริญ  หรือพี่อิ๋ว  สอนอยู่โรงเรียนอนุบาลไทรโยค  จังหวัดกาญจนบุรี  เมื่อได้พูดคุยข้าพเจ้ารู้สึกถึงพลังแห่งเมตตาจิตอย่างแท้จริง  พี่อิ๋วเธอมีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนใคร  คือเธอเป็นคนสุภาพอ่อนโยน  อยู่ใกล้เธอเหมือนความทุกข์ที่มีอยู่พังทลายไปหมด  พูดน้อยมากดูเคร่งขรึมน่าเกรงขามอยู่ในที  แม้เธอจะรูปร่างเล็กๆ แต่ข้าพเจ้ากลับรู้สึกเหมือนเธอเป็นนายทหารที่กรำศึกมาอย่างโชกโชนและห้าวหาญ  เธอพักห้องเดียวกับข้าพเจ้า   ความที่ข้าพเจ้าชอบการคบมิตรใหม่ๆจึงทำให้สนิทกับเธอง่าย  และเล่าความทุกข์ใจที่กำลังประสบอยู่ให้เธอฟัง  ถามเธอว่าข้าพเจ้าจะชนะไหม  แต่เธอกลับตอบว่าอีก 5-6 วันข้าพเจ้าจะตอบตัวเองได้  ถึงแม้จะสอนวิชาพระพุทธศาสนา  แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เคยมีความรู้เรื่องวิปัสสนามาก่อนเลย  พอมาฝึกกับคณะของคุณแม่อำไพ  สุจริตกุล  ข้าพเจ้าชอบมาก  ไม่เคยเจริญสติมาก่อน  พอได้มาทำรู้เลยว่านี่คือการผ่อนคลายจากความทุกข์ทางใจ  มีวิทยากรหลายท่านพูดเตือนสติ  ทำให้ข้าพเจ้าได้คิด  แต่ที่ตรงกับใจของข้าพเจ้ามากที่สุด  คือท่านอาจารย์วรากร  ไรวา  ท่านเป็นนักธุรกิจผู้บริหารของบริษัทเอสแอนด์พี  ท่านกล่าวว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ชอบเอาใจไปป้องกันสิ่งของภายนอก  แล้วมาทำร้ายใจตัวเอง  ข้าพเจ้ารู้สึกว่าชีวิตตัวเองก็เป็นเช่นนั้น  จึงเห็นด้วยกับท่านและตั้งสัจจะกับตัวเองว่า  นับแต่วันนี้เป็นต้นไป  ข้าพเจ้าจะตามรักษาจิตไม่ปล่อยให้มารมามีอำนาจเหนือกว่าสติปัญญา  ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งถึงคุณของพระพุทธเจ้าอย่างแรงกล้า  เหมือนเราเคยทำสิ่งเหล่านี้มาก่อนในอดีตชาติ  จึงตั้งใจฟังวิทยากรทุกท่านอย่างใจจดใจจ่อ  และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด  วันทั้งวันจึงไม่ยอมพูดเลย 

 

เมื่อเข้าที่พักข้าพเจ้าจะพูดคุยกับพี่อิ๋วทันที    พี่เขาพยายามเล่าเรื่องการต่อสู้กับความทุกข์ของเขาให้ข้าพเจ้าฟังทุกวัน  และเขาปฏิบัติโดยบำเพ็ญตบะ  รักษาสัจจะอย่างเคร่งครัด    เจริญสติแบบเนสัชชิกทุกวันตลอด 8 ปีสู้ทุกข์อย่างแสนสาหัส และไม่ยอมเสพกามเลย แม้สามีเขาจะทุกข์ทรมานอย่างไร  พี่เขาก็ไม่ยอมใจอ่อน  เพราะพี่เขารู้สึกรังเกียจกามตัณหาอย่างรุนแรง  จึงยอมรับไม่ได้  รักษาสัจจะยิ่งชีวิต พี่เขาชอบพูดว่าบารมีเขามีปัญญาน้อย จึง ต้องมีสัจจะและความเพียรมาก  พระอาจารย์เขาเป็นลูกศิษย์สายหลวงปู่มั่น พี่เขาไม่ทานข้าวเย็น  รวมทั้งให้ข้าพเจ้าทำตามด้วย  ตอนบ่ายให้ดื่มแต่น้ำปานะ  เพราะการอบรมคราวนี้เขาให้ทานอาหารได้ 3 มื้อ  แถมมีผลไม้หลายชนิดรอบดึกด้วย  ข้าพเจ้าถามว่าทำไมพี่ไม่ให้ทานข้าวเย็น  พี่เขาบอกว่าวิปัสสนากรรมฐานเขาให้เธอมาบวชเพื่อปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า  ถ้าเธอมาเห็นแก่การกินการนอน  เท่ากับเธอไม่ได้บำเพ็ญเนกขัมมบารมี  และยังบังคับให้เดินจงกรมนั่งสมาธิเกือบทั้งคืน  ข้าพเจ้าก็ทำตามอย่างว่าง่าย  เพราะพี่เขาบอกว่าถ้าใครตั้งใจปฏิบัติ  จะได้ดวงตาเห็นธรรมสำเร็จโสดาบัน ข้าพเจ้าก็ถามว่าเป็นพระโสดาบันดีอย่างไร พี่เขาบอกว่าพระโสดาบันท่านเป็นคนดีมีแต่มิตรไม่มีศัตรู  เพราะท่านเป็นผู้ระงับภัยระงับเวร  ข้าพเจ้าเคยอ่านคุณสมบัติของพระโสดาบันจากวิชาที่สอนก็เห็นจริงด้วย  ประกอบกับอยากได้ความเป็นมิตรจากเพื่อนๆ  เพราะรู้ว่าการเป็นศัตรูกัน ทำให้เกิดทุกข์อย่างมหันต์ จึงทำตามทุกอย่าง  แม้จะง่วงนอนขนาดไหนข้าพเจ้าก็ยอมทน  ขณะที่ใครๆเขาเข้านอนกันหมดแล้วข้าพเจ้าก็ยังคงปฏิบัติอยู่  แม้จะเจ็บปวดทรมานจากการนั่งสมาธิก็ทนจนถึงที่สุด  ปฏิบัติไปได้ประมาณ 5 วัน  คือวันที่ 26 ก.ค.43  ก็เกิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และขณะนั่งสมาธิอยู่เห็นนิมิตรเป็น พระพุทธรูป มีรัศมีสีเหลืองอร่ามสวยงามมาก รู้สึกมีปิติมากน้ำตาไหลพราก พี่เขาบอกว่านั่น แหละเกิดสภาวธรรมแล้ว    ในขณะนั้นข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา  จึงรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง  แต่ก็ดีใจ  ตั้งใจว่ากลับไปจะปรับความเข้าใจกับเพื่อนๆ  ( ปัจจุบัน พ.ย. 47 ขณะบันทึกเรื่องราวเหล่านี้จึงได้รู้ว่า  นิมิตรทั้งหลายที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะมีลักษณะพิเศษอย่างไรมิใช่สิ่งที่บ่งบอกอริยมรรคอริยผล  แต่การละสังโยชน์ในจิตได้ต่างหากที่เป็นเครื่องตรวจสอบอริยมรรคอริยผล  คือถ้าบรรลุธรรมเข้าถึงสภาวธรรม  เช่นพระโสดาบันต้องละจากสังโยชน์ 3 ได้  ถ้าบรรลุสกิทาคามีต้องละสังโยชน์ 3 และจิตคลายจากราคะ โทสะ โมหะ  ถ้าบรรลุอนาคามีต้องละสังโยชน์ 5 ได้   และถ้าจะบรรลุอรหันตผลต้องละสังโยชน์ 10  จึงจะตรงกับหลักแห่งความจริง  และมีมากเสียด้วยในสำนักปฏิบัติที่ขาดความรู้ในด้านปริยัติ  เพราะเมื่อฝึกสมาธิแล้วไปเจอนิมิตรต่างๆ  และหลงตนไปว่าบรรลุธรรมขั้นนั้นขั้นนี้เพราะไม่ตรวจสอบกับหลักวิชาการในพระพุทธศาสนา )

 

หลังกลับจากราชบุรีข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย  ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกับใคร  ซึ่งเพื่อนๆและผช.ก็ดีกับข้าพเจ้า  จัดตารางสอนและให้ผลประโยชน์เท่าๆกัน ตั้งแต่นั้นมาชีวิตมีความสุขมาก รู้สึกซึ้งในน้ำใจของพี่อรนุชและคณะของคุณแม่อำไพ ที่มาสอนวิปัสสนามาก  ก่อนจากกันพี่อิ๋วเขาบอกว่าถ้ามีความสุขสบายไม่ต้องติดต่อมา  แต่ถ้าพบกับความทุกข์ให้นึกถึงพี่เป็นคนแรกนะ  ข้าพเจ้าไม่ได้นึกเฉลียวใจเลยสักนิดว่าสิ่งที่พี่อิ๋วสั่งกำชับไว้เป็นนัยๆ  จะเป็นความจริงขึ้นมาได้  เหมือนพี่เขาจะรู้ล่วงหน้าว่าหากจะเดินทางสายนี้  จะต้องสู้ทุกข์อย่างแสนสาหัส  อีกไม่กี่เดือนต่อมาข้าพเจ้าต้องพบกับความทุกข์กายทุกข์ใจที่ประมาณมิได้จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

 

 

 

 

 28  เกิดนิมิตประหลาด

 

คืนวันหนึ่งขณะนอนหลับเคลิ้มๆ ได้ยินเสียงผู้ชายมาเรียกให้ปฏิบัติ จำได้ว่ามีเสียงดุมีอำนาจมาก แต่ไม่เห็นตัวเขา   จึงลุกมาเดินจงกรม นั่งสมาธิวันละ 1.30 ชั่วโมง แต่ถ้าวันไหนขี้เกียจนอนเพลินจะฝันเห็นพี่อิ๋วมาต่อว่าข้าพเจ้าว่าไม่มีความเพียร  กิเลสจะเอาไปรับประทาน  เลยต้องตื่นมาปฏิบัติเสร็จแล้ว แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทุกวัน

 

ข้าพเจ้าเชื่อว่าในอดีตชาติข้าพเจ้าคงเคยได้ยินได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระเถระรูปใดรูปหนึ่ง  นอกจากพระพุทธเจ้าแล้ว  ข้าพเจ้าชอบประวัติและสติปัญญาของพระสารีบุตรมาก  เพราะท่านเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระศาสนา  อีกประการหนึ่งประวัติของท่านบอกว่าท่านรักแม่มาก  ก่อนจะนิพพานยังไปโปรดมารดาที่มีมิจฉาทิฏฐิมากเพราะเข้ารีตเดียรถีย์มาก่อนให้สำเร็จโสดาบัน  และท่านเป็นพระเถระที่ไม่มีอิทธิฤทธิ์  แต่ท่านมีปัญญามาก  ข้าพเจ้าไม่สนใจการมีฤทธิ์มีอำนาจมากกว่าความพ้นทุกข์  และคงได้เคยตั้งสัจจอธิษฐานว่าจะขอพบพระนิพพาน  เพราะข้าพเจ้าเคยฝันประหลาดที่ถือเป็นนิมิตรที่มีความหมายถึง 3  ครั้ง  ครั้งแรกประมาณกลางปี 2534  เมื่อฝึกเจริญสติใหม่ๆ  ฝันว่าได้เห็นพระพุทธองค์ท่านมีตัวตนจริง  ท่านยืนอยู่คู่กันกับท่านพุทธทาส  ข้าพเจ้าเห็นพระพักตร์ของพระพุทธองค์ไม่ถนัด  แต่สิ่งที่เห็นชัดเจนมากคือท่านพุทธทาสมองมาที่ข้าพเจ้า  คล้ายกับจะบอกว่าทำงานต่อจากท่านด้วยนะ  และเมื่อไปค้นดูรูปในพุทธประวัติจำได้ติดตาเลย  สถานที่ที่พระพุทธองค์ประทับยืนในความฝันคือเมืองกุสินารา  ครั้งที่ 2  เวลาห่างจากนั้นไม่กี่เดือน  ฝันเห็นบ้านหลังหนึ่งเป็นบ้านชั้นเดียว  คล้ายบ้านของข้าพเจ้าในปัจจุบัน(ขณะนั้นยังอยู่บ้านพักครู)  ในบ้านไม่มีสมบัติมีค่าแม้แต่ชิ้นเดียว  แต่สิ่งที่มีเต็มตู้คือพระไตรปิฎกจำนวนหลายสิบเล่มวางเรียงรายกันอยู่  ความฝันครั้งที่ 3  ห่างจาก 2 ครั้งแรกถึง 3 ปี  แต่จำวันเดือนไม่ได้คือช่วงนั้นข้าพเจ้าได้ไปปฏิบัติธรรมที่พุทธมณฑล  ตกดึกฝันเห็นตัวเองนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์  ในฝันข้าพเจ้าถามตัวเองว่าเราจะบาปมากไหมไปเอาผ้าเหลืองของพระภิกษุมานุ่ง  แต่ได้ยินเสียงใครไม่รู้ไม่เห็นตัว  เสียงนั้นเป็นผู้ชายฟังทุ้มนุ่มนวลน้ำเสียงมีเมตตา  บอกว่าเธอไม่บาปหรอกเพราะเธอเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า  รุ่งขึ้นตีห้ายังได้ไปนั่งสมาธิหน้าพระศรีศากยมุนี  รู้สึกมีปิติมากที่ได้มาดินแดนที่พระพุทธศาสนาเข้ามาเผยแผ่ในประเทศไทยครั้งแรก 

 

 

 

 29  พบครูที่รู้จริง

 

ข้าพเจ้าได้ไปกราบพระอาจารย์พยับ  ปัญญาธโรภิกขุ  ท่านเป็นอดีตเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษพระเทพวรมุนี  ที่วัดมหาพุทธารามหรือวัดพระโต  และเล่าให้ฟังว่าได้ไปฝึกวิปัสสนามารู้สึกว่าอัตตาลดลง  และจะตั้งใจฝึกต่อไปให้ได้มรรคผล  ท่านพูดเป็นทำนองว่านิพพานแบบที่ข้าพเจ้าไปฝึกมาเป็นของเก๊เอาของทำเล่นๆมาฝึกเป็นจริงเป็นจัง  และยังแนะนำว่าเป็นฆราวาสไม่ต้องปฏิบัติหรอก  ให้ไปทำ หน้าที่ในครอบครัวให้ดี เป็นครูที่ดีตั้งใจสอนก็พอ  ตอนแรกข้าพเจ้าเข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงมรรคผลต้องนั่งสมาธิเดินจงกรมเจริญสติปัฏฐาน 4 เพียงวิธีเดียวเท่านั้นเพราะอาจารย์สอนวิปัสสนาชอบพูดว่าเป็นทางสายเดียวเท่านั้น  ทางอื่นไม่มีแล้ว  ข้าพเจ้าจึงคิดไปว่าท่านไม่รู้เรื่องวิปัสสนาแล้วยังมาขัดขวางการปฏิบัติธรรมอีก  จึงรู้สึกไม่พอใจและยิ่งท่านพูดเป็นทำนองว่ารู้ภูมิธรรมของฆราวาสที่ฝึกกรรมฐานให้ ยิ่งไม่พอใจใหญ่  คิดว่าท่านดูถูกครูอาจารย์ของเรา  แต่ข้าพเจ้าก็อดสงสัยไม่ได้ว่าท่านน่าจะมีภูมิธรรมมากพอดู  เพราะในกุฏิท่านมีหนังสือมากมายมหาศาล  ล้วนแล้วแต่หลักธรรมชั้นสูงทั้งนั้น และเวลาท่านพูดอะไรบอกได้เลยว่านี่เป็นลักษณะของคนมีปัญญามากเสียด้วย  ท่านถามว่าจะตัดกิเลสฝึกจิตให้เข้าถึงฌานหรือยัง  ถ้ามีปัญญาแต่ไม่มีฌานก็เป็นนิพพานหลอกๆดับกิเลสไม่ได้จริงนะสิ  เจอคำนี้ข้าพเจ้าอึ้งไปเลย  เพราะไม่เข้าใจเหมือนกันว่าฌานคืออะไร  เคยได้ยินแต่ความหมายว่าเพ่งหรือเล็ง  ส่วนความหมายที่ลึกซึ้งไปอีกก็ไม่ทราบ  แต่นิสัยไม่ยอมแพ้ก็ทำให้ต้องไปค้นคว้าว่าฌานคืออะไร  สัมพันธ์กับปัญญาตรงไหน  แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี  จึงคิดว่าท่านไม่ใช่พระธรรมดาๆ  อีกอย่างหนึ่งครอบครัวข้าพเจ้ารู้จักท่านมากว่า 10 ปี  ท่านไม่มีลักษณะของพระที่ชอบโอ้อวด  ไม่ยึดติดในวัตถุ ไม่ตีสนิทกับญาติโยม เวลาดุจะไม่สนใจคนฟัง แต่สังเกตว่ากับคนทั่วไปท่านไม่เคยดุเลย  แต่กับคนที่บอกว่ากำลังปฏิบัติธรรมอยู่  ท่านจะดุโดยไม่เกรงใจทันที  โดยเฉพาะกับข้าพเจ้าและสามี  ท่านมักจะพูดอะไรเป็นปริศนาธรรมชวนให้คิด  และท่านก็มีความรู้ทางโลกถึงขั้นจบปริญญาโท  ความรู้ทางภาษาไทยและภาษาต่างประเทศเยี่ยมมาก  รับราชการเป็นนายทหารระดับยศร้อยเอก  ไม่เคยมีครอบครัวและลาออกจากราชการมาบวช  และตอนหลังข้าพเจ้าถึงได้ทราบว่าแม้ท่านจะเป็นพระที่ไม่มีสมณศักดิ์ใดๆ  แต่ท่านมีสติปัญญาสูงส่งยากจะหาใครเทียบได้และเป็นถึงนักปราชญ์หมายเลขหนึ่ง  ของมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก  ซึ่งนอกจากท่านพุทธทาสภิกขุ  และท่านพระประยุทธ  ปยุตโตแล้ว  ก็ยากนักที่ใครจะได้รับตำแหน่งนี้  ท่านเห็นว่าข้าพเจ้ามีลักษณะของการเป็นคนตั้งใจจริงว่ากล่าวอะไรก็รับฟัง  ท่านจึงอธิบายให้ฟังว่าการปฏิบัติต้องเน้นองค์รวมทั้งหมดของไตรสิกขาจึงจะถูกต้องไม่ผิดพลาด  และให้ผลการปฏิบัติที่แน่นอน 

 

 

 

 

 30  วิปัสสนากลายเป็นวิสสนูกิเลส

เพราะมองไม่เห็นองค์รวมของไตรสิกขา

 

ส่วนใหญ่สำนักที่สอนๆกันมักมองเห็นไตรสิกขาไม่ครบองค์รวม  เห็นเพียงบางส่วนเท่านั้น  จึงฝึกไปตามที่เห็นเขาทำตามประเพณีที่ครูอาจารย์สอน  และจะให้ผลได้ในระดับต้นๆเท่านั้น  สุดท้ายก็จะไปถึงทางตัน  ตอนนั้นข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจเรื่องศีล สมาธิ ปัญญามากนัก จึงได้แต่เถียงอยู่ในใจ เพราะเคยไปฝึกสติปัฏฐาน 4 มา  และครูอาจารย์ก็บอกว่าเป็นทางสายเอกสายเดียวเท่านั้น  แต่พอได้อ่านหนังสือที่ท่านเขียนลงในหนังสือพิมพ์ดีหลายฉบับ  มีอยู่ฉบับหนึ่งท่านตอบปัญหา เรื่องมรรคผลนิพพาน และท่านได้ยกย่องบุคคลผู้ที่ทำประโยชน์ให้แก่โลกหลายคน ว่ามีความดีเทียบเท่าพระโสดาบัน เช่น แม่ชีเทเรซ่า และคนที่อุทิศชีวิตเสียสละทรัพย์เพื่อประโยชน์ส่วนรวมหลายคนปรากฏว่ามีฆราวาสท่านหนึ่งเคยไปปฏิบัติธรรมแบบยุบหนอ-พองหนอ เขียนมาต่อว่าท่านว่าท่านไปยกย่องคนในศาสนาอื่นเป็นพระโสดาบันได้อย่างไร การเป็นพระอริยบุคคลต้องภาวนาเท่านั้น คนในศาสนาอื่นไม่เคยทำ จะเป็นพระโสดาบันได้อย่างไร และยังว่าท่านมีความรู้(ในทางธรรม) แค่ ป. 4 แต่มาตอบปัญหาในขั้นปริญญา ท่านตอบฆราวาสท่านนั้นไปด้วยเหตุผลทางวิชาการที่ น่าฟังมาก และยังบอกว่าภูมิธรรมระดับพระโสดาบัน ไม่สามารถมองเห็นภูมิธรรมของพระสกิทา-คามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ได้ แม้แต่พระสกิทาคามี พระอนาคามี ก็ไม่อาจเห็นภูมิ ธรรมของพระอรหันต์ได้ เพียงแต่อาจจะรู้ได้ว่าใครเป็นพระโสดาบัน เพราะท่านต้องผ่านสิ่งเหล่านี้มาก่อน แต่พระอรหันต์ท่านมองออกว่า ใครมีภูมิธรรมระดับไหนเพราะท่านยืนอยู่บนยอดเขาแล้วจึงมองเห็นสิ่งที่อยู่ต่ำกว่าได้ และการที่ปุถุชนจำนวนมากชอบยกย่องพระบางองค์ว่าเป็นพระอรหันต์นั้น ถือเป็นการโอ้อวดอุตริมนุษยธรรมและเป็นอันตรายต่อพระศาสนา เพราะคนจะเข้าใจผิด ไม่มีใครหรอกที่จะรู้ว่าใครเป็นพระอรหันต์นอกจากพระอรหันต์ด้วยกัน  ข้าพเจ้าจึงไม่แน่ใจนักว่าท่านจะ เป็นพระธรรมดาๆที่ไม่รู้อะไร แต่ที่ไม่ค่อยชอบใจนักก็ตรงที่ท่านไม่ค่อยอธิบายอะไรให้ฟังอย่างละเอียด  มักบอกแต่เพียงหัวข้อเท่านั้น  เพราะข้าพเจ้าเป็นคนชอบสงสัยอยากรู้อยากเห็น อะไรที่ไม่รู้ต้องรู้ให้ได้  แต่มาตอนหลังข้าพเจ้าถึงได้เข้าใจว่าที่ท่านไม่อธิบายรายละเอียด  เป็นเพราะท่านรู้ว่าข้าพเจ้าจะไม่เชื่อที่ท่านบอก  และอยากให้มีสติปัญญา  สามารถอธิบายเองได้ด้วยความมั่นใจไม่ใช่พูดตามที่ครูอาจารย์บอก ท่านบอกว่าท่านตั้งใจว่าชีวิตนี้จะไม่รับลูกศิษย์  แต่ถ้าใครจะเป็นลูกศิษย์ต้องเป็นผู้มีปัญญา  ไม่ใช่คนปัญญาอ่อน ในใจลึกๆของข้าพเจ้าปรารถนาจะมีปัญญาเหมือนพระสารีบุตร  เพราะท่านเป็นผู้ฉลาดมีปัญญามากกว่าพระสาวกรูปอื่น  จึงชื่นชมท่านมาก  เพราะท่านเป็นครูที่ฉลาดในการสอน และเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิต ชอบการทดลองเรียนรู้ด้วยตนเอง

 

 

 

 31  พบกับมนต์ดำไสยศาสตร์

 

ต่อมาข้าพเจ้าได้ถูกพี่ณัฐวรรณซึ่งทำงานอยู่ที่เดียวกัน  ชักชวนให้ไปกราบพระธุดงองค์หนึ่งมาจากจังหวัดอุดรธานี  เขาว่าเป็นอาจารย์ของเขามีเมตตาบารมีมาก มาจำวัดอยู่วัดบ้านพันทา อำเภอเมืองจังหวัดศรีสะเกษ พระองค์นี้มีเจโตปริยญาณสูงอ่านความคิดของใครๆได้ และยังแสดงฤทธิ์ได้หลายอย่าง มีพลังจิตสามารถสะกดจิตให้คนหลงเชื่อได้ง่าย  อันนี้ท่านแสดงได้จริงข้าพเจ้าประสบมาเอง  เขาถามว่าเขาคือใคร น้ำเสียงของเขามีอำนาจ ตอนนั้นดึกแล้วมีข้าพเจ้า  พี่ณัฐวรรณและเขาเท่านั้น   ข้าพเจ้าได้แต่นั่งภาวนาตามแบบที่ฝึกมา  พระองค์นี้แสดงท่าทางหงุดหงิด  เขาบอกว่ามึงภาวนาทำไม มึงอยากได้มรรคผลนิพพานไม่ใช่หรือ  ข้าพเจ้าก็บอกว่าจะมีความเพียรปฏิบัติความดีไปเรื่อยๆ  เขาบอกว่าใครที่ ได้มาพบเขาแล้วไม่ยอมรับ   มันจะไม่มีทางได้มรรคผล  ต่อให้สร้างความดีอีกกี่แสนกัลป์ก็ไม่มีทางพบพระนิพพาน  เพราะเขาเป็นบุคคลเดียวที่มีบุญบารมีจน 3 โลกยอมรับ  ใครมาพบแล้วไม่ศรัทธาจะถูกความไม่เชื่อความสงสัยลังเลพาให้ตกนรก  ตอนนั้นข้าพเจ้ากลัวมากเห็นตาเขามีสีแดง  และพี่ณัฐวรรณยังพูดข่มขวัญให้ข้าพเจ้ากลัวเขาอีกเขาถามว่า ไหนมึงลองบอกซิว่าหลวงพ่อเป็นใคร  จำได้ว่าเมื่อตอนกลางวันพี่สุนันท์เพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งของข้าพเจ้าบอกว่าเขาเป็นร่างทรงของพระศรีอารย์จึงตอบไป  เขาก็บอกว่าถ้าเอ็งยอมรับพ่อเอ็งคือเนื้อชิณแท้ๆของพ่อ  พ่อตามหาพวกเอ็งมานับ 10 ปีแล้ว  แต่ส่วนใหญ่มันไม่ยอมรับพ่อ จึงโดนกรรมหนักไปตามๆกัน  ขณะพูดจบก็มีเสียงฆ้องดังมาจากท้องฟ้า  ข้าพเจ้าได้ยินเสียงชัดเจน  จึงหลงเชื่อว่าเขาคือพระศรีอารย์  วันที่นั่งคุยอยู่นั้นมีมดดำตัวใหญ่มาจากไหนไม่รู้เป็นล้านๆตัว  เขาบอกว่าเอ็งเป็นผู้ที่มีบุญมากนะ พ่อไปโปรดใครไม่เคยมีปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อน  หลังจากนั้นข้าพเจ้าไม่รู้เป็นอะไรจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว  ต้องไปหาเขาทุกวันที่มีชั่วโมงว่าง  กลางคืนก็ไปสวดมนต์จนไม่สนใจครอบครัว  ตอนนั้นได้รู้จักกับพี่ผู้หญิงอีก 2 คน ชื่อพี่ติ้ง กับพี่แต๋ว เป็นข้าราชการสาธารณสุข  เขาถูกพี่ณัฐวรรณแนะนำมา  เขาก็เชื่อมากพอๆกับข้าพเจ้า  ไปสวดมนต์ด้วยกันทุกคืน  แรกๆข้าพเจ้าหลงเชื่อเขาอย่างมากมาย  คุณสมจิตรทนเห็นข้าพเจ้าทิ้งครอบครัวไม่ไหว  จึงไปตามที่วัด พระเหมือนได้พูดทำนองข่มขู่ให้เขาเชื่อ  และแสดงให้รู้ว่าเขามีพลังจิตรู้ความคิด  คุณสมจิตรไม่เคยพบคนที่มีลักษณะพิเศษแบบนี้ก็เลยเชื่อเขาอีกคน

 

พระเหมือนได้จัดพิธีบวงสรวงเสียใหญ่โตที่วัดบ้านพันทา มีคนมาวัดหลายคน ส่วน ใหญ่เป็นคนจีน เขามาตามคำชักชวนของพี่ณัฐวรรณ  ข้าพเจ้าก็ซื้อผลไม้หลายชนิดพาลูกและสามีไปร่วมพิธี  พระเหมือนบอกว่าพิธีอย่างนี้ 5000 ปีจึงจะได้จัดซักที  ถ้าใครมาศรัทธาเขาต้องยอมรับเขาเป็นอาจารย์คนเดียว  และต้องไม่กินเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต เขาบอกว่าถ้าใครยอมรับเขาโดยไม่มีความระแวงสงสัยจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์  พระองค์อื่นๆที่ว่าเป็นพระอรหันต์เป็นของเก๊ทั้งนั้น เพราะจะเป็นพระอรหันต์ได้  ต้องผ่านการทดสอบจากพระศรีอารย์   มิฉะนั้นจะเป็นของเก๊  พี่ณัฐวรรณเขาว่าพระวัดชนะสงคราม อยู่ที่ศรีสะเกษมีบารมี  จะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้  หลวงพ่อเหมือนจึงต้องมาทดสอบ แต่พระวัดดังกล่าวจะแจ้งตำรวจจับ และไล่หลวงพ่อเหมือนออกจากวัดว่าเป็นพระต้มตุ๋น และชอบละเมิดพระวินัยบ่อยๆ  ท่านจึงไม่ผ่านการทดสอบเรื่องมีอัตตา และโดนกรรมหนักคือไฟไหม้กุฏิท่าน แถมยังโดนไฟลวกอีก  มีผู้ยืนยันและเห็นเหตุการณ์หลายคน  ข้าพเจ้าก็เลยยิ่งเชื่อและกลัวกรรมหนักเข้าไปอีก หลวงพ่อบอกไม่ให้กำหนดรู้อริยาบถต่างๆ  ไม่ให้ภาวนา และห้ามคิดอะไรที่ไม่ดีเด็ดขาด  โดยเฉพาะการคิดไม่ดีกับหลวงพ่อมิฉะนั้นจะโดนกรรมหนัก เพราะพ่อให้เอ็งถึงขั้นสูงสุดแล้ว เอ็งมาภาวนาอยู่ ในระดับอนุบาลทำไม และให้พูดกับตัวเองเหมือนได้สนทนาธรรมกับหลวงพ่อ  ข้าพเจ้าก็ทำตามอย่างว่าง่าย  และท่านยังบอกว่าอย่าไปหาพระอาจารย์พยับ  อย่าติดต่อกับพี่อรนุช พวกนั้นเป็นของเก๊ทั้งนั้น  ตอนนั้นข้าพเจ้าสนิทกับพี่ณัฐวรรณมาก แม้แต่สามีก็ไม่สนใจเขา  ถามพี่ณัฐวรรณตรงๆว่าทำไมเขาจึงต้องทิ้งครอบครัว  พี่เขาบอกว่าเขาได้รับการคัดเลือกจาก 3 โลกให้เป็นตัวแทนของเสด็จ แม่ 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน เขามีหน้าที่ยิ่งใหญ่มากต้องเสียสละเพื่อพิสูจน์ว่าจะสามารถเป็นแม่ของคนทั้งโลกได้ไหม  และยังมีหน้าที่ส่งวิญญาณพระอรหันต์ เวลาพระอรหันต์จะมรณภาพและทำพิธีส่งวิญาณเกือบทุกคืน  แต่ใจข้าพเจ้าก็อดสงสัยไม่ได้ว่าคนที่จะบรรลุอรหันต์มิใช่มีได้ง่ายๆ และไปส่งวิญญาณท่านทำไมเพราะหลักวิชาการพระพุทธศาสนาที่ข้าพเจ้าศึกษามา  ก็อธิบายว่าพระอรหันต์ท่านเป็นผู้มีจิตเป็นอิสระมีใจเป็นใหญ่  แต่ก็ไม่กล้าโต้แย้งซักถามเขาเพราะพลังจิตของข้าพเจ้าอ่อนแอ  และเวลาฟุ้งซ่านก็ทุกข์ใจมากอยู่แล้วจึงไม่อยากก่อทุกข์เพิ่มขึ้นไปอีก เขาชอบดุและข่มขู่ ด้วยประโยคซ้ำๆซากๆว่าใครสงสัยหรือแม้แต่คิดไม่ดีกับหลวงพ่อก็จะโดนกรรมหนักกันทุกคน   เขาพูดกรอกหูอยู่ทุกวัน

 

 

 

 32  จิตวิปลาสเพราะความโง่เขลา

 

ข้าพเจ้าเห็นพี่ณัฐวรรณไม่มีที่อยู่  จึงชวนเขามาอยู่ที่บ้านพักครูด้วย  ช่วงนั้นคุณสมจิตรก็เหมือนถูกพระองค์นี้สะกดจิตให้เชื่อ  แรกๆเขาเชื่อฟังดีหาดอกไม้และเทียน มาแต่งขันธ์ นิมนต์เขามาพักที่บ้าน พี่ติ้งกับพี่แต๋วจะมาบ้านเพื่อสนทนากับหลวงพ่อทุกคืน  คุณสมจิตรก็ต้อนรับดี  แต่เพื่อนๆสนิทที่วิทยาลัยฯ เขาโกรธมากที่ไปคบกับพี่ณัฐวรรณ  เขาพยายามพูดเตือนสติให้ข้าพเจ้าเลิกยุ่งเกี่ยวกับหลวงพ่อและบริวารของเขา  เพราะเพื่อนๆกลัวข้าพเจ้าจะทิ้งครอบครัวที่แสนจะอบอุ่นเหมือนพี่ณัฐวรรณ  ตอนแรกคุณสมจิตรดูศรัทธาพระเหมือนดี  แต่มาตอนหลังรู้สึกเขาเป็นตัวของตัวเอง  ช่วงที่พระเหมือนและพี่ณัฐวรณมาพักที่บ้าน  ข้าพเจ้ารู้สึกมีทุกข์มากเพราะเขาชอบพูดข่มขู่ว่า  สามีเอ็งไม่ยอมรับพ่อ มันจะโดนกรรมหนักอีกไม่นานมันจะตายกันหมดโลก  เพราะมันไม่ใช่เนื้อชิณของพ่อ  มันลบหลู่พ่อและแม่ผู้มีเมตตาต่อมัน สามารถช่วยให้มันพ้นบาปได้  บางคืนข้าพเจ้าจะฝันเห็นเมืองศรีสะเกษมีน้ำท่วมพายุฝนกระหน่ำอย่างหนัก  มีคนล้มตายอย่างกับใบไม้ร่วง  มีแต่ข้าพเจ้ากับลูกสาวเท่านั้นที่รอดตาย  เลยยิ่งกลัวใหญ่  และผลจากความเชื่อว่าคิดไม่ดีไม่ได้ยิ่งทำให้ข้าพเจ้าคอยห้ามความคิด  ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัวและเลวร้ายหนักขึ้นไปอีก  จนเกิดเป็นมโนภาพที่น่ากลัวขึ้นในจิตจนควบคุมสติสัมปชัญญะไม่ได้

 

ครอบครัวข้าพเจ้าเคยไปส่งเขาที่อุดรธานี  ที่อยู่ เขาไม่ใช่วัด  แต่เป็นตำหนักมีรูปฤาษีที่พระองค์นี้และสาวกของเขาบูชามากมาย ที่นี่มีผู้หญิงอีก 2 คนอยู่ประจำ ชื่อแม่เล็ก กับคุณยายสมพงษ์ การปฏิบัติเขาจะเน้นการสวดคาถาต่างๆบทสวดมนต์ทำวัตรก็สวดไม่แปล  สวดเอาความเร็วแบบแข่งกันสวด 

 

ต่อมาจิตของข้าพเจ้ามันคิดฟุ้งซ่านไปแต่ในทางอกุศล  ก็เกิดกลัวบาป  จึงพยายามคอยห้ามจิตไม่ให้คิดจึงปวดศีรษะมากจนสติแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ  ถามหลวงพ่อเหมือนว่าเป็นอะไรช่วยหนูด้วย  แต่เขากลับด่าว่าว่าไม่รู้จักการลด ละ ปล่อยวาง พูดได้แต่คำนี้ซึ่งข้าพเจ้าฟังแล้วก็ไม่รู้วิธีเอาชนะความเศร้าหมองความฟุ้งซ่านรำคาญใจ  และยังชอบเล่าเรื่องพระเป็นบ้า แม่ชีเป็นบ้าเดินแก้ผ้า ไปตามถนนหนทางให้ฟัง  พี่ณัฐวรรณก็ว่าข้าพเจ้าคิดในทางอกุศลกับหลวงพ่อจึงโดนกรรมหนักเช่นนี้  และถูกวิญญาณผีร้ายเข้าสิง  แต่ข้าพเจ้าไม่เชื่อเรื่องผีสิง  ตอนนั้นข้าพเจ้าทุกข์แสนสาหัส  พยายามจะหาผู้มาช่วยบอกทาง  แต่ยิ่งถามก็ยิ่งทุกข์เพราะเขาเหล่านั้นบอกแต่ว่าเขาเป็นผู้รู้  แต่สิ่งที่เขาบอกมันเป็นความรู้ที่ผิดจากมัชฌิมาปฏิปทา (วิธีปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความดับทุกข์)  ดังนั้นเมื่อเชื่อคำพูดของเขาจิตจึงมีแต่ทุกเวทนาเกิดขึ้น  และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น  มีแม่ชีคนหนึ่งเป็นลูกศิษย์พระวัดป่าที่มีชื่อเสียง  บอกให้ข้าพเจ้าต่อสู้กับมโนภาพในจิตด้วยวิธีที่รุนแรง เช่นให้จินตนาการว่าเรามีอาวุธแล้วสู้กับมันมันจะกลัวเราเองและหายไป  และยังยืนยันว่าอาจารย์เขาสอนอย่างนี้  เป็นพระอรหันต์ด้วยนะกระดูกเป็นพระธาตุและยังพาข้าพเจ้าและพี่ติ้งพี่แต๋วไปดูที่วัดต่างๆที่บรรจุพระธาตุไว้ด้วย  ข้าพเจ้าก็เลยคิดว่ากระดูกเหล่านั้นเป็นของพระอรหันต์และเขารู้จริง  แต่ยิ่งทำตามเท่าไรภาพหลอนเหล่านั้นก็ทวีขึ้นเรื่อยๆ  ความคิดปรุงแต่งก็ประดังเข้ามา  ชีวิตในช่วงนั้นข้าพเจ้าเหมือนตกนรกทั้งเป็น  และยังพลอยพาสามีและลูกตกนรกไปด้วย  ดีที่แม่ไม่ได้อยู่ด้วยมิเช่นนั้น  ข้าพเจ้าอาจทำให้แม่เป็นบ้าไปอีกคน  ข้าพเจ้ารู้ชัดเลยว่านรกช่างทุกข์ทรมานเช่นนี้เอง  นี่จึงเป็นเหตุผลให้ข้าพเจ้าตั้งปณิธานว่า  ถ้าข้าพเจ้าผ่านพ้นความทุกข์นี้ไปได้  ชีวิตนี้จะไม่ก่อกรรมทำเข็ญกับใครอีก  แม้เขาจะทำให้ทุกข์อย่างไรก็จะไม่โกรธไม่พยาบาทอาฆาตจองเวรอีกต่อไป  เพราะสุดท้ายเราก็ต้องรับทุกข์เช่นกัน 

 

พี่ณัฐวรรณพยายามเกลี้ยกล่อมให้ไปหาและขอขมาหลวงพ่อ  แต่ข้าพเจ้าไม่ทำตาม  เพราะรู้แล้วว่าคนกลุ่มนี้เป็นคนไม่ดี  ขาดเมตตาจิต  และรู้ไม่จริง  จึงเอาของที่บูชาเขาไปทิ้งถังขยะ  ตอนนี้ความคิดมันครอบงำและจิตปรุงแต่งไปแต่ในทางอกุศล  ข้าพเจ้าก็ยิ่งกลัวความคิดของตัวเอง  จึงคอยห้ามจิตไม่ให้คิดอยู่ตลอดเวลา  ยิ่งห้ามก็ยิ่งเลวร้าย จำได้ว่าเมื่อครั้งไปวิปัสสนาวิทยากรท่านหนึ่งอยู่ในคณะของคุณแม่อำไพ สุจริตกุล  บอกว่าถ้านั่งสมาธิจนสู้กับเวทนาจนผ่านได้จะได้มหาสติบรรลุเป็นพระอรหันต์ ข้าพเจ้าไม่ได้อยากเป็นอะไรทั้งนั้น เพียงแต่อยากจะผ่านพ้นความทุกข์หนักในขณะนั้นต่างหาก  แต่ไม่ว่าจะอดทนอย่างไรก็สู้กับความเจ็บปวดมากมายมหาศาลไม่ไหว  ต่อให้นำไปฆ่าก็ทำไม่ได้ ไปถามแม่ชีที่วัดป่าบ้านตาดท่านก็บอกว่าอย่าส่งจิตออกไปนะไม่เช่นนั้นจิตจะวิปลาส ข้าพเจ้าก็เลยจะวิปลาสจริงๆเพราะกลัวความคิดที่คิดอยู่ตลอดเวลา  จึงคอยห้ามจิตไม่ให้คิด  หยิบหนังสือที่พระหลายรูปอธิบายเรื่องการเจริญสติมาอ่านก็เขียนเทคนิควิธีไม่เหมือนกัน  ก็ยิ่งทุกข์หนักเพราะความสงสัยลังเลว่าเราจะปฏิบัติแบบไหนกันแน่  ในที่สุดเห็นว่ายิ่งสู้เหมือนยิ่งแพ้จึงคิดว่าตายซะดีกว่าเป็นบ้าให้คนข้างหลังทุกข์ทรมานไปด้วย  จึงกินยานอนหลับไป 3ห่อ  เดชะบุญที่ข้าพเจ้าเป็นลูกที่กตัญญูต่อบุพการี  เอื้อเฟื้อผู้อื่นมาตลอดจึงเป็นกรรมดีให้รอดตายมาได้

 

 

 

 

 33  พบกับกัลยาณมิตร

 

หลังจากที่หายป่วยได้โทรไปหาพี่อิ๋ว(อาจารย์อรนุช  ลิ้มเทียมเจริญ) โรงเรียนอนุบาลไทรโยค  จังหวัดกาญจนบุรี  พี่อิ๋วบอกว่าพี่ก็สู้กับความคิดฟุ้งซ่านเรื่องกามแบบนี้แหละ  บางทีเป็นนิมิตรก็มี  แต่พี่อิ๋วไม่กลัวความคิดของตัวเอง เพราะความคิดมันทำอะไรเราไม่ได้ ถ้าเราไม่หวั่นไหวกับมัน  พี่อิ๋วเธออธิบายว่าจิตมันเป็นธาตุรู้  มันจึงต้องคิดเราเพียงแต่มีสติรู้เมื่อมันคิดเท่านั้น  และวางใจให้เป็นอุเบกขาไม่ต้องไปต่อสู้ห้ำหั่นเอาชนะหรือหวั่นไหวไปกับมัน  ข้าพเจ้าจึงลองทำตามดูความคิดฟุ้งซ่านก็ลดลง  จิตเริ่มมีกำลัง  รู้สึกว่าพี่เขามีความรู้ดี  เพราะพี่เขาไม่ได้ปฏิบัติแบบเดาสุ่มหรือเชื่อครูอาจารย์อย่างเดียว  พี่เขาศึกษาตำราทางพระพุทธศาสนาตลอด  และตัวเขาเองและอาจารย์ที่สอนกรรมฐานให้พี่เขา  ยังคอยตรวจสอบอารมณ์กรรมฐานว่ายังมีสังโยชน์ข้อใดผูกพันร้อยรัดจิตให้เศร้าหมองต้องขจัดให้ได้  เวลามีผัสสะก็ต้องรู้เท่าทันอารมณ์ เขายังเตือนว่าอย่าไปโกรธพระเหมือนกับพี่ณัฐวรรณ  เพราะเขาเป็นคู่บารมีของเรา  และเราจะต้องเจอคนไม่ดีอีกเรื่อยๆ การจะเข้าถึงมรรคผลเราต้องอดใจให้ได้อย่าปล่อยให้ความโกรธเกลียดไม่ชอบใจมาครอบงำ  อีกอย่างหนึ่งการจะเข้าถึงอริยมรรคอริยผลต้องมีภาวะของการสู้ทุกข์ปางตายทั้งนั้น พระอริยสาวกทั้งหลายท่านอยากมีความสุขเหมือนพระพุทธเจ้าท่านก็ต้องสู้ทุกข์  โดยไม่ยอมให้อำนาจของความโลภ  ความโกรธ ความหลงเข้ามาครอบงำ  เรียกได้ว่าแม้ใครจะร้ายกับเราถึงขนาดเข่นฆ่าเราได้  เราก็ต้องระวังรักษาใจให้เป็นกลาง  อย่ายอมให้อกุศลจิตเข้ามาครอบงำ  มีเมตตาธรรมเป็นอารมณ์  ด้วยเห็นว่าเขาก็เป็นปุถุชนที่ยังโง่เขลาอยู่  ย่อมถูกกิเลสพาให้หลงไปสู่อบายได้  พี่รู้ว่าเธอเป็นคนเข้มแข็งมีความเพียร  และการสู้ทุกข์ด้วยธรรมจะทำให้เธอเอาชนะอุปสรรคไปได้  และผลก็คือมีวาระจิตที่เข้มแข็งสามารถทนต่ออารมณ์ที่มากระทบได้ดี  การปฏิบัติก็จะก้าวหน้า  แต่คนส่วนใหญ่ยังหลงยึดมั่นในอัตตาตัวตน  จึงมักสู้ทุกข์ด้วยอธรรม  เช่น  เมื่อถูกตำหนิติเตียน  ถูกใส่ร้ายป้ายสี  ก็ไม่เพียรพยายามเอาชนะความโกรธความไม่พอใจ  จึงไม่ยอมป้องกันจิตจากนิวรณ์  ปล่อยให้อำนาจของโทสะเข้าครอบงำจิตใจ  ด้วยความเห็นผิดไปว่าคนที่อดทนอดกลั้นไม่ถือสาเป็นคนโง่  ที่ปล่อยให้เขาเหยียดหยามเกียรติและศักดิ์ศรี  หรือเมื่อได้ลาภได้ยศได้รับการสรรเสริญได้สุข  ก็มีความชอบใจติดอกติดใจต่ออารมณ์นั้น  จึงเป็นการปิดกั้นจิตไม่ให้เกิดปัญญา  ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงทางแห่งการดับทุกข์(อริยมรรคมีองค์ 8)ได้  แม้จะเป็นเพียงกระแสแรกแห่งพระนิพพาน(โสดาปัตติมรรค)ก็ตาม  จึงรักษาความเป็นมนุษย์ปุถุชนไว้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด  ด้วยมองไม่เห็นโทษของวัฏฏะสงสารที่มีความทุกข์เป็นเบื้องต้น  เป็นท่ามกลาง  เป็นที่สุดและหาทางออกไม่ได้  ต้องวนเวียนกับความทุกข์เช่นนี้อยู่ตลอดไป

 

 

 

 

 34  ทางสายกลางคืออะไร

 

นอกจากนี้คนเขลาเหล่านี้ยังหลงผิดว่าตนเองดำเนินชีวิตตามทางสายกลาง  แต่ผู้ที่พยายามเอาชนะกิเลสเป็นผู้ทำชีวิตตนให้ลำบาก  ทั้งที่จริงน่าจะเฉลียวใจสักนิดว่า  การปฏิบัติตามทางสายกลางเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดผลคือการละสังโยชน์ได้ในแต่ละระดับของความเป็นพระอริยบุคคล   ดังนั้นหากเราปฏิบัติตามทางสายกลางจริง  เราก็น่าจะเข้าถึงอริยมรรคอริยผลระดับใดระดับหนึ่งตามกำลังสติปัญญา  แต่ทำไมเรายังเข้าไม่ถึง  แสดงว่าตลอดเวลาเรายังไม่รู้จริงว่าอะไรคือทางสายกลาง(มัชฌิมาปฏิปทา)

ในภายหลังข้าพเจ้ามาศึกษาพุทธธรรมอย่างละเอียด  จึงได้รู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่เคยตรัสรับรองพระสาวกองค์ไหนว่าเป็นพระอรหันต์  ด้วยการที่กระดูกเป็นพระธาตุ  แต่ต้องบรรลุอรหัตตผลได้ด้วยความแจ่มแจ้งในนามธรรม  มีปัญญาบริสุทธิ์รู้ปฏิจจสมุปบาทธรรมตามที่เป็นจริง  และท่านจะใช้วิธีซักถามให้พระสาวกสาธยายให้ฟัง  ท่านจึงจะตรัสรับรอง  ซึ่งครั้งหนึ่งท่านพระอานนท์ผู้เป็นพหูสูตท่านเคยกล่าวว่าปฏิจจสมุปบาทนี้ท่านสามารถอธิบายได้โดยง่าย  พระพุทธองค์ทรงตรัสห้ามพระอานนท์มิให้กล่าวเช่นนั้น  เพราะขณะนั้นท่านยังเป็นพระโสดาบันอยู่  เพราะตราบใดที่เธอยังไม่บรรลุอรหัตตผลเธอย่อมไม่แจ่มแจ้งในปฏิจจสมุปบาทธรรม  แต่ในปัจจุบันปุถุชน(คนโง่เขลา) จำนวนมากเป็นผู้พยากรณ์ความเป็นพระอรหันต์  ด้วยการที่เห็นรูปธรรมของกระดูกหลวงปู่หลวงตาแม่ชีทั้งหลายเป็นพระธาตุ  หรือไม่ก็มีฤทธิ์มีเดชระลึกชาติได้  นั่งสมาธิถอดจิตไปเที่ยวนรกสวรรค์  เอามาบอกญาติโยมได้ว่าใครเป็นอะไรมาจากไหน  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงของแถมของปลอมจากการฝึกสมาธิเท่านั้น  มิใช่ขั้นปัญญาที่เข้าถึงภาวะการดับทุกข์ทางจิต  ซึ่งเป็นของแท้มีสาระแก่นสารที่ชีวิตต้องการ และยังเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนา เพราะคนจะเข้าใจผิด

 

วิชาพระพุทธศาสนาที่ได้เคยเรียนรู้มา  หรือบางคนสอนมานับสิบยี่สิบปี  บางคนตั้ง 30 ปี  จนมีผลงานทางวิชาการด้วยตำแหน่งอาจารย์ 3  ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทางโลกอุปโลกว่ามีความรู้ความเชี่ยวชาญในหลักวิชาการพระพุทธศาสนา  เหมือนตำแหน่งสมณศักดิ์ใหญ่โตทางสงฆ์ที่ได้นักธรรมชั้นโท  ชั้นเอก  หรือเปรียญ 9 ประโยค  นอกจากนี้ยังมีระดับพระราชาคณะ  ชั้นสมเด็จก็มากแต่กับไม่สามารถบ่งบอกภูมิปัญญาทางธรรม (อริยมรรคอริยผล) ซึ่งเป็นสาระแก่นสารของการเข้าถึงพระพุทธศาสนา  ในเมื่อครูผู้นำความรู้ไปเผยแพร่ยังไม่อาจเข้าถึงความรู้ในชั้นสูงได้  แล้วผู้เรียนจะมีภูมิปัญญาระดับใด  นี่คือเหตุผลที่การพระพุทธศาสนาในปัจจุบันไม่ได้รับความเอาใจใส่จากพุทธศาสนิกชน  เนื่องจากขาดหลักสูตรการศึกษาพระพุทธศาสนาที่ยืนยันได้ว่าความรู้ที่ได้รับสามารถดับทุกข์ได้จริง 

 

จากนั้นมาข้าพเจ้าก็ได้รับคำแนะนำจากพระอาจารย์พยับ  เมื่อไปหาท่านท่านบอกว่าอาจารย์พัชราโชคดีนะได้เจอเรื่องแบบนี้  ไม่ใช่เจอกันได้ง่ายๆ  การสู้ทุกข์นี่แหละเป็นคุณสมบัติของนักรบ  ข้าพเจ้าบอกว่าไม่อยากได้แล้วมรรคผลนิพพาน  อยากเป็นคนเดิมที่มีความทุกข์แต่พอประมาณดีกว่า  เพื่อนครูคนหนึ่งเคยป่วยแบบข้าพเจ้า  หลังจาก ไปวิปัสสนามามาชวนไปแต่งขันธ์ 5 กับอาจารย์ของเขา  ข้าพเจ้าไปถามพระอาจารย์พยับ  ท่านบอกว่าถ้าจะให้เหตุการณ์นี้จบ ก็อย่าไปแต่งขันธ์บูชาใคร ไม่เช่นนั้นมันจะไม่จบ  ข้าพเจ้าเชื่อที่ท่านแนะนำเพราะมาคิดว่าจิตมันอยู่กับเรา  ใครจะมาช่วยสุขทุกข์แทนเราคงไม่ได้  อีกประการหนึ่งอาจารย์พยับท่านพูดว่า  พระพุทธเจ้าท่านช่วยให้ใครชนะกิเลสไม่ได้  มีแต่เราเท่านั้นที่จะต้องต่อสู้ด้วยตนเอง  และท่านยังบอกว่าเวลาเรารู้ว่าสู้ไม่ไหวให้ถอยทัพแกล้งยอมแพ้ก่อน  เราอย่าพึ่งมุ่งเอาชนะทั้งๆที่อ่อนกำลัง  ข้าพเจ้าลองทำตามก็รู้สึกว่าเป็นวิธีที่ดี  เพราะนักรบที่ไม่รู้กำลังชั้นเชิงของคู่ต่อสู้มีแต่แพ้ลูกเดียว  การหยุดพิจารณาจะทำให้เราเห็นความจริงว่าอะไรคือความทุกข์ และอะไรคือสาเหตุให้เกิดทุกข์  เราจะดับมันได้อย่างไร  เมื่อวิเคราะห์ดูแล้วข้าพเจ้าทุกข์เพราะความกลัว  คือกลัวมโนภาพต่างๆ  กลัวความคิดที่ไม่ดี  ดังนั้นจึงต้องทำจิตให้ตั้งมั่น  ข้าพเจ้าเคยฝึกการเจริญสติมาแล้วจึงรู้ว่าที่พลาดพลั้งก็เพราะเราขาดสตินั่นเอง  จึงถูกความกลัวเข้าครอบงำ  และการหลงเชื่อผู้อื่นแต่กลับไปเจอทุกข์หนักหาทางแก้ไม่ได้  แสดงว่าคนที่บอกเราว่าเป็นผู้รู้เขารู้ไม่จริง  ดังนั้นข้าพเจ้าจะต้องแสวงหาความรู้ที่ถูกต้อง  และแหล่งความรู้นั้นน่าจะมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือคือคัมภีร์พระไตรปิฎก  เพราะเป็นคัมภีร์ที่เกิดจากพระอรหันตสาวกผู้รู้จริงนับพันรูปที่ร่วมกันสังคายนา  โดยท่านอาจารย์พยับท่านเห็นว่าสงสัยอยากรู้เรื่องอะไร  ท่านไม่บอกแต่ให้หนังสือไปอ่าน  โดยเฉพาะเรื่องมหาสติปัฏฐาน 4 จากพระไตรปิฎก  ทำให้เข้าใจเรื่องจิต  สิ่งที่จิตรับรู้มากขึ้น  ข้าพเจ้าเป็นคนอ่านหนังสือธรรมมะได้แตกฉาน  เพราะอ่านแล้วพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดจึงสามารถเข้าใจปริศนาธรรมที่ซ่อนอยู่ได้  ประกอบกับรักการอ่านมาตั้งแต่เยาว์วัย  จึงสนุกกับการค้นคว้าหาความรู้  หลังจากนั้นชีวิตก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ความทุกข์ ค่อยๆหายไปกลายเป็นความสุขมาแทนที่ หลังจากเหตุการณ์นี้ข้าพเจ้าและสามีเข้มแข็งอดทนขึ้นมาก  เอาชนะ อารมณ์ที่มากระทบได้ดี และรู้สึกว่าถ้ามีทุกข์อีกจะสามารถสู้กับมันได้โดยไม่ต้องเสียน้ำตาให้กับมัน

 

หลังจากนั้นมาจึงเคารพพระอาจารย์พยับมาก  ท่านอธิบายว่าการเกิดอริยมรรค อริยผลมี 2 ทางคือ ทางสมุทัยคือพบกับทุกข์แสนสาหัส เมื่อไปถึงที่สุดแห่งทุกข์จะเห็นธรรม อีก ทางคือทำความดีไปเรื่อยๆโดยไม่มีเงื่อนไข  คือทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน  แม้จะเป็นความชื่นชมยินดีจากผู้อื่นก็ตาม  บางครั้งการทำความดีอาจได้โทษกลับมาก็ต้องมีความมั่นใจในความดีที่ทำ  การทำจิตให้สะอาดเหมือนแป้งเนื้อเนียนไม่มีกากเดนก็คือไม่ให้นิวรณ์มาครอบงำ  แม้จะถูกทุกขเวทนาท่วมทับก็ไม่ปล่อยให้ความขุนมัวความขัดเคืองใจมาครอบงำจิตใจและทำตัวเหมือนพรมเช็ดเท้า  ก็คือแม้จะถูกตำหนิเหยียดหยามจากผู้อื่นก็ไม่เศร้าหมองมีจิตที่มั่นคงดุงขุนเขาที่ไม่หวั่นไหวกับพายุที่ถาโถมมาทุกทิศทุกทาง  ข้าพเจ้าก็ทำตามจึงรู้ว่านั่นคือเทคนิคของการลดอัตตาตัวตนนั่นเอง ซึ่งท่านอาจารย์พุทธทาสเคยอธิบายว่าให้ทำหน้าที่ด้วยจิตที่มีปิติปราโมทย์ และให้ผลการปฏิบัติได้ดีเยี่ยมยากจะหาใครบอกเรา ได้เช่นนี้

 

 

 

 

 35  ไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

 

ในเดือนกรกฎาคม  ปีพ.. 2544  ข้าพเจ้าได้นำนักเรียนไปปฏิบัติธรรมที่วัดหัวสะพาน  อำเภอกันทรารมณ์  จังหวัดศรีสะเกษ  วาระจิตดีขึ้นเรื่อยๆ  แต่รุ่นที่ 2 ไปวัดป่าหนองแวง  อำเภอกันทรารมณ์  มีนักเรียนชายหญิงรวม 80 คน  คราวนี้ข้าพเจ้าร่างคำสั่งให้พี่ณัฐวรรณไปด้วย  เพื่อตั้งใจจะดึงแกออกมาจากพระเหมือน  แต่แกโกรธมากเพราะชีวิตนี้แกถูกสั่งห้ามไม่ให้ไปเป็นลูกศิษย์ของใคร  นอกจากหลวงพ่อเหมือน(พระศรีอารย์องค์เดียว)  ดังนั้นเมื่อมีอุปสรรคในการอบรมแกจะต่อว่าข้าพเจ้าแรงๆทันที  และยังชักชวนให้นักเรียนกลับก่อนที่การอบรมจะเสร็จ  2  วัน  อาจารย์ผู้ชายที่มาเป็นพี่เลี้ยงก็แอบพานักศึกษากินข้าวเย็น  ทั้งๆที่สมาทานศีล 8  ข้าพเจ้าเริ่มหงุดหงิดและทำท่าว่าตบะจะแตก  เพราะอาจารย์ทั้งสองท่านจะมาทำให้งานของข้าพเจ้าล่มกลางทาง  แต่บังเอิญพระวิทยากรชื่อพระอาจารย์พยนต์  ท่านมาจากวัดป่าธรรมชาติ  อำเภอกาบเชิง  จังหวัดสุรินทร์  ท่านพูดมาลอยๆว่าระวังนะเอ็นดูเขาเอ็นเราจะขาดจงควบคุมอายตนะให้ดี  ข้าพเจ้าจึงนึกขึ้นได้  และปรับความรู้สึกต่อเหตุการณ์นั้นเสียใหม่  โดยคิดว่าใครจะกลับก็กลับไป  เขาไม่มีศรัทธาในการบวชก็ช่างเขา  เราตั้งใจมาบวชก็พอ  อีกประการหนึ่งข้าพเจ้าจำได้ดี  เมื่อครั้งไปวิปัสสนาครั้งแรกที่จังหวัดราชบุรี  ท่านพระอาจารย์ประจาก  สิริวัณโณ  เจ้าอาวาสวัดปรินายก  กรุงเทพท่านเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์อาสภมหาเถระ  พระวิปัสสนาจารย์ที่มีชื่อเสียง  และเป็นอาจารย์องค์แรกที่สอนกรรมฐานให้แก่ข้าพเจ้า  ท่านบอกว่าวิปัสสนาเขาให้มาดูแลตัวเอง  อย่าไปดูคนอื่นมิฉะนั้นการปฏิบัติจะไม่ได้ผล  และทุกครั้งที่จะพานักเรียนไปปฏิบัติธรรมข้าพเจ้าจะโทรไปคุยกับพี่อิ๋วทุกครั้ง  เธอบอกว่าให้รักษาอารมณ์พระนิพพานให้มั่นคง  อย่าหงุดหงิดขัดเคืองกับอุปสรรคต่างๆ  และจะไปกราบพระอาจารย์พยับทุกครั้ง  ท่านเคยบอกว่าทางสายนี้มันขรุขระ  เรารีบเดินไปให้ถึง  ไม่ต้องไปพ่วงคนอื่นไปด้วย  เพราะคนส่วนใหญ่อยากได้เงินล้าน  ไม่สนใจพระนิพพานหรอก  มีแต่คนฉลาดเท่านั้น  คิดได้ดังนั้นจึงไม่สนใจใคร  รู้แต่ว่าเรากำลังบำเพ็ญเนกขัมมบารมีก็ตั้งใจรักษาจิตใจให้เบิกบาน  จิตก็มีปิติปราโมทย์เพราะระงับนิวรณ์จากความขัดเคืองฟุ้งซ่านรำคาญใจได้  จึงเกิดสัมมาทิฏฐิขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง  มีนักเรียนสมัครใจอยู่ปฏิบัติตามตารางที่กำหนดประมาณ  40  คน  เป็นหญิงเกือบทั้งหมด  มีนักเรียนชาย  3  คน  เด็กทั้ง 40  คนน่ารักมาก  แกเป็นคนสงบไม่ส่งเสียงดังโหวกเหวกเหมือนกลุ่มที่กลับไปก่อน  และยังพูดให้ข้าพเจ้าฟังว่าดีใจที่ได้อยู่เพราะบรรยากาศสงบและมีความสุขมาก  แกบอกว่าไม่เคยอดข้าวเย็นรักษาศีล 8 พึ่งรู้ว่าการไม่ทานอาหารเย็นร่างกายจิตใจเบาสบายอย่างนี้นี่เอง  เด็กเกือบทุกรุ่นที่พาไปปฏิบัติธรรมแกจะอิดออดในตอนแรก  แต่เมื่อได้ไปสัมผัสจริง  แกจะชอบบรรยากาศของวัดและกิจกรรมที่จัดให้  เพราะข้าพเจ้าเคยไปปฏิบัติที่สถาบันพัฒนาจิต  จังหวัดราชบุรี  กับวิทยากรคณะของคุณแม่อำไพ  สจริตกุล  แต่จัดแบบเคร่งเครียดเกินไป  การจัดแบบนี้คนที่กำลังมีทุกข์หนัก  อาจตั้งใจปฏิบัติเพราะรู้สึกช่วยคลายทุกข์  แต่คนที่ยังไม่เคยฝึกจะยังไม่เคยมีอารมณ์สมถะ  จะรู้สึกไม่ชอบใจเพราะเคร่งเครียด  และต้องฝืนปฏิบัตินั่งสมาธิเดินจงกรมตลอดตี 4 ถึง 5 ทุ่มในพื้นที่ห้องสี่เหลี่ยมจำกัดทุกวัน  และร่างกายเหนื่อยล้าเนื่องจากพักผ่อนไม่เพียงพอ  ซึ่งหลักสูตรที่ข้าพเจ้าจัดวันแรกก็ทำแบบที่ไปฝึกมา  แต่ครูและนักเรียนเข้าฝึกอบรมมีปฏิกริยาต่อต้าน  สีหน้าบ่งบอกว่าไม่ชอบใจเป็นอย่างมาก  ปกติข้าพเจ้าเป็นคนที่ทำงานแบบเอาใจเขามาใส่ใจเราอยู่แล้ว  จึงเปลี่ยนเป็นปฏิบัติกิจกรรมแบบที่เป็นธรรมชาติ  คือเช้าสวดมนต์ทำวัตรนั่งสมาธิ  และออกไปเดินจงกรมตามทางเดินของวัด  ซึ่งเป็นธรรมชาติดีด้วย  หลังจากนั้นจะมีการทำความสะอาด  ถูศาลา  กวาดใบไม้ล้างห้องน้ำ  แบ่งเด็กช่วยแม่ครัวทำกับข้าว  ล้างถ้วยล้างจาน  และมีพักผ่อนช่วงกลางวันเพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย  เพราะตื่นตั้งแต่ตี 3 ตามกฏกติกาของวัด  ดังนั้นช่วงบ่ายเมื่อนิมนต์พระวิทยากรมาบรรยายธรรม(ควรเลือกผู้ที่มีทักษะในการพูดโน้มน้าวชักชวนให้อยากทำความดี)  จะไม่มีคนง่วงหงาวหาวนอน  เนื่องจากร่างกายได้พักผ่อนแล้ว  ในรุ่นต่อๆมาจึงมีครูและนักเรียนสมัครใจมาปฏิบัติ  เพราะค่อยๆซึมซับอารมณ์กรรมฐานทีละน้อย  เหตุการณ์นี้ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มเข้าใจว่า  การปฏิบัติควรเป็นหลักสูตรที่ใกล้เคียงกับธรรมมากที่สุด  และควรสอดแทรกวิปัสสนาโดยการทำงานเข้าไปด้วย  โดยอาจจัดให้ทำงานเป็นฐานๆไปแบบฐานลูกเสือ  ทั้งนี้เพื่อขัดเกลาอุปนิสัยให้เป็นคนที่ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม  ลดการเห็นแก่ตัว  และเสริมสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ  จะทำให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจชัดเจนว่าสามารถปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวัน  การปฏิบัติก็จะก้าวหน้า  หากทุกสถาบันมีการส่งเสริมอย่างจริงจัง  และต่อเนื่องเด็กจะสนใจธรรมมะมากกว่านี้  ที่สำคัญการปฏิบัติวิปัสสนา  

 

อย่าเป็นหลักสูตรที่จัดกิจกรรมแบบตึงเครียด  หรือมีการบังคับดุด่าให้ปฏิบัติ  เพราะผู้ปฏิบัติจะไม่ให้ความร่วมมือ  หากมีอุปสรรคต้องใช้ความใจเย็นแก้ปัญหา  เด็กจะชอบทั้งวัดและการปฏิบัติ  จะเป็นการปูพื้นฐานที่ดีต่อความศรัทธาในพระรัตนตรัย

 

 

 

 

 36  ถูกอวิชชาหลอกให้จิตวิปลาส

 

เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งปีเต็ม  คราวนี้ไม่รู้เป็นอะไรนอนไม่หลับเหมือนมีอะไรมา รบกวนให้ต้องเดินจงกรม นั่งสมาธิเกือบทั้งวันทั้งคืน จำได้ว่านอนหลับไม่เกินคืนละ 1-2 ชั่วโมงคราวนี้รู้สึกว่ายิ่งสอนธรรมะไป ทำไมเหมือนที่พระอาจารย์เหมือนเคยสอนหลายอย่าง  จึงหลงไปศรัทธาอีกรอบ คราวนี้โทรศัพท์ไปหาขอขมาเขา  และบอกเขาว่าเอาใจแต่งขันธ์ 5 ขันธ์ 9 บูชา เขา (พี่ณัฐวรรณเคยบอกว่าขันธ์ 5 เป็นของเรา ส่วนขันธ์ 9 บูชาเสด็จพ่อพระศรีอารย์)  ตั้งแต่วันนั้นมาข้าพเจ้าเกิดปรากฏการณ์ทางจิตแปลกๆ คืออยู่ๆก็เหมือนตัวเองระลึกชาติได้  ชาติที่แล้วเป็นนางมาคันทิยา  ชาติที่แล้วโง่มากเพราะหลงความสวย ฟังธรรมพระพุทธเจ้าไม่รู้เรื่อง ชาตินี้เลยขอเกิดมาเป็นคนขี้ริ้ว  แต่มีปัญญามากเพื่อรู้ธรรมจะได้ไม่หลง และวาระจิตมันบอกว่าแกสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว  เลยโทรไปอวดกับพี่อิ๋วเสียยกใหญ่ แต่แปลกที่ตอนนั้นพยายามนึกถึงเหตุการณ์ต่างๆเท่าไรก็จำไม่ได้เลย  ลองหยิบหนังสือมาอ่านมันเหมือนตัวหนังสือนั้นมันไม่อยู่ในหัว  คืออ่าน ไปแล้วมันจำไม่ได้เลย  โทรไปถามพี่อิ๋วก็บอกว่าปรากฏการณ์ทางจิตแบบนี้พี่ก็ไม่เคยเจอ ให้ไปถามพระอาจารย์พยับ  พอรุ่งเช้าเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่วิทยาลัย  มาสั่งงานข้าพเจ้าไม่มีสมองรับรู้สั่งการ แต่รู้ตัวตลอดเลยเข้าใจผิดไปว่าอันนี้แหละที่เขาเรียกว่าดับภพดับชาติในจิต  เพราะพระอาจารย์พยับเคยบอกว่า  พระอรหันต์ท่านไม่มีอดีต ไม่มีปัจจุบัน ไม่มีอนาคต  ข้าพเจ้าเลยเข้าใจว่านี่คือการดับอุปทานขันธ์ 5  และยังเข้าใจไปว่าการอ่านหนังสือมากจะทำให้เป็นโรคประสาท เพราะสมองเก็บข้อมูลไว้เยอะ จึงคิดว่าวันจันทร์จะไม่ให้ลูกไปโรงเรียน ไม่ต้องไปทำงาน จะพาครอบครัวไปอยู่ที่ศีรษะอโศก  พระเหมือนท่านก็ไม่ เคยเรียนหนังสือ  ท่านบอกว่าท่านได้ปริญญาใบใหญ่  ชื่อว่าปริญญาว่าง  ช่วงนั้นพระอาจารย์สุบิน วัดป่าหนองแวง ท่านก็โทรมาถามว่าป่วยใช่ไหม  ข้าพเจ้าก็บอกว่าสบายดี  และยังคุยฟุ้งว่ามีปัญญาทะลุแก่น แต่สักพักจิตมันเกิดความรู้สึกเศร้ามาก รู้สึกผิดมากว่าเราไปอวดอุตริมนุษยธรรม เคยได้ยินว่าใครอวดอุตริมนุษยธรรมจัดเป็นกรรมอย่างหนัก  คราวนี้เกิดความกลัวขึ้นมาอย่างจับใจคิดว่าเราต้องฆ่าตัวตาย  จึงหยิบสมุดมาเขียนข้อความในลักษณะขอลาตาย เพราะทำผิดอย่างมหันต์   ไปกราบขอขมาสามีที่เป็นต้นเหตุให้เขาทุกข์อีกแล้ว สามีบอกว่าแม่แกทุกข์ทำไม  พระอาจารย์พยับท่านบอกผมไว้ก่อนแล้วว่า  เดี๋ยวข้าพเจ้าต้องไปอวด  พอได้ยินเท่านั้นความแช่มชื่นหัวใจเข้ามาแทนที่  จึงถามว่าท่านรู้ได้อย่างไร  สามีข้าพเจ้าบอกว่าเมื่อหลายปีที่แล้วท่านก็เคยเกิดภาวะเช่นนี้  ไม่เป็นไรหรอกอย่าไปสนใจมัน  ข้าพเจ้าจึงสงบใจลงได้ หลังจากนั้นได้ยินเสียงหลวงพ่อเหมือนมาคุยด้วย  ก็คุยกับเขาทางจิตคล้ายๆโทรจิต รุ่งเช้ามาได้ยินเสียงมาบอกให้ไปจัดการพระอาจารย์พยับ  ให้ไปท้าตอบปัญหานะ เพราะท่านเป็นพระเทวฑัตมาเกิด เอ็งนั่นแหละเป็นพระศรีอารย์ตัวจริง  ข้าพเจ้าไม่รู้สติก็ไปนั่งหน้ากุฏิแบบจองหองอวดดี ไปท้าตอบปัญหากับท่าน ท่านมองดูด้วยสายตาสงสารห่วงใย  แต่ข้าพเจ้ากลับมองว่าท่านเกรงกลัวภูมิธรรมของเรา  จึงได้บอกท่านว่าอย่ามีทิฏฐิ  รู้ไหมผู้มีทิฏฐิมากคือพระ มานะกษัตริย์ อัตตาครู ผู้รู้คือนักเรียน และบอกท่านทางจิตว่า  ถ้าท่านตอบไม่ได้ก็มากราบข้าพเจ้าเสียดีๆ บางครั้งเสียงนั้นบอกให้ไปแสดงธรรมโปรดคนที่ผ่านไปมาตามท้องถนน  ก็ทำตามขี่รถไปแสดงธรรมสอนเด็กๆเสียเป็นส่วนมาก  พระอาจารย์พยับท่านคงโทรเรียกคุณสมจิตรไปบอก  และสั่งกำชับว่าอย่าตกใจกับอาการทางจิตของข้าพเจ้า  เพราะดวงชะตาของข้าพเจ้าตามหลักโหราศาสตร์บอกว่า  จะต้องประสบกับอันตรายทางจิตอย่างร้ายแรงปีละครั้ง  แต่จะผ่านพ้นไปได้  และภาวะเช่นนี้จะทำให้ข้าพเจ้าเกิดความรู้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการอธิบายในสิ่งที่ลึกลับได้อย่างลึกซึ้ง  อีกประการหนึ่งข้าพเจ้าเคยสร้างกรรมชั่วต่อท่านผอ.ไว้ด้วยการเขียนเรื่องเท็จกล่าวหาข่มขู่ท่านให้ท่านทุกข์ร้อน  ดังนั้นเมื่อทำให้ชีวิตอื่นเป็นทุกข์  ข้าพเจ้าจึงต้องได้รับทุกข์เป็นการตอบแทน  แต่เดี๋ยวมันจะผ่านไปเอง  อาจารย์สมจิตรเพียงแต่ดูแลเขาให้ปลอดภัย  และต้องดูอย่างใกล้ชิดอย่าให้คลาดสายตา ที่สำคัญอาจารย์สมจิตรต้องมีสติสัมปชัญญะให้ดี อย่าหวั่นไหวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  และกำชับว่าถ้าใครแนะนำให้ไปรักษาทางไสยศาสตร์อย่าเชื่อเด็ดขาด  ให้ไปโรงพยาบาลเท่านั้น  เพราะเป็นคนเดียวที่จะช่วยข้าพเจ้าได้  คุณสมจิตรได้พาข้าพเจ้าและลูกทั้งสองนั่งรถไปอุดรธานี ระหว่างทางข้าพเจ้าไม่สนใจใครนอกจากเสียงของพระ เหมือนที่ตัวเองได้ยิน  มันบอกว่าเอ็งจะได้เป็นครูต้นแบบ จะได้รับพระราชทานชุดสวยๆ  ให้จัดท่านั่งให้ดีให้มีสง่าราศรี  ตอนแรกๆก็ดีนะอยากรู้เรื่องอะไรในอดีตมันบอกได้หมด  จิตมันบอกว่าจะพามาดินแดนพระนิพพาน หลวงพ่อรออยู่ มีเพื่อนที่วิทยาลัยมารอก่อนแล้วมากมาย เขาจะส่งวิญญาณพระอรหันต์  ขณะนั้นไม่ว่าจิตจะปรุงแต่งเรื่องอะไร  ข้าพเจ้าจะเห็นมโนภาพนั้นๆทันที

 

รุ่งเช้าเพื่อนเขาพาไปหาคนทรงเจ้า  ข้าพเจ้าดิ้นรนไม่ยอมเข้าไป  มีเสียงมาบอกว่าเป็นพระพุทธเจ้ามาโปรดให้ไปแต่วัดหลวงตามหาบัว  พยายามให้คุณสมจิตรพาไปวัดหลวงตามหาบัว  แต่ไม่พบใครเพราะท่านติดกิจนิมนต์ มีเสียงมาบอกให้ท่องพุทโธๆตลอด  ก็ทำตามแต่ไม่มีสติหรอก เวลาผ่านไปนาน เข้าอาการเริ่มเลวลงตามลำดับ จนไม่มีสติเลย  ตอนหลังมามันมีแต่เสียงมาข่มขู่ให้กลัว  และบอกให้พลีชีพ เพราะเธอทำกรรมหนักเป็นต้นเหตุให้คนอื่นเป็นทุกข์  มันบอกให้หยิบกรรไกรมาแทงตัวเอง  ก็ทำตามแต่คุณสมจิตรและเพื่อนเขาช่วยไว้ได้ทัน  บางครั้งได้ยินเสียงพี่อิ๋วมาบอกว่าเป็นญาณทิพย์มาช่วย ให้นั่งสมาธิอยู่อย่างนั้นห้ามพูดกับใครเด็ดขาด  โดยเฉพาะถ้าเราศรัทธาใครเป็นพิเศษจะได้ยินเสียงของคนนั้น  บางครั้งปรากฏเป็นภาพด้วยก็มี  จำได้ว่าแม่โทรมาพูดด้วยและท่านร้องไห้  ใจข้าพเจ้าอยากพูดกับท่านแต่ไม่กล้าขัดคำสั่งเสียงที่มาบงการ  เสียงนั้นบอกว่าอย่าพูดกับใครทั้งนั้น  แกเคยดูหนังเรื่องพระพุทธเจ้าโลกไม่ลืมไหม ( The Little Budda)  เห็นพระพุทธเจ้านั่งสมาธิมีมารมารบกวนท่านก็ไม่ยอมลืมตา  เสียงนั้นจึงบอกไม่ให้ลืมตาห้ามพูดกับใครหรือลุกจากสมาธิเด็ดขาด  เพราะคนที่อยู่รอบข้างเป็นมารจะมาทำลายตบะบารมี  ข้าพเจ้าจึงไม่ยอมลุกจากที่นั้นจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากเสียงที่มาบงการ  หลังจากนั้นมาอาการหนักมากจนไม่มีทีท่าว่าจะเป็นปกติ  คุณสมจิตรจึงนำหนูส่งโรงพยาบาลอุดรธานี  เสียงนั้นจะสั่งการให้ไปกระโดดตึกเพื่อพลีชีพ  ก็ทำตามแต่คุณสมจิตรเขาให้เจ้าหน้าที่นำโซ่มาล็อกไว้ทุกประตู  เธอดูแลข้าพเจ้าไม่ยอมให้คลาดสายตา  แม้แต่เวลาจะเข้าห้องน้ำ  เพราะมันจะบอกให้เอาศีรษะโขกกับอ่างน้ำ   หมอฉีดยาคลายเครียดให้  ข้าพเจ้าจึงได้พักผ่อนสมองเต็มที่และป่วยเช่นนี้อยู่ 3 วัน อาการก็เป็นปกติ  แปลกตรงที่ข้าพเจ้าไม่เหมือนคนป่วยทางจิตคนอื่น  ที่ป่วยแล้วป่วยเลยต้องวิ่งรดน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์  เพราะเมื่อหายป่วย  ข้าพเจ้าจะเกิดการวิเคราะห์พิจารณาว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับเรา  ทำไมอาการเช่นนี้จึงเหมือนพวกคลั่งลัทธิที่ยอมพลีชีพ ทำไมอยู่ๆคนๆหนึ่งจึงมาประกาศตนว่าฉันได้รับความไว้วางใจ มอบหมายจากพระเจ้าให้มาช่วยให้บุคคลผู้ศรัทธาฉันอย่างสนิทใจเป็นผู้พ้นจากบาป  เพราะข้าพเจ้าเคยสงสัยว่าทำไมพระอาจารย์เหมือนจึงเที่ยวบอกใครต่อใคร ที่มาศรัทธาเขาว่าเขาคือพระศรีอารย์ได้รับมอบหมายจาก 3 โลกให้มาโปรดมนุษย์ผู้ไม่สงสัยแคลงใจในตัวเขา และมักจะเห็นพระองค์นี้และพี่ณัฐวรรณ  ชอบพูดว่ามีคำสั่งมาจากภาคภายใน  บางครั้งสั่งให้ทำหนังสือบอกว่าเป็นโองการของ 3โลกให้ทำ  ช่วงที่ยังหลงอยู่  ข้าพเจ้าเป็นคนพิมพ์และทำรูปเล่ม  บางครั้งก็บอกว่าจะเกิดการฆ่าหมู่กันยกใหญ่  คนที่จะรอดจะต้องเป็นเนื้อชิณของพระศรีอารย์  และต้องมีกายทิพย์เท่านั้น  ใครที่มีกายหยาบไม่มีทางรอด  ยกเว้นจะต้องไปอยู่ที่บ้านนาสร้าง  อำเภอหนองหาร  จังหวัดอุดรธานี เพราะเป็นดินแดนอารามหลวงของพระนิพพาน  บางครั้งพระอาจารย์เหมือนนั่งสมาธิก็บอกว่าเสด็จพ่อพระศรีอารย์มาประทับ  บางครั้งก็เสด็จพ่อพระอาทิตย์  พระจันทร์  พระอังคาร  พระยายมราช  และถ้าหลวงพ่อไปโปรดใครคนๆนั้นไม่ยอมรับจะโดน 3 โลกลงโทษ  ตอนนี้เองที่ข้าพเจ้าเริ่มเข้าใจคำว่า  มีคำสั่งมาจากภาคภายใน  แสดงว่าตลอดเวลาข้าพเจ้าหลงไปศรัทธาคนที่มีจิตวิปลาส  และจิตถูกปรุงแต่งไปว่าตนเป็นนั่นเป็นนี่  ตามอำนาจของความศรัทธา  ถ้าศรัทธาเรื่องพระเจ้าจิตก็จะปรุงแต่งเป็นมโนภาพว่าได้พบกับพระเจ้า  จึงมีมนุษย์บางคนมาอ้างว่าเป็นศาสนฑูตที่ติดต่อกับพระเจ้าได้  หรือถ้าหลงหนักไปอีกก็อาจทึกทักว่าตนเองเป็นพระเจ้าองค์นั้นองค์นี้ ความหลงตนในความอยากเป็นใหญ่นี่เองจึงเป็นบ่อเกิดของศาสนาที่มีพระเจ้า  และจะมีภาวะของการบังคับข่มขู่ให้เชื่อ  โดยไม่พิจารณาถึงกฏแห่งความจริง  และอาจพาหมู่พวกกระทำผิดร้ายแรงเช่น  เมื่อปี 2520 จิมโจนส์นักบวชคริสต์นิกายคาทอลิกที่เคยเข้าใจว่าตนเองเป็นพระเยซูกลับชาติมาเกิด และพาสาวกฆ่าตัวตายหมู่กว่า 900 ศพที่เมืองโจนส์ทาวน์ ในอเมริกาใต้  ลัทธิโอมชินิเกียวพาสาวกฆ่าตัวตายหมู่ในญี่ปุ่น ปี 2543 ลัทธิฟื้นฟูบัญญัติ 10 ประการของพระเจ้าที่ประเทศอูกันดาฆ่าตัวตายหมู่กว่า 700 ศพ บางคนศรัทธาพระพุทธเจ้า  จิตก็ปรุงแต่งเป็นมโนภาพด้วยกำลังของสมาธิ  ก็หลงไปว่าสามารถไปเฝ้าพระพุทธเจ้า  และยังถวายข้าวท่านได้ในอายตนะนิพพาน  จนเอามาโฆษณาชวนเชื่อให้คนหลงไปตามๆกัน  บางคนเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจเมื่อเห็นใครขาดสติทำอะไรไม่รู้ตัวก็จะสรุปว่าถูกผีเข้า จึงมีผีปอบสิงคนที่นั่นบ้างที่นี่บ้าง  และยังมีพระสงฆ์รูปอื่น แม่ชี ฆราวาสอีกหลายคน  ที่ข้าพเจ้าพบว่าเขาบอกว่าเขาสัมผัสกับโลกทิพย์ได้  ท่านมาแสดงธรรมโปรดทุกคืน บางครั้งก็มีญาณทิพย์ ของพระเกจิอาจารย์ชื่อดังที่ล่วงลับไปแล้วมาประทับทรง  ทั้งๆที่โดยหลักวิชาการแล้ว  ผู้เป็นพระอรหันต์ท่านมีจิตเป็นอิสระไม่มีอะไรมาครอบงำได้แล้วทำไมจึงจะมาเข้าทรงคนนั้นคนนี้เหมือนพวกคนทรงเจ้า นี่แหละคือสิ่งที่ข้าพเจ้าสงสัยว่าทำไมพวกเขาจึงเป็นเช่นนั้น ไม่มีใครบอกเราได้ดีเท่ากับการพบปรากฏการณ์ทางจิตเหล่านี้ด้วยตนเอง

 

ต่อมาประมาณเดือนธันวาคม 2544   ข้าพเจ้าได้นำครู-อาจารย์และนักศึกษาไปเข้าอบรมโครงการพัฒนาจิตรุ่นที่ 3 ซึ่งวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษมอบหมายให้ข้าพเจ้าเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ  ซึ่งการไปคราวนี้ข้าพเจ้าไม่ค่อยสดชื่นเหมือนทุกครั้งที่มาปฏิบัติธรรม  เนื่องจากอยู่ๆพี่สุนันท์ที่ข้าพเจ้ารักและสนิทกับแกมาก  อยู่ๆแกก็บอกว่าพี่เป็นปู่ฤาษีองค์ใหญ่  ข้าพเจ้ากลัวตัวเองจะเป็นอย่างแกจึงทุกข์มาก ยิ่งทุกข์ก็ยิ่งฟุ้งซ่าน  และกลัวนักเรียนจะเห็นความอ่อนแอของข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าไม่ยอมกิน ไม่ยอมนอน ไม่สนใจตัวเอง  ไม่สนใจคนอื่น  นอกจากการเดินจงกรมตลอดเวลา  เพื่อเอาชนะความฟุ้งซ่านในจิตให้ได้  ใจคิดถึงพระเหมือนและพี่ณัฐวรรณ  ข้าพเจ้าตกเป็นทาสของความคิดกลัวความคิดจะชักนำให้ไปเป็นทาสเขา  จึงปฏิบัติด้วยความเคร่งเครียดตลอด  ใจนึกภาวนาว่าเมื่อไรจะถึงเวลา 2 ทุ่ม  ซึ่งพระอาจารย์พยับจะมาเทศน์ตามที่นิมนต์ไว้  เพราะท่านเป็นคนเดียวที่สามารถบอกแนะนำข้าพเจ้าได้  แม้ข้าพเจ้าจะรู้จักพระอาจารย์องค์อื่นอีกหลายองค์ และล้วนแต่เป็นพระนักปฏิบัติทุกรูป แต่ท่านก็ไม่สามารถบอกทางแก้ทุกข์ได้ตรงจุดเหมือนพระอาจารย์พยับสักองค์  อาจเป็นเพราะท่านก็ยังปราบมารไม่ชนะเด็ดขาดจึงบอกข้าพเจ้าไม่ได้  พอถึงเวลา 2 ทุ่มคุณสมจิตรรับพระอาจารย์พยับมาบรรยายให้ครูและนักศึกษาฟัง  ไม่มีใครฟังท่านสักคนเดียว  คงมีแต่ข้าพเจ้าที่ถามเรื่องที่คนอื่นไม่เข้าใจ  อาจารย์ท่านก็ไม่ทุกข์ร้อนคงตอบทุกคำถามที่ข้าพเจ้าข้องใจ เหมือนงานนี้ท่านมาโปรดข้าพเจ้าคนเดียว  ท่านบอกว่าถ้าอาจารย์พัชราขจัดนิวรณ์ออกได้ จึงจะเกิดฌาน ตัวฌานจะตัดกิเลสได้  ตอนนั้นข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจคำว่าฌาน  แต่นิวรณ์รู้จักดี ท่านถามว่าตอนนี้คิดอะไรอยู่  ข้าพเจ้าก็บอกว่าใจมันคิดถึงแต่พระเหมือนและพี่ณัฐวรรณ  ท่านบอกว่าคิดได้ไม่เป็นไร  ไม่ต้องกลัวเพียงแต่ตอนนี้พยายามคิดดีไว้ก่อน  ตอนนั้นในใจข้าพเจ้ารู้สึกหวั่นไหวมาก  คุณสมจิตรเธอคงทุกข์ใจมากที่เห็นข้าพเจ้าอ่อนแอ  ทำท่าจะพ่ายแพ้  ข้าพเจ้าไม่อยากให้อาจารย์พยับกลับวัดพระโต  อยากให้ท่านอยู่คอยแนะนำ แต่ท่านและคุณสมจิตรต้องการให้ข้าพเจ้าสู้ทุกข์ด้วยตนเอง จึงไม่สนใจข้าพเจ้า คุณสมจิตรจึงขับรถไปส่งท่านที่วัดมหาพุทธาราม  และกฏแห่งความจริงก็คือ  ไม่มีใครสู้ทุกข์แทนเราได้นอกจากสติปัญญาของตัวเราเองเท่านั้น  แม้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่าท่านเป็นแต่เพียงผู้บอกทาง  แต่ไม่สามารถเดินทางแทนเราได้  ดังนั้นสำนักเกจิอาจารย์ชื่อดังที่ไหนก็ตามที่พยายามหาสาวกมากๆ  โดยบอกว่าสามารถช่วยให้คนพ้นทุกข์ได้  แสดงว่าเขารู้ไม่จริงแต่ตั้งขึ้นมาหลอกลวงคนที่กำลังมีทุกข์  จึงมีคนหลงไปว่าหลวงปู่หลวงตาองค์นั้นองค์นี้เป็นพระอรหันต์  แห่กันไปทำบุญมืดฟ้ามัวดิน

 

คืนนั้น(วันที่ 9 ธ.ค.44) เป็นคืนแห่งการทำสงครามกับความทุกข์อย่างหนัก  ความคิดมันมาหลอกหลอนว่าพระเหมือนและพี่ณัฐวรรณเรียกให้ไปหา  ข้าพเจ้ากลัวจับขั้วหัวใจ  อยากจะโทรไปบอกให้คุณสมจิตรมารับกลับบ้าน  แต่อีกใจหนึ่งบอกว่าถ้าข้าพเจ้ายอมแพ้จะต้องแพ้ตลอดไป  และผลของมันคือความทุกข์ทรมานตลอดชีวิต  และถ้าเราทุกข์อยู่อย่างนี้ก็จะทำลายความสุขของคนในครอบครัวด้วย  ข้าพเจ้ายอมไม่ได้ที่จะทำให้ครอบครัวอันเป็นที่รักต้องพังพินาศเพราะเราคนเดียว  บอกตัวเองว่าเราต้องสู้  เราเท่านั้นที่จะดลบันดาลให้ครอบครัวกลับมาสงบสุขเหมือนเดิม  เราก็สู้มาได้ตั้งหลายครั้ง  ทำไมคราวนี้จะยอมแพ้  จึงคิดพยายามหาวิธีที่จะทำลายความหวาดกลัวฟุ้งซ่าน  จึงไปยืนดูรูปพระพุทธเจ้าสร้างบารมีต่างๆหน้าที่พักชั้นบน จึงนึกถึงคำของพระอาจารย์ว่าตอนนี้ให้คิดแต่สิ่งที่ดีๆก่อน จำได้ว่าเมื่อตอนป่วยครั้งแรกไปที่วัดหลวงปู่ฝั้นท่านเขียนที่ข้างกำแพงไว้ว่า  วิธีแก้ความหลงให้ท่องพุทโธ ธัมโม สังโฆ  ข้าพเจ้าก็ทำตาม  สติก็ตามลมหายใจเข้าออก  คืนนั้นเดินจงกรมอยู่หลายชั่วโมง  แม้จะถูกมดกัดและเดินไปบนก้อนกรวดที่ทิ่มตำฝ่าเท้า  แต่ข้าพเจ้ากับรู้สึกว่าทำให้ตบะเข้มแข็งยิ่งขึ้น มีลมพัดอื้ออึงตลอดและมีเสียงนกจำนวนมากมาร้องโหยหวลดูน่ากลัว  ความคิดมันหรอกว่าเป็นนกแสกนะมันจะมาส่งวิญญาณแก เพราะอย่างไรคืนนี้แกไม่รอดแน่  ที่พักก็อยู่ใกล้เชิงตะกอนและพระอาจารย์สุขบอกพึ่งเผาไปเมื่อวานนี้  ข้าพเจ้ารู้สึกกลัวและหวาดหวั่น  แต่ใจคิดว่าตายเป็นตาย  ระหว่างความทุกข์ไม่รู้จบ  กับการต่อสู้กับความทุกข์  ข้าพเจ้าเลือกอย่างหลัง ข้าพเจ้าเดินจงกรมนานหลายชั่วโมง  คราวนี้ใจจดจ่อกับเท้าที่เดินไปและพิจารณาลมหายใจเข้าออกตลอดเวลา  จากจิตเศร้าหมองหวาดกลัวค่อยๆสงบขึ้นๆ  จนจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ  และมีปิติขึ้นทีละน้อย  ความฟุ้งซ่านค่อยๆหายไปกลายเป็นความปลอดโปร่งเบิกบานมาแทนที่  หลังจากนั้นได้แผ่เมตตาจึงนอนพัก

 

รุ่งขึ้นตอนเช้าฝนตกปรอยๆ จำได้ว่าเป็นวันรัฐธรรมนูญ  พระอาจารย์สุข  ถาวโรเจ้าอาวาสวัดหัวสะพาน  และเป็นพระที่มาสอนกรรมฐาน  ท่านพูดมาลอยๆบอกว่าวันนี้คนที่มีบุญมากมาปฏิบัติธรรม  ฝนจึงตกปรอยๆในหน้าหนาว  และยังให้นักเรียนมาบอกข้าพเจ้าว่า  วันนี้จะมีพระจากหลายวัดมาฉันภัตตาหารที่นี่  ให้ข้าพเจ้าไปบอกแม่ครัวทำอาหารเพิ่มด้วย  ข้าพเจ้าเกิดความลิงโลดใจว่าเราเป็นผู้มีบุญเกิดดวงตาเห็นธรรมเอาชนะทุกข์ได้  พระสงฆ์ท่านคงมาอนุโมทนา  แต่พอถึงเวลาฉันไม่เห็นมีพระจากวัดอื่นมาสักรูป  คงมี 3-4 รูปเท่าเดิม  ข้าพเจ้าล่วงรู้ด้วยสติปัญญาว่าพระอาจารย์สุขท่านทดสอบอารมณ์กรรมฐานของข้าพเจ้า จึงอดขำตัวเองไม่ได้  ที่กิเลสมันทำท่าจะหลอกเอาอีกแล้ว (หลอกให้ดีใจเมื่อมีคนมาสรรเสริญ)  ดีที่รู้เท่าทันเลยไม่เศร้าหมองหรือผิดหวัง 

 

 

ตอนบ่ายพระอาจารย์สุขท่านนำเดินจงกรม  คราวนี้มีเสียงมาบอกว่าเป็นญาณทิพย์  คราวนี้เป็นเสียงพระอาจารย์พยับ  ข้าพเจ้าก็เถียงในใจว่าญาณทิพย์อีกแล้ว  เราไม่เชื่อดีกว่า  จิตมันบอกว่าคราวที่แล้วเป็นของเทียมมาทดสอบ  ถ้าใครผ่านการทดสอบจะได้ญาณทิพย์ของแท้ และจะมีพลังจิตพิเศษสามารถสัมผัสโลกทิพย์ได้ด้วย  และอยากระลึกชาติ  หรือมีอิทธิฤทธิ์ก็ทำได้หมด  ในใจคิดว่าเราเกือบตายก็เพราะไอ้เสียงที่มาบอกนี่แหละ  จึงไม่สนใจมีสติอยู่กับเท้าที่เดินไป  ตั้งแต่นั้นมาพยายามสังเกตอารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิต  ก็พบว่าเราทุกข์หรือสุขเพราะไปหลงอารมณ์นี่เอง เพราะเมื่อวิเคราะห์แล้วจะเห็นว่าอาการของพระเหมือน  และสาวกของเขาคล้ายคลึงกับอาการป่วยทางจิตของข้าพเจ้า  ต่างกันตรงที่ว่าข้าพเจ้ารู้ว่านั่นคือผลจากภวตัณหา(ความอยากเป็นนั่นเป็นนี่)นั่นเองที่ทำให้เราหลงไปชั่วขณะ  ในทางธรรมเรียกว่าสัญญาวิปลาส(เกิดการรับรู้ที่ผิดจากกระบวนธรรมบริสุทธิ์)  ทำให้เกิดความรู้ที่ผิด(ทิฏฐิวิปลาส)  และหากการรับรู้ผิดพลาดจนควบคุมตัวเองไม่ได้  แยกแยะไม่ได้ว่าอันไหนคือโลกแห่งความจริง  อันไหนคือจินตนาการ  จะส่งผลให้จิตวิปลาสยิ่งขึ้นไปอีก  แต่พระเหมือนและพี่ณัฐวรรณรวมทั้งสาวกคนอื่นๆ  ท่านวิปลาสแบบหลุดโลกไปเลยกู่เท่าไรก็ไม่กลับ  และมีมากเสียด้วยสำหรับผู้ที่ฝึกสมาธิแบบไม่มีความรู้เรื่องกิเลส  ตัณหา  อุปาทาน  คือทำแบบเดาสุ่มหรือเชื่อครูอาจารย์มากไป  เพราะอาจารย์ที่ท่านรู้จริงท่านต้องฝึกให้ลูกศิษย์มีสติปัญญารู้จักพินิจพิจารณา  มากกว่าความศรัทธาเพียงอย่างเดียว  เคยถามพระอาจารย์พยับว่า  ทำไมข้าพเจ้าต้องเจอเรื่องพิลึกกึกกือแทบเอาตัวไม่รอด และเหมือนท่านก็รู้ล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิดกับข้าพเจ้า  เพราะคนที่ปฏิบัติโดยความประมาทขาดสติ  ปล่อยให้ความชอบใจต่อนิมิตรที่น่ายินดีบ้าง  ความไม่ชอบใจต่อนิมิตรที่ไม่น่ายินดีบ้างมาหลอกให้หลงทาง  และจะเป็นเหมือนข้าพเจ้าทุกคน  เพียงแต่ว่าข้าพเจ้าเคยมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับศีล  สมาธิ  ปัญญา  มาบ้างพอสมควร  และประกอบกับรู้จักใช้วิจารณญาณพินิจพิจารณาอย่างรอบคอบหลายแง่หลายมุม  ที่สำคัญตลอดชีวิตที่ผ่านมาข้าพเจ้าสร้างสมแต่คุณงามความดี  มีความกตัญญูกตเวทีต่อบุพการีและผู้มีพระคุณ(โดยเฉพาะใครขาดคุณธรรมข้อนี้จะปิดกั้นทางมรรคผล เพราะถือว่าท่านมีใจบริสุทธิ์ต่อเราแต่เราไม่รู้คุณท่าน  บ่งบอกถึงจิตใจที่หยาบกระด้างเห็นแก่ตัว)  มีเมตตาจิตต่อเพื่อนร่วมวัฏฏสงสาร  ไม่เว้นแม้กระทั่งสัตว์เดรัจฉาน  ไม่ก่อทุกข์ก่อโทษให้ผู้อื่น  จึงจะผ่านพ้นอันตรายไปได้  ท่านบอกว่าสิ่งที่พบจะทำให้ได้ความรู้ที่ถูกต้อง  ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าความรู้ที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสมันมีค่ามากจริงๆสมกับความทุกข์ปางตายที่ได้รับ  อีกอย่างหนึ่งมันเป็นนิมิตรที่เกิดจากวิบากกรรมที่ข้าพเจ้าเคยข่มขู่ท่านผอ. ให้เขาทุกข์ปางตายเลยต้องชดใช้กรรม  นี่ยังดีนะที่ท่านผอ. ชนะ  หากท่านแพ้และถูกไล่ออกจากราชการ  ข้าพเจ้าอาจจะวิปลาสไปเลยก็ได้

 

 

 

 

 

 

 

 37  เดินตามอริยมรรคมีองค์ 8  จึงสามารถดับทุกข์ได้

 

เหตุการณ์ครั้งนี้นับว่ามีความสำคัญมาก  เพราะทำให้กรรมฐานก้าวหน้าไปอีกระดับหนึ่ง  จิตใจเข้มแข็ง  ข้าพเจ้าหายกลัวผีเป็นปลิดทิ้ง  ไม่กลัวความมืด  และทำให้ข้าพเจ้าเห็นอานิสงส์ของการฝึกอานาปานสติมากขึ้นเพราะเป็นกรรมฐานที่ทำให้มีสติสัมปชัญญะอยู่กับตัวตลอดเวลา อีก3 ปีต่อมา(ปี 2547) ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ทดสอบความมั่นคงทางจิตใจของตนเองด้วยการไปเดินจงกรมในป่าช้าที่มืดสนิทคนเดียวได้ในยามดึก  ที่หน้าเชิงตะกอนเผาศพวัดประชารังสรรค์  อำเภอห้วยทับทัน  จังหวัดศรีสะเกษ  โดยไม่รู้สึกหวั่นไหวแม้แต่นิดเดียว  กับพบกับความสงบสุขยิ่งขึ้นอันเป็นบรรยากาศที่ทำให้เห็นแจ้งในไตรลักษณ์มากขึ้น

 

หลังจากนั้นมาพระอาจารย์พยับจะให้ข้าพเจ้าอ่านหนังสือ      ท่านมักจะให้อ่านของท่านพุทธทาส และของท่านพระประยุทธ  ปยุตโต  ซึ่งท่านอธิบายได้สมกับเป็นนักปราชญ์  ข้าพเจ้าจะค้นคว้าอ่านหนังสืออยู่เสมอ  และชอบอ่านข้อความที่เป็นพระพุทธพจน์ที่คัดมาจากพระไตรปิฎก  จะไม่ชอบอ่านหนังสือที่พระเกจิทั้งหลายที่ชาวบ้านชอบยกย่องเขียน  เพราะประสบการณ์ในชีวิตสอนข้าพเจ้าให้หาความรู้จากแหล่งความรู้ที่น่าเชื่อถือ  และข้าพเจ้าก็อ่านได้เข้าใจตลอดแทบจะทุกตัวอักษร  เวลาข้าพเจ้าได้อ่านพระพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสกับพระสงฆ์สาวกหรืออุบาสกอุบาสิกา  เหมือนข้าพเจ้าเคยได้ยินได้ฟังสิ่งนี้มาก่อน  จนอดคิดไม่ได้ว่าในครั้งพุทธกาล  ข้าพเจ้าคงได้เคยซึมซับธรรมมะของพระพุทธองค์ แต่ตอนนั้นสติปัญญาคงยังมีน้อยไม่ถึงที่สุด  จึงได้มาเกิดอีก  แต่ก็ยังโชคดีได้พบพระพุทธศาสนา  ข้าพเจ้าหวลระลึกถึงเวลามีทุกข์หนัก  สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าชอบทำเสมอก็คือระลึกถึงพระพุทธเจ้า  และมักนำทุกข์ที่กำลังต่อสู้อยู่  มาเปรียบเทียบกับความทุกข์จากการวนเวียนในวัฏฏสงสาร  มันช่างเทียบกันไม่ได้เลย  ดังนั้นข้าพเจ้าต้องลุกขึ้นมาสู้  ข้าพเจ้ายินดีสู้กับความทุกข์หนักปางตายแต่เป็นระยะเวลาแค่ชั่วชีวิตหนึ่ง  ดีกว่าการยอมแพ้กิเลสแล้วต้องพบกับความทุกข์ที่ไม่มีวันจบสิ้นไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ  แม้การเดินทางไปสู่พระนิพพานจะไม่ใช่ของง่าย  แต่สำหรับผู้ที่มีจิตใจแข็งแกร่งย่อมไม่เหลือวิสัย  จึงได้ตั้งสัจจะอธิษฐานว่า  แม้ข้าพเจ้าจะต้องเจ็บป่วยหรือตายไป  ข้าพเจ้าจะไม่ยอมไปทางมิจฉาทิฏฐิเด็ดขาด   และจิตใต้สำนึกบอกข้าพเจ้าว่า  ข้าพเจ้าเป็นคนดีจะต้องเอาชนะทุกข์ได้ในที่สุด  

 

ชีวิตของข้าพเจ้าเหมือนถูกลิขิตมาให้พบเห็นแต่ความไม่เที่ยงของคนที่อยู่รอบข้าง  นับแต่แม่ที่เจ็บป่วยทุกข์ทรมาน  คุณยายที่ป่วยด้วยโรคชรา  น้าสาวเป็นโรคหอบหืดและหัวใจล้มเหลว  โดยเฉพาะน้าหรั่ง  บั้นปลายชีวิตแกต้องจบชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยว  ลูกๆไม่ค่อยรักแกคงเป็นบาปที่แกทิ้งเขาไป  แกมีโรคหอบหืดประจำตัว  เมื่อแก่ตัวลงแกป่วยมาก  ไม่มีลูกคนไหนพาแกไปหาหมอ  คนที่พาแกไปหาหมอก็คือแม่หน่อย  เพราะแม่จะสอนลูกให้มีจิตเมตตา  ถึงใครจะร้ายยังไงก็ต้องให้อภัยเขา  น้าหรั่งแกป่วยกระเสาะกระแสะ  ต้องอยู่ใกล้ถังออกซิเจนเพราะแกจะหายใจไม่ทัน  วันที่แกจะเสียชีวิต  แกอยู่คนเดียวและช็อคไปเพราะให้ออกซิเจนตัวเองไม่ทัน  กว่าจะมีคนมาเห็นแกก็อาการหนัก  และไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล  ยายของข้าพเจ้ารู้ว่าน้าหรั่งตาย  แกอึ้งไปชั่วนาทีเดียว  นาทีเดียวเท่านั้นและดูแกสงบคงทำใจได้  ไม่มีอาการร้องไห้คร่ำครวญเหมือนคนอื่นที่ต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก  ข้าพเจ้าจึงชื่นชมว่าแกรู้ธรรมได้อย่างไรทั้งๆที่แกอ่านหนังสือไม่ออก  ยายข้าพเจ้ารักน้าหรั่งมากกว่าใครๆ  เพราะแกเป็นลูกชายคนโต  ถึงแม้น้าหรั่งแกจะร้ายกับลูกเมีย  แต่กับแม่แกจะดีใจหาย  เงินเดือนที่อยู่ยามออกเมื่อไรแกจะให้ยายทุกเดือน  และพี่น้องคนไหนอย่าไปล่วงเกินยายเด็ดขาดแกเตะเอาดื้อๆ  น้าหรั่งตายไม่ถึงปี  ยายก็ตายอย่างสงบด้วยโรคชรารวมอายุได้  90  ปี  อีก 3 เดือนต่อมา  น้ากิ๋งน้องสาวอีกคนของแม่ก็ตายด้วยอาการหัวใจล้มเหลว  ก่อนตายแกเข้าห้องไอซียูเกือบทุกอาทิตย์  ชีวิตแกน่าสงสารมาก  ลูกผัวไม่เอาไหน  และลูกชายยังติดยาจนภรรยาทิ้ง  และทิ้งหลานสาวเล็กๆให้แกเลี้ยง  ข้าพเจ้าเคยชวนแกมาอยู่ศรีสะเกษ  แต่แกเป็นห่วงลูกหลาน  แม่ของข้าพเจ้าไม่มีโอกาสได้ไปร่วมงานศพใคร  ท่านเห็นการเจ็บการตายของคนในบ้าน  แล้วสะท้อนมาถึงตนเองว่าเมื่อไรแกจะไปสบายอย่างเขาบ้าง  บางครั้งเวลาแม่เจ็บปวดมากๆ  ข้าพเจ้าได้ยินแม่เรียกหายายให้มารับแกไปเร็วๆ  ข้าพเจ้าแนะนำให้แม่ระลึกถึงพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  และพิจารณาความไม่เที่ยงของสังขาร  อ่านหนังสือธรรมมะให้ฟัง  สอนแม่สวดมนต์  แต่แม่จิตใจไม่สงบกรรมฐานจึงไม่ได้ผล  ลูกๆก็เพียงแต่ดูแลร่างกายไม่ให้ทุกข์มากกว่านี้  และตอนนั้นสติปัญญาของข้าพเจ้ายังมีไม่มากพอที่จะวิเคราะห์ได้ว่า  สาเหตุแห่งทุกข์ทางใจของแม่เกิดจากอะไร  จะช่วยแม่อย่างไรให้ใจท่านสงบสุข

 

ช่วงปี ใหม่ปี  2545  ข้าพเจ้าพาลูกไปเยี่ยมคุณแม่ ก่อนเดินทางได้ไปกราบพระอาจารย์พยับท่านทักว่าให้ระวังนะท่าทางยังไม่พ้นเคราะห์  เพราะราศรีที่ข้าพเจ้าเกิดบอกว่าหนึ่งปีจะมีเคราะห์ใหญ่หนึ่งครั้งและเป็นเคราะห์เกี่ยวกับอันตรายทางจิต  โดยเฉพาะช่วงใกล้เดือนมกราคม ขากลับข้าพเจ้าต้องรับหลานมาเรียนที่ศรีสะเกษด้วย  ตอนนั้นข้าพเจ้านอนไม่หลับตั้งแต่นั่งรถด่วนไปกรุงเทพ จึงทำอานาปานสติทั้งคืน พอไปถึง กรุงเทพก็นอนไม่หลับจนปวดหัวมาก ในใจรู้สึกทุรนทุรายมาก แต่ไม่กล้าบอกใครกลัวเขาจะทุกข์กับเราอีก ความกลัวว่าจะวิปลาสไปอีกครั้งหนึ่งจู่โจมเข้ามาในใจ  และถ้าเกิดเป็นช่วงที่เราต้องพา ลูกกับหลานกลับมาศรีสะเกษจะทำอย่างไร  ใครจะช่วยเรา  จึงได้ไปหายาพารามากิน แม่หน่อยเห็นเขาไม่สบายใจกลัวข้าพเจ้าจะป่วยแบบเดิมอีก  ข้าพเจ้าก็พูดให้เขาสบายใจทั้งที่เราหวาดหวั่น ช่วงนั้นคุณแม่ปวดกระดูกมาก  ข้าพเจ้าพยายามปรนนิบัติคุณแม่ด้วยจิตใจที่มีเมตตา ไม่ว่าท่านจะให้ปูที่นอนกี่ครั้ง ลุกมาพลิกตัวให้ท่านกี่หน ทำความสะอาดเวลาท่านขับถ่าย  ก็ทำด้วยใจที่มีเมตตา ไม่หงุดหงิดขัดเคือง ปรากฏว่าวาระจิตสดชื่นขึ้นอย่างประหลาด  สามารถระงับนิวรณ์ได้และจิตก็เกิดปัญญาเห็นทุกข์ที่เกิดขึ้น  ความทุกข์ก็ดับไป  ข้าพเจ้าดีใจมากรู้ว่านี่เป็นเคล็ดลับอย่างหนึ่งของการทำให้เกิดฌาน  เมื่อมีฌานก็มีปัญญาเอาชนะทุกข์ตามมา  และเมื่อพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน  ปรากฏว่าวาระจิตที่เกิดขึ้นมีปิติปราโมทย์หรือมีอารมณ์กรรมฐานแบบเดียวกันกับ  เมื่อข้าพเจ้าไปปฏิบัติวิปัสสนาที่วัด  ข้าพเจ้าจึงคิดว่าในเมื่อเรารู้เคล็ดลับของการปฏิบัติ  เราน่าจะเลือกวิธีที่ได้ประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น  จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ได้ถูกต้องสมบูรณ์  แม่ถามว่าแกไม่ปฏิบัติธรรมเหมือนครั้งที่มาคราวก่อนหรือ  ข้าพเจ้าบอกแม่ว่าก็หนูกำลังปฏิบัติธรรมอยู่นี่ไง  การปฏิบัติแบบนี้ทำให้เราเองก็มีปิติ  ผู้ป่วยก็มีความสุขที่เราเอื้ออาธรณ์  หากแม่กำลังทุกข์อยู่ต้องการให้เราดูแล  แต่เราเอาเวลาไปนั่งสมาธิเดินจงกรมท่านจะเป็นอย่างไร  ข้าพเจ้าบอกแม่ว่าเมื่อก่อนก็เคยเชื่อว่าการปฏิบัติธรรม  ต้องปฏิบัติอย่างที่เคยไปฝึกมาเท่านั้นจึงจะเกิดมรรคผลได้  แต่พระอาจารย์พยับและท่านพุทธทาสบอกว่าคือการทำหน้าที่  ข้าพเจ้าก็เลยปฏิบัติโดยการทำหน้าที่ให้ผลได้ดีกว่ามาก  และที่สำคัญการปฏิบัติด้วยวิธีนี้จะไม่มีอันตรายทางจิต  เพราะจิตไม่เคร่งเครียดและไม่หลงไปเข้าทางกิเลส  และยังเป็นการปฏิบัติที่ทำให้จิตมีความอ่อนโยนด้วยเมตตาธรรม  ซึ่งเป็นคุณธรรมสำคัญที่ทำให้การปฏิบัติก้าวหน้าได้ดีเยี่ยม  ในทางพระพุทธศาสนาเรียกการปฏิบัติแบบนี้ว่าปัญญาวิมุตติ  ส่วนการปฏิบัติแบบเทคนิควิธีตามแบบที่สอนๆกันตามสำนักต่างๆมีโอกาสหลงทางกิเลสได้ง่าย (หลงรูปนิมิตรต่างๆว่าเป็นจริงเป็นจัง รวมไปถึงอาจหลงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ที่อาจมีขึ้นได้ด้วยอำนาจของสมาธิ)  ยกเว้นคนที่มีสติสัมปชัญญญะสูงจริงๆ  จึงจะแยกแยะได้ว่าอะไรคือกิเลส  อะไรไม่ใช่กิเลสจึงจะเกิดผลดีเยี่ยมและมีความรอบรู้มากกว่าคนที่ฝึกวิปัสสนาโดยการทำหน้าที่  ในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าเจโตวิมุตติ)  แต่ไม่ว่าจะเป็นความหลุดพ้นแบบไหนสิ่งที่มีเหมือนกันคือภาวะที่จิตไม่ยึดมั่นต่ออารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น  จิตจึงไม่เป็นทุกข์

 

 

 

 38  แก้นิวรณ์จิตด้วยเมตตาธรรม

 

ตอนนั้นข้าพเจ้ามีสติปัญญาเห็นธัมมารมณ์(อารมณ์ที่เกิดในจิต)  ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่สามารถเห็นธัมมารมณ์ได้  เพราะจิตมีนิวรณ์และระดับของฌานยังไม่ละเอียดพอ  ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้เคล็ดลับของการปฏิบัติธรรมว่าทำอย่างไรจึงจะมีวิธีการทำให้จิตตั้งมั่นเบิกบานแจ่มใสปราศจากนิวรณ์ วิธีหนึ่งในหลายวิธี  ก็คือการบำเพ็ญเมตตาบารมีนั่นเอง  เพราะจิตที่มีเมตตาบริสุทธิ์ต่อผู้อื่น  เป็นจิตที่คลายจากความโลภ  ความโกรธ  ความหลง  การปฏิบัติจึงก้าวหน้าได้ง่าย  หลังจากนั้นนอนหลับสบายไม่ปวดหัว  ยาก็ไม่ต้องกิน ข้าพเจ้าเลยได้ประสบการณ์ว่ายิ่งมีทุกข์เกิดขึ้น เราจะมีปัญญาเอาชนะทุกข์ได้มากขึ้น

 

เมื่อได้ค้นคว้าและศึกษาพระไตรปิฎกจากหนังสือพุทธธรรม  ได้แสดงเหตุและผลของการฝึกฝนจิตให้มีเมตตาธรรมเป็นอุปนิสัย  จะเป็นปัจจัยให้เกิดคุณธรรมที่สูงขึ้นตามมาได้ง่าย  นั่นคือทำให้เกิดความกรุณา(ทนเห็นผู้อื่นเป็นทุกข์เพราะตัวเราไม่ได้แม้เขาจะทำร้ายเบียดเบียนเราก็ตาม)  มีมุทิตาจิตต่อผู้อื่นทำให้ละจากความอิจฉาริษยาความน้อยเนื้อต่ำใจเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีกว่าและมีใจพลอยยินดีกับเขาด้วยความจริงใจ  และคุณธรรมที่สูงขึ้นไปอีกคือมีจิตตั้งมั่นเป็นอุเบกขา  สามารถทนต่อโลกธรรมที่มากระทบได้โดยจิตไม่หวั่นไหวเศร้าหมองวิตกกังวล  ดังนั้นหากจิตมีพรหมวิหาร 4  ประจำใจจะมีผลต่อการปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา  เพราะเป็นเทคนิคของการลดอัตตาตัวตนได้เป็นอย่างดี  เป็นผลแห่งการรักษาศีลได้ในระดับสูง  คือมีศีลใจที่อบรมให้จิตใจอ่อนโยนมีเมตตาและสามารถเชื่อมต่อกับคุณธรรมภาคภายในได้เป็นอย่างดี  ทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วถูกต้องและตรงทางมากขึ้น  และเป็นคุณธรรมสำคัญที่ทำให้เกิดโยนิโสมนสิการ  เมื่อปฏิบัติธรรมผิดพลาดจะมองเห็นกิเลสเป็นของดี

 

ข้าพเจ้าขออธิบายถึงตอนที่ไม่มีความจำ เกี่ยวกับหนังสือที่อ่าน สิ่งที่เราพูด หรือเสียงที่ได้ยิน  เพื่อผู้อ่านจะได้ไม่เข้าใจคลาดเคลื่อน  ภาวะเช่นนี้ไม่ใช่ภาวะของการดับภพดับชาติหรอกมันเป็นภาวะของจิตที่วิปลาส  เนื่องจากความรู้ที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน ในทางธรรมเขาเรียกว่า ทิฏฐิวิปลาส เป็นผลให้เกิดสัญญาวิปลาสและถ้าวิปลาสมากเท่าไรก็ส่งผลให้จิตวิปลาสมากเท่านั้น  ภาวะที่ดับภพชาติในจิตจะเป็นภาวะที่จิตไม่ยึดมั่นถือมั่นต่อความชอบใจหรือความไม่ชอบใจในเวทนาขันธ์ที่เกิดขึ้น เป็นภาวะที่จิตมีสติ สัมปชัญญะบริบูรณ์  เห็นการเกิด-ดับของธรรมมารมณ์ เพราะจิตตั้งมั่นอยู่ในอุเบกขา  จึงไม่หวั่นไหวไปกับธรรมารมณ์(อารมณ์ภายนอก)ที่มากระทบ 

 

นอกจากนี้ข้าพเจ้ายังพบว่า  หลายคนที่ฝึกสมาธิ  เมื่อไปเจอกับนิมิตรแล้วหลงนิมิตร  เช่น  เห็นจิตของตนเองมีแสงสว่างมีดวงใสหรือบางครั้งก็เห็นนิมิตเป็นพระพุทธรูปบ้าง  นรกสวรรค์บ้าง  ได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวกบ้าง  แล้วเข้าใจว่าเข้าถึงมรรคผลนิพพาน  หลงไปว่าได้โสดาบันบ้าง  สกิทาคามีบ้าง  อนาคามีบ้าง  หรือที่หนักที่สุดก็เข้าใจว่าตนเองบรรลุอรหันต์  เมื่อนำความรู้เช่นนี้ไปสอนผู้อื่น(คนที่ไม่มีความรู้ด้านปริยัติเรื่องไตรสิกขา)  ก็กลายเป็นการหลงทางเป็นหมู่ใหญ่  ซึ่งที่จริงแสงสว่างหรือมโนภาพเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากผลของสมาธิ  ในหลักวิชาการทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าวิปัสสนูกิเลส(ภาพลวงตาของวิปัสสนา)  หากใครหลงติดในนิมิตร(สิ่งที่เป็นรูปธรรม)  ก็จะปิดกั้นความรู้แจ้งในนามธรรม  คือไม่สามารถเห็นแจ้งในไตรลักษณ์ของขันธ์ทั้ง 5  คือ  เห็นแจ้งว่ารูปไม่มีตัวตน  เวทนาไม่มีตัวตน  สัญญาไม่มีตัวตน  สังขารไม่มีตัวตน  วิญญาณไม่มีตัวตน  จิตจึงยึดมั่นถือมั่นขันธ์ทั้ง 5  เกิดมีเราว่ามีตัวตน  มีผู้เสพเสวยอารมณ์  นี่จึงเป็นที่มาของความหลงผิดว่าพระนิพพานเป็นอัตตา  มีสถานที่  มีขนาดเท่านั้นเท่านี้  เพราะไม่สามารถเอาชนะสงครามแห่งโลกนามธรรมได้  ด้วยถูกอำนาจของกามราคะขั้นที่ละเอียดขึ้นไปบดบังปัญญานั่นเอง  

 

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า  ผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานหรือผู้ปฏิบัติธรรมคือผู้ที่นั่งสมาธิเดินจงกรม  ส่วนผู้ที่ไม่เคยทำกิริยาอาการเช่นนี้คือผู้ที่ยังไม่ได้ปฏิบัติธรรม  นั่นเป็นเพียงพิธีกรรมอย่างหนึ่งในหลายๆพิธีกรรมของการปฏิบัติธรรม  เพราะความหมายที่แท้จริงของการปฏิบัติธรรมก็คือ  เทคนิควิธีการทุกชนิดที่จะเอาชนะกิเลส  หากปฏิบัติไปแล้วพ่ายแพ้ต่อกิเลส  ถูกความโลภ  ความโกรธ  ความหลง (สังโยชน์) ร้อยรัดผูกพันจิตใจไว้ให้เศร้าหมอง  ก็ไม่เรียกว่าผู้ปฏิบัติธรรม  เพราะปฏิบัติไม่ถูกวิธี   จึงไม่ได้ผลของการปฏิบัติคือการดับทุกข์ตั้งแต่ระดับเล็กๆ  ไปจนถึงทุกข์ที่ใหญ่ที่สุดก็คือการต่อสู้กับพระยามัจจุราช  ดังนั้นผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องหมั่นตรวจสอบด้วยใจที่เป็นกลางเสมอๆว่าจิตคลายจากกามตัณหา(ความเพลิดเพลินยินดีในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส)  ภวตัณหา(ความถือตัวถือตนว่าเป็นเราเป็นเขา  เป็นนั่นเป็นนี่)  และวิภวตัณหา(ความไม่อยากเป็นนั่นเป็นนี่)  จริงหรือไม่  โดยเฉพาะให้สังเกตในยามที่มีผัสสะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย  แล้วใจมีอาการสงบระงับแสดงว่าได้เสวยอารมณ์พระนิพพาน  หากจิตมีอาการขึ้นๆลงๆด้วยความชอบใจบ้างหรือความไม่ชอบใจบ้างแสดงว่าเป็นพระนิพพานเก๊ๆหลอกๆ

 

 

 

 

 39  วิปัสสนากรรมฐานโดยการทำงาน

 

หลังจากนั้นมา  ข้าพเจ้าจึงหันมาปฏิบัติธรรมโดยการทำหน้าที่  เพราะหน้าที่ของฆราวาสผู้เป็นลูกของแม่  เป็นมารดาของลูก  เป็นพี่ของน้อง  เป็นเพื่อนที่ดีของเพื่อน  เป็นครูที่ดีของศิษย์  เป็นข้าที่จงรักภักดีต่อแผ่นดินล้วนมีหน้าที่อันยิ่งใหญ่  ดังนั้นในชีวิตประจำวันของข้าพเจ้าจึงหมดเวลาไปกับการทุ่มเทแรงกายแรงใจ  เพื่อประโยชน์ของผู้อื่น  และสิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าภาคภูมิใจมากก็คือ  แม้วินาทีสุดท้ายของคุณแม่  ข้าพเจ้าก็ดูแลร่างกายและจิตใจท่านจนท่านจากไปอย่างสงบสุข  และขอเล่าย้อนถึงเหตุการณ์นี้อย่างละเอียดดังนี้

 

ช่วงนั้นเป็นเทศกาลมหาสงกรานต์ปี 2546  เป็นช่วงปิดเทอม  ข้าพเจ้าได้พาลูกสาวคนเล็กอายุ 7 ปีไปเยี่ยมคุณแม่ที่กรุงเทพ  ท่านมีร่างกายทรุดโทรมมากเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก  แต่ไม่มีแผลกดทับเนื่องจากกลางวันพี่เลี้ยงจะพลิกตัวให้ตลอด  ส่วนกลางคืนน้องหน่อยจะต้องลุกมาพลิกตัวให้ทั้งคืน  เพราะแม่จะเรียกทุกๆ 20 นาที  ทั้งแม่และน้องหน่อยเหมือนคนป่วยทั้งคู่  ต่างกันตรงที่แม่ป่วยกาย  แต่น้องหน่อยจะอารมณ์ฉุนเฉียว  บางครั้งไม่มีเบรค  อาจเป็นเพราะแกไม่มีความสุขในชีวิต  มีภาระต้องเลี้ยงดูหลานกำพร้าที่ดื้อขึ้นทุกวันและไม่ได้พักผ่อน  ประกอบกับมีจิตใจที่ไม่เข้มแข็งมาตั้งแต่เด็ก  ที่จะต่อสู้กับความทุกข์  แกจึงมีอาการเกี้ยวกราดบางครั้งเบรคไม่อยู่  ใครเตือนไม่ได้  และจะเถียงไปข้างๆคูๆ  โดยเฉพาะเมื่อแม่หรือข้าพเจ้าเตือน  แม่หน่อยจะโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ  ข้าพเจ้าจึงเลิกเตือน  แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าสักวันเมื่อทุกข์ถึงที่สุด  เมื่อนั้นชีวิตคงจะสอนเอง 

 

วันที่  15  เมษายน  2547  แม่หน่อยทะเลาะกับลูกหมูซึ่งเรียนอยู่ชั้น ม.4  ลูกสาวคนโตของเจ้าบังน้องชายคนเล็กของข้าพเจ้าที่แม่หน่อยอุปการะเลี้ยงดู  แต่ลูกหมูเกเรไม่ตั้งใจเรียน  ไม่มีน้ำใจ  ฝ่ายปกครองเขาเชิญผู้ปกครองไปพบ  ลูกหมูทะเลาะกับแม่หน่อยและไม่กลับบ้านทั้งคืน  แม่หน่อยหงุดหงิดงุ่นง่านเพราะเป็นห่วงหลานสาว  โทรศัพท์ไปต่อว่าเจ้าบังและภรรยาของเขาอย่างรุนแรงที่ไม่รับผิดชอบลูก  และยังผิดนัดไม่ผ่อนชำระหนี้ที่แม่หน่อยมาขอร้องให้สามีข้าพเจ้ากู้เงินธนาคารออมสินไปให้ 100,000 บาท  เพราะทนเห็นน้องชายเสียดอกเบี้ยจำนวนมากให้แก่นายทุนเงินกู้ไม่ได้  จึงรับอาสาหาเงินที่เสียดอกเบี้ยต่ำกว่าไปให้เจ้าบังไปใช้หนี้  คืนนั้นทั้งคืนข้าพเจ้าเห็นแม่หน่อยเกรี้ยวกราดเหมือนคนเป็นโรคประสาท  ไม่มีใครกล้าเตือนแม้แต่แม่  เพราะรู้ฤทธิ์ดีว่าจะทำให้แม่หน่อยยิ่งมีโทสะจริตมากขึ้นไปอีก  ข้าพเจ้าสงสารแม่เหลือเกินที่ป่วยช่วยตัวเองไม่ได้  และยังต้องทนอยู่กับคนที่อารมณ์ไม่มั่นคง  เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายอย่างแม่หน่อย  วันรุ่งขึ้นตอนเช้าเมื่อเห็นแม่หน่อยอารมณ์ดีขึ้นบ้าง  ข้าพเจ้าจึงเรียกลูกหมูมาคุย  และแนะนำว่าเราต้องบริหารชีวิตให้ดีกว่านี้  ใช้จ่ายในสิ่งจำเป็น  และถ้าไม่เรียนต้องหางานทำ  ข้าพเจ้าบอกแม่หน่อยว่าไม่ต้องไปหวังว่าใครจะใช้หนี้ให้  เพราะมันจะทำให้เราทุกข์  อีกอย่างหนึ่งข้าพเจ้าจะผ่อนใช้หนี้เจ้าบังให้คุณสมจิตรเอง  แม่หน่อยเริ่มจะเข้าใจเพราะคงเห็นสัจธรรมแล้วว่า  ขืนดื้อดึงไปก็คงไม่ได้ประโยชน์มีแต่ทุกข์ใจยิ่งขึ้น 

 

เวลาผ่านไปจนถึง  11.00 . ของวันที่  16  เมษายน 2546  ขณะที่ดูทีวีอยู่ๆแม่หน่อยก็ลุกขึ้นยืนไม่ได้ ทั้งๆที่ไม่ได้ล้มหรือประสบอุบัติเหตุแต่อย่างใด  เรียกข้าพเจ้ามาพยุงตัวไปเข้าห้องน้ำ  แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะไปถึงห้องน้ำได้  เพราะทรงตัวไม่ได้เลย  จึงตัดสินใจนำส่งโรงพยาบาลเลิดสิน  เมื่อไปถึงแม่หน่อยมีอาการชาทางประสาทข้างซ้ายทั้งหมด  พูดไม่ได้  และมีอาการทางประสาท  ถ่ายปัสสาวะอุจจาระไม่รู้ตัว  และยังนำมาละเลงศีรษะตนเองเล่น  เมื่อแพทย์นำไปเอกซเรย์สมอง  จึงได้รู้ว่าเส้นเลือดฝอยในสมองแตก  ทำให้เป็นอัมพาตข้างซ้ายทั้งตัว  ข้าพเจ้าคงดูแลแม่หน่อยด้วยจิตใจที่สงบ  ไม่มีอาการวิตกทุกข์ร้อน  เพราะชีวิตที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่า  ความไม่เที่ยงของชีวิตเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิด  จะทุกข์โศรกไปทำไม  นึกขอบใจที่ได้มีโอกาสพบกัลยาณมิตรที่เข้าใจชีวิตหลายท่าน  ทำให้ข้าพเจ้าได้ใช้ธรรมมะเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับความทุกข์  ข้าพเจ้าต้องดูแลแม่หน่อย 3 อาทิตย์  ตั้งแต่  11.00 . ถึง 3 ทุ่ม  หลังจากนั้นก็กลับมาดูแลคุณแม่  ข้าพเจ้ารู้ว่าถึงอย่างไรแม่ก็ต้องรู้ความจริง  และก็ต้องอยู่กับความจริงให้ได้  จึงค่อยๆบอกให้ท่านเข้าใจวันละเล็กวันละน้อย  และรับปากกับแม่ว่านับแต่วันนี้เป็นต้นไป  ข้าพเจ้าจะทำหน้าที่ของลูกและพี่ที่ดี  ถึงอย่างไรก็จะไม่ทอดทิ้งเด็ดขาด  เจ้าบังมาเยี่ยมแม่หน่อยเพราะคงรู้สึกผิด  และบอกว่าจะรับแม่หน่อยไปอยู่ด้วย  ส่วนแม่ให้ข้าพเจ้ารับไปอยู่ที่ศรีสะเกษ  ข้าพเจ้าตัดสินใจว่าถึงอย่างไร  ก็จะไม่ให้แม่หน่อยไปอยู่กับใคร  เพราะอาจจะเดินไม่ได้ไปตลอดชีวิต  การรักษาคนไข้อัมพฤกษ์อัมพาตไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  ชีวิตแม่หน่อยได้เสียสละและเหน็ดเหนื่อยมามากแล้ว  หากปล่อยให้น้องทุกข์ทรมานกับโรคที่รุมเร้า  ชีวิตแกคงเหมือนคนที่ตายทั้งเป็น  แม่หน่อยมีบุญอยู่มากเพราะได้รับการช่วยเหลือด้านการเงินจากเพื่อนร่วมงานและบริษัทเป็นอย่างดี  รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเลิดสิน  3  สัปดาห์หมอก็อนุญาตให้กลับบ้าน  ข้าพเจ้าจึงติดต่อเช่ารถตู้ของโรงพยาบาลเอกชนมาส่งที่ศรีสะเกษ  พยาบาลที่มาส่งถามข้าพเจ้าว่าทำไมข้าพเจ้าจึงดูเป็นคนสงบ  และดูมีความสุขแจ่มใสได้ในยามที่น่าจะทุกข์  เพราะต้องดูแลคนป่วยอัมพาตถึง 2 คน  ข้าพเจ้าบอกว่าธรรมมะสอนให้เห็นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา  หากเราไปต่อต้านไม่ยอมรับกฎแห่งความจริงชีวิตนี้ก็คงหาความสงบสุขไม่ได้

 

เมื่อกลับมาศรีสะเกษคราวนี้  ครอบครัวของข้าพเจ้ามีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก  5  คน  รวมเป็น  10  คนคือ  แม่  แม่หน่อย  ยายผิว(หมอแผนโบราณที่ข้าพเจ้ารับแกมารักษาแม่หน่อย)  วีด(พี่เลี้ยงที่จ้างมาดูแลแม่  และพงษ์ศักดิ์ลูกชายของวีดและเป็นลูกศิษย์ของข้าพเจ้า)  ข้าพเจ้าต้องเสียค่าจ้างให้ทั้งสองคนๆละ 5,000 บาท  รวมเป็น  10,000 บาท รายจ่ายมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว  ดีที่ได้เงินของแม่หน่อยค้ำจุน  จึงพออยู่ได้  ช่วงนั้นคาบสอนมีไม่มากเนื่องจากวิชาพระพุทธศาสนาถูกยุบไป  เพื่อนครูเขาจัดตารางสอนให้ข้าพเจ้าเพียง 6  คาบ  ค่าสอนพิเศษเพื่อน 3 คนเขาแบ่งกันโดยไม่แบ่งมาให้ข้าพเจ้า  มีเพื่อนในคณะหลายคนเขามองเห็นความไม่เป็นธรรม  จึงแนะนำให้ข้าพเจ้าบันทึกขอสอนเท่ากัน  หัวหน้าแผนกแนะนำว่าถ้าคาบสอนไม่ครบตามที่ราชการกำหนด  จะไม่สามารถทำผลงานทางวิชาการได้  และอาจไม่ได้เลื่อนขั้นพิเศษ  แต่ข้าพเจ้าคงสงบเช่นเดิม  ไม่มีการต่อรองใดๆด้วยแอบหวังไว้ในใจว่า  ประโยชน์อย่างใหญ่หลวงที่ต้องการ  เทียบกันไม่ได้กับความสุขชั่วครู่เล็กๆน้อยๆ  และอีกประการหนึ่งข้าพเจ้าต้องการทดสอบตัวเองด้วยว่า  ข้าพเจ้าไม่อาลัยอาวรณ์ในลาภ  ยศ  สรรเสริญ  ในเมื่อข้าพเจ้าตั้งสัจจะไว้แล้วว่าจะไม่เอาใจไปป้องกันสิ่งภายนอก  ข้าพเจ้าก็ต้องทำได้    ด้วยตระหนักดีว่าศิษย์พระตถาคตต้องไม่เศร้าหมองเพราะการกระทำของคนโง่เขลา  และอีกประการหนึ่งข้าพเจ้ามั่นใจในความดีที่ทำมาตลอดชีวิต  ปล่อยให้เหตุการณ์มันจบลงด้วยตัวของมันเองดีกว่าต้องไปเสียอารมณ์กับเรื่องเล็กๆน้อยๆ  เพราะถึงแม้จะสอนไม่กี่คาบ  แต่ข้าพเจ้าก็ทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ 

 

ในภาคเรียนต่อมาเพื่อนในแผนกจะไม่จัดตารางเรียนให้  เพราะคาบสอนภาคนอกเวลาของเขาจะลดลง  แต่หัวหน้าแผนกบอกว่าข้าพเจ้าบรรจุมาตำแหน่งครูผู้สอน  ถ้าไม่มีชั่วโมงสอนจะไม่สามารถผ่านการประเมิน  อีกประการหนึ่งข้าพเจ้ามีความชำนาญด้านพระพุทธศาสนา  และสอนมาตั้ง 20 ปี  ดังนั้นแผนกจึงแบ่งคาบสอนให้ข้าพเจ้าเพียง 4 คาบ  ในขณะที่เพื่อน 3 คนสอนคนละ  24  คาบขึ้นไปเพราะจะได้ค่าสอนพิเศษคนละ 12 ชั่วโมงๆละ  150-180 บาท  เพื่อนครูส่วนใหญ่ในวิทยาลัยฯ  มักมองว่าข้าพเจ้าเป็นคนโง่ยอมให้เขาเอาเปรียบ  และเพื่อนสนิทบางคนต่อว่า ทำไมข้าพเจ้าจึงยอมยกผลประโยชน์ที่ตนเองควรจะได้  ให้แก่คนที่ไม่รู้จักคำว่าเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  มีแต่อยากได้ฝ่ายเดียว  แต่ข้าพเจ้าก็คงสงบเช่นเดิม  ไม่เคยมีการต่อว่าหรือเรียกร้องประโยชน์ใดๆ  และไม่เคยคิดว่าจะพึ่งผู้บริหาร  เพราะตลอดเวลาท่านไม่เคยแสดงศักยภาพให้ครูในวิทยาลัยเห็นว่า  ท่านเป็นผู้บังคับบัญชาที่บริหารด้วยความชอบธรรม  ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้  ข้าพเจ้าคงทุกข์ใจแสนสาหัส  ที่ไม่มีใครเห็นใจทั้งๆที่ข้าพเจ้าดีกับผู้อื่นมาตลอด  จำได้ว่าตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเอารัดเอาเปรียบใคร  และสภาพครอบครัวของข้าพเจ้าในขณะนั้นมีแต่รายจ่าย  และยังต้องเหน็ดเหนื่อยกับการดูแลคนป่วยที่ช่วยตัวเองไม่ได้ถึง  2  คน  แต่ในขณะนั้นข้าพเจ้ากลับรู้สึกปลอดโปร่งใจ  เพราะธรรมมะได้สอนให้ข้าพเจ้าเข้มแข็ง  และมีกำลังใจให้ตัวเอง  ไม่เคยรู้สึกท้อถอยหรือหดหู่กับความไม่จริงใจของผู้อื่น  ด้วยธรรมชาติของมนุษย์ปุถุชนมีความโลภ  ความโกรธ  ความหลงเป็นปกตินิสัย  ดังนั้นจะให้เขายอมเสียผลประโยชน์ของตนเองเพื่อผู้อื่นย่อมเป็นไปไม่ได้  ข้าพเจ้าไม่เคยโกรธเกลียดเพื่อนที่เอาเปรียบ  กลับสงสารที่เขาก็สอนพระพุทธศาสนาเหมือนกัน  แต่ไม่มีโอกาสเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า  และยังก่อบาปกับเพื่อนมนุษย์อยู่ตลอดเวลา  เป็นการปิดกั้นมรรคผลนิพพาน  บางทีข้าพเจ้ายังคิดไปว่าข้าพเจ้าคงเคยก่อกรรมทำเข็ญกับเขามาแต่ชาติปางก่อน  ชาตินี้เขาเลยมาทวงคืนเราไม่ควรก่อเวรต่อไปอีก  ตอนนี้เองที่ข้าพเจ้าเริ่มเข้าใจคำกล่าวที่นักปราชญ์ทั้งหลายท่านมักพูดเสมอว่า  ให้อยู่บนกองทุกข์โดยไม่ถูกความทุกข์เผาลน  ข้าพเจ้าได้ให้ยายผิวมารักษาแม่หน่อยด้วยวิธีกายภาพบำบัดอยู่ประมาณ 2 เดือน  มีการจับเส้นและประคบสมุนไพร  จนประสาทข้างซ้ายเริ่มตอบสนอง  แขนขาเริ่มมีกำลัง  และในที่สุดแม่หน่อยก็กลับมาเดินเหินเองได้  และช่วยตัวเองได้มากขึ้น 

 

ส่วนแม่มีอาการหนักลงทุกวัน  ทานอาหารไม่ค่อยได้  เพราะระบบการย่อยอาหารล้มเหลว  แม่จึงผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก  เวลาขับถ่ายข้าพเจ้าต้องล้วงอุจจาระให้อาทิตย์ละครั้ง  เพราะแม่ท้องผูกอย่างรุนแรง  และมักมีโรคปัสสาวะติดเชื้อแทรกซ้อนบ่อยๆ  ข้าพเจ้าติดต่อรถของโรงพยาบาลศรีสะเกษมารับแม่  เพราะแม่ไม่สามารถเดินทางด้วยรถอื่นได้เนื่องจากกระดูกสันหลังบางมาก  นอกจากรถนอนของโรงพยาบาล  ใครเห็นแม่ก็อดมองด้วยความเวทนาไม่ได้  เพราะสภาพของท่านผอมมากเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก  ไม่ต่างอะไรจากซากศพ  ดีที่เนื้อตัวของแม่สะอาด  และไม่มีแผลกดทับเหมือนผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตทั่วๆไป  เพราะได้รับการดูแลคอยพลิกตัวสม่ำเสมอตลอดเวลา  6  ปีที่นอนอยู่กับเตียง  การดูแลแม่นับว่าหนักมาก  เพราะท่านเรียกให้ข้าพเจ้าพลิกตัวตลอดคืน  จนร่างกายของข้าพเจ้าเหนื่อยล้า  ดีที่กำลังใจเข้มแข็ง  ข้าพเจ้าจึงไม่หงุดหงิด  และเริ่มเห็นใจที่แม่หน่อยคงเครียดกับการดูแลคนป่วยมาเป็นเวลานาน  และอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่สงบสุข  ร่างกายและจิตใจจึงไม่ได้ผ่อนคลาย  คุณสมจิตรเธอทนเห็นข้าพเจ้าเหน็ดเหนื่อยไม่ไหว  จึงรับอาสาช่วยดูแลแม่  แต่แม่ไม่ยอมและแม่จะไม่ยอมให้ข้าพเจ้าคลาดไปจากสายตา  จนไม่เคยมีเวลาให้ลูกและสามี  ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าแม่จะเรียกให้พลิกตัวตลอดเวลา  ทุกๆ 3-5  นาที  ข้าพเจ้าเริ่มมองหาสาเหตุว่าทำไมแม่ถึงเรียกลูกให้พลิกตัวตลอดเวลา  เพราะแต่เดิมแม่เป็นคนที่อดทนมากชนิดหาตัวจับยาก  แต่สภาพของแม่ในปัจจุบันดูท่านอ่อนแอเป็นคนละคน  ข้าพเจ้าเคยฝึกนั่งสมาธินานๆโดยไม่ขยับมาหลายปี  จึงรู้ว่ามนุษย์ที่เข้มแข็งสามารถทนต่อการไม่ขยับเขยื้อนได้เป็นชั่วโมง  เมื่อวิเคราะห์อย่างละเอียด  จึงไดรู้ว่าที่จิตใจของแม่ว้าวุ่น  เป็นเพราะท่านกินยานอนหลับมานานมาก  เพื่อจะได้นอนหลับเพื่อหนีความทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวด  ดังนั้นจึงมีผลต่อระบบประสาท  ทำให้ประสาทตาแข็งนอนไม่หลับ  จิตใจฟุ้งซ่านกระสับกระส่าย  ข้าพเจ้าคิดว่าถ้าแม่มีสภาพจิตใจเช่นนี้  การมีชีวิตอยู่คงจะทุกข์ทรมานมาก  แม้หากจะละสังขารจิตวิญญาณก็คงไม่สงบสุข  อาจไปเกิดในภพที่เป็นทุกข์อีก  ข้าพเจ้าสงสารแม่จับใจ  และทนปล่อยให้ท่านทุรนทุรายเช่นนี้ไม่ได้ จะต้องหาวิธีให้ท่านมีจิตที่สงบสุขให้ได้ก่อนที่จะละสังขาร  ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องแสดงกตัญญูกตเวทิตาของลูก  ข้าพเจ้าคิดว่าข้าพเจ้ายังเอาชนะทุกข์ทางใจได้  ทำไมแม่จะทำไม่ได้  เพราะจิตของแม่ก็รักผู้อื่นมาตลอด  จึงไม่ยอมให้ยานอนหลับ  แม่มีอาการกระสับกระส่ายทุรนทุรายคล้ายคนติดยาเสพติดอย่างหนัก  แต่ข้าพเจ้าไม่ยอมให้กิน  และทิ้งไปหมด  ท่านเรียกร้องอยู่ประมาณ  10  วันด่าว่าข้าพเจ้าสารพัด  เมื่อขอจากข้าพเจ้าไม่ได้  แม่ก็ไปอ้อนวอนวีดบ้าง  แม่หน่อยบ้าง  และลูกๆของข้าพเจ้า  แต่ข้าพเจ้ากำชับว่าหากสงสารยายห้ามให้กินยานอนหลับเด็ดขาด  หลังจากหยุดยาได้สักประมาณ 2 สัปดาห์อาการทางกายของแม่ก็เริ่มสงบ  และนอนหลับได้เป็นเวลานาน  ตอนนี้ต้องปั่นอาหารให้ทางสายยาง  ข้าพเจ้าได้นิมนต์พระอาจารย์พยับและพระอาจารย์องค์อื่นๆ  มาให้แม่ได้ทำบุญและฟังข้อคิดจากท่าน  3  สัปดาห์หลังจากแม่ไม่ได้กินยานอนหลับ  แม่มีอาการดีขึ้น  ดูสงบสายตาของแม่บอกว่าไม่มีอะไรให้ห่วง ข้าพเจ้าถามแม่ว่ารู้สึกเจ็บปวดตรงไหน  แม่บอกว่าไม่ปวดเลย  ผิดกับระยะเวลา 6 ปีที่แม่ต้องนอนอยู่บนเตียง  ไม่มีสักวินาทีที่แม่จะไม่เจ็บปวด  แม้แม่จะนอนหลับเกือบทั้งวัน  ข้าพเจ้าก็ยังคงพลิกตัวให้ท่านเหมือนเดิม  เพราะไม่ต้องการให้มีแผลกดทับ  และรู้ว่าหากนอนนานๆก็ต้องเจ็บปวด  ข้าพเจ้าสัญญากับแม่ว่าจะดูแลแม่หน่อยอย่างดี  จะไม่ทอดทิ้งจนกว่าจะตายจากกันไปข้างหนึ่ง  ข้าพเจ้ารู้ได้ด้วยประสบการณ์ในการปฏิบัติว่า เมื่อใดจิตระงับนิวรณ์ได้จิตจะเกิดฌาน  เมื่อมีฌานก็จะเกิดวิปัสสนาญาณตามมา  และจะได้เข้าถึงอารมณ์พระนิพพาน  แม้แม่จะยังไม่ถึงที่สุดของการดับทุกข์  แต่วาระจิตที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์จะช่วยให้สงบสุข  และถ้าละจากโลกนี้ก็จะปิดทางอบายไปเกิดแต่ในสุคติภพ  ภพชาติในการไปเกิดในวัฏฏสงสารก็สั้นลงด้วยมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ 

 

ในที่สุดเมื่อเวลาประมาณ  20.40   ของวันที่  31  ธันวาคม  2547  แม่ก็ได้จากไปอย่างสงบ  ข้าพเจ้าได้มีโอกาสดูแลแม่จนวินาทีสุดท้ายของท่าน  ปิดตาให้  จุดธูปเทียน  กางมุ้งให้ศพ  รุ่งขึ้นเช้าอาบน้ำสระผมให้  เปลี่ยนชุดใหม่  และได้ทำหน้าที่จนกระทั่งยกร่างไร้วิญญาณของท่านบรรจุลงในโลงศพ  ลูกๆของข้าพเจ้าไม่มีใครกลัวคนตาย ลูกหว้าลูกสาวคนเล็กอายุ 7 ขวบ ยังช่วยแม่อาบน้ำศพให้คุณยาย และข้าพเจ้ามักจะสอนให้ลูกทั้งสองคนเห็นความเจ็บป่วยและความตายเป็นเรื่องธรรมดา  รวมทั้งให้ลูกมีเมตตาจิตต่อทุกคน  เพราะข้าพเจ้าหวังไว้ว่าตระกูลกอปรทศธรรมทุกคน  จะต้องเดินตามรอยบาทของพระศาสดา  ลูกจึงต้องฝึกฝนจิตให้มีเมตตาธรรม  ต้องรู้จักพระไตรลักษณ์ตั้งแต่ยังเยาว์วัย  เมื่อเติบโตขึ้นจะได้ไม่พ่ายแพ้ต่ออำนาจของความโลภ  ความโกรธ  ความหลง  งานศพของแม่มีพระอาจารย์จากวัดป่าลูกศิษย์หลวงปู่ชามาร่วมงานถึง 6 วัด  เพราะท่านเอ็นดูในความตั้งใจจริงของข้าพเจ้า  เพื่อนๆและสามีของข้าพเจ้าให้การช่วยเหลือเป็นอย่างดี  รวมอายุของแม่ได้  70  ปีพอดี  นับว่าข้าพเจ้าโชคดีที่ได้พิจารณาอสุภกสิณทุกวัน  จนจิตใจเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในกาม  และจะรักษาศีลพรหมจรรย์ทุกวันพระอย่างเคร่งครัด  และคิดว่าอีกไม่นานเมื่อคุณสมจิตรเบื่อหน่ายในกาม  เราทั้งสองจะละมันอย่างเด็ดขาด  สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าจะไม่ทำก็คือ  การปฏิบัติธรรมของข้าพเจ้าต้องไม่ทำให้สามีเป็นทุกข์  เพราะเขาทุกข์กับข้าพเจ้ามามากแล้ว  และมันจะส่งผลไปถึงครอบครัว  จึงเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป  และคงเป็นโชคดีของข้าพเจ้าอย่างยิ่ง  ที่มีคู่ครองที่มีเป้าหมายในชีวิตคล้ายๆกัน  มีศีลและทิฏฐิเสมอกัน  เพราะนับตั้งแต่วันแรกที่แต่งงานกัน  คุณสมจิตรเธอจะเป็นคนสุภาพไม่หมกมุ่นในเรื่องกาม  เธอจะรักครอบครัวมาก  และเราอยู่กันด้วยหน้าที่  ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  ไม่ได้มีเรื่องตัณหาราคะนำหน้า  ข้าพเจ้าเคยพูดหยอกเธอว่าพ่อเป็นคนไม่โรแมนติกเลยนะ  คุณสมจิตรเธอตอบมาว่า  คนที่ชอบความโรแมนติกนี่แหละที่ชอบฆ่าตัวตายหรือไม่ก็เป็นบ้าไป  พอได้ยินดังนั้นก็เห็นด้วยกับความคิดของเธอ  เพราะคนลักษณะนี้จะลุ่มหลงในกามอย่างมาก  และเมื่อกามทั้งหลายเสื่อมสภาพไปก็วิตกทุกข์ร้อนไม่ยอมรับความจริง  ในที่สุดเมื่อสู้ทุกข์ไม่ได้จึงต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาจ

 

 

 

 40  เมื่อภาคจินตนาการบรรเจิดขึ้น

จึงเป็นที่มาของการเผยแพร่ความคิดที่ดีงามสู่สังคม

 

ข้าพเจ้าเห็นว่าถ้าอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษต่อไป  ก็คงมีปัญหาเรื่องตารางสอน  เพราะเพื่อนในหมวดสังคมมักอ้างเหตุผลเข้าข้างตนเองว่าเขาจบเอกสังคม  แต่ข้าพเจ้าไม่ได้จบเอกนี้  จึงไม่จัดตารางสอนให้  ต่อมาครูสังคมที่วิทยาลัยการอาชีพศรีสะเกษชวนให้ข้าพเจ้าไปสอนที่นั่น  ดังนั้นข้าพเจ้าจึงตัดสินใจว่า  ในเมื่อวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษไม่สามารถแบ่งคาบสอนให้ข้าพเจ้าได้  คงไม่มีประโยชน์หากข้าพเจ้าไม่ได้ทำหน้าที่ที่ข้าพเจ้ารัก  จึงได้ขอย้ายสับเปลี่ยนกับอาจารย์แผนกช่างก่อสร้างที่วิทยาลัยการอาชีพศรีสะเกษ  และในภาคเรียนต่อมาก็มีคำสั่งให้ย้ายสับเปลี่ยน  ตั้งแต่วันที่  31  สิงหาคม  2547  รวมเวลาที่ข้าพเจ้ารับราชการที่วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ  20  ปี 

เมื่อมาอยู่วิทยาลัยการอาชีพ  ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ใดก็ตั้งใจปฏิบัติ  ส่วนค่าสอนพิเศษไม่ได้สนใจ  เพราะข้าพเจ้ามีความพึงพอใจกับเงินเดือนที่ได้รับ อีกประการหนึ่งหากข้าพเจ้ามามัวลุ่มหลงกับโลกธรรมฝ่ายอิฎฐารมณ์  ภาคจินตนาการของข้าพเจ้าจะไม่เกิดขึ้น  และหน้าที่อันยิ่งใหญ่คืองานเผยแผ่พระพุทธศาสนาก็จะเป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อปล่อยวางสิ่งเหล่านี้ภาคจินตนาการของข้าพเจ้าก็บรรเจิดขึ้น  และคอยกระตุ้นเตือนว่า  บัดนี้สติปัญญาของข้าพเจ้าพอเพียงที่จะต้องทำหน้าที่อย่างจริงจัง ดังที่เคยตั้งสัจจปฏิญาณไว้แต่กาลก่อน  ข้าพเจ้าได้เริ่มค้นคว้าพุทธธรรมอย่างจริงจัง  เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งหลักสูตรไตรสิกขาจะได้บรรจุความรู้ทางโลกุตตรธรรม  อันเป็นการศึกษาวิชาพระพุทธศาสนาที่สมบูรณ์  สามารถนำพามนุษยชาติไปสู่การดับทุกข์ได้จริง  สมดังที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านต้องสู้ทุกข์บำเพ็ญบารมีมาหลายภพหลายชาติ  เพื่อบอกทางพ้นทุกข์ให้แก่ผู้มีจักษุ 

 

บทความทางพระพุทธศาสนาเฝ้าดูวัฒนธรรมโลกจากจอแก้วทุกฉบับ  ถูกกลั่นกรองออกมาด้วยวิชชาและจินตนาการอันลึกซึ้ง  เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาโดยไม่คิดเสียดายทุนทรัพย์ในการส่งไปให้คนระดับชั้นปัญญาชนทั่วประเทศได้อ่าน หากจะทำให้การพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง และแสดงออกซึ่งความกตัญูกตเวทิตาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้บอกทางสว่างให้แก่ข้าพเจ้า และยังเป็นการแบ่งเบาภาระของท่านพระอาจารย์พยับ ปัญญาธโรผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชชาให้ข้าพเจ้า  ซึ่งท่านต้องใช้สติปัญญาและสมองอย่างมากในการจัดทำหนังสือพิมพ์ดี  เพื่อเผยแพร่สืบสานงานของพระพุทธศาสนา  บทความนี้ได้รับความสนใจจากเพื่อนครูต่างสถาบัน  โดยเฉพาะครูผู้สอนวิชาพระพุทธศาสนาหลายจังหวัดที่รักพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง  ได้ช่วยนำไปเผยแพร่ให้นักเรียนมีความเห็นที่ถูกต้อง  และหลายท่านได้ส่งจดหมายมาให้กำลังใจ  และยินดีเป็นเพื่อนร่วมอุดมการกับข้าพเจ้า  ถึงแม้ทางข้างหน้าจะยาวไกลเพียงใด  ข้าพเจ้าก็มุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงด้วยกำลังใจที่มั่นคงดุจขุนเขา  ไม่หวั่นไหวกับความชอบใจและความไม่ชอบใจของคนอื่น  เพราะถ้าเราเอาชนะตนเองได้ก็เท่ากับเราชนะคนทั้งโลก ด้วยการมีสติปัญญาเป็นพาหนะให้เดินไปถูกต้องและตรงทางตามหลักอริยมรรคมีองค์ 8  เหมือนดังที่พระอริยสาวกรุ่นแล้วรุ่นเล่าท่านเคยเดินมาแล้ว และผู้มีปัญญาฉลาดใฝ่หาสันติสุขจะเดินตามรอยท่านตราบจนถึงสิ้นกัปปกัลย์พุทธันดร 

 

 

 

 41  สรุปสาระสำคัญของการปฏิบัติธรรม

 

คนทั่วไปมักชอบพูดว่า “ มรรคผลนิพพานไม่มี  เป็นของสูงที่ใครๆแตะต้องไม่ได้  ถ้าใครพูดถึงคนทั่วไปมักมองว่าบ้าหรือเปล่า ”  และมีผู้ที่พยายามจะอธิบายเรื่องนี้หลายท่าน  เช่น หลวงปู่มั่น ภูริฑัตโต  ท่านพุทธทาสภิกขุ  หลวงปู่ชา สุภัทโท  หลวงพ่อพุธ  ฐานิโย ฯลฯ  ซึ่งก็ทำให้ชาวพุทธเป็นจำนวนไม่น้อย  ที่เห็นคุณค่าของธรรมะ  มีศรัทธานำไปประพฤติปฏิบัติและสามารถทำให้ชีวิตสงบสุขได้จริง  แต่งานเผยแผ่พระพุทธศาสนา  หากไม่กระทำต่อเนื่อง  และปล่อยให้ความรู้ตายไปกับท่านเหล่านั้น  โลกก็คงเต็มไปด้วยคนที่ทุกข์ทรมานหาทางออกไม่ได้  อวสานของโลกก็คงมาถึงเข้าสักวัน  ดังนั้นจึงต้องมีผู้ทำหน้าที่เผยแผ่ต่อไป  ซึ่งผู้ที่จะทำหน้าที่นี้ได้ดีก็คือชาวพุทธ  ซึ่งหมายถึงผู้รู้ที่รู้พระพุทธศาสนาจริงๆ  มิใช่รู้แบบหลอกตัวเองไปวันๆ  แล้วนำความรู้นั้นไปแสวงหาลาภ  ยศ  สรรเสริญ  สุข  ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนว่ามันเป็นเหยื่อของโลก     

 

การสอนวิชาพระพุทธศาสนาจะต้องมีเป้าหมายสูงสุด  คือการดับทุกข์ทางใจ  เพราะทุกข์เป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจกระวนกระวายเศร้าหมอง  วิตกกังวล  เกิดความหวาดกลัวท้อถอย  สิ่งเหล่านี้ล้วนบั่นทอนจิตใจให้อ่อนแอ  บันทอนความสดใสของชีวิต  ดังนั้นหากจะดับทุกข์ก็ต้องไปดับที่ต้นเหตุ  จึงจะดับทุกข์ได้  หากไม่ดับที่ต้นเหตุ  ก็จะสร่างทุกข์เพียงชั่วคราวแล้วกลับไปทุกข์ทรมานต่อไปอีกไม่รู้จักจบสิ้น  เราจึงควรมาแสวงหาความจริงของชีวิต  หากพบความจริงแล้วก็จะรู้ว่าอะไรคือสาเหตุแท้จริงที่ทำให้เกิดทุกข์  เมื่อพบความจริงแล้วก็จะเกิดปัญญาที่จะดับทุกข์ตามมาเป็นอัตโนมัติของอริยสัจธรรม

 

 และเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นผู้เขียนจึงขออธิบายในลักษณะปุจฉาวิสัชนา  ดังนี้

 

คำถาม  : อะไรคือสิ่งหลอกลวงให้มนุษย์จมอยู่กับความทุกข์ ?

คำตอบ : ความไม่รู้นั่นแหละที่ทำให้มนุษย์วนเวียนอยู่กับความทุกข์ที่ไม่สิ้นสุด

 

คำถาม  : มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่รู้อะไร  ความทุกข์จึงไม่สิ้นสุด ?

คำตอบ : เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่า  สิ่งที่ตนเองใช้ดับทุกข์  มันดับไม่ได้จริง  มันเป็นแค่เครื่องช่วยผ่อนคลาย

               ทุกข์ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น  พอกลับมาทุกข์อีกก็ดับทุกข์ด้วยวิธีการเดิมๆอีก  ความทุกข์จึงมีแต่ทวียิ่งๆขึ้น

               ไปไม่รู้จักจบสิ้น

 

คำถาม  : แล้วอะไรล่ะที่มนุษย์เขาใช้ดับทุกข์กัน ?

คำตอบ : ก็กามไงล่ะ   

 

คำถาม  : แล้วไอ้กามนี่มันคืออะไร ?

คำตอบ  : กามก็คือความชื่นชมความยินดี  ความพอใจในทุกๆสิ่งในโลก  กามมิใช่เรื่องอารมณ์ทาง เพศตามที่คนทั่วไปเข้าใจกันเท่านั้น  แต่มันหมายถึงความชื่นชมยินดีใน   รูป  รส  กลิ่น   เสียง ในสัมผัส   มันจึงเป็นของหลอกลวง        ก็เพราะมันทำให้เกิดความติดอกติดใจอย่างไม่รู้เบื่อ         มันหลอกให้เราวิ่งตามจน เหน็ดเหนื่อย    แต่ยิ่งตามเท่าไรก็ไม่ทัน     เพราะกามมัน เป็นของหลอกๆ     เป็นภาพลวงตาเหมือนเงา   เป็นเครื่องมือของกิเลส  ที่ทำให้จิตเศร้าหมองเป็นทุกข์ 

 

คำถาม : ! เอ  ยังงี้เราก็ถูกกามหลอกลวงให้วิ่งตามความทุกข์น่ะซิ

คำตอบ  : ถูกต้องทีเดียว

 

คำถาม  :  แล้วเมื่อมันทำให้เกิดทุกข์ไม่จบไม่สิ้นแล้ว  มนุษย์ไปวิ่งตามมันทำไมล่ะ ?

คำตอบ  : ก็ความไม่รู้(อวิชชา)นั่นแหละที่ทำให้เขาวิ่งตามมัน  เพราะขณะที่เราเสพเสวยกามทางอายตนะ     มันก็ทำให้เกิดความเพลิดเพลินเอร็ดอร่อย        เกิดความกระชุ่มกระชวย    พอเพลิดเพลินแล้วก็ติดอกติดใจ  พระพุทธศาสนาจึงเรียกมันว่า  กามสุขหรือกามคุณ

 

คำถาม  :  แล้วโทษของกามล่ะ  มีมากไหม ?

คำตอบ  : โอ ! มากมายมหาศาลทีเดียว  เพราะความสุขที่ได้จากกาม  มันไม่เที่ยง  มันเกิดขึ้นแล้วมันก็ตั้งอยู่ไม่ได้ต้องอันตรธานไปเป็นธรรมดาตามกฏแห่งไตรลักษณ์   และเป็นอย่างนี้อยู่ร่ำไป   ดังนั้นคนโง่เขลาเช่น  ปุถุชนจึงถูกหลอกลวงให้หมกติดอยู่กับกาม     เพราะขณะเสพเสวยรสแห่งกามก็เกิดความชุ่มชื่นใจ  เอร็ดอร่อยเพียงชั่วคราว เมื่อสร่างกามแล้ว ก็กลับไปทุกข์อีกความโง่ก็สอนให้แสวงหากามมาดับทุกข์ยิ่งๆขึ้นไปอีก เมื่อสร่างกามก็ไปทุกข์อีก   และเป็นวงจรอยู่อย่างนี้ไม่รู้จักจบสิ้น    เรียกว่า  กามาฑีนพ  คือโทษของกาม   ดังนั้นกามจึงเป็นความทุกข์ในโลก 

 

พระพุทธศาสนาอธิบายว่าภาวะที่จิตเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะ  คือเมื่อเกิดการผัสสะระหว่างอายตนะภายนอกกับอายตนะภายในแล้ว  ก็เกิดเวทนา  และจิตยึดมั่นเวทนานั้นไว้ด้วยความชอบใจบ้าง  ไม่ชอบใจบ้าง  แล้วจิตก็เกิดสุขบ้าง  ทุกข์บ้าง  ไม่สุขไม่ทุกข์บ้างวนเวียนอยู่เช่นนี้ในจิต  ภาวะเช่นนี้เป็นภาวะที่จิตต้องทุกข์ทรมานในวัฏฏสงสาร  มิใช่หมายถึงการเวียนตายเวียนเกิดของชีวิตตามที่เราเข้าใจกัน  เพราะความรู้เช่นนี้เรายังไม่อาจสัมผัสได้ในปัจจุบัน  เราจึงควรเข้าใจวัฏฏะสงสารตามหลักพุทธธรรม  ซึ่งเป็นความรู้แบบวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์รับรู้ได้ด้วยตนเองที่นี่และเดี๋ยวนี้(ปัจจัตตัง)  ไม่ต้องรอชาติไหนๆ  หากชาตินี้ไม่มีสติปัญญาเอาชนะกาม   ก็อย่าหวังว่าชาติต่อๆไปจะมีปัญญาเอาชนะทุกข์ ได้  เพราะการเกิดมาเป็นมนุษย์ยากแสนยาก  แม้มีคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่  แต่ไม่สนใจใฝ่รู้

 

 

คำถาม  : ในเมื่อความสุขจากกาม     มันเป็นของหลอกๆ    แต่ตราบใดที่ยังมีขันธ์ 5  เราก็จำเป็นต้องเสพเสวยมัน แล้วเราจะมีวิธีปฏิบัติต่อมันอย่างไรล่ะ มันจึงจะไม่ครอบงำให้เราเป็นทุกข์ ?

คำตอบ :  ก็ในขณะที่เสพเสวยรูปก็ดี  กลิ่นก็ดี  เสียงก็ดี  รสก็ดี  โผฏฐัพพะก็ดี  ธรรมารมณ์ก็ดี  เราต้องวางใจให้เป็นกลาง  แน่วแน่เป็นอุเบกขา  คือเมื่อมันมายั่วยวนให้ชอบใจเราก็ไม่เผลอไปชอบใจ   มันยั่วยวนให้ไม่ชอบใจเราก็ไม่หลงกลไปไม่ชอบใจมัน     เพียรพยายามทำเช่นนี้ด้วยความอดทน     พยายามทนต่อผัสสะให้ได้  ตั้งแต่ผัสสะเล็กๆไปจนถึงผัสสะใหญ่ๆ บอกตัวเองเสมอว่า  เราต้องการความสุขที่จีรังยั่งยืน  เหมือนที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวกท่านได้รับ  ท่านก็เป็นมนุษย์เดินดินเหมือนเราท่านยังทำได้  แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้  เราไม่ต้องการความสุขที่ขึ้นๆลงๆ  และสุดท้ายก็ทุกข์อยู่อย่างนี้ไม่จบไม่สิ้น    ทำจิตให้รับรู้อารมณ์ที่ปรากฏทางอายตนะด้วยวิธีการนี้  จิตจะเกิดมีพลังแห่งอิสรภาพ  เกิดความมั่นคงไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่มากระทบ เห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปของลาภ  ยศ   สรรเสริญ  สุขเป็นเรื่องธรรมดา   ไม่มีความวิตกทุกข์ร้อนเมื่อสิ่งเหล่านี้มาถึง     มีกำลังใจในการต่อสู้กับความทุกข์อย่างเข้มแข็งมั่นคง ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า  จิตเป็นเอกัคคตารมณ์(มีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว) นี่แหละคือภาวะที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าการพึ่งตนเอง หากใครหวังพึ่งลาภ  ยศ  สรรเสริญ  สุข  จากภายนอกจิตใจก็เอร็ดอร่อยเพียงชั่วคราว  แล้วก็กลับไปทุกข์อีกเมื่อสิ่งนั้นเสื่อมไป   ซึ่งเป็นความทุกข์ทรมานไม่รู้จบที่เรียกว่าเวียนว่ายในวัฏฏสงสาร

 

ส่วนผู้ที่ฝึกฝนจิตจนตั้งมั่นเป็นอุเบกขา แม้จะเสวยเวทนาทั้ง 3 ก็เสวยด้วยจิตที่ไม่มีอุปาทาน

(ไม่ยึดมั่นว่าชอบใจหรือไม่ยึดมั่นว่าไม่ชอบใจ)  จิตจึงไม่มีทุกข์  แต่ถ้าเสวยเวทนาด้วยอุปาทานจิตก็ จะเกิดทุกข์  ชีวิตนี้จะมีอะไรประเสริฐเท่าความสงบสุขในจิตในใจ  ผู้ฉลาดมีปัญญาจึงควรเลือกเสพเสวยความสุขที่จีรังยั่งยืน  ส่วนปุถุชนผู้โง่เขลาก็มุ่งแสวงหาความสุขปลอมๆหลอกๆต่อไปเพื่อพบกับความทุกข์ทรมานที่ไม่รู้จบ         

 

 

 

 42  มงคลชีวิต 38 ประการ

 

ทั้งหมดที่เขียนมาเสียยืดยาวนี้  ก็คือเทคนิคการปฏิบัติธรรมด้วยมงคลชีวิต 38 ประการ ดังนี้ 

 1.  ไม่คบคนพาล พาลภายนอกคือคบกับคนไม่ดี พาลภายในคือจิตถูกความโลภ โกรธ หลงครอบงำ

 2.   คบบัณฑิต  การคบคนดี  คนที่พยายามระงับภัยระงับเวร 

 3.   บูชาผู้ควรบูชา  บูชาผู้มีศีล  อย่าปล่อยให้คนชั่วมาครอบงำจิตใจ 

 4.   อยู่ในถิ่นที่สมควร  อยู่ในที่สงัด

 5.   มีการทำบุญไว้ก่อนแล้ว มีจาคะสละความเห็นแก่ตัว

 6.   ตั้งตนไว้ชอบ  ปฏิบัติตามหลักศีล  สมาธิ  ปัญญา 

 7.   เป็นพหูสูต  เป็นผู้สนใจใฝ่รู้อยู่เสมอ

 8.   มีศิลปะ  มีความชำนาญในการงานอาชีพที่สุจริต

 9.   มีวินัยอันอบรมดีแล้ว  มีศีลเป็นเครื่องรักษาใจ

10.  มีวาจาเป็นสุภาษิต  พูดในสิ่งที่จริง ดี มีประโยชน์  ถูกกาลเทศะ

11.      บำรุงบิดามารดา 

12.      สงเคราะห์บุตร  เลี้ยงดูอบรมบุตรให้เป็นคนดี  ห้ามปรามจากความชั่ว

13.  สงเคราะห์ภรรยา  ด้วยหลักฆราวาสธรรม 4

14.  การงานไม่คั่งค้าง  ไม่บกพร่องในหน้าที่การงาน

15.  ให้ทาน  มีอามิสทาน  ธรรมทาน  อภัยทาน

16.  ประพฤติธรรม  ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

17.  สงเคราะห์ญาติ  ด้วยหลักสังคหวัตถุ 4

18.  การกระทำอันไม่มีโทษ  ไม่ผิดกฎหมาย  ไม่ผิดศีลธรรม  ไม่ผิดจารีตประเพณี

19.  ละเว้นจากบาป  ละจากอกุศลมูล

20.  สำรวมจากการดื่มน้ำเมา 

21.  ไม่ประมาทในธรรม  มีสติเตือนตนเองอยู่เสมอ

22.  รู้จักเคารพ 

23.  ไม่จองหองอวดดี  มีความอ่อนน้อมถ่อมตน  ไม่ยกตนข่มท่าน

24.  มีความสันโดษ  พึงพอใจในฐานะของตน

25.  มีความกตัญญู 

26.  ฟังธรรมตามโอกาส 

27.  มีความอดทน 

28.  เป็นผู้ว่าง่าย 

29.  พบปะสมณะ 

30.  สนทนาธรรมตามโอกาส 

31.  มีความเพียรเผากิเลส 

32.  ประพฤติพรหมจรรย์ 

33.  มองเห็นอริยสัจจ์ 

34.  ทำให้แจ้งในนิพพาน 

35.  มีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม 

36.  มีจิตไม่เศร้าโศก 

37.  มีจิตปราศจากกิเลส 

38.  มีจิตอันเกษม

 

“ ใครประพฤติได้สมบูรณ์ตามนี้  ความชั่วร้ายจักไม่สามารถครอบงำผู้นั้น  เขาจักมีสวัสดีมงคลอย่างสูงสุด  ได้รับความสุขแห่งจิตที่สมบูรณ์อยู่เนืองนิจ ”

 

 

  • พัชรา กอปรทศธรรม/25 พ.ย.2547 

 

 

 

 

 

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.
เวบไซท์นี้ http://www.newworldbelieve.net มีข้อมูลพื้นฐานจากหนังสือพิมพ์ดี:วิเคราะห์ข่าวในวงการเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดและสหธรรมิก ออกโดยมูลนิธิพระเทพวรมุนี(เสน ปญฺญาวชิโร) มี พระพยับ ปญฺญาธโร เป็นบรรณาธิการ และเป็น webmasterสำนักงานตั้งอยู่ที่ วัดมหาพุทธาราม อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ 33000 ขณะนี้หนังสือพิมพ์ดีมีอายุทำการมา 11 ปีแล้ว มีเรื่องสำคัญคือการวิเคราะห์สังคมทั้งระบบด้วยแนวภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์แห่งตาธรรมะในพระพุทธศาสนาเพื่อนำสังคมไปสู่ความดีงามและรอดปลอดภัยจากสถานการณ์เลวร้ายยุคนี้